น.9 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาควิสาขบูชา เป็น ครั้งที่ ๗ ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงกล่าว เรื่อง ปรมัตถศิลป แห่งการครองชีวิต ต่อไปตามเดิม แต่จะได้กล่าวโดยหัวข้อ ย่อยเฉพาะวันนี้ ว่า ศิลปแห่งการดู ด้วยยถาภูตสัมมัป- ปัญญา. ๑
น.10 ๒ [ทบทวน ] ขอซ้อมความเข้าใจกับท่านทั้งหลายบางคน ที่ยัง ไม่ทราบความประสงค์ในการบรรยายชุดนี้. การบรรยาย ชุดนี้มุ่งหมายจะให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ศิลป เพื่อความสำเร็จ ประโยชน์ ในการที่จะเป็นมนุษย์ ที่ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด สำหรับมนุษย์ควรจะได้รับ. บางคนรังเกียจคำว่า ศิลป โดยเห็นเป็นเรื่องตบตา หรือหลอกลวง นั้นมันก็ความหมาย หนึ่ง. “เพราะว่าคำว่า ศิลปนี้ ในภาษาไทยเรา ใช้เรียกรวม ๆ กันไป ทั้งที่เป็นอย่างหลอกลวง และที่เป็นอย่างแท้จริง ถ้าท่านเข้าใจความหมายของคำว่า ศิลป อย่างถูกต้อง แล้วก็จะเห็นได้ด้วยตนเองว่า มีความจำเป็นที่จะต้องทำอะไรๆ ให้เป็นศิลป จนกระทั่งมองเห็น ว่าชีวิตนี่ก็เป็นวัตถุแห่ง ศิลป คือสามารถทำให้มันมีความเป็นศิลปถึงที่สุดได้, แล้ว ธรรมะก็มีความเป็นศิลป แม้พระศาสนา ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ อะไรก็ตาม ก็มีความหมายหรือมีลักษณะเป็นศิลป เราทำความเข้าใจถึงคำว่า "ศิลป" กันบ้าง.
น.11 ๓ คำว่า "ศิลป" ประกอบอยู่ด้วยความหมาย ๓ อย่าง คือ งาม นี้อย่างหนึ่ง, คือ สำเร็จประโยชน์ นี้อย่างหนึ่ง, แล้วก็ ต้องกระทำด้วยฝีมืออันละเอียด; หมายความว่า เป็นงานฝีมือ. ถ้ามันครบทั้ง ๓ อย่างก็เรียกว่า ศิลป แต่ ถือเอาความหมายทีแรกเป็นหลักสำคัญคือความงาม ; ถ้า ขาดความงามเสีย แม้จะสำเร็จประโยชน์ และเป็นงานฝีมือ มันก็ไม่เป็นศิลป. เราต้องการให้มันดีที่สุด เท่าที่มันจะดีได้นั่นแหละ คือต้องการให้มันเป็นศิลป มันต้อง งดงาม เป็นความหมาย ที่สำคัญของคำคำนี้; เพียงแต่ สำเร็จประโยชน์ หรือเพียง แต่ว่า เป็นงานฝีมือ มัน ยังไม่สมบูรณ์ ; ถ้าสมบูรณ์มัน ต้องหมายถึงมีความงาม. อย่างชีวิตของคนคนหนึ่ง มัน จะมีแต่เพียงความสำเร็จประโยชน์ ก็ได้, หรือเป็นสิ่ง ที่ประพฤติปฏิบัติกันอย่างละเอียดระมัดระวังอย่างยิ่ง ก็ได้ ; แต่ถ้ามันไม่งาม มันก็ไม่สมบูรณ์. พระพุทธเจ้าตรัสกำชับให้แสดงธรรมประกาศพรหม- จรรย์ ให้งดงามทั้งเบื้องต้น ให้งดงามทั้งท่ามกลาง ให้งดงาม ทั้งเบื้องปลาย ; นี้ก็มีความหมายของความเป็นศิลป. ทำไม
น.12 ๔ จะต้องให้มัน เป็นศิลป ? เพราะว่ามันจะ เป็นเครื่องจับเอา จิตใจของบุคคลผู้ได้พบเห็น ให้รับเอาด้วยดี ให้ปฏิบัติ ตามด้วยดี. ถ้าแสดงธรรมประกาศพรหมจรรย์ ไม่มีความ งามใน ๓ สถานดังกล่าวแล้ว มันก็ยากที่จะให้มีผู้สนใจ หรือรับเอาด้วยดี. ลองแยกกันดูก็ได้ อย่างปริยัติธรรม มันก็ต้อง เรียนกันอย่างงดงาม ทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย เรียงเป็นลำดับ, หรือว่าเรียงอย่างถูกต้องตามลำดับ. นี้ก็ เป็นความงดงามอย่างปริยัติ ซึ่งมักจะชอบพูดกันว่า สมบูรณ์ ในเบื้องต้นคือพระวินัย, สมบูรณ์ในท่ามกลางคือพระ- สุตตันตะ, สมบูรณ์ในเบื้องปลายคือพระอภิธรรม, อย่างนี้ เป็นต้น. แต่ความหมายที่แท้จริงนั้น ไม่ว่าระดับไหน ก็งามไปหมด : จะเป็นคำสอนสำหรับเด็ก ๆ ก็งาม, คำสอน สำหรับผู้ใหญ่ก็งาม, คำสอนสำหรับคนแก่ก็งาม, คำสอน สำหรับอยู่ในโลกนี้ก็งาม, อยู่ในโลกอื่นก็งาม อยู่เหนือโลก ก็งาม, นี่ปริยัติมันงาม. ทีนี้ ปฏิบัติ งามเบื้องต้น มันก็ งามด้วยศีล, ท่ามกลาง มันก็ งามด้วยสมาธิ, เบื้องปลาย ก็ งามด้วย
น.13 ๕ ปัญญา ; แต่เราควรจะเอาใจความให้มากกว่านั้น คือว่า ให้มันงามทั้ง ๓ สถาน คือตลอดต้นจนปลายนั่นเอง. การ ปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติสมบูรณ์แล้ว มันงดงาม ; ปฏิบัติอย่าง ลวก ๆ คร่าว ๆ แม้จะสำเร็จประโยชน์ มันก็ไม่งดงาม. ดูกิริยา ท่าทางของผู้ประพฤติดีประพฤติชอบแล้ว มันก็รู้สึกว่างาม มันงามอย่างการปฏิบัติ : งามในมารยาท งามในกิริยาท่าทาง นี้ก็ยังคงเรียกว่างาม. อย่าไปหมายถึงเส้น สี ลวดลาย อย่างนั้นว่าเป็น ความงาม ; นั้นมันเป็นความงามของวัตถุ, เป็นความงาม ทางวัตถุ ; มัน ควรจะเป็นความงามในทางการกระทำ กระทั่งเป็นความงามในความรู้สึก : การกระทำกิริยา ท่าทางก็งาม, จิตใจที่คิดที่นึก มันก็งาม. ดูให้ดีว่า คำว่า "งาม" นี้ มันแยกตัวออกมาจากความ สำเร็จประโยชน์อย่างไร ? อย่าลืมว่าเพียงแต่สำเร็จประโยชน์ นั้น มันไม่งามก็ได้ ; เมื่อไม่งามแล้ว มันก็ไม่จับใจคนที่ เห็น มันก็เผยแผ่ธรรมะได้โดยยาก. เมื่อพูดถึง ปฏิเวธ คือ ผลของการปฏิบัติ แล้ว มันก็ต้องเห็นได้ว่างามอย่างยิ่ง, เป็นการบรรลุ มรรค ผล
น.14 ๖ นิพพาน : ในลักษณะของ มรรคก็งามอย่างเป็นหนทาง ที่ชวนเดิน, ในลักษณะของ ผล ก็เป็นของ งามอย่างที่ ควรจะได้รับ ให้เกิดความอยากที่จะได้รับ, ถ้าถึงขั้นสุดท้าย คือ พระนิพพาน แล้วก็งามจนเหลือที่จะบรรยายได้ จนพูด ไม่ออก หรือจะอยู่เหนือความงามไปเสียอีก คือมัน งามจน เหนือความงาม ไปเสียก็ได้ ; แต่ผู้มีปัญญา จะมองเห็น ความงามแม้ของพระนิพพาน ในฐานะเป็นเบื้องปลาย สุดท้ายของพรหมจรรย์. นี่แหละ ลองคิดดูเถอะว่า คำว่า ศิลป นี้ มันอยู่ที่ ไหน ? มัน อยู่ในทุกสิ่งที่สำเร็จประโยชน์ถึงที่สุด และ ประกอบอยู่ด้วยความงาม. อย่างเราจะสร้างบ้านเรือน พออยู่ได้, มันก็ได้. แล้วทำไมชอบสร้างให้มันงาม ? เพราะ มันมีความหมายอีกทางหนึ่ง ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึก ที่เป็น ประโยชน์แก่บุคคลผู้อยู่อาศัย. เอาละ, แม้แต่ว่าจะกินอาหาร ไม่ใช่เพียงแต่ว่ากิน ให้แล้ว ๆ ไป มันยังต้องมีท่าทางที่งดงามด้วย คือมีมารยาท ในการกินอาหาร ทุกอย่างมันมีส่วนที่เหลือไว้ สำหรับให้ กระทำให้งดงาม. การพูดจาก็มีความงามคือความไพเราะ ;
น.15 ๗ บางกรณี ถ้าขาดความไพเราะแล้ว ไม่สำเร็จประโยชน์. คำพูดไม่ใช่งามแต่ว่าความไพเราะในคำพูด ; มันยัง มีความ งามในวิธีพูด, มีความงามในการใช้เหตุผลในการพูด, เป็นผู้แตกฉานในการใช้ถ้อยคำ; อย่างนี้ก็เรียกว่า มัน มีความงาม ครอบงำใจของบุคคลผู้ฟังให้คล้อยตาม. การ พูดจาอย่างแบบการทูตนี้ มันก็มีความงามชนิดนี้เป็นหลัก สำคัญ เพื่อให้ฝ่ายตรงกันข้ามยินยอมและคล้อยตาม. เราอยู่กันด้วยค่าของความงาม หรือคุณของความ งาม อยู่ในหลาย ๆ อย่าง. เราชอบของที่สวย ที่ไพเราะ ที่หอม ที่อร่อยแก่ลิ้น ที่นิ่มนวลแก่ผิวหนัง หรือที่ประเล้า ประโลมใจ ; นี้มันมีความงามตามแบบของวัตถุ หรือของ รูปธรรม ; ยิ่งคนที่มีกิเลสด้วยแล้ว ยิ่งต้องการความงาม ชนิดนี้. คนในโลกก็มีกิเลสอยู่เป็นธรรมดา ; ฉะนั้น ความงามก็เป็นที่จ้องจับของกิเลส เขาจึงใช้ความงามสำหรับ จะจูงจมูกคนมีกิเลสไปได้ ตามที่ประสงค์. แต่ถ้าทำไปด้วย ความหวังดี ก็อาจจะจูงไปได้ในทางที่ควรจะไป คือไม่หลอก ลวงอะไรกัน ; แต่จูงไปในทางที่ให้สำเร็จประโยชน์
น.16 ๘ นี้คือ ความงามแม้ของพระธรรม ที่บุคคลศึกษา เล่าเรียน ประพฤติปฏิบัติ ได้รับผลของการปฏิบัติ แล้วมี ความงาม สามารถที่จะจูงใจคนที่มีกิเลสให้คล้อยตาม, คือ พยายามละกิเลสออกไป ๆ จนหมดกิเลส ; มันเป็นขั้นตอน ที่ต้องทำให้ถูกต้อง. ใช้ความงามดึงมา สำหรับประพฤติ กระทำ ตามที่ควรจะกระทำจนความงามเปลี่ยนความหมาย จนตรงกันข้ามกับรสนิยมเดิม ๆ ของเขา นี้เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงในการเผยแผ่ธรรมะ หรือ พระศาสนาของเรา ; ถึงแม้การกระทำอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวกับ ศาสนา ถ้าประสงค์จะจูงใจคนไปตามวัตถุประสงค์อันใดอัน หนึ่งแล้ว ต้องมีลักษณะแห่งความงามหรือศิลปอย่างที่ว่ามานี้ คือเป็นศิลปที่บริสุทธิ์ไม่ได้หลอกลวง. พระศาสนามีความงามเบื้องต้น ท่ามกลาง เบื้องปลาย จับใจคนที่เข้าไปเกี่ยวข้อง. พระธรรมก็มี ความงามทำนองเดียวกัน หรือโดยที่แท้แล้ว ก็เป็นสิ่ง เดียวกันกับสิ่งที่เรียกว่า พระศาสนา; แม้ว่าจะเล็งความ หมายกว้างแคบกว่ากัน มันก็ไปด้วยกันได้. ถ้าพระธรรม
น.17 ๙ ไม่มีความงาม ย่อมไม่เป็นที่สนใจของบุคคล แม้ว่าเขาจะ เป็นคนต้องการอะไรที่ตรง ๆ กัน. การแสดงธรรมะ ที่มีความไพเราะ มีความงดงาม ให้ฟัง, การปฏิบัติธรรมะ ที่มีความงดงาม ให้ดู , แล้วก็ การ ได้รับผลสำเร็จในการปฏิบัติธรรมะ อันเป็นความงาม สูงสุด ให้ดู , นี่ก็เรียกว่า ธรรมะมีลักษณะแห่งศิลป คือ ธรรมะนั้นงาม. ธรรมะนั้นสำเร็จประโยชน์, แล้วธรรมะ นั้นต้องทำอย่างมีฝีมือ คือละเอียดลออ. หมายความว่า การปฏิบัติธรรมะนั้น ต้องทำอย่างละเอียดประณีต เหมือน กับงานฝีมือชั้นเลิศชั้นยากทั้งหลาย. นี่ ธรรมะเป็นศิลป หรือเป็นวัตถุแห่งศิลป เพราะว่ามันทำให้งาม มันมีความ สำเร็จประโยชน์ แล้วต้องทำกันอย่างมีฝีมือในการปฏิบัติ. พระศาสนาก็มีความเป็นศิลปในข้อนี้. เข้าไป เกี่ยวข้องกับพระศาสนา ต้องทำอย่างที่เรียกว่าละเอียดลออ ประณีต สุขุม ไม่ประมาทอย่างยิ่ง ; แล้วก็สำเร็จประโยชน์, แล้วก็มีความงาม. ทีนี้ มาดูกันที่ชีวิตของแต่ละคน ทำให้งามได้ อย่างไร ? ก็ดูเหมือนตั้งใจจะทำให้งามด้วยกันทั้งนั้น ;
น.18 ๑๐ แม้ว่าจะลืมความมุ่งหมายหรือจะไม่รู้ความมุ่งหมาย จนกลายเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีไป ว่าเรา จะต้องทำอะไร ๆ ให้มันงาม : แต่งเนื้อแต่งตัวให้งาม, พูดจาให้งาม, อะไร ๆ ให้มันงาม, จนเป็นที่นิยม โดยไม่ต้องแนะนำอะไรกันนัก ; ไม่ต้องขอร้อง สั่งสอน อะไรกันนัก. เด็กตัวเล็ก ๆ ก็รู้จักงาม และอยากให้งาม และต้องการให้งาม ; นี่มันเป็นทุนสำรอง หรือเป็นเดิมพันที่ดีอยู่แล้ว ในการที่บิดามารดาจะช่วยส่งเสริมความรักงามนั้น ให้มันเดินไปให้ถูกต้อง โดยให้มันงามกว่า จริงกว่า สูงกว่า ไปตามลำดับ ก็จะง่ายในการที่จะเข้าถึงธรรมะหรือศาสนา ซึ่งมีความงามหรือความเป็นศิลปอยู่แล้ว. ชีวิตนี้สำเร็จประโยชน์ตรงที่ว่าทำให้รอดชีวิตอยู่ได้, ให้มันมีค่า และมันมีประโยชน์ นั้นเป็นแกนกลางทั่ว ๆ ไปของ บางคนก็งาม ; แต่ของ บางคนก็ไม่งาม ; ชีวิตของคนที่ไม่งาม ก็คือไม่สมบูรณ์. ฉะนั้น ขอให้มันงามในลักษณะที่ควรจะงาม; งามทางสี ทางภายนอกนี้มันก็งามเหมือนกันแต่ควรจะลึกไปกว่านั้น คือ งามในทางมารยาท งามในทางความรู้สึกนึกคิด ซึ่งเรียกว่างามในทางธรรมะ. ทั้งหมดนี้ต้องทำกันอย่างประณีตละเอียด สุขุม อย่างยิ่ง.
น.19 ๑๑ นี่ชีวิตของคน สามารถจะใช้เป็นวัตถุแห่งศิลปได้, คือเป็นวัตถุที่ตั้งที่อาศัยแห่งศิลปได้, คือเราสามารถทำให้ชีวิตนี้เป็นของงาม เป็นของสำเร็จประโยชน์ และเป็นสิ่งที่ต้องทำ ด้วยความสามารถละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง. ใครไม่ต้องการอย่างนี้ก็ลองคิดดู มันหลีกไม่พ้นแหละ. ถ้าว่าต้องการให้ดีที่สุด หรือให้เป็นสิ่งที่พัฒนาดีถึงที่สุด มันก็หลีกความเป็นอย่างนี้ไปไม่ได้. ฉะนั้นขอให้มองกันในแง่นี้ด้วย ไม่ใช่ว่าเตลิดเปิดเปิงออกไปนอกลู่นอกทาง ไปหลงใหลในคำว่าศิลป ศิลเปอะ อะไรให้มันยุ่งยากลำบากเพิ่มขึ้น. ความจริง มัน จำกัดอยู่ ในตัวมันแล้ว ว่า จะต้องทำให้งดงามให้สำเร็จประโยชน์และให้เป็นงานฝีมืออันละเอียดอ่อน. นี้ธรรมชาติกำหนดให้ หรือว่าธรรมชาติอำนวยให้, ธรรมชาติจัดให้, ให้มนุษย์สามารถทำกันได้ถึงอย่างนี้ ; แล้วความเป็นมนุษย์ก็จะถึงที่สุด คือการเกิดมาเป็นมนุษย์มันไปจนถึงจุดสูงสุดของมัน สำเร็จประโยชน์ถึงที่สุด ด้วยความงามถึงที่สุด และเป็นงานอันละเอียดอ่อนประณีตที่สุด. เราควรจะมองให้เห็นสิ่งเหล่านี้, เข้าใจสิ่งเหล่านี้, แล้วก็จะช่วยให้เรื่องมันง่ายขึ้น ในการที่จะมีชีวิตเป็นมนุษย์ที่ดีที่สุด ตามที่มนุษย์ควรจะเป็นกันได้.
น.20 ๑๒ ในฐานะที่เราเป็นพุทธบริษัท เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ผู้แสดงธรรมประกอบไปด้วยความงามในที่ ๓ สถานก็ต้องสนใจคุณค่าของศิลป อย่างที่ว่ามานี้ด้วยเหมือนกัน,ไม่อย่างนั้นมันจะประยุกต์กันไม่ได้ คือว่า ธรรมะจะเข้ามาสู่ชีวิตนี้ไม่ได้ ถ้าเราไม่มีหลักเกณฑ์อย่างนี้. เอาละ, เป็นอันว่า ท่านทั้งหลายพอจะ เข้าใจความหมายของคำว่า ศิลป คือมัน ต้องงาม มัน ต้องสำเร็จประโยชน์, แล้วก็ เป็นงานฝีมืออันละเอียดอ่อน. ทีนี้ เราก็ได้พูดกันมาแล้วตามลำดับ ว่า จะมีศิลปในการมีชีวิตอยู่อย่างไร ? ให้ชีวิตนี้อยู่เหนือปัญหาต่าง ๆ โดยประการทั้งปวง. ถ้าใคร ผู้ใด สามารถทำให้ชีวิตของตนอยู่เหนือปัญหาโดยประการทั้งปวงแล้ว ก็ควรจะถือว่าผู้นั้นเป็นยอดศิลปิน เป็นยอดของบุคคลผู้มีศิลป. ในครั้งหนึ่งก็ได้บรรยายว่า ศิลปสำหรับการมีชีวิตอยู่ในโลกโดยมีชัยชนะ. ถ้าเราอยู่ในโลกด้วยการทนทรมาน มันก็ควรจะไปตายเสียดีกว่า. แต่ถ้าว่าเราอยู่ในโลกชนิดที่อิทธิพลใดๆ ในโลกเบียดเบียนไม่ได้ ไม่มีความทุกข์ นี่จึงควรจะอยู่ในโลก, และชี้ให้เห็นว่า อริยมรรคมี
น.21 ๑๓ องค์ ๘ นั้น เป็นศิลปสูงสุดในพระพุทธศาสนา สำหรับการดำเนินชีวิต. ในครั้งที่แล้วมา ได้บรรยายโดยหัวข้อว่า ศิลปแห่งการใช้สติอย่างถูกต้องในทุก ๆ กรณี. ผู้ใดมีสติในทุกกรณีที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับตน, คนนั้นสามารถที่จะประพฤติกระทำให้สมบูรณ์ไปด้วยศิลป คือมีความงาม มีความสำเร็จประโยชน์ แล้วก็เป็นงานฝีมืออันละเอียดอ่อน. .... .... .... .... [เริ่มการบรรยายครั้งนี้.] ส่วนในวันนี้ก็จะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า ศิลปแห่งการดูด้วยยถาภูตสัมมัปปัญญา, ศิลปแห่งการดู. พังดูมันก็แปร่ง ๆ หู ; เพราะว่ามันแปลกหู. แต่อาตมาอยากจะสรุปความให้ท่านทั้งหลายกำหนดจดจำง่าย ๆ เบื้องต้นว่า ศิลปแห่งการดู นั่นแหละ เป็นสมบัติของพุทธบริษัท จะเข้าใจหรือไม่ ก็ลองใคร่ครวญดู. ศิลปแห่งการดู คือ ดูให้เป็น ถ้าดูไม่เป็น มันไม่เห็น ; ถ้าดูเป็น มันจึงจะเห็น. ศิลปแห่งการดูให้
น.22 ๑๔ เห็น นี้เป็นสมบัติประจำตัวของพุทธบริษัท. บางคนอาจจะนึกได้แล้วว่า หมายถึงอะไร ; แต่บางคนอาจจะมองไม่เห็น. ข้อนี้ก็อยากจะบอกว่า ใจความสำคัญในการปฏิบัติของพุทธศาสนานั้น สูงสุดอยู่ที่การดูและเห็น ; ไม่ใช่ดูเฉย ๆ ดูเป็นแล้วเห็น. คำว่า ดู ในที่นี้หมายถึง การดูเป็นและเห็น ก็ ได้แก่ คำที่เราพูดกันติดปากว่า วิปัสสนา. วิปัสสนา แปลว่า เห็นอย่างแจ่มแจ้ง คือการดูแล้วเห็นอย่างแจ่มแจ้ง นั่นแหละมันเป็นหัวใจของการปฏิบัติ เป็นสมบัติของพุทธบริษัทที่จะให้สำเร็จประโยชน์ ในความเป็นพุทธ-บริษัท. ศาสนาอื่น ลัทธิอื่น อาจจะมุ่งหมายไปในทางความเชื่อ, มีความเชื่อเป็นหลักปฏิบัติ หรือมีความเข้มแข็ง อดกลั้นอดทน บังคับกาย บังคับจิต อย่างรุนแรง เป็นหัวใจของการปฏิบัติ. แต่สำหรับ พุทธบริษัท แล้ว ไม่ใช่เช่นนั้นเลย นั้นเป็นเรื่องเล็ก ๆ ไปเสีย. เรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญอยู่ที่การดูให้เห็น ที่เรียกว่า มีวิปัสสนา. เรามีความเหมาะสมที่จะ มีชีวิตอยู่ด้วยปัจจัย ๔ แล้วรอดชีวิตอยู่ได้ ก็มีศีล มีความถูกต้องในทางมรรยาท
น.23 ๑๕ ทั้งทางกายและทางวาจา ไม่มีอะไรรบกวนจากภายนอกเกี่ยวกับสังคม ; มีศีลแล้ว ก็ง่ายที่จะ มีสมาธิ คือมีจิตที่ปกติมีคุณสมบัติเต็มที่ตามความหมายของคำว่า จิต ; นี้เป็นเรื่องของสมาธิ. แต่แล้วมันก็ยังไม่พอ มันยังรอดไปไม่ได้ มันต้อง เลื่อนขึ้นไปถึงเรื่องวิปัสสนา คือ จิตที่ฝึกอบรมดีแล้ว อย่างนั้น. ต้องไปทำหน้าที่ดูให้เห็นความจริงของสิ่งทั้งปวง แล้วก็รู้สิ่งทั้งปวงชัดแจ้งตามที่เป็นจริง อย่างนี้เรียกเป็นบาลีว่า ยถาภูตสัมมัปปัญญา ; ยถาภูต แปลว่า ตามที่เป็นจริง, สัมม หรือ สัมมา แปลว่า โดยชอบ หรือ โดยถูกต้อง, ปัญญา ก็แปลว่า ปัญญา รู้กันอยู่แล้ว. ยถาภูต-สัมมัปปัญญา ปัญญาที่ถูกต้องตามที่เป็นจริงในสิ่งทั้งปวง นี้คือ ตัววิปัสสนา หรือจะเรียกว่า ตัวผลของวิปัสสนา ก็ได้. การทำวิปัสสนาก็ทำให้เกิดปัญญานี้, เกิดปัญญานี้ขึ้นมา ก็เป็นผลของวิปัสสนา. ฉะนั้น ตัวการทำให้เห็นตามที่เป็นจริง นี้เป็นหัวใจของพุทธศาสนา หรือ เป็นสมบัติของพุทธบริษัท. เมื่อลัทธิอื่น ศาสนาอื่น เขาจะพึ่งความเชื่อ พึ่งความเพียร
น.24 ๑๖ พึ่งความเข้มแข็ง อะไรก็ไปตามเรื่องของเขา ; แต่พุทธ- บริษัทเรามุ่งหมายจะใช้วิปัสสนา คือการเห็นอย่างแจ่มแจ้ง ตามที่เป็นจริง นี่แหละเป็นหลักสำคัญ หรือเป็นตัวการ กระทำให้สำเร็จประโยชน์. วิปัสสนาก็เป็นศิลปยอดสุดเหมือนกัน คือมัน ต้องทำอย่างฝีมืออันละเอียดอ่อนที่สุด จึงจะทำวิปัสสนาได้ ; ครั้นทำได้ ก็สำเร็จประโยชน์สูงสุดแหละ, สำเร็จประโยชน์ สูงสุด ก็เป็นความงามที่สุดในทางจิตทางใจของมนุษย์. ฉะนั้นวิปัสสนานั่นแหละเป็นศิลปสุดยอดอันหนึ่งของพุทธ- บริษัท. อาตมาจึงกล่าวว่า ศิลปแห่งการดูนี้เป็นสมบัติ ของพุทธบริษัท. นี้อยากจะแนะสักนิดหนึ่งว่า พุทธศาสนามีหลัก เป็นการดูให้เห็นโดยประจักษ์ จึงมีลักษณะ เป็น วิทยาศาสตร์. พุทธศาสนาไม่เป็นปรัชญา ไม่ใช่ปรัชญา ; แต่ก็มีคนเป็นอันมากพูดกล่าวยืนยันว่า พุทธศาสนาเป็น ปรัชญา ; นั้นคือพวกที่เข้าใจพุทธศาสนาผิด เป็นพวก ต่างประเทศ เป็นชาวต่างประเทศที่เขาถือว่า พุทธศาสนา นี้ไม่ใช่ศาสนา เพราะว่าไม่มีพระเจ้า ต้องมีพระเจ้าจึงจะ
น.25 ๑๗ เป็นศาสนา. ฉะนั้นพวกฝรั่งเขาเลยจัดให้พุทธศาสนานี้ ไม่เป็นศาสนา แต่เป็นปรัชญา ; ก็มีคนไทยส่วนมากหลับตา เชื่อไปตามนั้น จัดให้พระพุทธศาสนาของตนเองเป็นเพียง ปรัชญา. นี่เรามาทำความเข้าใจในข้อนี้กันสักหน่อยก็จะดี ว่า พุทธศาสนาจะเป็นปรัชญาไม่ได้ เพราะปรัชญามีราก ฐานอยู่บนการอนุมาน ไม่ใช่การดูให้เห็นโดยประจักษ์. เรื่องปรัชญานี้ เขาตั้งสมมติฐานอันใดอันหนึ่งขึ้นมา ไม่ใช่ เอาของจริง. เขาตั้งสมมติฐาน เช่นว่า ชีวิตนี้เป็นทุกข์ไหม ? สมมติว่าเป็นทุกข์ แล้วก็หาเหตุผลมาประกอบ ให้อนุมาน ลงไปว่ามันเป็นทุกข์. นี้มันเป็นเรื่องคิดเพ้อฝัน คำนวณ อย่างเพ้อฝัน ; อย่างนี้ไม่ใช่วิปัสสนา. ถ้าวิปัสสนา มัน ก็จะต้องมองโดยประจักษ์ ว่ามันเป็นทุกข์จริง ๆ. เหตุผล ไม่มีค่า คือไม่มีการใช้เหตุผล เพื่อจะเห็นว่าเป็นทุกข์ ; เพราะว่ามันสามารถดูเห็นชัด ๆ ลงไปว่ามันเป็นทุกข์. ดังนั้น พุทธศาสนาจึงมีหลักการเป็นวิทยาศาสตร์ จะเป็นเรื่องทางจิตทางวิญญาณก็ตามใจ ; แต่มันเป็น วิทยาศาสตร์ มันจะเป็นปรัชญาไปไม่ได้. เพราะว่า
น.26 ๑๘ วิทยาศาสตร์นั้น ไม่ต้องใช้สมมติฐาน : เอาของจริงมาวางลง ไปตรงหน้า พิสูจน์ค้นคว้า ทดลอง เห็นโดยประจักษ์ทุกขั้น ตอน, แล้วจึงสามารถที่จะทำให้มันเป็นประโยชน์ได้. ส่วน ปรัชญานั้น สมมติอะไรขึ้นมาสักอย่างหนึ่งเป็นทฤษฎี เป็น สมมติฐาน แล้วก็หาเหตุผลมาแวดล้อม มาเสนอให้คนเชื่อ ว่ามันเป็นไปตามนั้น. นี่แหละคือปรัชญา ซึ่งกำลังเพ้อเจ้อ อยู่ในโลกในเวลานี้ ; แล้วมันก็ช่วยโลกไม่ได้ ไม่มีทาง ที่จะช่วยได้. พุทธศาสนาไม่เป็นปรัชญา ไม่ใช่ปรัชญา, แต่ เป็นวิทยาศาสตร์ ; เพราะว่ามันมีวิปัสสนา, พุทธศาสนา มีวิปัสสนา. คือมีการดูโดยประจักษ์. นี้ดูให้เห็นโดย ประจักษ์, ดูเป็นแล้วก็เห็นโดยประจักษ์. ทีนี้ เรามันมี อุปสรรค ที่เราดูไม่เป็น แล้วเรา ก็อาจจะโง่มากจนถึงกับไม่อยากจะดู คืออยากจะเชื่อเพ้อ ๆ อยากจะทำตามเพ้อ ๆ กันไป อยากจะทำตามคำเล่าลือ หรือ ว่าตามตัวหนังสือ หรืออะไรต่าง ๆ, อย่างที่พระพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสไว้ในกาลามสูตร ฉะนั้นขอโอกาสสักนิดหนึ่งว่า ท่านทั้งหลาย จง พยายามศึกษาให้เข้าใจ ในเรื่อง กาลามสูตร แล้วก็ จะไม่ตก
น.27 ๑๙ เป็นเหยื่อของความเชื่อ หรือ การคาดคะเน ; แต่จะมา กลายเป็นผู้มีตาของตนเอง ดูเป็นแล้วก็เห็น. กาลามสูตร นั้น ควรจะเป็นที่แจ่มแจ้งแก่พุทธบริษัททุกคน. อาตมา เชื่อว่าหลายคนคงจะแจ่มแจ้งอยู่แล้ว ; แต่ว่าสำหรับบางคน อาจจะไม่รู้ประสีประสาเลยก็ได้. ฉะนั้นจะเอาหัวข้อนั้น ๆ มาอธิบายกันอีกสักครั้งหนึ่ง เพื่อขจัดการดูไม่เป็น หรือ ไม่ยอมดูนั้นออกไปเสียให้หมด ; แล้วมากลายเป็นบุคคลที่ สามารถจะดูเป็น และมีวิปัสสนา. ใน กาลามสูตร นั้น ได้ตรัสถึงลักษณะ ๑๐ อย่าง ที่จะต้องรู้ไว้สำหรับที่จะไม่เชื่องมงาย. ความเชื่องมงาย นั้นมันใช้ไม่ได้. เข้าใจว่าท่านทั้งหลายทุกคน จะยอมรับ ในข้อนี้ ; แต่ที่เป็นอยู่จริงนั้น คนก็ยังเชื่องมงายอยู่นั้น แหละ เพราะว่าเรื่องการเชื่ออย่างงมงายนี้มันก็ละเอียดมาก ในหลักของกาลามสูตรนั้น กล่าวเป็น ๑๐ หัวข้อ :- สามหัวข้อแรก นั้น เกี่ยวกับการฟัง หรือ การทำ ตาม ๆ กันไป :-
น.28 ๒๐ ข้อที่ ๑. ว่า อย่าเชื่อเพราะว่าได้ฟังมาอย่างนี้, อย่าเพ่อเชื่อเพราะได้ฟังมาอย่างนี้. นี้พอได้ฟัง ก็เชื่อแล้ว มันก็ไม่มีโอกาสจะดู จะดูด้วยปัญญาว่าเป็นอย่างไร. ข้อที่ ๒. ว่า อย่าเชื่อเพราะว่าประพฤติปฏิบัติ สืบ ๆ กันมา. ข้อที่ ๓. ว่าอย่าเชื่อเพราะว่ามันลืออยู่กระฉ่อน ไปหมด ; เช่นพอมีเรื่องอะไรพิเศษก็เล่าลือกันกระฉ่อน ไปหมด แล้วก็เชื่อ. นี่อย่าเชื่อเพราะว่าฟังตาม ๆ กันมา, อย่าเชื่อเพราะ ว่าปฏิบัติสืบต่อกันมา, อย่าเชื่อเพราะว่ากำลังลืออยู่กระฉ่อน. ถ้าเรา ไปเอาตามที่ได้ยินได้ฟังมา, หรือ ตามที่เห็นปฏิบัติ ตาม ๆ กันมา, หรือว่า เอาตามเสียงเล่าลือ, มันก็ไม่มี สติปัญญาของตัวเองที่จะดู ที่จะดูลงไป จนเป็นวิปัสสนา. ข้อถัดไป ข้อที่ ๔. เกี่ยวกับพระคัมภีร์มีอยู่ข้อหนึ่ง ว่า อย่าเชื่อเพราะว่ามันมีอยู่ในตำราหรือปิฎก. อย่าเชื่อ ด้วยเหตุที่เพียงแต่ว่า หลักที่พูดนั้นมันมีอยู่ในพระไตรปิฎก หรือในตำราอะไรก็ตาม ; เพราะถ้า เชื่ออย่างนั้นแล้ว มัน ก็ไม่มีการดู อีกเหมือนกัน จึงไม่เกิดวิปัสสนา ขึ้นมา.
น.29 ๒๑ ทีนี้ เกี่ยวกับการคำนวณ ก็มีอยู่ถึง ๕ หัวข้อ :- ข้อที่ ๕. อย่าเชื่อโดยเหตุผลของตรรก ที่เรียก ว่า วิทยาของการใช้เหตุผล. ข้อที่ ๖. ก็อย่าเชื่อโดยเหตุผลทางนัย นี่แหละคือ ปรัชญา, คือ การอนุมานตามแบบปรัชญา. อย่าเชื่อด้วยการ อนุมานตามแบบปรัชญา โดยอนุมานอย่างนั้น แล้วผลออก มาอย่างนี้ แล้วก็เชื่อ ; มันไม่ผ่านการดูโดยประจักษ์หรือ วิปัสสนาเลย. ข้อที่ ๗. อย่าเชื่อโดยการตรึกตามอาการ ตามที่ มันเป็นไปเอง ที่เราเรียกกันว่าตามสามัญสำนึก. แม้สามัญ- สำนึก ที่มีอยู่โดยทั่วไปอย่างนั้น เราก็ยังไม่เชื่อ ; เพราะ ว่าถ้าเราเชื่ออย่างนั้นเสียแล้ว มันก็ไม่มีการดู ไม่มีวิปัสสนา อีกเหมือนกัน. ข้อที่ ๘. อีกข้อหนึ่งว่า อย่าเชื่อเพราะว่าหลัก เกณฑ์อันนี้ หรือคำพูดอันนี้ มันทนได้ต่อการพิสูจน์ ด้วยทิฏฐิความคิดเห็นของเรา. นี่มันถึงกับว่าไม่เชื่อ ตัวเรา คำที่พูดมานั้น มันทนได้ต่อการพิสูจน์ด้วยความเห็น
น.30 ๒๒ ของเรา เราเห็นอย่างไร, เราคิดอย่างไร, ที่เขาพูดมานั้นมันก็เข้ากันได้ มันทนได้ อย่างนี้ก็อย่าเพ่อเชื่อ. อันนี้มีความหมายพิเศษ ก็คือไม่เชื่อตัวเอง ไม่เชื่อสักว่าทิฏฐิความคิดความเห็นของตัวเอง ; เพราะว่ามันอาจจะผิดได้ ; อย่างนี้ก็อย่าเพ่อเชื่อ แล้วก็ไปดู ดูอย่างวิปัสสนา แล้วถ้าจะเชื่อก็เชื่อกันตอนหลังนี้ คือหลังจากการดูโดยวิปัสสนา. ทีนี้ เกี่ยวกับบุคคล มีอยู่ ๒ หัวข้อ :- ข้อที่ ๙. ว่า อย่าเชื่อเพราะว่าคนพูดเป็นคนควรเชื่อ น่าเชื่อ. ข้อที่ ๑๐ อย่าชื่อ เพราะว่าผู้พูดนี้เป็นครูของข้าพเจ้า. นี่ดูเถอะว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้อย่างไร. ท่านเปิดไว้กว้าง ไม่มีใครเคยทำอย่างนี้ ไม่มีใครให้อิสรภาพในการคิดนึกมากเหมือนพระพุทธเจ้า : คนนี้ดูอะไร ๆ มันน่าเชื่อ ก็ไม่เอา, คนนี้เป็นครูของข้าพเจ้า นี้ก็ไม่เอาคือยังไม่เชื่อ, เขาว่าอย่างไรมา ก็ฟัง พอฟังแล้วก็จับใส่ลงไปในห้องทดลองของวิปัสสนา จนกว่าจะพบข้อที่เป็นความจริงอันเด็ดขาดลงไป แล้วก็จึงเชื่อ ; นี่เรียกว่าเชื่อตัวเองเหมือนกัน ; แต่ว่าหลังจากวิปัสสนา คือหลังจากการดูอย่างแจ่มแจ้งทั่วถึง ; ตัวเองธรรมดาที่ ยังไม่มีวิปัสสนา
น.31 ๒๓ นั้นอย่าเพ่อเชื่อ. ทีนี้คนเราเชื่อตัวเองกันอยู่ทั้งนั้น. เมื่อตัวเองโง่ ก็เชื่อความโง่ของตัวเอง มันก็ผิดหมด. ต้องทำให้เกิดการดูอย่างแจ่มแจ้ง เห็นอย่างแจ่มแจ้งเสียก่อน แล้วจึงค่อยเชื่อ ; นั้นก็คือเชื่อปัญญานั่นเอง หรือเชื่อ ยถาภูตสัมมัปปัญญา นั่นเอง. คำนี้มันยืดยาว จำยาก ฟังยากหน่อย แต่อุตส่าห์จำไว้ได้ก็จะดี ว่า ยถาภูตสัมมัปปัญญา. ถ้าเราดูเป็น ดูเห็น, ดูเป็นแล้วเห็นจริง แล้วสิ่งที่เรียกว่า ยถาภูตสัมมัปปัญญา ก็จะเกิดขึ้น ; อันนั้นเกิดขึ้น แล้วก็ใช้ได้ จะใช้แก่ทุกข้อเลย :– ๑. เราได้ยินได้ฟังมาจากใคร ไม่เชื่อ. เอามาทำจนเห็นด้วยยถาภูตสัมมัปปัญญาของเราว่า มันเป็นอย่างนั้นแล้วจึงเชื่อ. หรือ ๒. เห็นเขาทำตาม ๆ กันมา เราก็ยังไม่เชื่อ ; เอามาลงในห้องทดลองของวิปัสสนา เกิดยถาภูตสัมมัปปัญญาเกี่ยวกับเรื่องนั้นอย่างไรจึงค่อยเชื่อ. ๓. เสียงเล่าลือ ก็เหมือนกัน ; ไม่เชื่อ เอาเรื่องนั้นข้อความนั้น ใจความนั้น มาใส่ในห้องทดลองของวิปัสสนา
น.32 ๒๔ จนเห็นแจ้งอย่างไร พิสูจน์อย่างไร มันก็คงที่อยู่อย่างนั้น นั่นแหละจึงจะเชื่อ. ๔. เกี่ยวกับปิฎก, พระไตรปิฎก หรือ ตำรา มีเขียนไว้ในตำราอย่างไรก็ยังไม่เชื่อ ; แต่เอาข้อความนั้น หลักเกณฑ์อันนั้น มาใส่ห้องทดลองของวิปัสสนา เห็นแจ้ง ชัดอย่างไรแล้วจึงค่อยเชื่อ ; ไม่ใช่ว่าห้ามไม่ให้อ่านพระ ไตรปิฎก, ไม่ใช่ว่าห้าม ไม่ให้อ่านตำรา, หรือไม่เกี่ยวข้อง กับตำรา ; เราก็เกี่ยวข้องกับตำราได้ ; แต่แล้วก็ไม่เชื่อ ด้วยเหตุที่ว่ามีเขียนอยู่ในตำราแม้ในพระไตรปิฎก ; ใช้คำ อย่างนี้เสียเลยดีกว่า. พระพุทธเจ้า ท่านตรัสไว้ ถึงกับว่า "แม้ฉันพูด ออกไปจากปากฉันนี้ ก็อย่าเพ่อเชื่อ". พูดกันอยู่ต่อ หน้านี้ก็ยังว่า อย่าเพ่อเชื่อ เอาไปใส่ห้องทดลองของวิปัสสนา ของท่านเสียก่อน ; เห็นจริงโดยแน่นอน ไม่เปลี่ยนแปลงได้ แล้วจึงค่อยเชื่อ. ๕. ข้อที่ว่า อย่าเชื่อโดยวิธีตรรก คือการใช้เหตุ ผล ที่คนเขาก็มีเหตุผลพูดจากันอยู่ โดยมีเหตุผล ในการ พูดจา. เดี๋ยวนี้ ตรรกนี้เป็นเรื่องโฆษณาชวนเชื่อ หา
น.33 ๒๕ ประโยชน์เสียมากกว่า เขาเรียกว่า จิตวิทยา. อย่าเชื่อโดย นัยแห่งตรรก คือเขาพิสูจน์ด้วยเหตุผลอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งแม้แต่เด็ก ๆ ก็ทำเป็น. เหตุผลนี้ เขาเรียกว่าเหตุผล ทางตรรก ไม่เอาเป็นประมาณ, มันมีเหตุผลทางตรรก ค้านกันไม่ได้ในทางเหตุผลทางตรรก แต่ก็ยังไม่เชื่อ, เอา เรื่องนั้นมาใส่ห้องทดลองวิปัสสนาอีก จนเห็นชัดอย่างนี้ แล้วจึงเชื่อ. ๖. ข้อที่ว่า อย่าเชื่อด้วยเหตุผลทางนัย คือ วิถี ทางปรัชญานั้น ก็เหมือนกัน ฟังมาแล้วก็ไม่เชื่อ เอามา ทดลองด้วยวิปัสสนา แล้วก็เกิดเห็นแจ้งโดยประจักษ์ แล้ว จึงเชื่อ. ๗. ข้อที่ว่าโดยสามัญสำนึกของเรา ซึ่งทุกคนมีอยู่ โดยทั่วไป แล้วก็ชอบใช้กันด้วย. ความรู้สึกสามัญสำนึกนี้ ก็อย่าไปฝากเนื้อฝากตัว ไว้กับที่เรียกว่า สามัญสำนึก. โดยมากเขาก็ใช้สามัญสำนึกกันทั้งนั้นแหละ ; แต่ว่าในเรื่อง ขั้นเป็นตายกันอย่างนี้ไม่ได้, สามัญสำนึกใช้ไม่ได้ ; ต้อง ขึ้นไปถึงห้องวิปัสสนาเสมอ แล้วก็จึงเชื่อ. ๘. ที่ว่า มัน ทนได้ต่อการพิสูจน์ ด้วยความคิด เห็นของเรา ก็อย่างเดียวกันอีก เพราะเรามันโง่อยู่นี่ ความ
น.34 ๒๖ คิดเห็นของเรา มันก็โง่ หรือผิดได้ ; มันต้องเอามาใส่ ห้องของวิปัสสนาอีก แล้วแต่ว่าเรื่องนั้นมันจะเป็นอย่างไร ; มันมีเรื่องพูดถึงสิ่งใด แง่ไหน มุมไหน ก็เอาไปใส่ให้มัน ถูกต้องกับเรื่องของมัน มันจะออกลูกมาเป็น ยถาภูตสัมมัป- ปัญญา เกี่ยวกับเรื่องนั้น. ๙. คนที่ควรเชื่อได้พูด เราก็ไม่เชื่อทันที. เอามา หั่นแหลกด้วยวิปัสสนา เห็นจริง แล้วจึงเชื่อ. ๑๐. ครูบาอาจารย์พูด ก็เหมือนกัน อย่าเพ่อเชื่อ, ไม่ใช่ว่าจะสอนให้ไม่เคารพครูบาอาจารย์, สอนให้เคารพครู- บาอาจารย์ เพื่อได้ยินได้ฟังมากก็ได้ยินได้ฟังด้วยความ หวังดี ; แต่แล้วก็เอามาใส่ห้องทดลองของวิปัสสนา, หั่นแหลก, ใช้คำ หยาบคาย ภาษาของชาวบ้าน. ต่อคำพูดของครูบาอาจารย์ แล้วเห็นโดยประจักษ์แล้วจึงเชื่อ. นี้เป็น ๑๐ หัวข้อ ซึ่งจะป้องกัน ไม่ให้คนเรา ตกไปเป็นเหยื่อของความงมงาย ของความ เชื่อง่าย . ความ โง่เขลา หรือการหลอกลวงโดยไม่เจตนา นี้ มีอยู่มาก, ซึ่ง ในโลกนี้ มันมีอยู่มาก ; ถ้าท่านยึดถือ ๑๐ ประการนี้
น.35 ๒๗ ก็จะปลอดภัย จากการที่จะตกลงไปในความงมงาย หรือความ เชื่อง่าย. ทีนี้เมื่อเราปลอดภัยจากความเชื่อง่าย มันก็มาอยู่ที่ การดูและการเห็นโดยแท้จริง. ถ้าจะมีความเชื่อ มันต้องเป็น ความเชื่อภายหลังจากการเห็นแจ้ง; เชื่อก่อนการเห็นแจ้งนั้น มันผิดหลักกาลามสูตร ๑๐ ประการนั้น. เชื่อภายหลังเห็น แจ้ง ภายหลังของวิปัสสนาแล้ว ความเชื่อนั้นใช้ได้ ก็จะเป็นความเชื่อตามหลักของพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่า สัทธา. ศรัทธาในพระพุทธศาสนานั้นเชื่อภายหลัง ปัญญา ; แต่ถ้าว่าความเชื่อ หรือศรัทธาในลัทธิอื่นใน ศาสนาอื่น นั้นมาก่อนปัญญา หรือไม่มีปัญญาด้วยซ้ำไป ; เพราะว่าเขาเน้นกันแต่ความเชื่ออย่างเดียว. พุทธบริษัท ทำอย่างนั้นไม่ได้ ถ้าทำอย่างนั้นก็คือหลับตา, หลับตา เป็นพุทธบริษัทไม่ได้ ; เพราะคำว่า พุทธะ, พุทธะนี้แปลว่า ลืมตา เมื่อเราหลับนั้น ตามันปิด ; พอเราตื่นจากหลับเรา ก็ลืมตา. คำว่า พุทธะ , นี้ แปลว่า ตื่นจากหลับ . ฉะนั้นพุทธะ, พุทธะ นี้ ต้องลืมตาเสมอ, พุทธะ แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น
น.36 ๒๘ ผู้เบิกบาน. ผู้ตื่นนั่นแหละ คือตื่นจากหลับ ; ฉะนั้น ก็ต้องลืมตา. พุทธบริษัทต้องมีตา แล้วก็ลืมตา แล้วก็ ดู. ดังนั้น พุทธบริษัทจะต้องสามารถดู : ฉะนั้น การ ดูจึงเป็นสมบัติประจำตัวของพุทธบริษัท. อย่าหลับตาเชื่อ แต่ให้ลืมตาดู. นี่สมบัติของพุทธบริษัทมีอยู่อย่างนี้ ยุติว่า ศิลปแห่งการดู นี้เป็นสมบัติของพุทธบริษัท. ทำไมจะพูดว่า ดูเฉย ๆ ไม่ได้หรือ ต้องพูดว่า ศิลป แห่งการดู ? ก็เพราะว่าดูไม่เป็น ดูอย่างโง่ มันก็ไม่สำเร็จ ประโยชน์. ดูให้เป็น, ดูให้ฉลาด จึงจะเรียกว่าเป็น ศิลปแห่งการดู คือดูดีที่สุด ดูอย่างเก่งที่สุด ลึกซึ้งที่สุด งดงามที่สุด มันเป็นศิลปแห่งการดู. ดูเห็นโดยประจักษ์ เรียกว่า ยถาภูตสัมมัป- ปัญญา. คำฟังยาก จำยาก : "ยถาภูตสัมมัปปัญญา" ช่วยจำไปแขวนคอไว้ด้วย มันจะช่วยเป็นเครื่องรางป้องกัน ไม่ให้งมงาย. ดูให้เห็น ดูเป็น. ดูให้เห็น นี้คือ วิปัสสนา. ฉะนั้น ขอเน้นคำ ว่า ดู-ดู นี้ มากหน่อย, เป็นพิเศษหน่อย ; แล้วก็จะพูด ให้ชัดลงไปว่าดูวัตถุ ก็ต้องมีตา. ทุกคนก็มีตา ถ้าจะดู วัตถุ ดูนั่นดูนี่ ที่เป็นวัตถุ ก็ต้องดูด้วยตา ไม่มีตามันจะ
น.37 ๒๙ ดูได้หรือ. ดูวัตถุ ก็ต้องดูด้วยตา คือลูกตาที่มีระบบ ประสาทของตา รู้สึกด้วยระบบประสาทนั้น เรียกว่า ดูด้วย ตา และเห็นด้วยตา นี้เรียกว่า ดูวัตถุ. ทีนี้ พอดู ธรรมะล่ะ, ดูธรรมล่ะ, ดูด้วยตาอย่างนี้ เห็นที่ไหนล่ะ ? เพราะธรรมะไม่ใช่ตัวหนังสือ. ธรรมะนี้ เป็นนามธรรม อันไม่มีรูปร่างปรากฏ ; ถ้าดู ธรรมะ ก็ต้องดูด้วยตาธรรมะ ตาคือ ปัญญา หรือ ยถาภูตสัมมัป- ปัญญา อีกนั่นเอง. ตาที่จะดูของข้างนอก ดูวัตถุ ดูร่าง กายนี้ ก็ดูด้วยตาธรรมดา ; แต่ดูธรรมะต้องดูด้วยตาธรรม, ธรรมจักษุดูด้วยตาปัญญา. ปัญญาจักษุ คือความรู้ ความเห็น ตามที่เป็นจริง หลังจากการดูอย่างถูกต้องแท้จริง ; เรียกว่า การเห็นตาม ที่เป็นจริง แล้วก็เกิดปัญญารู้แจ้ง ตามที่เป็นจริง ที่เรียกว่า ยถาภูตสัมมัปปัญญา เป็นศิลปอันสูงสุด. กว่าที่จะทำให้เกิดยถาภูตสัมมัปปัญญาขึ้นมาได้นั้น เป็นเรื่องละเอียดแสนที่จะละเอียด สมกับที่เป็นศิลป. ทำ ปัญญาให้เกิดขึ้นมานี้เป็นงานที่ละเอียด ประณีต สุขุมที่สุด, แล้วก็สำเร็จประโยชน์ที่สุด, และมีความงามที่สุด, ในการ ที่มีปัญญาชนิดนี้.
น.38 ๓๐ เป็นอันว่า เรา ต้องฝึกให้เกิดปัญญาชนิดนี้, ต้องประพฤติกระทำ ต้องอบรม หรือแล้วแต่จะเรียก ; ต้องประกอบ ต้องกระทำ ให้เกิดยถาภูตสัมมัปปัญญา. นั่นแหละคือสิ่งที่เรียกว่า ทำวิปัสสนา. เดี๋ยวนี้ไปนั่ง หลับตาพึมพัม ๆ ทำวิปัสสนาบ้าเลยก็มี ไม่รู้อะไรเลยนี่ก็มี นั่นเพราะว่าทำไม่ถูกตัวของวิปัสสนา. ถ้าถูกตัวของ วิปัสสนา ก็จะเป็นการดูที่ดี ที่ถูกต้อง, แล้วก็เห็น, เมื่อเห็น แล้ว ก็เกิดความรู้ที่ถูกต้อง ที่เรียกว่า ยถาภูตสัมมัปปัญญา. ฉะนั้น ขอให้ไปศึกษาวิธีทำสมาธิและปัญญา ที่ รวมกันแล้วเรียกว่า วิปัสสนานั้นดูเองอีกเรื่องหนึ่ง อีก ส่วนหนึ่ง ตามความประสงค์ของตน ; จะเอามาอธิบาย ในวันนี้เวลานี้ มันยืดยาวไม่พอแก่เวลา. ต้องไปศึกษาวิธี ทำวิปัสสนา โดยรายละเอียดเป็นพิเศษ. อาตมาบอกว่านั่น แหละ คือการทำให้เกิดปัญญาที่สูงสุด ที่เรียกว่า ยถาภูตสัมมัป ปัญญา สำเร็จประโยชน์ในการดู - ดู - ดู ด้วยวิปัสสนา. .... .... .... ....
น.39 ๓๑ ทีนี้ ก็จะพูดถึง การเห็น การเห็น มาหลังการดู, ดูแล้วก็เห็น, มีการดูเป็นจึงจะเห็น. ดูนี้มีความหมาย อย่างหนึ่ง, แล้วการคิดพิจารณานั้น มันมีความหมายอีก อย่างหนึ่ง. เดี๋ยวนี้เราเอามาปนกันหมด ทำวิปัสสนากลาย เป็นพิจารณา คิดไปตามเหตุผลเสีย. อาตมาก็สารภาพบาป ตรงนี้อีกครั้งหนึ่ง ว่าอาตมาก็เคยเข้าใจอย่างนั้น เคยเข้าใจว่า วิปัสสนาคือการคิดนึกพิจารณา ตามเหตุผล จนกว่าจะเกิด ความเข้าใจ ; อย่างนี้ไม่ใช่วิปัสสนา มันเป็นการกระทำ อีกขั้นตอนหนึ่งต่างหาก. ถ้ายังต้องคิด ต้องพิจารณา ต้องใช้เหตุผลอยู่ แล้ว ยังไม่เห็น; เมื่อยังไม่เห็น ก็ยังไม่เป็นวิปัสสนา; เพราะวิปัสสนานั้น เป็นแต่การดูแล้วก็เห็น ไม่ใช่ว่าเป็น การพิจารณา. หรือบางทีก็มากเกินไปจนถึงกับว่าคิดนำ, คิดนำหน้า ; เหมือนที่สอนในโรงเรียนปริยัติทั้งหลายนั่น เป็นเรื่องการสอนให้คิดนำหน้าทั้งนั้น, คิดนำหน้าวิปัสสนา ; แล้วก็ไม่มีการดูที่แท้จริง มันก็เป็นการคิดไปตามที่เล่าเรียน มาจากโรงเรียน ; อย่างนี้ ก็ไม่เป็นวิปัสสนา. จะพิจารณา
น.40 ๓๒ กันอย่างไร ก็ไม่เห็น ; เพราะมันเป็นการพิจารณาไป ตามสิ่งที่เล่าเรียนมา ซึ่งเหมือนกับการคิดนำ ; อย่างนี้ ไม่มีผลเป็นการเห็นแจ้ง, มีผลเพียงความเข้าใจเท่านั้น. เรารู้อะไรมา เรียนอะไรมา แล้วคิดไปตามแนว นั้น มันก็มีผลเป็นความเข้าใจ; แล้วมันก็ได้ แต่ลง สมมติฐานอีกแหละ ว่ามันคงจะเป็นอย่างนั้น หรือข้อ สรุปว่า เพราะฉะนั้น มันจึงเป็นอย่างนั้น. เช่นว่า เพราะฉะนั้น มันจึงเป็นทุกข์, เพราะฉะนั้น มันจึงเป็น อนัตตา ถ้าความรู้สึกมีอยู่อย่างนี้ นี่ยังไม่เป็นวิปัสสนา ยังไม่มีวิปัสสนา ยังไม่ดู และยังไม่เห็น ได้แต่พิจารณาไปตาม เหตุผล แล้วสรุปเอาว่า "เพราะฉะนั้น มันจึงเป็นทุกข์" และ “เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นอนัตตา" เหมือนที่สอนกัน มากในโรงเรียน . ถ้าเรื่องอนิจจังค่อยยังชั่วหน่อย ; เพราะว่าถ้าดูลง ไปที่สังขารจริง ๆ จะเห็นความไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลง. เห็น อนิจจังมันเห็นง่ายหน่อย ไม่ต้องใช้สมมติว่า “เพราะ ฉะนั้นมันจึงเป็นอนิจจัง", หรือมันคงจะเป็นอนิจจัง อย่าง นี้ก็ไม่ต้องพูด.
น.41 ๓๓ แต่ถ้าในขั้นทุกขัง ขั้นอนัตตาแล้ว มันจะถูกหลอก คือว่ามันรู้สึกไปตามที่เล่าเรียนมา, หรือพิจารณาด้วยการ ใช้เหตุผล ; ไปคว้าเอาเหตุผลนั่นนี่เข้ามาประกอบ ใช้เหตุผล แล้วก็สรุปผลเป็นว่า มัน "คงจะ" บ้าง หรือ "เพราะฉะนั้น ให้ถือว่า มันเป็นทุกข์" บ้าง. ถ้าอย่างนี้แล้ว ไม่ใช่วิปัสสนา คือไม่ได้เห็นแจ้งด้วยตนเองว่า มันเป็นทุกข์ หรือมัน เป็นอนัตตา ; มันสรุปผลมาจากเหตุผลต่าง ๆ ที่ดึงเอามา พิจารณาตามแบบของวิธีการพิจารณาอย่างตรรกบ้าง, อย่าง นัยหรือปรัชญาบ้าง, แล้วสรุปผลว่า "เพราะฉะนั้น จึงถือ ว่ามันเป็นอนัตตา". อย่างนี้ก็ไม่ใช่การเห็น เป็นการเข้าใจ อย่างรวบรัด ตามวิธี ของการพิจารณาที่เรียกว่า การใช้ เหตุผล. ทีนี้ การเห็นนั้นต้องเห็นตามที่เป็นจริง เหมือน ที่ว่าเราเอาอะไรมาดู, หรือว่าเดี๋ยวนี้เราลืมตา เห็นสิ่งของ เหล่านี้อยู่ มันก็เห็น, เห็นชัดลงไปอย่างนี้ ; ไม่ต้องใช้คำว่า "คงจะ" ไม่ต้องใช้คำว่า “เพราะฉะนั้น มันจึงเป็น" อะไร นี้ไม่ต้องแล้ว ไม่มีเรื่องที่จะต้องทำอย่างนั้น มันก็เห็น.
น.42 ๓๔ ถ้าว่า จิตเป็นสมาธิแล้ว ก็เพ่งดู อยู่ที่ลมหายใจ ว่าอย่างนี้ ; ก็จะเห็น ว่าลมหายใจนี้ไม่เที่ยง ; ไม่ต้อง อ้างเหตุผลที่ไหนอีกแหละ ว่าลมหายใจนี้ไม่เที่ยง หรือ คงจะ ไม่เที่ยง. เพราะจิตเป็นสมาธิ กำหนดอยู่ที่ลมหายใจ ก็ เห็นความเปลี่ยนแปลงของลมหายใจ : เดี๋ยวสั้น เดี๋ยวยาว เดี๋ยวหยาบ เดี๋ยวละเอียด เดี๋ยวอย่างนั้น, เดี๋ยวอย่างนี้ ; นี่แหละเรียกว่าเห็นความไม่เที่ยงของลมหายใจ. ทีนี้ ดูไปที่จิต เดี๋ยวจิตเป็นอย่างนั้น, เดี๋ยวจิต เป็นอย่างนี้, เดี๋ยวจิตเป็นอย่างโน้น, ก็จิตมันไม่เที่ยงนี่ ไม่ ต้องใช้เหตุผล ว่าจิตมันไม่เที่ยงเพราะเหตุอย่างนั้น, เพราะ เหตุผลอย่างนี้ ; เพราะว่าตามันเห็นเสียแล้ว. นี่แหละคือ เรียกว่า เห็น, เห็นในลักษณะที่เป็นวิปัสสนา ก็เรียกว่า เห็นตามที่เป็นจริง เรียกว่า ยถาภูตญาณทัสสนะ : ยถาภูต- ตามที่เป็นจริง, ญาณทัสสนะ-การรู้การเห็น, การรู้การเห็น ตามที่เป็นจริง. ฉะนั้น ทำจิตเป็นสมาธิแล้ว ดูลงไปที่สิ่งใด นั่น จะเป็นวิปัสสนา. ถ้าไปคิดใคร่ครวญ โดยหลักเหตุผลแล้ว ไม่เป็นวิปัสสนา, เป็นอะไรอื่นไปอย่างหนึ่งแล้ว ; อย่างดี ก็จะเป็นขั้นตอนเบื้องต้นของวิปัสสนา. เช่น จะเรียกว่า
น.43 ๓๕ โยนิโสมนสิการ, โยนิโสมนสิการ แปลว่า ก ระทำในใจ โดยแยบคาย. ครูและนักเรียนมักจะสอนให้เข้าใจกันว่า พิจารณาโดยแยบคาย ก็เลยพิจารณาตามเหตุผลไปเสียอีก ; มันจะไม่ใช่โยนิโสมนสิการ จนกว่าจะดูเท่านั้น ดูเท่านั้น ดูให้ลึกลงไปเท่านั้น แล้วก็เห็น. คำว่า "โยนิโส" นี้ แปลว่า โดยเหตุ โดยต้น- กำเนิด ; โยนิ นี้ ภาษาธรรมะแปลว่า ต้นเหตุ หรือต้น กำเนิด, มนสิการ แปลว่า กระทำในใจ, โยนิโสมน- สิการ กระทำในใจถึงต้นเหตุ คือมันดูลึก ไม่ใช่ไปพิจารณา ซอกแซก ๆ อยู่ด้วยเหตุผลอย่างนั้น อย่างนี้. ทำอย่างนั้น จะไม่เป็น โยนิโสมนสิการ แล้วจะไม่เป็นการเห็น ที่สำเร็จ ประโยชน์ได้. โยนิโสมนสิการ ทำในใจถึงต้นกำเนิด มันก็ดู ลึกลงไป คือลึก กว่าธรรมดา, ดูลึกเป็นชั้น ๆ ลงไป ; แต่ก็ ไม่เกี่ยวกับการคำนวณ. ฉะนั้น ถ้าใครชอบใจคำว่า "โยนิโสมนสิการ" แล้วก็เข้าใจเสียใหม่ อย่าให้มันเป็น เรื่องของการพิจารณาโดยเหตุผล ; มันจะไม่เป็นวิปัสสนา, มันจะเดินไปในทางอื่น. ดูให้ลึก ลงไปถึงต้นเหตุ ดู-ดู-ดู
น.44 ๓๖ เท่านั้น จะเป็นวิปัสสน า ก็จะมีผลออกมาเป็น ยถาภูตญาณ ทัสสนะ-รู้เห็นตามที่เป็นจริง ; แล้วความรู้อันนี้ ก็จะเป็น ยถาภูตสัมมัปปัญญา อย่างที่ว่ามาแล้ว. ทีนี้ ก็มีทางที่จะสังเกตอีกอย่างหนึ่งว่า ถ้า ดู และ เห็นตามที่เป็นจริง แล้วจะมีผลออกมา คือ จะไม่ ยึดมั่นในสิ่งใด. ถ้าไปคิด พิจารณา โดยเหตุผล โดย สรุปด้วยเหตุผล อย่างที่ว่านั้น มัน จะไม่ปล่อยวางสิ่งใด จะไม่ละความยึดมั่นที่เคยยึดมั่น ; เพราะว่าเป็นการคิดตาม เหตุผล แล้วมันเข้าใจ สักว่าความเข้าใจ; มันไม่มีผลเป็น ความปล่อยวางสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่นอยู่. ถ้าเห็นโดยวิธีของวิปัสสนา มันแสดงให้รู้ได้ ทันทีว่า จะปล่อยวางในสิ่งนั้น ในสิ่งที่มันเห็น. ดูสิ่งที่เรา ยึดมั่นถือมั่นจนเห็น; ถ้าเห็นแล้วก็จะปล่อยวางสิ่งที่ยึดมั่น ถือมั่น. เราจึงบัญญัติว่า ถ้าเห็นจริง มันก็จะปล่อยวาง สิ่งที่เคยยึดมั่นอยู่ก่อน ; แล้วก็จะไม่ทำความยึดมั่นสิ่งใด ๆ อีก. ถ้าเพียงแต่คำนวณ อยู่ว่า "เพราะอย่างนี้นะจึงเป็น ทุกขัง, เพราะอย่างนี้นะจึงเป็นอนัตตา". นี่ คำนวณ อยู่
น.45 ๓๗ อย่างนี้ มันไม่เห็น ; แล้วกี่ปี ๆ มันก็ไม่ปล่อยวาง, ไม่ สละความยึดมั่นถือมั่น ฉะนั้น ถ้ามาทำวิปัสสนา, อย่างที่เขาเรียกว่า ทำ วิปัสสนาอยู่ในป่า ; แต่ก็ใคร่ครวญ พิจารณาโดยเหตุผล ตามวิธีที่เรียนมาในโรงเรียนอย่างนี้ ไม่มีวันที่จะเห็นตาม ที่เป็นจริง และปล่อยวาง ; มันไม่ปล่อยวางได้ เพราะ ไม่ได้เห็นตามที่เป็นจริง ; การมานั่งทบทวนสิ่งที่เล่าเรียนมา, เอาเหตุผลตามที่ได้รวบรวมไว้ เอามาพัดกันไปพัดกันมาอยู่ อย่างนั้นแหละ อย่างไร ๆ มันก็ได้แต่ความเข้าใจเฉไปเฉมา ถูกบ้างผิดบ้าง ไม่ผมีลในที่สุดว่า เป็นความปล่อยวาง. ฉะนั้น จะต้อง ทำให้ถูกกับเรื่อง คือ ดู - ดูแล้วก็ เห็น, เห็นแล้วก็เห็นความจริง ว่าไม่น่ายึดมั่นถือมั่น แล้ว มันก็ปล่อยวาง; ไม่ใช่การคิดนำ, ไม่ใช่การคิดไปตาม แบบที่เล่าเรียนมา. คำว่า เห็น, ทีนี้ จะอธิบาย คำว่า เห็น, คือว่าดู-ดู แล้วเห็น ; ถ้าเห็นจริง ก็จะเห็นตามที่เป็นจริง อย่างที่ว่า ยถาภูตสัมมัปปัญญา. เห็นตามที่เป็นจริงว่าอย่างไร ? เห็นตามที่เป็น จริงนั้น เห็นว่าอย่างไร ? เห็นว่ามัน เป็นเช่นนั้นเอง โว้ย ! มันเป็นเช่นนั้นเองโว้ย ! จะเรียกว่า ทุกขัง หรือ
น.46 ๓๘ อนัตตา ไม่เรียกก็ได้, เรียกก็ได้ แต่ว่า โอ ! มันเป็น อย่างนี้, มันเป็นอย่างนี้, มันเป็นอย่างนี้, คือ เห็นตถตา เห็นอนิจจัง ก็ได้ เห็นทุกขัง ก็ได้ เห็นอนัตตา ก็ได้, เห็นว่ามันเป็นอย่างนี้ ๆๆ. ไม่รู้จักเรียกชื่อก็ได้ คือเรียก ไม่เป็นว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้พูดไม่เป็น เรียกไม่ เป็นก็ได้ แต่มันเห็นชัดลงไป : มันเป็นอย่างนี้ ๆ นี่เอง คือเห็นความที่มันเปลี่ยนแปลง, แล้วมันก็เต็มไปด้วยความ ไม่จริง, เอาสาระที่ตรงไหนไม่ได้. นี่คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. เห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ; มัน สักว่าเป็นเช่น นั้นเอง; เห็นจริงแล้วจะรู้สึกว่า โอ๊ย ! มันเท่านี้เอง. มันเท่านี้เอง ไม่มีอะไรมากกว่านี้ ; หรือว่ามันสักว่าเท่านั้น หนอ, สักว่าเช่นนั้น เท่านั้นหนอ, ไม่เห็นว่าเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา คือเห็นว่ามันเป็น สักว่าเท่านั้น หนอ. เช่น เห็นร่างกายอย่างนี้ ก็เห็นว่า ประกอบด้วย ดินน้ำ ลม ไฟ เท่านั้นหนอ. เห็นเวทนา : เวทนารู้สึกอร่อย หรือไม่อร่อย, รู้สึกว่า โอ๊ะ ! มันสักความรู้สึกเท่านั้นหนอ, สักว่าความรู้สึก
น.47 ๓๙ ที่เกิดขึ้นแก่ระบบประสาทของเรา ตามกฎของธรรมชาติ เท่านั้นหนอ. เท่านั้นหนอ . นั่นมันเป็นใจความสำคัญ มันไม่ มีอะไรที่เป็นตัวตนอะไร มันเป็นสักว่า เช่นนั้นเอง เท่านั้น หนอ. เวทนาที่หลงใหลกันนัก ยึดถือกันนัก มันสักว่า ความรู้สึกเท่านั้นหนอ : ไม่ใช่ตัวตนอะไร, สักว่าความรู้สึก ที่มันเกิดขึ้นแก่จิตตามธรรมดา ตามกฎของธรรมชาติ ปรากฏออกมาทางระบบประสาทเท่านั้นหนอ. มันก็ไม่ หลงรักเวทนาอีกต่อไป, ไม่ยึดมั่นถือมั่นเวทนาอีกต่อไป. สัญญา ก็เหมือนกัน ความสำคัญมั่นหมายนี่ ; ถ้ามันโง่ไปแล้ว มันก็สำคัญมั่นหมายอย่างนี้หนอ ฉะนั้น สัญญาก็สักว่าความสำคัญเท่านั้นหนอ. สังขาร สักว่าความคิด เท่านั้นหนอ. วิญญาณ ก็คือว่า ความรู้แจ้ง ตามธรรมชาติ เมื่อ อายตนะกระทบกันเท่านั้นหนอ นี่รวมความว่า สักว่าเท่านั้นหนอ, สักว่าเป็นเช่นนั้น เท่านั้นหนอ ไม่มีตัวตนอะไรที่ไหน. นั่นแหละ เรียกว่า เห็นตถตา : เห็นความเป็นเช่นนั้น, เห็นธรรมะสูงสุด
น.48 ๔๐ คือเห็นความเป็นเช่นนั้น เรียกว่า ตถา , ตถา- ความ เป็นเช่นนั้น. ใครเห็นความเป็นเช่นนั้น ก็เรียกว่า เห็น ตถา. ผู้ใดถึงตถา เรียกว่า ตถาคต. ตถาคโต - ผู้ถึง แล้วซึ่งตถา ก็คือเห็นตถา เห็นว่ามัน สักว่าเท่านั้นหนอ, ไม่มีตัวตน สัตว์ บุคคล อะไร ที่ไหนหนอ; นี่ถึงตถา. มีคำแทนชื่อหลายคำ :- ตถตา - ความเป็นเช่นนั้น, อวิตถตา - ความ ไม่ผิดไปจากความเป็นเช่นนั้น, อนัญญฺตา - ความไม่เป็น โดยประการอื่นจากความเป็นเช่นนั้น, ธัมมัฏฐิตตา - เป็น ความตั้งอยู่ตามกฎของธรรมชาติ ของสิ่งที่เป็นธรรมดา, ธัมมนิยามตา - เป็นกฎตายตัวของธรรมดา, อิทัปปัจจยตา - ความที่มีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น. นี่คือ ความเป็นเช่นนั้นเอ ง ที่ชัดเจนที่สุด ละเอียดที่สุด, คือเห็นว่า เพราะมีเหตุปัจจัยอย่างนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น ตามกฎของธรรมชาติ. ฉะนั้นไม่มีตัวตน ไปรัก เข้าก็โง่, ไปเกลียดเข้าก็โง่, ไปกลัวเข้าก็โง่ ไปอะไร ๆ เข้า มันก็โง่ทั้งนั้นแหละ ; เพราะว่ามันเป็นอย่างนั้นเอง ตาม
น.49 ๔๑ กฎของธรรมชาติ ; อย่างนี้จึงเรียกว่า เห็น ดูแล้วเห็น ก็เห็นตามที่เป็นจริง ว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง. .... .... .... .... ทีนี้ จะดูกันที่ไหนล่ะ ? เอ้า, ปัญหาต่อไปอีก ก็ว่า จะดูกันที่ไหน ? ตอบอย่างกำปั้นทุบดิน ก็ดูเข้าไปที่สิ่งที่ กำลังเป็นปัญหา. สิ่งไรกำลังเป็นปัญหา กระทบจิตใจ รบกวนจิตใจ เ ป็นความทุกข์ทนอยู่ก็ดูที่สิ่งนั้นแหละ ; ฉะนั้น สิ่งนั้นอาจจะเป็นเพียงวัตถุก็ได้ วัตถุ ก้อนหิน ก้อนดิน ทรัพย์สิน วัว ควาย ไร่นา อะไรก็ได้; ถ้ามัน เป็นที่ตั้งแห่งปัญหา แห่งความทุกข์ แห่งความยึดถือ แห่ง ความวิตกกังวล ห่วงใย ทะเลาะวิวาทอะไร ก็ดูไปที่นั่น; นี่เรียกว่า ดูที่วัตถุ. ถ้าว่าอีกทีหนึ่ง ก็ที่ร่างกายของเรา เรื่องมันอยู่ที่ ร่างกายของเรา ที่เป็นภายในเข้ามาหน่อย ก็ ดูที่ร่างกาย ของเรา คือดูที่กิริยาอาการที่เรามีอยู่เป็นนิสัยปกติ คือดู ที่อิริยาบถ อย่างนี้ก็ได้.
น.50 ๔๒ นี้ลึก เข้าไปข้างใน ก็ดูที่ความรู้สึก ที่กำลังรู้สึก อยู่อย่างไร. จะดูที่ไหน ? ดูที่วัตถุ ดูที่ร่างกาย ดูที่ อิริยาบถ กิริยาอาการ ดูที่ความรู้สึก ก็มีผลเหมือนกันแหละ. คือมันจะเห็นแจ้งชัด ตามที่เป็นจริง : โอ๊ะ มัน สักว่าเท่านั้นหนอ. ฉะนั้น ทำกัมมัฏฐานแบบหนอ ๆ นั้นน่ะ เขาก็มี หลักเกณฑ์ที่ดีมาก ที่ถูกต้อง แต่ว่าจะปฏิบัติกันถูกต้อง หรือไม่นั้น มันอีกปัญหาหนึ่ง แต่หลักของเขาดีและถูกต้อง ; คือที่ว่า เดินหนอ หมายความว่า มัน สั กว่าอาการเดินเท่านั้น หนอ, นั่งหนอ ก็ สักว่า อาการนั่งเท่านั้นหนอ. ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ ก็เหมือนกัน ให้มองเห็นว่า สักแต่ ว่าอาการอย่างนั้น เท่านั้นหนอ, ไม่มีบุคคล ไม่มีตัวตน. ดูให้เห็นอยู่ ไม่มีบุคคลตัวตน มัน สัก แต่ว่า กิริยาอาการอย่างนั้นเท่านั้นหนอ เดินหนอ หมายความว่า มันสักว่าอาการเดิน ของสังขารตามธรรมชาติ เท่านั้นหนอ ; บุคคลไม่มี. นั่งอยู่ก็เหมือนกัน นั่งหนอ ปวดหนอ เจ็บ หนอ; ถ้าว่า เจ็บหนอ ก็หมายความว่ามันเป็นสักว่า ความรู้สึกตามธรรมชาติที่ระบบประสาท, ที่เราเรียกกันว่า
น.51 ๔๓ เจ็บเท่านั้นหนอ ไม่มีบุคคลผู้เจ็บ ไม่มีบุคคลที่เป็นเจ้าของความเจ็บ. ฉะนั้นเรื่องหนอนี้ ถ้าว่าตีความหมายถูกต้อง ก็ คือเห็นความเป็นเช่นนั้น ของสังขารทั้งปวง เห็นตถา กระทั่งเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้เรียกว่า ดูที่วัตถุ ก็ได้ ร่างกาย ก็ได้ กิริยาอาการ ก็ได้ ที่ความรู้สึกในจิต ก็ได้ ตัวจิต เองก็ได้. ทีนี้ อีกทางหนึ่ง พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัส ไว้อย่าง สรุป ท่านว่า ดูที่โลก โลกทั้งปวง คำว่า "โลกทั้งปวง" คือ โลกทั้งปวงในความหมายธรรมดาในภาษาไทย ก็ได้ โลกทั้งปวง ก็คือทุกอย่างในโลก. ถ้ามันเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรา จนเป็นปัญหาแล้วก็ เรียกว่าต้องดูแหละ. ฉะนั้นดูโลก ทั้งปวง หรือสังขารปรุงแต่งที่อยู่แวดล้อมรอบ ๆ ตัวเราอยู่ นี่เรียกว่า โลกทั้งปวง. ถ้าจะมาทำให้ชัดไปกว่านั้น ก็ต้องดูที่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ที่เกิดขึ้นตามธรรมดา ; แล้วก็มารู้สึกอยู่แก่จิตใจ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ๖ อย่างนี้ : รูปที่ปรากฏแก่ตา เสียงที่ปรากฏ
น.52 ๔๔ แก่หู กลิ่นที่ปรากฏแก่จมูก รสที่ปรากฏแก่ลิ้น สัมผัสผิวหนัง ที่มาปรากฏแก่ผิวหนัง. นี่ก็เรียกว่าโลกได้เหมือนกัน ; คือเราดูให้ละเอียด แยกให้ชัดเป็นสิ่ง ๆ ไป; หรือมิฉะนั้น ก็ใช้คำรวม ๆ ว่า โลกทั้งหมด. ดูไปที่โลก ไม่ต้องพิจารณาดู; ถ้าดูสิ่งที่มัน เป็นภายในนั้น ดูด้วยความรู้สึก ที่ว่าดูด้วยตาไม่ได้ แต่ ดูด้วยความรู้สึก, แล้วก็รู้สึกได้ เช่น เรารู้สึกหนาว ร้อน เย็น เหม็น หอม อะไรก็ตามเถอะ นี้มันไม่ได้ดูด้วยตา เนื้อนี้; แต่มันดูด้วยความรู้สึก มันรู้สึกอยู่ได้ ว่าเป็น เช่นนั้น ๆ นั่นดูด้วยตา นั้นอย่างหนึ่ง; ดูด้วยความรู้สึก ทางประสาทนั้นอย่างหนึ่ง. แล้วก็ ดูด้วยปัญญาในชั้นลึก คือ ยถาภูตสัมมัปปัญญา นั้นอีกอย่างหนึ่ง ทีนี้มันก็ว่าเห็นหรือไม่เห็น. ถ้าเห็นก็เห็นด้วยตาม ที่เป็นจริง เพราะเราไม่ได้คิดนี่ เราไม่ได้ว่าเอาเอง, เราไม่ ได้คิดนำ; ก็ต้องเห็นตามที่มันเป็นอยู่เอง เป็นอยู่จริง; เช่น เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ตามที่มันเป็นจริงอยู่. สรุปแล้ว พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สุญโญ-ว่าง, อตฺเตน วา อตฺตนีเยน วา -ว่างจากตัวตน หรือ ว่างจากของ ตน, ว่างจากความเป็นตน, ว่างจากความเป็นของตน
น.53 ๔๕ ดูไปที่โลกทั้งโลก ทั่วทั้งโลก ก็เห็นแต่สิ่งที่ว่าง จากตัวตน และว่างจากความเป็นของตน ดูที่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่มากระทบ เราเข้าแล้ว ก็เห็นว่าว่างจากตัวตน หรือจากความเป็น ของตน. ดู ที่ความรู้สึกข้างใน ที่เกิดอยู่เป็น เวทนา เป็น สัญญา เป็นอะไรก็ตาม ก็เห็นว่าว่างจากตัวตน ว่างจาก ของตน. นี่แหละคือการเห็น และยอดสุดของการเห็น เห็น จริงจัง เห็นถึงที่สุด ก็คือเห็นข้อนี้ เห็นว่าว่างจากตัวตน หรือของตน, เห็นอย่างอื่นยังไม่ใช่สูงสุด. เห็นอนิจจัง เห็นทุกขัง ยังไม่ใช่สูงสุด: ต่อเมื่อเห็นว่า สุญโญ ว่าง, อตฺเตน วา, อตฺตนีเยน วา -จากตัวตนหรือจากของตน นี้เรียก ว่า เห็นถึงที่สุด เห็นความจริงถึงที่สุด พอเห็นอย่างนี้แล้ว มันก็จบเรื่อง, คือจิตไม่รู้ จะไปยึดถืออะไร หันไปทางไหน มันก็ว่างจากตัวตนและของ ตนเสียหมด. จิตก็เลยไม่รู้จะยึดถืออะไร มันก็ไม่ยึดถือ
น.54 ๔๖ อะไร ก็เป็น จิตที่ว่างจากการยึดถือ. นี่คือ เห็นถึง ที่สุด, ยอดสุดแห่งการเห็น คือ การเห็นว่ามันว่างจากตัว ตน ว่างจากของตน. การทำให้เห็น อย่างนี้แหละ เป็นยอดของ ศิลปแห่งการดู ซึ่งเป็นหัวข้อเรื่องของการบรรยายในวันนี้, ว่าวันนี้ อาตมาบรรยายด้วยหัวข้อว่า ศิลปแห่งการดูด้วย ยถาภูตสัมมัปปัญญานั้น ; เราเห็นว่าว่างจากตัวตน ว่าง จากของตน มีผลเด็ดขาดลงไปว่า ไม่ตกเป็นทาสของสิ่ง ใดๆ คือไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดๆ โดยความเป็นตนหรือ เป็นของตน. ถ้าเรายึดถืออะไรเป็นตนเป็นของตน เราก็ตก เป็นทาสของสิ่งนั้น ; นั่นคือยึดมั่นถือมั่นแล้วเป็นทุกข์ ถ้าเห็นตามที่เป็นจริงอย่างนี้ มันก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด, ก็เลยไม่ตกเป็นทาสของสิ่งใด นี้ขอให้ เราทุกคนรู้เรื่องของการดูนี้ไว้ให้เพียง พอ เรียกเป็นบาลีก็เรียกว่า วิปัสสนา : วิ แปลว่า แจ่มแจ้ง, ปัสสนา แปลว่า เห็น, วิปัสสนา แปลว่า เห็นอย่างแจ่มแจ้ง ; เพราะมันดูเป็น ดูถึงที่สุด.
น.55 ๔๗ ขอให้ลองคิดดูเถอะว่า เดี๋ยวนี้เราไม่ได้ดู. เราดู ไม่เป็น แล้วเราก็ไม่ได้ดูมากกว่า ; อยู่ด้วยความประมาท ตลอดวันตลอดคืน ; ไม่ได้ดู. นึกจะดูขึ้นมาบ้างก็ดูไม่เป็น มันไปดูอย่างคิดนึก พิจารณาตามเหตุผลเสียหมด จึงไม่เห็น เพราะไปถูกครอบงำอยู่ด้วยการพิจารณา โดยวิธีการใช้เหตุผล. เดี๋ยวนี้เรื่อง วิปัสสนา เรื่อง ดูกันจริง ๆ ก็ไม่ค่อย จะมี มันมี แต่การพิจารณาชนิดคิดนำ ไปเสียหมด, คิดนำ เรียนมาอย่างไร, คิดนำไปอย่างนั้น ; วิปัสสนาก็ไม่มี. เป็น อันว่าในโลกปัจจุบันนี้ แล้วก็ยิ่งลำบากใหญ่ เพราะว่าโลก ปัจจุบันนี้เขาชอบปรัชญา ชอบ philosophy นี้เป็นการ อนุมาน ด้วยการใช้เหตุผลตามวิถีทางของปรัชญา ทำให้ ตายก็ไม่มีวิปัสสนา ; มันก็ไม่มีการเห็น, ก็ไม่ได้รับผล ของการวิปัสสนา. นี้พุทธบริษัทเราจะเป็นอย่างนั้นไม่ได้. ขอเสียทีเถิด ว่า ขอให้ทำวิปัสสนาอย่างการ ดู ให้เป็น และดูให้เห็น. อย่าเป็นเรื่องการใช้เหตุผลตาม แบบตรรก, หรือการใช้เหตุผลตามแบบของนัย, คือตาม แบบของตรรกวิทยา หรือปรัชญาก็ตาม ; นั่นไม่นำไปสู่ การเห็น.
น.56 ๔๘ เรามีวิธีดูตามแบบของเรา ของพุทธบริษัท ตามแบบของพระพุทธเจ้า. เราเตรียมตาที่จะดู ก็คือ ทำจิตให้เป็นสมาธิ. จิตที่เป็นสมาธินี้ มันพร้อมที่จะดู และเห็น ; ฉะนั้น ในเบื้องต้นเราจึงฝึกการเป็นสมาธิ เสียก่อน ; เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว ใช้จิตชนิดนี้เป็นตา สำหรับจะดู คือวิปัสสนา แล้วก็เห็น ดูแล้วเห็น นี้คือ วิปัสสนา. ฉะนั้น ทำสมาธิก่อน เพื่อจะให้มีตา คือ จิตที่พร้อมที่จะดู. พอมีตาชนิดนี้แล้วไปดู ตอนนี้ก็เป็น วิปัสสนาโดยตรง. นี่พอดู แล้วก็เห็น. แต่คำสำหรับพูดนี้ เขารวมหมดทั้งสมาธิและทั้ง วิปัสสนานี้ ว่า วิปัสสนา ทำวิปัสสนาคือทำสมาธิ แล้วก็ ทำปัญญา เรียกว่าทำวิปัสสนา มันก็ถูก ; เพราะว่าถ้า ไม่มีสมาธิแล้วก็ไม่มีตาที่จะดู. ทำสมาธิเสียก่อน แล้วก็มี จิตที่ดีแล้ว ที่อบรมดีแล้ว สำหรับเป็นตาที่จะดู แล้วก็ไปดู แล้วก็เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, หรือจะรวมเรียกว่า เห็นตถตา ก็ได้.
น.57 ๔๙ เห็นความเป็นเช่นนั้น คือ เห็นความที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ; ถ้าเห็นจริง ก็สรุปผล ออกมาว่า ว่างจากตัวตน ไม่มีอะไรที่เป็นตัวตนหรือเป็น ของตน. จิตก็ไม่ยึดถือจับฉวยอะไรโดยความเป็นตัวตน ของตน. นี้เรียกว่า จิตนั้นหลุดพ้น, จิตนั้นหลุดพ้นด้วย ความไม่ยึดถือ, หลุดพ้นจากความยึดถือ, แล้วก็เป็นจิตที่ไม่ ยึดถือ มันก็หมดปัญหา คือไม่มีความทุกข์. สรุปความว่า สำคัญอยู่ที่การดูให้เป็น แล้ว จึงเห็น . นี้การดูจนเห็นนี่ เป็นยอดของศิลปในด้าน จิตใจ หรือทางจิตทางใจ. เราต้องทำให้ละเอียด ประณีต สุขุม ที่สุด ให้งดงามที่สุด จึงจะสำเร็จประโยชน์. อาตมา จึงขอใช้คำว่า ศิลปแห่งการดูด้วย ยถาภูตสัมมัปปัญญา หรือเห็นด้วย ยถาภูตสัมมัปปัญญา. การดูนี้เป็นสมบัติของ พุทธบริษัท, พุทธบริษัทใดไม่มีการดูและการเห็น คนนั้น ไม่ใช่พุทธบริษัท ; นี่พูดหยาบคายว่า คนนั้นไม่เป็นพุทธ- บริษัท เพราะไม่มีสมบัติแห่งการดูและการเห็น ; ต้อง มีการดูและการเห็นเป็นสมบัติของตัว คนนั้นจึงจะเป็น
น.58 ๕๐ พุทธบริษัท คือผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ที่เป็นสาวกของ พระพุทธเจ้า. ขอให้ท่านทั้งหลายทุกคนสนใจกับคำว่า ดู. ดูให้ เป็นและดูให้เห็น แล้วก็จะได้เป็นพุทธบริษัท ที่ได้รับ ประโยชน์จากการเป็นพุทธบริษัทแน่นอน. การบรรยายในวันนี้ก็สมควรแก่เวลาแล้ว ก็ขอยุติไว้ ขอให้ เป็นโอกาสให้พระคุณเจ้า ได้สวดบทคุณสาธยายพระธรรม ที่ส่งเสริม กำลังใจ สำหรับการประพฤติปฏิบัติธรรมะสืบต่อไป. พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๙๒-๙๖ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ ๒ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา พ.ศ. ๒๕๒๓ โทร. ๒๒๑๒๓๓๗
Buddhadasa