Buddhadasa.org
หนังสือธรรมะในฐานะระบบการดำเนินชีวิต › อ่านฉบับเต็ม

📖 ธรรมะในฐานะระบบการดำเนินชีวิต

ปาฐกถาธรรมทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ครั้งที่ ๗ วันอาทิตย์ที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๒๒ — เอกสารชุดมองด้านใน อันดับ ๗๓ (ตรงกับครั้งที่ ๗ ในเล่ม "เทคนิคของการมีธรรมะ") · วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๒๒

📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.4 ———————— ท่านสาธุชนผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาจะกล่าว โดยหัวข้อว่า “ธรรมะในฐานะระบบการดำเนินชีวิต " คือกำลังบอกว่า ธรรมะกับระบบการดำเนินชีวิตนั้นคือสิ่ง เดียวกัน เมื่อพูดว่า "การดำเนินชีวิต" ฟังดูเป็นสำนวน คำประพันธ์ แต่เชื่อว่าคงฟังกันออก คงเข้าใจได้ว่าจะหมาย ถึงอะไร เมื่อกล่าวโดยหลักธรรมะก็ดี หรือแม้แต่โดยชีววิทยา ก็ดี ชีวิตนี้เป็นสิ่งที่ดำเนินเรื่อย หมายถึงเปลี่ยนแปลงอยู่ เรื่อยไปเหมือนกับสังขารทั้งหลายอื่นที่มีเหตุมีปัจจัยปรุงแต่ง มันก็ดำเนินเรื่อย

น.5 ๒ ชีวิตมีการดำเนินในตัวมันเอง ที่นี้เราในฐานะที่เป็น มนุษย์ก็ควบคุมระบบการดำเนินชีวิตนั้นให้เป็นไปอย่างถูกต้อง ก็คือให้มันเป็นการดำเนินไป ระยะนี้ยังเป็นระยะปีใหม่อยู่ ขอให้นึกถึงข้อที่ว่า เรามักจะพูดกันว่า ปีใหม่ได้เวียนมาบรรจบครบรอบอีกรอบ หนึ่ง แล้วก็ส่งความสุขกัน นี่หมายความว่า ปีใหม่เวียนมา ครบรอบวงหนึ่งทุก ๆ ปี มันก็เวียนเป็นวงรอบ ๆ เหมือนเอา เชือกมาขดเป็นวง ๆ แล้วก็รวบไว้เป็นขด อย่างนี้เรียกว่า มันไม่ได้ดำเนินไป มันมีการขด มันอยู่นิ่งอย่างนี้ จะอ้าง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลกให้มาช่วยเท่าไรมันก็ช่วยไม่ ได้ เพราะว่าชีวิตมันไม่ได้ดำเนินไป มันเหมือนกับขดเชือก ล่ามควายที่โยนทิ้งอยู่ที่ตรงนี้เป็นขด ๆ มันมัวแต่ขดเป็นรอบๆ ทีนี้เราจะต้องทำให้มันเป็นการเดินไป ๆ เป็นช่วง ๆ เหมือนกับ หลักกิโลเมตรที่มีอยู่ข้างถนน มันบอกว่ากี่กิโลเมตรแล้ว กี่กิโลเมตรแล้ว มันก็ไปกันเรื่อยไป อย่างนี้มันจึงจะได้ เมื่อมันเป็นไปในลักษณะที่ถูกต้องแล้ว มันก็เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อยู่ในตัวมันเอง มันก็จะช่วยได้โดยไม่ต้องอ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไหนมาช่วยอีก

น.6 ๓ ขอให้เราถือเป็นหลักว่า เหมือนกับเราเดินทาง พอเรา เหนื่อยเราก็ต้องหยุดพัก พอหายเหนื่อยเราก็เดินต่อไปอีก พอหายเหนื่อยก็เดินต่อไปอีก มีลักษณะเป็นการดำเนินชีวิต อย่างนี้ ปีเก่าก็เหมือนกันเดินมาเหนื่อย ก็หยุดพักส่งท้าย ปีเก่า หายเหนื่อยแล้วก็เดินต่อไป เป็นเรื่องของปีใหม่ นี่คือการดำเนินชีวิตในความหมาย ธรรมดาสามัญที่เราพอจะ มองเห็นกันได้ อาตมาจะต้องขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า การดำเนินชีวิตนั้น มันเป็นตัวธรรมะอยู่ในการดำเนินนั้นแล้ว อย่าแยกออกเป็น ๒ เรื่องว่าดำเนินชีวิตแล้วก็ทำให้ประกอบไปด้วยธรรม นั่นก็ ถูกและถูกอย่างยิ่งด้วยเหมือนกัน แต่อาตมาต้องการมากกว่า นั้น คือต้องการให้มันเป็นตัวธรรมอยู่ในตัวชีวิตที่กำลังดำเนิน ไปนั่นเอง ขอเตือนให้ระลึกถึงคำว่าธรรมที่มีอยู่หลายความหมาย และความหมายที่ ๓ หมายถึงหน้าที่ที่สิ่งมีชีวิตจะต้อง ประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ ชีวิตมีหน้าที่ ที่จะต้องเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ นี่คือปัญหา สำคัญ

น.7 ๔ เมื่อมีการดำเนินชีวิตก็หมายความว่ามีการทำหน้าที่ การดำเนินชีวิตนั้นถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ นั้นก็เป็นตัว ธรรมะอันสูงสุด อันศักดิ์สิทธิ์ อันประเสริฐอยู่ในตัวมันเอง คือเป็นการดำเนินไปสู่จุดหมายปลายทางที่ถูกต้อง เดี๋ยวนี้เราไม่รู้ว่า เราเกิดมาทำไม ? เมื่อไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม มันก็ไม่รู้ว่าจะเดินไปทางไหน ท่านทั้งหลายที่ กำลังฟังอยู่นี่เคยสนใจบ้างหรือเปล่าว่า เราเกิดมาทำไม ถ้าไม่ได้สนใจ ก็คงจะไม่รู้ว่าจะดำเนินชีวิตไปทางไหนทิศไหน มีจุดจบที่สุดกันที่ตรงไหน มันน่าสังเกตอยู่สักอย่างหนึ่งว่า ตั้งแต่โรงเรียนอนุบาล ขึ้นไปจนกระทั่งถึงมหาวิทยาลัยอันสูงสุดในโลก ไม่เคยพูด ไม่เคยสอน ไม่เคยชี้แนะกันถึงข้อที่ว่า เกิดมาทำไม ? อาตมาเชื่อว่าเป็นอย่างนี้ ท่านทั้งหลายที่ทราบเรื่องดีก็ช่วยกัน / สอบสวนดู ว่าตั้งแต่โรงเรียนอนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัยก็ไม่ เคยพูดกันว่า เกิดมาทำไม ? ไม่มีอยู่ในหลักสูตรที่จะสอนให้รู้ว่า เกิดมาทำไม ? เด็ก ๆ ของเราก็ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม ? เขาก็เอาตามใจชอบ ของเขา ไม่ต้องสนใจว่าจะไปถึงวัตถุประสงค์ปลายทาง

น.8 ๕ อย่างไร เดี๋ยวนี้เขาชอบอย่างไร กิเลสของเขาชอบอย่างไร เขาก็ทำอย่างนั้น โดยไม่ต้องศึกษาสอบสวนว่ามันจะผิด หรือมันจะถูกอย่างไร มีมากคนที่เดียวเขาไม่ยอมรับรู้ในข้อนี้ ไม่รับรู้ ในข้อที่ว่า เราจะต้องรู้ว่าเกิดมาทำไม ? เขาแก้ตัวว่าฉัน ไม่ได้มีเจตนาที่จะเกิดมา ดังนั้นฉันไม่รับรู้ ฉันไม่รับผิดชอบ ในข้อนี้ เพราะฉะนั้น ฉันรู้สึกว่าอร่อย พอใจอย่างไร ก็ขวนขวายกันอยู่กับสิ่งนั้น ก็เลยลงมติว่าเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ คนประเภทนี้ก็ตกเป็นทาสของกิเลส ตกเป็นทาสของเนื้อหนัง วนเวียนอยู่ที่ความเอร็ดอร่อยสนุกสนานเพลิดเพลินในโลกนี้ เหมือนกับเชือกที่มันขดอยู่เป็นวงรอบ ๆ นอนขดอยู่นั่นเอง ปีใหม่มันก็ไม่แปลกไปว่าปีเก่าเพียงแต่ว่า กินให้มาก เล่นให้มาก สนุกสนานกันให้มาก มันก็เป็นปีใหม่แล้ว นี่อยากจะเรียกว่ามันเป็นชีวิตที่ตายด้าน ชีวิตที่ขดวงเหมือน กับขดเชือกล่ามควายตามทุ่งนา โยนทิ้งอยู่อย่างนั้น ก็ไปดู ที่ว่า มันจะดำเนินได้อย่างไร คนเหล่านี้ก็ปล่อยให้ชีวิตเป็น ไปตามอำนาจของกิเลส แม้เป็นนักการเมืองก็ไม่รู้ว่าจะนำโลกไปทางไหน เพราะ นักการเมืองไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม ? เขาก็ไม่รู้ว่าจะนำโลก

น.9 ๖ ไปไหน ? ในที่สุดก็นำโลกไปตามความต้องการของตน นำโลกไปเพื่อประโยชน์ของตน มันจะถูก หรือมันจะผิด ไม่รับผิดชอบ เอาได้ประโยชน์ของตนเป็นเรื่องถูกต้อง ก็เรียกว่ามันไม่มีจุดหมายปลายทาง มันก็วนซ้ำอยู่เหมือนกับ ขดเชือกอยู่ที่นี่เหมือนกัน โลกนี้ไม่ประสบสันติภาพตามความมุ่งหมายของการ เมือง ก็เพราะว่านักการเมืองทั้งหลายไม่รู้ว่า เกิดมา ทำไม? นั่นเอง ถ้าเขา รู้ว่าเกิดมาทำไม เขาก็คงจะพา โลกนี้ไปสู่จุดหมายปลายทาง คือสันติภาพอันถาวรของมนุษย์ ได้ เดี๋ยวนี้มันกำลังมีแต่วิกฤตการณ์อันถาวร วิกฤตการณ์ อันซ้ำซากเหมือนกับขดเชือกนั่นเอง ไม่มีจุดหมายปลายทาง ทีนี้เราก็จะมาพูดกันถึงจุดหมายปลายทาง อะไรเป็นจุด หมายปลายทาง ?- อาตมาก็จะตอบอย่างกำปั้นทุบดินว่า จุดหมายทางนั้นก็คือภาวะที่หมดปัญหาต่าง ๆ ที่กำลังมีเต็ม อยู่ในโลกเวลานี้ โลกเวลานี้มีปัญหาเป็นวิกฤตการณ์ อย่างไร ถ้าวิกฤตการณ์เหล่านั้นหมดไป นั่นแหละคือจุดหมาย ปลายทาง เราทำอย่างนี้กันหรือเปล่า เราทำเพื่อวัตถุประสงค์ อันนี้กันหรือเปล่า

น.10 ๗ พูดให้น่าฟังสักหน่อยก็ต้องพูดว่า เรามีสันติภาพทั้ง ของตนเอง และของผู้อื่นเป็นจุดหมายปลายทาง คนทุกคน ในโลกนี้มีความเป็นมนุษย์เต็มที่ มีความหมายแห่งความเป็น มนุษย์เต็มที่ คือแปลว่าสัตว์ที่มีจิตใจสูง อยู่เหนือปัญหา อยู่เหนือความทุกข์ ไม่ใช่ว่าเป็นสัตว์ที่จะมาวนเวียนอยู่ที่ เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่อง เกียรติ เป็นขด ๆ เหมือนกับขดเชือกล่ามควายอยู่ที่นี่ มันก็ ไม่ประสบสันติภาพอันถาวร เพราะว่า เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรตินั้นมีแต่ยุให้เห็นแก่ตัว ทุกคนก็เห็นแก่ตัว ก็ทำไป เพื่อประโยชน์ของตัว มันก็ลุกล้ำสิทธิของผู้อื่น นี่ข้อที่ว่าเราเคารพสิทธิมนุษยชนในโลกไม่ได้ แม้จะ ร้องตะโกนกันให้เสียงแห้งเสียงแหบจนคอแตกทำลายไป มัน ก็ไม่มีการเคารพสิทธิมนุษยชนในโลกนี้ได้ เพราะว่าเราไปวน อยู่ที่เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ซึ่งเป็นการกระทำให้ จิตใจนี้เมามัวเห็นแก่ตัว เขาก็จะต้องมีความเห็นแก่ตัว เมื่อ เห็นแก่ตัวเขาก็จะเกิดความโลภ จะเอามาก ๆ เมื่อมีความ เห็นแก่ตัว ไม่ได้อย่างที่ตัวต้องการก็เกิดความโกรธ แล้วการ ที่เป็นอยู่อย่างนี้ก็คือโมหะ คือความหลงอยู่ในตัวมันเอง

น.11 ๘ ถ้าเราไม่เห็นแก่ตัว ก็ต้องเห็นแก่ผู้อื่น มันก็เกิดความ รักแบบสากล คือรู้สึกรักเพื่อนมนุษย์ทุกคน ทุกคนเป็นเพื่อน ทุกข์ เพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตาย ไม่มีกู ไม่มีมึง ไม่มีฝ่ายกู ไม่มีฝ่ายมึง นั้นแหละจุดหมายปลายทาง ของมนุษย์ จะต้องขึ้นไปจนถึงนั่น จะเรียกกันว่าศาสนา พระศรีอาริย์ก็ได้ ถ้าเป็นศาสนาของพระศรีอาริย์จริง ต้องไม่มีกู ไม่มีมึง อย่างที่พระคัมภีร์กล่าวไว้ว่า พอลงจากบ้านลงไปสู่ท้องถนน ก็จำไม่ได้ว่าใครเป็นใคร เพราะมันดีเหมือนกันหมด มันเป็น พวกเดียวเหมือนกันหมด ต่อเมื่อกลับมาถึงบ้านแล้วจึงจะ ค่อยรู้ว่านี่บุตร นั่นภรรยาของเรา สามีของเรา มันดีเหมือน กันหมดถึงอย่างนี้ นี่เรียกว่าผลของการที่เราไปถึงจุดหมาย ปลายทางของความเป็นมนุษย์ ที่นี้ก็จะพูดต่อไป ถึงการที่จะถึงจุดหมายปลายทาง ของความเป็นมนุษย์ได้อย่างไร ? เมื่อกล่าวตามหลักของ พระพุทธศาสนาแล้ว ก็คือสิ่งที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา ทาง สายกลาง มัชฌิมาปฏิปทา นี้แบ่งแยกออกได้เป็น ๒ ฝ่าย คือ มัชฌิมาปฏิปทา ส่วนปัจเจกชน ส่วนบุคคลเป็นคน ๆ ไป กับมัชฌิมาปฏิปทาในส่วนสังคมคือรวมกันทั้งหมดเป็นหมู่ ๆ

น.12 ๙ เดี๋ยวนี้เราไม่มีมัชฌิมาปฏิปทา คือมีแต่ขาด มีแต่เกิน หรือว่ามันเป็นเรื่องขาดเรื่องเกิน มันไม่พอเหมาะพอดีอยู่ที่ตรง กลาง ว่าที่จริงแล้วมันก็ไม่มีใครขาดหรอก มันมีแต่เกินทั้งนั้น เรื่องขาดนี่ไม่มีใครชอบ ดังนั้นจึงไม่มีใครขาด มีคน มุ่งหมายเกินแล้วก็ทำไปจนเกิน หรือว่าถ้าจะขาดไปมันก็ เพราะว่า เขาตั้งความปรารถนาไว้เกิน ให้มันมากเกินไป คนจนคนต่ำต้อยก็พยายามให้ทันให้ขึ้นหน้าคนมั่งมี มีลักษณะ ที่จะขี้ตามช้างกันอยู่ทั่วๆ ไป อย่างนี้ก็พิจารณาดูเถิดว่ามันจะ ขาดหรือจะเกิน ถ้ารู้สึกว่าขาดเพราะว่ามันตั้งความปรารถนาไว้เกินไป มันก็ไม่ได้เต็มตามที่ปรารถนา แต่ถ้าความปรารถนานั้นมันเกิน ไป แม้จะมีความพยายามที่เกิน มันก็ไม่ได้ตามที่ตัวปรารถนา เดี๋ยวนี้เรามีการกินที่เกิน การนุ่งห่มที่เกิน ที่อยู่อาศัย เครื่องใช้ไม้สอยที่เกิน มีการประเล้าประโลมตนที่เกิน เรื่อง กินเกินนี้ ก็เห็นได้กันอยู่ทุกคนแล้ว อาตมาไม่ต้องอธิบาย เพราะท่านทั้งหลายจะรู้ดีกว่าอาตมาเสียอีกว่าเรากำลังกินใน ลักษณะที่เกิน ดีเกิน แพงเกิน มากเกิน บ่อยเกิน อะไร ก็ล้วนแต่เกิน จะนอนอยู่แล้วก็ยังจะกิน

น.13 ๑๐ เครื่องนุ่งห่มนี่ก็ไปยอมเสียแพง ๆ ที่ทำให้มีลวดลาย สีสันอย่างนั้นอย่างนี้ประดับประดาอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งมันก็ ต้องแพง เครื่องใช้ไม้สอยก็ต้องให้มันดีที่สุด ที่กิเลสมัน ต้องการ ที่อยู่อาศัยมันก็ต้องให้เหนืองบประมาณที่ตัวมี มีรถยนต์ ๒ คันไม่พอ ต้อง ๓ คัน ๔ คัน รถยนต์ราคาหมื่น ไม่ได้ ต้องแสน แสนไม่ได้ ต้องล้าน มีเครื่องประเล้า- ประโลมใจ ต้องมีพ้อนรำขับร้องดนตรี การเล่นต่าง ๆ ที่เป็น ข้าศึกแก่กุศล นี่เรียกว่าสำหรับทำให้วินาศ แล้วก็มีลูบทา ประดับประดาตกแต่งซึ่งมันไม่จำเป็นจะต้องทำ นี่มันอยู่ด้วย การเกิน ถ้าเป็นมัชฌิมาปฏิปทา มันไม่ต้องเกิน มันต้องพอดี พอเหมาะ แล้วมันจะเกิดเป็นความถูกต้อง ๘ ประการ ขึ้นมา ที่เราเรียกว่า อริยมรรคมีองค์แปด คือ ความคิดเห็นถูกต้อง ความปรารถนาถูกต้อง การพูดจาถูกต้อง การงานถูกต้อง การดำรงชีวิตถูกต้อง ความพากเพียรถูกต้อง สติถูกต้อง สมาธิถูกต้อง เป็นความถูกต้อง ๘ ประการขึ้นมา เป็นหนทาง อันเป็นสายกลาง จะเรียกว่ามีศีลสมาธิปัญญาก็ได้

น.14 ๑๑ การปฏิบัติใน ๘ ประการนั้น เป็นการทำให้หมดปัญหา ทางกายวาจาก็ไม่ผิดพลาด ทางจิตก็ไม่มีผิดพลาด ทางสติ ปัญญา ความคิด ความนึก ก็ไม่มีความผิดพลาด เป็นการ ดำเนินชีวิตชนิดที่ไม่มีปัญหาใดๆ จะเกิดขึ้นสำหรับทรมานใคร ไม่ทรมานตนเอง ไม่ทรมานผู้อื่น อย่างนี้เรียกว่ามัชฌิมา- ปฏิปทาส่วนบุคคล เป็นการดำเนินชีวิตไปในทางที่ถูกต้อง ทีนี้มัชฌิมาปฏิปทาส่วนสังคม ก็คือไม่มีซ้าย ไม่มี ขวา ไม่มีมึง ไม่มีกู มีแต่เรา อาตมาสังเกตดูพฤกษาชาติในดงทึบ มันอยู่กันอย่าง ไม่มีมึง ไม่มีก ไม่มีซ้าย ไม่มีขวา มีแต่เรา ต้นไม้ขนาด ยักษ์อยู่ได้กับพวกตะไคร่ที่โคน เฟิร์นเล็กๆ ก็อยู่ที่โคน มันไม่เป็นข้าศึกแก่กัน ทั้งๆ ที่มันมีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงกว่า กันเหลือประมาณ ในดงทึบนั้น ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่กับตะไคร่ หญ้าบอน เพิร์นที่โคน ถ้าต้นไม้ใหญ่ถูกโค่นลงไป แดดก็ แผดเผา อ้ายเฟิร์น หรือตะไคร่เหล่านั้นแห้งตายหมด หรือ ถ้าไม่มีเฟิร์น หรือตะไคร่เหล่านี้ ก็ไม่มีความชุ่มชื้นพอที่จะ ให้ต้นไม้ยักษ์นั้นใหญ่โตเติบโตได้ นี่มันอยู่กันพอดีอย่างนี้ ทั้ง ๆ ที่มันมีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงกว่ากันมาก

น.15 ๑๒ ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงนั้นมันเป็นสิ่งที่ต้องมี มีโดยกฎ ของธรรมชาตินี่ช่วยไม่ได้ มันต้องมี กฎของกรรมมันก็ต้องมี ต้องมีความเหลื่อมล้ำต่ำสูง แต่มันอยู่กันได้เพราะการมีธรรม มีธรรมะ คือมันประสมประสานกัน มันอาศัยซึ่งกันและกัน มนุษย์อยู่โดยมีธรรมะ อยู่กันได้ทั้งที่มีความเหลื่อมล้ำ ต่ำสูงกว่ากัน ต่อมามนุษย์ได้ละทิ้งธรรมะ ละทิ้งศาสนา มันจึงเกิดคนที่เห็นแก่ตน เอาเปรียบคนอื่น เกิดเป็นคนร่ำรวย แข็งแรง มีอำนาจวาสนาขึ้นมา มันกลายเป็นนายทุนกระดาษ ซับ คือซับประโยชน์ของคนอื่นมาหมดจนแห้ง เกิดนายทุน กระดาษซับขึ้นมาในโลกนี้ใหม่ ๆ หยก ๆ เมื่อมนุษย์ละทิ้ง ศาสนาละทิ้งธรรมะ เศรษฐีใจบุญแต่กาลก่อนก็หายหน้าไป หมด ลัทธิชนกรรมาชีพอันโหดร้ายที่จะทำลายล้างนายทุน ก็เกิดขึ้นมา เพราะว่าได้เกิดนายทุนขึ้นมาจากการละทิ้ง ศีลธรรม คนจนก็เลยละทิ้งศีลธรรมเพื่อทำการต่อสู้ ดังนั้นอุบัทวะนี้เพิ่งเกิดเมื่อมนุษย์ละทิ้งศาสนา ละทิ้ง ธรรมะ ถ้ามนุษย์ยังมีธรรมะ ยังมีศาสนา ลัทธินี้ไม่อาจจะ เกิด ขอให้พิจารณาดูให้ดี นายทุนคิดว่าจะครองโลก มันก็ บ้าพอดูอยู่แล้ว แต่ถ้ากรรมกรคิดจะครองโลก มันคงจะบ้า มากขึ้นไปกว่านั้นอีก นายทุนครองโลกก็คิดจะกอบโกยถึง

น.16 ๑๓ ที่สุด กรรมกรครองโลกก็คิดจะกอบโกยเพื่อตัวเองแล้วก็กลับ เป็นนายทุนในที่สุด ดังนั้นธรรมะครองโลกดีกว่า จะมีความถูกต้องเหมาะสม ทั้ง ๒ ฝ่าย คือทั้งฝ่ายนายทุนและทั้งฝ่ายกรรมการ ความ เหลื่อมล้ำจะไม่มีปัญหาอีกต่อไป คือนายทุนกับกรรมกรก็จะ อยู่กันได้ทั้ง ๒ ฝ่าย ต่างรู้ชัดในข้อเท็จจริงที่ว่า มันต้อง อาศัยกันและกัน มีธรรมะเป็นเครื่องทำให้อาศัยซึ่งกันและกัน ถ้าไม่มีกรรมกร นายทุนก็ทำอะไรไม่ได้ มีแรงงาน ถ้าไม่มีนายทุน กรรมกรก็ไม่มีงานอะไรจะทำ มันเป็นการ ช่วยกันทำตามที่ตัวประสงค์ หรือควรประสงค์ได้ด้วยกัน ทั้ง ๒ ฝ่าย ต้องอาศัยกันและกันอย่างนี้ มิฉะนั้นก็จะตาย ทั้ง ๒ ฝ่าย นี่เรียกว่า เราจะต้องแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำต่ำสูงให้ ได้ ให้มันอยู่กันได้เหมือนกับที่ว่าในโลกนี้มันต้องมีความ เหลื่อมล้ำต่ำสูงตามธรรมชาติ ในทะเลปลาใหญ่ปลาเล็กอยู่ได้ด้วยกันจนเต็มทะเล เกือบจะไม่มีน้ำ เพิ่งหมดไปเมื่อมนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้อง ในป่า ในดงมีทั้งเสือและกวางเกลื่อนไปหมด มันเพิ่งหายไปเมื่อ มนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้อง ถ้าปล่อยตามธรรมชาติถึงแม้ว่ามันจะ

น.17 ๑๔ มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงอย่างไรมันก็อยู่กันได้ นี่เรียกว่ามันจะ ต้องอยู่กันอย่างมีธรรมะ อยู่กันอย่างเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ในที่สุดนี้ จะขอพูดถึงสิ่งที่พูดกันมากสักสิ่งหนึ่งคือ สิ่งที่เรียกว่า เอกลักษณ์ไทย ๆ นั่นแหละ คือวิถีแห่งการ ดำเนินชีวิตที่ถูกต้องตามหลักแห่งพระศาสนาที่ออกมาเป็น วัฒนธรรมไทย เอกลักษณ์ไทย คือการอยู่กันอย่างเพื่อน มนุษย์ อย่างเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตาย นี่คือเอกลักษณ์ไทย เอกลักษณ์ไทย ไม่ใช่ลายกนกไทย ไม่ใช่เพลงไทย ไม่ใช่ ดนตรีไทย ไม่ใช่โขน ไม่ใช่รำไทย หรืออะไรต่าง ๆ มาก มายที่เขาชอบเรียกกันว่า เอกลักษณ์ไทย เอกลักษณ์ไทยต้องเป็นการอยู่กันได้แม้มีความเหลื่อมล้ำ ต่ำสูงอย่างที่ปู่ย่าตายายของเราอยู่กันมา ปู่ย่าตายายของเรา ไม่ยอมรับว่า เพลงไทย ดนตรีไทย โขน ละคร รำไทย นั้นเป็นเอกลักษณ์ไทย ท่านจะถือว่า ถ้าค่ำเช้าเฝ้าสีซอ เข้า แต่หอล่อกามา นี้มันคนบ้า คนที่จะทำความฉิบหายมากกว่า คนที่อยู่ด้วยจิตใจที่มีความสะอาด มีความสว่าง มีความ สงบ ประกอบอยู่ด้วยธรรมะ ที่เนื้อที่ตัว นี่แหละคือเอกลักษณ์ ไทย

น.18 ๑๕ คนไทยยิ้มเสมอ เพราะว่ามีธรรมอยู่ในเนื้อในตัว อยู่ในใจ ดลบันดาลออกมาทางสีหน้า ทำให้คนไทยยิ้มเสมอ ปู่ย่าตายายที่เป็นคนไทยแท้ มีความเชื่อตัวเอง คือเชื่อธรรม มีการบังคับตัวเองให้อยู่ในธรรม มีการเคารพตัวเอง เพราะมีธรรมไม่แพ้พวกฝรั่ง พวกฝรั่งที่เขาเพิ่งมาสู่ตะวันออกใหม่ ๆ เขาคุยโอ้ในเรื่องความเชื่อตัวเอง (Self Confidence) การบังคับตัวเอง (Self Control) การเคารพตัวเอง (Self Respect) คนที่ไปเรียนเมืองนอกเมืองนาสมัยโน้น จบมหาวิทยาลัยกลับมาแล้วก็พูดกันถึงเรื่องความเป็นสุภาพบุรุษ พูดกันแต่เรื่องการเชื่อตัวเอง เคารพตัวเอง บังคับตัวเอง เดี๋ยวนี้ไม่ได้ยิน ผู้สูงอายุคงจะจำได้ว่า เมื่อเราเด็ก ๆ นั้นได้ยินคำนี้มากเหลือเกิน เดี๋ยวนี้ไม่ได้ยิน พอฝรั่งเปลี่ยนกลายเป็นตัวอย่างแห่งความไม่มีสิ่งเหล่านั้น คือไม่เชื่อตัวเอง ไม่เคารพตัวเอง มาแสดงแต่ความนิยมทางวัตถุ เทคโนโลยีทางวัตถุ เราก็ไปตามก้นเขา ดังนั้นเราก็หมดความเป็นไทย หมดเอกลักษณ์ไทย ไม่มีอะไรที่จะเป็นเอกลักษณ์ไทยจริง ๆ เหลืออยู่นอกจากดนตรีไทยเป็นต้น อย่างนี้มันไม่ช่วยประเทศชาติได้ มันไม่ช่วยความเป็นไทยให้รอดหรือเป็นอิสระได้

น.19 ๑๖ ขอให้เราฟื้นเอกลักษณ์ไทยให้กลับมา ให้มีการดำเนินชีวิตที่ประกอบไปด้วยธรรม คือการประพฤติกระทำที่ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ แล้วเราก็จะอยู่กันอย่างเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกัน แม้จะเหลื่อมล้ำต่ำสูงกว่ากันอย่างไรก็ยังอยู่กันได้เหมือนต้นไม้ในดงทึบ ต้นไม้ขนาดยักษ์อยู่ได้กับหญ้าบอนกับเฟิร์นและตะไคร่ โดยไม่ต้องมีปัญหา มนุษย์จะเลวกว่าพฤกษาชาตินี้ได้อย่างไร นี่แหละคือวิถีทางแห่งการดำเนินชีวิต นำไปสู่จุด ๆ หนึ่งที่เรามีสันติสุขมีสันติภาพอันถาวร ไม่มีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ไม่มีความผิดพลาดในเรื่องเกิน จนเป็นเหตุให้เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง เพราะเห็นแก่ตัวเกิน นี่เรียกว่าธรรมะ ในฐานะที่เป็นระบบการดำเนินชีวิต ขอให้เรามีชีวิตที่เป็นการดำเนิน อย่าให้เป็นเหมือนเชือกล่ามควายขดทิ้งอยู่ที่นี่เลย เวลาสำหรับปาฐกถาธรรมหมดแล้ว อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต