Buddhadasa.org
หนังสือธรรมะสำหรับคนเกลียดวัด › อ่านฉบับเต็ม

📖 ธรรมะสำหรับคนเกลียดวัด

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ธรรมะสำหรับคนเกลียดวัด

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.370 เรียกได้ว่า โ ลกที่กำลังขาดแคลนธรรมะ สำหรับสร้างสันติ- ภาพ; มีแต่ อธรรม คือสิ่งที่ จะสร้างวิกฤตกาลให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ดังที่ปรากฏอยู่ในโลกปัจจุบัน. แม้จะมีการศึกษา อย่างไร ร่ำรวยสวยงามสนุกสนานกันสักเท่าใด ก็ยิ่งเต็ม ไปด้วย สิ่งที่เป็นเสนียดจัญไรเลวร้ายในโลก นับตั้งแต่ยา เสพติด คอรัปชั่น อันธพาล ภัยสังคม เหยียบย่ำสิทธิมนุษย- ชน สงครามเศรษฐกิจ สงครามเลือด และการมุ่งประหัตประ- หารกัน ระหว่างชนชั้น ที่มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูง อันไม่รู้จัก จบสิ้น, กระเทือนทั่วถึง กันทั้งโลก แม้ในหมู่ผู้ที่ดำรงตน อยู่ในธรรมโดยสุจริต. ผลแห่งอธรรมทำนองนี้ ไม่อาจ จะมี ถ้าหากว่า ธรรมะมีอยู่ในโลก. บางคน อาจจะคิดว่า มันเป็น สิ่งที่ช่วยไม่ได้เสียแล้ว ที่ จะไม่ให้โลกเป็นเช่นนี้. ปล่อยให้เป็นไปตามนั้น และพลอย เป็นคนตาหลิ่ว เข้าเมืองตาหลิ่วก็กะเขาด้วยสักคนหนึ่ง ก็ แล้วกัน โดยไม่ต้องละอายโลกสัตว์เดรัจฉาน ที่ยังคงอยู่ใน สภาพเดิมๆ แต่ประการใด. แต่พวกที่นับถือ ธรรมะศาสนานั้น เห็นว่า สิ่งทั้งปวง ไม่เที่ยง และเปลี่ยนแปลงได้ตามเหตุและ ปัจจัย; เรามาสร้างปัจจัยแห่งสันติภาพกันใหม่ เพื่อหมุน โลกนี้ไป ตามทางแห่งความสงบสุข โดยอาศัยสิ่งที่เรียก ว่า ธรรม นั่นเอง; จึงได้พยายามพากันเผยแพร่ธรรม ชัก ชวนกันให้กระทำทุกอย่าง เพื่อการกลับมาแห่งธรรม สู่หมู่ มนุษย์นี้. การพิมพ์หนังสือธรรมะขึ้นเผยแพร่ ก็ล้วนแต่ ทำไปเพื่อวัตถุประสงค์ ข้อนี้.

น.371 การรู้จักธรรม คือการรู้ว่าอะไรเป็นอะไรอย่างถูกต้อง คน ไม่หลงใหลในสิ่งใด แม้ในความเอร็ดอร่อย ที่กำลังรู้สึกอยู่ กับจิตใจอย่างยิ่งยวด. ไม่ว่าจะเป็นความสุขชนิดไหน ย่อม ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความหลงใหล สำหรับผู้ที่รู้ธรรมอย่างแท้- จริง. ความเห็นแก่ตัว ย่อมเกิดไม่ได้เพราะเหตุนี้. ความรัก เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน มีได้โดยง่าย แม้ว่าจะมีความเหลื่อม ล้ำ ต่ำสูงกว่ากัน มากมายสักเพียงไร. ผู้ประพฤติธรรม ย่อม รู้สึกเป็นสุข เมื่อรู้สึกว่า ตนได้ประพฤติธรรม หรือเมื่อได้ทำ หน้าที่ของมนุษย์ อย่างถูกต้อง. ความเคารพตัวเอง ใน ข้อนี้ ทำให้รู้สึกเป็นสุข. ไม่หวังความสุขอันเป็นมายา คือ สุขเวทนา ทางเนื้อหนัง คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ใจที่ตกเป็นทาสของเวทนาเหล่านั้น เสียแล้ว. ธรรมะ ช่วยให้เรารู้จักมีชีวิต อย่างถูกต้อง รู้จักมีสิ่ง แวดล้อมชีวิต และใช้มันอย่างถูกต้อง, มีหน้าที่การงาน ทรัพย์สมบัติ เกียรติยศชื่อเสียง มิตรสหาย ฯลฯ อย่าง ถูกต้อง คือเป็นไปเพื่อ สันติสุขส่วนบุคคล และ สันติภาพ ของส่วนรวม โดยส่วนเดียว, ไม่สร้างวิกฤตกาลใดๆ ขึ้นแก่ ใคร แม้แก่สัตว์เดรัจฉาน และพฤกษาชาติทั้งปวง, ไม่เป็น คนทำลายโลก หรือ หนักแผ่นดิน แม้แต่หน่อยเดียว. สิ่ง ที่เรียกว่า บาป, โชคร้าย, หรือ ซวยตลอดชาติ ย่อมไม่มี แก่ผู้ประพฤติธรรม. ข้อนี้ หมายความว่า นรก ไม่มีสำ- หรับบุคคลชนิดนี้, มีแต่ สวรรค์ นับตั้งแต่วินาที ที่ เขาประพฤติธรรม เป็นต้นไป ทีเดียว.

น.372 เรา มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สำหรับการศึกษา เพื่อให้ รู้จักสิ่งทั้งปวง อย่างถูกต้องตามที่เป็นจริง เพื่อมีชีวิตอยู่ได้ อย่างสงบสุข, มิใช่มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สำหรับไว้เป็น สื่อ ให้เราตกเป็นทาสของกิเลส จนโงหัวไม่ขึ้น เหมือนที่ เป็นกันอยู่ โดยมากในโลกปัจจุบัน ซึ่งกำลังขาด ธรรมะ. เราบังคับโลกนอกตัวเราไม่ได้ ก็จริง แต่เราสามารถควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้สัมผัสโลก แต่ในลักษณะที่ จะไม่เป็นพิษเป็นภัยแก่เราได้ โดยอาศัยธรรมะ นั่นเอง. ถ้า คนในโลก ทำได้เช่นนี้ โลกนี้ก็เป็นโลกที่งดงามน่าอยู่อา- ศัย หรือเป็นโลกของพระศรีอาริยเมตไตรย ขึ้นมาทันทีทัน- ควัน เพราะเป็น โลก ที่อิ่มเอิบ ไปด้วยธรรม. ทางรอดของโลก ปัจจุบันนี้ มีอยู่ทางเดียวนี้ เท่านั้น คือ เดินไปตามทางธรรม. การช่วยให้ทุกคน ได้เดินไปตาม ทางธรรม ย่อมเป็นกุศลอันใหญ่หลวง และสูงสุด. ขอให้ การจัดการพิมพ์หนังสือธรรมะขึ้นเผยแพร่นี้ จงสำเร็จประ- โยชน์เต็ม ตามความประสงค์ ทั้งแก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว และ ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยทุกแง่ทุกมุมเถิด. ข้าพเจ้าขออนุ- โมทนา มาในที่นี้ด้วย เป็นอย่างยิ่ง. พุทธทาส อินทปัญโญ โมกขพลาราม, ไชยา

น.373 คำบรรยายในเรื่องคนเกลียดวัด ภาคอาสาฬหบูชา ๙ กรกฎาคม ๒๕๒๐ -๑- ธรรมะสำหรับคนเกลียดวัด. ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, อารัมภกถา การบรรยายประจำวันเสาร์ในวันนี้ เป็นครั้งที่ ๒ ของภาค อาสาฬหบูชา ดังที่ท่านทั้งหลายก็ทราบกันดีอยู่แล้ว ; แต่การบรรยาย ในวันนี้ เป็นการตั้งต้นของการบรรยาย ชุดประจำภาคอาสาฬหบูชา เพราะมีการบรรยายของภาควิสาขบูชา คาบเกี่ยวเข้ามาในภาคนี้เสีย ๑

น.374 ๒ ครั้งหนึ่ง ไม่ตรงตามภาค เหมือนอย่างที่เรากำหนดกันไว้. ทั้งนี้ ด้วยความจำเป็นอย่างหนึ่ง ซึ่งท่านทั้งหลายที่ได้ฟังอยู่ก็ทราบเป็น อย่างดีแล้ว ; เป็นอันว่าวันนี้เป็นวันเริ่มต้นการบรรยายชุดอาสาฬห- บูชา. การบรรยายชุดอาสาฬหบูชาในวันนี้ เป็นการ บรรยายโดยหัวข้อใหญ่ ประจำชุดว่า ธรรมะสำหรับคน เกลียดวัด. อาตมาต้องการจะบรรยายธรรมะเป็นข้อ ๆ ไป, เป็นเรื่อง ๆ ไป ให้เหมาะสำหรับคนที่เกลียดวัด ; แต่ใน ครั้งแรกนี้ ทำอย่างนั้นไม่ได้ เราจะต้องพูดกัน ถึงเรื่องที่ เกี่ยวกับคนเกลียดวัดกันเสียก่อน ; อย่างน้อยที่สุดมันก็มี ปัญหาว่า มีคนเกลียดวัดจริงหรือไม่ ? สำหรับอาตมานั้น ไม่ต้องสงสัย เพราะยืนยันอยู่แล้ว ว่า ธรรมะสำหรับคนเกลียดวัด ก็เป็นการที่ยืนยันอยู่ใน ตัวแล้วว่า "มี". อาตมาถือว่า มีคนเกลียดวัด ; แต่ถึง อย่างไรก็ดี จักต้องพิจารณากันในข้อนี้ ให้เป็นที่เข้าใจอย่าง ชัดเจนเสียก่อน จึงจะเป็นการง่ายหรือการสะดวก สำหรับ การบรรยายในครั้งหลัง ๆ.

น.375 ๓ ข้อที่ ๑. ลักษณะของคนเกลียดวัด สิ่งแรกที่จะหยิบขึ้นพิจารณาก็คือ คนที่กำลังเกลียด วัดนั้นคือใคร ? และมีอยู่ในลักษณะอย่างไร ? ก็ขอให้ลอง ใคร่ครวญดู ตามคำบรรยายที่จะได้กล่าวไปตามลำดับ. ถ้า ว่าโดยน้ำใสใจจริง ก็ อยากจะพูดถึงแต่ บุคคลพวกหนึ่ง เท่านั้น คือ พวกที่มีการศึกษาดีแล้ว มีปริญญาเป็นหางก็มี หรือไม่มีก็ตามใจ, เรียกว่าคนมีการศึกษาดีแล้ว, แล้วกำลัง เป็น นักธุรกิจ ที่มีอำนาจทางการเงิน การเศรษฐกิจ เป็นต้น, แล้วก็เป็น นักการเมือง ที่จะหมุนบ้านหมุนเมืองไปในทาง ไหนก็ได้, แล้วก็กำลังเป็นนักปกครอง ที่จะจัดคนให้อยู่กัน อย่างไรก็ได้, และแถมเป็น ครูบาอาจารย์ ก็มี; และอัน สุดท้ายนั้น อยากจะกล่าวถึงคนพวกหนึ่ง คือ พวกคฤหบดี เศรษฐี ทั้งหลาย, ซึ่งในสมัยก่อน สมัยโบราณนั้น คนพวก นี้แหละ เป็นคนที่ชอบสร้างวัดให้ลูกเล่น เด็ก ๆ สมัยนี้คงจะฟังไม่ออกว่า เขาสร้างวัดให้ลูกเล่น คืออะไร ? มันก็ตรงตามคำพูดนั้นแหละ ; เพราะคนที่เป็น เศรษฐีมีเงินมาก ก็มักจะประดับเกียรติของตนด้วยการสร้าง

น.376 ๔ วัด : แสดงความมั่งมี อำนาจวาสนา ; แล้วก็พูดเป็น สำนวนว่า "สร้างวัดให้ลูกเล่น" เพราะว่าสร้างกันมากเกินไป คนพวกนี้ ตามที่ออกชื่อมาแล้วทั้งหมด ล้วนแต่ เป็นผู้มีการศึกษาดี, กำลังเป็นนักธุรกิจ, เป็นนักการเมือง, นักปกครอง, แม้เป็นครูบาอาจารย์, เป็นเศรษฐี, กำลัง เกลียดวัด อาตมามุ่งหมายจะพูดถึงคนพวกนี้โดยตรง แต่ จะพูดเพียงคนพวกนี้อย่างเดียว ก็ไม่ยุติธรรม ไม่ถูกต้อง หรือไม่ชัดเจน จึงอยากจะพูดให้หมดไปถึงทุกแง่ทุกมุม ว่า มีคนเกลียดวัดอยู่ก็อย่างกี่ชนิด. ในที่สุดจะสรุปได้ในตัว มันเองว่า พวกที่เกลียดวัดทั้งหลาย คือ พวกที่จะทำลาย มนุษยธรรม คือ ไม่มีศีลธรรม แล้วก็ ทำลายทุกอย่าง. พวกที่ ๑. ผู้มีผลประโยชน์ขัดกันกับวัด พวกเกลียดวัด ที่จะดูกันโดยรายละเอียดเสียในที่นี้ ในคราวเดียวกันนี้ พวกแรก เชื่อว่าท่านทั้งหลายก็เดาออก, เห็นอยู่. คือ ผู้ที่มีประโยชน์ขัดกันกับวัด ในความหมาย ธรรมดาสามัญ ; เช่นโกรธกับท่านสมภาร หรือเป็นความ เป็นคดีกันกับวัด รุกที่วัด : ทำทุกอย่างที่มันมีประโยชน์ อันขัดกันกับวัด ก็มีอยู่หลายรูปแบบ. นี้ไม่ต้องสงสัย เขา

น.377 ๕ เกลียดวัดในความหมายหนึ่ง ; บางคนก็รุนแรงมาก แทนที่ จะเกลียดส่วนตัวท่านสมภาร ก็พาลเกลียดวัด, พาลเกลียด ศาสนา เอาไปเสียทั้งหมดเลย. พวกที่ ๒. ผู้ถือเสรีภาพเกินขอบเขต, ทำอะไรตามใจตน. ทีนี้ดูต่อไป ก็มีพวก วัยรุ่น ที่ต้องการอะไรตาม ใจตัว มีอิสรภาพ เสรีภาพ เกินขอบเขตในการคิดการ พูด การกระทำ, เป็นวัยรุ่นอันธพาลด้วยเหตุต่าง ๆ กัน, พวกนี้ก็เกลียดวัด แล้วก็เป็นพวกที่เห็นได้ง่าย เข้าใจได้ง่าย. อาตมาก็ไม่ต้องอธิบาย ว่าทำไมพวกนี้จึงเกลียดวัด พวกที่ ๓. ผู้อาศัยวัดเพราะความจำเป็น. ทีนี้ก็อยากจะดู ด้วยสายตาที่แหลมคม ลึกซึ้ง สักหน่อยว่า แม้ พวกที่อยู่ในวัดในลักษณะที่อาศัยวัด เป็นเรือจ้าง. พวกนี้ก็เกลียดวัด, เป็นเด็กก็มีมาก อาศัยวัดเพราะความจำเป็นเพื่อจะเรียน เล่าเรียนของตัว ; ไม่ได้อบรมมาดี ก็เกลียดวัด. แต่จำใจต้องอยู่ในวัด เพราะ ต้องอาศัยวัด ด้วยเหตุผลอะไร ก็มองดูก็แล้วกัน. นี่อยู่ ในวัดก็ยังเกลียดวัด.

น.378 ๖ ที่ร้ายไปกว่านั้นอีก ก็อยากจะระบุ ภิกษุสามเณร บางพวก แม้อยู่ในวัด แม้อยู่ในผ้าเหลืองก็เกลียดวัด เพราะ อาศัยวัดเป็นเพียงเรือจ้าง สำหรับจะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ไม่ได้บวชอยู่ด้วยศรัทธาอันแท้จริง. เกลียดวัดในลักษณะ อย่างไร เดี๋ยวจะค่อยพูดกัน. สำหรับคำว่า วัด นั้น มันมีความหมายกว้าง, กว้าง มากกว่าที่จะเป็นเพียง ว ไม้หันอากาศ ด สะกด. สรุปว่า แม้อยู่ในวัดเพียงอาศัย วัดเป็นเพียงเรือจ้างนี้ เขาก็เกลียดวัด. พวกที่ ๔. มีการศึกษาไม่ถูกต้อง, เหมาเอาว่าวัดเป็นสิ่งล้าสมัย ทีนี้ พวกอื่นต่อไปอีก คือพวกที่ อยู่นอกวัด ได้รับ การศึกษาไม่ถูกต้อง หรือเรียกว่าเขาตรัสรู้เอาเองว่าวัดนี้เป็น อย่างไร ก็ เหมาเอาว่า วัดนี้เป็นสิ่งที่ครึกระพ้นสมัย เหมาะ สำหรับคนยุคบรมโบราณที่ยังโง่มาก. บางคน ก็มองกันไป ในอีกทางหนึ่งว่า วัดนี่เป็นกาฝากสังคม, เป็นอยู่อย่าง เอาเปรียบสังคม, ผลที่ได้รับจากวัด ไม่คุ้มค่าทั้งแก่บุคคล ทั้งแก่สังคม หรือแก่ประเทศชาติก็มี. คนที่เขาเข้าใจ อย่างนี้ เขาก็เกลียดวัด ; แม้ว่าเขาอยู่นอกวัด, หรือวัด ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องอะไรกับเขา,

น.379 ๗ อีกความหมายหนึ่ง ก็อยากจะเรียกว่า เป็นอันธพาล มากเกินไป; แต่ไม่ใช่อันธพาลอย่างนักเลงเกะกะระราน อะไร เป็นอันธพาล ในทางวิญญาณ คือ ไม่มีสติปัญญา ไม่มีสัมมาทิฏฐิ, แล้วเขาก็ไม่เคยรู้จักเรื่องที่เขาหลงใหลอยู่ คือ เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ซึ่งเราเรียกกันสั้น ๆ ว่า สาม ก. : เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ. เรื่องกาม ก็ เห็นแต่กามารมณ์, เรื่องเกียรติ ก็ เมา เกียรติ, คนชนิดนี้ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า กิน หรือ กาม หรือ เกียรติ ; เมื่อกล่าวทางนามธรรมหรือทางวิญญาณ ก็เป็น คนโง่ที่สุด. ถ้าดูอย่างสายตาชาวบ้าน เขาก็ฉลาด เรื่อง กินหากินได้มาก ๆ, หาเรื่องกามารมณ์ได้มาก ๆ, หาเรื่อง เกียรติยศชื่อเสียงได้มาก ๆ ก็ว่าคนนี้มันฉลาด. แต่ในทาง ธรรมะแล้ว ถือว่าคนนี้ยังโง่, โง่ที่สุด : ไม่รู้ว่าเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ นั้นคืออะไร, ก็หลงอยู่. เขาไม่เคย รู้จักเรื่องนี้ก็หลงอยู่. ทีนี้อีกพวกหนึ่ง สมบูรณ์ด้วยเรื่องนี้มาก ก็ยัง หลงอยู่. เดี๋ยวจะฟังไม่ถูก ; ขอย้ำใหม่ว่า พวกที่ไม่รู้จัก เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ แล้วก็ ยังไม่ได้, อยู่ด้วย

น.380 ๘ ยังกระหาย อยู่ด้วย เขาก็ ไม่รู้จักเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่อง เกียรติ นี้พวกหนึ่ง. อีกพวกหนึ่งแม้สมบูรณ์ฟุ่มเฟือย เพ้ออยู่ด้วยเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ก็ยังไม่รู้จัก เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ; คนพวกนี้ก็เกลียดวัด. อาตมาจะไม่ยืนยันว่า นี่มันครบถ้วน โดยหัวข้อของ ข้อเท็จจริงทั้งหมด ถือว่าเป็นแต่เพียงตัวอย่าง ที่ยกมาให้ ท่านทั้งหลายฟัง ก็ฟังในฐานะเป็นตัวอย่างก็แล้วกัน. กลุ่ม หลังนี้ ไม่ใช่วัตถุที่มุ่งหมาย ที่อาตมาจะพูดถึงเขา ; แต่ จะต้องพูดด้วย. ขอย้ำอีกทีหนึ่งว่า กลุ่มแรก คือกลุ่มที่ตั้งใจจะ พูด จะหมายถึงนะ คือพวกนักศึกษาที่มีการศึกษา ดีแล้ว เป็นนักธุรกิจ เป็นนักการเมือง เป็นนัก ปกครอง เป็นเศรษฐี คฤหบดี กระทั่ง เป็นครูอาจารย์ แล้วก็เกลียดวัด นี่ มันน่าอัศจรรย์อยู่ มันน่าประหลาดอยู่. หรือมันน่าเศร้าอยู่. ส่วน พวกหลัง นี่ เป็นพวกที่ จำเป็นแหละ ที่จะต้องเกลียดวัด เพราะประโยชน์ขัดกับ วัด ยัง เด็กเกินไป ยังเป็นวัยรุ่นคะนอง หรือว่า อาศัยวัด

น.381 ๙ เป็นเรือจ้าง มองดูวัดไม่ออก ก็เข้าใจไปต่าง ๆ นานา นี้ควร จะเกลียดวัด มันก็ ควรจะให้อภัย. แล้วก็มี ยกเว้นพิเศษ อยู่อย่างหนึ่ง คือว่า คนที่เขา ถือศาสนาอื่น เขาก็ไม่ชอบวัดของศาสนาอื่น; ถ้า หลงใหลในศาสนาของตนเกินไป ด้วยเหตุที่เขาไม่รู้จักศาสนา ของเขาเองอย่างถูกต้อง ก็จะทำให้เกลียดชังศาสนาอื่น ; แล้วก็จะพาลเกลียดวัดของศาสนาอื่น. เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกัน ยก ไว้ให้เป็นพิเศษ แยกออกไปได้. ท่านทั้งหลาย ลองพิสูจน์ดู คิดดู ใคร่ครวญดู ว่า บุคคลมีลักษณะดังกล่าวมานี้ กำลังมีอยู่จริงหรือเปล่า ? ถ้ามีอยู่จริง ก็เป็นอันว่า เราจะยืนยันลงไป ว่ามีคนที่กำลัง เกลียดวัด. เมื่อมีคนเกลียดวัด ผลอะไรจะเกิดขึ้น ? ก็กล่าวได้เลยว่าเป็นผลในทางร้าย, มีผลในทางร้าย, หรือ ผลร้ายจะเกิดขึ้น คือจะมีคนที่ไม่ชอบ สิ่งที่เรียกกันว่า "วัด" ซึ่งมีความหมายมากกว่า ว ไม้หันอากาศ ด เด็ก สะกด. ทีนี้ ก็จะได้พูดกันต่อไปว่าหมายถึงอะไร ?

น.382 ๑๐ ข้อที่ ๒. ความหมายของคำว่าวัด หัวข้อที่ ๒ นี้ จะพูดถึงคำว่า วัด ในประโยคที่ว่า คนเกลียดวัด. ท่านที่ได้เคยศึกษาภาษาไทยมาบ้างแล้ว ก็จะ เข้าใจได้ทันที ว่า คำพูดบางคำนั้นเราไม่ได้มีความหมายตรง, หรือเท่าที่มันปรากฏอยู่เป็นตัวหนังสือ. เรามีความหมาย อะไรแฝงไว้มาก คือเรื่องที่คล้าย ๆ กัน ก็จะแฝงกันอยู่ในคำ นั้นหมด. เช่น คำว่า วัด อย่างนี้; โดยเฉพาะในกรณีของ คนเกลียดวัด ; คำว่า วัด ย่อมหมายถึงศาสนา หมายถึง พระธรรม แล้วก็หมายถึง โบสถ์ วิหาร พระเจดีย์ หมายถึง วัดวาอาราม พระเจ้าพระสงฆ์ ทั้งหลายทั้งปวง คือทุกสิ่ง ที่มันเนื่องกันอยู่กับวัด. เรามีวัด เพื่อเป็นที่ตั้งของศาสนา, เป็นสิ่งที่สั่งสอนพระธรรม, และมีพระเจ้าพระสงฆ์รวมอยู่ ในนั้น ทำหน้าที่นั้น ๆ แล้วก็มีสถานที่ เช่น โบสถ์ วิหาร การเปรียญ อะไรต่างๆ รวมทั้งขนบธรรมเนียมประเพณี ที่จะต้องมีอยู่ในวัด ทั้งหมดนี้เรียกว่า วัด เพียงคำเดียว. เมื่อพูดว่า “เกลียดวัด" ก็หมายถึงเกลียดสิ่งเหล่านี้ ด้วยคือ จะเกลียดสิ่งที่เรียกว่า ธรรม หรือธรรมะ, หรือ

น.383 ๑๑ พระธรรมด้วย แล้วจะเกลียดสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา ด้วย จะเกลียดวัดทั้งในภาษาธรรม และใน ภาษาคน. วัดในภาษาคน นั้น คือ โบสถ์ วิหาร เจดีย์ ตัววัด- วาอาราม ที่เป็นฝ่ายวัตถุ ; นี่ก็เรียกว่า วัด ภาษาคน. แต่ถ้า วัดในภาษาธรรม ก็ เป็นนามธรรม หมายถึง เจตนารมณ์ของการมีวัด การประพฤติกระทำอยู่ในวัด, ความหมาย หรือ คุณค่า อะไรต่าง ๆ ที่รวมอยู่ในสิ่งที่เรียก ว่า วัด นั้น. นี่แม้แต่คำว่า "วัด" ก็ยังเห็นได้ว่า มีอยู่เป็น ๒ ชั้น เป็นภาษาคนพูดธรรมดา ในความหมายหนึ่ง, เป็นภาษา ธรรมอันลึก, ภาษาธรรมะอันลึกในอีกความหมายหนึ่ง. นี่คำว่า "วัด" แม้ว่าบางคน จะไม่ได้เกลียดสิ่งเหล่านี้ ครบ ถ้วนทุกความหมาย ก็ยังเรียกว่า เกลียดวัดอยู่นั่นเอง ; แต่ แล้วมันก็เป็นไปได้ โดยยาก ขอให้คิดดูเถิดว่า ถ้าเกลียดศาสนา มันก็เกลียด ธรรมะ เกลียดวัด เกลียดวัดวาอาราม พระเจ้าพระสงฆ์ อะไรไปหมดสิ้น ; แม้แต่เกลียดสัตบุรุษ ทายกทายิกา

น.384 ๑๒ ไปด้วยเลย, คำว่า "วัด" ในกรณีที่เราจะพูดถึงนี้ มันมี ความหมายมากอย่างนี้. ความหมายของ "วัด" อย่างกว้างลึก. ทีนี้ จะพูดให้ชัดลงไปถึงสิ่งที่เรียกว่า "วัด", เดี๋ยวนี้ จะพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า วัด ซึ่งมีความหมายกว้างไกลออกไป จากคำว่า วัด. สิ่งที่เรียกว่า วัด มันมีความหมาย หรือ ประวัติ หรืออะไร มากมายกว้างขวาง ลึกซึ้ง ยาวนาน. ถ้าเรียกโดยภาษาไทยว่า วัด ; แต่ก็ต้องรู้ว่าเรียกโดยภาษา อื่นว่าอย่างอื่น. วัดวาอารามในพระพุทธศาสนานี้ ก็ถอด รูปแบบ มาจากวัดวาอารามในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นแดน เกิดของพระพุทธศาสนา เป็นต้น. แต่ถ้าจะมองให้ครบถ้วน มันก็จะต้องมองไปไกล ตั้งแต่แรกมีมนุษย์ขึ้นมาในโลก. สิ่งที่เรียกว่า "วัด" มี ลักษณะอาการ ความมุ่งหมาย คล้ายกับสิ่งที่เราเรียกว่า วัด นี ได้มีมาแล้วตั้งแต่ก่อนพุทธกาล. ถ้าคนที่จะศึกษากันแต่ ในแง่ของประวัติศาสตร์ ไม่ยอมรับเรื่องตำนาน อันปรัมปรา ในพระคัมภีร์ ก็มีทางจะทำได้ คือจะต้อง ตั้งต้นคิดว่า สิ่งที่ เรียกว่า วัด นี่ มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ? ในเมื่อครั้งแรก

น.385 ๑๓ เราก็ยอมรับว่า คนนี่เป็นคนป่า แทบจะไม่นุ่งผ้า แล้วก็ ค่อย ๆ นุ่งผ้า และรู้จักทำอย่างนั้น อย่างนี้มากขึ้น ๆ ม าถึง จุดไหนจึงได้เกิดสิ่งที่เรียกว่า วัด ขึ้นมา ? เมื่อกล่าวโดยสรุปยอด และ ถอดใจความออกมาจาก พระคัมภีร์ เรื่องสั้น ๆ ก็มีว่า : พอมีมนุษย์หรือคนมากกว่า ; เพราะยังไม่รู้อะไรมาก เรียกกันว่า คนดีกว่า ; เกิดขึ้น ในโลก พอที่จะรู้จักทำมาหากินได้, ตั้งหลักแหล่งทำมาหา กินได้ ไม่เร่ร่อนเหมือนแต่กาลก่อน, มันก็เกิดการเอาเปรียบ เกิดการคดโกง ทำให้ลำบาก ยุ่งยาก จนต้องตั้งหัวหน้า ให้มีหน้าที่สำหรับควบคุมบังคับบัญชา ; เรื่องทางสังคม มันก็หมดปัญหาไปได้มาก จนกระทั่งถึงยุคหนึ่ง จะเรียกว่า หมดปัญหาทางสังคมก็ได้. แต่ ปัญหาทางจิตยังมีเหลืออยู่มาก คือ ยังมีความ หวาดกลัว ยังไม่รู้อะไรว่าอะไร : เกิดความสงสัยต่าง ๆ นานา เกี่ยวกับโลกนี้ก็มี, เกี่ยวกับโลกอื่นก็มี, หลังจากตาย แล้วก็มี ไม่มีความสงบสุขในทางใจ, หรือว่ามีบางคน มี ความเห็นว่า เท่าที่อยู่กันอย่างนี้ มีแต่เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ; อย่างนี้ มันไม่วิเศษอะไร มันอยากจะรู้จัก อะไรที่ดีไปกว่านั้น ลึกไปกว่านั้น.

น.386 ๑๔ นี่ คนที่มีปัญหาทางจิตใจ อย่างนี้แหละ เขา ได้ออกไปจากบ้านเรือน ก็ไปคิดค้นตามสติปัญญา ของเขา จนพบระบบในทางจิตใจว่าเราจะทำอย่างไร จึงจะ มีจิตใจเย็น, เยือกเย็นเป็นสุขไม่มีปัญหา. คนพวกโน้น แม้จะมีเงิน มีของ มีกิน มีกาม มีเกียรติ ยังมีปัญหา ยังทุกข์- ร้อน, แล้วบางทีก็เป็นที่น่าขยะแขยง แก่คนที่เขามีจิตใจสูง. นี่คนพวกใหม่นี่ออกไปอยู่ตามป่า ตามดง ตามที่สงบสงัด คิดค้น จนพบวิธีสำหรับทำจิตใจให้เป็นสุข ไม่เกี่ยวกับ ด้านร่างกาย หรือด้านวัตถุอะไรนัก. ต่อมาคนอีกจำนวนมาก ก็เกิดชอบวิธีการ อย่างนั้นกันมากขึ้น ๆ มันก็เกิดสังคมใหม่ คือสังคมของ บุคคล ผู้ต้องการเรื่องราวในทางจิตใจ, ดำรงจิตใจให้อยู่ เย็นเป็นสุข. มันจึง เกิดสำนัก หลักแหล่ง ที่จะชี้แจง อบรม สั่งสอน ให้เข้าใจเรื่องนี้. จุดตั้งต้นของวัดมันก็ ได้เกิดขึ้นมาในลักษณะอย่างนี้; มิฉะนั้นแล้ว มันทนอยู่ ไม่ได้ มันเดือดร้อน. แต่ว่าไม่ใช่เดือดร้อนอย่างว่า เจ็บไข้ หรือไม่มีข้าวจะกิน ; มันเป็นความเดือดร้อนของคนที่มี ข้าวกิน แล้วก็ไม่เจ็บไข้ แล้วก็มีอะไรทุกอย่าง ; นี่เขา

น.387 ๑๕ เรียกว่า ความเดือดร้อนทางวิญญาณ, ไม่มีความเยือกเย็น ในทางวิญญาณ วัดจึงได้เกิดขึ้น เพื่อแก้ปัญหาอันนี้. ที่อาตมาบอกว่ามันลึกน่ะ ขอให้เข้าใจว่ามัน ลึกอย่างไร. มันลึกถึงกับว่า มันเป็นสิ่งที่ธรรมชาติ ต้องการ, เป็นสิ่งที่ธรรมชาติบังคับให้มี ไม่มีไม่ได้ มันจะบ้าตาย. คนพวกนี้จะบ้าตาย ถ้าไม่มีความรู้เรื่อง ทำจิตใจให้เยือกเย็นเป็นสุข, แล้วมันก็เป็นตามกฎของ ธรรมชาติ, เป็นปฏิกิริยา ที่เป็นไปตามธรรมชาติ :- เมื่อคนมีความก้าวหน้า ที่เราเรียกกันว่า วิวัฒนาการ ทางกายสูงขึ้นไปๆ นี้ทาง จิตสูงไม่ทัน มันก็ต้องเป็น ทุกข์ ; ต้องมีอะไร มาทำให้ทางจิตมันสูงขึ้น ทันกับ วิวัฒนาการทางกาย มันจึงจะอยู่ได้ เป็นคนที่มีความสุข วัดนี้ เป็นสิ่งที่ธรรมชาติบังคับ ให้เกิดขึ้นโดยไม่รู้สึกตัว เพื่อความสมดุลย์, เพื่อความถูกต้องในทางจิตใจ จะให้ คำนิยาม อีกอย่างหนึ่งว่า มัน เป็นสิ่งที่ จำเป็นสำหรับคน, แล้วควบคู่กันไปกับคน, จนกว่าจะ ถึงจุดหมายสุดท้ายของความเป็นคน. นี่มันจะพังยาก า ะ 6

น.388 ๑๖ ก็ตอนนี้; เพราะว่า ท่านยังไม่รู้ว่าเป็นคนนี้เป็นทำไม ? จะเป็นไปถึงไหนกัน จึงจะถึงจุดสุดท้ายของความเป็นคน ? แม้จะพูดว่าเพื่อได้สิ่งที่ดีที่สุด ก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ? แต่เดี๋ยวนี้จะยืนยันเฉพาะในข้อที่ว่า ธรรมชาติมัน ทำให้ทนอยู่ไม่ได้ ในการที่จะไม่คิดไม่นึก ค้นหาวิธี การทางจิตทางใจ ให้ก้าวหน้าขึ้นไป คู่กันกับความก้าวหน้า ในทางร่างกาย ; เพราะฉะนั้น จะเรียกว่าสถาบันหรืออะไร ก็แล้วแต่จะเรียก ที่จำเป็นแก่จิตใจ ใ นด้านจิตใจ หรือฝ่าย จิตใจ สำหรับคน และควบคู่กันไป เคียงขนานกันไปกับ วิวัฒนาการของคน จนถึงจุดหมายสุดท้ายของความเป็นคน. พูดให้เห็นชัดหน่อยก็ว่าวิวัฒนาการทางร่างกาย มันก็ วิวัฒนาการมากเหลือเกิน : เมื่อคนป่ายังไม่นุ่งผ้า เขาอยู่กันอย่างไร ; เดี๋ยวนี้มานุ่งผ้า มาทำอะไรกันอย่างพวกเราที่นั่งกันอยู่ที่นี่ ได้มี วิวัฒนาการทางฝ่ายร่างกายมาอย่างไร ; ทางจิตก็เหมือนกัน. จิตของ คนป่าเหล่านั้น มันวิวัฒนาการ มันทนอยู่ไม่ได้ ก็ดิ้นรน จึงดิ้นรน คือค้นคว้าหาไป จนพบระบบความคิดความนึก ตลอดถึงการประพฤติ ปฏิบัติ มีความคิดความนึกเพื่อจิตใจจะได้สงบเย็น ; เพราะฉะนั้น จึงสมกัน เรียกว่ามันสมดุลย์กัน, ทางร่างกายก้าวหน้าเท่าไร ทางจิต ก็ก้าวหน้าเท่านั้น.

น.389 ๑๗ นี้เรื่องความก้าวหน้าทางร่างกายนี่ ทำที่บ้านก็ได้ ; แต่ ความก้าวหน้าทางจิต นี้ มันลำบากที่จะทำที่บ้าน ; จึงมีความเหมาะสมที่จะ ทำ ที่จะศึกษาเล่าเรียน แล้ว ประพฤติปฏิบัติ หรือกระทำ ในสถานที่ที่จัดไว้เฉพาะ, สะดวกสบายเพื่อการนั้น ; นั้นแหละคือสิ่งที่เรียกว่า วัด จะต้องขอให้มีการศึกษา ทบทวนย้อนหลังไป สักหลายหมื่นปี ตั้งแต่ยุคที่เขาเชื่อกันว่ามนุษย์ได้เกิดขึ้นใน โลกเมื่อไร ก็จะพบสิ่งที่เรียกว่า "วัด" คู่กันมากับมนุษย์, เพื่อให้มนุษย์มีความถูกต้องในทางจิตใจ. นี่สิ่งที่เรียกว่า วัด นั้น มันเป็นมาอย่างนี้ โดยแท้จริง ทีนี้การที่มันมาเกิดการเปลี่ยนแปลงในยุคหลัง ๆ นี่ ก็อย่าเอามาเป็นเครื่องยึดถือ; ต้องยึดถือความมุ่งหมาย เดิมแท้ ว่า วัดมีเพื่อประโยชน์อะไร, แล้วต่อมามันได้ เปลี่ยนไป, แล้วก็เปลี่ยนมากเสียด้วย, จนทำให้เกิดการเกลียด วัดกันขึ้นมา. แต่แล้วธรรมชาติก็ไม่ยอม ; มันต้องการ ให้คนหรือมนุษย์นี่ มีความถูกต้องทางจิตใจ จะต้องมีระบบ การศึกษา และปฏิบัติทางจิตใจ จะต้องมีสถาบัน หรือ สถานที่ ที่อำนวยความเป็นอย่างนั้น ; มันก็ ยังต้องการ

น.390 ๑๘ วัดอยู่นั่นเอง. พอมาเกิดปัญหาอย่างนี้ขึ้นมาว่า มีคน เกลียดวัดมากขึ้น ๆ เรื่องมันก็ยุ่ง ; จึงควรจะเป็นหน้าที่ ของเรา ที่จะช่วยกันป้องกัน ไม่ให้เกิดผลร้ายขึ้นมา ใน ลักษณะอย่างนี้ สรุปความสั้น ๆ ว่า คำว่า "วัด" นั้น หมายถึงธรรมะหรือ ศาสนา วัดวาอาราม พระเจ้าพระสงฆ์ ; แต่สิ่งที่เรียกว่า "วัด" นั้น คือสถาบันที่มนุษย์ตั้งขึ้น ตามความบีบคั้นของธรรมชาติ เพื่อ ให้มนุษย์ต้องมี สำหรับความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องในด้านจิตใจ. ขอให้ท่านทั้งหลายรู้จักคำว่า "วัด" และสิ่งที่เรียกว่า "วัด" ในความหมาย ที่ถูกต้องอย่างนี้ก่อน แล้วต่อไปจะพูดกันง่าย ในการบรรยายครั้ง ต่อ ๆ ไป. ข้อที่ ๓. เกี่ยวกับคำว่า “เกลียด". ทีนี้ ก็จะมาถึงคำว่า “เกลียด" สำหรับคำว่าเกลียดนี่ ก็พอจะเข้าใจกันได้แล้วเป็นส่วนมาก ว่ามันได้แก่กิริยาอาการ อย่างไร, ความรู้สึกอย่างไร, ความหมายอย่างไร, เพราะ เราก็เคยเกลียดเคยรักอะไร อยู่เป็นประจำ; แต่ครั้นมาถึง กรณีนี้ เราหมายถึง เรื่องเกลียดวัด, เรื่องการเกลียดวัด เราก็จะ ดูอาการที่เรียกว่า เกลียด, แล้วก็กระทำแก่สิ่งที่ เรียกว่า วัด.

น.391 ๑๙ ท่านทั้งหลายไม่ต้องคอยฟังอาตมาพูดอย่างเดียว, ไม่ต้องคอยเชื่อไปตามอย่างเดียว ; ต้องใช้การสังเกต ศึกษา พิจารณาของตนเองด้วย ก็จะเห็นชัด. เดี๋ยวนี้ คนเกลียดวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นนักศึกษามาแล้ว, แล้วก็เป็นนัก อะไร ๆ ที่มีอำนาจ มีอิทธิพล อยู่ในสังคมนี้ เขาก็ เกลียด วัด เพราะเห็นว่าวัดเป็นข้าศึกต่อความเจริญ หรือวัตถุ ประสงค์ของตน. บางคนจะพูดออกมาว่า ถ้าขืนปฏิบัติอย่างอยู่ในวัด หรืออย่างทางวัดนี่ละก็ จะไม่ก้าวหน้า จะไม่เจริญ จะยากจน จะล้าหลัง ; เพราะตนเองก็ต้องการแต่เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ เสียตะพืด ไม่ต้องการความถูกต้องในฝ่ายจิตใจ เสียเลย ; ก็เห็นว่าวัดนี่เป็นข้าศึกแก่ความเจริญของตน, ก็เลยเกลียดวัด ทีนี้ ก็ยังมี คนบางพวก มองไปในแง่ที่ว่า ระบบของ ศาสนา วัดวาอารามนี่มันครึกระ มันพ้นสมัย หรือมัน เป็น เรื่องของคนโง่. บางทีเขาให้ค่านิยมมากเต็มที่ ที่เขาจะ ให้ได้, เขาก็พูดว่า มันไม่เหมาะหรือไม่เข้ารูปกันได้กับมนุษย์ สมัยนี้, หรือว่า ถ้าจะเอามนุษย์สมัยนี้ ก็ต้องเอามนุษย์ใน

น.392 ๒๐ อาฟริกา หรือที่ไหนก็ตาม ที่มันยังป่าเถื่อน คล้าย ๆ เหมือนหลายหมื่นปีมาแล้วโน่น นั้นจึงจะพอดีกัน. ถ้าจะ เอามาใช้ กับมนุษย์ยุคปัจจุบันแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องครึกระ งมงายไร้สาระ แล้วแต่จะเรียก; ในที่นี้ เรียกว่า เขาเห็น เป็นของครึคระ ถึงกับน่าขยะแขยง แล้วเขาก็เกลียดระบบ วัด, ระบบศาสนาไปเลย, ทีนี้ ก็มี บางคนมองไปในแง่ของค่าหรือราคา หรือ เศรษฐกิจมากเกินไป เขาก็ว่า วัดนี้ทำอะไรไม่คุ้มค่า เพราะว่า วัดนี่ต้องลงทุนสร้างสรรค์ขึ้นมา จัดให้อยู่ได้, แล้วผลที่เกิด ขึ้นจากการที่มีวัดนั้น ไม่เห็นจะมีอะไร, หรือว่ามีแต่น้อย เกินไป ไม่คุ้มค่า. นี่เขาจะจัดวัดไว้ในฐานะเป็นกาฝาก ที่น่าเกลียดน่าขยะแขยง แล้วเขาก็เกลียดวัด อย่างนี้ก็มี ทีนี้ ค นบางพวกมองไปในแง่ว่า วัดโดยเฉพาะใน สมัยนี้ ซึ่งมีอยู่มาก แม้จะไม่ใช่ทั้งหมด ก็คือ สถานที่ที่จัด ไว้เพื่อการหลอกลวงและเอาเปรียบ : ที่พูดกันซื่อ ๆ ก็ หลอกลวงให้ทำบุญ, ให้อะไรต่าง ๆ แล้วคนที่วัดก็ได้ คน นอกวัดก็เสีย ; เหมือนกับที่ มีใครเขียนล้อว่า : บ้านก็ขัด

น.393 ๒๑ วัดก็ขูด ; อย่างนี้, โดยเอาอะไรมาล่อให้คนควักกระเป๋า, อย่างนี้ก็มี. ถ้ามากไปกว่านั้น ก็จะ มีอะไรที่จัดขึ้นในวัดสำหรับ หลอกลวงคน ที่จะเอาประโยชน์จากคนโง่เหล่านั้น เป็นเรื่อง ไสยศาสตร์ หรือเป็นเรื่องอะไร ที่มันคล้าย ๆ กันนั้นแหละ. รวมความแล้วก็เป็นเรื่องหลอกลวงคน, ไว้เอาเปรียบคน, เมื่อ เขามองวัดในลักษณะดังกล่าวอย่างนี้ เขา ก็เกลียดวัด แหละ, แสนที่จะเกลียด. นี่คำว่า "เกลียด" มันเป็นอย่างนี้. โดยเฉพาะเมื่อเกลียดวัด เห็นวัดเป็น ข้าศึกต่อความเจริญของตน หรือของสังคม, เห็นวัดเป็นของ ครึคระงมงายสำหรับคนโง่, เห็นวัดเป็นสิ่งที่ไม่คุ้มค่าในการมี หรือการจัด ลงทุนมากในการก่อสร้างเป็นต้น, แล้วก็ให้ผล ไม่รู้ว่าอะไรอยู่ที่ไหน, หรือบางทีก็จะเหมาเอาว่าไม่ให้ผล อะไรเลย, มีแต่ว่าสำหรับให้คนมันโง่ หรือว่าหลอกเอาไว้ ลวงเอาไว้ ให้คนโง่ควักกระเป๋าทำบุญ นี่เป็นการกล่าวหา ที่แรงร้ายที่สุด นี่คือคำ ว่า “เกลียด" ที่เขาเกลียดวัด.

น.394 ๒๒ ทบทวนคุณค่าของวัด ทีนี้ ก็อยากจะขอร้องให้ดูอย่างละเอียดลึกซึ้งอีกครั้ง หนึ่ง สำหรับคนที่เกลียดวัด ก็ได้พูดมาแล้วหยก ๆ ว่าสิ่งที่ เรียกว่าวัด คือสิ่งที่เกิดขึ้น โดยความจำเป็น ที่ธรรมชาติ มันบังคับ ให้ต้องมีขึ้นมา สำหรับคู่กันมากับมนุษย์ ; เพื่อมนุษย์จะได้เป็นสัตว์ที่ก้าวหน้าถึงจุดหมายสูงสุด. ถ้า คนเกลียดวัด ที่ถูกต้องที่แท้จริง นั่นก็คือ เกลียดสิ่งซึ่ง จำเป็นสำหรับเขานั่นเอง คือเขาไม่รู้ว่า วัดนี่มีไว้สำหรับ ทำคนให้เป็นคน ให้สมบูรณ์ทั้งทางกายและทางจิต เมื่อเขามองไม่เห็น เขาก็ไม่รู้จักว่า วัดมันจำเป็น อย่างนี้ แล้วเขาก็เกลียดวัด ; เรื่องมันก็กลายเป็นว่า เขา กำลังทำลายความเป็นมนุษย์ของเขาเอง. คนที่เกลียดวัดนั้น คือคนที่กำลังทำลายความเป็นมนุษย์ของตนเอง ; เพราะว่า วัด คือสิ่งที่จะสร้างคนให้เป็นคนโดยแท้จริง, หรือสร้าง มนุษย์ให้เป็นมนุษย์. นี่เขาไม่รู้จัก เขาก็เกลียดวัด ก็คือ เกลียดสิ่งที่จะทำให้คนเป็นคน หรือทำตัวเขาให้เป็นมนุษย์ที่ สมบูรณ์.

น.395 ๒๓ จะเรียกให้แปลกออกไป ก็เรียกว่าเขาเป็นคนที่ไม่ รู้จักพระเจ้า, ไม่รู้จักพระเป็นเจ้า ที่จะช่วยให้รอด, แล้วเขา ก็เกลียดพระเจ้า ; แล้วเขาจะไปทางไหน ก็ลองคิดดูเถอะ. เขาไม่รู้จักพระเจ้าที่แท้จริง ที่จะช่วยให้มนุษย์ถึงที่สุดแห่ง ความเป็นมนุษย์ ; เขารู้จักแต่พระเจ้าทางเนื้อหนัง โดย เฉพาะที่เป็นเงินเป็นต้น ที่จะช่วยให้ได้รับความสนุกสนาน เอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง ขอให้ทดสอบตัวเองในข้อนี้กันทุก ๆ ท่าน. ขอ อภัยด้วยที่จะระบุลงไปว่า ทุกๆ ท่านที่มานั่งอยู่ที่นี่ จงไป ทดสอบตัวเอง ว่ากำลังมีพระเจ้าชนิดไหน ? มีพระเจ้า เงินตราเป็นพระเจ้า ? หรือว่ามีพระเจ้าอันแท้จริง คือสิ่งที่ จะช่วยมนุษย์ให้เป็นมนุษย์ ? ถ้ารู้แล้วก็จะไม่เกลียดพระเจ้า จะไม่เกลียดธรรมะ, จะไม่เกลียดศาสนา, หรือจะไม่เกลียดวัด, อย่างที่เราเรียกสั้น ๆ ว่า ไม่เกลียดวัด นี้สรุปความว่า คนเกลียดวัด คือคนที่กำลังเกลียด สิ่งที่จะทำให้ตนเองรุ่งเรืองเจริญก้าวหน้าทางจิตใจ เพื่อให้ถึง อันดับสุดท้ายของความเป็นมนุษย์.

น.396 ๒๔ ข้อที่ ๔. เหตุผลที่เกิดมีความเกลียดวัด. เอ้า, ก็อยากจะให้พิจารณากัน ให้ละเอียดต่อไปสัก นิดหนึ่ง ในประเด็นนี้ ก็จะขอร้องให้พิจารณาถึงเหตุหรือ สมุฏฐานแห่งความเกลียด โดยจะตั้งปัญหาขึ้นว่า ทำไม เราจึงเกลียด ในเรื่องทางจิตทางวิญญาณอย่างนี้ ? มันมี คำตอบที่รวบรัดได้เลย ว่า เราเกลียดสิ่งใด ก็เพราะว่าเรา ไม่รู้จักสิ่ง นั้น ว่ามันมีคุณค่า, หรือ มีคุณค่าเหลือประมาณ ถ้าเป็นเรื่องทางวัตถุ มันก็ไปอีกอย่างหนึ่ง เพราะ มันเห็นได้ด้วยตา, อะไรด้วยตา. แต่ถ้าเป็นเรื่องทางจิตใจ ทางนามธรรมแล้ว ก็จะขอพูดอย่างนี้ ว่า เกลียดสิ่งใดก็ เพราะไม่รู้จักสิ่งนั้น โดยถูกต้องว่า มีคุณค่าสำหรับ ตนเองอย่างไร. นี่โดยสรุปก็ต้องพูดอย่างนี้ เป็นการสรุปทีเดียวหมด ว่าเกลียดวัดหรืออะไรในทางจิตทางวิญญาณ ก็เพราะไม่รู้จัก สิ่งนั้น ; เช่นไม่รู้จักวัด, ไม่รู้จักธรรมะ, ไม่รู้จักศาสนา, ไม่รู้จักพระเจ้าพระสงฆ์ เป็นต้น. ทีนี้ อีกทางหนึ่ง อีกแง่หนึ่ง สิ่งนั้น ๆ ได้เปลี่ยน สภาพ เปลี่ยนหน้าที่ เปลี่ยนการทำหน้าที่ เปลี่ยนความหมาย

น.397 ๒๕ ข้อนี้หมายความว่า สิ่งที่เคยถูกต้อง หรือจำเป็น หรือดีที่สุด มาในครั้งหนึ่งนั้น ; เดี๋ยวนี้ได้เกิดการเปลี่ยนแปลง : เปลี่ยนภาวะก็มี, เปลี่ยนการทำหน้าที่ ที่ว่าจะต้องทำหน้าที่ อย่างไรก็มี, เปลี่ยนความหมายก็มี, พูดไปก็จะกระทบ กระเทือน. แต่จะพูดแต่ใจความว่า สิ่งที่เรียกว่า "วัด" ตัวนี้ มันก็เปลี่ยนภาวะ ไม่เป็นวัดอย่างครั้งพุทธกาล ไม่มีลักษณะ หรือภาวะ หรือปรากฏการณ์อย่างครั้งพุทธกาล ; มันก็ เปลี่ยนหน้าที่ คือที่เคยมีหน้าที่ ที่จะช่วยยกวิญญาณให้สูง ก็เปลี่ยนหน้าที่ไป, มาเป็นเรื่องทางวัตถุ ทางอะไร มากขึ้น จนกระทั่งว่า วัดนี่ก็มาเป็นทาสของวัตถุไป เสียด้วย ; แล้วความหมายมันก็เปลี่ยน, คือ เปลี่ยนมาจาก ความหมายที่ว่าจำเป็นสำหรับมนุษย์จะต้องมี เพื่อยกระดับ ทางวิญญาณให้สูงขึ้น กลายมาเป็นสิ่งที่ให้ผลไม่คุ้มค่าแก่ มนุษย์ไป. นี่ถ้าว่ากันโดยสรุป ที่มันต้องกับลักษณะ หรือการ กระทำ หรืออะไรก็มีอยู่อย่างนี้ ที่ทำให้เกิดการเกลียดวัด กันขึ้นมา.

น.398 ๒๖ ถ้าจะพูดให้เป็นตัวอย่าง แยกแยะให้เป็นตัวอย่าง ก็ พอจะพูดได้ตามสมควรแก่เวลาอีกเหมือนกัน ; เช่นจะพูดว่า เดี๋ยวนี้คนเกลียดศาสนา เพราะไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา. เมื่ออาตมาพูดว่า ท่านยังไม่รู้จักศาสนา ก็อย่า เพ่อโกรธ เพราะว่าท่านยังรู้จักศาสนาน้อยเกินไป, มีแต่ความ เชื่อมั่นอย่างเดียว, อย่างนี้ก็ไม่เรียกว่ารู้จัก. ถ้าหมดความ เชื่อมั่นเมื่อไร ก็จะเกิดเกลียดศาสนาขึ้นมาไม่ทันรู้ตัว ; เพราะไม่รู้จักสิ่งนั้น ในที่นี้ก็คือไม่รู้จักศาสนา. สิ่งที่เรียกว่าศาสนานี้รู้จักยาก รู้จักยากยิ่งกว่าที่จะ รู้จักผ้าเหลือง ; รู้จักวัดวาอาราม รู้จักพระพุทธรูป รู้จัก อะไรทำนองนั้น นั้นมันไม่ยาก แต่จะให้ รู้จักศาสนา ใน ขั้นที่เป็นหัวใจของศาสนา กันแล้ว รู้จักยาก ; เช่นเดียว กับคำว่า วัด ในความหมายทางนามธรรม ; เขาจึงเกลียด ศาสนา เพราะไม่รู้จักศาสนา. ทีนี้ เขาเกลียดธรรมะ ซึ่งเป็นสิ่งที่รู้จักได้ยาก ยิ่งขึ้นไปอีก; เพราะว่าตัวธรรมะแท้ ๆ ที่เป็นใจความ แท้ ๆ ยิ่งละเอียด ยิ่งลึกซึ้ง, ซึ่งเหมือนกับพระเจ้านั้นแหละ. ธรรมะกับพระเจ้านี้ ใช้แทนกันได้ คือ อยู่ในลักษณะที่

น.399 ๒๗ ยากที่จะบรรยายด้วยคำพูดได้ : บรรยายก็บรรยายได้, แต่มันไม่ถูก หรือไม่หมด, หรือมันไม่ตรง; เพราะลึกซึ้ง เกินกว่าที่จะบรรยายได้ด้วยคำพูด : จะบรรยายกัน ในแง่ไหน ก็ได้ ในฐานะที่เป็นผู้สร้างโลก ก็ได้ ควบคุมโลก ก็ได้ ทำลายโลก ก็ได้ ธรรมะ, เมื่อเขาไม่รู้จัก เขาก็เกลียด เหมือนกัน; ที่ถือ ๆ กันอยู่บ้างนี่เรียกว่า ยึดมั่นไปตาม ประเพณี หมดความยึดมั่นเมื่อไร แล้วก็จะเกลียด. ข้อที่ ๕. เหตุผลที่ทำให้เกลียดวัด ทีนี้ ดูที่เกลียดวัด กันดีกว่า วัดเปลี่ยนไปใน ทางที่ให้เกลียด; เช่นว่าวัดนี่ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป ในทางที่ถูกต้อง ของความหมายของคำว่า "วัด" มาแต่เดิม ; นี้ผู้มีปัญญาเขาเกลียด. ทีนี้ วัดไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงไปตาม ความต้องการของคนโง่ ; คนโง่เขาก็เกลียด. จะพูด ให้กว้างขึ้นไปก็ว่า คนสมัยใหม่ที่ก้าวหน้าทางเนื้อทางหนัง ร่างกายมาก, แล้ววัดไม่ยอมเปลี่ยนแปลงไปตามนั้น ; วัด ยังรักษาความถูกต้องไปตามเดิม. คนโง่สมัยใหม่เหล่านั้น ก็เกลียดวัด ; ถ้าวัดเปลี่ยนแปลงไปตามคนโง่เหล่านั้น คน

น.400 ๒๘ โง่เหล่านั้นก็ชอบ ; แต่คนมีปัญญาก็เกลียดวัด. คนที่ เขาถือเอาความถูกต้องเป็นหลัก เขาก็ต้องเกลียดวัด อีกทีหนึ่งถ้าจะดูวัดในแง่ที่ต่ำลงมาอีก. เดี๋ยวนี้ เราก็จะเห็นว่ามีอยู่ทั่วๆไป ไม่ต้องอ้างหลักฐาน พยาน อะไรที่ไหนก็ได้ ว่า วัดกลายเป็นแหล่งแห่งอบายมุข อบายมุข : ดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน ดูการเล่น เล่นการ พนัน คบคนชั่วเป็นมิตร เกียจคร้านทำการงาน มีอยู่ในวัด ตลอดเวลาก็มี, หรือหามาใส่ลงไปในวัด เป็นครั้งเป็นคราว ตามเทศกาล นี้ก็มี, วัดกลายเป็นแหล่งอบายมุขไป เขาก็ต้องเกลียด มันน่าเกลียดนี่. ถ้ายิ่ง พระเณรขี้เกียจทำการงาน นั้นน่ะ คือ อบายมุข สุดท้าย มีอยู่ในวัดตลอดกาล. อบายมุขข้อสุดท้าย ว่า เกียจคร้านทำการงาน คือไม่อยากจะทำงานเหน็ดเหนื่อย, เหงื่อไหลไคลย้อย. วัดก็กลายเป็นที่มั่วสุมของอบายมุข, ก็ต้องเรียกว่าที่มั่วสุมของอันธพาล, อันธพาลก็มามีรกราก อยู่ในวัด. ฆราวาสเข้ามาทำก็มี, พระเณรเป็นเองก็มี, คนก็ เกลียดวัด ในแง่นี้ได้ ไม่ยาก .

น.401 ๒๙ ถ้าจะดูให้ลึกซึ้ง ให้ละเอียดลงไปอีกทีหนึ่ง ในที่ บางแห่ง วัดนี่ก็กลายเป็นที่เพาะพันธุ์ผู้ที่เห็นแก่ตัว, เพาะพันธุ์บุคคลที่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัวหลายรูปแบบ; แม้ แต่มาอาศัยวัด ในลักษณะที่ไม่ใช่หน้าที่ของวัด, เป็นเพียง เรือจ้างอย่างที่ว่านี้ ก็เรียกว่า เพาะพันธุ์ผู้เห็นแก่ตัว. จะเปรียบเทียบให้ฟัง เหมือนอย่างว่าแต่โบราณ ถ้า เด็ก ๆ มาอยู่วัด, เด็ก ๆ จะต้องฝึกฝนตนเองตามระเบียบ ของวัด ซึ่งมีความมุ่งหมายว่า จะควบคุมกิเลส กำจัด กิเลส ไม่มากก็น้อย ตามประสาเด็ก ตามประสาเณร ตาม ประสาพระ เข้ามาอยู่ในวัด ก็เพื่อจะทำหน้าที่ ให้ตรงกับ ความมุ่งหมายของวัด หรือของศาสนา หรือของธรรมะ. ถ้าเป็นอย่างนี้จริง มันจะลดความเห็นแก่ตัว ; เพราะเมื่อ ทำอยู่อย่างนั้น มันจะเห็นแก่ตัวอยู่ไม่ได้ ; เพราะเขาสอน แต่เรื่องความไม่เห็นแก่ตัว กระทั่งไม่มีตัวที่จะเห็น. เดี๋ยวนี้ เราก็มาใช้วัดเป็นที่สร้างประโยชน์ของตัว เพิ่มความเห็นแก่ตัว ; โดยอนุโลมกันไปเสียว่า มันถึง สมัยแล้วนี่ มันจะต้องเปลี่ยนอย่างนี้ : เป็นที่พักที่อาศัย เพื่อฝึกฝนประโยชน์ของตัว โดยไม่ต้องเห็นแก่ประโยชน์ของ ส่วนรวมไปเสียก็มี.

น.402 ๓๐ นี่เราจะเห็นว่า เด็กวัดในบางวัด กำลังก้มหน้า ก้มตา ทำประโยชน์แก่ตัว โดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ของวัด และกลับจะเห็นว่าวัดนั่นแหละเป็นศัตรู ทั้งที่ตัวอยู่ในวัด อยากจะระบุว่า เด็กที่มาอาศัยวัดเรียนหนังสือ เรียนมัธยม เรียนอะไรก็ตามเถอะ บางคนเป็นข้าศึกกับวัดที่ตัวอาศัยอยู่ : ไม่ชอบท่านสมภาร, ไม่ชอบระเบียบ, ไม่ชอบกฎเกณฑ์ อะไรหมด. นี่กลายเป็นว่า วัดนี้เปลี่ยนมากทีเดียว : เป็นที่อยู่ เป็นที่พักพิง เป็นที่เพาะพันธุ์ ของวัยรุ่นที่เห็น แก่ตัว. อาตมาขอย้ำอีกทีหนึ่งว่า สมัยโบราณเขาก็มีอย่างนี้ เด็กมา อาศัยวัด ก็มีเหมือนกัน ; แต่เขาจะได้รับการฝึกฝน เพื่อทำลาย ความเห็นแก่ตัว. เดี๋ยวนี้มันเปลี่ยนเป็น มาฝึกฝนเพื่อเห็นแก่ตัว; วัดมันก็กลายเป็นที่น่าเกลียดไป. นี้เป็นเพียงตัวอย่าง ไม่จำเป็นจะ ต้องพูดให้หมด เพราะมันพูดไม่ได้. ตัวอย่างเพียงเท่านี้มันก็พอแล้ว สำหรับจะมองเห็นมูลเหตุ ที่ทำให้เกิดการเกลียดวัดกันขึ้นมา. ข้อที่ ๖. ต้องแก้ไขวัดให้เหมาะ สำหรับคนเกลียดวัด. ทีนี้จะดูต่อไปอีก ก็คือ เราจะทำอย่างไรเกี่ยวกับ เรื่องนี้ อาตมาได้บอกแล้วตั้งแต่ตอนต้นว่า วันนี้จะไม่พูด

น.403 ๓๑ ถึงข้อธรรมะใด ๆ สำหรับผู้เกลียดวัด แต่จะพูดเฉพาะปัญหา เฉพาะหน้าที่มันมีอยู่จริง ๆ เกี่ยวกับการเกลียดวัด ใครเกลียด วัด ? เกลียดเพราะเหตุใด ? ก็ได้พูดกันมาแล้ว ทีนี้เราจะทำ อย่างไร เมื่อปัญหากำลังมีอยู่อย่างนี้ ? ถ้าท่านยังไม่ยอมรับ ว่าปัญหากำลังมีอยู่อย่างนี้ ก็ได้ ก็ต้องไปคิดเอาเอง; เพราะ ว่าอาตมาได้ยืนยัน และได้ชี้แจงว่า ปัญหากำลังมีอยู่อย่างนี้ ทีนี้เราจะทำอย่างไร ? เมื่อสังคมของเราในฐานะที่เป็น คนไทยก็ดี, ในฐานะที่เป็นพุทธบริษัทก็ดี, ศาสนาไหนก็ดี, มันมีอยู่อย่างนี้เหมือน ๆ กันไปหมดทุกศาสนา หรือทุกสังคม เราจะทำอย่างไร ? อาตมาก็พูดตอบอย่างกำปั้นทุบดิน ไม่มีทางผิด ไว้ทีก่อนว่า เราจะต้องมีวัด สำหรับคนที่เกลียดวัด. เราจะต้องมีศาสนา สำหรับคนที่เกลียดศาสนา. เราจะ มีธรรมะ สำหรับคนที่เกลียดธรรมะให้จงได้. เมื่อเขา เกลียดวัด เราจะมีวัดสำหรับบุคคลชนิดนั้น จนเขาเกลียด ไม่ได้. เราจะสร้างวัดให้เขาใหม่ให้คนชนิดนั้น จนเขา เกลียดวัดไม่ได้, หรือเราจะจัดระบบศาสนาให้เขาใหม่ จน เขาเกลียดศาสนาไม่ได้, หรือว่าจะจัดการศึกษาธรรมะให้เขา

น.404 ๓๒ ใหม่ จนเขาเกลียดธรรมะไม่ได้. นี่แหละคือเป้าหมาย ของเรา ในการที่จะบรรยายชุดนี้. เราจะมีวัดสำหรับผู้ที่เกลียดวัด ก็ต้องมี ผู้ที่นำ, นำให้เกิดการกระทำ ให้วัดนี้กลับกลายเป็นวัดชนิดที่ ธรรมชาติต้องการ, หรือที่ธรรมชาติบังคับให้เกิดมีขึ้นใน โลก; อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น คือให้วัดมีหน้าที่ ประคับประคองวิญญาณของคนให้ก้าวหน้าไป ควบคู่กันไป กับความก้าวหน้าในทางร่างกาย ซึ่งเขาใช้สถาบันอื่น ส่วน สถาบันวัด นี่ จะประคับประคองจิตใจของ คน ไปจนถึงจุดที่มนุษย์ควรจะเป็นอย่างไร; ให้เป็นมนุษย์ ที่ดีที่สุด ที่มนุษย์จะเป็นกันได้; เรียกว่าวัดชนิดที่ ธรรมชาติต้องการ ซึ่งได้กระทำมาตั้งแต่แรก ๆ มันเกิดขึ้น โดยอัตโนมัติโดยที่มนุษย์ไม่รู้สึกตัว แล้วทำหน้าที่นั้นสำเร็จ, แล้วมนุษย์เพิ่งมาเกิดการเปลี่ยนแปลงที่หลัง มาเป็นบ่าวเป็น ทาสของวัตถุนิยมมากเกินไป จนเกลียดวัดในที่สุด. เราก็ กลับไปหาวัด ที่ตรงตามความประสงค์ ของธรรมชาติแห่ง มนุษย์กันเสียใหม่.

น.405 ๓๓ สำหรับ ศาสนา นั้น ก็จะต้องมีผู้นำในทาง ศาสนา นำคนให้เข้าถึงหัวใจของศาสนา. เมื่อมีการ นำคนให้เข้าถึงหัวใจของศาสนาเมื่อไร เมื่อนั้นคนก็จะไม่ เกลียดศาสนา. ขอร้อง ขอวิงวอน ขอเชิญชวนก็แล้วแต่ จะเรียก ว่าท่านทั้งหลายจงช่วยกันในข้อนี้. ทุกคนจงช่วย กันในข้อนี้ เท่านี้ ที่จะช่วยได้ : ให้พวกเรารู้จักศาสนา, รู้จักหัวใจของศาสนา, แล้ว เข้าถึงหัวใจของศาสนา, ประโยชน์อันใหญ่จะเกิดขึ้นแก่เรา และแก่สังคมของเรา ; เมื่อเป็นได้อย่างนี้ ก็จะไม่มีใครเกลียดศาสนาอีกต่อไป. สำหรับ ธรรมะ ก็เป็นของละเอียดลึกซึ้ง เพราะว่า แยกตัวออกไป เฉพาะในส่วนที่มันลึกซึ้ง, เฉพาะส่วนที่ ลึกซึ้งของวัดหรือของศาสนา, จะเรียกว่า ธรรมะ. นี่ก็ ต้อง ช่วยกันจัด ช่วยกันทำ จนไม่มีใครเกลียดธรรมะ คือ กระทำจนกว่าจะมีการศึกษาธรรมะที่ถูกต้อง, ช่วยจำไว้ด้วย ว่า ต้องมีการศึกษาธรรมะที่ถูกต้องจนพิสูจน์ความจำเป็นที่ มนุษย์จะต้องมีธรรมะ. ความจำเป็นที่มนุษย์จะต้องมีธรรมะนั้น มัน ลึกซึ้งเข้าใจยาก ละเอียด ซ่อนเร้นอยู่, เราจึงไม่ค่อยรู้สึกว่า

น.406 ๓๔ เราจำเป็นจะต้องมีธรรม. พูดอย่างนี้จะถือว่าด่าท่านทั้งหลาย ก็ได้. อาตมาก็ยอม คือจะพูดว่า รู้จักความจำเป็นที่จะ ต้องมีธรรมะนั้น น้อยเกินไป; ไม่สนใจกับธรรมะมาก เหมือนเรื่องกิน เรื่องอยู่ เรื่องแต่งเนื้อแต่งตัว. ไปเห็น สิ่งนั้นจำเป็นกว่า อะไรกว่า เลยไม่รู้ว่าธรรมะนี้มีความจำเป็น ยิ่งไปกว่านั้นเสียอีก. เราจะ ช่วยกัน ๆๆ ให้รู้จักธรรมะ, แล้วก็ ปฏิบัติ ธรรมะ ; อย่างนี้เรียกว่าเราช่วยกันพิสูจน์ ให้เห็นความ จำเป็นที่มนุษย์จะต้องมีธรรมะ. ถ้าเราช่วยกันได้อย่างนี้แล้ว จะไม่มีใครเกลียดธรรมะอีกต่อไป, จะเห็นธรรมะเป็นชีวิต จิตใจของคน, เห็นร่างกายเป็นเพียงเปลือก, เห็นหัวใจของ คนเป็นธรรมะ. มีธรรมะเป็นหัวใจ มีร่างกายเป็นเปลือก แล้ว มันก็ไปด้วยกันได้ ; เพื่อความสงบสุข เพื่อความผาสุก เพื่อพระนิพพาน ในที่สุด, จะเรียกว่าเพื่อไปอยู่กับพระเป็น เจ้า ก็ได้เหมือนกัน, ความหมายเดียวกันจะต้องทำอย่างนี้, แล้ว เมื่อนั้นแหละ คนจะไม่เกลียดธรรมะ ไม่เกลียด ศาสนา และ ไม่เกลียดวัด. ..... ..... .....

น.407 ๓๕ นี้อาตมาจึงได้มีความหมายมั่นว่า การบรรยายชุดนี้ จะให้ หัวข้อว่าธรรมะสำหรับคนเกลียดวัด นี้ก็มีธรรมะไหนบ้าง ก็จะพูดไป ทีละข้อ ๆ ตลอดการบรรยายสิบกว่าครั้ง ที่จะมาข้างหน้า สำหรับภาค อาสาฬหบูชา. ในวันนี้ก็ขอพูดอย่างเป็น อารัมภกถา กล่าวถึงปัญหาที่ เกิดขึ้น, กล่าวถึง หนทางที่เราจะสะสางปัญหาอันนี้ ให้หมดไป. ฉะนั้น เราจะศึกษาธรรมะ ชี้แจงธรรมะ อธิบายธรรมะให้แก่คนที่เกลียดวัด จนเขาไม่อาจจะเกลียดได้อีกต่อไป, จนกว่าทำอย่างไรเสีย เขาก็ไม่ อาจจะเกลียดธรรมะได้อีกต่อไป. นี่คือความประสงค์และขอร้องให้ ท่านทั้งหลายที่เผอิญมา เฉพาะในการฟังครั้งนี้. ช่วยเอาไปคิดด้วย ว่านี้คือ ปัญหาที่กำลังมีอยู่ในปัจจุบัน ในสังคมของเรา ซึ่ง เป็นสังคมที่ไม่มีศีลธรรมยิ่งขึ้นทุกที, มีความ เสื่อมศีลธรรมเข้ามาแทน ; มันจึงมีอาชญากรรมมากขึ้นรุนแรง เลวทราม โหดร้าย อย่างไม่เคยมีมาแต่กาลก่อน จนเดี๋ยวนี้เขาฆ่ากัน ได้ง่าย ๆ แม้แต่บิดามารดาของตน. อาชญากรรมทางเพศก็เลวร้าย หยาบคาย ทารุณมากขึ้น, อาชญากรรมทางทรัพย์สมบัติ ก็เลวร้ายทารุณมากขึ้น, ปัญหาที่ทุกคน คอยแต่จะเอาเปรียบผู้อื่น ก็มีมากขึ้น; และมันมา สรุปรวมอยู่ ที่ว่า เขาไม่รู้ว่าเขาควรจะได้อะไร ควรจะเป็นอยู่อย่างไร จึงจะมีความสงบสุข; เขาจึงได้ทำไป ในลักษณะที่เหมือนกับตกนรก ทั้งเป็นอยู่ตลอดเวลา.

น.408 ๓๖ พูดให้ฟังง่ายสำหรับเด็ก ๆ ก็พูดว่า เขามีแต่จะทำ สิ่งที่ทำ ให้เงินเดือนของเขาไม่พอใช้ ยิ่งขึ้นตลอดเวลา เพราะความโง่ของเขา; เขาทำผิดในเรื่องนี้. นี่เรา จะต้องช่วยกัน ให้คนอยู่กันได้เป็น ผาสุก; มีความรักใคร่กันเหมือนกับว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง เป็นเพื่อนทุกข์เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน, แล้วก็ไม่ต้องใช้เงินมากเท่าที่ใช้อยู่เดี๋ยวนี้ ก็ยังอยู่เป็นผาสุกได้ ความเดือดร้อนมันก็ไม่มี. เป็นอันว่าจะต้องยุติการบรรยายในรูปอารัมภกถานี้ ซึ่งไม่มี เรื่องอะไรมากนัก; แล้วก็ท่านทั้งหลายจำนวนมากก็เพิ่งจะเดินทาง มาถึง กำลังเพลีย กำลังเหนื่อยอ่อน จะได้ไปเตรียมตัวพักผ่อนเพื่อ วัตถุประสงค์ของการมาต่อไป. อาตมาขอยุติการบรรยายไว้เพียงเท่านี้ เพื่อให้พระสงฆ์ ทั้งหลายท่านสวดบทพระธรรมต่อท้าย สำหรับให้เกิดกำลังใจในการ จะปฏิบัติหน้าที่ของตน ๆ ต่อไป.

น.409 คำบรรยายในเรื่องคนเกลียดวัด ภาคอาสาฬหบูชา ที่หินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๒๐ - ๒ - ลักษณะของคนเกลียดวัด และหนทางรอด. ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจ ในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาสาฬหบูชา ในวันนี้ จักได้บรรยายโดยหัวข้อว่า ธรรมะสำหรับคนเกลียด วัด เป็นตอนที่ ๒ ต่อไปจากการบรรยายในครั้งที่แล้วมา. ๓๗

น.410 ๓๘ [ทบทวนครั้งก่อน] ขอทบทวนความเข้าใจ เกี่ยวกับเรื่องนี้บ้างสักเล็กน้อย ก่อน แต่จะได้บรรยายข้อความต่อไป; ทั้งนี้เป็นเพราะว่า มันเป็นเรื่องที่ ออกจะแปลกประหลาด หรือว่าเป็นเรื่องใหม่. ในครั้งที่แล้วมา ได้ กล่าวโดยหัวข้อว่า คนที่กำลังเกลียดวัด นี้เป็นการยืนยันว่า ได้มีการ เกลียดวัดขึ้นมาแล้วในโลกนี้ ไม่เฉพาะแต่ในพุทธศาสนา; แม้ใน ศาสนาอื่นก็มีปัญหาอย่างเดียวกัน. และเมื่อมีคนเกลียดวัดแล้ว อะไร จะเกิดขึ้น ; มันก็หมายความว่าคนไม่สนใจกับสิ่งที่เรียกว่าวัด หรือ ศาสนา หรือธรรมะนั่นเอง. แล้วผลต่อไปจากนั้นก็คือปัญหานานา ประการ ที่เกี่ยวกับศีลธรรม แล้วก็จะเป็นไปในทางที่ไม่มีศีลธรรม ยิ่งขึ้น. ส่วนในครั้งนี้ จะบรรยายโดยหัวข้อว่า ลักษณะของ คนเกลียดวัดและหนทางรอด. ท่านต้องทำความเข้าใจ ที่เนื่องกัน ว่ามีคนเกลียดวัด, แล้วก็ มีการตกต่ำในทาง วิญญาณ ทั้งส่วนบุคคลและส่วนสังคม และแม้แต่พระ- ศาสนาเอง ด้วย; แต่ว่าการตกต่ำนี้ มีทางที่จะแก้ไขได้ ดังนั้น เราจึงเรียกว่า หนทางรอด หนทางรอดนั้นมีอยู่. ทีนี้เป็นการสะดวก ที่จะพูดพร้อมกันไปในคราว เดียวกันเป็นคู่ ๆ กันไป : จะพูดถึงลักษณะแห่งการเกลียดวัด โดยละเอียดไปทุกอย่าง แล้วไปพูดถึงหนทางรอดแต่ละอย่าง ๆ

น.411 ๓๙ มันก็ทำให้ลำบากในการศึกษา ; จึงถือโอกาสพูดพร้อมกัน ว่ามีการเกลียดวัด หรือเกลียดศาสนาในแง่ไหนมุมไหน อย่างไร, แล้วเราจะแก้ไขกันอย่างไร. วิ ธีการแก้ไข นั่นแหละ เรียกว่า ธรรมะสำหรับ คนเกลียดวัด ก็มีอยู่มากมาย จนอาจจะกล่าวได้ว่า หลาย สิบรูปแบบ หลายสิบแง่หลายสิบมุม ; แต่จะเอามาเท่าที่ จำเป็น ซึ่งจะได้บรรยายเป็นลำดับไปในวันหลัง ๆ. สิ่งที่จะต้องทบทวนเป็นพิเศษ จากการบรรยายครั้งที่แล้วมา ก็คือคำว่า "เกลียดวัด" ซึ่งหมายถึงเกลียดธรรมะ เกลียดศาสนา เกลียด อะไร ที่มันรวมกันอยู่กับวัดพร้อมกันไปในตัว, และคนที่เกลียดวัดนั้น ก็มีมากมายหลายรูปแบบ แต่เราจะเอามาสรุปกันให้เหลือเพียง ๒ แบบ คือคนที่อิ่มหนำอยู่ด้วยเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ นี้เกลียดวัด. คนที่หิว ไม่มีเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ตามพอใจตัว นี่ก็ เกลียดวัด. ขอให้พิจารณาดูให้ดีว่าจะเอากันอย่างไร มีทรัพย์สมบัติ มี กามารมณ์ มีเกียรติยศชื่อเสียง แล้วก็ยังเกลียดวัด ; ส่วนคนที่ยังหิว อยู่ด้วยเรื่องเหล่านี้ ไม่มีทรัพย์สมบัติ ไม่มีกามารมณ์ ไม่มีเกียรติยศ ชื่อเสียงเป็นที่พอใจ มันก็ยังเกลียดวัด. ดูแล้วมันน่าขัน อยู่ที่ว่า อย่างไร ๆ มันก็ยังเกลียดวัด; ฉะนั้น การเกลียดวัดนี้มิได้มีอยู่

น.412 ๔๐ ที่ว่าสมบูรณ์ไปด้วยเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ หรือหาไม่ มันไป อยู่ที่ความคิดเห็น หรือความเข้าใจอันถูกต้องหรือไม่ ถูกต้อง ต่างหาก. ทีนี้เพื่อจะให้จำกันง่ายๆ เราก็ จะเรียกชื่อคนเกลียดวัด นี้ไว้เป็น ๒ พวก : พวกที่หนึ่ง ก็คือ เทวดาอันธพาล มีกิน มีกาม มีเกียรติแล้ว ก็ยังเกลียดวัด, อีกพวกหนึ่งก็คือ มนุษย์อันธพาล ยัง ไม่เป็นเทวดา ยังอาบเหงื่อต่างน้ำอยู่ ยังหิวในเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติอยู่ ก็ยังเป็นอันธพาล ; หมายความว่ามนุษย์ก็เป็นอันธพาล, เทวดาก็เป็นอันธพาล ถ้ามีความเข้าใจไม่ถูกต้องในเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ. พวกเทวดาอันธพาล นี้ หมายถึงพวกที่มีการศึกษามาดี แล้ว มีปริญญา มีอะไรมากมาย, กำลังเป็นนักการเมือง นักธุระกิจ นักปกครอง นักการค้า อะไรก็ตาม เป็นคฤหบดี นี้ก็มีอยู่พวกหนึ่ง, มีเหตุผลอย่างหนึ่งสำหรับที่ทำให้เขาเกลียดวัด ทีนี้ พวกมนุษย์อันธพาล นี้ ก็คือพวกอันธพาลโดยตรง เป็นวัยรุ่นหรือเป็นอันธพาล เป็นทาสของกิเลส ตัณหา อวิชชา, กระทั่ง ว่าอาศัยวัดเป็นเรือจ้างสำหรับศึกษาเล่าเรียน เพียงเพื่ออาชีพ มิได้ ทำไปเพื่อประโยชน์แก่พระศาสนา เหล่านี้ และมีเบ็ดเตล็ดอย่างอื่น อีกมาก ไม่ต้องพูดถึงก็ได้. คนที่เกลียดวัดมีอยู่ ๒ พวก คือพวกเทวดาอันธพาล กับ มนุษย์อันธพาล ; ถ้าไม่อันธพาลก็ไม่เกลียดวัดเป็นแน่นอน ; นี่

น.413 ๔๑ คือสิ่งที่จะต้องทบทวน. เราได้พิจารณากันแล้วในการบรรยายครั้ง ก่อน ว่าได้มีการเกลียดวัดขึ้นมาแล้ว, และคนเกลียดวัดก็คือคนอย่างนี้. ทางรอดในการแก้ปัญหา "คนเกลียดวัด". ทีนี้ จะบรรยายลักษณะของคนเกลียดวัด ให้ชัดลง ไปเป็นพวก ๆ พร้อมกับจะบอกหนทางรอด, คือจะช่วยกัน แก้ปัญหาได้สำหรับคนเหล่านั้น ไปทีละพวกสองพวก กว่า จะเห็นว่าเป็นการสมควร. ในวันนี้ก็จะพูดถึงคนเกลียดวัดสัก ๓ พวก : คือ เกลียดวัดวาอารามโดยตรง เกลียดศาสนา หรือ เกลียดพระเจ้าพระสงฆ์. ท่านทั้งหลายทุกคนมองเห็น แล้วว่า สิ่งทั้ง ๓ นี้ มันเนื่องกัน แยกกันไม่ออก. วัดวา อาราม พระศาสนา กับ พระเจ้าพระสงฆ์ นี่ แยกกันไม่ออก ; แต่ความหมายก็ยังแตกต่างกัน วัดวาอาราม หมายถึง สถานที่ หมายถึงตัวสถาบัน ที่ตั้งอยู่. ศาสนา นั้น หมายถึง ระบบศึกษาและปฏิบัติ เพื่อให้ได้ผลอย่างใดอย่างหนึ่งที่สูงสุด และก็อาศัยวัดวาอาราม เป็นที่ตั้งเป็นส่วนใหญ่ ในการศึกษาหรือการเผยแผ่. พระเจ้า

น.414 ๔๒ พระสงฆ์ ก็คือพวกที่ทำหน้าที่ทางฝ่ายศาสนานั่นเอง มีอยู่ หลายชั้นหลายระดับ เพราะมีหลายศาสนา ; เรารวมเรียก กันว่า พระเจ้าพระสงฆ์ก็แล้วกัน. ในวันนี้จะเอาสิ่งทั้ง ๓ นี้มาเป็นวัตถุสำหรับเกลียดของคนพวกหนึ่ง ที่เรียกว่า เกลียดวัด. ทีนี้ อยากจะให้ดูถึงแง่ลึกซึ้ง หรือค่อนข้างจะลึกซึ้ง อยู่อีกสักแง่หนึ่ง ที่เกี่ยวกับคำว่า การเกลียดวัด. การ เกลียดวัดนี้ เราจะดูกันโดยหลัก ๔ ประการ คือว่า อะไร เป็นเหตุให้เกลียดวัด อย่างหนึ่ง. แล้วการเกลียดวัดนี่มัน สนุกสนานเอร็ดอร่อย มีเสน่ห์ของมันอย่างไร นี้อย่างหนึ่ง. แล้วการเกลียดวัดนี้ มีความเลวทราม มีอันตรายอยู่ในตัวมัน เองนั้นอย่างไร นี้ก็อย่างหนึ่ง. นี้อย่างสุดท้ายคือ หนทาง ที่ผู้หวังดีมีสติปัญญาจะรอดออกมาเสียได้จากอุปัทวะข้อนี้ ได้อย่างไร, เป็นอย่างสุดท้าย รวมกันแล้วก็เป็น ๔ อย่าง. อยากจะชี้ให้เห็นว่า จะเป็น การเกลียดวัดในรูป ไหนแบบไหนก็ตาม มันก็ มีสมุทัย คือ ต้นเหตุ หรือสมุฏฐาน คือฐานราก อยู่ที่ความรู้ผิด ซึ่งมีค่าเท่ากับไม่รู้, มีอวิชชา

น.415 ๔๓ รู้ผิด เห็นผิด เชื่อผิด อะไรผิดไปหมด. นี่เป็นสมุฏฐาน ให้เกลียดวัด, หรือทุกอย่างที่รวมอยู่ในคำว่า วัด. แล้วคน ชนิดนี้ก็พอใจ สนุกสนานเอร็ดอร่อยไปตามกิเลสตัณหาของ ตน เนื่องจากการที่ได้กระทำไป ในลักษณะที่ตรงกันข้าม จากการรักวัด. ถ้าเขารักวัด หรือรักศาสนา เขาทำกันไปอย่างหนึ่ง ; ถ้าเขาเกลียดวัด เกลียดศาสนา เขาทำไปอีกอย่างหนึ่ง. ก าร เกลียดวัด เกลียดศาสนา ทำไปตามความต้องการของ เขานั้น มีรสอร่อยมากสำหรับเขา ก็เรียกว่า อัสสาทะ ซึ่ง แปลว่า รสอร่อย, อร่อยถึงกับเป็นเสน่ห์ผูกพันจิตใจ. ข้อนี้ เห็นได้ง่าย ที่ว่า คนเกลียดวัดแล้ว เขาไปทำอะไรกันที่ไหน ด้วยความหลงใหล ไม่ลืมหูไม่ลืมตา ไม่กลัวความหมดเปลือง ไม่กลัวเสียชื่อเสียง ไม่กลัวอะไรหมด ; นั่นแหละคือ เสน่ห์ของการเกลียดวัด ทีนี้พร้อมกันนั้น และจะเว้นไม่ได้ ; ถาไม่วันนี้ ก็วันหลัง ซึ่งจะประสบกับอันตราย บาปกรรม หรืออะไร ก็ตาม, แล้วแต่จะเรียก อัน เกิดมาจากการเกลียดวัด คือ ไปทำผิด ทำชั่ว โดยไม่รู้สึกตัวก็ดี โดยรู้สึกตัวเพราะฝืน

น.416 ๔๔ ความรู้สึกก็ดี นี้มันมากขึ้น ๆ เป็นเรื่องอบายมุขทั้งนั้น แหละเกิน ๖ ประการไปเสียอีก. ก็ได้รับความเสื่อมเสีย กระทั่งความพินาศ ฉิบหายล่มจม, หรือว่าล้มลุกคลุกคลาน ไปเป็นคราว ๆ จมลงไป : โงหัวขึ้นมาใหม่ แล้วก็จมลงไป, แล้วก็โงหัวขึ้นมาใหม่ อยู่อย่างนี้. นี้เราเรียกว่า อาทีนวะ คือ โทษอันเลวทราม ตรงกันข้ามกับอัสสาทะ เมื่อมันมี เสน่ห์ล่อลวงคนเท่าไร มันก็ให้โทษให้อันตรายให้ความเลว- ทรามมากเท่านั้น. เมื่อเป็นอย่างนี้ไปอีกไม่ได้ ทนไม่ไหว ก็คิดหา ทางออก, เมื่อทนไม่ไหว ก็ย่อมคิดหาทางออก. คนเรานี้ เป็นธรรมดา ฉะนั้น จึงคิดหาอะไร มาช่วยให้พ้นจากอุปัทวะ เหล่านี้เสียที, อุบายอันนี้ก็เรียกว่า ทางรอด ถ้าเรียก เป็นบาลีก็เรียกว่า นิสสรณะ - ธรรมเป็นเครื่องออกไป. ข้อนี้ ก็ต้องตรงกันข้ามกับสมุทัย คือว่า สมุทัย นี้มันคือ อวิชชา - ความโง่ ความไม่รู้. นิสสรณะ ก็ต้องเป็น ความมีสติ- ปัญญารอบรู้ ถูกต้อง แล้วก็ ประพฤติกระทำไป จนแก้ไข ความเลวร้ายนั้นได้.

น.417 ๔๕ ขอให้กำหนด จดจำหัวข้อ ๔ ข้อนี้ไว้เป็นพิเศษ ; เพราะว่าจะต้องพูดกัน หรือว่าอย่างน้อยมันก็แสดงให้เห็น อยู่ในตัวมันเอง ในหัวข้อ หรือว่าในหัวเรื่องแต่ละเรื่อง ๆ นั้น. บางคนก็ทราบแล้วว่า หัวข้อ ๔ ประการนี้เป็นหลัก ในพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะ, แล้วก็ใช้กันอยู่เป็นประจำ แต่บางคนยังไม่ทราบ ก็ควรจะทราบว่า อะไรเป็นต้นเหตุ ของมัน ? อะไรเป็นเสน่ห์ยั่วยวน หลอกลวงของมัน ? อะไร เป็นโทษอันเลวทราม ร้ายกาจของมัน ? อะไรเป็นทางออก มาเสียจากมัน ? นี่สำหรับการเกลียดวัด ซึ่งมีทั้งแก่เทวดาอันธพาล และมนุษย์อันธพาล, เทวดาอันธพาล และมนุษย์ อันธพาลนี้ มีได้ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์. เป็นนักบวช เป็นบรรพชิต ก็มีลักษณะเป็นเทวดาอันธพาลได้ คือกินอยู่ เป็นอยู่ เหมือนอย่างเทวดา, และในจิตใจก็ไม่ได้รักพระ- ศาสนา ทั้งที่ตัวเองก็อยู่ในวัด มีแดนหากินอยู่ในวัดเอง ; อย่างนี้เราเรียกว่า เทวดาอันธพาล แม้เป็นบรรพชิต. ถ้าเขา อยู่ที่บ้าน ก็เป็นเทวดาอันธพาลในรูปของ ฆราวาส.

น.418 ๔๖ ทีนี้ มนุษย์อันธพาล ก็ มีอยู่ทั้งที่เป็นฆราวาส และบรรพชิต เป็นบรรพชิตที่ยากจน ทนอยู่ในวัด อาศัยวัด ด้วยเหตุจำเป็นหรืออะไรก็ตาม ในจิตใจก็มิได้รักธรรมะ รัก ศาสนา หรือรักความเป็นพระของตนเลย ; อย่างนี้ก็เป็น มนุษย์อันธพาล และเป็นบรรพชิตด้วย. ขอให้สังเกตดูให้ ดี ๆ ว่า เทวดาอันธพาลหรือมนุษย์อันธพาลนี้ ก็มีได้ทั้งที่ เป็นคฤหัสถ์ และเป็นบรรพชิต. ถ้าเราไม่มองดูให้ทั่วถึง ก็จะเข้าใจไม่ถูกต้อง ไม่ตรง ตามที่เป็นจริง เราก็ไม่สามารถจะช่วยกันแก้ไขหรือปรับปรุง ให้ถูกต้องได้ ; ดังนั้น จึง ต้องพยายามดู. สอดส่อง คุ้ยเขี่ย อย่างที่เรียกว่าด้วยจิตใจอันเป็นธรรม ไม่ได้แกล้งจะ ประจานใคร, หรือว่าจะทำอะไรชนิดที่เป็นไปด้วยกิเลส แต่จะเป็นไปด้วยความหวังดี ต่อสิ่งที่เรียกว่า วัด ซึ่งเป็นที่ รวมของสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา. ฉะนั้นจึงหวังว่าท่านทั้งหลาย จะได้ใช้ความพินิจพิจารณา ละเอียดลอออย่างเต็มที่ ดังที่ ได้กล่าวมาแล้วนั่นเอง.

น.419 ๔๗ เรื่องที่ ๑. เกี่ยวกับวัดวาอาราม. ทีนี้ อาตมาจะได้ยกเรื่องที่ ๑ ขึ้นมาพูด คือคำว่า "วัดวาอาราม" เพราะได้ชี้ให้เห็นมาแล้วว่า คนกำลังเกลียด วัดในรูปแบบของวัดวาอาราม. ข้อนี้มีปัญหายุ่งยากอยู่ ตรงที่คำว่า วัดวาอารามนี่ มันดิ้นได้, มันมีความหมายที่ เปลี่ยนแปลงได้ไปตามยุคตามสมัย. ถ้ามันเป็นไปอย่างถูก ต้องตามความหมายเดิม ของคำว่า วัดวาอาราม มันก็ไม่ได้ มีปัญหาอะไรที่จะทำให้เข้าใจยาก เดี๋ยวนี้คำว่า วัดวาอาราม มันเปลี่ยนความหมายจาก คำว่า เป็นวัดวาอารามอย่างแท้จริงในสมัยแรกๆ มากลาย เป็นวัดวาอารามแบบสมัยใหม่อย่างนี้เป็นต้น ; ดังนั้น เรา จะต้องรู้กันให้ชัดเจนลงไปเป็นอย่าง ๆ เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ เรื่อง วัดวาอารามคืออะไร ? เอามาพูดกันใหม่ อีกทีหนึ่งว่า ถ้าถามขึ้นว่า มัน มีมาแต่เมื่อไร ? ก็ขอให้ เข้าใจว่า มันมีมาตั้งแต่มนุษย์เริ่มมีความคิดสูงกว่าสัตว์, จะ กำหนดลงไปว่ากี่แสนปี กี่หมื่นปี มันก็ยาก. กำหนดลงไป แต่เพียงว่า เมื่อมนุษย์รู้จักทำมาหากิน รู้จักอยู่กันเป็น

น.420 ๔๘ หลักแหล่ง ไม่มีปัญหาเรื่องปากเรื่องท้องแล้ว ; มนุษย์ก็ เริ่มมีความคิด หรือสติปัญญาแตกต่างออกไป คือไกลออก ไปถึงเรื่องทางจิตทางวิญญาณ ; ซึ่งก่อนหน้านี้ เขาไม่เคย คิดนึก เพราะก่อนหน้านี้มีปัญหาแต่เรื่องปากเรื่องท้อง. ทีนี้เมื่อมาถึงสมัยที่มนุษย์หมดปัญหาเรื่องปากเรื่อง ท้องแล้ว ก็มีคนบางคนมีความคิดไม่หยุด คิดต่อไปว่า เรื่อง นี้มันก็เท่านี้เอง มันมีอะไรดีกว่านี้ ก็เกิดเป็นคำถามขึ้นมา คำหนึ่งประโยคหนึ่งว่า อะไรที่เป็นกุศล คือฉลาดยิ่งไปกว่านี้ ? อะไรที่เป็นกุศลนั้น หมายความว่าสิ่งที่มันดี งาม น่าสนใจ ยิ่งขึ้น ๆ ไปกว่าเรื่องปากเรื่องท้อง. ดังนั้น ในสมัยที่เราเรียกกันว่า ยังเป็นคนป่ายัง อยู่ในป่า ยังไม่มีบ้านมีเมืองรุ่งเรืองเหมือนสมัยนี้ คนเขา ก็เริ่มคิดถึงสิ่งนี้กันแล้ว แล้วบางคนมีความต้องการมาก ถึง กับปลีกตัว ออกไปอยู่ในที่สงบสงัดห่างจากชุมนุมชน. เขาไปนั่งคิดนั่งนึกนั่งค้นนั่งคว้า อยู่ตามลำพัง จนได้พบ ความคิด หรือความรู้สึกที่มันแปลก รู้วิธีทำจิตให้มีความสุข ชนิดที่แปลก ที่ไม่เคยพบกันมาก่อน. นี่ จุดตั้งต้นของ มนุษย์เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า วัดวาอาราม มันก็ได้ตั้ง

น.421 ๔๙ ต้นขึ้นมา; แม้ว่ามันจะเป็นแต่เพียงกุฏิทำด้วยใบไม้ของ ฤๅษีแก่ ๆ สักองค์หนึ่งก็ตามที. แต่บุคคลนั้นได้ผิดจากคน ธรรมดา รู้อะไรที่ทำให้จิตใจมีความสุขแปลกออกไปจากที่คน ธรรมดาเขามี ๆ กันอยู่. ต่อมามีคนไปพบเขา, มีคนไปหา ท่านก็สอนให้ นี่ บ่อย ๆ มันก็ติด; ใช้คำอย่างนี้ดีกว่า จนกระทั่งไปอยู่กัน หลายคนเป็นลูกศิษย์ ก็เที่ยวสั่งสอนไปตามโอกาส แล้วก็ กลับไปอยู่กันที่นั่น. นี่ความหมายของคำว่า วัดวาอาราม ก็ค่อย ๆ เกิดขึ้น ทั้งที่มันไม่เคยมีในโลก ในยุคที่มนุษย์ยัง เป็นคนป่า ที่ยังเป็นคนป่ามากเกินไป. นี่ทำให้เรามองเห็นได้ว่า เมื่อไร ? ก็เมื่อมนุษย์เริ่ม รู้สึกจืดชืด จากเรื่องปากเรื่องท้อง. ที่ไหน ? มันก็ ในที่ สงบสงัด. เพราะมันสะดวกกว่าที่จะศึกษาค้นคว้าเรื่องนี้ แล้วก็ อย่างไร, โดยวิธีอย่างไร ? ก็โดยวิธีอย่างที่กล่าวนี้ ค่อย ๆ พบทีละน้อย, ค่อยๆ พบทีละน้อย จนเพียงพอสำหรับ บุคคลนั้น และเพียงพอสำหรับจะเป็นที่สนใจของคนเหล่าอื่น คือสังคมนั่นแหละ ; วัดก็มีขึ้นมาอย่างนี้ในโลก. อย่าเพ่อ เอามาเปรียบกับวัดสมัยนี้นะ ; นี่พูดกันถึงวัดที่มันแรกมี

น.422 ๕๐ ขึ้นมาในโลกนี้ก่อน. วัดซึ่งเป็นเพียงกุฏิฤๅษี กุฏิหนึ่ง แล้ว ก็หลาย ๆ กุฏิ แล้วก็อยู่กันหลาย ๆ คน แล้วก็สอนกันมากขึ้น ค่อยวิวัฒนาการมาเรื่อย ๆ แล้วที่นั่นน่ะ เขาสอนอะไร ? ก็ลองคิดดู คนที่ เคยอ่านและเชื่อเรื่องจักร ๆ วงศ์ ๆ ก็จะคิดว่า ฤๅษี นี้ก็สอน ศิลปศาสตร์ ให้เหาะเหินเดินอากาศ กลับไปครองบ้านครอง เมือง ; อย่างนี้ก็ได้เหมือนกัน, แล้วก็จะมีความจริงอยู่ มากเหมือนกัน. แต่ไม่ใช่ความประสงค์ในที่นี้ ; ในที่นี้ เราประสงค์ว่า ฤๅษีมุนีเหล่านั้น เขาสอนเรื่องที่ดีกว่านั้น คือ สอนให้รู้จักทำจิตใจ ให้สามารถบังคับจิตใจได้. อย่าให้ จิตใจมีความทุกข์ร้อนได้ ให้อยู่ในความสงบสุข ลึกซึ้ง, แล้วก็ นานเข้า ๆ คือพวกฌาน พวกสมาธิ, พวกสมาบัติ, ที่ฤๅษี เขารู้ดี เขาสอนให้ตามโอกาส ; ต่ำลงมาถึงระบบการบังคับ จิต เป็นศีล เป็นมรรยาท เป็นอะไร เขาก็สามารถสอน ให้ได้ ว่าต้องดำรงกาย วาจา อย่างนี้ จิตจึงจะเป็นอย่างนั้น, แล้วก็จะมีความสงบสุขได้ง่าย, ฤๅษีเหล่านี้ก็สอนให้ได้. เรา ควรจะเรียกอาศรมเหล่านี้ ว่าเป็นมหาวิทยาลัย ; เพราะว่าเขาสอนความรู้ขั้นสูงสุด ที่เรียกว่า อุดมศึกษา ซึ่ง

น.423 ๕๑ หมายความว่าสูง สูงจนสุด. ถ้ามาเทียบกันกับมหาวิทยาลัย เดี๋ยวนี้แล้ว ก็จะต้องพูดคำหยาบว่า มหาวิทยาลัยเดี๋ยวนี้ สอนเรื่องขี้หมูขี้หมาทั้งนั้น, คืออย่างมาก ก็เป็นเพียง อาชีพ ๆ ๆ อย่างเดียวเท่านั้น ที่เขาจะสอนกันในมหาวิทยาลัย สมัยนี้, จะลึกซึ้ง จะกว้างขวาง จะวิเศษ จะถึงขนาดปรมัตถ- ปรัชญาอย่างเดี๋ยวนี้ มันก็ยังไม่พ้นที่จะเป็นเรื่องอาชีพ, เรียนปรัชญา ก็เรียนเพื่ออาชีพ ไม่ได้เรียนเพื่อหมดกิเลส. เอ้า, นี้ก็เรียกว่า มหาวิทยาลัย มีอยู่ทั่วไปในโลก เวลานี้ แล้วเขาก็เรียกว่าอุดมศึกษาด้วยเหมือนกัน อย่างที่ เราก็เคยได้ยิน. ทีนี้ มหาวิทยาลัยของพวกฤๅษีชีไพร เหล่านั้น เขาสอนเรื่องจิตใจ ซึ่งมิใช่อาชีพ ; สอนให้จิตอยู่เหนือ ปัญหา เหนืออันตราย เหนือความทุกข์ทั้งปวง ก็เรียกว่า อุดมศึกษาเหมือนกัน ; แล้วของใครอุดมกว่า ? ถ้าเอาวิชชาของมหาวิทยาลัยสองชนิดนี้ มาเปรียบ เทียบกัน ; อาตมาสมัครที่จะพูดว่า ความรู้ที่พวกฤๅษีมุนี ชีไพรเขาสอน อยู่นั่นแหละ เป็นอุดมศึกษา กว่าที่สอนอยู่ใน มหาวิทยาลัยในโลกปัจจุบันนี้ ซึ่งไม่มีอะไรนอกจากอาชีพ เพียงแต่ว่ามันแปลกแตกต่างออกไป ลึกซึ้งออกไป : ไปโลก

น.424 ๕๒ พระจันทร์ได้ ก็ดี เปลี่ยนหัวใจคนได้ ก็ดี ทำอะไรได้อย่าง ไม่น่าเชื่อ ก็ดี ; มันก็เป็นแต่เรื่องอาชีพ, มีผลแต่เรื่อง เนื้อหนังหรือวัตถุ. ฉะนั้น จึงไม่อยากจะเรียกว่าสูงสุด ถึง อย่างไรก็ไม่สูงสุดเท่ากับความรู้ที่พวกฤๅษีชี ไพรเขามี เขาให้, เขาสอนให้. ที่พูดนี้ก็เพื่อจะได้มองเห็นข้อเท็จจริงสักอย่างหนึ่ง ว่า สิ่งที่เรียกว่า วัด นี้ ได้ตั้งขึ้นมาแล้วตั้งแต่ยุคโน้น และ อยู่ในลักษณะ เป็นมหาวิทยาลัยในส่วนจิต, หรือ ส่วน วิญญาณ. เขาสอนสืบต่อกันมา ก็เรียกว่า มีวิวัฒนาการ สูงขึ้นมา ๆ จนกว่าจะมีบุคคลประเภทที่เรียกกันว่า พระ- สัมมาสัมพุทธเจ้า. นี่เราจะต้องมองเห็นข้อนี้กันก่อน จึง จะรู้คุณค่า หรือว่าเจตนารมณ์ ของสิ่งที่เรียกว่า วัด. กาลล่วงมา "วัด" กลายเป็นแหล่งเคารพและแสวงบุญ. ทีนี้ ดูต่อไปอีกนิดหนึ่ง ก็จะพบว่า สถานที่อย่างนี้ ก็เป็นที่สนใจของประชาชน หรือของสังคมมากขึ้น เขาก็ ไปติดต่อ, ไปแสวงหาประโยชน์, กระทั่งไปเคารพบูชา, วัด ก็เลยกลายสภาพเป็นที่เคารพบูชา เพิ่มขึ้นมาอีกส่วนหนึ่ง ; แทนที่จะเป็นเพียงที่สั่งสอน เรื่องจิตเรื่องวิญญาณ มากลาย

น.425 ๕๓ เป็นปูชนียสถานไป ; แล้วระวังให้ดี เดี๋ยวมันจะเปลี่ยน เป็นกลับหลังหันก็ได้. แล้วต่อมา ๆ ก็กลายเป็นว่า เป็นที่สร้างบุญ, เป็น ที่เพาะฝังให้เกิดบุญ เกิดกุศล, ไปทำอะไรที่วัดนั้นแล้ว มัน ก็เกิดบุญ เกิดกุศล. วัดก็มีความหมายที่เปลี่ยนไป ๆ จาก การเป็นสำนัก สั่งสอนเรื่องจิตเรื่องวิญญาณ ของฤๅษีเพียง องค์เดียว มาเป็นที่สั่งสอนกัน อย่างเป็นกิจจะลักษณะ ใน ระบบเหมือนกับว่ามหาวิทยาลัย กลายเป็นปูชนียสถาน กลายเป็นที่ให้เกิดบุญ. เมื่อยังอยู่ในสภาพอย่างนี้ ก็เรียกว่า วัดนี่เป็นสิ่งประเสริฐ ตรงที่ทำให้มนุษย์ ได้ดีขึ้น ได้ ถูกต้องยิ่งขึ้นมาเป็นลำดับ มองให้เห็น ที่สำคัญที่สุดตรงที่ว่า วัดนี่มันคู่กัน มากับมนุษย์ สำหรับจะวิวัฒนาการสูงขึ้นมา. ถ้าไม่มี สิ่งนี้ มนุษย์จะสูงขึ้นมา จนเป็นมนุษย์ เหมือนอย่างที่มีอยู่ ในทุกวันนี้ไม่ได้. มนุษย์ค่อยๆ สูงขึ้น ค่อย ๆ ดีขึ้นก็เพราะ ว่าวิชาความรู้ที่ฤๅษีมุนี กระทั่งศาสดา กระทั่งพระพุทธเจ้า เป็นต้น ได้ทรงค้นคว้า แล้วก็ทรงสั่งสอนสืบ ๆ กันมา.

น.426 ๕๔ เราควรจะเข้าใจให้ชัดลงไปว่า ธรรมชาติ หรือ พระเจ้า ก็แล้วแต่จะเรียก บังคับให้ต้องมีวัดเกิดขึ้นมา สำหรับมนุษย์จะวิวัฒนาการ ; เพราะมนุษย์มันซ้ำที่อยู่ ไม่ได้, จะโง่เง่าอยู่อย่างเดิมไม่ได้ แม้ในเรื่องโลก ๆ ก็เถอะ เรื่องทำมาหากิน ก็ซ้ำที่อยู่ไม่ได้ ต้องวิวัฒนาการ. เรื่องจิตใจก็ต้องวิวัฒนาการ ถ้าไม่วิวัฒนาการ มัน จะไม่มาเป็นมนุษย์อย่างที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้ หรือในลักษณะที่น่า พอใจ. มนุษย์ไม่รู้สึกตัว มนุษย์ไม่ได้ตั้งใจที่จะทำด้วย เจตนา ; แต่มันเป็นมาได้โดยไม่รู้สึกตัว เพราะว่ามนุษย์นี้ เจริญด้วยสติปัญญา, หรือเราเรียกว่ามันสมองก็ได้ มันสมอง วิวัฒนาการเรื่อย ไม่เหมือนมันสมองของสัตว์เดรัจฉาน สมองของมนุษย์มันมีวิวัฒนาการ ฉะนั้น สิ่งต่าง ๆ มันจึงคงที่ไม่ได้ ; ธรรมชาติบังคับให้มนุษย์มีวิวัฒนาการ สูงขึ้น ๆ. เขาต้อง มีสติปัญญาวิชาความรู้ที่สูงขึ้น สิ่ง เหล่านั้นได้รับมาจากวัด, วัดวาอาราม นับตั้งแต่กุฏิของ ฤๅษีองค์หนึ่งอย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว. นี่ควรจะเห็นว่า วัดเป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องมี อย่างคู่กันมากับคน สำหรับคนจะได้เป็นไปอย่างถูกต้อง

น.427 ๕๕ ตามที่ควรจะเป็น, คือวิวัฒนาการ ขึ้นมาอย่างถูกต้อง ตาม ที่ควรจะวิวัฒนาการ จนกว่าจะถึงที่สุด. แต่ถ้ามัวมาทำผิด ทำถูก, ทำผิดทำถูก, วกวนอยู่เสียที่นี่ ; มันก็จำเป็น แหละ ที่มันจะต้องวกวนไปวกวนมา. แต่ในที่สุด มันหนีไม่พ้น มันจะต้องไปหาจุด ปลายทางได้. มันจะวินาศกันเสียสักกี่ครั้งกี่หนก็ไม่เป็นไร ; นี่โลกนี้มันจะเป็นมิคสัญญีกันสักกี่ครั้งกี่หน ก็ยังไม่เป็นไร ; หลังจากนั้นมันก็ไป พบจุดที่ถูกต้อง จุดหมายปลายทาง ของมันได้ ; เพราะการศึกษาในด้านจิตใจโดยเฉพาะ ซึ่งรวมถึงการศึกษาในด้านวัตถุ ด้านรูปธรรม. สภาพวัดมุ่งหมายเฉพาะด้านจิตใจ, มิใช่ทางโลก. ข้อที่ต้องสังเกตในที่นี้ก็คือว่า สิ่งที่เรียกว่า วัดวา อาราม นั้น ทีแรกเขา มุ่งหมายกันแต่ด้านจิตใจ เท่านั้น แหละ ; ไม่มุ่งหมายมาถึงด้านเรื่องโลก ๆ เรื่องชาวบ้าน เรื่องทำมาหากิน ; เพราะเขาถือว่ามันพอเสียแล้ว. สมัย โน้นมันขาดแต่ด้านจิตใจ ; พอมาถึงสมัยนี้ ความรู้เรื่อง ทำมาหากินด้านวัตถุนั้น ก็เอาไปยัดเยียดให้กับวัด ; แล้วก็ กลบเกลื่อนเรื่องของจิตใจ, ความรู้ด้านจิตด้านวิญญาณให้

น.428 ๕๖ หายไป ๆ. วัดปัจจุบันนี้ จึงมีเรื่องจิตเรื่องวิญญาณหายไป ๆ. แล้วก็มีเรื่องชาวบ้าน เรื่องโลก เข้ามาแทนที่มากขึ้น ๆ ; แม้ภิกษุสามเณรก็ยังเรียนเรื่องโลก ละเลยเรื่องจิตเรื่องวิญญาณ คือเรื่องธรรมะ, หรือเรื่องศาสนานั้น ยิ่งขึ้นทุกที, ทั้งที่จะ เป็นอย่างเทวดา หรือจะเป็นอย่างมนุษย์ การพูดมาเสียอย่างเป็นวรรคเป็นเวรนี้ ก็เพื่อจะ ให้เข้าใจคำว่า "วัด"; ถ้าเข้าใจจะมองเห็นว่า ไม่มีช่อง ทางไหนที่จะเกลียดวัดได้เลย ; ถ้าหากว่าวัดนั้นได้เป็น ไปอย่างถูกต้อง. แล้วเดี๋ยวนี้ทำไมจึงเกลียดวัด ? ก็เพราะ เหตุว่า มีการเปลี่ยนแปลงถึงขนาด เรียกว่าหน้ามือเป็น หลังมือนั่นเอง. อาการที่เรียกว่า เกลียดวัดมันก็เกิดขึ้น มันก็ดูถูกวัด เหยียบย่ำเกียรติยศของวัด ; แล้ว วัด นี้ ดำเนินการโดยบุคคล. เมื่อบุคคลนั้นตกอยู่ใต้อำนาจของ กิเลส แล้ววัดมันก็เปลี่ยนแปลงมาก, มากเหลือประมาณ ทีเดียว ก็ยิ่งเป็นเหตุให้ถูกเกลียดมากขึ้น. วัดในปัจจุบันนี้มีวิวัฒนาการที่เปลี่ยน ไปมุ่งหมาย เรื่องทางฝ่ายวัตถุ หรือเรื่องโลกมากขึ้น ; เรื่องด้านจิต ด้านวิญญาณก็ค่อยๆ เงียบหายไป ; มันก็สร้างปัญหาต่าง ๆ

น.429 ๕๗ ให้เกิดขึ้นมาในวัดนั่นเอง, ก็กลับเป็นภัยแก่วัด. หรือพูด ให้ถูก ก็เป็นภัยแก่พระศาสนา ในเมื่อวัดเปลี่ยนสภาพจากที่ เคยถูกต้อง มาอยู่ในสภาพอย่างนี้ ก็เกิดเป็นภัยขึ้นแก่ พระศาสนาขึ้น, คือว่า ในวัด นี้ก็ ไม่มีการศึกษา และ ปฏิบัติ พระศาสนากันให้สุดความสามารถ หรือตามวัตถุประสงค์ ของสิ่งที่เรียกว่า วัด ผู้มีปัญญาหรือผู้ที่มีความรู้สึกอันถูกต้อง บริสุทธิ์ใจ เขาก็เกลียดวัด. ทีนี้คนโง่ มันก็อาจจะใช้วัด, วัดที่ เปลี่ยนแปลงมาถึงขนาดนี้ เป็นเหมือนกับสะพาน หรือ เรือจ้างข้ามฟาก แห่งความประสงค์ของเขา ; แต่เขาก็ยัง มิได้รักวัด, พวกอันธพาลที่อาศัยอยู่ในวัดนี้ มิได้รักวัด อาตมาเข้าใจว่าอย่างนั้น เขาเห็นแก่ตัวมากเกินไป ; นี่ ปัญหาที่กำลังมีอยู่ในเวลานี้ ว่าทำไมจึงเกลียดวัด. การแก้ปัญหาจากมูลเหตุที่เขาเกลียด. เอาละ, ทีนี้ก็มาถึงหัวข้อที่ตั้งใจจะพูด ที่ว่า ธรรมะ สำหรับคนเกลียดวัด เพราะเราจะต้องทำอย่างไรกัน ? เพื่อ จะแก้ไขปัญหานี้, แก้ไขปัญหาที่วัดอยู่ในสภาพที่เขาเกลียด

น.430 ๕๘ เขาดูถูกดูหมิ่น. คำตอบอย่างกำปั้นทุบดิน ก็มีว่า ก็ ทำ วัดให้เป็นวัด, หรือพูดให้ชัดกว่านี้หน่อย ก็พูดว่า ทำวัด ให้กลับไปสู่สภาพอันถูกต้อง ของวัดแต่ดั้งเดิม เหมือน ที่ได้พูดมาแล้วว่า วัดนั้นคืออะไร. สรุปความแล้ว ก็ให้เป็นสำนักงาน เกื้อกูลแก่การ ดับทุกข์ ในทางจิตทางวิญญาณของมนุษย์ให้ได้. มนุษย์ เขาก็แก้ปัญหาในทางกาย ทางวัตถุ ได้ด้วยเงินทองของเขา แต่ไม่แก้ปัญหาทางจิตทางวิญญาณได้ด้วยอำนาจของทรัพย์ สมบัติ เป็นต้น เขาต้องอาศัยอริยทรัพย์ของศาสนา ของ พระศาสดา หรือของวัดนั้นแหละ ช่วยแก้ไขความทุกข์ใน ทางวิญญาณ ; ฉะนั้น วัดจะต้องกลับเป็นสำนักงาน ดับทุกข์ทางวิญญาณ. ผู้มีความทุกข์จะได้พ้นทุกข์ และให้เป็นแสงสว่าง สำหรับมนุษย์ จะก้าวต่อไปข้างหน้า สำหรับเป็นมนุษย์ที่ สมบูรณ์ ; แล้วแต่ว่าธรรมชาติได้กำหนดไว้ให้มนุษย์นี่ จะต้องทำอย่างไรบ้าง, จะไปสูงสุดกันที่ไหน ; แล้ววัดวา อารามนี่แหละ จะช่วยให้มนุษย์ไป-ไป-ไป จนไปถึงที่

น.431 ๕๙ สูงสุดนั้นได้. ถ้าทำได้อย่างนี้ วัดวาอารามก็จะกลับมาสู่ สภาพที่สมชื่อสมนาม แล้วไม่มีโอกาสที่จะถูกดูหมิ่นอีกต่อไป ต้องปรับปรุงวัดโดยภาษาธรรมด้วย. พอมาถึงตรงนี้ อยากจะพูดโดยภาษาธรรม, ภาษา ธรรมะ, ภาษาธรรมะที่คู่กันกับภาษาคนอีกสักหน่อย ว่า การปรับปรุงวัดให้เป็นวัด ให้สูงสุด ที่สุดนั้น มันยังมี อีกความหมายหนึ่ง คือการปรับปรุงร่างกาย เนื้อหนัง ร่างกายของเรานี้แหละ ให้เป็นวัด ; ไม่ใช่วัดแผ่นดิน วัดกุฏิวิหารอย่างนี้ แต่หมายถึงร่างกาย ชีวิตร่างกายเนื้อหนัง ของเรานี่แหละ ช่วยกันปรับปรุงให้เป็นวัด, คือ อย่าให้เกิด ความผิด ความเลวร้ายขึ้นทั้งทางกาย ทั้งทางวาจา และ ทั้ง ท างจิต. เมื่อทำได้อย่างนี้ ตัวร่างกาย คือชีวิตนี้ ก็จะ เป็นวัตถุ หรือเป็นวิหาร เป็นที่สิงสถิตของพระเจ้า. ข้อนี้จำเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเรา ไม่ทำเนื้อหนังร่างกาย ของเราให้เป็นวัดแล้ว ก็ไม่มีพระเจ้า หรือพระธรรม ที่ไหนจะมาช่วยเรา ; เพราะว่าท่านไม่มีที่สิงสถิตในกาย ของเรา จึงต้องทำให้ท่านมีที่สิงสถิตในกายของเรา ; เมื่อ

น.432 ๖๐ พระเจ้าหรือพระธรรมมาสิงสถิตอยู่ เราก็ได้รับประโยชน์ สูงสุดอันนั้น. ดังนั้นจึงขอให้ถือว่าจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะทำเนื้อหนัง ร่างกายนี้ ให้เป็นวัดขึ้นมา แล้วก็จะเป็นสิ่งที่มีค่าสูงสุด ; ไม่ใช่ร่างกายแล้วเอาไปให้ใคร ก็ไม่มีใครเอา, จ้างเขา เขา ก็ไม่เอา ปล่อยให้เน่า เป็นของเน่า เป็นหนอนไป มัน เหมือนกับไม่มีค่า. นี้เราจะทำให้มีค่าที่สุดในบรรดาสิ่งที่ มีค่า ทำร่างกายนี้ให้เป็นวัด เป็นที่สิงสถิตอยู่ของ บรมธรรม หรือของพระเจ้าเป็นต้น. นี่แหละลองคิดดูเถอะว่าวัดนี่ มันเป็นที่น่าเกลียด น่าชังไหม ? ทำไมจึงเกลียดวัด ? "ขอให้เราทำกันเสียใหม่, ช่วยกันเสียใหม่, แก้ไขวัด ให้กลับมาเป็นสถานที่ ที่ดับ ทุกข์ทางวิญญาณ , เป็นแสงสว่างของมนุษย์, เป็นปูชนีย- สถาน, เป็นที่ให้เกิดบุญ, ไม่ให้วัดนี้เป็นที่อยู่ของคน เกียจคร้าน เอาเปรียบประชาชน ถึงกับมีข้อเท็จจริง ที่ เห็น ๆ กันอยู่เหมือนกัน. บางทีก็ เขากล่าวหาว่า วัดนี้เป็นที่อยู่ของขุนนาง ศักดินา ; หมายถึงพระที่ร่ำรวย นั่งอยู่บนพรมบนเจียม

น.433 ๖๑ สองข้างมีพัดลม, มีงาช้าง, มีเจียรนัย, มีอะไรต่าง ๆ ทุกอย่าง, แล้วก็มีอำนาจที่จะบัญชาอะไรได้ ; เขาเรียกว่าขุนนาง ศักดินา. แต่ วัดที่แท้จริง จะไม่เป็นที่อยู่ของขุนนาง ศักดินา, และวัดนี้ก็ ไม่ใช่กาฝาก, หรือว่าสิ่งที่เป็นภาระ แก่สังคม, แล้วก็ ไม่ครึคระงมงาย, ไม่ใช่เป็นที่อยู่ของ คนโง่เง่างมงาย, แล้วก็ ไม่เป็นที่อยู่ของคนฉลาดในทาง เฉโก ที่จะตบตาคนอื่น. เอาละ, เป็นอันว่าอย่างน้อยที่สุด วัด นี้ก็ จะเป็น สถานที่ให้การศึกษาและการปฏิบัติ ทั้งอย่างทางโลก และทั้งอย่างทางธรรมะ, คือทั้งอย่างโลกิยะและทั้งอย่าง โลกุตตระควบคู่กันไป. นี่ก็จะหมดปัญหาไปข้อหนึ่งที่ว่าคน ไม่มีทางที่จะเกลียดวัดวาอาราม แม้ว่าจะเป็นคนโง่เง่าอย่างไร ก็ไม่มีทางที่จะเกลียดวัดวาอารามชนิดนี้. นี่คือธรรมะ สำหรับคนเกลียดวัด จะต้องทราบ, ทราบแล้วจะไม่เกลียดวัด เป็นข้อแรก ซึ่งเล็งถึงวัดวาอาราม. . . . . . . . . . . . .

น.434 ๖๒ เรื่องที่ ๒. เกี่ยวกับศาสนา. ทีนี้ ก็มาถึง เรื่องที่ ๒ ซึ่งให้หัวข้อว่า ศาสนา. คนเกลียดวัด ก็คือคนเกลียดศาสนา ; แต่วัดวาอารามนั้น ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน กับสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา ; แม้ว่าสิ่งที่ เรียกว่า ศาสนา นั้น มีสำนักงานอยู่ในวัดวาอาราม. ข้อนี้ เพราะเหตุว่า ศาสนา นั้น เป็นระบบการศึกษา, ระบบ การปฏิบัติ, จนกระทั่งได้รับผลของการปฏิบัติ มีความ สงบสุขสูงสุดตามที่มนุษย์จะได้รับ. ระบบนี้เราเรียกว่า ศาสนา อยู่ในรูปของสถาบันอันแน่นแฟ้นก็มี, แล้วมันขึ้น อยู่กับว่า มนุษย์จะรู้จักหรือไม่รู้จัก ; ถ้ามนุษย์ ไม่รู้จัก ก็ปล่อยให้ทรุดโทรม สูญหายไป. คำว่า ศาสนา ในความหมายทั่วๆ ไป สำหรับ ประชาชน มันพร่าเต็มที่, มันกำกวมเต็มที. เขาไม่รู้ว่า อะไร เขาเหมา ๆ เอาวัดวาอารามนี้ว่าเป็นศาสนา อย่างนี้ก็มี ; นี้เราช่วยไม่ได้ ก็ต้องตามใจเขา. แต่ว่า ศาสนา แล้วมัน ก็ ต้องมุ่งหมายถึงความรู้ และการปฏิบัติ ผลของการ ปฏิบัติ เสมอไป. สิ่งที่เรียกว่า ศาสนา นั้น เดี๋ยวนี้มันก็ มีความเปลี่ยนแปลงมาก จากความเป็นอย่างนั้น.

น.435 ๖๓ ท่านทั้งหลาย ก็อาจจะสังเกตเห็นได้ ถ้าจะมีผู้กล่าว ว่า ศาสนานี้ เวลานี้ บัดนี้ มัน เหลือแต่พิธีรีตองเสียเป็น ส่วนมาก, แล้วก็มีส่วนที่เป็นสิ่งครึคระงมงาย ก็มี ; เลยถูก เกลียด ถูกหาว่าศาสนานี้มันเป็นเรื่องสำหรับคนไม่มี สติปัญญาเป็นคนไร้สมรรถภาพ ต้องมาอาศัยศาสนากิน อย่างนี้. ศาสนาเลยกลายเป็นเรื่องสำหรับคนไร้สมรรถภาพ ไปเสีย สำหรับสมัยนี้ ; แม้ที่เป็นทางการ เป็นทางรัฐการ ราชการ อะไรก็ตาม ศาสนามีไว้ทำพิธีเสียเป็นส่วนมาก. บางทีก็เหลืออยู่ เพียงในรูปของการเอ่ยถึง อ้างถึง เป็นสักว่าชื่อ, อ้างศาสนา อ้างพระเป็นเจ้า อย่างนี้ก็มีอยู่ ทั่วไป ; แม้ในการทำพิธีเกี่ยวกับการยกทัพจับศึกอะไร มัน ก็มี ; แม้ในพวกฝรั่งก็มี. นี่ศาสนามาอยู่ในสภาพอย่างนี้ ในบัดนี้ ผิดจากความมุ่งหมายเดิม ที่ธรรมชาติอีกเหมือนกัน ที่บังคับให้ต้องเกิดขึ้นจากจิตใจ ในสมองของมนุษย์ เพื่อ ก้าวหน้า เพื่อวิวัฒนาการ ในทางจิตทางวิญญาณอย่างที่ว่า มาแล้ว ; แล้วมันก็ควบคู่กันมากับวัดวาอาราม อย่างที่ได้ กล่าวมาแล้วในเรื่องที่ ๑.

น.436 ๖๔ ศาสนาตั้งต้นมาจากไหนก็ไม่รู้ ; ตั้งต้นมาตั้งแต่ สมัยที่ฤๅษีคนหนึ่งอยู่ในกุฏีใบไม้ กุฎีเดียว แล้วก็รู้อะไร มากขึ้น. สิ่งที่เรียกว่าศาสนานั้นมันก็ก่อหวอด หรือตั้งต้น มาพร้อม ๆ กันกับสิ่งที่เรียกว่า วัดวาอาราม. ที่ไหน ? มันก็ ในป่า อีกแหละ. อย่างไร ? ก็ในลักษณะที่ว่า ธรรมชาติ มันบีบบังคับ ให้มนุษย์ต้องก้าวหน้า ในการรู้อะไร เพิ่มขึ้น ๆ ; แต่ถ้าถามว่า เพื่ออะไร ? มันก็จำเพาะเจาะจง มากทีเดียวว่า เพื่อจะแก้ปัญหาของมนุษย์ ในด้านจิต ด้านวิญญาณ คือดับความทุกข์ ; ไม่ได้มุ่งหมายเรื่อง ทำมาหากินเลย ; จะใช้คำว่า ไม่ได้มุ่งหมายเรื่องทำมาหา กินเลย. แต่ถ้าจะเอาเรื่องทำมาหากิน เข้ามาฝากไว้ด้วยบ้าง ก็ได้ ; เพราะว่า หลักธรรมในศาสนา หลายอย่างหลาย ประการนั้น มันมีประโยชน์แก่เรื่องทำมาหากิน. แต่ว่า เรื่อง ศาสนาแท้ ๆ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วละก็ มิได้ทรงมุ่งหมายถึงเรื่องทำมาหากิน อย่างชาวบ้านอย่าง โลก ๆ ; แต่ถ้าจะให้พระองค์ทรงสั่งสอนเรื่องนี้บ้างก็ได้ ; แต่มิใช่ความมุ่งหมายของสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา, เว้นแต่ว่า

น.437 ๖๕ เราจะมาตกลงกันเสียใหม่ ให้สิ่งที่เรียกว่า ศาสนา นี่ขยายตัว กว้างออกไปถึงทุกเรื่อง ที่เป็นปัญหาสำหรับมนุษย์ :- แม้แต่มนุษย์จะทำไร่ทำนา ก็ต้องมีกฎ หรือระเบียบ ทางศาสนาช่วยควบคุมให้, หรือว่ามนุษย์จะสมรสจะแต่งงาน ก็ได้มีระเบียบของพระศาสนา ช่วยควบคุมให้อย่างใกล้ชิด และเคร่งครัด, นี้ก็ยังจะมีผลดี และเป็นที่พึงปรารถนา อย่างยิ่ง. แต่อย่าลืมว่า ความมุ่งหมายเดิมแท้จริงของ สิ่งที่เรียกว่า ศาสนานั้น ไม่ได้มุ่งมาถึงระดับอย่างนี้ ; มุ่งหมายแต่ เป็นเรื่องทางจิตทางวิญญาณอันลึกซึ้ง ที่อยู่ เหนือโลกเหนือทุกข์ขึ้นไปเสมอ สิ่งหรือส่วนที่จะต้องมองให้เห็นชัดเจนในข้อนี้ก็ คือว่า สิ่งที่เรียกว่า ศาสนานั้นจำเป็นที่สุด, จำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับวิวัฒนาการทางสติปัญญา. การที่จะปล่อยไป อย่างละเมอเพ้อฝัน มันก็ไม่ไปถึงจุดหมาย, หรือจะช้าเกินไป จะตายเสียก่อน. เรามาอาศัยระบบศาสนากันดีกว่า เท่าที่ ท่านมีไว้แล้วอย่างไร มันก็เหลือเฟือแล้ว ที่จะมาประพฤติ ปฏิบัติให้ถูกต้อง แล้วได้รับประโยชน์ตามที่มนุษย์ควรจะ ได้รับ ในทางสติปัญญาคือทางวิญญาณ.

น.438 ๖๖ นี่ก็เป็นอันว่า ได้ชี้ให้เห็นว่า ศาสนาที่แท้จริงนั้น เป็นอย่างไร, แล้วได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร, จนมาอยู่ใน สภาพที่ถูกเกลียด หรือว่ามาอยู่ในสภาพที่ดูแล้วมันก็น่าเศร้า น่าละอาย น่าขยะแขยงจริง ๆ ด้วยเหมือนกัน. เพราะฉะนั้น ขอให้ช่วยกันอีก มาระลึกนึกถึงสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ สำหรับ คนที่เกลียดศาสนา จะเอาธรรมะหรือระบบปฏิบัติอย่างไร เข้ามาใช้ ? แก้ไขทำให้คนพวกนั้นหยุดเกลียดศาสนา หรือ เกลียดไม่ลง คนมีสติปัญญาก็เกลียดไม่ลง คนโง่ก็เกลียด ไม่ลง. เมื่อสรุปความออกมาจากคุณลักษณะของสิ่งที่เรียก ว่า ศาสนา แล้วทุกคนจะมองเห็นได้ ว่าเรายัง จะใช้ประโยชน์ จากสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา ได้เต็มตามความหมายเดิม คือ ช่วยให้มนุษย์ยังคงมีความรู้อันสูงสุด, ควบคุมมนุษย์นี้ให้ เป็นไปในทางถูกต้อง, ควบคุมความรู้สึกทางกิเลส ที่กำลัง วิ่งจี๋เร็วที่สุด ให้มันหยุด, แล้วให้สติปัญญาเกิดขึ้น แล้วก็ วิ่งไปอย่างถูกต้อง แทนที่เสีย จะดีกว่า.

น.439 ๖๗ ขอย้ำอีกทีหนึ่งว่า เราต้องการให้ศาสนายังคงอยู่ เป็นความรู้สำหรับมนุษย์ ควบคุมกิเลสไม่ให้เกิด ; ให้ปัญญาเกิด และให้ก้าวหน้าไปโดยเร็ว. คำว่า ความรู้ นี่ มีความหมายกว้าง ไม่ใช่หมายถึง ความรู้ที่เรียนในโรงเรียน ; แต่ เป็นความรู้ที่เรียนจาก ตัวคน, เรียนจากจิตใจของคน แล้วก็ไม่ต้องอยู่ในลักษณะ ที่ยุ่งยากลำบาก น่าเบื่อหน่าย เป็นทุกข์ทรมาน, คือ อาจจะ มาอยู่ในรูปของสิ่งที่เรียกว่า ศิลป ก็ได้ คือ วิธีการที่งดงามที่ น่าดู ประพฤติปฏิบัติอยู่อย่างนั้นก็เอาชนะกิเลสได้, มีศิลป ชนิดที่ควบคุมกิเลสได้, มีศิลปชนิดที่ให้สติปัญญาขยายตัว ออกไป แม้อย่างนี้ก็ยังเรียกว่า ศาสนา อยู่นั่นเอง. พระพุทธเจ้าท่านทรงเป็นศิลปิน พูดอย่างนี้ คน ไม่รู้ก็หาว่าพูดจ้วงจาบพระพุทธเจ้า, พระพุทธเจ้าท่านทรง กำชับว่า "จงประกาศพรหมจรรย์ให้งดงามทั้งเบื้องต้น ให้งดงามทั้งท่ามกลาง ให้งดงามทั้งเบื้องปลาย". ที่ได้ ตรัสอย่างนั้นก็เพื่อว่า สัตว์ทั้งหลายจะ ไม่ต้องยุ่งยากลำบาก อิดหนาระอาใจ ในการที่จะรับเอาพรหมจรรย์ หรือศาสนา นั้น ; เพราะว่า มัน งดงาม คือ ไม่ต้องทนทุกข์ทรมาน

น.440 ๖๘ อะไรกันมากเกินไป ทำไปได้ด้วย ปีติ ปราโมทย์ เบิกบาน แจ่มใส ทั้งในระยะต้น ทั้งในระยะกลาง ทั้งในระยะ ปลาย. นี่หลักเกณฑ์หรือความมุ่งหมายของพระศาสนามัน เป็นอย่างนี้ ตามพระพุทธประสงค์ มีทั้งอย่างต่ำ ๆ คืออย่าง พุทธบริษัทที่ครองเรือนก็ได้ เป็นอุบาสก อุบาสิกาไป, แล้ว เป็นอย่างสูง คือเป็นบรรพชิต ก็จะไปได้เร็วไปได้ไกล ถึงที่สุดแห่งความทุกข์ได้ก่อน. นี่เรา จะต้องปรับปรุง ให้ศาสนาของเรา เป็น อย่างนี้ กลับคืนสู่สภาพเดิม นั่นเอง ; แล้วการเกลียด ศาสนานั้นก็จะหมดไป, แล้วจะต้องทำให้กว้างขวางออกไป ถึงลูกเด็ก ๆ ทารกด้วย, ให้ลูกเด็ก ๆ ทารก มีรากฐานทาง จิตใจที่ถูกต้องไป ตั้งแต่อ้อนแต่ออกเรื่อย ๆ ไป ถูกต้อง ยิ่งขึ้นทุกที. เขาจะไม่ต้องประสบกับความผิดพลาดในทางนี้, เขาก็ไม่ต้องรับความพินาศในทางศีลธรรม เป็นต้น. นี่เรียกว่าเรามองลงไปถึงระดับรากฐาน คือลูกเด็ก ๆ โดยรอบตัว จะต้องมุ่งหมายให้ศาสนานี้ เป็นป้อมค่าย ที่แข็งแรง, แข็งแกร่งที่สุดในทางศีลธรรม ที่จะคุ้มครอง

น.441 ๖๙ มนุษย์ในปัจจุบันนี้ ให้เขามีสันติสุขในส่วนบุคคลเป็นคน ๆ ไป. ไปไกลเท่าไร ? ก็ขอให้ไปจนถึงที่สุดและให้เขาได้มี สันติภาพในส่วนสังคม รวมกันทั้งโลก ก็ยิ่งดี, ก็อยู่ด้วย สันติภาพ ซึ่งมีความหมายกว้างหรือง่ายกว่าที่จะเรียกว่า สันติสุข ในส่วนบุคคล. เอาละ, เป็นอันว่า บุคคลก็มีสันติสุข สังคมโลกมัน ก็มีสันติภาพ, ในเมื่อพระศาสนาทุก ๆ ศาสนากำลังกลับมาสู่ ความเป็นศาสนาที่ถูกต้อง ทีนี้ อาตมาก็ต้อง ขอพูดกว้างออกไป จนถึงคำว่า "ระหว่างศาสนา" คือศาสนาทั้งหลายด้วย ; ไม่ใช่ว่าเรา เป็นพุทธบริษัทแล้ว ก็จะพูดถึงกันแต่พุทธศาสนา ; ทำ อย่างนั้นมันไม่ถูกต้อง หรือมันถูกน้อยเกินไปที่จะเรียกว่า ยุติธรรม. การที่ต้องมีศาสนาต่าง ๆ กัน หลายศาสนานั้น เป็นสิ่งที่จำเป็น, และเป็นความต้องการอย่างยิ่งของ ธรรมชาติด้วย. ขอให้นึกดูให้ดี เอาความเห็นแก่ตัวเอา ไปทิ้งเสียก่อน แล้วก็มองดูว่าศาสนามันเกิดขึ้นในโลกใน ลักษณะอย่างไร ; ศาสนาเกิดขึ้นคนละยุคคนละสมัย แล้ว

น.442 ๗๐ ก็ต้องแตกต่างกันตามสมควร. เพราะเกิดขึ้นในภูมิประเทศ ที่ต่างกัน ก็ต้องมีความแตกต่างกันตามสมควร ; เพราะมี เหตุปัจจัยแวดล้อมต่างกันมาก. เช่น ศาสนาที่เกิดทางฝ่ายตะวันตกของทวีปเอเชีย กับ ศาสนาที่เกิดในท่ามกลางทวีปเอเชีย เช่น พุทธศาสนาใน อินเดียนี้ มันจะเหมือนกันไม่ได้ ; เพราะภูมิประเทศทาง วัตถุแท้ ๆ ก็ต่างกันเหลือประมาณ, และวัฒนธรรมพื้นฐาน รากฐานที่มีอยู่แล้วในจิตใจของคน ก็ต่างกันเหลือประมาณ ; ฉะนั้น จึงเกิดศาสนาที่เหมือนกันไม่ได้ มันก็ต้องต่างกันตาม เหตุปัจจัยนั้น ๆ. ฉะนั้น เราจึงคงต้องยอมรับ ความแตกต่างกัน ระหว่างศาสนาว่า เป็นความถูกต้องแล้ว ที่จะต้องเป็น อย่างนั้น หรือว่า ธรรมชาติมันบังคับอย่างเฉียบขาด ที่ทำให้ ต้องเป็นอย่างนั้น ; เพราะฉะนั้น เราอย่าได้รังเกียจ ศาสนาอื่นเลย จะกลายเป็นคนบรมโง่ที่สุด, หรือว่าท้าทาย อำนาจของธรรมชาติ ที่ต้องการให้เป็นอย่างนั้น จะเป็น อย่างอื่นไม่ได้ ; เพราะคนต่างกัน เวลาต่างกัน ภูมิประเทศ

น.443 ๗๑ ต่างกัน สิ่งแวดล้อมต่างกัน ปัจจัยภายในภายนอกก็ต่างกัน ; คนจึงรับศาสนาเหมือนกันไม่ได้. ต้องมีอะไรที่พอเหมาะพอสม ไม่ผิดฝาผิดตัว เมื่อ เป็นเรื่องระหว่างศาสนาแล้ว ก็ต้อง ยอมรับได้ทุกศาสนา เพราะว่า เขามุ่งหมายจะทำลายความเห็นแก่ตัว. ถ้าพูดอย่างไม่มีทางผิด ก็ต้องพูดว่า เขา มุ่งหมาย จะให้คนดีขึ้นกว่าเดิม ทั้งนั้น แหละ. ขอให้ไปดูเถอะ, เขาต้องการจะให้คนดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ; เพราะฉะนั้น มัน จึงไม่มีทางที่จะผิด และเราก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปรังเกียจ ศาสนาอื่น ซึ่งสอนอะไร ๆ ดูจะผิดแปลกไปจากพุทธศาสนา. ขอให้นึกถึงระดับของจิตใจ ที่มันสูงต่ำกันอยู่ก่อน แล้วอย่างไร : โดยวัฒนธรรมก็ดี โดยอะไรก็ดีเราก็ถือ ศาสนาเหมือนกันไม่ได้ ระดับเดียวกันไม่ได้ แต่ความ มุ่งหมายก็เหมือนกัน คือให้ดีขึ้นกว่าเดิม, ดีต่อ ๆ ๆไป จน ดับทุกข์ อย่างน้อยที่สุด ก็ส่วนสังคม, สังคมไม่ต้องเป็น ทุกข์ก็ได้ ก็เป็นที่น่าพอใจแล้ว ; ถ้าส่วนบุคคล ไม่มี ความทุกข์ได้เลย ก็ยิ่งวิเศษ เรียกว่าถึงที่สุด.

น.444 ๗๒ ฉะนั้น เราเมื่อเป็นมนุษย์ที่มีสติปัญญาถูกต้องแล้ว ก็จะยอมรับได้ทุกศาสนา และยอมรับถึงขนาดที่ว่าหลักศาสนา ต่าง ๆ กัน ทุก ๆ ศาสนานั้น จำเป็นสำหรับทุกคน แม้ใน หมู่คนหมู่หนึ่งที่ถือศาสนาหนึ่ง ๆ อยู่. พูดแล้วก็ไม่กลัว, กลัวแล้วไม่พูด ก็จะพูดว่า แม้ ในหมู่พุทธบริษัท ที่เรียกตัวเองว่า พุทธบริษัท นี้แหละ ก็มี อยู่หลายระดับหลายชั้น. บางระดับหรือบางชั้น พุทธบริษัท ชนิดนั้น เหมาะสมที่จะถือศาสนาอื่น, คือถือพระเจ้าเป็น หลัก ด้วยความเชื่ออย่างตรงไปตรงมาง่าย ๆ นี้ก็มี. ถ้าใคร อยากจะมาเถียงในข้อนี้ ก็ยินดี จะเถียงสักเดือนสักปีก็ได้. ทีนี้ในศาสนาอื่นก็เหมือนกัน ศาสนาของเขา บางคนเหมาะ ที่จะถือพุทธศาสนาอย่างยิ่ง ; แต่เขายังไม่ได้มา. ขอย้ำให้คิดให้เห็นอีกทีหนึ่งว่า ในศาสนาหนึ่ง ๆ นั้น ก็มีคนอยู่หลายระดับแห่งจิตใจ ; บางระดับก็ไปเหมาะ กับศาสนาในระดับความเชื่อง่าย ๆ, บางระดับก็เหมาะที่จะใช้ กำลังจิตอันเข้มแข็ง, บางระดับก็เหมาะที่จะใช้ปัญญาวิปัสสนา อันสูงสุด ; นี่มันเป็นอยู่อย่างนี้ ก็เป็นอันว่าหลักเหล่านี้ มันยืมใช้กันได้ ในระหว่างศาสนา. เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว

น.445 ๗๓ เราจะมามัวเกลียดศาสนาอื่น หรือเกลียดวิธีการแห่งศาสนา อื่น, หรือเกลียดศาสนิกแห่งศาสนาอื่น เรามันก็บ้าเอง ; บ้านี่มันยิ่งกว่าโง่นะ. เราจะต้องไม่หละหลวม จนถึงกับ มองเห็นสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา เป็นเครื่องแบ่งแยกประชาชน ในโลก. สรุปความว่าเรายอมรับได้ทุกศาสนา ว่าแต่ละศาสนามีอะไร ของตนเหมาะแก่ศาสนิกของตน, แห่งยุคสมัยของตน. แห่งถิ่นของตน, เพื่อให้ช่วยทำโลกโดยส่วนรวมนี้ ให้มันดีขึ้น ; นี่คือธรรมะที่จะ ต้องมองเห็น. ช่วยกันแก้ไขปรับปรุงศาสนา ให้กลับมาเป็นศาสนา อย่างเดิม, แล้วคนก็จะไม่เกลียดศาสนา. พุทธศาสนิกรับเอาศาสนาของตนได้เพียงไร. ทีนี้จะพูดเฉพาะพุทธศาสนาสักนิดหนึ่ง ว่าพุทธ- ศาสนาเรา ก็เป็นเพียงศาสนาหนึ่ง ในหลาย ๆ ศาสนาใน โลกนี้. ศาสนาทั้งหลายต่างก็มีอะไรเหมาะแก่ศาสนิกของ ฅน ๆ ด้วยกันทุกศาสนาแหละ, ตามระดับแห่งจิตใจ ซึ่งเรา ถือว่าเป็นเสมือนหนึ่งเดิมพัน. ทุกคนมันมีจิตใจเป็นเดิมพัน ว่าระดับแห่งจิตใจมันมีอยู่เท่าไร, และอย่างไร, นั้นแหละ เป็นเดิมพัน ที่จะรับเอาสิ่งที่เรียกว่าศาสนานั้นได้สักเท่าไร.

น.446 ๗๔ เดี๋ยวนี้ก็เห็นกันอยู่แล้วว่า พูดกันตั้งปีแล้ว ก็ยังไม่ รู้เรื่อง, เรื่องบางเรื่องพูดกันมาตั้ง ๑๐ ปีแล้วที่นี่ ก็ยัง ไม่รู้เรื่อง ; เพราะกำลัง ไม่ถูกกัน กับระดับของจิตใจที่ เป็นเดิมพัน. ผู้พูดโง่เอง, อาตมาก็อยู่ในพวกนั้นด้วย เหมือนกัน ; เมื่อพูดให้ใครรู้เรื่องอะไรไม่ได้ มันก็ไม่หลีก พ้นไปจากข้อเท็จจริงอันนี้. ฉะนั้น เรามาทำความเข้าใจ กันเสียใหม่ว่า คน มีจิตใจเป็นเดิมพัน สำหรับรองรับ เอาพุทธศาสนาตามขนาดมาตรฐานของตน ๆ ด้วยกัน ทีนี้รายละเอียดอย่างอื่นที่เกี่ยวกับพุทธศาสนานั้น เอาไว้พูดกันในวันหลัง, ไว้วิจารณ์กันวันหลังเฉพาะเรื่อง ๆ ; เช่นเรื่องนิพพาน ที่คนสมัยนี้เขาเกลียดกันนักเป็นต้นนั้น ไว้ พูดกันวันอื่น. เดี๋ยวนี้จะพูดกันถึงคำว่า ศาสนา ที่มี ความหมายเป็นกลาง ๆ รวม ๆ กันไปหมดทุกศาสนา, ซึ่ง รวมถึงพุทธศาสนาของพุทธบริษัทนี้ด้วย. ฉะนั้น ขอร้องไว้ให้ทำความเข้าใจในเบื้องต้น สำหรับจะช่วยกันกู้ศาสนาของตน ๆ ให้พ้นจากความเกลียดชัง ซึ่งจะเป็นความผิดของฝ่ายไหนก็สุดแท้ ; แต่ถ้าเรามีสติ- ปัญญาถูกต้องและเพียงพอแล้ว เรา จะทำให้ศาสนาของเรา

น.447 ๗๕ พ้นจากความเกลียดชังได้ ในทุกความหมาย ทุกรูปแบบ. นี่คือเรื่องของสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา ที่ถูกเขาเกลียดในนามของ คำว่า วัด. . . . . . . . . . . . . เรื่องที่ ๓. เกี่ยวกับ พระเจ้าพระสงฆ์. ทีนี้ ก็มาถึง เรื่องที่ ๓ มีเวลาพอที่จะพูดได้อีกสัก เรื่องหนึ่ง, เรื่องที่ ๓ นี่ คือเรื่อง พระเจ้าพระสงฆ์. วัดวา อาราม หมายถึงตัวสถานที่หรือสถาบัน, ศาสนาหมายถึงตัว ธรรมะ ในรูปการศึกษาเล่าเรียน การปฏิบัติ และ ผลของ การปฏิบัติ. พอมาถึงคำว่า พระเจ้าพระสงฆ์ นี่หมายถึง ตัวบุคคล ที่เป็นเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับพระ- ศาสนานั้น ๆ ; ถ้าพระศาสนาเป็นเหมือนกับยารักษาโรค, พระเจ้าพระสงฆ์ก็เป็นเหมือนกับหมอ เป็นต้น ไม่ใช่สิ่ง เดียวกัน. คำว่า "พระเจ้าพระสงฆ์" นี้ ใช้เป็นคำรวม ๆ หมายความว่า ไม่ใช่ชาวบ้าน ก็แล้วกัน, ไม่ใช่ชาวบ้าน ธรรมดาที่รู้จักแต่เรื่องปากเรื่องท้อง. ถ้าผู้ใดรู้เรื่องสูงขึ้น

น.448 ๗๖ ไปกว่าเรื่องปากเรื่องท้องแล้วก็จะเลื่อนขึ้นไป อยู่ในระดับ ของพระเจ้าพระสงฆ์ ; ดังนั้น เราจึงมีคำพูดอื่น ๆ รวมกัน อยู่กลุ่มหนึ่งในกลุ่มนี้ สมณะชีพราหมณ์ บรรพชิต อนาคาริก, แล้วแต่จะเรียก; รวมความแล้วก็ไม่ใช่ชาวบ้าน ก็แล้วกัน. พระเจ้าพระสงฆ์ นี้ไม่ใช่ชาวบ้าน หมายถึง สมณะ ทั่วๆ ไป ในความหมายกลาง ๆ ทั่ว ๆ ไป. ชีพราหมณ์ บรรพชิต อนาคาริก ซึ่งมีอยู่ในโลก คู่ ๆ กันมากับสิ่งที่เรียกว่า วัดวาอาราม ตั้งแต่ยุคโบราณโน้น.นึกถึง ฤๅษีองค์ หนึ่ง อยู่ในกระต๊อบอันหนึ่ง เป็นคนแรก ที่ออกไปค้นคิด เรื่องที่ดีกว่าเรื่องปากเรื่องท้อง ; นั้นแหละเป็นพระเจ้า พระสงฆ์คนแรกขึ้นมาในโลก จะกี่หมื่นปี กี่แสนปี กี่ล้านปี ก็แล้วแต่ มนุษย์ได้เกิดขึ้นมาในโลกนี้เมื่อไร. เรื่องนี้มัน ยังเอาแน่นอนไม่ได้ว่า มนุษย์ได้มีขึ้นมาในโลกนี้ กี่หมื่นปี หรือกี่แสนปี หรือกี่ล้านปี. พวกที่พูดพอจะเชื่อได้ ดูเหมือน จะแสดงหลักฐานไปในทางที่ว่า มนุษย์นี่เป็นสัตว์ที่มีขึ้นมา ในโลก ที่พอจะเรียกว่าคนหรือมนุษย์ได้ สัก ๒ แสนหรือ ๓ แสนปีมาเท่านั้น ไม่ถึงล้านปี.

น.449 ๗๗ พระเจ้าพระสงฆ์ ในที่นี้ ก็คือคนไม่ใช่ชาวบ้าน แล้วก็ออกไปคิดค้น และสั่งสอนเรื่องที่สูงกว่าเรื่องของ ชาวบ้าน ; ถ้าจะสอนเรื่องของชาวบ้านบ้าง ก็สอนในแง่ ที่ดีกว่า หรือแปลกออกไป. ฉะนั้น คำว่า พระเจ้าพระสงฆ์ ในที่นี้ยังไม่หมายถึงพระอริยสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ; เรียกเป็นคำกลาง ๆ ว่า พระเจ้าพระสงฆ์ ของศาสนาไหน ก็ได้. นี่ก็เป็นสิ่งหนึ่งซึ่งเราจะต้องพูดกันในวันนี้ ; เพราะ ว่าเป็นสิ่งที่ถูกเหยียดหยามหรือเขาเกลียด ด้วยเหมือนกัน เขาเกลียดพระเจ้าพระสงฆ์กันเสียแล้ว. เพื่อความเข้าใจข้อนี้ ก็ต้องทบทวนกันอีกแล้วแหละ ท่าน ทั้งหลายจะรำคาญ ก็รำคาญไปเถอะ อาตมาไม่รำคาญ ที่จะทบทวน บางเรื่องจนกว่าจะเข้าใจกันแหละ ว่าพระเจ้าพระสงฆ์นี่มัน เกิดขึ้นมา อย่างไร? เมื่อไร ? ที่ไหน ? ในคำถามเดียวกัน. พระเจ้าพระสงฆ์ก็เกิดขึ้นมา เมื่อมนุษย์รู้จักค้นหาเรื่องที่ สูงกว่าเรื่องปากเรื่องท้อง ยุคตั้งแต่แรกมนุษย์มันมีสติปัญญางอกงาม ขึ้นมา แต่ว่าจะสรุปความหมายเป็นยุค ๆ ไปดีกว่า. พระเจ้าพระสงฆ์ในยุคแรกที่สุด ก็ต้องถือว่าเขา ทำไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ. พระเจ้าพระสงฆ์ในยุคปัจจุบัน นี้อาจจะออกมาจากบ้าน มาเป็นพระเจ้าพระสงฆ์ ด้วยความ

น.450 ๗๘ คิดที่โง่และก็ได้ ด้วยความคิดที่เห็นแก่ตัว เอาเปรียบผู้อื่น มาอาศัยศาสนาหากินก็ได้ แต่ว่าในยุคแรกที่สุด ที่จะมีพระเจ้าพระสงฆ์ขึ้นมา ในโลกนั้น เขาไม่มีเจตนาทุจริตอย่างนั้นเลย ; มันเป็น ความผลักดันของสติปัญญาที่บริสุทธิ์, ให้มนุษย์บางคนมัน ออกมาจากสังคมชาวบ้าน มาคิดค้นอะไรอยู่ในที่สงบสงัด จนเกิดเป็นอาศรม เป็นอารามอะไรขึ้นมา. มนุษย์บางคน นั้น ออกมาด้วยรู้สึกอย่างไร ; ถ้าถือเอาตามพระบาลี จะ พบทั่วไปในพระไตรปิฎก ว่า เขาออกไปเพราะ ความรู้สึกที่ เป็นความสงสัยว่าอะไรเป็นกุศล, อะไรเป็นกุศล คือเป็น ความฉลาดหรือความดี ที่พอจะเรียกได้ว่าเป็นกุศล คือมัน เหนือไปกว่าความรู้ของชาวบ้านตามธรรมดา ฉะนั้น ฤๅษีคนแรก หรือคนถัดมาก็ตามใจ ออก จากบ้านเรือนไปแสวงหาว่าอะไรเป็นกุศล อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นกุศล ไปนั่งคิดนั่งนึก นั่งทดลอง อะไรกันอยู่ คนเดียวในป่า ด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์อย่างนี้ ; ไม่ออกไป เพื่อหาประโยชน์อะไรอย่างโลก ๆ แล้วไม่ได้กระทำเพื่อ หลอกลวงให้ใครบูชาเคารพนับถือ.

น.451 ๗๙ ฉะนั้น เราจึงถือว่าในยุคแรกนั้น พระเจ้าพระสงฆ์ ท่านเป็นคนบริสุทธิ์ ; แม้จะไม่มีสติปัญญามากมาย แต่ ท่านเป็นคนบริสุทธิ์, แล้ว การกระทำของท่านที่บริสุทธิ์ นั่นแหละ มัน ทำให้ท่านได้พบของมีค่าที่สุด คือความ ก้าวหน้าในทางจิตทางวิญญาณ , วิวัฒนาการทางจิตใจ ; แม้ที่เหมาะสำหรับบุคคลก็ดี เหมาะสำหรับสังคมก็ดี จน กระทั่งเกิดคำว่า พระเจ้าพระสงฆ์. ในภาษาอื่นก็เรียกอย่างอื่น ถูกแล้ว ; แต่ในภาษา ไทยเราที่ยืมมาจากภาษาอินเดียนี้ เราเรียกกันว่า พระ , ระบบ พระ ได้เกิดขึ้นแล้วในโลก คำว่า " พระ " ตัวหนังสือนี่ แปลว่า ประเสริฐ, ประเสริฐก็คือดีกว่าธรรมดา ดีกว่า ชาวบ้าน ดีกว่าคนธรรมดา ก็เรียกว่า พระ . ระบบพระ ได้เกิดขึ้นในโลกเป็นครั้งแรก ด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์ ของคนบางคน ที่ออกไปค้นคว้าหาจนพบ นี่ก็เกิดระบบพระขึ้นมา อยู่กันอย่างที่เรียกว่า อย่าง สูง อย่างสูงสุด เป็นที่เคารพบูชา, แล้วก็ต่อมาก็เป็นที่เคารพ สักการะ. คนก็แห่กันไปเคารพสักการะ สรรเสริญ ; ท่านก็เป็นอยู่สบาย สมบูรณ์ด้วยลาภสักการะ, ศิโลกะ

น.452 ๘๐ ลาภ คือว่า วัตถุสิ่งของที่ให้สำหรับยังชีวิต , สักการ ะ นั่น หมายถึงของ สิ่งที่บูชาให้ ในลักษณะเป็นการบูชา, ศิโลกะ หมายถึง เสียงสรรเสริญแซ่ซ้องสาธุการ ; นี่ก็เรียกว่า ศิโลกะ หรือโศลก. ระบบพระก็เกิดลาภสักการะ สรรเสริญ ; ที่นี้แหละ ระวังเถอะ มันจักคว่ำเพราะเหตุนี้. ลาภ สักการะ สรรเสริญ เข้าไปในที่ไหน ที่นั่นมันจะพลิกคว่ำ ดังที่ได้ แสดงแล้วในประวัติศาสตร์อันยืดยาว คือยุคถัดมา ก็เกิด คนไม่จริง หรืออลัชชีทั้งหลาย เข้าไปปนอยู่ในหมู่ของท่าน ผู้บริสุทธิ์เหล่านั้น เพราะว่าเต็มไปด้วยลาภ สักการะ ศิโลกะ. ในพุทธศาสนานี้ก็เหมือนกัน เมื่อพุทธศาสนา เกิดขึ้นเป็นปึกแผ่น สมบูรณ์ด้วยลาภสักการะแล้ว ; พวก ที่คดโกงเห็นแก่ปากแก่ท้อง ก็ปลอมบวชเป็นภิกษุเข้ามาใน พุทธศาสนาเรื่อย ๆ ๆ มากขึ้น ๆ ๆ ยิ่งยุ่งยากมากขึ้น. พอ มาถึงสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชนี่ เขามีข้อความเขียนไว้ว่า ต้องกำจัดอลัชชีเหล่านี้ออกไปเป็นจำนวนพันจำนวนหมื่น โน้น ดูเถอะ ลาภสักการะมันเป็นอย่างไร ? มันเกิดขึ้นแก่ผู้บริสุทธิ์, แล้วมันก็สร้างปัญหาให้เกิดขึ้นแก่ผู้ไม่บริสุทธิ์ ; แม้ว่ามัน

น.453 ๘๑ จะทำอันตรายผู้บริสุทธิ์ไม่ได้ ;แต่มันก็ทำอันตราย สถาบันเป็นส่วนรวมได้ ในศาสนาทั้งหลายก็เป็นอย่างนี้ เดี๋ยวนี้ก็ เกิดอลัชชี คนไม่ซื่อตรงต่อธรรมะ ต่อ อุดมคติ แทรกตัวเข้ามาอยู่ในหมู่พระ ถือเอาเป็นอาชีพ ที่ เราเรียกว่า เอาศาสนาเป็นเครื่องบังหน้าหากิน จนกระทั่ง ปราบกันไม่หวาดไหว ไม่เคยหมดสิ้น. ข้อนี้ก็น่าเห็นใจ น่ายอมแพ้ ; แต่ไม่ควรจะยอมแพ้โดยเด็ดขาด. ขอให้ ตั้งหน้าตั้งตาต่อต้าน พยายามแก้ไขปรับปรุงกันไปตามเรื่อง ; มันมีมาแล้วแต่โบราณกาล จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ ; แล้วมันก็จะ เป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องปล่อยไว้ในมือของชาวบ้าน, ในมือ ของคฤหัสถ์ ของฆราวาส ของรัฐบาล ก็สุดแท้, ไม่รู้จะ ไปปล่อยไว้ในมือของใครที่จะช่วยกันปราบอลัชชีใน ศาสนานั้น ๆ. ถ้าว่ามีการจัดการดีในศาสนาใด ในศาสนานั้นก็มี อลัชชีน้อยหาได้ยาก ; ถ้าจัดการไม่ถูกต้อง มีความโง่เขลา งมงาย อลัชชีในศาสนานั้น ก็เต็มไปหมด จนหาผู้ที่ เป็นลัชชี คือตรงกันข้ามนั้นยาก ; นี้มันก็เป็นธรรมดา

น.454 ๘๒ นี่คือยุคต่อมา คือเป็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในระบบของ พระ หรือพระเจ้าพระสงฆ์. ทีนี้ ก็มาถึงยุคปัจจุบันนี้ กำลังเป็นอย่างไร ? พูดไป ก็เสี่ยงต่อการถูกด่า ; ไม่พูดเสียเลยมันก็ไม่รู้เรื่องกัน ก็เลย พูดว่า เดี๋ยวนี้ ควรจะถือกันว่ามันมีทั้ง ๒ แบบ คือ ทั้งลัชชี และ ทั้งอลัชชี อันไหนจะมีมากก็ไปดูเอาเองบ้าง เพราะมี ตาด้วยกันทุกคน. อาตมาพูดคนเดียว มันไม่ถูก ; แต่ อยากจะพูดว่าแบบบริสุทธิ์ดั้งเดิมของพระพุทธเจ้านั้น มันชัก จะหายากขึ้น. เมื่อมีแบบที่ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ดั้งเดิม มากขึ้น ๆ : มันก็เปลี่ยนมากแล้วก็มีปัญหาเกิดขึ้น เป็น ปัญหาทางศีลธรรม. เมื่อ มีปัญหาทางศีลธรรม แล้ว ก็ไม่ต้องสงสัย มันก็ มีปัญหาทางการเมือง การปกครอง การเศรษฐกิจ อะไร ตามมาหมด. เดี๋ยวนี้มันเต็มไปด้วยคนคดโกง คอรัปชั่น ไปทุกรูปแบบของการงานในโลก ก็เพราะว่ามันเสื่อมทาง ศีลธรรม มีปัญหาทางศีลธรรม ; เพราะว่า พระเจ้าพระสงฆ์ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทางศาสนานั้นเสื่อม; แล้วคนที่มีสติ ปัญญา ก็เกลียดวัด, เกลียดศาสนา, เกลียดพระเจ้าพระสงฆ์

น.455 ๘๓ มากขึ้น ; แล้ว พระเจ้าพระสงฆ์ที่เป็นอลัชชี ก็ยิ่ง เกลียดศาสนาของตนมากขึ้น เพราะเขาหากินยากขึ้น. ฉะนั้น จึงสรุปความว่าต้องช่วยกันอีก ต้องช่วยกันหน่อย, และช่วยกันอีกในการที่จะทำให้หมดความเกลียดชังในพระเจ้า พระสงฆ์. พูดอย่างกำปั้นทุบดิน ก็พูดได้อีกแหละว่า ช่วยกันทำให้ เกิดพระเจ้าพระสงฆ์ในระบบเดิม, ระบบที่ถูกต้อง ; มันมีเท่านั้นแหละ ไม่มีอื่นแล้ว ; แต่ว่ารายละเอียดหรือการกระทำมันทำยาก. พูดรวม ๆ มันก็พูดง่าย ว่า ทำให้กลับไปสู่ระบบเดิม ของพระเจ้าพระสงฆ์ ที่ถูกต้องโดยแท้จริง ว่าพระเจ้าพระสงฆ์นี้ คืออะไร, หรือเจ้าหน้าที่ทางศาสนา สำหรับจะศึกษา และเผยแผ่พระ ศาสนา ให้เป็นประโยชน์แก่โลก. และเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด ก็อยากจะให้มีความเข้าใจถูกต้อง ในบางอย่างบางประการเพิ่มขึ้นด้วย เหมือนกัน ว่าพระเจ้าพระสงฆ์นี้ ถ้าถือตามหลักธรรมะของธรรมชาติ แล้ว ก็จะเป็นบุคคลที่มีหน้าที่สืบความรู้ทางจิตใจ. พระเจ้าพระสงฆ์นี่ไม่ใช่ผู้แทนของพระเจ้า , ไม่ใช่ เอเย่นต์หรือตัวแทนของพระเจ้า หรือของใครที่ไหน. พระเจ้า พระสงฆ์นี้ ก็ไม่ได้เป็นผู้วิเศษศักดิ์สิทธิ์ เกินธรรมชาติ; เป็นแต่ เพียงผู้ที่มีจิตใจซื่อตรง บริสุทธิ์ จะศึกษาและปฏิบัติสิ่งที่ดีที่สุด สำหรับมนุษย์, และสำหรับมนุษย์ธรรมดา ๆ ทั่ว ๆ ไป จะเข้าใจได้ จะรับเอาไปปฏิบัติได้ แล้วได้รับประโยชน์อย่างยิ่งเกินค่า; เพราะ ฉะนั้น พระเจ้าพระสงฆ์นี้ไม่ใช่กาฝากสังคม.

น.456 ๘๔ เขากล่าวหาว่าเป็นกาฝากสังคม มานานแล้ว. อาตมา ได้ยินคำนี้ ที่เขาใช้ค่าพระเจ้าพระสงฆ์ ตั้ง ๒๐-๓๐ ปีมาแล้ว ตั้งแต่ เกิดลัทธิอะไรที่แอนตี้ศาสนานี่ ; ก็จะเห็นพระเจ้าพระสงฆ์ที่เป็นกาฝาก สังคม ; นั่นก็เพราะ ไปมองที่พระเจ้าพระสงฆ์ชนิดที่ไม่ใช่พระเจ้า พระสงฆ์ คือไม่เป็นไปตามอุดมคติ ที่ถูกต้องของพระเจ้า พระสงฆ์. ที่เลยไปกว่านั้น เขาก็ มองพระเจ้าพระสงฆ์ว่า เป็น ระบบขุนนางศักดินา พระเจ้าพระสงฆ์นั่งอยู่บนพรมบนเจียม สูง มีสิ่งแวดล้อมเหมือนกับคฤหบดี มีงาช้าง มีเจียรไน มี อำนาจวาสนา มีรถยนต์ตั้งหลายคัน อย่างนี้ ; นี่มัน ไม่ใช่ เรื่องของพระเจ้าพระสงฆ์ ; ฉะนั้น อย่าเอามาด่ากันเลย. อย่าเอาอันนี้เป็นเครื่องอ้างสำหรับด่าพระเจ้าพระสงฆ์ ข้อนี้ มันไม่ใช่เรื่องของพระเจ้าพระสงฆ์ เขาด่าผิดตัวแล้ว. ถ้า เขาเกลียด เขาก็เกลียดผิดตัวแล้ว ช่วยชี้แจงให้เขาเข้าใจว่า พระเจ้าพระสงฆ์นั้น มันเป็นอย่างไรกันแน่. สรุปให้สั้นที่สุดก็ว่า พระเจ้าพระสงฆ์ เป็นผู้ เรียนรู้และปฏิบัติศาสนาสืบอายุไว้ให้คนชั้นหลัง เพื่อ โลกนี้จะไม่ว่างจากพระอรหันต์เท่านั้นเอง. พระพุทธเจ้า ท่านตรัส นะ ไม่ใช่อาตมาว่า ว่า "ถ้ายังมีการปฏิบัติชอบอยู่

น.457 ๘๕ แล้วไซร้ โลกนี้จะไม่ว่างจากพระอรหันต์" ท่านว่าอย่างนี้. นี่ พระเจ้าพระสงฆ์ก็มีหน้าที่ศึกษา ปฏิบัติสั่งสอน สืบไป ให้คนชั้นหลังยังคงมีการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ต่อไป ไม่มีที่สิ้นสุด. พูดกันอย่างต่ำที่สุด อย่างแคบที่สุดก็จะพูดว่า พระเจ้าพระสงฆ์นี่ ก็คือผู้ที่รู้จักใช้ชีวิตในบั้นปลาย ให้เป็นประโยชน์ให้มากที่สุด เพื่อมนุษย์จะได้ดื่มได้กิน ได้ชิมรสชาติของความเป็นมนุษย์ ในระดับสูงสุดก่อนแต่จะ ตาย : นี่พูดอย่างแคบที่สุด เฉพาะคนที่สุด อย่างต่ำที่สุด. พระเจ้าพระสงฆ์ ก็ยังมีส่วนที่ดีถึงขนาดนี้, คือท่านจะไม่ เกิดมาตายเปล่า เสียชาติเกิด เกิดมาทั้งทีก็ไม่ ได้รับสิ่งที่ดี ที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ ฉะนั้น เราต้องยกให้ว่า ท่านเป็นผู้ที่กระทำถูกต้อง สิ่งนี้จำเป็นที่จะต้องมีอยู่ในโลก สำหรับเป็นแบบฉบับสืบไป ตลอดอายุของโลก ดีกว่า ; แต่นี่เราจะมองให้มันกว้าง ไม่ใช่ มองแคบ ๆ เพื่อตัวคนเดียว. ต้องมองว่า ท่าน มีหน้าที่ ที่จะต้องรักษาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ ไว้ให้มนุษย์ ตามความประสงค์แห่งพระศาสดา แห่งศาสนาของตน

น.458 ๘๖ เพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชนทั้งเทวดาและมนุษย์ นั่นเอง. นี่เรียกว่า เรื่องของพระเจ้าพระสงฆ์ซึ่งกำลังถูก เกลียดชังยิ่งขึ้น. ขอร้องให้ทุกคนช่วยกันแก้ปัญหา. เป็นอันว่าในวันนี้ เราได้พูดกันถึงสิ่งที่ถูกเกลียด ๓ สิ่งด้วยกัน คือคนที่เกลียดวัด พวกไหนก็ตามเขา เกลียดวัดวาอาราม เขาเกลียดศาสนา เขาเกลียดพระเจ้า พระสงฆ์ ; โดยเหตุที่ว่าจะโทษใครก็ไม่ได้, หรือว่า วัดวา อาราม ศาสนา พระเจ้าพระสงฆ์ ที่ถูกเกลียด ทำให้ เปลี่ยนแปลง นี่ก็อย่างหนึ่ง นี้ก็เป็นส่วนที่ทำให้เขาเกลียด. แล้วทีนี้คนเหล่านั้น ก็เปลี่ยนแปลงตัวเองมากเกินไป, ไป เป็นบ่าว เป็นทาสของเนื้อหนังทางวัตถุนิยมมากเกินไป ก็ เกลียดวัดวาอาราม ศาสนา พระเจ้าพระสงฆ์, เกิดความ เกลียดขึ้นทั้งขึ้นทั้งล่อง คือทั้ง ๒ ฝ่าย ; ปัญหาจึงคารา- คาซังอยู่ในปัจจุบันนี้. และถ้าเขาเกลียดวัดในลักษณะนี้ มีอยู่แล้ว ความเลวร้ายหรืออุปัทวะ เสนียดจัญไรก็จะเกิดขึ้น แก่มนุษย์นั้นเอง; จึงขอให้ช่วยกันพิจารณา หาทางแก้ไข

น.459 ๘๗ ช่วยเหลือตามสติปัญญาสามารถ ที่จะช่วยกันได้จงทุก ๆ คนเถิด. โลกนี้มันเป็นของทุกคน ประเทศไทยนี้ก็เป็นของ คนไทยทุกคน ; ฉะนั้น ไม่ต้องมัวเกี่ยงงอนกัน ในการที่ จะทำให้มันดีขึ้น. ถ้ามองในแง่ของพุทธศาสนา ว่าพุทธ- ศาสนาเป็นของพุทธบริษัททุกคน ก็ควรจะช่วยกันให้มาก กว่านั้น, คือมากที่สุดเท่าที่จะมากได้, ให้พุทธศาสนา หรือ วัดวาอาราม, หรือพระเจ้าพระสงฆ์ยังคงอยู่ในสภาพ ที่น่า บูชากราบไหว้ตลอดไป. อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้ เพราะความสมควร แก่เวลา. ให้โอกาสแก่พระคุณเจ้าสวดคุณสาธยายบทพระธรรม ส่งเสริมกำลังใจ ในการปฏิบัติหน้าที่ของตน ๆ สืบต่อไป.

น.460 คำบรรยายในเรื่องคนเกลียดวัด ที่หินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๒๐ - ๓ - ลักษณะของคนเกลียดวัด, และหนทางรอด. ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ในวันนี้ จักบรรยายโดย หัวข้อว่า ธรรมะสำหรับคนเกลียดวัด ต่อไปตามเดิม. ส่วนในตอนที่ ๓ นี้ มีหัวข้อว่า ลักษณะของคนเกลียดวัด และหนทางรอด (ต่อ) เพราะยังมีเรื่องที่จะต้องกล่าวต่อไป ในทำนองนี้. ๘๘

น.461 ๘๙ [ทบทวนครั้งก่อน] ขอให้ท่านทั้งหลาย ทบทวนถึงใจความที่ได้บรรยายมาแล้ว ว่าเราพูดกันว่าเรื่อง ธรรมะสำหรับคนเกลียดวัด หมายความว่า มีคนเกลียดวัด คือเกลียดธรรมะ เกลียดศาสนา เกลียดพระเจ้าพระสงฆ์ เกลียดอะไรทุกอย่างที่เกี่ยวกับธรรมะ. สำหรับ คนที่เกลียดธรรมะ นั้น แบ่งเป็น ๒ พวก คือ พวก เทวดาอันธพาล หมายความว่าสมบูรณ์ไปในเรื่องกิน ในเรื่องกาม และในเรื่องเกียรติแล้ว ก็ยังเกลียดธรรมะ. พวกที่ ๒ นั้นเรียกว่า มนุษย์อันธพาล คือยังไม่สมบูรณ์ด้วยเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ แล้วก็เกลียดธรรมะ. ทั้ง ๒ พวกนี้ เกลียดธรรมะโดยเท่ากัน และ ก็มีอยู่เป็นอันมากในโลกนี้ เกรงแต่ว่าจะมีมากยิ่งขึ้นทุกที นี่จึงลองเอา มาพูดกันดู. สำหรับ การเกลียด นั้น มีอาการที่แสดงให้เห็นอยู่ โดยสรุป ได้พอเป็นเครื่องสังเกต ว่าคนเหล่านี้ เห็นว่าธรรมะนั้นเป็นข้าศึกต่อ ความเจริญ. หรือต่อความประสงค์ของตน, หรือว่าธรรมะนั้น เป็น ของครึคระล้าสมัย ใช้อะไรไม่ได้ ในสมัยนี้, หรือว่า ธรรมะให้ผล ไม่คุ้มค่า ในการที่จะลงทุนลงแรงไปปฏิบัติ. และบางพวกก็เลยเถิดไป ถึงว่า ธรรมะนี้เขามีไว้ เป็นเครื่องมือ สำหรับคนฉลาด จะเอาเปรียบ คนโง่เขลา ดังนี้เป็นต้น. คนเหล่านี้ก็มีอาการที่แสดงออกมาให้เห็น ได้ว่าเกลียดธรรมะ ทีนี้อาการเกลียดธรรมะ มีมาก จะเอามาพูดกัน คราวละเรื่อง ๒ เรื่อง ๓ เรื่อง แล้วแต่โอกาสจะอำนวย.

น.462 ๙๐ ในครั้งที่แล้วมา ก็ได้พูดโดยหัวข้อว่า เขาเกลียดวัดวาอาราม เขาเกลียดสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา และ เขาเกลียดพระเจ้าพระสงฆ์ หรือ บรรพชิตทั่ว ๆ ไป. [เริ่มบรรยายครั้งนี้] ส่วน หัวข้อที่ ๔ ในวันนี้ จะใช้คำว่า เขาเกลียด พระพุทธเจ้า. หัวข้อที่ ๕ ว่า เขาเกลียดพระธรรม, และ หัว ข้อที่ ๖ ว่า เขาเกลียดพระสงฆ์ ขอให้ท่านทั้งหลายตั้งข้อสังเกต ดูให้ดี ๆ เพื่อความเข้าใจ ; แล้วจะได้ปลดเปลื้อง ความ เข้าใจผิดอันนั้น ของตนเอง ถ้ายังมีอยู่, และจะได้ช่วยกัน ปลดเปลื้องความเข้าใจผิดของมิตรสหายที่อยู่ร่วมโลกกัน. โดยเราเชื่อว่า ถ้ามีคนเกลียดธรรมะมากขึ้นแล้ว ก็เป็น อันตรายแก่โลกนี้เอง; เพราะธรรมะเป็นเครื่องช่วย คุ้มครองโลก. แต่ว่าความจริงอันนี้มันอยู่ลึกเกินไป เรา จึงต้องค่อยดูค่อยไปกันไปตามลำดับ จนกว่าจะครบทุกเรื่อง แล้วก็จะเห็นได้เองว่า ธรรมะนั้นเป็นสิ่งคุ้มครองโลก. เราจะต้องมีความพอใจ เคารพนับถือ ประพฤติ ปฏิบัติธรรมะนั้น ให้สุดความสามารถที่จะทำได้, เพื่อ ว่าจะมีโลกอันงดงาม เป็นที่ตั้งแห่งสันติสุข และสันติภาพ ทั้งส่วนบุคคลและส่วนสังคม

น.463 ๙๑ ข้อที่ ๔. เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า. ข้อความที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า สำหรับคนเกลียด ธรรมะนั้น จะแยกเป็น ๒ ตอน คือ เขากล่าวหาพระพุทธเจ้า อย่างผิด ๆ ตามความนึกคิดของเขาเอง นี่ตอนหนึ่ง, และ อีกตอนหนึ่งก็ว่า ที่ถูกนั้นเป็นอย่างไร. ข้อแรก พระพุทธเจ้าถูกกล่าวหาว่าเป็นบุคคลสมมติ. เมื่อประมวลมาตามลำดับ สำหรับความเข้าใจผิด เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าเท่าที่ปรากฏอยู่ในโลกนี้ ก็จะต้องย้อน ไปถึงความเข้าใจผิด เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว หรือร่วม ๑๐๐ ปี มาแล้ว. เมื่อพระพุทธศาสนาได้แพร่หลายไปถึงพวกฝรั่ง ทางตะวันตก พวกนั้นได้ศึกษาข้อความในพระพุทธศาสนา ที่เราเรียกกันว่า พระไตรปิฎก ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เขา ก็รู้สึกว่า น่าประหลาด น่าอัศจรรย์ มีความถูกต้อง มีความ ไพเราะ และมีประโยชน์ แล้วมากมายเหลือประมาณ. เขา ก็เกิดความเชื่อกันขึ้นมาว่า นี้เป็นอาการประดิษฐ์ขึ้นของคน พวกหนึ่ง โดยที่พระพุทธเจ้ามิได้มีตัวจริงอยู่ในโลกนี้ คือ พระพุทธเจ้าไม่ได้เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ ที่มีตัวจริงอยู่

น.464 ๙๒ ในโลกนี้. มีคนเขียนหนังสือขึ้นหลายเล่ม มีข้อความ ทำนองนี้ แล้วก็มีคนเชื่อตามนี้ไม่น้อยเหมือนกัน ครั้นล่วงมานานพอสมควร ก็เกิด การค้นคว้า การ ศึกษาทางโบราณคดี จนทำให้คนเหล่านั้น ยอมรับว่า พระ- พุทธเจ้ามีตัวจริง เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์. นี้เป็น สิ่งแรกที่ควรจะทราบ ควรจะเอามาพิจารณาดูเป็นตัวอย่าง ; ว่าความเข้าใจผิดนี่ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร, เกิดขึ้นได้ใน ลักษณะที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ มันก็เป็นไปได้ ถ้าเป็นลัทธิบางลัทธิ พระศาสดาหรือผู้บัญญัติ พระศาสนา หรือพระเจ้าก็ตาม มีการบัญญัติขึ้นมาโดยบุคคล กลุ่มหนึ่งจริง แล้วก็สมมติคนคนหนึ่งให้เป็นผู้กล่าวผู้สอน ; เช่น คัมภีร์บางคัมภีร์ในฝ่ายศาสนาพราหมณ์ อ้างชื่อศาสดา เป็นพระเจ้าเสียโดยมาก แม้กระทั่งว่า พระพรหม พระอิศวร พระนารายณ์ ก็ถือว่าเป็นบุคคลที่ไม่ได้มีตัวจริง. พระ- นารายณ์ยังแบ่งภาคออกมา เป็นอวตารปางต่าง ๆ รวมทั้ง พระกฤษณะ ที่กล่าวไว้ในคัมภีร์ภควัตคีตา เป็นต้น ; มีความ สงสัยเกิดขึ้นได้โดยง่าย ว่าเป็นบุคคลที่มีตัวจริงหรือไม่ ?

น.465 ๙๓ ส่วนคัมภีร์พระพุทธศาสนานั้นไม่อยู่ในลักษณะ อย่างนั้น นี่เราควรจะเข้าใจเป็น ข้อแรก เกี่ยวกับ พระพุทธ- เจ้า ว่า ถูกเขากล่าวหาว่าเป็นบุคคลสมมติ, ที่บุคคลพวก หนึ่งสมมติขึ้น เพื่อจะเป็นเครื่องรองรับข้อความอันมากมาย ในพระไตรปิฎก ข้อสอง ถูกกล่าวหาว่า พระสิทธัตถะเป็นโรคจิตชนิดหนึ่ง. ทีนี้ข้อถัดไปอีก พระพุทธเจ้าถูกกล่าวหา โดย บุคคลที่เป็นนักคิดนักศึกษา หรือนักอะไรก็ตาม ทางฝ่าย ตะวันตก เช่นเดียวกันอีก ว่า พระพุทธเจ้าหรือพระสิทธัตถะ โคตมนั้น เป็นผู้มีจิตไม่สมประกอบในทางเพศ ในที่สุดก็ ต้องออกบวชอยู่ดี, และหาว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้มองในแง่ร้าย สำหรับสิ่งที่เรียกว่ากามารมณ์ ; ดังนั้นจะต้องถือว่า คำสอน ของพระองค์นั้นวิปลาศหรือผิดปกติ ; เพราะเป็นคำสอน ของคน ที่มีจิตไม่สมประกอบในทางเพศ. หนังสือทำนองนี้ ก็ถูกเขียนขึ้น แล้วก็มีคนอ่านหรือเชื่อกันไปพักหนึ่งด้วย เหมือนกัน. และบางคนที่ไม่ได้ศึกษาให้ตลอดก็ยังเชื่อ อย่างนี้อยู่จนบัดนี้ ก็ทำให้ไม่อยากจะศึกษาพระพุทธศาสนา ; แต่ว่ามีจำนวนน้อย และมีจำนวนน้อยลงทุกที.

น.466 ๙๔ แม้เรื่องนี้ก็ควรจะเป็นเรื่องที่น่าจะนำมาสนใจ และ พิจารณาดูให้ดี ว่ามันมีทางที่จะเกิดขึ้นได้ ; เพราะบุคคล เขามีความคิดนึก ที่เป็นอิสระ และ เรื่องราวในคัมภีร์ของ พระพุทธศาสนา ก็ไม่สรรเสริญในสิ่งที่เรียกว่ากามารมณ์ ซึ่งเป็นของที่เขาบูชากันนัก ; แม้ในสมัยปัจจุบันนี้ คนที่ บูชาเรื่องเพศ เรื่องกามารมณ์ก็ไม่สนใจในคำสอนของพระ- พุทธเจ้า พลอยจะเข้าไปเป็นพวก ของผู้ที่กล่าวหาว่าพระ- พุทธเจ้ามีจิตไม่สมประกอบในเรื่องทางเพศไปก็ได้. นี้ก็จะ ต้องรู้ไว้ว่า คนเกลียดวัด หรือเกลียดพระพุทธเจ้านั้น เขา มีอะไรกันบ้าง. ข้อสาม เห็นว่าพระพุทธเจ้ามีจิตวิปริตผิดธรรมดา. ทีนี้ก็ดูต่อไป บางคนได้ศึกษาประวัติของพระพุทธ- องค์แล้ว ก็ไม่เลื่อมใส มองเห็นเป็นความวิปริตทางนั้น ทางนี้ กระทั่งว่าความวิปริตในทางจิตใจ ; เช่นว่า พระ- พุทธเจ้านี้ อะไร ๆ ก็กลางดินทั้งนั้น แล้ว จะไปสอน คนที่อยู่บนเรือน หรือบนวิมานได้อย่างไร. ลองคิดดูว่า พระพุทธเจ้าประสูติกลางดิน ตรัสรู้ กลางดิน นิพพานกลางดิน สอนอยู่กลางดิน อะไร ๆ ก็

น.467 ๙๕ กลางดิน จะมีจิตใจเป็นอย่างไร ; แล้วจะไปสอนคนที่จะอยู่ บนเรือน บนห้อง บนหอ ให้ถูกต้องได้อย่างไร. เขา ระแวงสงสัย ในความไม่เหมาะสม หรือความเหมาะสม ที่ จะเป็นผู้สั่งสอนคนที่ต้องการความเจริญ หรือเป็นอยู่ชนิดที่ เรียกว่าเจริญหรือก้าวหน้า. ความข้อนี้ ก็เลยไปถึงข้อที่ว่า ถ้าไปปฏิบัติตามคำ- สอนของพระพุทธเจ้าแล้ว มนุษย์ก็จะพลาดจากสิ่งสูงสุด คือรสของกามารมณ์นั้นเอง, หรือรสอันเกี่ยวกับโลกิยธรรม ทั้งหลายทั้งปวง ; ก็จะไม่มีวันจะพบปะกันได้เลย ; จึง ชักชวนกันที่จะคัดค้านคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ข้อสี่ เขากล่าวหาว่า ดีแต่ทำให้คนเป็นหม้าย. ทีนี้ก็มีเรื่องบางเรื่อง ที่แสดงให้เห็นอยู่แล้ว แม้ ในพระคัมภีร์นั้นเอง เมื่อพระพุทธองค์ได้ประกาศพระศาสนา ประสบความสำเร็จ มีคนออกบวชตามกันมาก ก็ถูกคำ ปรามาสคือ คำด่า : ผู้หญิงเขาโกรธ, เขาด่าว่า พระ- พุทธเจ้ามีแต่เรื่องทำให้ผู้หญิงเป็นหม้าย, หรือถ้าผู้ชาย มีบ้าง ก็หาว่าทำให้ผู้ชายเป็นหม้าย ; เพราะว่าภรรยาหรือ สามีออกไปบวชกันเสียจำนวนหนึ่ง เลยถูกประณามว่าดีแต่ ทำให้คนเป็นหม้าย.

น.468 ๙๖ คนพวกนี้ก็ต้องเกลียดวัด เกลียดศาสนาอย่างเต็มที่. เขาช่างไม่มองเห็นเสียเลย ว่าคำสั่งสอนของพระองค์นั้น มี ประโยชน์อย่างไร ; ข้อนี้ก็ยังมีสืบมาจนถึงบัดนี้ สำหรับผู้ ที่ไม่เข้าใจ เพราะ เขารู้จักแต่เรื่องวัตถุ เรื่องเนื้อเรื่องหนัง โดยส่วนเดียว. ข้อห้า กล่าวหาว่า พระองค์มีวิธีการชวนเชื่อ. บางพวกก็เข้าใจผิดเตลิดไปถึงว่า พระพุทธเจ้าท่าน มีวิธีการชวนเชื่อ เกลี้ยกล่อมชักจูงให้คนบวช. ถ้าพูดให้ ตรง ๆ ก็พูดว่ามีอุบายล่อลวงให้คนบวช คำกล่าวข้อนี้เป็น คำพูดที่ปราศจากความจริง. ถ้าพูดตรง ๆ ก็ว่ามันเป็นคำ โกหกอย่างหลับตาโกหก เขาคิดคะเนเอาเอง. พระพุทธเจ้า ไม่ได้มีการกระทำ ชนิดที่เป็นการชวนเชื่อหรือหลอกลวง ให้คนไปบวช ; มีแต่การแสดงธรรมตามสมควรแก่บุคคล แก่กาละเทศะ แล้วคนเขาก็ไปบวชเอง. เหตุการณ์ในปัจจุบันนี้ก็ยังมีผู้เข้าใจว่า วัดวาอาราม นี่มีการชวนเชื่อให้คนบวช ถึงขนาดที่จะเรียกว่าล่อลวงก็ได้. นี่เป็นการพูดอย่างไม่มีความจริง. อาตมาเองก็เคยถูกกล่าว หาอย่างนี้ ; แต่ที่เอามาพูดนี้ ไม่ใช่พูด เพราะจะโต้ตอบ

น.469 ๙๗ พูดเพื่อให้รู้ว่า ความจริงนั้นเราไม่ได้มีความตั้งใจ เจตนา หรือแผนการใด ๆ ที่จะดึงคนเข้ามาบวช. หลอกลวงคน ให้เข้ามาบวช, แต่ข้อนี้รับรองไม่ได้ สำหรับสมภารบางองค์ บางวัด รับรองไม่ได้ ; แต่สำหรับอาตมาแล้ว ก็ขอยืนยันว่า ไม่เคยกระทำและไม่ยอมทำ ; มีแต่จะผัดเพี้ยนว่า รอไว้ ก่อน, รอไว้ก่อน, แม้คนจะมาขอบวช ก็ว่ารอไว้ก่อน, รอ ไว้ก่อน หลายครั้งหลายหนจนไม่ได้บวช จะได้บวชกันสักที มันก็ต้องมีความเหมาะสมจริง ๆ. ข้อหก กล่าวหาว่าพระองค์ มีแผนการล่อลวงให้คนมาบวช. และมีบางคนกล่าวหาว่า มีการหลอกด้วยแผนการ ที่ทำให้คนหนุ่มหรือคนสาวออกบวช, หรือว่าจะชักชวน คนแก่ให้ออกบวช ให้อยู่วัด ให้ทิ้งลูกทิ้งหลานตาดำ ๆ. อาตมาก็เคยถูกกล่าวหาในลักษณะที่เรียกว่าเป็นการ ถูกด่า ; แต่มันก็เป็นเรื่องน่าหัวเราะอย่างยิ่ง คือเขา สันนิษฐานเอาเองว่า อาตมาจะต้องทำอย่างนั้นแน่ ก็เลย ถูกด่าด้วยนักสันนิษฐาน. เราไม่เคยชวนคนแก่ให้ทิ้งลูก ทิ้งหลานออกบวช ; กลับจะคัดค้านคนแก่ทำนองนั้น หรือ

น.470 ๙๘ ว่าคนหนุ่มคนสาวก็ตาม ที่มีจิตฟุ้งซ่าน พลุ่งพล่าน อะไร ๆ ก็จะออกบวช มันเหมือนกับคนบ้า นี่จะเอาเข้ามาทำไม บางคนเขาว่าลูกหลานของเขาน่ารัก น่าเอ็นดู เขา จะทิ้งไปบวชเสียได้อย่างไร ; นั่นเขาว่าเอาเอง. เราไม่ได้ต้อง การให้คนเหล่านั้นทิ้งลูกทิ้งหลานมาบวช. ข้อนี้พูดเพื่อให้ เห็นว่า พระพุทธองค์ก็ทรงถูกกล่าวหาในทำนองนี้ ; แม้ คนที่เป็นสาวกรับใช้พระพุทธองค์ก็ยังถูกกล่าวหาอย่างนี้ ข้อเจ็ด ว่าพระพุทธเจ้ามีเรื่องปาฏิหาริย์เหลือเชื่อ ทีนี้จะดูต่อไปถึงข้อกล่าวหาอย่างอื่นอีก คนบางพวก ก็หาว่า พระพุทธเจ้าประกอบไปด้วยปาฏิหาริย์เหลือเชื่อ ปาฏิหาริย์ที่เหลวไหล ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้อย่างนั้น ; มันสมกันแล้วกับที่จะกล่าวว่า พระพุทธเจ้าเป็นบุคคลใน นิยายสมมติ. มิได้มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ ของมนุษย์. ข้อนี้จะต้องพูดกันทีหลัง ว่าทำไมพระพุทธองค์จึงเป็นบุคคล ที่มีปาฏิหาริย์ต่าง ๆ แวดล้อม. บางพวกบางคนกล่าวหาว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดงข้อปฏิบัติ ที่พระองค์เองก็ปฏิบัติไม่ได้ หรือไม่ได้ปฏิบัติ สมกันแล้วกับที่จะเป็นบุคคลในนิยายสมมติ ดังนี้.

น.471 ๙๙ นี่เป็นตัวอย่างที่เพียงพอแล้ว ที่เราจะเห็นได้ว่า แม้พระพุทธเจ้าก็ยังเป็นที่ตั้งของความจงเกลียดจงชัง ของ คนที่เกลียดธรรมะโดยเจตนาหรือโดยไม่เจตนา. ข้อที่เป็นจริงเกี่ยวกับความถูกกล่าวหา. ทีนี้ ก็จะกล่าวถึงฝ่ายที่ตรงกันข้าม ที่แล้วมาเป็น ข้อถูกหา. ทีนี้ข้อที่ถูกที่จริงนั้น มันเป็นอย่างไร ? สำหรับ ข้อแรก ก็จะต้องพูดถึงข้อที่ว่า พระพุทธองค์นั้น มีตัวจริง คือเป็นบุคคลจริง, ที่ได้เกิดมาในโลกนี้จริงใน ประวัติศาสตร์, ไม่เหมือนกับชื่อของศาสดาบางองค์ และ มากองค์ ที่จะเป็นเพียงบุคคลในการสมมติ. เมื่อพวกฝรั่ง เขาไม่ยอมรับว่าพระพุทธองค์มีตัวจริง เขาจะพูดกันไปตาม ความรู้สึก ต่อมาก็พวกฝรั่งด้วยกันเอง ที่เป็นนักโบราณคดี ที่มีความรู้ ความสามารถ เป็นที่ยอมรับในระดับโลก อย่าง คัมมิงแฮม หรือ จอห์นมาแชล ซึ่งเป็นพวกที่มีชื่อเสียงที่สุด ในการขุดค้นโบราณสถานในประเทศอินเดีย จนพบที่ประสูติ ที่ตรัสรู้ ที่แสดงธัมมจักก์ ที่ปรินิพพาน ที่อะไรต่าง ๆ จน พวกฝรั่งด้วยกันยอมรับ.

น.472 ๑๐๐ และ ที่สำคัญที่สุด นั้นก็คือ พวกศิลาจารึกทั้งหลาย ของพระเจ้าอโศก. ข้อนี้ควรจะสำนึกไว้ในใจด้วยว่า ถ้า ไม่ได้ศิลาจารึกของพระเจ้าอโศกแล้ว คงจะพูดกันลำบาก ที่จะให้พวกฝรั่งเขายอมรับว่า พระพุทธเจ้าเป็นบุคคลจริง ที่มีตัวจริงอยู่ในประวัติศาสตร์. พุทธบริษัทควรจะนึกถึง บุญคุณของพระเจ้าอโศกเป็นพิเศษ แล้วก็ไปหาเรื่องราวมา ศึกษาดูเอาเอง สรุปความว่า เดี๋ยวนี้ไม่มีใครค้านแล้ว ; ใน บรรดาพวกฝรั่งที่จัดตัวเองว่าเป็นคนเจ้าปัญญา. ถ้าค้าน ก็หมายความว่า เป็นคนไม่ยอมรับรู้เรื่องอะไร, ไม่ศึกษา เรื่องอะไรกันเสียเลย ; ถือเอาตามความคิดเห็นของตัว อย่างเดียว. ข้อเท็จจริงเรื่องพระพุทธเจ้ามีมาก. ทีนี้ ปัญหามีต่อไปที่จะต้องหยิบขึ้นมาพิจารณา เพราะ ว่าจะมีคนถามขึ้นมาว่า พระพุทธเจ้าอีกหลายองค์ พระ- พุทธเจ้า ๗ องค์ ๒๘ พระองค์ อะไรก็ตาม. พระพุทธเจ้า เหล่านั้น นอกจากพระพุทธเจ้าองค์นี้ เป็นบุคคลที่มีอยู่ ในประวัติศาสตร์จริงหรือไม่ ? ถ้าถูกถามอย่างนี้ อาตมา

น.473 ๑๐๑ ขอร้องว่า ท่านทั้งหลาย จงอย่าได้ตอบยืนยันอะไรลงไป โดยส่วนเดียว ; เพียงแต่ ตอบว่า พระพุทธเจ้าองค์อื่น ๆ นั้น จะเป็นบุคคลที่สมมติกันเรียก, หรือเป็นบุคคลที่มี ตัวจริง ก็ไม่เป็นไร. เรามา ถือเอาหลักเกณฑ์ อันหนึ่งว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าเหล่านั้นทุกพระองค์ ก็เหมือน กับคำสอนของพระพุทธเจ้าพระองค์นี้, คือพระสมณ- โคดม. เมื่อคำสอนของพระสมณโคดมพิสูจน์ความถูกต้อง ความมีประโยชน์ถึงที่สุดแล้ว ; คำสอนของพระพุทธเจ้า องค์อื่นก็เป็นที่ยอมรับได้. ฉะนั้น อย่ามัวไปเถียงกันให้ เสียเวลา ในข้อที่ว่า พระพุทธเจ้าองค์อื่น ๆ เล่า เป็นบุคคล มีตัวจริงในประวัติศาสตร์หรือหาไม่ ? ทีนี้ ธรรมะที่จะสอนกับพวกเกลียดวัด ต่อไป ก็มีว่า ขอให้ท่านทั้งหลายทราบว่า พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ท่านไม่ได้สอนให้เชื่อบุคคล, แม้เชื่อพระพุทธเจ้านั่นเอง. ข้อนี้จงไปศึกษาเรื่องอย่าง กาลามสูตร เป็นต้น ที่พระพุทธ องค์ตรัสวิธีการที่จะเชื่ออะไรนั้น มีอยู่ถึงกับว่า ไม่ต้องเชื่อ แม้แต่สมณะนี้เป็นครูของเรา, ไม่ต้องเชื่อแม้แต่ว่ามีอยู่ใน ปิฎก ; ก็แปลว่า ไม่ได้ฝากไว้กับหลักฐานภายนอก ; แต่

น.474 ๑๐๒ ฝากไว้กับหลักฐานในภายใน, คือให้พยายามศึกษาพิสูจน์ดู ด้วยตนเองว่า คำสอนคำกล่าวนั้น ๆ มันดับทุกข์ ได้จริง หรือไม่ ; ถ้าดับทุกข์ได้จริง ประจักษ์อยู่แก่ใจแล้ว ก็พึง รับเอาเถิด ใครจะพูดขึ้นนั้นไม่สำคัญ. ส่วนที่ว่า มีอยู่ในพระไตรปิฎกหรือไม่ ก็ไม่ สำคัญ เพราะว่า พระไตรปิฎกนั้นใครเขียนขึ้นก็ได้, ใคร ชักออกเสียบ้างก็ได้, ใครเพิ่มเติม เข้าไปใหม่อีกก็ได้, จึงไม่มีการถือหลักว่า เชื่อบุคคล หรือว่าเชื่อหลักฐานที่มีอยู่ ในพระไตรปิฎก ; หากแต่ว่าให้เชื่อการพิสูจน์ตัวคำสอน นั้น ๆ ว่าดับทุกข์ได้หรือไม่ ประจักษ์อยู่ด้วยการกระทำของ บุคคล ผู้ประพฤติพระธรรมนั้นเอง. นี้ก็เป็นอันว่า เรื่องพระพุทธเจ้าเป็นบุคคลตัวจริง ในประวัติศาสตร์หรือไม่นั้น ก็เป็นอันยกเลิกไป ; มา เอา พระพุทธเจ้าที่จริงกว่านั้นคือตัวธรรม นั่นแหละ ว่า เป็น องค์พระพุทธเจ้า. นี้ก็คือที่ พระพุทธองค์ตรัสว่า ผู้ใด เห็นธรรมะ ผู้นั้นเห็นตถาคต, ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นก็เห็น ธรรมะ. บุคคลที่มีเนื้อหนังอย่างมนุษย์นั้นไม่สำคัญ ; แต่ ตัวธรรมะแท้ ๆ นั้น เป็นตัวพระพุทธเจ้า.

น.475 ๑๐๓ ข้อเท็จจริงในเรื่องปาฏิหาริย์. ทีนี้ ก็มาถึงเรื่องปาฏิหาริย์ต่าง ๆ เราจะบอกพวก คนเกลียดวัดเหล่านั้นว่า เรื่องปาฏิหาริย์นั้นมีข้อเท็จจริง ที่แฝงอยู่หลายอย่างหลายประการ. อย่างต่ำที่สุด ก็พูดได้ว่า เรื่องปาฏิหาริย์นี้ ผู้ หวังดีต่อพระศาสนา หรือต่อพระพุทธเจ้า เขาได้ ช่วยกัน สร้างขึ้นให้เหมาะสมสำหรับคนในยุคหนึ่ง ในถิ่นหนึ่ง ซึ่งเหมาะสำหรับจะเชื่อปาฏิหาริย์ ; เขาก็เชื่อพระพุทธเจ้า อย่างมีปาฏิหาริย์, แล้วเขาก็ ประพฤติปฏิบัติธรรมะ ตามคำ สั่งสอนนั้น ดับทุกข์ ได้แล้ว ก็เป็นอันว่าพ้นกันไป ไม่ต้อง มามัวพิสูจน์ปาฏิหาริย์อยู่. แต่ว่าโดยข้อเท็จจริง ที่ลึกไปกว่านั้น ก็คือว่า คำกล่าวที่กล่าวไว้ ในรูปของปาฏิหาริย์ทั้งหลายนั้น ต้องตี ความ, เป็นสิ่งที่ต้องตีความ, ต้องแปลความ ; เช่น ปาฏิหาริย์ เมื่อมีการจุติลงมาจากเทวโลกก็ดี เข้าอยู่ในครรภ์ ก็ดี การคลอดก็ดี เรื่อยไป ๆ จนตลอดพระชนม์ชีพของ พระพุทธเจ้านั้น เป็นสิ่งที่ต้องตีความ.

น.476 ๑๐๔ มีความจำเป็นหลายอย่าง ที่จะต้องกล่าวไว้ใน รูปของปาฏิหาริย์ ; เช่นว่า สมัยนั้น ไม่มีหนังสือที่จะจด จะบันทึก มันต้องฝากไว้กับความจำ หรือการกล่าวด้วยปาก สำหรับคน แม้ที่ไม่มีการศึกษา ; ฉะนั้น จึงต้องพูดไว้ใน รูปของปาฏิหาริย์ คือ เป็นเรื่องที่จำได้โดยง่าย พระพุทธองค์ประสูติแล้วเทวดารับก่อน แล้วมนุษย์ จึงรับ นี้ทำไมไม่ลองตีความดู ? ทำไมปล่อยตัวหนังสือทิ้ง ค้างไว้เฉย ๆ ? ทำไมเทวดารับก่อน แล้วมนุษย์รับ ? นี่ยก ตัวอย่างข้อนี้มา ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่า พระพุทธเจ้าทรง อุบัติบังเกิดขึ้นมา ในลักษณะผู้มีปัญญา หรือว่ามีความรู้ สูงสุด. ท่านประสบความสำเร็จในการที่จะทำให้พวก เทวดา : พวกที่มีการศึกษา หรือคนชั้นสูง เข้าใจและ ยอมรับพระธรรม แล้วจึงมาสอนแก่คนชั้นต่ำ ; ซึ่งเรา ก็รู้อยู่ดีว่า จะต้องโปรดชฎิลก่อน ในบรรดานักบวชทั้งหลาย, แล้วต้องไปโปรดพระเจ้าพิมพิสารก่อน ซึ่งเป็นมหากษัตริย์ ระดับสูงสุดแห่งยุคนั้น ในที่นั้น อย่างนี้เป็นต้น. แล้ว มันก็ง่าย ที่ชาวบ้าน ชาวนาทั้งหลายจะพลอยรับเอา. นี่คือ ความหมายที่ว่า ต้องมีเทวดารับก่อน แล้วมนุษย์จึงจะรับ ทีหลัง.

น.477 ๑๐๕ ปาฏิหาริย์ทุกข้อ จะตีความหมายอย่างนี้ได้ ทั้งนั้น; แต่ถ้าท่านไม่อยากจะตีความหมายอย่างนี้ จะให้ คงไว้ตามข้อความนั้นก็ได้เหมือนกัน, ยังมีประโยชน์สำหรับ คนประเภทหนึ่ง ซึ่งเขาจะต้องเชื่อถือกันอย่างนั้น, แล้วก็ เป็นคำที่จำง่าย ๆ. เล่ากันให้พังได้ง่าย ๆ แม้แต่พวกเด็ก ๆ เล็ก ๆ มันก็จำได้ ; เพราะการกล่าวไว้ในรูปของปาฏิหาริย์ที่ น่าสนใจ. อีกทางหนึ่ง ก็อยากจะเอามาพูดสักหน่อย แม้จะ รบกวนเวลามากไป คือมัน เป็นเรื่องทางโบราณคดี. เมื่อ เขาจารึกเหตุการณ์เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า นี้ยังไม่เขียนหนังสือ เพราะยังไม่มีหนังสือใช้ : ต้องทำภาพสลัก. ทีนี้การทำ ภาพสลักนี้ มัน สลักเป็นรูปความคิดไม่ได้ จะต้องแปลง ออกมาเป็นรูปธรรม. เช่นว่า พระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นดาวดึงส์ ก็ต้องทำเป็นรูปธรรม มีบรรไดลงมาจากสวรรค์ ขึ้นไปสวรรค์ อย่างนี้, หรือว่า จะสลักเรื่องราวเกี่ยวกับกิเลส ซึ่งเป็น นามธรรม ก็ทำไม่ได้ ก็ต้องทำให้เป็นภาพพจน์ขึ้นมาว่า เป็นยักษ์เป็นมาร รูปร่างหน้าตาอย่างนั้น, อย่างนั้น ขี่ช้าง ขี่ม้า มาผจญพระพุทธเจ้า. นี่มันมีความจำเป็นเกี่ยวกับ

น.478 ๑๐๖ การจารึกเรื่องราว ด้วยการสลักลงไปในภาพ เพราะไม่มี หนังสือใช้. เรื่องปาฏิหาริย์ก็เลยไม่เป็นเรื่องที่เสียหายอะไร ถ้าคนรู้จักใช้ ; แต่สำหรับเรื่องชั้นหลัง ที่คนชั้นหลังเพิ่ม เข้าไปนี้ ต้องให้อภัยกันบ้าง ; เพราะว่ามีคนชั้นหลังต่อมา ที่หวังดีในพระศาสนา หรือต่อพระพุทธองค์มากเกินไป เขาก็ เพิ่มปาฏิหาริย์ให้หนักขึ้น, เป็นปาฏิหาริย์ชั้นหลัง ๆ ไม่มีใน พระบาลี ; อย่างนี้ก็มีอยู่พวกหนึ่ง ไม่ต้องไปเกี่ยวข้องก็ได้ ; ถ้าเกี่ยวข้องก็ต้องรู้จักความจริง ว่ามันมีเหตุผลอย่างนี้. ปาฏิหาริย์ชนิดนี้มีด้วยกันทุกศาสนา, ไม่เฉพาะ พระพุทธศาสนา, ไม่เฉพาะที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า; ที่ เกี่ยวกับพระศาสดาแห่งศาสนาอื่น ๆ ก็มีด้วยกันทั้งนั้น. นี่ เพื่อความหวังที่ดี แก่บุคคลที่นับถือศาสนานั้น ๆ ในกาล สุดท้ายภายหลัง หรือว่าในถิ่นที่ยังชอบปาฏิหาริย์อยู่ ถ้าเข้าใจ อย่างนี้ เขาก็ไม่เกลียดเรื่องที่เกี่ยวกับปาฏิหาริย์ ของพระ ศาสดาของทุกศาสนา. ทีนี้ ก็ควรจะบอกกันให้ทราบ โดยเฉพาะคนเกลียด ธรรมะ เกลียดวัด เกลียดพระพุทธเจ้า ; ว่า พระพุทธเจ้า

น.479 ๑๐๗ นั้น ขอให้ยอมรับว่า มีอยู่หลาย ๆ รูปแบบ จะต้องเข้าใจ พระพุทธเจ้าในทุกรูปแบบ ว่าทำไมจะต้องมี, และมีเพื่อ อะไร. ที่ว่าพระพุทธเจ้าหลายรูปแบบนี้ อย่างน้อยก็สัก ๓ รูปแบบ :- เช่น พระพุทธเจ้ากายเนื้อ มีเนื้อมีหนัง มีขันธ์ ๕ มีอะไรอย่างบุคคลธรรมดาสามัญทั่วไป นี้ก็เป็นพระพุทธเจ้า ในรูปแบบของกายเนื้อ. พระพุทธเจ้าอีกรูปแบบหนึ่ง ก็คือ อยู่ในรูปของ กายธรรมะ คือพระธรรม; เรียกว่า กายธรรม อย่างที่ ตรัสว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา, ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้น เห็นธรรม. ผู้ใดเห็นแต่เพียงกายเนื้อคือเนื้อหนัง จะมา จับต้องที่เนื้อที่หนัง ก็ยังไม่ชื่อว่าเห็นเรา" อย่างนี้. เมื่อพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ ก็ ยังมีทั้ง กายเนื้อและกายธรรม ; เราจะต้องเข้าใจพระพุทธเจ้าให้ถูก ต้อง. ครั้นพระพุทธองค์ล่วงลับไปแล้วโดยกายเนื้อ; กาย ธรรมก็ยังอยู่, พระพุทธเจ้าที่เรียกว่าเป็นธรรมกาย หรือ กายธรรมก็ยังอยู่ ; แต่เห็นด้วยตาไม่ได้. คนโง่จับฉวย ไม่ได้ ก็จะเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าสูญหายไปแล้ว.

น.480 ๑๐๘ เขาจึง จัดให้มีสัญญลักษณ์ของพระพุทธเจ้า หรือ สิ่งแทนกายเนื้อของพระองค์ เช่นว่า พระสารีริกธาตุ เป็นต้น ก็อยู่แทนกายเนื้อของพระองค์ สัญญลักษณ์อื่น ๆ เช่น พระพุทธรูป เป็นต้น ก็เป็นสัญญลักษณ์ที่ทำให้มีมากขึ้น เพิ่มขึ้น ๆ ให้มันครบแก่ฐานะพื้นเพจิตใจของคนทุก ๆ ชั้น ทุก ๆ ประเภท. ถ้าให้พูดตรง ๆ ก็พูดได้เลยว่า. เดี๋ยวนี้คนชอบ พระพุทธเจ้าชนิดสัญญลักษณ์กันแทบทั้งนั้น : เครื่องจักร ผลิตพระเครื่องก็ยังทำแทบไม่ทัน, เราไม่รู้ว่าพระเครื่อง ที่ ถูกบั้น ถูกผลิตขึ้นมาแล้วกี่ร้อยล้าน กี่พันล้าน. คนมา ติดสัญญลักษณ์ มากกว่าที่จะไปติดตัวจริง ; เพราะว่าตัวจริง มันยาก, จะเข้าใจถึงธรรมกายหรือกายธรรมนี้ มันยากก็เลย มาติดกันที่ตรง สัญญลักษณ์ ซึ่งก็ถือได้เหมือนกันว่า เป็นพระพุทธเจ้าในรูปแบบหนึ่ง. นี่เรายกตัวอย่างมาพิจารณากันว่า พระพุทธเจ้าที่ เป็นกายเนื้อ เหมือนคนทั่วไปก็มี, พระพุทธเจ้าที่เป็นกายธรรม ธรรมะ นามธรรม นี้ก็มี. พระพุทธเจ้าที่เป็นเพียงสัญญลักษณ์ อันแสนจะมากมายในโลกนี้ ในเวลานี้ก็มี.

น.481 ๑๐๙ ถ้าเขาเข้าใจพระพุทธเจ้าทุกรูปแบบแล้ว ก็พอเข้าใจ ได้ว่า พระพุทธเจ้าในรูปแบบไหนที่ควรจะสนใจ, เป็นสิ่งที่ จำเป็นที่คนเราจะต้องมี คือ ต้องมีพระพุทธเจ้าสำหรับเป็น ที่พึ่งทำความดับทุกข์. ในที่สุด เราจะบอกเขาว่า ท่านไม่ควรจะโง่มากใน ข้อที่ว่า ท่านเองก็มีความเป็นพระพุทธเจ้าในระดับหนึ่งได้ เหมือนกัน. ข้อนี้หมายความว่า เราจะให้มนุษย์ทุกคน มีส่วนที่จะเป็นพระพุทธเจ้า ในระดับหนึ่ง, ในระดับที่ ต่ำต้อย คือ สามารถจะรู้เรื่องความทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ทางให้ถึงความดับทุกข์ได้ในระดับของตน ; เพราะว่าคนทุกคน มีสิ่งที่เรียกว่าสติปัญญา หรือโพธิเป็น เชื้อแห่งความรู้ ที่จะทำให้รู้อย่างเดียวกัน กับที่พระพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสรู้ : อย่างนี้ก็เรียกว่า เชื้อแห่งความเป็น พระพุทธเจ้า ฉะนั้น ทุกคนก็มีเชื้ออันนี้ ที่เรียกว่า โพธิ ; ถ้าเขา พัฒนามันให้ดี รดน้ำพรวนดินมันให้ดี โพธินี้มันก็ จะเบิกบาน เป็นการรู้เพียงพอที่จะกล่าวได้ว่า เขา ก็เป็น พุทธบุคคลคนหนึ่ง ในระดับใดระดับหนึ่ง; ไม่ต้องถึง

น.482 ๑๑๐ เป็นพระโสดาบัน หรือสกิทาคามี อนาคามี อะไรก็ได้ แม้ ต่ำกว่านั้น. แต่เขาก็เป็นคนที่มีความรู้ : เริ่มจะรู้ว่าอะไร เป็นอะไร ; นี้ก็พอจะกล่าวได้ว่า เขาเป็นพระพุทธเจ้า ชนิดหนึ่ง ในระดับหนึ่ง. เขาอย่าโง่มาก จนถึงกับมองข้าม ข้อเท็จจริงอันนี้เสีย. ทั้งหมดนี้ เอามาพูดกัน ให้เข้าใจไว้ สำหรับ จะพูดกับคนที่เกลียดวัด พอเป็นตัวอย่าง ว่าเขาเกลียด พระพุทธเจ้า เกลียดกระทั่งคำว่า พระพุทธเจ้า : เพียงสัก ว่าได้ยินเท่านั้น ก็เกลียดเสียแล้วก็มี, หรือว่ามาอ่านเรื่องราว เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าเข้า เข้าใจผิด เกลียดเสียก็มี, หรือว่ามี กิเลสมากเกินไป ได้ยินเรื่องราวที่ตรงกันข้าม หรือเป็นข้าศึก ต่อกิเลสของตนแล้ว ก็เกลียดเรื่องนั้น ๆ เสียก็มี. คนเกลียด วัดมีลักษณะอย่างนี้; แล้วหนทางรอดตัวของเขา ก็มีอยู่ใน ลักษณะอย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า .... .... .... ....

น.483 ๑๑๑ ข้อที่ ๕. เกี่ยวกับพระธรรม. ทีนี้ เราก็มาถึง เรื่องของพระธรรม หรือ พระ- ธรรมเจ้า. พระธรรม ที่ถูกเข้าใจผิด, ถูกกล่าวหาอย่างผิด ๆ ในเวลานี้. พระธรรมถูกกล่าวหาเป็นยาเสพติด. ที่ควรจะพูดถึงเป็น เรื่องแรก ที่สุด ก็คือว่า เขา กล่าวหาว่าพระธรรมในนามของพระศาสนานี้ ว่า เป็นยา เสพติด, ศาสนาเป็นยาเสพติด ธรรมะเป็นยาเสพติด. และ เขาพูดกันว่าคำกล่าวนี้มีมูลมาจากพวกคอมมูนิสต์ ที่ ต้องการจะทำลายพระศาสนา; แล้วก็ มีคนที่ยอมรับ หรือ ยอมฟังอย่างนั้นกันมากขึ้น ; แล้วก็น่าสงสาร พวกลูกเด็ก ๆ วัยรุ่น ไม่รู้จักศาสนา ก็พลอยเชื่ออย่างนั้น เข้าใจอย่างนั้น เพราะมันเข้ากันได้กับความคิดความเห็น อันวิปลาศของคน วัยรุ่น. คนวัยรุ่นต้องการก้าวหน้าอย่างบ้าขึ้น, ต้องการ ตามใจตัวเองอย่างไม่มีขอบเขต ; เมื่อได้ยิน ได้ฟังเรื่อง ศาสนา : ให้หยุด ให้บังคับตัว ให้อยู่ในร่องในรอย, ฝืน

น.484 ๑๑๒ ความรู้สึกของตน เขา ก็พลอยเห็นด้วย กับพวกที่มายุยงเขา ว่า "ศาสนาน่ะคือยาเสพติดนะ แกระวังให้ดี". เด็กวัยรุ่น หลายคนมาถามอาตมาถึงเรื่องนี้ ก็แสดงว่าเขาอยากจะเชื่อ อย่างนั้น. นี่เป็น ข้อแรก ที่จะต้องเอามาบอกกล่าวกันให้รู้ว่า พระธรรมกำลังถูกกล่าวหาว่าเป็นยาเสพติด ให้คนติด, แล้วก็ จะเป็นเหมือนกับคนตายด้าน ไม่มีความก้าวหน้า ไม่เหมาะสม สำหรับจะเจริญในโลกปัจจุบัน. หาว่าพระธรรมเป็นเรื่องแกล้งบัญญัติกันขึ้น. ทีนี้ ดูต่อไป มันก็จะพบสิ่งที่มันเนื่องกัน หรือ มูลเหตุที่มันเกี่ยวพันกัน. คนที่เป็นเจ้าปัญญา แต่เป็น ปัญญาเฉโก คือไม่ใช่ปัญญาจริง ในโลกนี้มีมาก ; เมื่อไม่ได้ ศึกษาสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ หรือศาสนาอย่างถูกต้อง ความคิด ของเขาก็น้อมไปในทางที่จะเห็นว่า ธรรมะ หรือ ศาสนา นั้น เป็นสิ่งที่คนพวกหนึ่งเขาบัญญัติ, แกล้งบัญญัติเหมือน อย่างที่เรียกว่า (make up) เป็นการแกล้งบัญญัติ แกล้งทำ กันมากเกินไป.

น.485 ๑๑๓ เขาทำขึ้นมานี้ก็เพื่อจะปลอบใจคนขลาด คนโง่ ไปวันหนึ่งๆ, คือคนมีความขลาด เรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย เรื่องความทุกข์ อะไรก็ตาม ; เขาก็ใช้สิ่งเหล่านี้เป็น เครื่องปลอบใจคนโง่เหล่านั้นไป วันหนึ่ง ๆ ให้มันพ้นไป ทีหนึ่ง ๆ: หรือแม้จะพูดว่าเป็นการแก้ปัญหา มันก็เป็น การแก้ปัญหาของคนโง่. เขาจัดสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะหรือ ศาสนาไว้ในลักษณะอย่างนี้ ก็แปลว่า เขาเป็นคนฉลาด เลิศลอย ไม่ต้องอาศัยสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ หรือศาสนา. ทีนี้ คนที่เห็นแก่ตัว หรืออันธพาล หรือเกเร มากไปกว่านั้นอีก ก็กล่าวโผล่ขึ้นมาว่า ศาสนานี่เป็นเครื่อง ตบตา หากิน ของคนฉลาด ทำนาบนหลังคนโง่ มาตาม ยุคสมัยเป็นลำดับ ๆ มา. นี้ หมายความว่ามองกันแต่ใน ทางวัตถุ, ในแง่ของวัตถุ ว่าศาสนานี้ไม่มีอะไร นอกจาก ขอให้คนบริจาค ๆ ๆ ให้วัด ; แล้วคนที่อยู่ที่วัดหรือผู้รับ บริจาค ก็เป็นอยู่สบาย เลยจัดศาสนาไว้ ในฐานะเป็นเครื่อง ตบตาหากิน ของคนฉลาดในโลก. เขาไม่ยอมมองอย่างอื่น, หรือว่า เขาไม่สามารถ จะมองอะไรให้ลึกไปกว่านั้น. เขามองกันอย่างนั้น ใน

น.486 ๑๑๔ ประเทศไทยก็มี, เดี๋ยวนี้ก็มี อาตมาเด็ก ๆ ก็เคยได้ยิน บางคนพูดอย่างนี้ แม้ที่บ้านนอกเรา ; ในกรุงเทพฯ ก็จะ มากกว่าที่บ้านนอกเสียอีก. นี้ก็เรื่องหนึ่ง. บางพวกกล่าวว่า ธรรมะเป็นเพียงความคิดเห็นของเอกชน. ทีนี้ บางคนที่เป็นเจ้าปัญญาไปอีกแบบหนึ่ง เขาก็ พูดขึ้นมาว่าเรื่องธรรมะ หรือ เรื่องศาสนานี่ มันเป็นเพียง ทิฏฐิความคิดความเห็นของเอกชนบางคน แต่ละคน ๆ เท่านั้น ; มันเป็นสิ่งที่เขาคิดเอา เห็นด้วยทิฏฐิของเขา ถึงที่สุด. จนเขารู้สึกว่าเป็นความจริงที่สุด ไม่อาจจะ เปลี่ยนแปลงได้. ที่เราเรียกกันตามหลักธรรมะว่าเป็นสัจจา- ภินิเวสของเขา, เป็นเพียงทิฏฐิชนิดนี้ของคนแต่ละคน ; ซึ่งคนแต่ละคนในโลกนี้ มีสิทธิ์ที่จะคิด แล้วก็มีสิทธิที่จะพูด มีสิทธิที่จะสอน ก็เลยคิด พูด สอน กันมาเป็นลำดับ ๆ มากมาย, มากมายเหลือที่จะประมาณได้. ถ้ายิ่งรวมไปถึง ลัทธิศาสนาอื่น ทั้งหมดทั้งสิ้นในโลก ทุกยุคทุกสมัยแล้ว ก็จะเห็นได้ว่ามากมายหลายประเด็น หลายเรื่อง. นี่ เขาสรุปความเสียว่าธรรมะหรือศาสนา นี่ เป็น เพียงทิฏฐิของคนหนึ่ง ๆ ซึ่งมีสิทธิที่จะคิด แล้วก็จะพูด.

น.487 ๑๑๕ เขาก็มีสิทธิที่จะคิดและจะพูดของเขาบ้าง ; เขาจึงพูด อย่างอื่นติกหรือคัดค้านศาสนาที่มีอยู่แล้ว กระทั่งคัดค้าน พุทธศาสนา. ถึงสมัยนี้ก็กล่าวหาว่า ศาสนาหรือธรรมะล้าสมัย. ทีนี้ ตกมาถึงสมัยนี้ ก็มีคนพูดว่า ธรรมะหรือ ศาสนา นั้น ไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับสมัยนี้, ไม่จำเป็น อะไรสำหรับมนุษย์สมัยนี้ ที่เราเรียกกันว่า มนุษย์ยุคปรมาณู ยุคอวกาศ ; มีสติปัญญาถึงขนาดนี้ ธรรมะหรือศาสนา ไม่มีประโยชน์อะไร โกยทิ้งได้. ทำความก้าวหน้าในเรื่อง ปรมาณู เรื่องอวกาศต่อไปกันดีกว่า ; เก็บเอาศาสนาหรือ ธรรมะนั้น ไว้ให้มนุษย์เมื่อหลายพันปีมาแล้ว ยังไม่มีความรู้ อะไร. ฝรั่งบางคน เขาเข้าใจ, แล้วเขาพูด ; เขาพูด กับอาตมาด้วย ว่าประเทศอินเดียสมัยพุทธกาลนั้น มัน เหมือนกับว่าบางถิ่นในทวีปอาฟริกาสมัยปัจจุบัน, คือคน ยังโง่ ยังไม่รู้อะไร แล้วมีปัญหาทุกอย่างทุกประการ : เรื่อง ดินฟ้าอากาศ เรื่องอาหารการกิน ยากจนข้นแค้น เต็มไป ด้วยความเจ็บป่วย ก็ ต้องการสิ่งประเล้าประโลมใจ

น.488 ๑๑๖ อย่างนั้น จึงมีธรรมะสอนให้ ผัดวันประกันพรุ่ง ลืม ความทุกข์กันไปเสียวันหนึ่ง ๆ อย่างนี้ก็มี. เขาถือว่ามัน พ้นสมัยแล้ว ที่จะเอาธรรมะหรือศาสนานั้น มาใช้กับ มนุษย์สมัยนี้ ซึ่งเป็นยุคปรมาณู หรือยุคอวกาศ. นี่เป็นตัวอย่างที่เพียงพอแล้วสำหรับจะเอามาพูดให้ เห็นกันว่า พระธรรม หรือศาสนานั้น ถูกเขาเข้าใจผิด, กล่าวหาอย่างผิด ๆ แล้วก็พากันเกลียด. ทีนี้ ก็จะพูดต่อไปถึงส่วนที่ถูก มันเป็นอย่างไร ? จะได้ไปพูดกันต่อไป กับคนที่เกลียดวัดเกลียดศาสนา หรือ เกลียดพระธรรม. อาตมาอยากจะขอร้องว่า ถ้าใครคนใดก็ตาม อยาก จะได้บุญ อยากจะทำบุญ ชั้นพิเศษ ชั้นสูงสุดยิ่งกว่าสร้าง โบสถ์สักร้อยหลังพันหลังละก็ ขอให้ทำอย่างนี้ : คือ ช่วยให้ คนเข้าใจถูกต่อพระธรรม , ช่วยทำให้เขามีแสงสว่างใน พระธรรม เข้าใจพระธรรมถูกต้อง นั้นเป็นบุญ เป็นกุศล อันใหญ่หลวง อันสูงสุด อันไม่มีประมาณ. ฉะนั้น เรา จะต้องศึกษาให้รู้จักพระธรรม หรือแสงสว่างสำหรับ มนุษย์นั้น ไว้ให้เพียงพอ ; เราก็ จะได้ไปแจกจ่าย หรือ

น.489 ๑๑๗ ไปเผยแผ่แสงสว่างนั้น, การกระทำอย่างนั้นเป็นบุญกุศล อันสูงสุด. เพื่อแก้ปัญหา ต้องรู้ค่าของพระธรรม. ทีนี้ ก็จะได้พูดถึงแง่ที่ถูก ที่มีประโยชน์ หรือมีค่า ของสิ่งที่เรียกว่า พระธรรม ; เพื่อเป็นการแก้ข้อหาของคน เกลียดวัด ที่เขากล่าวหาพระธรรมอย่างอันธพาล. สำหรับ สิ่งที่เรียกว่า พระธรรมนั้น ถ้าจะถามกันขึ้นมาอย่างรวบรัด สั้น ๆ ว่า คืออะไร ? อาตมาเห็นว่า ท่านทั้งหลายควร จะตอบเขาให้สั้น หรือให้กระทัดรัด อย่างเดียวกัน ; แต่ ประกอบไปด้วยความหมายที่ถูกต้องด้วย แล้วสมบูรณ์เต็มที่ คือ ตอบว่า พระธรรมคือระบบการปฏิบัติ ที่ถูกต้อง สำหรับมนุษย์ ทุกขั้นทุกตอน แห่งวิวัฒนาการของเขา ตามกฎของธรรมชาติหรือพระเจ้า ก็ได้ แล้วแต่จะเรียก; ต้องการให้ทำ เท่านี้พอ, ว่าพระธรรมนั้นคือระบบการปฏิบัติ; ไม่ใช่เรื่องพูดเรื่องเรียน เรื่องหนังสือ เรื่องใบลาน เรื่องอะไร ๆ นั่น นั้น มัน เป็นอุปกรณ์ของระบบการปฏิบัติ. เขาปฏิบัติเพราะ มีความรู้, ความรู้นั้นจารึกไว้ในใบลาน หรือในคำพูด หรือ

น.490 ๑๑๘ ในอะไรแล้วแต่จะเรียก; แต่ ตัวพระธรรมแท้ๆ นั้นคือ ระบบการปฏิบัติ ที่ปฏิบัติอยู่ด้วยกาย วาจา ใจ. พระธรรมคือระบบปฏิบัติ แล้วระบบปฏิบัตินั้น ถูกต้องสำหรับมนุษย์, เป็นมนุษย์ทำไม ? เป็นมนุษย์เพื่อ ประโยชน์อะไร ? แล้ว การปฏิบัติ นั้น จะทำให้มีความ ถูกต้องสำหรับ ความเป็นอย่างนั้น คือ จะได้มีความเป็น มนุษย์ ที่สมกับที่ว่าเป็นมนุษย์อย่างไร. โดย ใจความ ก็คือ ใจมันสูงอยู่เหนือความทุกข์ เหนือปัญหาโดยประการ ทั้งปวง นั่นคือมนุษย์ ; เพราะคำว่า มนุษย์ แปลว่า ใจสูง , ถ้าสูง ก็อยู่เหนือปัญหา เหนือความทุกข์. พระธรรมคือระบบปฏิบัติที่ถูกต้อง สำหรับ มนุษย์ที่จะเป็นสัตว์ที่มีใจสูง แล้วก็ว่า ทุกขั้นทุกตอน แห่งวิวัฒนาการของเขา. มนุษย์มีวิวัฒนาการมาเรื่อย ตั้งแต่เป็นคนบ่า มาถึงเป็นคนที่เรียกว่าเจริญที่สุด, ครั้นมา ถึงยุคนี้ สมัยนี้ ก็ตั้งต้นแต่ว่าคลอดออกมาจากท้องแม่ แล้ว ก็โตออกมาเป็นเด็กทารก, เป็นเด็กเดินได้ วิ่งได้ เป็นหนุ่ม เป็นสาว เป็นผู้ใหญ่ เป็นคนแก่คนเฒ่า ; นี้ก็เรียกว่า ขั้นตอน แห่งวิวัฒนาการของเขา.

น.491 ๑๑๙ ระบบปฏิบัตินั้นจะถูกต้อง สำหรับความเป็นมนุษย์ ทุกขั้นทุกตอนแห่งวิวัฒนาการ ตั้งแต่แรกคลอดขึ้นไป จน ถึงกว่าจะแก่เฒ่าเข้าโลงไป คือว่าถูกต้องตามความเป็นมนุษย์ นี่, ก็อย่าให้มันมีความทุกข์ ; แล้วความ ที่จะต้องถูกต้อง นี่เป็นสิ่งที่ธรรมชาติบังคับ ; ถ้าเขาทำไม่ถูกต้อง เขา จะมีความทุกข์. กฎของธรรมชาติมีอยู่อย่างนี้ ว่าเขาต้อง ทำอย่างนี้ มิฉะนั้น เขาจะมีความทุกข์ ; ฉะนั้น เราจึง พูดว่า ตามที่กฎธรรมชาติมันต้องการ. กฎของธรรมชาตินี่บางทีเรียกว่า พระเจ้า เสียบ้าง ก็ได้ มันขลังดี มันศักดิ์สิทธิ์ดี. พวกที่ถือพระเจ้า เขาก็เลย เรียกว่า พระเจ้า เขาไม่ยอมใช้คำว่า กฎธรรมชาติ; เราก็ ใช้คำว่า กฎธรรมชาติ เขาไม่ยอม เขาก็หาว่าเราโง่ ไม่รู้จัก พระเจ้า. นี่เราก็รู้จักกฎของธรรมชาติว่านั้นแหละคือพระเจ้า ; เราก็หาว่าเขาโง่ ผลัดกันคนละที่ ไม่มีใครเสียเปรียบ. แต่ เมื่อมาพูดอย่างนี้ ก็ต้องพูดว่าตามที่กฎของธรรมชาติ หรือ พระเจ้าต้องการ ; เพราะว่าศาสนาในโลกนี้มีอยู่ ๒ ชนิด อย่างนี้ : พวกที่ถือพระเจ้า เขาก็ ใช้คำว่า พระเจ้า กับสิ่ง

น.492 ๑๒๐ นั้น, พวกที่ไม่มีพระเจ้า ก็ ถือว่าเป็นกฎของธรรมชาติ ; เรียกสิ่งนั้นว่า กฎของธรรมชาติ. นี่เป็นเหตุที่ทำให้เราต้อง นึกถึง สิ่งที่เรียกว่า ธรรมชาติด้วย ; พอเราทำผิดกฎของ ธรรมชาติ เราก็เหมือนกับว่า เชือดเนื้อตัวเอง ขุดหลุม ฝั่งตัวเอง เปื่อยเน่าไปในที่สุด. สรุป ความว่า เมื่อถามว่า พระธรรมคืออะไร ? ก็จะบอกว่าคือ ระบบปฏิบัติ ที่ถูกต้อง สำหรับมนุษย์ ทุกขั้นทุกตอนแห่งวิวัฒนาการของเขา ตามที่กฎธรรม- ชาติหรือพระเจ้าต้องการ. นี่เป็นบทนิยามที่สั้นที่สุด สั้น กว่านี้จะไม่พอ ไม่ถูกต้องที่สุด แล้วก็สมบูรณ์ที่สุดแล้ว. ทีนี้ เพื่อจะให้เขาเข้าใจง่ายยิ่งขึ้นไปอีก เราก็จะ แสดงลักษณะของพระธรรม ให้ชัดลงไปอีก ว่าขอร้องให้ สรุปสิ่งที่เรียกว่า พระธรรมลงไปใน ๔ รูปแบบ หรือมี ๔ รูปแบบ. รูปแบบที่ ๑ คือ ปรากฏการณ์ของธรรมชาติ ทั้งหลาย นี่เราเรียกว่าธรรม เป็นสังขตธรรม, เป็นอสังขต- ธรรม, มีปัจจัยปรุงแต่ง ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง อะไรก็ได้. นี้ เรียกว่า ปรากฏการณ์ของธรรมชาติ นี้พวกหนึ่งแบบหนึ่ง.

น.493 ๑๒๑ รูปแบบที่ ๒ ก็คือ กฎของธรรมชาติ ที่มันมี เป็นกฎตายตัวอยู่ ว่าต้องทำอย่างนั้นกับสิ่งนั้น ต้องทำ อย่างนี้กับสิ่งนี้ ; ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว ผลก็คือความทุกข์ ; เพื่อให้ไม่มีความทุกข์ ต้องทำให้ถูกกับกฎของธรรมชาติ กฎของธรรมชาตินั้นก็เรียกว่า พระธรรม, เราเรียกว่า กฎ. พวกอื่นเขาจะเรียกว่า God คือพระเจ้า ก็ได้ตามใจของเขา ; เราเรียกสั้น ๆ ว่า กฎ, เขาเรียกยาวว่า God แล้วก็มีความหมาย เหมือนกันเลย. รูปแบบที่ ๓ ธรรมคือหน้าที่ตามธรรมชาติ ก็หมายถึงสิ่งที่พูดมาแล้วหยก ๆ ว่าตามความต้องการของ ธรรมชาติ ธรรมชาติต้องการให้ทำอย่างนั้น ตามกฎของ ธรรมชาติ ก็เกิดหน้าที่ขึ้นมา ; เราจึงต้องทำหน้าที่ให้ ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ, จะเป็นมนุษย์ชนิดไหน ก็ต้อง ทำให้ถูกต้องตามหน้าที่ของมนุษย์ชนิดนั้น. . นี้ก็ว่าพระธรรม หรือ ธรรม ก็ได้ ในรูปแบบหนึ่ง เป็นรูปแบบที่ ๓. รูปแบบที่ ๔ อันสุดท้าย ก็คือ ผลที่จะได้รับ เป็นรางวัล จากการทำหน้าที่ ที่ถูกต้อง แม้ทำหน้าที่ ผิด มันก็ได้รับรางวัลเหมือนกัน ; แต่รางวัลมันตรงกันข้าม

น.494 ๑๒๒ คือความทุกข์. . ถ้าทำถูกต้อง ได้รับรางวัลเป็นความสุข ; ถ้าทำผิดก็ได้รับรางวัลเป็นความทุกข์, ก็เรียกว่า รางวัล ได้ด้วยกันทั้งนั้น. ส่วนนี้ก็ต้องเรียกว่า ธรรมะในฐานะที่ เป็นผลหรือเป็นวิบากแห่งธรรม. พระธรรมใน ๔ รูปแบบ มีอยู่อย่างนี้ เราต้อง รู้จักทุกรูปแบบ แล้วก็ตามมากตามน้อย ตามที่ควรจะรู้จัก ; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รูปแบบที่ ๓ ที่เรียกว่า หน้าที่ตาม ธรรมชาตินั้น จะต้องรู้มากที่สุด, รู้ให้มากให้พอ. พระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมทุกรูปแบบ. ทีนี้ เมื่อกล่าวถึงพระพุทธเจ้า ก็เห็นได้ชัดว่า พระ- พุทธเจ้าได้ตรัสรู้พระธรรมทุกรูปแบบ ; แต่แล้วก็นำมา สอนบางรูปแบบเป็นพิเศษ, ก็สอนนิดหน่อยในบางรูปแบบ หรือไม่ต้องพูดกันก็ได้, คือ ท่านจะไม่มามัวเสียเวลา ที่จะ พูดกันว่า คืออะไร, หรือจากอะไรกันให้มากมายนัก ให้มัน เสียเวลา. แต่ ท่านจะรวบรัดว่า เดี๋ยวนี้จะต้องทำอย่างไร. ท่านสอนมาก ท่านย้ำมาก ท่านชี้แจงมาก ในข้อที่ว่า เดี๋ยวนี้ จะต้องทำอย่างไร.

น.495 ๑๒๓ อย่าไปมัวโง่ ตั้งปัญหาว่า ชีวิตนี้คืออะไร ? ตาย แล้วเกิดหรือไม่เกิด ? เกิดด้วยอะไร ? นี่มันเสียเวลา. มา คิดกันว่าเดี๋ยวนี้จะต้องทำอย่างไร ; ที่มันเกิดอยู่แล้วอย่างนี้ จะต้องทำอย่างไร. พระพุทธองค์ได้ตรัส ถึงข้อนี้ และ อุปมาว่า ที่เอามาสอนนี้ เหมือนกับใบไม้กำมือเดียว เมื่อ เทียบกับใบไม้หมดทั้งป่า. นี้ไม่ต้องหมดทั้งป่าในโลกดอก เพียงแต่สวนโมกข์นี้ ก็คิดดูเถอะ มันมีใบไม้เท่าไหร่ ; แล้ว ส่วนที่พระพุทธองค์ทรงนำมาสอนนั้นเท่ากับใบไม้กำมือเดียว, ให้มัน เจาะลงไปที่ความทุกข์, แล้ว ให้มันดับทุกข์ให้ได้. อย่ามัวตั้งปัญหาเหมือนที่ญาติโยมชอบถามกันนัก จนอาตมาก็เบื่อเต็มที่แล้ว, ก็พูดจริง ๆ กันเสียที เดี๋ยวนี้ว่า อย่าถามปัญหาที่ไม่จำเป็นนักเลย ถามให้มันตรงปัญหา ที่ว่าจะต้องถาม, ควรจะถาม ว่า เดี๋ยวนี้จะต้องทำอย่างไร สำหรับเรื่องนี้; แล้วก็ไม่ค่อยมีใครถาม ไปถามเรื่องที่ ไม่จำเป็นจะต้องรู้, เพราะไม่ถูกกับพระธรรม ไม่ถูกตัว พระธรรมที่จะเอามาใช้เป็นที่พึ่ง. รูปแบบไหนจำเป็นก่อน ? ก็รูปแบบที่ว่า จะดับ ทุกข์กันเดี๋ยวนี้ ที่นี่. ความทุกข์มันเกิดอยู่อย่างนี้ จะดับ

น.496 ๑๒๔ มันได้อย่างไร ? มันเหลือสั้น ๆ แต่เพียงว่า มีสติรู้จักมัน ทันท่วงที ที่มากระทบกันเข้า กับอายตนะของเรา คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ : มันเหลืออยู่เท่านี้, อย่าให้เกิด กิเลสขึ้นมาได้ทุก ๆ กรณี นี่ พูดให้เห็นชัดว่า พระธรรมคืออะไร? คือ สิ่ง จำเป็นสำหรับมนุษย์ มีอยู่หลายรูปแบบ ที่พระพุทธองค์ ทรงนำมาแสดงเฉพาะรูปแบบที่จำเป็น , และก็เท่าที่ จำเป็น. ถ้าจะ สรุปอีกทีหนึ่ง ก็จะบอกออกไปว่า พระธรรม นั้น คือสิ่งที่ ชีวิตทั้งหลาย จะต้องรู้และจะต้องปฏิบัติ ให้มีความถูกต้องอยู่ทุกอิริยาบถ, หรือว่า ทุกครั้งที่หายใจ, ท่านทั้งหลายเป็นคนแล้วก็มีชีวิต แล้วก็มีสิ่งที่จะต้องประพฤติ ปฏิบัติให้ถูกต้องอยู่ทุกอิริยาบถ ทุกครั้งที่หายใจ, แล้วแต่ จะชอบใช้คำไหน. เด็กเล็ก ๆ ตัวแดง ๆ มันก็มีอิริยาบถ มี การหายใจ มันก็จะต้องประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องทุกอิริยาบถ ทุกครั้งที่หายใจ ; แปลว่าต้องปฏิบัติให้ถูกต้องกันมาตั้งแต่ อ้อนแต่ออก จนเป็นผู้ใหญ่ จนกว่าจะแก่เฒ่าเข้าโลงไป ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องอยู่ ; นั่นแหละคือตัวพระธรรม.

น.497 ๑๒๕ พระธรรมคือความถูกต้อง สำหรับ สิ่งที่มีชีวิต จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องทุกอิริยาบถ. ลูกเล็ก ๆ หรือว่า จะอยู่ในท้องด้วยซ้ำไป "ยังต้องมีการประพฤติกระทำโดย ธรรมชาติที่ถูกต้อง ; ไม่อย่างนั้นมันตายแล้ว ไม่ได้คลอด ออกมา. ที่ออกมาแล้ว มันก็ทำให้ถูกต้อง : จะกินอาหาร อย่างไร จะถ่ายอุจจาระปัสสาวะอย่างไร ; นอกจากทำทุก อย่างให้ทางร่างกายอยู่ถูกต้องแล้ว ยังต้องทำให้ถูกต้องใน ทางจิตใจจะไม่เป็นโรคประสาท ไม่บ้าไม่บอ, จะรอดชีวิตอยู่ ได้อย่างปกติ. นี่แหละพระธรรมหรือธรรมะสำหรับคน มันคือสิ่งนี้หรืออย่างนี้ ทีนี้ จะเอาเปรียบสักหน่อย ก็ให้เลยไปถึงสัตว์ เดรัจฉานด้วย สัตว์เดรัจฉานก็ต้องมีการประพฤติกระทำ ที่ถูกต้อง ด้วยเหมือนกัน ; ไม่เช่นนั้น มันตายแล้ว มัน อยู่ไม่ได้, มันก็มีธรรมสำหรับสัตว์เดรัจฉานจะต้องประพฤติ ปฏิบัติ โดยที่มันจะรู้หรือจะไม่รู้ก็สุดแท้. เพราะว่าอย่างน้อย สัญชาตญาณของมันก็มีอยู่ สำหรับทำให้สัตว์เดรัจฉานนั้น ประพฤติปฏิบัติถูกต้อง จนรอดชีวิตอยู่ได้.

น.498 ๑๒๖ ฉะนั้นเราจึงเห็นสัตว์เดรัจฉานรู้จักกินอาหาร, รู้จัก ต่อสู้ดินฟ้าอากาศ, หลบหนีอันตราย หรือทำทุกอย่าง ที่ สัตว์เดรัจฉานมันรอดอยู่ได้. นี่ก็เรียกว่ามันมีความถูกต้อง ตามแบบของสัตว์เดรัจฉาน ; มันต่ำกว่ามนุษย์มาก แต่ก็ ยังเรียกว่า มีความถูกต้องหรือมีธรรมอยู่นั่นเอง. ทีนี้ เอาเปรียบมากไปกว่านั้นอีก ก็ว่าแม้แต่ ต้นไม้ มัน ก็ต้องมีความถูกต้อง : เป็นอยู่ด้วยความถูกต้อง, ต้นไม้ในสายตาของเราที่เห็นอยู่ในที่นี้ มันก็ต้องมีความ ถูกต้อง มันจึงรอดอยู่ได้ ; มิฉะนั้น มันก็ตายแล้ว. อย่างนี้ มันเป็นธรรมชาติ ที่เป็นสัญชาตญาณ เป็นอะไร จนถึง ขนาดที่จะไม่เรียกว่า สัญชาตญาณ ; แต่ก็เป็นความรู้สึก เป็นชีวิต มีความรู้สึกที่ถูกต้อง มีความเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง : หาน้ำกิน หาแสงแดด หาอาหาร, หาอะไรต่าง ๆ ดูเถอะ มันมีการต่อสู้ เพื่อมีชีวิตรอด ไม่แพ้มนุษย์เหมือนกัน. เพราะฉะนั้น เราจึงพูดว่า ความถูกต้องสำหรับสิ่ง มีชีวิต จะต้องรู้และปฏิบัติ นั่นแหละคือ ธรรมะ . ต้นไม้ก็ได้ สัตว์เดรัจฉานก็ได้ มนุษย์ก็ได้ จะเป็นเทวดา มาร พรหม ที่ไหนก็ได้ ; ถ้ามันมีอยู่จริง มันมีชีวิต

น.499 ๑๒๗ ทั้งนั้น แล้วมันต้องมีความถูกต้อง ; มิฉะนั้นแล้ว เทวดา ก็จะหกคะเมนลงมาจากวิมาน ลองไม่มีความถูกต้อง, ใช้ คำว่า "ถูกต้อง" คำเดียวก็พอ. นี่ พอกันทีสำหรับ บทนิยาม สำหรับคำว่า พระธรรม คือ ความถูกต้องสำหรับสิ่งที่มีชีวิต ทุกขั้นทุกตอนแห่ง วิวัฒนาการ ของมัน ตามที่กฎธรรมชาติหรือพระเป็นเจ้า จะต้องการ. ถ้าปราศจากพระธรรม โลกนี้จะไม่มีสันติภาพ. ทีนี้ ก็มาดูด้านนี้บ้าง คือด้านในโลกนี้ ปัจจุบันนี้ สำหรับโลกปัจจุบันนี้. เราจะพูดถึงพระธรรมด้วยการพูดว่า โลกนี้ไม่มีทางที่จะมีสันติภาพ ; ถ้าปราศจากพระธรรม. บุคคลแต่ละคนไม่มีทางที่จะมีสันติสุข ถ้าปราศจากพระธรรม. ถ้าพูดเป็นคนทีละคน ; เขาจะไม่มีสันติสุขส่วนตัว ถ้า ปราศจากพระธรรม. โลกนี้ทั้งโลกรวมกัน เขาจะไม่มี สันติภาพ ; ถ้าเขาปราศจากพระธรรม. นี่ พระธรรม ก็คือสิ่งที่ทำให้เกิดสันติสุข สันติ- ภาพ แก่มนุษย์ และแก่โลก. เข้าใจว่าท่านทั้งหลาย พอจะมองเห็น โดยไม่ต้องอธิบายอะไรกันมากมายนัก ;

น.500 ๑๒๘ เพราะถ้าอธิบาย มันก็เป็นหลาย ๆ ชั่วโมง. นี้เราจะรวบรัด กันไปที่ก่อน, ให้รู้โดยใจความว่า จำเป็นอย่างนี้ คือความ ถูกต้อง ที่คนในโลก แม้ปัจจุบันนี้ จะต้องมี ; มิฉะนั้นแล้ว จะไม่มีสันติสุขหรือสันติภาพ. สรุป ความว่า ขออย่าให้โง่ จนมองไม่เห็นพระธรรม ที่ได้ช่วยให้รอดอยู่ได้ และอยู่มาจนถึงทุกวันนี้. เราก็จะ พูดว่า คนเกลียดวัดทั้งหลายเอ๋ย, ท่านผู้เจริญ ที่เกลียดวัด นักหนา ทั้งหลายเอ๋ย อย่าโง่ ถึงขนาดที่มองไม่เห็นพระธรรม ที่ได้ช่วยท่านให้รอดชีวิตมาได้ จนกระทั่งถึงทุกวันนี้เลย. ถ้า เขาเข้าใจได้ เขาจะรู้สึกอย่างนี้ ว่าเรารอดชีวิตอยู่เป็นวัน ๆ แต่ละวันไป หรือทุกชั่วโมงไป ทุกนาทีไป ทุกวินาทีไป ก็ด้วยอำนาจของความถูกต้อง คือพระธรรมนั่นเอง. นี้ก็พูดให้เสร็จเรื่องของพระธรรมเสียสักทีหนึ่ง ก็ว่า พระธรรมนี้ต้องมีทั้งในแง่ของโลกิยะ และแง่ของ โลกุตตระ. ชาวบ้านหรือคนธรรมดาสามัญบุถุชน ไม่ ประสีประสาต่อสิ่งที่เรียกว่า โลกุตตระ ที่ไปเรียกชื่ออย่างนี้ แล้วก็ยิ่งไม่รู้จัก ; เพราะเขารู้จักแต่เรื่องทำมาหากิน, ทำมา- หากิน มีเงิน แล้วก็สำเร็จประโยชน์เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่อง เกียรติ, เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ สำเร็จได้เพราะเงิน.

