น.4 ท่านสาธุชนผู้ มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย ปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาจะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า “ธรรมะในฐานะลัทธิการเมือง" การกล่าวเช่นนี้เป็นที่เชื่อได้ ว่า คนเป็นอันมากไม่ยอมเห็นด้วย คือเขาถือกันว่า การเมือง ก็เป็นอย่างหนึ่งธรรมะก็เป็นอย่างหนึ่ง ไม่อาจจะเนื่องกันหรือ เป็นอันเดียวกันได้ เมื่อเข้าใจกันอย่างนี้ ก็ทำไมไม่ลองสังเกตดูต่อไปว่า เมื่อการเมืองลัทธิไหน ปราศจากธรรมะแล้วมันจะเป็นอย่างไร การที่แยกธรรมะออกไปเสียจากการเมือง การเมืองนั้นก็กลาย เป็นเรื่องสกปรก ไม่ว่าการเมืองลัทธิไหน ระดับไหนของโลก ในส่วนไหน
น.5 ๒ คำว่า "การเมืองเป็นเรื่องสกปรก" นี้ เป็นที่ยอมรับ กันอยู่ คือหาความจริงใจต่อกันและกันไม่ได้ หาความจริงใจ ต่อสันติภาพของโลกทั้งโลกก็ไม่ได้ มุ่งหมายแต่จะหา ประโยชน์เพื่อตน หรือพรรคพวกภาคีของตนเท่านั้น เมื่อ ปราศจากธรรมะเสียอย่างนี้แล้ว การเมืองก็เป็นเรื่องสกปรก แม้จะมองเห็นอยู่อย่างนี้ แต่คนก็ยังพยายามแยกธรรมะออก จากการเมืองอยู่นั่นเอง เพราะว่านักการเมืองเหล่านั้นเล่นการ เมืองเพื่อประโยชน์ส่วนตัว หรือพรรคพวกของตัว ไม่ได้เล่น การเมืองเพื่อประโยชน์แก่สันติภาพของมนุษย์ อาตมามีความเห็นว่าธรรมะ เป็นลัทธิการเมืองลัทธิหนึ่ง แม้จะเป็นลัทธิการเมืองของพระเจ้า ไม่ใช่ลัทธิการเมืองของ คนธรรมดาสามัญก็ต้องถือว่าธรรมะเป็นลัทธิการเมืองลัทธิหนึ่ง ขอให้พยายามฟังดูว่าอาตมาจะกล่าวว่าอย่างไร ท่านคงจะยอมรับในข้อที่ว่า แยกธรรมะออกเสียจาก การเมืองแล้ว การเมืองก็เป็นเรื่องสกปรก อาตมาก็กล่าวว่า โดยที่จริงแล้วการเมืองเป็นธรรมะในความหมายหนึ่ง การ เมืองเป็นตัวธรรมะ นี่ ... มันยิ่งกว่าที่จะพูดว่าการเมืองต้อง
น.6 ๓ เนื่องด้วยธรรมะ เดียวนี้อาตมากำลังพูดว่า การเมืองเป็นตัว ธรรมะเสียเอง ถ้าจะเข้าใจข้อนี้กันได้ ต้องทำความเข้าใจในคำว่า ธรรมะให้ถูกต้อง ก็ได้โปรดสนใจพังสักหน่อยว่าคำว่า ธรรม" มัน มันหมายถึงอะไร? คำว่า "ธรรม" ในภาษาบาลี หรือ "ธรรม" เฉย ๆ ในภาษาไทยนั้น มีความหมายถึง ๔ ความ หมาย เมื่อเอาภาษาบาลีเป็นหลัก ท่านควรจะทราบให้มาก ไปกว่านั้นว่า คำว่า "ธรรม" ในภาษาบาลีนั้น หมายถึงสิ่ง ทุกสิ่งไม่ยกเว้นอะไร นับไม่ไหว แต่ว่าสิ่งทุกสิ่งนั้น ถ้าจะ จัดเป็นประเภทแล้ว ก็จะได้สัก ๔ ประเภท หรือ 4 พวกด้วยกัน อาตมาจึงว่าคำว่า "ธรรมะ" มีความหมายอยู่ ๔ ความหมาย “ธรรม" ความหมายที่หนึ่ง หมายถึงตัวธรรมชาติ ทั้งหลาย จะเป็นธรรมชาติที่มีปรากฏการณ์หรือไม่มีปรากฏ- การณ์ก็ตาม คำว่าธรรมชาติทั้งหมดนี้เรียกโดยภาษาบาลีว่า "ธรรมะ" หรือ "ธรรม" เฉยๆ ในภาษาไทย นี่คือความ หมายของคำว่า "ธรรม" ที่เป็นความหมายที่หนึ่ง หมายถึง ตัวธรรมชาติ
น.7 ๕ "ธรรมะ" ในความหมายที่สอง หมายถึงกฎของ ธรรมชาติ ที่ไหนมีธรรมชาติ ในธรรมชาตินั้นมีกฎของธรรม ชาติควบคุมอยู่ หรือว่าในธรรมชาติทั้งหลายได้เกิดขึ้นและ เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ คือตามกฎของมันเอง กฎของ ธรรมชาตินี้เรียกว่า "ธรรม" หรือ "ธรรมะ" ในภาษาบาลี นี่เป็นความหมายที่สอง “ธรรม" ในความหมายที่สาม หมายถึงหน้าที่อัน ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ นี่หมายถึงหน้าที่ที่สิ่งที่มีชีวิตจะ ต้องประพฤติกระทำให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ นี่คือ ธรรมในความหมายที่สาม "ธรรม" ในความหมายที่สี่ คือผลที่ได้รับจากการ ปฏิบัติหน้าที่นั้น ๆ จะเป็นผลทางโลก ทางธรรม ทางโลกียะ ทางโลกุตตระ หรืออะไรก็ตาม ผลทั้งหมดนั้นก็เรียกว่าผล ซึ่งเป็นธรรมะในฐานะที่เป็นผล ถ้าสรุปความสั้น ๆ ก็พูดได้ว่า ธรรมะคือตัวธรรมชาติ อย่างหนึ่ง, ธรรมคือตัวกฎของธรรมชาตินี้อย่างหนึ่ง, ธรรมะ คือหน้าที่ตามกฎของธรรมชาตินั้นอย่างหนึ่ง, ธรรมะในฐานะ ที่เป็นผลอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่นั้นอีกอย่างหนึ่ง รวมเป็น
น.8 ๕ ๔ อย่าง ทั้ง 4 อย่างเป็นความหมายของคำว่า "ธรรม" เพียงคำเดียว เมื่อท่านรู้จักธรรมในความหมายทั้ง ๔ อย่างนี้แล้ว ก็เรียกว่า รู้จักสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" อย่างสมบูรณ์คือสิ่งทุก สิ่งไม่ว่าจะมีกี่ร้อยกี่พันกี่หมื่นกี่แสนกี่ล้านกี่โกฏิสิ่ง มัน รวมอยู่ใน ๔ ความหมายนี้ทั้งนั้น ทีนี้ความหมายไหนเล่าที่จะตั้งอยู่ในฐานะเป็นลัทธิ การเมือง ก็ลองไล่มาดูตามลำดับ ธรรมะในความหมายที่ หนึ่งคือตัวธรรมชาติ ความหมายที่สองคือกฎของธรรมชาติ ความหมายที่สามคือหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ความหมาย ที่สี่คือผลที่จะได้รับจากหน้าที่ เรื่องมันก็จะไปหยุดลงที่ความ หมายที่สามคือหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ สิ่งที่มีชีวิตทั้ง หลายมีหน้าที่ที่จะต้อง ประพฤติ กระทำ ให้ถูกตามกฎของ ธรรมชาติเพื่อความอยู่รอด และความอยู่เป็นผาสุก ทีนี้มาพูดถึงคำว่า "การเมือง" ในความรู้สึกของ อาตมา การเมืองก็คือการทำหน้าที่เพื่อให้โลกนี้เป็นอยู่ อย่างผาสุก โดยไม่ต้องใช้อาชญา การเมืองที่ต้องใช้
น.9 ๖ อาชญานั้น เป็นการเมืองที่ยิ่งกว่าสกปรกมันเป็นการเมืองที่ หลอกลวง เป็นการเมืองของภูตผีปีศาจมากกว่า การเมืองที่แท้จริงต้องเป็นการสร้างสันติภาพ โดย ไม่ต้องใช้อาชญา หมายถึงใช้สติปัญญา ทำความเข้าใจ ซึ่งกันและกันในหมู่สัตว์ที่มีชีวิตทั้งหลาย เพื่ออยู่กันเป็น ผาสุก สิ่งที่มีชีวิตมีหน้าที่ที่จะต้องทำ เพื่อให้อยู่กันเป็นผาสุก โดยไม่ต้องใช้อาชญา คือไม่ต้องขบกันกัดกัน ไม่ต้องทำลาย ล้างกัน นี้เรียกว่าไม่ต้องใช้อาชญา ธรรมในความหมายที่ สาม หมายถึงหน้าที่ที่มนุษย์จะต้องประพฤติกระทำให้ถูกต้อง ตามกฎของธรรมชาติ โดยไม่ต้องใช้อาชญาแก่ฝ่ายใด นี่ ขอให้ลองคิดดูว่า การเมืองก็คือสิ่งที่มีความมุ่ง หมายจะทำโลกให้มีสันติ โดยไม่ต้องใช้อาชญา ธรรมะ ก็คือหน้าที่ของสิ่งที่มีชีวิต ที่จะต้องประพฤติปฏิบัติกระทำไป ให้อยู่กันเป็นผาสุกโดยไม่ต้องใช้อาชญา ดังนั้น สิ่งที่เรียกว่า การเมืองนั้น ก็คือธรรมะในความหมายที่สามนั่นเอง ขอเน้นลงไปที่คำนี้อีกครั้งหนึ่งว่า ธรรมะคือหน้าที่ ที่สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายจะต้อง ประพฤติกระทำให้ถูกต้องตามกฎ- ของธรรมชาติ ถ้าต้องการความอยู่กันเป็นผาสุก ก็ต้องถูก
น.10 ๗ ต้องตามกฎของการอยู่กันเป็นผาสุก ถ้าต้องการให้มันเป็น ทุกข์ก็ต้องตามกฎที่มันจะต้องเป็นทุกข์ แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีใครปรารถนาความทุกข์ เราก็ไม่ต้องพูด กันถึงกฎฝ่ายที่จะทำให้เกิดความทุกข์ เราจะมาพูดกันถึงกฎ ฝ่ายที่จะทำให้เกิดเป็นความสุข ธรรมะคือหน้าที่ที่จะต้อง ปฏิบัติเพื่อสันติภาพของโลก การเมืองก็คือการกระทำ เพื่อเกิดสันติภาพของโลก แล้วก็ต้องเป็นไปให้ถูกต้องตาม กฎของธรรมชาติ ซึ่งเป็นธรรมะในความหมายที่สอง อาตมาเอ่ยถึงคำว่าการเมืองของพระเจ้า บางคนก็คง ประหลาดใจ พูดกันเสียใหม่ก็ได้ว่าท่านจงนึกถึงความหมาย ของธรรมะในความหมายที่สองที่ว่า ธรรมะคือกฎของธรรม ชาติ มองให้เห็นว่ากฎของธรรมชาติมีอยู่ก่อนสิ่งใด จึงทำ ให้ธรรมชาติได้เกิดขึ้น ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ โลกนี้โลก ไหนก็ตามเป็นตัวธรรมชาติที่เกิดขึ้นโดยกฎของธรรมชาติ กฎ- ของธรรมชาติจึงมีอยู่ก่อนสิ่งใด ทำหน้าที่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น มา เพราะกฎของธรรมชาตินั่นเองมีค่าเท่ากันกับสิ่งที่เรียกว่า พระเจ้า
น.11 ๘ คำว่า พระเจ้า มีความหมายโดยทั่วไปคือ ผู้สร้างโลก ผู้ควบคุมโลก และผู้ทำลายโลกเสียเป็นคราว ๆ สร้างโลก ควบคุมโลก ทำลายโลกในความหมายของคำว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป นั่นคือกฎของธรรมชาติ มีอำนาจ มีความ สามารถเท่ากับสิ่งที่เราเรียกกันว่า พระเป็นเจ้า การเมือง เป็นสิ่งที่ต้องเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ เป็นสิ่งที่ต้องทำไปตามกฎของพระเป็นเจ้า จึงเรียกว่า การ เมืองอันบริสุทธิ์ นั้นต้องเป็นการเมืองที่เป็น ไปตามกฎของพระ เจ้ายกพระเจ้าให้เป็นยอดสุดของนักการเมืองเสียได้เลย หมาย ถึงกฎของธรรมชาติ ที่จะจัดโลกให้เป็นอย่างไรก็ได้ เมื่อเรา ประพฤติให้ถูกต้องตามกฎของพระเจ้าในส่วนที่มีสันติภาพโลก นี้ก็มีสันติภาพ เราจึงควรมีการเมืองชนิดของพระเจ้ากันดีกว่า พระเจ้าในที่นี้ก็คือกฎของธรรมชาติในความหมายที่ ๒ เรื่อง มันมีอยู่เกี่ยวกับภาษาที่ตรงนี้ อยากจะเล่าให้ฟังสักหน่อยว่า พวกฝรั่งเขาพูดว่า พุทธศาสนาไม่มีพระเจ้า คือไม่มีกอด (God) อาตมาบอกเขา ในฐานะคนกันเองว่า พุทธศาสนาก็มีพระเจ้า (God) พระเจ้า คือกฎของธรรมชาติ ในภาษาไทยเราเรียกว่ากฎ แต่เดี๋ยวนี้
น.12 ๙ เราออกเสียงมันสั้นไปว่ากฎ เราลองออกเสียงให้ยาว คำว่า กฎ ก็กลายเป็น กอด เราก็เลยมีกอด ก็เลยได้หัวเราะกัน ว่าในพุทธศาสนานี้ก็มี กอด คือพระเจ้า แต่เล็งถึงกฎของ ธรรมชาติที่เป็นธรรมะในความหมายที่ ๒ ขอย้ำอีกทีหนึ่งเดี๋ยวจะลืมกันเสียหมดว่า: ธรรม ใน ความหมายที่ ๑ คือตัวธรรมชาติ, ธรรมในความหมายที่ ๒ คือกฎของธรรมชาติ, ธรรมในความหมายที่ ๓ คือหน้าที่ตาม กฎธรรมชาติ, ธรรมในความหมายที่ ๔ คือผลจากหน้าที่นั้น พูดอย่างเปรียบเทียบก็ว่า ตัวธรรมชาติทั้งหลาย เป็นกาย ของพระเจ้า กฎของธรรมชาติเป็น จิตของพระเจ้า หน้าที่ ตามกฎธรรมชาตินั้นคือ พระประสงค์ ข้อเรียกร้องของพระ เป็นเจ้า ส่วนผลตามหน้าที่นั้น คือผลที่พระเจ้าประทาน ให้ เราไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงความหมายของคำว่าธรรม ๔ ความหมายนี้เลย คำว่าพระเจ้า ถ้ากล่าวอย่างปุคคลาธิษฐาน พูดให้เป็น คน ก็เหมือนอย่างที่เขากล่าวกันในศาสนาต่าง ๆ ที่มี กอด อย่างเป็นคน ส่วนในพุทธศาสนานี้มีพระเจ้าอย่างธรรมา ธิษฐาน คือกฎของธรรมชาติเราก็เรียกว่า กฎ มีกฎเป็น
น.13 ๑๐ พระเจ้า มีพระเจ้าเป็นกฎ ใครอยากจะให้มันเป็นพระเจ้า อย่างบุคคลก็ออกเสียงให้ยาวว่า กอด ก็แล้วกัน จะเป็นพระ เจ้าอย่างบุคคล ก็มีความหมายอยู่ที่สร้างโลก ควบคุมโลก ทำลายโลก ถ้าเป็นความหมายอย่างธรรม เป็นนามธรรม ก็ เป็นสิ่งที่สร้างโลก ควบคุมโลก ทำลายโลก เรื่องมันก็เท่า กัน จะเป็นพระเจ้าอย่างปุคคลาธิษฐาน หรือจะเป็นพระเจ้า อย่างธรรมาธิษฐาน ก็ทำหน้าที่เหมือนกัน เป็นพระเจ้าอย่าง แท้จริงได้ก็เพราะทำหน้าที่อันนี้ ท่านจะถือพระเจ้าอย่างบุคคลก็ได้ ถือพระเจ้าอย่างนาม ธรรมที่เป็นกฎของธรรมชาติก็ได้ แต่จะต้องให้รู้ว่าเป็นสิ่งสูง สุด ไม่ลำเอียงต่อใคร เฉียบขาดในการทำหน้าที่ของตน พระเจ้าจึงออกกฎมาว่า สิ่งที่มีชีวิตจะต้องมีหน้าที่ โดยการสร้างสันติภาพให้แก่กันและกัน โดยไม่ต้องใช้ อาชญาจึงจะอยู่กันเป็นผาสุก สิ่งที่เรียกว่าการเมืองก็คือช่วย กันทำหน้าที่ให้เกิดสันติภาพขึ้นในโลกนี้ โดยไม่ต้องใช้ อาชญา จึงจะเป็นการเมืองบริสุทธิ์เป็นการเมืองของพระเจ้า มีพระเจ้าเป็นยอดสุดของนักการเมือง
น.14 ๑๑ ถ้าเป็นการเมืองอย่างอื่นที่ผิดไปจากนี้แล้วก็เป็นการเมือง สกปรก มันก็กลายเป็นการเมืองของพวกภูตผีปีศาจ ไม่เกี่ยว กับพระเจ้าขอให้ท่านไปลองคิดดู ถ้าเรา หวัง จะเอา ลัทธิ การเมือง สร้าง สันติภาพ ให้แก่ มนุษย์เราหลีกไม่พ้นที่เราจะต้องเอาการเมืองตามแบบของพระ เจ้า มีพระเจ้าเป็นยอดสุดของนักการเมือง ทุกคนจะต้อง ประพฤติให้ตรงตามความ ประสงค์ของพระเป็นเจ้าหรือกฎของ ธรรมชาติส่วนนี้ ในทุก ๆ ศาสนาจะมีหลักสำคัญเหมือนกันหมดอยู่อย่าง หนึ่งคือ ให้ถือว่า ทุกคนเป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วย กัน ทุกคนเป็นเพื่อนร่วมสุขร่วมทุกข์ มีปัญหาอย่างเดียวกัน ทุกศาสนาจะเน้นถึงผู้อื่นยิ่งกว่าที่จะมาเน้นถึงแต่ตัวเอง สอน ให้ทุกคนรักผู้อื่นยิ่งกว่าตัวเองบ้าง เท่ากับตัวเองบ้าง ล้วน แต่มุ่ง หมายจะ ทำลาย ความเห็นแก่ตัว ให้เห็นแก่ผู้อื่นด้วยกัน ทั้งนั้น นั่นก็คือ ความหมายแห่งคำว่า "สังคมนิยม" คือ นิยมสังคมอย่ามานิยมตัวคนเดียว อาตมาอยากจะกล่าวให้ชัดลงไปว่า ทุกศาสนามี วิญญาณแห่งสังคมนิยม ทุกศาสนามีพระเจ้าเป็นยอดสุดอย่าง
น.15 ๑๒ ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า พระเจ้าอย่างบุคคก็ได้ พระเจ้าอย่าง นามธรรมก็ได้ ก็คือมีธรรมเป็นสิ่งสูงสุด เพราะฉะนั้น สังคม นิยมตามแบบของพระศาสดาทั้งหลาย ต้องเป็นสังคมนิยม ที่ประกอบอยู่ด้วยธรรม จึงมีความบริสุทธิ์อยู่ในตัวลัทธิ เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่คนทุกคน โดยไม่ต้องใช้อาชญา จึงจะเรียกว่าสังคมนิยมตามแบบของพระเจ้า ถ้าจะพูดให้ชัด เป็นภาษาสั้นๆ ก็ว่าธรรมิกสังคมนิยม คือสังคมนิยมที่ประ- กอบอยู่ด้วยธรรม นี่แหละคือลัทธิการเมืองของพระเจ้า มีพระเจ้าเป็นยอด สุดของลัทธิการเมืองชนิดนี้ อาตมาจึงพูดว่า ธรรมในฐานะ เป็นลัทธิการเมือง คือหมายถึงธรรมะในฐานะที่เป็นหน้าที่ ตามกฎของธรรมชาติ ซึ่งเราต้องประพฤติกระทำตามกฎของ ธรรมชาติ เพื่อจะให้เกิดสันติภาพขึ้นมาในหมู่มนุษย์โดยไม่ ต้องใช้อาชญา ธรรมะในความหมายที่สามนี้ จึงเป็นลัทธิการเมืองชนิด หนึ่งอยู่ในตัวมันเอง เป็นตัวธรรมะเสียเอง เป็นลัทธิการ เมืองเสียเอง ไม่ต้องพูดว่าเกี่ยวเนื่องอย่างนั้นอย่างนี้กันก็ได้ หน้าที่ตามกฎธรรมชาตินั้นเป็นธรรมะ ธรรมะชนิดนี้คือลัทธิ
น.16 ๑๓ การเมืองของพระเจ้า หรือของมนุษย์ที่ประกอบอยู่ด้วยธรรมะ ในความหมายที่ว่า มีความถูกต้อง เรามีหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ จะต้องประพฤติ ปฏิบัติต่อกัน ในฐานะที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน เราจึงความทำเข้าใจกันในข้อนี้ โดยเฉพาะในโลกปัจจุบันนี้ คือให้ธรรมะเป็นการเมือง ให้กฎของธรรมชาติเป็นพระเจ้าผู้ เป็นยอดสุดของนักการเมือง การเมืองก็จะเป็นของพระเจ้า เป็นของธรรมะ ขอให้เรารู้จักสิ่งที่เรียกว่าการเมืองในฐานะที่เป็นธรรมะ คือหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติด้วยกันอย่างนี้เถิด การประพฤติ ธรรมะก็จะเป็นการเมือง การเมืองก็จะเป็นการประพฤติธรรมะ ถ้ามิฉะนั้นแล้ว ก็จะเปิดโอกาสให้ภูตปีศาจซาตานพญามาร มาสิงเอา ถือเอาประโยชน์แห่งตัวกู-ของกูเป็นสิ่งสูงสุด ไม่ นับถือพระเจ้า ไม่นับถือกฎเกณฑ์ของธรรมะ เอาประโยชน์ แห่งตัวกู-ของกูเป็นสิ่งสูงสุด แล้วก็ดำเนินการเมืองไปตาม เจตนารมณ์อันนั้น มันก็เป็นการเมืองของภูตผีปีศาจ ไม่เกี่ยว กับธรรมะ ถ้าการเมืองเกี่ยวกับธรรมะ มันก็เป็นการประพฤติ ธรรมะอยู่ในตัวการเมืองนั้นเอง
