น.11 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งภาควิสาขบูชา เป็น ครั้งที่ ๘ ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงกล่าวเรื่อง ปรมัตถศิลป แห่งการครองชีวิต ต่อไปตามเดิม. แต่ในครั้งนี้จะได้ กล่าวโดยหัวข้อย่อยว่า ศิลปแห่งการมีพระพุทธเจ้าอยู่กับเนื้อ กับตัว.
น.12 ๒ [ซ้อมความเข้าใจคำว่าศิลป.] ขอซ้อมความเข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับผู้ ไม่เคยฟังมาแต่ต้นสักหน่อยหนึ่ง ในเรื่องของคำว่า ศิลป ; เพราะว่าเมื่อท่านได้ยินคำว่า ศิลป ท่านอาจจะเข้าใจความหมาย ผิดไปจากที่อาตมาต้องการจะให้ถือเอา; เพราะเคยได้ยิน คำว่า ศิลป - ศิลป กันแต่เพียงของที่ตบตา ใช้ความงาม หรือความแปลกประหลาดเป็นเครื่องตบตา ; ไม่ใช่ของที่ จริงแท้แน่นอน ถาวร เด็ดขาด แต่ประการใด ครั้นมาได้ยินคำว่า ศิลปแห่งการมีพระพุทธเจ้าอยู่ กับเนื้อกับตัว เขาก็ไม่เชื่อว่ามันจะเป็นสิ่งที่จะมีได้, แล้วก็ เลยถือหรือหาว่ามันเป็นเรื่องหลอกลวง ; เพราะ คนโดยมาก ไม่รู้จักพระพุทธเจ้า ชนิดที่จะเอาไว้กับเนื้อกับตัวได้, รู้จักแต่พระพุทธเจ้าที่เป็นอย่างคน เกิดในประเทศอินเดีย นานมาแล้ว นิพพานแล้ว เผาแล้ว เหลือแต่กระดูกแล้ว อย่างนี้จะเอามาอยู่กับเนื้อกับตัวได้อย่างไร หรือ บางคนถือเขยิบใกล้เข้ามาสักหน่อย เอา พระพุทธรูปของพระพุทธเจ้า มาแขวนไว้ที่คอ แล้วก็เรียก ว่าอยู่กับเนื้อกับตัว. นี่ก็จะพาลเข้าใจว่า อาตมาก็จะกล่าว
น.13 ๓ ถึงการแขวนพระพุทธรูปนั้นอีก ; ในที่นี้ ไม่ได้กล่าว อย่างนั้น ไม่ได้มุ่งหมายอย่างนั้น ขอให้เข้าใจคำว่า ศิลป อย่างถูกต้อง ดังที่ได้ เคยอธิบายมาแล้วหลายครั้ง. คำว่า ศิลปนี้ในภาษาไทยมี ๒ ความหมายจริง ๆ เหมือนกัน คือ ความหมายสำหรับของ หลอก ๆ ตบตา นั้นก็มี ; ส่วนที่ เป็นของจริงนั้น ก็หมาย ถึงสิ่งที่มีความงามอย่างยิ่ง สำเร็จประโยชน์อย่างยิ่ง แล้วก็ ทำยากอย่างยิ่ง. ถ้าซื้อขายกัน ก็แพงอย่างยิ่ง : นี้เป็นไป ใน ทางวัตถุ. แต่ในทาง ฝ่ายจิตใจ ก็เหมือนกัน งดงามอย่างยิ่ง สำเร็จประโยชน์อย่างยิ่ง ทำยากอย่างยิ่ง มันเป็นศิลปใน ทางจิตทางใจ. คำว่า ศิลป นี่ มันคล้าย ๆ กับคำอีกคำหนึ่ง ; ถ้า เป็นเรื่องทางใจ นั่นก็คือคำว่า อุปายวิธี คือวิธีแห่งการใช้ อุบาย แต่คำว่า อุบาย ในภาษาไทยนี้ กลายเป็นเรื่อง หลอก ๆ ไปเสียอีก ใน ภาษาบาลี คำว่า อุบาย ไม่ใช่หมายถึง เรื่องหลอกลวง แต่ เป็นวิธีอันเร้นลับ; ใช้ในทาง หลอกลวง ก็ได้, ใช้ในทางซื่อสัตย์สุจริต ก็ได้. แม้แต่ การ ประพฤติกระทำให้มีการบรรลุ มรรค ผล นิพพาน ก็ เรียกว่า อุปายวิธี หรืออุบายด้วยเหมือนกัน.
น.14 ๔ ฉะนั้น ท่านจงทราบไว้ว่า ในภาษาไทย เรา แม้จะ รับ เอาคำในภาษาบาลีมาใช้ แต่ก็ใช้ไม่ค่อยหมด หรือว่า ใช้ครึ่งเดียว, หรือให้มีความหมายไปในทางใดทางหนึ่ง ตาม ที่นิยมใช้กันโดยมาก เช่นคำว่า "อุบาย" นี้ ก็หมายถึง เรื่องหลอกลวง ; ถ้าเรื่องว่า ทิฏฐิ ก็มักจะหมายถึงมิจฉา- ทิฏฐิโดยส่วนเดียว. เรื่อง "ศิลป" ในภาษาไทย เรานี้ ก็เหมือนกัน นิยมใช้กันแต่ในความหมายที่เป็นไปเพื่อการหลอกลวงตบตา ; สู้คำในภาษาฝรั่งไม่ได้. คำว่า art ที่แปลว่า ศิลป นั้น เขา ก็ได้แยกออกเป็น ๒ คำ คือ ถ้า เป็นไปเพื่อหลอกลวง เขาก็ ใช้คำว่า artificial, ถ้า เป็นไปในทางสุจริต เขาจะใช้คำว่า artistic คือมันเป็นของที่ ทำได้ยาก มี ความประณีตมาก งดงามอย่างยิ่ง สำเร็จประโยชน์อย่างยิ่ง ตรงกันกับหลัก ทั่วไป. ทีนี้ก็อยากจะดูถึงคำง่าย ๆ ในภาษาไทยเรา ก็มีอยู่ บางคำ เช่นคำว่า "เคล็ด". คำว่า เคล็ด นี้ท่านจะถือว่า เป็นคำมีความหมายทางเลวร้าย หรือความหมายทางดี ? อาตมา เห็นว่า คำว่า เคล็ด นี่ ใช้ได้ทั้งในทางเลวและในทางดี ;
น.15 ๕ ใช้เคล็ดเพื่อทำความดี มันก็ได้ผลดี, ใช้เคล็ดในทางทำ ความเลว มันก็ได้ผลเลว. แต่คำว่า เคล็ด นี่ มันมี ความหมายอยู่ตรงที่ว่า ให้ ทำง่าย ๆ ให้ ทำเร็วๆ แล้วให้ ใช้แรงน้อย ใช้ทุนน้อย แล้วก็ ได้ผลมาก ; อย่างนี้ เราเรียกว่า เคล็ด. ถ้าเอามาใช้กับสิ่งที่ยาก ที่งดงามมาก ที่มี ประโยชน์มาก เคล็ดนั้นก็คือศิลป นั่นเอง ; แต่ถ้าเอา ไปใช้ในทางหลอกลวง, มันก็เป็นเรื่องหลอกลวงไป, มันก็ หลอกลวงได้มาก, หลอกลวงชนิดที่มีกำไรมาก สมกับที่คำว่า มันเป็นเคล็ด. และเดี๋ยวนี้ก็มีคำยืมมาจากภาษาต่างประเทศ อีกคำหนึ่ง คือคำว่า เทคนิค (technics) ; ถ้าเรา มีเทคนิค เราก็ ทำได้ผลดี ได้เร็ว ได้ประโยชน์มาก และลงทุนน้อย, ถ้า ผิดเทคนิค ไม่มีเทคนิค มันก็มี ผลตรงกันข้าม. เดี๋ยวนี้ เราก็ชอบใช้ คำว่า "เคล็ด" ชอบใช้คำว่า เทคนิค หรือ อุบาย กันอยู่แล้วเป็นประจำ ; ก็ขอให้ เอามา ใช้ในทางที่ถูกต้อง ที่เป็นประโยชน์ แก่ ที่เป็นสิ่งสุจริต บริสุทธิ์ใจ กันดูบ้าง ; โพล ก็ จะได้รับผลเกินคาด คือลง
น.16 ๖ ทุนน้อย ได้ประโยชน์มาก ได้ประโยชน์สูง ได้ประโยชน์ลึก โดยง่าย โดยด่วน และโดยเร็ว. นี่แหละขอให้ถือเอา ความหมายของคำว่า ศิลป กัน อย่างนี้ จะชอบเรียก ว่า เคล็ด ก็ได้, จะชอบเรียกว่า อุบาย วิธี ก็ได้ จะชอบเรียกว่า เทคนิค ก็ได้, แล้วแต่ใครจะชอบ ใช้คำไหน ; สำหรับอาตมาเองนั้นเห็นว่า เราควรจะ ใช้คำว่า ศิลป. [เริ่มบรรยายครั้งนี้.] วันนี้จะพูดถึง ศิลปแห่งการมีพระพุทธเจ้าอยู่ กับเนื้อกับตัว. คนไม่เคยฟังมาแต่ก่อน ก็จะไปฟัง ไปใน ทางที่ว่า เป็นเรื่องเล่นไม่ซื่อ "จะเอาพระพุทธเจ้ามาอยู่กับ ตัว นี้ ฉันไม่เชื่อ ; ฉะนั้นเมื่อแกมาพูดอย่างนี้ ก็ต้องเป็น เรื่องหลอกกันเล่น, ถึงแม้จะเอาพระพุทธเจ้ามาอยู่กับเนื้อ กับตัวได้ ก็เป็นพระพุทธเจ้าหลอก ๆ, หรือพระพุทธเจ้า ศิลปไปเสียอีก ไม่ใช่พระพุทธเจ้าจริง". นี่ ถ้าได้เกิดความ รู้สึกขึ้นมาอย่างนี้แล้ว ก็คงจะไม่ตั้งใจฟัง ไม่สนใจฟัง ไม่เข้า ใจไม่รู้เรื่อง, แล้วก็เลย ไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากการฟัง.
น.17 ๗ ต้องศึกษาคำว่า ศิลป ให้ถูกต้อง. ศิลปต้องให้มีความหมายครบถ้วน อย่างที่เคย พูดมาแล้ว อย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ คือว่า :- ข้อที่ ๑. สิ่งที่มีความงดงาม เป็นข้อแรก, งดงามอย่างจับใจ, เป็นที่ตั้งแห่งความรัก ความพอใจ ความ เลื่อมใส, พร้อมที่จะจูงใจบุคคลนั้นไปได้ตามปรารถนา. นี่ เอาความงามมาเป็นข้อแรก. ข้อที่ ๒. นี้ก็มาถึง ความ มีประโยชน์อย่างยิ่ง ; หมายความว่า การที่ลงทุนทำ กันทั้งที่นี้ เพื่อประโยชน์ อย่างยิ่ง มีผลเกินค่า หรือว่ากำไรมากที่สุด. นี่พูดกัน อย่างวัตถุ. ข้อที่ ๓. ก็มาถึงคำว่า ละเอียด ประณีต สุขุม ในทางฝีมือ, คือต้องมีฝีมืออย่างยิ่ง จึงจะทำได้. เมื่อ ครบทั้ง ๓ อย่าง คือ งาม และ ประโยชน์ อย่างยิ่ง และ ฝีมืออย่างยิ่ง ก็เรียกว่า "ศิลป". ถ้าเมื่อ ลงทุนทำถึงขนาดนี้แล้ว มัน เป็นเรื่องหลอกลวงไป ไม่ได้ ; จะหลอกลวงไปทำไม เมื่อต้องใช้ความพยายาม มากอย่างยิ่งอยู่แล้ว จึงจะได้สิ่งนี้มา.
น.18 ๘ นี่ถ้าว่า จะเป็นเรื่องที่ น่าสนใจ น่าปรารถนา ก็คือ เป็นหนทาง ที่จะให้สิ่งที่ลึกซึ้ง หรือสูงสุด หรือ ยากลำบากนั้น กลายมาเป็นสิ่งที่อยู่กับเราได้, สำเร็จ ประโยชน์กับเรา, หรือ ใช้เป็นประโยชน์ได้. เช่นว่า การครองชีวิตให้งดงาม ตามแบบที่เรียกว่า พรหมจรรย์, คือแบบแห่งการครองชีวิตอันประเสริฐ นั่น มัน มีค่ามาก ; จึงต้องลงทุนตามวิธีทางของศิลป : คือ ทำอย่างละเอียดลออประณีต จึงจะสำเร็จ แล้วก็ ได้ผลเป็น ประโยชน์สูงสุด ที่มนุษย์ควรจะได้, และถ้า ดูแล้ว มันก็งาม คือ ชวนให้คนทั้งหลายมาสนใจรับเอาไป. พระธรรมมีความงาม ทั้งเบื้องต้น, ท่ามกลาง และเบื้องปลาย. หรือดังที่บอกแล้วว่า พระศาสนา ก็ดี พระธรรม ทั้งหลายก็ดี มีความงาม เป็นเครื่องดึงดูดใจ. ถ้าคนฟัง เข้าใจ ก็จะรู้สึก ความงามในพระศาสนา หรือในพระธรรม วินัย แล้วเขาก็ยอมรับปฏิบัติ.
น.19 ๙ เรื่องทาง ศาสนา ก็ยัง เกี่ยวกับวิธีการที่เรียกว่า ศิลป ; ดังที่ พระพุทธเจ้าเองก็ทรงใช้คำว่า งามเบื้องต้น งามท่ามกลาง งามเบื้องปลาย ว่าเป็นลักษณะอันสำคัญ ถึง กับ ทรงกำชับให้ภิกษุทั้งหลายแสดงธรรม ประกาศพรหมจรรย์ ให้งดงาม ถึงขนาดนี้. นี่ เราในฐานะที่เป็นสาวก ก็มีหน้าที่ทั้งทางที่ จะศึกษาปฏิบัติ, และทั้งทางที่จะสืบพระศาสนา คือ เผย แพร่สั่งสอน กันสืบไป. เรา ต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ซึมซาบมาแล้ว โดยถูกต้อง และ ครบถ้วน ว่า พระธรรม นั้นงามอย่างไร มีประโยชน์อย่างไร ละเอียดประณีต อย่างไร จึงจะสามารถสั่งสอนเผยแผ่ พระพุทธศาสนาสืบ ต่อไป, ไปยังบุคคลอื่น อันจะมีมาในภายหลัง ให้เขาได้เข้าใจ และรับเอาไปได้ ซึ่งพระธรรมอันสูงสุด, โดยวิธีการแห่ง ศิลป อันจะพึงใช้ในการเผยแผ่. อาตมาจึงเห็นว่า เป็นการสมควรอย่างยิ่ง ที่จะมี วิธีการ คือการ ใช้ศิลปให้ถูกต้อง ในการเผยแผ่พระ- พุทธศาสนา.
น.20 ๑๐ คนทั่วไปในโลก จะเป็นฝรั่งหรือเป็นคนพวกไหน ก็ดี มีคำว่า art หรือ ศิลป นี้ใช้ ก็เพราะเกิดความรู้สึกขึ้น มาได้ในภายใน จากจิตใจของตัวเอง ซึ่งนิยม ความงาม ความ มีประโยชน์ และ ความละเอียดประณีตในทางฝีมือ ; ฉะนั้น เขาจึงใช้คำคำนี้กันทั่วไปหมด แม้ในภาษาไทยก็มีคำคำหนึ่ง ที่ใช้ในความหมาย ที่ตรงกับคำว่า art หรือ ศิลป. ธรรมะในศาสนาของเรา ก็มีอาการอย่างนี้อยู่แล้ว, มีหลักเกณฑ์อย่างนี้อยู่แล้ว ; ฉะนั้น จึงสะดวกที่จะใช้ ; และจะน่าหัวเราะมากทีเดียว ถ้าว่า จะพูดว่า เรามีอยู่แล้ว เราใช้อยู่แล้ว แต่เราก็ยังไม่รู้จักชื่อของมัน, ไม่รู้จักเรียกคำ คำนี้, ทั้งที่เราก็ได้ใช้กันอยู่แล้ว :- ในการแสดงธรรม ก็ดี ในการเขียนประพันธ์ ก็ดี มีการใช้ศิลปอย่างเต็มที่. ที่เป็นไปสุดเหวี่ยง ก็คือ การใช้กาพย์กลอนที่ไพเราะ ; แม้จะเป็นคำร้อยแก้ว ไม่ใช่ กาพย์กลอน ก็ต้องมีลักษณะแห่งศิลปเต็มที่, คือ ถ้อยคำ ไพเราะ มีเนื้อความดีสูง ทำได้โดยยาก. นี้เราก็ ได้ใช้ กันอยู่แล้วเป็นประจำ และ นานมาแล้วด้วย.
น.21 ๑๑ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อย่างอาตมา ซึ่งทำการ เผยแผ่ พระพุทธศาสนา มาหลายสิบปี ; สิ่งที่ทำไปก็มีรูปแบบแห่ง ศิลป อย่างมากทีเดียว ในการที่จะเผยแผ่พระธรรม คำสั่งสอน เหล่านั้น. ท่านทั้งหลายก็มีด้วยเหมือนกัน ; ในบางคน ที่ได้ทำงานอยู่ในลักษณะอย่างนี้ ใช้มันอยู่แล้ว ได้รับ ประโยชน์แล้ว ก็ ยังไม่รู้จักชื่อของมัน ว่าจะเรียกว่าอะไรดี. เดี๋ยวนี้ก็ จะเอาชื่อของมันมาเผยแผ่ มาประกาศ ให้รู้ว่า เราจะเรียกกันว่าศิลป คือ สิ่งที่มีความงามจับใจ มีคุณค่าใหญ่หลวง แล้วก็ มีความประณีตละเอียด ในการ สร้างสรรค์. นี้คือ ศิลปในความหมายที่แท้จริง ที่ถูกต้อง ไม่เป็นการหลอกลวง. .... .... .... เหตุที่ควรมีศิลป แห่งการมีพระพุทธเจ้าอยู่กับตัว. หัวข้อเรื่องมีว่า ศิลปแห่งการมีพระพุทธเจ้าอยู่กับ เนื้อกับตัว นี้ก็ควรจะนึกกันให้ทั่วถึงว่า ทำไมจะต้องมาอยู่
น.22 ๑๒ กับเนื้อกับตัว ? ถ้าไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ก็จะช่วยอะไรไม่ได้ แล้ว จะไม่มีประโยชน์อะไร. พระคุณของพระพุทธเจ้า หรือพระคุณของพระธรรม หรือพระคุณของพระสงฆ์ จะมี ประโยชน์แก่เรา ก็ต่อเมื่อเราเอามาทำให้อยู่กับเนื้อกับตัว. ถ้าไม่รู้จักพระพุทธเจ้าโดยภาษาธรรม ก็จะไม่ เข้าใจคำว่า มาอยู่กับเนื้อกับตัว; เพราะเห็นว่าพระ- พุทธเจ้านั้น ก็เป็นบุคคล ตายแล้ว เผาแล้ว. นี่พูดภาษา ชาวบ้าน ; เหลือแต่กระดูกแล้ว ไม่พอแจกกัน ที่จะเอา มาอยู่กับเนื้อกับตัว, ทำเป็นพระพุทธรูปขึ้นมาแทน แล้ว มาแขวนไว้ที่คอ แล้วก็จะเรียกว่า อยู่กับเนื้อกับตัว. นี่แหละมันเป็นเรื่องติดตัน ตายด้าน กันอยู่ที่ ตรงนี้ ว่า จะทำให้พระพุทธเจ้ามาอยู่กับเนื้อกับตัวได้ อย่างไร. เขา เอาพระพุทธรูปมาแขวนคอ ด้วยความคิดว่า อย่างไร ? ส่วนมากก็ด้วยความเห็นแก่ตัว, เห็นแก่ประโยชน์ ของตัว มีแต่ความขลาด ความกลัว เอาพระพุทธรูป พระเครื่อง มาแขวนไว้ที่คอ ด้วยความคิดว่าจะปลอดภัย ด้วยความคิดว่า จะร่ำรวยมากเร็วๆ ด้วยความคิดว่า จะให้คน
น.23 ๑๓ รักทั่วทุกทิศทุกทาง. นี่เอาพระพุทธรูปมาแขวนไว้ใน ลักษณะอย่างนี้ ซึ่งพระพุทธเจ้าพระองค์จริงไม่เคยตรัส. พระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธรูป ; เพราะว่ามันไม่มี ในครั้งพุทธกาล ไม่มีพระพุทธรูป ไม่มี พระเครื่อง; ฉะนั้นจึง ไม่มีข้อความใด ๆ ที่พระพุทธเจ้า ได้ตรัสไว้เกี่ยวกับพระพุทธรูป หรือพระเครื่อง. การที่ ถือว่าเอาพระเครื่องมาแขวนคอ แล้วจะปลอดภัย จะรวย ใครเห็นก็จะรัก ; นี่เป็นเรื่องว่าเอาเองทีหลัง. จะอยู่กับ เนื้อกับตัวได้หรือไม่ ก็ลองดูเถิด. อาตมาชักจะสงสัย จึงได้เอามาพูด ให้ใคร่ครวญ กันดู พิจารณากันดู ว่าเอาพระพุทธรูปมาแขวนเข้าที่คอ ห้อยอยู่ที่ใต้คาง ที่หน้าอก, เวลากินเหล้า ยกแก้วเหล้าข้าม หัวพระเครื่อง วันหนึ่งตั้งหลาย ๆ หนู, แล้วพระเครื่องนั้นจะ เป็นอย่างไร ; ถ้าเป็นพระพุทธเจ้าจริง มีจิต มีวิญญาณ สิงอยู่ในนั้น แล้วจะรู้สึกอย่างไร นี้เรียกว่าเอาแก้วเหล้าข้าม หัวท่าน. ทีนี้บางทีก็จะเก็บพระเครื่องไว้ที่อื่นก็ได้ ; แต่ พอถึงเวลาที่เขาจะทำพิธีกินเหล้า เขายกแก้วเหล้าขึ้นชู