น.501 ๑๒๙ เขา รู้จักแต่โลกิยะ อย่างนี้, รู้จักแต่ความถูกต้อง อย่างนี้ ไม่พอ; เดี๋ยวก็ต้องนั่งร้องไห้ เพราะความเจ็บ ความไข้ ความไม่ได้ตามใจหวัง, ความที่ทุกสิ่งมันไม่อยู่ใน อำนาจของตน แล้วก็นั่งร้องไห้อยู่. เขาจะต้องรู้จักธรรมะ ในส่วนที่เป็นโลกุตตระ คือ ทำจิตใจให้ขึ้นไปอยู่จน เหนือความเปลี่ยนแปลงของโลก; โลกมันจะเปลี่ยนแปลง อย่างไร ก็อย่ามากระทบกระทั่งจิตใจของเราเลย. นี่อย่างนี้ก็เรียกว่า ธรรมะในชั้นโลกุตตระ มีราย ละเอียดมากไว้พูดกันในหัวข้อนั้น จะดีกว่า, คือในหัวข้อที่ จะพูดว่า คนเกลียดวัดทั้งหลายเอ๋ย มารู้จักโลกุตตรธรรม กันเสียบ้าง. ถ้ามีธรรมะสมบูรณ์จริง เด็ก ๆ ไม่ต้องไปนั่ง ร้องไห้, คนผู้ใหญ่ก็ไม่ต้องอกตรม อกหัก อกพัง อะไร อย่างนั้น มันจะไม่มีแก่คนที่มีธรรมะคุ้มครอง. สรุปความว่า คนโบราณ แต่ดึกดำบรรพ์นั้น เขา รู้จักธรรมะ หรือสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ นี้ดี จนถึงกับว่า ถือว่าธรรมะนั้น คือสิ่งที่ทำให้คนผิดแปลก แตกต่าง ไปจากสัตว์. ช่วยฟังดูให้ดี เรื่องมันนิดเดียว คำพูด ๒ - ๓ คำ แต่เรื่องมันครอบจักรวาล ว่า ปราศจากธรรมะ

น.502 ๑๓๐ แล้ว คนก็เหมือนกับสัตว์ ; เป็นคำพูดที่ไม่อาจจะบอก ได้ว่าพูดกันมาแต่ครั้งไหน ก็เลยต้องถือว่าเป็นคำพูดดึก- ดำบรรพ์ เป็น สนันตนธรรม พูดกันแต่ครั้งไหนก็ไม่รู้ :- อาหารนิทฺทา ภยเมถุนญฺจ สามาญฺฺญเมตปฺปสุภิ นรานํ ธมฺโม หิ เตสํ อธิโก วิเสโส ธมฺเมน หีนา ปสุภิ สมานา. การกินอาหาร ก็ดี การแสวงสุขจากการนอน ก็ดี การขี้ขลาดวิ่งหนีภัย ก็ดี การประกอบเมถุนธรรมระหว่างเพศ ก็ดี ทั้ง ๔ นี้มีเสมอกันระหว่างคนกับสัตว์. ธรรมะ เท่านั้นที่ทำให้ผิดแปลก แตกต่างระหว่างคนกับสัตว์ ; ถ้า ปราศจากธรรมะ แล้วคนก็เหมือนกันกับสัต ว์ . นี้สรุปโดย หลักโดยทั่วไป มันเป็นหลักวิชาทฤษฎีมากกว่า ก็จะพูดว่า ธรรมะคือสิ่งที่ทำความแตกต่างระหว่างคนกับสัตว์; มี ธรรมะแล้วก็เป็นมนุษย์ ไม่มีธรรมะแล้วก็เหมือนกับ สัตว์. เอาละ, ช่วยกันจำไว้ ช่วยกันไปบอกคนเกลียดวัด คือเกลียดพระธรรมนี้ ให้เขาเข้าใจกันเสียบ้าง

น.503 ๑๓๑ ข้อที่ ๖. เกี่ยวกับพระสงฆ์. ทีนี้ เรื่องถัดไป ก็คือ เรื่องพระสงฆ์ อยากจะพูด เสียให้จบในคราวนี้ เรื่องพระสงฆ์ในที่นี้ ก็หมายถึง พระสงฆ์ ที่เกี่ยวข้องกันอยู่กับ พระพุทธ และพระธรรม. เรื่อง พระเจ้าพระสงฆ์ทั่ว ๆ ไปนั้น พูดแล้วในการบรรยายครั้งก่อน โน้น. วันนี้ก็เรื่องพระสงฆ์หรือพระสงฆ์เจ้า เรามีคำว่า “เจ้า" เติมท้าย. พระพุทธเจ้า, พระธรรมเจ้า, พระสงฆ์เจ้า ๓ เจ้า, มารวมเรียกกันว่า พระรัตนตรัย และนี้พูดโดย รายสิ่ง รายบุคคล บุคคลที่ ๓ คือ พระสงฆ์เจ้า. เขากล่าวหาว่าพระสงฆ์มาบวชตามประเพณีไม่มีความสามารถอะไร. พระสงฆ์ก็ถูกกล่าวหาชนิดที่ไม่เป็นธรรม เพราะเขา ไปมองแต่บางส่วน, เห็นแต่บางส่วน, มีจิตใจลำเอียงแล้ว ก็กล่าวไปด้วยความลำเอียง. พระสงฆ์ก็ถูกกล่าวหา โดยเฉพาะ ในปัจจุบันนี้ ว่า ที่มาบวชนี้ มันเป็นลูกคนบ้านนอก คน โง่ ๆ มาบวช เพราะ ไม่รู้อะไร ก็บวชไปตามธรรมเนียม ตามประเพณี มันก็มาบวชเป็นพระสงฆ์. หรือว่า หมดทางหากินอย่างฆราวาสแล้ว ก็ต้องมา อาศัยผ้าเหลืองหากิน, นี่คือพระสงฆ์. แล้วพระสงฆ์นี้หากิน

น.504 ๑๓๒ ได้ด้วยการเอาใบลานมาอ่าน ก็ได้เครื่องกัณฑ์แล้ว ; แม้จะ เป็นคนโง่เท่าไร ก็อ่านใบลาน อ่านหนังสือออก มันก็ได้ หรือบางที ก็มีความรู้ผิด ๆ ถูก ๆ งู ๆ ปลา ๆ ก็พูดจ้ออยู่บน ธรรมาสน์อย่างนี้, อย่างนี้ก็มี. บางทีก็สรุปความเอาว่า พระสงฆ์มีไว้สำหรับ ประกอบพิธี. เขาทำพิธีรีตอง ก็ไปนิมนต์พระสงฆ์มา เหมือนที่ชอบทำกันอยู่ ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้; ก็มีคน มองพระสงฆ์แต่ในลักษณะอย่างนี้. ไม่ให้ความเป็นธรรม แก่พระสงฆ์เลย. ที่จริงมันก็มีเหตุผล ที่ทำให้เขาจะพูดว่า พระสงฆ์ นี่อาศัยศาสนาหากิน นี่อย่างหนึ่ง, ถ้าไม่ถึงขนาดอาศัยหากิน ก็อาศัยเป็นสะพานสร้างตัวให้พอมีคุณค่าอะไร เป็นที่ต้องการ ของคน ที่จะเป็นพ่อตาแม่ยายในอนาคต อย่างนี้มันก็มี, แล้ว ก็มักจะพูดกันอย่างนั้นเสียด้วย พ่อตาแม่ยายในอนาคต ก็มัก จะถามว่าบวชแล้วหรือยัง ? มันก็เป็นเหตุผลอันหนึ่งที่ทำให้ คนคิดจะบวชเสียสักหน่อย อย่างนี้มันก็มีเหมือนกัน. เมื่อ เขามองแต่อย่างนี้ ก็เลยเกิดดูถูกกันอย่างนี้.

น.505 ๑๓๓ บางคนก็จะ คิดไปในทำนองว่า มันเป็นประเพณี ที่ให้คนบวชเท่านั้นแหละ แล้วคนที่บวชตามประเพณีมันก็ เป็นพระสงฆ์ บางทีคน หย่อนสมรรถภาพ ทำอะไรไม่ได้ ก็มาบวชอยู่ จิตไม่สมประกอบเสียมากกว่า ก็เลยเป็นอันว่า พระสงฆ์ถูกกล่าวหากันในลักษณะอย่างนี้ ; ถ้ากล่าวหากัน ในลักษณะอย่างนี้ มันก็ไม่ใช่พระสงฆ์เจ้าถูกกล่าวหา. พระสงฆเจ้าไม่อาจจะถูกกล่าวหา ; เพราะว่า ในทางที่ถูกต้องนั้น พระสงฆเจ้าคือหมู่คณะบุคคลที่ เรียนรู้ แล้วปฏิบัติ จนได้รับประโยชน์ตามที่มนุษย์ ควรจะได้รับ, แล้วก็ได้รับมากกว่าคนที่ไม่ทำเช่นนั้น ; ถ้าใครไม่ทำเช่นที่พระสงฆ์ทำ เขาก็ ไม่ได้รับประโยชน์อย่าง ที่พระสงฆ์ได้รับ. พระสงฆ์จึงเป็นหมู่คณะของผู้เรียนรู้ และปฏิบัติ จนได้รับประโยชน์เต็มตามที่มนุษย์ควรจะได้รับ. ถ้ามนุษย์เป็นฆราวาส มีลูกมีเมีย ครองบ้านเรือน ก็ได้รับประโยชน์เพียงเท่านั้น ; ยังไม่เต็มตามที่มนุษย์ควร จะได้รับ พระสงฆ์จึงทำอะไรให้มากกว่านั้น, แล้วก็ได้รับ ประโยชน์เต็มตามที่มนุษย์ควรจะได้รับ. นี่แหละจึงจะเรียก ว่า หมู่คณะของพระสงฆ์ ตั้งแต่ว่าเขาเริ่มมองเห็นธรรมะ,

น.506 ๑๓๔ แล้วก็บรรลุธรรมะเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี กระทั่งเป็นพระอรหันต์ในที่สุด. นั่นคือพระสงฆ์, หรือ พระสงฆเจ้า คือหมู่คณะที่ประเสริฐ. ใจความสำคัญมีเท่านี้ พระสงฆ์คือหมู่คณะ แห่ง ผู้เรียนรู้และปฏิบัติ จนได้รับประโยชน์เต็ม ตามที่ มนุษย์ควรจะได้รับ ; ซึ่งคนที่ไม่ทำอย่างนั้น ไม่มีโอกาส จะได้รับ. นี้ก็ดูติดต่อกันไป ก็จะพบว่า เป็นหมู่คณะที่สืบ อายุระบบการปฏิบัติเช่นนั้นไว้ ให้คนชั้นหลังด้วย ; เพื่อว่าโลกนี้จะมีแสงสว่างในทางวิญญาณตลอดกาลต่อไป. เพราะมีหมู่คณะหนึ่ง ที่เขาสืบอายุการปฏิบัตินี้ ไว้ให้มีอยู่ ในโลก, แล้วโลกนี้ก็มีแสงสว่าง ในทางฝ่ายจิตใจ ; เท่านี้ ก็พอแล้ว. พระสงฆ์ปฏิบัติธรรมะ, ได้รับผลของธรรมะแล้ว, สืบอายุของพระธรรมไว้สำหรับสัตว์โลกทั่วไป, เท่านี้พอแล้ว เกินค่าหรือเกินที่จะพรรณาแล้ว. พระสงฆ์ไม่ควรจะถูกกล่าวหา อย่างที่กล่าวหากัน มาแล้วข้างต้น. พระสงฆ์จะทำให้โลกนี้ไม่ขาดจากบุคคล ที่ได้รับประโยชน์สูงสุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ. ในโลก

น.507 ๑๓๕ นี้จะมีบุคคล ที่ได้รับประโยชน์ ตามที่มนุษย์ควรจะได้รับ อยู่ต่อไป คือตัวพระสงฆ์นั่นเอง, และพระสงฆ์นั้น จะเป็น ผู้ถ่ายทอดวิธีการอันนี้ไว้ ให้ยังคงมีอยู่ในโลก ; เรียกว่า เป็นนักสังคมสงเคราะห์สูงสุด. ที่จริงพระสงฆ์นั้น จะเกณฑ์ให้ท่านทำสังคม- สงเคราะห์อย่างทางวัตถุ ทางประโยชน์ทั่ว ๆ ไปนี้ ก็ได้ ; แต่ว่าท่านอาจจะทำสิ่งที่ดีกว่านั้น ; ฉะนั้น ควรยกให้ท่านทำ ที่มันดีกว่านั้น. เว้นไว้แต่พระสงฆ์สมัครเล่น ไม่อยากจะทำ ประโยชน์สูงถึงระดับนั้น เอามาช่วยสร้างถนน สร้างสะพาน ขุดบ่อ ทำศาลาอะไรบ้างก็ได้, ท่านก็ทำได้เหมือนกัน ; ก็ยังดีกว่าชาวบ้าน เพราะว่าท่านไม่มีห่วง ในเรื่องครอบครัว ก็ต้องทำได้ดี, จะเป็นนักสังคมสงเคราะห์ชนิดไหน ท่านก็ ทำได้. แต่ว่า หน้าที่ ของท่านนั้น ต้องเป็นนักสังคม- สงเคราะห์ในทางด้านจิตด้านวิญญาณ, สงเคราะห์มนุษย์ ให้พ้นจากกองทุกข์ ในด้านจิตด้านวิญญาณ : เป็นพระ อริยเจ้า, เป็นพระอริยบุคคล เพิ่มขึ้น ๆ ในโลกนี้. ทีนี้ จะพูดอย่างที่เป็นภาพพจน์ให้ลูกเด็ก ๆ เข้าใจ ก็จะพูดว่า พระสงฆ์ นี่แหละ จะเป็นผู้ถ่วงโลกนี้ไว้ไม่ให้

น.508 ๑๓๖ ล่มจม, หรือให้ล่มจมช้าไป. เหมือนกับเรือกลางทะเล ถ้าจมมันก็ตายหมด ; พระสงฆ์นี้ก็มีหน้าที่ถ่วงไว้ กำกับไว้ อย่าให้เรือมันคว่ำลงไปหรือล่มจม, ไม่ต้องมากคน ก็สามารถ จะถ่วงโลกนี้ไว้ ไม่ให้ล่มจมได้. หรือ โลกจะลุกเป็นไฟ ท่านก็ จะประทังการลุกเป็นไฟไว้ ไม่ให้มาถึง คือให้มัน ช้าอยู่, จะเรียกว่าเป็นลูกตุ้มก็ได้, แต่ว่าถ่วงไว้ไม่ให้ฉิบหาย สรุป ความแล้ว ก็เป็นหมู่คณะบุคคลที่จะต้องมีอยู่ ในโลกเพื่อความเป็นมิ่งขวัญของโลก ให้รอดไปจากอันตราย ก็เป็นอันว่า ขอให้คนเกลียดวัดทั้งหลาย อย่าโง่ จนถึงกับไม่รู้จักพระสงฆ์, และไม่รู้จักความเป็นพระสงฆ์ ของตนเอง ซึ่ง ตนเองก็เป็นพระสงฆ์ชนิดหนึ่ง ระดับใด ระดับหนึ่งอยู่แล้ว: อย่างน้อยก็เป็นคนที่ปฏิบัติ เพื่อจะ ขจัดความทุกข์ของตน ๆ ; การกระทำอันนี้ก็เรียก ได้ว่า สงเคราะห์รวมอยู่ในหน้าที่ของพระสงฆ์. ขอให้คนเกลียดวัดรู้จักพระสงฆ์ ให้ถึงที่สุด อย่างนี้ด้วย. ขอให้พวกเราช่วยพยายาม ทำความเข้าใจกับ คนเกลียดวัด ให้เข้าใจสิ่งเหล่านี้ให้ถูกต้องยิ่ง ๆ ขึ้นไป ตาม

น.509 ๑๓๗ วัตถุประสงค์ของการบรรยายคำบรรยายชุดนี้ ที่อาตมาตั้งชื่อ ว่า ธรรมะสำหรับคนเกลียดวัด ส่วนที่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะรวมกัน เป็นพระรัตนตรัย มีเรื่องราวอย่างไรนั้น จะไว้พูดกันใน วันหลัง. บัดนี้ก็เป็นการสมควรแก่เวลาแล้ว ขอยุติการบรรยาย ให้พระผู้เป็นเจ้าสวดบทคณสาธยาย ส่งเสริมกำลังใจของบุคคล ผู้จะประพฤติปฏิบัติธรรม ต่อไป ขจัดคนเกลียดธรรมะให้สูญ หายไปเสียจากโลก ณ โอกาสนี้.

น.510 คำบรรยายในเรื่องคนเกลียดวัด ที่หินโค้ง สวนโมกขพลารามไชยา ๒๔ กันยายน ๒๕๒๐ - ๔ - อานิสงส์ของธรรมะ. ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายในวันเสาร์ตามปกติ ในวันนี้ เป็นวัน เสาร์สุดท้าย สำหรับภาคอาสาฬหบูชา. สุขภาพไม่อำนวยให้ อาตมามาบรรยาย หลายวันเสาร์มาแล้ว ; แต่เนื่องจากวัน เสาร์นี้เป็นวันสุดท้ายของภาค หรือของปีนี้ด้วย ก็มาบรรยาย เสียสักครั้งหนึ่ง เป็นการปิดการบรรยายของปี ๑๓๘

น.511 ๑๓๙ การบรรยายที่บรรยายค้างไว้คราวก่อน ก็เป็น เรื่องธรรมะสำหรับคนที่เกลียดวัด ท่านที่ได้เคยฟังก็ทราบ แล้วว่าเป็นอย่างไร ; แม้จะเว้นมาหลายครั้งไม่ได้บรรยาย วันนี้ก็ยังพูดไปในทำนองที่จะให้เหมาะสมแก่คนเกลียดวัดอยู่ นั่นเอง และจะให้ชื่อการบรรยายครั้งนี้ว่า อานิสงส์ของ ธรรมะ. พิจารณาดูผลที่ได้รับจากธรรมะ. เมื่อพูดว่า อานิสงส์ ท่านทั้งหลายก็เข้าใจว่า หมายถึงอะไร ? อานิสงส์คือผล ที่จะได้รับจากการกระทำ อย่างใดอย่างหนึ่ง, หรือจากสิ่งใดสิ่งหนึ่ง. เช่น อานิสงส์ ทาน ก็คือผลที่ได้รับจากการบำเพ็ญทาน, อานิสงส์ศีล ก็คือผลที่จะได้รับจากศีล ทีนี้ สำหรับ อานิสงส์ของธรรม ก็หมายความว่า ผลที่จะได้รับจากธรรม, จากพระธรรมแจกออกไปได้ หลายอย่าง ; คือ จากการฟังธรรม ก็ได้ จากการปฏิบัติ ธรรม ก็ได้ จากการได้รับผลของธรรม ก็ได้, หรือแม้จาก พระธรรมที่มีอยู่ เป็นพระธรรมตลอดกาลนี้ก็ยังได้, เป็นสิ่ง

น.512 ๑๔๐ ศักดิ์สิทธิ์ ที่บันดาลให้สิ่งทั้งหลายเป็นไป. ปราศจาก พระธรรมแล้ว ก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีอำนาจอะไร ที่จะทำให้ สิ่งทั้งหลายเป็นไป คือวิวัฒนาการ. พระธรรมมีอานิสงส์โดยพื้นฐานมากถึงอย่างนี้ คือ ว่า ชีวิตของเราได้มานี้ ก็ด้วยธรรม, ด้วยพระธรรม, หรือ ด้วยธรรมก็แล้วแต่จะเรียก. ขอให้เข้าใจว่า เมื่ออาตมากล่าว ถึงธรรม ก็หมายถึงพระธรรม ที่เป็นสิ่งหนึ่ง สิ่งเดียว ที่ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดเหนือสิ่งใด ๆ. ทุกอย่างเกิดมาจากธรรม เป็นไปตามธรรม โดย ธรรม ดับลงไปโดยธรรม เกิดใหม่โดยธรรม พระธรรมจึง ตั้งอยู่ในฐานะเหมือนกับว่าพื้นฐานของสิ่งทั้งปวง ทั้งที่เป็น รูปธรรมและนามธรรม หรือว่าทั้งที่รวมกันเป็นกลุ่มหนึ่ง ของรูปธรรมและนามธรรม. เช่นคน ๆ หนึ่ง เป็นต้น ตั้งอยู่บนพระธรรม อาศัยพระธรรม เป็นไปด้วยธรรม เป็นไปตามธรรม; แล้วคนคนนั้นไม่รู้จักพระธรรมนั้น จะเป็นคนโง่สักเท่าไร, จะว่าบรมโง่ก็ยังน้อยไป คือมันไม่ สมกัน.

น.513 ๑๔๑ จะยกตัวอย่างเหมือนอย่างว่า ปลาอยู่ในน้ำ. ท่าน ทั้งหลายก็เข้าใจดี ว่าปลามันอยู่ในน้ำอย่างไร; ถ้าไม่มีน้ำ ปลาจะเป็นอย่างไร; มันมีชีวิตอยู่ไม่ได้ มันไม่มีอะไร จะช่วยให้อยู่ได้. แต่แล้ว ปลานั้นก็ไม่รู้จักน้ำ ในความ หมายอย่างนี้ ก็ขอให้คิดดูเถอะว่า เราจะจัดให้ปลานี่มันมี มีความโง่สักเท่าไร; แต่แล้วมันก็ยังคงโง่อยู่นั่นเอง, คือ ปลายังไม่เห็นน้ำอยู่นั่นเอง ก็เรียกว่าโง่ หรือชาติปลา มัน ไม่มีทางที่จะรู้จักน้ำได้. ทีนี้ คนที่เหมือนกับปลา แล้วก็ อาศัยอยู่ในน้ำ ก็คือ พระธรรม; คน รู้จักพระธรรมนั้นหรือเปล่า ? ถ้าไม่รู้จัก มันก็ชาติปลาเหมือนกัน ไม่รู้จักน้ำที่เป็นทุกอย่าง สำหรับมันจะอยู่ได้. คนเรานี้ ก็มีธรรมหรือพระธรรม นั้นแหละเหมือนกับน้ำ สำหรับที่จะอยู่เหมือนกับปลาอยู่ใน น้ำ, อาหารการกิน ที่อยู่ที่อาศัย อะไรก็ตามทุกอย่าง ที่จะ ประกอบกันขึ้นเป็นชีวิตของปลานั้น มันก็อยู่ที่น้ำทั้งนั้น นี่ของมนุษย์เราก็เหมือนกัน อยู่ที่ธรรมะหรือพระธรรม. นี่ถ้าไม่เคยได้ยินได้ฟัง คงจะยังไม่เข้าใจ; ข้อนี้ ก็ให้อภัยแก่ความโง่ เพราะว่าไม่เคยได้ยินได้ฟัง; แต่ว่า ถ้าเคยได้ยินได้ฟัง ก็ยังโง่อยู่อีก ก็ไม่ควรจะให้อภัย.

น.514 ๑๔๒ อาตมาจึงเห็นว่า เราควร จะพูดกันถึงเรื่องธรรมะ หรือพระธรรมนี้กันอีก พูดกันเรื่อยไปจนกว่าจะรู้จักธรรมะ หรือพระธรรมนั้น. พูดกันมาทุกวันเสาร์หลายสิบวันเสาร์ แล้ว ก็ดูจะยังไม่พอ, เพราะว่ายังรู้จักธรรมน้อยเกินไป มีลักษณะเหมือนกับว่ากบใต้ดอกบัว, หรือว่า จวักแช่อยู่ใน แกง หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่เขาจะเรียก จะอุปมา, ยังไม่ได้ รู้รสของสิ่งนั้น ๆ เลย. สำหรับคำว่า "ธรรม" คำเดียวนี้ มันก็มี ความ หมายทุกอย่าง, ความหมายครบถ้วนทุกอย่าง หรือว่านับ ไม่ไหว. เราไม่รู้ทุกอย่าง, เรารู้แต่บางอย่าง, แล้วก็รู้อย่าง ที่ลูกเด็ก ๆ รู้เท่าที่ครูสอนให้ ในโรงเรียน : ว่าพระธรรมคือ คำสอนของพระพุทธเจ้า ว่าอย่างนั้น ๆ จดไว้ในสมุด แล้วก็ ปิดสมุด แล้วก็เลิกกัน; นี่อาการที่ทำให้เหมือนกับปลาที่ ไม่รู้จักน้ำ. เดี๋ยวนี้ก็โตมาถึงขนาดนี้แล้ว บางคนก็จวนจะ เข้าโลงอยู่แล้ว ก็ยังคงเป็นปลาที่ไม่รู้จักน้ำไปถึงไหนกัน ขอให้ลองคิดดูให้ดี. เรามาพูดกันถึงคำว่า ธรรมะ หรือ พระธรรม ดีกว่า แล้วคนจะหายเกลียดธรรมะ จะรักธรรมะ จะขอบคุณธรรมะ

น.515 ๑๔๓ จะถือเอาธรรมะเป็นสิ่งสูงสุดยิ่งกว่าสิ่งใด; แม้แต่สิ่งที่เรียก ว่า ชีวิต นั้น มันก็ รวมอยู่ที่คำว่าธรรมะ แต่เป็นส่วน น้อยส่วนนิดหนึ่งเท่านั้นเอง. คำว่า ธรรมะ ในความหมายที่เราจะพูดกันนี้ หมาย ถึง ธรรมชาติ. คำบาลีว่า ธมฺม แต่ความหมายของมัน ก็คือคำว่า ธรรมชาติ. ในภาษาไทยเรานี้ คำว่า ธรรมชาติ นั้น มันทำพิษ; ลูกเด็ก ๆ สมัยนี้เขาเรียกกันจนมีความ เข้าใจว่า ธรรมชาตินั้นคือสิ่งที่มันเป็นอยู่เอง จนมนุษย์ ไม่ไปแตะต้อง, หรือว่าตัวมนุษย์นี่ ไม่ใช่ธรรมชาติด้วย ซ้ำไป. อาตมาเคยได้ยินได้ฟังเขาสอนกันอย่างนี้ ว่าคนนี้ ไม่ใช่ธรรมชาติ. ธรรมชาติคือแผ่นดิน ต้นไม้ภูเขา นั่น ธรรมชาติ. นี่เรารู้ความหมายของคำว่า ธรรมชาติ ไม่ เหมือนกันเสียแล้ว; เพราะฉะนั้นขอให้ฟังใหม่ แล้วเข้าใจ เสียใหม่ว่า คำว่า ธรรมชาติ นั้น มันมีความหมายมากกว่าที่ รู้กันอยู่ก่อน. ธรรมชาติ คือ สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่เองตามธรรมชาติ เป็นไปตามธรรมชาติ; ไป ๆ มา ๆ ก็ยังใช้คำว่าธรรมชาติ. แล้ว ในธรรมชาตินั้น มีกฎของธรรมชาติ, แล้วใน กฎ

น.516 ๑๔๔ ของธรรมชาติ นั้น มี ความจำเป็น ที่ บังคับให้ทุกคนทำ ให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ, เมื่อปฏิบัติตามกฎของ ธรรมชาติแล้ว ก็จะได้รับผลตรงตามกฎของธรรมชาติ. นี่ขอให้คิดดูเถอะว่า คำว่า "ธรรม" นั้น มันมีความหมาย กว้างขวางเหลือประมาณอย่างนี้. ธรรมะได้แก่ทุกสิ่งที่ทั้งมีและไม่มีเหตุปัจจัย. ข้อแรก ที่ว่า ธรรม คือ ธรรมชาติ ได้แก่ธรรม ทั่ว ๆ ไป จะเป็นธรรมชาติที่มีรูปร่าง หรือไม่มีรูปร่าง จะ เป็นธรรมชาติที่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง หรือไม่มีเหตุปัจจัย ปรุงแต่ง มันก็ล้วนแต่เรียกว่าธรรมชาติได้ทั้งนั้น, คือ ธรรมชาติที่มีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย หรือไม่ก็ตาม, จะมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็ตาม. นี่มันก็เรียกว่า ธรรมชาติ จนเรา ไม่รู้ว่าจะพูดว่าอย่างไรดี จึงได้คำมาเพียงคำเดียวว่า ธรรมชาติ ทีนี้ เรามาดูที่ตัวเรา เอาอะไรกันก่อนดีล่ะ ? เอา ร่างกาย นี้ก่อน : ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เอ็น กระดูก ทุกส่วนของร่างกาย แม้จะแยกออกเป็นส่วน ๆ เป็นธาตุดิน

น.517 ๑๔๕ ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม แม้จะแยกออกเป็นอณู ปรมาณู อะไรก็ตาม มันก็ยังคือ ธรรมชาติ อยู่นั่นแหละ. ทีนี้ส่วน จิตใจ ก็เหมือนกัน จิตก็เป็นธรรมชาติ ความคิดของจิตก็เป็นธรรมชาติ; มันอาศัยร่างกายนี้เป็น ที่ตั้งที่อาศัย มันละไปจากธรรมชาติไม่ได้. ธาตุที่เป็น ร่างกายก็เป็นธรรมชาติ ธาตุที่เป็นจิตใจก็คือเป็นธรรมชาติ กิริยาอาการที่มันทำแก่กันและกันก็เป็นธรรมชาติ ทั้งเนื้อ ทั้งตัวของคนทุกคนจึงเป็นธรรมชาติ. ถ้าไม่เข้าใจ ก็ช่วยไปพิจารณากันเองให้ดี ๆ ว่าทั้งเนื้อ ทั้งตัว ทุกๆ อณู ทุก ๆ ปรมาณู ในส่วนร่างกาย, หรือว่า ทุก ๆ ส่วนน้อยส่วนเล็กของจิตใจอะไรก็ตามนี้, มันก็เรียกว่า ธรรมชาติทั้งกายทั้งใจ นี้เป็นธรรมชาติ; แล้วถ้าเรา ไม่รู้จักธรรมชาติ ก็โง่เหมือนกับที่ว่าปลาไม่เห็นน้ำ. ต้องประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามกฎของธรรมชาติ. ทีนี้ เมื่อทั้งหมดนี้มันเป็นธรรมชาติแล้ว ก็ต้อง ประพฤติกระทำให้เป็นไป ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ : เรา

น.518 ๑๔๖ จะต้องนั่ง นอน ยืน เดิน กิน อาบ ถ่าย อะไรก็ตาม ตาม ที่กฎธรรมชาติบังคับให้ทำ; ถ้าไม่อย่างนั้นก็จะต้องตาย หรือจะต้องเจ็บไข้ มีความทุกข์จวนตาย, เจียนตาย. นี้ก็ คือความจำเป็นพื้นฐานที่เราจะต้องรู้จัก, แล้วทำให้ถูกกฎ ของธรรมชาติ ในการเป็นอยู่ทางร่างกาย เป็นวัน ๆไป เป็น เดือน ๆไป เป็นปี ๆ ไป. ทีนี้ เรายังขยายการกินอยู่ หรือเป็นอยู่ หรือการ ใช้ปัจจัยทั้ง ๔ นั้นให้มันมากออกไป ๆ จนกินดีอยู่ดี วิเศษ เป็นเทวดา เป็นอะไรไป มันก็ยิ่งต้องทำให้ถูก ตามกฎของ ธรรมชาติยิ่งขึ้นไปอีก; ไม่อย่างนั้น มันก็จะมีความทุกข์ เพราะมีอะไรมากขึ้น เพราะอยู่ดีกินดีมากขึ้น, มันจะมี ความทุกข์มากขึ้นเท่านั้น. เราจึง ต้องรู้จักความจริงของ ธรรมชาติ รู้จักกฎของธรรมชาติ ประพฤติให้ถูกต้อง ให้ ไม่มีความทุกข์ก็แล้วกัน. ที่จริง ถ้ามันเฟ้อ, มันเหลือกว่าจำเป็นแล้ว จะต้อง เป็นทุกข์ทั้งนั้น; อย่างน้อยก็เพราะลำบาก ยุ่งยาก เหนื่อย เปล่า เปลืองเปล่า. แต่ถ้าเรามีธรรมะ มีความรู้เรื่องนี้พอ ก็จะทุกข์น้อยเข้า, หรือว่า อาจจะใช้เป็นประโยชน์อย่างอื่น

น.519 ๑๔๗ โดยที่ไม่ต้องเป็นทุกข์เลยก็ได้. นี่เราจะต้องรู้จักเรื่องตัวเรา, เรื่องเกี่ยวกับตัวเรา. เกี่ยวกับผู้อื่น ให้ถูกต้อง, แล้วประพฤติ ต่อกันให้ถูกตามกฎของธรรมชาติ; เพียงเท่านี้ก็ดูจะมาก พอแล้ว ว่าเราจะ ต้องรู้จักธรรมชาติ, รู้จักกฎของ ธรรมชาติ ประพฤติกระทำให้ถูกต้อง ตามกฎของ ธรรมชาติ แล้วไม่ต้องเป็นทุกข์. ทีนี้ก็มาดู ความแตกต่างระหว่างคนกับสัตว์ เดียรัจฉาน สัตว์เดียรัจฉานนั้นมันคงที่ มีอะไรคงที่ วิวัฒนา- การมันหยุดเพียงเท่านั้น; ส่วนคนนี้มันยังวิ่งจี๋ต่อไปอีก อย่างที่มันได้วิ่งจี๋มาแล้ว แต่หนหลัง ทิ้งสัตว์เดรัจฉานไกล ในทางจิตใจ คือทางสติปัญญา; สัตว์เดรัจฉานมีความรู้สึก แต่ตามสัญชาตญาณ ทำอะไรไปเท่าที่สัญชาตญาณต้องการ ให้ทำ เรื่องมันก็น้อย. ทีนี้ คนนี่สัญชาตญาณ มันถูกกระทำให้ มีวิวัฒนา- การมาก คืออบรมมันมาก มันละจากการเป็นสัญชาตญาณ แล้ว มาเป็นญาณอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งจะเรียกว่า ภาวิตญาณ ; ภาวิต นี้ ก็แปลว่า ทำให้เจริญขึ้น ตรงกับคำว่า develop สัญชาตญาณถูก develop มาเป็นภาวิตญาณ. คนเป็น

น.520 ๑๔๘ อย่างนี้ มีความรู้ ความคิด มากกว่าสัตว์เดรัจฉานจนเทียบ กันไม่ได้ มันอาจจะต่างกันกี่เท่า กี่สิบเท่า กี่ร้อยเท่า กี่พัน เท่า; เพราะว่ามนุษย์ยังวิ่งจี๋ต่อไปอยู่ ยังไม่ยอมหยุด ยัง ไม่รู้ว่าจะไปหยุดกันที่ไหน. มนุษย์บ้าในการจะสร้าง สิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้อง สร้างนี่มากขึ้น, หรือว่าเรียนสิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้องเรียนนี้ มากขึ้น อย่างเป็นบ้าเป็นหลัง. ดูที่วิทยาการทั้งหลาย ที่ กำลังเจริญก้าวหน้าอยู่ในโลกเวลานี้ มากมายแล้ว กำลังจะ มากมายต่อไปอีก ไม่รู้ว่าจะบ้าไปถึงไหนกัน ยังไม่เห็นทางว่า จะหยุดลงได้. แต่แล้วก็มาดูตรงที่ว่า วิทยาการเหล่านั้น จะช่วยสร้างอะไรให้มนุษย์ คือจะสร้างความทุกข์ หรือ จะสร้างความสุข? ดู ๆ แล้ว มัน เป็นเรื่องสร้างความทุกข์ เสีย; เพราะว่ามันช่วยให้เกิดความต้องการใหม่ ๆ แปลก ๆ ออกไป ไม่สิ้นสุด, เกิดความเห็นแก่ตัวแปลกออกไป มากออกไป ไม่มีที่สิ้นสุด จน มนุษย์นี้เป็นอยู่ด้วยความเห็นแก่ตัว ทั้งกลางวัน กลางคืน ; ไม่ต้องรู้จักธรรมะ, ไม่ต้องรู้จัก ธรรมชาติ. ไม่ต้องรู้จักกฎเกณฑ์หรือหน้าที่ตามธรรมชาติที่

น.521 ๑๔๙ ถูกต้อง. เขาเอาแต่จะได้, เอาแต่จะให้เอร็ดอร่อย เป็นสุข สนุกสนานยิ่ง ๆ ขึ้นไป, แล้วก็ไปบูชาว่า นี้แหละคือสิ่งที่ดี ที่สุดของมนุษย์. คนที่เขากำลังชอบ กำลังอะไรอยู่นั้น ไม่มีทางที่ จะเข้าใจได้ว่า สิ่งนี้มันเฟ้อ หรือสิ่งนี้มันบ้า; ยิ่งทำไป ยิ่งไม่มีสันติสุข ไม่มีสันติภาพ; ต้องลดสิ่งที่เฟ้อนี้เสีย จึง จะสร้างสันติภาพขึ้นมาในโลกนี้ได้ง่าย. เดี๋ยวนี้ไม่เอา; เขาจะขยับขยายส่วนที่ปรุงแต่ง สนับสนุนเนื้อหนังให้มันมี ความสุขสนุกสนาน เอร็ดอร่อย เพลิดเพลินยิ่งขึ้น ๆ ไม่มีที่ สิ้นสุด นี้เป็นชั้นทั่ว ๆ ไป. ถึงแม้ชั้นวิชาความรู้ก็เหมือนกัน การค้นคว้าใหม่ ๆ พบอะไรขึ้นมา มันก็สนุก สนุกแก่มันสมอง, สนุกแก่สติ- ปัญญา ที่จะรู้อะไรแปลกๆ, เอาเป็นที่เชิดชูหน้าตา แต่แล้ว ก็ไม่มีสันติภาพ ไม่สร้างสันติภาพ. เราควรจะเอากำลัง หรือเอาเวลา เอาการวิวัฒนาการนี้ ไปใช้ศึกษาค้นคว้า เฉพาะวิชา ที่จะสร้างสันติภาพกันดีกว่า; วิชาการ วิทยาการ หรือศาสตร์อะไรก็ตาม ที่มันไม่สร้างสันติภาพ

น.522 ๑๕๐ แล้วก็หยุดไว้ก่อน, หยุดไว้ก่อน, มาปรับปรุงกันใหม่ มาเอา กันจริง เฉพาะในวิทยาการที่มันจะสร้างสันติภาพ. จะเทียบกันสักอย่างนี้ก็ได้ เช่นว่า ทุนรอน หรือ กำลัง หรือเวลา หรืออะไรที่เอาไปคิดค้น ; อย่างกับไป โลกพระจันทร์ได้นี่ ถ้าเอาทุนรอนเหล่านั้น มาคิดค้นสำหรับ สร้างสันติภาพในโลกนี้กันก่อนนี่ ยังจะได้รับประโยชน์กว่า. แต่มันไม่สนุก ไม่แปลก ไม่ร่ำรวยด้วยสติปัญญา, มันไม่ได้ ยกหูชูหางด้วยสติปัญญา ; ก็เลยไม่ทำ. หรือบางทีมัน คิดไกลไปถึงว่า มันจะได้เปรียบผู้อื่น, จะเอาเปรียบผู้อื่น ได้มาก โดยวิธีใด แล้วไปคิดค้นกันแต่ในส่วนนั้น. ส่วนที่ มนุษย์เดี๋ยวนี้จะไม่มีความสุขเลย ; นี้ ไม่ได้คิด. มีความทุกข์ทรมานยิ่ง ๆ ขึ้นไป เขาก็ไม่มอง แล้วเขาก็ไม่กลัวด้วย, นี้ก็ทำผิดกฎของธรรมชาติ, ผิดกฎ ของพระธรรม, ผิดกฎของพระเจ้า, พระเจ้าก็เลยลงโทษให้ อย่างสาสม : ให้มนุษย์นี้อยู่ด้วยกันด้วยความทุกข์ ทรมาน ยิ่งกว่าในนรก. ท่านคงจะฟังไม่ถูก อาตมาพูดว่า มนุษย์เดี๋ยวนี้ อยู่กันด้วยความทนทุกข์ทรมานยิ่งกว่าในนรก คืออยู่ด้วย

น.523 ๑๕๑ ความกลัว อยู่กันด้วยความสงสัย ระแวง, และอยู่กันด้วย ความหิวกระหาย เหมือนกับเปรต ไม่มีความอิ่มความพอ, มันหิวเรื่อย หิวอย่างแรงอยู่เรื่อยตลอดเวลา, เรียกว่า เหมือน กับตกนรก แต่เป็นนรกในทางจิตใจ, ร้อนยิ่งกว่าอะไรที่จะ มาเผาลนร่างกาย. นี้เรียกว่า พระเจ้าลงโทษ. พระเจ้า ไหนล่ะ ? ก็ พระเจ้าธรรมชาติ หรือพระเจ้า คือ กฎของ ธรรมชาติ นั่นแหละ ลงโทษให้ต้องเป็นอย่างนี้. เมื่อมนุษย์ไปสนใจแต่เรื่องเอร็ดอร่อยทางเนื้อทาง หนัง ไม่สนใจเรื่องจะดับกิเลสหรือดับทุกข์ ก็ได้รับผล ตรงตามที่เขากระทำ คือ มีแต่ความทุกข์, มีแต่ปัญหา, มีแต่ที่เรียกว่า วิกฤติการณ์ อยู่ในโลกตลอดเวลา, แล้ว เห็นว่า จะยิ่ง ๆ ขึ้นไป. นี่อาตมาไม่ได้พูดเอาข้างเดียว ไม่ได้ลำเอียงอะไร, ไม่ได้คิดเอาเอง. ไปดูเอาเองทุกคน ว่าวิกฤติการณ์ในโลกนี้ มันมีแต่จะยิ่งขึ้นไปจริง หรือไม่ในสภาพอย่างนี้ ในลักษณะ อย่างนี้. มันต้องเป็นไปในลักษณะอย่างไหน มันจึงจะค่อย ๆ ลดลง, วิกฤติการณ์จะลดลง แล้วสันติภาพก็จะมาแทนที่. นี่ความสำคัญเรื่องธรรมชาติ เรื่องกฎของธรรมชาติ มันเป็น อย่างนี้.

น.524 แหละ คือตัวพระธรรมใน ฐานะที่เป็นสัจจะ เป็นพระเจ้า สร้างโลกก็ดี ยุบโลกก็ดี อะไร ก็ได้. เรา ต้องรู้จักพระธรรม ว่าเป็นกฎของธรรมชาติ บังคับให้มนุษย์ต้องปฏิบัติหน้าที่ ให้ถูกตรงตามกฎของ ธรรมชาติ เพื่อจะดับทุกข์ แล้วก็จะดับทุกข์ได้. ขอย้ำอีกทีหนึ่งว่า ธรรมะคือธรรมชาติ, ธรรมะ คือกฎของธรรมชาติ, ธรรมะคือหน้าที่ ที่จะต้องปฏิบัติ ให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ, และ ธรรมะคือผลที่จะ ได้รับโดยสมควรแก่การปฏิบัติ ตามกฎของธรรมชาติ. ร่างกายจิตใจของเขาเป็นธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ทุกอย่างเป็นธรรมชาติ อยู่กันอย่างธรรมชาติ, แล้วก็มีกฎ ให้ประพฤติปฏิบัติ. ในส่วนตัวก็ปฏิบัติให้ถูกต้อง, ต่อผู้อื่น ก็ปฏิบัติให้ถูกต้อง, แล้วเราก็เป็นสุข, ทุกคนก็เป็นสุข. นี่ เรียกว่า ได้รับผลจากการปฏิบัติถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ ; แล้วเราก็ไม่เห็น, แล้วก็ไม่รู้สึกว่า ธรรมะคืออย่างนี้เราก็ ไม่สนใจธรรมะ ; เมื่อได้รับการสั่งสอนผิด ๆ ก็เกลียด ธรรมะ.

น.525 มีมาก มากเหลือเกิน, มาก จนจะรู้ให้หมดไม่ได้ จึงมีพระศาสดาแห่งศาสนาใดศาสนา หนึ่ง ท่านรวมรวมเอามาตั้งเป็น system ขึ้นสำหรับจะ ประพฤติปฏิบัติเท่าที่จำเป็น. นี้เราก็เรียกเสียใหม่ว่า ศาสนา คือธรรมะ หรือ กฎของธรรมชาติ เท่าที่จำเป็นแก่มนุษย์ ก็เรียกว่า ศาสนา ; แล้วคนก็ยังเกลียดศาสนา; และวัด ที่เป็นที่เผยแผ่ศาสนา คนก็ยังเกลียดวัด. เมื่อมีคน เกลียดวัด ก็ ไม่สนใจศาสนา, และ ไม่สนใจธรรมะ เรื่อง มันก็จบกัน ตรงที่ว่า มนุษย์จะต้องมีแต่ความทุกข์. ขอให้ท่านทั้งหลายเห็นอานิสงส์ของธรรมะอย่างนี้ ว่าจะปฏิบัติถูกต้องตามธรรมชาติ ตามกฎของธรรมชาติ ตาม อะไรแล้ว จะไม่มีปัญหาใด ๆ เหลืออยู่ ไม่มีความทุกข์เหลืออยู่. นี่แหละคืออานิสงส์ของธรรมะ. ฝนมันบังคับให้บรรยายได้ เพียงเท่านี้. อาตมาก็ขอยุติการบรรยาย ในลักษณะที่เป็นการปิด ประชุม และปิดภาคการบรรยายประจำปีนี้ไว้เพียงเท่านี้

น.526 คำบรรยายในเรื่องคนเกลียดวัด ภาคอาสาฬหบูชา ที่ตึกรูปเรือ ๒ กันยายน ๒๕๒๑ - ๕ - คนเกลียดวัด กับ คนรักวัด. ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย. การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาสาฬหบูชา อันว่าด้วย ใครเป็นใคร เป็นครั้งที่ ๙ ในวันนี้ อาตมาก็ยัง คงกล่าวเรื่อง ใครเป็นใคร ต่อไปตามเดิม, และจะกล่าวโดย หัวข้อย่อยเฉพาะในวันนี้ว่า คนเกลียดวัดกับคนรักวัด เรา ได้พูดกันมาตมาลำดับ ในหัวข้อว่า ใครเป็น ใคร : เช่น พระพุทธเจ้าเป็นใคร, พญามารเป็นใคร, พระ- โพธิสัตว์เป็นใคร, โมฆบุรุษเป็นใคร, เวไนยสัตว์เป็นใคร , ๑๕๔

น.527 ๑๕๕ ขานุวัฏฏสัตว์เป็นใคร, ผู้มีศีลธรรมคือใคร, คนไร้ศีลธรรม คือใคร, ท่านทั้งหลายก็คงจะทราบความมุ่งหมาย และ ประโยชน์ของการเข้าใจว่า ใครเป็นใคร ส่วนในวันนี้ จะพูดถึงคนพวกหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า คนเกลียดวัด ตรงกันข้ามจากคนอีกพวกหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า คนรักวัด. เรื่องที่ จะพูด ก็คือเรื่อง คนเกลียดวัด ; จะพูด ด้วยธรรมะสักชุดหนึ่ง เพื่อประโยชน์แก่คนที่เขาเกลียดวัด เผื่อว่าเขาจะกลับตัวได้. ดังนั้นจึงขอให้ถือว่าการพูดในวันนี้ เป็นการพูดกับคนที่เกลียดวัดโดยตรง. คนเกลียดวัดนั้น มีตั้งแต่คนวัยรุ่น ไม่ค่อยจะมี สตางค์ใช้ รบกวนพ่อแม่ ราวกับจะจับพ่อแม่ใส่นรกทั้งเป็น. สูงขึ้นไปถึง คนที่ทำมาหากิน เป็นเจ้าคนนายคน ก็ยังมีคน เกลียดวัดอยู่ในพวกนี้. สูงขึ้นไปถึง นายทุนทั้งหลาย มีเงินเป็น ร้อยล้าน พันล้าน หมื่นล้าน ก็ยังมีอาการเกลียดวัดอยู่ในคน พวกนี้ นี่ขอให้คิดดูเถิดว่า ในโลกนี้จะมีคนเกลียดวัดอยู่ สักกี่คน ; ไม่เฉพาะในประเทศไทยอันเล็ก ๆ ของเรา ต้อง หมายถึง คนทั้งโลก ที่เกลียดวัด เกลียดศาสนา เกลียด

น.528 ๑๕๖ พระธรรม เกลียดพระเจ้า มีกันอยู่สักเท่าไร. นี่เราจะพูด ถึงคนพวกนี้ ; แต่ขอให้ระวังตัวให้ดี แม้คนที่กำลังพูด อยู่ว่า "ฉันรักวัดฉันรักวัด" นี้ จะรักจริงหรือเปล่า ? หรือมันรักตามแบบขนบธรรมเนียมประเพณี ซึ่งก็มีการรัก แต่ปาก ; ส่วนจิตใจอาจจะไม่รักก็ได้ นี้เรียกว่ายังอยู่ระหว่าง กลาง. คนเกลียดวัด เขาก็ต้องมีอะไรไปตามแบบของเขา : ไม่ยอมรับศาสนา, ไม่ยอมรับพระธรรม ไม่ยอมรับขนบ- ธรรมเนียมประเพณีอะไรของสัตบุรุษผู้รักวัด, เราจะบอกให้ เขาทราบว่า "ท่านผู้เกลียดวัดทั้งหลาย การเป็นทาสของ อายตนะของท่านนั้น มันทำให้ท่านเกลียดวัด. การเป็นทาส ของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แสวงหาแต่ความสุขสนุกสนาน ทางอายตนะ จนติดรสทางอายตนะงอมแงม เหมือน ติดฝิ่น ; ความเป็นทาสของอายตนะนี้เอง ทำให้คุณกลาย เป็นคนเกลียดวัด เพราะรู้สึกว่าวัดนั้นมันขัดกันกับความรู้สึก ของคุณ ; เพราะว่าคุณต้องการอย่างหนึ่ง ที่วัดเขานิยม กันอีกอย่างหนึ่ง".

น.529 ๑๕๗ หรือจะดูให้ละเอียดลออไปสักหน่อย ก็จะพบว่า คนเหล่านี้เขาแว่วหูมาตั้งแต่เล็ก ๆ, แรกคลอดก็ว่าได้ มีสิ่งที่ ทำให้เขารู้สึกว่า วัดนั้นมีการประพฤติพรหมจรรย์, มีการ ประพฤติวัตรอะไรก็ไม่รู้ ซึ่งล้วนแต่มันไม่มีรสไม่มีชาติ สำหรับพวกเรา ที่ยังชอบสนุกสนาน. วัดมันมีไว้สำหรับ คนแก่ ที่จะลากโครงไปหาโลง ; เรายังไม่ต้องการอย่างนั้น ; ฉะนั้นเราจึงไม่ชอบวัด นี่คนเกลียดวัดเป็นอะไรเอามาก ๆ ถึงอย่างนี้ ; นี่เรา จะเปลี่ยนเขาให้เป็นคนรักวัดนี้ มันจะลำบากมากน้อยสัก เท่าไร ขอให้ช่วยกันคำนวณดู. พูดมาถึงตอนนี้ อาตมานึกขึ้นมาได้ คราวหนึ่ง เขาเอาลูกนกฮูกที่เพิ่งออกจากไข่ใหม่ ๆ มาให้เลี้ยง ก็มีความ ตั้งใจว่า ถ้าเราจะหัดให้ลูกนกนี้มันกินผลไม้ โดยเฉพาะก็คือ กล้วย ไปเสียตั้งแต่เล็ก ๆ อย่างนี้ โตขึ้นมันก็ไม่ต้องกินสัตว์ เช่น หนู เป็นต้น เป็นอาหาร, มันก็จะกลายเป็นสัตว์ที่ กินกล้วย, เลี้ยงก็ง่ายดี แล้วมันก็คงจะแปลกดี ; ก็ได้ พยายามให้ลูกนกนี้มันกินกล้วยตั้งแต่เล็ก ๆ.

น.530 ๑๕๘ ให้กินเฉย ๆ อย่างไรก็ไม่ยอมกิน ; ต้องพยายาม บังคับให้ใส่ลงไปในปาก แล้วก็ลึกลงไปถึงในคอ จนเลย เข้าไปในลำคอ. รู้สึกว่าคงจะสำเร็จ เพราะอย่างไร ๆ มันก็ กลืนเข้าไปแล้ว ; แต่ที่ไหนได้ พอรอมาอีกครู่หนึ่ง มันสำรอกออกมาหมด, มันอาเจียนออกมาหมด. จะพยายาม อย่างไร ๆ มันก็ไม่กิน, มันก็อาเจียนออกมาหมด ; ฉะนั้น ก็เลยต้องเลี้ยงด้วยเนื้อสัตว์ไปตามมีตามได้ จนมันโตบินไปได้ ก็ให้บินไป. เรียกว่า การที่จะให้นกที่กินเนื้อ มากินผลไม้นี้ มันไม่ได้ถึงขนาดนี้, แล้วจะให้คนเกลียดวัด มากลายเป็นคน รักวัดนี้ มันคงจะพอ ๆ กันกับให้ลูกนกฮูกกลายเป็นนกกิน กล้วยไปไม่ได้ อย่างเดียวกันหรืออย่างไร. ข้อนี้ก็ควรจะ ไว้ค่อย ๆ ดูกันต่อไป. เดี๋ยวนี้เรามาพูดจา ต่อรองกันกับคน เกลียดวัด จะดีกว่า. เรื่องที่ ๑. ไม่เข้าใจเรื่องทางจิตทางวิญญาณ. เรื่องแรกที่จะพูดกับคนเกลียดวัด นี้ก็คือเรื่อง ทางจิตทางวิญญาณ. คนเกลียดวัดเขาไม่มีเรื่องทางจิตทาง

น.531 ๑๕๙ วิญญาณ เพราะว่าเขารู้จักแต่วัตถุ หรือเป็นวัตถุนิยม, เห็น ความสำคัญแต่เรื่องทางวัตถุ ; แม้จะพอใจในรสความสุข อะไร ก็เป็นความสุขแต่ในทางวัตถุ. เขาก็ ไม่ยอมรับว่า มันมีอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเ ป็นเรื่องทางจิตทางวิญญาณ, เขามืดมนท์อยู่ในส่วนนี้ ; ฉะนั้น จึงได้เกลียดวัด ซึ่งเต็มไป ด้วยเรื่องทางจิตทางวิญญาณ. คำว่า "แสงสว่างทางวิญญาณ" ไม่มีความหมาย อะไร สำหรับคนเกลียดวัด, คำว่า "มหรสพทางวิญญาณ" ก็ ไม่มีความหมายอะไร ; เว้นเสียแต่เขาจะเข้าใจไปว่า มหรสพนั้นคงจะสนุก แล้วก็จะไปลองดู. ครั้นมารู้รส มหรสพทางวิญญาณเข้าทีหนึ่ง ก็สั่นหัว ; นี่เรื่องทาง วิญญาณมันใช้กันไม่ได้ กับบุคคลที่เป็นวัตถุนิยม. คน เกลียดวัดจึงไม่มีช่องทางที่จะรู้เรื่องทางวิญญาณ หรือมีแสง สว่างในทางวิญญาณ ; ฉะนั้น จึงไม่รู้เรื่องหนทางที่จะบรรลุ มรรค ผล นิพพาน ; เพราะว่า ความรู้สึกของเขาไม่ต้องการ. เราจะบอกเขาว่า คนเราไม่ได้มีแต่ร่างกายอย่าง เดียว ต้องมีจิตใจด้วยคือเรื่องทางฝ่ายวิญญาณ นั้นเอง.

น.532 ๑๖๐ เรื่องทางกายมันก็ต้องการอย่างหนึ่ง, เรื่องทางฝ่ายวิญญาณ มันก็ต้องการอีกอย่างหนึ่ง. ถ้าได้ไม่ครบทั้ง ๒ อย่างชีวิตนี้ ไม่สงบ ; จะดิ้นรนอยู่ในทางที่ยังขาดอยู่ ถึงแม้จะได้ทาง กายจนอิ่มหมีพีมัน ในทางฝ่ายวิญญาณมันไม่ได้ มันก็ดิ้นรน กระวนกระวาย ; แม้จะอิ่มหมีพีมันอย่างไร มันก็หาความ สงบสุขไม่ได้. ฉะนั้น ขอให้คนเกลียดวัด พิจารณาดูเสียใหม่ให้ ดี ๆ ว่าถ้าคุณยัง มีความเดือดร้อนระส่ำระสาย กระวน กระวายนั่นนี่ ซึ่งไม่รู้ว่ามันเป็นพราะเหตุอะไรอยู่แล้ว ก็ขอ ให้เข้าใจเถอะว่า เพราะว่ามันยังขาดเรื่องทางวิญญาณ. คุณลองมาสนใจศึกษา เรื่องทางวิญญาณ นับตั้งแต่ เรื่องกิเลส ตัณหา ไปจนถึง ความยึดมั่นถือมั่น, มีความทุกข์ เพราะความยึดมั่นถือ ; แล้วคุณก็คงจะหมดความทนทรมาน ที่ไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องอะไรนั้น เป็นแน่นอน นี้เป็นเรื่องแรก ที่ว่าเราจะพูดกับคนเกลียดวัด เรื่องที่ ๒. ไม่เข้าใจเรื่องศาสนา. ทีนี้ ก็มาถึง เรื่องที่ ๒ ก็คือ เรื่องศาสนา. คำว่า "ศาสนา" ไม่เพราะหูสำหรับพวกคุณ ผู้เกลียดวัดทั้งหลาย

น.533 ๑๖๑ โดยที่แท้แล้ว ศาสนานั้นเป็นเครื่องกำจัดยาเสพติด; ไม่ ใช่เป็นยาเสพติดเสียเอง. คุณอย่าโง่ไปเชื่อพวกคนที่ เขาพูดว่า ศาสนาเป็นยาเสพติด ; นั่นเขาพูดไป เพราะ ไม่รู้ว่าศาสนานั้นคืออะไร. หรือไปเอาที่ไม่ใช่ศาสนามา เป็นศาสนา จนมองเห็นเป็นยาเสพติด ขอให้ดูเสียใหม่ว่า ศาสนาเป็นเครื่องกำจัดยาเสพ ติด. ยาเสพติดที่แท้จริงนั้นคือกิเลส ที่เป็นเหตุให้ ยึดมั่นถือมั่นอะไรโดยความเป็นตัวตน - ของตน, แล้ว มีความทุกข์เหลือประมาณ ขึ้นมาจากความยึดมั่นถือมั่นนั้น. ศาสนานี่มีหน้าที่กำจัดยาเสพติดเหล่านั้น แต่โดย เหตุที่คุณ ไม่มีความรู้เรื่องทางวิญญาณ เสียเลย จึงไม่มอง เห็นยาเสพติด ชนิดนี้ ไม่รู้จักยาเสพติดชนิดนี้ ไม่มองเห็น โดยความเป็นโทษอันร้ายกาจ จึงไม่รู้จักประโยชน์อันแท้จริง ของสิ่งที่เรียกว่าศาสนา ซึ่งเป็นเครื่องกำจัดยาเสพติด. ถ้า มีความรู้ทางจิตทางวิญญาณ กันเสียบ้าง ก็จะรู้จักความที่ ตนกำลังติดยาเสพติดอยู่อย่างงอมแงม : อุปาทานยึดมั่นใน เรื่องตัวตน - ของตน ตัวกู - ของกู, เป็นทุกข์อยู่อย่างที่จะ เอาออกไปไม่ได้. แม้จะได้ยินได้ฟังอย่างไรก็ละความยึดมั่น

น.534 ๑๖๒ ถือมั่น ซึ่งเคยชินเหลือประมาณนั้นเสียไม่ได้ นี่แหละคือ ยาเสพติด ซึ่งยิ่งไปกว่ายาเสพติด, ซึ่งศาสนาสามารถที่จะ ขจัดยาเสพติดอย่างนี้. ขอให้คุณรู้จักสิ่งที่เรียกว่าศาสนา กันเสียใหม่. จะบอกให้คนเกลียดวัดทราบต่อไปอีกว่า พระ ศาสดา แห่งศาสนา ทุกศาสนา และ ทุกองค์ นั้น เป็นยอด กัลยาณมิตรของคนทั้งหลายในโลก และเป็นผู้นำใน ทางวิญญาณ. ขอให้มองให้เห็นเถอะว่า มิตรแล้วก็จะต้อง ปรารถนาดี ; ศาสนาดีถึงที่สุดยิ่งจะเรียกว่าเป็นยอดแห่งมิตร. ถ้าเป็นเรื่องสำคัญถึงที่สุดของมนุษย์ ก็ต้องเรียกว่ายอด กัลยาณมิตร. พระศาสดา แห่งศาสนา ทุกศาสนา หวังดีต่อคน ทุกคนในสากลโลก ; เพราะว่าพระศาสดาเหล่านั้นไม่มี ตัวตนของตน ที่จะเห็นแก่ตน จิตจึงไปเห็นแก่ผู้อื่น และ เพราะความที่ได้อบรมมาตามแบบของพระศาสดา จึงมีความ หวังดี แก่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง เสมอหน้ากันไม่เลือกที่รัก มักที่ชัง.

น.535 ๑๖๓ ถ้าไปเกิดแบ่งแยกอะไร กันขึ้นมา ในระหว่าง ศาสนา นั้นมันเป็นเรื่องโง่ของคนชั้นหลัง, เป็นเรื่องทำ ผิดพลาดของคนชั้นหลัง ทำให้ศาสนาเป็นสิ่งแบ่งแยก มนุษย์ ไม่สมตามที่พระศาสดาแห่งศาสนาทุกองค์ต้องการให้ คนทุกคนในสากลจักรวาล เป็นคนคนเดียวกัน ; อย่างที่ มีโวหารในพระพุทธศาสนาเรา ว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น. คนเกลียดวัด จง สอดส่องให้ลึกลงไป ถึงจิตใจ ของพระศาสดาแห่งทุกศาสนา ก็จะพบแต่ความหวังดี หวัง ที่จะช่วยเหลือทุกคน แล้วท่านก็ มีปัญญา รวมอยู่ด้วยกับ ความเมตตา จึงทำหน้าที่แห่งศาสดาของศาสนานั้น ๆ ได้. คนเกลียดวัดจงรู้จักบุคคล ที่เรียกกันว่าพระศาสดาในโลกนี้ ในลักษณะนี้เถิด. ที่ว่า พระศาสดาทุกพระองค์ เป็นผู้นำในทาง วิญญาณ นั้นขอให้เข้าใจว่า มันเป็นหน้าที่โดยตรงของพระ ศาสดา เพราะว่าเรื่องของศาสนานั้น เป็นเรื่องทางจิตทาง วิญญาณ ; ไม่ใช่เรื่องทำมาหากินอย่างธรรมดาสามัญ แต่ เป็นเรื่องความหลุดรอดในทางจิตทางวิญญาณ ; ให้คนที่มี

น.536 ๑๖๔ กินมีใช้ อิ่มหมีพีมันแล้ว หลุดรอดจากความทุกข์อีกชนิด หนึ่ง ; คือวิญญาณของเขาไปติดอยู่ในกิเลส ไปติดอยู่ใน กองทุกข์. พระศาสดาเป็นผู้นำ ให้ออกมาเสียได้ จากกอง กิเลสและกองทุกข์ จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้นำในทางวิญญาณ คน เกลียดวัดไม่เคยมองในแง่นี้ เขาไม่มองเห็นว่า พระศาสดา เป็นผู้นำในทางวิญญาณ. ขอให้มองกันเสียใหม่. ทีนี้ ให้มองให้ลึกละเอียดลงไปในข้อที่ว่า :- (ต่อไปเทปหยุดประมาณ ๑ นาที) อีกอย่างหนึ่งนั้น คนเกลียดวัดรู้จักพระศาสดาแต่ ชนิดที่เป็นบุคคลไม่รู้จักพระศาสดาที่แท้จริง ซึ่งมิใช่บุคคล ; ดังที่ พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสว่า แม้พระองค์จะปรินิพพานไป แล้ว ก็ยังมีสิ่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ในฐานะเป็นพระศาสดาตลอด ไป. คนเกลียดวัดไม่รู้จักพระศาสดาในความหมายอันลึกซึ้ง เช่นนี้ ; รู้จักแต่บุคคล ก็คิดเสียว่าพระศาสดาก็ นิพพาน ไปหมดแล้ว เราจะไปเอาอะไรกับพระศาสดาเหล่านั้น เขาก็ ไม่นับถือพระศาสดา. แต่ว่า พระศาสดาที่แท้จริงนั้นมิใช่ บุคคล คือระบบธรรมะวินัยแห่งศาสนานั้น ๆ มีไว้ อย่างไร มีอยู่อย่างไร นั้นคือพระศาสดาองค์จริง.

น.537 ๑๖๕ พระศาสดาองค์จริงนี้อยู่ข้างหลังม่านเล็ก ๆ ของแต่ ละคน, คือความโง่ของแต่ละคนเป็นเหมือนกับม่าน ; แหวก ม่านเสียสักนิดหนึ่งเท่านั้น ก็จะพบพระศาสดา. ถ้าคน เกลียดวัด ยอมแหวกความโง่ของตนออกไปเสียข้าง ๆ สักนิด หนึ่ง ; เขาก็จะพบพระศาสดาที่ไหนก็ได้, เมื่อไรก็ได้. คนเกลียดวัดทั้งหลาย อย่าได้โง่อีกต่อไป ว่าพระศาสดานั้น นิพพานเสียแล้ว เราไม่รู้จะหากันที่ไหน ขอให้เขาเข้าใจลึกลงไป ถึงว่า พระศาสดา ก็ดี, สิ่งสูงสุดแห่งศาสนาเช่นพระเป็นเจ้า นั้นก็ดี, คือสิ่งที่เรา ทุกคนจะมีอยู่ตลอดเวลาและได้มีอยู่จริง. แม้คนนั้นจะ โง่อย่างไร, หรือว่าคนเกลียดวัดนั้นจะเป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างไร ; คนเกลียดวัดก็ยังมีศาสนาหรือพระศาสดาอยู่ตลอดเวลา ; หมายความว่าบุคคลผู้นั้นเขาสมัครเคารพรักเชื่อฟังสิ่งใด สิ่ง นั้นก็คือพระเจ้าของเขา :- ถ้าคนเกลียดวัดเป็นทาสเงิน สมัครเคารพรักเงิน เขาก็ถือศาสนาเงิน, หรือว่าเงินเป็นพระเจ้าของเขา. หรือ ว่าเขาถือเอาสิ่งใดเป็นที่พึ่งว่าเป็นความรอดของเขาแล้ว สิ่ง- นั้นมันก็คือศาสนาของเขา ; ฉะนั้น ถึงแม้ว่าเขาจะโง่

น.538 ๑๖๖ สักเท่าไร, เขาจะเกลียดวัดสักเท่าไหร่ ; เขาก็ยังมีสิ่งซึ่งเขา เคารพรักเชื่อฟัง ยึดถือเอาเป็นที่พึ่ง เป็นทางรอด นับตั้งแต่ เงินเป็นต้นขึ้นไป. คนเกลียดวัดทั้งหลาย อย่ามัวคลาน ต้วมเตี้ยมอยู่ที่นี่, คืออย่าหลงแต่เรื่องเงินเป็นพระเจ้า เป็น ศาสนาเลย. จงรู้จักพระเจ้า หรือพระศาสนา หรือพระ ศาสดา แห่งพระศาสนาให้สูงขึ้นไป. พระเจ้า หรือพระศาสดานั้นจะพูดอย่างบุคคลก็ได้ ; ถ้ามีวิธีพูดอย่างบุคคล หรือมิใช่บุคคลก็ได้ คือเป็นระบบ ธรรมะ เป็นนามธรรม ทำที่พึ่งแก่บุคคล นี้ก็ได้. เดี๋ยวนี้ เรามันรู้จักแต่ภาษาคนอย่างเดียว ไม่รู้จักภาษาธรรมเอาเสีย เลย ; เราจึงรู้จักแต่พระศาสดาชนิดที่เป็นคน ๆ พอตาย แล้วก็เลิกกัน ไม่อาจจะอยู่กับเราได้ตลอดมาจนถึงทุกวันนี้, เราโง่ถึงขนาดนี้ เราจึงไม่รู้จักพระศาสดา ที่สามารถจะอยู่ กับเราตลอดเวลา. ขอให้คนเกลียดวัดดูกันเสียใหม่ และ รู้จักภาษาธรรมกันเสียบ้าง ที่มองกว้างออกไปกว่านี้อีก ก็ขอให้คนเกลียดวัด เห็นชัดลงไปว่า ศาสนาเป็นสมบัติรวมของโลกทั้งโลก. ในโลกนี้จะมีศาสนาสักกี่ศาสนา ; ทุก ๆ ศาสนาร่วมกันเป็น

น.539 ๑๖๗ สมบัติของโลก ; คือของมนุษย์ในสากลจักรวาล คนเกลียดวัด ไม่ต้องแบ่งแยกเป็นศาสนานั่นนี่ เกลียดศาสนานั้น ถือ ศาสนานี้ ด้วยความคิดเห็นของตัว ; ยอมรับนับถือได้ ทุกศาสนา, เลือกเอาธรรมะแห่งศาสนาใดได้ทุกศาสนา ; ถ้าเป็นประโยชน์คือดับความทุกข์ได้แล้วก็จงถือเอา, ทำให้ เหมือนกับว่า ทุกศาสนาเป็นเพียงศาสนาเดียวในโลก. นี้คนเกลียดวัดไม่ยอมแตะต้อง ไม่ยอมสนใจ จึงไม่อาจจะ เข้าใจข้อเท็จจริงอันนี้. ทีนี้ มองดูให้เฉพาะให้แคบเข้ามา ก็จะเห็นว่า แต่ ละคน ๆ นั้นเขามีศาสนา หรือ ชอบแต่ศาสนาที่จะทำให้ เขาได้กำไรร้อยเท่าพันเท่า, คือศาสนาแห่งการขอร้อง อ้อนวอน ให้ได้ประโยชน์ ให้ได้บุญ ให้ได้ความสุข ให้ได้ร่ำรวย ให้ได้สวย ให้ได้อะไรต่าง ๆ ซึ่งเป็นกำไรตั้ง ร้อยเท่าพันเท่า ; เขาชอบกันแต่ศาสนาอย่างนี้. คนเกลียดวัด ทั้งหลาย ก็ดูเหมือนจะชอบกันแต่ศาสนาอย่างนี้ จึงไม่พบ ศาสนาตัวจริง, จึงยังคงเกลียดวัด ในรูปแบบของศาสนาที่ ไม่ช่วยให้รวยร้อยเท่าพันเท่า ให้ทันอกทันใจ.

น.540 ๑๖๘ อีกทางหนึ่ง เขา ชอบศาสนาที่ส่งเสริมกาม- สุขัลลิกานุโยค. ลองฟังให้ดีว่า คนพวกนี้ชอบศาสนาที่ ส่งเสริมกามสุขัลลิกานุโยค : ความรู้สึกทางกาม คือทางเพศ ระหว่างหญิงกับชาย เรียกกันว่า กามคุณ คนชอบกันอยู่แล้ว โดยสัญชาตญาณเป็นปกตินิสัย ; พอศาสนาไหนมาเอ่ยขึ้น ว่าจะช่วยให้ได้อย่างนั้น หรือส่งเสริมความเป็นอย่างนั้น คนก็แตกตื่นกันถือ. ในครั้งพุทธกาล ก็มีลัทธิกาม สุขัลลิกานุโยค มาอยู่ในรูปของศาสนาก็มี, เหลือตกทอดอยู่ ในประเทศอินเดียจนถึงทุกวันนี้ก็ยังมี ; แต่ต้องอยู่อย่าง ซ่อนเร้น เพราะว่ารัฐบาลก็ไม่ต้องการ. แต่คนเกลียดวัด จะ ชอบศาสนาที่ส่งเสริมกามสุขัลลิกานุโยค ; ถ้าพูด ให้ชัดก็เขาเอาสิ่งที่เรียกว่ากามนั้นแหละเป็นพระเจ้า หรือ พระศาสนาของเขา เขายกเอาสิ่งที่เรียกว่า "กาม" นั่นแหละ มาทูนหัวไว้ ในฐานะเป็นศาสนาของเขา ; นี่คนเกลียดวัด มีศาสนาอย่างนี้. เราจะบอกแก่ท่านว่า ศาสนาที่แท้จริงนั้นมันต้องเป็น อย่างนี้ ถ้าพยายามชำระสะสางศาสนาผิด ๆ ของท่าน มาสู่ ความถูกต้องอย่างนี้ แล้วก็จะได้รับรสอันใหม่ รับอานิสงส์

น.541 ๑๖๙ อันใหม่. ท่านจะชอบหรือไม่ ? ก็ลองไปคิดดู. นี่เราพูด กับคนเกลียดวัดอย่างนี้. เรื่องที่ ๓. ไม่เข้าใจธรรมะ. เรื่องถัดไปอีก ก็คือ เรื่องพระธรรม หรือธรรมะ คนเกลียดวัด ไม่ชอบธรรมะ อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า เขาเป็นคน เกลียดวัด ก็คือเกลียด ว่าในวัดมีธรรม มี ธรรมะนั่นเอง. เขาไม่รู้จักธรรมะ ก็เกลียดธรรมะได้ ด้วยการสันนิษฐานเอา ; ฟังไม่ศัพท์ จับเอามากระเดียด ว่าธรรมะนั้น จะเป็นเรื่องขัดคอชาวโลกไปเสียทุกสิ่ง ทุกอย่าง. เราจะบอกแก่คนเกลียดวัดว่า ธรรมะนั้น คือ ระบอบของการประพฤติกระทำ ให้ถูกต้องกับความเป็น มนุษย์ของเรา ในทุกขั้นทุกตอนแห่งวิวัฒนาการ ; ไม่ ว่าจะเป็นด้านสังคมหรือด้านเอกชน, ไม่ว่าจะเป็นด้านจิต หรือเป็นด้านวิญญาณ. ธรรมะคือสิ่งนี้เท่านั้นไม่มีอื่น. เมื่อ เป็นอย่างนี้แล้ว คุณจะเกลียดธรรมะได้อย่างไร ? คุณเป็น คนบ้าแล้วหรืออย่างไร ? เพราะว่า ธรรมะนั้นคือระบบการ

น.542 ๑๗๐ ปฏิบัติที่ถูกต้อง สำหรับมนุษย์ทุกขั้นทุกตอนแห่งวิวัฒนาการ ของเขา : แล้วคุณ จะเกลียดธรรมะได้อย่างไร. ทีนี้ เราไม่มีโอกาสจะเผชิญหน้ากันกับคนเกลียดวัด โดยตรง ในที่นี้ก็จะต้องขอพูดต่อไป ว่า ธรรมะนั้นคือหน้าที่ ตามกฎของธรรมชาติ; อธิบายให้คนเกลียดวัดฟังว่า ธรรมะนั้นคือเรื่องของธรรมชาติ, ธรรมะนั้นคือเรื่องของ กฎธรรมชาติ, ธรรมะนั้นคือเรื่อง หน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามกฎ ของธรรมชาติ, ธรรมะนั้นคือผลที่ได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่ นั้นสำเร็จ. ในที่นี้เราเล็งเอาข้อที่ ๓ คือ หน้าที่ที่จะ ต้องปฏิบัติ ให้ถูกต้องต่อกฎของธรรมชาติ, ธรรมะคือ สิ่งที่เราจะต้องทำให้ถูกต้อง แล้วคุณจะไปเกลียดธรรมะให้ เป็นบ้าเองไปทำไม ธรรมะคือหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ที่เราจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องและครบถ้วน แล้วคุณจะไป เกลียดให้บ้าไปทำไม. ขอให้ถือว่า ธรรมะนั้นต้องมีในทุกสิ่ง การศึกษา ก็ดี การเมืองก็ดี การเศรษฐกิจก็ดี ; แม้ที่สุดแต่ความ ฉลาดเฉลียวเฉพาะคน มันก็ต้องมีธรรมะเข้าไปประดับประ- คองอยู่ทั้งนั้น. การศึกษาที่ขาดธรรมะ ก็เป็นการศึกษาที่

น.543 ๑๗๑ ทำลายโลก, การเมือง การเศรษฐกิจ ที่ไม่มีธรรมะ มันก็ คือทำประเทศให้ฉิบหาย, ความฉลาดส่วนบุคคลที่ไม่มีธรรมะ ก็ทำให้ทำสิ่งที่ไม่มีประโยชน์แก่ใคร แล้วก็เป็นโทษแก่ ทุกคน. ฉะนั้นจึงถือว่า ขาดธรรมะเสียเมื่อใดก็จะมีแต่ สิ่งเลวร้าย, หรือสภาพที่เลวร้ายอยู่โดยทั่วๆไป: นี้คุณ จะเกลียดธรรมะไปถึงไหน. ธรรมะนั้นเป็นแสงสว่างทางวิญญาณ ; จิตใจ อาศัยธรรมะเป็นแสงสว่าง, ตะเกียงก็ไม่เป็นแสงสว่างแก่ จิตใจได้ ดวงอาทิตย์สักร้อยดวงพันดวง ก็ไม่เป็นแสงสว่างแก่ จิตใจได้ แต่ กฎแห่งธรรมชาติ หรือ สัจจธรรมทั้งหลาย สามารถเป็นแสงสว่างแก่จิตใจ, ให้จิตใจเดินไปถูกทาง แล้วก็ไม่มีปัญหาอะไรเหลือ. นี่แหละขอให้มองเห็นเถอะว่า ธรรมะหรือแสงสว่างทางวิญญาณนั้น มีความจำเป็นสักเท่าไร. คนเกลียดวัดทั้งหลาย จงคิดดูเสียใหม่. เรื่องที่ ๔. ไม่เข้าใจเรื่องโลกุตตระและนิพพาน. ทีนี้ ก็มาถึง เรื่องที่ ๔ เรื่องโลกุตตระและ นิพพาน. คนเกลียดวัด ไม่รู้เรื่องโลกุตตระ, ไม่รู้เรื่อง

น.544 ๑๗๒ นิพพาน ได้ยินเข้าก็สั่นหัว. คนเกลียดวัดเขาหาว่า เรื่อง โลกุตตระนั้นเอามาให้ชาวบ้านไม่ได้, เอาเรื่องโลกุตตระเรื่อง นิพพานมาให้ชาวบ้าน ก็จะเอามาทำความฉิบหายให้แก่ชาว บ้าน อย่าเอาเข้ามาสอน, อย่าเอาเข้ามาพูด. คนเกลียดวัดบางคนก็พูดว่า เรื่อง โลกุตตระ, นิพพาน เป็นต้นนั้น เอามาประพฤติพร้อมกันกับการทำ มาหากิน อยู่ในโลกนี้ไม่ได้. นี้มันก็เป็นความเข้าใจ ส่วนตัวของคนเกลียดวัด เป็นการลืมตาโง่, แล้วก็พูดออก มา. เขาลืมตาอยู่แท้ ๆ มองเห็นอะไรอยู่แท้ๆ ก็ยังโง่ได้ ; แล้วก็พูดออกมาว่า เรื่องโลกุตตระนั้นเอามาร่วมกับเรื่อง โลกิยะในบ้านในเมืองไม่ได้. นี่เขา ไม่รู้จัก สิ่งที่เรียกว่า โลกุตตระ และเขา เกลียดสิ่งที่เรียกว่าเป็นโลกุตตระ อยู่ เป็นต้นทุน เป็นเดิมพันอยู่ตลอดเวลา. เราจะบอกให้เขารู้ว่า คนเกลียดวัดทั้งหลายเอ๋ย, ท่าน จงเข้าใจกันเสียใหม่ว่า โลกุตตรธรรมนั้นคือยา ระงับพิษ ในเมื่อโลกิยธรรมมันเกิดเป็นพิษขึ้นมา. โลกิยธรรมเรื่องทำมาหากิน เรื่องได้ผล เรื่องเสวยผล เรื่อง

น.545 ๑๗๓ บ้านเรื่องเรือน เรื่องลูกเรื่องเมีย เรื่องสามีอะไรก็ตาม, นี้ รวม ๆ เรียกว่าเรื่องโลกิยธรรม. ถ้าโลกิยธรรมมันเกิดเป็นพิษขึ้นมาเมื่อใด ไม่มีอะไร ที่จะระงับพิษนั้นได้ นอกจากเรื่องโลกุตตรธรรม; แล้ว ในโลกนี้มันจะมีได้อย่างไรที่เต็มไปด้วยโลกิยธรรมแล้วจะไม่ เกิดเป็นพิษขึ้นมา. ฉะนั้น จงคิดดูเถอะว่า มัน มีอะไรที่ จะต้องเกิดเป็นพิษขึ้นมา : เช่น ค้าขายขาดทุน ลูกตาย เมียตาย ผัวตาย เด็ก ๆ สอบไล่ตก อุบัติเหตุอย่างนั้นอย่างนี้ ถูกขโมยอย่างนั้นอย่างนี้ มันล้วนแต่เป็นสิ่งที่ต้องมีในโลกนี้ ในหมู่โลกิยธรรมทั้งหลาย อย่างนี้เราเรียกว่า เมื่อโลกิย- ธรรมมันเป็นพิษขึ้นมา ; แล้วอะไรจะระงับพิษเหล่านั้น ให้คนอยู่เป็นปกติได้ โดยที่ไม่ต้องเป็นบ้า ไม่ต้องเป็นโรค เส้นประสาท หรือไม่ต้องแก้แค้นให้กลายเป็นอันธพาลไป เสียเอง. เราจึงสรุปความว่า โลกุตตรธรรมนี้มีไว้เผชิญ หน้ากับโลกิยธรรม เมื่อมันเกิดเป็นพิษขึ้นมาให้ทัน เวลา. โลกิยธรรมเป็นพิษขึ้นมาเมื่อไรต้องเอาโลกุตตรธรรม เสือกเข้าใส่หน้ามัน ให้ทันแก่เวลา ในที่นั้นในเวลานั้น มัน

น.546 ๑๗๔ จึงจะหยุดร้องไห้, หรือว่าหยุดฆ่าตัวตาย, หรือว่าหยุดทำอะไร ผิด ๆ เลว ๆ; ฉะนั้น จง เตรียมโลกุตตรธรรมไว้ ใน ฐานะเป็นยาระงับพิษ, เตรียมไว้ให้พร้อม. เหมือนอย่าง กับเราเตรียมยา แก้ปวดหัว ปวดท้อง อะไรต่าง ๆ ไว้พร้อม พอเกิดโรคนี้ขึ้นมาเราก็กินได้ทันเวลา. ขอให้ คนเกลียดวัด จงเตรียมยาโลกุตตรธรรม หรือเรื่องของ พระนิพพาน นั้น ไว้ให้ทันเวลา จะได้ใช้เผชิญหน้ากับโลกิยธรรมที่เกิดเป็น พิษ. ที่เราเรียกว่า โลกุตตระ แปลว่า เหนือโลก นั้น ก็ เพราะว่ามัน ระงับโลกิยะได้ อย่างที่ชาวบ้านเรียกว่าชะมัด หรือชะงัด. ธรรมะนี้ได้ชื่อว่าโลกุตตรธรรม ก็เพราะว่า ระงับพิษของโลกิยะได้ชะมัดหรือชะงัด ; ถ้าไม่อย่างนั้น ไม่เรียกว่าโลกุตตรธรรมให้เสียเวลา ให้เสียชื่อ. คนเกลียดวัดต้องรู้ไว้ว่า คำว่า "นิพพาน" นั้นแปล ว่า เย็น ; ฉะนั้น เมื่อใดมันร้อนขึ้นมา ก็ขอให้มีความเย็น สำหรับจะหยุดความร้อนนั้นเสีย. เราศึกษาเรื่อง นิพพาน ไว้ให้เพียงพอ ว่ามัน มีใจความสำคัญคือเย็น ไฟกิเลส และ ไฟทุกข์ มัน ร้อน ; พอนิพพานเข้ามามันก็ดับ แล้วมัน

น.547 ๑๗๕ ก็เย็น. ฉะนั้น เราจะต้องรู้จักพระนิพพาน ในฐานะเป็น เรื่องเย็น ; พอร้อนเกิดขึ้น ก็เสือก เอาเย็นนี้เข้าไปใส่ หน้าความร้อน ให้ความร้อนนั้นระงับดับหายไป ; เรื่องโลกุตตระและนิพพาน มีความหมายอย่างนั้น. แล้วก็ให้รู้ต่อไปว่า ที่คน ทุกคนส่วนมากเป็น ปกติอยู่รู้ได้ ไม่เป็นบ้า ไม่เป็นโรคประสาทอยู่ทุกวันนี้ ก็ เพราะพระคุณของธรรมะ หรือ โลกุตตรธรรม นั้นเอง ; แม้ว่าไม่เต็มขนาด มันก็เป็นสัดส่วนที่พอสมควรกัน. แต่ ว่าเขาไม่รู้สึกตัว ว่าหลาย ๆ คนที่นี่ก็ตาม ไม่เป็นโรคประสาท ไม่เป็นบ้า อะไรมาป้องกันไว้ ? ก็คือโลกุตตรธรรมหรือพระ นิพพานในพระพุทธศาสนา ที่เรามีอยู่โดยไม่รู้สึกตัว, หรือ แม้จะเรียกว่ามีอยู่โดยธรรมชาติก็ได้ ช่วยป้องกันไว้ไม่ให้ ต้องเป็นบ้า. ถ้าเราปล่อยไปตามอารมณ์ที่มากระทบ : ให้ รักมากก็เป็นบ้า, ให้โกรธมากก็เป็นบ้า, ให้เกลียดมากก็เป็น บ้า, ให้กลัวมากก็เป็นบ้า, เรามีสติปัญญา ที่จะสลัดสิ่งเหล่านี้ ออกไปเสียตามสมควร ; ดังนั้นเราจึง ไม่เป็นบ้า หรือ ไม่ เป็นโรคประสาท รอดอยู่ได้เพราะอำนาจของสิ่งที่เรียก ว่า พระนิพพาน หรือ โลกุตตรธรรม.

น.548 ๑๗๖ เดี๋ยวนี้ คนเกลียดวัดไม่รู้จักพระนิพพาน ในลักษณะ อย่างนี้ , รู้จักพระนิพพานแต่ในภาษาคน. หรือว่าพูด กันตามแบบศาลาวัด ไม่รู้ว่าพระนิพพานนั้นคืออะไร ; แล้ว เขาก็พูดเลยเตลิดไป ว่าพระนิพพานนั้นอยู่สุดกู่, ต้องตายไป แล้วอีกกี่ร้อยชาติ พันชาติ หมื่นชาติ กี่กัปป์กี่กัลป์ก็ไม่รู้จึง จะบรรลุถึงนิพพาน. นี่เป็นเรื่องของคนไม่รู้เขาพูด; คน เกลียดวัดก็พลอยไม่รู้ แล้วจับเอาไปยึดถือก็พลอยเชื่อไปตาม คนเหล่านั้น. ที่จริง นิพพาน ไม่ได้อยู่สุดกู่ : อยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้ อาจจะหาพบได้ทุกคราว ที่มีความทุกข์เกิดขึ้น. เมื่อใด มีความทุกข์เกิดขึ้น ดับทุกข์นั้นลงไปเสียได้เท่าไร ก็เป็น นิพพานเท่านั้น ; ฉะนั้น นิพพานก็อยู่ตรงที่ความดับ ทุกข์ จะเรียกให้กว้างก็เรียกว่า อยู่ในวัฏฏสงสารนั่นเอง, มีวัฏฏสงสาร, มีความทุกข์เมื่อไร, คนฉลาดก็จะหา พบ นิพพานได้ ที่นั่น คือดับความทุกข์นั้นเสีย. วัฏฏสงสาร หรือ ความทุกข์ นี้ก็ อยู่ในคนนี่เอง . ในคนคนหนึ่ง ซึ่ง มีร่างกายยาวประมาณวาหนึ่งนี้ มันมีความทุกข์ ; แล้วก็ ดับทุกข์ได้ที่ความทุกข์ มันก็ อยู่ในคนด้วยกัน มันสำเร็จ ด้วยการปฏิบัติของคนคนนั้น.

น.549 ๑๗๗ ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสว่า ความทุกข์ ก็ดี เหตุให้เกิดความทุกข์ ก็ดี ค วามดับสนิทแห่งความทุกข์ ก็ดี ทางให้ถึงความดับสนิทแห่งความทุกข์ ก็ดี ตถาคตบัญญัติไว้ ในกายที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้ ซึ่งยังมีทั้งสัญญาและใจ. หมายความว่ากายที่ยังเป็น ๆ ไม่ใช่กายที่ตายแล้ว ; ในกายตายแล้ว มันไม่มีอะไรอย่างนี้ได้. ใน กายที่ยังเป็น ๆ มี สัญญาและใจนี้ มีทั้งความทุกข์ ทั้งเหตุให้เกิดทุกข์ ทั้งความ ดับทุกข์ และทางให้ถึงความดับทุกข์. คนเกลียดวัดไม่เคยได้ยินอย่างนี้ ; ถึงแม้ได้ยินก็ไม่เข้าใจ. ฉะนั้นขอให้มีความรู้อันถูกต้องเสียใหม่ ว่า นิพพานนี้หาพบได้ในกายนี้ ; เมื่อมีความทุกข์, มีความทุกข์เมื่อไร ก็ทำให้มันดับลงไป ก็จะเป็นนิพพานเมื่อนั้น เท่านั้น ตามสมควรแก่เรื่องนั้น ๆ ไม่ต้องรอต่อตายแล้วอีกกี่กัปป์กี่กัลป์. เขา จะต้องมีนิพพานให้ทันท่วงที เมื่อลูกตาย เมียตาย ผัวตาย, หรือว่าเด็ก ๆ เขาสอบไล่ตก, หรือว่ามีอะไรเป็นอุบัติเหตุอันใหญ่ยิ่งเข้ามาครอบงำ, เขาจะต้องหาพบนิพพานได้ที่นั่น ; มิฉะนั้นเขาจะเป็นบ้า, มิฉะนั้นเขาจะ

น.550 ๑๗๘ เป็นโรคเส้นประสาท, หรือมิฉะนั้นเขาจะฆ่าตัวตายเติมเข้าไปอีก, นี่นิพพานอยู่ที่นี่ และเราไม่เป็นบ้าอยู่ได้ทุกวันนี้ ก็เพราะความคุ้มครองของพระนิพพาน. ถ้าเรารู้เรื่องโลกุตตระ ในฐานะเป็นยาระงับพิษ เมื่อโลกิยะเป็นพิษโดยทำนองนี้แล้ว ก็ไม่มีอะไรที่จะเป็นเรื่องของการสูญเสีย ; จะไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องของความทุกข์, สามารถจะเปลี่ยนความทุกข์ให้กลายเป็นเรื่องของไม่ทุกข์, เปลี่ยนเรื่องสูญเสียให้เป็นเรื่องได้กำไร, เปลี่ยนเรื่องร้ายให้กลายเป็นดี, เปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นมิตร, เปลี่ยนอุปสรรคให้กลายเป็นการศึกษาที่ดีที่สุด จนกระทั่งพูดได้ในที่สุดว่า ดูให้ดี มีแต่ได้ ไม่มีเสีย. ถ้าเขา รู้เรื่องพระนิพพานเรื่องโลกุตตระดีแล้วจะไม่มีอะไรเสีย : สูญเสียอะไรลงไป ก็เป็นการศึกษา, ความเจ็บความไข้ ก็กลายเป็นการศึกษา, แม้แต่ความตายจะมาถึง ก็กลายเป็นสิ่งมาทำให้ฉลาด. ฉะนั้น ความรู้เรื่องโลกุตตระ และ เรื่องนิพพานนั้น เป็นของที่ มีค่าสูงสุด อย่ามัวเกลียดอยู่เลย. คนเกลียดวัดทั้งหลายเอ๋ย, จงเข้าใจโลกุตตระและนิพพานกันอย่างนี้.

น.551 ๑๗๙ เรื่องที่ ๕. ไม่รู้เรื่องภาษาคน, ภาษาธรรม. ทีนี้ มาถึง เรื่องที่ ๕ ที่จะพูดกับคนเกลียดวัดต่อไป คือเรื่อง ภาษาคน ภาษาธรรม. ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า คนเกลียดวัดนั้นรู้แต่เรื่องภาษาคน ; ไม่รู้เรื่องภาษา ธรรม เดี๋ยวนี้มาพูดให้คนเกลียดวัดรู้เรื่องภาษาธรรมกัน เสียบ้าง, พูดตั้งแต่ชั้นเด็กอมมือไปเลย. เด็กอมมือเขาก็ ไม่ค่อยรู้ภาษาธรรม รู้แต่ภาษาคน. ครูบาอาจารย์ก็สอน เขาแต่เรื่องภาษาคนไม่ได้สอนเรื่องภาษาธรรม. ฉะนั้น เด็ก ๆ จึงรู้เรื่องแต่เรื่องภาษาคน ไม่ค่อยรู้เรื่องภาษาธรรม. นี้ ตัวอย่างที่ ๑ เราก็จะบอกเขาว่า ถ้าพูดโดยภาษา คน พระพุทธเจ้านั้นนิพพานแล้ว คือ ตายแล้ว เผาแล้ว เหลือแต่กระดูก ; แต่ถ้า พูดภาษาธรรม จะพูดว่า พระพุทธเจ้า ไม่ตาย, ไม่รู้จักตาย อยู่กับเราตลอดกาลทุกเมื่อ ในที่ ทุกแห่ง. คนเกลียดวัดลองคิดดู คนเกลียดวัดลองฟังดูว่า ถ้าพูดภาษาคนพระพุทธเจ้าตายแล้ว เผาแล้ว ไม่มีอะไรแล้ว ; แต่ถ้าพูดโดยภาษาธรรม พระพุทธองค์ยังอยู่กับเรา ทุกเวลา และทุกแห่ง.

น.552 ๑๘๐ คนเกลียดวัดคงจะไม่ยอมเชื่อ หาว่าพูดเอาเอง ก็ต้องพูดกันต่อไปอีกสักหน่อย จะอ้างบาลีมาให้เขาฟังก็ได้ คือให้เขามองเห็นว่า พระพุทธเจ้าพระองค์จริงในภาษาธรรม นั้นเป็นอย่างไร, ทำไมไม่รู้จักตาย, แล้วทำไมมาอยู่กับเรา มาอยู่ที่ไหน ? มาอยู่ในหัวใจเรา. พระพุทธเจ้าพระองค์ จริง ที่ไม่รู้จักตาย และไม่ถูกเผานั้น อยู่ในหัวใจเรา ; ไม่เที่ยวเดินอยู่ตามถนนหนทาง จนมีคนปากจัดพวกหนึ่ง มันกล้าพูดว่า ถ้าเห็นพระพุทธเจ้า เที่ยวมาเดินอยู่ตามถนน แล้ว ช่วยกันตีเสียให้ตาย เพราะว่านั่นไม่ใช่พระพุทธเจ้า จริง. พระพุทธเจ้าจริง ไม่มาเดินเพ่นพ่านอยู่ตามถนน ; แต่ อยู่ในหัวใจของคน อย่างนี้เป็นต้น. ภาษาคน กับ ภาษาธรรม มัน ต่างกัน อยู่ถึง อย่างนี้ มันมากหรือน้อย ก็ไปคำนวณดูเถิดว่าถ้าภาษาคนนั้น พระพุทธเจ้าตายแล้ว ; ถ้าภาษาธรรมนั้น พระพุทธเจ้า ยังไม่รู้จักตาย และยังอยู่กับเรา. ทีนี้ พูด ภาษาคนภาษาธรรม ในเรื่องอื่น ๆ ต่อไป อีก, ตัวอย่างที่ ๒ เช่น เรื่องพระศาสนา. ภาษาคน เขา พูดว่า ศาสนาคือคำสั่งสอน ; เหมือนที่เด็กๆ ในโรงเรียน

น.553 ๑๘๑ ก็เรียน แล้วครูก็สอนว่า ศาสนาคือคำสั่งสอน บางทีเขา เขียนอยู่ในใบลาน พิมพ์อยู่เป็นสมุดเล่มในหนังสือตู้พระ- ไตรปิฎก, ศาสนาแปลว่าคำสั่งสอน นี้ภาษาคน. แต่ถ้า ภาษาธรรม ศาสนาคือระบบปฏิบัติที่ดับทุกข์ได้ ; ต้องเป็น ตัวการปฏิบัติที่ปฏิบัติอยู่ ; ไม่ใช่เป็นแต่เพียงคำสั่งสอน, แล้วปฏิบัติอยู่นั้นต้องถูกต้อง คือดับทุกข์ได้. ศาสนาคือ ระบบปฏิบัติ ที่กำลังปฏิบัติอยู่ และดับทุกข์ได้; นั่นคือ ตัวศาสนา. ใครจะมีศาสนาหรือไม่มีศาสนา ขอให้ดูกันที่ตรงนี้ : ถ้า มีแต่ความรู้เรื่องปริยัติเรื่องคำสั่งสอน ก็มีศาสนาในภาษา คน ไม่ใช่ภาษาธรรม ; ยังเกือบจะใช้อะไรไม่ได้ในทาง ดับทุกข์. แต่ถ้ามี ศาสนาที่แท้จริง มีระบบปฏิบัติอยู่ที่ กาย ที่วาจา ที่จิต ถูกต้องอยู่ ความทุกข์เกิดไม่ได้, หรือ ความทุกข์ที่มีอยู่หายไป. นี้คือตัวศาสนาที่ถูกต้อง ตาม ภาษาธรรม. ทีนี้ ตัวอย่างที่ ๓ จะพูดถึงคำว่า พระ ในภาษาคน กับ ภาษาธรรม ต่อไปอีก. ภาษาคน ก็พูดว่า พระอยู่ที่วัด ; เหมือนเด็ก ๆ อมมือมันพูดว่าพระอยู่ที่วัด, คนแก่หัวหงอก

น.554 ๑๘๒ แล้วก็ยังพูดอย่างนี้ นี้ก็พูดกันอย่างภาษาคนของเด็ก ๆ. ถ้าพูด ภาษาธรรม ที่แท้จริง มันก็ว่า พระอยู่ในเรา ; ถ้าไม่มาอยู่ในเรา อย่าไปเรียกว่าพระให้มันป่วยการ มันใช้อะไรไม่ได้. ถ้าพระยังอยู่นอกเรา นั่นไม่ใช่พระดอก เพราะไม่มีประโยชน์อะไรแก่เรา. ต่อเมื่อ พระมาอยู่ในเรา มีคุณธรรมอันประเสริฐดับทุกข์ได้ นั้นจึงจะเรียกว่า พระแล้วก็อยู่ในเรา, เรารู้สึกหรือเราเห็นด้วยใจ. ถ้าอยู่ข้างนอกไม่มี, เรียกว่าไม่มี, มีค่าเท่ากับไม่มี ; เพราะฉะนั้นจึงไม่มีทางที่จะพูดว่า พระอยู่ข้างนอก. เราไปรู้ของเขาไม่ได้ของคนอื่นเราไปรู้ของเขาไม่ได้, เราจะรู้ได้แต่ที่มีอยู่ในใจของเรา, ฉะนั้น พูดให้ถูกต้องโดยภาษาธรรม ก็ต้องพูดว่า พระอยู่ในเรา. ถ้าพูดว่า พระอยู่ที่วัด เป็นเรื่องของภาษาคน ภาษาคนโง่ ไม่รู้ธรรมะเลย. ทีนี้ ตัวอย่างที่ ๔ พูดถึงคำว่า พระเจ้า ถ้าเป็น ภ าษาคน เขาก็เข้าใจกันว่า พระเจ้ามีความรู้สึกเหมือนกับคน : โกรธก็ได้ รักก็ได้ อะไรก็ได้, เราต้องประจบพระเจ้ากันเกือบตาย ; นี่พระเจ้าในภาษาคนเป็นอย่างนั้น. 1 2 ค 9 เ

น.555 ๑๘๓ พระเจ้าในภาษาธรรมนั้น คือ อำนาจตามธรรมชาติ อันหนึ่ง ซึ่งมีอำนาจทุกๆ อย่าง ; ตามที่เขาพูดกันว่า พระเจ้าจะต้องมี อำนาจการสร้างโลก นี้ขึ้นมา, อำนาจการควบคุมโลก นี้ไว้ให้เป็นระเบียบ, อำนาจยุบเลิก โลกนี้เสียเป็นคราว ๆ. คอยดูอยู่ในที่ทุกแห่ง ให้ทุกๆ อย่างเป็นไปอย่างถูกต้อง ตามกฎของกรรมหรือตามกฎของอิทัปปัจจยตา ; อย่างนี้ไม่ต้องเป็นคน ไม่ต้องมีหัว หู ตีน มือ อย่างคน. แต่ต้องเป็นอย่างพระเจ้า. ทีนี้ จะเป็นอะไรเราก็พูดไม่ได้ บรรยายไม่ได้ มันต้องเป็นอย่างพระเจ้า ไม่ใช่เป็นอย่างคน. พระเจ้าในภาษาธรรม ซึ่งเราจะเรียกกันว่า เป็นกฎของธรรมชาติ มีลักษณะเป็นนามธรรมยิ่งกว่าเป็นนามธรรม ; ยิ่งกว่านามธรรมหมายความว่า มันเป็นอสังขตะ. ไม่ต้องมีอะไรปรุงแต่ง ; อย่างนี้เรียกว่า เป็นนามธรรมยิ่งไปกว่านามธรรม ; นามธรรมตามธรรมดานั้นก็เป็นสังขตะ ฉะนั้น พระเจ้าเป็นอะไรอันหนึ่งก็ไม่รู้ ; เราบรรยายไม่ได้, เราพูดไม่ได้, พูดได้แต่สรุปความว่า เป็นอำนาจอันหนึ่ง มีอำนาจ ทำหน้าที่สมบูรณ์ ตามแบบที่พูดกันไว้ว่า พระเจ้านั้นทำอะไรได้บ้าง. นี่พระเจ้าในภาษาธรรม. ถ้าพระเจ้า

น.556 ๑๘๔ ในภาษาคน ก็เหมือนกับที่เขาวาดเป็นรูปภาพให้ลูกเด็ก ๆ ดู ให้อ้อนวอนให้บวงสรวง ให้อะไรกันไปตามเรื่อง, หรือปั้น เป็นรูปปั้นก็มี. นี่ คนเกลียดวัด นี้ก็เหมือนกับเด็กอมมือ รู้จัก พระเจ้าแต่ในภาษาคน ไม่รู้จักพระเจ้าในภาษาธรรม จึงไม่เข้าถึงพระเจ้าในภาษาธรรม, จึงไม่ได้รับประโยชน์ อะไรจากการมีอยู่ของพระเจ้า ทีนี้ ตัวอย่างที่ ๕ ก็จะดูไปยังเรื่องอีกเรื่องหนึ่งซึ่ง คนเขาพูดกันมากที่สุด คือ เรื่องนรกเรื่องสวรรค์. เรื่อง นรก นี้ก็จะต้องใช้คำว่าอบาย, อบายทั้ง ๔ คือ นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย. คนเกลียดวัดก็เลยสุมหัวพูดกันอยู่แต่พวกคนโง่ด้วย กัน ว่านรกอยู่ใต้ดิน มีหม้อ มีไฟ มีอะไรก็ตามแต่จะพูด ; นั้นเป็นภาษาคน. แต่ถ้า ภาษาธรรม นรกหมายถึงความ ร้อนใจ ในขนาดนั้น นรก คือความร้อนใจ ในขนาดที่ถูก ต้ม ถูกเผา ถูกที่ม ถูกแทง ถูกอะไรก็ตาม, มันเป็นความ ร้อนใจขนาดนั้น, แล้วได้รับอยู่ทุกวัน ทำไมไม่เห็น, ทำไม ไม่มองดู, ไปหวังแต่สิ่งที่ยังไม่มาถึง แล้วมันก็ไม่จำเป็น

น.557 ๑๘๕ สำหรับเรา เพราะว่าเราไม่ได้ทำความชั่ว. เราควรจะรู้จัก นรก ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่านรกอยู่ที่นั่น : เมื่อใดตาทำผิด ก็เป็น นรกที่ตา, เมื่อใดหูทำผิดก็เป็นนรกที่หู เมื่อใดจมูกทำผิด ก็เป็นนรกที่จมูก, เมื่อใดลิ้นทำผิด ก็เป็นนรกที่ลิ้น, เมื่อใดผิวหนังทำผิด ก็เป็นนรกอยู่ที่ผิวหนังทั้งตัว เมื่อใด ใจทำผิด ก็เป็นนรกอยู่ที่ใจ, นรกในภาษาธรรมเป็นอย่างนี้. ทีนี้ เปรต ในภาษาคน เขาว่ารูปร่างอย่างนั้นน่า- เกลียด น่ากลัว หิว ผอม, กินเลือด กินหนองของตัวเองนี้ ก็ตามใจ. แต่ ในภาษาธรรม เราหมายถึง ความหิวด้วย อำนาจกิเลสตัณหา ที่มีอวิชชามากเกินไป ; มีรูปร่างหน้าตา อย่างคน ๆ จนดูไม่รู้จักว่าใครนั่นแหละ มันอาจจะเป็นเปรต อยู่ในภายใน เพราะมีกิเลสที่เป็นเหตุให้หิวอย่างนั้นอยู่ก็ได้. นี่เปรตในภาษาธรรมเป็นอย่างนี้ แล้วระวังให้ดี มันจะเป็น ได้ง่าย เป็นได้ไม่ทันรู้ตัว. เปรตอย่างที่เขาพูดกันนี้ ไม่รู้ อยู่ที่ไหน แล้วก็ไม่เกี่ยวกับเราก็ได้. แต่เปรตที่มันเกี่ยว กับเรานั้นก็คือ กิเลสความหิวของเราเอง เกิดขึ้นถึงที่สุด แล้วมันก็ทำให้เป็นเปรต นี่คือ เปรตในภาษาธรรม.

น.558 ๑๘๖ ทีนี้ เดรัจฉาน, คำนี้ เดรัจฉาน เอา เดรัจฉานตาม ทุ่งนา วัวควาย เป็นต้น นั้น ภาษาคนพูด. เดรัจฉานใน ภาษาธรรม ก็คือ ความโง่อย่างสัตว์เดรัจฉาน. ที่ใครคนใด คนหนึ่งกำลังโง่ ที่นั่งอยู่ที่นี่ ลองโง่อย่างสัตว์เดรัจฉาน มัน ก็เป็นสัตว์เดรัจฉานขึ้นมาทันที. นี้เรียกว่า เดรัจฉานใน ภาษาธรรม. ทีนี้ อสุรกาย ก็ เป็นผีชนิดหนึ่ง ภาษาคน เขาพูด กันว่าอย่างนั้น ไม่เห็นตัว คอยหนีอยู่เรื่อยไม่ให้เห็นตัว. ถ้า ภาษาธรรม เราพูดว่า ความขลาดที่ไม่กล้าเผชิญหน้ากับใคร นี้เป็นอสุรกาย. เมื่อเรากลัว เราไม่กล้าเผชิญหน้ากับใคร เราไม่อยากให้ใครเห็น ; นี้คืออสุรกายในภาษาธรรม ระวัง ให้ดี; แล้วคนก็มีความประหม่ากลัวตัวสั่นอยู่บ่อย ๆ เขา วานมาทำนี้ทีก็ไม่กล้าทำหนีไปเสีย; เพราะว่ามันมีความ กลัว ไม่มีความสามารถที่ทำให้กล้าหาญ. นี้เป็นอบาย ที่เราเปรียบเทียบกัน ในภาษาคนกับ ภาษาธรรม ; แต่แล้วเราก็ไม่ได้ยกเลิกอบายในภาษาคน ไว้ให้คนเกลียดวัด หรือไว้ให้คนแบบเดียวกับคนเกลียดวัด รักษาเอาไว้สำหรับพวกเขาในความคิดนึกของเขา. แต่เรา

น.559 ๑๘๗ มองเห็นอบาย ในภาษาธรรมอย่างนี้แล้ว ระมัดระวังป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้แก่เรา เราก็ไม่ตกอบาย. นี่ตัวอย่างที่ว่า ภาษาคนกับภาษาธรรมที่คนเกลียดวัดรู้, หรือยังไม่รู้. หรือไม่อาจจะรู้, เราก็จะบอกให้คนเกลียดวัดสนใจ เลื่อนชั้นตัวเองกันเสียบ้าง ; อย่ามัวรู้กันอยู่แต่ภาษาคน. แม้คำพูดอื่น ๆ ก็ควรจะรู้กันในทำนองนี้ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป. ตัวอย่างที่ ๖ เช่นคำว่า ชีวิต นี้ ในภาษาคน ก็หมายถึง เนื้อหนังยังสด ๆ อยู่ ยังไม่ตาย ; แต่ถ้าใน ภาษาธรรม หมายถึง ความไม่ตายของพระนิพพาน ของอมตธรรม. นั้นจึงจะ เรียกว่าชีวิตนิรันดร ; ไม่ใช่ชีวิตเนื้อหนังสด ๆ เหมือนต้นไม้ สัตว์ บุคคล ยังสดยังเป็นอยู่ ก็เรียกว่าชีวิต นั้นมันชีวิตในภาษาคน. ถ้าชีวิตแท้จริงในภาษาธรรม ก็หมายถึงอมตธรรมหรือความเป็นนิรันดร ของโลกุตตรธรรมของพระนิพพาน ; เมื่อบรรลุถึงธรรมะนั้นแล้วเรียกว่าไม่ตาย คนนั้นไม่ตาย เพราะคนนั้นบรรลุถึงอมตธรรม. หรือ ตัวอย่างที่ ๗ ถ้าพูดว่า ความตาย ภาษาคน ก็หมายถึง ตายแล้วใส่โลง ไปเผา ไปฝัง ตามเรื่อง นี้เรียกว่า

น.560 ๑๘๘ ความตาย. แต่ถ้าเป็นเรื่องของ ภาษาธรรม แล้ว หมายถึง ความดีความงามสำหรับความเป็นมนุษย์นั้น มันหมดสิ้นไปไม่เหลืออยู่, ไม่มีความเป็นมนุษย์เหลืออยู่ เรียกว่า ความตาย หรือจะพูดเป็นภาษาปรมัตถธรรมที่ละเอียด ก็ว่าเมื่อตัวกูเกิดขึ้นในใจเรียกว่า ความเกิด เมื่อตัวกูดับไปในใจ เรียกว่า ความตาย ตัวกูมันเกิด – ตาย เกิด – ตาย เกิด – ตาย อยู่วันหนึ่งไม่รู้กี่สิบครั้ง ไม่รู้กี่ร้อยครั้ง อย่างนี้ก็ได้ เรียกว่า ความเกิด ความตาย ในภาษาธรรมด้วยเหมือนกัน. ทีนี้ ตัวอย่างที่ ๘ ดูเป็นอันสุดท้ายว่า ความเป็นคน นี่เป็นอย่างไร ในภาษาคน ถ้า เกิดมาจากคนก็เป็นคนทั้งนั้น เว้นแต่มันเกิดมาจากสัตว์เดรัจฉานมันจึงไม่ใช่คน. ภาษาคนก็ถือว่า ถ้าเกิดมาจากพ่อแม่ มีรูปร่างอย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นคน ; แต่ความเป็นคนอย่างนี้ ยังไม่ตรงตามความมุ่งหมายของคำว่ามนุษย์ ; ต้องเกิดอีกครั้งหนึ่ง คือมีจิตใจสูง มาทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งให้มันจิตใจสูง สมแก่นามว่ามนุษย์ มีจิตใจสูงที่กิเลสและความทุกข์ครอบงำไม่ได้ จึงจะเรียกว่าเกิดมาเป็นคนที่แท้จริง. นี่เกิดมาเป็นคน

น.561 ๑๘๙ หรือความเป็นคน ในภาษาคนก็อย่างหนึ่ง, ในภาษาธรรมะ มันก็อีกอย่างหนึ่ง. คนเกลียดวัดทั้งหลายจงเข้าใจไว้ให้ดี ๆ ว่า ภาษาคน ภาษาธรรม นี้ มีความสำคัญมาก ที่พวกคุณจะต้องศึกษา ให้เข้าใจ แล้วก็จะได้รู้จักธรรมะ, แล้วก็จะเลิกเกลียดวัด เรื่องที่ ๖. ไม่เข้าใจปัญหาเรื่องศีลธรรม. ทีนี้ ก็มาถึง เรื่องที่ ๖ คือเรื่อง ปัญหาทางศีล- ธรรม. คนเกลียดวัด เพราะเกลียดวัดจึงเกลียดธรรมะ, เพราะเกลียดธรรมะก็เกลียดศีลธรรม, เกลียดสิ่งต่าง ๆ ซึ่ง เป็นเรื่องทางศีลธรรม ; ฉะนั้น คนเกลียดวัดจึงไม่รู้เรื่อง ศีลธรรม. เราจะบอกเขาว่า เรื่องศีลธรรมนั้น เป็นเรื่อง หัวใจของทุกเรื่องสำหรับความเป็นมนุษย์. ศีลธรรม แปล ว่า มีความปกติเป็นธรรมดา , ศีลธรรม แปลว่า มีความเป็น ปกติเป็นธรรมดา พอเกิดวุ่นวายผิดธรรมดา ก็เรียกว่าไม่มี ศีลธรรม : โดยการกระทำก็ดี โดยผลของการกระทำก็ดี โดย พื้นฐานทั่วไปก็ดี ถ้าไม่มีความปกติ แล้วก็เรียกว่าไร้ศีลธรรม;

น.562 ๑๙๐ ถ้ามีความปกติก็เรียกว่ามีศีลธรรม. ให้คนเกลียดวัดรู้จัก ศีลธรรมกันอย่างนี้ ; อย่าเข้าใจไปว่าเป็นเรื่องละเมอเพ้อฝั่น เอาไว้พูดไว้ขู่กันเล่นให้คนทำบุญ เราไม่ได้ต้องการอย่างนั้น. เราต้องการให้ทุกคนในโลกนี้อยู่กันเป็นปกติ เราจึงมี ระบบศีลธรรม สำหรับมาพูดกันมาสอนกัน, และให้ชวนกัน ปฏิบัติ. เมื่อขาดความถูกต้องเพียงพอทางศีลธรรม สังคม มนุษย์ก็มีวิกฤติการณ์กันทั่วไปในสังคม, หรือทั่วไปทั้งโลก ; ไม่มีศีลธรรม คือไม่สงบ; ถ้ามีศีลธรรมก็คือสงบ. เดี๋ยวนี้ ไม่รู้จักว่าศีลธรรมเป็นตัวความสงบ, เป็นต้นเหตุแห่งความสงบ ก็ละเมอเพ้อฝั่นไปตามความโง่ นั้น ๆ. พูดให้ถูกมันต้องพูดว่าพวกคอมมิวนิสต์เขาก็อ้างว่า เขาจะจัดโลกนี้ให้สงบ; พวกที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์เขาก็ อ้างว่าจะจัดโลกนี้ให้สงบ ; เราพวกพุทธบริษัทก็อ้างว่าจะ จะช่วยกันทำโลกนี้ให้สงบ. ทุกคนอ้างเหมือนกันในเบื้องต้น แต่แล้วพอถึงคราวจัดเข้าจริง ก็มีวิธีจัดไปคนละอย่าง ๆ ไม่ เหมือนกัน ; ฉะนั้น ความสงบจึงยังเกิดไม่ได้ เพราะจัด ไม่ถูก, เพราะไม่ได้จัด, เพราะไม่อาจจะจัด หรืออะไรก็ แล้วแต่เรื่องของมัน. เดี๋ยวนี้ เราทำให้มีศีลธรรมไม่ได้

น.563 ๑๕๑ ก็เพราะว่าคนส่วนมากในโลกนี้ไม่รู้เรื่องศีลธรรม , ยิ่ง เป็นคนเกลียดวัดด้วยแล้ว ยิ่งไม่รู้จักศีลธรรม, เพราะว่า แม้แต่คนที่ไม่เกลียดวัด ก็ยังไม่รู้จักศีลธรรม พูดถึงศีลธรรม อยู่แต่ปากเรื่อยไป : ไม่รู้จักศีลธรรม ก็ทำให้มีศีลธรรม ไม่ได้. เขามองอะไร ๆ เข้าไปในทางวัตถุหมด ; แล้วก็มี ศีลธรรมไม่ได้ เพราะเรื่องศีลธรรมเป็นเรื่องทางจิตใจ. เดี๋ยวนี้ในบ้านเมืองนี้บ้านเมืองไหน ประเทศไหน ก็ดี เขาดูอะไร ๆ เป็นเรื่องวัตถุไปหมด ; เพราะเขา รู้จักแต่ วัตถุ ที่เรียกว่าวัตถุนิยม, เขาเห็นทุกเรื่องเป็นเรื่องทางวัตถุ ไปหมด. ฉะนั้น เขาจึง เห็นว่า ความไม่สงบสุขนี้ มัน เป็น ปัญหาทางวัตถุ : จั ดวัตถุให้ถึงที่สุดเถิด แล้วโลกนี้จะสงบ รำงับเอง. เป็นลัทธิวัตถุสุดเหวี่ยงขึ้นมา อย่างนี้ ไม่ถูกตาม ทางของศีลธรรม; เพราะว่าเรื่องของศีลธรรม มันไม่ใช่ เรื่องวัตถุล้วน ๆ, มันเป็นเรื่องจิตใจเป็นส่วนใหญ่. พวก รู้จักแต่วัตถุ ก็มองแต่เรื่องทางวัตถุ เห็นว่าโลกนี้มีปัญหา ทางเศรษฐกิจ, มีปัญหาทางการเมือง, มีปัญหาอะไรไป ทั้งหมด ; แต่ ไม่ยอมรับว่า มีปัญหาเพราะศีลธรรม.

น.564 ๑๙๒ นี้เราพุทธบริษัทมองเห็นตามความรู้สึกของพุทธ- บริษัทว่า มันเป็นปัญหาทางศีลธรรม; อย่าไปหลับตาพูด เป็นปัญหาทางเศรษฐกิจไปเสียหมด. การที่เราอยู่กันไม่ได้ สมาคมกันไม่ได้ เป็นผาสุกไม่ได้ นั้นมัน เป็นปัญหาทาง ศีลธรรม; มีคนพูดถึงขนาดว่า อาชญากรรมของอันธพาล ที่ข่มขืนแล้วฆ่า, ข่มขืนแล้วฆ่านี้มันก็มีต้นเหตุมาจากทาง เศรษฐกิจ; เขาพูดกันอย่างนี้ ที่กรุงเทพ ฯ นั่นแหละ ไม่ใช่ที่ไหน. เรามีความรู้สึกว่ามันเป็นปัญหาทางศีลธรรม คนไม่มีศีลธรรม จึงทำอย่างนั้น; ไม่ใช่ปัญหาทางเศรษฐกิจ. มีเรื่องที่น่าหัว อาตมาเคยอ่านพบว่า พวกแม่ค้า ทำฟุตปาร์ตถนนรก ไปด้วยสิ่งเกะกะค้าขายของเขานี้ เขาก็ยัง จัดเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจ, เป็นเรื่องทางเศรษฐกิจ, เป็น ปัญหาทางเศรษฐกิจ; เรามันรู้สึกว่า แม่ค้าคนนั้นไม่มี ศีลธรรม เขาจึงทำทางเดินรถ; มันพูดกันไม่รู้เรื่องอย่างนี้. นี้เรารู้สึกว่ากฎหมายนี้ยังโง่มาก ที่ไม่มองอะไรใน ทางศีลธรรมกันเสียเลย : คือมีเรื่องว่า เด็กหญิงสาวคนหนึ่ง เขาออกไปเที่ยวเวลาตีสองคนเดียว แล้วก็อันธพาลพาไป ข่มขืน, แล้วก็บอกตำรวจจับไปลงโทษ ; ก็ต้องถูกลงโทษ

น.565 ๑๙๓ ตามแบบของกฎหมาย. นี้คือกฎหมายมันโง่ กฎหมายไม่ มองในแง่ของศีลธรรม. ถ้ากฎหมายมันฉลาดพอ มันต้อง ลงโทษเด็กหญิงคนเดียวออกเที่ยวตีสอง ต้องถูกลงโทษก่อน; เพราะว่าทำผิดศีลธรรมซึ่งบรรพบุรุษ ปู่ ย่า ตา ยาย เขาไม่ แนะนำให้เด็กหญิงคนเดียวออกเที่ยวคนเดียวเวลาตีสอง ถ้า ใครทำอย่างนั้น ต้องจับเอามันมาลงโทษก่อน อย่าไปลงโทษ อันธพาล มาจับตัวไปข่มขืนเลย เพราะนั่นมันเป็นเรื่อง ธรรมดาของอันธพาล. นี่เขาไม่มองกันอย่างนี้ แล้วเขาไม่ ออกกฎหมายคุ้มครองไม่ให้เด็กหญิงคนเดียวเที่ยวเวลาตีสอง. อาตมาจึงเรียกว่ามีแต่กฎหมายโง่สำหรับไล่หลังความไม่มีศีล- ธรรม มันก็ทำให้โลกนี้มีศีลธรรมไปไม่ได้. คนเกลียดวัด รู้หรือไม่รู้ ก็ขอให้ไปคิดเอาเอง. คนออกกฎหมายก็โง่ใน ทางศีลธรรม ไม่ออกกฎหมายในทางส่งเสริมศีลธรรม คือ ไม่คล้อยไปตามหลักเกณฑ์ของศีลธรรม. นี้อาตมาก็เป็นบ้าศีลธรรม ก็พูดอะไร ๆ ก็เป็นเรื่อง ศีลธรรมหมด. นี้คนเกลียดวัดก็คงจะไม่ฟัง : แม้ไม่ฟัง ก็ยังขืนพูด ว่าเราชวนกันมีกระทรวงศีลธรรม เป็นกระ ทรวงใหญ่เหนือกระทรวงทั้งหลาย, ควบคุมกระทรวง

น.566 ๑๙๔ ทั้งหลายให้ปฏิบัติหน้าที่ไปโดยมีศีลธรรม. มีคนบอกว่าพูดอย่างนี้มีแต่คนโห่ เอ้า, โห่ก็โห่ไป ; มันยังมีความเชื่ออย่างนี้อยู่, แม้เดี๋ยวนี้ก็ยังมีความคิดอย่างนี้อยู่, ยังยืนยันความคิดอย่างนี้อยู่, ว่าเราต้องมีกระทรวงศีลธรรม เป็นกระทรวงใหญ่ ควบคุมกระทรวงทุกกระทรวง. เรา มีศีลธรรมดีแล้ว กระทรวงเศรษฐกิจก็จะดี กระทรวงกรรมกรก็จะดี กระทรวงขนส่งก็จะดี อะไร ๆ ก็จะดีหมด คือ ไม่มีคอรัปชั่น. นี่คือปัญหาทางศีลธรรม. เราเห็นว่า เรา ควรจะทำให้ลูกเด็ก ๆ มีศีลธรรมมาตั้งแต่ในท้อง คือพ่อแม่ของเด็กประพฤติตัวให้ดี ในการที่จะให้กำเนิดแก่ลูก : บริหารครรภ์ให้มีศีลธรรม, ให้คลอดออกมามีศีลธรรม ให้แวดล้อมด้วยศีลธรรมในรูปแบบต่าง ๆ, จนเด็กมันโตขึ้นมาในท่ามกลางของศีลธรรม ; นี่ปัญหาในโลกก็จะหมดไป. เดี๋ยว นี้ มันไม่เป็นอย่างนั้น คนยังนิยมความไม่มีศีลธรรม. จะยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น อบายมุขทั้ง ๖ ยังเต็มไปในโลก : ดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน ดูการเล่น เล่นการพนันคบคนชั่วเป็นมิตร เกียจคร้านทำการงาน ; หกอย่างนี้เรียก

น.567 ๑๙๕ ว่า อบายมุข พระพุทธองค์ทรงสอนว่าต้องเว้นกันโดยเด็ดขาด เพื่อความมีแห่งศีลธรรม. เดี๋ยวนี้ก็เว้นกันไม่ได้ เพราะว่าอบายมุขทั้ง ๖ นี้มันเป็นเครื่องมือเก็บภาษีของรัฐบาล ; รัฐบาลได้ภาษีจากอบายมุขมากมาย ก็เลยไม่อยากเลิกอบายมุข อบายมุขก็ยังคงเต็มบ้านเต็มเมืองอยู่ได้ นี้คือไม่มีการมองความสำคัญของปัญหาทางศีลธรรม ; ไปมองแต่เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการเมืองเรื่องอะไรกันเสียหมด มันก็ทำความสงบสุขไม่ได้. เราขอให้คนเกลียดวัดทั้งหลายเหล่านั้น มามองกันเสียใหม่, คือ มองให้เห็นปัญหาทางศีลธรรม ว่าเป็นต้นเหตุแห่งปัญหาทั้งหลายทั้งปวง ก็จะแก้ปัญหาที่เป็นวิกฤตการณ์ทั้งหลายได้. คนเกลียดวัดไปพิจารณาดูให้ดี ๆ จะได้ทำตัวให้มีศีลธรรม แล้วก็มาช่วยกันส่งเสริมศีลธรรมกันเสียใหม่. เรื่องที่ ๗. ไม่มีพระเจ้าพระสงฆ์ในจิตใจ. ทีนี้ ก็มาถึงเรื่องที่ ๗ คือ เรื่องพระเจ้าพระสงฆ์. คนเกลียดวัดเขาไม่มีพระเจ้าพระสงฆ์ในจิตใจ. คนเกลียดวัด

น.568 ๑๙๖ จะมีบ้าง ก็เพียงพระเจ้าพระสงฆ์ที่ริมฝีปาก, เขาจะพูดบ้าง ถึงพระเจ้าพระสงฆ์แต่บางองค์ ที่มีประโยชน์แก่เขาหรือเป็น พรรคพวกของเขา ซึ่งให้ประโยชน์ทางวัตถุแก่เขา. พระเจ้า พระสงฆ์ที่แท้จริงเขาก็ไม่ชอบ; เพราะว่ามันไม่ได้ประโยชน์ อย่างที่เขาต้องการ, มันได้ประโยชน์อย่างอื่นชนิดที่เขาไม่ ต้องการ. เราจะบอกแก่คนเกลียดวัดว่า คนเกลียดวัด จงมอง ดูให้ดี ๆ ว่า พระเจ้าพระสงฆ์นั้นคืออะไร. พระเจ้า พระสงฆ์นั้น คือตัวอย่างแห่งบุคคล ผู้เป็นอยู่ด้วยความ สะอาด สว่าง สงบ. คุณอย่าไปหาพระเจ้าพระสงฆ์ที่อื่นซิ. คุณมาหาพระเจ้าพระสงฆ์ ที่บุคคลที่เป็นอยู่ด้วยความสะอาด สว่าง สงบ; เขาเป็นบุคคลที่มีระบบการเป็นอยู่เกลี้ยง หรือสะอาดบริสุทธิ์ รอดจากการบีบคั้นของความทุกข์ เป็น อิสระแก่กิเลส; มีปกติไม่วุ่นวาย แล้วก็ เยือกเย็นเป็น นิพพาน ; พระเจ้าพระสงฆ์ต้องเป็นอย่างนี้. ทีนี้ เกี่ยวกับผู้อื่น พระสงฆ์มีชีวิตเป็นอยู่ให้ดูอย่าง นี้แล้ว ก็เป็นเครื่องกระตุ้น มิให้คนทั้งหลายเกิดความ ท้อถอย ในการงานทางจิตหรือทางวิญญาณ ; เพราะว่ามี

น.569 ๑๙๗ พระเจ้าพระสงฆ์เป็นประจักษ์ พยาน หลักฐาน แสดงอยู่ว่าการ ทำอย่างนี้มันทำได้, และเมื่อทำได้แล้ว มันมีความปกติสงบ เย็นอย่างนี้. ฉะนั้น การเป็นอยู่มีอยู่แห่งพระเจ้าพระสงฆ์ นั้น จึงเป็นเครื่องกระตุ้นในทางวิญญาณ ไม่ให้คนทั้ง- หลายเกิดความท้อถอย ในกิจการทางด้านวิญญาณ ; เพราะ เหตุผลอย่างนี้ พระสงฆ์จึงเป็นผู้นำในทางวิญญาณ, นำไป สู่ความเหนือโลก, นำไปสู่ความเป็นอยู่เหนือโลก คือโลกุต- ตระ อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น. พระสงฆ์เป็น ผู้นำในทางวิญญาณ พาสัตว์โลกไปสู่โลกุตตรภูมิ ให้มี โลกุตตรธรรม สำหรับจะมีชีวิตอยู่ที่ไหนก็ได้ โดยไม่ ต้องมีความทุกข์ ; คือว่าโลกิยธรรมไม่อาจจะเป็นพิษแก่ บุคคลผู้ตั้งอยู่ในโลกุตตรภูมิ ซึ่งพระสงฆ์เป็นผู้นำในทาง วิญญาณแล้วพาไปให้ถึงที่นั่น. หรือถ้าพูดอย่างอุปมาอีกสักหน่อย ก็จะพูดว่า พระเจ้าพระสงฆ์นั้นเป็นหมอ, แพทย์ในทางวิญญาณ : เป็นหมอเป็นแพทย์เยียวยารักษาโรคทางวิญญาณ. อย่าง พระเถระอรหันต์องค์หนึ่ง ท่านประกาศก้องว่า พระศาสดา ของข้าพเจ้า เป็นแพทย์รักษาโรคแก่สัตว์โลกทั้งปวง, คือโรค

น.570 ๑๙๘ ในทางวิญญาณ โรคกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์. พระ- พุทธเจ้าเป็นจอมแพทย์, ทีนี้ พระสงฆ์สาวกของพระองค์ก็ เป็นแพทย์ลูกน้อง ; แต่ก็ทำหน้าที่อย่างเดียวกัน คือรักษา โรคในทางวิญญาณ อย่าให้จิตใจมีความทุกข์ แม้ว่าร่างกาย มันจะเป็นอย่างไรก็ตามใจ; จิตใจก็จะไม่เป็นทุกข์, แต่แล้ว ในที่สุดมันก็สงบสบายกันทั้งทางฝ่ายกายและทางฝ่ายจิตใจ. นี่แหละคนเกลียดวัดทั้งหลายเอ๋ย, จงรู้จักพระเจ้า พระสงฆ์กันเสียใหม่ ว่า พระเจ้าพระสงฆ์นั้นเป็นตัวอย่าง แห่งการเป็นอยู่ด้วยความสะอาด สว่าง และ สงบ, ดำเนิน ชีวิตชนิดที่เกลี้ยงเกลา รอดพ้น เป็นอิสระปกติ และเยือก เย็น, เป็นเครื่องกระตุ้นให้สัตว์ทั้งปวงในโลกนี้ ไม่ยอมแพ้ ไม่ท้อถอยในกิจกรรมในทางวิญญาณ, เป็นผู้นำในทาง วิญญาณให้ขึ้นอยู่เหนือโลก, เป็นหมอ แพทย์ในทางวิญญาณ รักษาโรคโดยประการทั้งปวง. คุณคิดดูเถิดว่า เมื่อพระ- สงฆ์เป็นอย่างนี้แล้ว เรามาช่วยกันทำให้พระสงฆ์ยังคงมีอยู่ ในโลกนี้ จะดีไหม ? คนเกลียดวัด, คุณจะว่าอย่างไร เกี่ยว กับพระเจ้าพระสงฆ์ ?

น.571 ๑๙๙ เดี๋ยวนี้ คุณก็มักจะแก้ตัว ; ไปอ้างเอาพระสงฆ์ พระเจ้าที่ไหนมาก็ไม่รู้. เราก็บอกคุณว่า คุณ อย่าไปเอา พระเจ้าพระสงฆ์ แบบราชสีห์ในหนังลา มาซิ. ราชสีห์ที่คลุม ด้วยหนังลา ที่ปลอมตัวเป็นลา อย่างนี้มันก็มี ; "คุณอย่า ไปเอาพระเจ้าพระสงฆ์ทำนองนั้นมา. คุณช่วยกันสร้าง บำรุงให้เกิดพระเจ้าพระสงฆ์ ตามแบบของพระพุทธองค์ อย่างที่ว่ามาแล้ว. นี่แหละเรื่องที่คนเกลียดวัดเขาเข้าใจไม่ได้ ; เรื่อง ที่เราจะต้องบอกกับคนเกลียดวัดให้เขาเข้าใจให้ได้. เรื่องที่ ๘. มีระบบความสุขไปทางกินกามเกียรติ. ทีนี้ ก็จะมา เรื่องที่ ๘ คือ เรื่องความสุข. คน เกลียดวัดเขามีระบบความสุขของเขาไปตามแบบของเขา ตาม ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของเขาจะรู้สึกอย่างไร, และพอใจ อย่างไร ; เขาเรียกว่า นั่นเป็นระบบความสุขของเขา. นี้เรา คนที่ไม่เกลียดวัด ที่เข้าถึงหัวใจของวัดหรือของพระศาสนา มันมีความรู้สึกอย่างอื่น ; จิตมันจึงมีหลักเกณฑ์หรือว่า หลักการเป็นอย่างอื่นในการแสวงหาความสุข. ฉะนั้น เรา

น.572 ๒๐๐ จะพูดว่า คนเกลียดวัดจงดูให้ดี ๆ ให้เห็นว่า ระบบความสุข นั้น มันขึ้นอยู่กับระดับจิต แล้วแต่ระดับจิตไหนมันเป็น อย่างไร. ถ้าอุปมาด้วยเรื่องธรรมดา ๆ ก็จะอุปมาว่า มัน เหมือนกับแมลงวันกับแมลงผึ้ง. ทุกคนเคยเห็นว่าแมลงวัน ชอบกินอะไร, และแมลงผึ้งมันชอบกินอะไร, มันแทบจะ กินแทนกันไม่ได้; หรือว่า โดยปรกติแท้จริงแล้วมันมี ความมุ่งหมายกันคนละอย่าง. แมลงวันกินของเน่าของเหม็น, แมลงผึ้ง มันก็ไ ปกินของหวาน หรือ ของหอม. นี้คนที่เป็น อันธพาล กับเป็น สัตบุรุษ ก็ มีระดับความสุขต่างกัน อย่างนี้ แล้วคนเกลียดวัดจะชอบความสุขในแบบไหน ? ใน ระดับไหน ? เดี๋ยวนี้ เรามาดูถึงคนเกลียดวัด ระดับที่ร่ำรวยสวย งาม มีอำนาจวาสนากันดีกว่า; แล้วก็ยังพูดได้ว่า ความ สุขของคุณนั้น มันคือ ๓ ก; ความสุขของฉันนั้นมันคือ ๓ ส, ระบบความสุข ของคุณก็คือ กิน กาม เกียรติ เรียกว่า ๓ ก : ก. กิน ก. กาม ก. เกียรติ คุณมีความสุขอยู่ที่ระบบ ๓ ก. ส่วนฉันก็มี ระบบความสุ ข อยู่ที่ ๓ ส คือ สะอาด

น.573 ๒๐๑ คือ สว่าง และ สงบ ; ต่อเมื่อ สะอาด สว่าง สงบ ในทางจิตใจ ฉันจึงจะถือว่าเป็นความสุข. เพียงรสชาติ ของเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ นั้น จะไม่บูชาว่าเป็นความสุข; มัน เป็นเรื่องตามธรรมดาสามัญ ที่มันจะต้องเป็นอย่างนั้น. นี้จะเรียกว่าความสุขสูงเกินไป ก็ตามใจ; ถ้าว่า สะอาด สว่าง สงบ นี้มัน สูงเกินไป คุณไม่เอาก็ได้; เรา ก็ยังเสนอให้ ลดต่ำลงมา ได้ว่าความสุขของเรานั้น อยู่ที่การ ยกมือไหว้ตัวเองได้. เมื่อไรเราได้ทำอะไรลงไปแล้วยกมือ ไหว้ตัวเองได้ ความรู้สึกอันนั้นเป็นความสุขของเรา. เรา จะยกมือไหว้ตัวเองได้ เมื่อรู้สึกว่าทำอะไร ไม่ผิดพลาด, ทำอะไรไม่มีส่วนที่น่าติเตียน, ทำอะไรถูกต้อง ตามธรรมตามวินัย ตามระบบฝ่ายความดับทุกข์โดยสิ้นเชิง, หรือตามระบบที่เราช่วยผู้อื่น ด้วยความไม่เห็นแก่ตัว; เมื่อ เราได้ทำสิ่งเหล่านี้แล้ว เรายกมือไหว้ตัวเองได้. เรายก มือไหว้ตัวเองได้เมื่อไร; เมื่อนั้นเรามีความสุขสูงสุด; ไม่เกี่ยวกับเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ แม้แต่ประการใด. คนเกลียดวัดทั้งหลาย จงรู้จักพวกเราในลักษณะอย่างนี้เถิด; นี่คือความสุข

น.574 ๒๐๒ ทีนี้ คนเกลียดวัดนั้น มีปกติเป็นทาสของอายตนะ คือเป็นทาสของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ บูชาความอร่อยทาง เนื้อทางหนังมาตั้งแต่ต้นเสียหมดแล้ว; มันไปติดความสุข ชนิดนั้นเสียหมดแล้ว, มันจึงเลยเข้าใจความสุขชนิดนี้ไม่ได้. เป็นเหตุให้เราต้องแยกทางกันเหมือนแมลงวันกับแมลงผึ้ง ในอุปมาข้างต้น. นี่คนเกลียดวัดก็มีความสุขไปตามแบบ คนเกลียดวัด, คนรักวัดโดยแท้จริง ก็มีการหาความสุขไป ตามแบบของคนรักวัดหรือคนมีวัด. เรื่องที่ ๙. เข้าใจผิดในเรื่องการทำบุญให้ทาน. ทีนี้ ก็จะมาถึง เรื่องที่ ๙ คือ เรื่องการทำบุญ สุนทรทาน, จะเรียกสั้น ๆ ว่า การทำบุญสุนทร์ทานก็ ตามใจ. คนเกลียดวัดบางคน เขาอยากจะเอาหน้าเอาตา; เพราะฉะนั้น เขาจึง ทำบุญสุนทร์ทานชนิดที่จะให้ได้หน้า ได้ตา; เราบอกว่า นั่นไม่ใช่การทำบุญสุนทรีทานอันแท้จริง. การทำบุญสุนทร์ทานอันแท้จริง ไม่เกี่ยวกับการได้หน้าได้ตา เกี่ยวกับประโยชน์ ที่จะช่วยผู้อื่นให้ได้รับความสุข และ ตัวเองก็ได้บรรเทากิเลส ที่เป็นเหตุให้เห็นแก่ตัวลงไปทุกที ;

น.575 ๒๐๓ คือทางผู้ทำนี้จะหมดกิเลส ที่เป็นเหตุให้เห็นแก่ตัวลงไปทุกที ในการทำบุญนั้น, และทางผู้อื่นก็ได้รับความสงบสุข, นี้เรา เรียกว่าความถูกต้อง ในการทำบุญสุนทร์ทาน. แต่คน เกลียดวัดเขาต้องได้หน้าได้ตา, ทำบุญเพียงเพื่อประดับเกียรติ. เราเคยพูดเรื่องนี้ไว้เป็นข้อ ๆ สำหรับจำง่าย ๆ ว่า ทำบุญแบบน้ำโคลน : ฆ่าวัวฆ่าควาย ฆ่าหมูฆ่าแมว อะไร มาเลี้ยงกันให้สนุกสนานทำบุญ. แล้ว ทำบุญแบบน้ำหอม ก็ทำกันอย่างที่เรียกว่า ได้เกียรติได้สนุกสนานไปตามเรื่อง. แล้ว ทำบุญแบบน้ำสะอาด; ไม่ใช่น้ำโคลนไม่ใช่น้ำหอม แต่เป็นน้ำสะอาด ก็เพื่อให้มันหมดบาป, ทำบุญให้มันหมด บาป เพื่อประโยชน์อันแท้จริง อย่างที่กล่าวมาแล้ว. บุญนี้ต้องเป็นเรื่องล้างบาป; น้ำโคลน มัน ล้างบาปได้เท่าไร, มันก็ เป็นโคลนใหม่ ไปติดเป็นบาปแทน อยู่. ล้างด้วย น้ำหอม มันก็ มีเชื้อน้ำหอม ซึ่งเป็นของ สกปรกอะไรอย่างหนึ่งก็ได้ ติดเหลืออยู่ มันต้องล้างด้วย น้ำสะอาด จึงจะไม่มีอะไรติดเหลืออยู่. คนเกลียดวัดเคย ทำบุญเหมือนกับชนิดที่ล้างด้วยน้ำสะอาดนี้ไหม ? ไปสอบ

น.576 ๒๐๔ สวนการทำบุญของตนเองดูใหม่; ลองดูบ้างในการทำบุญ แบบน้ำสะอาด, ไม่ต้องเอาหน้าเอาตา. หรือว่าอาจจะมีคนเกลียดวัดบางคนร่ำรวยมากเป็น ว่าเล่น เขาทำบุญเป็นว่าเล่น อย่างนี้ก็มี. เขา สนุกสนาน ด้วยการทำบุญทำทาน อาจจะทำบุญชนิดนี้ก็ได้; แต่ว่า มันคงไม่เป็นบุญ เพราะมัน ไม่ล้างบาป. เพราะมันทำบุญ เพื่อความสนุกสนานของตัวเอง. โดยเฉพาะก็ เพื่อได้เกียรติ ได้ความมีหน้ามีตา นั้นอีก. การทำบุญกันเป็นการใหญ่ อย่างเช่นกล่าวนี้ มันก็มีอยู่ ๒ แบบ. ในครั้งพุทธกาลโน้น เขามีโรงทาน. เศรษฐี ต้องมีโรงทาน ถ้าไม่มีโรงทานไม่เรียกเศรษฐี, แล้วก็ทำทาน กันโดยบริสุทธิ์ใจ มันเป็นทานโดยบริสุทธิ์. สมัยนี้ก็มี มูลนิธิ ว่าที่จริง แต่เจตนารมณ์มันเพื่อการเมืองเสียมากกว่า มันไม่เหมือนกับโรงทานอันบริสุทธิ์ใจของสมัยโน้น. สมัยนี้ ก็มีมูลนิธิอยู่มาก แต่เบื้องหลังหรือหัวใจของมัน มันเป็น การเมืองอยู่มาก ๆ; ก็เลยไม่เหมือนกัน. แต่เดี๋ยวนี้คน เกลียดวัดโดยมากนั้นก็ยังไม่ทำ; แม้มูลนิธิเพื่อการเมือง เขาก็ยังไม่ทำ เขาเอาไว้ใช้เองดีกว่า.

น.577 ๒๐๕ แล้วคนเกลียดวัดนี้ ก็จะบริจาคอะไรกันสักที ก็ต้อง มีงานบอลล์, งานบอลล์คือว่ากินเหล้าเมายากัน ให้กลายเป็น สัตว์เดรัจฉานไปเลย, แล้วก็เรี่ยไร ๆ, เอาเงินนั้นไปทำบุญ ทำทานอะไรบ้าง ; อย่างนี้เรียกว่างานบอลล์. คนเกลียดวัด เขาก็มีแต่งานบอลล์ เพื่อจะเรี่ยไรเอาไปทำบุญ เพราะว่าคน เกลียดวัดมีจิตใจที่คับแคบหรือต่ำเกินไป. เราบอกเขาว่า จิตที่คิดจะให้น่ะ สบายหรือประ- เสริฐกว่าจิตที่คิดจะเอา; พูดถึงประเสริฐเขาคงไม่ชอบ, พูดถึงสบาย บางทีเขาคงพอจะฟังถูก ว่าจิตที่คิดจะให้น่ะ สบายกว่าจิตที่คิดจะเอา. แต่นี่มันเป็นจิตของคนอีกแบบ หนึ่ง ไม่ใช่จิตของคนเกลียดวัด จิตของคนเกลียดวัดนั้น จิต ที่คิดจะเอาน่ะมันสบายกว่าจิตที่คิดจะให้ ; เพราะเขาจะเอา แล้วเขาก็พอใจที่จะเอา, เอามาได้ก็สบาย. ส่วนคนปกตินั้น จิตที่คิดจะให้ มัน เป็นจิตที่สละออกไปไม่ยึดมั่นถือมั่น ; ไม่มีอะไรมาบีบบังคับ มากดทับอยู่บนจิต เพราะมันให้ตัวกู - ของกูออกไปเสีย ; จิตที่ให้จึงสบายกว่าจิตที่คิดจะเอา - เอามา - เอามา, เป็นของกู - เป็นตัวกู, มาหวงมาแหน มารักษา มาวิตกกังวล. "จิตให้สบายกว่าจิตเอา" คุณ เคยสังเกตเห็นหรือเปล่า ?

น.578 ๒๐๖ ที่เราจะพูดอีกประโยคหนึ่งว่า การบริจาคคือการ ได้เพิ่มมากขึ้น นี่คนเกลียดวัดไม่ยอมฟัง. การบริจาค อะไรออกไปนั้น มันทำให้ได้อะไรมากขึ้น ; เช่น บริจาค เงินออกไป มัน ทำให้มีความสุขมากขึ้น กว่าที่จะมีไว้เป็น สุขแต่คนเดียว : เจ้าของ ผู้บริจาคก็ได้ความสุข เพราะ ได้บริจาค, ได้บุญเพราะได้บริจาค, มีความดีเพราะได้บริจาค. คนที่ได้รับก็ได้รับความสุข หรือว่าได้รับประโยชน์อะไร ก็สุดแท้ เพิ่มมากขึ้น ; ประโยชน์มันมากออกไป. ผู้ บริจาคกลับได้มากกว่า เพราะสละความเห็นแก่ตัว ความยึดมั่นถือมั่น เลยได้ประโยชน์ไปทางนิพพาน ; แม้ ว่าผู้รับทานก็จะได้ประโยชน์ไปในทางเรื่องธรรมดา สามัญ ; ก็ยังต้องพูดได้ว่า การบริจาคนั้นทำให้เกิดการ ได้เพิ่มมากขึ้น. คนเกลียดวัดฟังไม่ถูก : มันต้องฉันได้ซิ มากขึ้น มันจึงจะเรียกว่าได้มากขึ้น ; คนอื่นมันได้มากขึ้น มันไม่ใช่ฉันได้ ; เพราะฉะนั้นจึงไม่รับรู้ในข้อนี้. คนที่มีศรัทธา มีใจกว้าง เขามีความคิด รู้สึก นึก กว้างถึงกับว่าทั้งโลกเป็นของเรา ; ถ้าเราช่วยโลก บริจาค

น.579 ๒๐๗ ทรัพย์ออกไปนี้ เพื่อประโยชน์แก่โลก ทั้งโลกก็เป็นของเรา; เขาจึงรู้สึกว่าเขาได้มาก. เช่นเขาบริจาคทรัพย์จำนวนหนึ่ง ส่งเสริมพระศาสนาในเรื่องปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ทำให้โลก นี้มีศาสนาคุ้มครองโลกอยู่เป็นผาสุก เขาก็รู้สึกว่าเขาได้มาก; ฉะนั้นยิ่งบริจาคยิ่งได้มาก, ยิ่งบริจาคยิ่งมีการได้เพิ่มมากขึ้น, ไม่ใช่ลดลงไป. แต่คนเกลียดวัดเขาไม่ยอมมองอย่างนี้. ทีนี้ เราพูดอีกทีหนึ่ง เขาคงจะไม่ชอบใจมากขึ้นไป อีก บอกว่าการเอาไว้นั้นคือการสูญเสีย, การเก็บเอาไว้นั้น คือการสูญเสีย วินาศฉิบหาย คือ มันเพิ่มความยึดมั่น ถือมั่นมากขึ้น ๆ จนเหมือนกับว่าตกนรกทั้งเป็นอยู่ทั้งวัน ทั้งคืน เพราะการหวงแหน, การเอาไว้, การยึดมั่นถือมั่น นั้นเอง มันเกิดเป็นสนิมกัดขึ้น ภายในจิตของบุคคลผู้เป็น เจ้าของผู้เอาไว้; ฉะนั้นเราจึงบอกเขาว่า คนเกลียดวัดเอ๋ย ดูให้ดี ๆ ว่า การเอาไว้นั้นแหละคือการสูญเสีย, การ บริจาคออกไปนั้นแหละคือการเพิ่มมากขึ้น. นี่คือเรื่อง การทำบุญสุนทร์ทาน ที่เราจะพูดกับคนเกลียดวัด ให้เขา เข้าใจ.

น.580 ๒๐๘ เรื่องที่ ๑๐. ความสุขที่แท้จริงมีได้ ต่อเมื่ออยู่ด้วยจิตว่าง. ทีนี้ ก็มาถึง เรื่องที่ ๑๐ เรื่องการเป็นอยู่อย่าง พุทธบริษัท. พูดให้ดีก็ต้องพูดว่า เรื่องจิตว่าง, เรื่อง การเป็นอยู่อย่างพุทธบริษัทนั้นคือเรื่องจิตว่าง; เพราะว่า พุทธบริษัทจะต้องมีการเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง. ฉะนั้น ถ้า ใครเป็นอยู่อย่างพุทธบริษัท ก็ต้องเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง. พุทธบริษัทที่ยังไม่หมดกิเลส คือยังไม่เป็นพระ อรหันต์ ก็อยู่ด้วยการทำจิตให้ว่าง, รักษาจิตให้ว่าง, พยายาม ทำจิตให้ว่าง, ระวังให้มันว่างอยู่ แล้วก็อยู่ด้วยความว่างอันนั้น ก็สบายดี. ทีนี้ ถ้าเป็นพระอรหันต์สิ้นกิเลสแล้ว ก็ อยู่ ด้วยความว่างเองโดยอัตโนมัติ; ไม่ต้องพยายามอะไร, ไม่ต้องขวนขวายอะไร. เราจึงพูดเสียเลยว่า พุทธบริษัท ที่แท้จริงต้องเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง. คนบุถุชน หรือยังไม่เป็นพระอรหันต์ ก็ทำให้มัน ว่าง จะล้มนอนลงไป มือก่ายหน้าผากก็ได้ ถ้ามันชอบทำ อย่างนั้น; แต่ขอให้จิตมันว่าง หรือ พยายามประคองให้

น.581 ๒๐๙ มันว่าง กว่าจะหลับลงไป, ให้อยู่ด้วยจิตว่าง ที่เราทำให้มัน ว่าง, ควบคุมให้มันว่างอยู่. นี้ถ้าว่า เป็นผู้สิ้นกิเลสแล้ว มันว่างเอง มันวุ่นอีกไม่ได้ มันเป็นของมันเอง. "เป็น อยู่ด้วยจิตว่าง" เรียกว่ามีผลอยู่ด้วยความว่างอย่างเดียวกัน ก็เพียงผิดกันนิดหนึ่ง ว่าอันหนึ่งมัน ว่างเพราะควบคุมให้ ว่าง, อันหนึ่งมัน ว่างเองโดยไม่ต้องควบคุม แต่ว่า ทั้ง ๒ พวกนี้เป็นอยู่ด้วยจิตว่าง. ฉะนั้นเขาจะศึกษาเล่าเรียน, เขาจะทำการงาน, เขาจะเก็บผลการงาน, เขาจะบริโภคผล การงาน, เขาจะพักผ่อน เขาจะนอนหลับ ทุกระยะทุกตอน เขาจะ ต้องเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง ไม่ให้ โอกาสแก่กิเลสและ ความทุกข์สำหรับจะเกิดขึ้นมาทำให้จิตวุ่น. นี่แหละเรียกว่าการเป็นอยู่ มีชีวิตอยู่ มีลมหายใจอยู่ ตามแบบของพุทธบริษัท : ทำงานก็ทำด้วยจิตว่าง, บริโภค ผลงานก็บริโภคด้วยจิตว่าง, การพักผ่อนก็พักผ่อนด้วย จิตว่าง, ว่างจากความรบกวนของกิเลสและความทุกข์ กิเลส ไม่รบกวนก็เรียกว่าอยู่ว่าง. ถ้ากิเลสมารบกวน มันก็ไม่ ว่าง ก็ไปต่อสู้กับกิเลสอยู่. ความทุกข์ก็เหมือนกัน ถ้า มันเกิดขึ้น แล้วมันหาความว่างไม่ได้.

น.582 ๒๑๐ นี้ให้คนเกลียดวัด มองดูกันเสียใหม่ว่า เรา จะมี ความสุขอันแท้จริงได้ ก็ต่อเมื่อเรามีการเป็นอยู่ด้วยจิต ว่าง, เรียกว่าการเป็นอยู่อย่างของพุทธบริษัท มองดูให้ดี ๆ. เดี๋ยวนี้คุณมันต้องการแต่จะ แช่อิ่มเนื้อหนัง ของคุณ ให้ชุ่มอยู่ ด้วยเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ชนิดที่ไม่มีเวลาจะอิ่มตัว, มันจะไม่มีเวลาที่ถึงจุดอิ่มตัว. คุณต้องการจะแช่อิ่มเนื้อ หนังของคุณ ด้วยเรื่องกิน ด้วยเรื่องกาม ด้วยเรื่อง เกียรติ ตลอดเวลา. นี่เรียกว่าความเป็นอยู่อย่างอะไร ? อย่างนี้ จะเรียกว่าความเป็นอยู่อย่างพุทธบริษัทไม่ได้แน่; มันต้อง เรียกว่า ความเป็นอยู่อย่างแบบของคนเกลียดวัด ก็พอ, มัน ก็ได้อะไรมากเต็มที่ตามแบบของคนเกลียดวัด. ทำไมต้องใช้คำอุปมาว่า "แช่อิ่ม". คำว่า แช่อิ่ม ทุกคนคงจะเข้าใจได้ดี ว่าเอาน้ำตาลใส่ลงไปจนไม่รู้ว่าจะใส่ กันอย่างไร, จนมันใส่ไม่ลงนั่นแหละ ใส่ไม่เข้า เรียกว่าแช่อิ่ม คนเกลียดวัดเขาจะต้องการแช่อิ่มเนื้อหนังของเขา ด้วยเรื่อง กิน ด้วยเรื่องกามารมณ์ ด้วยเรื่องเกียรติยศชื่อเสียง อย่าง ไม่มีจุดสูงสุด ที่ว่าจะถึงจุดอิ่มตัว แล้วเลิกกัน. นี่คน เกลียดวัดจงพิจารณาดูให้ดี ว่าการเป็นอยู่ ๒ อย่างนี้ คืออยู่

น.583 ๒๑๑ อย่างพุทธบริษัท, กับอยู่อย่างคนเกลียดวัด อันไหนน่า เสน่หาน่าพิสมัย ? เอาละ, เป็นอันว่า วันนี้ได้พูดมาเลยเวลาที่กำหนด ไว้ สำหรับการพูดบ้างแล้ว; จะยุติหัวข้อที่จะพูดนี้ไว้เพียง เท่านี้ มีเหลือไว้พูดคราวหลังต่อไปอีก. เรื่องคนเกลียดวัดนี้ คงจะยืดยาวเหมือนกัน. อาตมาขอยุติการบรรยายเรื่องคนเกลียดวัด แล้วก็ ทิ้งเรื่องคนรักวัดไว้ให้เทียบเคียงดูเอาเอง โดยนัยะตรงกัน ข้าม ไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อน ให้เป็นโอกาสแก่พระคุณเจ้า ได้ สวดบทคณสาธยาย ส่งเสริมกำลังใจให้คนหายเกลียดวัดกัน เสียบ้าง สืบต่อไป.

น.584 คำบรรยายในเรื่องคนเกลียดวัด ภาคอาสาฬหบูชา, ที่ตึกรูปเรือ ๑๖ กันยายน ๒๕๒๑ -๖ - คนเกลียดวัด กับ คนรักวัด. ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาสาฬหบูชา ในวันนี้ อาตมาจะได้กล่าวเรื่องธรรมะสำหรับคนเกลียดวัด ต่อจากที่กล่าวค้างในวันก่อน. [ทบทวนครั้งก่อน.] ท่านทั้งหลายบางท่านไม่ได้มาฟังในวันนั้น ขอพูด ถึงลักษณะของคนเกลียดวัด ซ้ำอีกสักเล็กน้อย ว่า คนเกลียด วัดคือคนที่มีความคิดนึกของตัวเอง มองอะไรอย่างผิวเผิน, แล้วก็มองเห็นพระธรรมหรือพระศาสนา วัดวาอาราม พระ- ๒๑๒

น.585 ๒๑๓ เจ้าพระสงฆ์ ว่าเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นแก่ตนเองเลย, หมายถึง ว่าไม่จำเป็นแก่มนุษย์ เขาจึงเกลียดสิ่งเหล่านี้ ; ทั้งที่โดย แท้จริงแล้ว สิ่งเหล่านี้มีไว้สำหรับคนเกลียดวัดนั่นเอง ; มันกลายเป็นว่า เขาเกลียดสิ่งที่จำเป็นที่เขาจะต้องมี, เมื่อเขายังมีความเข้าใจผิดอยู่ เขาก็ต้องเกลียด โดย เฉพาะอย่างยิ่งก็ เกลียดสิ่งที่ฝืนความรู้สึกของเขา. เขามี ความรู้สึกเอาเอง ต่อสิ่งต่าง ๆ ว่าเป็นอย่างไร, แล้วก็ไม่ยอม ฟังเสียง ไม่ยอมศึกษา ตามแบบฉบับที่ครูบาอาจารย์มีสั่งสอน กันอยู่ตามวัดวาอาราม ซึ่งเป็นเรื่องของศาสนา. ฉะนั้น เขาจึงเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ทุกอย่าง ผิดไปจากที่ผู้มีสติปัญญาได้เคย ค้นคว้าอบรมสั่งสอนกันสืบ ๆ กันมา, จนกระทั่งไม่เข้าใจใน คำว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, ไม่เข้าใจศาสนาว่า มีไว้สำหรับอะไร. เขาเข้าใจแต่สิ่งที่เรียกว่า "โลก" ; และเมื่อเข้าใจ สิ่งที่เรียกว่าโลกแล้ว ก็คิดว่าพอแล้ว, มีความเจริญอย่างยิ่ง ในโลก อย่างนี้ก็พอแล้ว; เขาไม่ได้รู้สึกว่า โลกนี้ ย่อมมีพิษ มีฤทธิ์ มีอันตราย อยู่ในตัวมันเองตลอดเวลา. คนจะเจริญไปในโลก, จะผ่านไปในโลก, จะต้องรู้จักสิ่งที่

น.586 ๒๑๔ สามารถขจัดพิษของโลก. สิ่งใดสามารถขจัดพิษร้ายใน โลกได้ สิ่งนั้นก็เรียกว่า ธรรม, หรือถ้าเรียกให้ไพเราะ สูงสุดอีกอย่างหนึ่ง ก็เรียกว่า โลกุตตรธรรม. โลกิยธรรมเป็นเรื่องโลก มีกฎเกณฑ์ตามแบบของ โลกิยธรรม, ทำสำเร็จแล้วก็ได้รับประโยชน์อย่างโลก ๆ ; พร้อมกันนั้นก็มีพิษร้ายเกิดขึ้นตามสมควร เป็นอันไม่ยกเว้น. เราจึงต้องมีสิ่งอีกสิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นยาดับพิษร้าย ซึ่งเป็นของ คู่กัน สำหรับจะดับพิษนั้นให้ทันท่วงที. ลองคิดดูแล้วก็จะเห็นได้ว่า โดยธรรมชาติ มันก็ เป็นอย่างนี้ : เมื่อเราต้องลงนั่งร้องไห้ เพราะความทุกข์ ทรมานใดๆ เรา ก็มีความคิด อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่จะขจัด ความทุกข์ ; ไม่ต้องนั่งลงร้องไห้ ลุกขึ้นได้ต่อไป อย่างนี้ อยู่เป็นประจำ. ถ้าไม่อย่างนั้น มันก็ต้องเป็นบ้าตาย, เป็น โรคประสาท หาความปกติสุขไม่ได้ แม้แต่เด็ก ๆ ที่เขา ร้องไห้ ; เขาก็รู้จักคิดนึกเสียใหม่จนหัวเราะได้ ; แล้วก็ ไม่ต้องมีความทุกข์ เพราะความร้องไห้. ผู้ใหญ่ก็เหมือน กัน เมื่อมีสิ่งที่ทำให้เป็นทุกข์ ก็ต้องมีวิธีที่จะสลัดความ

น.587 ๒๑๕ ทุกข์นั้นออกไป, อย่างที่เรียกว่าปลงออกไปเสียได้. สลัด ออกไปเสียได้. วิธีสลัดออกไปนั่นแหละคือธรรมะ หรือ โลกุตตร- ธรรม ซึ่งตรงกันข้ามจากโลกิยธรรม ที่ทำให้ร้องไห้. ส่วน ที่ทำให้ได้หยุดร้องไห้ ก็คือโลกุตตรธรรม. แต่เรา ไม่รู้จักสิ่งเหล่านี้กันในลักษณะอย่างนี้. เราไม่ได้สอนกัน ในลักษณะอย่างนี้ คือไม่ได้สอนกัน ถึงขนาดที่เรียกว่าแยก แยะให้ดู ว่ามันมีอยู่เป็น ๒ ฝ่าย. เราจะต้องมีทั้ง ๒ ฝ่าย จึงจะอยู่ในโลกนี้ได้อย่างผาสุก ปลอดภัย และก้าวหน้าไปตาม หนทางของชีวิต ที่จะไปสุดจบลงในเมื่อบรรลุถึงนิพพาน. ทีนี้ มีคนพวกหนึ่ง ไม่มองเห็นอะไรมากไปกว่าว่า เราได้อะไรตามที่เราต้องการ มันก็พอแล้ว ; เขาก็แสวงหา ตามที่เขาต้องการ; เมื่อไม่ได้สมหวังเขาก็เป็นทุกข์, เขาก็ยอมทนทุกข์ จนเป็นบ้า จนฆ่าตัวตาย อย่างนี้ก็มีอยู่ เป็นส่วนใหญ่. ถึงแม้จะไม่ถึงกับฆ่าตัวตาย มันก็เป็นชีวิต ที่บอบช้ำร้อนระอุอยู่อย่างหาความผาสุกไม่ได้ ไม่สมกับความ เป็นมนุษย์เลย.

น.588 ๒๑๖ นี่ขอให้สรุปใจความกันสั้น ๆ แต่เพียงว่า ผู้ที่ ไม่ รู้จักสิ่งหนึ่ง ซึ่งจะเป็นเครื่องดับพิษร้าย อันจะเกิดขึ้น ในวิสัยโลกตามธรรมดา แล้วคนพวกนี้ก็ เกลียดธรรมะ, ไม่สนใจกับธรรมะ, มองเห็นเป็นของไม่มีประโยชน์ คือ เห็นตรงกันข้ามจากที่เป็นอยู่จริง ; หรือว่าเห็นตาม ๆ กันไป ในหมู่บุคคลผู้เห็นผิดด้วยกัน, เรียกว่าเป็นผู้มีมิจฉาทิฏฐิ ด้วยกัน ก็พากันเกลียดธรรมะ. เมื่อเกลียดธรรมะ ก็พาล เกลียดวัด เกลียดศาสนา เกลียดพระเจ้าพระสงฆ์, เกลียด อะไรทุก ๆ อย่างที่เนื่องกันอยู่กับธรรมะ. แต่ในที่นี้ อาตมา จะ สรุป เรียกสั้น ๆ ว่า คนเกลียดวัด ก็ให้เข้าใจเอาเองว่า เกลียดทุกอย่างที่เกี่ยวกับวัด. [เริ่มการบรรยายครั้งนี้.] ทีนี้ ก็จะได้พูดถึงธรรมะ, หัวข้อธรรมะแต่ละข้อ เป็นข้อ ๆไป สำหรับคนเกลียดวัด : - ข้อที่ ๑. ไม่เข้าใจคำว่าโลก. ข้อแรก ในวันนี้ ก็คือสิ่งที่เรียกกันว่า โลก นั่นเอง. คนเกลียดวัดรู้จักโลกในลักษณะอย่างหนึ่ง, คนที่ไม่เกลียด

น.589 ๒๑๗ วัดหรือติดวัด ก็รู้จักโลกไปในลักษณะอีกอย่างหนึ่ง. คน ที่รู้จักวัด ชอบวัด พอใจวัด ได้รับการศึกษาอบรมอย่างวัด ๆ ก็มีความเข้าใจในโลกในลักษณะอีกอย่างหนึ่ง, ซึ่งตรงกันข้าม กับคนเกลียดวัดเข้าใจ. คนเกลียดวัดยึดมั่นถือมั่น จน ติดจมอยู่ในโลก, เรียกว่าคนจมโลกก็ไม่มีผิด ; แต่ คน ที่รู้จักวัดนั้นไม่จมอยู่ในโลก, คือไม่ติดโลก เพราะเขา รู้จักว่าโลกนั้นคืออะไร. เมื่อกล่าวโดยทั่วๆ ไป สำหรับทุกคน, สำหรับใคร ก็ได้. สิ่งที่เรียกว่า โลก นั้น ตามตัวหนังสือของคำว่า "โลก" นี้เอง มันหมายถึง สิ่งที่มีการแตกเป็นธรรมดา. คำว่า "โลก" แปลว่าสิ่งที่จะต้องมีการแตกเป็นธรรมดา ; บางคนก็พูดเป็น คือพูดว่า โลกแตก นี้เขาก็พูดเป็น ; แต่ เขาจะเข้าใจความหมายถูกต้องหรือไม่นั้น มันยังเป็นปัญหา คำว่า "โลก" ในภาษาบาลี แปลว่า สิ่งที่ต้องแตกเป็นธรรมดา; หมายความว่าแตกแน่, และ โดยข้อเท็จจริงแล้ว มันแตก อยู่ทุกวัน ๆ. ท่านทั้งหลาย ที่สนใจจะศึกษาธรรมะในพระ พุทธศาสนา ก็ต้องเข้าใจคำว่าโลกนี้ ว่ามันหมายความว่า เป็นสิ่งที่ต้องแตกแน่, แล้วก็แตกอยู่ทุกวัน.

น.590 ๒๑๘ ทีนี้ ธรรมนั้นเป็นสิ่งที่ตรงกันข้าม, คือสิ่งที่ จะป้องกันไม่ให้โลกมันแตก ให้มันหยุดแตก ; ก็ลอง คิดดูว่ามันจำเป็นอย่างไร. วัดวาอารามก็เป็นที่สั่งสอน ธรรมะ, ซึ่งจะเป็นเครื่องหยุดการแตกของโลกเสีย. โลกนี้มีการแตกในทางวัตถุ คือตัวโลกแผ่นดิน, นี้ก็พอจะเข้าใจได้. พวกนักวิทยาศาสตร์ ก็พอจะช่วยบอก ให้ได้ว่า มันมีการสึกหรออยู่ทุกวัน, มีความเปลี่ยนแปลง ที่ผิวโลกขึ้นลง เหมือนกับมีการแตกปริแล้วปริอีก อยู่ทุกวัน. แล้วมีความเชื่อกันว่า โลกนี้หมุนรอบดวงอาทิตย์อยู่นั้นไม่ใช่ อยู่ในระดับเดิม แต่ว่าได้ใกล้ดวงอาทิตย์เข้าไปทีละนิด ๆ โอกาสข้างหน้าสักวันหนึ่ง มันก็จะเข้าถึงดวงอาทิตย์, เข้า ใกล้ดวงอาทิตย์ในลักษณะที่จะต้องไหม้ไป ซึ่งเหมือนกับการ แตกสลาย. นี้เรียกว่าในส่วนวัตถุ โลกมันก็จะต้องแตก. ทีนี้ โลก ที่มีความหมายยิ่งกว่านั้น ก็คือโลก สัตว- โลก คือ สิ่งที่มีชีวิตที่มีอยู่ในโลก. ถ้าโลกนี้ไม่มีสิ่งที่มี ชีวิต มันก็ไม่มีค่าอะไร. โลกมีสิ่งที่มีชีวิต ทำให้มีค่าขึ้นมา. สัตวโลกนี้ก็มีการแตก คือมีความทุกข์, เป็นไปใน ลักษณะของความทุกข์, แล้วยังเชื่อกันโดยเหตุผลก็ได้ เชื่อ

น.591 ๒๑๙ กันอย่างปรัมปราก็ได้ ว่ามนุษย์จะถึงที่สุดของความเป็น มนุษย์ ที่เรียกว่ามิคสัญญี : ไม่มีศีลธรรมเหลืออยู่แต่ ประการใด, เบียดเบียนกัน ฆ่าฟันกัน จนกระทั่งคนหมดโลก หรือเกือบจะหมดโลก, เหลืออยู่ชนิดที่ไม่มีความหมาย. อย่างนี้ก็เรียกว่า โลกคือหมู่สัตว์ มันก็แตกไป และแตกอยู่ ทุกวัน, ร่อยหรอลงทุกวัน ในทางของศีลธรรม กว่าจะ ถึงจุดสุดยอดของความไม่มีศีลธรรมก็เป็นอันว่าแตก. ทีนี้ ดู ในทางจิตใจ ของคนแต่ละคน ซึ่ง เป็นความ หมายของโลกอย่างยิ่ง มันก็กำลังเป็นอย่างนั้น. พระ- พุทธเจ้าท่านตรัสว่าโลก ก็ดี เหตุให้เกิดโลก ก็ดี ความดับ แห่งโลก ก็ดี ทางให้ถึงความดับแห่งโลก ก็ดี ตถาคตบัญญัติ ไว้ในร่างกาย ซึ่งยาวประมาณวาหนึ่งนี้ พร้อมทั้งสัญญาและ ใจ ; หมายความว่า ในตัวคน ๆ หนึ่งที่ยังเป็น ๆ คือยัง มีชีวิตอยู่นั้น มีโลก มีเหตุให้เกิดโลก มีความดับสนิท แห่งโลก ทางให้ถึงความดับสนิทแห่งโลก อยู่พร้อม เสร็จ. ให้ศึกษาให้เข้าใจ. นี้ก็เป็นอันว่า ในจิตใจของ คนก็มีโลกที่กำลังปั่นป่วน คือความทุกข์, มีกิเลสซึ่ง เป็นเหตุให้ทำสิ่งที่เป็นทุกข์ แล้วคนก็เป็นทุกข์. หมายความ

น.592 ๒๒๐ ว่า มันเป็นโลกแห่งความทุกข์ ที่มีอยู่ในใจของคน, แล้ว ความทุกข์คือโลกนั้น ก็ค่อย ๆ ลดลง ๆ คือแตกไป ๆ จนกว่า จะดับสิ้นลงไป เป็นความดับไม่เหลือแห่งความทุกข์ ก็เป็น อันว่าดับเหมือนกัน. ฉะนั้น ไม่ว่าเป็นโลกชนิดไหน มัน มีแต่จะต้อง แตกดับ ; นี้เป็นไปเองตามธรรมชาติ, เป็นหลักเกณฑ์ อยู่โดยธรรมชาติ ผู้ใดมีความรู้เรื่องนี้ ก็ปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามความจริงอันนี้ ; เมื่อไม่รู้ก็ปฏิบัติไปตามความเห็นของ ตัว. คนเกลียดวัดทั้งหลาย ไม่รู้ความจริงข้อนี้, ไม่มี ทางที่จะรู้ความจริงข้อนี้. แม้ใครจะบอกเขาว่าเป็นอย่างนี้ เขาก็ไม่เชื่อ ; นี้ก็เป็นอันว่า เป็นคนที่ไม่รู้จักโลก, แล้ว ก็ทำอะไรไปในลักษณะให้เกิดความทุกข์แก่ตัว. เราจะต้อง ช่วยกัน ทำความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า โลก, อันเป็น ที่ตั้งอาศัยของสิ่งที่มีชีวิตนี้ให้ดี ๆ. คนเกลียดวัดทั้งหลาย กำลังจัดโลกนี้อย่างโง่ เขลา, คือจัดตัวเองของเขาอย่างโง่เขลา : จัดการกระทำทาง กายทางวาจาอย่างโง่เขลา, จัดจิตใจของเขาอย่างโง่เขลา, แล้ว เขาก็ยังประมาทและอวดดีในการกระทำของเขา. นี้เรียกว่า

น.593 ๒๒๑ เขาเป็นคนเกลียดวัด ไม่รู้จักการจัดให้โลกนี้เป็นไปในทาง ที่สงบเย็น ; แล้วก็รวมกันมากขึ้น ๆ จนกล่าวได้ว่า โลก ในปัจจุบันนี้กำลังถูกจัดอยู่ด้วยความโง่ความหลงของมนุษย์ นั้นเอง มันจะต้องแตกเร็วเป็นธรรมดา. ทำไมจึงพูดว่า โลกในยุคปัจจุบันนี้กำลังถูกจัดไป โดยความโง่ความหลงของมนุษย์ในโลก ? ก็ขอให้ท่าน ทั้งหลายได้พิจารณาดู ว่าโลกนี้กำลังถูกจัดอย่างไร. โดยสรุป ความแล้ว โลกนี้กำลังถูกจัดแต่ในด้านวัตถุ. พวกนัก ปราชญ์นักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์ค้นคว้าในทางวัตถุ ก็จัดโลกนี้ทั้งโลกไปตามทางของวัตถุ ; เปลี่ยนแปลงโลก อย่างน่าใจหาย, ทำลายสิ่งที่มีค่า, หรือที่เรียกว่าทรัพยากร ของธรรมชาติอย่างน่าใจหาย ; แล้วโลกนี้มันเป็นอย่างไร ? มันสงบเย็นเป็นผาสุกหรือเปล่า ? เท่าที่เรามองเห็น ก็มองเห็นกันอยู่แล้วว่า ยิ่งจัด โลกให้เจริญก็เหมือนยิ่งทำให้เป็นบ้า, ยิ่งเจริญคือยิ่งบ้า. พูด อย่างนี้ บางคนจะไม่ยอมเชื่อ ว่ายิ่งเจริญ ตามวิสัยของมนุษย์ ที่ไม่รู้จักโลกแล้ว มันก็ยิ่งเป็นบ้า. หรือจะพูดให้มันต่ำลง มาหน่อย ก็ว่า ยิ่งเจริญก็ยิ่งเต็มไปด้วยปัญหา ซึ่งทำความ

น.594 ๒๒๒ ยุ่งยากให้แก่มนุษย์มากขึ้น ๆ จนไม่รู้จะอยู่กันในโลกนี้ได้ อย่างไร. หรือจะพูดให้เห็นชัด ๆ ลงไปกันอีกหน่อยหนึ่ง ก็ว่า โลกยิ่งเจริญ ก็ยิ่งเต็มไปด้วยคนอันธพาล. โลกยิ่งเจริญ โลกยิ่งเต็มไปด้วยคนอันธพาล คือ คนโง่ คนเขลา คนหลับหูหลับตา, รู้จักแต่เรื่องของกิเลส ตัณหา; ไม่รู้จักเรื่องของธรรมะเลย. โลกยิ่งเจริญ ทางวัตถุ อย่างที่ใคร ๆ ก็เห็นกันอยู่ ; ยิ่งหูตากว้างขวาง ศึกษามาก ก็ยิ่งเห็นว่าโลกนี้กำลังเจริญมาก ผิดกับเมื่อร้อยปี หรือสองร้อยปีมาแล้ว อย่างที่จะเทียบกันไม่ได้ ; แต่พร้อม กันกับที่โลกนี้มันเจริญ โลกนี้มันก็ยิ่งเต็มไปด้วยคนอันธพาล. ถ้าท่านทั้งหลายเป็นพุทธบริษัทจริง ก็ ควรจะรู้จัก คำว่าอันธพาลให้ถูกต้อง. อันธพาล คือ คนโง่ คนหลง คนอ่อนด้วยสติปัญญา ปราศจากสติปัญญา เป็นคนมืดมนท์, เหมือนกับว่ามีความมืดอันสนิทแห่งราตรี ; หรือยิ่งไปกว่า นั้น เขาเอาความมืดสนิทแห่งราตรี มาเป็นอุปมาเท่านั้น. คนอันธพาลเหล่านี้ ได้เกิดขึ้นมากเท่ากับความเจริญในโลก ; โลกยิ่งเจริญ คนยิ่งโง่มาก ยิ่งมืดมาก, ก็คือหลงในความสุข สนุกสนาน เอร็ดอร่อย ด้วยความเจริญนั่นเอง. ฉะนั้น

น.595 ๒๒๓ คนที่หลงในความเจริญจึงเป็นคนโง่ ก็คือ คนอันธพาล ; แล้วคนอันธพาลประเภทนี้ ก็ เบียดเบียนตัวเอง, ทำตน- เองให้เป็นโรคประสาท, ทนทรมานอยู่ด้วยโรคประสาท, อย่างที่หมอเขาก็ยืนยันว่า มันกำลังมากขึ้นทุกทีในสมัยนี้ ; แล้วก็เป็นโรคจิต ยิ่งไปกว่าโรคประสาท, แล้วก็ฆ่าตัวเอง ตายในบางกรณี. นี้เรียกว่าเป็นอันธพาลในส่วนตัวเขา. ทีนี้ เขาก็ยัง เป็นอันธพาลต่อผู้อื่น , คือทำ อันตรายเบียดเบียนผู้อื่น, ฆ่าฟันผู้อื่น, แย่งชิงผู้อื่น, อาการ ที่เรียกว่า อาชญากรรมทางเพศหนาแน่นขึ้นในโลก จน มีสถิติออกมาว่า ในประเทศที่ใหญ่โตประเทศหนึ่งนั้นมี อาชญากรรมทางเพศเฉลี่ยแล้วทุก ๆ ๗ วินาที. แม้ใน ประเทศไทยเรานี้ก็ไม่หยอก อาชญากรรมข่มขืนแล้วฆ่า ก็หนาหูหนาตาขึ้นทุกวัน. นี้เรียกว่า อันธพาล ที่ทำอัน- ตรายผู้อื่น ก็ยิ่งหนาขึ้นมาในโลก. เขาไม่รู้จักโลก, เขา หลงไปในความเจริญอย่างโลก ๆ, เกิดความเป็นอันธพาล อย่างนี้ขึ้นมา. แล้วโลกนี้ก็กำลังอยู่ในน้ำมือของคนอันธพาล ผู้จัดโลกจะเป็นนักปราชญ์ฉลาดเฉลียวอย่างไร ก็ฉลาดเฉลียว แต่ในทางที่จัดโลกให้เจริญ เพื่อความเป็นอันธพาล.

น.596 ๒๒๔ เราหวังอยู่ว่า เมื่อไรธรรมะเข้ามาร่วมประสมใน การจัดโลก; เมื่อนั้นแหละเราจะมีหวังว่าจะเป็นไปใน ทางดี, คือจะมีโชคดี ในการที่ได้มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ซึ่งจะ เป็นความผาสุกตามสมควรแก่อัตตภาพ ; อย่างน้อยโลกมัน ก็หยุดแตกในทางจิตใจของมนุษย์, มันจะดำรงมั่นคงอยู่ด้วย สิ่งที่เรียกว่าธรรม. ทีนี้คนเกลียดวัดไม่ยอมสนใจสิ่งที่เรียกว่า ธรรม, ยัง ล้าหลังอยู่สำหรับสิ่งที่เรียกว่าธรรม. ถ้า เมื่อใดโลกนี้ พากันสนใจในสิ่งที่เรียกว่าธรรม; เมื่อนั้นก็จะเป็น โชคดีของโลกนี้. ขอให้เราหวังกันเช่นนั้นเถิด. ขอ ให้คนเกลียดวัดทั้งหลาย เข้าใจความหมายของคำว่า "โลก", และรู้จักหน้าที่ของตน ที่จะต้องปฏิบัติต่อโลกนี้อย่างไร มิฉะนั้นแล้วก็จะตกอยู่ในฐานะที่เป็นคนจมโลก. มีคำที่จะต้องได้ยินได้ฟังกันไว้อยู่คำหนึ่ง คือว่า เป็นหลักตอในวัฏฏสงสาร คือ คนโง่ คนอันธพาลไม่รู้จักโลก, ไม่รู้จักความดับสนิทแห่งโลก คือไม่รู้จักธรรมะโดยประการ ทั้งปวง. เขาก็หลงอยู่ในโลกตลอดเวลา. คนอย่างนี้เรียกว่า เป็นหลักตออยู่ในวัฏฏสงสาร คือในโลก ; หมายความ

น.597 ๒๒๕ ว่าโง่ตั้งแต่อยู่ในท้องแม่, เกิดมาจากท้องแม่ก็โง่, เป็นเด็กโง่ เป็นหนุ่มสาวที่โง่, เป็นพ่อบ้านแม่เรือนที่โง่ คือหลงอยู่ ในสิ่งที่เรียกว่าโลก, ติดแน่นอยู่กับสิ่งที่เรียกว่าโลก หรือ ความทุกข์, จนกระทั่งเน่าเข้าโลงไป ก็ยังกอดแน่นอยู่ กับสิ่งที่เรียกว่า โลก. อย่างนี้เขาเรียกว่า หลักตอในวัฏฏะ, คือหลักตอในโลก, ปักแน่นอยู่ในโลก. คนเกลียดวัดจะ ต้องได้เป็นอย่างนี้ เป็นแน่นอน. ข้อที่ ๒. เข้าใจคำว่า "มนุษย์" ไม่ตรงความหมาย. ทีนี้ เรื่องถัดมา ที่จะพูดกันต่อไปอีกก็คือ เรื่อง คำว่า "มนุษย์". คำว่า มนุษย์ เป็นคำที่เข้าใจยาก, แล้ว ก็มองดูกันได้หลายแง่หลายมุม : ตามตัวหนังสือแท้ๆ มนุษย์ แปลว่า มีใจสูง หรือ เป็นเหล่ากอของบุคคลที่มีใจสูง ; มี ใจสูงนี้ต้องหวังไว้ก่อนว่า มันจะอยู่เหนือปัญหา เหนือสิ่งที่ เป็นทุกข์. แต่แล้วมันเป็นจริงอย่างนั้นหรือไม่ ? คนที่ เกลียดวัดเขามีความเป็นมนุษย์ของเขาอย่างไร ก็ลอง พิจารณาดู.

น.598 ๒๒๖ เดี๋ยวนี้ที่เราจะเห็นกันได้โดยไม่ยาก โดยเอาเรื่อง วัตถุเป็นหลัก, เราก็ยังพอจะเห็นว่า มนุษย์นี้ก็คือสัตว์ที่เกิด ขึ้นมาเพื่อทำลายโลก หรือเพื่อเปลี่ยนแปลงโลก ทำโลกให้ ระส่ำระสาย. ถ้ามนุษย์ไม่เกิดขึ้น โลกก็จะไม่ถูกทำลาย มากมายเหมือนอย่างนี้. พูดอย่างนี้ จะมีประโยชน์หรือ ไม่มีประโยชน์ก็ลองคิดดู. ถ้ามนุษย์ ไม่เกิดขึ้นมาในโลก. โลกนี้ก็ไม่ถูก เปลี่ยนแปลง อย่างที่เราเห็น ๆ อยู่ในปัจจุบันนี้ ; มันก็คง จะมีอะไรตามธรรมชาติ เหมือนตั้งแต่สมัยหลายแสนปีมา โน้น. พอมนุษย์เกิดขึ้นมาในโลกเท่านั้น โลกมันก็เปลี่ยน เหมือนกับวิ่ง ; เมื่อยังอยู่แต่สัตว์เดรัจฉาน โลกไม่เปลี่ยน ได้กี่มากน้อย. เกิดสัตว์ขึ้นมาในโลกมากมาย จนกระทั่ง โลกเต็มไปด้วยสัตว์เดรัจฉานเหล่านั้น มันก็ไม่มีอะไรที่จะ เปลี่ยนแปลงไปมากมาย. แต่พอเกิดมนุษย์ขึ้นมาในโลก รู้จักคิด รู้จักนึก รู้จักทำ มันก็เปลี่ยนโลก : นับตั้งแต่ไป ตัดไม้เอามาทำบ้านเรือน, จนกระทั่งว่าก้าวหน้าถึงกับทำตึก รามอย่างที่เราเห็น ๆ กันอยู่ในบัดนี้. อะไร ๆ อยู่ในโลกลึก สักเท่าไร คนก็ขุดเอาขึ้นมาจนได้, เอามาใช้มาถลุงจนจวน

น.599 ๒๒๗ จะหมดสิ้น เช่นน้ำมันในโลกลึกเหลือประมาณ เอาขึ้นมา ถลุงกันจวนจะหมดสิ้น ; แล้วก็เชื่อกันว่าไม่เท่าไรน้ำมันจะ หมด, แล้วคนก็จะต้องหาสิ่งอื่นมาใช้แทนน้ำมัน. มันจะ ดีขึ้นหรือเลวลงก็คอยดูกันต่อไป. มนุษย์กำลังทำลายสิ่งที่มีอยู่ในโลก เปลี่ยนแปลง ไม่มีหยุด ; เช่นว่าสร้างตึกขนาดนี้แล้ว ไม่เท่าไรก็จะยุบ ทำลาย เพื่อสร้างตึกที่ใหญ่กว่านี้สูงกว่านี้ ถึงร้อยชั้นแล้ว ไม่เท่าไรก็จะยุบจะทำลาย จะสร้างที่ใหญ่กว่านี้จะสูงกว่านี้. เรื่องอื่น ๆ ก็เหมือนกัน จะสร้างรถสร้างเรือ, สร้างสารพัด อย่างที่เขาจะสร้างได้ ก็ล้วนแต่จะสร้างให้มันใหญ่ยิ่งขึ้นไป เพื่อให้ทรัพยากร หรือของที่มีค่าอยู่ในโลกนี้ หมดไปโดยไม่ เหลือหลอ. อย่างนี้ลองคิดดูว่ามนุษย์นี้คือสัตว์อะไร ? สัตว์ เลวหรือสัตว์ดี ? อาตมามองไปในทางที่ว่า มนุษย์เหล่านี้เป็นสัตว์ อกตัญญูอย่างยิ่ง คือ ทำลายโลกมากเกินไป. โลกเป็น ที่อยู่ที่อาศัยเพื่อความผาสุก, ก็ทำลายเสียในเวลาอันสั้น. แต่คนเกลียดวัด เขาว่าไม่ใช่อย่างนั้น, มันเป็นเรื่องของการ ทำโลกให้เจริญ, เขาก็อยู่ในพวกที่สนับสนุนว่าเป็นการทำ

น.600 ๒๒๘ โลกให้เจริญ. เรามองดูโดยสายตาของพุทธบริษัทแล้ว เห็นเป็นการทำลายโลก ; เพราะว่าเขาทำสิ่งที่ไม่จำเป็น. เราไม่จำเป็นจะต้องมีสิ่งเหล่านี้ก็ได้, เราไม่จำเป็นที่จะต้องทำ ลายโลกกันถึงขนาดนี้ก็ได้, เราก็ยังอยู่กันเป็นผาสุก ; แต่ เขาก็ยังไม่พอใจ เขาจะทำให้มันยิ่ง ๆ ขึ้นไป อย่างที่คน เกลียดวัดทั้งหลายกำลังทำกันอยู่. เขามีบ้านเรือนอย่างนี้ เขาก็จะมีอย่างอื่น เขามี บ้านราคาหมื่นไม่ชอบใจ จะมีบ้านราคาแสนให้จนได้ มีบ้าน ราคาแสนแล้วก็ไม่ชอบใจ, จะมีบ้านราคาล้าน ๆ ให้จนได้. บางคนอวดว่าเขามีบ้านราคาตั้ง ๖ - ๗ ล้าน, ในบ้านเขามี รถยนต์ใช้ ๒๐ คัน. อย่างนี้มันบ้าหรือดี ขอให้ลองคิดดู ว่ามันไม่จำเป็นที่จะต้องมีถึงอย่างนี้, มันเป็นเรื่องช่วยกัน ทำลายโลก, ให้ทรัพยากรในโลกมันหมดไปโดยเร็ว. ถ้ายัง อยู่กันอย่างสมัยป่า คนป่าอยู่โพรงไม้ขุดรูอยู่ มันก็ไม่มีการ ทำลายมากมายอย่างนี้ แต่นั่นมันก็น้อยเกินไปต่ำเกินไป, คือว่าเบียดกรอเกินไป ; แต่ถ้ามาทำอะไร ๆ กันอย่างที่ มนุษย์กำลังทำอยู่ในสมัยนี้ มันก็บ้าเกินไป. จงลองคิดดู ให้ดี ๆ ทำแต่ให้พอดี ให้มันอยู่ในระดับที่ถูกต้อง.

น.601 ๒๒๙ อยากจะพูดว่า มนุษย์กำลังเป็นสัตว์อกตัญญูต่อโลก คือโลกเป็นที่เกิด เป็นที่ตั้ง เป็นที่อาศัยของมนุษย์ ให้เกิด ขึ้นมา ให้รอดอยู่ได้ ; แล้วมนุษย์ก็ทำลายมัน สนองคุณ ด้วยการทำลายมัน. จะเปรียบเทียบด้วยนิทานสุภาษิตสอน เด็ก " บางทีจะเข้าใจได้ง่าย. เมื่ออาตมาเป็นเด็ก ๆ อ่านหนังสือ เรื่องเนื้อสมัน อกตัญญู : คือเนื้อตัวหนึ่ง มันหนีนายพรานเข้าไปซ่อนอยู่ ในสุมทุมพุ่มไม้ รอดตัวไป. " นายพรานไม่เห็นเดินพ้นไป, แล้วมันก็เริ่มกัดกิน สุมทุมพุ่มไม้นั้นจน หมดจนโปร่งไปหมด. พอนายพรานย้อนกลับมา ก็เห็น, แล้วก็ยิงตาย ; สมน้ำหน้า เนื้อสมันอกตัญญู. เดี๋ยวนี้คนในโลกเรา ก็จะเป็นอย่างนี้ ระวังให้ดี ๆ. โลกมีอะไรให้เป็นที่อยู่ที่อาศัย, ให้สะดวกสบาย, ก็ชวนกัน ทำลายเสียหมด ; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พื้นผิวโลกนี้ ก็ถูก ทำลายมากเกินไป โดยเฉพาะคือต้นไม้ถูกทำลายมากเกินไป จนมนุษย์อยู่ด้วยความไม่เป็นสุข. ขอให้หลับตาคิดสักนิด เดียวเท่านั้นแหละว่า ถ้าต้นไม้นี้ไม่มีในโลกเลย มนุษย์ก็อยู่ ในโลกไม่ได้, จะต้องตายหมดด้วยเหมือนกัน ; แล้วก็ยัง

น.602 ๒๓๐ ทำลายต้นไม้กัน อย่างไม่หยุดหย่อน, ทำลายสิ่งที่ช่วยให้มนุษย์ รอดอยู่ได้ โดยไม่มีหยุดหย่อน. นี้เรียกว่าเป็นสัตว์อกตัญญู : มนุษย์คือสัตว์ที่เกิดขึ้นมาเพื่อทำลายโลก เพื่อเปลี่ยนแปลง โลก นี้คือข้อเท็จจริงในปัจจุบันนี้. ทีนี้ เราจะเป็นมนุษย์ ตามความหมายของมนุษย์ คือสัตว์มีใจสูง มีสติปัญญาสำหรับจะอยู่เหนือปัญหาทั้งปวง ; เราก็ควรจะหยุดความเป็นมนุษย์ชนิดนั้นเสีย, มา เป็นมนุษย์ ที่มีความถูกต้องในการที่จะเป็นมนุษย์ คือ จัดให้อยู่กัน ไปได้ตามสบาย ประนีประนอมกันกับโลก ช่วยกันคุ้มครอง รักษาโลก เท่าที่โลกมันช่วยคุ้มครองรักษาเรา. คนเกลียดวัดทั้งหลาย มีความเป็นมนุษย์ชนิดของ เขาเอง. เขาไม่รู้ไม่ชี้กับสิ่งอื่น นอกจากว่า เขา ได้ตามที่ กิเลสของเขาต้องการก็แล้วกัน, ได้ตามอารมณ์ของเขา คือว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจของเขามันอยากได้อะไรเขาก็จะเอาแต่ อย่างนั้น, หรือว่ากิเลสของเขา มีราคะเป็นต้น ต้องการ อย่างไรเขาก็จะเอาอย่างนั้น, หรือว่าสัญชาตญาณอย่างสัตว์ เดรัจฉานของเขาก็ยังมีอยู่, มันต้องการอย่างไรเขาก็จะกระทำ อย่างสัตว์เดรัจฉาน ตามอำนาจสัญชาตญาณอย่างนั้น ; เขา 6

น.603 ๒๓๑ ต้องการเพียงเท่านี้ เขาไม่ได้หวังว่ามีนิพพานเป็นที่ไปใน เบื้องหน้า. ถ้าว่า โดยความหมายที่ถูกต้องแล้ว มนุษย์มีใจ สูง คือจะสูงไป ๆ จนกระทั่งบรรลุถึงพระนิพพาน เป็นที่ สุด ; ซึ่งเรียกว่า มีพระนิพพานเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. แต่ เดี๋ยวนี้คนเกลียดวัด เขาไม่รู้ว่านิพพานอะไร, อยู่ที่ไหน. เบื้องหน้าที่ไหนกัน; จึงมีการกระทำชนิดที่ทำลายโลก, ทำลายความสงบสุขของโลก. เขาไม่มีเรื่องทางจิตทาง วิญญาณ ; เขามีแต่เรื่องทางเนื้อทางหนัง, รู้จักแต่ความสุข สนุกสนานเอร็ดอร่อยแต่ทางเนื้อทางหนัง ซึ่งเรียกว่ามีแต่ เรื่องทางวัตถุ : ไม่มีเรื่องทางจิตทางวิญญาณ เช่น เรื่อง พระนิพพานเป็นต้น. นี้เราจะพูดกับคนเกลียดวัดว่า คุณยังไม่รู้จักความ เป็นมนุษย์, หรือว่าคุณยังไม่มีความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง ตามความหมายของบัณฑิตทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น, เป็นประธาน. ลองพิจารณาตัวเองเสียใหม่เถิด. นี่ของ ฝากคนเกลียดวัด ในความหมายของคำว่า "มนุษย์."

น.604 ๒๓๒ ข้อที่ ๓. ไม่เข้าใจความหมายเรื่องการสืบพันธุ์ ทีนี้ ก็ขอโอกาสพูดต่อไป เป็น เรื่องที่ ๓ ว่า การ สืบพันธุ์. การสืบพันธุ์ก็คือ การทำให้มีลูกหลานเกิดขึ้น มา อย่าให้สูญพันธุ์ไป. คนเกลียดวัดไม่มีธรรมะ, ไม่ เข้าใจความหมายอันนี้. เขามองเห็นแต่ส่วนที่หลอกลวง ที่สุด ที่ธรรมชาติมีไว้หลอกลวงสัตว์ ให้ทำการสืบพันธุ์ ; เพราะว่าการสืบพันธุ์นั้น เป็นกิริยาอาการที่น่าเกลียดน่าชัง สกปรก เหน็ดเหนื่อย เพื่อความบ้าแวบเดียว. นี่คือสิ่งที่ ธรรมชาติมีไว้สำหรับหลอกลวงสัตว์ให้ทำการสืบพันธุ์ มันจึง เป็นเหมือนกับค่าจ้าง ให้สัตว์ทำสิ่งที่น่าเกลียดน่าชังเหล่านั้น ขอให้เข้าใจ สิ่งที่เรียกว่า กามารมณ์ กันในลักษณะอย่างนี้ ว่า เป็นสิ่งที่พญามาร หรือ ธรรมชาติฝ่ายหนึ่งเขามีไว้จ้างคนให้ทำ การสืบพันธุ์ . คนเกลียดวัดทั้งหลายก็ยินดีรับค่าจ้าง กินเหยื่ออัน นี้ทันที, คือหลงใหลในกามารมณ์ ไม่เป็นการสืบพันธุ์อัน บริสุทธิ์ ; ฉะนั้นจึงมีปัญหามากมายเกิดขึ้นจากกามารมณ์ นับตั้งแต่การหึงหวง การฆ่ากันตาย การอะไรทุกอย่าง หลายอย่างหลายประการเท่าที่เขาไม่รู้จักว่าสิ่งนี้เป็นอะไร. คน

น.605 ๒๓๓ มีอายุล่วงมา มีลูกมีเต้า มีหลานมีเหลนพอสมควรแล้ว ก็ ยังไปหลงใหลยินดีในค่าจ้างของธรรมชาติเพื่อการสืบพันธุ์อยู่ คือมันบ้ากามารมณ์กันไปจนเน่าเข้าโลง ; คนเกลียดวัดเป็น อย่างนี้. ขอให้พิจารณาดูให้ดี ๆ ว่าเรื่องของ การสืบพันธุ์ นั้น เป็นเรื่องหลอกลวงของธรรมชาติ ที่ให้มนุษย์ทน ลำบากเพื่อการสืบพันธุ์ ; มักจะ มองไปในทางอื่น ในความ หมายอื่น ว่า เป็นความรัก เป็นความผูกพัน เป็นคู่ชีวิตชีวา อะไรอย่างนี้ ก็ยังมองไม่ถูก. ควรพิจารณากันเสียใหม่ให้ ดี ๆ ซึ่งควรจะได้พิจารณากันต่อไปด้วยเหมือนกัน ในชั้นนี้ จะพูดกับคนเกลียดวัดแต่เพียงสั้น ๆ ว่า : อย่าไปมัวหลง อย่า ไปมัวโง่ รับจ้างธรรมชาติ เพื่อการสืบพันธุ์อันไม่รู้จัก สิ้นสุดหยุดหย่อน ; แม้จะไม่มีการสืบพันธุ์ ก็ยังหลงใหล ในค่าจ้างเพื่อการสืบพันธุ์ อันไม่มีที่สิ้นสุด. ข้อที่ ๔. ทำความเข้าใจเรื่องครอบครัวให้ถูกต้อง. ทีนี้ ก็จะมาถึง เรื่องครอบครัว. ฆราวาสมีครอบ- ‘ครัว ; แม้บรรพชิตสมัยนี้ ดูให้ดี ๆ แล้วมันก็เหมือนกับ

น.606 ๒๓๔ ครอบครัว. บรรพชิตสมัยโบราณครั้งพุทธกาลนั้น ไม่มี ความหมายแห่งความมีครอบครัว ; แต่บรรพชิตในสมัย ปัจจุบัน มีคนที่ต้องเลี้ยงดู. มีหน้าที่การงานที่ต้องทำ, มี สมบัติที่ต้องรักษาเป็นห่วง, มันเหมือนกับครอบครัวเหมือน กัน. แต่เราจะพูดกัน ถึง ครอบครัวธรรมดาสามัญของ ฆราวาส ทั้งหลายว่า เขามีครอบครัวกันทำไม ? โดยขนบ- ธรรมเนียมประเพณี เขาจัดให้มีครอบครัวอย่างเป็นระเบียบ เพื่อว่าคนอย่าต้องเบียดเบียนกัน เพราะปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้. ครั้นมีครอบครัวแล้ว ก็หลงใหลอย่างหลับหูหลับตา ในความ หมายของคำว่า "ครอบครัว" : มีความรักอย่างโง่เขลา ใน เรื่องอันเกี่ยวกับครอบครัว จนได้เป็นทุกข์อันเนื่องมาจาก ครอบครัวนั้นเอง ; สมน้ำหน้าคนโง่ สมน้ำหน้าคนเกลียด วัด ที่ไม่รู้จักว่า ครอบครัวนั้นคือใคร ? และจะต้องมีทำไม ? ถ้า มองดูด้วยสติปัญญา ในเรื่องทางจิตทางวิญญาณ ควรจะมองเห็นได้ว่า ครอบครัวนั้นคือเพื่อนเดินทางไป นิพพาน. พูดอย่างนี้ คนเกลียดวัด ก็ว่าบ้าแล้ว, บ้าแล้ว.

น.607 ๒๓๕ เพื่อนเดินทางไปนิพพาน นั่นแหละคือครอบครัว. การที่มี ครอบครัวให้มากขึ้น ก็เพื่อว่าจะได้เป็นเพื่อนเดินทางไป นิพพาน. นี่หมายความว่าเป็นมนุษย์ที่ดีทั้งผัวทั้งเมีย, เป็น มนุษย์ที่มีธรรมะไม่เกลียดวัดกันทั้งผัวทั้งเมีย. รู้จักว่าชีวิต นี้คืออะไร, เกิดมาจะต้องทำอะไร, เขาก็ปรึกษาหารือเป็นคู่ จิตคู่ใจกัน สำหรับจะให้ก้าวหน้าไปในทางของพระนิพพาน ผัวเมียคู่ไหน นอนปรึกษาหารือกันเรื่องก้าวหน้าไปทาง นิพพานบ้าง ? ก็ไปไต่ถามดูกันเอง. อาตมากำลังพูดว่า ครอบครัวนั้นคือเพื่อนเดิน ทางไปนิพพาน, สามีภรรยาหารือกัน เพื่อความก้าวหน้า ในทางจิตใจให้สูงขึ้นไป; ไม่ให้มาหลงใหลปักหลักอยู่ที่นี่. สามีภรรยาให้ความสะดวกแก่กันและกัน ในการที่จะรู้ จักชีวิต, รู้จักความทุกข์ รู้จักความเวียนว่ายอยู่ในกองทุกข์, แล้วก็จะได้ถอนตัวออกมาเสียโดยเร็ว. สามีภรรยาส่งเสริม ซึ่งกันและกัน ให้เกิดความสะดวกง่ายดาย ในการที่จะเดิน ทางไปพระนิพพาน. ทีนี้ ลูก นั้น มีไว้สำหรับเผื่อว่า ถ้าพ่อแม่ไม่ สามารถจะบรรลุถึงพระนิพพานได้ ก็จะมอบมรดกให้

น.608 ๒๓๖ ลูกเดินทางต่อไป จนกว่าจะถึงพระนิพพานได้. ถ้า ชั้นลูกไม่ได้ ก็ขอให้ได้ชั้นหลานชั้นเหลน, ให้มันได้สักชั้น หนึ่งจนพอที่จะอวดคุยได้ว่า มนุษย์ยังมีอยู่สำหรับการบรรลุ ถึงนิพพาน อย่าให้มันเสียชื่อของมนุษย์เลย; ให้กล่าวได้ ว่า มนุษย์นี้ที่ไปถึงนิพพานนั้นยังมีอยู่. ถ้าพ่อแม่ไปไม่ถึง ก็ให้ลูกได้ถึง, ลูกไม่ถึง ก็ให้หลานถึง ; ฉะนั้นรวมกันทั้ง ครอบครัวแล้วก็ต้องเรียกว่า เป็นเพื่อนเดินทางไปนิพพาน, โดยแท้จริงเป็นอย่างนี้. ถ้าเราจะเอาปัญหานี้ไป ถามนักปราชญ์บัณฑิต มีพระพุทธเจ้าเป็นต้นดู ว่ามีครอบครัวทำไม ? ท่านจะ ชี้แนะอธิบายในลักษณะอย่างนี้ทั้งนั้น ; ไม่ได้ชี้แนะไปใน ทางที่ว่าสำหรับจะหมกจมหลงใหลในกามารมณ์ ทรัพย์ สมบัติ เกียรติยศชื่อเสียงกันอยู่ที่นี่ จนเหมือนกับตกนรก ทั้งเป็น. นี้ครอบครัวทั้งหลาย จงจัดปัญหาของท่านให้ดี ๆ. อย่าให้ครอบครัวกลายเป็นรังของความทุกข์, กลายเป็นที่ สะสมของความทุกข์เหมือนกับตกนรกทั้งเป็น อยู่ตลอดเวลา เลย ; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนเกลียดวัดทั้งหลาย, จงได้

น.609 ๒๓๗ ขยับขยายให้เรื่องของครอบครัวนั้น กลายเป็นเรื่องที่ประเสริฐที่สุด คือ อยู่กันอย่างเป็นเพื่อนเดินทางสำหรับไปพระนิพพาน ในลักษณะที่กล่าวแล้ว. ข้อที่ ๕. ให้รู้จักคบกัลยาณมิตร. ทีนี้ เรื่องที่จะพูดต่อไปกับคนเกลียดวัด ก็คือ เรื่องเพื่อน มิตร สหายชาวเกลอ. มิตรสหายชาวเกลอก็เหมือนกันอีก เป็นเพื่อนกันเพื่อเดินทางไปนิพพาน ; ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว จะไม่มีความหมายของความเป็นเพื่อนที่แท้จริง เพื่อนกิน เพื่อนเล่น เพื่อนนอน เพื่อนคู่ชีวิตจิตใจอะไรก็ตาม ยังไม่ใช่เพื่อนที่แท้จริง. เพื่อนที่แท้จริงโดยรากฐานนั้น จะต้องเป็นเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น อย่างนี้ก่อน ; หมายความว่า เป็นเพื่อนที่จมอยู่ในกองทุกข์เสมอหน้ากันก่อน, แล้วก็มองเห็นหน้ากันอยู่ทุกคน ว่ากำลังจมอยู่ในกองทุกข์, แล้วก็จะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ดิ้นรนให้ออกมาเสียจากกองทุกข์ ; นั่นแหละคือการเดินไปนิพพาน. เมื่อเราเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ

น.610 ๒๓๘ ตาย กันโดยแท้จริงแล้ว ; เราก็จะเป็นเพื่อนเดินทางไปสู่พระนิพพานได้ด้วยกันโดยง่าย ให้ความทุกข์ ที่กำลังได้รับอยู่นี่แหละ เป็นเครื่องบังคับผลักไสให้ดิ้นรน เพื่อจะออกมาเสียจากความทุกข์เหล่านั้น. นี้คนเดียวมันทำยาก, ถ้าหลายคนมันจะได้คิดนึกปรึกษาหารือ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน. เพื่อนที่ดีที่สุดนั้น เขาเรียกว่า กัลยาณมิตร. พระพุทธเจ้าตรัสว่ากัลยาณมิตรเป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ คือการประพฤติปฏิบัติเพื่อออกจากกองทุกข์นั้นเอง. บางคนว่ากัลยาณมิตรนี้เป็นส่วนหนึ่ง, เป็นเพียงส่วนหนึ่งหรือครึ่งหนึ่งของพรหมจรรย์ อย่างนี้ก็มี. แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่เห็นด้วย, ท่านบอกว่า กัลยาณมิตรนั้นเป็นทั้งหมดของความรอด. นี้ก็เป็นสิ่งที่น่าคิดอยู่ ว่าเพื่อนที่ดีนั้นเป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของความหลุดรอดไปจากกองทุกข์. เรามีเพื่อนอย่างนี้กันหรือเปล่า ? ถ้าเป็นเรื่อง เพื่อนเล่น เพื่อนกิน เพื่อนนอน เพื่อนอะไรอย่างนี้แล้ว ; มันก็ยังไกล, ไกลมาก, ไกลจากการเดินไปเพื่อนิพพาน, มันจะกลายเป็นเพื่อน

น.611 ๒๓๙ ที่ฉุดรั้งไว้ให้จมอยู่ในนรกทั้งเป็น กันอยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้. มันชวนให้หลงใหลไปในเรื่องโลก เขาเรียกว่า "กลางคืนอัดควัน กลางวันเป็นไฟ" นี่คือการตกนรกทั้งเป็น อยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้. กลางคืนอัดควัน นอนระทมทุกข์อยู่ ด้วยความคิดของกิเลสตัณหานานาประการ. พอสว่างขึ้นเป็นกลางวันก็ออกไปโลดเต้นเป็นพืนเป็นไฟไปทีเดียว. นี้มี คำบาลีกล่าวไว้ เรียกว่า "กลางคืนอัดควัน กลางวันเป็นไฟ" : มนุษย์ในโลกปัจจุบันกำลังเป็นอย่างนี้ ; การช่วยให้เป็นอย่างนี้ไม่เรียกว่าเพื่อน ที่จะเดินทางไปนิพพาน. แต่ว่าเป็นเพื่อนที่จะให้จมนรกกันอยู่ที่นี่, เป็นหลักตออยู่ในโลกที่นี่. คนเกลียดวัดทั้งหลาย กำลังมีเพื่อนชนิดไหน ? เขามีเพื่อนช่วยกันทำคอรัปชั่น, เขามีเพื่อนที่ช่วยกันโกง, มีเพื่อนช่วยกันจะทำลายฝ่ายอื่น, เพื่อเอาประโยชน์ของฝ่ายอื่นมาเป็นของตัว; นี่คนเกลียดวัดเขามีเพื่อนอย่างนี้. แม้เพื่อนในครอบครัว เพื่อนสนิทที่สุด เช่น สามี ภรรยา เขาก็ไม่ได้ใช้ไปในทางที่จะเป็นเพื่อนเดินทาง ที่จะไปนิพพานดังที่กล่าวแล้ว.

น.612 ๒๔๐ เราขอบอกคนเกลียดวัดว่า ให้คนเกลียดวัดทั้งหลาย ไปพิจารณาดูเสียใหม่. ถ้ามีเพื่อนถูกต้องเป็นกัลยาณมิตร แล้ว ความเกลียดวัดก็จะหายไป, ก็ จะได้มาสนใจในเรื่อง การปฏิบัติเพื่อก้าวหน้า ไปตามทางของพระนิพพาน. ข้อที่ ๖. ไม่มีความเคารพบิดามารดา. ทีนี้ เรื่องถัดไปอีกที่จะพูดกับคนเกลียดวัด ก็คือ เรื่องบิดามารดา. ท่านทั้งหลายจงสังเกตดูให้ดี ๆ ว่า พวก คนเกลียดวัดนั้น เขาเคารพนับถือบิดามารดากันอย่างไร ; บางทีจะเป็นลูกหลานของท่านเองก็ได้. ดูลูกหลานของ ท่านเองนั่นแหละให้ดี ๆ ว่าเขากำลังเคารพบิดามารดาของเขา อย่างไร, ให้ความหมายแก่ความเป็นบิดามารดาอย่างไร. เดี๋ยวนี้เขารู้จักพ่อแม่ของเขา เพียงแต่ว่าจะได้รับมรดก หรือ ประโยชน์ที่คล้ายกัน. เขามีพ่อแม่เพียงว่าจะได้รับมรดกหรือ ประโยชน์ใดใดที่คล้ายกัน. ลูกหลานเป็นเสียอย่างนี้ ; แล้ว บิดามารดาจะมีความหมายอย่างไรสำหรับคนพวกนี้ ลูกหลานบางคนถือว่า เขามีบุญคุณต่อพ่อแม่ของ เขา เพราะเขาทำให้พ่อแม่สบายใจ. เรื่องจริงที่อาตมาได้

น.613 ๒๔๑ ฟังมากับหูของตัวเองในกรุงเทพฯ ไม่ต้องออกชื่อใคร ว่าลูก สาวเขากลับมาจากเมืองนอก, เรียนสำเร็จมีหน้ามีตามา แล้ว ทำหยาบคายกับมารดา, บางทีก็ทำอย่างกับบิดามารดาเป็นคน ใช้. มารดาก็เอ่ยปากหน่อยหนึ่งว่า ลูกนี้ช่างไม่รู้จักบุญคุณ ของแม่เสียเลย แม่เขาว่าเพียงเท่านี้ ; ลูกสาวคนนั้นก็บอกว่า "แม่ซิไม่รู้จักคุณของฉัน ; เพราะว่าฉันได้ดิบได้ดีมา ทำ ให้แม่มีหน้ามีตา แม่ไม่รู้จักคุณของฉัน." นี่เป็นเรื่องจริง ที่มันมีได้อย่างนี้ ในกรุงเทพฯ นั่นแหละ นี่เขาให้ความหมายแก่บิดามารดาของเขาอย่างไร ? แล้วคนชนิดนี้จะชอบวัดได้หรือไม่ ? คนชนิดนี้นับรวมอยู่ใน พวกที่เกลียดวัด. เขาถือว่าเขาทำให้พ่อแม่สบายใจ เขาจึง มีบุญคุณต่อพ่อแม่ ; พูดอย่างนี้มันกำกวม. ที่จริงมันก็ มีส่วนถูก ; ถ้าลูกคนไหนออกมาจากท้องแม่แล้ว พ่อแม่มี แต่ความสบายใจ ชื่นอกชื่นใจเพราะลูกคนนั้น ตั้งแต่เกิดไป จนตาย ก็น่าจะกล่าวได้ว่า ลูกมีบุญคุณแก่พ่อแม่ ก็พอจะ ได้. แต่เดี๋ยวนี้มันหาไม่ได้ ที่จะเป็นอย่างนั้น ; มันมีแต่ ทำให้พ่อแม่ต้องเดือดร้อนต้องกระวนกระวาย, ต้องน้ำตาตก อยู่บ่อย ๆ. ถ้าเขาทำให้พ่อแม่สบายใจจริง ก็เรียกว่า เป็น

น.614 ๒๔๒ ผู้มีบุญคุณต่อพ่อแม่ได้เท่า ๆ กับที่พ่อแม่มีบุญคุณแก่เรา. นี้ เขามองในทางที่ว่าเขาทำให้พ่อและแม่สบายใจ; เพียงว่า เขามีเงินเดือนมาก ๆ เอามาให้พ่อแม่ใช้มาก ๆ เขาทำอะไร ให้มีหน้ามีตา, ให้พ่อแม่พลอยมีหน้ามีตา ; เพียงเท่านี้มัน รับไม่ไหว ตามความหมายของคำว่า บิดามารดา. ลูกบางคน เป็นไปแรงหนัก ถึงกับว่าบิดามารดาไม่มี คุณ, ไม่มีบุญคุณอะไร. ท่านทำให้เขาคลอดออกมา เพราะ ความสนุกสนานของท่านเอง, เขาไม่ยอมรับว่ามีบุญคุณแก่ เขา; แล้วเขายังจะเรียกร้องว่า บิดามารดานั่นแหละต้อง แทนคุณลูก ให้สมกับที่ทำให้ลูกเกิดมา. ลองฟังดูเอาซิ ว่าบิดามารดาต้องตอบแทนใช้หนี้ ให้สมกับที่ว่า; ทำให้ ลูกเกิดมา แล้วมาลำบากด้วยกัน ; ฉะนั้น ปรับให้เป็น ความผิดของบิดามารดา. นี่คนเกลียดวัดเขาจะเป็นอย่างนี้ ในทางธรรมะ นั้น เราถือว่า บิดามารดาเป็นผู้มี บุญคุณ ; ลูกหลานพร้อมที่จะเสียสละชีวิตทั้งหมดได้ เพื่อ ความสบายใจของบิดามารดา. เดี๋ยวนี้เด็ก ๆ เขาไม่คิดกัน อย่างนั้น เขาไม่ยอมเสียสละอะไร เพื่อประโยชน์แก่ความ สบายใจของบิดามารดา. บิดามารดาขัดใจเขา, เขาอาจจะ

น.615 ๒๔๓ ด่าให้, เขาอาจจะทิ้งบิดามารดาไป, เขาอาจจะประณามบิดา มารดาอย่างน่าเกลียดน่าชัง. ถ้าเป็นไปได้ เขาอาจจะฆ่า บิดามารดาเสียก็ได้ ถ้าไปขัดขวางในหนทางแห่งกามารมณ์ ของเขา. ลูกหลานไม่พอใจ ถ้าบิดามารดาเข้าไปเกี่ยวข้อง เข้าไปควบคุมในเรื่องที่จะสมรสจะแต่งงาน จะอะไรต่าง ๆ ; เพราะว่าเขาเห็นแก่ตัวเขาข้างเดียว, ไม่เห็นแก่ความประสงค์ หรือความพอใจรสนิยมอะไรของบิดามารดา ที่จะมีลูกเขยลูก สะใภ้ตามที่ตัวชอบใจบ้าง ขอให้ลองคิดดู. คนเกลียดวัด เขาให้ความหมายแก่บิดามารดาอย่างไร, เท่าไร. นี่อาตมา มองเห็นอย่างนี้. ถ้าว่าธรรมะเข้ามา ก็จะมองกันเสียใหม่ ว่า บิดา มารดามีพระคุณอย่างใหญ่หลวง, คือ ไม่ทำให้เราตาย เน่าอยู่ในไข่ ; แต่ให้เป็นตัวเป็นตน ออกมาพบแสง สว่างข้างนอก นี่ก็เรียกว่ามีบุญคุณชั้นหนึ่งแล้ว ไม่ให้ชีวิต มันตายเป็นหมันในไข่, แต่ให้ออกมาเป็นตัวเป็นตน สู่โลก ภายนอกได้รับแสงสว่าง ; ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นโอกาสให้สัตว์, ลูกนั้น มันได้รับโอกาสที่จะได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะ

น.616 ๒๔๔ ได้รับ ถ้ามันไม่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์, ไม่ได้เกิดออกมาเป็น มนุษย์ มันก็ไม่ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ. เดี๋ยวนี้มัน ได้มีโอกาส เกิดมาเป็นมนุษย์ ก็พอ ที่จะได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ในการที่ได้เป็นมนุษย์, และก็จะได้ มี โอกาส ที่จะได้พบพระพุทธศาสนา ; ไม่มีอะไรจะสูงสุด ยิ่งไปกว่าพระธรรม อันเป็นตัวพระพุทธศาสนา. ฉะนั้น สัตว์, มนุษย์คนใด ได้พบกับสิ่งนี้ ก็เรียกว่าได้พบสิ่งที่ดีที่ สุดสำหรับมนุษย์ ไม่เป็นหมัน ; มันมีความสำคัญอยู่ตรง ที่ว่า ได้พบพระพุทธศาสนาแล้ว เชื้อแห่งความเป็น พุทธะของเขาก็ไม่เป็นหมัน. นี้หมายความว่า ใน ทุกคน ไม่ว่าหญิง หรือชาย เป็นเด็กออกมาจากท้องแม่แล้ว มัน มีเชื้อแห่งความเป็น พุทธะ คือ สติปัญญาที่จะงอกงามจนถึงกับรู้พระธรรม อันสูงสุด. นี่เรียกว่าเป็นพุทธะ, เชื้อแห่งความเป็นพุทธะ ของเขา ก็ได้รับโอกาสที่จะเจริญงอกงาม จนเป็นพุทธะกับ เขาได้คนหนึ่ง ในโลกนี้. นี่เพราะบิดามารดาได้ให้ กำเนิด ได้ให้โอกาสแก่เรา. เราจึงหวังว่า เกิดมานี้จะต้องให้ได้เป็น พุทธะกับเขาสักคนหนึ่งให้จนได้, คือให้รู้อะไร ตามที่มนุษย์

น.617 ๒๔๕ ควรจะรู้, ขจัดปัญหา คือความทุกข์ของมนุษย์ได้ก็ไม่เสียทีที่ เกิดมา. บิดามารดา มีพระคุณเหลือหลาย ที่ให้กำเนิดมา ให้ชีวิตมา ออกมาสู่แสงสว่าง ทั้งทางร่างกายทั้งทางจิตใจ คือ ความเบิกบานแห่งเชื้อของความเป็นพุทธะ ของมนุษย์ทุก คน ได้มีจิตสูงสุดอยู่เหนือความทุกข์โดยประการทั้งปวง. คนเกลียดวัด, คุณไม่คิดอย่างนี้ ; คุณเห็นบิดา มารดาเป็นที่พึ่งที่อาศัยเฉพาะหน้า ; หวังว่าจะรับมรดก อย่างเดียว, หวังว่าจะใช้บิดามารดาเหมือนกับคนใช้ โดยไม่ ต้องเสียเงินเดือน ; อย่างนี้ก็ยังมี ก็ขอให้ลองไปคิดดูเถิด ว่า มันจะร้ายกาจสักเท่าไร สำหรับคนที่เกลียดวัด ไม่มี ธรรมะ. ข้อที่ ๗. ไม่เคารพครูบาอาจารย์. ทีนี้ เรื่องต่อไปก็คือ เรื่องครูบาอาจารย์ คนเกลียด วัดทั้งหลาย ไม่เคารพครูบาอาจารย์ ; ท่านทั้งหลายก็คงมอง เห็น. ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่คงจะนึกได้ ว่ายังมีคนที่ไม่เคารพ ครูบาอาจารย์, ทำตัวเป็นคนไม่มีครูบาอาจารย์, ถือว่าครูบา- อาจารย์เป็นลูกจ้างสอนหนังสือ เสร็จแล้วก็เลิกกัน ; ไม่

น.618 ๒๔๖ ยอมรับในข้อที่ ครูบาอาจารย์ทำให้เฉลียวฉลาดในทางสติ ปัญญา ตามความหมายของคำว่าครูบาอาจารย์. เดี๋ยวนี้อาตมา กำลังพูดถึง ครูบาอาจารย์ที่ถูก ต้อง จริงอยู่ในโลกนี้ ครูบาอาจารย์ชนิดที่ไม่จริง ไม่ใช่ ครูบาอาจารย์จริง ก็มีอยู่มาก คือเป็นลูกจ้างสอนหนังสือ เพราะความจำเป็น, เอาเงินเดือนมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง, แล้ว ก็เอาเปรียบไปเสียทุกอย่างทุกทาง อย่างนี้ก็มี. แต่นี้ไม่ใช่ ครูบาอาจารย์ที่ถูกต้อง ตามความหมายของคำคำนี้. ครูบาอาจารย์ที่ถูกต้อง ตามความหมายของคำ คำนี้ เขาถือเป็นใจความสำคัญว่า เป็นผู้เปิดประตูในทาง วิญญาณ. ช่วยจำไว้ว่า ครูบาอาจารย์ที่แท้จริง มีหน้าที่ เปิดประตูในทางวิญญาณ ; คือหัวใจของสัตว์มืดมิด หาทาง ออกไม่ได้, ครูบาอาจารย์เป็นผู้เปิดประตูทางวิญญาณ ให้ สัตว์นั้นออก ไปสู่แสงสว่าง . เหมือนกับว่า เป็ดไก่ก็ดี หมูก็ดี อะไรก็ดีที่เขาขังไว้ในเล้าในคอก อันมืดอันสกปรก อันแสนจะทรมานนั้น ; ถ้าพอใครเปิดประตูให้ มันก็วิ่ง ออกมาด้วยความดีใจ ออกมาเสียจากเล้าอันมืดและสกปรก. ในทางจิตทางวิญญาณ ที่มันถูกขังอยู่ในความมืดของอวิชชา

น.619 ๒๔๗ ก็เหมือนกัน ; ครูบาอาจารย์มีหน้าที่ ที่จะเปิดประตู ทางวิญญาณ ให้หัวใจของสัตว์เหล่านั้น ออกมาสู่แสงสว่าง. ก็ลองคิดดูเถิดว่า ครูบาอาจารย์นี้มีบุญคุณสักเท่าไร ? ควร จะจัดไว้ในฐานะ เป็นปูชนียบุคคล หรือหาไม่ ? ที่แท้จริงนั้น การเปิดประตูทางวิญญาณนี้มีหลาย ระดับ หลายชั้น ; แม้ที่สุดแต่ บิดามารดา นี้ก็ เป็นครูบา อาจารย์คนแรก, เปิดประตูทางวิญญาณ ให้แก่ทารกน้อย ๆ, ให้เขารู้จักชั่วดี ให้เขาฉลาดขึ้น ให้เขารู้จักเดินไปถูกทาง. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า บิดามารดาเป็นอาจารย์คนแรก, แล้วก็มอบหมายให้ครูบาอาจารย์คนถัด ๆ ไป จนกระทั่งถึง ครูบาอาจารย์อันสูงสุด คือ พระบรมครู ผู้พระบรมศาสดา- จารย์ คือ พระพุทธเจ้า. นี่ ครูบาอาจารย์เป็นผู้เปิดประตูทางวิญญาณ. แต่คนเกลียดวัดเขาไม่มองกันอย่างนี้ ; เขาใช้ครูบาอาจารย์ เป็นเครื่องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ; บางทีก็ใช้เป็นประโยชน์ ในเรื่องอาชีพ, หรือว่าถ้าไม่เห็นประโยชน์ อันจะพึงได้แล้ว ก็ไม่ยอมรับความเป็นครูบาอาจารย์.

น.620 ๒๔๘ ผู้ที่เรียกว่า ครูบาอาจารย์นั้นคือผู้ที่เชี่ยวชาญ ในหน้าที่เปิดประตูทางวิญญาณ ให้แก่สัตว์โลก ; เป็น สิ่งที่ จำเป็นที่สัตว์โลกจะต้องมี, และมีไว้ ประจำโลกทุก ยุคทุกสมัย ด้วย. ผู้เปิดประตูทางวิญญาณของสัตว์นี้จำเป็น จะต้องมีอยู่ในโลกทุกยุคทุกสมัย .. ฉะนั้นเราช่วยกันประคบ ประหงมรักษาครูบาอาจารย์ไว้ ให้ยังคงมีอยู่ในโลกด้วยกัน ทุกคน. หน้าที่ในทางจิตทางวิญญาณนี้จำเป็นมาก สำ- หรับมนุษย์ที่อยู่ในโลก. หน้าที่ทางวัตถุนั้นมันไม่ยาก ; แม้แต่ลูกหมาลูกแมว เกิดออกมาแล้วมันก็หากินเป็น. ทำไม ลูกมนุษย์เกิดมาแล้วจะหากินไม่เป็น; มันก็ต้องรู้จักหา กิน ขวนขวายกันไปได้ ในเรื่องทางวัตถุ. แต่ใน เรื่อง ทางจิตทางใจ ที่มันลึกซึ้ง ละเอียดสุขุมนั้น มัน ต้องมีผู้ ช่วยเหลือ คือครูบาอาจารย์. อย่าต้องมานั่งร้องไห้บ่อย ๆ อย่าต้องเป็นโรคเส้นประสาทเลย, อย่าต้องเป็นโรคจิต เป็น บ้าฆ่าตัวตายเลย. คนเกลียดวัด เป็นคนไม่มีครูบาอาจารย์ ในด้านจิต ด้านวิญญาณ. เขาจะมีครูแต่ในเรื่องด้านวัตถุ ช่วยหาเงิน

น.621 ๒๔๙ หาของ หากาม หากิน หาเกียรติ ไปตามประสาชาวโลกเท่านั้น เอง อย่างนี้ไม่มีความหมายของความเป็นครูบาอาจารย์ที่แท้ จริง. ข้อที่ ๘. ต้องสนใจเรื่องทิศ ๖. ทีนี้ เรื่องที่จะพูดต่อไป ก็เป็นเรื่องรวบยอด คือ เรื่องทิศทั้ง ๖. คนเกลียดวัดจะไม่สนใจเรื่องทิศทั้ง ๖. คือ ไม่สนใจในเรื่องความถูกต้องรอบตัวเอง เพราะเขาจะรู้สึกว่า มันมากไปนักก็ได้. ท่านทั้งหลายอย่าได้ไปเอาอย่างหรือ เดินตามอย่างคนเกลียดวัดเลย ; พยายามสนใจในเรื่องทิศ ทั้ง ๖ ให้ตรงตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ว่าให้ปิดกั้นทิศ ทั้ง ๖ ให้ปลอดภัย. เราอยู่ตรงกลาง เป็นจุดศูนย์กลาง แล้ว ทิศทั้ง ๖ นั้นก็คือ ทิศข้างหน้า ทิศข้างหลัง ทิศข้างซ้าย ทิศข้างขวา ทิศข้างบน ทิศข้างล่าง รวมกันก็เป็น ๖ ทิศแล้ว. เราจะ ต้องระมัดระวังให้ถูกต้องทั้ง ๖ ทิศ ; อย่าให้มีความผิด พลาด แม้แต่ทิศใดทิศหนึ่ง. บางคนจะคิดไปเสียว่า มัน มากเกินไปเสียแล้ว. มันมากเกินไปสำหรับฉันเสียแล้ว,

น.622 ๒๕๐ ฉันไม่เอาแล้วมันตั้ง ๖ ทิศ. อย่าเขลาไปตามคนเกลียดวัด ที่จะไม่ยอมรับผิดชอบทั้ง ๖ ทิศ. ทำให้มีความถูกต้อง ทั้ง ๖ ทิศ. ทิศข้างหน้า คือ บิดามารดา ต้องมีการกระทำที่ถูก ต้อง ต่อความหมายของบิดามารดา. ทิศเบื้องหลัง คือ บุตรภรรยา ก็จะต้องให้ถูกต้อง ตามความหมายของคำว่า บุตร ภรรยา สามี หรืออะไรก็ตาม แล้วแต่ว่าใครจะเป็นหัวหน้าครอบครัว. ทิศข้างซ้าย คือ เพื่อนฝูงมิตรสหาย ทั้งหลาย ก็ต้อง มีความถูกต้อง ให้มีความเป็นมิตรที่แท้จริง อย่างที่กล่าวมา แล้ว. ทิศข้างขวา ก็คือ ครูบาอาจารย์ ที่กำลังกล่าวไปแล้ว หยก ๆ นั่นเอง. ทิศข้างบน คือ สมณพราหมณ์พระเจ้าพระสงฆ์ เป็น ผู้นำทางจิตทางวิญญาณ เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตทางวิญญาณ โดยแท้ จึงจัดไว้ข้างบน. ทิศข้างล่าง นั้นคือ ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ทุกคนใน โลกนี้ จะต้องมีคนที่อยู่ใต้บังคับบัญชา : จะเป็นลูกจ้างเป็น

น.623 ๒๕๑ กรรมกรเป็นอะไรก็ตาม เขาอยู่ใต้บังคับบัญชาของเรา, เขา ต้องพึ่งพาอาศัยเรา. ทิศนี้ก็สำคัญ ทำผิดแล้วก็ฉิบหายได้. ระวังให้ดี อย่าไปดูถูกทิศเบื้องต่ำ คือคนที่อยู่ใต้บังคับบัญชา; เช่นลูกจ้างเป็นต้น. คนเกลียดวัดนั้นสะเพร่าเห็นแต่ประโยชน์; แล้ว ก็ทำผิดหมดทั้ง ๖ ทิศ, จะใช้กลโกงหลอกลวงเอาทิศทั้ง ๖ ทิศ มาเป็นเครื่องมือแสวงหาประโยชน์ให้แก่ตน. อย่างนี้มัน ผิดหมดทั้ง ๖ ทิศ, ไม่ตรงตามที่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า จงทำให้ถูกต้อง เหมือนกับปิดกั้นดีทั้ง ๖ ทิศ ไม่มีความผิด พลาดเข้ามา ; มีแต่ความถูกต้อง, เราอยู่ด้วยความถูกต้อง. นี่ คนเกลียดวัดเขาไม่ยอมรับผิดชอบโดยรอบด้าน อย่าง- นี้. เราไม่ใช่คน เกลียดวัด ; เราชอบความจริงอันสูงสุด คือพระธรรม ; เราจะปิดกั้นทิศทั้ง ๖ คือสิ่งรอบตัวเรา ไม่ให้ เกิดความผิดพลาดขึ้นมาได้. ข้อที่ ๙. ความสูญเสียเป็นอุปสรรคมาฝึกให้ฉลาด. ทีนี้ ที่จะพูดต่อไปนี้ ก็เป็นข้อเบ็ดเตล็ด, จะพูดโดย หัวข้อว่า เรื่องบางเรื่องเราจะต้องมองกันให้ดี ๆ. อาตมา

น.624 ๒๕๒ กำลังจะพูดถึงเรื่องคำว่า "ความสูญเสีย" คนโง่ คนเขลา คนพาล คนเกลียดวัด จะเป็นทุกข์ร้อนเพราะความสูญเสีย : ความสูญเสียเกิดขึ้นเมื่อไร เขาก็เป็นทุกข์เป็นร้อน, ไม่เป็น อันกินไม่เป็นอันนอน เป็นการฆ่าตัวตายก็มี นี้มันคนโง่. ขอให้ดู ความสูญเสีย กันเสียใหม่ ว่ามันก็เป็นสิ่ง ที่จะใช้ให้มันเป็นประโยชน์ได้. เมื่อสูญเสียอะไรลงไป : ถูกขโมย, ขโมยยกเอาของไปตั้งแสนตั้งล้าน อย่างนี้มันก็สูญ เสีย. แล้วจะทำอย่างไร ? จะมานั่งร้องไห้น้ำตาเช็ดหัวเข่า, หรือ จะเป็นโรคเส้นประสาท โรคจิตครึ่งหนึ่งเข้าไปแล้ว มันจะมี ประโยชน์อะไร, เราจะต้อนรับความสูญเสียกันอย่างไร, เราจะ ต้องคิด ; เพราะว่า ความสูญเสียนั้น เป็นสิ่งที่จำเป็น ที่สุดที่จะต้องพบกันเข้า. ถ้าเรา มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ แล้ว เรา จะต้องพบกันกับความสูญเสีย เป็นแน่นอน ไม่ มากก็น้อย, แล้วมันก็ควรจะมาก ๆ ด้วยเหมือนกัน ; เพราะ ยิ่งทำอะไรใหญ่โตกว้างขวางมากออกไป ความสูญเสียมันก็จะ ต้องมา ในระดับที่ใหญ่โตได้เหมือนกัน. ความสูญเสียนั้น คือสิ่งที่มากระซิบบอกว่า "ไอ้ ชาติโง่ มึงรักษาไม่เป็นมันก็สูญเสีย" เราควรจะ ต้อนรับ

น.625 ๒๕๓ ความสูญเสีย ว่ามันเป็นสิ่งที่มาบอกให้เรารู้ ว่าเราคุ้ม ครองรักษา หรือจัด หรือทำไม่เป็น เราก็ ซื้อความฉลาด ด้วยสิ่งที่สูญเสียไป. สูญเสียไปเท่าไรอุทิศให้ เป็นการ ซื้อหาความฉลาด. ฉะนั้น ความสูญเสียก็ไม่ขาดทุนอะไร ; เพราะว่าลงทุนไปเพื่อซื้อหาความฉลาด. ฉะนั้นอย่าได้เสีย ใจเปล่า ๆ ;- รีบใช้ความสูญเสียให้เป็นประโยชน์. ความสูญเสีย เป็นสิ่งที่เราไม่ต้องการ ; บางทีเรา เรียกว่า อุปสรรค. การขาดทุนหรืออะไรเหล่านี้ เราถือ เป็นอุปสรรค, แล้วเราก็ มาถือกันเสียใหม่ ว่าอุปสรรค เหล่านั้น มัน ก็คือครูบาอาจารย์ ที่มาฝึกฝนเราให้ เฉลียวฉลาด. เราต้อนรับอุปสรรค หรือความสูญเสีย ในฐานะที่เป็นครูบาอาจารย์ จะมาฝึกฝนให้เราฉลาดต่อไปใน โอกาสข้างหน้า; เราก็จะได้เลิกโง่กันเสียที. ความสูญเสียอย่างยิ่ง ก็ดูจะเป็น ความตาย. ทุก คนก็จะมองเห็นว่า ความตายเป็นความสูญเสียอย่างยิ่ง ; ถ้า มองกันอย่างนี้ มันก็กลัวตายจนไม่มีที่จะอยู่, ไม่มีที่ซุกซ่อน แห่งจิตหรือดวงวิญญาณ ; เพราะว่าจะอยู่ที่ไหน ; ความ

น.626 ๒๕๔ ตายมันคุกคามได้ทั้งนั้น. ฉะนั้น ความสูญเสียเกี่ยวกับความตายนี้มันทรมานสัตว์มากเกินไป จงต้อนรับกันเสียใหม่. คนเกลียดวัด ยิ่งเกลียดเท่าไร ยิ่งกลัวตายมากเท่านั้น. คนรู้จักวัดคนติดวัด นี้จะกลัวตายน้อย จนกระทั่งไม่กลัวตายเลย, เรียกว่า จะไม่มีความสูญเสียเลย. อะไรเป็นความทุกข์เป็นความสูญเสีย ก็รู้จักต้อนรับคือทำให้มันกลายให้เป็นของดีไป. อย่าง ความตาย ก็มองเห็นว่า มัน มีมาแล้วตั้งแต่มีความเกิด. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ความตายมันมีซ่อนมาเสร็จแล้วในความเกิด ; ในตัวความเกิดนั้น มีความตายฝากมาแล้วด้วยเสร็จ ; แต่ว่ายังซ่อนอยู่, สักวันหนึ่งมันก็จะออกมาให้เห็น ไม่มีใครจะไปแยกมันได้ ว่า ความตายมันซ่อนมาแล้วในความเกิด. อย่ามัวโง่ กลัวตายกันให้เสียเวลาเลย. แล้วจะดูกันอีกทีหนึ่ง ก็ว่า ความตายทางร่างกายนี้ มันก็ ช่วยปิดฉากของความเกิดอันวุ่นวาย. เกิดอยู่ในโลกนี้มันเป็นความวุ่นวายหรือไม่ก็ลองคิดดู ถ้าเห็นว่าเป็นความวุ่นวาย แล้วก็จะขอบใจความตาย, ที่จะมาช่วยปิดฉากของความวุ่นวาย, เราก็ขอบใจ.

น.627 ๒๕๕ นี้ถ้ารู้จัก ตายเสียก่อนตาย ก็จะประเสริฐที่สุด ; รู้จักทำลายตัวกู - ของกู ที่เป็นความรู้สึกอันเลวร้ายนี้ให้หมดไปเสีย, ไม่มีความหมายมั่นเป็นตัวกู - ของกูแล้ว ความตายก็จะหมดปัญหา ไม่มีความตายของกูอีกต่อไป. อย่างนี้ เรียกว่า ความสูญเสียอันสุดท้าย คือ ความตายนั้นไม่เป็นความสูญเสียอะไรที่ไหน ก็จะช่วยแก้ปัญหาบางอย่างตามธรรมชาติได้ ; แล้วก็ทำให้เรารู้ความจริง คือมาสอนให้รู้ความจริงนั้น ว่าความจริงนั้นมันเป็นอย่างไร, เกี่ยวกับที่จะต้องประสบความสูญเสียกระทั่ง สูญเสียชีวิตก็อย่าทำให้มันเป็นเรื่องสูญเสียชีวิต. ให้มันเป็นการได้เข้าถึงอะไรที่ดีที่มนุษย์ควรจะเข้าถึง. ข้อที่ ๑๐. รู้จักนรก - สวรรค์ ที่นี่และเดี๋ยวนี้. เรื่องถัดไป ก็คือ เรื่องนรกและสวรรค์. คนเกลียดวัดเขาไม่เชื่อเรื่องนรกเรื่องสวรรค์. ไปคุยกับคนเกลียดวัดคนไหนดูเถิด เขาจะไม่เชื่อเรื่องนรก–เรื่องสวรรค์. เขาถือว่าเป็นเรื่องที่มีไว้สำหรับหลอกคนโง่, คนมีปัญญาเอาเรื่องนรกเรื่องสวรรค์มาหลอกคนโง่ ให้เสียสละ ให้บริจาคเป็น

น.628 ๒๕๖ ต้น, แล้วเขาก็ได้รับประโยชน์อันนั้น ; นั้นมันไม่ถูก. เราบอกให้รู้ว่า เรื่องนรกเรื่องสวรรค์ นั้นเขา ยังเข้าใจผิดกันอยู่. เรื่องนรก ก็คือ เรื่องที่ทนทรมาน, เรื่องสวรรค์ ก็คือ เรื่องที่สนุกสนาน ลิงโลด เตลิดเปิดเปิงไปมันมีเพียงเท่านั้น. ว่าที่จริงแล้ว คนเกลียดวัดก็ตกนรกขึ้นสวรรค์ หัวหกก้นขวิดอยู่ทุกวันทุกเดือนทุกปี. เมื่อไรมานั่งร้องไห้อยู่ เป็นต้นนี้ก็เรียกว่ามันตกนรก เมื่อไรมันสนุกสนานเอร็ดอร่อยเพลิดเพลินเตลิดเปิดเปิง มันก็เป็นเรื่องสวรรค์. นี้มันมีจริง, เป็นของมีจริง ยิ่งกว่าเงินทองทรัพย์สมบัติข้าวของไปเสียอีกควรจะมองกันในลักษณะอย่างนี้. เรื่องลูกเมีย เงินทอง ข้าวของทรัพย์สมบัติ นี้เป็นเรื่องเพียงเปลือกของนรกหรือสวรรค์. เพราะลูกเมีย เงินทอง ข้าวของ ทรัพย์สมบัตินี้ทำให้รู้สึกเป็นทุกข์เหมือนกับตกนรก ก็ได้ ; ทำให้สบายเพลิดเพลินสนุกสนานเหมือนกับว่าสวรรค์ ก็ได้ ; มันก็เลยเป็นเปลือกนอก ที่จะสร้างนรกหรือสวรรค์ มันมีจริงน้อยกว่าเรื่องนรกสวรรค์ไปเสีย

น.629 ๒๕๗ อีก. ทำไมคนเกลียดวัดไม่มองให้ดีว่า เรื่องนรกเรื่องสวรรค์นี้เป็นเรื่องมีจริง จริงยิ่งกว่าลูกเมียข้าวของ ทรัพย์สมบัติเงินทองไปเสียอีก. ถ้ารู้จักเรื่องนรก – สวรรค์ ว่าเป็นเรื่องโลดเต้นไม่มีความสงบสุขแล้ว มันก็จะรู้จักเรื่องนิพพาน คือเรื่องหยุด เรื่องเย็น คือเรื่องนิพพาน. เดี๋ยวนี้ เรื่องนรกเรื่องสวรรค์ก็ไม่รู้จักเสียแล้ว จะไปรู้จักเรื่องนิพพานได้อย่างไร, เรื่องโลด ๆ เต้น ๆ อย่างหัวหกก้นขวิด ก็ไม่รู้จักเสียแล้ว มันจะไปรู้จักเรื่องหยุดเรื่องเย็นได้อย่างไร. คนเกลียดวัดจงรู้จักนรกสวรรค์กันเสียใหม่ให้ถูกต้อง. คนโง่ยังโง่เขาก็ต้องบอกนรก – สวรรค์ต่อตายแล้ว ; อย่างที่เขียนไว้ในรูปภาพ. เมืองสวรรค์เมืองนรกอย่างนั้น, เขามีไว้สำหรับคนโง่ คิดอย่างอื่นไม่เป็น. แต่ความหมายก็อย่างเดียวกัน, คืออย่าไปทำความชั่ว ชนิดที่จะให้ร้อนอกร้อนใจเหมือนกับตกนรก ; ให้ทำความดี เหมือนกับที่จะได้สบายใจ เหมือนกับขึ้นสวรรค์กันไว้ก่อน. แต่เมื่อคนโง่เขาเป็นห่วงเรื่องหลังจากตายแล้วมาก ก็พูดให้เป็นเรื่องทีหลังจากตายไว้แล้วด้วย. คนฉลาดนั้นเขารู้สึกว่า ถ้าที่นี่

น.630 ๒๕๘ ไม่มีไม่ได้แล้ว, ตายแล้วก็ไม่ได้. ฉะนั้น อย่าทำนรกให้เกิดขึ้นที่นี่ ตายแล้วก็ไม่ตกนรกไหนอีก. ให้ ทำสวรรค์ให้เกิดขึ้นที่นี่ ตายแล้วก็ต้องได้สวรรค์เป็นแน่นอน. ฉะนั้นเราไม่ต้องผัดไว้ ว่าตายแล้วตายเล่า, ตายแล้วตายเล่า, จึงจะได้สวรรค์. เรื่องนิพพานแล้วก็เอาไปไว้ไกลจนหมดหวัง, เอาเรื่องนิพพานไปไว้เสียไกลจนหมดหวัง, ไม่เอามาไว้ใกล้ ๆ ที่นี่ ว่าถ้า เบื่อนรกเบื่อสวรรค์แล้วก็หยุด, เป็นนิพพานกันเสียทีเถิด. เ รื่องนรก เรื่องสวรรค์นี้ เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องจัดต้องทำให้เสร็จให้สิ้นก่อนตาย. อาตมาพูดนี้จะบ้าหรือดี ก็ลองฟังดู. ว่าอาตมากำลังพูดว่า เรื่องนรก–เรื่องสวรรค์นี้ ทุกคนจะต้องจัดให้เสร็จให้สิ้นเสียก่อนแต่ตาย, ไ ม่มีนรกที่นี่แล้ว ก็ไม่มีนรกต่อตายแล้ว, มีสวรรค์ที่นี่ แล้ว ก็มีสวรรค์ต่อตายแล้ว. เพราะฉะนั้นเรื่องนรกเรื่องสวรรค์นี้ ต้องจัดกันให้เสร็จให้สิ้น ให้หมดเรื่องหมดราวกันเสียตั้งแต่ที่นี่เดี๋ยวนี้ และก่อนตาย ; แล้วมันจะได้กำไรมาก ไปจนถึงกับว่า ถ้าเบื่อการกระโดดโลดเต้นฟู ๆ แฟบ ๆ พอง ๆ ยุบ ๆ แล้วก็จะได้หยุดเป็นนิพพาน. เรื่อง

น.631 ๒๕๙ นรก เรื่องสวรรค์ เป็นเรื่องวุ่น เรื่องนิพพานเป็นเรื่องหยุดเป็นเรื่องว่าง. คนเกลียดวัด เขา ไม่เชื่อทั้งเรื่องนรก และเรื่องสวรรค์ ; เพราะฉะนั้นจึง ไม่มีหวังที่เขาจะเข้าใจเรื่องนิพพาน. คนเกลียดวัดทั้งหลายจงเข้าใจเรื่องนี้กันเสียให้ถูกต้อง. ข้อที่ ๑๑. เรื่องดวง, โชค, วัตถุมงคล. ที่นี้ เรื่องสุดท้ายสำหรับวันนี้ อาตมาจะพูดเรื่อง ดวง เรื่อง โชค เรื่อง วัตถุมงคล, มงคลวัตถุอะไรก็แล้วแต่จะเรียกกัน. เรื่องดวงดีมีโชค นั้น ก็ เป็นเรื่องทรมานจิตใจ กันมากเหลือเกิน. คนกลัวโชคร้าย แล้วก็ไม่มีความคิดที่ถูกต้อง ; ก็ทำให้มันร้ายหนักขึ้นไปอีก เพราะมันโง่หนักขึ้นไปอีก, ดวงมันก็ร้ายมากขึ้นไปอีก. นี้มาบอกคนเกลียดวัดให้รู้ว่า "เราดี ดีกว่าดวงดี". บอกใส่หูเท่านี้ว่า เราดี ดีกว่าดวงดี, แล้วดวงนั้นมีที่เรา, ดีนั้นมีที่เรา ดีกว่าไปดีที่ดวง. มัน ดีที่เรา ดีกว่าดีที่ดวง. เราอาจจะทำ

น.632 ๒๖๐ ให้เราดีได้ ; แล้วดวงจะดีไม่ดีก็ช่างหัวมัน เราดีก็แล้วกัน ; เพราะว่าเราดีนั้นมันดีกว่าดวงดี. เรา ทำให้ดวงดีได้ โดยที่เราทำดี แล้วเราก็ดี ; ดวงจะดีไม่ดีก็ช่างหัวมัน เราดีก็แล้วกัน แล้วก็ไม่มีปัญหา. ทีนี้ ที่ขอศีลขอพรขอน้ำมนต์กันนัก, อยู่ที่นี่ปี ๆ หนึ่ง มีคนขอนับด้วยร้อยหนพันหน. บอกว่าน้ำมนต์ก็ไม่มี ไม่ได้ทำ เหล่านี้ก็ไม่ค่อยจะเชื่อ, บอกว่า ทำดีนั้นดีกว่าขอพร, ทำดีนั้นดีกว่าขอพร. จงทำดีเถิด แล้วดีนั้นแหละคือพร ; เพราะคำว่า พร นั้น แปลว่าดี คำว่า ดีก็คือคำว่าพร นั้นเอง. ฉะนั้น ทำดี มันก็ มีพรเสร็จขึ้นมาในตัวการกระทำ, ก็มีพรเสร็จแล้ว ; อย่าไปขอพรที่คนอื่นเลย มันจะโง่, นี่บอกอย่างนี้เลยว่า อย่าไปมัวขอพรที่คนอื่นเลย มันจะโง่. คนให้พร ก็เหมือนกัน มัน ทำอะไรไม่ได้มากนอกจากว่าให้ไปทำดี, ให้พร, ให้พร, ให้พร นี้คือบอกว่าให้ไปทำดี, ให้มีความเจริญ, ให้มีความสุข, นั้นคือให้ไปทำดี.นี่เรียกว่า ทำดี ดีกว่าขอพร. ไปมัวขอพรนั้น เพราะว่าเขายังไม่รู้ว่า พรนั้นคือความดี ดีนั้นคือพร, เพราะฉะนั้น

น.633 ๒๖๑ เลิกขอพรอย่างลม ๆ แล้ง ๆ กันเสียที แล้วก็เอาดี คือพรจริง ๆ คือการกระทำที่ดี ที่ถูกต้อง ตามความเป็นมนุษย์ของตน. ทีนี้ ก็มาถึง วัตถุมงคล, เดี๋ยวนี้เขาเรียกว่าวัตถุมงคล อาตมาไม่เคยเรียก ; แล้วก็พลอยเรียกตามเขาว่าวัตถุมงคล. เครื่องราง ของขลังศักดิ์สิทธิ์อะไรต่าง ๆ นี้ก็บอกว่า กรรมดี ดีกว่ามงคล, กรรมดีคือการกระทำที่ดี ดีกว่ามงคล ; ดีกว่ามงคลดี. มันมีความหมายคล้าย ๆ กันแหละว่า เราดี ดีกว่าดวงดี, ทำดี ดีกว่า ขอพร นี้ ก รรมดี ดีกว่ามงคล คือว่า เราทำกรรมที่ดี ทำกุศล ดีกว่ามานั่งแขวน นั่งคาด วัตถุมงคลกันอยู่. ถ้ามัวโง่ มัวมีแต่อวิชชากิเลสเต็มจิตเต็มวิญญาณแล้ว ไม่มีมงคลอะไรที่ไหนมาช่วยได้ ไปซื้อหาวัตถุมงคลชิ้นละพันละหมื่น มาแขวน ให้มันเสียเงินเปล่า ๆ ; ถ้าว่าไม่มีการกระทำที่ถูกต้องอยู่ในตน. ธรรมะต่างหากเป็นวัตถุมงคล, ธรรมะต่างหากเป็นวัตถุมงคล. พระธรรมต่างหากเป็นวัตถุมงคล ไปรีบหามาสวมใส่จิตใจตนแล้วก็จะเป็นวัตถุมงคล ใครยิงก็ไม่ตาย. ฉะนั้น ทุกคนเร่งหาพระธรรมมาทำเป็นวัตถุมงคล ในที่สุด จะได้บรรลุ

น.634 ๒๖๒ มรรค ผล เป็นของสูงสุด สำหรับมนุษย์พ้นจากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย, ความทุกข์ใด ๆ ไม่มาพ้องพาน เพราะว่าเขาอยู่ เหนือโลก เหนือสิ่งทั้งปวง สิ่งทั้งปวงไม่บีบบังคับจิตใจของ เขาได้อีกต่อไป. เขียนไว้เป็นคำกลอน บทใหม่บทหนึ่งว่า :- กรรมดี ดีกว่า มงคล สืบสร้าง กุศล ดีกว่า นั่งเคล้า ของขลัง พระเครื่อง ตะกรุด อุทกัง ปลุกเสก แสนฉมัง คาดมั่ง แขวนมั่ง รังรุง ขี้ขลาด หวาดกลัว หัวยุ่ง กิเลส เต็มพุง มงคล อะไร ได้คุ้ม อันธพาล ซื้อหา มาคุม เป็นเรื่อง อุทลุม นอนตาย ถ่ายเครื่อง รางกอง ธรรมะ ต่างหาก เป็นของ เป็นเครื่อง คุ้มครอง เพราะว่า เป็นพระ องค์จริง มีธรรม ฤๅษี ใครยิง ไร้ธรรม ผีสิง ไม่ยิง ก็ตาย เกินตาย ว ว ค เ ก 2 2 ไ Z 1

น.635 ๒๖๓ เหตุนั้น เราท่าน หญิงชาย เร่งขวน เร่งขวาย หาธรรมะ มาเป็น มงคล กระทั่ง บรรลุ มรรค ผล หมดตัว หมดตน พ้นจาก เกิด แก่ เจ็บ ตาย บริสุทธิ์ ผุดผ่อง ใจกาย อุปัทวะ ทั้งหลาย ไม่พ้อง ไม่พาน สถานใด เหนือโลก เหนือกรรม อำไพ กิเลสา- สวะไหน ไม่อาจ ย่ำยี บีฑา. นี่เรื่องวัตถุมงคลอันแท้จริง ให้คนเกลียดวัดรู้จัก กันเสียเถิด. เรื่อง ดวงดี เรื่อง โชคดี เรื่อง วัตถุมงคลดี นี้คือธรรมะ; คือสิ่งที่คนเกลียดวัด กำลังเกลียดนั่นเอง. คนเกลียดวัดกำลังเกลียดธรรมะ แต่ ตัวธรรมะนั้นเป็น เรื่องของดวงดี ของพรที่ดี มงคลที่ดี. หวังว่าคนเกลียด วัด จะได้ไปพิจารณาเรื่องนี้กันเสียใหม่. นี่คือธรรมะ สำหรับฝากคนเกลียดวัด ว่ามาเป็น ข้อ ๆ ข้อ ๆ สองคราวแล้ว ทั้งวันนี้. ท่านทั้งหลายจะเกลียด วัดเสียเอง, หรือจะเอาไปฝากลูกหลานที่เกลียดวัด ก็เอาไป

น.636 ๒๖๔ ใช้ให้เป็นประโยชน์. อาตมาไม่ได้คิดอะไรมาก นอกจาก ว่า เดี๋ยวนี้โลกมันจะล่มจม เพราะว่าคนเกลียดธรรมะ ไม่สนใจธรรมะ ไม่มีใครปฏิบัติธรรมะ ธรรมะก็หาย ไปจากโลก จนจะเอามาทำยาหยอดตา ก็หาไม่ได้อยู่แล้ว. ฉะนั้น ช่วยกันใหม่ ช่วยกันคิดนึกเสียใหม่ให้ ธรรมะกลับมา รู้จักธรรมะ ว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นในทุกแง่ ทุกมุม ในทุกหนทุกแห่งแล้ว เลิกเกลียดธรรมะ แล้วก็จะ ไม่เกลียดพระศาสนา ไม่เกลียดวัดวาอารามพระเจ้าพระ- สงฆ์ที่แท้จริง. การบรรยายในวันนี้ สมควรแก่เวลาแล้ว อาตมา ขอยุติไว้เพียงเท่านี้ ขอโอกาสให้พระสงฆ์สวดบทคุณสาธยาย ส่งเสริมกำลังใจ ในการที่จะขจัดความเกลียดวัดให้หมดไป ต่อไปในบัดนี้ .

น.637 คำบรรยายในเรื่องใครคือใคร ภาคอาสาฬหบูชา ณ ลานหินโค้ง ๒๓ กันยายน ๒๕๒๑ - ๗ - ธรรมะสำหรับคนเกลียดวัด. ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาสาฬหบูชา ในวันนี้ อาตมาจำเป็นที่จะต้องกล่าวติดต่อกันไป กับข้อความ ที่ได้บรรยายในครั้งก่อน, คือกล่าวถึงเรื่องธรรมะสำหรับคน เกลียดวัด; เป็นอันว่า วันนี้จะได้กล่าวถึง ธรรมะสำหรับ คนเกลียดวัด ต่อไปตามเดิม

น.638 ๒๖๖ เรื่องแรกสำหรับวันนี้ ก็คือเรื่อง ความไม่มีตัวตน .. คนที่ ไม่สนใจวัด ไม่สนใจศาสนา ไม่สนใจพระธรรม เป็น ผู้มีความคิดของตัวเอง, เป็นผู้กระทำตามความพอใจของตัว เอง, กระทำตามความเคยชินของตัวเอง, ก็มีความรู้สึกที่ว่า เป็นตัวเป็นตนนั้นหนาแน่น. เมื่อพูดว่าไม่มีตัวตน เขา ก็ไม่ยอมเชื่อไม่รับฟัง, และไม่อยากจะสนใจ แม้จะพูดว่านี้ เ ป็ นหัวใจของพระพุทธศาสนา เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ก็ยังไม่อยากจะเชื่อ, กระทั่งว่าไม่อยากจะฟัง, จึงเป็นเรื่องที่ จะต้องพูดกัน. พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนเรื่องอนัตตา คือเรื่อง ความ ไม่มีสิ่งที่ควรจะเรียกว่าตัวตน ก็เพื่อประโยชน์แก่การดับ- ทุกข์ในจิตใจ. ความรู้สึกว่าตัวตน เป็นที่ตั้งแห่งความ เห็นแก่ตน ; ดังนั้นเราควรจะรู้เรื่องที่ตรงกันข้าม คือ เรื่องที่ ไม่ทำความเห็นแก่ตน. แล้วอีกอย่างหนึ่ง เรื่อง ไม่มีตัวตนนี้เป็นเรื่องจริง, จริงโดยแท้, จริงของธรรมชาติ โดยวิทยาศาสตร์ หรือโดยทุกเรื่องที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ เรา ควรจะชอบเรื่องจริง มากกว่าเรื่องที่มันลม ๆ แล้ง ๆ หรือ คาดคะเนเอา หรือว่าเป็นมายา.

น.639 ๒๖๗ ข้อ ๑. ต้องรู้จักความรู้สึกที่มีตัวตน ว่าเป็นที่ตั้งแห่งความเห็นแก่ตน. ข้อแรกที่ว่า ความรู้สึกว่ามีตัวตน เป็นที่ตั้งแห่ง ความเห็นแก่ตน และ เป็นความทุกข์ นี้ขอให้ศึกษาเอาเอง จากทุกเรื่องในภายในจิตใจของตน : มีความรู้สึกว่าตัวตน ก็หลีกไม่ได้ ที่จะไม่มีความรู้สึกว่าไม่มีของตน ; มันจึงมี ทั้งความรู้สึกว่าตน และรู้สึกว่าของตนควบคู่กันไป. จึง เป็นเหตุให้เห็นแก่สิ่งที่เรียกว่าตัวตนหรือของตนนั้นยิ่งกว่าสิ่ง อื่นใด. ความรู้สึกอันนี้เป็นที่ตั้งแห่งกิเลส; เมื่อกิเลส เกิดขึ้นแล้ว ก็สร้างความยึดมั่นหนาแน่นขึ้นมายิ่งกว่าเดิม จนกระทั่งเป็นของหนักแก่จิตใจ. ความรู้สึกหนักทาง จิตใจนั้น มาจากความรู้สึกว่าตัวตนหรือของตน. ถ้า ไม่มีความรู้สึกว่าตัวตนหรือของตนแล้ว ความรู้สึกหนักอก หนักใจนั้นมีไม่ได้. พระพุทธเจ้าท่านเห็นประโยชน์ข้อนี้ คือข้อที่ว่า เรามีชีวิตอยู่โดยที่ไม่ต้องมีความหนักอกหนักใจ ก็มองเห็นสิ่ง ที่ ให้เกิดความหนักอกหนักใจนั้นเสียให้ชัด ; แล้วก็เลิกเสีย, มีชีวิตอยู่ด้วยสติปัญญา ; รู้ว่าอะไรควรทำ, อะไรไม่ควรทำ,

น.640 ๒๖๘ ก็ทำไปตามที่ควรทำ. ไม่ต้องถึงกับหมายมั่นให้เป็นตัวตน ให้เป็นของตนจนเกิดเป็นความร้อนขึ้นมา, เกิดเป็นความ หนักขึ้นมา. เมื่อมัน เห็นแก่ตน ก็ต้องร้อนใจ; เพราะความ กลัวก็มี, เพราะความอยากได้ก็มี, ล้วนแต่เป็นเรื่องของความ ทุกข์ ; ยิ่งมีความเห็นแก่ตนมากขึ้น มันก็เพิ่มความหนักอก หนักใจให้มากขึ้น. เราไม่ค่อยมองกันในข้อนี้, แล้วปล่อย ให้เป็นความเคยชิน มันจึงชินไปในทางที่ว่า ทำอย่างที่เคย ๆ ทำ ด้วยความเห็นแก่ตนไปก็แล้วกัน ตัวเองจะเป็นทุกข์ก็ ไม่เป็นไร, จะเป็นเหตุให้เบียดเบียนผู้อื่น ก็ไม่เป็นไร ; เครื่องทรมานจิตใจอันละเอียดลึกซึ้งนี้ มองไม่เห็น ก็พลอย ไม่เป็นไรไปด้วย, จึง สมัครใจที่จะยึดถือไปในทางที่มีตัว ตน ก็ หมายมั่นปั้นมือในการยึดถือความมีตัวมีตน ตั้งแต่ เกิดมาจนบัดนี้. ฉะนั้นเราต้องต่อสู้กับกิเลสอยู่ตลอดเวลา, คือต่อสู้กับความโลภ ความโกรธ ความหลง ซึ่งมันมีมูลมา จากความมีตัวมีตน, ก็ไม่เห็นว่าเป็นเรื่องต่อสู้ จนกระทั่ง เป็นโรคประสาทเป็นโรคจิตหรือตายไป, ก็ไม่เห็นว่าเป็นเรื่อง ของการต่อสู้กับกิเลส แล้วก็พ่ายแพ้แก่กิเลส.

น.641 ๒๖๙ ถ้ามองออกไปให้กว้าง ๆ ทั่วไปทั้งโลก คือมองใน แง่ของสังคมเราก็เห็นได้ว่า โลกกำลังมีปัญหาที่ตกลงกันไม่ได้ อยู่ในเวลานี้, จนเดือดร้อนระส่ำระสาย ยุ่งยากลำบากลำบนกัน ไปหมดนี้ ก็เพราะเหตุแห่งความมีตัวตน หรือความเห็นแก่ ตน. ถ้ามีความเห็นแก่ผู้อื่น คนในโลกก็จะรักใคร่กัน สมัครสมานสามัคคีกัน เหมือนกับว่าเป็นพี่น้องท้องเดียว กัน, หรือเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน, จึงยินดี ในการที่จะผ่อนผัน ในการสละ ในการยอม, ไม่เอาเปรียบ ใคร ไม่ล่วงละเมิดใคร ก็อยู่กันอย่างมีสันติภาพอย่างมีความ สงบสุข. ทีนี้ ถ้าต่างฝ่ายต่างเห็นแก่ตน รักษาประโยชน์ของ ตน แล้วยังมีมานะทิฏฐิอันแข็งกระด้าง ที่จะไม่ยอม ; อะไร นิดหนึ่งก็ไม่ยอม, บางทีก็ไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์อะไร เป็น เรื่องมานะทิฏฐิเท่านั้น มันก็ไม่ยอม แล้ว ตกลงกันไม่ได้ มันก็ ต้องได้รบราฆ่าฟันกัน ด้วยความกระด้างของทิฏฐิ มานะว่าตัวตน. ท่านลองสังเกตดูเถอะ จะพบว่าโลกกำลัง อยู่ในสภาพที่มีปัญหา มีความยุ่งยากลำบาก เบียดเบียนกัน

น.642 ๒๗๐ ถึงขนาดที่จะทำลายโลกกันอยู่แล้ว. นี่ก็ เพราะเหตุสิ่งเดียว คือปัญหาเรื่องตัวตน. เราเป็นมนุษย์ คือเป็นผู้ที่มีความรู้เรื่องต่าง ๆ เกี่ยว กับความเป็นมนุษย์หรือเรื่องโลก, ก็ควรจะรู้เรื่องนี้เป็นเรื่อง แรก เป็นเรื่องสำคัญที่สุด. ถ้าเป็นเพียงคนเฉย ๆ ไม่ได้ เป็นมนุษย์ ก็แล้วไปไม่ต้องรับผิดชอบอะไร ในเรื่องของ มนุษย์ คือเป็นคนสักว่าหากินไปอย่างสัตว์เดรัจฉาน มันก็ พอแล้ว มันก็ไม่มีปัญหาที่จะต้องนึกให้มากมาย ; แต่ถ้า เป็นมนุษย์ ซึ่งแปลว่า จิตใจสูง มันจะ ต้องมีความรู้ มี ความเฉลียวฉลาดอยู่เหนือปัญหาได้ ก็ควรจะได้คิดนึก กันถึงเรื่องนี้. อย่างน้อยที่สุดก็จะมองเห็นว่า ความไม่มี ตัวตนนั้น ทำให้จิตใจสบาย, เบาสบาย, แล้วก็ไม่ได้เป็น ชนวนที่จะให้เบียดเบียนผู้อื่น เอาเปรียบผู้อื่น ซึ่งทำสังคม ให้เดือดร้อน เรียกว่าไม่มีปัญหาทั้งส่วนตนและส่วนผู้อื่น. ความลึกซึ้งในทางธรรม เกี่ยวกับความไม่มีตัวตน นี้มันก็มีอยู่ ; ผู้สนใจจะต้องลงทุนบ้าง; ไม่ใช่ลงทุน เป็นเงินเป็นทองอะไร, ต้องลงทุนเวลาเรี่ยวแรงของมันสมอง สำหรับคิดนึกสำหรับพิจารณา แล้วก็ศึกษาจากภายในของตน.

น.643 ๒๗๑ ความรู้สึกว่าตนมันเกิดขึ้นได้ โดยอาศัยความ รู้สึกที่เรียกกันว่าสัญชาตญาณ คือ ความรู้สึกที่เกิดเอง สำหรับสิ่งที่มีชีวิต หรือว่าในสิ่งที่เป็นชีวิตนั่นแหละ มันมี ความรู้สึกในทางที่จะเป็นตัวตน ; แต่มันไม่ได้มากมาย ถึงกับจะเห็นแก่ตน, หรือเอาเปรียบผู้อื่น. มันมีตัวตน สำหรับจะมีชีวิตรอดอยู่เท่านั้น ; แต่พอมาเป็นตนเข้า ความรู้สึกว่าเป็นตนมันขยายมากออกไป จนเห็นแก่ตน แล้ว ก็เอาเปรียบผู้อื่น ทำลายประโยชน์ของผู้อื่น เอามาเป็นของ ของตน, อย่างนี้เป็นต้น ; ฉะนั้น จึงเป็นสิ่งที่จะต้อง ควบคุมกันในตอนนี้, ความรู้สึกแต่เพียงว่า เราจะต้อง รอดชีวิตอยู่ นี้ไม่เป็นไร ; มันก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ที่จะต้องขวนขวายให้มันรอดชีวิตอยู่ได้. แต่เมื่อ รอดชีวิต อยู่ได้แล้ว ก็อย่าเห็นแก่ตนซึ่งจะเป็นความหนักอกหนัก ใจ ขึ้นมา, และ ถึงกับไปล่วงเกินผู้อื่น เอาประโยชน์ ของผู้อื่นมา. ท่านสอนเรื่องไม่มีตัวตน ก็เพื่อประโยชน์อันนี้ เพื่อว่าทุกคนจะได้มีชีวิตอยู่ อย่างที่มีจิตใจเบาสบาย ไม่ถูกกด ถูกทับ ด้วยความรู้สึกอันหนัก เกี่ยวกับตัวกู เกี่ยวกับของกู และในทางสังคมก็จะได้ไม่มีการเบียดเบียนกัน.

น.644 ๒๗๒ เดี๋ยวนี้ เรื่องการมีตัวตนตามสัญชาตญาณ มันก็ได้ ผ่านมาแล้ว นับตั้งแต่คลอด ออกมาจากท้องแม่ มันก็มีตัวตน มีความรู้สึกที่เป็นตัวตน สำหรับจะกินอาหาร, สำหรับจะ หลีกเลี่ยงอันตราย, สำหรับจะทำทุกอย่าง เพื่อให้ชีวิตรอดได้ เป็นตัวเป็นตนขึ้นมาแล้ว, ก็ ระวังแต่ว่าอย่าให้มันเตลิด เลยไป ถึงกับจะมีความเห็นแก่ตน จนเป็นความทุกข์ หรือว่า จนกระทั่งไปเบียดเบียนผู้อื่น. ทีนี้ คำสั่งสอนในทางพระศาสนานั้น สอนลึกลงไป จนถึงกับให้มองเห็นว่า ที่เรารู้สึกว่าตน ๆ นั้น มันรู้สึกอยู่ จริง, มันรู้สึกอยู่อย่างนั้นจริง, ได้มีความรู้สึกอย่างนั้นจริง, แล้วมีความรู้สึกว่าตนจริง ๆ ด้วยเหมือนกัน. แต่ขอให้ดูให้ ดีว่า มัน เป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้น. ตรงนี้แหละ เป็น ข้อสำคัญที่ฟังยาก เข้าใจยาก ว่า สิ่งที่เรียกว่าตัวตนนั้น มัน เป็นเพียงความรู้สึกของจิต หรือตั้งต้นมาด้วยสัญชาตญาณ ความรู้สึกว่าตัวตน แล้วสั่งสมมากเข้า ๆ จนมีตัวตนอันแน่น แฟ้น. ความรู้สึกว่าเป็นตัวตนอันแน่นแฟ้นนั้น มัน เป็นเพียงความรู้สึก. ขอให้เข้าใจว่า มันเป็นเพียงความ

น.645 ๒๗๓ รู้สึก : เมื่อรู้สึกอย่างไร มันก็จะต้องเป็นไปอย่างนั้น, รู้สึก อย่างไร มันก็เป็นอย่างนั้น. เดี๋ยวนี้ถ้าเรารู้สึกเป็นอย่างอื่น มันก็เป็นอย่างอื่นได้ ; ความสำคัญมันอยู่ที่ความรู้สึก. ถ้าเราได้รับการศึกษากันเสียใหม่ จน เปลี่ยนความรู้สึกนั้น เสียได้ มันก็จะมีประโยชน์ ; คือว่าความรู้สึกอย่างใดเป็น ไปเพื่อให้เกิดความทุกข์ความหนัก ในทางจิตในทางวิญญาณ เราก็เปลี่ยนเสีย เป็นความรู้สึกในทางที่ตรงกันข้าม มันก็ ไม่มีความทุกข์. ดังนั้น การศึกษาเรื่องความไม่มีตัวตนจึงได้เกิดขึ้น และนำมาสั่งสอน เรียกว่าเป็น การตรัสรู้ของพระพุทธองค์ รู้ความจริงข้อนี้ คือ ข้อที่ว่าตัวตนนี้ เป็นเพียงความรู้สึก และ ทรงสั่งสอนให้ละความรู้สึกชนิดนั้นเสีย; เพราะ เป็นทุกข์แก่ผู้นั้น, และเป็นเหตุให้เบียดเบียนผู้อื่น ; จึง มีการประสบความสำเร็จ ในการที่เปลี่ยนความรู้สึก เสียได้, มามีความรู้อันถูกต้องว่า มัน มีสิ่งเหล่านั้นอยู่ตาม ธรรมชาติ รู้สึกอยู่ได้ตามธรรมชาติ : รู้สึกว่าอย่างไรก็ได้ โดยธรรมชาติ นั่นเอง, เลิกความรู้สึกว่าตัวตนเสีย จิตนั้นก็ เปลี่ยนไปในทางอื่น คือไม่อาจจะเกิดกิเลส, ไม่อาจจะมีความ

น.646 ๒๗๔ ทนทุกข์ เพราะแบกความรู้สึกว่าตัวว่าตน ซึ่งเป็นของหนัก นั้นไว้. นี่เป็น หั วใจของพระพุทธศาสนา ที่ไม่ซ้ำกับ ศาสนาใด, หรือที่ เป็นเหตุให้พุทธศาสนาได้รับการยก ย่อง ว่าไม่ซ้ำแบบใคร, หรือสูงไปกว่าศาสนาใด ๆ ก็เพราะ เหตุนี้. ศาสนาที่มีอยู่ในอินเดีย ก่อนพระพุทธเจ้า เขาสอน ดีมาก; แต่แล้วก็มา จบอยู่แค่มีตัวตนที่ดี ยึดมั่นกันต่อไป. พระพุทธเจ้าเกิดขึ้น และ ตรัสรู้ข้อที่ว่า ความยึดมั่นว่า ตัวตนนี้เป็นความทุกข์ต้องละเสียโดยสิ้นเชิง, จึงทรงสั่ง สอนไปในทางที่ทำลายความรู้สึกว่าตัวตนเสีย ไม่ให้เป็นที่ตั้ง แห่งความยึดมั่น, จึงเกิดพระพุทธศาสนาขึ้นมา. จุดหมายปลายทางของคนเรา จึงอยู่ที่การดับเสีย ซึ่งความยึดมั่นว่าตัวตน, ให้จิตหลุดพ้น เป็นอิสระจาก การยึดมั่นว่าตัวตน. นี้เราเรียกว่า หลุดพ้น วิมุตติ วิโมกข์ หรือ นิพพาน, หลุดพ้นไปจากความรู้สึกว่าตัวตนซึ่งเป็นกิเลส เป็นเครื่องผูกมัด เป็นของร้อน เป็นความทุกข์นั่นแหละ ทีนี้ คนน้อยคนที่จะทนศึกษาจนเข้าใจ ความ จริง อันละเอียดและลึกซึ้งข้อนี้ ; เขาจึงเอาตามความรู้สึก

น.647 ๒๗๕ ของเขา, คือรู้สึกว่าตัวตนมาอย่างไร ก็รู้สึกให้มันยิ่งขึ้นไป ; เพราะ ความรู้สึกว่าเป็นตัวตนของตนนี้ มัน เป็นเสน่ห์ อย่างยิ่งอยู่ในตัวมันเอง, มัน เป็นความเอร็ดอร่อย อยู่ใน ตัวมันเอง เพราะว่ามัน เป็นกิเลส. ตัวมันเองนี้คือกิเลส รู้สึกว่าเป็นตัวเป็นตนเป็นของตน ได้อย่างอกอย่างใจของตน มันก็รู้สึกเอร็ดอร่อย ; รู้สึกว่าได้ด่าเขาได้ตีเขา ก็เป็นความ เอร็ดอร่อย, หรือแม้แต่ตัวเองมากลัดกลุ้มอยู่นี้คนโง่ชนิดนี้ ก็รู้สึกว่าเป็นความเอร็ดอร่อย ดีกว่าอยู่เฉย ๆ จึงกระทำอะไร หลาย ๆ อย่าง ที่เป็นเครื่องกระตุ้นความรู้สึกว่าตัวว่าตน ให้ มันรุนแรงขึ้น : เช่นกินเหล้าเข้าไป ความรู้สึกว่าตัวตน มันก็แรงขึ้น, มันเอร็ดอร่อยแก่ใจ มันก็กินเหล้าจนติด หรือของส่งเสริมความรู้สึกอื่น ๆ ก็เหมือนกันนั่นแหละ ; ที่ คนเราได้กินแล้วติดเป็นยาเสพติด เพราะมันกระตุ้น ความรู้สึก อันเอร็ดอร่อยแห่ง ความมีตัวกู - ของกู. คนเกลียดวัดทั้งหลาย เขา บูชาสิ่งเหล่านี้อยู่เป็น ปกติวิสัย ดังนั้นจึงพูดกันไม่รู้เรื่อง เรื่องความไม่มีตัวตน. อย่างน้อยเขาก็ปฏิเสธด้วยความรู้สึกที่รู้สึกอยู่จริงว่า "ก็ฉัน รู้สึกอยู่ว่ามันมีตัวตน จะให้ฉันรู้สึกว่าไม่มีตัวตนอย่างไรกัน ;

น.648 ๒๗๖ เพราะฉันรู้สึกอยู่จริง ๆ ว่า มันมีตัวตน". เขาแก้ตัว หรือเขาให้คำตอบเพียงเท่านี้ มันก็พูดกันไม่ได้แล้ว มันไม่มีทางจะพูดกันได้แล้ว เพราะว่าเขารู้สึกอยู่จริง ๆ ว่าตัวตน. นี้เราบอกเขาว่า ที่รู้สึกว่าตัวตนนั้น มัน เป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้น, มันไม่ใช่ตัวตนอันแท้จริง. เขาก็ชอบความรู้สึกอย่างนั้น ; ฉะนั้น เขาก็ไม่ยอมละ, ไม่ยอมละความรู้สึกเช่นนั้น มันก็ได้อยู่กันมากับความรู้สึกเช่นนั้น, แล้วก็จะเข้ามาอยู่ในวงของพุทธบริษัทผู้ไม่มีตัวตนไม่ได้เพราะเหตุนี้. ดังนั้น จึง อยู่กันไป ในลักษณะที่มีตัวตน, แล้วก็ เข้มข้น ๆ มากขึ้นทุกที จนได้เสวยผลของความมีตัวตน, คือ การทนทรมานทางจิตใจในส่วนตัวเอง ; แล้วก็มีโอกาสเผลอไปกระทบกระทั่งบุคคลอื่น ทำบุคคลอื่นให้เดือดร้อนเพราะความเห็นแก่ตน. แล้วโลกนี้ทั้งโลก ก็กลาย เป็นโลกของความเห็นแก่ตน ; มันก็เลยหมด เรียกว่าหมดดี, หรือว่าหมดหวังในสันติภาพ, จนกว่าเมื่อไรจะมาศึกษาธรรมะอันสูงสุด ข้อที่ไม่มีตัวตน หรือไม่เห็นแก่ตนนี้กันเสียใหม่. ทุก ๆ อย่างทำไปด้วยสติปัญญา ว่าเราจะต้องทำอะไรบ้าง เราจะต้องหาอาหารกิน ; เราจะต้องทำอะไร

น.649 ๒๗๗ ตามที่ควรจะทำ ก็ทำไปได้ด้วยปัญญา มันนอนหลับสนิท ไม่วิตกกังวล ไม่หวังมากเกินไป ไม่ถึงกับเห็นแก่ตัว. ความรู้สึกเป็นตัวตน เป็นของหนักอยู่ในตัวมันเอง แต่มันไม่ใช่หนักอย่างก้อนหินที่แบก ; มัน หนักในทางจิตในทางวิญญาณ, ต้องเรียกว่าทางวิญญาณ ; แต่ถ้าไม่สนใจไม่เข้าใจคำว่าทางวิญญาณเสียเลย มันก็พูดกันไม่รู้เรื่อง. ความหนักอกหนักใจ ที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน, แต่หนักอึ้งอยู่ด้วยความยึดมั่นถือมั่นเรื่องตัวตนนั้น มีอยู่แก่คนทั่ว ๆ ไป. แม้แต่นอนหลับมันก็ยังฝันได้หรือหนักได้ มีจิตใจที่ไม่หลับโดยสนิท มันหลับครึ่งเดียว ในทางร่างกายอย่างนี้เป็นต้น. ขอให้ถือว่า ของหนักที่แท้จริง นั้น ก็คือ ความรู้สึกว่าตัวตนหรือของตน, ความรู้สึกนี้ เป็นแดนเกิดของกิเลสและตัณหา : เห็นแก่ตนก็ โลภ, เมื่อไม่ได้ตามที่ตนต้องการก็ โกรธ, อะไรมายั่วความพอใจของตนมันก็ หลง. นี่ความโลภ ความโกรธ ความหลง มันออกมาจากความมีตัวตนเป็นแกนกลาง.

น.650 ๒๗๘ ความมีตัวตนนี้ เป็นเครื่องให้กังวล, หรือ เป็น แดนเกิดแห่งความกังวลทุกชนิด. ท่านจงพิจารณาดูว่า ความกังวลนี้มันเป็นอย่างไรบ้าง ? ใครมีความกังวลแล้ว มี การอยู่เป็นสุขสงบหรือไม่ ? เมื่อ ไม่ชอบความกังวล ก็ต้อง ศึกษาเรื่องมีตัวมีตนที่ยึดมั่น : รู้ว่านี่เป็นแดนของความ กังวล, แล้วก็หยุดความยึดมั่นถือมั่นนั้นเสีย ความกังวลก็จะ ไม่เบียดเบียนน้ำใจของบุคคลนั้น. กังวลนี้มีได้ทั้งอดีต ทั้ง อนาคต ทั้ง ปัจจุบัน : กังวลเรื่องตัวกูเรื่องของกู, และทุกสิ่งทุกอย่าง ที่มันเกี่ยว กันอยู่กับตัวกูหรือของกู ; เป็นความทุกข์ชั้นละเอียดอ่อน ที่สุด เข้าใจยาก ; แต่แล้วก็เป็นภัยอันร้ายกาจสำหรับที่จะ ให้เกิดโรคทางประสาท โรคทางจิต โรคทางกาย ออกมาได้ ในที่สุด. ควรจะไปปรึกษาหมอที่มีความรู้ดี ๆ ว่าความวิตก กังวลนั้น ให้เกิดโรคทางจิตเกิดโรคทางประสาท, แล้วเกิด โรคออกมาทางกาย ; เช่นโรคลำไส้ เป็นต้น ได้หรือไม่ อย่างไร ? ความเป็นตัวเป็นตนมีอยู่ ก็เท่ากับเราโอบอุ้ม ศัตรูไว้ทรมานตัวเราเอง, เป็นคำพูดที่ฟังแล้วก็น่าหัว ว่า

น.651 ๒๗๙ เรารักษาถนอมศัตรูเอาไว้สำหรับทรมานเราเอง. ความรู้สึก เห็นแก่ตัวนั้นมันละเอียดอ่อนมาก ; มันหลอกให้เรารัก ให้เราหลง, ให้เราพยายามที่จะรักษาเอาไว้ให้ได้; แล้ว รักษาเอาไว้ทำไม ? กลายเป็น รักษาไว้เพื่อทรมานตัวเอง. นี่มันจะบ้าหรือดี ? แล้วมันจะบ้าสักกี่มากน้อย ก็ไปคำนวณ ดูได้. แล้วในที่สุด ความมีตัวตนเป็นของตนมันก็มีความ ดื้อกระด้างด้วยทิฏฐิ ด้วยมานะ, ไม่ยอมลดราวาศอก กระทั่ง ไม่ยอมรับมติใดๆ ที่มันตรงกันข้ามนี้มาศึกษา. เพราะ ฉะนั้นจึงไม่มีโอกาสที่จะศึกษาเรื่องความไม่มีตัวตน ก็เป็น เหตุให้คนคนนั้นกลายเป็นคนเกลียดวัด เกลียดการสอนเรื่อง ไม่มีตัวตน. หรือเกลียดศาสนา ซึ่งมัวพูดแต่เรื่องอนัตตา ไม่มีตัวตน. นี่คนเกลียดวัดเขาเกลียดเรื่องไม่มีตัวตน ; เพราะ ว่าเขามีตัวตนมากเกินไป. พุทธบริษัทมีคำสั่งสอนเรื่องนี้มาก แต่ก็ไม่ค่อยสน ใจกัน ก็เหมือนกับไม่ค่อยมี. คำสอนเรื่องไม่มีตัวตนใน พระไตรปิฎกมีมากเหลือเกิน แต่ละเอียดลึกซึ้งจนมองไม่ค่อย เห็น แล้วก็ไม่ค่อยจะได้นำมาสอนกัน. เรื่องไม่มีตัวตน

น.652 ๒๘๐ นั้นเป็นเรื่องทั้งหมดของพระพุทธศาสนา ; ควรจะ รักษาเครดิตของความเป็นพุทธบริษัทไว้ให้ได้. เมื่อพูดถึง ศาสนาอื่น ก็มีสอน เรื่องนี้เหมือนกัน เพราะเขาก็มีศาสดาที่มองเห็นว่า ความเห็นแก่ตัวนั้นเป็น ภัยอันเลวร้าย; เขาจึงสอนสิ่งที่ตรงกันข้าม, คือทำลาย ความเห็นแก่ตัว. เขาพูดไปตามวิธีใดวิธีหนึ่ง ที่เหมาะ สมสำหรับคนสมัยนั้น, ให้เห็นแก่ผู้อื่นก็ได้ มันก็ไม่เห็นแก่ ตัว. ความเห็นแก่ตัว เห็นว่าเป็นตัว มันก็ค่อยๆ น้อยลง ไปโดยอัตโนมัติ ; เพราะว่าไปมัวหลงสาละวนเห็นแก่ผู้อื่น นี้มันก็ยังดี, ดีกว่าที่จะมาเห็นแก่ตัว จนไม่เห็นแก่ผู้อื่น ฉะนั้น เมื่อมีการสนใจในผู้อื่น ทำประโยชน์ผู้อื่นแล้วก็ขอ ให้ร่วมมือ มันจะเป็นการ ช่วยกันแก้ไขความเห็นแก่ตัว. อย่าให้พุทธบริษัทเราน้อยหน้า หรือขายหน้าบริษัทอื่น ; ซึ่งเขาก็สอนเรื่องความไม่เห็นแก่ตัว, และมีการปฏิบัติ ใน คัมภีร์ของคริสเตียน ก็มีสอน เรื่องนี้มากเหมือนกัน. และ ที่แปลกประหลาดดี ถึงกับว่าเราพูดไม่เป็นเขาพูดเป็นก็ควร จะเอามาฟัง :-

น.653 ๒๘๑ เช่นมี คำสอนในคัมภีร์โครินเธียนของคริสเตียน ว่า มีภรรยาก็จงมีจิตใจเหมือนกับไม่มีภรรยา ; นี่พูดสำหรับ ฝ่ายชาย ; ถ้าฝ่ายหญิงก็ตรงกันข้าม. มีทรัพย์สมบัติก็จง เหมือนกับไม่มีทรัพย์สมบัติ. มีความสุขก็จงมีจิตใจเหมือน กับไม่มีความสุข, มีความทุกข์ก็จงมีจิตใจเหมือนกับว่าเรา มิได้มีความทุกข์, ไปซื้อของที่ตลาด แล้วก็อย่าเอาอะไรมา. นี่เรียกว่าเป็นคำพูดที่เราพูดไม่เป็น, แล้วก็ฟังไม่ค่อยจะออก. เรามีอะไร ก็อย่าหมายมั่นด้วยจิตด้วยใจ ว่ามี สิ่งนั้น; มันจะเกิดเป็นความยึดมั่นถือมั่น ที่ทำให้เกิดรู้ สึกหนักและเป็นทุกข์ ; ฉะนั้นมีทรัพย์สมบัติ ก็สักว่ามี กิน ใช้ไปตามเรื่อง. แต่ อย่าหมายมั่นว่าเรามีมันจะทำความ หนักอกหนักใจให้. นี่มีอะไร ก็มีความรู้สึกเหมือนกับ ว่ามิได้มี, ซื้อของที่ตลาด ก็มีจิตใจเหมือนกับว่าไม่ได้รับ เอาอะไรมาเป็นของเรา. ถูกแล้วเมื่อให้เงินเขา มีสิทธิที่จะ เอาอะไรมา ถือมาบ้าน มากินมาใช้ ; แต่อย่าได้หมายมั่น สิ่งที่ถือเอามากินมาใช้นั้นว่าของเรา, กระทั่งไม่หมายมั่นว่า เราเป็นผู้ซื้อหามา มีสิทธิ มีอำนาจอะไรด้วยซ้ำไป. นี่เขา พูดกันเสียใหม่ว่า "ซื้อของที่ตลาดแล้ว ไม่เอาอะไรมา".

น.654 ๒๘๒ พูดอย่างนี้คนเกลียดวัดคงไม่ชอบ, แล้วก็คัดค้าน เต็มที่ ; ก็ไม่เป็นไร ใครจะคัดค้านอย่างไรก็ได้. แต่ถ้า ต้องการจะได้ประโยชน์แล้วก็เอาไปคิดดู ; ว่าถ้าทำจิตใจได้ อย่างนี้ มันจะมีผลดีสักกี่มากน้อย ? คือ มีจิตใจชนิดที่เป็น อิสระ ว่างอยู่เสมอ ไม่มีอะไรได้มาบีบบังคับ หรือกดทับ จิตใจให้รู้สึกหนักให้รู้สึกร้อน เป็นต้น. พูดอย่างศิลปะก็มัน เป็นยอดของศิลปะ, คือศิลปะแห่งความเป็นผู้มีจิตใจชนิด ใหม่ ที่ทุกข์ไม่เป็น. เป็นจิตใจชนิดที่ทำอย่างไร ๆ มันก็มี ทุกข์ไม่ได้, ไม่รู้จักทุกข์อีกต่อไป. นี่คำสอนอันสูงสุดใน พระพุทธศาสนา เรื่องไม่มีตัวไม่มีตนนี้ มันมีอยู่อย่างนี้. ขอให้คนเกลียดวัดทั้งหลาย มีความสนใจกันเสียใหม่ตาม สมควร. ข้อที่ ๒. ต้องรู้จักระดับจิตใจของมนุษย์. ทีนี้ เรื่องที่จะพูดต่อไปอีก ก็คือ เรื่องระดับของ จิตใจ. ระดับของจิตใจหมายความว่า จิตใจของมนุษย์นั้นมี อยู่หลายระดับ เป็นระดับ ๆ ไป, ถือตามหลักธรรมะที่ศึกษา กันอยู่ ก็ว่ามีอยู่ ๔ ระดับ ; ใน ๔ ระดับนี้ยังจมโลกอยู่ ๓

น.655 ๒๘๓ ระดับ, แล้วก็อยู่เหนือโลก ๑ ระดับ. ที่จมโลก, จมลงไป ในโลก ๓ ระดับ นั้น เรียกว่า ระดับ กามาวจร - บูชา กามารมณ์, ระดับ รูปาวจร - บูชาวัตถุล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับ กามารมณ์, อรูปาวจร - บูชาสิ่งที่ไม่มีรูป บริสุทธิ์ไม่เกี่ยว กับกามารมณ์. สามอย่างนี้แม้จะแตกต่างกันมาก ก็ยัง เหมือนกันอยู่ตรงที่ว่า มันยังเป็นเรื่องโลกยังจมอยู่ในโลก ส่วนระดับสุดท้าย ระดับที่ ๔ นั้นเรียกว่า โลกุตตรภูมิ มีจิต ใจอยู่เหนือโลก, ไม่จมอยู่ในอะไร. สำหรับ คนเกลียดวัดทั่ว ๆ ไป มีสติปัญญาขนาดนั้น จะพูดตามหลักในพระคัมภีร์ก็คงจะไม่เข้าใจ ; เพราะว่าต้อง พูด เรื่องฌาน เรื่องสมาธิ เรื่องสมาบัติ เขา คงไม่เข้าใจ . เรามา พูดกันเรื่องธรรมดาในโลก นี้ดีกว่า ว่าระดับ กามาวจรภูมิ นั้น ลุ่มหลงกามารมณ์ คือเรื่องเพศ, บูชา กามารมณ์เป็นพระเจ้า, นี้มันเป็นจิตใจระดับหนึ่ง. ทีนี้ บางคน บางพวก มันสูงไปกว่านั้น ไม่ถึงกับ ลุ่มหลงในกามารมณ์ : เรื่องเพศไม่ลุ่มหลง ; แต่ไป ลุ่มหลง เรื่องวัตถุ, มีของชอบใจพอใจที่เป็นวัตถุ ของสวยงาม ของ ลายคราม ต้นไม้ สัตว์เลี้ยง รูปภาพ แสตมป์ หรืออะไร

น.656 ๒๘๔ เหล่านี้เป็นต้น. เขาลุ่มหลงอยู่ในเรื่องรูปธรรม ไม่เกี่ยวกับ กามารมณ์ นี้ก็เรียกว่า มีอยู่ระดับหนึ่ง มันไม่ใช่ระดับเดียว กับกามารมณ์ มันสูงขึ้นมา. ทีนี้ อีกพวกหนึ่งระดับหนึ่ง สูงขึ้นมา ก็เอาอรูป คือ ไม่มีรูป เป็นนามธรรม ; เช่น เกียรติยศ ชื่อเสียง บุญกุศล อะไรต่าง ๆ ที่ไม่มีรูป; แต่เป็นที่พอใจจับอกจับ ใจของเขา ก็ลุ่มหลงบูชาอยู่. สามพวกนี้เรียกว่ายังจมโลก : จมอยู่ในกามโลกชั้น ต่ำ, จมอยู่ในรูปโลกซึ่งเป็นชั้นกลาง, จมอยู่ในอรูปโลกซึ่ง เป็นโลกชั้นสูงสุด. นี่ระดับทั้ง ๓ นี้เรียกว่า ยังจมโลกอยู่. คนเกลียดวัดคนไหน มีระดับจิตใจอยู่ในชั้นไหน ก็ไปดูเอา เองก็แล้วกัน. ส่วน ระดับโลกุตตรภูมินั้น มีจิตใจไม่หลงใหล ในการที่มีตัวตนหรือมีของตนในระดับไหน หมด ; ดัง- นั้นจึงไม่จมอยู่ในโลกทั้ง ๓ นั้น แต่อยู่เหนือโลกทั้งหมด จึง ได้เรียกว่า โลกุตตระ คือ เหนือโลก ; จิตใจไม่ไปหลงใหล ในเรื่องกาม ในเรื่องรูป ในเรื่องอรูปอีกต่อไป. คนเกลียด วัดคงจะไม่มีโอกาสรู้รสเรื่องจิตใจ ที่อยู่ในระดับเหนือโลก ;

น.657 ๒๘๕ เพราะว่าเขามีจิตใจหมายมั่น เป็นเรื่องของกิเลสมากเกินไป นัก. แต่เดี๋ยวนี้ อาตมาอยากจะพูดกับท่านทั้งหลายบาง คนที่นั่งอยู่ที่นี่ว่าท่านคงจะเข้าใจได้ สำหรับเรื่องโลกุตตระ, คือเมื่อใดจิตใจไม่ไปข้องเกี่ยวพัวพันกังวลอะไร อยู่กับเรื่อง กามารมณ์ เรื่องทรัพย์สมบัติ เรื่องเกียรติยศชื่อเสียง บุญ กุศล อะไรก็ตาม, จิตใจไม่ไปข้องแวะอยู่กับสิ่งเหล่านั้นทุก สิ่งแล้ว จิตมันเป็นอย่างไร ? บางทีเมื่อท่านนั่งอยู่ที่นี่ เดี๋ยวนี้ก็ได้ ; ถ้าจิตไม่ ไปข้องแวะ กับสิ่งเหล่านั้น, จิตมันกำลังอยู่เหนือสิ่งเหล่า นั้น ; ก็แปลว่า ได้ชิมรสของความอยู่เหนือโลก, ความ อยู่เหนืออารมณ์ต่าง ๆ ในโลก, มันเป็นความสงบเป็นความ อิสระ เป็นความปกติที่สุด. แต่อย่าลืมว่า เราพูดได้แต่ เพียงว่าชิม, ชิมนิดเดียว. ถ้าเป็นเรื่องโลก ๆ นั้น ก็ว่า กันเต็มที่เอากันเต็มที่ ไม่ใช่เรื่องชิม. แต่พอมาถึงเรื่องที่ จะอยู่เหนือโลกเหล่านั้น มันกลายเป็นให้ชิมได้บ้าง ; เพราะ ว่าเรายังติดพันอยู่ในโลก ที่เคยยึดถือว่าเป็นตัวเราของเรา มาตั้งแต่แรกเริ่มเดิมที. แม้จะมา รู้ว่า มัน เป็นอนิจจัง

น.658 ๒๘๖ ทุกขัง อนัตตา มัน ก็สละไม่ได้ ; เพราะว่ามีความรัก ความยึดถือเหนียวแน่นเกินไป. เหมือนกับ คนเป็นภรรยาสามีกัน แม้รู้สึกว่าเขา นอกใจ มันก็ ยังหย่ากันไม่ได้ ; เพราะว่าเรารักเขาเกินไป อย่างนี้. เรื่องยึดมั่นถือมั่นสังขารทั้งหลายก็เหมือนกัน ; มัน ยึดมั่นถือมั่นมากเกินไป จนแม้จะ รู้สึกได้บ้างว่า ไม่ เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา มัน ก็ปล่อยวางไม่ได้, มันหย่ากันไม่ได้ ; เพราะความยึดมั่นมันมากเกินไป. นี้ จิตใจของคนในระดับโลก ๆ มันเป็นอย่างนี้ : มันยึดมั่นจน เคยชินอยู่ในโลก เลยไม่ต้องรู้เรื่องพ้นโลกหรือเหนือโลก. แต่อาตมาก็บอกว่า ระวังให้ดี ๆ คอยจ้องให้ดี ๆ โอกาสมันอาจจะมี ที่เราจะมีจิตใจว่างไปสักแวบหนึ่ง ไม่ยึด มั่นถือมั่นในโลกไหน ๆ ได้ชิมรสของความอยู่เหนือโลกบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อไปนั่ง ไปยืน ไปเดิน ไปนอนอยู่ใน ที่ที่สงบสงัดตามธรรมชาติ เช่นที่อย่างนี้, หรือบนภูเขาหรือ ริมทะเล ที่ไหนก็ได้, แต่อย่าไปมั่วสุมเรื่องกามารมณ์ เรื่อง สนุกสนานเกียรติยศชื่อเสียงอะไรกับเขา ; ไปอยู่ในสภาพ ที่ทำให้จิตใจเกลี้ยง ให้จิตใจเป็นอิสระ ให้จิตใจสงบ แล้ว

น.659 ๒๘๗ ก็จะได้ชิมรสของโลกุตตระ, คือจิตใจที่มันเผชิญขึ้นไปอยู่ เหนือโลกได้บ้าง ในบางลักษณะ ในบางระดับ. แต่ว่าคนเกลียดวัดคงไม่ชอบ ไม่ชอบให้จิตใจเกลี้ยง, ไม่ชอบให้จิตใจอิสระ, ไม่ชอบให้จิตใจว่าง ; เขาว่ามันไม่มี รสไม่มีชาติ. เขาก็จะไปหมกมุ่นอยู่แต่กับเรื่องกามารมณ์ ทรัพย์สมบัติ เกียรติยศชื่อเสียง อะไร ไปตามเรื่องของเขา อย่างเหนียวแน่น. คนเกลียดวัด เลยไม่มี โอกาสพบกับ ความที่จิตมันเกลี้ยง หรือว่าง หรือสงบ หรือเย็น หรือเป็น อิสระ. ฉะนั้น เขาจึงไม่มี โอกาสจะรู้จักจิตใจในทุกระดับ ได้; เพราะเขาหมกมุ่นจมปลักอยู่แต่ในระดับที่หนึ่ง ซึ่ง เรียกว่าระดับกามาวจรภูมิ, มีจิตใจอยู่ในระดับที่บูชากามา- รมณ์. ถ้าปราศจากกามารมณ์แล้ว ดูจะไม่มีความหมาย สำหรับเขา ; แม้เขาจะมีทรัพย์สมบัติ แก้วแหวนเงินทอง ก็เพื่อกามารมณ์ ไม่ใช่เพื่อว่าของเล่นล้วน ๆ, เป็นรูปธรรม ล้วน ๆ อย่างที่เขาเล่นของเล่นนั้น ก็ยังหายาก. บางทีความ จำเป็นบังคับ อายุมาก อวัยวะเพื่อกามารมณ์ไม่มีความ สามารถแล้ว ; เขาก็จะไปสนใจกับเรื่องวัตถุที่มิใช่กามารมณ์

น.660 ๒๘๘ แล้วหลงใหลอยู่ อย่างนี้ก็เรียกว่าจำเป็น ; มันไม่ใช่จิตใจ อันแท้จริง. เรื่องทางศาสนาแท้จริงนั้น เมื่อไม่ลุ่มหลงใน กามารมณ์แล้วไปหาความสุขจากสมาธิ ; นี่มันสูงขึ้น ไปอย่างนี้. ถ้าสมาธินั้น อาศัยวัตถุมาเป็นอารมณ์ ก็เรียกว่า รูปาวจรภูมิ. ถ้าสมาธินั้น อาศัยสิ่งที่ไม่มีรูปเป็นอารมณ์ ก็ เรียกว่า อรูปาวจรภูมิ มันไกลไปมาก. เดี๋ยวนี้เราเอากัน เท่าที่เราจะรู้จักหรือเห็น ๆ กันอยู่ในโลกนี้ ก็มีอยู่อย่างนี้. คนเกลียดวัด ควรจะให้ความเป็นธรรม, พิจารณา ดูทั้ง ๔ ระดับ, แล้วคงจะพอใจระดับที่มันสูงขึ้นไป. อย่า ปักหลักฝั่งตัวเองแน่นอยู่ที่ตรงนี้ระดับนี้. แต่ถ้าว่าที่จริง แล้ว ธรรมชาติมิได้สร้างมนุษย์มาให้ปักหลักอยู่ที่กามารมณ์, ธรรมชาติ ได้สร้างมา หรือได้ เปิดโอกาสให้คนขยับเลื่อน ชั้นขึ้นไป, เลื่อนชั้นขึ้นไป จนเหนือโลกทุก ๆ ชั้น, แล้ว ก็ไปอยู่ในระดับโลกุตตระได้ ; เช่นเดียวกับถ้าใครเกิดพอ ใจจิตที่ว่าง ไม่เกี่ยวกับเรื่องยุ่ง ๆ ในโลกขึ้นมา แล้วมันก็จะ ไปสนใจในเรื่องโลกุตตระเป็นแน่นอน.

น.661 คือบอก ให้รู้ว่า จิตใจมีระดับอยู่ ๔ ระดับ. พยายามเลื่อนระดับให้ไป ถึงระดับที่สูงที่สุด ที่จะกล่าวได้ว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ ควรจะได้รับ, แล้ว ความเกลียดวัดมันก็จะหมดไปเอง. ข้อที่ ๓. ให้รู้จักความเกิด แก่ เจ็บ ตาย โดยถูกต้อง. ทีนี้ก็อยากจะพูดถึงคำว่าเกิด แก่ เจ็บ ตาย. คน เกลียดวัด, เพราะว่าหลงอยู่ในโลก ; เขาไม่อยากจะได้ ยินคำว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย. เขารู้สึกว่า คำคำนี้เป็นคำ แสลงหู ไม่ควรเอามาพูดให้ได้ยินได้ฟัง ; แต่ข้อเท็จจริง มันไม่เป็นอย่างนั้น คำว่าเกิด แก่ เจ็บ ตาย มันเป็นของที่ มีอยู่จริง, จริงยิ่งกว่าตัวตน ตัวตนที่มิได้มีอยู่จริง เป็นแต่ เพียงความรู้สึก คนก็ยังยึดเอาเป็นตัวเป็นตน เป็นของจริง ขึ้นมา. เรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย นี้ มันจริงที่สุด. เราควร จะเข้าใจให้ดีที่สุด, แล้วเราก็ควรจะศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ เพียงพอด้วย.

น.662 ๒๙๐ เรา ไม่ชอบความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ; แต่แล้ว เราก็ยังรู้สึกว่า ความเกิด แก่เจ็บ ตาย นี้เป็นของเรา เพราะ ทุกคนกลัวความเกิด แก่ เจ็บ ตาย. ถ้ามันไม่ใช่ของเรา มันก็ไม่มีแก่เรา แล้วเราจะไปกลัวมันทำไม ? เดี๋ยวนี้เรามัน กลัว เพราะไปถือเอาเป็นของเราเต็มที่ : เป็นความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของเราอย่างเต็มที่, แล้วเราก็กลัว. เรามันโง่เอง บ้าเอง, ไปรับเอาความเกิด แก่ เจ็บ ตาย มาเป็นของเรา ; แล้วก็กลัว, แล้วก็กลัว. ดูจะไม่มีอะไรโง่มากไปกว่านี้ ; ซึ่งมัน ไม่ใช่เป็นของเรา ไปรับเอามาเป็นของเรา เพื่อ จะกลัว เพื่อจะเป็นทุกข์ เพื่อจะทนทรมานอยู่ด้วยความ กลัวต่อความเกิด แก่ เจ็บ ตาย. แล้วเรื่องนี้ก็สอนกันผิด ๆ คล้าย ๆ กับว่า ไปตู่ พระพุทธเจ้า ว่าพระพุทธเจ้า สอนว่าเรามีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมดา เราไม่ล่วงพ้นความเกิด แก่ เจ็บ ตายไปได้ นี้เป็นคำสอนที่ผิด, เป็นความโง่เขลา ไม่เข้าถึงความจริง ที่ พระพุทธองค์ทรงสอน คือความเกิด แก่ เจ็บ ตาย จะไม่มี ถ้าเราไม่ยึดถือเอามาเป็นของเรา. ต่อเมื่อเราไปยึดถือ, ไป รับเอามาเป็นของเรามันจึงจะเกิดความทุกข์ และมีปัญหาขึ้น.

น.663 ๒๙๑ ถ้าเรามีความเฉลียวฉลาด ไม่ยึดมั่นถือมั่นตัวตน, ไม่ รับเอาความเกิด แก่ เจ็บ ตาย มาเป็นของตน มัน ก็ไม่มี ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย. เดี๋ยวนี้เรามันโง่ตรงที่มีตัวเรา เราทำให้เรามีตัวเรา แล้วก็ไปรับเอาความเกิด แก่ เจ็บ ตาย มาเป็นของเรา, จน ตะโกนว่า เรามีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมดา. มัน เป็นคนบ้าหรือคนโง่ ; ดูให้ดี ว่ามันสร้างตัวเราขึ้นมา สำหรับรับเอาความเกิด แก่ เจ็บ ตาย มาเป็นของเรา. ก็ อย่าสร้างตัวเราขึ้นมา ; แล้วความเกิด แก่ เจ็บ ตาย มัน จะเป็นของใคร ? เราก็จะล่วงพ้นความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไปได้ ตามหลักของพระพุทธศาสนา ที่ว่าทำให้เราสามารถ พ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ; เราต้องพ้นความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ให้ได้ตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ; ไม่ใช่ มาติดตันอยู่ที่ว่าเราไม่อาจจะล่วงพ้นความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไปได้. นี่ขอพุทธบริษัททั้งหลายได้สังเกตดูเรื่องนี้ให้ดี ๆ. พวกคนเกลียดวัดเสียอีก เขาได้เปรียบ เขาไม่แยแสกับสิ่ง เหล่านี้ เขาก็ไม่มีความทุกข์ ; คล้าย ๆ กับว่าเขาไม่รับเอา

น.664 ๒๙๒ เรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย มาเป็นของเขา. คนรักวัดกลับมี บาปมีกรรม มีปัญหาเรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย อย่างเต็มที่, แล้วก็สลัดออกไปไม่ได้. สำหรับผู้เกลียดวัด ที่ ไม่สนใจเรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย เสียเลยนั้น ก็ไม่ถูกเหมือนกัน ; เพราะว่า สักวัน หนึ่งจะนั่งลงร้องไห้ เพราะปัญหาเกี่ยวกับการเกิด แก่ เจ็บ ตาย, หรือจะถึงกับเป็นโรคประสาทโรคจิตอะไรก็ได้, เนื่อง ด้วยปัญหาเกี่ยวกับการเกิด แก่ เจ็บ ตาย. มันไม่มีปัญหา อื่นยิ่งไปกว่าปัญหาเกิด แก่ เจ็บ ตาย, แม้ปัญหาเศรษฐกิจ ในโลกนี้. ดูเถอะหัวใจของเรื่องมันก็เนื่องกันอยู่ที่ปัญหา เรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย, เรื่องเกิด เรื่องกิน เรื่องแก่ เรื่อง อนามัย เรื่องเจ็บไข้, แล้วก็เรื่องที่จะต้องตาย ; ไม่ว่าจะ เป็นปัญหาชนิดไหนในโลก มีมูลมาจากความทุกข์ข้อนี้ คือเรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย. แล้วคนเกลียดวัดจะไม่สนใจ เรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย เสียเลยนั้น มันไม่ถูก มันไม่ยุติธรรม. ฉะนั้น ควรจะสนใจให้เพียงพอ ที่จะทำจิตให้สูงขึ้น, ให้ฉลาดขึ้น จน อยู่เหนือปัญหาที่เกี่ยวกับความเกิด แก่ เจ็บ ตาย มันก็ย้อนไปถึงเรื่องไม่มีตัวตนอีกนั่นเอง. ถ้าเข้าถึง

น.665 ๒๙๓ ความไม่มีตัวตนได้ โดยจิตใจแล้ว มัน ก็ไม่มีปัญหาหรือ ความกลัว อันเกี่ยวกับการเกิดแก่ เจ็บ ตาย, ไม่ต้องมี ความทุกข์ เพราะการเกิดแก่ เจ็บ ตาย ; เรียกว่าพ้นจาก การเกิด แก่ เจ็บ ตาย, ที่เรียกว่า เข้าสู่พระนิพพานเสียได้. นี่มันเป็นเรื่องที่น่าหัว อยู่ตรงที่ว่าความเกิด แก่ เจ็บ ตาย นั้นมันก็มีอยู่ในทุกคน, เป็นธรรมชาติที่มันมีอยู่ใน ทุกคน ที่เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ. แล้วคนก็ไม่ชอบ ; แต่โดยที่ไม่รู้สึกตัว มันก็รับเอาความเกิด แก่ เจ็บ ตาย มาเป็นของตัวโดยสนิทใจ จึงกลัวยิ่งกว่าสิ่งใด ๆ; เพราะ ความที่รับเอาสิ่งนั้นมาเป็นของตัว : ความเกิดของตัว ความ แก่ของตัว ความเจ็บของตัว ความตายของตัว มันเล่นตลก หรือมันซ่อนเงื่อนซ้อนกลอะไรกันอยู่ที่ตรงนี้. เราก็ไม่ ชอบ ; แต่แล้วเราก็รับเอามาเป็นของตัว สุดเหวี่ยงเลย, มันก็ได้เป็นคนโง่ที่สุด, และได้ทนทุกข์กันเพราะเหตุนี้. ข้อที่ ๔. เรื่องตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด. เรื่องที่จะพูดต่อไปอีก ก็คือเรื่อง ตายแล้วเกิดหรือ ไม่เกิด. อาตมาเชื่อว่าที่นั่งกันอยู่ที่นี่ทั้งหมดนี้ ก็คงจะมี

น.666 ๒๙๔ ความคิดเรื่องนี้ด้วยกันทั้งนั้น ; แล้วก็จะแบ่งเป็น ๒ พวก. คือ บางพวกก็เชื่อว่าตายแล้วเกิด, บางพวกก็เชื่อว่าตายแล้ว ไม่เกิด หรือไม่รู้ไม่ชี้กับเรื่องนี้. ใน ๒ พวกนี้น่ากลัวว่า พวกที่เชื่อว่า ตายแล้ว ไม่เกิดหรือไม่รู้ไม่ชี้กับเรื่องนี้ จะมีมากกว่า, มากกว่าพวกที่ เชื่อว่าตายแล้วเกิด ; จะจริงหรือไม่จริง อาตมาก็ไม่ต้อง- การจะพิสูจน์ แต่สันนิษฐานว่าอย่างนั้น. ที่นั่งกันอยู่ที่นี่ มาก ๆ นี้ คงจะมีพวกที่เชื่อว่าตายแล้วไม่เกิด ตายแล้วพ้นไป เลิกไปนี้เป็นจำนวน มากกว่าที่จะเชื่อว่าตายแล้วเกิด. พวก คนเกลียดวัดก็มักจะเป็นไปในทางตายแล้วไม่เกิด ; แต่คน เกลียดวัดที่เชื่อว่าตายแล้วเกิด ก็คงจะมีบ้างเหมือนกัน. เมื่อว่าโดยที่จริงแล้ว มันผิดด้วยกันทั้งคู่ เพราะ ความถูกต้องนั้นมันไม่ใช่ว่าตายแล้วเกิด หรือตายแล้ว ไม่เกิด ; การพูดลงไปอย่างนั้นมันผิดทั้ง ๒ อย่าง. พระ พุทธเจ้าท่านสอน เรื่องเหตุปัจจัยว่า สิ่งต่าง ๆ เป็นไปตามเหตุ ปัจจัย, ที่เรียกว่า กฎเกณฑ์ของอิทัปปัจจยตา มันจะเกิดหรือ ไม่เกิดมันแล้วแต่เหตุปัจจัย.

น.667 ๒๕๕ แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นอีก ท่านสอนว่ามัน เป็นเพียงสิ่ง ที่เป็นไปตามกฎเกณฑ์แห่งอิทัปปัจจยตา ; ไม่ใช่ตาย ไม่ ใช่เกิด ไม่ใช่มีคนสำหรับจะตาย และเกิด. นั่นมันไกลมากไป ถึงว่า ไม่มีคนสำหรับจะตาย แล้วจะเกิด; มันเป็นเพียงกระแสแห่งอิทัปปัจจยตา, มัน มีกระแสแห่งอิทัปปัจจยตา คือสังขารร่างกายเปลี่ยนแปลงไป ตามกฎเกณฑ์อันนั้น. อย่างที่มนุษย์ธรรมดาเห็นแล้ว มา พูดมาบัญญัติกัน ว่าเกิด ว่าเจ็บ ว่าไข้ ว่าตาย. พระพุทธ- เจ้าท่านทรงประสงค์ จะให้มองเห็น เป็นกระแสแห่งอิทัป- ปัจจยตา : ไม่ใช่คน ไม่มีคน, หรือจะเรียกว่าไม่มีอาการตาย ไม่มีอาการเกิดก็ได้, มีแต่การเปลี่ยนไปตามกระแสแห่ง อิทัปปัจจยตา. พูดอย่างนี้ถูกต้องที่สุด ไม่เป็นนัตถิกทิฏฐิ ที่ถือ ว่าไม่มีอะไรเสียเลย ; เพราะมันยังมีกระแสแห่งอิทัปปัจจยตา เป็นที่ตั้งแห่งสมมติและบัญญัติ แล้วมันก็ ไม่ได้ถือว่าตาย แล้วเกิด หรือเป็นสัสสตทิฏฐิ แล้วมันก็ ไม่ได้ถือว่าตาย แล้วสูญ ซึ่งเป็นอุทเฉททิฏฐิ. นี่เรื่องความตายแล้วเกิด, หรือตายแล้วไม่เกิด, มันมีความจริงที่เร้นลับอยู่ ถึงขนาดที่

น.668 ๒๙๖ เรียกว่า โดยเนื้อแท้แล้ว ไม่มีคนที่จะตายหรือจะเกิด มันเป็นเพียงพฤติกรรมของธรรมชาติ, ที่เป็นไปตามกฎ เกณฑ์ของธรรมชาติ, แล้วเราสมมติบัญญัติเรียกกันว่าคน ว่าสัตว์ ว่าตาย ว่าเกิด อย่างนี้. คนเกลียดวัดไม่ใช่คนโง่ แต่ว่า เป็นคนที่ ปัญญามันหลงทาง. ท่านทั้งหลายช่วยกันสังเกตดูให้ดี ๆ ว่า ไม่ใช่โง่ แต่ปัญญาของเขาหลงทาง ; เพราะมันมาก เกินไปก็ได้. ฉะนั้น คุณระวังให้ดี อย่าให้ปัญญาหลงทาง. คนที่มีความคิดนึก ถึงขนาดที่จะคัดค้านพระธรรม, คัดค้าน พระศาสนา; นี้ไม่ใช่คนโง่ มีความเฉียบแหลมอะไรพอ ตัว; แต่แล้วก็ ปัญญามันหลงทาง จึงไปเกลียดธรรมะ เกลียดศาสนา เกลียดวัดวาอาราม เกลียดพระเจ้าพระสงฆ์. ฉะนั้น การที่จะมามองให้เห็นว่า ไม่มีคน ไม่มีใครตาย ไม่มี ใครเกิดนี้ ; คนเกลียดวัดจะมองเห็นได้ก่อน, ก่อนกว่าคน ติดวัดงอมแงม . คนติดวัดงอมแงมนี้ ไม่ใช่คนฉลาดเสมอ ไปๆ เพราะติดอะไรจนงอมแงมงมงายนี้, ไม่ใช่คนฉลาด ฉะนั้น คนที่ไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ หรือเห็นว่าดันทุรังเป็นตรง กันข้ามนั้นเป็นคนมีปัญญาก็ได้ ; แต่ว่าปัญญามันเฉโก, ปัญญามันหลงทาง.

น.669 ๒๙๗ ถ้าใคร ไม่เชื่อเรื่องตายแล้วเกิด อย่างถูกต้องนี้ ก็ ไปคิดดูเสียใหม่, ไปคิดดูเสียให้หมดปัญหาเรื่องไม่มีคนตาย และเกิด มีแต่พฤติของนามรูปของสังขารทั้งหลาย เป็นไป ตามกฎแห่งอิทัปปัจจยตา ; ฉะนั้น เราหวังว่าคนเกลียดวัด อาจจะเข้าใจเรื่องนี้ได้. ขอร้องให้คนเกลียดวัด สนใจเรื่อง สำคัญที่สุดของมนุษย์ คือเรื่องตายเกิด ตายไม่เกิด จน พ้นจากการตายเกิด. แต่ถ้าว่ากัน โดยทางของศีลธรรม แล้ว ท่านถือกันว่า การยอมรับ หรือถือว่า ตายแล้วเกิดนี้ มีประโยชน์ยิ่งกว่าที่จะถือว่าตายแล้วไม่เกิด. คนที่ถือ ว่าตายแล้วเกิดนี้ จะได้เตรียมตัวสำหรับจะสร้างอะไรให้ดีให้ มากพอเป็นทุนรอนสำหรับจะไปเกิดดีต่อไปข้างหน้า ; ฉะนั้น พวกที่ถือว่าตายแล้วเกิด จึงได้เปรียบอยู่ในข้อนี้. พวกที่ ถือว่าตายแล้วไม่เกิด เลิกกันนี้มักจะตัดบทสั้น ๆ ทำอะไร ตามความพอใจตามกิเลส ว่าเดี๋ยวกูก็ตายแล้ว มันก็ไม่มีอะไร อีก มันก็ทำบาปได้มากกว่า. ถ้าอยากจะถือว่าตายแล้วเกิดหรือตายแล้วไม่เกิด ก็ควรจะถือว่าตายแล้วเกิดดีกว่า. แต่ถ้า จะให้ถูกให้จริง แล้วก็ ควรจะขึ้นไปถึงระดับที่ว่า โดยที่แท้แล้ว มัน ไม่มีคน

น.670 ๒๙๘ ที่จะตายหรือจะเกิด ; มัน มีแต่เพียงกระแสแห่งรูปธรรม นามธรรม ปรุงแต่งกันไป ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ. ข้อที่ ๕. เรื่องบุญ - บาป เป็นเรื่องทางจิตใจ. ทีนี้ ก็จะพูดถึง เรื่องบุญ - บาป คนเกลียดวัด นี้ ไม่สนใจเรื่องบุญ, และก็ไม่สนใจเรื่องบาป; หมายความว่า ไม่อยากได้บุญ และก็ ไม่กลัวบาป เพราะเขาไม่เห็นว่ามันมี ความหมายอะไร, แต่เรื่องนี้จะต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริง กันอย่างหนึ่งว่า มันเกี่ยวกับคำพูด ที่ทำให้เขาไม่เข้าใจ. เขา ไม่เข้าใจคำว่า "บุญ" หรือคำว่า "บาป" เพียงพอ ; เขาก็เลย ไม่รักบุญและไม่เกลียดบาป. เด็กวัยรุ่นสมัยนี้ที่อาตมาเคยสนทนาด้วย นี้เคย สังเกตจับตาดูอยู่บ่อย ๆ, ทดลองด้วยคำพูดที่พูดกับเขา, แล้ว พอจะจับใจความของเรื่องได้ ; คือพอเราบอกเขาว่าบาปนะ มันยักคิ้ว, มันยักคิ้วหลอก. แต่พอพูดว่ามึงซวยนะ ; หน้า เผือดทีเดียว ถ้าพูดว่า ซวยมันกลัว. พูดว่าบาป มันยักคิ้ว หลอก; พอพูดว่า บุญ - บุญ เขาทำจมูกย่นเหมือนกับ ของเหม็น ๆ. พอเราบอกว่า เฮงโว้ย, เฮงโว้ย, มันตาโต

น.671 ๒๙๙ ขึ้นมา. พูดว่าบาป มัน ไม่กลัวเท่ากับคำว่า ซวย ; พูดว่า บุญมันไม่อยากได้เท่ากับคำว่าเฮง. เด็ก ๆ ที่มันมาเที่ยว ขโมยไก่ขโมยอะไรอยู่ในวัดนี่ มันเป็นอย่างนี้. อาตมาเชื่อว่าคนเกลียดวัดก็เหมือนกันแหละ คน เกลียดวัดทั้งหลาย ไม่ใช่เด็กแล้ว พอพูดว่า บาปก็อาจจะ ยักคิ้ว ; พอพูดว่า ซวยก็หวั่นไหวบ้างในจิตใจ ; พอพูด ว่า บุญ ก็ไม่รู้ไม่ชี้ แต่พอพูดว่าเฮง หรือโชคดีนี้ มันตื่นเต้น ขึ้นมา. นี้เราเรียกว่า คนเกลียดวัด นี้ เขา ไม่รู้เรื่องบุญ เรื่องบาปที่ถูกต้อง หรือเพียงพอ, เรียกว่าคนเกลียดวัดกับ เด็ก ๆ วัยรุ่นนี้อยู่ในระดับเดียวกัน มาเรือลำเดียวกัน, ไม่รู้ จักสิ่งสำคัญที่สุด ที่มนุษย์เราควรจะรู้จัก. อาตมา ขอร้องให้ท่านทั้งหลายทุกคน สนใจกับ คำว่าบุญ ว่าบาป นี้ให้มาก จนรู้จักตัวจริงของมัน, จน กระทั่งรู้ว่าเรานี่แต่ละวัน ๆ นี่อยู่ด้วยบุญกับบาปสลับกัน ตลอดวันก็ว่าได้ : เมื่ออารมณ์ดี สบายใจดี พอใจในชีวิตนี้ พอใจโลกนี้ จิตใจสบายอย่างนี้ ก็เรียกว่าเสวยบุญ, พอเร่าร้อน เพราะกิเลส เพราะความชั่ว, เพราะผลของความชั่ว, ร้อน อกร้อนใจ หวาดกลัว วิตกกังวลอยู่ นี้ก็คือบาป. แล้ว

น.672 ๓๐๐ ใครบ้างที่มันไม่มีสองสิ่งนี้สลับกันไปสลับกันมา อยู่ในชีวิต ในวันหนึ่ง ๆ, หรือว่าเดือนหนึ่ง ๆ มันคงจะมีตั้งหลายสิบครั้ง. เดี๋ยวจิตใจ อยู่ในภาวะที่เรียกว่า บาป เดี๋ยวจิตใจ อยู่ในภาวะ ที่เรียกว่า บุญ ; แล้ว ทำไมไม่เข้าใจมันเสียให้ดี ให้ชัด ว่า มันคืออะไร. คำพูดมันได้เกิดขึ้นว่า บาป ก็คือ สิ่งที่น่ารังเกียจ เลวทราม ลามก สกปรก, ก็คือ สิ่งที่ทำให้มนุษย์เป็นทุกข์. คำว่า บุญ ใช้เรียก สิ่งที่ทำให้สบายใจ ชื่นอกชื่นใจ อิ่มอก อิ่มใจ สำหรับมนุษย์ นี้คือคำว่า บุญ. ทีนี้มนุษย์เอาไว้ ทั้ง ๒ อย่าง สลับกันไปสลับกันมา ในชีวิตธรรมดาของคน ธรรมดา, ไม่ใช่คนอันธพาลเลวร้ายที่ไหน. คนธรรมดา สามัญแท้ ๆ นี่แหละเมื่อยังมีอวิชชา กิเลสตัณหาอยู่แล้ว จิตใจ มันจะต้องขึ้น ๆ ลง ๆ ฟู ๆ แฟบ ๆอยู่ด้วยสิ่งทั้ง ๒ นี้ คือ บาป และบุญ. เมื่อใดจิตใจพอใจ เป็นสุขเยือกเย็น อะไร ๆ ก็น่าพอใจไปหมด ก็เรียกว่า บุญ, คืออยู่ด้วยความพอใจ. ทีนี้เมื่อใดสิ่งต่าง ๆ มันแผดเผา ไม่มีอะไรที่น่ารักน่าพอใจ เดือดร้อนรำคาญอยู่ นี้ก็เรียกว่า บาป.

น.673 ๓๐๑ เราจะต้องศึกษาเข้าใจสิ่งทั้ง ๒ นี้, รู้จักเหตุ รู้จัก สมุทัยของมันให้ดี ๆ จนสามารถดำรงจิตไว้ในลักษณะที่เรียก ว่า บุญ คือ เย็นอกเย็นใจพอใจตัวเองอยู่ตลอดเวลาดีกว่า. คนเกลียดวัดเขาไม่คิดอย่างนี้ ; เขาว่าช่างหัวมัน, กูมีเงินจะใช้ กูมีอำนาจจะใช้ กูมีอิทธิพลอะไรจะใช้ ก็ทำไป เอาสิ่งเหล่านั้นมาสนองกิเลสตัณหาของกู. คำว่า บุญ ว่า บาป ไม่ต้องรู้, หรือถ้าจะให้รู้ ก็รู้ว่าที่ได้ตามใจกูนั่นแหละ คือบุญ ; ไม่ได้ตามใจกูมันก็คือบาป กูจะเอาแต่ได้ตามใจ กู; แล้วมันจะได้หรือไม่ได้ ก็ลองไปพิจารณาดูเอง. เมื่อ เขา ตั้งจิตไว้ผิด เสียแล้ว มันก็ ต้องมีบาป มีสิ่งที่เป็นทุกข์ ทรมาน. เดี๋ยวนี้มนุษย์อยู่ในสมัยที่นิยมเอาวัตถุมาเป็นหลัก ; ไม่เอาเรื่องทางจิตใจเป็นหลัก ก็เลยเอาการได้วัตถุตามความ พอใจนั่นแหละว่าดีว่าบุญ ; นี่มันยากอยู่ที่ตรงนี้. เขา เลยเอาหลักเกณฑ์เรื่องวัตถุมาใช้กับคำว่าบุญว่าบาป มันก็ เข้ารูปกันไม่ค่อยจะได้. เพราะ บุญ บาป มัน เป็นเรื่อง ทางจิตใจ : คิด พูด ทำ ไม่ดีลงไปแล้ว มันก็เป็นบาปทันที ไม่ต้องรอ, คิด พูด ทำ ดี มันเป็นบุญไปแล้วทันที โดยไม่

น.674 ๓๐๒ ต้องรอ. แต่คนเดี๋ยวนี้เขาว่า ต่อเมื่อได้เงินมาก ๆ โน่น จึงจะเป็นบุญ ; หรือว่าต่อเมื่อถูกลงโทษถูกอะไรมาก ๆ นั้นจึง จะเป็นบาป. นั่นเขาเอาวัตถุเป็นหลัก ; มันไม่ถูกตาม บทบัญญัติของคำว่าบุญ ว่าบาป ซึ่งเล็งถึงเรื่องทางจิตใจ. ถ้าจิตใจรู้สึกร้อน รู้สึกเกลียดตัวเอง ก็เรียกว่า บาป ; ถ้า จิตใจเย็น พอใจ เคารพตัวเองได้ ก็เรียกว่า บุญ. ขอให้คนเกลียดวัดทุกคนมานึกกันเสียใหม่ว่า บาป บุญนั้นมันเป็นอย่างนี้ .. การที่ เกลียดวัด นั้น มันก็ ทำ ความรำคาญอยู่ตลอดเวลา แล้ว มันก็ เป็นบาปอยู่ตลอด เวลาแล้ว เพราะความรู้สึกเกลียดวัด ; แล้วอย่าเอาเรื่อง วัตถุมาเป็นหลัก เกี่ยวกับเรื่องบุญเรื่องบาป, ให้เอาเรื่อง จิตใจเป็นหลัก เอาความรู้สึกของจิตใจเป็นเครื่องชี้ลงไป ว่า อะไรเป็นอะไร. ข้อที่ ๖. เรื่องกิเลสเป็นเหตุให้ทำผิด, ต้องมีธรรมไว้กำจัด. ทีนี้ อีกสักเรื่องหนึ่งก็จะหมดเวลาแล้ว ก็คือเรื่อง กิเลส. กิเลสนี้ก็เป็นคำที่คนได้ยินกันมากที่สุดคำหนึ่ง,

น.675 ๓๐๓ แล้วก็คงจะเคยพูดคำคำนี้กันมาแล้วทั้งนั้น แต่แล้วก็ไม่มี ใครรู้จักมันอย่างแท้จริง ; ที่กล้าพูดอย่างนี้ก็เพราะว่า คน ส่วนมาก นั้น รักกิเลส ชอบกิเลส ถนอมกิเลส เชิดชู กิเลส. ถ้าว่ารู้จักมันจริง ก็จะมาทำอย่างนี้ได้อย่างไร ; เพราะว่ากิเลสนั้นมันคือสิ่งสกปรก จะเอามากอดรัดไว้ได้ อย่างไร ; แล้วก็เป็นเหตุให้ทำผิดทำชั่วแล้วมันจะน่ารัก ที่ตรงไหน ในที่สุดก็นำให้เกิดความทุกข์. ตัวมันเองนั้น พอเกิดขึ้นเป็นโลภ โกรธ หลง ก็ร้อนเป็นไฟอยู่แล้ว ; พอ ไปทำอะไรถ้าไปทำด้วยโลภ โกรธ หลง เข้าอีก มันก็มีความ ทุกข์ชัดเจนยิ่งขึ้นมาอีก. ความหลงนี้ทำให้โง่ ไปเอาความ เกิด แก่ เจ็บ ตาย มาเป็นของเรา จนได้มีความทุกข์ เพราะ เกิด แก่ เจ็บ ตาย. นี่ความหลงคือกิเลสประเภทให้อะไร ๆ เกิดเป็น ทุกข์ขึ้นมา ; ฉะนั้น ก็อย่าไปเอาอะไรมาเป็นของเรา เรื่อง ความทุกข์มันก็จะน้อยเข้า. กิเลสนี้เป็นข้าศึกศัตรูยิ่งกว่าสิ่งใด แต่คนก็รักมัน ยิ่งกว่าสิ่งใด. อาตมาใช้คำพูดอย่างนี้ถูกหรือไม่ถูก ก็ยังไม่ ค่อยแน่ใจนัก. ท่านผู้พึ่งคิดเอาเอง, รู้สึกเอาเองก็แล้วกัน,

น.676 ๓๐๔ ว่าคนที่รักกิเลสยิ่งกว่าสิ่งใด บูชากิเลสเทิดทูนกิเลส ยกเอา กิเลสเป็นพระเจ้า ทั้ง ๆ ที่ว่า กิเลส นี้เป็นของ สกปรก น่า รังเกียจ เกลียดชัง น่ากลัวยิ่งกว่าสิ่งใด. มองเห็นข้อเท็จ จริงอันนี้กันหรือเปล่า ที่เกี่ยวกับเรื่องของกิเลส? ถ้าใคร มองเห็นข้อเท็จจริงอันนี้ก็จะสะดุ้ง แล้วก็จะสลัดกิเลสออกไป ได้มาก คือจะเกลียดชังกิเลสเต็มตามความหมายของคำคำนี้. ไม่มีอะไรเป็นภัยอันตรายยิ่งกว่ากิเลส. เขาว่าคอม- มิวนิสต์เป็นอันตรายที่สุด ; แต่ก็ยังสู้กิเลสไม่ได้ ที่มันเป็น อันตรายสำหรับคน, แล้ว กิเลสของคนนี่มันสร้างคอม- มิวนิสต์ขึ้นมา ; ฉะนั้นเราไปกลัวกิเลสที่เป็นต้นตอของ คอมมิวนิสต์กันดีกว่า กิเลส แปลว่า สิ่งเศร้าหมอง โดยที่ถือว่า ร่างกาย จิตใจ นี้ ตามธรรมดา ปกติ หรือจะเรียกว่า สะอาดอยู่ตาม ธรรมชาติ เพราะไม่มีกิเลส ; แต่ พอมีกิเลส ปรุงแต่ง ขึ้นมาในใจนี้ มันก็ กลายเป็นสิ่งเศร้าหมอง ; แล้วก็เป็น เหตุให้พูดให้กระทำ ไปในทางที่เศร้าหมอง มันก็เลยเศร้า หมองไปหมดทั้งกาย ทั้งวาจา และทั้งใจ, เพราะอำนาจของ สิ่งที่เรียกว่า กิเลส.

น.677 ๓๐๕ คำว่า สกปรก นี้ดูจะไม่ค่อยมีใครกลัว เท่ากับคำว่าเจ็บปวด แต่ ภาษาธรรมะ นี้ท่านเอาความ เจ็บปวด นั้นแหละว่า เป็นของสกปรก น่าเกลียดน่าชัง ; เพราะมันเจ็บปวด. ความทุกข์ นี้แปลว่า สิ่งที่น่าเกลียด ; น่าเกลียดเพราะว่ามันเจ็บปวด. ฉะนั้น สิ่งใดทำให้เกิดความทุกข์ หรือ ความเจ็บปวด สิ่งนั้นน่าเกลียดน่าชัง เลยเรียกสิ่งนั้นว่าสิ่งสกปรก. นี้คนทั่วไป จะรู้สึก แต่เพียงว่าอุจจาระ ปัสสาวะ ของเน่า ของบูด อะไรนี้ สกปรก ; เขารู้จักกันแต่เพียงเท่านั้น, ไม่รู้จักว่ากิเลสนั้นสกปรกยิ่งไปกว่านั้นอีก คือน่ารังเกียจเกลียดชังยิ่งไปกว่าสิ่งเน่าเหม็นปฏิกูลในทางวัตถุนี้เสียอีก. ฉะนั้นขอ ให้เข้าใจคำว่า “สกปรก” ในทางธรรม ในทางศาสนานี้ไว้ให้ดี ๆ ว่ามัน เป็นสิ่งที่น่าเกลียดน่าชังที่สุด คือมัน ทำให้เกิดความทุกข์, มันทำ ให้สูญเสียความเป็นมนุษย์, หมดความเป็นมนุษย์กันเพราะสิ่งนี้ ; ดังนั้นจึงเรียกว่าไอ้สิ่งสกปรก. กิเลสนี้โดยส่วนใหญ่ โดยแม่บท ก็คือ โลภะ โทสะ โมหะ. ความโลภหรือราคะเกิดขึ้นแล้ว มันก็กระทำไปในทางที่จะเอาจะได้ โดยไม่ต้องรู้ว่ามันจะผิดจะถูกอย่างไร.

น.678 ๓๐๖ โทสะก็เหมือนกัน, โกธะ โทสะเกิดขึ้นแล้ว, มันก็ทำประทุษร้ายเท่านั้นแหละ มันไม่มีอะไร : ประทุษร้ายตนเอง, ประทุษร้ายผู้อื่น. โมหะ นี้มันเป็นเรื่องให้ทำผิด, เป็นชนวนให้ทำผิดทุก ๆ อย่าง ทุก ๆ ประการ คือทำไม่ถูกไปเสียหมด ไม่ว่าอะไร. นี้เราอยู่ด้วยโลภะ โทสะ โมหะ กันหรือไม่ ? อย่าเข้าข้างตัวมองดูด้วยความบริสุทธิ์ใจ ว่าวันคืนล่วงไป ๆ ด้วย โลภะ โทสะ โมหะ หรือไม่ ? ถ้าเห็นว่ามันเป็นอย่างนั้นละก็ ควรจะสะดุ้ง ควรจะหวาดเสียว ควรจะละอาย ; แล้วก็ทำความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น อย่าให้มันเป็นอยู่ด้วยกิเลส เป็นของประจำไปเสีย อย่างที่เป็นมาแล้วแต่หนหลัง. คนเกลียดวัดชอบบันดาลกิเลส, คนที่เกลียดวัดจนชินเป็นนิสัย เขาจะ ชอบการบันดาลกิเลส : บันดาลความโลภ บันดาลความโกรธ บันดาลความหลง เห็นเป็นของสนุกสนาน เอร็ดอร่อย ไปในการที่บันดาลกิเลส. นี่มันเป็นอันตราย คือคนเกลียดวัดนี่จะถลำลึกเข้าไปมากเกินควรเสียแล้ว จนชอบบันดาลกิเลส ; เพราะรักกิเลส บูชากิเลส

น.679 ๓๐๗ และใช้กิเลสเป็นตัวตน, ใช้กิเลสเป็นเครื่องเล่นงานผู้อื่น คนเกลียดวัดนี้เป็นคนอันตรายมากถึงอย่างนี้. ทีนี้ สิ่งที่เป็นเครื่องกำจัดกิเลสนั้น ก็มีอยู่ คือสิ่ง ที่เรียกว่าธรรมหรือพระธรรม; แต่คนก็ไม่ได้รักเท่ากับ กิเลส ; มันน่าหัวหรือไม่น่าหัว. คนรักกิเลสกันแทบทั้งนั้น ก็ว่าได้ ถนอมกิเลส เอาใจกิเลส รักษากิเลสเอาไว้ แล้วก็ ไม่ได้รักพระธรรมเหมือนกับที่รักกิเลส ; เพราะไม่รู้จัก พระธรรม. เขาอร่อยในรสของกิเลส ไม่รู้จักรสของ พระธรรม ก็เลยไม่รักพระธรรม ; ทั้งที่พระธรรมนี้เป็นส่วนดี เป็นความหวังที่ดีของมนุษย์ คือจะกำจัดกิเลสได้. เมื่อพระ ธรรมเป็นเครื่องกำจัดกิเลสได้ ; แต่แล้วมนุษย์ไปรักกิเลส มากกว่ารักพระธรรม แล้วพระธรรมจะกำจัดกิเลสได้อย่างไร. สำหรับคนที่รักกิเลสมากกว่าพระธรรมนั้น เขาจะมี พระธรรมสำหรับกำจัดกิเลสไม่ได้. นี่คนเกลียดวัดทั้งหลาย เป็นเสียอย่างนี้ มันก็ปิดหูปิดตา ไม่ยอมดู ไม่ยอมฟังอะไร อื่น นอกไปจากนี้. ถ้าว่า ไม่มีกิเลสอย่างเดียวเท่านั้น ความทุกข์ก็ ไม่มี. นี้ถ้าสมมติว่า ในธรรมชาตินี้มันไม่มีกิเลส มันไม่ได้

น.680 ๓๐๘ สร้างสิ่งที่เรียกว่ากิเลสขึ้นมาในฐานะเป็นธรรมชาติอันหนึ่ง, แล้วมนุษย์เราไม่มีกิเลส ในโลกนี้ก็ไม่มีกิเลส. คุณลอง คำนวณดูที ว่ามันจะวิเศษสักเท่าไร ถ้าว่าโลกนี้ไม่มีความ โลภ ความโกรธ ความหลง เกิดขึ้นได้ในจิตใจของมนุษย์. เพราะธรรมชาติที่เป็นกิเลสมันมิได้มี เพียงอย่างเดียวเท่านี้ โลกนี้มันจะเป็นอย่างไร ? มันก็วิเศษที่สุด. ธรรมะนี้ก็มุ่งหมายที่จะทำโลกนี้ไม่ให้มีกิเลส : พระพุทธเจ้าเกิดขึ้น, พระธรรมเกิดขึ้น, พระสงฆ์เกิดขึ้น, โดยเจตนารมณ์ก็มุ่งหมายจะทำให้โลกนี้มันหมดไปจากกิเลส. แล้วคุณก็ลองเทียบเคียงเอาดูว่า ถ้าในโลกนี้ ไม่มีความรู้สึก ชนิดที่เป็นกิเลส ; มนุษย์มีได้แต่ความรู้สึกชนิดที่เป็นสติ ปัญญา แล้วโลกนี้มันจะเป็นอย่างไร ? มันคงจะไม่ลำบากยุ่ง ยาก, ไม่ต้องลงโทษใส่คุกใส่ตะราง, ไม่ต้องเรียกมาอบรม, ไม่ต้องทำอะไรอีกหลายๆ อย่าง ซึ่งมันเป็นความยุ่งยากลำบาก. ฉะนั้น ควรจะมองกิเลสในฐานะเป็นต้นเหตุ แห่งความยุ่ง ยากลำบากของมนุษย์ แล้วช่วยกันเกลียดกิเลสให้มาก ๆ ชวน กันรณรงค์ทุกอย่างทุกทาง ที่จะกำจัดกิเลสให้หมดไปจากโลก. นั่นแหละคือ หน้าที่ของมนุษย์ ที่เรียกว่า ดีที่สุดสำหรับ มนุษย์, คือเป็นการกระทำที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ ทำโลกนี้ ให้ปราศจากกิเลส.

น.681 ๓๐๙ ขอร้องอย่างยิ่งว่า ให้พิจารณาดูให้ดี ว่า กิเลสนี้ เป็นศัตรูที่ร้ายกาจที่สุด จนไม่รู้ว่าจะใช้คำพูดว่าอย่างไร. พูดว่า ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุด มันก็ยังน้อยไป เพราะมันยังเป็น อะไรมากกว่านั้นอีกหลายเท่า ; มันเป็นศัตรูที่ร้ายกาจ จนไม่ รู้จะใช้คำพูดว่าอย่างไร. ถ้าไม่มีกิเลส แล้ว เรา ก็ไม่ต้อง เป็นทุกข์เลย. อย่ามีกิเลสแล้ว ความทุกข์เกิดขึ้นไม่ได้ ; พอมีกิเลสแล้ว มันกลายเป็นความทุกข์ไปหมด : ของรัก ของพอใจของเรา ก็กลายเป็นทุกข์ไปได้ เพราะอำนาจ ของกิเลส ; ยึดถืออะไร มันก็ เป็นทุกข์ทันที. ทรัพย์ สมบัติ ข้าวของ บุตร ภรรยา สามี อะไรก็ตาม ไปยึดถือ เข้าเมื่อไร เป็นทุกข์ทันที ; ต่อเมื่อไม่ยึดถือ จึงจะไม่ เป็นทุกข์. นี้เรียกว่ากิเลสนั่นเอง มันทำให้เกิดความทุกข์ขึ้น ; แม้ในของที่เรารัก เราพอใจ. ฉะนั้น อย่าไปรักสิ่งใด เข้าด้วยอำนาจของกิเลส; จะรักจะพอใจก็ได้ แต่ขอให้ ทำไปด้วยอำนาจของสติปัญญา ไม่ใช่กิเลสก็แล้วกัน. มิฉะนั้นแล้ว ของรักของพอใจนั่นแหละ มันจะกลายเป็นศัตรู ขึ้นมา ; เพราะว่ากิเลสมันเข้าไปเสกสรรค์.

น.682 ๓๑๐ นี้เรียกว่า กิเลส เข้าไปที่ไหน มันก็ วินาศที่ นั่น : วินาศทั้งกาย ทั้งวาจา ทั้งใจ ทั้งภายนอก ทั้งภายใน ทั้งส่วนตัวและส่วนสังคม, หรือวินาศกันไปหมด, แล้วมัน ก็ช่วยไม่ได้อยู่ข้อหนึ่งที่ว่า ธรรมชาติมันก็ได้สร้างสิ่งที่เรียกว่า กิเลสนี้ขึ้นมาแล้ว ในฐานะเป็นธรรมชาติอันหนึ่งที่จะต้อง คลุกเคล้ากันไปกับธรรมชาติอื่น ๆ ทั้งหลายทั้งปวง : ร่างกาย จิตใจของคน ก็เป็นธรรมชาติ, แล้วธรรมชาติฝ่ายกิเลส มันก็มีอยู่โดยธรรมชาติ, ธรรมชาติฝ่ายสติปัญญามันก็มีอยู่ โดยธรรมชาติ. ทีนี้ธรรมชาติอันไหน จะเข้ามาคลุกเคล้า กับจิตใจ ของคนเรา ; นั่นมันเป็นปัญหาสำคัญ. ถ้าธรรมชาติที่ เป็นกิเลส เข้ามาปรุงแต่ง เกิดขึ้นในใจแล้ว มัน ก็เป็น การก่อไฟนรกขุมใหญ่ ๆ ขึ้นมาในจิตใจแล้ว. นี่ดูกิเลสซิ ว่ามันเป็นของเล็กน้อย หรือเป็นของใหญ่โตสักกี่มากน้อย ? คนเกลียดวัดทั้งหลาย ก็ยังรักกิเลสอยู่, แล้วก็ยัง เกลียดพระธรรมเกลียดวัด เกลียดพระธรรม เกลียดพระเจ้า พระสงฆ์ ; เพราะว่ายังรักกิเลสอยู่. ฉะนั้น คนเกลียดวัด ทั้งหลาย ก็จะกำจัดความทุกข์ไม่ได้ ; จึงขอร้องเสียใหม่

น.683 ๓๑๑ ว่า ให้คนเกลียดวัดทั้งหลาย ไปรู้จักกิเลสกันเสียบ้าง ว่า กิเลสนั้นเองเป็นเหตุให้คุณเกลียดวัด, ถ้าไม่มีกิเลสแล้ว คุณก็ไม่มีทางที่จะเกลียดวัด ; ทุกอย่างมันก็จะปกติ, จะเป็นไปตามปกติ, ไม่มีปัญหาอะไรเลย. นี่ กิเลสทำลาย คน หรือทำลายมนุษย์ ยิ่งกว่าสิ่งใด ; แต่คนก็ยังรักกิเลส นั้น ยิ่งกว่าพระธรรม ซึ่งกำจัดกิเลสได้, แล้วไปกลัวเรื่อง ปลีกย่อยเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่กิเลสสร้างขึ้น แล้วก็ไม่ได้กลัวกิเลส ซึ่งเป็นต้นตอของสิ่งเลวร้ายทั้งหลายทั้งปวง. พุทธบริษัท มีสติปัญญา มีความรู้ ความตื่น จะต้องรู้จักกิเลสให้เพียง พอให้ถูกต้อง, มีธรรมะสำหรับกำจัดกิเลสได้ตามสม- ควร แก่ความเป็นพุทธบริษัทของตน ๆ. อาตมารู้สึกว่า การบรรยายธรรมะสำหรับคนเกลียด วัดสำหรับวันนี้ก็สมควรแก่เวลาแล้ว. ขอได้โปรดนำไปคิด พินิจพิจารณาดูให้ดี. อย่าได้กลายเป็นคนเกลียดวัดเลย. ขอยุติการบรรยายในวันนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้ เพื่อเป็น โอกาสให้พระคุณเจ้าผู้สวดคุณสาธยาย ได้สวดบทพระธรรม สำหรับจะแก้ไขกิเลสเป็นต้น ให้สูญสิ้นไปตามสมควร.

น.684 คำบรรยายในเรื่องใครคือใคร ภาคอาสาฬหบูชา ที่ตึกรูปเรือ ๓๐ กันยายน ๒๕๒๑ - ๘ - ธรรมะสำหรับคนเกลียดวัด. ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาสาฬหบูชา ในวันนี้ เป็นวันสุดท้ายของการบรรยายตลอดฤดูแล้ง. บัดนี้ ฤดูฝนมาถึงเข้า การบรรยายก็จะหยุดไป ๓ เดือน ดังที่ท่าน ทั้งหลาย ก็ทราบกันอยู่แล้วเป็นส่วนมาก. วันนี้เป็นการ บรรยายในครั้งสุดท้ายของภาคนี้ หรือปีนี้. เมื่อครั้งที่แล้วมาได้บรรยายโดยหัวข้อว่า ธรรมะ สำหรับคนเกลียดวัด. การบรรยายนั้นยังไม่จบ จึงถือ โอกาสบรรยาย เรื่องเดียวกันนั้น ในตอนจบในวันนี้. ท่านทั้งหลายที่ไม่เคยฟังมาก่อน ก็คงจะงงอยู่บ้าง, แต่ขอ ให้ฟังเฉพาะเรื่อง ๆ ไปก็ได้ ; เพราะว่าจะได้กล่าวเป็นเรื่อง ๆ จบอยู่ในตัว.

น.685 ก็คือ เกลียดธรรมะเกลียดศาสนา กระ ทั้งเกลียดพระเจ้าพระสงฆ์ ; เพราะเขา ไม่ชอบสิ่งที่เรียก ว่า ธรรมะ จึงเกลียดศาสนา. พระเจ้าพระสงฆ์สอน ศาสนา ก็เลยพาลเกลียดพระเจ้าพระสงฆ์, และเมื่อสอนกัน อยู่ที่วัด ก็พลอยเกลียดวัดไปด้วย, จึงมีคนจำพวกหนึ่งซึ่ง พอจะเรียกได้ว่า คนเกลียดวัด. ถ้าเขาเข้าใจธรรมะใน ทางที่ถูกต้อง การเกลียดวัดก็จะไม่มี. ธรรมะที่ควรทำ ความเข้าใจกับคนเหล่านี้ มีอย่างไรบ้าง ก็ได้บรรยายไปแล้ว เป็นตอน ๆ. ข้อที่ ๑. คนเกลียดวัดบูชาส่วนเกิน. ส่วนในวันนี้จะได้กล่าวโดยหัว ข้อแรก ว่า ส่วน เกิน, คนเกลียดวัดบูชาส่วนเกิน ; ส่วนที่วัดนั้นจำกัด ส่วนเกิน, ไม่ให้มีส่วนเกิน, ปฏิบัติตามคำสอนของพระ พุทธเจ้าไม่ให้แตะต้องส่วนเกิน. อย่าว่าจะถึงกับบูชาส่วน เกินเลย แม้แต่จะไปแตะต้องเกี่ยวข้องก็ไม่เอาด้วย ; ตัว อย่าง เช่น การรักษาอุโบสถศีล เพิ่มขึ้นไปจากศีล ๕ ก็ล้วน แต่เป็นการ ป้องกันมิให้มีการแตะต้องส่วนเกิน.

น.686 ๓๑๔ ศีลข้อ วิกาละโภชนา ฯ ให้เว้นจากอาหารส่วนเกิน : เกินโดยเวลา, เกินโดยคุณสมบัติ, เกินโดยวิธีบริโภค, อะไร ต่าง ๆ ทุกอย่างที่เป็นส่วนเกินเกี่ยวกับอาหาร. สิกขาบทข้อ นัจจะ คีตะ วาทิตะ วิสูกะ เป็นต้นนั้น ขจัดส่วนเกิน ที่เกี่ยวกับการบำรุงบำเรอร่างกาย เพื่อทำให้ ร่างกายได้รับความรู้สึกเป็นสุขหรือผาสุกนั้น ก็ ให้ทำแต่ พอดี ; อย่าให้เกินถึงกับต้องบำรุงบำเรอ ด้วยการ ฟ้อนรำ ขับร้อง ดีดสีประโคม ลูบทา ประดับประดา ตกแต่ง ซึ่งจัดว่าเป็นส่วนเกิน. และ ข้อสุดท้าย ที่ว่า อุจจาสะยะนะ มหาสะยะนา ฯ - ไม่นั่งนอนบนที่นอนที่นั่งอันดีเกินไป นี้ก็ เพื่อจะป้องกัน ส่วนเกิน. และ ศีลข้อ อะพรหม ฯ ให้ถือว่า กิจกรรมระหว่าง เพศนั้น ควรจัดให้เป็นส่วนเกินเสียบ้าง คือ วันที่ควร เว้น ไม่ควรเกี่ยวข้องเลย ก็จะต้องมี ; ฉะนั้น จึงมี วันที่ สมาทานศีลอุโบสถ ถือสิกขาบทข้อ อะพรหมจริยา ฯ - เว้น กิจกรรมสำหรับคนที่อยู่กันเป็นคู่เสียโดยสิ้นเชิง ดังนี้ ก็เพื่อ มิให้มีส่วนเกินในเรื่องนี้.

น.687 บูชาส่วนเกิน จึงไม่ชอบการจำกัด ส่วนเกิน. เขามีส่วนเกินในเรื่องกิน ในเรื่องกามารมณ์ ในเรื่องเกียรติยศชื่อเสียง ; ล้วนแต่มุ่งหมายที่เป็นส่วนเกิน ทั้งนั้น. จิตใจที่อยู่ในสภาพอย่างนี้ รู้จักแต่ความเอร็ด อร่อยทางวัตถุ คือทางเนื้อหนัง ไม่นิยมยินดีในความสุขอัน เกิดแต่ความสงบ ซึ่งไม่มีทางที่จะเกิน, แม้จะเกินก็ไม่เป็นไร. ส่วนเกินในเรื่องทางวัตถุนี้ เป็นเรื่องส่งเสริมกิเลส เพราะมาจากกิเลส ; แล้วก็ส่งเสริมความเห็นแก่ตัว ซึ่ง เป็นต้นเหตุของความเลวร้ายอื่น ๆ อีกมากมายหลายประการ ความเห็นแก่ตัวในเรื่องของส่วนเกินนี้ มัน ย้อนกลับมาทำอันตรายบุคคลผู้นั้น, ให้ผู้นั้นลำบาก : อยู่ ด้วยความลำบาก, อยู่ด้วยความขาดแคลน, เพราะว่าเขา มุ่งแต่ส่วนเกินอยู่ตลอดไป ; มีเท่าไรก็ไม่รู้จักพอ คงมุ่ง หมายส่วนที่เกินไปกว่านั้น. นี่เราพูดกับคนเกลียดวัดว่า ท่าน บูชาความเอร็ด อร่อยทางวัตถุมากเกินไป จึงได้เกลียดส่วนความสงบหรือ เกลียดวัด เป็นต้น. ควรจะคิดกันเสียใหม่ว่า การบริโภค นั้นอย่าให้มีส่วนเกินเลย; การแสวงหามาหรือผลิตนั้น

น.688 ๓๑๖ จะมีส่วนเกินก็ได้ ; แต่อย่าบริโภคเกิน ; จะได้เอาส่วน ที่เกินนั้นไปช่วยเหลือผู้อื่น หรือช่วยโลกช่วยศาสนาเป็น ส่วนรวม. เดี๋ยวนี้จะหามาได้เท่าไร ก็กินก็ใช้ โดยความ รู้สึกที่บูชาส่วนเกิน มันก็ไม่มีวันพอ มันก็ไม่มีทางที่จะนำ ไปช่วยเหลือผู้อื่น, จนกระทั่งว่าทำให้เกิดความขาดแคลน ไม่พอใช้ขึ้นในส่วนตน หรือส่วนครอบครัวของตน ; เพราะ ทุกคนในครอบครัวนั้น บูชาส่วนเกินเหมือน ๆ กันหมด. นี่คือข้อที่คนเกลียดวัดจะต้องเข้าใจ ว่า การบูชาส่วนเกิน นั้นผิดหลักของพระศาสนา ซึ่งต้องการให้กินอยู่แต่ พอดี; ส่วนที่เหลือนั้นนำไปใช้เพื่อประโยชน์ผู้อื่นเถิด. ข้อที่ ๒. คนเกลียดวัดมักชอบ อบายมุข. ทีนี้ ธรรมะข้อต่อไปก็คือเรื่อง อบายมุข. คน เกลียดวัดย่อมชอบอบายมุข ; เพราะชอบอบายมุข จึง เกลียดธรรมะหรือเกลียดวัด, ซึ่งเป็นของเดินตรงกันข้าม, เดินไปในทางที่ตรงกันข้าม. คำว่า อบาย ตามที่สอน ๆ กันมา หมายถึง ความทุกข์ ยากลำบากที่จะได้รับข้างหน้าหลังจากตายแล้ว. คนเกลียดวัด

น.689 ๓๑๗ ก็ได้ยินเหมือนกัน แล้วก็ไม่เชื่อ ถือเป็นของเพ้อเจ้อ ; นี้ก็เลยไม่กลัวสิ่งที่จะนำไปสู่อบาย คนเกลียดวัดจึงทำสิ่งที่จะนำไปสู่อบาย. ที่เรียกว่าอบายมุขนั้น ; โดยทั่วไปก็คือ ดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน ดูการเล่น เล่นการพนัน คบคนชั่วเป็นมิตร เกียจคร้านทำการงาน ; รวมกันเป็น ๖ ประการ ครั้นเสพกระทำให้มากในส่วนอบายมุขนี้แล้ว ก็ได้ตกอบาย, ไม่ต้องรอต่อตายแล้ว, แม้ที่นี่เดี๋ยวนี้ก็ตก. อบายที่ ๑. ตกนรก คือมีความร้อนใจ เหมือนกับไฟเข้าไปเผาไหม้อยู่ในจิตใจ ; เพราะ การดื่มน้ำเมาเที่ยวกลางคืน ดูการเล่น เล่นการพนัน คบคนชั่วเป็นมิตร และ เกียจคร้านทำการงาน. ข้อนี้ไม่ต้องอธิบายโดยรายละเอียด ก็พอจะเข้าใจได้ ; แต่ขอให้รู้เถอะว่า แม้ว่ากำลังบริโภคสิ่งเหล่านี้อยู่อย่างเอร็ดอร่อย มันก็มีกิเลสชนิดหนึ่งซึ่งเผาจิตใจให้เร่าร้อนอยู่ด้วยตลอดเวลา. ความร้อนใจเป็นนรกในที่นี้ เมื่อ ตกนรกอย่างนี้ที่นี่แล้ว, ตายไปแล้วก็ยังจะต้องตกนรกข้างหน้า. ถ้าไม่ตกนรกอย่างนี้ที่นี่แล้วแม้จะตายไป ก็ไม่มีการจะต้องตกนรกชนิดไหนอีก.

น.690 ๓๑๘ นื้อบายอีกอย่างถัดไป อบายที่ ๒ ก็คือ ความเป็นสัตว์เดรัจฉาน. คนที่ประกอบอบายมุขอยู่นั้น คือ คนโง่, โง่ด้วย คิดว่าอบายมุขเหล่านี้เป็นความเจริญ เป็น ความถูกต้อง ; เข้าใจผิดกันอยู่อย่างนี้ เราเรียกว่าคนโง่ซึ่งเป็นความหมายของสัตว์เดรัจฉาน : เห็นว่าน้ำเมาเป็นของดี เที่ยวกลางคืนเป็นของดี ดูการเล่นเป็นของดี เล่นการพนันเป็นของดี คบคนชั่วเป็นมิตรเป็นของดี เกียจคร้านทำการงานเป็นของดี. นี้ไปดูเอาเองก็รู้ได้ว่ามันเป็น ความโง่ ซึ่ง เป็นความหมายของคำว่า เดรัจฉาน, คือ ไม่มีสติปัญญาที่ถูกต้อง ไปทำอบายมุข ๖ ประการเข้า ก็ได้เป็นสัตว์เดรัจฉานกัน ในที่แห่งกระทำนั่นเอง. อบายที่ถัดไป อบายที่ ๓. ก็คือ เปรต. เปรตนี้มีความหมายเป็นความหิวด้วยอำนาจของกิเลส หรือด้วยอำนาจของความโง่. หิวอย่างไม่มีทางที่จะอิ่มได้ เพราะความเข้าใจผิด เปรียบเหมือนกับว่ามีปากเท่ารูเข็ม, มีท้องเท่าภูเขา, บริโภคทีละนิด ๆ ไม่รู้จักอิ่ม. คน ดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน ดูการเล่น โดยเฉพาะ เล่นการพนัน มันก็เป็นอย่างนั้น, คือมันมีความหิวที่จะได้, แล้วก็ไม่เคยได้, ไม่เคยมี

น.691 ๓๑๙ ความรู้สึกอิ่ม เพราะการดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน ดูการเล่น เล่นการพนัน เป็นต้น ; เป็นผู้หิวอยู่เสมอ อย่างนี้เรียกว่า เปรต ที่นี่และเดี๋ยวนี้ . อบายที่ ๔. นั้น เรียกว่า อสุรกาย คือหมู่แห่ง บุคคลผู้ขี้ขลาด มีความกลัวอยู่ตลอดเวลา. คนดื่มน้ำเมา แม้ว่าดื่มให้กล้า มันก็มีกลัวอะไรอยู่จึงดื่มเพื่อแก้ความกลัว นั้น และให้กล้า. ดื่มแล้วมันก็ไม่ได้กล้า จนถึงกับหมด ความกลัว ; มันก็ยังต้องกลัวอะไรต่อไปอีก. เที่ยวกลางคืน ดูการเล่น เล่นการพนัน ทำนองนี้ ก็มีความกลัว ; โดยเฉพาะ ผู้เล่นการพนัน มันก็ กลัวแพ้ยิ่งกว่าสิ่งใด. มีความกลัวชนิดที่ไม่ต้องรู้ว่า มีเหตุผลอะไรประจำอยู่ในใจ ; เพราะว่าจิตไม่สงบ มีกิเลสข้อใดข้อหนึ่งมากระตุ้นเตือนอยู่ เสมอ. นี่เราจึงถือว่า ผู้ประกอบอบายมุข ๖ ประการนั้น ย่อมตกอบายใน ๔ ความหมายนี้ อยู่ตลอดเวลา : นรก คือความร้อนใจ เดรัจฉาน คือความโง่ เปรต คือความหิว อสุรกาย คือความกลัว.

น.692 ก็ไป บูชาอบายมุข จึงมีอาการ เหมือนกับตกอบายอยู่ตลอดเวลา ดังนี้ใช่หรือไม่ ? คนอื่น เขาก็รู้จักกันแล้ว ว่าอบายมุขเป็นอย่างไร. คนเกลียดวัด ยังไม่รู้ ก็ควรจะรู้กันเสียที จะได้ไม่ตกอบายที่นี่หรือจะไม่ ต้องตกอบายหลังจากที่ตายไปแล้ว และจะได้ไม่หัวเราะเยาะ เรื่องของอบายหรือนรกกันอีกต่อไป. ข้อที่ ๓. เกี่ยวกับเรื่องการศึกษา. ทีนี้ ก็มาถึงเรื่องอื่น ๆ ที่ควรสนใจ ที่จะต้องพูดกับ คนเกลียดวัดต่อไปอีก ก็คือ เรื่องการศึกษา . คนเกลียดวัด ก็ทะนงตัวว่า มีการศึกษาเจริญถึงที่สุด ; เพราะว่าคน เกลียดวัดนั้น บางคนก็ไปเรียนมาจากเมืองนอกเมืองนา มีปริญญายาวเป็นหาง, หางยาวเท่าไรบางทียิ่งเกลียดวัดมาก เท่านั้น. ฉะนั้น การศึกษา นั้นจึง ไม่รับประกันได้ ว่าเขา จะไม่เกลียดวัด. การศึกษาที่ ต้องพิจารณา ก็คือการศึกษาใน ปัจจุบันนี้, การศึกษาของมนุษย์ในปัจจุบันนี้ ไม่มี ทิศทางที่จะออกไปจากปัญหาหรือความทุกข์ได้, มีแต่

น.693 ๓๒๑ วนเวียนอยู่ในเรื่องเหยื่อของโลก , เหยื่อของโลกก็คือความ สุขสนุกสนาน เอร็ดอร่อย ทางเนื้อทางหนังอีกนั่นเอง, จะระบุไปยัง เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ก็ได้ ; นี้เรียกว่า เหยื่อในโลก ที่ผูก มัดจิตใจของคนในโลก . คนเกลียดวัด พอใจในการศึกษาที่มุ่งหมายเหยื่อ ของโลก เป็นจุดหมายปลายทาง, ชวนกันส่งเสริมแต่การ ศึกษาอย่างนี้ การศึกษาของมนุษย์ในปัจจุบันนี้ ทั่วไปทั้งโลก ไม่มีทางออกไปจากปัญหา ; มีแต่สร้างปัญหาให้มากขึ้น เพราะว่า ยิ่งฉลาด ก็ฉลาดแต่ในทางที่จะเห็นแก่ตัว . ขอให้ช่วยจำกันไว้ให้แม่นยำว่า การศึกษาที่เรากำลังมีอยู่ นั้น ทำให้ฉลาดแต่ในทางที่จะเห็นแก่ตัว. คือฉลาด ฉลาดแต่ในทางแสวงหาให้แก่ตัว, ไม่เคยฉลาดในทางที่จะ บริจาค เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเป็นต้น. ความ เห็นแก่ตัวมีมากขึ้น จนถึงกับว่าเหนือความรู้สึกใด ๆ ; เขา จึงเป็นผู้ที่ทำอะไร ๆ ล้วนแต่มุ่งหมายจะได้เปรียบ หรือจะเอาเปรียบผู้อื่น. ขอให้ ดูการกระทำทั้งโลก และแม้ที่สุดแต่องค์- การที่ประกาศว่าจะจัดโลกให้มีสันติภาพ ก็ยัง ไม่เอาชนะ

น.694 ของคนในโลกได้, หรือบางทีในที่ประชุมแห่งการจัดโลกให้มีสันติภาพนั่นเอง ก็ยิ่งมีความเห็นแก่ตัวคือแบ่งเป็นพรรค ๆ พวก ๆ ไป เพื่อความเห็นแก่ตัวและพรรคพวกของตัว. นี้เรียกว่า การศึกษาของมนุษย์ กำลังไม่มีทิศทางที่จะออกไปจากปัญหา หรือ ความทุกข์ ; มีแต่ให้วนอยู่ในวงของความหลงใหล ในเหยื่อของโลก. ดูอีกทางหนึ่งก็จะเห็นว่า การศึกษาในยุคปัจจุบันได้ทำให้มนุษย์เป็นบ้ามากขึ้น หรือว่า มนุษย์กำลังเป็นบ้ายิ่งขึ้นทุกวัน เพราะเหตุแห่งการศึกษาตามแบบในยุคปัจจุบัน. ข้อนี้เป็น เพราะว่าการศึกษานั้นมีแต่เพียงด้านเดียว, แง่เดียว คือเรื่องของวัตถุ ; แล้วก็มุ่งหมายเอาความสุขสนุกสนานทางวัตถุเป็นหลัก. มนุษย์ก็ยิ่งมัวเมาในความสุขทางวัตถุยิ่งขึ้น. ความรู้สึกคิดนึกจึงไม่สมดุล คือ เอียงไปในทางที่จะ หลงใหลเรื่องวัตถุมากขึ้น ; ไม่เท่าไรก็เป็นบ้า. อย่างที่เราจะเห็นได้ว่า การศึกษาแห่งยุคนี้ทำโลกให้เจริญขึ้นตามแบบนี้มากขึ้นเท่าไร ผลร้ายก็เกิดขึ้นแก่จิตใจ ของคนในโลกนั้นเอง, กล่าวคือทำความเป็นอันธพาลให้มีมากขึ้น.

น.695 สุมเผาจิตใจมาก, มีวิตกกังวลมาก, มีความคิดนึกอันสับสนมาก ; ไม่เท่าไรก็เป็นโรคประสาท, ไม่เท่าไรก็เป็นโรคจิต, ไม่เท่าไรก็กลายเป็นคนบ้าถึงกับฆ่าตัวตาย. ได้ยินสถิติที่ประกาศออกมาว่า เป็นโรคจิตกันเป็นจำนวนแสน ๆ, เป็นโรคประสาทกันเป็นจำนวนล้าน ๆ, การฆ่าตัวตายก็มีทวีมากขึ้น. นี่ขอให้คิดดูเถอะว่า มีการศึกษาอย่างไรกันในโลกนี้ ; ไม่ว่าประเทศไหนในโลกนี้ มีผลเป็นอย่างนี้เหมือนกันทั้งนั้น นี่เรียกว่ามันเป็นอันธพาลในส่วนตัวเอง คือทำตัวเองให้วินาศ. ทีนี้ มันมีความเป็นอันธพาลในส่วนสังคม คือ ทำลายผู้อื่น ; ข้อนี้เห็นได้ว่า อาชญากรรมในทุกวันนี้รุนแรงและมากมายยิ่งขึ้น, และรุนแรงอย่างไม่น่าเชื่อ. อย่างอาชญากรรมทางเพศที่ปรากฏอยู่ในทุกวันนี้ ซึ่งไม่เคยมีมาแต่กาลก่อน, มีการเบียดเบียนกันและกันมากขึ้น สังคมนี้ไม่ปลอดภัย. นี่ก็เพราะว่าการศึกษามันกระตุ้นให้เกิดคนชนิดนี้ เป็นการศึกษาที่ทำให้คนเป็นบ้า ด้วยเรื่องประโยชน์ของตัว, หรือเรื่องทางเนื้อหนังของตัว โดยส่วนเดียว. การศึกษาชนิดนี้ทำลายโลกให้วินาศเร็วยิ่ง.

น.696 ๓๒๔ คติโบราณเขาก็เชื่อกันว่า โลกจะเสื่อมทางศีลธรรม และมีความวินาศสักวันหนึ่งข้างหน้า; นี้ก็มีเหตุผลที่จะทำ ให้เห็นว่าเป็นความจริง คือยิ่งมีการศึกษาแบบปัจจุบันนี้ ก็ยิ่งไม่มีศีลธรรม ; เพราะว่าการศึกษานั้นกระตุ้นแต่ความ รู้สึกทางวัตถุ ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความเห็นแก่ตัว ; ศีลธรรม มันก็หายไป ๆ. เมื่อถึงขนาดที่มี ศีลธรรมไม่พอจะคุ้มครอง โลกแล้ว ; โลกนี้ก็จะต้องวินาศเป็นแน่นอน. เดี๋ยวนี้ การศึกษาก็ทำให้ โลกเป็นอย่างนี้ เร็วยิ่งขึ้น เร็วยิ่งขึ้น. เขา พูดกันว่าการศึกษาเจริญ มันก็จริงของเขา : แต่ว่าเจริญ ไปตามรูปแบบของการศึกษา ชนิดที่จะทำลายโลกให้วินาศ, คือไม่ส่งเสริมศีลธรรม, ไม่ให้โอกาสแก่ศีลธรรม ; จับฉวย จิตใจของคนในโลกไว้ สำหรับแต่จะเป็นไปในทางของกิเลส. สรุปความว่า การศึกษาตามแบบปัจจุบันนี้ ก็เป็น เหมือนกับว่ากำลังลับอาวุธ สำหรับทิ่มแทงตัวเอง ให้เจ็บ ปวดมากยิ่งขึ้น. คนเกลียดวัดเหล่านี้ก็ยังพอใจในการศึกษา ทำนองนั้น. ขอให้เข้าใจเสียใหม่ให้ถูกต้องว่า ธรรมะนั้นมีอยู่ และ มีไว้เพื่อจะป้องกันโทษหรืออันตราย อันจะเกิดจาก

น.697 ๓๒๕ การศึกษาชนิดนั้น. ขอให้สนใจสิ่งที่จะสามารถป้องกัน อุปัทวะเสนียดจัญไรที่เกิดจาก การศึกษาซึ่งเดินไปผิดทาง, คือ เดินไปแต่ในทางของวัตถุ ; ไม่มีเรื่องทางจิตทาง วิญญาณ ซึ่งเป็นรากฐานของศีลธรรม เอาเสียเลย. ให้คน เกลียดวัดมั่นใจเถอะว่า ธรรมะนั้นมีอยู่ สำหรับเป็นคู่ ปรปักษ์กับความผิดพลาดอันนี้ สำหรับควบคุมการศึกษา หรือความเจริญในโลกนี้ ให้เดินไปถูกทาง, คือเป็นไปเพื่อ สันติสุขส่วนบุคคล เป็นไปเพื่อสันติภาพในส่วนสังคม. คนเกลียดวัดก็คงจะรู้ได้ว่า โลกนี้มันเป็นไปตาม การศึกษา; เพราะว่าการศึกษาทำให้คนแต่ละคนในโลกมี ความคิดนึกเป็นของตัวเอง ; แล้วคนเหล่านั้นทั้งโลก เขา มีความคิดนึกอย่างไร เขาก็ทำให้โลกมันเป็นไปอย่างนั้น. เราพูดได้เลยว่า การศึกษาเป็นสิ่งที่จะสร้างโลก หรือ จัด โลกขึ้นมาใหม่ ; ถ้าเดินไปผิดมันก็ผิด. ช่วยสนใจให้ เข้าใจ ให้มองเห็นความจริงข้อนี้กันเสียโดยเร็วเถิด, ให้การ ศึกษาเป็นไปเพื่อทำโลกนี้ให้มีสันติภาพอันแท้จริง.

น.698 ๓๒๖ ข้อที่ ๔. เกี่ยวกับเรื่องการเมือง. ทีนี้ เรื่องถัดมาก็คือ เรื่องการเมือง. เรื่องการ เมืองนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนหลีกไม่พ้น ; เพราะว่าทุกคนมันอยู่ ในเมือง. คำว่า "การเมือง" นั้น ถ้าเป็นไป อย่างถูกต้อง ก็หมายถึง การช่วยกันจัดช่วยกันทำ ให้โลกนี้อยู่กันเป็น ผาสุก โดยไม่ต้องใช้อาชญา. ขอให้ช่วยนิยามความ หมายให้ดี ๆ ว่าการ ช่วยกันทุกคน, และ การจัดโลกนี้ให้ เป็นผาสุก, และ ต้องโดยไม่ใช้อาชญา; เช่น สงคราม เป็นต้น. ถ้าต้องใช้อาชญามันก็เป็นเรื่องบ้า ; กลายเป็น เรื่องทำให้ไม่สงบสุขยิ่งขึ้น. ทำให้มีวิกฤตการณ์เดือดร้อน วุ่นวายระส่ำระสายยิ่งขึ้น. แล้วจะทำไปทำไมกัน ; มันจะ เป็นการเมืองในรูปไหนกัน. ศาสนาทุกศาสนา ก็มุ่งหมายให้มนุษย์อยู่กัน เป็นผาสุก โดยไม่ต้องใช้อาชญา. ขอให้ดูให้ดีจะเห็นว่า ศาสนานั้นเป็นระบบการเมืองอยู่แล้วในตัว ; แต่คนเขา ไม่เห็นเช่นนั้น ; เขาไม่ยอมรับนับถือระบบของศาสนา ว่าจะมาช่วยจัดโลกให้เป็นผาสุก โดยไม่ต้องใช้อาชญา. เขา ก็หันไปหาระบบของกิเลส คือความเห็นแก่ตัว : จัดบ้านจัด

น.699 ๓๒๗ เมืองตามความประสงค์ของตัว โดยไม่ต้องคิดถึงเพื่อนร่วม โลก. ฉะนั้น เรื่องการเมืองจึงกลายเป็นเรื่องสกปรก ของคนที่เห็นแก่ตัว; ทำไปเพื่อประโยชน์ของตัว หรือ พรรคพวกของตัว อย่างนี้. คนเกลียดวัดก็รวมอยู่ในคนพวกนี้, คือเห็นการ เมืองเป็นเครื่องมือสำหรับแสวงหาประโยชน์แก่ตัว หรือแก่ พวกของตัว; หาใช่เป็นเครื่องมือสำหรับสร้างสันติภาพให้ แก่โลก โดยไม่ต้องใช้อาชญาไม่. เรื่องที่เกี่ยวเนื่องกันกับเรื่องการเมือง ก็คือเรื่อง เศรษฐกิจ. เดี๋ยวนี้ทุกคนก็หายใจเป็นเรื่องเศรษฐกิจ, พูด กันแต่ เรื่องเศรษฐกิจ โดย เห็นว่าจะเป็นเครื่องแก้ปัญหาของ มนุษย์ได้. ที่นี้ ข้อเท็จจริง มันไปมีอยู่ว่า ระบบเศรษฐกิจ ของคนทุกวันนี้ มัน กลายเป็นเครื่องมือสำหรับจะหา ประโยชน์ให้แก่ตน, ทำนองเดียวกับเรื่องการเมือง เป็น เครื่องมือสำหรับแสวงหากำลังเพื่อประโยชน์ทางการเมือง. มันก็เลยไปรวมอยู่กับพวกที่เห็นแก่ตัว, ทำไปล้วนแต่เพื่อ ประโยชน์ของตัว.

น.700 ๓๒๘ หลักในทางศาสนาเป็นระบบเศรษฐกิจ ที่ดีเลิศ ประเสริฐที่สุด. คนเกลียดวัดจงฟังดูให้ดี ๆ ว่าระบบ ศาสนานั้นแหละเป็นระบบเศรษฐกิจที่ดีที่สุด. ความหมาย ของคำว่า เศรษฐกิจ นี้ เราจะต้องยอมรับว่าได้แก่ การทำของ ที่มีค่าน้อยให้มีค่ามาก, หรือว่าทำของที่เป็นการลงทุนน้อย ให้มีกำไรมาก ; แต่ต้องปราศจากการเบียดเบียนซึ่งกันและ กัน. ทำของไม่มีค่าให้มีค่ามาก นี้ก็ยิ่งดี; ทำของมีค่า น้อยให้มีค่ามากนั้นเป็นของธรรมดา. เช่น ชีวิตของเรา มันยังไม่มีค่าอะไร ; ก็กระทำให้เป็นชีวิตที่มีค่าขึ้นมา ด้วย การประพฤติกระทำที่ถูกต้อง จนเกิดประโยชน์ขึ้นมา ; เรียก ว่าทำของที่มีค่าน้อยให้มีค่ามากขึ้นมา, หรือว่าทำของที่ไม่มี ค่าให้มีค่าขึ้นมา. พระเจ้าเป็นผู้สร้างโลกขึ้นมา จากความไม่มีอะไร. ท่านลองฟังดูให้ดี ๆ ว่า พระเจ้าอย่างเป็นบุคคล ก็ดี. พระ เจ้าอย่างเป็นกฎอิทัปปัจจยตา ก็ดี ล้วนแต่ สร้างทุกสิ่ง ทุก อย่างทุกประการ ขึ้นมา จากความไม่มีอะไร; หมาย ความว่าแต่ก่อนนี้มันไม่มีอะไร : ไม่มีดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ไม่มีโลกไม่มีอะไรทุกอย่าง. พระเจ้าก็สร้างความไม่มีอะไรนี้

น.701 ๓๒๙ ให้มีอะไรขึ้นมาได้จนครบทุกอย่าง จนเหลือเฟือ จนคนเกลียด วัดนำไปใช้เป็นประโยชน์ในทางร้ายหรือในทางผิด. ถ้าเราจะ ถือระบบเศรษฐกิจตามแบบของทาง ศาสนา ก็ต้องยอมรับว่า ทำสิ่งที่ไม่มีอะไรให้มันมีอะไรขึ้นมา ทำที่ไม่มีค่าให้มันมีค่าขึ้นมา, ทำที่มีค่าน้อย ให้มันมีค่ามาก ขึ้นมา. พูดตรงๆ ก็ว่า ทำความเป็นมนุษย์ที่มีค่าน้อย ให้กลายเป็นมีความเป็นมนุษย์ที่มีค่ามากที่สุด; นั่น แหละคือระบบเศรษฐกิจอันแท้จริง ; ไม่ใช่ระบบเพื่อหาเงิน หากำลัง หาอำนาจวาสนามาสำหรับบังคับข่มขี่ผู้อื่น สำหรับจะ ชนะผู้อื่น. อย่างนี้มันเป็นระบบเศรษฐกิจอะไร ก็ลองไป คิดดู. มันมีผลไปในทางที่ทำโลกนี้ให้เดือดร้อนให้เร่าร้อน เราก็ไม่เรียกว่าเศรษฐกิจที่เป็นธรรม หรือประกอบไปด้วย ธรรม; อย่างว่าเศรษฐกิจของฝ่ายนายทุน ชนกรรมาชีพ ก็ยอมรับไม่ได้ ; แล้วก็เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดวิกฤติการณ์ขึ้นมา ในโลก, ทำให้เกิดการล้างผลาญซึ่งกันและกันในโลก. เราจะต้องรู้จัก ความหมายของคำว่า เศรษฐกิจ นี้ ให้ดี ๆ คือ ทำให้ร่างกายนี้ ซึ่งเปรียบเหมือนกับซากศพนี้ ให้มีประโยชน์ที่สุด ให้มีค่ามากที่สุด ตามที่มันจะมีได้ ทั้ง

น.702 ๓๓๐ แก่ตนเองและผู้อื่น. นั่นแหละคือระบบเศรษฐกิจ ตาม แบบของพระศาสนาหรือธรรมะ มีความหมายแห่งระบบ เศรษฐกิจกันอย่างนี้เอง. ขอให้คนเกลียดวัดรู้จักระบบการเมืองระบบเศรษฐ- กิจในทางที่ว่า ทำโลกนี้ให้มีสันติภาพ โดยไม่ต้องใช้ อาชญา ก็จะเป็นการถูกต้อง. ความเกลียดวัดหรือเกลียด ศาสนาก็จะหมดไป; เพราะว่าบัดนี้ได้รับสิ่งซึ่งน่าชื่นใจ คือความสงบเยือกเย็นทั้งส่วนตนและผู้อื่นเข้ามาแทนที่ ; ไม่ มีระบบการเมืองหรือระบบเศรษฐกิจ ของพญามาร ซาตาน อะไรมาควบคุมโลก. คนเกลียดธรรมะ ย่อมชอบระบบการเมือง ระบบเศรษฐกิจที่ส่งเสริมความรู้สึกทางเนื้อหนังของตน โดยเฉพาะก็คือ เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ซึ่งเป็นไป ตามอำนาจของความเห็นแก่ตน ; ไม่มีความรู้สึกว่าสัตว์ ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้ง หมดทั้งสิ้นเลย.

น.703 ๓๓๑ ข้อที่ ๕. เกี่ยวกับสภาพแวดล้อม. ทีนี้ ก็มาถึงสิ่งที่อยากจะเรียกว่า สภาพแวดล้อม หรือ ระบบการดำรงชีวิตอยู่ในท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่ ถูกต้อง. สภาพแวดล้อมที่ถูกต้องนี้ มีความสำคัญที่สุด สำหรับการที่จะรอดอยู่, สำหรับการที่จะมีชีวิตรอดอยู่, หรือ การที่จะมีดวงจิตมีดวงวิญญาณรอดอยู่. ในทางร่างกายนั้น ถ้าสภาพแวดล้อมผิด ก็มีโรค ภัยไข้เจ็บ, แล้วก็ต้องตาย. ในทางจิตทางวิญญาณนั้น ถ้า มีสภาพแวดล้อมผิด มันก็เป็นจิตที่เป็นอันธพาล ประกอบ แต่สิ่งซึ่งเป็นอกุศล, แล้วก็แผดเผาตัวเองจนพินาศไป, แล้ว ก็ลามไปแผดเผาผู้อื่นโดยรอบด้านด้วย. ฉะนั้น ทั้งทางกาย และ ทั้งทางจิตจะต้องมีสภาพแวดล้อมที่ถูกต้อง. พูดถึงเรื่องในทางโลก ๆ ก็ต้องมีสภาพแวดล้อมที่ถูก ต้อง เราจึงจะทำไร่ทำนา ค้าขาย หรือทำอะไรที่เป็นอาชีพ ได้โดยสะดวกสบาย. ในทางธรรมะ ก็เหมือนกัน จะต้อง มีสภาพแวดล้อมที่ถูกต้อง เราจึงจะมีการเล่าเรียนที่ดี, มี การปฏิบัติที่ดี, ได้รับผลดี สั่งสอนอบรมกันดี ; แม้ที่สุด

น.704 ๓๓๒ แต่จะทำจิตให้เห็นแจ้ง ในธรรมะอันลึกซึ้ง ก็ต้องอยู่ใน สภาพแวดล้อมที่ดี. พระศาสดาทุก ๆ พระองค์ ของทุก ๆ ศาสนา บรรลุ ธรรมะอันสูงสุด ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม. เรื่องธรรมะ เป็นเรื่องลึกซึ้ง ก็ต้องอาศัยสภาพที่เงียบสงบสงัดลึกซึ้ง ; ดังนั้นพระศาสดาในพระศาสนาทุก ๆ ศาสนา จึงบรรลุธรรม ในที่อันสงบเงียบ ซึ่งคนเกลียดวัดไม่ชอบเลย. คนเกลียด วัดไม่ชอบสภาพอันสงบเงียบ ; แต่ชอบสภาพอันอึกทึก ครึกโครม ส่งเสริมกระตุ้นความรู้สึกทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่าให้มันสงบลงได้. คนเกลียดวัดตกอยู่ในสภาพแวด ล้อมอย่างนี้ จึงมีจิตใจไปตามความผลักไสปรุงแต่งของสิ่ง เหล่านั้น, จึงมีจิตใจที่บูชาความสับสนวุ่นวาย มากกว่าที่จะ บูชาความสงบเงียบ หรือความเยือกเย็น. พระพุทธเจ้า ของเรา ประสูติกลางดินในป่า ตรัสรู้ กลางดินในป่า นิพพานกลางดินในป่า สอนภิกษุทั้งหลายมาก มายก็กลางดินและในป่า. นี้เรียกว่า อยู่ในสภาพแวดล้อม ที่เหมาะสมแก่ความเป็นพระศาสดา. ธรรมะที่ได้มาจึงเป็น

น.705 ๓๓๓ ไปเพื่อความสงบ ; คำสอนเหล่านั้นก็เป็นไปเพื่อความสงบจึงเกิดลัทธิสำหรับสร้างความสงบ. ของโปรดปรานของพระพุทธเจ้า เราจะพูดได้เลยว่า คือ ต้นไม้ซึ่งเป็นนิมิตหมาย หรือ เป็นสัญลักษณ์ของความเงียบสงบ. ต้นไม้นี้มิใช่ป่ารก มีพระพุทธภาษิตว่า ให้ตัดป่าแต่อย่าตัดต้นไม้ . ต้นไม้นั้นอย่าตัดเลย ; ป่านั้นตัดได้ ; ฟังดูให้ดี ๆ. คนเกลียดวัด คงจะฟังไม่ถูกว่า ป่านั้นตัดได้ แต่อย่าตัดต้นไม้เลย. ต้นไม้ในสภาพที่เป็นอันตราย รกรุงรังเป็นที่ตั้งอาศัยแห่งสัตว์ร้าย, ความไม่สะดวกสบายอย่างอื่นอีก, นี้ให้ตัดเสียได้. ตัดความเป็นป่าให้หมดไป, เหลือแต่ต้นไม้ ซึ่งสวยงาม สะดวกสบายในการที่จะอาศัยเพื่อความสงบสุข. นี่ดูให้ดี เพื่อให้พบว่า ป่ากับต้นไม้นั้นมันอยู่ด้วยกัน. ผู้ใดตัดป่าได้โดยไม่ต้องตัดต้นไม้ นั้นเป็นคนที่มีความเข้าใจถูกต้อง. ร่างกายจิตใจของมนุษย์ โดยบริสุทธิ์ เหมือนกับต้นไม้ แต่ว่า กิเลส ทั้งหลาย ที่เข้าไปปรุงแต่ง เกิดขึ้นในภายในใจนั้น นั่นมัน เหมือนกับป่า. ให้ทำลายป่าคือกิเลส ; แต่ไม่ต้องทำลายต้นไม้คือร่างกาย หรือ จิตใจ .

น.706 ๓๓๔ คงรักษาต้นไม้ คือร่างกายหรือจิตใจ ให้อยู่ในสภาพที่บริสุทธิ์ สะอาด สวยงาม และมีประโยชน์, ไม่ประกอบไปด้วยโทษเลย. เรารู้จักสภาพแวดล้อมว่า เป็นสิ่งที่มีความสำคัญแก่มนุษย์ในลักษณะไหน ; แล้วพยายามช่วยกันรักษาสภาพอย่างนั้นไว้. แม้ที่สุดแต่เรื่องทางวัตถุล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับธรรมะ ก็อย่าทำลายป่ากันเสียเลย ; ทำลายป่าลงแล้ว มีโทษมากมายหลายสถาน ; นับตั้งแต่ฝนไม่ตก ไม่มีน้ำ ไม่มีความร่มเย็น ไม่มีความสมดุลของธรรมชาติ เป็นที่ตั้งแห่งโรคภัยไข้เจ็บเป็นต้น. นี่เป็นเรื่องทางวัตถุแท้ ๆ ก็มีความสำคัญ ในการที่จะแวดล้อมมนุษย์ ให้อยู่อย่างผาสุก ที่เป็นเรื่องทางจิตใจ มันก็ยิ่งมีอะไร ๆ ลึกซึ้งซับซ้อนมากไปกว่านั้น ; เช่นว่าเราจะต้องมีศาสนา, จะต้องมีวัดวาอาราม จะต้องมีพระเจ้าพระสงฆ์, จะต้องมีขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดี, คือว่า จะต้องมีอะไรครบทุกอย่าง, ที่จะช่วยให้มนุษย์เรานี้ตั้งอยู่ในความถูกต้อง : มีความเจริญอย่างถูกต้อง, มีผลทั้งทางกายและทั้งทางจิตใจอย่างถูกต้อง, แล้วก็อยู่กันได้เป็นผาสุก สมกับคำว่า มนุษย์ คือสัตว์ที่มีใจสูง. สัตว์เดรัจฉานไม่ถือว่าสูงหรือต่ำ เป็นไปตามธรรมชาติล้วนๆ ;

น.707 ๓๓๕ ถ้ามาถึงคน มันก็ยังมีปัญหาว่าใจยังไม่สูง มีทางที่จะปรับปรุงให้สูงได้. ฉะนั้น คนทุกคนจะต้องมีการปรับปรุงจิตใจของตน ให้มันสูง คือให้มัน สะอาด สว่าง สงบ, ให้มันมีความรู้ความเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร : โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็ว่าอะไรเป็นความทุกข์, อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ อะไรจะเป็นหนทางดับความทุกข์เสียได้. จิตใจสูงด้วยความรู้อย่างนี้มันก็สามารถดับกิเลสดับทุกข์ได้ มันก็มีความสะอาดในทางจิตใจขึ้นมา ; ไม่มีเครื่องรบกวนจิตใจแล้ว มันก็มีความสงบสุข. เราจะต้องมีทุกอย่างที่จะแวดล้อม ให้มนุษย์มีจิตใจที่จะก้าวหน้าไปในทางนี้. ฉะนั้น คนเกลียดวัด อย่ามามัวหลงรังเกียจสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับความเป็นมนุษย์ ตามหลักทางพระศาสนาเลย. พิจารณากันดูให้ดี ๆ ว่า สิ่งนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับมนุษย์อย่างไร. ถ้าคนเกลียดวัด ได้รับสภาพแวดล้อมดีมาแต่ต้น การเกลียดวัดก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ ; เพราะว่าวัด

น.708 ๓๓๖ หรือสำนักของพระศาสนานั้น โดยเนื้อแท้ ก็มีเพื่อจะเป็นสิ่งแวดล้อม ให้มนุษย์ดำเนินไปโดยถูกทาง, เป็นหลักสำหรับยึดหน่วงแห่งจิตใจ, เป็นแนวทางสำหรับเดินตามนั้น, เป็นตัวอย่างของการกระทำที่ดี ที่ให้ทุกคนเอาตัวรอดได้. วัดที่แท้จริงมีลักษณะอย่างนี้, มีความมุ่งหมายอย่างนี้, มีกิจกรรมอย่างนี้ ; ถ้ามันเปลี่ยนไปจากนี้ก็ไม่ใช่วัดที่ถูกต้อง ตามความมุ่งหมายของพระพุทธศาสนา. ถ้าวัดยังมีความถูกต้องตามหลักการของพระพุทธศาสนาแล้ว ทุกอย่างในวัด จะเป็นสภาพแวดล้อม บุคคลทุกคน ให้ดำรงตนอยู่ในความถูกต้อง, หรือให้ดำเนินไปในลักษณะที่ถูกต้อง, จนพบกันกับความถูกต้องถึงที่สุด จึงถือกันเป็นหลักว่า สร้างวัดนั้นได้บุญ เพราะว่าสร้างสิ่งแวดล้อมที่จำเป็นขึ้นมา สำหรับคอยแวดล้อมคนทุกคน ให้ดำเนินไปถูกทาง. ทุกคนควรจะช่วยกัน ส่งเสริม สนับสนุน และรักษาวัด ให้ยังคงอยู่ ในฐานะเป็นสิ่งที่จะแวดล้อมมนุษย์ ให้มีความสูงทางจิตใจ. ถ้าคนเกลียดวัดเข้าใจข้อนี้ดี ก็คงจะส่งเสริมวัดวาอาราม และก็ไม่เกลียดวัดอีกต่อไป.

น.709 ๓๓๗ ข้อที่ ๖. เกี่ยวกับเรื่องลัทธิคอมมิวนิสต์. ข้อต่อไปที่จะพูดถึง ก็คือสิ่งที่เรียกว่า ลัทธิคอมมิวนิสต์. ทำไมจึงต้องพูดถึงลัทธิคอมมิวนิสต์กับคนเกลียด วัด ? เพราะได้ยินมาว่า พวกคอมมิวนิสต์เขาเกลียดวัด เกลียดศาสนา ; โฆษณาป่าวประกาศว่า ศาสนาเป็นยาเสพติดสำหรับมนุษย์. นี้คอมมิวนิสต์คงจะเกลียดวัด เหมือนกับคนเกลียดวัดทั่ว ๆ ไป. แต่ก็มีคนเกลียดวัดอีกพวกหนึ่งซึ่งไม่ใช่คอมมิวนิสต์แต่กลัวคอมมิวนิสต์ คนเกลียดวัดประเภทที่บูชาความสุขทางเนื้อหนังนั้น กลัวคอมมิวนิสต์, กลัวว่าคอมมิวนิสต์เข้ามาแล้ว ก็จะริบทรัพย์สมบัติส่วนเกินของตน จำกัดให้เป็นอยู่ในขอบเขตที่จำกัด ; คนเกลียดวัดจึงได้กลัวคอมมิวนิสต์. นี้เราอยากจะบอกให้รู้ว่า เป็นการกลัวที่โง่เขลาอย่างยิ่ง. คุณกลัวคอมมิวนิสต์ยิ่งกว่ากลัวกิเลส. คุณไม่กลัวกิเลส ; แต่คุณไปกลัวคอมมิวนิสต์ยิ่งกว่ากลัวกิเลส พวกเกลียดวัดกลัวคอมมิวนิสต์ยิ่งกว่ากลัวกิเลส. เขา ควรจะเข้าใจกันเสียให้ถูกต้องว่า คอมมิวนิสต์นั้นมันเกิดมาจากกิเลส ; ถ้าไม่มีกิเลสในโลกนี้คอมมิวนิสต์เกิดขึ้นมาไม่ได้.

น.710 ๓๓๘ กิเลสเป็นเหตุให้คนพวกหนึ่งเห็นแก่ตัว ; เห็นแก่ตัวเอาเปรียบผู้อื่น จนเกิดความเหลื่อมล้ำต่ำสูง, เป็นคนร่ำรวยเป็นนายทุนสูบเลือดขึ้นมาพวกหนึ่ง, พวกหนึ่งก็ยากจนเหลือประมาณ จนเป็นคนจนชนกรรมาชีพ. ชนกรรมาชีพทนอยู่ไม่ไหว ก็ชวนกันสร้างลัทธิคอมมิวนิสต์ขึ้นมา เพื่อจะทำลายล้างนายทุน. นี้ดูให้ดี ทำไมไม่ดูให้ดี ? ทำไมไม่ดูให้ดีจนเห็นว่า กิเลสของคนสร้างนายทุนขึ้นมา ? ถ้าอย่ามีกิเลส นายทุนขูดรีดก็มีไม่ได้ในโลกนี้. ฉะนั้นกิเลสสร้างนายทุนขูดรีดขึ้นมา ; นายทุนขูดรีดก็สร้างคอมมิวนิสต์ขึ้นมา คือสร้างระบบคอมมิวนิสต์ขึ้นมา. ทำไมเราจึงไม่กลัวต้นเหตุ ที่ให้เกิดคอมมิวนิสต์ คือความเห็นแก่ตัวด้วยอำนาจของ กิเลส เป็นเหตุให้เกิดลัทธิคอมมิวนิสต์ ; แล้วตัวเองยังทำตัวเอง ให้เป็นเหตุให้เกิดคอมมิวนิสต์เสียอีก ตลอดเวลาด้วย, คือคนเกลียดวัดนั่นแหละ ยังสงวนรักษาความเห็นแก่ตัวของตัวไว้ เพื่อให้ได้เปรียบผู้อื่น เพื่อให้ได้เปรียบคนฝ่ายที่ยากจน ไม่มีสติปัญญา มีความอ่อนแออยู่ตลอดเวลา อย่างนี้. นี่เรียกว่า คนเกลียดวัด นั่นแหละ เป็นตัวเหตุ

น.711 ๓๓๙ ที่ทำให้เกิดคอมมิวนิสต์ขึ้นมาใหม่, หรือรักษาหัวใจของคอมมิวนิสต์ไว้ ให้มีอยู่ตลอดเวลา. แล้วคุณก็ยังมากลัวคอมมิวนิสต์ ซึ่งคุณสร้างขึ้นมาเอง, แล้วกลัวคอมมิวนิสต์ยิ่งกว่ากลัวกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดคอมมิวนิสต์. คนเกลียดวัดกำลังทำผิด ในเรื่องนี้อยู่อย่างสับสน. คอมมิวนิสต์ก็เป็นคน, ตัวเองก็เป็นคน. ทำไมจะต้องกลัวคนซึ่งเป็นคนเหมือนกัน ? ถ้ามันมีความคิดเห็นต่างกัน ; ทำไมไม่ปรับความเข้าใจกันให้ถูกต้อง ว่าเราจะช่วยกันสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นมาในโลกนี้ โดยไม่ต้องใช้อาชญา. การไม่ต้องใช้อาชญา ดีกว่าที่ต้องใช้อาชญา ; ถ้าจะโหวตคะแนนเสียงกัน คนที่อยากให้จัดโลกนี้โดยไม่ต้องใช้อาชญา คงจะมีมากกว่าพวกคนที่ยืนยันว่าต้องใช้อาชญา. ฉะนั้นจึงเห็นได้ว่า ฝ่ายที่ถือธรรมะเป็นหลักโดยไม่ต้องใช้อาชญานั้น จะต้องมีมากกว่า ; ควรจะต่อรองกัน ในระหว่างคนที่มีความคิดเห็นต่างกัน ว่าเราจงมาช่วยกัน, จัดโลกนี้ให้มีสันติภาพ โดยไม่ต้องใช้อาชญา. คนเกลียดวัดกลัวคอมมิวนิสต์ ; โฆษณาว่า คอมมิวนิสต์ทำลายศาสนา, เห็นว่าศาสนาเป็นยาเสพติด. แต่

น.712 ๓๔๐ พอดูตัวคนเกลียดวัดนั้นเองก็ไม่ปรากฏว่าตัวเองชอบศาสนา. ตัวเองก็ไม่ชอบศาสนา เหมือนกับคอมมิวนิสต์ด้วยเหมือนกัน. แล้วทำไมจึงมายกตัว สำหรับที่จะดูหมิ่นคอมมิวนิสต์ ว่าทำลายศาสนา ? ข้อที่ตัวเองก็ทำลายศาสนาอยู่ตลอดเวลานั้น มองไม่เห็น. ฉะนั้น ต้องระวังกันไว้บ้าง ; มิฉะนั้นพวกคอมมิวนิสต์เขาก็จะเอาไปหัวเราะเยาะอยู่ ว่าพวกคนเกลียดวัดทั้งหลาย ระดับนายทุนหรือระดับยากจนก็ตามกำลังทำลายศาสนาอยู่ด้วยเหมือนกัน. ฉะนั้น เรามาทำความเข้าใจในเรื่องนี้กันให้ดี ๆ เพื่อเอาศาสนาไปใช้ให้เป็นประโยชน์. ศาสนานั้นไม่ใช่ยาเสพติด ; แต่ว่าศาสนานั้นเป็นเครื่องทำลายยาเสพติด. ยาเสพติด ในที่นี้หมายถึง ความโง่ ความหลง ในความเอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนังทางกิเลส : หลงใหลในเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ นี้เป็นยาเสพติดยิ่งกว่าสิ่งใด. ธรรมะในพระศาสนานั้น, จะขจัดยาเสพติดเช่นนี้ให้หมดไป, ให้จิตใจสะอาด สว่าง และ สงบ ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะมากล่าวหา ว่าศาสนาเป็นยาเสพติดเลย.

น.713 ๓๔๑ การที่คนเกลียดวัดโง่ไป หลงไป กลัวคอมมิวนิสต์ยิ่งกว่ากลัวกิเลส ที่เป็นเหตุให้เกิดคอมมิวนิสต์นั้น ก็เพราะความเกลียดวัด นั่นเอง. ฉะนั้น ขอให้สนใจในสิ่งที่เรียกว่าวัดกันให้ถูกต้อง, แล้วก็จะรู้ถึงต้นตอของสิ่งที่ตนกลัว, จะกำจัดต้นตอของสิ่งที่ตนกลัว ; แล้วก็ไม่ต้องมีอะไรสำหรับจะกลัวกันอีกต่อไป ดังนี้. นี่แหละ คือสิ่งที่กำลังเป็นปัญหาในปัจจุบันนี้ ในโลกนี้ทั้งโลก. เราก็จะพูดได้ว่าในโลกนี้ทั้งโลก ไม่มีปัญหาอะไรเหลืออยู่แล้ว นอกจากปัญหา คือ การมุ่งทำลายล้างกันระหว่างพวกที่เป็นคอมมิวนิสต์ กับมิใช่คอมมิวนิสต์. ถ้าคนเกลียดวัด ยังมามัวเกลียดวัดกันอยู่ ก็ไม่มีทางที่จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ไม่รู้ว่าอะไรที่จะสามารถแก้ปัญหาของมนุษย์ได้. ขอให้ทุกคนเป็นอิสระแก่ตน ในทางความคิดความเห็น, ให้มีจิตใจที่เป็นอิสระ. ถ้ามา เกลียดวัด เสียแล้ว มัน ก็ไม่เป็นอิสระ คือมัน มีความลำเอียงเสียแล้ว. ความลำเอียงนั้นมันครอบงำจิตเสียแล้ว ; จิตนั้นไม่เป็นอิสระเสียแล้ว, จิตนั้นก็ไม่มีทางที่จะคิดนึกอะไรให้ถูกต้องตามที่เป็นจริงได้ ; จึงขอให้คนเกลียดวัดทั้งหลาย

น.714 ๓๔๒ ดำรงตนเสียใหม่, ตั้งตนเสียใหม่ ให้มีความคิดที่เป็นอิสระจากความโง่เขลาเป็นข้อแรกก่อน. ให้รู้สึกว่า การเกลียดวัดนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์, ไม่รู้อะไรตามที่เป็นจริง จึงไปเกลียดสิ่งซึ่งเป็นประโยชน์ และจำเป็นแก่มนุษย์. มีตัวของตัวเป็นผู้เกลียดวัด ก็เท่ากับว่ามีตัวของตัวเป็นผู้ทำลายประโยชน์ของตัว, ทำลายการได้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ ที่ตัวเองจะพึงได้. ขอให้สนใจกันในข้อนี้, แล้วสังคมมนุษย์เรานี้ก็จะหมดปัญหา ที่เป็นความทุกข์ทรมานมาอย่างยืดยาว. ความเกลียดวัด หรือเกลียดธรรมะ หรือเกลียดศาสนานั้นมันมีมูลมาจากบูชาความเอร็ดอร่อยสนุกสนานทางเนื้อทางหนัง. เดี๋ยวนี้มันเป็นบาปเป็นกรรมอะไรในโลกนี้ ก็ยากที่จะกล่าวได้ ที่ว่า ในโลกนี้มีการศึกษาชนิดที่ทำให้มนุษย์บูชาความสุขสนุกสนาน เอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนัง. คำพูดนี้เลวทรามมาก หยาบคายมาก ไม่ค่อยอยากจะพูดเลย ; แต่ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร ว่า ความสุขสนุกสนานเอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนังนั้น เป็นเสนียดจัญไรของโลก, เป็นสิ่งที่จะทำลายโลก. แต่แล้วโลกก็กลับ

น.715 ๓๔๓ บูชา จนปรับปรุงการศึกษา การเมือง การเศรษฐกิจ อะไร ต่าง ๆ ให้เป็นไปในทางที่มนุษย์จะได้รับความเอร็ดอร่อยทาง เนื้อทางหนัง จนสุดเหวี่ยง. นี่บางทีก็ยิ่งกว่าสุดเหวี่ยง จนไม่รู้ว่าจะใช้คำว่าอะไร ; มันสุดเหวี่ยงยิ่งขึ้นไปทุกที, และมันก็น่าประหลาดที่ว่า ความ สุดเหวี่ยงนี้ไม่รู้จักจบ, คือมันเหวี่ยงออกไปได้ไกลยิ่งขึ้นไป ทุกที. ความเจริญทางวัตถุนี้ ยังมีทางที่จะเหวี่ยงไกลออกไป อีกมาก. เดี๋ยวนี้ก็เหวี่ยงไกลถึงขนาดที่ ไม่มีศีลธรรมเหลืออยู่ ในโลก แล้ว ; มันจะเหวี่ยงไกลออกไปได้อย่างไรอีก ก็คอย ดูกันต่อไปข้างหน้า; คือไม่มีศีลธรรมนั้นก็ระดับหนึ่ง. ทีนี้ก็กลายเป็นมีสิ่งที่เป็นอธรรม, คือความเลวร้ายที่ตรงกัน ข้ามกับศีลธรรมอย่างยิ่งนั้นขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง ; ถ้ามาถึง ระดับนี้แล้ว ก็เรียกว่าถึงที่สุดของโลก. โลกนี้ถึงความ วินาศ, มนุษย์นี้ถึงความวินาศ ไม่มีอะไรเหลือ ; เป็น ความสูญเสียของความเป็นมนุษย์ ยิ่งกว่าลูกระเบิดนิวเคลียร์ ปรมาณูร้อยลูก พันลูก หมื่นลูก ที่จะมาทำลายโลก นี้ก็ยัง ไม่มีความเสียหาย มากเท่ากับที่โลกนี้มันไม่มีศีลธรรม กลับ ไปมีสิ่งที่ตรงกันข้ามกับศีลธรรม.

น.716 ๓๔๔ คนโบราณเขาพูดกันอย่างนี้ ก็เพราะว่าอาวุธปรมาณู หรืออะไรที่มันเทียบกันได้กับอาวุธปรมาณู สำหรับคนสมัย โบราณ มันจะทำลายโลกนี้ได้ก็เพียงแต่ทางวัตถุเท่านั้น คือ ทางเนื้อทางหนัง, ทางแผ่นดิน, เป็นวัฒนธรรมทางวัตถุ : ไม่ทำลายถึงดวงจิตดวงวิญญาณ. แต่ถ้า ความไม่มีศีลธรรม เข้ามาครอบงำโลกแล้ว มันทำลายทางจิตทางวิญญาณ ; แม้จะรอดชีวิตอยู่ ก็ไม่มีประโยชน์อะไร, มีแต่โทษอย่าง เดียว. คนโบราณจึงกลัวความวินาศในทางจิตทางวิญญาณ ยิ่งกว่าทางร่างกายหรือทางวัตถุ. เดี๋ยวนี้ โลกนี้กำลังหลงใหล เร่งรัดการศึกษา การ ประดิษฐ์ต่าง ๆ นานา การเมือง การเศรษฐกิจ ทุกอย่าง ล้วนแต่ ให้โลกนี้บูชาประโยชน์ทางวัตถุ ทางเนื้อทาง หนัง; ไม่คำนึงถึงเรื่องทางจิตทางวิญญาณเลย. คน ก็เกลียดเรื่องทางศีลธรรม หรือทางจิตทางวิญญาณกันมาก ขึ้น ๆ ๆ ในโลกนี้, จนจะไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้; และถ้า ใครเอาเรื่องนี้มาพูด ก็หาว่าเป็นคนบ้า. อาตมาเป็นคน ถูกด่าก่อนคนอื่นเป็นแน่นอน เพราะว่ามัวพูดถึงอยู่แต่เรื่อง นี้ ; ก็ไม่เป็นไร, ยินดีที่จะให้เขาด่าว่าอย่างนั้น. ยังคง

น.717 ๓๔๕ พยายามต่อสู้ เพื่อให้มนุษย์ได้มีความรู้ความเข้าใจอันถูกต้อง ในเรื่องของพระธรรม ของพระศาสนา ของวัดวาอาราม ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ จะได้เป็นมนุษย์ อยู่ตลอดอนันตกาล. สรุป ความว่าข้อความต่าง ๆ อย่างที่ได้บรรยายมา แล้วนี้ มีความมุ่งหมายเพียงว่า จะพูดจากันกับคนจำพวก หนึ่ง ซึ่งเรียกว่าคนเกลียดวัด จึงได้พูดธรรมะกลุ่มหนึ่ง ธรรมะระบบหนึ่งขึ้นมา เรียกว่า ธรรมะสำหรับคนเกลียด วัด ดังที่ท่านทั้งหลายก็ได้ฟังมาแล้ว, และได้ฟังในวันนี้เป็น วันสุดท้าย เพราะเป็นวันสุดท้ายของการบรรยาย. หวังว่าท่านทั้งหลายจะได้จำเอาไป คิดนึกพิจารณา ดูให้ดี แยกแยะดูให้ดี ว่าในจิตใจของเรานั้นมีอะไรเหลืออยู่ ? แม้จะเป็นส่วนน้อยที่ทำให้เราเกลียดธรรมะ เบือนหน้าหนี ธรรมะ ไม่อยากจะสนใจธรรมะ ; แม้ไม่ทั้งหมด ก็ใน ข้อใดข้อหนึ่ง ในแง่ใดแง่หนึ่ง ซึ่งเราไม่สนใจ เราก็ไม่รู้ ทิศทางของจิตใจ ที่จะเดินไปอย่างถูกต้อง จึงได้เป็นโรค ประสาทบ้าง เป็นโรคจิตบ้าง, อยู่ด้วยความหวาดหวั่นวิตก กังวล หาความสงบสุขมิได้ ทั้งที่มีความสมบูรณ์ในทาง

น.718 ๓๔๖ วัตถุแล้ว ก็ยังมีจิตใจเหมือนกับตกนรกหมกไหม้อยู่ทั้งเป็น ๆ. นี่คือโทษ บาป ของการเกลียดธรรมะ เกลียดวัด เกลียด ศาสนา ซึ่งเป็นสภาพสำหรับแวดล้อมมนุษย์. ขอให้เป็นอยู่ในความถูกต้อง ด้วยกันจงทุกๆคน เถิด; ธรรมะหรือพระศาสนาก็จะยังคงมีประโยชน์แก่ เรา, ไม่เป็นหมัน ดังที่ได้เป็นหมันไปแล้ว สำหรับคน จำนวนใหญ่จำนวนหนึ่งในโลกนี้ คือคนที่เกลียดวัดทั้งหลาย นั่นเอง. การบรรยายในวันนี้ สมควรแก่เวลาแล้ว อาตมา ขอยุติการบรรยาย เรื่องธรรมะสำหรับคนเกลียดวัด ไว้เพียง เท่านี้ เป็นโอกาสให้พระคุณเจ้าได้สวดบทคุณสาธยาย ส่ง เสริมกำลังใจ สำหรับจะต่อสู้กับกิเลส ที่เป็นเหตุให้เกลียด วัด อีกต่อไป.

น.719 ความแก่ ความแก่ หง่อม ย่อมทุลัก ทุเลมาก ดั่งคนบอด ข้ามฟาก ฝั่งคลอง, หา วิธีไต่ ไผ่ลำ คลานคลำมา กิริยา แสนทุลัก ทุเลแล ; ถ้าไม่อยาก ให้ทุลัก ทุเลมาก ต้องข้ามฟาก ให้พ้น ก่อนตนแก่ ก่อนตามืด หูหนวก, สดวกแท้ ตรองให้แน่ แต่เนิ่นๆ รีบเดินเอย ฯ _ พุทธทาส อินฺทปัญฺโญ _

น.721 รายชื่อหนังสือ ชุดลอยปทุม อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑. คู่มือมนุษย์ ๙ ๓๘. ดับทุกข์สิ้นเชิง ๑ ๗๒. หาสุขได้จากทุกข์ ๑ ๒. ศิลปะแห่งการดู ๓๙. มรดกธรรมคำกลอน ๑ ๗๓. ทานบริจาค ๑ ด้วยยถาภูตสัมมัปปัญญา ๑ ๔๐. ทิศทั้งหก ๑ ๗๔. ฟ้าสางทางธรรมานุภาพ ๑ ๓. ศิลปแห่งการมีพระพุทธเจ้า ๔๑. ฟ้าสางทางธรรมโฆษณ์ ๒ ๗๕. การช่วยเหลือผู้อื่น ๑ อยู่กับเนื้อกับตัว ๑ ๔๒. ฟ้าสางทางฝ่ายบรรพชิต ๑ ๗๖. การทำความเข้าใจระหว่าง ๔. ธรรมะสำหรับคนเกลียดวัด ๑ ๔๓. มหรสพของพระอรหันต์ ๑ ศาสนา ๑ ๕. ธรรม ๒๔ เหลี่ยม (มีภาษาจีน ) ๔ ๔๔. ปรมัตถธรรมกลับมา ตอน ๑ ๑ ๗๗. จิตตภาวนาทุกรูปแบบ ๑ ๖. พูดกับเณร ๑ ๔๕. เช่นนั้นเอง ๑ ๗. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๑ ๒ ๔๖. ความสะอาด ความสว่าง ความสงบ ๑ ๘. เห็นธรรมชาติ ๔๗. อะไรๆในชีวิตสักแต่ว่า คือเห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ๑ เป็นเรื่องของจิตสิ่งเดียว ๑ ๙. ธรรมโอสถสำหรับโลก ๑ ๔๘. ปรมัตถธรรมกลับมา ตอน ๒ ๑ ๑๐. ความมีสุขภาพอนามัยทางจิต ๒ ๔๙. ศิลปะสำหรับการมีชีวิตอยู่ในโลก ๑ ๑๑. ปรมัตถธรรมคำกลอน ๑ ๕๐. พบชีวิตจริง ๑ ๑๒. นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ ๒ ๕๑. สมถวิปัสสนาทำหรับยุคปรมาณู ๑ ๑๓. ธรรมพรปีใหม่ ๓ ๕๒. ธรรมะที่ควรเติมลงในชีวิต ๑ ๑๔. ตถตาช่วยได้ ๑ ๕๓. ฟ้าสางทางการเมือง ๑ ๑๕. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๒ ๑ ๕๔. ธรรมสัจจะของสมถวิปัสสนา ๑๖. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๓ ๑ แห่งยุคปรมาณู ๑ ๑๗. ค่าของครู ๒ ๕๕. ฟ้าสางทางปรมัตถ์, อภิธรรม, ๑๘. พระผู้มีพระภาคเจ้า อุบาสิกา และบรรพชิต ๑ ทรงเป็นกัลยาณมิตร ๑ ๕๖. ผัสสะ สิ่งที่ต้องรู้จักและควบคุม ๑ ๑๙. ถอยหลังเข้าคลองกันเถิด ๑ ๕๗. ความสุขแท้เมื่อสิ้นสุดแห่ง ๒๐. การเก็บความโกรธใส่ยุ้งฉาง ๒ ความสุข ๑ ๒๑. การปรุงเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ๕๘. แนวสังเขปทั่ว ๆ ไปของการ การดับเป็นสุขอย่างยิ่ง ๑ พัฒนา ๑ ๒๒. อาหารหล่อเลี้ยงใจ ๒ ๕๙. แนวสังเขบทั่วๆไปของการ ๒๓. ปุญญกิริยาวัตถุ ๑ พัฒนา ๑ ๒๔. พ่อแม่สมบูรณ์แบบ ๒ ๖๐. การศึกษาและการรับปริญญา ๒๕. อานาปานสติและดับไม่เหลือ ๒ ในพระพุทธศาสนา ๑ ๒๖. ธรรมคติและธรรมคีตา ๑ ๖๑. การบำเพ็ญบารมีที่ถูกแนวทาง ๑ ๒๗. ความมั่นคงภายใน ๑ ๖๒. ทำงานให้สนุดได้อย่างไร ๑ ๒๘. โลกพระศรีอารย์อยู่แค่ปลายจมูก ๒ ๒ ๖๓. การทำวิปัสสนาและใจความ ๒๙. การทำงานเพื่องาน ๑ สำคัญของวิปัสสนา ๑ ๓๐. สันโดษไม่เป็นอุปสรรค ๖๔. หลุดพ้นเสียจากความหลุดพ้น ๑ แก่การพัฒนา ๑ ๖๕. ธรรมะเป็นคู่ชีวิต ๑ ๓๑. ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร? ๑ ๖๖. รอยของพระธรรม ๑ ๓๒. เค้าเงื่อนของธรรมะ ๖๗. สิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตา ในฐานะ และอิทัปปัจจยตา ๑ เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ๑ ๓๓. การอยู่ด้วยปัจจุบัน ๖๘. การทำชีวิตให้มีธรรมะ ๑ ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ๑ ๖๙. หัวใจของธรรมะโดยหลักพื้นฐาน ๑ ๓๔. พุทธศาสนา กับ ไสยศาสตร์ ๑ ๗๐. การบวชอยู่ที่บ้าน ๑ ๓๕. อานาปานสติภาวนา (มีภาษาจีน) ๒ ๗๑. หัวใจปรมัตถธรรม ๖ ๓๖. อิทัปปัจจยตาในฐานะ สิ่งสูงสูดแห่งพุทธศาสนา ๑ ๓๗. นรกกับสวรรค์ ๑

น.722 บาปใหญ่-บาปลึก ? คิดว่าดี กว่าเขา ซิเราแย่ มันเพียงแต่ ดีกว่าคน ที่บาปใหญ่ ส่วนตัวเอง บาปลึก นึกให้ไกล มันบาปเบา อยู่เมื่อไร ให้นึกดู เขาติดซ้าย, เราติดขวา, ถ้ามานึก มันยังติด เหลือลึก กันทั้งคู่ แม้ติดซ้าย เลวกว่า ไม่น่าดู แต่ติดขวา มันก็หรู อยู่เมื่อไร มันเพียงแต่ ดีกว่าคน ที่ยังเลว ส่วนตัวเอง ก็ยังเหลว ไม่ไปไหน เฝ้าเกลียดซ้าย รักขวา เป็นบ้าใจ มันก็ไพล่ พลัดห่าง ทางนิพพาน ฯ พุทธทาส อินฺทปัญฺโญ

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต