Buddhadasa.org
หนังสือธรรมะในฐานะระบบการศึกษา › อ่านฉบับเต็ม

📖 ธรรมะในฐานะระบบการศึกษา

ปาฐกถาธรรมทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ครั้งที่ ๖ วันอาทิตย์ที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๒๑ — เอกสารชุดมองด้านใน อันดับ ๗๒ (ตรงกับครั้งที่ ๖ ในเล่ม "เทคนิคของการมีธรรมะ") · วันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๒๑

📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.4 ท่านสาธุชนผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย การแสดงปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาจะได้กล่าวโดย หัวข้อว่า “ธรรมะในฐานะระบบการศึกษา" ขอซ้อมความเข้า ใจอย่างเดียวกับครั้งที่แล้ว ๆ มาอีกครั้งหนึ่งว่า อาตมาได้ กล่าวว่า ธรรรมะในฐานะที่เป็นตัวระบบการศึกษา ไม่ใช่ว่ามี ธรรมะอยู่อย่างหนึ่งมีการศึกษาอยู่อีกอย่างหนึ่ง แล้วเอามา ผนวกเข้าด้วยกัน อย่างนี้ก็ไม่ใช่ อาตมากล่าวว่าธรรมะ ใน ฐานะที่เป็นตัวการศึกษาเสียเอง ถ้าท่านผู้ฟังยังจำธรรมะ ๔ ความหมายได้ ก็ย่อม เข้าใจได้ทันทีว่า ธรรมะในฐานะที่เป็นตัวธรรมชาติ นั้น อย่างหนึ่ง ธรรมะในฐานะที่เป็นกฎของธรรมชาติ นั้นอย่าง หนึ่ง ธรรมะในฐานะที่เป็นหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ นั้น อย่างหนึ่ง ธรรมะที่เป็นผลเกิดจากหน้าที่นั้น อีกอย่างหนึ่ง

น.5 ๒ รวมเป็น 4 อย่างด้วยกัน ทั้ง ๔ อย่างนี้ก็เรียกว่าธรรมะเสมอ กัน หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติก็คือธรรมะ ที่นี้การศึกษานั่นแหละเป็นหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ดังนั้น ตัวการศึกษาจึงเป็นตัวธรรมะเสียเอง มีสิ่งเดียว จะ เรียกว่า "ธรรมะ" ก็ได้ จะเรียกว่า "การศึกษา" ก็ได้ ธรรมะในฐานะระบบการศึกษา คือต้องทำให้ธรรมะกับ การศึกษาเป็นสิ่งเดียวกัน เช่นเดียวกับที่เคยกล่าวมาแล้วว่า การเศรษฐกิจ ก็คือธรรมะ อย่างนี้เป็นต้น ข้อนี้หมายความว่า ถ้าเราประพฤติให้ถูกต้องตามความมุ่งหมายอันแท้จริงของสิ่ง เหล่านั้นแล้ว มันก็กลายเป็นธรรมะไปหมดไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การเมืองหรือเรื่องเศรษฐกิจ แม้แต่เรื่องของสงคราม ถ้าทำ อย่างถูกต้องตามเหตุผล มันก็กลายเป็นศีลธรรมไปดังนี้ ที่นี้ "การศึกษา" เป็นอย่างไรในปัจจุบัน เราควร จะรู้ให้ลึกลงไปว่า การศึกษานั้นโดยเหตุผลทางธรรมชาติ หรือโดยกฎของธรรมชาติแล้ว ต้องมีอยู่อย่างน้อย ๓ ระบบ การศึกษาระบบที่ ๑ ทำให้คนรู้หนังสือ มีความ เฉลียวฉลาด อย่างที่เรียกกันว่า "พุทธิศึกษา" อะไรทำนองนั้น การศึกษาระบบที่ ๒ คือทำให้มีอาชีพ ให้รู้อาชีพ รวมหัตถศึกษา พลศึกษา อะไรอยู่ในความหมายนี้

น.6 ๓ การศึกษาระบบที่ ๓ นั้น คือเรื่องทางจิตทางวิญญาณ เพื่อให้คนที่มันรู้หนังสือดีแล้วมีอาชีพดีแล้ว เป็นมนุษย์ที่ ถูกต้องและสมบูรณ์ ก็คือมีธรรมะนั่นเอง การศึกษาระบบที่ ๓ นี่เป็นเรื่องทางจิตทางวิญญาณ ทางธรรมะ ทางศีลธรรม แล้วแต่จะเรียก ดังนั้น การศึกษาระบบที่ ๓ ก็คือตัวธรรมมะ แต่ว่าใน โรงเรียน ในการจัดการศึกษาในโลกปัจจุบันนี้เขาตัดออกไป เสีย ยังเหลืออยู่แต่เพียง ๒ ระบบ คือทำให้รู้หนังสือ เฉลียวฉลาดและให้รู้อาชีพ ส่วนเรื่องจิตเรื่องวิญญาณคือเรื่อง ธรรมะหรือทางศาสนานั้น เขาเพิ่งตัดออกไปเสีย โดยสิ้นเชิง เมื่อเร็ว ๆ นี้ ประเทศที่นำหน้าเขาตัดก่อน ประเทศที่ตามก้น ก็ตัดตามหลัง จนในระบบการศึกษามีเหลืออยู่แต่เพียง ๒ คือ ให้รู้หนังสือและให้ฉลาด ให้มีอาชีพ ไม่มีเรื่องจิตเรื่อง วิญญาณ ก็คือไม่มีเรื่องธรรมะ เมื่อไม่มีเรื่องธรรมะนี่ มันมีปัญหาขึ้นมาทันที ว่าคน เหล่านั้นมันจะอยู่ในฐานะอย่างไร มีหลักมาแต่ดึกดำบรรพ์ ก่อนพุทธกาล เกี่ยวกับธรรมะที่ทำความแตกต่างให้แก่ มนุษย์ ให้แตกต่างจากสัตว์ ขอให้ลองฟังดูให้ดี ใครจะค้าน หลักเกณฑ์ข้อนี้บ้าง " อาหารนิทฺทา ภยเมถุนญฺจ

น.7 ๔ สามาญฺญเมตปฺปสุภิ น รานํ " การหาอาหารกินก็ดี การแสวง หาความสุขจากการนอนก็ดี การรู้จักขี้ขลาดหนีภัยก็ดี การ ประกอบกิจกรรมระหว่างเพศก็ดี เหล่านี้มีได้เสมอกันทั้งคน และสัตว์ " ธมฺโม หิ เตสํ อธิโก วิเสโส ธมฺเม น หีนา ปสุภิสมานา " ธรรมะ เท่านั้นที่ทำให้เกิดความผิดแปลกแตก ต่างระหว่างคนกับสัตว์ ถ้าปราศจากธรรมะเสียแล้วคนก็ เสมอกันกับสัตว์ เพราะเหตุที่ว่ามาแล้ว เพียงแต่รู้จักกินอาหาร รู้จักนอน รู้จักหนีภัย รู้จักประกอบกิจกรรมทางเพศนี่ มันมี เหมือนกันทั้งคนและสัตว์ ธรรมะเท่านั้นที่เพิ่มเข้ามาทำให้คน ผิดแผกแตกต่างจากสัตว์ ใครค้านข้อนี้บ้าง ใครไม่ยอมรับ หลักเกณฑ์อันนี้บ้าง ก็ลองไปคิดดูเองเถอะ นี่เราจึงเห็นได้ว่าคนเราจะต้องมีธรรมะ จะต้องศึกษา ธรรมะ มันจึงจะผิดแผกแตกต่างจากสัตว์ ถ้าจะให้เรียนแต่ หนังสือ เฉลียวฉลาด รู้จักแต่ประกอบอาชีพ นี่มันไม่มี ธรรมะมันก็ยังไม่แตกต่างจากสัตว์ แม้ว่ามีอะไรที่ว่ามันเป็น อย่างคน มันก็ยังมีความหมายอย่างเดียวกับสัตว์ เราจะดูกันต่อไปว่า การมีการศึกษาเพียง ๒ ระบบแรก นั้น มันไม่พอสำหรับทำความเป็นมนุษย์ โลกนี้ไม่มีความเป็น

น.8 ๕ มนุษย์ การศึกษาก็เสียเปล่าหรือสูญเปล่า คือไม่สร้างความ เป็นมนุษย์ขึ้นมาเพื่อให้โลกมีสันติภาพได้ จริยศึกษา เราพูดถึงกันแต่ชื่อ มันยังมีไม่พอที่จะ สร้างสันติภาพ ไม่พอที่จะสร้างสันติสุขส่วนบุคคล มีไม่พอ ที่จะสร้างสันติภาพส่วนสังคม เรามีจริยศึกษากันแต่สักว่าชื่อ มันเทียบกันไม่ได้กับการศึกษาให้รู้หนังสือ และให้ประกอบ อาชีพได้ ดังนั้น การศึกษาจึงยังไม่ได้ผลตามความมุ่งหมาย ของการศึกษาที่แท้จริง มันต้องครบทั้ง ๓ ระบบ การศึกษา ที่ไม่สมบูรณ์นี้มันก็ไม่ให้ผลเต็มที่ ดังนั้น จึงยังมีการสูญเปล่า เกี่ยวกับการศึกษา มนุษย์ไม่ได้รับประโยชน์จากการศึกษาพอที่ จะสร้างสันติภาพในโลกได้ การศึกษาจึงสูญเปล่าในส่วนที่ไม่ ทำให้เกิดสิ่งที่จำเป็นที่จะแก้ไขปัญหาของมนุษได้ การสูญเปล่านั้น มีตั้ง ๒๐- ๓๐ รายการ เราลองมา พิจารณากันดูจะรู้สึกว่าน่าตกใจ การศึกษาที่ขาดธรรมะหรือ ศีลธรรมนั้น เป็นการศึกษาที่สูญเปล่าเสียเปล่า ไม่สร้างความ เป็นมนุษย์ขึ้นในโลกนี้ได้ การสูญเปล่าอย่างแรกก็จะระบุว่าเรามีการศึกษาที่เรียก กันว่าก้าวหน้าทั่วทั้งโลก เอาอย่างกันเป็นแถวไปเลย แต่เสร็จ

น.9 ๖ แล้วมันก็มีปัญหา เรื่องยาเสพติด คนที่ผ่านการศึกษามาแล้ว ยังโง่ถึงขนาดที่ไปเสพยาเสพติด บูชายาเสพติด หลงยา เสพติด ไม่ใช่แต่พวกฮิปปี้ แม้แต่พวกนักศึกษาในโรงเรียน ในเมืองไทย ในวิทยาลัย กระทั่งในมหาวิทยาลัยเดี๋ยวนี้ ก็ปรากฏว่ามันติดยาเสพติด นี่เป็นการศึกษาสูญเปล่า คือไม่ ป้องกันไม่ให้คนโง่ถึงกับไปบูชายาเสพติด ถ้าการศึกษามัน ถูกต้อง เด็กของเราก็ต้องไม่เป็นทาสยาเสพติด แล้วก็ไม่ เกิดปัญหาขึ้นมาทั้งโลกที่ต้องช่วยกันปราบปรามยาเสพติด ถัดมาก็ เรื่องคอรัปชั่น ยังมีคอรัปชั่นทั่วไปในโลก ทั้งระดับต่ำ ๆ และระดับชาติ คอรัปชั่นระดับชาติ ในเมื่อการ ศึกษามันไม่มีธรรมะ คนจึงมีจิตทรามพอที่จะคอรัปชั่น ยังมีอันธพาลทั่วไป โดยเฉพาะ อันธพาลทางเพศ ที่ปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์ แม้ในเมืองใหญ่ๆ ในมหานคร ใหญ่ ๆ ของโลก มันก็มีอันธพาลอย่างนี้ ตามถนนหนทาง ก็ยังมีอันธพาลอย่างนี้ ไม่ต้องพูดถึงประเทศไทยที่ว่ายังด้อย พัฒนา ประเทศที่เรียกตัวเองว่าพัฒนาแล้วมันก็ยังมีอันธพาล อยู่ทั่วไป ยังมีภัยสังคม เกิดมาจากคนร่ำรวย คนมีอำนาจวาสนา ล้วนแต่ผ่านการศึกษามาแล้วแต่มันไม่พอ มันก็ยังเป็นภัยสังคม

น.10 ๗ เด็ก ๆ ของเรายังรู้จักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ น้อยไป แม้ในประเทศที่ไม่มีกษัตริย์ มันก็รู้จักชาติหรือศาสนา น้อยเกินไป มันจึงต้องการจะเปลี่ยนชาติ มันจึงเห็นศาสนา เป็นยาเสพติดไม่มีประโยชน์อะไร อย่างนี้เป็นต้น ถ้าการศึกษาสมบูรณ์ ปัญหาจะไม่เกิดขึ้นแก่เยาวชนใน เรื่องที่เกี่ยวกับชาติ ศาสนา พระมหาษัตริย์ ดูกันง่ายๆ อีกทีหนึ่งก็ว่าในสภาผู้แทนมันมีสมาชิกผู้ แทนที่ดุร้าย รวน มันขว้างปาทำอันตรายกัน ขว้างกันด้วย อะไรก็มีในสภาผู้แทนในประเทศที่มันมีเกียรติในโลก ในประ เทศไทยก็มีผู้แทนชนิดที่เหมือนกับขี้เมา มันก็มีการเลือกผู้แทน ตามสินจ้าง ตามพรรคพวก ไม่เลือกผู้แทนด้วยจิตใจที่เป็น" ประชาธิปไตย นี่แหละคือการศึกษามันไม่พอ การศึกษามันไม่พอ มันก็ทำความเข้าใจกันไม่ได้ระหว่างนายทุนกับชนกรรมา- ชีพ คือคนมั่งมีกันคนยากจนทำความเข้าใจกันไม่ได้ จนเกิด ความคิดว่าต้องทำลายกันเสียข้างหนึ่ง นี่ มันเป็นเรื่องโง่เขลา ที่สุด การที่กฎของธรรมชาติมันบังคับให้มีการแตกต่างกันใน หมู่บุคคลที่เหลื่อมล้ำต่ำสูงกว่ากันมาก นี่มันช่วยไม่ได้มันต้องมี

น.11 ๘ เพราะฉะนั้น เราต้องทำให้สิ่งที่มันแตกต่างกันนี้ให้มันอยู่กันได้ เช่นต้นไม้สูงใหญ่อย่างนี้ก็เหมือนกับนายทุน ตะไคร่ตามโคน ต้นไม้นั้นก็เหมือนกับชนกรรมาชีพ ทำไมมันอยู่กันได้ ถ้าตัด ต้นไม้ใหญ่นั้นเสีย ตะไคร่ตามโคนต้นไม้นั้นก็ถูกแดดเผาตาย หมด มันก็อยู่ไม่ได้ มันต้องมีนายทุนสำหรับทำให้กรรมกรมีงานทำ แต่แล้ว มันต้องมีการศึกษาดีพอที่จะรักใคร่กันและอยู่กันได้ ตะไคร่หรือ เฟิร์นตามโคนต้นไม้นี้ก็ทำให้ดินดี ต้นไม้ใหญ่ก็สบาย ต้นไม้ ใหญ่ก็มุงแดดให้เฟิร์นหรือตะไคร่นั้นได้อยู่กันสบาย เดี๋ยวนี้การศึกษามันไม่พอที่จะทำให้มนุษย์มองเห็น อย่างนี้ มันก็เกิดลัทธิบ้า ๆ บอ ๆ อะไรกันก็ไม่รู้ที่ต่างจะทำ ลายกัน นั่นแหละ .... การศึกษามันสูญเปล่า แม้ที่สุดแต่เรื่อง สิทธิมนุษยชน ที่เป็นเรื่องดีก็ยังพูดกัน ไม่รู้เรื่องยังทะเลาะวิวาทกันด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชนอยู่จน กระ ทั้งวันนี้ อ่านหนังสือพิมพ์ดูก็รู้ว่าการศึกษามันไม่พอ มนุษย์ มันยังโง่ มันไม่รู้จักค่าของสิทธิมนุษยชน แล้วจะไปโทษใคร ยังมีการขูดรีดของผู้ผลิต ได้โอกาสเมื่อไรผู้ผลิตมันก็ ขูดรีด นายทุนได้โอกาสเมื่อไรนายทุนมันก็ขูดรีด ไม่มีความซื่อ ตรงต่อกันในระหว่างมนุษย์ตาดำๆด้วยกัน ดังนั้นประเทศไทย

น.12 ๙ จึงประสบปัญหาหนัก ไม่มีความซื่อตรงในหมู่สมาชิกที่จะ ประกอบกิจกรรมอะไรก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสหกรณ์ เรื่องสหกรณ์นี้เป็นหลักที่ดีที่สุดที่จะช่วยมนุษย์ได้ ให้ตรงตามหลักของพุทธศาสนา เราตั้งสหกรณ์ไม่ได้ เพราะคนมันมีจิตทราม มันพร้อมที่จะคดโกง มันจะเป็นสหโกง มันจะร่วมกันโกงเป็นสหโกง สหกรณ์มันเลยตั้งไม่ได้ .... นี่ แหละการศึกษามันสูญเปล่าถึงขนาดที่ไม่สร้างคนรวยที่มีจิตใจ สูงพอที่จะทำสหกรณ์หรือทำอะไรกันได้ คือมันยังไม่สามัคคี กัน แม้ในหมู่บ้านก็ยังไม่สามัคคีกัน แม้ขยายไปถึงประเทศมัน ก็ยังไม่สามัคคีกัน มันยังมีทะเลาะวิวาท เพราะมีจิตไม่ประกอบ ไปด้วยธรรม การศึกษายังไม่ทำให้คนรู้จักค่าของความสามัคคี จึงขอ ให้ถือว่านี้เป็นการศึกษาที่สูญเปล่า ประชาชนยังทำลาย ทรัพยากรของประเทศชาติ ของธรรมชาติ ทำลายสัตว์ให้ วอดวาย ทำลายห้วยหนองคลองบึงบางจนใช้ประโยชน์ไม่ได้ ไม่รู้จักรักษาสมบัติสาธารณะ ก็กลายเป็นคนอันธพาล ทำลาย ประโยชน์ทั้งส่วนตนและส่วนรวม มันจึงยากจน มันมีอาชีพ ที่ด้อยมาก ยังไม่ละทิ้งความขี้เกียจทำงาน เกลียดการงาน หนักนักก็ไม่เอา ไม่อยากทำงาน ทุกคน .... มันไม่อยากทำงาน จะทำงานเท่าที่ความจำเป็นบังคับเท่านั้น

น.13 ๑๐ นี่....การศึกษามันไม่พอ ไม่ทำให้เขารู้จักแสวงหา ความสุขในตัวการงาน ถ้ามีธรรมะพอ มีศีลธรรมพอ มันจะ รู้สึกเป็นสุขเมื่อทำงาน ไม่ใช่รู้สึกเป็นสุขเมื่อได้เงินมาไปซื้อ หากามารมณ์ หาสิ่งบำรุงบำเรอจึงจะเป็นสุข นั่นมันเรื่องของ กิเลสของภูติผีปีศาจ มันไปมีความสุขเมื่อใช้เงินบำรุงบำเรอ เนื้อหนัง ถ้าเป็นสัตบุรุษในพุทธศาสนาก็จะรู้สึกเป็นสุขเมื่อได้ทำ งาน กำลังทำงานอยู่ยังไม่ได้เงิน ยังไม่ถึงวันเงินเดือนออก จะเป็นสุขพอใจในการงาน เคารพการงาน เคารพตัวเอง ยกมือไหว้ตัวเองได้ว่าเราเป็นคนดี เราเป็นคนมีความสุขใน การได้ทำความดี ถ้าการศึกษามันพอ มันก็จะอบรมให้เด็ก ๆ เป็นอย่างนี้ รู้สึกเป็นสุขแม้เมื่อยังเล่าเรียนอยู่ซึ่งมันก็เป็นการงานเหมือนกัน ไม่ต้องไปกินไปเล่น ไปบำเรอกิเลสที่ไหนจึงจะมีความสุข เดี๋ยวนี้เรามีสิ่งประเล้าประโลมใจยั่วให้เพลิดเพลินมาก เกินไปจนท่วมการงาน คนทำการงานแต่น้อย แล้วก็ไปแสวง หาสิ่งประเล้าประโลมใจมากเกินไป ก็เลยนิยมกันว่ามันเป็น ไปในทางชอบสิ่งประเล้าประโลมใจ มีจิตทราม ชอบจัดงาน

