น.9 ธรรมะ ๒๔ เหลี่ยม นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ ธมุมทีปา ธมฺมสรณา อตฺตทีปา อตฺตสรณา อนญฺญทีปา อนญฺญสรณา - ติ ธมฺโม สกุกจฺจํ โสตพโพ - ติ. ณ บัดนี้ จะได้วิสัชนาพระธรรมเทศนา อันเป็น ปุพพาปรลำดับ สืบต่อธรรมเทศนาที่วิสัชนาแล้วในตอน กลางวัน, ปรารภเหตุที่วันนี้เป็น วันอาสาฬหบูชา, หรือ ๑
น.10 ๒ ถ้าจะถือเอาความหมายง่ายๆ ก็คือเป็นวันของพระธรรม; เพราะว่า เป็นวันที่พระธรรมได้ปรากฏขึ้นในโลกในวันนี้ ด้วย การแสดงอนุตตรธรรมจักรของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำให้ เกิดอริยสาวกสงฆ์ ขึ้นเป็นครั้งแรกด้วย เพราะการประกาศ ซึ่งธรรมนั้น จึงนับว่าเป็นวันสำคัญ. เมื่อถือเอา วันวิสาขะเป็นวันพระพุทธเจ้า , วัน อาสาฬหะก็เป็นวันพระธรรม, และ วันมาฆะก็เป็นวันพระ สงฆ์ ดังนี้. เราจึงได้วินิจฉัย พิจารณาปรึกษาหารือกัน ถึงเรื่องของพระธรรม หรือความหมายของคำว่าธรรม ดังที่ได้กล่าวแล้วแต่ตอนกลางวันนั้น. ในโอกาสนี้ จักได้กล่าวถึงพระธรรมนั้นอีก ใน ลักษณะที่จะเป็นอานิสงส์ เป็นที่พึ่ง เป็นประโยชน์เกื้อกูล เป็นความสุขแก่เราทั้งหลาย, คือจะชักชวนกัน ให้ พิจารณา ศึกษา เข้าใจ ในลักษณะของพระธรรม เป็นพิเศษออกไป โดยละเอียด ตามที่จะเป็นประโยชน์แก่เราได้อย่างไร. เหลี่ยมที่ ๑. ในฐานะเป็นเสมือนที่พึ่ง. สำหรับ ข้อที่ ๑. ธรรมะนี้เป็นเหมือน ที่พึ่ง. ขอให้ทุกคนมีความเข้าใจคำว่า "ที่พึ่ง" ; คำนี้โดยภาษา
น.11 ๓ บาลีก็คือคำว่า "ทีป" ซึ่งแปลว่า ที่พึ่ง ; คู่กันกับคำว่า “สรณ์" ซึ่งแปลว่า ที่ระลึก. ทีป นี้เป็นคำ ๆ เดียวกับ คำที่แปลว่า เกาะ หรือ ทวีป คือมีน้ำล้อม. เกาะเป็นที่พึ่ง ของคนตกน้ำ, คำว่า "ทีป" มีความหมายโดยส่วนใหญ่ดังนี้. ธรรมเป็นที่พึ่ง ก็หมายความว่า เป็นที่พึ่งของคนที่ตกทะเล คือความทุกข์. ความทุกข์ทั้งหลายเป็นเหมือนกับน้ำ ตกลงไปแล้วก็ลำบากถึงตาย, หรือเป็นทุกข์เจียนตาย จึง ต้องการที่พึ่ง ; และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อ่อนแอ ไม่ สามารถจะพึ่งตัวเองได้ ก็ต้องแสวงหาที่พึ่ง. สำหรับ ในพระพุทธศาสนา นี้ ได้สอนให้พึ่งธรรม ; ไม่ได้สอนให้พึ่งบุคคลอื่น. เพราะว่า การพึ่งธรรม นั้น เป็นอันเดียวกันกับการพึ่งตัวเอง เหมือนกับที่กล่าวเป็น นิเขปบทข้างต้นว่า ธมฺมทีปา ธมฺมสรณา - มีธรรมเป็น ที่พึ่ง - มีธรรมเป็นที่ระลึก, อตฺตที่ปา อตฺตสรณา คือ มีตน เองเป็นที่พึ่ง มีตนเองเป็นที่ระลึก, อนญฺญทีปา อนญฺญสรณา - อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่ระลึก เลย ดังนี้. พระพุทธภาษิต ที่ปรากฏอยู่ในที่ทั่วไป. ใจความสำคัญ
น.12 ๔ ก็มีอยู่ที่ว่า พึ่งธรรมะก็คือพึ่งตัวเอง และอย่าได้พึ่งสิ่งอื่นเลย. คำกล่าวนี้ อาจจะสูงเกินไป จนคนบางคนฟังไม่เข้าใจ เพราะว่าคนโดยมากคิดแต่จะพึ่งคนอื่น โดยลืมนึกถึงตัว. ถ้าพุทธบริษัทเป็นอย่างนี้ ก็เป็นที่น่าอับอายขายหน้ายิ่งนัก เป็นที่น่าอับอายต่อบริษัทแห่ง ศาสนาอื่น ซึ่ง เขาก็สอนกันว่า ต้องช่วยตัวเอง พระเจ้าจึงจะช่วย อย่างนี้เป็นต้น. พุทธศาสนามีคำสอนเรื่องพึ่งตัวเอง คือพึ่งธรรม, และไม่พึ่งผู้อื่น ไม่พึ่งสิ่งอื่น. สิ่งอื่นนั้น ก็คือ วัตถุที่คนเคยถือเป็นที่พึ่ง มาแล้วแต่โบราณก่อนพุทธกาล. เช่น ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ป่าศักดิ์สิทธิ์ ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ กระทั่ง จอมปลวก ศักดิ์สิทธิ์ ก็ยังมี ; เหล่านี้เป็นวัตถุอื่น ที่คนถือเอาเป็นที่พึ่ง. และถ้าเป็นบุคคลอื่น ก็หมายถึง คิดแต่จะพึ่งผู้อื่นให้เขาช่วยตน. ในกรณีที่ผู้อื่นจะช่วยได้นั้น จะมีบ้างก็เป็นเรื่องทางวัตถุเล็ก ๆ น้อย ๆ. แต่ถ้าจะมองดูอีกทีหนึ่งแล้ว ก็จะต้องเห็นได้ด้วยกันทุกคนว่า ; การที่คนอื่นจะ
น.13 ๕ มาช่วยเรานั้น ก็เพราะว่าเรามีอะไรดีอยู่บ้าง เขาจึงได้ช่วยเรา, และความดีที่เรามีอยู่บ้างนั่นแหละ คือธรรมะ. เพราะฉะนั้น การช่วยของเขา ที่เขาช่วยเรา ก็เพราะเรามีธรรมะ อย่างน้อยก็มีคุณสมบัติเป็นมนุษย์ที่พอดูได้, หรือว่า เป็นสัตว์ที่มีคุณธรรม คุณค่าอย่างใดอย่างหนึ่ง เขาจึงช่วย ; เพราะว่ามีความดี อยู่ในตัวของสัตว์เหล่านั้น, ความดีนั้นเองเป็นเหตุให้เขาช่วย. แม้ที่สุดแต่ว่า ถ้าเราจะยืมเงินของเขา เมื่อคราวมีทุกข์มีร้อน ; เขาจะให้เรายืม ก็เพราะว่า เขาเห็นว่าเราเป็นคนซื่อตรง. ความซื่อตรงของเรานั้นเป็นธรรมะซึ่งเราสร้างขึ้นมาเอง เขาจึงให้เรายืมเงินเพราะเรามีธรรมะ เราจึงเป็นผู้ที่ช่วยตัวเองก่อน แล้วเขาจึงช่วยเรา. แม้ว่าในกรณีที่เป็นเรื่องทางวัตถุ ทางร่างกาย คนจะช่วยกันก็เพราะว่า คนที่จะถูกช่วยนั้น เป็นคนที่ควรช่วยเสมอไป. นี้เรื่องทางวัตถุแท้ ๆ ก็ยังเป็นอย่างนี้แล้ว. ส่วนเรื่องในทางธรรมะ คือ เรื่องทางจิตใจ นั้นเป็นอันว่า ต้องพึ่งตัวเองล้วน. เช่น กิเลสเกิดขึ้นเป็น
น.14 ๖ ความทุกข์ ; ไม่มีใครช่วยได้ เราต้องช่วยตัวเอง. เพราะ พระพุทธเจ้าท่านก็ยังตรัสว่า ตุมฺเหหิ กิจฺจํ อาตปฺปํ - การพยายามประพฤติปฏิบัติธรรม เป็นสิ่งที่ท่านทั้งหลายจักต้องทำเอง. อกฺขาตาโร ตถาคตา - พระตถาคตทั้งหลายเป็นแต่เพียงผู้บอกทางเท่านั้น. นี้ยิ่งเห็นชัดว่า ธรรมะแท้ ๆ เป็นที่พึ่ง, ธรรมะที่เราปฏิบัติเองแท้ ๆ เป็นที่พึ่ง. ทีนี้ เราจะมองดูกันต่อไปในบางแง่ ว่า สิ่งอื่นนอกจากธรรมะแล้ว ไม่อาจจะเป็นที่พึ่ง. ที่เห็นได้ง่าย ๆ ก็คือคนทั่วๆ ไปนี้ ไม่อาจจะเอาชนะกิเลส หรือความทุกข์ได้ ตามลำพัง. ต้องอาศัยธรรมเป็นเครื่องมือ หรือเป็นเครื่องราง ; เป็นเครื่องรางในที่นี้ ขอให้นึกดูว่า บรรดาเครื่องรางทั้งหลาย จะมีอะไรเป็นเครื่องรางยิ่งไปกว่าธรรมะเล่า ? เครื่องราง เช่น ตะกรุด ผ้ายันต์ หรืออะไรเหล่านั้นจะเป็นเครื่องรางได้มากน้อยเพียงไร ? จะเป็นของจริงไว้ใจได้สักเพียงไร ? ลองคิดดูเองด้วยกันทุกคน ดูจะเป็นเรื่องหลอกเด็กมากกว่า. ส่วนธรรมะเป็นเครื่องรางนั้น คุ้มได้จริง ; ขอแต่ให้มีธรรมะที่แท้จริง. ถ้ามีธรรมะจริงถึงที่สุด ก็จะคุ้มได้
น.15 ๗ กระทั่งความตาย คือไม่ให้ตาย, ไม่ให้มีความตาย. เพราะ ว่าผู้ที่รู้ธรรมะแท้จริงนั้น ถอนความยึดถือว่า ตัวตน สัตว์ บุคคล เสียได้, เลยไม่มีอะไรตาย. ธรรมะที่ทำให้บรรลุถึงนิพพานนั้น ก็คือทำให้ ลุถึงสภาพที่ไม่ตาย, คือไม่มีความรู้สึกว่าเราตาย ; เพราะ มีจิตใจอยู่สูงเหนือความเป็นคน ธรรมะกันเสียได้ซึ่งความ ตาย ดังนี้, นับว่าเป็นที่พึ่งได้จริง ถ้าปราศจากธรรมะแล้ว สัตว์ทั้งหลายก็เป็นคนที่ เหมือนกับคนอ่อนแอ ช่วยตัวเองไม่ได้; ไม่มีเครื่องมือ ไม่มีเครื่องราง ไม่มีที่พึ่ง นี้อย่างหนึ่ง. จึงขอให้กำหนด จดจำไว้ให้ดี ว่า ที่พึ่งอื่นไม่มีอย่างแท้จริง นอกจากธรรมะ . แม้ในบางคราวเราจะพูดว่า พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง, พระ- ธรรมเป็นที่พึ่ง, พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง, แต่ทั้งสามที่พึ่งนั้น รวมอยู่ในสิ่ง ๆเดียว คือธรรมะ. พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ก็เพราะเราปฏิบัติธรรมะตาม คำสอนของท่าน, พระธรรมเป็นที่พึ่ง นี้ก็ตรงอยู่แล้ว, พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง ก็ไม่มีอะไรอีก นอกจากจะต้องปฏิบัติ ตามพระสงฆ์ คือปฏิบัติธรรมะนั่นเอง. และธรรมะนั่นเอง
น.16 ๘ ทำบุคคลให้เป็นพระพุทธเจ้า, ธรรมะนั่นเอง ทำบุคคลให้ เป็นพระสงฆ์, ไม่มีทางที่จะเป็นอย่างอื่น ดังนั้น ที่พึ่ง อย่างเดียวก็คือธรรมะ ขอให้กำหนดไว้อย่างนี้ข้อหนึ่งก่อน. เหลี่ยมที่ ๒. ในฐานะเป็นเสมือนดวงประทีป ข้อถัดไป ธรรมะนี้เป็น ประทีป เป็นดวงประทีป คือเป็นแสงสว่าง. นี้เราต้องนึกว่า ถ้ามืดไม่มีตะเกียง เราก็เดินไม่ได้, ทำงานกลางคืนก็ไม่ได้, เจ็บไข้ขึ้นมาก็ ลำบากเหลือประมาณ ถ้าไม่มีตะเกียง. เพราะมีตะเกียง เราจึงทำการงานหรือเดินทางได้ แม้ในที่มืด. นี้เป็นเรื่อง ทางวัตถุ : ส่วนเรื่องทางจิตใจ ที่จิตใจจะเดินไปหาความ ดับทุกข์นั้น มีตะเกียงแต่เพียงอย่างเดียว คือธรรมะ. ธรรมะตั้งอยู่ในฐานะเป็นดวงประทีป ส่องไฟให้ คนเดินทาง. คนมีตาที่ยังดีอยู่ก็จะมองเห็นทาง, เป็น แสงสว่างส่องให้เราเดินถูกทาง นับตั้งแต่ต้นไปทีเดียว. เรามีความรู้อะไรสักอย่าง; แม้ที่สุดแต่ว่า ความรู้เรื่อง ทำมาหากิน นั้นก็คือธรรมะเหมือนกัน. เพราะได้กล่าว แล้วแต่ตอนต้น ในตอนกลางวันนั้นว่า คำว่า ธรรมะนั้น
น.17 ชาติ, ธรรมะนั้นหมายถึง ความรู้ที่เกี่ยวกับธรรมชาติ, ธรรมะนั้นหมายถึง หน้าที่ ที่บุคคลจะต้องประพฤติตามธรรมชาติ, และธรรมะนั้นหมายถึง ผล ที่เกิดขึ้นมาจากการที่บุคคลทำหน้าที่ถูกต้องตามธรรมชาติ. นี้เราจะเห็นได้ทันทีว่า ความรู้เรื่องธรรมชาตินั้น เป็นแสงสว่างอย่างยิ่ง. ธรรมะในฐานะที่เป็นความรู้เรื่องธรรมชาติ ทั้งปวงนั้น เป็นแสงสว่างอย่างยิ่ง. เช่นที่เราจะรู้ว่า ความทุกข์คืออะไร, เหตุให้เกิดความทุกข์คืออะไร, ความดับทุกข์คืออะไร, และหนทางให้ถึงความดับทุกข์คืออะไร ; นี้ก็เป็นความรู้เรื่องธรรมชาติโดยตรง เป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติโดยตรง. ความรู้เหล่านี้จึงเป็นเหมือนแสงสว่าง คือทำให้เราเดินถูกทาง. ดังนั้นเป็นอันว่า ความรู้ในเรื่องธรรมชาติทุกอย่างเป็นแสงสว่าง ให้เราประพฤติกระทำ สิ่งที่เราควรประพฤติกระทำ ได้เป็นอย่างดี. แม้แต่รู้จักทำไร่ทำนา รู้จักค้าขาย รู้จักหาเลี้ยงชีวิต รู้จักสังคม รู้จักทุก ๆ สิ่งที่มนุษย์จะต้องรู้จัก ; เหล่านี้เป็นธรรมะทั้งสิ้น, เป็นดวง
น.18 ๑๐ ประทีป, เป็นแสงสว่างทั้งสิ้น. ถ้าปราศจากธรรมะนี้แล้ว ก็จะกลายเป็นคนตาบอด ไม่อาจจะเดินทางหรือทำการงานชนิดที่จะต้องอาศัยแสงสว่างไปได้เลย. เราจึงถือเอาธรรมะเป็นดวงประทีป สำหรับส่องทางที่จะเดินไป ทั้งในทางวัตถุและในทางจิตใจ อย่างนี้เป็นข้อที่ ๒. เหลี่ยมที่ ๓. ในฐานะเป็นเสมือนสหาย. ทีนี้ เราจะดูต่อไป ถึง ธรรมะในฐานะที่เป็น สหาย. ในโลกนี้ คนทุกคนต้องการบุคคลที่สอง ซึ่งเรียกว่า สหาย คือ ผู้ไปด้วยกัน. คำว่า สหาย คำนี้แปลว่า ไปด้วยกัน. ในการ เดินทาง เรา ต้องการสหาย, หรือเมื่อเรา มีทุกข์ เรา ต้องการคนปลอบ, หรือเมื่อเรา ท้อถอย เรา ต้องการคนที่ช่วยส่งเสริมกำลังใจ อย่างนี้เป็นต้น. อย่างนี้เรียกว่า ผู้ไปด้วยกัน คือสหาย. ในบรรดาสหายทั้งหลาย พิจารณาดูให้ดีแล้ว อะไรจะเป็นสหายได้ยิ่งกว่าธรรมะ ? คือ ถ้าเราไม่มีธรรมะ ก็ไม่มีใครมาเป็นเพื่อนเป็นมิตรกับเรา. และแม้เพื่อนหรือมิตรที่เป็นคน ๆ ด้วยกันนั้น ยังช่วยเราได้ น้อยกว่าที่
น.19 ะจะช่วย. เราปลอบตัวเองดีกว่าให้คนอื่นปลอบ การปลอบตัวเองนั้น ต้องมีธรรมะที่เพียงพอ จึงจะปลอบได้, หรือการที่จะยั่วยุกำลังใจให้เกิดขึ้น เรายั่วยุเราเองดีกว่าให้คนอื่นยั่วยุ. เราต้องมีธรรมะที่ถูกทาง ที่เพียงพอ ; เราจึงจะยั่วยุตัวเอง ให้มีกำลังถึงที่สุดได้. อย่างนี้ย่อมเป็นการแสดงอยู่ในตัวแล้วว่า สหายที่ดีที่สุดนั้น คือธรรมะ. ถ้าจะเอาบุคคลเป็นสหาย ก็จงเอาบุคคลที่มีธรรมะ ; อย่าเอาบุคคลที่ไร้ธรรมะมาเป็นสหาย เพราะว่าธรรมะในบุคคลนั้น จะเป็นสหายแก่เรา. มองดูแล้ว ไม่ว่าไปในทางไหน สิ่งที่จะเป็น เพื่อนที่ดีที่สุด คือ ธรรมะ ทั้งนั้น. เรามีธรรมะเป็นเพื่อนเป็นสหายแล้ว จะสำเร็จประโยชน์ ในการที่เราต้องการเพื่อน ต้องการผู้ให้กำลังใจ ผู้ปลุกปลอบ นี้นับว่าเป็นสิ่งที่ควรสังเกตดูกันให้มาก ; เพื่อว่าจะได้เป็นบุคคลที่เข้มแข็ง ไม่เป็นคนอ่อนแอ เหมือนกับที่เป็นกันโดยมาก, มีอะไรนิดหน่อยก็ร้องตะโกนหาคนช่วย จนไม่รู้ว่าจะทำอะไรถูก ; เพราะมีความกลัวมากเกินไป. แต่ถ้าเป็นคนมีธรรมะแล้ว จะน่าดู จะไม่น่าสงสารมากอย่างนั้น. ดังนั้น
น.20 ๑๒ เราจงคิดนึก ที่จะมีธรรมะเป็นสหาย, หรือแม้แต่เป็นผู้ปลอบ กันให้ยิ่งไปกว่าที่แล้วมา. นี้นับว่าเป็นคุณสมบัติหรือเป็นคุณค่า ของสิ่งที่เรียกว่าธรรมะนั้นเป็นข้อที่ ๓. เหลี่ยมที่ ๔. ในฐานะเป็นเสมือนบ่อเกิดของความดี ข้อต่อไป อยากจะให้มองดู ธรรมะ ในฐานะที่เป็นบ่อเกิดของความดี, เป็นเหมือนกับเหมืองที่ให้เกิดความดี. เราต้องการแร่ เราต้องทำเหมืองแร่, แล้วก็กอบโกยเอาแร่ออกมา. แต่ถ้าเรา ต้องการความดี เราต้องทำเหมือง ธรรมะ, ทำธรรมะให้เป็นเหมือง เราจึงจะได้ความดีมากพอ. บรรดาความดีทั้งหลาย ที่มนุษย์เราต้องการกันในโลกนี้จะค้นหาเอาได้จากเหมือง คือธรรมะเพียงอย่างเดียว. การที่มีคนกล่าวว่า ธรรมะเป็นคุณากร คือ บ่อเกิดของความดีนี้ เป็นความถูกต้องอย่างยิ่ง. เราจงพยายามทำความเข้าใจ มองให้เห็นความจริงข้อนี้ ว่า อย่าไปแสวงหาความดีที่อื่นให้ป่วยการ. จงแสวงหาเอาจากเหมืองคือธรรมะ, หรือทำเหมืองธรรมะกันแล้ว จะเป็นการดีกว่าทำเหมือง
น.21 ๑๓ อย่างอื่น โดยแน่นอน ; เป็นเหมืองที่ให้ความดีอย่างไม่มีที่สิ้นสุด. คนขุดแร่นั้นไม่เท่าไรก็หมดเหมือง ; แต่เหมืองคือธรรมะนี้ ยิ่งขุดยิ่งมีมาก, ยิ่งขุดเท่าไร จะยิ่งมีมากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม. ดังนั้นธรรมะจึงเป็นบ่อเกิดของความดี, เป็นเหมือนเหมืองของความดี ซึ่งเราจะต้องกำหนดไว้ในฐานะเป็นคุณสมบัติอย่างยิ่งของธรรมะ นี้เป็นข้อที่ ๔. เหลี่ยมที่ ๕. ในฐานะเป็นเสมือนโอสถ ข้อต่อไป เราจะมองกันถึง ธรรมะ ในฐานะที่เป็นยาแก้โรค หรือ เป็นโอสถ. ท่านทั้งหลายคงจะได้ยินคำว่า "ธรรมโอสถ" อยู่บ่อย ๆ แต่แล้วก็คงจะเข้าใจว่า เป็นยาแก้โรคทางจิตใจไปเสียอย่างเดียว. ขอให้คิดดูว่า ความเป็นโรคนั้น มันมีมูลมาจากอะไรกันแน่. ความเจ็บไข้ได้ป่วยนั้น มันมีมูลมาจากอะไรกันแน่ ? ในที่นี้อยากจะยืนยันว่า ค วามเจ็บไข้ ได้ป่วยทางร่างกาย ทุกชนิดก็กล่าวได้ ล้วนแต่มีมูลมาจากการที่ขาด ธรรมะ. เช่น คนสะเพร่าเลินเล่อเป็นคนขาดธรรมะ ก็จะต้องถูกบาดเจ็บอย่างนั้นอย่างนี้ ไปตามประสาของคน
น.22 ๑๔ เลินเล่อ. คนโง่คือคนขาดธรรมะ ก็จะต้องเจ็บป่วยด้วยเหตุอย่างนั้นอย่างนี้. ทีนี้ มองให้ลึกให้ละเอียดลงไป แม้แต่คนจะหกล้มมันก็เพราะขาดธรรมะด้วยเหมือนกัน. ขาดสติสัมปชัญญะชนิดไหน ก็ล้วนแต่เป็นการขาดธรรมะทั้งนั้น ; คนจึงได้เจ็บป่วยลงไป. แม้แต่คนจะเป็นหวัด ก็เพราะขาดธรรมะคือความสะเพร่า ความเลินเล่อ ความโง่ ความไม่ฉลาด อย่างใดอย่างหนึ่งโดยแน่นอน. แต่เพราะว่าเราไม่ค่อยจะกลัวกัน เราจึงไม่ค่อยสนใจในเรื่องนี้. ทีนี้ จะพิจารณาดูกันถึง ความเจ็บป่วย ที่เป็นกันอยู่มากที่สุด ในโลกนี้ในเวลานี้โดยเฉพาะ. เช่น โรคที่เกี่ยวกับกระเพาะอาหาร และโรคเกี่ยวกับประสาท. โรคกระเพาะอาหาร โรคลำไส้เรื้อรัง ; โรคอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับลำไส้ กระเพาะอาหาร จะต้องมีมูล มาจากการที่มีโลหิตไปหล่อเลี้ยงไม่พอ. การที่ โลหิตไปหล่อเลี้ยงไม่พอ ก็เพราะ ว่า คน ๆ นั้น มีความวิตกกังวล, มีความทรมานใจของตนเอง, มีความเดือดพล่านในทางจิตใจ จนโลหิตต้องไปเลี้ยงข้างบนคือ
