น.3 บัดนี้จะได้วิสัชนาพระธรรมเทศนา เพื่อเป็นเครื่องประดับสติ ปัญญา ส่งเสริมศรัทธา ความเชื่อ และวิริยะความพากเพียรของท่านทั้งหลาย ผู้เป็นพุทธบริษัทให้เจริญงอกงามก้าวหน้า ในทางแห่งพระศาสนาของสมเด็จ พระบรมศาสดา อันเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายกว่าจะยุติลงด้วยเวลา. ธรรมเทศนาเป็นพิเศษในวันนี้ จักได้กล่าวถึงธรรมะในพระพุทธ- ศาสนาอันเป็นพุทธภาษิต ที่อาจจะตอบปัญหาของคนที่มักจะถามกันว่าเกิดมา ทำไม ดังนี้ได้.
น.4 ข้อแรกที่สุด จะต้องระลึกให้กว้างกันสักหน่อยว่าคน ธรรมดาทั่วๆ ไป มีปัญหาอยู่ในใจว่า เกิดมาทำไม จริงหรือเปล่า ? ปัญหาข้อนี้ถือกันว่าทุกคนสนใจและสงสัย. แม้กระ- นั้นก็อาจจะมีบางคนมีเล่ห์เหลี่ยมที่จะเยาะเย้ยว่า ก็พระ- พุทธศาสนา สอนถึงความไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา คือ ไม่มีใครเกิดมาดังนี้แล้ว เหตุใดจึงมีปัญหาว่าเกิดมาทำไมด้วย เล่า ? ถ้าผู้ใดซักถามไปในทำนองนี้ เราจะต้องถือว่าเขา อาศัยหลักของพระพุทธศาสนาชั้นสูงสุด คือชั้นที่ว่าด้วย ความหลุดพ้น มาพูดกับคนธรรมดาสามัญที่ยังไม่มีความ หลุดพ้น; เป็นเรื่องไม่ถูก ไม่ตรง คือไม่ถูกฝา ถูกตัว; เพราว่า ตามธรรมดาของคนที่ยังไม่รู้ธรรมะถึงที่สุดแล้ว จะ ต้องมีความรู้สึกว่าตนกำลังเกิดอยู่ และตนมีปัญหามากมายที่ จะต้องทำ กระทั่งไม่รู้ว่าเกิดมานี้เพื่ออะไรกัน. โดยทั่ว ๆ ไป ผู้ที่เป็นพระอรหันต์ ถึงที่สุดแห่งธรรม ในพระพุทธศาสนาแล้วเท่านั้น ที่จะรู้สึกว่ามิได้มีการเกิดอยู่
น.5 ๒ ในบัดนี้; ไม่มี สัตว์ บุคคล ตัวตน ของใครที่เกิดอยู่ในบัดนี้: ดังนั้นปัญหาที่ว่า เกิดมาทำไม จึงไม่มีแก่พระอรหันต์ แต่ สำหรับบุคคลที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ แม้ที่ยังเป็นพระอริย- เจ้า ในขั้นต้น ๆ เช่นพระโสดาบันก็ดี ก็ยังมีความรู้สึกว่า มีตัวตนของตนและตนกำลังเกิดอยู่ทั้งนั้น จึงจัดได้ว่าเป็นผู้ที่ ล้วนแต่มีปัญหาอยู่ในใจว่า เกิดมาทำไม ด้วยกันทุกคน. โดยเหตุนี้ขอสรุปใจความของปัญหานี้สั้น ๆ ว่า เกิดมา ทำไม? และ เป็นปัญหาของคนทั่วไป ที่ยังไม่เป็นพระ อรหันต์. ทีนี้เราจะพิจารณากันดู ถึงความรู้สึกที่เกิดอยู่เองใน ใจของคน ซึ่งต่างคนก็มักจะมีความคิดเป็นของเขาด้วยกัน ทั้งนั้นว่า เขาเกิดมาทำไม ? ถ้าจะถามเด็ก ๆ ดู ก็จะตอบว่าเกิดมาเพื่อเล่นกันให้ สนุกสนานทีเดียว: ถ้าจะถามคนหนุ่มคนสาว ก็คงจะตอบ ว่าเกิดมาเพื่อความสวยความงาม ความรื่นเริงบรรเทิงกันใน ระหว่างเพศ; ถ้าจะถามคนที่สูงอายุขึ้นไปในวัยเป็นพ่อ บ้านแม่เรือน ก็คงจะตอบกันเป็นส่วนมากว่า เกิดมาเพื่อ สะสมทรัพย์สมบัติเอาไว้กินต่อแก่เฒ่าและให้ลูกให้หลาน
น.6 ๓ ดังนี้เรื่อยๆ ไปด้วยกันทั้งนั้น. ครั้นอยู่ไปจนถึงแก่ชรา แก่หง่อม เมื่อถามว่าเกิดมาทำไม ? คงจะงง และคงจะคิด ว่า เกิดมาเพื่อตายไป สำหรับจะเกิดใหม่ต่อ ๆ ไปมากกว่า อย่างอื่น. ข้อนี้น้อยคนที่จะคิดว่าเกิดมาแล้วก็สิ้นสุดกัน เพียงแค่ตาย; เพราะว่าได้ถูกอบรมสั่งสอนกันมาตั้งแต่อ้อน แต่ออกถึงเรื่องโลกอื่น ถึงเรื่องชาติอื่นหลังจากตายแล้ว จนฝังอยู่ในจิตใจด้วยกันแทบทั้งนั้น. สำหรับผู้ที่มีวัฒน- ธรรมที่รับมาจากชาวอินเดีย ไม่ว่าจะนับถือพุทธศาสนาหรือ ศาสนาพราหมณ์ หรือศาสนาอื่น ๆ ส่วนมากมีความเชื่อไป ในทางตายแล้วเกิดใหม่. คนแก่ ๆ คนชราหมดปัญญาที่จะ นึกคิดอะไรแล้ว ก็คงจะตอบว่าเกิดมาเพื่อตายแล้วไปเกิด ใหม่ดังนี้. นี้หลักใหญ่ๆ ทั่วๆ ไปก็ตอบได้แค่นี้. ถ้าจะพิจารณาดูกันอีกทางหนึ่ง ในส่วนรายละเอียด ปลีกย่อยแล้ว บางคนก็คงจะตอบว่าเกิดมาเพื่อกิน เพราะ มักมากในการกิน; และบางคนก็คงจะตอบว่าเกิดมาเพื่อ กินเหล้า เพราะว่าเป็นทาสเหล้าอยู่ตลอดเวลา ไม่บูชา อะไรยิ่งไปกว่าเหล้า ดังนี้ก็มี. บางคนเกิดมาเล่นไพ่ จน ถึงกับมีคำกล่าวว่า ยอมหย่าผัวไม่ยอมหย่าไพ่ ดังนี้ก็ยังมี.
น.7 ๔ บางคนยังหลงใหลในสิ่งอื่น ในอบายมุขอื่น ๆ แม้กระทั่ง ของเล่น จนเห็นว่าเป็นสิ่งที่สูงสุด ที่เขาควรจะได้อย่างนี้ ก็มี. โดยทั่วๆ ไปคนที่เรียกว่าได้รับการศึกษาดีนั้น มัก จะนิยมหลงใหลในเรื่องเกียรติ คือ อยากจะมีเกียรติว่าเป็น อย่างนั้นอย่างนี้ให้สูงสุดขึ้นไป เพราะเกิดมาเพื่อจะสร้าง เกียรติ. เท่าที่กล่าวมานี้ พอจะสรุปได้ว่า เกิดมาเพื่อกิน, เกิด มาเพื่อกาม และเกิดมาเพื่อเกียรติ. พวกที่ ๑ คือ เรื่องกิน นั้น เป็นของจำเป็น ครั้นไปติด ในรสของอาหารเข้าก็หลงใหลในเรื่องของการกิน ดูคน สมัยนี้สนใจในเรื่องการกินกันมากยิ่ง ๆ ขึ้นทุกที ตามหน้า หนังสือพิมพ์ก็ดี หรือเครื่องมือสื่อมวลชนอย่างอื่นก็ดี มี โฆษณาเรื่องกินอย่างมีศิลปะกันยิ่งขึ้น จนเป็นที่เชื่อได้ว่า คนจำนวนไม่น้อยหลงใหลบูชาในเรื่องการกิน เกิดมานี้ ก็เพื่อกิน นี้เป็นพวกที่ ๑. พวกที่ ๒ ที่เรียกว่าเ รื่องกาม นั้น หมายถึงความสนุก สนาน เอร็ดอร่อย ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทุกชนิด; เพราะว่าเมื่อเสร็จจากเรื่องกินแล้ว คนก็หันมา
น.8 ๕ หาเรื่องความสนุกสนานทางอายตนะเป็นส่วนใหญ่ นี้เรียกว่า เป็นเรื่องกาม กลายเป็นคนที่ตกอยู่ใต้อำนาจของสิ่งเหล่านี้ ถึงขนาดที่เรียกว่าเป็นทาสด้วยกันทั้งนั้น. แม้ที่สุดแต่อบาย- มุขต่างๆ ที่กล่าวนามมาแล้วนั้นก็รวมอยู่ในเรื่องกาม คือ ความรู้สึกเอร็ดอร่อยทางจิตใจ ซึ่งเป็นอายตนะที่ ๖ เป็น เรื่องหลงใหลได้ถึงที่สุดด้วยกันทุกอย่าง นี้เรียกว่าคนเหล่า นี้เกิดมาเพื่อสิ่งที่เรียกว่ากาม คือวัตถุอันเป็นที่ตั้งของความ ใคร่ อันอาศัยอายตนะคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็น เครื่องมือนี้เป็นพวกที่ ๒. พวกที่ ๓ เกิดมา เพื่อเกียรติ นี้ได้รับการอบรมสั่งสอน มาให้บูชาเกียรติ แม้ชีวิตนี้ก็สละให้เพื่อเกียรติ. ถ้าหนู ทางที่ตนถือเอาสำหรับแสวงหาเกียรตินั้น เป็นไปเพื่อ ประโยชน์ผู้อื่น และประโยชน์ตนรวมกันไป ก็ยังนับว่า เป็นประโยชน์อยู่มาก ไม่เป็นที่ตั้งแห่งการติเตียนตามวิสัย ชาวโลกทั่ว ๆ ไป แต่ในทางธรรมะนั้น ถ้าหลงใหลถึงขนาด ตกเป็นทาสของสิ่งที่เรียกว่าเกียรตินี้แล้ว ก็ยังถือกันว่าเป็นสิ่ง ที่น่าเวทนาสงสาร คือยังไม่ดับทุกข์นั่นเอง. เพราะฉะนั้น
น.9 ๖ เรื่องกินก็ดี เรื่องกามก็ดี เรื่องเกียรติก็ดี จึงมีไว้สำหรับ เป็นเครื่องหลงใหลอย่างยิ่งได้ด้วยกันทุกอย่าง. อย่างที่เราจะได้ยินได้ฟังอยู่มากกว่าเรื่องอื่นในหมู่คน ที่ยากจนว่าจำเป็นที่จะต้องประกอบอาชีพ เพื่อได้วัตถุมา เลี้ยงชีวิต แต่แล้วก็ดูเหมือนว่า ไม่ได้คิดว่ามีสิ่งอื่นที่สำคัญ หรือจำเป็นอย่างยิ่งกว่าเรื่องทำมาหากิน จึงถือเอาเรื่องทำ มาหากินเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิตของตน จนกลายเป็น ว่าเกิดมาก็เพื่อทำมาหากิน ทำไร่ ทำนา ค้าขาย หรือ อะไรก็แล้วแต่ถนัด ทำอย่างนี้เรื่อยจนเน่าเข้าโลงไปทีเดียว ก็ยังไม่ถึงจุดที่ถือได้ว่าเพียงพอ. นี้เรียกว่า เกิดมาเพื่อทำมา หากินแท้ๆ ไม่เคยนึกว่ามีสิ่งใดที่สำคัญไปกว่า; เพราะ เหตุว่าคนเหล่านั้นไม่ได้นั่งใกล้พระอริยเจ้า ไม่ได้ฟังธรรม ของพระอริยเจ้า คงนั่งใกล้แต่เพื่อนปุถุชนด้วยกัน ฟังคำ ของปุถุชนด้วยกัน นับว่าเป็นสิ่งที่น่านึกน่าคิดตรงที่ เขา ถือว่าเป็นการถูกต้องครบถ้วนสมบูรณ์ถึงที่สุดเพียงแค่นั้น แต่ที่แท้แล้วมันจะเป็นการถูกต้องเพียงครึ่งเดียวหรือไม่ถึง ครึ่งด้วยซ้ำไป เพราะว่าคนเรานั้นมีวัตถุประสงค์มุ่งหมาย ในการเกิดมา มากไปกว่าที่จะเกิดมาเพียงเพื่อทำมาหากิน.
น.10 ๗ นี่แหละคือ ข้อที่ทุกคนจะต้องสนใจศึกษากันให้เป็นที่เข้าใจ อย่างแจ่มแจ้งว่า การเกิดมาเพื่อทำมาหากิน ให้มีชีวิตรอด อยู่นี้อยู่ไปทำไมกัน ต่อเมื่อมีความเข้าใจอันถูกต้องว่า มี ชีวิตไปนี้จะอยู่เพื่ออะไรในที่สุด แล้ว จึงจะรู้ว่าการทำมาหา กินนี้เป็นเพียงเรื่องที่สองรองลงมาจากเรื่องที่ใหญ่ที่สำคัญ เรื่องหนึ่ง คือเรื่องที่ว่า เกิดมาเพื่ออะไรนั่นเอง. เราทำมาหากินนี้สำหรับจะได้เลี้ยงชีวิต เพื่อมีชีวิต อยู่แล้วจะได้ทำสิ่งอื่นที่ดีกว่านี้ หรือว่าการทำมาหากินนี้ สำหรับจะได้สะสมทรัพย์สมบัติไม่มีขอบเขต ? เท่าที่เห็น กันอยู่โดยมากเป็นไปในทำนองทำมาหากิน เพื่อสะสม ทรัพย์สมบัติอย่างไม่มีขอบเขต ไม่ได้ทำมาหากินเท่าที่จำ- เป็นจะต้องทำ เช่น ทำเพียงเพื่อเลี้ยงตนเองและครอบครัว ให้มีความเป็นอยู่ผาสุกไม่มีความยากลำบาก ให้มีการก้าว หน้าไปตามทางของคนธรรมดาทั่วๆ ไป. คนโดยมากเฝ้า สะสมเท่าไรก็ไม่พอไม่มีขอบเขต จนกระทั่งตัวเองก็บอกไม่ ได้ว่า จะเอาไปทำอะไรอย่างนี้ก็มีอยู่มากมายในโลกนี้. การกระทำอย่างนี้ของบุคคลประเภทนี้ ตามทางศาสนาถือ ว่าเป็นการทำบาปอยู่ในตัวโดยตรงบ้าง โดยปริยายบ้าง.
น.11 ๘ ศาสนาคริสเตียนถือว่าการแสวงหาทรัพย์เกินกว่าจำ- เป็นนั้นเป็นบาปโดยตรง. ในศาสนาอื่นก็มีว่าอย่างนั้น ในศาสนาพุทธเรานี้ ก็มีหลักการในทำนองนั้น คือว่าผู้ที่ มัวคอยสะสมทรัพย์สมบัติ ไม่มีขอบเขต นั้น มีความหลง ความโง่ความเขลา อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ ขึ้นชื่อว่าความ หลงแล้วก็เป็นบาปอยู่ในตัว แม้ไม่ใช่บาปอย่างฆ่าสัตว์ตัด ชีวิต ก็ยังเป็นบาปชนิดใดชนิดหนึ่ง; ดังนั้นควรจะยุติกัน เสียสักทีว่า คนเราไม่ควรจะเกิดมาเพื่อการสะสม ทรัพย์สมบัติ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ควรจะนึกถึงเรื่องอีกเรื่องหนึ่งซึ่งดีกว่านั้น หมายความว่าเราสะสมทรัพย์ ก็เพื่อซื้อความสะดวกแก่การ เป็นอยู่ในทุกประการ แล้วก็แสวงหาสิ่งอื่นที่ดีไปกว่า ทรัพย์สมบัติจะมีให้ได้ สิ่งนั้นได้แก่อะไร ก็ควรจะได้คิด ดูเอาเองตามชอบใจไปพลางก่อน. ทีนี้มาถึงข้อที่ว่า คนที่เกิดมาลุ่มหลงในทางกามนั้น น่าจะระลึกนึกถึงภาษิตโบราณสักบทหนึ่งว่า "อาหารนิทฺทา ภย เมถุนญ์จ สามาญฺญเมตปุปสุภิ นราน์" การแสวงหา ความสุขจากการกินอาหารก็ดี การแสวงหาความสุขจาก การนอนก็ดี การแสวงหาความสุขจากเมถุนธรรมก็ดี และ
น.12 ๙ การรู้จักขี้ขลาดต่ออันตรายหนีภัยก็ดี ๔ อย่างนี้มีเสมอกัน ในระหว่างสัตว์มนุษย์กับสัตว์เดียรัจฉาน. "ธมฺโม หิ เตสํ อธิโก วิเสโส" แต่ว่าธรรมะเท่านั้น ที่ทำคนให้ผิดแปลก แตกต่างจากสัตว์ "ธมฺเมน หีนา ปสุภิ สมานา" เมื่อปราศ- จากธรรมะแล้วคนกับสัตว์ก็เหมือนกัน. นี้เป็นคำกล่าวที่มี มาแต่โบราณกาล ก่อนพระพุทธเจ้า และแม้ในยุคพระ- พุทธเจ้าก็ยังคงยอมรับภาษิตนี้ และในพุทธศาสนาเราก็ ถือว่าคำกล่าวนี้ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนาด้วย. เป็นอันว่าเท่าที่เกิดมาตามธรรมดาสามัญ คนเรามี ความรู้สึกเหมือนกับสัตว์ ในเรื่องกินเรื่องนอนเรื่องเมถุน ธรรมและหนีภัยอันตรายโรคภัยไข้เจ็บศัตรูอะไรก็ตามเหล่า นี้ เป็นเรื่องที่สัตว์ก็ทำเป็นเหมือนกับคน ดังนั้นการที่จะ เกิดมาเพื่อบูชาสิ่งที่เรียกว่า กามคุณ ทางตา ทางหู ทาง จมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ นี้คงจะไปไม่รอด คือ แสดงว่ายังไม่รู้อะไรอยู่บางอย่างหรือมากอย่าง จึงได้ไปลุ่ม หลงสิ่งซึ่งถึงแม้ธรรมดาสัตว์เดียรัจฉานก็ทำเป็นดังที่กล่าว แล้ว. เนื่องจากสิ่งที่เรียกว่า วัตถุกามนั้น เป็นมูลเหตุดึง ดูดจิตใจถึงที่สุด ยากที่สัตว์ตามธรรมดาจะมองเห็น แล้ว
น.13 ๑๐ ถอนตนออกมาเสียได้. เราจึงถือว่าสัตว์ตามธรรมดาไม่ใช่ บุคคลสูงสุด ไม่ใช่บุคคลที่ถึงที่สุดแห่งการเกิดมาเป็นคน; เป็นเพียงผู้ที่กำลังลุ่มหลงอะไรอยู่ในระหว่างทางครึ่ง ๆ กลาง ๆ เท่านั้นเอง ถือเอาเป็นประมาณไม่ได้. และ ถ้าสิ่ง ที่เรียกว่ากามคุณเหล่านั้นเป็นสิ่งสูงสุดแล้ว คนก็ตามสัตว์ก็ ตาม ย่อมจะเรียกได้ว่าต่างอยู่ในฐานะที่สามารถถึงสิ่งที่สูงที่ สุดได้ด้วยกันทั้งนั้น. บัดนี้เรายอมรับกันแล้วว่า แม้แต่พวกเทวดาประเภท กามวจร ซึ่งอยู่ในสวรรค์ประเภทนั้น ก็ยังไม่ใช่คนดี วิเศษอะไร ยังมีความทุกข์ร้อน ยังมีความสกปรกเศร้า หมอง เพราะมีพฤติกรรมที่ไม่สมควร ทางกาย ทางวาจา และทางใจอยู่เป็นประจำ. พวกเทวดาเหล่านั้น เมื่อสำนึก ตัวขึ้นมาได้ทีไร ก็ร่ำหาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ตลอดไป นี้จึงเป็นอันว่าเรื่องสูงสุดแม้ในทางกามนั้น ยังไม่ใช่สิ่งสูดสุดของมนุษย์เลย; ไม่ควรถือว่ามนุษย์เกิด มาเพื่อสิ่งเหล่านั้น. ทีนี้ก็มาถึงเรื่องเกียรติ ถ้าจะคิดว่าคนเราเกิดมาเพื่อ เกียรติ ก็คงจะเป็นที่น่าสงสารมาก เพราะว่าดูจะเป็นเรื่อง
น.14 ๑๑ ลม ๆ แล้ง ๆ โดยเหตุที่สิ่งที่เรียกว่าเกียรตินั้น ต้องมีมูลมา จากคนเหล่าอื่นหรือคนจำนวนมากอุปโลกน์ให้ นิยมยกย่อง ให้; เป็นเรื่องอุปโลกน์กันผิด ๆ โดยไม่รู้สึกตัวก็มี เมื่อคน ส่วนมากนั้นเป็นคนโง่ คนเขลา คนหลง คนพาล ไม่ รู้จักธรรมะแล้ว สิ่งที่เขาหลงนิยมยกย่องให้เป็นเกียรติแก่ กัน นั้นก็ต้องเป็นเรื่องธรรมดา ๆ สามัญตามประสาที่คน เหล่านั้นชอบนั่นเอง หาใช่เป็นเรื่องที่พระอริยเจ้าท่าน สรรเสริญหรือสั่งสอนแต่ประการใดไม่. ยิ่งในสมัยที่คน ลุ่มหลงเรื่องเกียรติกันมาก ก็ดูจะยิ่งเป็นสิ่งที่น่าสมเพชยิ่ง ขึ้น ๆ ทุกที อย่างว่าใครจะออกไปนอกโลกได้ ถือเป็น เกียรติสูงสุด มันก็ยังไม่มีอะไรดีไปกว่าที่จะทำมนุษย์ทั้ง หมดนี้ให้มีความสุขมากขึ้นได้ มีแต่เรื่องยุ่งเหยิงสับสน อลหม่านมากขึ้นกว่าเก่าทั้งนั้น. นี้เป็นตัวอย่างของสิ่งที่ เรียกว่าเกียรติของปุถุชน คนธรรมดาทั่วไป ซึ่งมีอยู่ใน โลกนี้. ดังนั้นถ้าจะถือว่าเกิดมาเพื่อเกียรติ ก็คงจะน่า หัวเราะเท่า ๆ กัน กับที่ว่าเกิดมาเพื่อกามหรือแม้แต่เพื่อกิน อันอยู่ในระดับที่น่าสงสารเท่า ๆ กัน แล้วแต่ว่าจะถูกอบรม สั่งสอนกันมาอย่างไร.
น.15 ๑๒ รวมความแล้วเป็นอันว่าทั้ง เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ๓ เรื่องนี้ยังไม่ใช่สิ่งสูงสุดที่พุทธบริษัทจะพึง ปรารถนาเป็นแน่นอน. ทีนี้จะกล่าวถึงพระพุทธภาษิตที่เห็นว่าจะช่วยให้เรา เข้าใจคำตอบของปัญหาว่า คนเราเกิดมาทำไม นี้ได้ ก็คือ พระพุทธภาษิต ที่ได้ยกขึ้นไว้เป็นนิกเขปบทข้างต้นทีแรก ว่า "สงฺขารา ปรมา ทุกฺขา" สังขารเป็นทุกข์อย่างยิ่ง "นิพพานํ ปรมํ สุขํ" นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง "เอตํ ญตฺวา ยถาภูตํ สนฺติมคฺคํ ว พฺรูหเย” เมื่อรู้ความจริงข้อนี้อย่างถูก ต้องแล้ว บุคคลควรพอกพูนหนทางแห่งสันติ ดังนี้. ข้อแรกที่ว่า สังขารเป็นทุกข์อย่างยิ่งนั้นจะต้องเข้าใจ คำว่าสังขารกันให้ดีๆ เพราะสิ่งที่เรียกว่าสังขารนั้น มีอยู่ หลายความหมาย สังขารหมายถึงรูปและนาม คือร่างกาย กับจิตใจนี้ก็มี สังขารอย่างนี้เป็นทุกข์ต่อเมื่อมีอุปาทานเข้าไป ยึดมั่นถือมั่นโดยความเป็นตัวตนของตน ลำพังสังขารล้วนๆ ไม่ถือว่าเป็นทุกข์ชนิดที่เป็นเครื่องทรมานใจ หรือทำความ ทนยากให้แก่บุคคลใด. สังขารโดยศัพท์แล้วแปลว่า "ปรุง" คือกระทำครบถ้วนอย่างที่เราเรียกกันว่าปรุง ถือเอาตาม
น.16 ๑๓ รูปศัพท์ตรงๆ อย่างนี้จะดีกว่า โดยจำกัดความลงไปว่า การที่ “ปรุง" เรื่อยนั้น เป็นความทุกข์อย่างยิ่ง. คำว่าปรุง ในที่นี้หมายความว่าไม่มีการหยุด มีการปรุงให้เกิดขึ้น ใหม่ ๆ เรื่อยไป และ สิ่งที่เรียกว่า "ปรุง" นี้ หมายถึง กิเลส เป็นผู้ปรุง ต่อเมื่อมีอวิชชา ความโง่ ความหลง (ซึ่งเป็น ต้นเหตุของกิเลสเหล่าอื่น เช่น โลภะ โทสะ โมหะ) เกิด ขึ้นแล้ว ก็มีการปรุง คือปรุงจิตใจให้ยึดมั่นถือมั่นเป็นนัน เป็นนี่ มีนั่นมีนี่เรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด. และ คำว่า "ปรุง" ในที่ที่หมายถึงมีความยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทานรวมอยู่ด้วย เสร็จ จึงจะเรียกว่าเป็นการปรุง. ถ้าไม่มีอุปาทาน ไม่มี กิเลสตัณหา อุปาทานเข้าไปรวมอยู่ด้วยแล้ว การเกิดขึ้น เหล่านั้นไม่เรียกว่าการปรุงในที่นี้ คือไม่เรียกว่าการ "ปรุง" ในประโยคที่ว่า "สงฺขารา ปรมา ทุกฺขา" ของปรุงหรือ เครื่องปรุงทั้งหลาย เป็นทุกข์อย่างยิ่ง หมายความว่า มัน ปรุงจนเป็นกิเลสตัณหาจนเป็นอุปาทานมีความยึดมั่นถือมั่น แล้ว อะไร ๆ ก็เป็นทุกข์ไปหมด. ถ้าอย่าปรุงในทำนองนี้ แล้วก็ไม่มีความทุกข์ การปรุงในทำนองนี้ทำให้มีความทุกข์ และเป็นความทุกข์อยู่ในตัวการปรุงนั้นเอง การปรุงทำนองนี้
น.17 ๑๔ แหละที่เรียกว่า 'สังสารวัฏฏ์’ คือวนเวียนอยู่ในลักษณะ ๓ อย่าง กล่าวคือ กิเลส เป็นเหตุให้กระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงไป เมื่อกระทำแล้วเกิดผลขึ้นมา ก็มีกิเลสที่จะยินดียินร้าย เพื่อทำซ้ำหรือทำอย่างอื่นต่อไปอีก, วนเวียนอยู่ในเรื่องกิเลส เรื่องกรรมและเรื่องผลของกรรม เรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด. นี่ คืออาการที่เรียกว่าเป็นการปรุงโดยแท้จริง ในประโยคที่ ว่าสังขารทั้งหลายเป็นทุกข์อย่างยิ่ง คือความปรุงไม่หยุด นั้นเองเป็นทุกข์อย่างยิ่ง. ข้อ ๒. ที่ว่า "นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ" นิพพานเป็นสุข อย่างยิ่งนั้น นี้เป็นคำกล่าวอย่างโวหารชาวบ้าน เพื่อให้รู้ สิ่งที่ตรงกันข้ามกับสังขาร, นิพพานก็คือ ไม่ปรุง ไม่ปรุง เมื่อไรก็เป็นนิพพานเมื่อนั้น. ไม่ปรุงเด็ดขาดก็เป็นนิพพาน จริง. ไม่ปรุงชั่วคราวก็เป็นนิพพานชั่วคราว หรือนิพพาน ชิมลอง เมื่อผู้ใดรู้เรื่องการปรุงว่าเป็นอย่างไรถึงที่สุดแล้ว ก็ย่อมจะเข้าใจสภาพที่ตรงกันข้ามคือไม่ปรุงได้ โดยไม่ยากนัก โดยเทียบเคียงกันในฐานะเป็นสิ่งที่ตรงกันข้าม. นิพพาน แปลว่าดับก็ได้ แปลว่าหยุดก็ได้ แปลว่าเย็นคือไม่ร้อนก็ได้ แปลว่าไม่ขบกัดเสียบแทงก็ได้ ความหมายก็เหมือนกันหมด
น.18 ๑๕ ตรงที่ว่ามันหยุด คือไม่ปรุง. ปรุงก็คือไม่หยุด จะต้องเป็น ไปในลักษณะที่เร่าร้อนเป็นทุกข์เสียบแทงทนทรมานเสมอ ไป. คำว่านิพพานให้ถือเอาความหมายตรงกันข้ามจาก สังขาร คือไม่ปรุงในลักษณะดังกล่าว. ทีนี้มีคำกล่าวต่อไปว่า เอติ ญฺตฺวา ยถาภูตํ สนฺติมคฺคํ ว พรูหเย- บุคคลรู้ความจริงข้อนี้อย่างถูกต้องแล้ว พึงพอก- พูนหนทางแห่งสันติ” นี้หมายความว่า เมื่อรู้ความจริงข้อ นี้แล้วให้พอกพูนหนทางแห่งสันติคือนิพพานนั่นเอง. คำ ว่านิพพานนั้นบางทีก็เรียกว่าสันติ ซึ่งแปลว่าความสงบเย็น ใช้แทนกันได้กับคำว่านิพพาน. การพอกพูน ทางแห่งสันติ ก็คือการพอกพูน ทางของนิพพาน. หมายความว่าให้ทำทุก อย่างทุกประการ ที่จะให้คนเราใกล้ชิดกับสิ่งที่เรียกว่า สันติหรือนิพพานนั้นยิ่งขึ้นไปทุกที. เพียงเท่านี้ ท่านทั้งหลายก็จะได้เค้าเงื่อนบ้างว่า พระ พุทธเจ้าท่านทรงมุ่งหมายให้คนรู้ความจริงเกี่ยวกับความทุกข์ และไม่ทุกข์ แล้วให้เริ่มพอกพูนหนทางที่จะดำเนินไปสู่ ความไม่มีทุกข์โดยประการทั้งปวงคือนิพพาน พูดสั้นๆ ก็ว่า คนเราควรจะเกิดมา เพื่อพอกพูนหนทางแห่งนิพพานนั่นเอง.
น.19 ๑๖ แต่ถ้าคนเราไม่รู้เอาเสียเลยว่ามีนิพพาน หรือนิพพานเป็น สิ่งที่ควรปรารถนาอย่างยิ่ง เพราะเป็นความดับทุกข์อย่าง ยิ่งแล้ว คนก็ไม่ปรารถนานิพพาน และไม่พอกพูนหน ทางแห่งนิพพานอยู่นั่นเอง. แต่เมื่อใดรู้จักว่า การเป็นอยู่ ในขณะนี้เป็นทุกข์อย่างยิ่ง แล้วอยากจะได้สิ่งที่ตรงกัน ข้ามเท่านั้นแหละ เขาจึงจะสนใจในเรื่องของนิพพาน และพอกพูนหนทางไปสู่นิพพาน. เมื่อเป็นดังนี้ เขาก็จะต้องพิจารณาดูภาวะของตนเอง ให้ดีให้ละเอียดให้ลึกซึ้ง ว่าภาวะที่กำลังเป็นอยู่ของตนนี้ เป็นสังขารหรือไม่. คนที่ทำกรรมไปตามอำนาจของกิเลส โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำชั่ว เช่นการกินเหล้าเมายา การฆ่า การพ้น การขโมย หรืออะไรต่างๆ ที่ถือกันว่าเป็นความ ชั่วนั้นมันเป็นการ “ปรุง” ของอวิชชา ความโง่ ความ หลงเรื่อย ๆ ไป จนเกิดความเอร็ดอร่อย สนุกสนานเพลิด เพลินแก่บุคคลผู้กระทำ ได้รับทุกข์แล้วก็ยังอยากจะแก้ ทุกข์ด้วยกระทำซ้ำอย่างเดียวกันหรือให้ยิ่งขึ้นไปอีก นี้ เรียกว่าเป็นการปรุงอย่างยิ่งขึ้นไปอีก จนกว่าเขาจะมอง เห็นว่า นี่เป็นการทนทรมานจึงจะหยุดชะงัก แล้วเหลียว
น.20 ๑๗ ไปดูทิศทางอื่น เพื่อจะสอดส่ายหาให้พบสิ่งที่ไม่เป็นความ ทนทรมาน ไม่ต้องตกเป็นทาสของเหล้าของการพนันของ การทำชั่ว หรือของการประพฤติผิดนานาประการอีกต่อไป. ทีนี้จะมองดูในกรณีผู้ที่ทำดี หรือไม่ทำชั่วทำนอง นั้น แต่ว่าทำสิ่งที่เขาเรียกกันว่าดีอยู่ทุก ๆ เวลา ได้รับผล สมจริงตามที่เขาเรียกกันว่าดี เช่นมีเงินมีชื่อเสียง มีอะไร ทุก ๆ อย่างตามที่คนดีเขาต้องการกัน. แต่ว่าเมื่อมามองดู ความสุขทุกข์ทางใจแล้วเขาก็ยังต้องร้องไห้ ระทมทุกข์เท่า กับที่มีเงินมาก มีเกียรติมาก มีชื่อเสียงมากอยู่นั่นเอง คน มีเกียรติมากก็ร้องไห้บ่อย ๆ เพราะเกียรตินั้น. คนมีทรัพย์ มากก็ร้องไห้บ่อย ๆ เพราะทรัพย์นั้น, คนมีลูกก็ร้องไห้ เพราะลูก, คนมีหลานก็ร้องไห้เพราะหลาน, หรือมีอะไร ที่ตนรักพอใจก็ต้องร้องไห้เพราะสิ่งนั้น, แม้ที่สุดบางคนก็ ต้องร้องไห้เพราะวัว เพราะควายเป็นต้น อย่างนี้ก็ยังมี นี้ล้วนแต่แสดงให้เห็นอยู่แล้วว่า แม้ว่าจะได้กระทำ ไปในทางที่ดี ไม่มีผิด ไม่เป็นบาป ไม่เป็นอกุศลล้ว ก็ ยังไม่ถึงที่สุดแห่งการดับทุกข์ ยังต้องเป็นทุกข์ไปตามแบบ ของคนดี. คนชั่วเป็นทุกข์ตามแบบคนชั่ว. คนดีเป็นทุกข์ อย่างละเอียดลึกซึ้งตามแบบคนดี ในเมื่อมีความรู้สึกยึดมั่น
น.21 ๑๘ ถือมั่นว่าตนเป็นคนดี; ดังนั้นเมื่อมองดูในลักษณะของ ธรรมชาติล้วน ๆ แล้วจะพบว่า คนชั่วที่กำลังเสวยผลของ ความชั่ววนเวียน ๆ อยู่นั้นมันก็เป็นการปรุง, คนดีที่กำลังได้รับ ผลของความดีวนเวียน ๆ อยู่นั้นมันก็เป็นการปรุง ทั้งสองพวก เป็นการปรุงด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีหยุด, จะต้องไหลเรื่อยไป ไม่มีหยุด มีการคิด การทำ เมื่อได้รับผลของการทำแล้วก็ คิดต่อไป. นี้เรียกว่า "สังสารวัฏฏ์" เป็นการปรุงอย่างยิ่ง. พอมานึกได้อย่างนี้ คนก็จะสนใจสิ่งที่ตรงกันข้าม คือเห็นว่าเงินก็ช่วยไม่ได้ ชื่อเสียงก็ช่วยไม่ได้ สิ่งเท่าที่ เรามีมาหมดแล้วนี้ก็ช่วยไม่ได้ เราควรจะมีอะไรหรือได้ อะไรที่ดีกว่านี้ เมื่อนั้นแหละเขาจะเริ่มชะเง้อหาสิ่งที่ดีกว่า สูงกว่าไปในทิศทางอื่น จนกระทั่งไปพบพระอริยเจ้า นั่ง ใกล้พระอริยเจ้า ฟังธรรมะของพระอริยเจ้า จึงได้รู้เรื่องสิ่ง ซึ่งตรงกันข้ามกับสิ่งต่าง ๆ ที่ตนมีตนเป็น ตนกระทำอยู่ นั้น คือเรื่องพระนิพพาน หรือเรื่องหนทางของพระนิพพานนั่น เอง เขามีความแน่ใจว่านี่แน่แล้วเป็นสิ่งที่ทุกคน ๆ ควรจะ ได้ควรจะถึง และคนทุกคนเกิดมาเพื่อสิ่งนี้แน่แล้ว ; เพราะ
น.22 ๑๙ ว่าสิ่งอื่น ๆ ทั้งหมดนั้น ไม่เป็นความดับ ความเย็น ความ สงบ ยังเป็นความสับสนวุ่นวาย คือปรุงแต่งอยู่นั่นเอง; เขาจึงได้สนใจเรื่องของพระนิพพานในลักษณะที่จะพอก พูนหนทางของพระนิพพาน โดยถือว่าคนเราเกิดมาเพื่อ พอกพูนหนทางของพระนิพพานนั้น. สิ่งที่ควรจะคิดมีอยู่อีกนิดหนึ่งว่า การที่เกิดมานี้ เรา ต้องการหรือไม่ เราพอใจหรือไม่ ? โดยที่แท้แล้วคนทุก คนไม่เคยรู้สึกในเรื่องนี้ว่าไม่ได้เคยอยากเกิดโดยตรงแต่ว่า มันได้เกิดมาแล้ว. แต่พอเกิดมาแล้วได้พบสิ่งซึ่งเป็น อารมณ์ ที่ถูกใจ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทาง กาย หลงใหลพอใจในสิ่งเหล่านี้ จึงได้อยากเกิด หรือ อยากเป็นอยู่ว่าทำบุญให้มากตายไปแล้วจะได้มีสิ่งเหล่านี้ ชั้น ดีกว่านี้ ประณีตกว่านี้ สูงสุดกว่านี้ ก็มีความอยากเกิดยิ่ง ขึ้นไปอีก เพื่อจะให้ได้สิ่งเหล่านี้. นี้มีใจความสำคัญอยู่ ตรงที่ว่า เพราะได้เกิดมาจึงได้บริโภค รูปเสียงกลิ่นรสโผฏ- ฐัพพะ ธรรมารมณ์ ซึ่งถูกอกถูกใจ เป็นเหตุให้ยึดมั่นถือ มั่น เป็นตัวตนเป็นของตนขึ้นมา เป็นการเกิดขึ้นมา แล้วก็
น.23 ๒๐ พอใจยินดีในการเกิด กลัวความดับหรือความตายเป็นอย่าง ยิ่ง เพราะว่าจะต้องพลัดพรากจากสิ่งเหล่านี้ นี่เรียกว่าโดย เนื้อแท้แล้ว คนไม่ได้เกิดมาเองได้ หรือไม่ได้ตั้งใจจะเกิด มาด้วยเจตนาของตน มันเป็นมาตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต ที่มีการสืบพันธุ์ ครั้นเป็นคนขึ้นมาแล้ว จึงได้รับการ อบรมให้เกิดความรู้สึกคิดนึกไปในทางที่อยากเกิดใน ลักษณะที่กล่าวมานี้. ถ้าปล่อยไปตามธรรมชาติจริงๆ หรือเอาสัตว์เดียรัจฉานเป็นเกณฑ์กันแล้ว ความอยากเกิด จะมีน้อยมาก และจะไม่มีปัญหายุ่งยากเหมือนมนุษย์ด้วย ซ้ำไป. เดี๋ยวนี้มนุษย์จะยอมรับว่า เราเป็นผู้อยากเกิด และเกิดมาเพื่อจะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง อย่างนั้นจริงหรือ ไม่. ถ้าจะถือว่าเราอยากเกิดมา เพื่อจะมาทำอะไรที่ดีที่ สุดที่มนุษย์ควรจะทำ ตอนนี้ฟังดูแล้วก็คล้ายๆ กับว่า เป็นความโง่ความหลง หรือความเสือกกระโหลกอยู่มาก เหมือนกัน เพราะว่าถ้าเลือกเอาในทางที่ไม่เกิดได้แล้ว มันก็ไม่ควรจะเกิดมาตั้งแต่ทีแรก. ทำไมจะต้องมาอยาก เกิดขึ้นมา เพื่อจะต้องสร้างต้องทำต้องเดินทางไปจนกว่าจะ
น.24 ๒๑ ถึงที่สุด คือถึงนิพพานอีกเล่า ? เรื่องไม่เกิดมันก็ดีอยู่แล้ว ทำไมจะเกิดมาเพื่อให้เป็นภาระด้วยเล่า ? นี่แหละคือปัญหาหรือต้นเงื่อนของปัญหาที่เป็นตัว อวิชชา หรืออย่างน้อยมีมูลมาจากอวิชชา ที่ว่าคนเราเกิด มาเอง หรือว่ามีอะไรบังคับให้เกิดมา ? และว่าเมื่อเกิดมา แล้วจะต้องทำอะไรบ้าง ? คนโดยมากไม่คิดมากถึงอย่างนี้ จะคิดตัดบทสั้น ๆ แต่เพียงว่า ที่กำลังเกิดอยู่เดี๋ยวนี้จะต้อง ทำอะไร. พอเห็นว่าเกิดมาเพื่อสะสมทรัพย์ ก็สะสมทรัพย์ เรื่อย ๆ ไปก็แล้วกัน. หรือถ้าเกิดมาเพื่อกิน เพื่อเกียรติ ก็ทำไปเพื่อกินเพื่อเกียรติอีก แล้วก็ถือว่าพอแล้ว มีชื่อ เสียงมาก พอใจแล้ว ตายเป็นสุขแล้ว อย่างนี้ก็เรียกว่า เป็นความถูกของบุคคลนั้นอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ที่ถือเอา เพียงสั้น ๆ เท่านั้น. แต่เดี๋ยวนี้คนเราได้รับการศึกษามีการอบรมให้รู้จัก คิดนึกมากกว่านั้น จนกระทั่งมองเห็น การทำอย่างนั้น การได้เป็นอย่างนั้น การได้ทำจนถึงที่สุดของความเป็น อย่างนั้นก็ยังไม่เป็นที่พอใจเราเลย ยังมีอะไรที่เรารู้สึกว่า
น.25 ๒๒ ซ้อนเร้นอยู่ เราจำใจจำทำเท่าที่นึกได้เพียงเท่านั้น เรา อาจจะถูกหลอกถูกลวงอย่างไรก็ได้. เมื่อสงสัยอยู่อย่างนี้ ก็คงจะไม่วายที่จะคิดต่อไปว่ายังมีอะไรยิ่งไปกว่าเกียรติ ในที่สุดก็จะมาลงร่องลงรอยของธรรมะที่ว่า เกิดมาเพื่อศึกษา ให้รู้เรื่องที่สูงสุดที่ประเสริฐ ให้จบ ให้สิ้นสุดลง ตรงสิ่งที่ดีที่ สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ไม่มีอะไรดียิ่งไปกว่านั้นแล้ว. นี้ หมายความว่า เมื่อยอมรับว่าเกิดมา หรือต้องเกิด และ เกิดมาแล้ว จะมีอะไรที่จะต้องทำให้ถึงที่สุด จนถือว่าเป็น ยอดปรารถนาของมนุษย์ ดังนี้ก็ไม่ควรจะมีอะไร มากไป กว่า สิ่งที่ดับทุกข์ได้สิ้นเชิง และ ภาวะที่เป็นความดับทุกข์ได้ สิ้นเชิง ที่ตนจะพึงลุพึงถึงตามหลักของพระพุทธศาสนา นั่น เอง . นี่เป็นการกล่าวได้ว่าพุทธศาสนาเกิดขึ้นมาในโลกนี้ เพื่อทำให้คนรู้จักสิ่งสูงสุดที่มนุษย์ควรจะเข้าถึงหรือได้รับ นั่นเอง ศาสนาอื่น ๆ ที่มีอยู่แล้วก่อนพุทธศาสนา ก็ล้วน แต่พยายามที่จะตอบปัญหา ว่าเกิดมาทำไมอย่างเดียวกัน หมด คือว่ามนุษย์เกิดมาเพื่ออะไรที่ดีที่สุดด้วยกันทั้งนั้น
น.26 ๒๓ จึงได้บัญญัติความอิ่มเอิบด้วยกามคุณเป็นสวรรค์ว่าเป็นสิ่ง สูงสุดบ้าง และบัญญัติความสุขที่ไม่เกี่ยวกับกามคุณ เป็น ความสุขที่บริสุทธิ์อย่างพรหมโลกว่าเป็นสิ่งสูงสุดของมนุษย์ บ้าง กระทั่งมีลัทธิที่สอนว่าเกิดมาเพื่อหาความสุขจากความ รู้สึกที่ว่าไม่มีอะไรเลย-ไม่มีอะไรเลย, ดังนี้ ก็ยังมี; กระทั่ง ความที่มีอาการเหมือนกะว่าเป็นอยู่ก็ไม่ใช่ ตายแล้วก็ไม่ ใช่ คือไม่มีสัญญาในสิ่งใดหมด เกิดความสุขขึ้นมาจาก ภาวะอย่างนี้ นี้ก็บัญญัติว่าเป็นสิ่งสูงสุดที่มนุษย์จะพึงได้ พึงถึงก็ยังมี และสูงสุดกันอยู่เพียงเท่านี้ในยุคพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงขวนขวายศึกษาตามสำนักต่าง ๆ จนจบทั่ว ก็ได้รับคำสอนสูงสุดเพียงเท่านี้. พระองค์มีปัญญามากพอ ที่จะไม่เห็นว่านี้เป็นสิ่งสูงสุดที่มนุษย์ควรจะได้จะถึง จึง ได้ทรงค้นต่อไปตามวิถีทางของพระองค์เอง จึงได้ตรัสรู้ สิ่งที่ดับทุกข์สิ้นเชิงที่เรียกว่านิพพานนี้ขึ้นมา. แม้ว่าสิ่งที่ เรียกว่านิพพาน ๆ นี้เขามีพูดกันอยู่ก่อนพุทธกาล, แต่ ความหมายของคำว่านิพพาน ในลัทธินั้น ๆ ไม่เหมือนกับ ความหมาย ของคำว่านิพพานใน พระพุทธศาสนาดังเช่น
น.27 ๒๔ บางลัทธิบางศาสนาในครั้งกระโน้น ถือเอาความถึงที่สุด ของกามารมณ์ว่าเป็นนิพพานและเรียกชื่อว่านิพพานอย่าง นี้ก็มี. นี้เป็นการชี้ให้เห็นว่าคำพูดนั้นไม่แน่ มันต้องเอา ความหมายเป็นเกณฑ์. ถ้าถือว่าเกิดมาเพื่อให้ได้นิพพาน ก็ต้องเป็นนิพพานตามหลักของพุทธศาสนา อย่าได้เป็น นิพพานตามหลักของลัทธิอื่น เช่นเอาความสมบูรณ์ของ กามารมณ์เป็นนิพพาน หรือเอาความสุขอันเกิดจากสมาบัติ ขั้นสูงสุดว่าเป็นนิพพาน ดังนี้เป็นต้นเลย. เมื่อถือว่านิพพานเป็นจุดหมาย ปลายทางของเรา ก็ ต้องหมายเอานิพพานในพระพุทธศาสนา. นิพพานใน พุทธศาสนานั้น เมื่อกล่าวสำหรับคนทั่วไปแล้วพึงเข้าใจ เถิดว่ามันตรงกันข้ามจากคำว่าสังขาร โดยบาลีว่า สงฺขารา ปรมา ทุกฺขา สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์อย่างยิ่ง, นิพพานํ ปรมํ สุขํ นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง" ดังนั้นจึงได้ความว่า สิ่งที่เรียกว่านิพพานนั้นก็คือไม่ปรุงนั้นเอง. เกิดมาเพื่อ ไม่ปรุง ฟังดูก็ขันดี. ขันดีตรงที่บางคนอาจจะหัวเราะเยาะ ก็ได้ว่า เกิดมาเพื่อหาให้พบ "ความไม่ปรุง" ความปรุงคือ
น.28 ๒๕ เวียนว่ายไปในสังสารวัฏฏ์เป็นความทุกข์. ความไม่ปรุงคือมี สติปัญญาสูงถึงขนาดที่ตัดผ่าวงกลมนี้ให้ขาดกระจายออกไป ไม่ให้หมุนได้อีกต่อไป คือไม่เป็นสังสารวัฏฏ์ อย่างนี้เรียก ว่าไม่ปรุง คือเกิดมาเพื่อหยุดเสียซึ่งสังสารวัฏฏ์ ให้ถึงที่สุด ของความทุกข์ คือไม่มีทุกข์เลย นี้เรียกว่านิพพาน อย่างนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ลึกลับมหัศจรรย์เหลือวิสัยของคนหรือว่าไม่ ใช่เป็นสิ่งที่จะได้ต่อตายแล้ว. ขอให้เข้าใจกันเสียใหม่ให้ถูกต้องว่า สิ่งที่เรียกว่า นิพพานนั้นต้องได้ ในขณะที่มีความรู้สึกเป็น ๆ อยู่อย่างนี้ ในขณะใดไม่มีการปรุงแท้จริง ในขณะนั้นเป็นนิพพาน ถ้าเด็ดขาดก็เป็นนิพพานแท้; ถ้าไม่เด็ดขาดก็เป็นนิพพาน ชั่วคราวดังที่กล่าวแล้ว. เมื่อรู้จักนิพพานชั่วคราวแล้ว ก็ เห็นลู่ทางสว่างไสวที่จะดำเนินต่อไป จนถึงนิพพานถาวร คือนิพพานแท้จริงที่ทำบุคคลผู้ลูถึง ได้เป็นพระอรหันต์ นั่นเอง นี้ก็เพราะมารู้ว่า สังขารคือปรุงเป็น "ทุกข์" นิพพานคือไม่ปรุง เป็น "สุข" ; คนทุกคนควรจะเกิดมาเพื่อ พอกพูนหนทางของพระนิพพานโดยแท้.
น.29 ๒๖ เมื่อจะต้องตอบปัญหาที่ถามว่าเกิดมาเพื่ออะไรแล้ว ก็น่าจะถือเอาพระพุทธษิตบทนี้เป็นหลักสำหรับที่จะตอบ; และเพื่อจะให้คนทุกคนไม่ว่าระดับไหนชั้นไหน ถือเอา ประโยชน์ได้จากพุทธภาษิตนี้ จึงได้นำมากล่าวในโอกาส นี้และในลักษณะเช่นนี้. หวังว่าในโอกาสแห่งการเข้า พรรษานี้ การเดินทางไปสู่สันติของท่านทั้งหลาย คงจะ ก้าวไปเร็ว เร็วกว่าระยะกาลนอกพรรษาโดยแน่นอน. ขอให้เป็นผลสมตามความปรารถนาโดยสมควรแก่การที่ ศึกษาเข้าใจในหนทางแห่งธรรมะนี้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ด้วยกัน จงทุกคน เทอญ ฯ ธรรมเทศนา สมควรแก่เวลา เอว์ ก็มีด้วยประการฉะนี้.
น.30 เดินทางด้วยปัญญา) ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๐๘ นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพฺทฺธสฺส ฯ สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ ยทา ปญฺญาย ปฺสฺสติ อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา-ติ ธมฺโม สกฺกจฺจํ โสตพฺโพ-ติ ณ บัดนี้จะได้วิสัชนาพระธรรมเทศนา เพื่อเป็นเครื่อง- ประดับสติปัญญา ส่งเสริมศรัทธาความเชื่อ และวิริยะ ความพากเพียร ของท่านทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริษัท ให้ เจริญงอกงามก้าวหน้าในทางแห่งพระศาสนาของพระบรม ศาสดา อันเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายกว่าจะยุติ ลงด้วย เวลา.
น.31 ๒๘ ธรรมเทศนาในวันนี้ มีปุพพาปะระดับสืบต่อจากธรรมเทศนาที่ได้ วิสัชนาแล้วในวันธัมมัสสวนะก่อน ซึ่งในวันธัมมัสสวนะนั้น ได้กล่าวถึง ข้อที่ว่าเมื่อกล่าวตามหลักพระพุทธศาสนาแล้ว ควรจะถือว่า คนเราเกิด มาทำไม? และได้ให้อรรถาธิบายโดยปริยายต่าง ๆ, จนสรุปความได้ ว่า, เพราะสังขารคือการปรุงเป็นทุกข์อย่างยิ่ง, และเพราะนิพพานคือ การไม่ปรุงเป็นความสุขอย่างยิ่ง ผู้ที่รู้ความจริงข้อนี้แล้ว พึงพอกพูน หนทางแห่งพระนิพพาน อันสรุปเป็นใจความสั้น ๆ ว่า คนเราเกิด มาเพื่อจะเดินไปตามทางที่ให้ถึงพระนิพพานในที่สุด และให้พยา- ยามที่จะพอกพูนหนทางแห่งพระนิพพานนั้นอยู่ตลอดเวลา, ดังนั้น ถ้าไปหลงคิดเสียว่าเกิดมาเพื่อเหตุอย่างอื่นแล้ว ก็คือคนที่ไม่ได้เดิน ทางไปสู่พระนิพพานหรือว่าการเกิดมา ของเขาเช่นนั้นไม่ได้เลื่อนไหล ไปตามทางของพระนิพพานมีแต่จะเป็นไปตามประสาสามัญชน ที่เต็ม ไปด้วยความเขลาความหลงซึ่งนำไปสู่ความทุกข์ในที่สุด ส่วนผู้ที่ได้ฟัง ธรรมะของพระอริยเจ้า รู้ได้เหมือนที่กล่าวแล้ว ว่าสังขารเป็นทุกข์ นิพพานเป็นสุข คนควรจะพอกพูนทางของนิพพาน. เป็นอัน ว่าธรรมเทศนาในวันนั้นได้กล่าวถึงข้อที่ว่า เกิดมาเพื่อจะเดินทางไป สู่จุดหมายปลายทางคือนิพพาน ส่วนในโอกาสนี้จะได้กล่าวถึงการ เดินทางนั้นต่อไปตามลำดับ ว่ามีเป็นอย่างไร.
น.32 ) เกี่ยวกับข้อนี้ควรจะมองดูกันอย่างกว้าง ๆ ทั่วไปเสีย ก่อนว่า การที่เกิดมานี้เป็นเหมือนการเดินทาง, นี้ข้อหนึ่ง และจะต้องพิจารณาดูว่า เดินอย่างไรเรียกว่าเดินผิดทาง, และเดินอย่างไรเรียกว่าเดินถูกทาง เพราะว่าคนเราอาจ กำลังเดินอยู่เป็นอย่างมากก็ได้ แต่ว่ายังผิดทาง, คือไม่ไป ถึงที่ที่ควรจะไปถึง การเดินชนิดนี้แม้จะเดินทางอยู่เสมอ ก็มิได้หมายถึงในที่นี้ ในที่นี้หมายถึงการเดินที่ถูกทาง มี พระนิพพานคือความดับทุกข์เป็นจุดหมายปลายทาง. ที่ว่าการเกิดของเรา เกิดมาในลักษณะที่เป็นการเดิน ทางไปพระนิพพานนี้ ยังเป็นสิ่งที่เร้นลับ เพราะว่าน้อยคน นักที่จะคิดว่า การเกิดมาของคนเรานั้นเป็นการเดินทาง. เขาจะคิดไปตามความรู้สึกที่เกิดขึ้นตามสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ คิด ไปตามชอบ ใจของตน, แต่ละคน ๆ จึงไม่เหมือนกัน.
น.33 ๓๐ เพราะฉะนั้นจะต้องมีการคิดที่ถูกต้องมีการปรึกษาหารือกัน หรือการศึกษาที่เพียงพอ จึงจะช่วยให้รู้ว่าการเดินทางที่ แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร เดี๋ยวนี้เราได้อาศัยพระพุทธภาษิต ของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นบุคคลผู้เดินทางจนถึงที่สุดแล้ว, มาเป็นหลักสำหรับศึกษาและปฏิบัติ จึงเป็นการง่ายเข้า. แต่คนส่วนมากก็ไม่ได้สนใจในพระพุทธภาษิต ที่เป็นการ แสดงถึง ทางหรือการเดินทางนี้ กี่มากน้อย. ยิ่งกว่านั้นยังมีสิ่งที่ควรจะคิดนึกต่อไปอีกว่า คำว่า มนุษย์ที่เกิดมาเพื่อเดินทางนี้ หมายถึงมนุษย์คนไหน ? หรือมากน้อยสักเท่าไร ? ถ้าคนที่มีความคิดกว้าง ๆ ก็จะ คิดได้ว่าเล็งถึงมนุษย์ทั่ว ๆ ไปทั้งหมดทั้งสิ้นด้วยกัน เพราะ พิจารณาดูแล้วจะเห็นได้ว่า กว่ามนุษย์จะรู้เรื่องหนทางหรือ เดินถูกทางนี้, ได้มีมนุษย์เป็นอันมากเดินผิดทาง และค่อยๆ เดินถูกทางขึ้นมาตามลำดับ จนกระทั่งเกิดพระพุทธเจ้าที่เป็น ผู้เดินทางได้ถูกต้องจนถึงที่สุด. นี่ก็แปลว่ามนุษย์ช่วยกันเดิน ทางเรื่อย ๆ มา ซึ่งในขณะนั้น ๆ ได้ทำให้คนใดคนหนึ่งมี สติปัญญามากขึ้น ๆ จนเดินได้ถึงที่สุดดังนี้.
น.34 ๓๑ หรือมองกันอีกทางหนึ่งก็คือว่า มนุษย์คนหนึ่งมีอายุ อย่างมากก็ไม่เกินร้อยปี, เขาเดินไปอย่างงุ่มง่ามไม่เท่าไร ก็ตาย, เดินไม่ได้สักกี่มากน้อย แล้วใครจะเป็นผู้เดินต่อ ไป. ข้อนี้ก็ควรจะเพ่งเล็งถึงลูกหลานของบุคคลนั้น, ที่ ได้รับช่วงการเดินต่อไป คือได้รับเอาสติปัญญาที่บรรพ- บุรุษได้ทำให้เกิดขึ้นเท่าไร, ก็มาทำต่อไปให้เป็นการเดิน ทางไปสู่ความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นทุกที จนกว่าจะถึงชั่วอายุคน หนึ่งซึ่งการเดินทางนั้นได้ถึงที่สุดเข้าจริง ๆ นี้ก็ เห็นได้แล้วว่า แม้แต่การมีบุตรเพื่อจะสืบพันธุ์นี้ ก็ควรจะ เป็นการสืบพันธุ์ไว้ เพื่อการเดินทางต่อไปจนกว่าจะถึงที่สุด. ลองคิดดูที่ว่า คนที่มีลูกมีหลานเดี๋ยวนี้ คิดอย่างนี้หรือไม่ มีลูกมีหลานเกิดขึ้นตาดำ ๆ ออกมาเรื่อยๆ พ่อแม่มีความคิด หรือไม่ว่า พวกนี้แหละคือผู้ที่จะรับช่วงสืบต่อการเดินทาง ถ้าไม่มีความรู้สึกอย่างนี้ก็แปลว่ายังมีความคิดต่ำเหมือนกับสัตว์ เช่นสุนัขและแมวเป็นต้น คลอดลูกออกมาก็รู้จักรักลูกอย่าง ยิ่ง ถึงกับยอมเสียสละชีวิตตน ต่อสู้เพื่อจะเอาลูกรอดไว้, อย่างนี้สัตว์เดรัจฉานก็ทำได้, มนุษย์ก็ทำได้ เพราะมี
น.35 ๓๒ ความรักที่ครอบงำจิตใจถึงที่สุดในลักษณะเดียวกัน. แต่ แล้วถ้าเราจะสังเกตดูว่าสัตว์เดียรัจฉานนั้น มีความรักลูก ต่อสู้เพื่อความรอดอยู่ของลูกทำไม ? เพื่อประโยชน์อะไร ? เราไม่อาจจะพิสูจน์ได้ว่า สัตว์เหล่านั้นจะมีความคิดอย่าง ไร; มันคงมีแต่ความรัก ให้ลูกรอดอยู่เท่านั้น ดังนั้นก็ ต้องยกให้เป็นเรื่องของธรรมชาติ ว่าทำไมธรรมชาติจึง สร้างความรู้สึกชนิดนี้ขึ้นในจิตใจของสัตว์เหล่านี้; ไป ๆ มา ๆ ก็เพื่ออย่าให้สูญพันธุ์นั่นเอง. ทีนี้สัตว์ฟันฝ่าอย่าให้สูญพันธุ์นี้ เพื่อประโยชน์อะไร ต่อไปอีกเล่า ? ในที่สุดก็เพื่อเดินไปเรื่อย ๆ โดยวิวัฒนาการ ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงที่สุดของสัตว์ที่สืบพันธุ์ต่อ ๆ กัน มานั้น ๆ, นี้จะเห็นได้ว่า แม้ธรรมชาติแท้ ๆ ก็ต้องการไม่ ให้สิ่งที่มีชีวิตนั้นสูญพันธุ์ เพื่อประโยชน์แก่วิวัฒนาการจน กว่าจะถึงระดับสูงสุดด้วยกันทั้งนั้น นี้เป็นความต้องการของ ธรรมชาติ. สัตว์เดียรัจฉานทั่วไปก็ตกอยู่ใต้กฎเกณฑ์อันนี้, จะรู้สึกตัวหรือไม่รู้สึกตัวนั้นไม่เป็นประมาณ. ฉะนั้นจึง เป็นอันกล่าวได้ว่า การเกิดมาของสัตว์เหล่านั้น ก็เป็นการ
น.36 ๓๓ เดินทาง และเป็นการเดินไปเรื่อยๆ ด้วยวิวัฒนาการนั้น เอง; กว่าจะถึงที่สุด ตามที่เชื่อกันว่าเกิดมาเป็นมนุษย์และ สูงสุดขึ้นไปตามลำดับจนเป็นพระพุทธเจ้าได้ดังนี้ก็มี. ทีนี้เรามามองดูที่คนในปัจจุบันนี้ มีลูกมีหลานสืบ- พันธุ์นี้เพื่อประโยชน์อะไร ? คนไหนบ้างที่มีความคิดอย่าง จริงใจว่ามีลูกนี้เพื่อจะสืบพันธุ์มนุษย์เอาไว้จนกว่าจะถึง นิพพานคือให้เดินไปเรื่อย ๆ เท่าที่เห็นกันอยู่โดยมากก็มี ความรักลูก, เลี้ยงดูทะนุถนอมยอมเสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะความรักอย่างหลับหูหลับตา เพื่อให้ดี ให้สวย ให้ รวย ทำนองนี้ทั้งนั้น ไม่เคยคิดว่าจะมีพันธุ์เหลืออยู่เพื่อ เดินทางต่อไป หรือสืบต่อหน้าที่ของมนุษย์ชาติโดยส่วน รวม, ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่งจนกว่าจะถึงที่สุด เขาไม่มี ความคิดเช่นนี้เลย, มีความคิดเป็นไปแต่เรื่องตัวกู เรื่อง ของกูอย่างแคบที่สุด จนกระทั่งว่าลูกของกูคนเดียวเท่านั้น ที่มีความหมาย; จะต้องดีอย่างนั้น จะต้องเด่นอย่างนี้ เป็นต้น, มีความคิดอุตริวิตถารฝืนหลักธรรมชาติ ผิดหลัก ธรรมะโดยประการทั้งปวง จึงต้องได้รับความทุกข์ทรมาน
น.37 ๓๔ เพราะลูกหลานนั้นอย่างสมน้ำหน้า; ไม่มีประโยชน์อะไร ในการที่เกิดลูกเกิดหลาน ออกมาเพื่อจะช่วยให้มนุษยชาติ เดินทางไปถึงนิพพานเร็วเข้า. นี้แหละหวังว่า เรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่จะเร้าให้นำไป คิดกันต่อไปว่า เกิดมาทำไม ? และจะต้องทำอย่างไร ? แม้ แต่ว่าจะมีลูกมีหลานเป็นการสืบพันธุ์นั้น จะให้สืบอะไร ต่อไปจึงจะเป็นมนุษย์ที่พบพระพุทธศาสนา และเป็น พุทธบริษัทที่ถูกต้องแท้จริง. ถ้าเราจะคิดว่าคน ๆ หนึ่ง เป็นมนุษย์ของตนเองแต่ ละคน ๆ ไม่เกี่ยวข้องกันแล้ว มนุษย์ชาติก็จะไม่มีทางที่จะ เจริญก้าวหน้าจนเกิดพระพุทธเจ้าขึ้นมาในโลกนี้ได้. หรือ แม้แต่ความรู้วิชาการต่าง ๆ ถ้าไม่ช่วยกันสืบต่อมาตามลำ- ดับแล้ว ก็จะไม่เจริญก้าวหน้าขึ้นมามากมายได้ถึงเพียงนี้. เดี๋ยวนี้สิ่งที่มนุษย์ชั่วอายุหนึ่ง ๆ ทำได้ ก็กลายมาเป็นมรดก ของมนุษย์ชั่วคนชั้นหลังสืบไปตามลำดับ ๆ ทำให้ก้าวหน้า สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป เราจึงมีวิชาการในโลกนี้เหลือเพื่อ; นี้ก็ เรียกได้ว่าอยู่ในทำนองเดียวกันกับที่ว่า เกิดมาเพื่อวิวัฒนา-
น.38 ๓๕ การของมนุษย์เป็นส่วนรวมจนกว่าจะไปถึงที่สุด แม้ว่าวิ- วัฒนาการตามประสาชาวบ้านหรือชาวโลก มันไม่อาจจะ ไปถึงที่สุดได้ ส่วนวิวัฒนาการตามแบบของธรรมะที่พระ พุทธเจ้าท่านตรัสรู้เป็นตัวอย่างนั้น ย่อมจะเป็นไปถึงที่สุด อันเป็นจุดหมายปลายทาง คือสามารถดับทุกข์สิ้นเชิงได้ โดยแน่นอน. เพราะฉะนั้น เราควรจะได้พิจารณากันต่อไปถึงข้อ ที่ว่า ถ้าถือว่า มนุษย์เกิดมาเพื่อเดินทางไปนิพพานแล้ว เราจะต้องทำอย่างไรกันต่อไปเกี่ยวกันการเดินนั้น ? พระ พุทธภาษิตมีอยู่ว่า "สพฺเพ สงฺฺขารา อนิจฺจาติ ยทา ปญฺญาย ปฺสสฺติ เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่าสังขารทั้งปวงไม่ เที่ยง; อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข- เมื่อนั้นเขาจักเบื่อหน่าย ในสิ่งที่เป็นทุกข์; เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา- นั้นคือหนทาง แห่งพระนิพพานอันเป็นธรรมหมดจด." โดยใจความก็คือ ว่า ต่อเมื่อเห็นความจริงของสังขารทั้งหลายทั้งปวงแล้วเท่านั้น คนจึงจะรู้สึกเบื่อระอาต่อสิ่งที่เรียกว่าสังขารนั้น นี้เป็นต้น เงื่อนของหนทางที่จะไปสู่นิพพานอันเป็นธรรมหมดจด.
น.39 ๓๖ พระพุทธภาษิตยังมีต่อไปครบถ้วนถึง ๓ ลักษณะคือ ว่า "สพฺเพ สงฺสาขา ทุกฺ ขา" กับ "สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา" อีกด้วย เมื่อใดเห็นสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เห็นสังขารทั้ง ปวงเป็นทุกข์ เห็นธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา เมื่อ นั้นย่อมเบื่อหน่ายต่อสังขารที่เป็นทุกข์. นั่นคือหนทางแห่ง นิพพาน หรือต้นเงื่อนแห่งหนทางที่จะไปสู่นิพพาน. ข้อนี้ก็ต้องสังเกตให้ดีว่า ต่อเมื่อมีความเข้าใจในเรื่อง ของสังขารดีแล้วเท่านั้น คนเราจึงจะเกลียดสังขารคือ ความ ทุกข์ ดังเช่นบทที่กล่าวมาแล้วคราวก่อน ว่าสังขารทั้ง หลายเป็นทุกข์อย่างยิ่ง. พอเริ่มมองเห็นว่าสังขารทั้งหลาย เป็นทุกข์อย่างยิ่ง ก็เบื่อหน่ายต่อสังขารเหล่านั้นซึ่งเป็น ทุกข์อยู่ในตัว เพราะว่าขึ้นชื่อว่าสังขารแล้วก็มีแต่ความทุกข์ ทั้งนั้น หามีสังขารที่เป็นสุขไม่. ต่อเมื่อไม่เป็นสังขาร คือ นิพพาน จึงจะเป็นความสุข. แต่ยังมีคำกล่าวบทสุดท้าย ของพระพุทธเจ้านั่นเอง ท่านปฏิเสธเสียทั้งสังขารและมิใช่ สังขาร คือว่า จะเป็นสังขารก็ตามมิใช่สังขารก็ตามล้วน
น.40 ๓๗ เป็นอนัตตา คือไม่ใช่ ตัวต นที่จะยึดถือเอาเป็นของตนได้ นี่ คือการกล่าวอย่างหมดจดสิ้นเชิง, ว่าสังขารเป็นของไม่ เที่ยง สังขารเป็นทุกข์ ทั้งสังขารและทั้งมิใช่สังขาร เป็น สิ่งที่ยึดถือไม่ได้ ไม่มีใครสามารถที่จะยึดถือได้ ว่าเป็นตัว ตนหรือเป็นของตน พอเห็นความจริงข้อนี้ครบถ้วน บริบูรณ์เท่านั้น หนทางจะเริ่มตั้งต้นเป็นไปในทางที่ถูก คือตรงดึงไปสู่ความดับทุกข์หรือที่เรียกว่านิพพานนั่นเอง. คำว่า "หนทาง" มีคำอธิบายมากมาย, ท่านทั้งหลาย ควรจะเข้าใจในข้อแรกหรือเป็นพื้นฐานเสียก่อนว่า คำว่า "ปฏิบัติ" หรือคำว่า "ปฏิปทา" ก็ตาม สองคำนี้ก็คือคำๆ เดียวกับคำว่าหนทาง, ปฏิบัติแปลว่าไต่ไปตามลำดับ ; ปฏิปทา ก็แปลว่าไปตามลำดับ, ไปตามลำดับก็คือการ เดินทางตามลำดับ หรือว่าหนทางที่มีไว้ให้เดินตามลำดับ นั่นเอง. ที่เรียกว่า "ทาง" เราหมายถึงสิ่งที่ถูกปฏิบัติหรือ ถูกเดิน แต่ว่าสิ่งเหล่านี้มันไม่อาจแยกกันได้ คือถ้ามีการเดิน แล้วมันก็มีคนเดิน มีทางที่เดินและมีการเดินนั้นด้วย. การ
น.41 ๓๘ เดินกับคนที่เดิน และหนทางที่เดินมันแยกกันไม่ได้ ภาษา บาลีใช้คำ ๆ เดียวกัน คือรากศัพท์เดียวกัน แต่ปรุงรูป ผิดเพี้ยนกันไปนิดหน่อย, คือเป็นคนผู้เดิน, เป็นหนทาง สำหรับเดิน หรือเป็นกิริยาอาการแห่งการเดิน ดังนี้ทั้งนั้น ศัพท์เหล่านี้ จึงเป็นศัพท์ที่มีรากศัพท์เป็นอันเดียวกันหมด เพราะฉะนั้นเมื่อเราได้ยินคำว่าปฏิบัติหรือคำว่าปฏิปทา. ก็ จงรู้เถิดว่ามันหมายถึงการเดินทาง. และยังมีคำอื่นๆ อีก, เช่นคำว่า "กรรมบถ" ซึ่ง แปลว่าหนทางแห่งการกระทำ อันนี้ก็คือทางเดินหรือหน- ทางสำหรับเดินนั้นอีกเหมือนกัน. เมื่อคำที่มีความหมาย เป็นหนทางสำหรับเดินมีอยู่มากคำดังนี้ คนที่ศึกษาไม่ดีก็ อาจจะงงหรือหลงว่าช่างมีมากมายหลายหมวดหลายหมู่ เช่น ว่า กุศลกรรมบทสิบนี้เป็นหนทาง หรือว่า ศีล สมาธิ ปัญญา นี้ก็เป็นหนทาง, หรือว่า อริยมรรคมีองค์แปดนี้ก็เป็นหนทาง หรือ แม้ที่สุดแต่ว่าเมื่อใดเห็นว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงเป็น
น.42 ทุกข์ และธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา นี้ก็เป็นหนทาง ดังนี้ เป็นต้น. ถ้าท่านผู้ใดมีความรู้สึกที่สับสนกันอยู่อย่างนี้แล้วก็ควร จะทำความเข้าใจเสียใหม่ว่า บรรดาสิ่งที่มีชื่อต่าง ๆ กันนี้ ที่แท้ก็เป็นเรื่องเดียวกัน เป็นสิ่ง ๆ เดียวกัน; เพียงแต่ว่า เป็นการกล่าวที่มองกันไปในแง่หนึ่งมุมหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่ง จะได้ยกตัวอย่างให้ฟังพอเป็นทางที่จะให้เข้าใจได้. ทำไมพระพุทธเจ้าจึงตรัสเรียกการประพฤติ ๑๐ ประการ ว่ากุศลกรรมบถ คือทางกายก็เว้นโทษที่ควรเว้น ทางกาย ทางวาจาก็เว้นโทษที่ควรเว้นทางวาจา, ทางใจก็ เว้นทางใจ,รวมกันเป็น ๑๐ อย่าง ที่เรียกว่ากุศลกรรมบถ. นี้ก็เพราะว่าถ้าประพฤติตามนั้นแล้ว บุคคลนั้นก็เป็น เสมือนผู้ที่ก้าวหน้าไปในทางสูง เปลี่ยนแปลงไปในทาง สูง ในที่นี้ทรงต้องการจะกล่าวในระดับต้นๆ สำหรับคน ทั่วไปทุกคน จึงได้กล่าวไว้ในรูปนั้น. ทีนี้ เมื่อต้องการจะกล่าวให้สูงขึ้นไปหรือให้เร็ว ๆ เข้า สำหรับผู้ที่มีปัญญาระดับสูงกว่าคนธรรมดา ก็ตรัส
น.43 ๔๐ เรื่องอริยมรรคมีองค์แปด มีสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต เป็นต้น, บัญญัติข้อความที่สูง ขึ้นไปกว่าระดับชาวบ้านอย่างธรรมดา; แต่มีความมุ่งหมาย อย่างเดียวกัน คือให้ลุถึงพระนิพพาน อันเป็นจุดหมาย ปลายทางด้วยกัน เพียงแต่มีน้ำหนักหรือมีระดับผิดกันบ้าง เท่านั้นเอง. ทีนี้ถ้าจะมองดูพระพุทธภาษิตสั้น ๆ ที่ว่า "เมื่อใด เห็น อนิจฺจํ ทุกขํ อนตฺตา เมื่อนั้นเป็นหนทาง" นี้เราจะยิ่ง เห็นได้ชัดยิ่งขึ้นไปอีกว่า เป็นการกล่าวอย่างรวบรัดเฉพาะ ผู้มีปัญญาแต่พวกเดียว เพราะว่าในบาลีนั้นก็ระบุชัดอยู่ แล้วว่า เมื่อใดเห็นด้วยปัญญา ว่าสังขารไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เมื่อนั้นจึงจะเป็นหนทาง. ทีนี้เราจะมองย้อนกลับลงไปอีกทีหนึ่ง ก็จะเห็นได้ เมื่อมีปัญญาเข้าใจถูกต้อง ในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ที่เป็น สังขารหรือเป็นธรรมชาติเหล่านี้แล้ว เมื่อนั้นแหละคนเรา จะประพฤติปฏิบัติทางกาย ทางวาจา ทางใจ ชนิดที่เป็น
น.44 ๔๑ ความถูกต้องอย่างยิ่ง คือไม่ใช่เป็นการทำตามระเบียบ, ตามธรรมเนียม, ตามแบบพิธีโดยที่ยังไม่เข้าใจ” หรือถ้า จะกล่าวอีกทางหนึ่งก็ว่าเพราะคนมองเห็น อนิจฺจํ ทุกขํ อนตฺตา แล้ว, ปล่อยเขาไปเถอะ จะไม่มีทางที่จะทำอะไร ผิดทางกายทางวาจา หรือทางใจ เพราะอำนาจของความรู้ เรื่อง อนิจฺจํ ทุกขํ อนตฺตา นั่นเองเป็นเครื่องกำกับเอาไว้ คือเมื่อรู้หรือเข้าใจหรือเห็น อนิจฺจํ ทุกขํ อนตฺตา อย่างถูกต้อง แล้ว คนเราจะคิดผิดหรือหวังผิด หรือพูดผิด หรือทำผิดไป ได้อย่างไรกัน เพราะว่าปัญญานั้นมองเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตาอยู่ชัด ๆ แล้ว จึงหลงผิดอะไรไม่ได้; ทำไปตามปัญญานั้นก็มีแต่ความถูกต้อง เพราะฉะนั้นจึง เป็นศีล สมาธิ ปัญญา ขึ้นมาเอง หรือว่าเป็นอริยมรรค มีองค์แปดขึ้นมาเอง หรือว่าเป็นกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการขึ้นมาเอง ดังนี้เป็นต้น. นี้จะทำให้ท่านทั้งหลายมองเห็นได้ว่า สมมุติกันว่า เราจะลงมาจากยอด ก็คือเราลงมาจากยอดของปัญญาที่มอง
น.45 ๔๒ เห็น อนิจฺจํ ทุกขํ อนตฺตา แล้วก็ทำอะไรข้างล่างหรือข้าง ใต้นี้ถูกหมด. ทีนี้อีกทางหนึ่ง เราจะตั้งต้นจากข้างล่างคือ รากฐาน เราต้องสร้างรากฐาน ที่กาย ที่วาจา ที่ใจ ให้ เป็นการประพฤติปฏิบัติชนิดที่เป็นไปในลักษณะ ที่จะทำ ให้เราเกิดมีปัญญาเพิ่มขึ้นทุกวัน. เพราะฉะนั้นถ้ายังเป็น ชาวบ้านธรรมดา เป็นปุถุชนคนเขลาอยู่ตามสามัญแล้วก็ จงเชื่อ แล้วจงพยายามปฏิบัติตามกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ นั้นเรื่อยไป ไม่เท่าไรก็จะมีปัญญาเกิดขึ้นตามลำดับ เพราะ ว่ามันเป็นการเดินที่ถูกทาง ในที่สุดก็จะถึงยอดคือได้รับ ปัญญา คือเกิดปัญญาที่มองเห็น อนิจฺจํ ทุกขํ อนตฺตา อีกนั่นเอง. เพราะเหตุฉะนี้แหละ, เราจะมองดูจากปลาย ทางมาต้นทางหรือจะมองจากต้นทางไปปลายทาง มันก็ควร จะได้ทั้งนั้นแล้วแต่ว่าใครเกิดมา มีพื้นเพอุปนิสัย มีอินทรีย์ มีสติปัญญามากน้อยอย่างไรนั้นมากกว่า และ สำหรับบุคคลที่ ได้เกิดมาในโลกนี้มีอายุยืนยาวมาถึงปานนี้แล้ว ก็ควรจะมี ปัญญาอย่างใดอย่างหนึ่งเพิ่มขึ้นทุก ๆ วัน จนกระทั่งบัดนี้
น.46 ๔๓ พอที่จะมองเห็นได้ว่า สังขารไม่เที่ยงเป็นอนัตตาได้อย่างไร หรือว่าการปรุงแต่งไม่หยุดนั้นเป็นความทุกข์อย่างไร การ ไม่ปรุงแต่งเป็นความไม่ทุกข์อย่างไร. นี้แหละเป็นคำตอบที่พอแล้ว สำหรับจะช่วยให้มอง เห็นว่า ทำไมพระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสสิ่งที่เรียกว่า ทาง หรือ หนทาง นี้ ไว้ในลักษณะต่างๆ กัน ในอันดับสูงได้ตรัส สติปัฏฐานทั้ง ๔ ว่าเป็น เอกายนมรรค คือหนทางอัน ประเสริฐสำหรับบุคคลผู้เดียว, อย่างนี้ก็มี; คือได้ตรัส สติปัฏฐานทั้ง ๔ นั้นว่าเป็นตัวทาง และยังมีทางที่ตรัสไว้ ในชื่ออื่นอีกมากมาย ไม่จำเป็นที่จะต้องประมวลมาในที่นี้ ให้มากเกินไป จนทำความพื้นเผื่อรำคาญ เพียงแต่ต้อง การให้ท่านทั้งหลายมองเห็นว่า สิ่งที่เรียกว่าทางนั้นจะเป็น ทางที่แท้จริงขึ้นมา ก็ต่อเมื่อมีปัญญาเห็น อนิจฺจํ ทุกขํ อนตฺตา เข้ามาเจืออยู่ด้วย ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว ยังไม่เป็นหนทางที่ แท้จริง, จะเป็นเพียงการตระเตรียมหรือต้นทางอย่างเดียว เท่านั้น หมายความว่าถ้ายังไม่มีปัญญาที่เห็น อนิจฺจํ ทุกขํ
น.47 ๔๔ อนตฺตา, การเดินทางนั้นก็ไม่รู้ว่าจะเดินไปในทางไหน มี แต่จะเดินเข้าหาสิ่งซึ่งเป็น อนิจฺจํ ทุกขํ อนตฺตา มากขึ้น แล้วก็จะมีความทุกข์ซับซ้อนมากขึ้นเท่านั้น. แต่ถ้ามอง เห็นเสียบ้างว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา แล้ว จิตใจก็จะเดินทางหลีกห่างออกจากสังขารเหล่านั้น, ไปตามแนวทางที่จะข้ามพ้น หรืออยู่เหนือสิ่งเหล่านั้น, ไม่ ให้ความเป็น อนิจฺจํ ทุกขํ อนตฺตา นั้นทำอันตรายตนได้ นี่แหละคือหนทางที่แท้จริง ที่หลีกออกไปจากความทุกข์ ไปสู่ความดับทุกข์. เป็นอันว่าเราทุกคน จะต้องสร้างหนทางที่ถูกต้อง,เท้ จริงขึ้นมาด้วยระบบของปัญญา, พยายามเข้าใจในสิ่งต่างๆ ที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา หรือเรียกว่า "ปรุงเรื่อย" ให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความทุกข์อยู่ในตัวเอง, ไม่มีอะไร เลย, มีแต่ภาวะแห่งความเป็นทุกข์เท่านั้น, ควรจะหลีก ห่างเสียอย่างยิ่ง; เมื่อเป็นดังนี้ก็จะมีการประพฤติหรือมี การกระทำชนิดที่ไม่เป็นการปรุงด้วยกิเลสตัณหาอุปาทาน
น.48 ๔๕ เพราะว่าเมื่อเห็นความไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตาอยู่แล้ว สิ่ง ที่เรียกว่าตัณ หาอุปาทานจะเกิดขึ้น ไม่ได้เลย, จะมีอยู่แต่ ปัญญาเท่านั้น. ปัญญานั้นเองเป็นเครื่องป้องกันไม่ให้กิเลส ตัณหาอุปาทานปรุงขึ้นมาได้ ชีวิตนี้จึงเป็นการเดินทางได้ ในตัวมันเอง คือเป็นวิวัฒนาการที่ดีอยู่ในตัวมันเองเพิ่ม ขึ้น ๆ จึงนับว่าเป็นการเดินทางถูกอยู่ในตัวเอง. หวังว่าท่านทั้งหลายจะได้มีความสนใจในคำ ๓ คำ คือ คำว่า อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา นี้ให้มากขึ้นกว่าแต่ก่อน หรือ อยากจะขอร้องว่า ตลอดเวลาแห่งพรรษานี้ คงจะได้สนใจ เรื่อง อนิจฺจํ ทุกขํ อนตฺตา กันมากเป็นพิเศษกว่านอกพรรษา หรือกว่าปีที่แล้วมา ให้พยายามสนใจและทำความเข้าใจใน ข้อที่ว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตานี้ ให้ ละเอียดให้ประณีตให้สุขุมยิ่ง ๆ ขึ้นไป; อย่าเพียงแต่ท่อง ได้หรือว่าจำได้ตามคำอธิบายของผู้อื่น; ให้มองเห็นอยู่ว่า สิ่งที่เป็นการปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยนั้น มีลักษณะ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา. ในเมื่อบุคคล ไม่รู้ตาม
น.49 ๔๖ เป็นจริงแล้ว, ก็หลงไปตะครุบเอามาให้เป็นของเที่ยง เป็น สุข เป็นอัตตา คือเป็นตัวตนของตน; เมื่อเป็นอย่าง นี้แล้วมันจะเกิดเรื่องเกิดราวกันอย่างไรขอให้ลองคิดดู. มัน เหมือนกับจะไปบังคับสิ่งซึ่งมีลักษณะอย่างหนึ่งให้เป็นไป อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเหลือวิสัยที่ใครจะบังคับได้ เช่นจะบังคับ ให้ไฟไม่มีความร้อนอย่างนี้ มันก็เป็นสิ่งที่น่าหัวเราะน่า สงสาร. ฉะนั้น การที่คนเป็นอันมากคิดว่าเราเกิดมานี้จะต้อง ได้อย่างนั้นอย่างนี้ ตามชอบใจเราเองไปเสียทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อไม่ได้ก็ร้องไห้, เมื่อได้ก็ดีใจ. . มีลูกมีหลานเกิดขึ้นมา ก็สอนกันได้เพียงเท่านี้ ไม่มีอะไรเพิ่มขึ้นเป็นความเฉลียว ฉลาดมากขึ้นไปกว่านี้ นี่แหละจะเรียกว่าเป็นการเดินทาง ตามพระพุทธเจ้าได้อย่างไรกัน. มีลูกมาก็เดินตามพ่อแม่ ในลักษณะอย่างเดียวกัน. มีหลานมีเหลนออกมาก็มีการ เดินตามกันในลักษณะอย่างเดียวกัน. ไม่มีความก้าวหน้า ผิดแผกแตกต่างออกไป ในการที่จะรู้ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา หรือว่ายึดมั่นถือมั่นไม่ได้.
น.50 ๔๗ ฉะนั้นถ้าเราจะให้ลูกหลานรวมทั้งตัวเราเองเดินทางไป ได้โดยสะดวกรวดเร็วแล้ว ก็ควรจะได้สนใจอบรมสั่งสอน ความรู้เรื่องความยึดมั่นถือมั่น หรือความไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้กัน ให้มากเป็นพิเศษ แม้ว่าเราจะอยู่ในโลกนี้จะต้องมีอะไรกิน มีอะไรใช้ มีอะไรทำ มีอะไรดูแลรักษา ก็จงได้กระทำไป โดยไม่ต้องไปมีความยึดมั่นถือมั่น แต่ให้กระทำไปด้วย อำนาจของสติปัญญาที่มองเห็น อนิจฺจํ ทุกขํ อนตฺตา อยู่ ตลอดเวลาพร้อมกันไปทีเดียว. เมื่อลูกหลานเขามีปัญญา ในข้อนี้ คือเห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่น ไม่ได้อย่างนี้แล้ว เราก็ปล่อยเขาได้ เขาจะต้องคิดถูกเอง พูดถูกเอง กระทำถูกเอง ในหนทางที่จะไม่เป็นทุกข์ เรา ควรจะอบรมสั่งสอน ให้เข้าใจอย่างยิ่งในเรื่องความยึดมั่น ถือมั่นและความไม่ยึดมั่นถือมั่น เพราะว่าเด็ก ๆ ของเราจะ ไม่ต้องร้องไห้มากเกินไป, หรือหัวเราะมากเกินไป ให้เขา มีสติปัญญาที่จะอยู่เหนือ สิ่งที่จะทำให้เขาหัวเราะหรือร้อง ให้นั้นให้มากขึ้น; ให้มากยิ่งขึ้นทุกที เท่ากับที่เขาเจริญ
น.51 ๔๘ เติบโตขึ้นมาทุกทีๆ อย่างนี้จะได้ชื่อว่าทำประโยชน์เกื้อกูล แก่ลูกหลานเหลนเหล่านั้นอย่างยิ่งทีเดียว เป็นบิดามารดา หรือเป็นบรรพบุรุษที่ดี ที่มอบหมายช่วงแห่งการเดินทาง ให้แก่ลูกหลานของตนอย่างถูกต้องและรวดเร็วสมกับข้อที่ ว่า มนุษย์นี้เกิดมาเพื่อเดินทาง จากความทุกข์ไปสู่ความไม่มี ทุกข์ และแม้แต่ลูกหลานก็ยังได้รับมอบหมายการเดินทางนี้ เป็นช่วง ๆ ไป ในลักษณะที่จะทำให้มนุษย์นี้ถึงที่สุด จุด หมายปลายทางกันได้สักวันหนึ่งโดยแน่นอน. บัดนี้เราลองดูกันทั่ว ๆ ไปเถิด ว่าในประเทศไทยเรานี้ ก็ดี ในประเทศอื่น ๆ อีกมากมายหลายร้อยประเทศ คือ ทั้งโลกก็ดี เขากำลังพูดกันเรื่องอะไร เขากำลังสอนลูก สอนหลาน สอนยุวชนของเขาอย่างไร และเขาทั้งหมดนั้น กำลังกระทำอยู่ในลักษณะเช่นไร คือเขากำลังต้องการอะไร อะไรที่เป็นเหตุให้เขาทำอย่างนั้น จนกระทั่งเกิดความทุกข์ ทรมานขึ้นมาท่วมหัวทุกหัวระแหงในโลกนี้ เช่นที่เป็นอยู่ ในเวลานี้.
น.52 ๔๙ นี่แหละคือผู้ที่ไม่เดินทางให้ถูกทาง, กลายเป็นเดิน วกไปในทางของพญามาร หรือซาตาน หรือภูตผีปีศาจ หรืออะไรก็แล้วแต่จะเรียก, ซึ่งมีอย่างเดียวคือจะต้องเป็น การทนทุกข์ทรมาน ในลักษณะที่น่าเวทนาสงสารมากมาย หลายแบบ, ไม่สมกับการที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ หรือเป็น มนุษย์ที่พบพระพุทธศาสนาเลย, แม้ที่สุดแต่จะเป็นมนุษย์ ทั่ว ๆ ไปก็ยังไม่ได้ เพราะว่าคำว่ามนุษย์นี้ ถือเอาตามภาษา บาลีหรือสันสกฤตแล้วมีความหมายดีมาก คือคำว่ามนุษย์นี้ แปลว่ามีใจสูงบ้าง, แปลว่าเป็นเหล่ากอของพระมนูผู้จอม ปัญญาบ้าง; อะไร ๆ ก็ล้วนแต่เป็นไปในทางที่สูงกว่า ธรรมดาทั้งนั้น , ถ้าเป็นมนุษย์แล้วก็จะต้องเดินถูกทางเป็น แน่นอน พอเดินผิดทางก็กลายเป็นไม่ใช่มนุษย์ไปในขณะนั้น เอง. ท่านลองคิดให้ผิดแนวของธรรมะดูสักขณะหนึ่ง, ใน ขณะนั้นก็จะปรากฏว่าท่านไม่เป็นมนุษย์เสียแล้ว กำลังเดิน ไปตามทางของภูตผีปีศาจ ของยักษ์ ของมาร ของสัตว์ เดียรัจฉานอย่างใดอย่างหนึ่งไปเสียแล้ว. นี่ควรจะมองให้
น.53 ๕๐ ละเอียดถึงขนาดที่ว่า เราเดินทางกันอยู่เรื่อย ๆ ไปทุกลม หายใจเข้าออกทุก ๆ ขณะ ซึ่งจะเรียกว่า ๑ นาทีหรือ ๑ วินาทีก็ตาม มันเป็นการ เดินทางอยู่เรื่อยไป เผลอเมื่อใดก็ วกไปผิดทางเมื่อนั้น. เพราะฉะนั้น อย่าได้คิดไปในทำนองที่จะทำให้เกิด ความประมาท เป็นคนประมาท เป็นคนอวดดี ว่าการเดิน ทางนี้เป็นของง่าย, หรืออาจจะปล่อยให้ล่องลอยไปตาม กระแสน้ำได้ แล้วแต่กระแสน้ำจะพาไปก็ยังได้ ดังนี้นับ ว่าเป็นความคิดที่ผิดอย่างยิ่ง เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านได้ สอนให้ระมัดระวังการเดินทางนี้ทุก ๆ ขณะจิต เผลอนิดเดียว ในขณะจิตใดก็ทำให้แวะออกนอกทาง วกออกทางได้ และ ในบางกรณีอาจจะเป็นเอามาก ถึงขนาดที่เรียกว่าผิดทาง จนยากที่จะกลับเข้ามาสู่หนทางได้อีก หรือต้องใช้เวลานาน เกินไป ถ้าหากว่าได้พลัดตกลงไปในอบายหรือนรกเป็น ต้น. หมายความว่าได้ทำผิดปล่อยให้จิตตกดิ่งลงไปสู่ความ ต่ำทรามชนิดที่มีชื่อเป็นอบายหรือนรก จนยากที่จะกลับตัว
น.54 ๕๑ ได้ในเวลาอันสั้น อย่างที่เรียกว่าเป็นการเดินทางที่ก้าว พลาดถลำตกร่อง ตกคู ตกเหว พลัดดิ่งลงไปจากหนทาง ทีเดียว, เพราะเหตุที่เป็นผู้ประมาท ไม่เดินอยู่ในทาง ไม่ มีสติปัญญาที่จะเห็น อนิจฺจํ ทุกขํ อนตฺตา กำกับอยู่อย่างที่ ได้กล่าวมาแล้ว; และไม่มีมิตรสหายที่ดีที่จะช่วยประคับ ประคองอยู่เคียงข้าง คอยเตือนไม่ให้พลัดออกไปนอกทาง; มีแต่คนตาบอดจูงคนตาบอด หรือว่าคนไม่มีลูกตาจูงคนที่ ไม่มีลูกตา เปะ ๆ ปะ ๆ กันไปเรื่อย จนโลกนี้เต็มไปด้วย ภาวะที่น่าสลดสังเวช น่าทุเรศสงสารเหลือประมาณ ไม่มี ส่วนที่น่าชื่นอกชื่นใจที่ตรงไหน เพราะเป็นผู้ประมาท เดินออกนอกทางอยู่ด้วยกันเป็นส่วนใหญ่ ในที่ทุกหนทุก แห่งตลอดเวลาทีเดียว. ขอให้ท่านทั้งหลายได้มีความคิดนึกไปในทางที่ว่า เรื่องการเดินทางหรือหนทางนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเสียแล้ว ไม่ใช่เรื่องที่จะทำเล่น ๆ ได้เสียแล้ว แต่เป็นเรื่องที่ใหญ่ที่ สุด เป็นเรื่องทั้งหมดทั้งสิ้นของมนุษย์เรา เป็นเรื่องที่เราจะ ต้องทำด้วยสติ ปัญญา สามารถอย่างยิ่งหรืออย่างสุดยอด
น.55 ๕๒ ของมนุษย์เรา. อย่าได้เผลอแม้แต่ชั่วเวลานาทีเดียว, วินาที เดียว, หรือขณะจิตเดียวเลย มันอาจจะพลัดออกนอกทาง ด้วยเวลาชั่วขณะจิตเดียวได้เสมอไป ถ้าไม่ระวังจิตไว้ทุกๆ ขณะแล้ว, มีหวังที่จะต้องพลัดออกนอกทาง ถึงกับจมดิ่ง ลงไปในอบายก็ได้ ควรจะกำหนดพิจารณาความน่ากลัว น่าหวาดเสียวของการกระทำชนิดนี้ไว้ให้มากด้วยกันจงทุก คน แล้วตั้งตนให้เป็นผู้ที่แจ่มใสอยู่ด้วยปัญญา เห็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ในสิ่งที่มีอยู่รอบตัวเราทุกๆ สิ่ง แล้วการ กระทำ การพูด การคิดของเราก็จะเป็นไปแต่ในทางที่ อนุโลมกันได้กับปัญญาที่เห็น อนิจฺจํ ทุกขํ อนตฺตา นั้น ไม่ มีทางที่จะทำผิดจนเกิดทุกข์โทษขึ้นได้แต่ประการใด. นี้เรียกว่าเป็นวิธีการเดินทางโดยสรุปเอาแต่หัวใจ, คือ ใจความสั้น ๆ แล้วขยายออกไปเป็นการประพฤติปฏิบัติ ต่างๆ นานาหลายสิบหมวด ซึ่งตนอาจจะเลือกเอาได้สัก หมวดหนึ่งที่เหมาะสมแก่อุปนิสัยของตน. เช่นอริยมรรคมี องค์แปด. สติปัฏฐาน ๔, กุศลกรรมบถ ๑๐, สิกขา ๓ หรือบุญกิริยาวัตถุ ๓, หรืออะไร ๆ ก็แล้วแต่จะเลือกเอา
น.56 ๕๓ อย่างพระพุทธเจ้าท่านก็มีบารมี ๑๐ ประการ เป็นแนวทาง เดินไปจากความเป็นมนุษย์ธรรมดา จนถึงความเป็นพระ- พุทธเจ้า นี้ถ้าเราจะคิดว่ามันมากเกินไปสำหรับเราก็ถูก เหมือนกัน, แต่ถ้าจะคิดเสียว่าเราทำให้ครบทั้ง ๑๐ อย่าง แต่ไม่ต้องมากถึงพระพุทธเจ้าท่านทำ นี้ก็ถูกอีกเหมือนกัน คือว่าบารมีเหล่านั้น ล้วนแต่เป็นการประพฤติกระทำชนิด ที่ถูกควบคุมไว้ด้วยปัญญาที่มองเห็นว่า โลกหรือสังสารวัฏฏ์ หรือสังขารนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ เราต้องการจะข้ามไป จากสิ่งเหล่านี้ไปสู่ฝั่งโน้นคือนิพพาน ด้วยการกระทำชนิด ที่มองเห็นสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง ว่าไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตาอย่างไรแล้ว, ก็ประพฤติปฏิบัติเพื่อทำลายความ ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตาเหล่านั้น เสีย เพราะฉะนั้น จึงบำเพ็ญการให้ทานบ้าง บำเพ็ญ เมตตาบ้าง บำเพ็ญสัจจะบ้าง บำเพ็ญขันติบ้าง บำเพ็ญ ทุก ๆ อย่างเท่าที่เห็นว่าจะเป็นการควบคุม หรือบังคับความ รู้สึกที่จะไหลไปในทางต่ำ อันเกิดจากความที่ไม่เห็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา นั้น,
น.57 ๕๔ สรุปความในที่สุดนี้ว่า การเดินทางนั้นต้องตั้งต้นที่ การเห็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา แล้วก็เดินไปด้วยการเห็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา แล้วก็ถึงที่สุดลงด้วยการเห็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา อย่างแจ่มแจ้งถึงที่สุดเช่นเดียวกัน; ไม่มีอะไร มากไปกว่านี้เลย. หวังว่าท่านทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริษัท จะ ได้ถือเอาพระพุทธภาษิต ที่พระองค์ทรงแสดงหนทางไว้ อย่างชัดแจ้งเช่นนี้ จนสำเร็จประโยชน์แก่ตนด้วยกันจง ทุก ๆ คน. ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอว์ ก็มีด้วยประการ ฉะนี้.
น.58 ที่แท้คนเรามิได้เกิดมา) ๕ สิงหาคม ๒๕๐๘ นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมุมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ สุทฺธิ ธมฺมา ปวตฺตนฺตี-ติ ธมฺโม สฺกฺกจฺจํ โสตฺพฺโพ-ติ ณ บัดนี้จะได้วิสัชนาพระธรรมเทศนา เพื่อเป็นเครื่องประดับสติ ปัญญา, ส่งเสริมศรัทธาความเชื่อ และวิริยะความพากเพียร ของท่านทั้ง หลายผู้เป็นพุทธบริษัท; ให้เจริญงอกงามก้าวหน้า ในทางแห่งพระศาสนา ของสมเด็จพระบรมศาสดา, อันเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายกว่าจะยุติลงด้วย เวลา ธรรมเทศนาในวันนี้พึงถือว่าเป็นธรรมเทศนา ที่เป็นบุพพาปะระลำดับ สืบต่อจากธรรมเทศนาในวันก่อน. ในวันแรกได้กล่าวโดยหัวข้อที่สรุปว่าคนเรานี้ เกิดมาทำไมกัน ? แล้วสรุปคำตอบว่า คนเราเกิดมาเพื่อพอกพูนหนทางไปสู่สันติคือ นิพพาน นี้ ครั้งหนึ่ง; ในครั้งต่อมาได้กล่าวถึง วิธีการเดินทางหรือพอก พูนหนทางไปสู่สันตินั้นว่า จะต้องทำอย่างไร; และสรุปเป็นใจความ สั้น ๆ ว่า หนทางที่จะไปสู่นิพพานอันเป็นธรรมหมดจดถึงที่สุดนั้น ก็คือปัญญาที่รู้อยู่ตามที่เป็นจริงว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตาดังนี้; ผู้ใดมีปัญญาในเรื่องนี้ เรียก ว่าเป็นผู้เดินทางไปสู่นิพพานอันเป็นธรรมหมดจด ข้อความที่แล้วมาเป็นอย่างนี้
น.59 ) + ในวันนี้จักได้กล่าวถึงข้อที่ควรจะได้รับการพิจารณา ให้ละเอียดลงไปว่า เมื่อบุคคลได้เดินไปตามทางของสติ ปัญญาที่ว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ดังนี้แล้ว จะมีความรู้สึกเกี่ยวกับความเกิดนี้เป็นอย่างไร บ้าง. ผู้ที่ได้ยินได้ฟังได้ศึกษามาจนเข้าใจเรื่องอนัตตาดี แล้ว ย่อมจะตอบได้ว่าผู้ที่มีปัญญามองเห็นอนัตตานั้น ก็ คือบุคคลที่มองเห็นว่า ไม่มีใครเกิดมา. เมื่อเป็นดังนี้เรื่อง ก็จะกลายเป็นว่า การเดินทางไปถึงนิพพานนั้น ก็คือ ถึง ความไม่เกิด คือรู้ว่าโดยที่แท้ไม่มีการเกิด. ปัญญาที่เป็น เครื่องเห็นอนัตตานั้น จะทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจเช่น นั้น; แต่ทีแรกไม่มีใครจะรู้สึกเช่นนั้นได้ ก็ต้องรู้สึกไปใน ทำนองที่ว่า เราเกิดมา แล้วก็มีปัญหาว่า เกิดมาทำไม; แล้วก็ตีปัญหาผิดบ้างถูกบ้าง.
น.60 ๕๗ ทีนี้ จะมีคนที่เขาแย้งขึ้นมาว่า ที่แท้คนเราจะไม่ได้ เกิดมาละกระมัง ถ้ามีใครคัดค้านอย่างนี้ตั้งแต่ทีแรก ก็แปลว่า คนนั้นรู้ธรรมข้อนี้ดีกว่าคนทั้งหลาย; แต่เดี๋ยวนี้ลองสังเกต ดูจะเห็นได้ว่าไม่มีใครเคยแย้งเคยค้านหรือเคยยิ้มเยาะอย่าง นั้นเลย; เพราะว่าทุกคนมัวแต่โง่แต่หลงว่าตนเกิดมา. เมื่อ มีปัญหาถามขึ้นว่า เกิดมาทำไม ? ก็ไม่เคยคิดที่จะแย้งว่าไม่ ได้เกิดมา; มีแต่ไปมัวคิดถึงปัญหาที่ว่า เกิดมาทำไม? เรื่อย ไปๆ ไม่มีที่สิ้นสุด แล้วก็ตอบไปต่างๆ กันตามภูมิตามชั้น ของตน; เป็นเหตุให้ทุ่มเถียงกันให้วิวาทกัน ทำนองเดียว กับคนตาบอด ๖ คน คลำช้างที่งวงบ้าง ที่เท้าทั้งสี่บ้าง ที่หางบ้าง เป็นต้น; แล้วก็ตอบว่า ช้างมีรูปร่างตาม ทรรศนะของตน ๆ ตอบไปในทางที่จะให้ทุ่มเถียงกัน ว่า รูปร่างของช้างมันแตกต่างกัน จนได้ทะเลาะวิวาทกัน ฉันใดก็ฉันนั้น. คนโดยมากทุกวันนี้อย่างดีที่สุดก็จะตอบว่า เกิดมา เพื่อให้ได้อะไรตามใจตนก็แล้วกัน; เพราะถือว่าตาย ไปแล้วนี้ไม่ต้องเกิดอีก. พวกนี้ถือว่าการเกิดเป็นเพียงการ บังเอิญครั้งเดียว เกิดมาเป็นคนแล้ว พอตายแล้วก็เลิกกัน
น.61 ๕๘ ไม่มีอะไรไปเกิดอีก: คนที่มีความคิดเห็นเช่นนี้ ก็จะต้องมี ความคิดไปในทำนองที่ว่า ชั่วที่เกิดมาครั้งนี้นั้น จะต้อง กอบโกยเอาไว้ก่อน; สิ่งไรที่ถูกอกถูกใจเราก็จะต้องกอบ โกยเอาไว้ ให้มากที่สุดเพื่อประโยชน์แก่ความต้องการ ของเราเองโดยเฉพาะ, ตายแล้วก็เลิกกัน. นี่เมื่อมีความคิด เห็นกันอย่างนี้โดยมากแล้ว คนในโลก, หรือว่าโลกของ เรานี้ก็จะเต็มไปด้วยคนที่ตั้งหน้าตั้งตากอบโกย, แล้วก็แข่ง ขันกัน, ในที่สุดก็เบียดเบียนกัน นี่คือผลของการที่ว่า ไม่มี อะไรมากไปกว่าเกิดมาเพื่อจะกอบโกย. แต่สำหรับคนที่มีความคิด มีความรู้ มีความเชื่อ ไปในทางที่ว่า คนยังเกิดอีกนี้ ก็มีปัญหาแปลกออกไปใน ข้อที่ตนจะต้องเกิดแล้วเกิดอีก: ถ้าทำไม่ดีการเกิดครั้งหลัง ก็จะลำบาก หรือเป็นเรื่องเสียหายร้ายแรงยิ่งขึ้นทุกที. คน พวกนี้ก็ตั้งใจจะทำให้ดี, เพื่อว่าการเกิดต่อไปข้างหน้าจะ ได้ดียิ่งขึ้น, ความคิดเช่นนี้พอจะสรุปรวมลงไปได้ว่า เกิด มาเพื่อจะสร้างความดี หรือสร้างหนทางไปสู่ยอดสุดของ ความดี อย่างนี้ก็นับว่าเป็นการดีมาก. แต่ในที่สุดก็ไม่มีใครเคยนึกไปถึงข้อที่ว่า โดยที่แท้
น.62 ๕๙ นั้น เรามิได้เกิดอยู่; เพราะว่าไม่มีสติปัญญาเพียงพอที่จะรู้ ได้เองเช่นนั้น แม้พระอริยเจ้าและพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะ ได้ตรัสได้สอนเป็นประจำอยู่แล้วว่า โดยที่แท้นั้น คนเรา มิได้เกิดมา คือมิได้มีสัตว์บุคคลตัวตน เรา เขา อะไรทำ นองนี้อยู่เสมอ; คนเหล่านี้ก็ไม่เชื่อ ไม่ยอมเชื่อ, แม้จะ ต้องเชื่อเพราะความเกรงใจ หรือด้วยความเคารพ ก็เป็น ความเชื่อแต่ปาก ความรู้สึกที่แท้จริงที่รู้สึกอยู่ในใจนั้นมัน พัลวัลด้วยเรื่องของการเกิด เราเกิดอยู่ มีตัวเราอยู่ มีตัวเรา เป็นปัญหาเฉพาะหน้าอยู่ อย่างนี้เรื่อยไป. เป็นอันว่าความรู้ที่จะเกิดขึ้นมาว่า โดยเนื้อแท้คนไม่ ได้เกิดอยู่, หรือไม่ได้มีตัวเราที่เกิดมา นี้เป็นสิ่งที่มีได้ยาก; แต่ในที่สุดเรื่องก็ไปจบลงตรงที่ว่า คนเราโดยเนื้อแท้นั้น มิได้เกิดมา หรือมิได้เกิดอยู่ หรือมิได้ตายไป อยู่นั่นเอง. เพราะตามความจริงนั้น สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา คือไม่ เป็นตัวคนตัวใคร จึงไม่มีใครเกิดมาหรือใครเป็นอยู่ หรือ ใครตายไป มีแต่ธรรมชาติล้วน ๆ เปลี่ยนแปลงไป; ซึ่งเรา ทุกคนจะต้องจำความข้อนี้ไว้ให้แม่นยำที่สุด โดยพระบาลี ว่า "สุทฺฺธิ ธมฺมาปวตฺตนฺติ" ธรรมชาติล้วนๆ เท่านั้น เปลี่ยนแปลงไป, ไม่มีบุคคล ไม่มีชีวะ ไม่มีตัวตน
น.63 ๖๐ อะไรส่วนไหน มีแต่ธรรมชาติล้วนๆ เปลี่ยนแปลง ไหล เชี่ยวเป็นกระแสไปทีเดียว. ข้อนี้คนชาวบ้านตามธรรมดา ไม่มีทางที่จะเข้าใจได้, รู้สึกว่าจะเป็นเรื่องเป่าปี่ให้แรดฟัง เสียมากกว่า; แต่ ถึงอย่างนั้น ก็ยังขืน, หรือฝืนนำเอามาพูดจาพินิจ- พิจารณาชักชวนกันให้ระลึกศึกษาอยู่นั่นเอง; เผื่อว่า นานเข้าก็อาจจะเข้าใจความข้อนี้ได้บ้าง. พระบาลีที่ว่า "สุทฺธิ ธมฺมา ปวตฺตนฺติ" ซึ่งมีใจความว่า มีแต่ธรรมชาติ ล้วน ๆ เท่านั้นเปลี่ยนแปลงไปนี้ เราก็จะต้องมีความเข้าใจ ที่เล็งไปยังกลุ่มสังขารร่างกายชีวิตจิตใจทั้งหมดทั้งสิ้น ที่ สมมติกันว่าเป็นคน ๆ หนึ่งนี่แหละ ที่เรียกว่าเป็นธรรม- ชาติล้วน ๆ เปลี่ยนแปลงไป. เท่าที่เราศึกษากันมาโดยมาก เราก็แยกกลุ่มที่รวมกันเป็นคน ๆ หนึ่งนี้ออกเป็น ๕ ส่วน คือส่วนรูป, ส่วนเวทนา, ส่วนสัญญา, ส่วนสังขาร, ส่วนวิญญาณ เป็น ๕ ส่วน แล้วทีนี้ในส่วนหนึ่งเช่นส่วน รูป ก็แยกออกไปเป็นมหาภูตรูป, อุปาทายรูปอีกมากมาย ตั้ง ๒๐-๓๐ ส่วน. ส่วนที่เป็นเวทนาก็แยกออกไปตาม อาการของการเกิด เช่น ทางตา ทางหู ทางจมูก ทาง
น.64 ๖๑ ลิ้น ทางกายเป็นต้น กระทั่งทางใจเอง; มันก็ได้เวทนา ที่มากมายออกไปตามอายตนะและอารมณ์ ที่มากระทบ; ก็เลยเป็นส่วนเล็กส่วนน้อยย่อยออกไปทุกที. ส่วนที่เป็น สัญญาก็เหมือนกัน; ส่วนที่เป็นสังขารก็เหมือนกัน; แจก ไปตามวัตถุหรืออารมณ์ซึ่งเป็นที่ตั้งของสัญญานั้น ๆ สัญ ญาก็มีมากส่วนออกไปอีก. ส่วนสังขารก็ยังแยกออก เป็นสังขารที่ดี, ที่ไม่ดี, ที่ไม่อาจกล่าวได้ว่าดีหรือ ไม่ดี ดังนี้เป็นต้น; และถือว่าเป็นเพียงความคิดนึกที่เกิด ขึ้นตามการปรุงแต่ง เมื่อสิ่งปรุงแต่งมันมีมาก และทาง เกิดแห่งการปรุงแต่งก็มีมาก เช่น ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย; ดังนั้นสังขารคือความคิดเหล่านั้น ก็ ถูกแยกออกเป็นส่วน ๆ มากส่วน ส่วนสุดท้ายที่เรียกว่า วิญญาณนี้ก็ยังแบ่งออกได้ตามอายตนะที่กระทบ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ; แล้วยังแบ่งย่อยออกไปเป็นส่วนย่อย ๆ อีก แล้วแต่ว่าจะเนื่องด้วยเวลาหรือด้วยภูมิ หรือว่าด้วย ชั้น สูง ต่ำอย่างไร. เป็นอันว่าขันธ์ ๕ นี้ ถูกแยกออกเป็นส่วนย่อยแต่ ละส่วน ๆ มากมายหลายสิบหลายร้อยส่วนทีเดียว ทางที่จะ
น.65 ๖๒ เข้าใจให้ได้ก็คือ ให้ถือว่าทุกๆ ส่วนแต่ละส่วนนั้น เ ป็น เพียงธรรมชาติล้วน ๆ คือว่า เป็นของเกิดเองตามธรรมชาติ เกิดเองตามเหตุตามปัจจัยเครื่องปรุงแต่ง ของธรรมชาติ. เกิดเองโดยกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ. อะไร ๆ ก็ล้วนแต่เป็น เรื่องของธรรมชาติ คือตัวสิ่งเหล่านั้นก็เป็นธรรมชาติ; เหตุปัจจัยของสิ่งเหล่านั้นก็เป็นธรรมชาติ; อำนาจที่บัน- ดาลให้สิ่งเหล่านั้นปรุงแต่งไปหมุนเวียนไป ก็เป็น ธรรมชาติ. ดังนั้นจึงกล่าวว่าธรรมชาติล้วนๆ เท่านั้นเปลี่ยน- แปลงไป, ไม่มีอะไร ไม่มีส่วนไหนที่จะเป็นสัตว์ เป็น บุคคล เป็นตัวเป็นตน เป็นเรา เป็นเขา. ถ้าเปรียบ เทียบก็เหมือนกับว่าเรารื้อรถยนต์คัน หนึ่งออกไปจนถึงที่ สุด; เป็นส่วน ๆ แล้วยังแยกออกไปอีก เช่นว่าส่วนที่เป็น เหล็กก็ยังแยกออกไปให้แหลกละเอียดจน ไม่เป็นเหล็ก; แต่เป็นเพียงส่วนประกอบของเหล็ก. ที่เป็นทองเหลือง ทองแดง เป็นไม้ เป็นยาง เป็นอะไรต่างๆ ก็ยังถูกแยก ให้แหลกลงไปอีก; จนไม่อยู่ในรูปที่จะเรียกว่าทองเหลือง ทองแดง เป็นไม้เป็นยางหรือเป็นอะไรได้ต่อไป คือไป
น.66 ๖๓ อยู่ในรูปที่เรียกว่าอณูหรือปรมณูในที่สุด ก็จะเห็นได้ว่า รถยนต์นั้นมิได้มีอยู่จริง เป็นเพียงการประกอบกันเข้า, การกุมกันเข้าของส่วนต่าง ๆ ที่ละเอียดเหล่านั้น; มันก็ ต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ, คือว่าวัตถุนี้ หรือ สิ่งนี้เมื่อถูกกระทำอย่างนี้มันก็มีปฏิกิริยาเกิดขึ้นอย่างนี้, สิ่ง ที่เรียกว่าน้ำมันเชื้อเพลิงก็ดี, สิ่งที่เรียกว่าอากาศก็ดี, สิ่ง ที่เรียกว่าความกดดันก็ดี, การเผาไหม้ก็ดี, วัตถุต่างๆ เหล่านั้นก็ดี, มันมีกฎเกณฑ์ตามธรรมชาติที่ว่า เมื่อถูก กระทำเข้าอย่างนั้น ก็ย่อมเกิดปฏิกิริยาอย่างนั้น; และ ปฏิกิริยานั้นเองที่เป็นตัวแสดงออกมาให้เห็นเป็นว่า มัน เป็นรูปเป็นร่างเป็นรถยนต์ขึ้นมาแล้วก็วิ่งไปได้. ถ้าเราดู ไปในทางสมมติก็จะเห็นว่า รถยนต์นั้นมีอยู่จริง; แต่ถ้า เราดูไปในทางปรมัตถ์คือด้วยสติปัญญาที่ละเอียดแล้วก็จะ เห็นว่ารถยนต์นั้นมิได้มีอยู่จริงเป็นแต่เพียงสิ่งที่ประชุมกุม กันเข้าของส่วนย่อย ๆ ต่าง ๆ ถูกต้องตามเรื่องตามราวของ ธรรมชาติ แล้วมันก็วิ่งไปได้; ไม่มีส่วนไหนที่จะเป็นตัว ตนของรถยนต์; มีแต่ส่วนประกอบต่างๆ ที่เป็นไปตาม กฎเกณฑ์ของสิ่งเหล่านั้นหรือของธรรมชาติ
น.67 ๖๔ เมื่อเรามองเห็นในชั้นแรกอย่างนี้ ว่าสิ่งที่เรารู้สึก คล้าย ๆ กับว่าเป็นตัวตนนั้น มันเป็นเพียงการประชุมกุม กันเข้า, หรือที่เรียกว่าการปรุงแต่งนั้นเป็นไปถูกต้องตาม วิธีการเท่านั้นเอง. ชีวิตสังขารร่างกายของคนเราคนหนึ่ง ๆ นี้ มันก็มี ลักษณะอย่างเดียวกันนั้น หากแต่ว่ามันมีส่วนประกอบที่ ประณีตกว่า ลึกซึ้งกว่า ประเสริฐกว่า: เมื่อประชุมกุมกัน เข้าแล้ว มันจึงยิ่งกว่ารถยนต์ มันมีลักษณะเป็นอย่างที่เรา เรียกกันว่าคน ๆ หนึ่ง, หรือสัตว์ตัวหนึ่ง; มีความรู้สึกคิดนึก ได้, มีการกระทำตามความรู้สึกคิดนึกได้ และมีความรู้สึก ยินดียินร้ายในการเสวยผลแห่งการกระทำนั้น ๆ มันสำคัญ อยู่ตรงที่ มีความรู้สึกคิดนึกได้นี่เอง จึงทำให้เกิดความรู้สึก ไปในทำนองที่ว่า "ตัวเรา" มีอยู่. ในการศึกษาค้นคว้า ของพวกนักปราชญ์ที่ไม่ใช่ พุทธบริษัท, คือไม่เกี่ยวกับพุทธศาสนา ที่มีอยู่ในฝ่าย ตะวันตกของประเทศเรานี้มีอยู่หลายพวก, พวกที่ไปได้ ไกลหรือคนทั้งหลายยอมเห็นด้วย ก็คือพวกที่กล่าวว่า: "เพราะเรารู้สึกคิดนึกได้ จึงถือว่าตัวเรามีอยู่" ขอให้ฟังดู ให้ดีว่า เพราะข้าพเจ้าคิดได้ ข้าพเจ้าจึงมีตัวข้าพเจ้าอยู่,
น.68 ๖๕ คำพูดอย่างนี้มันจะมีน้ำหนักสักเท่าไร, จะมีเหตุผลสักเท่า ไร, เพราะว่าความคิดเช่นนั้นย่อมจะต้องปะทะกันเข้ากับ ความคิดของพุทธบริษัท: ที่พยายามแต่จะพูดว่า ข้าพเจ้ามิ ได้มีอยู่ แม้ว่าข้าพเจ้าคิดได้หรือรู้สึกได้. ถ้าพุทธบริษัทคน ใดเกิดไปมีความเชื่อเข้าว่าเพราะเราคิดได้ ฉะนั้นต้องถือ ว่าเรามีอยู่: อย่างนี้แล้ว คนนั้นก็ไม่ใช่พุทธบริษัท และจะ กลายเป็นสมาชิกของนักปรัชญาฝ่ายตะวันตก สาขาใดสาขา หนึ่งไปเท่านั้นเอง. เพราะเหตุนั้นควรจะระวังไว้ให้ดี ๆ. ว่าในบรรดา พวกพุทธบริษัทเรานี้ มีใครคนใดบ้างที่กำลังเชื่ออยู่ว่า เพราะเรารู้สึกได้ เพราะเราคิดนึกได้ จึงต้องถือว่าเรามี อยู่ ที่จริงความคิดข้อนี้ก็นับว่าแยบคายอยู่มาก ถ้าไม่มีตัว เราแล้วอะไรจะคิด อะไรจะรู้สึก. การที่จะบอกให้เชื่อว่า สิ่งที่รู้สึกได้ คิดนึกได้ก็ยังไม่ใช่ตัวเรานั้น เป็นสิ่งที่เข้าใจ ได้ยาก: เรียกว่าแทบจะเหลือวิสัยที่จะพูดกับคนตาม ธรรมดานี้ทีเดียว. เพราะเหตุว่าสิ่งที่เรียกว่าจิตใจที่รู้สึกคิด นึกได้นี้ เป็นสิ่งที่ละเอียดประณีตลึกซึ้งสุขุมเกินไป เกิน กว่าที่จะมาพิสูจน์กันได้ว่า มันเป็นเพียงธรรมชาติล้วน ๆ
น.69 ๖๖ ดังนั้นเราจะต้องอาศัยหลักในทางพระพุทธศาสนาที่ว่า รูป ธรรมก็ดี นามธรรมก็ดี ทั้ง ๒ อย่างนี้เป็นธรรมชาติเสมอกัน; หรือถ้าจะมีอะไรมากไปกว่ารูปธรรมนามธรรมอีก แม้สิ่ง นั้น ๆ ก็ยังคงเป็นเพียงธรรมชาติเสมอกัน. ดังนั้นจึงกล่าวได้เป็นหลักทั่วไปว่า รูปธรรมก็ดี นามธรรมก็ดี ธรรมชาติหรือสิ่งที่เป็นที่ดับแห่งรูปธรรม และนามธรรมนั้นก็ดี ทั้ง ๓ อย่างนี้เป็นเพียงธรรมชาติ เสมอกัน กล่าวสั้น ๆ ก็ว่า ร่างกายก็ดี จิตใจก็ดี นิพพาน อันเป็นที่ดับแห่งร่างกายและจิตใจก็ดี, ล้วนแต่เป็นธรรม- ชาติเสมอกัน. ถ้าใครเข้าใจข้อความเหล่านี้ ก็มีทางที่จะ เข้าใจได้ว่า แม้แต่สิ่งที่เรียกกันว่าจิตใจที่รู้สึกนึกคิดได้นั้น ก็ไม่ใช่ตัวตน เป็นเพียงธรรมชาติ. ทั้งนี้เพราะเหตุว่า สิ่ง ที่เรียกว่านามธรรมหรือจิตใจมันมีลักษณะอย่างนั้น, มันมี หน้าที่อย่างนั้น, มันมีปรากฏการณ์อย่างนั้น คือการที่รู้ สึกนึกคิดได้นั่นเอง. ถ้ามันไม่มีหน้าที่ หรือปรากฏการณ์ อย่างนั้น มันก็ไม่ใช่นามธรรม มันก็ต้องเป็นรูปธรรมไป เสีย แล้วนามธรรมก็ไม่มี. เดี๋ยวนี้เรากำลังพูดกันอยู่ว่า มีทั้งรูปธรรม และนามธรรม; เมื่อรูปธรรม มีลักษณะ อย่างหนึ่ง นามธรรมก็ต้องมีลักษณะเป็นอีกอย่างหนึ่ง;
น.70 ๖๗ แต่ทั้งสองอย่างนั้นยังคงเป็นเพียงธรรมชาติเสมอกัน; เพราะ ว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปได้เองเกิดเอง, เป็นไปได้เอง, ตาม กฎเกณฑ์ของตัวมันเอง, แม้ว่ามันจะมีอะไร ๆ แตกต่าง กัน ในทางรูปร่างหรือทางปรากฏการณ์หรือทางหน้าที่การ งานเหล่านี้เป็นต้น. เพื่อให้เข้าใจง่าย เราก็ควรจะพิจารณากันถึงรูปธรรม นี้ก่อน. คือส่วนร่างกายนี้ว่าเป็นไปตามธรรมชาติอย่างไร คนโดยมากเข้าใจว่า แม้แต่ร่างกายนี้ก็เป็นของผิดธรรม- ชาติเสียแล้ว ไม่ใช่ธรรมชาติเสียแล้ว. เขาก็ต้องศึกษาให้ รู้ว่า ร่างกายนี้แม้จะมีอะไรมากอย่างผิดแปลกแตกต่างกัน อย่างไร ก็ยังประกอบไปด้วยวัตถุธาตุเสมอกัน. วัตถุธาตุ ที่เรียกว่า ธาตุดิน, ธาตุน้ำ, ธาตุไฟ, ธาตุลม, หรือ อะไรก็ตาม เหล่านี้ล้วนแต่เป็นธรรมชาติเสมอกัน เปลี่ยน แปลงไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ จนเป็นรูปร่างอย่าง นี้ได้; แล้วก็แยกสลายกลับไปสู่ธรรมชาติเดิม ที่เรียกว่า ดินกลับไปเป็นดิน น้ำก็กลับไปเป็นน้ำ เป็นต้น, วน เวียนอยู่ในลักษณะอย่างนี้ ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ; เพราะว่าวัตถุธาตุเหล่านั้นมันเป็นธรรมชาติ.
น.71 ๖๘ ทีนี้ก็มาถึงนามธรรมหรือจิตใจ, คืออาศัยความเหมาะ สมของวัตถุธาตุ จึงแสดงปรากฏการณ์ออกมาได้ และมี วิวัฒนาการทำปฏิกิริยาต่างๆ ได้; นี้ก็ต้องเรียกว่าเป็น ธรรมชาติในฝ่ายนามธาตุ; เช่นเดียวกับที่ร่างกายก็เป็น ธรรมชาติในฝ่ายวัตถุธาตุ. วัตถุธาตุก็ดี, นามธาตุก็ดี มี ชื่อเรียกเสมอกันว่าเป็นธาตุ คือ ธาตุ, ซึ่งหมายถึงสิ่งที่ ทรงตัวอยู่ตามธรรมชาติ, ไม่มีอะไรมากไปกว่าสิ่งซึ่งทรงตัว อยู่ตามธรรมชาติ เมื่อร่างกายก็ดี จิตใจก็ดี เป็นเพียงธาตุ ที่ทรงตัวอยู่ตามธรรมชาติดังนี้; ก็พอจะมองเห็นได้ง่ายขึ้น ไปอีกว่า มันเป็นเพียงธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไป ๆ ๆ ; อย่างที่เรียกว่าไหลเชี่ยวเป็นเกลียวไปทีเดียว คือมีความ เหมาะสมที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง; และเปลี่ยนแปลง ไปอย่างเหมาะสมไม่มีที่สิ้นสุด. มันจึงมีปรากฏการณ์ดังที่ กำลังเป็นคนเรา ที่รู้สึกคิดนึกได้และทำอะไรได้อย่างนี้. และความรู้สึกคิดนึกในสิ่งซึ่งเรียกว่าคนนั่นเอง มีทางที่จะ คิดนึกไปแต่ในทางที่จะเป็นตัวเรา: เพราะมารู้สึกว่าเรานึก ได้ เรารู้สึกได้ เราคิดได้ เราทำอะไรได้ ประหลาดเหลือ
น.72 ๖๙ เกิน. และความรู้สึกคิดนึกนั้นก็คิดไปในทางที่เป็นตัวเรา เพราะฉะนั้น จึงเชื่อว่ามีตัวเราอย่างนี้ ไม่ยอมเชื่อเป็น อย่างอื่น. นี้ก็เป็นอันว่า ความโง่ข้อนี้เองเป็นตัวการ หรือเป็น ต้นเหตุที่ทำให้เกิดปัญหายุ่งยากต่าง ๆ นานาขึ้นมา; เกี่ยวกับ คนที่มีความรู้มีความเข้าใจเพียงเท่านั้น จึงยึดมั่นถือมั่นอยู่ แต่ในทางที่ว่า เราเกิดมา เรามีอยู่ เราจะตายไป และเรา อยากจะเกิดอีก; เพราะว่าเวลานี้เราก็ยังไม่อยากจะตาย แล้ว ทำไมเมื่อตายแล้วเราจะไม่อยากเกิดอีก ปัญหาจึงได้มีมาก และมีปัญหาที่ว่า เกิดมาทำไม ? นั่นแหละเป็นประธานแห่ง ปัญหาทั้งหลาย; เพราะว่าเป็นเครื่องรบกวนใจ. ทำให้ไม่รู้ ว่าจะทำอย่างไร, หรือจะเดินทางไปในทางไหน จึงจะถูก ดี จึงจะประเสริฐ เป็นต้น. ถ้าบังเอิญโชคดีมาได้รับความ รู้ของพระพุทธเจ้าเสียก่อน ว่า ที่แท้ไม่ได้เกิดมา ให้ศึกษา ให้พิจารณากันไปโดยทำนองนี้ จนรู้ว่าที่แท้ไม่ได้เกิดมา ; มีแต่ธรรมชาติล้วนๆ หมุนไปตามเหตุตามปัจจัย จนกว่า
น.73 ๗๐ จะหมดเหตุหมดปัจจัยเท่านั้น. และปัจจัยที่ทำให้ธรรมชาติ เหล่านั้นหมุนไป ก็คือความโง่ หรืออวิชชาที่สิงประจำ อยู่ในกลุ่ม ๆ นั้น หรือที่เรียกว่าเป็นสัตว์ตัวหนึ่งเป็นคน ๆ หนึ่ง. แม้เป็นเทวดาตนหนึ่งก็ตาม ก็ยังมีความโง่ซึ่งเป็น ต้นเหตุให้ธรรมชาติ ที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมเหล่านี้ เกิดขึ้น และเปลี่ยนแปลงไปไม่มีที่สิ้นสุด นับตั้งแต่เป็น สัตว์ตัวเล็ก ๆ กระทั่งมาเป็นสัตว์ตัวใหญ่ๆ มาเป็นคน มา เป็นเทวดา เป็นต้น; ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าที่จะเรียกว่า ธรรมชาติล้วนๆ เปลี่ยนแปลงไป ไม่มีอะไรที่เป็นสัตว์ บุคคลตัวตน เราเขา สมตามพระบาลีที่ว่า สุทธิ ธมฺมา ปวดฺตนฺติ ธรรมชาติทั้งหลายล้วน ๆ เปลี่ยนแปลงไป ไม่มี อะไรที่มากไปกว่านั้น. เมื่อใดมามีความรู้ความเข้าใจใน ปรมัตถธรรมข้อนี้อย่างถูกต้อง; เมื่อนั้นจิตจะหลุดพ้นจาก อุปาทานทั้ง ๔ ประการ เป็นการลุถึงพระนิพพานที่เป็น จุดหมายปลายทางสมกับที่เราเกิดมา เมื่อถึงพระนิพพานอัน เป็นจุดหมายปลายทางได้ ด้วยการเดินตามทางคือมีปัญญา รู้ว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา โดยนัยดังที่วิสัชนามา. ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้.
น.74 เดินทางอย่างเบาสบาย) ๑๒ สิงหาคม ๒๕๐๘ นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ โย เว อวิทฺวา อุปฺธี กโรติ ปุนปฺปุนํ ทุกขมุเปติ มนฺโท ตฺมา ปชานํ อุปธี น กยิรา ทุกฺขสฺส ชาติปฺ ปภวานุปฺสฺสีติ ธมฺโม สกฺกจฺจํ โสตพฺโพ-ติ. ณ บัดนี้จะได้วิสัชนาพระธรรมเทศนา เพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญา, ส่งเสริมศรัทธาความเชื่อ และวิริยความพากเพียรเป็นต้นของท่านทั้งหลายผู้เป็น พุทธบริษัท, ให้เจริญงอกงามก้าวหน้าในทางแห่งพระศาสนาของสมเด็จพระ บรมศาสดา อันเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายกว่าจะยุติลงด้วยเวลา. พระธรรม เทศนาในวันนี้ เป็นปุพพาปะะะลำดับสืบต่อจากธรรมเทศนา หรือเกี่ยวเนื่อง กับธรรมเทศนาที่ได้วิสัชนาแล้วในวันก่อน ๆ นับแต่วันเข้าพรรษาเป็นต้นมา. ในวันแรกได้กล่าวถึงข้อที่ว่า มีปัญหาเกิดขึ้นว่าคนเราเกิดมาทำไม ? และ ในครั้งต่อมาได้กล่าวถึงข้อที่ว่าเกิดมาเพื่อเดินทาง โดยวิธีที่รู้แจ้งในสิ่งทั้งหลาย เพิ่มขึ้น : และในครั้งที่ ๓ ได้แสดงถึงที่สุดแห่งความรู้แจ้งว่าถ้ารู้แจ้งจริง ๆ แล้ว ก็จะรู้ คนเราไม่ได้เกิดมา. ผู้ที่ไม่ทราบข้อความเหล่านี้มาก่อน ย่อมไม่อาจจะ เข้าใจข้อความต่อไปได้ จึงมีการทบทวนเท่าที่เห็นว่าจะเป็นการสมควร.
น.75 ที่ ๔) ข้อแรกที่ว่า คนเราเกิดมาทำไม นั้นถือว่าเป็นปัญหา ที่ทุกคนควรจะตอบได้; ถ้าผู้ใดตอบไม่ได้ว่าเกิดมาทำไมก็ ดูจะเป็นคนที่ไม่สนใจเรื่องของตัวเองอย่างยิ่ง เพราะแม้ว่า บางคนจะไม่เคยนึกที่จะตอบปัญหาข้อนี้ แต่เขาก็จะต้องมี ความมุ่งหมายในใจอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่เป็นธรรมดา; ซึ่ง ถือว่าเป็นความต้องการของเขาและเขาก็เกิดมาเพื่อสิ่งนั้น. เมื่อสรุปสั้นๆ แล้วในโลกนี้ ก็มีการเกิดมาเพื่อกิน, เพื่อ กาม และเพื่อเกียรติ, เป็น ๓ อย่างด้วยกัน. เกิดมาเพื่อกิน เห็นได้ง่ายที่เด็กๆ เกิดมาก็เพื่อบริโภค เกิดมาเพื่อกาม ก็หมายถึงคนที่โตแล้ว ติดใจใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทุกชนิด สะสมทรัพย์สมบัตินานาประการ ก็เพื่อกาม เพื่อบริโภค รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส. เหนือ
น.76 ๗๓ จากนั้น ก็เกิดมาเพื่อเกียรติ เช่น บางคนก็เมาเกียรติ หรือ ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเกียรติอย่างเดียว แม้ที่สุดบางคนเกิด มาทำบุญให้ทานหวังจะไปสวรรค์ อย่างนี้ก็ไม่พ้นจากการ หวังเพื่อจะได้มีการบริโภคกาม อันเป็นทิพย์ในสวรรค์ เป็นต้น หรือแม้ว่าจะตั้งใจไปพรหมโลก ซึ่งบริสุทธิ์ไม่ เกี่ยวกับกาม ความหมายก็คล้ายๆ กับเกียรติ คือเป็นสัตว์ ที่ได้ชื่อว่าสูงสุด ยิ่งใหญ่เหนือกว่าสัตว์ทั้งหลาย. เพราะฉะนั้นควรจะถือได้ว่า ถ้าปล่อยไปตามธรรมดา ของสัตว์ปุถุชนทั่วไปแล้ว สัตว์ทั้งหลายก็เกิดมาเพื่อกิน เพื่อกามและเพื่อเกียรติเป็น ๓ ประการด้วยกันดังนี้; แต่ ถ้าไม่เป็นปุถุชนมากถึงอย่างนั้น คือเป็นผู้ได้ยินได้ฟังคำ สอนของพระอริยเจ้าแล้ว ความมุ่งหมายในการเกิดมานั้น จะเปลี่ยนไปอย่างไร. ข้อนี้ควรจะมองต่อไปว่า ผู้ที่ได้ยิน ได้ฟังธรรมะของพระอริยเจ้าแล้ว ย่อมรู้สิ่งต่าง ๆ พอสม ควรที่จะทำให้เข้าใจได้ว่า ชีวิตของคนเรานี้มีวิวัฒนาการ สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามลำดับ จนกว่าจะถึงที่สุด แล้วผู้นั้นก็
น.77 ๗๔ จะมองหาจุดหมายปลายทาง ให้พบสิ่งซึ่งเป็นจุดหมายปลาย ทาง หรือสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ; ว่า เกิดมานี้ เพื่อ เดินทางไปให้ถึงจุดหมายปลายทางอันนั้น คือสิ่งที่เรียกว่า นิพพาน หรืออะไรก็ได้ แล้วแต่จะเรียก. ขอแต่ให้มีความ หมายว่าดับทุกข์สิ้นเชิง เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้. ถ้าตนเองยังไม่ได้ ไม่ถึง ก็ หวังที่จะให้ลูกหลานเหลนถึง ให้จนได้: ฉะนั้นจึงมีลูกมีหลานเพื่อการเดินทางต่อไป อย่าให้หยุดชะงักเสีย จนกว่าจะบรรลุถึงจุดหมายปลาย ทาง; อย่างนี้เรียกว่าเป็นผู้เกิดมาเพื่อเดินทางไปให้ถึงจุด หมายปลายทาง; ผิดกับผู้ที่เกิดมาเพื่อพะวงอยู่กับเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ. แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นผู้มีสติปัญญา เพราะได้ยิน ได้ฟังคำสอนของพระอริยเจ้าบ้างแล้ว แม้จะมีเรื่องกิน เรื่อง ถาม เรื่องเกียรติเจืออยู่ด้วย เรื่องเหล่านั้นก็จะทำให้เขา ฉลาดยิ่ง ๆ ขึ้นไป: ซึ่งเป็นการเดินทางอยู่ในตัวด้วยเหมือน กัน, คือว่า เกิดมาในโลกนี้ได้พบปะอะไรได้บริโภคใช้สอย อะไร ก็ล้วนแต่ช่วยให้ฉลาดเพิ่มขึ้น คือในที่สุดเฉยได้
น.78 ๗๕ ไม่หลงใหลในสิ่งเหล่านั้นอีกต่อไป. นี้เรียกว่าความฉลาด เกิดขึ้น เพราะการได้เกี่ยวข้อกับสิ่งเหล่านั้น. เพราะฉะนั้น ถ้ามีสติปัญญา การเกี่ยวข้องกับเรื่อง กิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติก็ควรจะฉลาดขึ้นโดยเร็ว; ไม่จม ติดอยู่ในสิ่งเหล่านี้ ก็เป็นการเดินทางเหมือนกัน. สรุป ความว่าถ้ามีปัญญาแล้วชีวิตนี้ก็จะเป็นการเดินทางก้าวหน้า ไปโดยเร็วถึงที่สุด; นี้เป็นใจความของธรรมเทศนาครั้งที่ ๑ ครั้งถัดมาอีกก็ได้กล่าวถึง การเดินทางนั้นว่าจะเดิน อย่างไร คือการเดินทางนั้นได้แก่การปฏิบัติถูกต้อง อย่าง ที่เรียกว่าเดินอยู่ในอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ : ความเข้า ใจความคิดเห็นถูกต้อง ความมุ่งหมายก็ถูกต้อง การพูด ก็ถูกต้อง การทำการงานทางร่างกายก็ถูกต้อง การเลี้ยง ชีวิตก็ถูกต้อง ความเพียรพยายามก็ถูกต้อง ความรำลึก ประจำใจอยู่เสมอก็ถูกต้อง และความตั้งใจมันคือสมาธิก็ ถูกต้อง เป็นความถูกต้อง ๘ ประการด้วยกันดังนี้; รวม กันเข้าเป็นอันเดียวกัน แล้วก็เรียกว่าเป็นการเดินทางที่ดีที่ สุดตามหลักของพระพุทธเจ้า.
น.79 ๗๖ และได้กล่าวสรุปอีกทางหนึ่งว่า การที่เห็นแจ่มแจ้ง ใน อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เกิดปัญญาเบื่อหน่ายในความทุกข์ แล้ว นั่นแหละคือหนทางของนิพพาน. นี้เป็นการกล่าว อย่างตัดลัดตรงไปยังนิพพาน; และกล่าวในระดับสูงคือ ปัญญาที่มองเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อยู่ เป็นประจำ ใจความสำคัญของการเดินทางในชั้นสูง และ รวดเร็วมีอยู่ดังนี้ และเมื่อสติปัญญาที่เห็น อนิจฺจํ ทุกขํ อนตฺตา เป็นไปแก่กล้าถึงที่สุด (โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ เห็นอนัตตา ความไม่มีตัวไม่มีตน ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล) แม้แต่ตัวเราเองที่เคยหลงเข้าใจผิดว่าเราเป็นเรา เรามีอะไร เป็นของเรา ก็จักไม่มีความหลงอย่างนี้อีกต่อไป; ก็เรียก ว่าเป็นผู้ถึงจุดหมายปลายทาง; ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความรู้ ขึ้นมาว่า ตัวเราไม่มี; การเดินทางจึงไม่มี; และเราก็ไม่ ได้เกิดมาเพื่อจะเดินทาง. ถ้าฟังไม่ดีก็วกวน; ถ้าฟังให้ดีก็จะเข้าใจได้ว่า ถ้ายัง เป็นปุถุชนคนเขลา คนพาล ก็มีตัวตนของตน หรือมี
น.80 ๗๗ อะไรเป็นของตน; มีคนที่เกิดมา แล้วก็มีปัญหาว่าเกิดมา ทำไม แล้วมีสติปัญญาต่อไปว่าเกิดมาเพื่อจะเดินทางให้ถึง ปลายทาง; พอถึงปลายทางเข้าจริง ๆ ก็พบควมาว่างจาก ตัวตน ไม่มีตัวตน ทั้งในอดีต ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในอนาคต ดังนี้ นี้เป็นใจความสำคัญ เพราะว่าเป็นการกล่าวแต่ต้น จนปลายของธรรมะ ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสสอนไว้ โดยสรุปรวมแล้วจักมีอยู่เพียงเท่านี้ คือว่าเมื่อหลงไม่รู้จริง ก็มีตัวตนหรือมีของ ๆ ตน; พอหมดความหลง หมดความ เข้าใจผิด หมดอวิชชาก็มองเห็นว่า ไม่มีตัวตน ไม่มีของ ตน; มีแต่ธรรมชาติล้วนๆ ของธรรมชาติล้วนๆ เป็นธรรม- ชาติล้วน ๆ หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมดาของธรรม- ชาติ นั่นเอง. ร่างกายจิตใจ คือสังขารเหล่านี้ก็ล้วนแต่เป็น ธรรมชาติ หมุนไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ; เกิดก็ เกิดตามธรรมชาติ; ดับก็ดับตามธรรมชาติ: แม้จะถึงจุด หมายปลายทาง คือพระนิพพานนั้นก็ยังเป็นธรรมชาติ.
น.81 ๗๘ เพราะฉะนั้นจึงถือว่าไม่มีอะไรนอกไปจากธรรมชาติล้วนๆ มีอยู่หรือเปลี่ยนแปลงไป. ธรรมชาติเหล่าใดมีการเปลี่ยน แปลงก็เปลี่ยนแปลงไป: ธรรมชาติเหล่าใดเที่ยงแท้ถาวร (โดยเฉพาะคือนิพพาน) ก็ตั้งอยู่ในฐานะเป็นสิ่งที่เที่ยงแท้ ถาวรดังนี้. แต่แล้วก็รวมเรียกว่า ธรรมชาติ ด้วยกัน ทั้งนั้น. นี้เป็นผู้ที่เข้าถึงความจริง จึงเป็นผู้ที่หยุดความยึดมั่นถือมั่น ไม่มีตัวตนเกิดมา, ไม่มีตัวตนเดินทางไปหาอะไรที่ไหน. แต่ทว่าตามธรรมดาทั่วไปแล้ว ยากที่คนเราจะเห็น อย่างนั้นได้ เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นจะต้องศึกษาค้นคว้าคุย เขี่ยกันต่อไป ในเรื่องที่จะให้เกิดปัญญา มองเห็น อนิจฺจํ ทุกขํ อนตฺตา จนกระทั่งรู้แจ้งถึงความไม่มีตัวตน และ หยุดการเดินทางเสียได้. การเดินทางก็คือการเวียนว่ายไป ในวัฏฏสงสารแห่งการเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย ไม่ มีที่สิ้นสุด: นี้เรียกว่าการเดินทาง แม้ในขณะที่เรายังมีชีวิต อยู่ชาติหนึ่งนี้ก็มีการเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย ของ ความรู้สึกคิดนึก ซึ่งถือว่าเป็นตัวเราขณะหนึ่ง ๆ อยู่เสมอ.
น.82 ๗๙ เราคิดอย่างคนดี ก็เป็นคนดี; คิดอย่างคนชั่วก็เป็นคนชั่ว; เลิกจากคิดอย่างชั่วก็คือตายจากคนชั่วแล้วก็เกิดเป็นคนดี จนกว่าจะสิ้นสุดความคิดชนิดนั้นลง; แล้วเปลี่ยนแปลงเป็น อย่างอื่นต่อไปอีก. อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นการเดินทางเหมือน กัน: เป็นการเวียนว่ายไปในวัฏฏสงสารเหมือนกัน คือ เป็นการเกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ในทางจิตใจ หรือทาง วิญญาณ ไม่มีที่สิ้นสุด: จนกว่าจะรู้ความจริงที่แท้จริงที่ถูก ต้อง จึงจะหยุด หรือจึงจะสิ้นสุด: ตลอดเวลาที่ยังไม่รู้จริง ก็จะต้องเดินทางอยู่เสมอ. ทีนี้สมมติกันว่า เราต้องเดินทางแน่นอนแล้ว เราก็มี ปัญหาแต่เพียงว่า จะเดินวิธีไหนจึงจะเบาสบายเรื่อย ๆ ไป จนกว่าจะถึงปลายทาง. เพราะฉะนั้นการบรรยายในวันนี้ จะได้กล่าวถึงพระพุทธภาษิต ที่แสดงถึงการเดินทางอย่าง เบาสบายเรื่อย ๆ ไป กว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง. โดย อาศัยพุทธภาษิตที่ได้ยกขึ้นไว้เป็นนิกเขปบทข้างต้นนั่นเอง ว่า " โย เว อวิทฺวา อุปธี กโรติ ปุนปฺปุนํ ทุกฺขมุเปตฺ มฺนฺฺโท
น.83 ๘๐ ผู้ใดเป็นผู้ไม่มีปัญญา ไม่รู้แจ้ง เป็นคนเวลา ย่อมกระทำ ซึ่งอุปธิ แล้วก็ได้เข้าถึงความทุกข์บ่อย ๆ, ตสฺมา ปชานํ อุปฺธิ น กริยา ทุกฺฺขสฺส ชาติปูปภวานุปสฺสี เ พราะฉะนั้น บุคคลพึงเป็นผู้รู้สึกตัวอยู่เสมอ : มองเห็นแดนเกิดแห่งความ ทุกข์อยู่เสมอ แล้วอย่ากระทำซึ่ง อุปธิ", ดังนี้. คำแปลตามตัวหนังสืออย่างนี้เข้าใจยาก จึงต้องอธิบาย สิ่งที่เรียกว่า อุปธินั้นถ้าจะเปรียบเทียบก็คือการหาบคอน คำ อุปธิ แปลว่าเข้าไปทรงไว้ เข้าไปแบกไว้ เข้าไปถือไว้ หรือสิ่งซึ่งตนได้เข้าไป แบกไว้ ทูนไว้ ถือไว้ หาบไว้ คอนไว้ อย่างไรก็ได้. คนที่ไม่มีปัญญาไม่มีความรู้เป็นคนเขลา ย่อมแบก ย่อมหาม ย่อมหาบ ย่อมคอน อย่างนี้เรียกว่า “กระทำซึ่งอุปธิ " เขาก็ต้องเข้าถึงความทุกข์อยู่เสมอ . ส่วนผู้ที่มีความรู้ ย่อมเห็นว่าการหาบ การคอน การแบก การทูน หรืออะไรเหล่านี้ เป็นแดนเกิดแห่งความทุกข์ ; เขาก็ไม่ทำการแบก ทำการหาบ ทำการคอน. ถ้าจะเปรียบกับการเดินทาง เราจะเลือกเดินไปสบายๆ หรือว่าจะแบกของหนักเอาไปด้วย ? ปัญหาก็ย่อมจะเกิดขึ้น
น.84 ๘๑ ว่า เดินอย่างไรจึงจะเบาสบาย ไม่แบกเอาของหนักไป ด้วย. เพราะคนก็มักจะสงสัยว่า จะเอาอะไรไปกิน; ถ้า ไม่แบกข้าวสาร น้ำตาลอะไรต่าง ๆ เอาไป แล้วจะกิน อะไร. คนฉลาดเขาก็ตอบว่า ถ้าฉลาดจริง ก็หาเอาได้ ตลอดทาง; ถ้าเป็นคนโง่ ไม่อาจจะหาได้ตามกลางทาง ก็ ต้องแบก ต้องทุน ต้องหาบ ต้องหาม ต้องเหน็ด ต้อง เหนื่อยตลอดเวลาที่หาม. ส่วนคนฉลาดหาได้ตลอดทางก็ ไม่ต้องหาม; อย่างนี้มันต้องผิดแปลกแตกต่างกันมากที เดียว. การเดินทางไปนิพพานมีปรากฏชัดอยู่ในพระพุทธ- ภาษิตนี้แล้วว่า "กระทำซึ่งอุปธิ" คือทำการแบกหาม เพราะ ว่าถ้าทำการแบกหามแล้วก็จะหนักจนเดินไปไม่ได้. เพราะ สิ่งที่เรียกว่าอุปธินั้น ทำให้เกิดอาการหนักจนไปไม่ได้ เหมือนว่าเรามีอุปธิ ในบ้านเรือนของเรา เราจะแบกเอา บ้านเรือนเดินทางไปได้อย่างไร อย่างนี้เป็นต้น หรือว่า เรามีเรือกสวนไร่นา เราจะแบกเอาเรือกสวนไร่นาไปได้ อย่างไร นี้คืออาการที่ต้องแบกต้องหามขนาดที่เดินไม่ไหว อย่างนี้เรียกว่าอุปธิ.
น.85 ๘๒ ถ้าถามว่า สิ่งใดเป็นอุปธิ คำตอบก็มีว่า ได้แก่สิ่งที่ กำลังยึดมั่นถือมั่นอยู่ นั่นเอง. เดี๋ยวนี้ใครกำลังยึดมั่นถือมั่น อะไร ก็เป็นส่วนของบุคคลนั้น ; กล่าวรวม ๆ กันไปก็คือ ยึดมั่นถือมั่นในเรื่องรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส; ยึดมั่น ถือมั่นในวัตถุปัจจัยของเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ; ยึดมั่นถือมั่นเงินทองข้าวของทรัพย์สมบัติ เกียรติยศ ชื่อ เสียง บริวาร หรืออะไรต่างๆ, แล้วแต่จะจาระไนออกไป เป็นเรื่องที่จาระไนไม่ไหว. แต่อย่าลืมว่าแม้ที่สุดแต่สิ่งที่ เรียกว่าบุญกุศลก็เป็นอุปธิด้วยเหมือนกัน; ดังพระพุทธ- ภาษิตว่า "ปุญฺโญปธิกํ" บุญก็เป็นอุปธิ; เพราะว่าแม้สิ่งที่ เรียกว่าบุญ ถ้าไปแบกไปหามไปหาบเข้าก็หนักเหมือนกัน "แบกหาม" ในที่นี้หมายถึงยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทาน ว่า เป็นของเรา. เทียบให้เห็นได้ง่ายๆ ว่าบุญกับบาป ถ้ายึด ถือแล้วก็เป็นของหนักเหมือนกัน; เช่นว่าเราจะแบ ก้อน หินเอาไปมันก็หนัก. เราจะแบกถุงเงินถุงทองเอาไป มัน ก็ยังหนัก, แม้แต่จะแบกถุง ที่เต็มไปด้วยเพชรพลอย มัน
น.86 ๘๓ ก็ยังหนักอยู่นั่นเอง; ขึ้นชื่อว่า แบกแล้วย่อมเป็นความหนัก ทั้งนั้น. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า แม้สิ่งที่เรียกว่าบุญ ก็เป็นอุปธิ. การกล่าวเช่นนี้มิใช่เป็นการสอนให้หยุดทำบุญ: หรือเลิกทำในสิ่งที่เรียกว่าบุญ เพียงแต่สอนว่าอย่าไปแบกมัน เข้าเท่านั้นเอง. ทำก็ทำให้มากได้ตามที่ตัวต้องการ เหมือน กับเราอยากจะมีเงินสักเท่าไรเราก็หาได้; แต่แล้วอย่าเอามา แบกมาทูนไว้บนศีรษะ ให้วางไว้ตามที่ ที่ควรจะวาง ไม่มา หนักอยู่บนศีรษะก็แล้วกัน จะมีสักเท่าไรก็ได้, ยิ่งมีมากก็มี ทางที่จะได้รับความสะดวกมาก: ใช้เป็นประโยชน์ได้มาก ; แต่ถ้ายิ่งมีมากยิ่งเอามาทูนไว้มาก มันก็ยิ่งหนักมาก จึงไม่ เป็นการสมควร. สิ่งที่เรียกว่าบุญนี้ก็เหมือนกัน จะสร้างสรรค์กัน อย่างไรเท่าไรก็ได้, แต่อย่ายึดถือให้เกิดเป็นอุปธิขึ้นมา, การกล่าวเช่นนี้คงจะเข้าใจยากสำหรับคนธรรมดา ซึ่ง
น.87 ๘๔ ไม่ค่อยได้ยินได้ฟังคำสั่งสอนเรื่องชนิดนี้ ข้อนี้เป็นข้อที่จำ เป็นจะต้องเป็นอย่างนี้ จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้. เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจะต้องขยันสดับตรับฟัง เรื่อง ความยึดมั่นถือมั่น หรือ ความไม่ยึดมั่นถือมั่น นี้ ให้มากพอสมควร ก็จะเข้าใจได้สักวันหนึ่งโดยแน่นอน ว่า เราจะอยู่ ได้โดยไม่ต้อง ยึดถือ อะไรเลยนั้น จะทำ อย่างไร ; แม้จะมีอะไรก็ไม่ต้องแบกทูนไว้. นี้ก็เห็นกันอยู่แล้ว แต่ ว่าจิตใจมันแอบไปแบกไปทูนไว้เรื่อยไป : เช่นว่ามีเงิน แม้ไม่ได้เอามาแบกไว้บนบ่า ทุนไว้บนหัวก็ตาม แต่ก็ไป แบกไปทูนไว้ด้วยจิตใจ ; คือความยึดมั่นถือมั่น มีลูกมีหลาน ไม่ได้เอามาแบกทูนไว้บนศีรษะก็ตาม, แต่ก็แบกหรือทูน หัวไว้ด้วยจิตใจ แม้เรื่องมีเกียรติ มีบุญ มีอะไรก็ตาม เมื่อ มีการแบกการทุนไว้ด้วยจิตใจ มันก็เป็นของหนัก. ถ้าไม่ มีการแบกการทูนทั้งทางกายและทางใจ ก็ไม่เป็นของหนัก; นี่แหละเรียกว่าการ ไม่กระทำซึ่งอุปธิ. อุปธิหมายถึงการแบก การทูน การหาบ การหาม การอะไรต่าง ๆ ซึ่งรวมเรียกสั้น ๆ ว่าอุปธิ แปลว่าการถือ
น.88 ๘๕ ไว้หรือทรงไว้ การเข้าไปทรงไว้ หมายความว่า เราเข้า ไปอยู่ข้างใต้ แล้วสิ่งเหล่านั้นบรรทุกอยู่บนเรา; อาการ อย่างนี้เรียกว่าอุปธิ คนไม่รู้ไม่ฉลาดย่อมกระทำซึ่งอุปธิ คือการแบก การทูน การหาบ การหาม อะไรต่างๆ ไว้ เต็มไปหมด อย่าว่าแต่จะเดินไปเลย, แม้นั่งอยู่นอนอยู่ก็ ยังเอามาแบกมาทูนไว้ ไม่มีเวลาสร่างเลย นี่เรียกว่าผู้กระ- ทำซึ่งอุปธิ เขาเป็นผู้เขลาอย่างนี้แล้ว ย่อมประสบความ ทุกข์ หรือเข้าถึงความทุกข์อยู่เสมอแล้ว ๆ เล่า ๆ ส่วนผู้ ใดมีปัญญามองเห็นว่าการแบกการทูน หรืออุปธินี้ เป็น ต้นเหตุให้เกิดความทุกข์: เขาก็จะประพฤติกระทำในทางตรง กันข้าม. ข้อที่ว่าการแบก การทูน เป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ นี้ท่านทั้งหลายก็สวดร้องท่องบ่นอยู่ทุกวัน ได้แก่บทว่า สงฺ ขิตฺเตน ปณจุปาทานกฺขนฺธาทุกขา เสยฺยถีทํ รูปูปาทานกฺขนฺโธ, เวทนูปาทานกฺขนฺโธ, สญฺญูปาทานกฺขนฺโธ สงฺขารูปาทา นกฺขนฺโธ, วิญญาญููปาทานฺกฺขนฺโธ ดังนี้เป็นต้น; ซึ่งมีใจ ความว่า เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว เบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ ด้วยความยึดมั่นถือมั่นนั่นแหละเป็นตัวทุกข์ อย่าได้ไปโทษ
น.89 ๘๖ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย อะไรให้มากนัก เลย เพราะความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็น ต้นนั้นถ้าไม่ไปยึดมั่นถือมั่นแล้ว มันหาเป็นความทุกข์ไม่. ผู้ใดไม่ยึดมั่นเบญจขันธ์ที่มีความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย จนเกิดความรู้สึกสำคัญมั่นหมายว่า ความเกิด เป็นของเรา ความแก่ของเรา ความเจ็บของเรา ความตาย ของเราอย่างนี้ขึ้นมาแล้ว จึงได้เป็นทุกข์ต่างหาก. ถ้าไม่มี ความยึดมั่นถือมั่น คือไม่แบกเอาความเกิด ความแก่ ความเจ็บความตายไว้แล้ว มันก็ไม่เป็นทุกข์. พึ่งดูก็น่าหัว ที่ว่าคนเขลาเหล่านี้ได้แบกเอาความเกิด ความแก่ ความ เจ็บ ความตายไว้เป็นอุปธิ หรือเป็นของตน คือบรรทุก หนักอยู่บนตน เพราะความสำคัญว่า ความเกิดก็ของเรา ความแก่ก็ของเรา ความเจ็บก็ของเรา ความตายก็ของเรา จึงเป็นผู้ที่มีความทุกข์อย่างที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย. ถ้าอย่ายึดมั่นถือมั่น แม้ในความเกิด ความแก่ ความ เจ็บ ความตายแล้ว ก็หาเป็นทุกข์ไม่. ผู้ที่ไม่แบกไม่ยึด ในเรื่องความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายนั้น ก็
น.90 ๘๗ คือผู้ที่เห็น อนิจฺจํ ทุกข์ อนตฺตา อย่างถึงที่สุด เห็น ความที่ไม่มีอะไรเป็นตัวตนหรือเป็นของตน แล้วนั่นอง. เมื่อเราเข้าใจคำว่า ความยึดมั่นถือมั่นดี เราก็เข้า ใจคำว่าอุปธิได้ดี เพราะโดยเนื้อแท้ก็เป็นเรื่องเดียวกัน เป็นสิ่ง ๆ เดียวกัน. ความยึดมั่นถือมั่น ก็หมายความว่าจิตใจ เข้าไปยึดถือสิ่งนั้น ๆ เข้าไว้. ความที่จิตใจเข้าไปยึดถือนั้น มันหมายความว่าสิ่งนั้น ๆ มาบรรทุกอยู่บนจิตบนใจทับถม อยู่บนจิตบนใจ ดังนี้จึงมีความทุกข์. เช่นไปยึดถือว่าเงิน ของเราเข้าเมื่อใด เงินไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็มารวมกันอยู่บน ศีรษะของบุคคลนั้นทันที ; แม้จะฝากไว้ในธนาคารก็มาอยู่ บนศีรษะของคนนั้นทันที นี้เรียกว่าความยึดมั่นถือมั่นหรือ เรียกว่าอุปธิในที่นี้. เพราะเหตุฉะนั้นเอง วัวควาย ไร่นา ที่อยู่ตามทุ่ง ตามนา ก็สามารถที่จะวิ่งมาอยู่บนศีรษะของเจ้าของทันที ; เมื่อมีความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเจ้าของ หรือยึดมั่นถือมั่น อย่างใดก็ตาม. เมื่อไม่มีความยึดมั่นถือมั่น มันก็อยู่ตามที่ที่ มันอยู่จะใช้สอยเมื่อไรก็ทำไปตามที่ถูกที่ควร มันก็ไม่มา
น.91 ๘๘ อยู่บนศีรษะของเรา; ความทุกข์ก็จะไม่เกิดขึ้น; สิ่งที่ต้อง การจะได้ จะทำ ก็ทำไปได้โดยไม่ต้องมีความทุกข์. ดังนั้นเรื่องค วามยึดมั่นถือมั่น หรือไม่ยึดมั่นถือมั่น นี้ เป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับเราทุกคน และโดยเฉพาะ อย่างยิ่งคือผู้ที่จะเดินทาง เพราะว่าถ้าแบก ทูน หาบ หาม อยู่เต็มหนักเสมอไปแล้ว จะไปได้อย่างไร ต้องทำ ให้เป็นความเบาสบาย ไม่มีการแบก หาม หาบ ทูนอะไร. ตัวอย่างเหมือนเรานั่งรถไฟไป เรามีสตางค์ไปซื้อของกิน กลางทางจนตลอดทาง หรือว่ามีคนคอยเอาอาหารมาส่งให้ ตลอดทางเหล่านี้ มันเป็นได้อย่างนี้ เพราะเราจัดถูกวิธี เราทำถูกวิธี; เพราะเรารู้เรื่องสิ่งเหล่านี้ดี จึงทำให้เป็นอย่าง นั้นได้. การเดินทางในทางจิตใจ เพื่อจะไปสู่จุดหมาย ปลายทางคือนิพพานนั้นก็เหมือนกัน เราจะต้องทำให้ไม่ มีการแบกการทูน; ให้เราเดินตัวเปล่า เดินอย่างเบาสบาย ไปโดยเร็วเพื่อให้ถึงจุดหมายปลายทาง. อย่างนี้แหละจึง กล่าวว่า แม้เราจะทำบุญก็จงทำบุญให้เป็น; อย่าให้บุญนั้น กลายเป็นอุปธิขึ้นมา: แต่ให้บุญนั้นกลายเป็นเครื่องอำนวยความ
น.92 ๘๙ สะดวก เหมือนกับผู้ที่คอยส่งอาหารให้เรากิน ทุกคราวที่ เราหิวในระหว่างที่เราเดินทาง ฉันใดก็ฉันนั้น ถ้าผิดจาก นี้แล้ว บุญนั่นเองก็จะกลายเป็นอุปธิ. และเป็นความหนัก อย่างยิ่งจนเดินทางไปไม่ได้ ก็จะเป็นเรื่องน่าขบขัน; และ ในที่สุดก็กลายเป็นเรื่องน่าเวทนาสงสารอย่างยิ่ง สำหรับผู้ ที่เมาบุญเมากุศล เห่อ ๆ ตาม ๆ กันไป โดยไม่รู้ว่าแม้ สิ่งนี้ก็เป็นอุปธิได้ ในเมื่อมีความยึดมั่นถือมั่น. เราทุกคนมีหลักการประพฤติปฏิบัติ ในอันที่จะเว้น จากความชั่ว แล้วก็ทำความดี ; นี้หมายความว่า ความดีที่ ทำได้นั้น ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ต้องแบกต้องหามเอาไว้ ; เพราะ ว่าเราต้องรู้จักทำจิตใจบริสุทธิ์ คือปราศจากความยึดมั่น ถือมั่นสิ่งใด ๆ อยู่เสมอด้วย . ฉะนั้นความดีจึงไม่ต้องยึดถือ; เราจะมีความดีสักเท่าไร ก็ไม่ต้องยึดถือ; ความดีก็กลายเป็น บริวาร คอยรับใช้ คอยอำนวยความสะดวก ไม่มาทับถมสุม อยู่บนศีรษะของผู้นั้นเลย. นี้เรียกว่าเรารู้จักจัด รู้จักทำ อย่างถูกต้องเกี่ยวกับการเดินทางในทางนามธรรมคือในทาง จิตใจ; ได้แก่การทำความดี ให้ก้าวหน้าให้มากให้สูงยิ่งๆ
น.93 ๙๐ ขึ้น ไป ถ้าเข้าใจผิดมันก็กลายเป็นเพียงการสะสมสิ่งต่าง ๆ ที่จะทับถมตนเองให้เคลื่อนไหวไม่ได้ ให้กระดูกกระดิก ไม่ได้ในที่สุด เพราะความยึดมั่นถือมั่น ; แล้วก็จมอยู่ใน ความทุกข์ตลอดเวลาเพราะถูกความดีทับถม มีความหนัก จนกระดุกกระดิกไม่ได้นั่นเอง. การกล่าวดังนี้ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า แม้เราจะต้องเดิน ทาง ด้วยการทำความดี เราก็ต้องทำให้ถูกต้องตามเรื่องตาม ราว อย่าให้ความดีหรือบุญกุศลนั้นกลายเป็นอุปธิขึ้นมา ได้ ;เพราะว่าถ้าเกิดเป็นอุปธิ ขึ้นมาแล้ว ย่อม เป็นของหนัก ทั้งนั้น;และทุกสิ่งเป็นอุปธิได้ไม่ยกเว้นอะไร แม้กระทั่ง บุญก็ยังเป็นอุปธิได้ ถ้ามีความยึดมั่นถือมั่น. เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงได้ทรงกำชับไว้ว่า อย่า ได้ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งหลาย โดยความเป็นตัวตนหรือเป็น ของ ๆ ตน; โดยพระพุทธภาษิตว่า "สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย" -สิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่น ถือมั่นว่าเป็นตัวตน หรือของ ๆ ตนดังนี้ ; ซึ่งเป็นข้อความ ที่ท่านทั้งหลายเคยฟังมาแล้วอย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ และข้อความ
น.94 ๙๑ นั้นก็เป็นอย่างเดียวกัน กับพระพุทธภาษิต ข้อที่กำลังกล่าว อยู่นี้ว่า: ผู้ใดเป็นคนเขลาไม่รู้ ย่อมกระทำซึ่งอุปธิ, คือการ แบก หาม หาบ คอนต่าง ๆ ในสิ่งที่ตนรัก ตนพอใจ; และไม่รัก ไม่พอใจ เขาจึงต้องได้รับความทุกข์. สิ่งที่เป็นอุปธิหรือยึดมั่นถือมั่นนั้น มีได้มากใน สิ่งที่เป็นที่รักที่พอใจ แม้แต่สิ่งที่ไม่เป็นที่รักที่พอใจก็เป็น อุปธิได้: เช่น ความโกรธไม่รู้สร่าง ความเกลียดไม่รู้ สร่าง อย่างนี้สิ่งที่เราไม่รักไม่ชอบ ไม่ปรารถนา ก็มาเป็น อุปธิแก่เรา มาสุมอยู่ในจิตใจของเรา คอยนึกถึงแต่คนที่ตน เกลียด หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ซึ่งตนไม่ชอบก็เอามาใส่ไว้ ในใจ ทำจิตใจให้เป็นทุกข์อยู่เสมอ. นี้เรียกว่าแม้บาปก็เป็น อุปธิคู่กันกับบุญ แม้ว่าบุญก็เป็นอุปธิ: " ตสฺมา ปชานํ อุปธี นกยิรา" เพราะฉะนั้นจึงเป็นผู้มองเห็นเหตุอันเป็นแดนเกิด ของความทุกข์ว่าได้แก่อุปธิ แล้วอย่ากระทำอุปธิต่อไป ; เป็นผู้ไม่แบก ไม่หาม ไม่หาบ ไม่ยึดมั่นอะไรอีกต่อไป ในสิ่งทั้งหลายทั้งปวงทุก ๆ อิริยาบถ เดิน ยืน นั่ง นอน ก็จะเรียกได้ว่าเป็นผู้เดินทางไปได้ด้วยความเบาสบาย รวด
น.95 ๙๒ เร็วถึงที่สุดจุดหมายปลายทางได้ทันตามเวลา สมตามความ ปรารถนาที่มีว่ าเราเกิดมานี้เพื่อเดินทางไปให้ถึงสันติบท กล่าวคือพระนิพพานอันเป็นที่สิ้นสุด ของความ ปรารถนา ทุกอย่างทุกประการ. ไม่มีอะไรที่จะสูงจะดีไปกว่านี้ ใน บรรดาสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์เราควรจะได้. หวังว่าท่านทั้งหลายจะได้กำหนดพระพุทธภาษิต ข้อ นี้ไว้ โดยใจความสั้น ๆ ว่า จงอย่าได้ แบก หาม หาบ คอน ทูนสิ่งใด ๆ ไว้ จนตลอดทุกทิพาราตรีกาลเทอญ. ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอวํ ก็มี ด้วยประการฉะนี้.
น.96 ใช้หนี้บาปไปพลาง ถอนลูกศรไปพลาง) ๒๖ สิงหาคม ๒๕๐๘ นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมุมาสมฺพุทธสุส ฯ อิทานิ จาตุทฺทสี ทิวเส สนฺนิปติตาย พุทฺธปริสาย กาจิ ธมฺมิกถา กถิยเต สเจ ปุพฺเพ กตเหตุ สุขทุกฺขํ นิคจฺฺฉติ โปราณกํ กตํ ปาปํ ตเม โส มุญฺจเต อิณฺนฺติ. ธมฺฺโม สฺกฺกจฺจํ โสตฺพฺโพ ติ. ณ บัดนี้จะได้วิสัชนาพระธรรมเทศนา เพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญา ส่งเสริมศรัทธาความเชื่อ และวิริยะความพากเพียร. ของท่านทั้งหลายผู้เป็นพุทธ บริษัท ให้เจริญงอกงามก้าวหน้า ในทางแห่งพระศาสนาของสมเด็จพระบรมศาสดา อันเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายกว่าจะยุติลงด้วยเวลา. ธรรมเทศนาในวันนี้ ยังเป็นธรรมเทศนาที่เป็นบุพพาปะระลำดับคือสืบต่อ จากธรรมเทศนา ที่ได้กล่าวมาแล้วในวันก่อน ๆ มีใจความเนื่องกันมา ควรจะได้ รับการทบทวน.
น.97 ) ในขั้นแรกที่สุด ได้กล่าวถึงปัญหาที่ว่า คนเราเกิด มาทำไม : และยุติต้องกันว่า เกิดมาเพื่อเดินทาง ให้ไปจน ถึงจุดหมายปลายทางของสิ่งที่เรียกว่าชีวิต; คือถึงพระ นิพพานอันเป็นที่สิ้นสุดแห่งความทุกข์ทั้งปวง. ในคราวถัดมาได้กล่าวถึง วิธีของการเดินทาง ซึ่ง สรุปแล้ว ก็ได้แก่การที่มีจิตใจก้าวหน้าสูงขึ้นไป ในทาง ปัญญา เห็นว่าสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงนั้น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ; ครั้นถึงจุดหมายปลายทางแล้ว ก็คือการหมดความเห็น หรือความยึดถือ หรือหมดความ สำคัญมั่นหมาย ว่าตัวเรา ว่าของเรา ; ไม่เห็นว่ามีตัวเรา ไม่เห็นว่ามีของเรา เห็นว่าเป็นแต่เพียงธรรมชาติล้วน ๆ เท่านั้น หมุนไป เวียนไป. ธรรมชาติล้วนๆ จะเป็นรูป ธรรมก็ดี ;เป็นนามธรรมคือจิตใจก็ดี ; เรียกว่าขันธ์ทั้งห้าบ้าง
น.98 ๙๕ เรียกอย่างอื่นบ้าง ; ทั้งหมดนี้ ล้วนแต่เป็นธรรมชาติล้วนๆ หมุนไปตามเรื่องของธรรมชาติ ไม่มีตัวเรา. การที่มีความ เห็นแจ้งแทงตลอดอย่างนี้ ทำให้เห็นลึกลงไปว่า ตัวเรา ไม่มี เมื่อตัวเราไม่มี ก็เท่ากับการเดินทางไม่มี ; เพราะเรา ไปหลงว่ามีตัวเรา คือตัวเรามี มันจึงได้มีการเดินทาง; นี่ เพราะความดิ้นรน เพราะความต้องการ หรือทนทรมาน อยู่ด้วยความทุกข์ ก็ต้องการจะพ้นจากทุกข์ จึงต้องเดินทาง, ฟังดูแล้วเป็นเรื่องที่น่าหัว หรือว่าสับสนกันอยู่สำหรับผู้ที่ ไม่มีความรู้อันถูกต้อง. ส่วนผู้ที่มีความรู้ถูกต้องย่อมรู้ว่า เราสำคัญว่าตัวเรามีในเมื่อเราเผลอไป มีความหลงว่าตัว เรามี; ตัวเราไม่มีในเมื่อเรามีความรู้อย่างแท้จริงว่า มีแต่ ธรรมชาติ ไม่ใช่ตัวเรา; เพราะฉะนั้นในขณะที่เรายังหลง อยู่ว่าตัวเรามี ; เราก็ต้องมีปัญหาเกี่ยวกับการที่จะทำให้ดียิ่ง ขึ้นไป ซึ่งเปรียบเหมือนกับการเดินทาง. ครั้นถึงที่สุด เมื่อมารู้ว่าตัวเราไม่มี มีแต่ธรรมชาติ ก็ไม่มีการเดินทาง; ไม่มีการหยุดอยู่ที่ไหนด้วย,เมื่อไม่มีการเดินแล้ว มันอยู่ที่ ไหน? ผู้มีปัญญาควรจะมีความรู้ ความเข้าใจ ว่านี่แหละ
น.99 ๙๖ เป็นใจความอันแท้จริงของสิ่งที่เรียกว่า ความว่าง. ถ้าเมื่อ ว่างจากตัวผู้เดินแล้ว มันก็ไม่ได้เดินไปไหน: และมันก็ ไม่ได้หยุดจมอยู่ที่ไหน มันจึงไม่มีทั้งการหยุด และไม่มีทั้ง การจม. นี้จึงว่าเมื่อเดินไปถึงที่สุดแล้ว ก็ไม่มีตัวผู้เดิน; มองมาดูทางข้างหลังจึงเห็นว่าที่แท้ก็ไม่มีตัวผู้เดิน แต่ที่ สำคัญว่ามีตัวผู้เดิน ก็เพราะความเข้าใจผิด. ทีนี้ในคราวต่อมา ได้แสดงถึงข้อที่ว่า ถ้ายังต้องเดิน คือยังโง่ ยังหลง ยังเขลา ยังต้องเดินอยู่แล้ว; ก็อย่าได้หอบ หิ้วอะไรเอาไป ให้มันรุงรัง หนักลำบาก; นี้เป็นเรื่องที่ เข้าใจยากแก่คนทั่วไป อีกเหมือนกัน. เพราะคนทั่วไปเป็น ห่วงแต่เรื่องกิน ว่าจะเอาอะไรกิน; นึกถึงแต่การเดินทาง ตามธรรมดา จะต้องหาเสบียงไปกินอย่างเดียวเท่านั้น. หา รู้ไม่ว่าการเดินทางที่ถูกต้อง ที่ฉลาดนั้น เราไม่ต้องหาบ เอาอะไรไปก็ได้; เราจะอาศัยสติปัญญาของเรา ทำให้มี กินมีใช้และมีความปลอดภัยไปตลอดเวลาของการเดินทาง ดังนี้ก็ได้. ในทางธรรมะนี้ ยิ่งจะเป็นอย่างนั้น คือว่าการเดินทาง ของจิตใจ ที่เดินจากที่ต่ำ ไปสู่ที่สูงนั้น ; ย่อมหมายถึงการ
น.100 ๙๗ ปลดเปลื้อง สิ่งที่เคยยึดมั่น ถือมั่น มาแต่ก่อน, ให้หลุดออก ไป ให้หลุดออกไป ๆ ๆ เรื่อยไปๆ ตามลำดับ จนกว่าจะ หมด เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรจะเพิ่มเข้าให้มันมาก ให้มัน หนัก ให้มันรุงรัง ยิ่งไปกว่าเดิม. นี่แหละจึงว่า ไม่พึงกระ- ทำซึ่งอุปธิ,คือการหอบหิ้ว แบก หาม หาบ ทูน หรือ อะไรก็ตาม แก้วแหวน เพรชพลอยอะไร มันก็ยังหนัก ใน ขณะที่เป็นการเดินทาง เพื่อลุถึงจุดหมายปายทาง; แม้แต่ สิ่งที่เรียกว่าบุญถ้าเอามาถือก็เป็นอุปธิ ก็กลายเป็นของหนัก ทำให้การเดินทางเป็นไปไม่ได้ เพราะเราแบกของหนัก. ขึ้นชื่อว่าความยึดถือแล้ว ย่อมจะเป็นของหนักทั้งนั้น ไม่ว่าจะยึดถือบุญหรือบาป; เช่นเดียวกับว่า เราจะแบกกระ- สอบใส่ก้อนหิน มันก็หนัก, เราจะแบกกระสอบใส่เงินทอง แก้วแหวนเพชรพลอยอะไรก็ตาม มันก็ยังหนัก มันจะไม่ หนักก็ต่อเมื่อไม่แบกเท่านั้น. เพราะฉะนั้นท่านจึงสอน ให้ไม่ถือ ไม่หาบ ไม่หิ้ว ไม่แบก; ถ้าจะใช้ประโยชน์ ก็ใช้โดยไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น; คือ ให้มันอยู่ตามธรรมชาติ ธรรมดาของมัน. เราเข้าไปเกี่ยวข้องโดยไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น และจัดทำทุกอย่างไปได้ด้วยสติปัญญาอันนั้น ก็จะเป็น
น.101 ๙๘ การก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปทุกที สูงขึ้นไปทุกที; หรือกล่าวอีก ทางหนึ่งก็ว่าเบาลงทุกที น้อยลงทุกที ไม่มีสิ่งที่เข้าไปยึด มั่นถือมั่นมากเหมือนแต่กาลก่อน. อย่างนี้เรียกว่า เดินทางไปโดยไม่หอบหิ้วอะไรไป มี แต่จะสลัดทิ้งเรื่อยไป จนถึงที่สุดของการเดินทาง. เพราะ ฉะนั้น ผู้ฟังทุกคนจะต้องสังเกตดูให้ดี ๆ ว่า คำกล่าวอย่าง นี้มันมีความหมายที่แท้จริงอย่างไร และมันขัดขวางกันกับคำ กล่าวหรือคำพูด ความคิด ความนึก ของคนธรรมดาทั่ว ไปอย่างไร. เมื่อมองเห็นความแตกต่างข้อนี้แล้ว จะเข้าใจ ธรรมะในขั้นสูง คือธรรมะสำหรับความหลุดพ้นนั้นได้โดย ง่าย; ถ้าไม่เข้าใจแล้ว ก็จะสับสนวนเวียน ฟังไม่ได้เรื่อง ไม่ได้ราว เสร็จแล้วก็ลืม แล้วก็เลิกกัน เป็นอยู่อย่างนั้น ไปจนตาย. เพราะฉะนั้น ในวันนี้ก็จะได้กล่าวถึงสิ่งที่ไม่ควรยึด- มั่นถือมั่น ในการเดินทางต่อไปอีกเหมือนกัน หรือให้ชัด เจนยิ่งกว่านั้น ก็คือว่า ตลอดเวลาที่เรามีชีวิตอยู่ กำลังเป็น อยู่นี้อย่าได้พอกพูน ความยึดมั่นถือมั่น; อย่าสะสมสิ่งซึ่ง
น.102 ๙๙ เป็นความยึดมั่นถือมั่น ; หากแต่กระทำให้เป็นการปล่อย เป็นการวางเรื่อย ๆ ไปตามลำดับ; โดยอาศัยธรรมภาษิต ที่ยกขึ้นไว้เป็นหัวข้อข้างต้น ว่า :- สเจ ปุพฺเพ กตเหตุ สุข ทุกฺข์ นิคจฺฉ ติ ถ้าว่าบุคคลได้เสวยสุขและทุกข์; เพราะเหตุแห่ง กรรมที่ได้กระทำไว้แต่กาลก่อน , โบราณกํ กตํ ปาปํ ตเม โสมุญฺจเต อิณํ ขอให้ถือเสียว่าเป็นการเปลื้องหนี้บาปที่กระ ทำไว้แต่กาลก่อนเสมอไป. พึ่งดูใหม่อีกครั้งหนึ่งว่า ถ้าได้รับความสุข ความทุกข์ เนื่องมาแต่การกระทำ ที่กระทำไว้แต่กาลก่อน; ก็ให้ถือ เสียว่านั่นเป็นการใช้หนี้บาป ที่กระทำไว้แต่กาลก่อน. สิ่ง ที่จะต้องสังเกตพิจารณาดูให้ดี ก็คือข้อที่ว่า เราได้รับทั้ง ความสุขได้รับทั้งความทุกข์ เพราะเหตุแห่งกุศลและอกุศล ที่ได้กระทำไว้แต่กาลก่อน; เราทำทั้งสองอย่าง คือทั้งบุญ และทั้งบาปแล้วเราก็ได้รับทั้งความสุขและความทุกข์. ใน ที่นี้ท่านสอนว่า เมื่อได้รับทั้งความสุขและความทุกข์ทั้งสอง อย่าง ให้ถือเสียว่า นั้นมันเป็นการใช้หนี้บาปที่กระทำไว้แต่ กาลก่อน.
น.103 ๑๐๐ ทำไมจึงรวบเอาทั้งสุขทั้งทุกข์ว่า เป็นผลของบาป ที่กระทำไว้แต่กาลก่อน; และให้ถือเสียว่ามันเป็นการใช้หนี้ ให้ร่อยหรอลงไป ให้หมดไป; อย่าไปมัวยินดีเมื่อได้รับสุข อย่าไปมัวยินร้ายเดือดร้อนเมื่อได้รับทุกข์. การที่กล่าวอย่าง นี้มีใจความสำคัญตรงที่ว่า ท่านประณามความสุขและความ ทุกข์ ทั้งสองอย่างนี้ ว่าเป็นผลของบาปที่กระทำไว้ในกาล ก่อน ; ลองคิดดูด้วยกันทุกคนว่าทำไมจึงเป็นบาป ? และ บาปในที่นี้หมายถึงอะไร ? บาปในที่นี้หมายถึงการที่ต้อง เกิดมาเสวยสุข เสวยทุกข์ นั่นเอง; เมื่อเกิดมาแล้ว ต้อง เสวยสุข ต้องเสวยทุกข์นี้แน่นอน. บาปนั้นเป็นเหตุให้เกิด มา; ถือว่า การได้เกิดมาเสวยสุข เสวยทุกข์นี้ ควรจะถูกจัดว่า เป็นบาป- นี่ฟังดูแล้วมันขัดกันกับที่เขาสอน ๆ กันอยู่ว่า ทำดี ได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทำกุศลได้ความสุขไปสวรรค์, ทำ บาปได้ความทุกข์ไปนรก . แต่นี่ทำไมจึงพูดว่า การที่ได้ รับความสุข ความทุกข์ สองอย่างนั้น เป็นผลของบาปที่ทำ ไว้แต่กาลก่อน; การที่กล่าวดังนี้ ก็เพราะว่าเป็นการกล่าวที่ เลื่อนชั้นสูงขึ้นไป ถึงระดับของบุคคลที่อยากจะหลุดพ้น
น.104 ๑๐๑ จากการเวียนว่ายไปในสังสารวัฏฏ์; ถือว่าการเวียนว่ายใน สังสารวัฏฏ์นั้นเป็นเหมือนบาป. เพราะว่าในสังสารวัฏฏ์ มีทั้งนรก มีทั้งสวรรค์; การเวียนว่ายในนรก ในสวรรค์ วนเวียนกันอยู่อย่างนี้ ถือว่าเป็นบาป. ขึ้นชื่อว่าการเวียนว่ายแล้ว ถือว่าเป็นบาปหรือเป็นของ สกปรกเป็นของชั่วเสมอกัน คนตามธรรมดาอยากไปสวรรค์ บูชาภาวะที่เรียกกันว่าสวรรค์; แต่คนที่มีความรู้อย่างถูกต้อง ในทางธรรมนั้น กลับไม่ต้องการสวรรค์, กลับจัดไว้ใน ฐานะเป็นบาปที่ซ่อนเร้นชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ที่ทำให้คนต้อง ทนทรมานอยู่ที่นั่นด้วยชนิดหนึ่ง จึงไม่ปรารถนาสวรรค์ ในฐานะเป็นสิ่งที่พึงปรารถนาหรือน่าปรารถนาแต่ประการ ใด กลับไปถือเสียว่า การที่ต้องเวียนว่าย สุข ๆ ทุกข์ ๆ สุข ๆ ทุกข์ ๆ อยู่เสมอไปนี้ เป็นการถูกทรมาน และจัดไว้ว่าเป็น บาป. เรื่องมันจึงอยู่กันคนละระดับ คือเรื่องที่เคยเป็นบุญ ของคนธรรมดาสามัญนั้น มากลายเป็นเรื่องที่ไม่พึง ปรารถนาหรือจัดว่าเป็นบาปเสียแล้วในที่นี้. เพราะฉะนั้น เมื่อกล่าวถึงการไปสวรรค์ คนพวกนี้ก็ ขยะแขยง พวกที่มีจิตใจสูง ต้องการความสงบแล้ว ย่อม
น.105 ๑๐๒ ไม่ต้องการสวรรค์ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย เพราะว่ามีสิ่งที่ ยั่วยวนชวนให้วุ่นวายมากกว่าในมนุษย์นี้เสียอีก ไม่ต้องพูด ถึงความสุขในโลกมนุษย์นี้ เพราะว่าแม้ความสุขในโลก สวรรค์ก็เป็นความวุ่นวาย หาความสงบไม่ได้ จึงถูกประ- ณามไว้ว่าเป็นบาป. คำว่า "บาป" ในที่นี้จึงมีความหมาย พิเศษเฉพาะคำ ๆ นี้ เฉพาะในกรณีอย่างนี้. ถ้าฟังไม่ดีก็ ไม่เข้าใจ แล้วก็จะสับสนวนเวียน; ถ้ามีปัญญาพอ ก็จะฟัง เข้าใจ และถือเอาประโยชน์ได้, คือเลื่อนระดับแห่งจิตของ ตนขึ้นมาได้อีกชั้นหนึ่ง, สูงขึ้นมาได้อีกขั้นหนึ่งดังนี้. ทีนี้ยังมีข้อที่จะต้องสังเกตอีกอย่างหนึ่งว่า การที่ได้ รับสุขรับทุกข์ระคนกันไปในโลก ทุกวัน ทุกเดือน ทุกปีนี้ ขอให้ถือว่านั้นเป็นการใช้หนี้บาปให้หมดไป, เพื่อว่าอย่า ให้ต้องมาเป็นอย่างนี้อีกเลย. คำว่าหนี้ในที่นี้หมายความว่า เราได้ทำผิดเป็นลูกหนี้; เป็นฝ่ายที่เป็นลูกหนี้; เราต้องใช้ หนี้ หนี้ของเราคือการทำผิด. เราทำผิดตรงที่ ไปหลงบูชาสิ่งที่ ทำให้เวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏฏ์: เรามีความโง่ ความหลง ถึงกับไปบูชาสิ่งที่ทำให้เวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏฏ์; เพราะ ฉะนั้นเราจึงกระทำแต่กรรมที่ทำให้เวียนว่ายอยู่ในสังสาร วัฏฏ์
น.106 ๑๐๓ มีหัวข้อที่อาจจะจำได้ง่ายๆ ก็คือว่า "กรรม" แบ่ง เป็น ๓ ชนิด :- กรรมดำ, กรรมขาว, กรรมไม่ดำไม่ขาว กรรมดำหรือกรรมขาวสองอย่างแรก เป็นกรรมที่ทำให้เวียน ว่ายอยู่ในสังสารวัฏฏ์ กรรมดำทำให้เวียนลงไปในความ ทุกข์;กรรมขาวทำให้เวียนไปในความสุข; ส่วนกรรมที่ ไม่ดำไม่ขาวเพราะไม่มีสี (ไม่มีทางที่จะกล่าวได้ว่าดำหรือ ขาวนั้น)เป็นกรรมที่ทำให้หยุดการเวียนว่ายในสังสารวัฏฏ์ กรรมดำเราเรียกว่าบาป ว่าอกุศล, กรรมขาว เราเรียก ว่าบุญหรือกุศล, ส่วนกรรมที่ไม่ดำไม่ขาวนั้นอยู่เหนือบาป เหนือบุญ เหนือกุศล จนไม่เรียกว่าเป็นบุญหรือบาป เป็น กุศลหรืออกุศล แต่นิยมเรียกกันว่าเป็นอพยากฤต คือเป็น สิ่งที่ใคร ๆ พูดไม่ได้ว่ามันเป็นอะไร. กรรมไม่ดำไม่ขาวนี้ จึงไม่ใช่บุญ, ไม่ใช่บาป, ไม่ใช่กุศล, ไม่ใช่อกุศล; แต่ว่า เป็นไปเพื่อจะระงับเสียให้หมดทั้งบุญ ทั้งบาป ทั้งกุศล ทั้ง อกุศลนั้นเอง เพราะฉะนั้น กรรมที่สาม ที่ไม่ดำไม่ขาวนี้ ก็ได้แก่กรรมที่ประพฤติกระเพื่อให้ลุถึงนิพพาน. กรรมดำ นำไปสู่ ทุคติ - นรก; กรรมขาวนำไปสู่ สุคติ - สวรรค์; กรรมไม่ดำไม่ขาว นำไปสู่นิพพาน.
น.107 ๑๐๔ เราจึงเห็นได้ว่า กรรมดำกรรมขาวนั้น ทำให้เวียนว่าย อยู่ในวัฏฏสงสาร ขึ้น ๆ ลง ๆ, อยู่ในระหว่าง สุคติ ทุคติ ส่วนกรรมคือ อริยมรรค ที่ไม่ดำไม่ขาวนั้น นำให้ขึ้นเหนือ โลก เหนือสังสารวัฏฏ์; เรียกว่าโลกุตตระ คืออยู่เหนือโลก; เรียกว่าวิวัฏฏะ คือไม่เป็นสังสารวัฏฏ์ แต่เป็นนิพพาน หรือ เป็นที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ทั้งปวง. เมื่อเป็นดังนี้ เราจึงได้หลักขึ้นมาสั้น ๆ ว่า กรรม อะไรก็ตามที่ทำให้เวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสารแล้ว ถือว่าเป็น บาป;และเมื่อเราไปทำบาปเข้า ก็ถือว่าเราทำผิด. ทำผิด ก็ต้องเป็นหนี้, ต้องเป็นบาป, ต้องใช้หนี้. ดังนั้นเมื่อเรา ได้เสวยสุขในสวรรค์, ได้เสวยทุกข์ในอบายก็ตาม ต้องถือ ว่าเป็นการใช้หนี้บาปด้วยกันทั้งนั้น. เราได้ยินชาวบ้านทั่ว ๆ ไปมักจะพูดว่ายอมใช้หนี้ เฉพาะแต่เมื่อมีความทุกข์ พอได้ ทุกข์ร้อนอะไรขึ้นมาก็ตัดใจเสียสละ บอกว่า "เอ้า ยอมใช้หนี้ไป" ให้มันหมดกันเสียที; แต่พอถึงคราวที่ได้ รับความสุขสนุกสนานนั้น ไม่เคยคิดว่าเป็นการใช้หนี้ เพราะว่ายังหลับหูหลับตาอยู่ครึ่งหนึ่งนั้นเอง. ต่อเมื่อลืมหู
น.108 ๑๐๕ ลืมตามีปัญญาอย่างถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เขา จึงจะเห็นว่า เรื่องสุขเรื่องทุกข์นี้มันเท่า กัน; คือ มันวนเวียนอยู่ในวัฏฏสงสาร เวียนว่ายไปใน กองทุกข์เสมอกัน, เพราะฉะนั้น เมื่อเสวยสุขก็ดี เมื่อเสวย ทุกข์ก็ดี ล้วนแต่เป็นการใช้หนี้ของบาปที่กระทำไว้แต่ โบราณ ด้วยกันทั้งนั้น; ดังนั้นจึงสมกับธรรมภาษิตที่ได้ยก ขึ้นไว้เป็นหัวข้อข้างต้นว่าสเจ ปุพฺเพ กตเหตุ สุขทุกฺขํ นิกจุฉติ บุคคลได้สวยสุขและทุกข์ เพราะเหตุแห่งกรรม ที่กระทำไว้ใน กาลก่อน โปราณกํ กตํ ปา ปํ ตเม โส มุญฺจ เตอิณํ- ถ้าเป็นอย่างนั้นให้ถือว่า นั่นคือการใช้หนี้แห่ง บาปที่กระทำไว้แต่ กาลก่อน. หวังว่าทุกคนจะได้กำหนดจดจำไว้ให้ดี เพื่อจะระลึก ได้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง ว่าทั้งเสวยสุขและทั้งเสวย ทุกข์ ล้วนแต่เป็นการใช้หนี้; หมดหนี้เมื่อไร เป็นหมดสุข หมดทุกข์เมื่อนั้น. อย่าได้หลงใหล ไปมัวเกลียดความทุกข์ ไปมัวรักความสุข เหมือนที่แล้วๆมาอีกต่อไป; เพราะ นั้นเป็นคนหลง. ทั้งความสุขและความทุกข์เป็นสิ่งที่ไม่ควร
น.109 ๑๐๖ หลง, เพราะว่าเป็นเครื่องทรมานเสมอกัน; ถูกจัดว่าเป็น บาปเสมอกัน, ถูกจัดว่าเป็นหนี้เสมอกัน. เรามุ่งหมายต่อความไม่เป็นหนี้ มุ่งหมายต่อความหลุด พ้นโดยประการทั้งปวง เห็นความสุขและความทุกข์สอง อย่างนี้เป็นของสำหรับเด็กเล่น สำหรับคนโง่เขลายึดถือกัน ไปเท่านั้น; และจะได้เวียนว่ายไปในวัฏฏสงสารเพราะเหตุ นั้น. พูดอย่างง่าย ๆ อีกที่หนึ่งก็ว่า ร้องไห้เราก็ไม่ชอบ หัวเราะเราก็ไม่ชอบด้วยเหมือนกัน เราอยากจะอยู่นิ่ง ๆ อยากจะอยู่ตามปรกติ. เราดีใจเราก็เหนื่อยไปอย่างหนึ่ง เรา เสียใจก็เหนื่อยไปอีกอย่างหนึ่ง; ไม่ใช่ว่าเป็นความสงบหรือ เป็นความอยู่นิ่ง ๆ. ดังนั้น การที่ไม่ต้องเสียใจ และไม่ต้องดีใจ การ ไม่ต้องหัวเราะและการที่ไม่ต้องร้องให้ ทั้งสองอย่างสองทาง นี้แหละเป็นความสงบ หรือเป็นความไม่ทนทุกข์ทรมาน. ถ้าต้องร้องไห้ทนทุกข์อยู่เสมอไปก็ทนไม่ไหว แต่ถ้าต้องดี ใจหัวเราะอยู่เรื่อย มันก็ต้องเป็นบ้าตายเหมือนกัน เป็น เรื่องที่ทนไม่ไหวอีกเหมือนกัน.
น.110 ๑๐๗ เพราะฉะนั้น คนเราไม่ควรจะเสียใจ และไม่ควรจะดี ใจให้เป็นการขึ้น ๆ ลง ๆ ฟู ๆแฟบ ๆ เป็นการทรมานตัว เองอีกต่อไป โดยอาศัยธรรมภาษิตข้อนี้เป็นเครื่องชี้หน ทาง อนึ่งยังมีพระพุทธภาษิตอีกบทหนึ่งซึ่งทรงแสดงไว้ว่า " เยนสลฺเลน โอติณฺฺโณ ทิสา สพฺฺพาวิธาวติ -คนถูกลูกศรแทง แล้วก็ดิ้นรน แล่นไปทุกทิศทุกทาง: ตเมว สลฺลํ อพฺฺพุยฺห น ธาวติ นสีทติ -แต่ครั้นถอนลูกศรนั้นออกเสียได้แล้ว ไม่ แล่นไป ไม่หยุดอยู่" ฟังดูอีกครั้งหนึ่งว่า คนถูกลูกศรแทง เสียบติดอยู่ เขาย่อมดิ้นรนระวนกระวายแล่นไปทุกทิศทุก ทาง ครั้นถอนลูกศรอันนั้นออกเสียแล้ว เขาก็ไม่แล่นไป และเขาก็ไม่หยุดอยู่ ผู้ใดจับความหมายของคำกล่าวนี้ได้ ก็จะเห็นได้ว่าคน ที่ไม่ถูกลูกศรแทงนั้น ไม่หัวเราะ ไม่ร้องไห้, ไม่แล่นไป, ไม่หยุดอยู่ เพราะว่าเขาไม่มีตัวเขาที่จะแล่นไปหรือที่จะหยุด อยู่ คนที่ถูกลูกศรแทงนั้น มีตัวตนของตน จึงเจ็บปวด จึง ดิ้นรนเพราะความเจ็บปวด อยู่นิ่งไม่ได้, หยุดไม่ได้ ต้องดิ้น ไป เหมือนกับสัตว์ที่เจ็บปวด ก็ต้องดิ้นไปไม่หยุดอยู่ได้ ผู้ที่
น.111 ๑๐๘ ถูกลูกศรแทง มีราคะ โลภะ เป็นต้น ย่อมอยู่นิ่งไม่ได้ย่อม แล่นไปทุกทิศทุกทาง; ครั้นถอนลูกศรได้ หมายความว่า หมดกิเลส โดยประการทั้งปวง เขาก็ไม่แล่น และไม่หยุด. คำว่าแล่น หมายความว่ามีกิเลสเป็นเหตุให้ปรารถนา สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็แล่นไปหา หรือว่าเพราะกำลังเสวยวิบาก อันเป็นทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ ก็ดิ้นรนกระวนกระวายไป นี้เรียกว่าแล่นไปทุกทิศทุกทาง. ส่วน ผู้ที่หยุดอยู่ นั้นมีความ ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดก็มีจิตใจบักแน่นอยู่ที่นั่น หรือในสิ่งนั้น, ในภพนั้น ๆ (มีกามภพ รูปภพ อรูปภพ) เป็นผู้ติดจมอยู่ ในภพนั้น ๆ; อย่างนี้เรียกว่าผู้หยุดอยู่ หรือผู้จมอยู่ คนอย่าง นี้ยังมีลูกศรอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งยังถอนออกไม่ได้ อย่างน้อย ก็เป็นลูกศรเกี่ยวกับภพ คือความเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ตามที่ ตนชอบใจ เป็นเหมือนกับหมุด หรือตะปู ที่ตรึงบุคคลนั้น ให้ติดแน่นไว้กับภพนั้น ๆ นี้เรียกว่าจม. เพราะเหตุนั้นเราจะต้องมองเห็นให้ได้ว่า ผู้ที่ยังมี กิเลสอยู่นั้น ถ้ากิเลสเผาลนเมื่อไร ก็ต้องวิ่งไปเหมือนกับ สุนัขถูกน้ำร้อนราด; เมื่อกิเลสยังไม่เผาลน ก็หลงใหลอยู่ใน
น.112 ๑๐๙ สิ่งนั้น ๆ ด้วยความยึดมั่นถือมั่น; นี้เรียกว่าหยุดอยู่ หรือจม อยู่เหมือนกับสัตว์มีสุนัขเป็นต้น มันต้องการจะได้อะไรมัน ก็เฝ้าอยู่ที่นั่นเหมือนอย่างที่เรียกว่า ปู่โสมเฝ้าทรัพย์; อย่าง นี้เรียกว่าหยุดอยู่. เพราะฉะนั้นกิเลสนี้ ทำให้คนวิ่งไปด้วย ความเดือดร้อนก็ได้; ทำให้คนหยุดจมติดแน่นอยู่ที่นั่น เพราะ ความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนั้น ๆ ก็ได้: และสิ่งนั้นเอง ถึง คราวที่มันจะเผาลนขึ้นมา มันก็เผาลนให้. มันก็ต้องดิ้น ไปวิ่งไป แล่นไป พอหมดฤทธิ์แล้วก็มาหมกมาจม, มากอด รัดยึดถือ สิ่งเหล่านั้นอยู่อีก; จนกว่าจะเกิดเป็นพิษขึ้นมาอีก ก็แล่นไปพักหนึ่ง; แล้วก็มาหยุด มาจมอยู่ที่นี่อีก. เช่น นี้เรียกว่า เป็นคนที่ยังถอนลูกศรนั้นไม่ได้. การวิ่งไปวิ่งมา ทุกทิศทุกทาง หรือแม้แต่ว่าวิ่งออกไป แล้วก็วิ่งกลับมา วิ่ง ออกไปแล้ววิ่งกลับมา อย่างนี้เรียกว่า แล่นไปในทิศทั้งปวง ด้วยเหมือนกัน. ต่อเมื่อใดถอนลูกศรคือตัณหา หรือความ อยากนี้เสียได้ เมื่อนั้นจะไม่แล่น เมื่อนั้นจะไม่หยุด คือไม่มีการวิ่งไปวิ่งมา; ไม่วิ่งไปหาอะไรที่ไหน เพราะไม่ ต้องการอะไร; ไม่หยุดสยบอยู่ที่ไหนเพราะว่าไม่มีอะไรจะ
น.113 ๑๑๐ ยึดมั่นถือมั่นอยู่ที่นั่น อย่างนี้มันเลยความเป็นคนไปเสียแล้ว คือมีความรู้มีความเข้าใจถูกต้อง ว่าไม่มีตัวเราและไม่มีของ เรา. คนชนิดนี้ มันเป็นอย่างไร คนชนิดนี้เป็นคนที่มีกาย กับใจบริสุทธิ์ ไม่มีกิเลสครอบงำ; มันจึงไม่มีความรู้สึกว่า อะไรเป็นตัวเรา หรือเป็นของเรา. ความรู้สึกที่ว่าอะไรเป็น ตัวเราหรือเป็นของเรานั้นก็คือกิเลส; ถ้ากิเลสไม่มี ความรู้ สึกว่าตัวเราหรือของเราก็ไม่มี ทั้งที่เขาก็เป็นคน-คนเหมือน คนทั่วไปเหมือนกัน ทั้งในทางกายและทางใจ; ผิดกันอยู่แต่ ตรงที่ว่า มีกิเลสที่เป็นเหตุให้ยึดมั่นถือมั่นหรือไม่เท่านั้น. คนทั่วไปยังเขลาอยู่ พอได้สัมผัสอะไรเข้า ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ก็มีความยึดมั่นถือมั่น ส่วนพระอริยเจ้านั้น ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น หรือมีความ ยึดมั่นถือมั่นน้อยจนไม่มีความทุกข์ยากลำบาก เหมือนปุถุชน คนธรรมดา นี้เรียกว่า จะมองกันในทางหนึ่ง คือโดยรูปร่าง ก็เป็นคน คนเราดี ๆ นี่เองแต่ว่าในจิตใจนั้นมีอะไรต่างกัน อยู่มาก ตรงที่ว่าพวกหนึ่งมีกิเลสเป็นเหตุให้ยึดมั่น คือความ โง่ความหลง ความปราศจากสติ ปราศจากปัญญา; ส่วนอีก
น.114 ๑๑๑ พวกหนึ่งนั้น มีสติปัญญาแจ่มจ้าอยู่ตลอดเวลา ไม่มีระยะที่ จะทำให้เกิดความโง่ ความหลง แต่ประการใด. ดังนั้น ราคะหรือตัณหาอันเปรียบเสมือนลูกศรจึงไม่อาจจะเสียบ แทงบุคคลชนิดนั้น เขาจึงไม่แล่นไปในทิศใด ๆ; อุปาทาน หรืออวิชชาของเขาก็ไม่มี ดังนั้นเขาจึงไม่ได้หยุด ไม่ได้ จมไม่ได้สยบอยู่ที่ไหน, นี่แหละคือบุคคลที่ไม่ต้องหัว- เราะและไม่ต้องร้องไห้อีกต่อไป. คนธรรมดาได้อย่างใจก็หัวเราะ ไม่ได้อย่างใจก็ร้อง ไห้, ได้รับสิ่งที่ตนต้องการก็หัวเราะ ครั้งพลัดพรากจากกัน ไปก็ร้องไห้; อย่างนี้เรียกว่ามีลูกศรเสียบอยู่ตลอดเวลา จง พยายามพิจารณามองให้เห็นลูกศรที่เสียบอยู่ตลอดเวลานี้ แล้วพยายามดึงเอาออกไปเสียให้ได้ เพื่อจะได้ไม่ต้องวิ่ง ไปและไม่ต้องหมกจมอยู่ ณ ที่ไหนอีกต่อไป ดังนี้เรียกว่า ได้รับประโยชน์จากพระพุทธศาสนา ได้รับประโยชน์จาก พระธรรมคำสอนของสมเด็จพระบรมศาสดา อันเป็นที่พึ่ง ของตน; เป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุด หรือถึงที่สุด ที่ พระพุทธศาสนาจะมีให้ได้.
น.115 ๑๑๔ นั้นนั่นแหละออกเสียให้ได้ แล้วก็จะไม่วิ่งและไม่หยุด เพราะไม่มีตัวตนหรือของตน ที่จะตั้งอยู่ หรือที่จะยึดมั่น ถือมั่นหรือว่าจะแล่นไปในที่ใด; เป็นผู้ถึงที่สุดแห่งความ ทุกข์ ไม่มีความทุกข์เหลืออีกต่อไป. เรียกว่าถึงจุดหมาย ปลายทางเพราะการใช้หนี้หมด เพราะถอนลูกศรออกเสีย ได้; มีนัยดังได้วิสัชนามา. ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอว์ ก็มีด้วยประการฉะนี้.
น.116 เป็น มนุษย์ หรือ เป็นคน ? เป็นมนุษย์ เป็นได้ เพราะใจสูง เหมือนหนึ่งยูง มีดี ที่แววขน ถ้าใจต่ำ เป็นได้ แต่เพียงคน ย่อมเสียที ที่ตน ได้เกิดมา. ใจสอาด ใจสว่าง ใจสงบ ถ้ามีครบ ควรเรียก มนุสสา เพราะทำถูก พูดถูก ทุกเวลา เปรมปรีดา คืนวัน สุขสันติ์จริง. ใจสกปรก มืดมัว และร้อนเร่า ใครมีเข้า ควรเรียก ว่า ผีสิง เพราะพูดผิด ทำผิด จิตประวิง แต่ในสิ่ง นำตัว กลั้วอบาย. คิดดูเถิด, ถ้าใคร ไม่อยากตก จงรีบยก ใจตน รีบขวนขวาย ให้ใจสูง เสียได้ ก่อนตัวตาย ก็สมหมาย ที่เกิดมา; อย่าเชือน เอยฯ พุทธทาส อินฺทปัญฺโญฺ
น.117 โลก รอด เพราะ ก ตัญญู อันบุคคล กตัญญู รู้คุณโลก อุปโภค บริโภค มี ให้ หลาย ข้าวหรือเกลือ ผักหรือหญ้า ปลาหรือไม้ ฯลฯ รู้จักใช้ อย่าทำลาย ให้หายไป ; อนึ่ง คน ต่อคน ทุกคนนี้ ล้วนแต่มี คุณต่อกัน นั้นเป็นไฉน มองให้ดี ดูให้เห็น เช่นนั้นไซร้ โลกรอดได้ เพราะกตัญญู รู้คุณกัน ; ประเทศชาติ ศาสนา มหากษัตริย์ รวมเป็น อัตตภาพไทย ใหญ่มหันต์ รอดมาได้ เพราะรักใคร่ อย่างผูกพันธ์ เพราะ กตัญญูมี ที่ใจเอย ฯ พ. อินทุปัญฺโญฺ พิมพ์ที่สมชายการพิมพ์ ๒๓๐/๓๗ ถนนจรัญสนิทวงศ์ ซอย ๔๔ กรุงเทพมหานคร นายสมชาย ขาวศรี ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ๒๕๒๗ โทร. ๔๒๔๕๘๘๗
น.118 ภาพล้อคน ๔๐ บาท นิพพานที่นี่เดี๋ยวนี้ ๗ " พรปีใหม่ที่แท้จริง ๗ " ชาติมั่นคงได้ด้วยศาสนา ๗ " คู่มือมนุษย์ ๑๒ " การงานคือการปฏิบัติธรรม ๓ " อาหารใจ ๖ " การเมืองคือธรรมะ ๑๐ " การศึกษาหมาหางด้วน ๑๐ " หลักธรรมะสำหรับนักศึกษา ๑๐ " ฆราวาสธรรม ๑๘ " ศาสนาคืออะไร ๑๕ " ความสุขแท้มีแต่ในงาน ๑๕ " ทิศธรรม ๑๕ " การศึกษาคืออะไร ? ๑๒ " มหาวิทยาลัยต่อหางสุนัข เล่ม ๑ ๑๒ " " " " เล่ม ๒ ๑๕ " " " " เล่ม ๓ ๑๕ "
น.119 รายการหนังสือ ของท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ สวน โมกขพลาราม ไชยา สุราษฎร์ ฯ ภาษาคน-ภาษาธรรม ๕ บาท วิถีแห่งการบรรเทาทุกข์ ๗ " คำสอนผู้บวช ๑-๒ (รวม ๒ เล่ม) ๓๐ " คำสอนฮวงโป (แปลไทย) ๑๘. " สูตรเว่ยหล่าง (แปลไทย) ๑๘ " ไสยศาสตร์เมื่อใช้เป็นคุณไสยชั้นยอด ๘ " จุดมุ่งหมายของการบวชที่ถูกต้อง ๑๐ " แก่นพุทธศาสน์ ๑๕ " ในโลกมีแต่คนบ้า ๑๐ " บวช ๓ เดือน ๘ " นิพพาน ๑๕ " วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม ๑๒ " ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม ๑๕ " การมองสิ่งทั้งปวงในด้านใน ๕ " เผชิญด้วยความจริงความแท้ ๕ " ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร ? ๑๐ "
Buddhadasa