น.17 ๑๔ ขอให้นัก การเมือง ทั้งหลาย ทั้งโลก นี้มองเห็น ธรรมะ ในฐานะเป็นลัทธิการเมือง หรือมองเห็นลัทธิการเมืองนั้นว่า เป็นตัวธรรมะโดยแท้จริง แล้วเราก็จะมีธรรมะเป็นเครื่องคุ้ม ครองโลก ธรรมซึ่งจะขจัดกิเลสอันเป็นดังยาเสพติดทั้งหลาย เสียได้นั้น ก็จะมาเป็นเครื่องคุ้มครองโลก ธรรมะมิใช่สิ่งเสพติด แต่ธรรมะจะเป็นเครื่องกำจัดสิ่ง เสพติด ดังนั้นการเมืองที่เป็นธรรมะ ธรรมะที่เป็นการเมือง นั้น จะทำโลกให้พ้นจากกิเลส ความชั่วร้าย ความเลว- ทราม ความเห็นแก่ตัวกู-ของกูโดยส่วนเดียวนั้นออกไปเสียได้ เราก็จะได้อยู่กันในโลกของพระเจ้าอันแท้จริง ประพฤติปฏิบัติ อยู่อย่างถูกต้องตามพระประสงค์ของพระเจ้าอันแท้จริง ไม่มีคำว่า "การเมืองเป็นเรื่องสกปรก" ในโลกของ พระเจ้าชนิดนี้ เพราะว่าการเมืองนั้นเป็นเรื่องของความถูกต้อง ของความยุติธรรม ของความดีความงามสูงสุด กล่าวคือ การช่วยกันจัดให้โลกนี้มีสันติภาพ มีสันติสุขอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ต้องใช้อาชญา คือไม่มีการทำอันตรายแก่กันและกัน ทั้งบนดินและใต้ดิน หรือโดยประการใด ๆ
น.18 ๑๕ ขอภาวนาให้ธรรมะปรากฏแก่จิตใจของคนทุกคนใน โลกนี้ ครบถ้วนทั้งสี่ความหมาย และถือเอาความหมายที่ สอง คือกฎของธรรมชาตินั้นเป็นพระเจ้า และถือเอาความ หมายที่สาม คือหน้าที่ตามกฎธรรมชาตินั้นเป็นการเมืองของ มนุษย์ ที่จะต้องประพฤติให้ถูกตรงตามความประสงค์ของพระ เป็นเจ้าอยู่ตลอดเวลา เราก็จะได้ชื่อว่า เป็นมนุษย์สมตาม ความหมายของคำคำนี้ คือสัตว์ที่มีใจสูง สูงอยู่เหนือปัญหา ทุกอย่างทุกประการ ไม่เสียทีที่ว่าเป็นมนุษย์ และมีศาสนา สำหรับขจัดปัญหาทุก ๆ อย่างอันจะพึงมี อย่าเอ่ยชื่อถึงพระเจ้าแต่เพียงสักว่าปากเอ่ยชื่อ จงมี พระเจ้ากันให้จริง ๆ อ้อนวอนพระเจ้าด้วยการพยายามประ- พฤติปฏิบัติให้ดีให้งาม ให้ตรงตามหน้าที่ที่กฎของธรรมชาติ มีอยู่แล้วอย่างไร ก็จะเป็นอันว่าเป็นมนุษย์ที่อยู่เหนือปัญหา ได้ เพราะยึดถือธรรมะในฐานะเป็นลัทธิการเมืองดังที่กล่าว มาเวลาสำหรับปาฐกถาธรรมในวันนี้ ก็หมดลงแล้ว อาตมา ขอยุติการบรรยายไว้เพียงเท่านี้.
Buddhadasa