น.23 ๑๕ สมอง จนหมดสิ้น, ไม่พอที่จะเลี้ยงกระเพาะ ทำให้ กระเพาะและลำไส้ผิดปรกติบ้าง ไม่อาจจะทำหน้าที่ของตน บ้าง, จึงได้เกิดเป็นโรคผิดปรกติขึ้นที่ลำไส้หรือกระเพาะ นานเข้าก็เรื้อรัง เมื่อคนเราเสียใจ หมอจะรู้ได้ว่า ไม่มีโลหิตไป เลี้ยงที่กระเพาะเลย, เมื่อเราโกรธ จะไม่มีโลหิตไปเลี้ยงที่ กระเพาะเลย ; เมื่อเรา วิตกกังวล จะไม่มีโลหิตไปเลี้ยงที่ กระเพาะเลย ; เมื่อเรามีความพิการทางจิตใจอย่างนี้อยู่ บ่อย ๆ เราก็เป็นคนนอนไม่หลับ และเป็นโรคเส้นประสาท อย่างที่ไม่อาจจะรักษาให้หายได้, และคนเราก็เป็นกันโดย มาก. เมื่อเรามีโรคกระเพาะอาหารหรือโรคประสาท เป็น เจ้าเรือนแล้ว โรคอื่น ๆ ก็ตามมาอีกมากมาย. ถ้าคน มีจิตใจปกติ อาหารจะย่อยดี เพราะว่าลำไส้ ดี กระเพาะอาหารดี. พวกที่อยู่ตามป่าตามเขาเป็นโยคี กินใบไม้เป็นอาหารก็ได้ ก็เพราะเหตุว่ามีการย่อยอาหารดี เพราะจิตใจดี. คนเหล่านี้ไม่เป็นโรคกระเพาะ ไม่เป็น โรคเส้นประสาท ไม่เป็นโรคเบาหวาน ไม่เป็นโรคอะไร ๆ ที่ชาวบ้านกำลังเป็นกันอยู่ในขณะนี้ ; เพราะว่าขาด
น.24 ะ. ข้อสำคัญที่สุด คือ ขาดธรรมะ ที่เป็นเหตุให้ตัด ความยึดมั่นถือมั่น หรือ ตัดความวิตกกังวล นั่นเอง. ในโลกนี้, มีความวิตกกังวลมากขึ้น, มีความกลัว มากขึ้น, มีความดิ้นรนทะเยอทะยานมากขึ้น, เมื่อขจัดออก ไปไม่ได้ ก็เป็นภัยขึ้น ทั้งทางกายและทั้งทางใจ. ธรรมะ สามารถจะกำจัดสิ่งเหล่านี้ได้ จึงเป็นโอสถ คือหยูกยา รักษาโรคทั้งทางกายและทั้งทางใจ. คนเจ็บป่วย ถ้ามี ธรรมะเข้ามาช่วย ความเจ็บนั้นจะบรรเทา หรือถึงกับหายไป ในที่สุด แปลว่า ธรรมะจะเป็นหยูกยา ทั้งในทางป้องกัน และรักษา, หรือแม้ที่สุดแต่ชูกำลัง คือเป็นยา หรือเป็น โอสถ ได้ทุกอย่างนั้นเอง. คนเดี๋ยวนี้ ไปหวังพึ่งหยูกยาที่เป็นวัตถุ มากกว่า หวังพึ่งธรรมะเป็นหยูกยา ; ดังนั้นจึงยิ่งกินยาเข้าไปเท่าไร ก็ยิ่งมีความเจ็บไข้ในโลกนี้มากขึ้นเท่านั้น เพราะว่าเมื่อ ไม่มีความเข้าใจถูก ในเรื่องต้นเหตุของโรค แล้ว ; ไปกินยา ก็คือการฝืนธรรมชาติอย่างหนึ่ง ซึ่ง ทำให้เกิดความผิด ปรกติอย่างอื่น มากขึ้นไปอีก
น.25 ๑๗ หมอยิ่งมากขึ้น ยายิ่งมากขึ้นในโลกนี้ ก็ยิ่งเป็น การเพิ่มโรคภัยไข้เจ็บ ให้แปลกประหลาด และมากมาย ยิ่งขึ้นเท่านั้นเอง; จึงสู้สมัยที่คนมีธรรมะมาก ๆ ไม่ได้ คือแทบจะไม่รู้จักกับความเจ็บไข้เอาเสียเลย, ไม่มีการทน ทรมาน คือเป็นโรคประสาท โรคกระเพาะอาหาร กันเกือบ ทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ ของคนในโลกนี้. นี่แหละ คือความที่ธรรมะเป็นหยูกยาเป็นโอสถ ที่เราเรียกกันว่า "ธรรมโอสถ" แต่ขออย่าได้เข้าใจว่า เป็น เพียงหยูกยาสำหรับแก้กิเลส หรือรักษากิเลสโดยตรง. จะ ต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า เป็นหยูกยาที่ รักษาโรคสารพัดอย่าง ; และโรคทั้งหลายทั้งปวง ที่เกิดขึ้นทางกายนั้น มีมูลมาจาก ทางจิตใจ คือจากกิเลสนั่นเอง. แต่เรามักจะไม่ค่อยเรียก กันว่ากิเลส ; เช่น ความวิตกกังวล ก็คือ กิเลส ซึ่งเป็น เหตุให้เกิดโรคภัยนานาประการ แก่คนในโลกนี้ ในปัจจุบัน นี้ นี้เป็นคุณสมบัติ เป็นอานิสงส์ของธรรมะ ประการที่ ๕. เหลี่ยมที่ ๖. ในฐานะเสมือนร่มโพธิ์ร่มไทร ทีนี้ เราจะมองดูให้กว้างออกไป เหลียวไปทาง อื่นบ้าง เราจะพบว่า ธรรมะนี้ เป็นเหมือนกับร่มโพธิ์ร่มไทร
น.26 ๑๘ : ให้ความคุ้มครอง ให้ความเยือกเย็น ; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคนเดินทาเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ก็ต้องการร่มไม้ที่จะพักผ่อน. การที่คนเราปลุกปล้ำในชีวิต มาตั้งแต่เกิดจนตายนี้ก็เหมือนกับการเดินทาง ; เดินกันตั้งแต่เกิดจนตายทีเดียว ไปตามอำนาจของความต้องการ แล้วแต่ว่าเขาจะต้องการอะไร. ในการเดินทางอันยืดยาวนี้ เขาจะไปพักที่ร่มโพธิ์ร่มไทรอันไหน ? เมื่อเกิดเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้าขึ้นมา ไม่มีอะไรที่จะเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร ได้ดีไปกว่าธรรมะ. ขอแต่ให้รู้จักคิดนึกศึกษา ให้รู้จักทำธรรมะในฐานะเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร คุ้มครองชีวิตจิตใจ ตลอดเวลาที่เดินทางตั้งแต่เกิดจนตาย. ถ้าไปมีสิ่งอื่นเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร ก็จะเป็นสิ่งที่น่าเวทนาสงสารอย่างยิ่ง ; เพราะไปเอาสิ่งที่ไม่ร่มเย็นมาสร้างความร่มเย็น, หรือจะไปหวังความร่มเย็นจากสิ่งที่ไม่อาจจะสร้างความร่มเย็น. ความมีธรรมะ คือ ความเข้าใจถูกต้อง ประพฤติถูกต้อง กระทำถูกต้อง ในการที่จะทำการงาน ในการที่จะพักผ่อน หรือในการที่จะศึกษาชีวิตนี้ ให้เข้าใจยิ่งขึ้น
น.27 ๑๙ ตามลำดับ. นี้เป็นความรู้ ที่จะทำให้เรารู้จักพักผ่อน ให้เพียงพอแก่การงาน. ชีวิตไม่ใช่เป็นการงานล้วน ๆ ; ต้องเป็นการพักผ่อน ประกอบกันไปในตัว อย่างสมสัดสมส่วน จึงจะรอดไปได้ ; มิฉะนั้นแล้วจะต้องตายภายในไม่กี่วัน. ทางร่างกาย เรายังต้องนอนตั้งหลาย ๆ ชั่วโมงต่อวันหนึ่ง, ในทางจิตใจ เราก็ต้องมีการพักผ่อนให้พอกัน ; มิฉะนั้นจะเป็นโรคภัยไข้เจ็บ เช่นโรคประสาทและโรควิกลจริต, ไม่สำเร็จการเดินทาง ที่ก้าวหน้าไป ตั้งแต่เกิดจนตายได้เลย มีแต่ความชอกช้ำและทรุดโทรมลงตามลำดับ แล้วก็ตายเสีย หรือล้มละลายเสีย ในเวลาอันสั้น ; เพราะไม่รู้จัก มีสิ่งที่จะช่วยให้เกิดการพักผ่อนอันแท้จริงในทางจิตใจนั่นเอง. ความรู้ในเรื่องนี้ เป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดแก่มนุษย์ ในโลกในสมัยปัจจุบันนี้ นี้นับว่าเป็นคุณค่า หรือเป็นคุณสมบัติของธรรมะ เป็นประการที่ ๖. เหลี่ยมที่ ๗. ในฐานะเป็นเสมือนสระน้ำ ทีนี้ เราจะเหลียวดูไปทางอื่นอีกบ้าง เราจะเห็นว่า ธรรมะนี้เหมือนสระน้ำหรือบ่อน้ำ. เมื่อเรากระหายน้ำ
น.28 ๒๐ เราต้องไปหาสระน้ำหรือบ่อน้ำ, เมื่อเราร้อนทนไม่ไหว เราก็ต้องไปหาที่อาบน้ำ; การที่จะให้จิตใจหยุดกระหาย หยุดร้อนรนกระวนกระวายนั้น ไม่มีสระน้ำบ่อน้ำไหน ยิ่ง ไปกว่าธรรมะ. คิดดูแล้ว ร่างกายนี้ไม่สำคัญ ถ้าว่าจิตใจกระหาย หรือร้อนรนแล้ว ร่างกายก็จะพลอยกระหายและร้อนรน ไปด้วย. ถ้าได้อาศัยสิ่งที่จะดับความกระหาย และความ ร้อนรนกระวนกระวายได้จริง ก็ควรจะเป็นธรรมะ ซึ่งเป็น เหมือนสระน้ำและบ่อน้ำ เป็นน้ำที่ไม่มีเปือกมีตม ไม่มี ตะกอน ; ดังนั้นจึงไม่ประกอบด้วยโทษ. เมื่อตอนกลางวัน ได้กล่าวถึงลักษณะของธรรมะ ที่เป็นเหมือนสระน้ำไม่มีตะกอนอยู่โดยละเอียดแล้ว. ควร จะระลึกนึกถึงกันอีกสักครั้งหนึ่ง สิ่งที่จะระงับความกระหาย ความกระวนกระวายของคนเรานั้น คือ ธรรมะที่จะช่วยดับ กิเลสตัณหา, ช่วยบรรเทาความยึดมั่นถือมั่น ; สร้างความ สงบเย็น ให้เกิดขึ้นมาในขณะนั้นเอง. เราต้องการน้ำ อย่างที่ขาดไม่ได้ ; แต่ ทำไมเราจึงไม่นึกว่า ธรรมะนั้น เป็นน้ำที่เราต้องการ.
น.29 ๒๑ เมื่อเราไม่ได้อาศัยน้ำ คือธรรมะแล้ว เราจะ สกปรกยิ่งกว่าที่จะสกปรก; เพราะไม่มีอะไรจะช่วยขัด ช่วยล้าง ให้ได้ดีเหมือนธรรมะ. เราจึงกลายเป็นคน สกปรก ที่เนื้อที่ตัวก็สกปรก, ที่คำพูดวาจาก็สกปรก, ที่ จิตใจก็สกปรก; แล้วเราจะเป็นคนระหายอยู่เสมอ, เป็นคนกระวนกระวายอยู่เสมอ. ควรจะรู้จักดื่มน้ำในบ่อนี้ ให้ถูก ให้ดี ให้เพียงพอแก่ความต้องการ ในวันหนึ่ง ๆ ด้วยกันจงทุกคน, และพยายามอาบล้างด้วยน้ำบ่อนี้ ให้ เพียงพอ ในวันหนึ่ง ๆ ด้วยกันทุกคน, จะได้พบสิ่งซึ่งน่า ประหลาดและมหัศจรรย์ อย่างที่ไม่เคยพบมาแต่ก่อน. ธรรมะเป็นเหมือนสระน้ำบ่อน้ำ ที่ทำให้สะอาดถึง ที่สุด ดับความกระหายถึงที่สุด ดับความร้อนรนถึงที่สุด ; นับว่าเป็นคุณธรรมหรือคุณสมบัติอย่างยิ่ง ของสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะนั้น และนับเป็นประการที่ ๗. เหลี่ยมที่ ๘. ในฐานะเป็นเสมือน เกาะกลางสมุทร. ถ้าจะมองดูอีกทางหนึ่ง เราจะพบว่า ธรรมะนี้ เป็นเหมือนกับเกาะ ที่มีอยู่กลางสมุทร ที่คนลอยทะเล
น.30 ๒๒ เคว้งคว้าง ต้องการอย่างยิ่ง หรือว่าเป็นเหมือนกับหลัก ที่คนตกน้ำจะต้องการอย่างยิ่ง. ในบรรดาสิ่งที่เราเกี่ยวข้องนั้น ถ้าเราไม่มีหลักเป็น ที่เกาะแล้ว ก็จะมีแต่ความผิดพลาด. ความผิดพลาดใน ชีวิตประจำวันนั้น เป็นเหมือนกับน้ำกลางทะเล ; มีความ หมายว่า ตกลงไปแล้วจะต้องตาย เพราะมันลึกมาก มัน กว้างมาก และยังเต็มไปด้วยคลื่นลม. คนเราที่มีชีวิตอยู่ ทุก ๆ วันนี้ แต่ละวัน ๆ ก็มีอาการเหมือนกับว่า เวียนว่าย อยู่ในทะเล, มีอุปสรรคเต็มไปหมด จากสิ่งทุกสิ่งที่เรา เกี่ยวข้องอยู่ด้วย. ถ้าเราไ ม่มีหลักสำหรับยึดแล้ว เราก็คงจะเป็นบ้า ในสองสามวัน, หรือไม่เป็นบ้า ก็คงจะทำอะไรไม่ถูก มีแต่ ทำอะไรผิด ๆ : มีการตัดสินใจผิด, และมีการกระทำผิด ; เพราะไม่มีหลักสำหรับยึด สำหรับเกาะ สำหรับเป็นที่ มุ่งหมาย หรือเป็นเครื่องประคับประคอง. นี้เรียกว่า ในทางจิต ทางใจของเรานั้น ต้องการ หลัก ต้องการที่เกาะที่ยึดเป็นหลัก จึงจะไม่มีอาการเหมือนกับ คนที่เคว้งคว้าง ไปตามอารมณ์ชั่วขณะ; ทำอะไรก็ทำไป
น.31 ๒๓ อย่างที่เรียกว่า "ถูก" ก็ได้, "ผิด" ก็ได้; เพราะเราไม่รู้ว่า จะทำอย่างไร. ถ้าเผอิญมัน "ถูก" ก็เลยกลายเป็นของดีไป ถ้ามัน "ผิด" ก็ลืมเสียก็แล้วกัน ; คนชนิดนี้เป็นบุคคล ที่น่าสงสารอย่างยิ่ง คือคนที่ไม่มีหลัก. แต่ถ้าว่า มีธรรมะคือความรู้ที่ถูกต้องเพียงพอ ใน เรื่องชีวิต ในเรื่องการงาน เป็นต้นแล้ว ; ธรรมะนี้จะเป็น เหมือนหลักที่มั่นคง อาศัยเป็นที่เกาะที่ยึดได้จริง. ธรรมะ ในลักษณะนี้มีมากมาย นับตั้งแต่ ความมีสติสัมปชัญญะ, การศึกษา ที่ทำให้เกิดความเฉลียวฉลาด, ความรอบรู้ ในสิ่ง ที่เคยผ่านมา, ซึ่งล้วนแล้วแต่จะให้ความรู้ที่ถูกต้อง ต่อไป ตามลำดับ เป็นที่เกาะที่ยึด สำหรับบุคคลผู้ประกอบการงาน ที่กำลังเวียนว่ายอยู่ในทะเลแห่งการงาน หรืออาชีพ. เราจงพยายามสร้างเกาะ สร้างหลัก อันนี้ขึ้นให้ เพียงพอ แก่ความต้องการของเรา. ธรรมะนั่นแหละ มีคุณสมบัติ เป็นเกาะหรือเป็นหลัก ในท่ามกลางมหาสมุทร ให้ได้อย่างนี้ ไม่ให้เกิดความว้าเหว่ ผิดพลาด เลื่อนลอย แต่ประการใด ; นับว่าเป็นคุณสมบัติอันที่ ๘.
น.32 ในฐานะเป็นเสมือนกับร่มกันฝน. ทีนี้ เราจะมองดูต่อไป อย่างที่จะพบเห็นในพระ- บาลี มีอยู่หลายแห่ง ว่า ธรรมะนี้เหมือนกับร่มกันฝน, หรือสมัยนี้ ก็มักจะใช้เสื้อฝนแทนร่มกันเป็นส่วนมาก แต่ ความหมายมันก็ยังอย่างเดียวกัน เราเรียกว่า ร่มกันฝน ก็แล้วกัน. คนที่ไม่มีร่ม พอฝนตกจะเป็นอย่างไร ? เราก็คงจะทายถูกด้วยกันทุกคน ; เพราะว่าเราเคยไม่มีร่ม ไม่มีเสื้อฝน ในบางขณะกันมาแล้วด้วยกันทั้งนั้น. แต่คำว่า “ฝน” ในที่นี้ เป็นเพียงคำอุปมา เปรียบ อย่างหนึ่งของกิเลส. ฝนมีอุปมาด้วยกิเลส ก็ตรงที่ว่า ตกรดจิตใจ ทำให้เปียกปอนไป, ทำให้หนาวสั่นสะท้าน, หาความสุขไม่ได้ ; และมีสิ่งที่จะต้องรู้กันไว้ว่า สิ่งที่เรียกว่า ฝน นั้น เป็นของธรรมชาติ, และเป็นธรรมดาอย่างยิ่ง ที่มัน จะต้องตก. ฝนเป็นสิ่งที่จะต้องตก จะต้องมี อยู่ในโลกนี้เป็น ที่แน่นอน. เราต่างหาก ที่จะต้องหาเครื่องต้านทานหรือ ต่อสู้ ; ดังนั้นเราจึงมีร่มมีเสื้อฝน หรือมีหลังคาบ้านเรือน
น.33 ๒๕ ของเรา เป็นเครื่องต่อสู้ฝน. เราลองไม่มีร่ม ไม่มีเสื้อฝน ไม่มีหลังคาเรือนดูกันบ้าง แล้วก็จะรู้ได้เองว่า จะเป็น อย่างไร. ฝนจะทำอันตรายแก่เรา แก่เด็ก ๆ แก่วัตถุข้าว ของในเรือนของเราอย่างไร ; ไม่ต้องอธิบายก็พอจะรู้กันได้. ทีนี้ ถ้ามีสิ่งอะไร สิ่งใด จะช่วยคุ้มครองให้ ก็นับ ว่าเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดแล้ว ; เพราะฝนเป็นสิ่งที่จะ ต้องมี และต้องตก; เราก็จะต้องมีสิ่งที่จะต่อต้านฝน ในบรรดาเครื่องต่อต้านฝนนี้ ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่าธรรมะ ที่จะ ต่อต้านฝน ที่จะตกรดลึกเข้าไปถึงจิตถึงใจ. แม้แต่เรื่องฝน ที่จะตกรดข้าวของก็เถอะ คนก็ต้องการความเฉลียวฉลาด ในการที่จะปกปิด นั้นก็คือธรรมะอย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน ; ถ้าเราไม่มีความฉลาดเพียงพอ เราคงจะลำบากมาก. แม้ แต่ในเรื่องหาอะไรปิดฝน กันฝน. ในเรื่องทางจิตใจ ยิ่งจำเป็นยิ่งไปกว่านั้น ; ไม่มีร่ม ไม่มีเสื้อฝน ไม่มีหลังคา อะไร ที่จะช่วยป้องกันให้ได้ นอกจากธรรมะ. ขอให้รู้จักธรรมะ ในฐานะที่เป็นเครื่องกั้นฝน ; คือหมายถึงสิ่งที่ต้องมีตามธรรมชาติธรรมดาทั่ว ๆ ไป กันใน ลักษณะอย่างนี้ด้วย. นี้เรียกว่า คุณสมบัติของธรรมะ เป็นประการที่ ๙.
น.34 ในฐานะเป็นเสมือนเหย้าเรือน. ทีนี้ ดูต่อไปถึงข้อที่ท่านอุปมา ธรรมะนี้ ว่าเป็น เหมือน เหย้าเรือน . คนเราต้องมีที่อาศัย เช่นเดียวกับที่ สัตว์ก็ยังต้องมีที่อาศัย อยู่ในเรี่ยวในรูในโพรงไม้ ก็ยังถือว่า เป็นที่อาศัย คนเรามีเหย้าเรือนเป็นที่อาศัย. ถ้าไม่มีที่อาศัยจะเป็นอย่างไร ? ก็ทายได้ดีด้วยกัน ทุกคน. คนไม่มีเรือนอยู่นั้นจะเป็นอย่างไร ? ในจิตใจนี้ ก็เหมือนกัน ; ถ้าไม่มีธรรมะเป็นเหย้าเรือนแล้ว จิตใจนี้ ก็จะเดือดร้อน เหมือนคนไม่มีเรือนอยู่. ถ้ าไม่มีธรรมะ แล้ว แม้จะได้อยู่เรือนที่สร้างสรรค์กันอย่างวิมาน ก็ไม่มี ประโยชน์อะไร คง จะมีแต่ความเร่าร้อนยิ่งขึ้นไป เท่านั้นเอง. ต้องหาเรือนให้ใจอยู่เสียก่อน ร่างกายจึงจะอยู่เรือนตาม ธรรมดาทั่วๆ ไปได้. ถ้าจิตใจไม่มีเรือนอยู่แล้ว; ร่างกายก็เหมือนกับ ไม่มีเรือนอยู่ : เพราะว่าจะอยู่ที่บ้านไหน อย่างไร มันก็ หาความสุขไม่ได้, จะอยู่ตึกอยู่วิมานอย่างไร มันก็หาความ สุขไม่ได้, ตึกหรือวิมานนั้นก็ไร้ความหมาย ต่อเมื่อใด
น.35 ๒๗ หาเรือนให้ใจอยู่เสียก่อนได้ เรือนทั้งหมดก็จะมีความหมาย คือเป็นคุณเป็นประโยชน์ขึ้นมา. ดังนั้น ท่านจึงว่า ธรรมะนี้เหมือนเหย้าเรือนที่แท้ จริง อย่าลืมคำว่า "ที่แท้จริง" นี้นับว่าเป็นคุณสมบัติของ ธรรมะ เป็นประการที่ ๑๐. เหลี่ยมที่ ๑๑. ในฐานะเป็นเสมือน ข้าวปลาอาหาร. ทีนี้ เราจะดูต่อไปถึงข้อที่ว่า ธรรมะนี้เป็น ข้าวปลา อาหาร , เรียกว่า อาหารสั้น ๆ ก็แล้วกัน. ค นเราต้องกิน อาหาร ทั้งทางกายและทั้งทางใจ ; เพราะว่า คนเราไม่ได้ มีแต่ร่างกายอย่างเดียว คนเรามีจิตใจด้วย. ร่างกายก็กิน อาหารในทางกาย จิตใจก็กินอาหารในทางจิตใจ; แต่มัน มีอะไรมากไปกว่านั้น คือว่าถ้าจิตใจไม่ได้กินอาหารแล้ว, แม้จะได้กินอาหารทางร่างกาย, คนเราก็อยู่ไม่ได้โดย แน่นอน จักต้องบ้าบอ จักต้องวิกลจริต จักต้องเป็นโรคภัย ไข้เจ็บ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น.
น.36 ๒๘ เมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งที่เรียกว่า อาหาร เช่นข้าวปลา อาหารเป็นคำ ๆ นี้ จะเป็นอาหารที่แท้จริง หรือสำเร็จ ประโยชน์ได้จริง ; ก็ต้องเพราะใจได้กินอาหารในทางใจ หรือธรรมะเสียก่อน. อาหารใด ๆ จะมีค่าขึ้นมา ก็เพราะ ประกอบอยู่ด้วยธรรมะทั้งนั้น . ถ้าคนเราไม่มีธรรมะ กิน อาหารแล้ว; อาหารนั้นจะเป็นยาพิษขึ้นมา, ไม่ว่าอาหาร ชนิดไหนหมด. ความสำเร็จประโยชน์ของ ความเป็น อาหาร จึงอยู่ที่มีธรรมะเป็นอาหาร. คนเราหิว ต้องการอาหาร ; ต่อเมื่อได้กินอาหาร จึงจะสงบลงได้. คนเรามีความหิว ทั้งทางกายและทั้ง ทางใจ แต่ถ้า มีธรรมะแล้ว อาจจะหยุดความหิวได้ ทั้งทางกาย และทั้งทางใจ ; แม้จะต้องตายลงเพราะขาดอาหาร ก็ยัง ไม่มีความกระวนกระวาย. นี่แหละสิ่งที่เรียกว่า อาหาร นั้น มีความหมายอันสำคัญ อยู่ที่ความหมายของคำว่า ธรรมะ ด้วยเหมือนกัน ธรรมะเป็นอาหารหล่อเลี้ยงชีวิต อยู่เป็นปกติดังนี้ เรียกว่าเป็นคุณสมบัติ เป็นประการที่ ๑๑. ของธรรมะ.
น.37 ในฐานะเป็นเสมือน เครื่องนุ่งห่ม. มีคำกล่าวอยู่ทั่วไป ว่า ธรรมะนี้เป็น เครื่องนุ่งห่ม, คนที่ไม่มีธรรมะ คือคนไม่นุ่งผ้า เป็นคนเปลือย. การที่ คนเราอยากนุ่งผ้า ก็เพราะว่า มีหิริโอตตัปปะ คือความ ละอาย จึงได้นุ่งผ้า ; ลองขาดหิริโอตตัปปะคือธรรมะข้อนี้ คงจะไม่นุ่งผ้า เพราะไม่ละอาย. ความละอายเป็นเหตุให้ นุ่งผ้า ; ดังนั้นเครื่องนุ่งห่มที่แท้จริง เกิดขึ้นเพราะธรรมะ เพราะความละอาย. ธรรมะเป็นเครื่องนุ่งห่มแก่ร่างกาย โดยอ้อม อย่างนี้ แต่ ธรรมะเป็นเครื่องนุ่งห่มแก่จิตใจ โดยตรงเต็มที่ อย่างนี้. คนเราจึงไม่เปลือย ทั้งทางกาย และทั้งทางใจ นี้มองกันในแง่ที่น่าละอาย. แต่ถ้าจะมองกันในแง่อื่น เช่น เครื่องนุ่งห่มนี้ กัน ร้อนกันหนาว กันยุงกันริ้น เป็นต้น ก็ยังคงได้ความอย่าง เดียวกันอีกว่า อาศัยธรรมะเป็นหลัก จึงป้องกันความหนาว ความร้อน ซึ่งจะเกิดขึ้นแก่จิตใจ. ศัตรูตามธรรมชาติ เช่นนี้ เราจะต้องต่อสู้ด้วยธรรมะอีกเหมือนกัน นี้เรียกว่า เป็นคุณสมบัติประการที่ ๑๒ ของสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะนั้น ในฐานะที่เป็นเหมือนเครื่องนุ่งห่ม.
น.38 ในฐานะเป็นเสมือนอาวุธ. มองดูต่อไปอีก ธรรมะนี้ตั้งอยู่ในฐานะเป็น อาวุธ. คนเราทุกคนต้องการอาวุธ แม้ที่สุดแต่มืดเล็ก ๆ สักเล่มหนึ่ง ก็ยังเป็นเครื่องอุ่นใจ; เพราะว่าคนเรามีความกลัว คนเรา จึงต้องการอาวุธ ; เพราะว่าคนเรามีศัตรู เราจึงต้องการ อาวุธที่จะทำลายศัตรู. ศัตรูนั้นมีทั้งภายนอกและทั้งภายใน : ภายนอก คือคนที่เกลียดเราไม่ชอบเรา, ภายในก็คือกิเลสของเราเอง. เราจะปราบปรามศัตรูเหล่านี้ด้วยอะไร ? จะใช้อาวุธอะไร ? คำตอบก็มีว่า ไม่มีอาวุธอะไรดีไปกว่าอาวุธคือธรรมะ. ถ้าเรามีธรรมะ ทุกคนในโลกจะรักเรา, แล้วใครจะเป็น ศัตรูแก่เรา, แล้วใครจะคอยฆ่าเรา. คนที่ขาดธรรมะ ต่างหาก จึงก่อให้เกิดศัตรู. เกลียดคนนั้นเกลียดคนนี้, ก่อเวรก่อภัยกับคนนั้นคนนี้ ขึ้นมาบ่อย ๆ ก็ เพราะขาด ธรรมะ จึงต้องกลัว จึงต้องหาปืนผาหน้าไม้ มาคอยป้อง- กันตัว.
น.39 ๓๑ นั้นมันเป็นความผิดของคนนั้น ที่ขาดธรรมะ แต่ถ้าเขา มีธรรมะเป็นอาวุธแล้ว ; เขา จะ ปราบศัตรูได้หมด ทั้งภายนอกและภายใน ไม่มีศัตรูอะไรเหลืออยู่เลย. ขอให้ใช้ธรรมะเป็นอาวุธ สำหรับป้องกันตัวและ ต่อสู้ศัตรู ด้วยกันอย่างนี้จงทุกคนเถิด. และโดยเฉพาะ อย่างยิ่ง ศัตรูในภายในแล้ว ไม่มีอะไรนอกจากธรรมะ ที่จะเป็นเครื่องป้องกันได้. จงอาศัยความดี เป็นเครื่อง ชนะคนชั่วให้เสมอไป เป็นการใช้ธรรมะเป็นอาวุธอย่าง ถูกต้อง อย่าได้ใช้ความชั่วเอาชนะความชั่วหรือคนชั่วเลย. จงพยายามชำนะคนทุกคนด้วยความดี และสิ่งนั้นคือธรรมะ เป็นอาวุธที่ไม่มีใครต่อสู้ไหว ไม่มีใครต่อต้านได้ ซัดไป ที่ไหน ไม่มีใครจะต่อต้านได้ เป็นอันว่าต้องแพ้เรียบราบ ไปหมด เพราะอำนาจของอาวุธคือธรรมะ. นี้ควรจะถือว่า เป็นคุณสมบัติของธรรมะอย่างยิ่ง ประการหนึ่งด้วยเหมือน กันเป็นอันดับที่ ๑๓.
น.40 ในฐานะเป็นเสมือน เกราะกันภัย. มองดูต่อไป ธรรมะนี้เป็นเหมือน เกราะกันภัย หรือป้อมปราการ. ที่ตัวเรา, เราต้องการสวมเสื้อเกราะ เพื่อป้องกันอาวุธ. บ้านเมืองของเราต้องการป้อมปราการ สำหรับป้องกันอาวุธ ; แต่แล้วไม่มีอะไร ที่จะเป็นเกราะ หรือเป็นป้อมปราการ ได้ดียิ่งไปกว่าธรรมะ เมื่อเราถูกเขาระดมทำร้าย ; เราต้องการสวมเสื้อ เกราะหรือมีป้อมปราการ ; แต่แล้วในที่สุด ก็ไม่เคยเห็น ว่าสำเร็จ. ถ้าเราใช้เสื้อเกราะธรรมดา หรือป้อมปราการ ธรรมดา จะถูกทำลายให้วินาศไป, ไปเป็นเครื่องป้องกัน อะไรได้. แม้จะป้องกันได้ ก็เป็นเรื่องที่น่าหัวเราะ เป็น เรื่องเล็กน้อยมากเกินไป ไม่มีคุณค่าอะไร ; ถ้าหากว่าใน ภายในถูกทำลายเสียยับเยิน. มีธรรมะแล้ว จะเป็นเกราะป้องกันตัว เป็นป้อม ปราการป้องกันบ้านเมือง ให้ปลอดภัยอย่างที่ไว้ใจได้ อย่าง ที่กว้างขวางมั่นคงตลอดกาลทีเดียว. นี้นับว่าเป็นคุณสมบัติ
น.41 ะ ในฐานะที่เป็นเหมือนเกราะหรือป้อมปราการ เป็นอันดับที่ ๑๔. เหลี่ยมที่ ๑๕. ในฐานะเป็นเสมือนเรือแพ. เรามองดูอีกทางหนึ่ง ซึ่งมีมากในพระบาลี พระ- พุทธเจ้าตรัสว่า ธรรมะนี้เป็นพ่วงแพ เรือแพนาวา ชนิดที่จะ ข้ามสังสารวัฏฏ์ได้. เราเรียนธรรมะศึกษาธรรมะ ในฐานะ เป็นยานพาหนะ ที่จะข้ามสังสารวัฏฏ์ แต่เดี๋ยวนี้ คนโดยมาก คือพวกเรานี่เอง ไม่ได้มี ธรรมะในฐานะเป็นพ่วงแพ สำหรับข้ามทะเลคือวัฏฏสงสาร ; เรียนธรรมะก็เพื่อจะโอ้อวดกัน เพื่อจะยกตนข่มท่าน ธรรมะนั้นเลยไม่กลายเป็นพ่วงแพ สำหรับข้ามทะเล ; แต่กลายเป็นอาวุธ สำหรับประหัตประหาร ทำลายล้างซึ่ง กันและกัน. คนสมัยนี้ รู้ธรรมะไว้เถียงกัน จนโกรธกัน เป็นแถวๆ เป็นพวก ๆ ไป ; ไม่เอาไปใช้เป็นเหมือนกับ เรือแพ สำหรับข้ามทะเลเลย. นี้นับว่า เป็นสิ่งที่น่าสลด สังเวชเป็นอย่างยิ่ง ที่คนเราไม่ใช้ธรรมะ ให้ถูกต้องตาม คุณสมบัติของธรรมะ
น.42 ๓๔ อย่างดีก็มีเรือไว้ขาย แทนที่จะเอาไว้ข้ามทะเล คือคนที่ เรียนธรรมะไว้รับจ้างสอนเขา, เอาเงินเอาสักการะ เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ; ไม่เคยคิดที่จะข้ามทะเล คือความ ทุกข์ไปด้วยตนเอง. นี้ก็เรียกว่า เป็นผู้ที่ ไม่รู้จักคุณค่า ของธรรมะ ในฐานะที่เป็นพ่วงแพ. เท่าที่กล่าวมาเป็น อันดับที่ ๑๕ นี้ ก็นับว่า ล้วนแต่เป็นสิ่งที่จำเป็นแก่คนเรา. ท่านลองคิดดูว่า บรรดาสิ่งที่กล่าวมาแล้ว ถึง ๑๕ อย่างนี้ เป็นความจำเป็นหรือไม่จำเป็น แก่ชีวิตของคนเรา. ถ้าเห็นว่าจำเป็น ; ก็ควรจะกล่าวได้แล้วว่า เท่าที่กล่าว มาเป็นตัวอย่างทั้งหมดนี้ ; ธรรมะเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับคนเรามนุษย์เรา จะต้องมีจะต้องใช้ ในทุก ๆ อย่าง ที่เกี่ยวข้องกันอยู่กับชีวิตของเรา, เพื่อความรอดอยู่ได้, เพื่อความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป. เหลี่ยมที่ ๑๖. ในฐานะเป็นเสมือน สิ่งประเล้าประโลมใจ. ต่อไปนี้ จะมองดูธรรมะกัน ในฐานะเป็นสิ่งเหลือ เพื่อบ้าง, หรือเป็นสิ่งประเล้าประโลมใจบ้าง; เพราะ
น.43 ๓๕ ดูเหมือนว่า คนในโลกนี้ ขาดสิ่งประเล้าประโลมใจไม่ได้, ทั้งสิ่งที่ประเล้าประโลมใจนั้น ไม่ใช่สิ่งจำเป็น. สิ่งแรกที่สุด เราจะมอง ธรรมะนี้ ในฐานะเป็น เครื่องประดับประดาเป็นอาภรณ์ ให้เกิดความงดงาม. นี้ก็ เพราะว่า คนเรารักงาม ชอบสวยชอบงาม อยู่ตามธรรมชาติ อย่างที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ ; แต่ถ้าเรารักงามหรือรักความ งามจริง ก็จงพยายามหัดมองกันเสียบ้าง ว่าอะไรเป็นเครื่อง ประดับ ที่จะช่วยให้งดงามได้จริง. ธรรมะเป็นอาภรณ์ เป็นเครื่องประดับ ทำให้คน เรางาม. คนรักงามควรจะรู้จักสิ่งที่ช่วยให้งาม. คนเรา มองเห็นกันอยู่ว่า แม้จะประดับประดา ด้วยเพชรพลอย แก้วแหวนเงินทองอย่างไร ถ้ามีจริตกิริยาอาการอย่างคน ไพร่ มันก็ไม่ช่วยให้เกิดความงามได้เลย. เพราะว่าขาด ธรรมะจึงมีกิริยาอาการอย่างคนไพร่ ; แล้วจะไปใส่แหวน เพชรให้ มันก็ยิ่งน่าเกลียดยิ่งกว่าที่จะไม่ใส่เสียอีก. นี้ก็ เพราะ ขาดธรรมะเป็นเครื่องอาภรณ์ มัน จึงงามไปไม่ได้.
น.44 ๓๖ บัณฑิตทั้งหลายถือว่า ธรรมะนี้เป็นเครื่องประดับ ที่ทำให้งามอย่างยิ่ง แม้จะเป็นสิ่งเหลือเพื่อ นับว่าเป็น คุณสมบัติ ของสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะนั้น เป็นประการที่ ๑๖. เหลี่ยมที่ ๑๗. ในฐานะเป็นเสมือนดนตรี และกาพย์กลอน. ข้อต่อไป อยากจะให้นักศึกษา หรือผู้ที่เป็นนัก ศึกษา มองกันให้ดี ว่า ธรรมะนี้เป็นดนตรี เป็นกาพย์กลอน. คำว่า ดนตรี นี้ หรือ กาพย์กลอน นี้ เราหมายถึง สิ่งที่ให้ความ ไพเราะ. เพราะว่าคนเรา ต้องการสิ่งประเล้าประโลมใจ ทางโสตประสาทคือทางหู ; เช่นเดียวกับที่เราต้องการ ทางตา เรามีดนตรีและกาพย์กลอนเป็นเครื่องให้ความ ไพเราะ ; แต่แล้วคิดดูเถิดว่า อะไรจะไพเราะได้อย่างไร ? สิ่งที่เรียกว่าธรรมะนี้ มีความไพเราะอย่างยิ่ง. ถ้าคนรู้จักความไพเราะ ดนตรีของธรรมะ กาพย์กลอนของ ธรรมะ ไพเราะอย่างยิ่ง ; แต่ไม่มีประโยชน์อะไร สำหรับ คนที่มองไม่เห็นหรือไม่ได้ยิน เพราะว่าเสียงนี้ละเอียด ประณีตเกินไป.
น.45 ๓๗ พระพุทธเจ้าท่านตรัสอยู่เสมอ ๆ ว่า ธรรมะนี้ พรหมจรรย์นี้ มีความงดงามความไพเราะ ทั้งในเบื้องต้น ท่ามกลางและเบื้องปลาย อาทิกลฺยาณํ - งดงามหรือไพเราะ ในเบื้องต้น, มชฺเฌกลฺยาณํ - งดงามหรือไพเราะในท่ามกลาง, ปริโยสานกลฺยาณํ - งดงามหรือไพเราะในที่สุด ; แต่คน ก็ไม่รู้สึกว่าไพเราะ เพราะไม่เคยเห็นใครติดธรรมะ ใน ฐานะที่เป็นของไพเราะ ; มีแต่ความโง่ความหลงบางอย่าง เห่อ ๆ ตาม ๆ กันไป มาสนใจกับธรรมะ หรือศึกษาธรรมะ อยู่เป็นส่วนมาก. หรือดีกว่านั้น แม้จะรู้ธรรมะก็รู้ในฐานะจำเป็น, เรียนเพราะจำเป็น, ปฏิบัติเพราะจำเป็น, ไม่มีจิตใจอัน ละเอียดประณีต ที่จะรู้จักความงามความไพเราะของธรรมะ ; เหมือนพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้. เพราะเป็นสิ่งที่สูงเกินไป ละเอียดเกินไป สำหรับ คนที่มีจิตใจต่ำ ๆ ; เห็นแต่เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ เรื่องเงินเรื่องของ เรื่องลูกเรื่องหลาน แต่อย่างเดียวเท่านั้น. อย่างนี้แล้ว ไม่มีทางที่จะรู้ความไพเราะของธรรมะ ใน ฐานะที่เป็นดนตรีและกาพย์กลอนอย่างยิ่ง. มันมี ลักษณะ
น.46 ๓๘ เป็นดนตรี เพราะให้ความไพเราะ , มันมีความ เป็นกาพย์ กลอน เพราะมีการร้อยกรองกันอยู่อย่างน่าอัศจรรย์ ในตัว ธรรมะนั่นเอง. นี้นับว่าเป็นคุณสมบัติของธรรมะ เป็น ประการที่ ๑๗ แล้ว. เหลี่ยมที่ ๑๘. ในฐานะเป็นเสมือนกีฬา. มองดูต่อไปอีก ยังจะพบว่า ธรรมะนี้เป็นกีฬา. สิ่งที่เรียกว่า กีฬา นี้ เล่นสนุก ก็มี, เล่นเอาแพ้เอาชนะกัน ก็มี : แต่รวมความแล้ว ก็ เพื่อความเพลิดเพลิน จึงจะ เรียกว่า กีฬา. ธรรมะเป็นกีฬาอย่างยิ่ง ; แต่คนก็ไม่รู้จักใช้ ไปแสวงหากีฬา ชนิดที่จะจูงจมูกคนเล่น, เข้าไปเป็นทาส ของกิเลสเสียมากกว่า. ธรรมะเป็นกีฬา ในฐานะเป็น เครื่องเล่นของจิตใจ. อย่าง พวกโยคี ฤๅษี ก็ เ ล่นสนุกอยู่ด้วยการเข้าฌาน, คือเข้าฌานได้แปลก ๆ อย่างนั้นอย่างนี้อย่างโน้น พลิก- แพลงได้แปลก ๆ นี้ก็เป็นกีฬา ในภาษาบาลี เรียก ลักษณะอย่างนี้ว่า กีฬา เพราะ ในฐานะเป็นของเล่น ;
น.47 ๓๙ ไม่ใช่เข้าฌานเพื่อจะนึ่งเงียบไป หรือไม่ใช่เข้าฌานเพื่อจะ เป็นบาทฐานของวิปัสสนา. แต่ว่าเข้าฌานเพื่อความสนุก สนาน อย่างที่เป็นกีฬาชนิดหนึ่ง. ทีนี้ ถ้าว่าคนเรา จะมองธรรมะในฐานะที่เป็น กีฬากันให้ได้แล้ว ก็ลองมองกันในแง่นี้ ว่า สมมติว่าจะ เลิกกินเหล้า มันก็ ต้องมีกีฬาเกิดขึ้น ระหว่างเรากับปีศาจ ของเหล้า. เรากับปีศาจของเหล้า จะต้องเล่นกีฬากัน : แล้วใครจะเป็นฝ่ายแพ้หรือฝ่ายชนะ. เอาผลแต่เพียงเป็น เกียรติยศ หรือเป็นความสนุกสนาน. หรือว่าเรา จะเลิกบุหรี่ เราก็จะต้องเป็นฝ่ายหนึ่ง, ปีศาจของบุหรี่ก็จะต้องเป็นอีกฝ่ายหนึ่ง, จ ะมาเล่นกีฬากัน. ใครจะเป็นผู้แพ้ผู้ชนะ ? ถ้าเรามีความสามารถ ในการที่ เอาชนะมันได้ เราก็เป็นนักกีฬา; และ ธรรมะนั่นเอง เป็นกีฬา การต่อสู้กัน ระหว่างความรู้สึกฝ่ายต่ำ กับความ รู้สึกฝ่ายสูง นี้ก็ เป็นกีฬา คนเรามีสัญชาตญาณอย่างสัตว์เดรัจฉาน ติดมา ด้วยกันทุกคน. เราลองนึกดูให้ดีว่า ความรู้สึกที่เป็น สัญชาตญาณอย่างสัตว์นั้น มันมีมาตามลำดับ ตั้งแต่แรก
น.48 ๔๐ สร้างโลกขึ้นมา. มนุษย์นี้เป็นผลสุดท้ายของวิวัฒนาการ, เคยเป็นสัตว์ต่ำ ๆ ต้อย ๆ มาแล้ว; ความรู้สึกอันนั้นยัง เหลืออยู่ มักจะชวนให้เราทำอะไร ง่าย ๆ โง่ ๆ เลว ๆ เหมือนสัตว์อยู่บ่อย ๆ เพราะฉะนั้นเราจะ ต้องมีน้ำใจ ในทางที่จะต่อสู้ กับมัน เอาความสนุกสนานเป็นเดิมพัน ให้เห็นว่าเรา เป็นนักกีฬา. ธรรมะนั่นแหละจะช่วยได้ ในข้อนี้ เพราะว่าถ้าเรา ชอบธรรมะ ในฐานะที่เป็นกีฬาแล้ว ก็จะมีความเจริญ งอกงาม ยิ่งไปกว่า ที่จะไปวิ่งเล่นอะไรตามสนามหญ้า, หรือ เล่นอะไรกัน เหมือนที่เขาประกวดกัน อย่างที่เรียกว่ากีฬา ; ไม่เห็นว่าเป็นการทำคนให้ดีขึ้นเลย ยิ่งเล่นไปเท่าไร ก็ยิ่ง เห็นแก่ตัวมากขึ้นเท่านั้น, มีความหน้าไหว้หลังหลอกมาก ขึ้นเท่านั้น, เห็นได้ที่ กีฬาระหว่างหมู่ระหว่างคณะ ; แม้ แต่ระหว่างชาติ ที่เขาประกวดกันในโลกนี้ ก็มีแต่เครื่อง ทำให้เห็นแก่ตัว, หน้าไหว้หลังหลอกอยู่นั่นเอง, พร้อมที่ จะเอาเปรียบผู้อื่นอย่างยิ่ง ขึ้นไป. กีฬาอย่างนี้ไม่ช่วยใน ทางจิตใจ ไม่ทำให้โลกนี้ดีขึ้น.
น.49 ะเป็นกีฬา ต่อสู้กัน ในระหว่างเรา กับปีศาจของกิเลสชั่วร้ายต่างๆ ; ให้สนุกเหมือนกับการ ชกมวยดูบ้าง. กีฬาอย่างนี้จะช่วยให้มนุษย์ดีขึ้นเป็น แน่นอน ; ถ้าในโลกนี้มีกีฬาอย่างนี้ โลกนี้ก็จะดีขึ้นกว่า นี้มาก. ธรรมะในฐานะที่เป็นกีฬาเครื่องเล่นอย่างนี้ ก็มี อยู่จริง ๆ ; แต่เราก็มองข้ามกันไปเสีย. นี้เป็นการชี้ ให้เห็นคุณสมบัติของธรรมะ ในฐานะที่เป็นกีฬา ที่น่าเล่น ที่สุด นับเป็นประการที่ ๑๘. เหลี่ยมที่ ๑๙. ในฐานะเป็นเสมือนมหรสพ. ทีนี้ จะมองดู ธรรมะ ในฐานะที่เป็นเสมือนมหรสพ กันบ้าง. คนเรายังต้องการความขับกล่อม ความประเล้า- ประโลมใจ อย่างที่ขาดไม่ได้. แต่ถ้าเราจะไปกินเหล้า, หรือไปเล่นอบายมุขนานาชนิด ที่มีอยู่ในโลกนี้ เช่น ดูหนัง ดูละคร ย้อมจิตใจให้เป็นไปในทางของกิเลสแล้ว จะถือว่า เป็นมหรสพที่บริสุทธิ์ หรือถูกต้อง หรือสูงสุดไปไม่ได้. สิ่งที่เรียกว่ามหรสพนั้น กลับทำคนให้ทนทุกข์, กลับทำบ้านเมืองให้สกปรก, ทำโลกนี้ให้เศร้าหมอง. การ
น.50 ๔ ๒ ขับกล่อมชนิดนี้ ควรจะถือว่า เป็นการขับกล่อมของภูตผี ปีศาจ ไม่สมควรแก่มนุษย์เลย. ถ้าเราต้องการความขับ กล่อมแล้ว จงให้ธรรมะนี้เป็นเครื่องขับกล่อม. เราจะได้ รับความสบายอกสบายใจ บริสุทธิ์ผ่องใส ไม่มีความทุกข์, ไม่มีความสกปรกเศร้าหมอง. เรา จะต้องศึกษาธรรมะกัน ในแง่ที่ทำให้เกิดความ สบายใจ เป็นการขับกล่อม ประเล้าประโลมใจ มีอยู่มากมาย หลายแง่หลายมุม, มีปีติปราโมทย์เกิดขึ้น ด้วยอำนาจของ ธรรมะนั้น, เป็นสิ่งที่ดึงดูดใจ ยิ่งไปกว่ามหรสพ ที่สกปรก เศร้าหมอง. แต่คนเราไม่เคยคิดนึกว่า ธรรมะนี้เป็นมหรสพ หรือเป็นโรงมหรสพ; ไปเข้าใจแต่ว่า จะต้องไปที่บ่อน จะต้องไปที่โรงหนัง จะต้องไปที่โรงเหล้า จึงจะได้รับการ ขับกล่อม ; มีความเข้าใจผิด ในความหมายของคำว่า "มหรสพ" กันอย่างยิ่ง; จึงไม่ได้รับรสของมหรสพที่แท้ จริง ที่ธรรมชาติมีให้ คือธรรมะนั้น. ธรรมะในฐานะที่เป็นมหรสพ นี้ ถ้าผู้ใดเห็นว่ายัง จำเป็นแก่ตน, หรือแก่คนในโลกแล้ว, ก็ควรจะศึกษากัน ให้มาก. ที่ยังไม่เคยเข้าใจ ก็จงทำความเข้าใจให้ได้ ;
น.51 ะนี้เป็นมหรสพแก่ตนให้จนได้ เพราะว่า ตาม ธรรมชาตินั้น ธรรมะเป็นมหรสพอยู่ในตัวธรรมะเอง. นี้เป็น คุณสมบัติประการที่ ๑๙ ของธรรมะ ในฐานะที่เป็นมหรสพ. เหลี่ยมที่ ๒๐. ในฐานะเป็นเสมือนเครื่องหอม มองดูอีกนิดหนึ่ง ธรรมะในฐานะที่เป็น เครื่อง หอม หรือ ยาหอม. คนเราต้องการของหอม เช่นดอกไม้ ที่หอม เครื่องลูบทาที่หอม แม้กระทั่งบางคราว เราก็ต้อง การกินยาหอม เพียงเพื่อชูจิตใจให้สบายไปเท่านั้น ; ไม่ได้ เป็นโรคภัยอะไร นี้ก็แสดงว่า คนเรายังต้องการของหอม. ในบรรดาของหอมเครื่องชูใจนี้ ควรจะมองให้ดี ให้เห็นว่า ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่าธรรมะในบางประเภท เป็น เครื่องกระตุ้นใจให้เกิดความร่าเริง, รู้สึกเหมือนกับการ กินยาหอม. ธรรมะส่วนที่จะไว้คุยกันเล่น ก็ยังมีอยู่มาก ล้วนแต่ให้ความสบายใจ เหมือนกับการกินยาหอม; ไม่ใช่ ว่าธรรมแล้ว จะต้องขมเหมือนกับยาขมไปเสียหมด. มี ธรรมะอยู่มากมาย ถ้าคนรู้จักใช้ ก็จะเป็นเหมือนยาหอม. นี้เป็นคุณสมบัติประการที่ ๒๐ ของธรรมะแล้ว.
น.52 ๔๔ เหลี่ยมที่ ๒๑. ในฐานะเสมือนสวนดอกไม้ แต่จะชี้ให้เห็นต่อไปอีกว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัส ว่า ธรรมะนี้เหมือน สวนดอกไม้ ที่เต็มไปด้วยดอกไม้ครบ ถ้วนทุกอย่างทุกชนิด. ใครต้องการดอกไม้ชนิดไหน ก็ไปเลือกเก็บเอาได้ จากสวนดอกไม้นั้น. ธรรมะในฐานะ ที่เป็นสวนดอกไม้นี้ หมายความว่า ดอกไม้ทุกชนิดคงให้ ความพอใจได้ อย่างใดอย่างหนึ่งตามลักษณะของมัน. ธรรมะนี้มีอยู่มากมาย ถ้าจะกล่าวอย่างที่พูดกัน โดยมาก ก็ถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์, คล้าย ๆ กับว่า มันมีดอกไม้ให้เลือกอยู่ตั้ง ๘๔,๐๐๐ ชนิดนั่นเอง. ถ้าเลือก ไม่ได้สักชนิดหนึ่ง มันก็ควรจะเป็นความโง่ความเขลา ของบุคคลนั้นมากกว่า ; ไม่ควรจะไปโทษว่า ธรรมะนี้ ไม่น่าดู ไม่น่าชื่นตา ที่ตรงไหนเสียเลย ; เพราะคนมี จิตใจต่ำเกินไป จึงไม่รู้สึกว่า พระพุทธวจนะทั้งหมดนั้นสวย สล้างไป เหมือนกับสวนดอกไม้. แต่ว่าบุคคลผู้มีปัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระ- อริยเจ้า ย่อมเพลิดเพลินพอใจ ในการที่จะเลือกเก็บดอกไม้ จากสวนดอกไม้ของพระพุทธเจ้า, กล่าวคือ ธรรมะ มากมาย
น.53 ๔๕ ตั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้น, จนถึงกับว่าเป็นเครื่อง มัวเมาหลงใหล ไม่ค่อยปฏิบัติให้ก้าวหน้าไปในทางของพระ- นิพพานด้วยซ้ำไป เพราะความสวยงามยั่วยวนของดอกไม้ ทำความเนิ่นช้าอยู่. นี้ถ้าไปพิจารณาดูแล้ว จะเห็นได้ด้วยกันทุกคนว่า ความงามของธรรมะนั้นมีอยู่มากมาย หลายสิบหลายร้อย หลายพันชนิด, เหมือนสวนดอกไม้ ที่เต็มไปด้วยดอกไม้ นานาชนิดนั่นเอง. นี้นับว่าเป็นคุณสมบัติประการที่ ๒๑ ของธรรมะแล้ว. เหลี่ยมที่ ๒๒. ในฐานะเป็นเสมือนของกินเล่น. มองดูต่อไปอีกว่า ธรรมะนี้ในฐานะที่เป็น ลูก กวาด เป็น ขนมนมเนย ของกินเล่นเอร็ดอร่อย อย่างนี้ก็ ยังมีได้. คนเรายังชอบกินของเล่น, กินเล่น ๆ เช่น กิน ลูกกวาด กินขนม ซึ่งไม่จำเป็นเลย ก็ยังกินกันอยู่โดยมาก. อย่างที่เห็นคนกินจุบกินจิบ กินอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน เพราะละนิสัยนี้ไม่ได้. แต่ถ้าว่ากันโดยที่ถูกแล้ว ของกิน เล่นเหล่านี้ ก็ควรจะถูกจัดถูกกระทำ ให้เป็นไปในลักษณะ ที่ปลอดภัย.
น.54 ะตั้งอยู่ใน ฐานะเป็นขนมนมเนย ของกินเล่น ก็มีอยู่มาก ; เหมือนกับที่เราคุยธรรมะกันเล่น. ถ้ารู้จัก จัดรู้จักทำให้ดี จะมีความพออกพอใจ สนุกสนานเพลิด- เพลิน ติดในรสของธรรมะอย่างลุกไม่ขึ้น ลุกจากที่นั่ง ไม่ได้ ก็ได้เหมือนกัน ; เพราะมีธรรมะเบ็ดเตล็ด ประเภทที่คิดแล้วสนุก, คุยกันยิ่งสนุก, ปฏิบัติดูแล้วก็ยิ่ง สนุก, ในฐานะเหมือนของกินเล่น, มีอยู่ดังนี้. อย่าต้องไปคิดแสวงหาที่อื่น จากสิ่งอื่น หรือเรื่อง อื่น ให้ลำบากหมดเปลือง, และนำมาซึ่งความทุกข์ใน ภายหลัง. จงมองดูที่ธรรมะ ในฐานะที่เป็นอะไรให้เราทุก อย่าง แล้วแต่เราจะต้องการอะไร เหมือนกับว่าธรรมะนี้ เป็นสิ่งสารพัดนึก ต้องการอะไรก็มีให้ทั้งนั้น. เหลี่ยมที่ ๒๓. ในฐานะเป็นเสมือนธงชัย. ทีนี้ เราจะมองดูกันต่อไป ในฐานะที่ ธรรมะนี้ เป็นเหมือน ธงชัย, เป็นเหมือน งอนรถ, เป็นเหมือน ยี่ห้อ. ข้อนี้หมายถึงว่า คนเรานี้ต้องการมีเครื่องเชิดหน้าชูตา. การที่เราชักธง ก็เพราะเราต้องการจะแสดง สิ่งที่เชิดหน้า
น.55 ๔๗ ชูตา. งอนรถไม่ได้มีไว้เพื่อประโยชน์อะไรเลย ; นอกจาก จะเป็นเครื่องเชิดชูรถ. หรือคนเราชอบมียี่ห้อ มีเกียรติ อย่างนั้นอย่างนี้ เป็นเครื่องเชิดหน้าชูตา; ก็เพราะว่า คนเราต้องการสิ่งเชิดหน้าชูตา. หรือสิ่งที่เรียกว่า เกียรติ อย่างที่จะขาดเสียไม่ได้ ตลอดเวลาที่ ยังไม่หมดกิเลส ก็ยัง ต้องการ สิ่งเหล่านี้อยู่. ในที่นี้ขอแนะว่า เครื่องที่จะเชิดหน้าชูตานั้น ไม่ ควรจะมีอะไรนอกไปจากธรรมะ. ถ้าเราจะยกธง ก็จงยกธง ของธรรมะ. ถ้าเรา จะมีหงอน เหมือนที่รถมีงอน ก็ จงใช้ ธรรมะ นั้นเป็นหงอนเถิด. ถ้าเรา จะมียี่ห้อมีเกียรติ อะไร ก็ จงใช้ธรรมะนั้นให้เป็นเกียรติเป็นยี่ห้อ ซึ่งจะเรียกอย่างอื่น อีกได้มากมาย. แต่รวมความแล้ว ก็คือเครื่องเชิดหน้าชูตา อย่าได้เอาสิ่งอื่นมาอวดกันเลย ; จงเอาแต่เพียงสิ่งเดียว คือสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะนี้ เป็นเครื่องอวดประกวดกัน. เท่าที่กล่าวมาตอนหลังนี้ ตั้งแต่อย่างที่ ๑๖ ถึง อย่างที่ ๒๓ นี้ เราจะถือว่าเป็นสิ่งเหลือเฟือ ไม่จำเป็น ; แต่ถึงอย่างนั้น มนุษย์นี้ก็ยังขาดไม่ได้. จงจัดให้สิ่งเหลือ
น.56 ๔๘ เพื่อทั้งหมดนี้ ได้แก่ธรรมะ, เหมือนกับสิ่งจำเป็น ซึ่ง ได้แก่ธรรมะ ดังที่กล่าวมาแล้ว. เหลี่ยมที่ ๒๔. ในฐานะเป็นเสมือนกระจกเงา. ประการสุดท้าย เป็นประการที่ ๒๔ นี้อยากจะ บอกว่า ธรรมะนั้นเป็นเหมือนกระจกเงา. ถ้าเราอยากจะ ส่องดูหน้าตัวเองแล้ว ; จงส่องกระจกเงาธรรมะ, มีธรรมะ เป็นกระจกเงา. เพราะว่ากระจกเงาอย่างอื่นมันคงจะ หลอกหลอนเรา ไปในทิศทางต่างๆ ไม่ตรง ไม่จริง ไม่ ถูกต้อง เหมือนกระจกเงาคือธรรมะ. คนที่ส่องกระจกเงา ก็ต้องการจะดูตัวเองว่า มีอะไร เป็นอย่างไร ว่าสวยหรือไม่สวย หรือมีอะไรเกิดขึ้น ; เพื่อ จะจัดจะทำไป ตามความต้องการของตน. แต่ว่า กระจกเงา ตามธรรมดานั้น ไม่สามารถจะช่วยให้รู้ว่า อะไรดีอะไรชั่ว, อะไรควรอะไรไม่ควร, จนเราต้องถลำเถลไถล ไปในทิศทาง ของกิเลสตัณหา, จนเอาตัวรอดได้ยาก; เพราะว่าเราใช้ กระจกส่องที่ทุจริต ที่หลอกลวง.
น.57 ะเป็นกระจกเงา เพื่อส่องดูตัวเอง อยู่เสมอ ทุกคราวที่เราต้องการจะส่อง ; ไม่มีทางที่จะ หลอกลวง เพราะว่าเราก็ได้ศึกษาธรรมะมา มากมายพอ สมควรแล้ว ว่าอะไรผิดอะไรถูก อะไรดีอะไรชั่ว อะไรสูง อะไรต่ำ อะไรเป็นบุญ อะไรเป็นบาป อะไรสมควร อะไร ไม่สมควร อะไรนำไปเพื่อความทุกข์ อะไรนำไปเพื่อความ ดับทุกข์ เหล่านี้เป็นต้น. มีธรรมะเป็นกระจกเงา เราก็ เป็นผู้ที่เดินถูกทาง รู้จักตัวเองดี เข้าใจตัวเองอย่างถูกต้อง. คนเราในโลกนี้ ในทุกวันนี้ มีปัญหาอยู่แต่ที่ไม่ รู้จักตัวเอง ; ไปเอากิเลสเอาความชั่ว มาเป็นตัวเองอยู่เสมอ ไป, ไม่เอาธรรมะเป็นตัวเองเลย, จงเอาธรรมะเป็นกระ- จกเงาส่องดูเสียบ้าง ก็จะรู้จักเอาธรรมะเป็นตัวเอง, และปัด กิเลสตัณหาออกไป, ไม่ให้มาเป็นตัวเราอีกต่อไป ดังนี้. นี้เป็นประการสุดท้าย ของคุณสมบัติหรือคุณค่า ของ สิ่งที่เรียกว่าธรรมะ ... ... ... ... กล่าวมาตั้งมากมายแล้ว ขืนจะกล่าวอีกต่อไป ก็คง จะไม่มีที่สิ้นสุด ; แต่ที่กล่าวมานี้ ก็พอจะเป็นเครื่องรับ
น.58 ๕๐ ประกันได้แล้วว่า สิ่งที่เรียกว่า ธรรมะนั้นเป็นสิ่งที่ประเสริฐ วิเศษสูงสุด สำหรับมนุษย์เพียงไร. สำหรับในวันนี้ เราพิจารณากันอย่างละเอียดในข้อปลีกย่อย แต่ก็เป็นสิ่งที่ จำเป็นจะต้องศึกษา ยิ่งพิจารณาไป ก็ยิ่งชวนให้ชอบใจ ธรรมมากขึ้น. แต่ถึงว่า ธรรมะจะดีอย่างนี้ จะมีมากมาย อย่าง น้อยก็มีประโยชน์ตั้ง ๒๔ อย่าง อย่างนี้แล้ว ก็ยังเป็นสิ่งที่ ไม่ควรจะยึดถือเอา ว่าเป็นตัวตนหรือของตนอยู่นั่นเอง. พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวง อันใคร ๆ ไม่ควรจะยึดมั่นถือมั่น โดยความเป็นตัวตนของตน. เพราะ ว่าถ้าไปยึดมั่นถือมั่นเข้าแล้ว ก็เป็นทางให้เกิดกิเลสตัณหา โดยส่วนเดียว แม้ในสิ่งที่เรียกว่าธรรมะนั้น ; แล้วก็จะ ติดต้นอยู่ที่ตรงนั้น ไม่เป็นธรรมะที่ถูกต้อง, หรือก้าวหน้า ไปถึงความดับทุกข์ คือนิพพานได้. แม้ธรรมจะดีอย่างนี้ จะประเสริฐอย่างนี้ ก็คง ให้ธรรมะเป็นธรรมะ ให้ทำหน้าที่ของธรรมะ โดยไม่ต้อง ถูกยึดถือว่าเป็นตัวตนของตน, เป็นตัวเราหรือเป็นของ ของเรา. นั่นแหละจึงจะคงเป็นธรรมะต่อไป คือเป็น
น.59 ะที่จะดับทุกข์ได้ ; เพราะเหตุที่ไม่ถูกยึดถือด้วย อุปาทาน ว่าเป็นตัวตน หรือ เป็นของของตน ดังนี้. เมื่อเรามีจิตใจ ชนิดที่มีความสว่างไสว ในเรื่อง ของธรรมะอย่างนี้แล้ว ย่อมเป็นการง่ายที่สุด ที่จะมีธรรมะ เป็นที่พึ่งหรือเป็นสรณะ, หรือที่จะมีตัวเองเป็นที่พึ่ง หรือ เป็นสรณะ. ถ้าเราไม่รู้จักธรรมะ ก็คือไม่รู้จักตัวเอง ; แล้วจะใช้ธรรมะหรือตัวเอง เป็นสรณะเป็นที่พึ่งให้แก่ ตัวเองได้อย่างไร. เราก็คงจะต้องหลงไปเอาสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง : แขวนตะกรุดแขวนผ้ายันต์ เพื่อเป็นที่พึ่ง, จะนั่งอ้อนวอน งอนง้อ ภูตผีปีศาจ เทวดา ศาลพระภูมิ เป็นต้น ให้เป็น ที่พึ่ง, จะต้องไปขอให้เขาช่วยรดน้ำ เอาสตางค์ไปให้เขา ให้เขาช่วยรดน้ำมนต์ให้, หรือทำอย่างอื่นให้ อยู่ร่ำไป เหมือนกับที่กระทำกันอยู่ทุก ๆ วัน. นี้คือผู้ที่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง เพราะไม่สามารถที่จะถือเอาธรรมะเป็นสรณะหรือเป็นที่พึ่ง; เป็นที่น่าอับอายขายหน้า; เพราะไม่มีความเป็นพุทธ- บริษัทเหลืออยู่เลย, เป็นพุทธบริษัทปลอม ปิดฉลากว่า
น.60 ๕๒ เป็นพุทธบริษัท ปิดป้ายว่าเป็นพุทธบริษัท ; แต่หาความ เป็นพุทธบริษัทไม่ได้. เพราะความไม่เข้าใจธรรมะ ทั้งที่ธรรมะมีอะไรให้ ทุก ๆ อย่าง. ทั้งที่ธรรมะเป็นอะไรให้ได้ทุก ๆ อย่าง จน เหลือที่จะนำมากล่าวได้แล้ว. แล้วจะไปโทษใคร ? ก็คง ต้องโทษความโง่ ความเขลา ความหลงของตัวเอง. ไม่ถือ เอาประโยชน์จากธรรมะ ทั้งที่มีอยู่ในที่ทั่วไป, ทั้งที่มีอยู่ อย่างมากมาย เหมือนกับสวนดอกไม้ ที่จะให้เลือกเก็บเอา ได้อย่างไร ก็ยังไม่รู้จักเก็บเอา. วันนี้เป็นวันอาสาฬหปุณณมี เป็นวันของธรรมะ เป็นวันของพระธรรม. เราพูดกันถึงธรรมะอย่างละเอียด ลออพอสมควรแล้ว. เราจะต้องเข้าใจธรรมะ ในวัน อาสาฬหปุณณมีนี้ ให้พิเศษไปกว่าวันธรรมดา และให้มาก ยิ่ง ๆ ขึ้นไปทุกปี. เพราะฉะนั้นการที่พูดอะไรในวันนี้ แปลกออกไปบ้าง ก็เพราะด้วยความหวังว่า ท่านทั้งหลาย จะมีความก้าวหน้า ในความเข้าใจ เกี่ยวกับธรรมะมากยิ่ง ๆ ขึ้นไป. อย่าให้เสียที ที่มาทำอาสาฬหบูชากันทุก ๆ ปีเลย. ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอว° ก็มีด้วยประการฉะนี้.
Buddhadasa