น.14 ๑๑ ที่โป๊ งานที่บาป ชอบเรื่องโป๊ จิตมันทรามถึงขนาดนั้นเพราะ การศึกษามันไม่พอ เพราะการศึกษาไม่ประกอบด้วยธรรม ทำให้คน เหล่านี้เป็นทาสของอายตนะ คือเป็นทาสของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กิเลสครอบงำแล้ว เด็ก ๆ เหล่านี้ ก็ไม่เคารพ ครูบาอาจาย์ ไม่เคารพบิดามารดา เดี๋ยวนี้ หายากแล้วที่จะ ใช้คำว่า "คุณครู" มันเรียก "ครู" เฉย ๆ บางทีมันเรียก อ้ายเรียกอีก็มี ไม่รู้สึกว่าบิดามารดาเป็นผู้ให้ชีวิตหรือมีบุญ คุณ มันจึงไม่ได้เคารพ เด็กสมัยนี้มันไม่มีคำว่า " บาป " เด็กสมัยก่อนนั้น พอได้ยินคำว่า "บาป" มันสะดุ้ง เด็กสมัยนี้พอได้ยินคำว่า "บาป" มันแลบลิ้นหลอก สมัยอาตมาเป็นเด็ก ๆ ได้ยินคำว่า "บาป" แล้วสะดุ้ง เด็กสมัยนี้ไม่สะดุ้งเมื่อได้ยินคำว่า "บาป" ใครบอกว่าบาป มันก็แลบลิ้นหลอก นี่แหละผลของเด็ก ๆ ที่ไม่เคารพบิดามารดาครูบาอาจารย์เพราะการศึกษาไม่ประกอบ ด้วยธรรมะ ผู้สอนศาสนาแต่สมัยโบราณนั้นเป็นพระตามวัด พระ จัดการศึกษาแม้ในมหาวิทยาลัย ในเมืองฝรั่งแต่ก่อนนี้พระจัด ทั้งนั้น พระจัด ท่านจัดเพื่อบูชาคุณของพระเจ้า เดี๋ยว นี้คนชาวบ้านจัด จัดเพื่อเอาเงินเดือน เขาจัดการศึกษาเพื่อ

น.15 ๑๒ บูชาพระเจ้านั้นพวกหนึ่ง พวกหนึ่งจัดการศึกษาเพื่อเอาเงิน เอา เงินเดือนเป็นต้น แล้วมันจะเหมือนกันได้อย่างไร เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่าเป็นเรื่องทำลายศีลธรรม ขจัดศีลธรรมออกไปจาก การศึกษา จึงมีความงมงายในหมู่คนที่เรียกว่า "มีการศึกษา" ในกรุงเทพฯ นี่เองมันก็ยังมีเรื่องงมงาย ในคราวหนึ่ง แตกตื่นเรื่อง "ปีมะ" ใครเกิดปีมะจะต้องตาย วุ่นวายกัน ใหญ่ทั้งบ้านทั้งเมือง มันมีได้ในลักษณะอย่างนี้ เมื่อการศึกษาไม่พอแล้ว ความคิดมันก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ แก่กิเลส ไม่มีธรรมะแล้วมันก็เห็นแก่กิเลส เดี๋ยวนี้เกิดประเพณี สกปรกขึ้นมา งานศพนี้สกปกที่สุด กินเหล้าเมายา ฆ่าสัตว์ งานกฐินก็เพื่อจะเล่นไพ่งานบวชนาคก็คือโอกาสที่จะเมา นี่มัน สร้างประเพณีสกปรกขึ้นมาเพราะการศึกษามันไม่พอ มันจึง เกิดเสนียดแก่สังคม เขาจัดงานเพื่อหลอกลวงคน การทรงจ้าว เข้าผีอลัชชีอะไรก็ตาม ก็เพื่อหลอกลวงคน ไม่มีความซื่อตรง ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน จะทำอะไรถ้าเป็นเรื่องทางธรรมทาง ศาสนาก็ไม่มีสาระ มีแต่พิธีรีตองสักแต่ว่าทำเท่านั้น ทำไป ก็ไม่สำเร็จประโยชน์ เพราะฉะนั้น คนจึงเลวลง มีการลัก เล็กขโมยน้อย กระทั่งถึงขนาดปล้นกัน แล้วก็หลงในส่วนเกิน

น.16 ๑๓ กินเกินแต่งเนื้อแต่งตัวเกิน นุ่งห่มเกิน เครื่องใช้ไม้สอยเกิน อะไร ๆ ก็เกิน มันก็เลยมีกิเลสหนา นี่เรียกว่า "การสูญเปล่าของการศึกษา" เพราะการ ศึกษาไม่เนื่องด้วยธรรมะ ไม่เอาตัวธรรมะมาเป็นระบบของการ ศึกษา การศึกษาที่ประกอบไปด้วยธรรมะนี่แหละจะแก้ ปัญหาที่เลวร้ายเหล่านี้ได้หมด ไม่สร้างปัญหาให้แก่ มนุษย์ในโลกด้วยเรื่องยาเสพติด คอรัปชั่น อันธพาล ภัย สังคม อะไรต่าง ๆ นั้น ที่กำลังเป็นอยู่ ดังนั้นขอให้ดูให้ดีว่า "ธรรมะในฐานะที่เป็นระบบการ ศึกษา" นั่นแหละคือ ของจริงของธรรมชาติ โดยกฎของ ธรรมชาติแล้วมันก็ต้องรู้หน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามกฎของ ธรรมชาติ เมื่อรู้แล้ว ก็ทำถูก ปัญหาก็ไม่เกิดขึ้น เดี๋ยวนี้เราทำผิดหมด เพราะเรามีการศึกษาที่ไม่สมบูรณ์ คือไม่เป็นธรรมะไม่ประกอบอยู่ด้วยธรรมะ ถึงจะจัดอย่างไร มันก็ไม่ได้รับผลดี แม้แต่หนังสือมันก็ไม่รู้ ไม่ดีไปกว่าเก่า แม้แต่อาชีพมันก็ไม่ได้ทำให้คนเราเป็นสัตบุรุษที่ไว้ใจได้ ยิ่ง รวยก็ยิ่งเห็นแก่ตัว ยิ่งคดโกงกันเป็นการใหญ่ เพราะฉะนั้น เราจะต้องศึกษาธรรมะในความหมายที่ ๓ คือหน้าที่ที่มนุษย์จะ ต้องประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ

น.17 ๑๔ อาตมาขอทบทวนอีกทีว่า สมัยก่อนนั้น การศึกษานี่ มันแฝดกันอยู่กับศาสนา ก็เพราะพระเป็นผู้จัดการศึกษา ใน เอเซียก็ดี ในยุโรปก็ดี ที่ไหนก็ดี พระเป็นผู้จัดการศึกษา ใน สมัยดึกดำบรรพ์ แฝดกันมาเรื่อย ๆ ต่อมามาอยู่ในมือของชาว บ้านมากขึ้น ๆ ชาวบ้านก็แยกการศึกษาออกมาจากการศาสนา ที่สุดก็แยกศาสนาออกไปเสียจากการศึกษาโดยเห็นว่าเป็นคน ละเรื่อง .... นี่คือ .... การแยกศาสนาออกไปเสียจากการศึกษา Secularization หรือ Secularism อาตมาขอคัดค้าน อย่างเต็มที่ เพราะมันเป็นเรื่องบ้าที่แยกการศึกษาออกจาก ศาสนา หรือแยกการศาสนาออกไปจากการศึกษา อาตมาขอ คัดค้านเต็มที่ ขอให้เรากลับไปมีกระทรวงธรรมการกันใหม่แทน คำว่า "กระทรวงศึกษาธิการ" คนที่อายุหลายสิบปีหน่อยก็ จะทราบได้ หรือเคยเห็นมาว่า ก่อนนี้เขามีกระทรวงธรรมการ ไม่มีกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการเพิ่งเปลี่ยน ทีหลัง แต่ก่อนเรียกว่ากระทรวงธรรมการ จัดการศึกษาแฝด กันไปกับการศาสนา และยกเอาการศาสนาเป็นใหญ่ จึงให้ ชื่อกระทรวงนี้ว่า "กระทรวงธรรมการ" ไปเปิดดูหนังสือ