น.24 ๑๔ เหนือหัว เหนือศีรษะ พร้อมกัน ในการดื่มอวยพรให้คนนั้น คนนี้ ยกแก้วเหล้าขึ้นเป็นสิ่งสูงสุดกว่าสิ่งใดยกขึ้นเหนือหัว ; แล้วพระพุทธรูป พระพุทธเจ้าที่เอามาเก็บไว้เพื่อตัวนั้น จะ รู้สึกอย่างไร. ถ้ามีจิตมีวิญญาณก็จะไม่สำเร็จประโยชน์เลย ในการที่หวังว่า จะพึ่งพาอานุภาพของพระเครื่อง ของ พระพุทธรูป จะทำพิธีพุทธาภิเษก ให้วิเศษมากี่วัดกี่วากี่ร้อยครั้ง ถ้าเอาแก้วเหล้าข้ามหัวทีเดียว มันก็หมดแหละ มันก็หมด ความหมายแหละเมื่อข้ามหัว ; เพราะว่าเหล้านั่นเองทำให้ หมดความเป็นพระเศียร เหลือแต่หัวตามแบบของวัตถุ เมื่อยังไม่ได้เอาแก้วเหล้ามาข้ามหัว ก็ยังมีคำว่า พระเศียรอยู่. สูงสุดอยู่ : พอเอาแก้วเหล้าข้ามหัว เสียแล้ว มันก็ หมด ความหมายของคำว่า พระเศียร เหลือแต่หัว. นี่อาตมาจึงใช้คำว่า "ข้ามหัวท่าน" จนหมดความ เป็นพระเศียร, แล้วก็ไม่มีความเป็นพระพุทธเจ้าเหลืออยู่ ; เพราะถูกข้ามหัวด้วยแก้วเหล้า วันหนึ่งหลาย ๆ ครั้ง สำหรับ คนกินเหล้า. หรือว่า คนไม่กินเหล้า ก็ยังจะยกอะไรข้าม หัวท่านอยู่บ่อย ๆ ; แม้แต่กินข้าว กินแกง กินกับ กิน
น.25 ๑๕ อะไรก็ตาม มันต้องกินทางปาก มันก็ข้ามหัวพระเครื่อง แล้วไม่เห็นใครเคยถอดพระเครื่อง แล้วจึงกินจึงดื่ม เอาละ, เป็นอันว่า คนที่เขา อยากจะมีพระพุทธเจ้า อยู่กับเนื้อกับตัวนั้น มันไม่มีความหมาย เสียแล้ว ถ้าทำ เพียงเท่านี้ : แม้ว่าบางคนจะมาสักลงไปในหนัง ลงใน ผิวหนัง เป็นรูปพระพุทธรูป เป็นรูปพระพุทธเจ้า ให้อยู่ กับเนื้อกับตัว แล้วก็ยังปฏิบัติอย่างเดียวกัน กับพระเครื่อง ที่เอามาแขวนไว้ ; แล้วก็ใช้ร่างกายนี้ ทำแต่สิ่งที่ไม่น่าดู เป็นบาป เป็นอกุศล ; มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะสัก พระพุทธรูปไว้ที่เนื้อที่ตัว ที่หนัง เอาละ, เป็นอันว่า เขา ควรจะคิดหาวิธีอื่น ที่จะ ทำให้มีพระพุทธเจ้าพระองค์จริง แล้วก็มาอยู่ที่เนื้อ ที่ตัวกันจริงๆ. พระพุทธเจ้าที่จะอยู่กับตัวได้ คือปฏิจจสมุปบาทธรรม. ข้อแรกก็จะต้องพูดถึง พระพุทธเจ้าพระองค์จริง เรื่องมันก็มาก ; แต่มันก็จำเป็นจะต้องพูดอีกว่าพระพุทธเจ้า
น.26 ๑๖ พระองค์จริงนั้น ต้องไม่ตาย ต้องไม่นิพพาน ต้อง ยังอยู่ ตลอดกาล แล้วอยู่กะเราได้ และ เข้าไปอยู่ในจิตใจ ของเราได้. ข้อนั้นคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า พระธรรม ; ดังพระพุทธภาษิตที่ว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้น เห็นเรา ; ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม ; เพียงแต่เห็นเนื้อ ตัว จับชายจีวรอยู่, ไม่เห็นธรรม ก็ไม่ชื่อว่าเห็นเรา ต้อง เห็นธรรม, เห็นพระธรรม ทีนี้ เห็นพระธรรม เห็นที่ตรงไหน ? ก็จะเหมา ๆ เอาว่า พระธรรมคำสอนทั้งหมดก็ได้ แต่ พระพุทธเจ้า ท่านยังตรัสไว้ชัดว่า : ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเห็น ธรรม ; ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นปฏิจจสมุปบาท ; ก็ เป็นอันยุติได้ว่า เห็นปฏิจจสมุปบาท คือเห็นธรรม. จักรกลของการเห็นปฏิจจสมุปบาทฝ่ายเกิด. ทีนี้เห็นปฏิจจสมุปบาทนั้น คือเห็นอะไร? ต้องเห็นกันอย่างถูกต้อง ก็พูดได้ง่ายๆ ว่า เห็นในการเกิด ขึ้นแห่งความทุกข์ และการดับลงแห่งความทุกข์ อย่าง
น.27 ๑๗ ถูกต้อง แท้จริง และสมบูรณ์ นี้เรียกว่า เห็นปฏิจจ- สมุปบาท. ก็มีปัญหาว่า เห็นที่ไหนล่ะ ? ตรงไหนล่ะ ? ความทุกข์เกิดขึ้น ? ตรงไหนล่ะความทุกข์ดับไป ? มัน เลยต้องรู้ลึกเข้าไปถึงภายในจิตใจ ว่าเมื่อไรกระแสปฏิจจ- สมุปบาทเกิดขึ้น ? เมื่อไรกระแสปฏิจจสมุปบาทดับลง ? จน กระทั่งพบว่าเมื่ออายตนะข้างนอก อายตนะข้างในถึงกันเข้า แล้วก็เกิดวิญญาณ, มีชื่อตามอายตนะนั้น ๆ. เช่น จักษุวิญญาณ โสตวิญญาณ เป็นต้น ; อายตนะภายในด้วย อายตนะภายนอกด้วย วิญญาณนั้นด้วย สามอย่างนี้ ทำงานร่วมกัน ก็ เรียกว่า ผัสสะ ; ก็ ต้อง เห็นผัสสะ ต้องรู้จักผัสสะ จริง ๆ ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องข้างใน ผัสสะเป็นเหตุให้เกิดเวทนา ก็ต้องเห็นจริง ๆ ว่า มันเป็นอย่างไร. ที่เรียกว่าผัสสะให้เกิดเวทนานั้น มัน จะให้เกิดความทุกข์ได้อย่างไร ก็ เห็นได้จริงๆว่า ในขณะ แห่งผัสสะนั้นคนยังโง่อยู่. เมื่อขณะผัสสะนั้นคนยังโง่อยู่ ไม่มีปัญญา ไ ม่มีวิชชา ไม่มีสติ ไม่มีอะไรหมด. ผัสสะโง่ ก็ทำให้เกิดเวทนาโง่ สำหรับจะหลงรัก หรือหลงเกลียด
น.28 ๑๘ ในสุขหรือทุกข์ น่ารักหรือน่าชัง ; เวทนาโง่นี้ มันก็มา จากผัสสะโง่ ผัสสะโง่ก็มาจากอวิชชา ที่เข้ามาประสมโรง เกิดขึ้นในขณะแห่งผัสสะ. เวทนาโง่ แล้ว มันก็ ทำให้เกิดความอยากที่โง่ ๆ คือ ตัณหา. เกิดตัณหาแล้ว ก็ช่วยไม่ได้ ; มัน จะเกิด ความรู้สึกเจ้าของตัณหา คือมันอยากอะไร ; มันจะเกิด ความรู้สึกติดกันมาอีกทีว่า กู ผู้อยาก คือผู้อยาก. นี้แหละ คือ ตั วตนตั้งต้นกันที่ตรงนี้ คือความโง่ถึงที่สุด คือโง่ จนว่า มีตัวมีตน ; ไม่ใช่เป็นเพียงแต่กระแสการปรุงแต่ง ของจิต ที่ประกอบด้วยอวิชชา. นี่มันเห็นยาก, เห็นยากแหละ ที่ว่าจะเห็นธรรมนี่ เห็นยากกันที่ตรงนี้เอง มันลึก; แล้ว เราก็มีแต่อวิชชา แล้วก็จะเห็นของลึกได้อย่างไร. มีอุปาทานแล้ว ก็เท่ากับว่า ภพ หรือความมีอยู่ แห่งตัวตนนั้น ได้ตั้งขึ้นพร้อมแล้ว . ภพความมีอยู่ พร้อมแล้ว มันก็คลอดออกมา เป็นชาติ เป็นตัวกู, เป็น ความรู้สึกเป็นตัวกู ซึ่งยืนอยู่เป็นประธาน
น.29 ๑๙ ทีนี้ อะไร ๆ ที่ตัวกูกวาดเอาเข้ามา ก็จะเป็นทุกข์ ทั้งนั้น : ความเกิดก็เป็นทุกข์, นี้ความเกิดอย่างท้องแม่ ก็เป็นทุกข์ ; เพราะมันมีชาติอย่างอุปาทานนี้ขึ้นมาแล้ว ก็เก็บกวาดเอา ชาติอย่างที่เป็นชาติอย่างเกิดจากท้องแม่ เอามา เป็นทุกข์ ความแก่เอามาเป็นทุกข์ ความต่ายเอามาเป็นทุกข์ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุบายาส กี่อย่าง ๆ เอามาเป็นทุกข์ คือเป็นของกู ; เพราะมาถือเอาเป็นของกู จึงเกิดเป็น ความทุกข์ขึ้นมา; ถ้าไม่ถือเอาเป็นของกู ก็ไม่เกิดเป็น ความทุกข์อะไร ๆ ขึ้นมาเลย. มันต้อง มีชาติ , ชา-ติ ความเกิดแห่งตัวตนจาก อุปาทาน ขึ้นมาเสียก่อน แล้วมันก็ ครองอัตตภาพนี้ เป็นตัวตนเป็นของตน, จะรับเอาอะไร ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง กับอัตตภาพนี้ ว่าเป็นของตน, เอาอะไรมายึดถือเป็นของ ตน ก็ต้องเป็นทุกข์เพราะเหตุนั้น. นี่ ทุกข์ทั้งปวง ทั้งมวล ทั้งสิ้น เกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้. นี้เรียกว่า เห็นปฏิจจสมุปบาทฝ่ายเกิดทุกข์ ซึ่งเป็นปฏิจจสมุปบาท ซีกหนึ่ง ด้านหนึ่ง คือด้านเกิดทุกข์.
น.30 ๒๐ จักรกลในการเห็นปฏิจจสมุปบาทฝ่ายดับ. ทีนี้ ในด้านที่ตรงกันข้า มันก็ตั้งต้นคล้ายกัน : อายตนะภายในกระทบกับอายตนะภายนอก เกิดวิญญาณ ; สามอย่างนี้ ผสมกันทำงานเรียกว่า ผัสสะ. ทีนี้มันก็จะ เป็นด้วยอะไรก็สุดแท้ ชาวบ้านก็คงจะเรียกว่าโชคมันดี ; แต่ที่แท้ เพราะว่า เหตุปัจจัยมันดี : มีการศึกษา, ได้ยิน ได้ฟังคำของพระอริยเจ้า, ได้รับการศึกษา ฝึกฝน แนะนำ ที่ดี, เป็นคนที่มีความรู้ มีปัญญา มีวิชชา มีสติ ; ฉะนั้น พอมีผัสสะ ขึ้นมาแล้ว สติปัญญามันมา อวิชชาไม่มี โอกาสจะเกิด. สติปัญญาหรือวิชชา มันเข้ามาควบคุม ผัสสะนั้นเสีย; ผัสสะนั้นก็เลยเป็นผัสสะฉลาด, ไม่เป็น ผัสสะโง่ เหมือนในกรณีแรกที่แล้วมา. มัน มีผัสสะที่ฉลาด เสียแล้ว; ผัสสะลืมตา ไม่ หลับตา, เป็นผัสสะที่ตรัสรู้ได้ ในตัวมัน. ผัสสะชนิดนี้ มันก็ ให้เกิดเวทนาที่ฉลาด เพราะมันออกมาจากผัสสะที่ ฉลาด ; ฉะนั้น เวทนานั้นจึงไม่เป็นที่ตั้งแห่งความ หลงรัก หลงโกรธ หรือยินดียินร้าย. มันก็เป็นเวทนา ที่แสดงตัวอยู่ว่า โอ๊ย ! นี่มันสักแต่เวทนาเว้ย! มันสักว่า
น.31 ๒๑ เป็นความรู้สึก ที่เกิดขึ้นแก่ระบบประสาท ตาม ธรรมชาติแท้ ๆ, ไม่ใช่เป็นตัวเป็นตนของเวทนา, แล้ว มันก็ไม่หลง ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความหลงรักหลงเกลียด. เวทนาแสดงตัวออกมาในลักษณะ ที่ สักว่า เวทนา, เป็นแต่ สักว่า เวทนา. เวทนาชนิดนี้ไม่ให้เกิดตัณหา เพราะมันแสดง ตัวถูกต้อง มีปัญญา มีวิชชา กำกับมา, เวทนา ชนิดนี้ จะกลายเป็นมีประโยชน์ ไปอีกทางหนึ่ง คือ ให้เราได้ความรู้เพิ่มขึ้น ๆ ว่าอะไรเป็นอย่างไร, อะไรเป็นอะไร, เวทนาเป็นอย่างไร, เรื่องนี้เป็นอย่างไร, เรื่องนี้มีอะไรที่จะ ต้องศึกษาให้เข้าใจ, ประพฤติกระทำกันอย่างไร. เวทนาชนิดทำให้มีความรู้งอกงามออกไป เกี่ยวกับ เรื่องทางจิตใจของมนุษย์เรา มันเลย ให้ประโยชน์ให้เป็น การศึกษาไปเสีย ; แล้วมันก็ ไม่เกิดตัณหา : เวทนานั้น ดับ-ตัณหาก็ดับ คือไม่เกิด, ตัณหาดับ-อุปาทานมันก็ดับ คือไม่เกิด ; เมื่ออุปาทานไม่เกิด, ภพ-ชาติ ก็ไม่เกิด, ตัวกูก็ไม่เกิด, ไม่มีอะไรเป็นที่ตั้ง สำหรับจะเอามาเป็น ผู้ยึดถือสิ่งทั้งหลายทั้งปวง, ความทุกข์ทั้งปวงก็ไม่เกิด.
น.32 ๒๒ นี่คือ ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายดับ มีอยู่ในชีวิตจิตใจ ของคน มากมายหลายสิบครั้งต่อวันหนึ่ง ; เพราะมัน มีทั้งตา ทั้งหู ทั้งจมูก ทั้งสิ้น ทั้งกาย ทั้งใจ ตั้ง ๖ อย่าง ; แล้วเรื่องราวต่าง ๆ ในโลกนี้ก็มีมาก แม้แต่เพียงทางตา เรื่องเดียว ก็ยังมีหลายเรื่องหลายชนิด ที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทเป็นรอบ ๆ นี้ เกิดขึ้น ได้มาก; ในทางฝ่ายที่เป็นทุกข์จะเกิดขึ้นได้มากกว่า ; เพราะว่า เรา ไม่มีวิชชาหรือปัญญาเพียงพอ มันจึงเกิด ขึ้นเป็นความทุกข์รบกวนไม่มากก็น้อย แต่เราก็ไม่สนใจ เห็นเป็นเรื่องไม่มีความหมายอะไร ; ถ้ามีทุกข์หนักเข้า ก็มานั่งร้องไห้เสียดีกว่า ที่จะไปรู้ว่ามันคืออะไร, หนักเข้า ๆ ฆ่าตัวตายเสียดีกว่า มันจะได้รู้แล้วรู้รอดไป. ฉะนั้นยาที่ กินให้ตาย มันก็ยังขายได้ ; เพราะเขาไม่รู้วิธีที่จะแก้ปัญหา นี้อย่างไร. ทีนี้ ส่วนที่จะมารู้ว่า ผัสสะ เวทนา เป็นเพียง ของเกิดขึ้นตามธรรมดา ไม่ควรยึดถือ นี้มันน้อยนัก เพราะว่าอะไร ? เพราะว่า ไม่ได้เรียนรู้เรื่องนี้; หรือว่า
น.33 ๒๓ ได้เรียน แต่มันก็ ไม่เข้าใจเรื่องนี้ ; หรือว่าเข้าใจเรื่องนี้ มันก็ ยังปฏิบัติไม่ได้. นี่แหละ ขอให้สนใจ กันที่ตรงนี้ ว่า พระพุทธเจ้า ตรัสว่า เห็นปฏิจจสมุปบาท คือ เห็นธรรม, เห็นธรรมคือ เห็นตถาคต. ที่นี้การเห็นปฏิจจสมุปบาทมันมีไม่ได้, เมื่อ เห็นปฏิจจสมุปบาทไม่ได้ ก็ไม่เห็นธรรม, เมื่อไม่เห็นธรรม ก็ไม่เห็นตถาคต. เหตุที่เข้าใจปฏิจจสมุปบาทไม่ได้. ทีนี้ ทำไมเห็นปฏิจจสมุปบาทไม่ได้ ? ข้อแรก ที่สุดก็ต้องตอบว่า เพราะว่าไม่ได้เรียน, มันไม่มีโอกาส เรียน. เอาละ ถ้าว่าบวชเรียน ได้มีโอกาสเรียน ก็ยัง เรียนผิด ๆ ยังสอนผิด ๆ เรียนผิด ๆ ไม่ถูกเรื่อง มันก็ไม่ เห็นอีกเหมือนกัน เพียงแต่เรียนนี้ มันไม่เห็น, มันเพียง แต่จำได้ หรือเข้าใจ. ถ้าจะให้เห็น มันต้องปฏิบัติ ให้สิ่งนั้นปรากฏ ขึ้นมาจริงๆ. เดี๋ยวนี้ ปฏิบัติไม่ได้ เพราะว่าเรียนไม่
น.34 ๒๔ ถูกต้อง, ไม่ตรงตามที่เป็นจริง มีค่าเท่ากับไม่ได้เรียน. มันต้องเรียนให้ถูกต้อง ให้เพียงพอ แล้วก็ปฏิบัติให้มัน ถูกต้อง และเพียงพอ. ปฏิจจสมุปบาทที่กล่าวไว้ว่า เพราะมีเหตุนั้น จึงมี อันนั้น, - เพราะมีอันนั้นจึงมีอันนั้น, - เพราะมีอันนั้น จึงมีอันนั้น ; นั้น เป็นเพียงวิชา, หรือ หลักวิชา มีการ ปฏิบัตินั้น ไม่ใช่ปฏิบัติอย่างนั้น ; การปฏิบัติต้องมา ปฏิบัติ คือมีสติควบคุม อายตนะ เมื่อเกิดวิญญาณ เกิดผัสสะ แล้ว, ให้ปัญญาและสติมาทันท่วงที ทันเวลา. สรุป สั้น ๆ ว่า ให้มีสติกับปัญญา หรือให้สติขนเอาปัญญาโดย แวบเดียว ให้มาทันในเวลาที่ผัสสะ, ควบคุมผัสสะนั้น ไว้ อย่าให้เป็นผัสสะโง่. เอ้า, มันก็ทำไม่ได้เสียอีก มันยากเกินไป แล้ว บางคนก็ไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า ปฏิบัติในปฏิจจสมุปบาทนั้น เป็น อย่างไร ; เข้าใจว่าเอามาท่อง ท่องไปท่องมา ท่องไปท่องมา แล้วก็เป็นการปฏิบัติ มันน่าหัว ; อันนั้นมันส่วนวิชา จะท่อง ก็ท่องไปซิ มันไม่มีการปฏิบัติหรอก. การปฏิบัติคือว่า เอา สติกับปัญญามาให้ทัน ขณะที่มีผัสสะ. ผัสสะนี้เกิดจาก
น.35 ๒๕ ของ ๓ อย่าง ทำงานด้วยกัน คืออายตนะภายใน อายตนะภาย นอกและวิญญาณ. สติกับปัญญามาให้ทันในขณะแห่งผัสสะ ก็พอแล้ว, ไม่ต้องถึงกับว่า มาให้ทันในขณะที่ว่าตาถึงกับรูป และเกิดจักษุวิญญาณ ; นั้นมันยังเร็วเกินไป มันยังไม่มีปัญหา แต่ถ้าว่ามาได้ก็ดีเหมือนกัน ; แต่มันอาจจะดีมากเกินไปก็ได้ คือว่า เมื่อตาเห็นรูป แล้วก็จะรู้ว่ามีสติ : รู้ว่าตาเท่านั้นหนอ, รูปเท่านั้นหนอ. ครั้นวิญญาณเกิดขึ้น เพราะการเห็นทางตา ก็ว่าวิญญาณเท่านั้นหนอ ไม่มีอะไร ; อย่างนี้ก็คงจะดีมาก, แต่อาจจะมากเกินไป ปฏิบัติยากมากเกินไป. เอาแต่เพียงว่า เมื่อมันเกิดการกระทบระหว่างสิ่งทั้ง ๓ แล้ว มีสติปัญญาทัน ในขณะที่เกิดผัสสะ. การปฏิบัติธรรม ต้องฝึกสติ-ปัญญาให้มาทัน ทำไมจะมาทัน ? มัน ต้องฝึกไว้คล่องแคล่ว, ฝึก สติและปัญญาไว้อย่างคล่องแคล่ว. ระบอบปฏิบัติ เช่น อานาปานสติครบทั้งชุด ทั้ง ๑๖ ขั้นนั้น ถ้าฝึกดีจริง สมบูรณ์ จริงแล้ว จะเป็นผู้มีสติและปัญญาอย่างเพียงพอ อย่าง คล่องแคล่ว ทันแก่เวลาเสมอ ; ฉะนั้น ต้องไปฝึกฝนให้มี สติ ให้มีปัญญา โดยระบอบปฏิบัติ
น.36 ๒๖ พอมันเกิดเรื่องจริง ๆ ก็ให้มีสติปัญญามาทัน ในขณะที่สำคัญที่สุด คือขณะแห่งผัสสะ ; ผัสสะมันก็ ฉลาด ; เกิดเวทนาขึ้น ก็เป็นเวทนาฉลาด, คือให้ความรู้ แก่จิต ว่าเวทนานั้นคืออะไร, สักว่าเวทนาเท่านั้นหนอคือ อะไร ; มันก็ไม่เกิดตัณหา ไม่เกิดอุปาทาน ไม่เกิดทุกข์ ทั้งหมดทั้งปวง. เราเห็นที่ตรงนี้ คำว่า เห็น นี้ ไม่ได้เห็นด้วยตา ; มันเป็น เรื่องนามธรรม ต้องเห็นด้วยตาใจ ; ไม่ใช่ตาเนื้อ. ตา เนื้อสำหรับเห็นข้างนอก; แต่เรื่องข้างใน ต้อง เห็นด้วย ตาใจ เขาเรียกว่า ปัญญาจักษุบ้างธรรมจักษุบ้าง คือจักษุที่ เห็นด้วยปัญญา แล้วเห็นธรรมะ, ธรรมจักษุ ก็เห็นธรรม, เมื่อ เห็นธรรมก็เห็นปฏิจจสมุปบาท, เห็นปฏิจจสมุปบาทก็คือ เห็นธรรม, เห็นธรรมคือเห็นตถาคต . ถ้าเห็นแต่ในหนังสือ เรียนนี้ มันไม่ใช่เห็น; แม้ในขณะปฏิบัติ ก็ยังไม่ เรียกว่า เห็น ; ต้องสำเร็จในการปฏิบัติ : ควบคุมมัน ได้ ทุกข์ไม่เกิด ทุกข์มันดับ ; เห็นอยู่ด้วยธรรมจักษุ ด้วย ปัญญาจักษุ อย่างนี้เรียกว่าเห็น.
น.37 ๒๗ การเห็นปฏิจจสมุปบาทมีได้ โดยปฏิบัติควบคุมมิให้ทุกข์เกิด. ฉะนั้น จะเอาปฏิจจสมุปบาทมาอ่าน มาท่อง มา อธิบาย มาถกมาเถียงกัน ก็ไม่เชื่อว่าเห็น, ยิ่งมาถกกันในรูป แบบของปรัชญาแล้ว จะยิ่งเพ้อเจ้อ ไกลออกไป ๆ ๆ จนไม่มี ประโยชน์อะไร. ต้องเอามาปฏิบัติ ควบคุมปฏิจจสมุปบาท นี้ได้, ฝ่ายเกิดก็ไม่เกิด ก็มีแต่ฝ่ายดับ, แล้วก็เห็นด้วยปัญญา จักษุด้วยธรรมจักษุ จึงเห็นปฏิจจสมุปบาท : ผู้นั้นก็เห็น ธรรม ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นก็เห็นพระองค์. พระองค์ชนิดนี้แหละ พระพุทธเจ้าชนิดนี้เท่านั้น ที่จะอยู่กับเนื้อกับตัวของเราได้ ; เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทนั้น เกิดดับอยู่ในกาย ในใจ ของเรา อยู่แล้ว ในทุกสิ่งก็ได้, มันมีกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท แสดงอยู่ทั้งนั้น ; แต่ไม่เอาเรื่องข้างนอก เอาแต่เฉพาะ เรื่องข้างใน ; กระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทเป็นไปใน ภายใน เกิดทุกข์เมื่อมือวิชชาเป็นแม่บท, ไม่เกิดทุกข์ ในเมื่อดับอวิชชาเสียได้.
น.38 ๒๘ นี่เห็นทั้งสองฝ่ายอย่างนี้ด้วยจิตใจ คือรู้สึกด้วยจิตใจ. ภาษาธรรมะตอนนี้ ต้องมีคำบัญญัติว่า การเห็น คือ การ รู้สึกด้วยจิตใจ ที่ประกอบอยู่ด้วยปัญญา. นี่ ธรรม จักษุ, ปัญญาจักษุเห็นอยู่ ไม่ใช่ตาเนื้อนี่เห็นอยู่ ตาเนื้อ นี้อาจจะหลับอยู่ก็ได้, แม้ตาบอด; คนตาบอดก็เห็นได้ ถ้าเขาเข้าใจ และเขาปฏิบัติ และควบคุมอายตนะอยู่. นี้คือเห็นพระพุทธเจ้า. เห็นที่ไหน ? ก็เห็นข้างใน, เห็นข้างใน มันก็ อยู่ข้างในแล้ว ก็ไม่ต้องพูดกันอีก ไม่ต้องถกเถียงกันอีกว่า อยู่กับเนื้อกับตัวหรือไม่ ; เพราะว่ามีอยู่ข้างในแล้ว นี่ พระพุทธเจ้าองค์จริงอยู่ข้างใน อย่างนี้. ถ้ามีพระพุทธเจ้าอย่างนี้อยู่ข้างในแล้ว มือของคนนั้น จะไม่ไปหยิบแก้วเหล้ามากิน ไม่ไปหยิบแก้วเหล้ามาชูขึ้น ท่วมหัว ; ฉะนั้น พระพุทธเจ้าพระองค์จริง ไม่เคยมีใคร เอาแก้วเหล้า มาข้ามพระเศียรของท่าน. ไม่มีใครเอาแก้ว เหล้ามาชู อยู่เหนือพระเศียรของท่าน. ขอให้เข้าใจกัน อย่างนี้บ้าง.
น.39 ๒๙ คนที่ยังเอาแก้วเหล้ามาใส่ปากอยู่อย่างนี้ คนยังนั้น ไม่เห็นปฏิจจสมุปบาท ไม่เห็นธรรมะ แม้แต่ในระดับต่ำ ๆ ตื้น ๆ คนชนิดนี้ ไม่เห็นธรรมะ แม้แต่ระดับต่ำ ๆ ตื่น ๆ, ไม่เห็นปฏิจจสมุปบาท ก็ไม่เห็นพระพุทธเจ้า ไม่มีพระ- พุทธเจ้า ; เพราะมีความเป็นอันธพาล ชอบกินเหล้า มันก็ กินเหล้า กินแล้ว กินอีก; แล้วก็ไปซื้อพระเครื่องมา แขวนคอ ด้วยหวังว่าจะให้รวย ให้สวย ให้มีอะไรต่าง ๆ มัน ก็หมดความหมาย พระเครื่องนั้น ก็เป็นแต่สักว่าพระเครื่อง, แล้วยิ่ง เอามารับการดูหมิ่นดูถูก โดยยกแก้วเหล้าข้ามไปข้ามมาด้วย มันก็ยิ่งไม่มีความหมาย ; จะพุทธาภิเษกกันสักกี่ร้อยครั้ง หรือจะซื้อมาตั้งหลายหมื่นบาท มันก็ไม่มีความหมาย. ฉะนั้น นี้แยกกันให้เด็ดขาด แยกออกจากกันเสีย ให้เด็ดขาด ว่า พระพุทธเจ้าพระองค์จริงนั้นคือธรรมะ. ธรรมะคือการเห็นปฏิจจสมุปบาท เห็นอยู่แล้วข้างใน. เห็นธรรมะขนาดนี้แล้ว จะโง่จะเขลาไม่ได้ จะทำผิด ๆ อย่าง โง่เขลาไม่ได้ ; ไม่ต้องพูดถึงว่าจะไปกินเหล้า จะไปฆ่าสัตว์ จะไปลักทรัพย์ มันมีไม่ได้.
น.40 ๓๐ นี่แหละใครมีพระพุทธเจ้าองค์นี้แล้วหรือยัง ? อาตมา อยากจะขอถามว่า ใครมีพระพุทธเจ้าองค์นี้แล้วหรือยัง ? ที่อยู่ข้างใน ไม่ต้องตอบ, ไม่ใช่ถามให้ตอบ, ถามให้ ไปคิดดู ว่ามีแล้วหรือยัง ? มีพระพุทธเจ้าอย่างนี้กันแล้วหรือยัง ? นั่นแหละเป็นพระพุทธเจ้าจริง มีพระพุทธเจ้าจริง. ต้อง จริงนะ ต้องชัดเจน แจ่มแจ้ง ปรากฏอยู่จริง ๆ นะ แล้ว จึงจะเรียกว่ามี. การถวายความเคารพ ต่อพระพุทธเจ้าองค์จริง ควรทำให้ถูก. ทีนี้ มันอาจจะเกิดปัญหาขึ้นมาบ้าง พอมีพระ- พุทธเจ้าองค์จริง อยู่ในใจอย่างนี้ตลอดเวลา สว่างไสวอยู่ อย่างนี้ ; พอจะไปกราบพระเครื่อง, หรือไปกราบพระ- พุทธรูปอิฐปูนอย่างไร มันก็ชักจะกระสับกระส่าย. เพราะ ว่า มีพระพุทธเจ้าองค์จริงอยู่ข้างใน ; แล้ว จะไปกราบวัตถุ สมมติ ว่าเป็นพระพุทธเจ้า อย่างนี้ มันกระสับกระส่าย. ฉะนั้น บางทีอาจ จะลืมกราบพระพุทธรูป ไปก็ได้, หรือไปกราบเข้าแล้ว มันก็รำคาญ. มันรู้สึกว่าเป็นการขบถ
น.41 ๓๑ ต่อพระพุทธเจ้าพระองค์จริง เพราะไปถวายความสักการะ เคารพอะไรทั้งหมดทั้งสิ้น แก่ สัญญลักษณ์ของพระพุทธเจ้า, วัตถุแทนของพระพุทธเจ้า ; นับตั้งแต่พระธาตุลงมาถึง พระพุทธรูป ลงมาถึงพระเครื่องอะไรเหล่านี้ ซึ่งเป็นเพียง สัญญลักษณ์ของพระพุทธเจ้า. แล้วเมื่อพระพุทธเจ้าองค์ จริงมีอยู่ข้างใน จะรู้สึกอย่างไร ? เอาละ ปรองดองกันก็ได้ ถ้าว่านี้เป็นสัญญลักษณ์ ; เห็นสัญญลักษณ์ แล้วก็กราบเพื่อให้ถึงองค์จริง. นี่ ปรองดองกันอย่างนี้ก็ได้ ; แต่มันไม่มีเหตุผล เพราะว่า ถ้ามีพระพุทธเจ้าองค์จริง แล้วสัญญลักษณ์มันก็ไม่มี ความหมาย. เราไม่เคยได้ยินว่า พระอรหันต์กราบพระ- พุทธรูป ; แต่นั่นจะเป็นเพราะว่าในสมัยพุทธกาลไม่มี พระพุทธรูป. ถ้าว่าเป็นพระอรหันต์สมัยที่มีพระพุทธรูปก็ คงจะมีปัญหาว่า จะกราบพระพุทธเจ้า ทำไมไปกราบของแทน หรือของสมมติ ; มันก็ขบถต่อองค์จริงอย่างนั้นแหละ เท่านั้น. ฉะนั้น ระวังให้ดี, ระวังกันให้ดี ๆ ถ้าจะว่า ไป กราบสัญญลักษณ์ ก็ให้เป็นเรื่องของสัญญลักษณ์ ;
น.42 ๓๒ แล้วให้รีบนึกถึงพระพุทธเจ้าองค์จริง อยู่ที่ไหน ? ถ้ามี อยู่ข้างใน เอ้า, ก็ได้เหมือนกัน. แต่เดี๋ยวก็จะหัวเราะ ตัวเอง ว่าพระพุทธเจ้าองค์จริงมีอยู่ข้างใน แล้วก็ไปกราบ วัตถุอะไรก็ไม่รู้ แทนพระพุทธเจ้าพระองค์จริง. การที่จะ มีพระพุทธเจ้าองค์จริงอยู่กับเนื้อกับตัว มันก็จะเป็นปัญหา ขึ้นมาอย่างนี้ก็ได้. แต่อาตมาคิดว่า ถ้ายังจะต้องกราบพระพุทธรูป อยู่บ้าง ก็เพื่อเป็นตัวอย่าง เป็นระเบียบคำสอนที่ดีแก่ คนที่เขายังไม่มีพระพุทธเจ้าพระองค์จริง. เหมือนอย่าง ว่า พระอรหันต์ เป็นพระอรหันต์แล้ว ไม่มีประโยชน์อะไร ที่จะต้องถือวินัยกันอีก; แต่พระอรหันต์ท่านก็ยังอุตส่าห์ ปฏิบัติพระวินัย, ระวังให้เป็นตัวอย่างที่ดี. ต้องอาบัติ เข้าแล้ว ก็ไปแสดงอาบัติ, ซึ่งมันไม่มีความหมายอะไรกะ พระอรหันต์นั้นเลย ; แต่ท่านก็ทำไป ทนทำไป เพื่อว่า จะเป็นตัวอย่างที่ดี แก่คนที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ ถ้าว่าจะต้องกราบ ต้องอะไรกัน ก็จะต้องตี ความหมายกันอย่างนี้ ว่าให้เป็นตัวอย่างที่ดี, อย่าถือว่า เท่านั้นพอแล้ว แล้วก็หยุดเสีย. ให้พยายามทำให้
น.43 ๓๓ พระพุทธเจ้าพระองค์จริง เกิดขึ้นภายใน คือ การเห็น ปฏิจจสมุปบาท, ซึ่งเป็นการเห็นธรรม. เห็นธรรมแล้วก็ เห็นพระองค์จริง, แล้วมีให้เห็นอยู่ตลอดเวลา. เรื่องปฏิจจ- สมุปบาท มันมีให้เห็นอยู่ตลอดเวลา ; ถ้าไม่ใช่ฝ่ายเกิด ก็ต้องฝ่ายดับ คือฝ่ายที่มีสติปัญญา ; ควบคุมผัสสะไว้ได้ มีอยู่ตลอดเวลา. พระพุทธเจ้าพระองค์จริง มีให้เห็นอยู่ ข้างในตลอดเวลา ก็เห็นเถอะ ก็รู้สึกเถอะ. แนวข้อปฏิบัติ ในการทำให้มีพระพุทธเจ้า พระองค์จริง. เอ้า, ที่นี้ ก็จะพูดกันให้ละเอียดสักหน่อย ว่าจะมี พระพุทธเจ้าพระองค์จริงอยู่ข้างในเรา ในใจของเรา เรียกว่า ที่เนื้อที่ตัวของเรา ท่านจะต้องกระทำให้ครบ. เรื่องที่ เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า นั้นก็คือให้มี การประสูติ การตรัสรู้ และ การนิพพาน. สามประการนี้ อยู่ในตัวของท่าน. ที่ว่า ประสูติแห่งพระพุทธเจ้า ก็คือ ให้เกิดจิต ดวงใหม่ หรือ ให้ภาวะแห่งจิตดวงใหม่ ที่เห็นแจ้งใน ปฏิจิจสมุปบาท. ให้จิตชนิดนี้ ภาวะชนิดนี้ เกิดขึ้นใน
น.44 ๓๔ จิตในใจ ในสันดาน ในใจ ; นี่เรียกว่า ประสูติ แล้ว การ เห็นแจ้งนั้น เป็นการตรัสรู้. ตรัสรู้แจ้ง อย่างนี้ อวิชชา ดับไป กิเลสดับไป เป็นนิโรธ ; แล้ว ความเย็นเกิด ขึ้นมาแทนเป็นนิพพาน. นิพพาน แปลว่า เย็น; นี้ คือการปรินิพพาน. พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานอยู่ในหัวใจ ของเรา ซึ่งเราทำให้มีขึ้นมาได้ครบทั้งสามสถาน การ ประสูติ การตรัสรู้ การปรินิพพาน มีอยู่ในหัวใจของเราจริงๆ ; ถ้าว่าจะติดต่อกันไปตลอดเวลา ก็ยิ่งดี ; แต่ถ้าไม่อย่างนั้น แม้เป็นคราว ๆ ก็ยังดี. ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ขอให้พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ขึ้นมาทันแก่เวลา ก็ยังคุ้มครองได้ ; เรียกว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมาบางเวลา ; เพราะว่าเราทำให้ เกิดขึ้นบางเวลา อย่างนี้ก็ดีกว่าไม่มีเสียเลย, ดีกว่ามาก ๆ ทีเดียว. แต่ถ้าทำให้ตลอดเวลา ไม่เกิด ๆ ดับ ๆ อย่างนี้ก็ดี ที่สุด. ฉะนั้น จึง อยู่ด้วยสติสมบูรณ์อย่างยิ่ง ปัญญา เพียงพอ สำหรับจะควบคุมอายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย
น.45 ๓๕ ใจ ในลักษณะที่ถูกต้อง ซึ่ง กระแสปฏิจจสมุปบาทฝ่าย สมุทยวาร เกิดขึ้นไม่ได้ , หรือเกิดขึ้นมาก็เพียงแต่ตั้งต้น เป็นผัสสะแล้วก็หยุด ดับไปเสีย, หรือว่ามันไปดับที่ตรงกลาง ก็ได้. ที่จะไม่ให้เกิดเลยนี้มันยากกว่า; เพราะว่าตามัน จะเห็นรูป ก็เกิดจักษุวิญญาณ แต่ถ้าเก่งจริงมันก็ทำได้ ตา ก็สักว่าตา รูปก็สักว่ารูป วิญญาณก็สักแต่ว่าวิญญาณ ไม่ ปรุงแต่งกันเป็นปฏิจจสมุปบาท นี้จะมีสติและปัญญาไวและ มากพอถึงเพียงนี้ ได้หรือไม่ ก็ไปคิดดู ถ้าทำได้ก็วิเศษ แล้ว ควบคุมให้เป็นไปตลอดเวลา. นี่มันก็สูงสุดแหละ มีพระพุทธเจ้าแท้จริงอยู่ กับเรา จนกระทั่งกลายเป็นเรา ; เรากลายเป็นพระพุทธเจ้า ไปเสีย. นี่เดี๋ยวก็ไม่กล้าพูด ไม่กล้าคิด เห็นว่ามันจะดี เกินไป จะจ้วงจาบพระพุทธเจ้า ที่จริงอย่ากลัวดีกว่า, อย่าต้องกลัวอย่างนั้นเลย. ขอให้มีอย่างนั้นเถิด ให้มีพระพุทธเจ้าแท้จริงอยู่กับเรา ตลอดเวลา จนดูเหมือนว่าเราก็กลายเป็นพระพุทธเจ้าไปเสีย แล้ว.นี้ก็ ไม่ได้ดูหมื่นพระพุทธเจ้า อะไรมากมาย
น.46 ๓๖ ถึงอย่างไรเราก็ยังเป็นอนุพุทธเจ้าอยู่นั่นแหละ เพราะเราต้อง ฟังคำสั่งสอนของพระองค์ รับเอามาปฏิบัติ เราหาได้เป็นพระพุทธเจ้า เทียมพระพุทธเจ้า คือ สัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ ; . ยังเป็นพระพุทธเจ้าที่เดินตาม พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เกิดตาม คลอดตาม พระสัมมา- สัมพุทธเจ้า. แต่ว่า ความเป็นพระพุทธเจ้านั้น จะ เหมือนกัน คือว่า รู้ถึงที่สุด ดับกิเลสแล้ว แล้วเย็นเป็น นิพพาน ; นี้จะเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ขอให้มองเห็นว่า ที่เราจะให้มีพระ- พุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ นิพพาน อยู่ในเรานี้ เป็นสิ่งที่ทำได้ ถ้าตัดเสียว่าไม่เชื่อ ไม่สนใจ ก็ตามใจ; แต่ถ้าจะลอง ใคร่ครวญดู มันก็พอจะเห็นได้ ไม่เหลือวิสัย, ไม่เหลือวิสัย ในข้อนี้ ที่จะทำให้จิตดวงใหม่มันเกิดขึ้น แปลกไปจาก จิตดวงเก่า ๆ คือ จิตโง่ ๆ. ให้จิตดวงใหม่มีความฉลาด รอบรู้ในเรื่องของ ธรรมะ แล้วกิเลสก็เกิดไม่ได้, คือกิเลสมันดับโดยนิโรธ- ธาตุเป็นประจำอยู่ ในแสงสว่างแห่งปัญญา. เมื่อ กิเลส
น.47 ๓๗ คือ ความร้อนดับ; ปรินิพพานหรือนิพพาน คือ ความเย็น ก็ ปรากฏตัวออกมา. นี่ พระนิพพานก็ปรากฏอยู่ เราจึงมีทั้งประสูติ ทั้งตรัสรู้ และทั้งนิพพาน อยู่ในตัวเรา ; จะเรียกว่า มีพระพุทธเจ้าอยู่ที่เนื้อที่ตัวของเรา โดยแท้จริงตลอดเวลา ก็ได้ หรือจะว่าเดี๋ยวนี้เรากลายเป็นพระพุทธเจ้าเสียแล้วก็ได้. คำว่า เรา-เรา ในที่นี้ อย่าเข้าใจไปว่าเป็นตัวตน เป็นตัวเรา ยึดถืออะไร ; เราสมมติเรียกกาย ใจ หรือ นามรูป ถึงขนาดนี้ สมมติเรียกว่า “เรา" ต่อไปตามเดิม. เมื่อโง่ก็คือเรา, เมื่อตรัสรู้ฉลาดแล้วก็คือเรา. เรา เรียกเรา โดยสมมติ ; แต่ โดยแท้จริงในภายใน ย่อมเห็นเองว่า มิได้มีเรา; เพราะมันตรัสรู้ รู้ธรรมะถึงที่สุดเสียแล้ว มัน ก็ไม่มีตัวเรา, แต่มันก็ยังคงเหลือจิต. สิ่งที่เรียกว่า จิตนี้มันยังไม่ดับ ; ฉะนั้น จิตดวง ใหม่นี้ได้เกิดขึ้น เรียกว่าการประสูติ, จิตดวงใหม่นี้ ประกอบ อยู่ด้วยปัญญา เรียกว่า ตรัสรู้, จิตดวงใหม่นี้สัมผัสความเย็น เพราะความหมดไปแห่งกิเลส เรียกว่านิพพาน, คือมันเย็น แต่ไม่ใช่ตาย ไม่ใช่ร่างกายตาย.
น.48 ๓๘ ขอเตือนไว้แล้วไว้เล่าว่า พระพุทธเจ้านั้นตายไม่ได้. อย่าพูดไปตามประสาเด็ก ๆ, เด็ก ๆ เขาได้รับการสอนทาง หนังสือในโรงเรียนว่า พระพุทธเจ้าตายนั้น เขาเรียกว่า นิพพาน. ช้างตายเขาเรียกว่าล้ม, พระเจ้าแผ่นดินตาย เขาเรียกว่า สวรรคต, อย่างนี้เป็นต้น. พระพุทธเจ้าตาย เรียกว่า นิพพาน ; นิพพานจึงมีความหมายเป็นความตาย. ต่อมาเด็ก ๆ ก็ได้รับคำบอกเล่าว่า พระพุทธเจ้า นิพพานแล้ว, ข้อนั้นสองพันกว่าปีมาแล้ว. เด็ก ๆ ก็คิดว่า พระพุทธเจ้าตาย ตายได้ ตายเป็น และตายได้ ; อย่างนี้ เป็นอันตรายอย่างยิ่ง แก่ความรู้ที่ถูกต้อง. เพราะว่า พระพุทธเจ้าที่แท้จริงนั้นตายไม่ได้ ที่มัน ดับได้ก็เรื่อง สังขารทั้งนั้น แหละ : เกิดได้ก็สังขาร, ดับได้ก็สังขาร. พระพุทธเจ้าแท้จริงคือธรรม, ตัวธรรม ที่ไม่รู้ จักตาย, ยิ่งปฏิจจสมุปบาท ซึ่ง เป็นกฎของธรรมชาติ แล้ว มันยิ่งไม่ตายดอก ไม่รู้จักตาย แล้ว ไม่รู้จักเกิด ด้วย ไม่รู้มัน มาได้อย่างไร. คำนี้อธิบายยาก และ ไม่ต้องอธิบายดีกว่า ว่า สัจจธรรมทั้งหลายที่เป็นกฎ มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ; ถ้ามันเกิดได้ มันก็ดับได้.
น.49 ๓๙ เดี๋ยวนี้มัน ไม่มีการดับเลย มัน ก็ต้องไม่มีการเกิด แล้วมันโผล่ขึ้นมาอย่างไร มันมาตั้งอยู่อย่างไร ยกไว้ว่า เป็นของ ที่ไม่ต้องอธิบาย ; เหมือนกับพระเจ้าทั้งหลาย คือพวกที่ ถือพระเจ้า เขาจะไม่ตอบคำถามว่า ใครสร้างพระเจ้า, เขา ไม่ต้องตอบ. พระเจ้าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร เขาก็ไม่ต้องตอบ. สัจจธรรม หรือ พระธรรมในฐานะที่เป็นกฎ นี้ก็ เหมือนกัน ไม่มีใครสร้าง ไม่มีการเกิด ; แต่มีอยู่ ตลอดเวลา. กฎแห่งปฏิจจสมุปบาท มีอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ต้องเกิด โดยไม่ต้องดับ. ใครเห็นเข้า ชื่อว่าเห็น ธรรม, ใครเห็นธรรมชนิดนี้ ชื่อว่า เห็นพระพุทธเจ้า ; ฉะนั้น พระพุทธเจ้าต้องไม่เกิด ต้องไม่ดับ ต้องไม่ตาย ต้อง ไม่อะไรหมด ต้องเป็นนิรันดรด้วยเหมือนกัน. ฉะนั้น เรามีพระพุทธเจ้าชนิดนี้กันจะดีไหม ? ขอ ฝากไว้ให้ ไปคิดดู. ถ้าดี, ต้องการ, แล้วก็มาสนใจเรื่องที่ ว่า ทำอย่างไร จึงจะมีพระพุทธเจ้าชนิดนี้อยู่กับเนื้อ กับตัว ? ต้องใช้ศิลปแน่นอน ; เพราะว่า การกระทำนี้ งดงาม เหลือประมาณ, การกระทำนี้มีประโยชน์ เหลือ
น.50 ๔๐ ประมาณ, การกระทำนี้ฝีมือละเอียดสุขุม ประณีต เหลือ ประมาณ. นี่ศิลป ก็คือ ปฏิบัติธรรมะอย่างมีศิลป ก็จะ เข้าถึงตัวธรรมะ คือปฏิจจสมุปบาท เห็นพระพุทธเจ้า องค์จริง . เราตีความกันอย่างนี้ก็ได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา, ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม. นี้ ถ้าผู้ใดมีธรรมะ ล่ะ ผู้นั้นก็ต้องมีเรา ซี, ผู้ใดมีเรา ผู้นั้นต้องมีธรรม , ผู้ใดมีธรรม ผู้นั้นมีเรา. เมื่อพระ- พุทธเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ เราก็มีธรรม มีธรรมก็คือมีพระ- พุทธเจ้า ; ฉะนั้น เราก็มีพระพุทธเจ้า อยู่ได้โดย แท้จริง อยู่ที่เนื้อที่ตัว ของเรา คือในใจของเรา. ข้อปฏิบัติเพื่อมีพระพุทธเจ้าอยู่ที่เนื้อตัว. นี่เราต้อง เตรียมปฏิบัติ ให้เนื้อตัวของเราเป็น ที่ประทับของพระพุทธเจ้า : ปฏิบัติกาย วาจา ใจ ทิฏฐิ ความคิดความเห็น อะไร ให้ถูกต้อง ให้สมบูรณ์ ; เนื้อตัว เราก็จะเป็นสิ่งที่เหมาะสม ที่จะมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาประทับอยู่.
น.51 ๔๑ ขอให้ใช้ศิลปแห่งการปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา. และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ หรือจะเป็น วิธีลัดอย่างใด ซึ่งให้มันเกิดอริยมรรคมีองค์ ๘ ก็ได้ทั้งนั้น ; ปฏิบัติอานาปานสติ อย่างเดียว ให้เต็มที่ ให้สมบูรณ์ จะ มีทั้งศีล สมาธิ ปัญญา. ได้อธิบายแยกแยะให้เห็นชัดแล้วว่า ส่วนไหนเป็นศีล, ส่วนไหน เป็นสมาธิ , ส่วนไหน เป็นปัญญา , ส่วนไหน เป็น มรรค ผล นิพพาน, ในอานาปานสติ ๑๖ ขั้น ๑๖ ประการ นั้น ; ไปดูได้, ไปเปิดดูได้, แล้วก็ ทำความเข้าใจให้ แจ่มแจ้ง แล้วก็ ปฏิบัติให้ซึมซาบด้วยใจ ด้วยธรรมจักษุ ด้วยปัญญาจักษุ ก็สำเร็จประโยชน์ ในการที่จะมีพระพุทธเจ้า อยู่กับเนื้อกับตัวของเรา. แล้ว อย่าลืมว่า ปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา ก็ดี, ปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘ ก็ดี, ปฏิบัติอานาปานสติ ทั้ง ๑๖ ขั้นนั้นก็ดี ; ล้วนมีความหมายแห่งศิลปเหลือประมาณ ยิ่งกว่าประมาณ. คือ งดงามอย่างยิ่ง มีประโยชน์สูงสุด แล้ว ละเอียด ประณีต สุขุมอย่างยิ่ง ในการปฏิบัติ.
น.52 ๔๒ เอาละ, เป็นอันว่า พระพุทธเจ้านั้นไม่ตาย, พระ- พุทธเจ้าไม่ใช่คน ไม่ใช่ยักษ์ ไม่ใช่มาร ; อย่าง พระพุทธ ภาษิตตรัสไว้เองว่า อย่าเรียกฉันว่า คนธรรพ ยักษ์ เทพ พรหม นั่นเลย มนุษย์ก็ยังไม่เรียก แต่จงเรียกฉันว่า พุทธะ เถิด . นี่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้อย่างนี้. เห็นพุทธะคือเห็นธรรม, เห็นธรรมก็คือเห็น ปฏิจจสมุปบาท, จิตใจที่เห็นปฏิจจสมุปบาท เห็นธรรมะ นั้นจะต้องเป็นพระพุทธเจ้าเสมอ ; จะของใครก็ตาม : ของพระสิทธัตถะนั้นก็ตาม ของพระสาวกก็ตาม, ของใคร ก็ตาม ; ถ้าเห็นสัจจธรรม, ธรรมสัจจะ ที่ชื่อว่า ปฏิจจ- สมุปบาทด้วยปัญญาจักษุ ด้วยธรรมจักษุแล้ว ก็ชื่อว่า เห็นพระพุทธเจ้า; เห็นธรรมะมีอยู่ในเรา ก็คือเห็น เราจะทำให้พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในเราได้ โดย ลักษณะแห่งโอปะปาติกะ . นี่ช่วยกันจำไว้ด้วยว่า เขามี ความหมายสำหรับคำว่าโอปะปาติกะกันอย่างอื่นนะ. อาตมา ไม่มีอย่างนั้น ; อาตมามีอย่างที่กำลังพูด คือข้อความมันมีว่า โอปปาติกะนั้น คือการเกิดผลุงขึ้นมา เป็นอะไรอย่างใด
น.53 ๔๓ อย่างหนึ่งเต็มที่ คือโตเต็มที่เลย , ไม่ต้องผ่านพ่อผ่านแม่ ไม่ต้องมีพ่อมีแม่ ; เกิดผลุงขึ้นมาเป็นอย่างนั้นเลย ทันที ทันควันเลย แล้วจะต้องไม่เป็นหญิงเป็นชายด้วย ไม่เป็นตัวผู้ ตัวเมียด้วย. เกิดอย่างไร ? ลองคิดดู ไม่เกิดจากพ่อแม่, เกิด ผลุงขึ้นมาโตเต็มที่ ไม่ต้องเป็นหญิงเป็นชายอะไร. เกิด อะไร ? เกิดอย่างไร ? เขาอธิบายว่าสัตว์ชนิดหนึ่ง กายทิพย์, กายทิพย์อะไร เรื่องมาก ไม่อยากฟัง ไม่อยากจำ. แต่ อยาก จะพูดว่า จิตที่เปลี่ยนไปสู่สภาวะอย่างอื่น นั่นแหละ คือการเกิดใหม่, ไปเป็นอีกสภาพหนึ่ง . อย่างจิตบุถุชน เปลี่ยนไปเป็นจิตพระพุทธเจ้าอย่างนี้ มันเป็นการเกิดที่ ไม่ต้องอาศัยพ่อแม่ ไม่ต้องเป็นเด็กก่อน แล้วก็ไปโตขึ้น มันก็ผลุงขึ้นมาเต็มที่เต็มตัว ไม่มีความเป็นหญิงเป็นชาย. เมื่อพูดอย่างนี้แล้ว ก็อยากจะให้ได้ยินกันต่อไปว่า พระพุทธเจ้าพระองค์จริง นั้น ไม่ใช่คน. ท่านห้าม ไว้แล้วว่าอย่าเรียกฉันว่า มนุษย์ เทพ มาร พรหม คนธรรม ; ให้เรียกฉันว่า พุทธะ ; แล้วพุทธะนั้น ไม่หญิง ไม่ชาย.
น.54 ๔๔ พุทธะ นั้นยัง ไม่ใช่คน เสียอีก คือ เป็นพุทธะ ซึ่งมีการเกิดอย่างที่ เป็นพุทธะด้วยการตรัสรู้ ผลุงขึ้นมา จากจิตสภาพอย่างนี้ สู่จิตสภาพอย่างโน้น. ฉะนั้น ร่างกายก็ไม่ใช่พุทธะ ; ร่างกายตายก็ตายไป ไม่ใช่พระ- พุทธเจ้าตาย ; พระพุทธเจ้ายังอยู่เสมอ, คือธรรมะนั้นยัง อยู่เสมอ. นี่พระอรหันต์ก็เหมือนกันแหละ พระอรหันต์นั้น ไม่มีหญิง ไม่มีชาย. ที่เรียกว่า พระเถรี พระเถระ นั้น มันสมมติข้างนอก, สมมติข้างนอก ; แต่ตัวพระอรหันต์ แท้ ๆ ไม่เป็นหญิง ไม่เป็นชาย. เช่นเดียวกับที่พระพุทธเจ้า ไม่เป็นหญิง ไม่เป็นชาย, แล้วไม่เป็นมนุษย์ด้วย; เป็น ธรรมอย่างหนึ่ง ปรากฏที่จิตอย่างหนึ่ง. อย่างนี้ อาตมา เรียกว่า การเกิดโดยโอปะปาติกะ โดยวิธีโอปปาติกะ , เกิดเป็นพระพุทธเจ้า เกิดเป็นพระอรหันต์ ถ้าเกิดชนิดเลว ๆ ก็เกิดเป็นอันธพาล. เมื่อคนนั้น มันมี ความคิดอย่างโจร, มัน ก็เกิดเป็นโจร ในขณะจิตนั้น เต็มที่เลย. เมื่อ มีความคิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน มัน ก็เกิดเป็น สัตว์เดรัจฉาน ในขณะจิตนั้น เต็มที่เลย ; อย่างนี้เรียกว่า
น.55 ๔๕ โอปะปาติกะเหมือนกัน คือเกิดโดยจิต, โดยไม่ต้องมีพ่อแม่, โดยไม่ต้องเป็นเด็กก่อน, และโดยที่ไม่ต้องเป็นหญิง เป็นชาย อะไรที่ไหน .. มันอยู่เหนือบัญญัติ, หรือว่าเหนือความ จำเป็นที่จะมีภาวะหญิง ภาวะชาย. แต่เราก็ต้องน่าเห็นใจแหละ ตั้งแต่เด็ก ๆ โน่น. เราได้รับการเรียนพุทธประวัติมา : พระพุทธเจ้าเกิดออกมา เป็นเด็กชาย เป็นหนุ่ม แล้วแต่งงาน แล้วไปบวช แล้ว เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. ท่านเป็นชายอยู่ตลอดเวลา อย่างนี้ ; แล้วเราก็รู้ว่าเป็นท่านเป็นคน แล้วก็เป็นกษัตริย์, หรือว่าเป็นอะไรก็ตามที่เขาสมมติบัญญัติเรียกกันในสมัยนั้น. แต่ พระพุทธเจ้าพระองค์จริง ท่านปฏิเสธว่า ไม่ใช่ อย่างนั้น, เรียกฉันว่า พุทธะ คือจิตที่ตรัสรู้สว่างไสว ดับเย็นนี้เป็นพุทธะ . นี้เราไม่ต้องเป็นห่วง เรื่องการเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นผู้หญิง เป็นผู้ชาย อะไร, ไม่ต้องไปเป็นห่วงให้เสียเวลา มุ่งหมายแต่ว่าให้เป็นจิตที่สว่างไสว แจ่มแจ้ง ; เหมือนกับ แสงสว่างลุกขึ้นมา กำจัดความมืดให้หมดไป , หรือว่ามันดับ ความร้อนได้ ความร้อนดับไป ก็เย็นเป็นนิพพาน.
น.56 ๔๖ นี้คือ การทำให้มีพระพุทธเจ้าอยู่กับเนื้อกับตัว ของเรา จนกระทั่งพูดได้โดยไม่ต้องกลัวผิดว่า เราเป็น พระพุทธเจ้าเสียเอง ; เพราะว่า เราสมมติว่าจิตดวงนั้น เป็นเรา จิตที่มันเปลี่ยนเป็นจิต ที่รู้ เกิดขึ้นมาใหม่เป็น จิตรู้ แล้วก็ดับกิเลส แล้วก็เย็นเป็นนิพพาน จิตนั้น จึงเป็นพระพุทธเจ้า . เราก็ถือเอาจิตนั้นเป็นเรา, เราก็มี สิทธิที่จะเป็นพระพุทธเจ้าโดยลักษณะอย่างนี้. คิดดูซิ ศิลป หรือไม่ศิลป ? มันยากง่ายกี่มากน้อย ? มันมีประโยชน์กี่มากน้อย ? แล้วมันงดงามหรือไม่ ? ถ้ามัน งดงามที่สุด มีประโยชน์ที่สุด ประณีต ละเอียดสุขุม ที่สุด มันก็จัดเป็นศิลปได้, คือ การกระทำอย่างนี้ เป็น ศิลปแห่งการมีพระพุทธเจ้าอยู่กับเนื้อกับตัวของเรา ตลอดเวลา. จะแขวนพระเครื่อง หรือไม่แขวนพระเครื่อง ไม่เป็นประมาณ, จะเกี่ยวข้องกับพระพุทธรูปหรือไม่ ก็ไม่ เป็นประมาณ. เดี๋ยวนี้เรามีพระพุทธเจ้าองค์จริงอยู่ในเรา. เอาละ, เป็นอันว่า อาตมาได้พูดถึง ศิลปที่เป็นชั้น ปรมัตถะ ให้ท่านทั้งหลายฝั่งอีกข้อหนึ่ง เป็นข้อที่ ๘ ใน
น.57 ๔๗ วันนี้ ศิลปการแห่งมีพระพุทธเจ้าอยู่กับเนื้อกับตัว จน กลายเป็นตัวเราไปเสียเอง ซึ่งเป็นการบรรยายที่พอสมควร แก่เวลาแล้ว, และสมควรแก่อาตมา ที่วันนี้รู้สึกอ่อนเพลียมาก ขอยุติการบรรยายในวันนี้ไว้เพียงเท่านี้ เป็นโอกาสให้ พระคุณเจ้าทั้งหลาย ท่านได้สวดบทธรรมะคุณสาธยาย ส่งเสริม กำลังใจของผู้ตั้งหน้าปฏิบัติธรรมะต่อไป ในบัดนี้
Buddhadasa