น.18 ๑๕ เอกสารเก่า ๆ จะพบ "กระทรวงธรรมการ" ตอนนั้นยังแฝดกัน อยู่ ยังเป็นอันเดียวกันอยู่ในระหว่างการศึกษากับการศาสนา นี่เราทำผิดหรือทำถูก เราเคยทำถูกแล้วเรากลับมาผิด หรือไม่ ก็ลองคิดดูอาตมาขอยืนยันว่า "ธรรมะในฐานะที่เป็น ระบบการศึกษา" นั่นแหละจะช่วยโลกได้ จัดการศึกษา ใน ฐานะเป็นธรรมะจัดธรรมะให้เป็นการศึกษา แล้วสิ่งเลวร้าย ตั้ง ๒๐-๓๐ ประการอย่างที่กล่าวมาเมื่อตะก็นี้มันก็จะไม่มี นี่ .... ขอให้เอาไปพิจารณากันดูเถิด ว่าธรรมะนั้นจำเป็น อย่างไร จำเป็นอย่างถึงกับว่าทำให้มนุษย์ไม่ต้องเป็นสัตว์ ทำให้แตกต่างจากสัตว์เพราะสิ่งสิ่งเดียว คือ "การศึกษา" เพียงแต่ให้เขารู้หนังสือ มีความเฉลียวฉลาด และ ประกอบอาชีพเก่งนั้น มันไม่ทำให้พ้นจากความเป็นสัตว์ไปได้ มันจะเห็นแก่ตัวมากขึ้นเพราะไม่มีธรรมะ แล้วมันก็เบียดเบียน ตนเอง เบียดเบียนผู้อื่น แล้วจะอยู่กันได้อย่างไร โลกนี้มีวิกฤติการณ์อันถาวร ไม่มีสันติภาพก็เพราะว่า การศึกษามันสูญเปล่า มันไม่เป็นการศึกษา คือมันไม่มีธรรมะ อยู่ในตัวระบบการศึกษา คนจึงมีแต่ความเห็นแก่ตัว เมื่อเกิด โลภะ โทสะ โมหะ มันก็เบียดเบียนตนเอง แล้วมันก็เบียด เบียนผู้อื่น จนหาความสงบสุขไม่ได้

น.19 ๑๖ ไปลองศึกษาดูให้ดี ๆ จะเห็นได้ว่า ทุกหนทุกแห่งทั่วไป ในโลก ก่อนนี้เขาเป็นสุขกันมากกว่านี้ มีมนุษย์ที่เมตตาอารี รักใคร่กันมากกว่านี้ อยู่กันอย่างสบายกว่านี้ เดี๋ยวนี้จัดการ ศึกษาวิ่งก้าวหน้าไปหาอะไร ? ไปหาความวินาศ เพราะมีการ ศึกษาชนิดที่เปิดโอกาสให้เกิดความเห็นแก่ตัวมากขึ้น ๆ ไม่ ควบคุมความเห็นแก่ตัว ขอให้จัดการศึกษาในฐานะที่เป็นธรรมะ จัดธรรมะให้ เป็นระบบการศึกษา มนุษย์ก็จะเป็นมนุษย์ที่จิตใจสูงอยู่เหนือ ปัญหาโดยประการทั้งปวง นี่ .... ขอให้นำไปพิจารณา อาตมาขอยืนยันอย่างนี้ หวังว่า ท่านทั้งหลายคงจะสนองความต้องการอันนี้ด้วยการรับ ไปพิจารณาดู การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ เป็นการสมควรแก่ เวลาแล้ว ขอยุติไว้เพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต