น.10 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาสาฬหบูชา เป็นครั้งที่ ๘ ในวันนี้ อาตมาก็จะได้กล่าวเรื่อง ธรรมะคือ เรื่องของธรรมชาติ ต่อไปตามเดิม ; แต่มีหัวข้อย่อยเฉพาะ ในการบรรยายครั้งนี้ว่า เห็นธรรมชาติคือเห็นความเป็น เช่นนั้นเอง. ๑
น.11 ๒ ท่าน จงทบทวนดู ถึงคำว่า "ธรรมชาติ" หรือ เรื่องของธรรมชาติ ไว้เรื่อย ๆไป, และพึงเห็นความจริงใน ข้อที่ว่า ทำไมเราจึงต้องพูดเรื่องนี้กัน ไม่รู้จักหยุดจักหย่อน สักที. เราต้องการจะมีผล เป็นความสงบสุขทั้งแก่ตน และ แก่ผู้อื่นในโลกนี้ และ เราจะทำได้อย่างไร ? ใจความสำคัญมันมีอยู่ว่า ต้องทำให้ถูกตามกฎ ของธรรมชาติ เพราะเราเองก็เป็นธรรมชาติ, ทุกอย่าง ก็เป็นธรรมชาติ, เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ; ฉะนั้น จึงต้อง รู้เรื่องของธรรมชาติ, รู้เรื่องกฎของธรรมชาติ, รู้เรื่องการเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ ให้ถูกต้อง แล้ว เราก็จะ ทำทุกอย่างถูกต้อง แล้วเรา ก็จะได้รับผลตามที่เรา ต้องการ. เรื่องของธรรมะคือเรื่องของธรรมชาติ นี้อย่าทำ ให้สับสนเลือนลางไปเสีย. เรื่องของธรรมะ คือเรื่องของ ธรรมชาติ ; ธรรมะ ทุกคนได้รับคำบอกว่า คือคำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้า, ธรรมะคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า, แล้วก็ดูว่า ท่านสอนเรื่องอะไร ? จะพบว่าท่าน สอนเรื่อง ธรรมชาติ เรื่องกฎของธรรมชาติ เรื่องหน้าที่ตามกฎ
น.12 ๓ ของธรรมชาติ เรื่องผลตามกฎของธรรมชาติ มันเป็น อย่างนั้น. ธรรมก็คือธรรมชาติ แล้วมันเกิดขึ้นได้อย่างไร ? ความรู้อันนี้ หรือการปฏิบัติเกี่ยวกับข้อนี้ มันเกิดขึ้นได้ อย่างไร ? ก็เพราะธรรมชาตินั่นแหละมันบังคับ หรือจะเรียก ว่า กฎของธรรมชาติ นั่นแหละ บังคับ ให้คนเรา ที่ยังโง่ อยู่ ให้ค้นหาความถูกต้อง แล้วประพฤติกระทำให้ถูก ต้อง เป็นอยู่กันให้ถูกต้อง. ธรรมชาติบังคับให้มนุษย์คิด-ค้น พบ ธรรม. ขอให้นึกถึงยุคที่มนุษย์ไม่มีในโลก แล้วมนุษย์ก็มี ขึ้นมาในโลกตอนแรก ๆ จะพูดอย่างวิทยาศาสตร์ก็ได้ ว่ามัน เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ตั้งแต่พระอาทิตย์ให้กำเนิดก้อนโลกนี้ มา แล้วก็เกิดสัตว์ขึ้นมาเป็นมนุษย์ทีแรก มันก็ไม่รู้อะไร. หรือจะพูดตามหลักในเรื่องของอินเดีย ไม่ใช่วิทยา- ศาสตร์ ; เขาว่าเมื่อทีแรกโลกนี้มันยังว่างอยู่ ไม่มีคน. พวก อาภัสสรพรหม ลงจากพรหมโลก มาเที่ยวเล่นในโลกที่ ว่างเปล่าอยู่นี้ แล้วเผอิญไป กินสิ่งที่เรียกว่า ปฐวีโอชัง-ง้วน
น.13 ๔ ดิน เข้าไป อร่อย เลยหลงใหลติดในความอร่อย, หมดความ เป็นเทวดา กลับไปพรหมโลกไม่ได้ เลยติดอยู่ที่นี่ ติดอยู่ใน โลกนี้. นี่เป็นมนุษย์ชุดแรก ที่เพิ่งเกิดขึ้นมาในโลกนี้. แล้วมนุษย์ชุดนี้ก็โง่อย่างเดียวกันแหละ, โง่อย่างเดียวกับที่ จะพูดอย่างวิทยาศาสตร์ ว่ามนุษย์ค่อย ๆ มีขึ้นมาในโลกยุค แรกๆ ครึ่งคนครึ่งสัตว์ นี้มันก็ยังโง่ทุกสิ่ง : ถึงว่าเป็น พรหมลงมากินง้วนดิน ติดอยู่ที่นี่ เป็นมนุษย์ มันก็โง่เหมือน กัน มันมีความ โง่ในข้อที่ว่า ทำอย่างไรจึงจะมีความสุข, ตัวเองจะมีความสุข, จะอยู่ด้วยกันด้วยความสุข มันโง่. นี้ ความโง่ นี้ ทำให้ทำผิด ๆ คือทำชนิดที่เบียดเบียน กัน มันก็เลย ทนอยู่ไม่ได้ ; มันเดือดร้อนตัวเอง เดือด ร้อนผู้อื่น ทนอยู่ไม่ได้ ก็นึก ก็คิด. นี่เพราะว่า ธรรมชาติ นั่นมันบีบบังคับให้มนุษย์โง่ ๆ เหล่านั้น คิด-คิด - คิด - คิด จนพบว่าต้องทำอย่างนี้, แล้วต้องทำอย่างนี้ที่ยิ่งขึ้นไป, ต้อง ทำอย่างนี้ยิ่งขึ้นไป, แล้วเขาก็พบมากขึ้น, จ นเป็นระบบของ พระธรรม หรือ ธรรมะ หรือ ศีลธรรม ก็แล้วแต่จะเรียก นี่แหละความรู้เรื่องศีลธรรม หรือหลักการปฏิบัติ ธรรมะนั่นน่ะ มนุษย์นี้เอามาแต่ไหน ? มนุษย์ได้มาจาก
น.14 ๕ ธรรมชาติ ที่บีบบังคับมนุษย์ในยุคนั้นที่ยังไม่มีธรรม ให้รู้ ธรรม ให้มีธรรมขึ้นมา, แล้วก็สอนสืบต่อ ๆ ๆ ๆ กันมา : แล้วก็สูงขึ้น ๆ ๆ จนถึงระดับที่ละเอียดที่สุด สูงที่สุด ประเสริฐ ที่สุด คือ ศาสนา, โดยเฉพาะพระพุทธศาสนา ฉะนั้น บทบัญญัติที่แสดงอยู่ในพุทธศาสนา จึง เป็นเรื่องของ ธรรมชาติ, เป็นเรื่อง กฎของธรรมชาติ เป็นเรื่อง หน้าที่ ที่ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ, เป็นเรื่อง ผลจากหน้าที่ นั้น ๆ. เราจึง สรุปความว่า พระธรรม นี้ ก็คือ ตัวเรื่อง ธรรมชาติ ; เกิดเป็นระบบวิชาความรู้ขึ้นมา ก็เพราะว่า ธรรมชาติมันบังคับ. . มนุษย์ทนความทุกข์อยู่ไม่ได้ ดิ้นรน ค้นหาวิถีทางดับทุกข์ ก็พบระบบธรรมะนี่ ว่ามันมีอยู่อย่างนี้ : เราต้องทำอย่างนี้ แล้วเราก็จะไม่เป็นทุกข์, แล้วมันก็ประสบ ผลอย่างนั้นจริง คือไม่เป็นทุกข์, ดีขึ้น ๆ จนเป็นศาสนา สูงสุด แล้วเหลือมาจนถึงพวกเราในบัดนี้ ที่กำลังเอามาพูดอยู่นี้ มันก็คือเรื่องนั้นนั่นแหละ แล้วยังจะพูดกันต่อไปได้อีก ไม่มีที่สิ้นสุดก็ได้ แล้วแต่ว่าเรา จะเลือกพูดให้ลึกซึ้ง ให้ละเอียด ให้พิสดารอะไรต่อไป
น.15 ๖ ธรรมะเป็นเรื่องของธรรมชาติ, ต้องรู้ให้ถูกต้อง. ฉะนั้นควรจะเห็นชัดลงไปทีเดียวว่า เราหลีกเลี่ยง ไม่ได้ ที่จะไม่เกี่ยวข้องกับพระธรรม ซึ่งเป็นเรื่องของธรรม- ชาติ. เราต้องเกี่ยวข้องกับพระธรรม ซึ่งเป็นเรื่องของ ธรรมชาติ เพราะทุกอย่างมันเป็นธรรมชาติ. นี้เรา จะต้อง มีความรู้เรื่องธรรมชาติ แล้วปฏิบัติให้ถูกต้อง ต่อเรื่อง ของธรรมชาติ ที่มันเกี่ยวกับเรา ทุกเรื่องไปทีเดียว ; ถ้า เดี๋ยวนี้เรากำลังมีความทุกข์ ก็ให้รู้เถอะว่า เราได้ทำผิดต่อ เรื่องของธรรมชาติ นี่โลกทั้ง โลกนี้ กำลังได้รับผล ของการไม่รู้เรื่อง ธรรมชาติ ที่แท้จริง , เพราะละเลยเรื่องของธรรมชาติ จึงกำลังได้รับผลแห่งการละเลยต่อเรื่องของธรรมชาติอันสูง สุด. นี่เราชาวพุทธเราพูดอย่างนี้ พูดอย่าง พวกอื่น ก็ว่าเขา ละเลยเรื่องของพระ เป็นเจ้า เขาละเลยความประสงค์ของพระเป็นเจ้า ที่จะต้อง การให้เขาทำอย่างนั้น ๆ; แล้วเขาก็ไม่ทำ แล้ว ทั้งโลกก็ เลยมีความทุกข์ ; เรียกว่าเรากำลังได้รับผล ของการที่ เราละเลยสิ่งที่เราไม่ควรจะละเลย, ซึ่งสิ่งนั้นก็คือเข้าใจธรรม-
น.16 ๗ ชาติให้ชัดเจน แจ่มแจ้ง ครบถ้วน, แล้วปฏิบัติให้ถูกต้อง ครบถ้วนเหมือนกัน. นี่อาตมาจึงเห็นว่าเรื่องนี้ สำคัญคือเห็นธรรมชาติ ให้ครบถ้วน ให้ชัดเจน ให้แจ่มแจ้ง. เห็นธรรมชาติ คือ เห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ของธรรมชาติ. ทีนี้ ก็จะพูดต่อจากที่เคยพูดมาแล้ว ว่า เห็นธรรม- ชาตินั้น คือเห็นความเป็นเช่นนั้นเองของธรรมชาติ นั่นแหละ. ฟังแล้วคล้ายกับไร้สาระ กำปั้นทุบดิน ไม่มี ความหมายอะไร ; แต่ขอให้ฟังดูให้ดีๆให้ละเอียดเถอะ มันมีความหมายมาก. "เห็นธรรมชาติก็คือเห็นความเป็น เช่นนั้นเองของธรรมชาติ" ถ้ามันยังสับสนอยู่, ก็บอกอีกทีว่า เห็นธรรมชาตินั้น คือเห็นความเป็นเช่นนั้นเองของ ธรรมชาติ. ธรรมชาติมันมีความเป็นเช่นนั้นเองของมันอยู่ ทุกเรื่องทุกรายไป; ทีนี้ถ้าเราเห็นธรรมชาติ เราก็ เห็น ที่ความเป็นเช่นนั้นเองของมัน. ที่มันไม่เป็นเช่นนั้น
น.17 ๘ เอง มันก็มีอยู่เหมือนกัน คือมัน เป็นเรื่องเปลี่ยนแปลง ไม่คงที่ ; เราจะเอาที่มันแน่นอนและคงที่ เรียกว่าเป็น เช่นนั้นเอง. นี้เรา จะเห็นธรรมชาติที่ไหน ? เ ห็นอะไรที่ ไหน ? ในการบรรยายครั้งก่อน ๆ ก็บอกมาแล้วว่า ทุกอย่าง เป็นธรรมชาติ : เนื้อตัวของเรานี้ ร่างกายของเราก็เป็น ธรรมชาติ, จิตใจของเราก็เป็นธรรมชาติ, การสัมพันธ์กัน เกี่ยวข้องปรุงแต่งกัน ระหว่างสิ่งทั้ง ๒ นี้ ก็เป็นธรรมชาติ, ถ้าจะมีอะไรเกิดขึ้นเป็น ความสุข ความทุกข์ อะไรก็ตาม ก็ยังคงเป็นธรรมชาติ. ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมชาติ แล้ว เราจะเห็นธรรมชาติได้จากทุกสิ่งที่แวดล้อมเราอยู่ : ร่างกาย คนคนนี้ก็เป็นธรรมชาติ, แล้วอะไร ๆ ที่แวดล้อมคนคนนี้อยู่ มันก็เป็นธรรมชาติ ต้องดูให้เห็นธรรมชาติโดยถูกต้อง. ทีนี้ เราจะต้องรู้ให้ถูกต้อง ในการที่จะปฏิบัติต่อกัน ฉะนั้นเราจึง ต้องเห็น เรื่องที่จะต้องดู, ต้องเห็น จากทุกสิ่ง
น.18 ๙ ที่แวดล้อมอยู่. อย่างในโลกนี้มันมีอะไรแวดล้อมเราอยู่ ; ก็ไปพิจารณาดูว่า เราอยู่ในท่ามกลางของอะไรบ้าง ? ดูเอา เองเถอะ อย่าต้องพูดดีกว่า ถ้าจะพูดให้ชัดยิ่งขึ้น ก็ว่า ให้ ดูทุกสิ่งที่มันแวดล้อมเรา, และทำความยุ่งยากลำบากให้ แก่เรา, อะไรที่มันทำความยุ่งยากลำบากให้แก่เรา พูดให้ชัด ลงไปว่า ที่มันทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นมา, ดูที่นั่นแหละ. ถ้าเราจะดู ในคำว่า "โลก" ก็ได้, ดูโลกทั้งปวง ก็ได้ : ของภายนอก ก็เรียกว่า โลกภายนอก ทุกอย่างเลย มีอยู่เต็มไปหมดทั้งโลก นี่โลกภายนอก. ทีนี้ก็ ดูโลกภาย ใน ภายในเรา, อะไรก็ตามที่มันอยู่ภายในเรา. ที่ สำคัญที่สุด ก็คือ ความรู้สึกคิดนึก ที่มันคิดนึกไปต่าง ๆ ปรุงแต่ง ต่างๆ; ความรู้สึกเกิดขึ้นต่าง ๆ นั่นแหละคือโลกภายใน ของเรา. เราก็ดูทั้งโลกภายนอก และดูทั้งโลกภายใน ให้รู้ว่า เป็นอย่างไร ; จะได้ปฏิบัติต่อมันให้ถูกต้อง. คำว่า "ถูก ต้อง" ก็คือ ไม่เกิดเป็นทุกข์ขึ้นมา. ถ้าสนใจจะจดจำเป็นถ้อยคำบาลี อะไรบ้าง ก็อยาก จะให้ได้ฟังคำว่า โลกมีอยู่ ๓ โลก. โลก ๓ โลกนี้ โลก
น.19 ๑๐ ภายนอกที่สุด เ ขาเรียกว่า โอกาสโลก ก็คือ แผ่นดิน, เนื้อแผ่นดิน ตัวแผ่นดิน อะไร ๆ ที่มีอยู่ในตัวแผ่นดิน เรียกว่า โอกาสโลก ไม่ค่อยมีเรื่องลึกซึ้งอะไร. ทีนี้โลกถัดเข้าไปก็คือ สัตว์โลก โลกของสิ่งที่มี ชีวิต ที่มันอาศัยอยู่บนแผ่นดิน อย่าเอาไปปนกันเข้า; ตัว แผ่นดินเรียกว่าโอกาสโลก, ตัวสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนแผ่นดิน เรียกว่าสัตว์โลก. ทีนี้ อันที่ ๓ เรียกว่า สังขารโลก คือ โลกแห่งการ ปรุงแต่ง อันนี้ละเอียดมาก ลึกซึ้งมาก ละเอียด ยากที่จะ เห็น ; คือว่า การปรุงแต่ง, สภาพการปรุงแต่ง, อาการ แห่งการปรุงแต่ง, ที่มันมีอยู่ในโลกแผ่นดิน และสัตว์โลก ที่มีชีวิตนั่นเอง. ในตัวแผ่นดินล้วน ๆ นี่ก็มีการปรุงแต่งซึ่งกันและกัน อยู่ จนเป็นโลก โลกแผ่นดินอยู่, และกำลังปรุงแต่งอยู่ เพื่อเป็นโลกแผ่นดินอยู่หรือเป็นต่อไป, สภาพของการปรุง แต่งมีอยู่ในโลกแผ่นดิน. ทีนี้ โลกหมู่สัตว์ที่มีชีวิต มีการปรุงแต่งอันละเอียด ยิ่งขึ้นไปอีก : ในหมู่สัตว์ที่มีชีวิต เป็นคนมนุษย์นี่ก็ได้,
น.20 ๑๑ เป็นสัตว์เดรัจฉานก็ได้, ลงไปถึงต้นไม้ก็ได้, เพราะมันมีชีวิต เหมือนกัน. การปรุงแต่งในสิ่งที่มีชีวิตอย่างนี้ ก็จะเรียกว่า มีสังขารโลก โลกแห่งการปรุงแต่ง เช่นเดียวกับมีใน แผ่นดินโลก. รวมได้เป็น ๓ โลก : โลกที่ ๑ คือ แผ่นดิน หรือ วัตถุ. โลกที่ ๒ คือ บรรดา สิ่งที่มีชีวิตจิตใจ. โลกที่ ๓ คือ สภาพของการที่มันปรุงแต่ง ๆ ๆ กันอยู่. นี่เรียกว่า โลก ด้วยเหมือนกัน คำว่า สังขาร นี่แปลว่าปรุงแต่ง. โอกาสโลก- โลกแผ่นดิน, สัตวโลก- โลกสิ่งที่มี ชีวิต, สังขารโลก- โลกแห่งการปรุงแต่ง ที่มีอยู่ตลอดเวลา ในโลกทั้ง ๒ นั้น, ก็เห็นได้ว่าเป็นโลกซ่อนเร้น เป็นโลก ลึกลับ เป็นโลกซ่อนเร้น อยู่ในโลกที่ ๑ และโลกที่ ๒ นี่ เรียกว่า โลก มันก็จะหมดกันเพียงเท่านี้. แล้วก็ดูที่สำคัญที่สุด ว่า ทั้งหมดนี้เป็นธรรมชาติ : โลกแผ่นดิน ก็เป็นธรรมชาติ, โลกหมู่สัตว์ ก็เป็น ธรรมชาติ, โลกแห่งการปรุงแต่ง ปรุงแต่งเป็นสังขาร เรียกว่า สังขาร นี้ก็เป็นธรรมชาติ. ดูให้เห็นว่ามันเป็น อย่างไร ? มันอยู่กันอย่างไรในธรรมชาติ ที่หยาบก็มี ที่ ละเอียดที่สุดก็มี ?
น.21 ๑๒ ดูให้รู้จักให้เห็นธรรมชาติ ที่โลกทุกโลกก็ได้, ทั้งที่เป็นภายใน ทั้งที่เป็นภายนอก. ใน ดิน น้ำ ลม ไฟ เนื้อหนังร่างกายแท้ ๆ นี้ มันก็เป็น โอกาสโลก, ในชีวิตจิตใจ ในร่างกายนี้ มันก็เป็น สัตวโลก การปรุงแต่งที่มันปรุงแต่ง อยู่ในร่างกายนี้ เช่น ปฏิจจสมุปบาทนี้ ก็เรียกว่า สังขารโลก. ฉะนั้น ในคนเราเดี๋ยวนี้ ก็มีทั้งโอกาสโลก สัตวโลก และ สังขารโลก; เ ห็นให้ชัดว่ามันเป็นโลกอยู่ อย่างนี้, มีลักษณะอาการตามปกติของมันอย่างนี้. แล้วจะ ต้องมีการ จัดการ อย่างไร ? ควบคุมอย่างไร ? จึงจะไม่ เป็นทุกข์ขึ้นมา จึงบอกว่า ให้เห็นมันตามที่เป็นจริง ให้เห็นธรรมชาติ ก็คือ เห็นความเป็นเช่นนั้นเองของธรรมชาติ การดูให้เห็นต้องเห็นด้วยตาปัญญา. ทีนี้ก็มาถึงว่า เห็นอย่างไร ? เมื่อตะกี้นี้ เห็นอะไร เห็นที่ไหน. ทีนี้จะพูดต่อไปว่า เห็นอย่างไร ? ก็เห็น ตามที่เป็นจริง ให้เห็นสังขารโลก เห็นสัตวโลก เห็น โอกาสโลก.
น.22 ๑๓ เห็นโอกาสโลก นี้ก็เห็นที่เห็น ๆ อยู่ : นี่แผ่นดิน นี่ก้อนหิน นี่อะไรต่าง ๆ ที่ประกอบกันอยู่เป็นพื้นดิน, หรือ ว่า ปรากฏการณ์ทั้งหมด ก็ได้ เรียกว่า เห็นโอกาสโลก แต่ไม่ดูในการปรุงแต่งนะ. เช่นว่าจะดูก้อนหิน ดูต้นไม้ ดูคน ดูสัตว์ ดูอะไร ที่มันมีเพียงสักว่าเห็นเข้าไปเท่านั้น ; แต่ไม่ดูให้ลึกถึงการ ปรุงแต่ง อย่างนี้ก็เรียกว่าเห็นโลก โอกาสโลกภายนอก เช่นเดี๋ยวนี้มีก้อนหินวางอยู่เยอะแยะ ตาไปมองเข้า ก็เห็น ก้อนหินรูปร่างอย่างนี้. นี้ก็เห็นโอกาสโลก ก็รู้ได้ว่าเห็น ด้วยตา ; เห็นด้วยตานี้, เห็นด้วยอายตนะนี้ ด้วยตานี้ ก็เห็นตามที่มันปรากฏแก่สายตาอย่างไร, มันปรากฏแก่ ระบบประสาทอย่างไร. ทีนี้จะ ดูที่สัตวโลก แล้วก็ จะเห็นความแตกต่าง ระหว่างบรรดาสิ่งที่มีชีวิต : คนต่างจากสัตว์ สัตว์ต่างจาก ต้นไม้ ต้นไม้ต่างจากคน ก็คือเห็นวิภัติต่าง ๆ ความเป็นที่ มันต่าง ๆ ๆ ๆ กัน ในระหว่างสิ่งเหล่านี้. เห็นสัตว์โลก ที่มีชีวิต ที่กำลังเป็นต่าง ๆ ๆ ๆ กันนี้ก็ยังเห็นได้ด้วยตาเนื้อนี้ เป็นส่วนใหญ่ ; แต่มันลึกลงไปถึงจนเห็นด้วยตาปัญญา.
น.23 ๑๔ ทีนี้ไปถึง สังขารโลก เห็นการปรุงแต่ง กระแส แห่งการปรุงแต่ง ที่มีอยู่ในสิ่งเหล่านี้. นี่ทีนี้ต้องเห็นด้วย ตาอื่น ไม่ใช่ตานี้แล้ว ; เห็นด้วยตาอีกชนิดหนึ่ง คือ ตาภายใน ที่เรียกว่า ปัญญาจักษุ, ธรรมจักษุ เห็นกระแส แห่งการปรุงแต่ง. นี้เรียกว่าเห็นตามที่เป็นจริง, ตามที่ เป็นจริงของปัญญาจักษุ, ไม่ใช่ตามที่เป็นจริงของตาเนื้อ. ตาเนื้อคือตาธรรมดานี้ เห็นอย่างไร ก็เห็นตามที่ เป็นจริงของตาเนื้อ มันเห็นไปอย่างนั้น เช่นเห็นก้อนหิน รูปร่างอย่างนี้ ; แต่ถ้าเอาปัญญาจักษุมามองดูสังขารโลก การปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงของก้อนหินก้อนนี้ มันเห็น อย่างอื่น มันไม่เห็นเป็นก้อนหินอย่างนี้. นี่มันจะเกิดการ เห็นที่ละเอียดกว่า, คือเห็นความเป็นเช่นนั้นเองมากกว่า. นี่เห็นตามที่ตาธรรมดาเห็น นี้ก็เรียกว่าเห็นภาพ ตามที่ตาธรรมดาเห็น. การสะท้อนของแสงที่มันสะท้อน มาจากสิ่งนั้น ๆ มันก็มาสร้างภาพชนิดนั้นขึ้นที่ตา. ถ้าเรียนรู้ วิทยาศาสตร์มาบ้าง ก็จะรู้ดี ว่าก้อนหินก้อนนี้ตาเราเห็น, แล้วเราก็เห็นก้อนหินก้อนนี้รูปร่างอย่างนี้; แต่ไม่ได้
น.24 ๑๕ หมายความว่าก้อนหินก้อนนี้ มันเข้าไปในตาของเรา; มัน จะเข้าไปได้อย่างไร มันก็บ้า. แล้วทำไมเรา เห็นก้อนหิน ก้อนนี้ ? เพราะว่าการ สะท้อนแสงจากก้อนหินก้อนนี้ มันเข้าไปสร้างรูปภาพ อย่างเดียวกัน ข้างในดวงตา ตรงที่มันมีเนื้อที่สำหรับสร้าง ภาพขึ้นมา ตามที่แสงมันสะท้อนเข้าไปอย่างไรมันจึงมีรูปร่าง อย่างนี้. ก้อนหินรูปร่างอย่างนี้ ปรากฏขึ้นในแก้วตา ข้างใน ในส่วนที่รับภาพ นี้เรียกว่า เห็นอย่างที่ตาเห็น, แล้วก็ยังจะต้อง เห็นตามสัญญา หรือตามสมมติ คือใคร ๆ ก็เรียกอันนี้ว่าก้อนหิน พอเราเกิดมา เราก็ได้ยิน ได้เห็น ได้พังเขาบอกว่า นี้ก้อนหิน ; เราก็จำได้ว่าก้อนหิน ตามที่เขาสมมติเรียกกัน ในโลกนี้ว่า นี้คือก้อนหิน, นี้คือต้นไม้, นี้คือเม็ดทราย, นี้คืออะไรต่าง ๆ นี่เห็นตามที่ประสาทตามันรู้สึก, และ ตามที่เขาสมมติกันว่า สิ่งนั้นเรียกว่าอะไร, แล้วก็ตามที่เรา จำได้ว่า นี้เขาเรียกกันว่าก้อนหิน. ฉะนั้นเด็ก ๆ อายุไม่กี่ปี มันก็รู้ว่า นี้เรียกว่าอะไร, นี้เรียกว่าอะไร, นี้เรียกว่าอะไร. แล้วมันก็เห็นสิ่งนั้น แล้วก็รู้จักชื่อของสิ่งนั้น ; อย่างนี้ เป็นเรื่องตาเห็น, เห็นด้วยตา.
น.25 ๑๖ ทีนี้ ที่มันต้อง ดูให้ลึกขึ้นไปอีก ก็คือ เห็นส่วนที่ มันเป็นสังขารโลก ในก้อนหินนี้ ว่ามีกระแสแห่งการ เปลี่ยนแปลง การปรุงแต่ง นี่ใครเห็นบ้าง ? เดี๋ยวก็จะ ตอบว่า เห็นก้อนหินนิ่ง นอนนิ่งอยู่นี่ ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ปรุงแต่ง. ที่ว่าเปลี่ยนแปลงและปรุงแต่ง ไม่จริงกระมัง ก็ต้องบอกให้ดูกันใหม่ ไม่ใช่ดูด้วยตาเนื้อ ให้หลับตาเสีย แล้วก็ดูว่า ในก้อนหินนี้ มีส่วน ประกอบอันละเอียด ปรุงแต่ง เปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย ; ฉะนั้นก้อนหินก้อนนี้ มันก็จะไปสู่ความชรา, แล้วก้อนหิน ก้อนนี้ มันก็จะไปสู่ความสูญสลายไป เหมือนกับว่า ตาย อย่างนั้น. ในก้อนหินนี้มีกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลง, กระแสแห่งการปรุงแต่ง, มีการเกิด มีการเปลี่ยน แล้วก็มี การดับ. เราจะเห็นการเกิด การเปลี่ยน การดับ ใน ก้อนหินนี้ได้ ด้วยตาอีกพวกหนึ่ง ก็เรียกว่า ตาปัญญา ตา ธรรมะ. ทีนี้อันไหนจริงกว่า ? เห็นเพียงแต่รูปร่างเป็น ก้อนหิน กับเห็นว่าในนี้มีการปรุงแต่งเปลี่ยนแปลง จน
น.26 ไม่เที่ยงหรือน่าเกลียดน่าชัง. ดูในก้อนหินก็เห็น อย่างนี้, ดูในต้นไม้ ก็เห็นอย่างนี้, ดูในดินก็เห็นอย่างนี้, ดูในคน ในสัตว์ก็เห็นอย่างนี้, จะดูในสัตว์เล็กสัตว์น้อย สัตว์ใหญ่ หรือว่ามนุษย์เด็ก มนุษย์ผู้ใหญ่ ก็เห็นว่ามันมี กระแสแห่งการเปลี่ยนแปลง อยู่ในสิ่งนั้น ๆ. นี่ พระพุทธเจ้าท่านต้องการให้ดูอย่างนี้ ให้เห็น อย่างนี้ ไม่ใช่เห็นตามที่ตาเห็น แล้วก็ รู้จักตามที่สัญญา สมมติ กันอยู่. นี้ ให้เห็น จนว่า มัน เปลี่ยนอยู่ทุกอย่าง จะ เปลี่ยนช้าเปลี่ยนเร็ว ไม่สำคัญ : แต่ว่า ทุกอย่างเปลี่ยน อะไรปรากฏอยู่ในสายตาของเราที่นี่ ก็ดูให้มันเห็น ในข้อที่ ว่ามันกำลังเปลี่ยน มันกำลังเปลี่ยน : ก้อนหินก็ดี แผ่นดิน ก็ดี ต้นไม้ก็ดี, ธูปก็ดี เทียนก็ดี, ดอกไม้ก็ดี เสื่อก็ดี กระดาษ ก็ดี, เสื้อผ้าที่เรานุ่งห่มอยู่ก็ดี, หรือว่าเนื้อตัวเราก็ดี, มัน กำลังเปลี่ยน มันไม่ได้หยุดตายตัวคงที่. มองให้เห็นความเปลี่ยนเถอะ นี่จะเห็นจริง กว่า จนเกิดความเห็นที่อาจจะพูดได้ว่า มันไหลเรื่อย ทุกอย่างไหล.
น.27 ๑๘ เรารู้จักแต่น้ำไหล ของเหลว ไหล. พอพูดว่าไหล ละก็หมายถึงของเหลว ไหล ; แต่เดี๋ยวนี้ พูดเสียใหม่ตาม ที่เป็นจริง ว่าทุกอย่างมันไหล. แม้ก้อนหินนี้มันก็ไหล แผ่นดินก็ไหล ต้นไม้ก็ไหล อะไรก็ไหลๆๆ ๆ, เนื้อตัวเรา ก็ไหล ชีวิตก็ไหล, จิตใจความรู้สึกคิดนึกก็ไหล, ไม่มีอะไร ที่ไม่ไหล, จนถึงกับพูดว่า ทุกอย่างไหล คือ ทุกอย่าง ไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เพราะเปลี่ยน ; เปลี่ยน นั้นคือไหล. คำคำนี้ก็เข้าไปพบกับนักคิด นักศึกษา นักปรัชญา ในประเทศกรีก ฝ่ายตะวันตก พ้องสมัยกับพระพุทธเจ้า ก็มีอยู่เหมือนกัน ที่คนคนนั้นเขาสอนว่า ทุกอย่างไหล เป็น ระบบคำสอนอันหนึ่งของคนชื่อ ฮิรัคคลิตัส (Heracleitus) ก็มีว่า ทุกอย่างไหล. นี่ก็เรียกว่าอยู่กันคนละมุมโลกก็ได้ นั้นเขาอยู่ในทวีปยุโรป, นี้อยู่ในทวีปเอเซีย, แต่มาเห็น เหมือนกันว่า ทุกอย่างไหล คือทุกอย่างมีกระแสแห่งการ เปลี่ยนแปลง. นี้ เราเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า มองเห็นหรือยัง ว่าทุกอย่างมันไหล ? คือ เห็นอนิจจัง นั่นแหละ. ถ้าเห็น ก็เห็นว่า ทุกอย่างมันเปลี่ยน เปลี่ยนคือไหล ไม่คงที่. นี้
น.28 เห็นตามที่เป็นจริง ถ้าเห็นว่าทุกอย่างไหลละก็ เรียกว่าเห็นตามที่เป็นจริง. เห็นความปรุงคือสังขาร นี่คือเห็น "อย่างนั้นเอง". ทีนี้ การไหลนั้น มันเป็นเรื่องเช่นนั้นเอง ของมัน. นี่ฟังให้ดีว่า มันเป็น ความเป็นเช่นนั้นเอง ; เป็นเรื่องเช่นนั้นเอง ของสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลง ปรุงแต่ง หรือสังขาร. นี้เรียกว่า เช่นนั้นเอง ไหล นั้น คือ เช่นนั้นเอง. อะไรจะไหลก็ตาม มันจะเป็นเช่นนั้นเอง ทั้งนั้น ก็มีคำว่า ตถตา ตถาตา แปลว่า เช่นนั้นเอง. ถ้าเรา เห็นความไหลของทุกสิ่ง ก็จะเห็นความ เป็นเช่นนั้นเองของทุกสิ่ง, ให้เห็นชัดลงไปว่ามันเป็นเช่นนี้ เอง ; ที่เมื่อต้นไม้ก็เป็นเช่นนี้เอง ก้อนหินก็เป็นเช่นนี้ เอง แล้วมันก็จะต่างกันอย่างไร. ถ้าเราเห็นลึกถึงขนาดเห็นไหล และเช่นนั้นเอง แล้วมันจะไม่พบความต่าง : แผ่นดินก็ไหล ต้นไม้ก็ไหล
น.29 ๒๐ ก้อนหินก็ไหล คนก็ไหล สัตว์ก็ไหล ๆ ฉะนั้นมันจึงเหมือน กันหมด ; ไม่มีอะไรต่างกัน เพราะว่ามันมีแต่กระแสแห่ง ความเปลี่ยนแปลง. สุขก็เป็นกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลง, ทุกข์ก็เป็นกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลง ; ก็เลยไม่มีต่างกัน ระหว่างสุขกับทุกข์ ในส่วนลึก ในส่วนแท้จริง ในส่วน ข้างใน. สุขคือความไหล ทุกข์ก็คือความไหล หรือ ความเป็นเช่นนั้นของสิ่งเหล่านี้ เ ลยไม่มีสุขไม่มีทุกข์ มีแต่ เช่นนั้นเอง; ฉะนั้นจึงหมดความหมายที่เป็นคู่ ๆ. เช่นว่าสวยหรือไม่สวยอย่างนี้ ; สวยก็เช่นนั้นเอง ไม่สวยก็เช่นนั้นเอง ก็เลยไม่มี ไม่มีว่าสวยหรือไม่มีว่าไม่สวย เพราะมันเป็นเช่นนั้นเองเหมือนกันเสีย. หรือว่าหญิงว่า ชาย ดูลึกซึ้งในความเป็นหญิงก็เช่นนั้นเอง, คือไหลเรื่อย. ดูลึกซึ้งแล้วในความเป็นชายก็เช่นนั้นเอง เพราะไหลเรื่อย, มันก็เหลือแต่ความเป็นเช่นนั้นเอง หรือไหลเรื่อย ; เลย ไม่มีชายไม่มีหญิง. แต่ถ้าไม่เห็นเช่นนี้เอง มันก็โง่ เป็นมีชาย มีหญิง, มีสุข มีทุกข์, มีสวย มีโซ, มีอะไร ซึ่งต่างกันเป็นคู่ ๆ ; ไ เ ไ 2 ไ ไ f เ
น.30 ๒๑ ก็ถูกหลอกด้วยความเป็นคู่, ก็หลงรักหลงเกลียด โดยความ เป็นคู่. นี้เห็นเช่นนั้นเอง มันก็เลยไม่มีหญิง ไม่มีชาย, ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์, ไม่มีได้ ไม่มีเสีย, ไม่มีกำไร ไม่มีขาดทุน, มันมีแต่เช่นนั้นเองเหมือนกันหมด ในทุกสิ่ง ไม่ว่าอะไร ; ไม่ยกเว้นอะไร จะมีความเป็นเช่นนั้นเอง ในฝ่ายสังขารก็ ไหลเรื่อย. ทีนี้ใน ฝ่ายวิสังขาร หรืออสังขตะ มัน ไม่ไหล ; แต่ ความไม่ไหลนั้นก็เป็นเช่นนั้นเอง เหมือนกัน ฉะนั้น จะเป็น สังขาร หรือ วิสังขาร, จะเป็น สังขตะ หรือ อสังขตะ มัน ก็มีความเป็นเช่นนั้นเอง ในส่วนนี้ ก็เลยว่า ไ ม่ต้องยึดถือ ว่าตัวตน ไม่ว่าจะเป็นสังขตะ หรือเป็นอสังขตะ. นี่มัน จะหมดกันที่ว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา - ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ใช่ตัวตน, มีแต่ความเป็นเช่นนั้นเอง. นี่จะต้อง สังเกตให้ดี ศึกษาให้ดี เข้าใจให้ดี. อาตมารู้สึกว่า ท่านผู้ฟังคงจะไม่จับฉวยเอาได้ทั้งหมด, จะไม่ เข้าใจถึงที่สุด ตามที่ต้องการให้เข้าใจ; จึงขอให้เอาไปคิด ไปนึก ไปศึกษา ไปทดสอบ ไปซ้ำ ซักซ้อมอะไรกันอยู่ : ต้นไม้ก็เช่นนั้นเอง ก้อนหินก็เช่นนั้นเอง; แล้วมันก็
น.31 ๒๒ ไม่มีต้นไม้ ไม่มีก้อนหิน, มัน มีแต่ความเป็นเช่นนั้นเอง, แผ่นดินก็เช่นนั้นเอง, ทุกอย่างภายนอกตัวเราเช่นนั้นเอง เหมือนกันหมด. ไม่มีสิ่งใดเลย มีแต่สิ่งเดียว คือ เช่นนั้นเอง. เอ้า, ทีนี้ ภายใน เนื้อหนังร่างกาย ก็เช่นนั้น เอง, ที่เป็นนามธรรม ความรู้สึก นึกคิด จิตใจก็ เช่นนั้น เอง, ความสุข ความทุกข์. ไม่สุขไม่ทุกข์ ที่ปรากฏออกมา เป็นเวทนา ก็ เช่นนั้นเอง , โรคภัยไข้เจ็บก็ เช่นนั้นเอง สบายดีก็ เช่นนั้นเอง; ก็จำไว้ว่า มันมีอย่างนี้ ถ้าไม่ เข้าใจ ก็ไปดูให้ดี. บางคนมาถามอาตมา เขาเป็นคนที่พอจะเข้าใจได้ นะ มาถามว่าเป็นโรคอะไร ? ไม่สบายเป็นโรคอะไร ? เมื่อ อาตมาสังเกตเห็นว่า คนนี้มันจะพอเข้าใจได้ ก็ตอบว่า อาตมา เป็นโรคเช่นนั้นเอง. นี้เขาถามว่ากินยาอะไร ? ก็ กินยาเช่น นั้นเอง. คนโง่ไม่เข้าใจ. อย่าโง่นัก จะเข้าใจว่า มันเป็นโรคเช่นนั้นเอง. ถามว่ากินยาอะไร ? กินยาเช่นนั้นเอง. ถ้าถามว่าได้ผลเป็น อย่างไร ? ได้ผล เช่นนั้นเอง ; เพราะหายก็ เช่นนั้นเอง , ไม่
น.32 ๒๓ หายก็เช่นนั้นเอง, ตายก็ เช่นนั้นเอง. ฉะนั้นเราเจ็บเป็น โรค เช่นนั้นเอง แล้วกินยา เช่นนั้นเอง ได้ผลเป็น เช่นนั้นเอง. จำไว้ เอาไปทบทวนคิดนึกดู ถ้าเข้าใจอย่างนี้ได้ ก็จะเข้าใจ เรื่องทั้งหมดได้ ว่ามันมีแต่ เช่นนั้นเอง. เห็นความเป็นเช่นนั้นเองได้ก็คือเห็นธรรมชาติ ทีนี้ เมื่อตั้งคำถามขึ้นมาว่า เห็นธรรมชาติ นั้น เห็นอย่างไร ? คำตอบก็ว่า เห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ใน ของทุกสิ่ง จนไม่มีอะไรผิดแปลกแตกต่างกัน. ในโลกนี้จะมี อะไรที่เป็นภายใน ภายนอก กี่ร้อยกี่พันกี่หมื่นกี่แสนชนิด ตามที่ชาวโลกเขาพูดกัน ; เราบอกว่าไม่มี, มีอย่างเดียว, มีสิ่งเดียว คือ เช่นนั้นเอง คือความเป็นเช่นนั้นเอง. ขอ ให้เห็นอย่างเดียวนี้เท่านั้นแหละ ซึ่งเ ห็นได้จากทุกสิ่งใ น ทุกสิ่ง นี่ เห็นเช่นนั้นเอง ; เรียกว่าเห็นตามที่เป็นจริง, คำนี้เรียกว่าเห็นตามที่เป็นจริง, ถ้ายังไม่เห็นเช่นนั้นเอง ก็จะไม่เห็นตามที่เป็นจริง, คือจะเห็นก้อนหินเป็นก้อนหิน, เห็นต้นไม้เป็นต้นไม้, เห็นแผ่นดินเป็นแผ่นดิน, เห็นแมว เป็นแมว, เห็นหมาเป็นหมา, เห็นอะไรเป็นอะไรไปตามนั้น ;
น.33 ๒๔ นี้มากมาย รูปร่างต่างกันไปหมด แต่เมื่อเห็นลึกเข้าไป ถึงส่วนลึก คือความเป็นเช่นนั้นเองของทุกสิ่ง แล้วจะเห็น ทุกอย่างเหมือนกันหมด, ทุกอย่างเหมือนกันหมด จะเรียก ว่าสิ่งเดียวกันก็ได้. ถ้าเห็นลึก จะเห็นสิ่งเดียวกัน คือความเป็นเช่น นั้นเอง ในทุกสิ่งทุกอย่าง : ในรูปธรรมก็เห็นอย่างนั้น, ในนามธรรมก็เห็นอย่างนั้น, ในบุญกุศลก็เห็นอย่างนั้น, ในบาปในอกุศล ก็เห็นอย่างนั้น, ในอัพพยากฤตก็เห็นอย่าง นั้น ; เห็นแต่ความเป็นเช่นนั้นเอง ตั้งแต่ขี้ฝุ่นขี้ผงละเอียด เม็ดหนึ่ง ก็เช่นนั้นเอง, แล้วมาเป็นสัตว์เป็นคน ก็เช่นนั้น เอง, เป็นจิตใจก็เช่นนั้นเอง, เป็นความรู้สึกสูงสุด เป็นมรรค ผล นิพพาน ก็เช่นนั้นเอง. ไม่มีอะไรนอกจากเช่นนั้นเอง; เลยไม่มีอะไร ที่จะมาแบ่งแยก ให้เรารักสิ่งนั้นเกลียดสิ่งนี้, ต้องการสิ่ง โน้น กลัวสิ่งนี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องยุ่งไปหมด ; เพราะความ โง่ของตัวเอง ไม่เห็นตามที่เป็นจริง คือเห็นของจริงที่สุด ที่มีอยู่ในทุกสิ่ง คือความเป็นเช่นนั้นเอง, และเรียกว่า เห็น ตามที่เป็นจริง ที่เรียกว่า ยถาภูตํ - ตามที่เป็นจริง. ยถาภูตํ
น.34 ๒๕ ได้ยินบ่อย ๆ แล้ว เป็นเช่นนั้นเอง คือ ตถาตา อวิตถตา อนญฺญถตา เหล่านี้ เรียกว่าเช่นนั้นเอง, ไม่ผิดไปจากความ เป็นเช่นนั้น เห็นเช่นนั้นเอง คือเห็นตามที่เป็นจริง. ถ้าถามว่า เห็นอย่างไร, เห็นอย่างไร ? ก็ เห็น เช่นนั้นเอง ก็ได้, เห็นตามที่เป็นจริง ก็ได้, มันเรื่องเดียวกัน นี่ เห็นธรรมชาติทั้งหลาย ทั้งหมดทั้งสิ้น กี่ร้อยกี่พัน กี่หมื่น กี่แสนอย่าง ว่ามีเพียงอย่างเดียวสิ่งเดียว คือเช่น นั้นเอง มันไม่มีอะไรแปลก. ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว ฟ้าดิน น้ำ มหาสมุทร โลกแผ่นดิน โลกต้นไม้ โลกสัตว์ โลกคน เช่นนั้นเอง เท่านั้น, มีแต่สิ่งที่กำลัง เป็นเช่นนั้นเอง แล้ว ไหลเรื่อย เปลี่ยนเรื่อย ของสิ่งที่ เป็นสังขาร. ส่วนที่ไม่ใช่สังขาร เป็นนิพพานนั้นเห็นยาก แล้วก็ จะไม่ได้เห็น ก็ไม่มีโอกาสจะพูด ; แต่ถ้าไปเกิดเห็นเข้า พระนิพพานก็เป็นเช่นนั้นเองอีกเหมือนกัน. ฉะนั้นก็เลย ไม่ต้องยึดถือ อะไร โดยความเป็นนั่น เป็นนี่, เป็นตัว
น.35 ๒๖ เป็นตน อย่างนั้นอย่างนี้, คนนั้นคนนี้, เป็นเราเป็นเขา ; เป็นอย่างที่เห็นหรือรู้สึกกันอยู่. เพราะเขาไม่เห็น ธรรมชาติทั้งหลายตามที่เป็นจริง ; ถ้าเขา เห็นธรรมชาติ ทั้งหลายตามที่เป็นจริง มันเหลือสิ่งเดียว คือความ เป็น เช่นนั้นเอง. การเห็นเช่นนั้นเองได้ ต้องเห็นด้วย ยถาภูตสัมมัปปัญญา. เอ้า, ทีนี้ ก็ตั้งคำถามต่อไปว่า ที่เห็นเช่นนั้นเองน่ะ เห็นด้วยอะไร ? เอาอะไรมาเห็น ? คำตอบก็มีว่า ด้วย ยถาภูตสัมมัปปัญญา ก็ได้, ยถาภูตญาณทัสสนะ ก็ได้. ถ้าต้องการจะเห็นความละเอียดลึกซึ้ง ถึงความเป็นเช่นนั้นเอง ของสิ่งทั้งปวงแล้ว ต้องเห็นด้วยยถาภูตสัมมัปปัญญา, ยถาภูตญาณทัสสนะ ; มีชื่อหลายชื่อ แต่เรียกกันโดยมาก รัดกุมที่สุด ก็เรียกว่า ยถาภูตสัมมัปปัญญา - ปัญญาเห็นชอบ คือถูกต้อง แล้ว ตามที่เป็นจริง, เรียกว่า ยถาภูตสัมมัปปัญญา. เอามาแต่ไหน ? ไว้ค่อยพูดกันอีกเรื่องหนึ่ง แต่ต้องมีอันนี้ ขึ้นมาให้ได้ ถ้าไม่มีอันนี้จะไม่เห็นตามที่เป็นจริง.
น.36 ๒๗ อีกชื่อหนึ่งเรียกว่า ยถาภูตญาณทัสสนะ นี่ ญาณะ แปลว่า รู้, ทัสสนะ แปลว่า เห็น, ยถาภูตะ - ตามที่เป็นจริง , ปัญญาเป็นเครื่องรู้เครื่องเห็นตามที่เป็นจริง ; เรียกอย่างนี้ ก็มี แต่มันเป็นสิ่งเดียวกัน, ความหมายของคำก็เหมือน ๆ กัน. ยถาภูตสัมมัปปัญญา - ปัญญาเห็นชอบตามที่เป็น "จริง, ยถาภูตญาณทัสสนะ ก็ ปัญญาเป็นเครื่องรู้เครื่องเห็น ตามที่เป็นจริง. เราต้องเอา ยถาภูตสัมมัปปัญญา หรือจะ เรียกว่า ยถาภูตญาณทัสสนะ นี่มา เป็นเครื่องดูให้เห็น ทีนี้ ก็ไป เปรียบเทียบ ที่ว่า ถ้าดูด้วยระบบประสาท ตา ทางอายตนะทางตา อย่างที่เราเห็นอยู่เดี๋ยวนี้. ดูเดี๋ยวนี้ เรา ดูด้วยตา ประสาทตา ระบบตา อายตนะคือตา ; เรา เห็นอะไร ? เรา ก็เห็นอย่างที่ภาพที่เห็นเป็นมโนภาพ ตามที่มันไปสร้างขึ้นใหม่ในนัยตา. แต่ถ้าเราดู ด้วยยถาภูตสัมมัปปัญญา มันไ ม่มี หน้าที่มาดูรูปร่าง : ต้นไม้มีรูปร่างอย่างนี้, ก้อนหินมีรูปร่าง อย่างนี้, พื้นดินมีรูปร่างอย่างนี้, มันไม่มีหน้าที่ที่จะดู อย่างนั้น ; เพราะฉะนั้นมันไม่เห็นแหละ มันไม่ต้องเห็น แล้วมันก็ไม่เห็นด้วย ดูมันก็ไม่ดูอย่างนั้นด้วย.
น.37 ไม่มาดูว่าต้นไม้รูปร่าง อย่างนี้, ก้อนหินรูปร่างอย่างนี้, แผ่นดินรูปร่างอย่างนี้, คน รูปร่างอย่างนี้ ; มันไม่เห็นอย่างนั้น, มันไม่มีธรรมชาติ สำหรับจะดูในแง่นั้น. แต่มัน มีธรรมชาติสำหรับจะดู ลึกเข้าไปถึงข้างใน : ข้างในของก้อนหิน, ข้างในของ ต้นไม้, ข้างในของแผ่นดิน, ข้างในของทุกสิ่ง ว่า โอ ! มีแต่ความไหลเรื่อย เป็นอนิจจัง เปลี่ยนแปลงเรื่อย มีความเป็นเช่นนั้นเอง มันแทงทะลุเข้าไปข้างใน เห็นความ เป็นเช่นนั้นเองของทุกสิ่ง. นี่เราเรียกว่า ตาก็ได้, เรียกว่า ธรรมจักษุ - จักษุ สำหรับเห็นธรรม, หรือปัญญาจักษุ - ปัญญาสำหรับจะเห็น ทั้งหมด รู้แจ้งทั้งหมด. ที่เราดูลืมตาดูกันอยู่นี้ มัน มังสะจักษุ แปลว่าตาเนื้อ เห็นตามที่มันเห็น อย่างที่เรา ลืมตาขึ้นจะเห็น. ทีนี้ ปัญญาจักษุ ธรรมจักษุ มันไม่มี หน้าที่เห็นอย่างนี้ หรือดูอย่างนี้ มันก็ไม่เห็น ไม่เห็นว่า ต้นไม้มีรูปร่างอย่างนี้, มันไป เห็นข้างในลึกเข้าไป ว่า โอ, ไหลเรื่อย - ไหลเรื่อย, เป็นอย่างนี้เอง -เป็นอย่างนี้ เอง, อย่างนี้เรียกว่า ปัญญาจักษุ หรือธรรมจักษุ.
น.38 ๒๙ ในบาลี ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ท่านใช้คำหลาย ๆ คำว่า จกฺขํ อุทปาทิ ญาณ์ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ ; หลาย ๆ อย่างนี้ ก็คืออย่างเดียว กัน คือปัญญาจักขุ หรือธรรมจักษุ ที่เรียกว่า จักษุ ก็ เห็นส่วนที่เป็นธรรมชาติ อัน ลึกซึ้ง, เรียกว่ารู้ก็รู้ธรรมชาติอันลึกซึ้ง ไม่ใช่รู้อย่างเด็ก เรียนหนังสือในโรงเรียน ทีนี้ ปัญญา ก็ ปัญญาอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่ปัญญา ทำมาหากิน ปัญญาขี้ฉ้อขี้โกง ขี้ขโมย ; มันเป็นปัญญา อย่างลึกซึ้ง ที่เห็นจริง. เรียกว่า วิชชา ก็ วิชชาจริง เรียกว่า แสงสว่าง ก็ แสงสว่างจริง; ไม่ใช่แสงแดด แสงแดดนี่ มันก็เห็น ตามแบบแสงแดด ; ถ้าคนตาบอดก็ไม่เห็น. แต่ถ้าว่า มันเป็นปัญญาจักษุ ให้ตามันบอดหรืออะไรด้วย มันก็ยังเห็น อยู่นั่นแหละ นี่เขาเรียกว่า ปัญญาจักษุ หรือธรรมจักษุ. ฉะนั้น เราจึงต้องมีตา ที่เรียกว่า ปัญญาจักษุ, ธรรมจักษุ จะเรียกว่า ตาใน ก็ได้ พูดกันง่ายๆ สำหรับ ชาวบ้าน ตาลูกนี้ที่ลืมอยู่ เห็นอยู่นี้ ก็เรียกว่าตานอก ;
น.39 ๓๐ เห็นชั้นนอก เห็นของข้างนอก เป็นรูปเป็นร่าง ตามสัญญา ตามสมมติ. ทีนี้ ตาใน ไม่ใช่อย่างนั้น, มันไม่เห็นอย่างนั้น, มันไม่มัวเห็นข้างนอกอยู่อย่างนี้ มัน เห็นลึกเข้าไปข้างใน เห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เรียกว่า ตาใน. ตานอกจะเห็นว่าหยุด แต่ ตาในจะเห็นว่าไหล เรื่อย ; ตานอกนี้เดี๋ยวนี้ตานี้ เห็นก้อนหินก้อนนี้ว่า ก้อนหินก้อนนี้หยุดอยู่ที่ตรงนี้ นี่ตานอกมันโง่ มันเห็น อย่างนี้. ทีนี้ตาในที่มันเห็นอนิจจังเห็นอะไร, ตาในก็เห็นว่า โอ๊, ไหลเรื่อย, ก้อนหินก้อนนี้ก็ไหลเรื่อย, ความเป็นก้อนหิน นี้ไหลเรื่อย คือเปลี่ยนเรื่อย เป็นอนิจจังเรื่อย. นี้ถ้าว่ากันลืม ก็จะพูดว่า ตานอกเห็นว่าหยุด แต่ ตาในเห็นว่าไหลเรื่อย; จะเป็นอะไรก็ตาม : จะไป ดูคน ดูของ ดูสัตว์ ดูเงิน ดูทอง ดูวัวควายไร่นา ดูอะไร. ถ้า ตานอก มันก็ เห็นว่าหยุด ที่ตรงนั้น ; แต่ ตาใน เห็นว่าไหลเรื่อย ไม่มีหยุด. นี่จึงเรียกว่า เห็นด้วยตาใน ที่เขาเรียกกันว่า วิปัสสนา เห็นอย่างแจ่มแจ้ง นั้น คือเห็น ด้วยตาใน.
น.40 มีได้ โดยฝึกจิตเป็นสมาธิ ตาใน นี้ต้องหามา หรือต้องเรียกว่าเตรียมขึ้นมา จัดขึ้นมา ไปฝึกจิตให้เป็นสมาธิ แล้วจะได้ตาใน, จะมี ตาใน สำหรับเห็นตามที่เป็นจริง, ว่ามันไหลเรื่อย หรือว่า เช่นนั้นเอง. ตานอกแท้ ๆ นี้มันไม่เห็นได้ ; มันก็ เห็นอย่างที่เห็น ๆ อยู่. แต่ถ้าไป ฝึกจิตให้ดี ให้ถูกต้อง ตามวิธี ที่เรียกว่า สมาธิ และถ้าสำเร็จแล้ว จะเกิดตาใหม่ ที่เรียกว่า ตาใน ได้มาสำหรับจะดูสิ่งทั้งปวงกันอีก. ทีนี้ก็เห็นตรงกันข้าม เห็นสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา; ตรง กันข้ามกับที่ตานอกมันเห็น ว่ามันอยู่ตรงนี้ มันของกู ก เอาอย่างไรก็ได้ มันเที่ยง มันสุข มันต่างกันอย่างนี้ ฉะนั้น ใครอยากมีตาใน ก็ไป ฝึกฝนจิต เสียใหม่ ให้จิตมีความเป็นสมาธิตามสมควร จะไม่ถึงที่สุดก็ได้ ; แต่อย่างน้อยก็ต้องตามสมควรของความเป็นสมาธิ เราจึง จะมองเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา, หรือ
น.41 ๓๒ ที่เรียกว่า เห็นทุกสิ่งมันไหลเรื่อย ไม่มีอะไรที่ไม่ไหล ไม่มีอะไรที่หยุดอยู่. นี้เรียกว่า เห็นด้วยยถาภูตสัมมัปปัญญา, เห็น ด้วยยถาภูตญาณทัสสนะ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสถึงมาก ที่สุดในคำสอนของท่าน. ฉะนั้น เราถ้าอยากจะเห็นตามที่ พระพุทธเจ้าท่านสอน ก็ต้องสร้างอันนี้ขึ้นมา, สร้างยถาภูต- สัมมัปปัญญาขึ้นมาให้ได้ แล้วก็เห็นสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง. เห็นด้วยอะไร ? เห็นด้วยยถาภูตสัมมัปปัญญา. นี่ เห็นธรรมชาติตามที่เป็นจริง คือ เห็นว่ามัน เป็นเช่นนั้นเอง ก็ได้ หรือเห็นว่า ทุกอย่างมันไหลเรื่อย ก็ได้ เห็นธรรมชาติตามที่เป็นจริง เห็นด้วยอะไร ? ด้วยยถาภูตสัมมัปปัญญา ที่เกิดมาจากสมาธิ เห็นเช่นนั้นเองได้ในโลกทั้งสาม. นี่ เห็นที่อะไร ? เห็นที่ไหน ? ก็ เห็นที่ทุกสิ่งทุก อย่าง ที่เป็น โลกแผ่นดิน, เป็น โลกหมู่สัตว์, หรือเป็น โลกสังขาร; หมายความว่ารูปธรรมก็ดี นามธรรมก็ดี การปรุงแต่งของรูปธรรมนามธรรมก็ดี, ทั้ง ๓ โลกนี้ มัน
น.42 ๓๓ เป็นอย่างนี้ มัน ไหลเรื่อย, มีความเป็นเช่นนั้นเอง คือ การไหลเรื่อย. รูปธรรมก็เป็นโลกรูปธรรม, นามธรรมก็เป็นโลก นามธรรม, การปรุงแต่งของสิ่งทั้ง ๒ นี้ ก็คือสังขารโลก โลกแห่งการปรุงแต่งของรูปธรรมและนามธรรม. แต่เขา เรียกกันว่า โอกาสโลก บ้าง สัตวโลก บ้าง สังขารโลก บ้าง ; ถ้าอยากจะกำหนดง่าย ๆ ก็ว่า ที่เป็นรูปธรรม มันก็ เป็น โอกาสโลก, ที่เป็นนามธรรม เช่นจิตใจนี้ มันก็ เป็น สัตว์โลก, ที่เป็นการปรุงแต่งกันอยู่เรื่อย ของสิ่งทั้ง ๒ นี้ ก็เรียกว่า สังขารโลก สังขาร ในที่นี้มันแปลว่า ปรุงแต่ง ; ไม่ได้แปลว่า เนื้อหนังร่างกาย. การปรุงแต่ง, สภาพการปรุงแต่งน่ะ หยุดเสียเถอะ แล้วก็จะสบาย ; ถ้ามีปรุงแต่งอยู่เรื่อย ก็จะ ต้องเวียน ว่ายและเป็นกองทุกข์. ดับสังขาร, หยุดสังขาร ไม่ได้หมายถึงความตาย หมายถึงการปรุงแต่ง หรือ ควบคุม การปรุงแต่งให้ได้ แล้วก็จะเป็นสุข เตสํ วูปสโม สุโข ชักบังสุกุลป่าช้าที่ว่า เตสํ วูปสโม สุโข นั่นแหละ ; สังขาร อย่างนี้ ก็คือว่า การปรุงแต่ง ; หยุด การปรุงแต่งเสียได้ เป็นความสุขอย่างยิ่ง.
น.43 ๓๔ ฉะนั้น เราต้องรู้ธรรมชาติแห่งสังขาร หรือสังขาร โลก, โลกแห่งการปรุงแต่ง อันละเอียด อันลึกลับที่สุด ที่มีอยู่ในสิ่งทั้งปวงให้ดีๆ มีอยู่ในสิ่งทั้งปวง ; เพราะว่าเรา ต้องไปหลงในสิ่งทั้งปวง, หรือจะไปหลงในบางสิ่งบางอย่าง มันก็รวมอยู่ในสิ่งทั้งปวง รวมอยู่ในคำว่า สังขารทั้งปวง ฉะนั้น อย่าไปหลงอยู่ในสังขารหรือการปรุง แต่ง : เห็นตามที่เป็นจริง ว่ามันเป็นธรรมชาติอย่าง นั้นเอง; ก็ไม่มีความหมายสำหรับให้รัก, ไม่มีความหมาย สำหรับให้เกลียด, ไม่มีความหมายสำหรับให้โกรธ, ไม่มี ความหมายสำหรับให้กลัว, ไม่มีความหมาย สำหรับจะมาอาลัย อาวรณ์ยึดมั่นถือมั่น มันไม่มี. เมื่อไม่ยึดมั่นถือมั่น มัน ก็พอกัน ไม่มีความทุกข์. เห็นความเป็นเช่นนั้นเองแล้วจะไม่ยึดมั่นถือมั่น. ทีนี้ ตั้งปัญหาต่อไปว่า จะมีผลอย่างไร ? ถ้า เห็น ธรรมชาติ ทั้งหลายทั้งปวง ตามที่เป็นจริงว่ามันมีอย่างนั้น เอง หรือมีไหลเรื่อย เห็นอย่างนี้จะมีผลอย่างไร ? ผล อย่างนี้ไม่ใช่ผลกรรมนะ ; มันเป็นปฏิกิริยาที่เกิดมาจาก
น.44 ๓๕ การเห็น. การเห็นด้วยญาณทัสสนะนี้ จะไม่จัดว่าเป็น กรรม ; เป็นกิริยาอันหนึ่ง, แล้วมีปฏิกิริยาเกิดขึ้นมาจาก การเห็นนั้น. เห็นตามที่เป็นจริงแล้วจะเกิดผลขึ้นมา เป็น ความปล่อย วาง เฉย ; ก่อนนี้ไม่ปล่อย ไม่วาง ไม่ เฉย, เอาทั้งหมด, เอาเป็นตัวกู-ของกู อย่างใดอย่างหนึ่ง. นี้พอเห็นธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวง ตามที่เป็นจริง แล้วมัน ก็จะปล่อยสิ่งที่ยึดอยู่ วางเสีย แล้วก็เฉย ในทุกสิ่ง ก็หลุด จากทุกสิ่ง, แล้วเมื่อนั้นก็จะนิพพาน จะปรินิพพาน. นี้อยากจะพูดให้รู้กันไว้ สำหรับผู้ที่รักธรรมะ รัก ความหลุดพ้น. พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ว่า เมื่อไม่จับ ไว้ถือไว้ ด้วยอุปาทาน เมื่อนั้นนิพพาน. บางคนหรือโดย มาก ได้ยินว่าจะนิพพานต่ออีกกี่หมื่นชาติ กี่แสนชาติ อสงไขยชาตินั่น เราจึงจะนิพพาน. เคยฟังอย่างนั้น, เคย เชื่อกันอย่างนั้น, เคยสอนกันอย่างนั้น; เราต้องบำเพ็ญ บารมีเรื่อย ๆ ไป เรื่อย ๆ ไป ต่อหมื่นชาติ แสนชาติ อสงไขย- ชาติ เราจึงจะนิพพาน.
น.45 ๓๖ ทีนี้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เมื่อไม่ยึดมั่นถือมั่น เมื่อปล่อย เมื่อวาง เมื่อเฉย ; เมื่อนั้น จะนิพพาน ที่นั่น, เป็นอกาลิโก ที่นั่น, เมื่อนั้น ทีนี้ จะปล่อยวางก็ต้องเห็น, เห็นธรรมชาติทั้ง หลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง ว่าเช่นนั้นเองโว้ย, ไหลเรื่อย โว้ย. พอเห็นอย่างนี้ มันก็ปล่อย คือไม่ยึดมั่นไม่ถือมั่น ; เมื่อไม่ยึดมั่นถือมั่น มันก็นิพพาน ; แม้จะเป็นนิพพาน ชั่วคราว ก็เรียกว่านิพพาน แล้วคำนี้ พระบาลีใช้คำว่า ปรินิพพาน เสียด้วย ; ไม่ได้พูดว่านิพพานเฉย ๆ, ใช้คำว่า ปรินิพพาน ซึ่งเราก็ถือ กันว่า เป็นความหมายสูงสุด ดับที่สุด. แต่อยาก จะให้ ความหมายที่ชัดกว่า ; เย็น, ปรินิพพาน แปลว่า ดับเย็น ที่พูดว่านิพพานนิพพานนี้ คือดับแห่งความร้อน : ร้อน แห่งกิเลส, ร้อนแห่งวัฏฏสงสาร, ร้อนแห่งอะไรก็ตาม, ดับหมดแล้วก็เย็น นั่นคือ นิพพาน ; เพราะฉะนั้น นิพพาน แปลว่า เย็น. นี้เรา จะเย็น จะดับได้ ก็เพราะไม่ยึดมั่น ; เรา จะไม่ยึดมั่นได้ ก็เพราะเห็นธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวง
น.46 ๓๗ ตามที่เป็นจริง ; ฉะนั้น คงจะไม่เสียเปล่าละมัง. อาตมา ก็พูดเรื่องนี้จนเหนื่อยแล้ว ผู้ฟังก็ฟังจนเมื่อยแล้ว, จะเสีย เวลาเปล่าหรือไม่ ถ้าเห็นธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวงตามที่ เป็นจริงแล้วมันจะไม่ยึดมั่นถือมั่น ; เมื่อไม่ยึดมั่นถือมั่น มันจะดับเย็นเป็นปรินิพพาน. พระบาลีโดยพิสดาร ก็พอจะเข้าใจได้ ไม่ยากดอก - พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า มันมี รูป เสียง กลิ่น รส โผฏ- สัพพะ ธัมมารมณ์ ๖ อย่างนี้ ในกรณีรูป, มันมีรูป ที่เรา อาจจะรู้สึกได้ด้วยตา, แล้วรูปนั้นน่ารัก รูปนั้นน่าพอใจ, มันมีรูปที่น่ารัก เป็นที่เข้าไปยึดเอาแห่งกาม เป็นที่ถามเข้า ยึดเอา ; รชนียา - เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด หรือ ชวนให้กำหนัด เมื่อพูดอย่างนี้ ก็ขอให้ทุกคนนึกดูว่า สิ่งที่เรา เห็นทางตา นั่นแหละ ที่มันน่ารัก น่าพอใจ จน ก่อให้เกิด กิเลสกาม กำหนัดยินดี หลงใหล มันมีอยู่ในโลก. ทีนี้ มันมากระทบตา มากระทบเรา พูดว่ามา กระทบเรา คือ มีการกระทบตา ของเรา ; พอกระทบ แล้วเราก็ชอบใจอย่างยิ่ง ชอบใจเหลือประมาณ. ท่าน
น.47 ๓๘ เรียกว่า อภินนฺทติ - ขอบใจอย่างยิ่ง แล้วก็สูดปาก อย่าง เอร็ดอร่อย พอใจ, พร่ำบ่นว่า มันวิเศษ วิเศษหนอ วิเศษ จริงหนอ อะไรก็ตาม แล้วแต่คนบ้านั้นมันจะพูดไป. ปากพร่ำอยู่ในสิ่งที่มันชอบใจที่สุด อย่างนี้ก็เรียกว่า อภิวทติ - พร่ำสรรเสริญ พร่ำพูดคุณของสิ่งที่ตนหลงรัก แล้วจิตใจของเขาก็ปักแน่นลงไปในสิ่งนั้น ในสิ่งที่ตนชอบ, แล้วพร่ำพูด พร่ำสรรเสริญอยู่นั้น. จิตใจของเขาก็บักดึง ลงไปในสิ่งนั้น นี้เรียกว่า อชฺโฌสาย ติฏฺฐิติ - หยั่งลงไป ในสิ่งนั้น. เมื่อคนนี้ชอบใจอย่างยิ่ง พร่ำสรรเสริญอย่างยิ่ง ปักใจอย่างยิ่งอยู่นี้ ; วิญญาณนั้น, วิญญาณในขณะนั้น ที่สัมผัสรูปอันนั้น วิญญาณนั้นก็เป็นวิญญาณที่กิเลสเข้าไป อาศัยเสียแล้ว นั่นเรียกว่า ตํ นิสฺสิตํ วิญญาณํ โหติ - วิญญาณนั้นก็เป็นวิญญาณที่กิเลสเข้าไปอาศัยยึดครองเสียแล้ว, คือความเพลิดเพลินยินดี พร่ำสรรเสริญมัวเมานั่นแหละ. นั่นเรียกว่ากิเลสเข้าไปอาศัยในวิญญาณนั้น วิญญาณ ทางตาในกรณีนี้ ที่ได้เห็นรูปอย่างนี้ ฉะนั้นวิญญาณที่กิเลส เข้าไปอาศัยเต็มที่อย่างนี้แล้ว ; นั่นแหละเรียกว่า อุปาทาน,
น.48 ๓๙ อุปาทาน, ตฺปาทานํ นั่นแหละคือตัว อุปาทาน ละ อุปาทาน - ความยึดถือ. ทีนี้ก็ตรัสว่า สอุปาทาโน เทวานมินทฺ ภิกขุ น ทิฏฺฺเฐ- ธมฺเม ปรินิพฺพานติ เพราะท่านตรัสตอบแก่พระอินทร์ เรียก ว่า เทวานมินทะ พระอินทร์ จอมเทวดา, ตรัสว่า พระอินทร์ , ถ้าว่าภิกษุ มีอุปาทานอย่างนี้แล้ว ไม่ดับเย็น คือไม่ปรินิพพาน ในทิฏฐธรรมนี้ เพราะมีอุปาทานยึดมั่น หลงใหล แน่นแฟ้น ขอบใจ พร่ำสรรเสริญอยู่ด้วยปาก. ทีนี้ ในกรณีที่ตรงกันข้าม เมื่ออารมณ์อย่างนั้น มากระทบตา เป็นต้นนี้ มันมีปัญญา, ก็เป็นกรณีของคน ที่มีปัญญา เห็นธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง แม้ในรูปที่มากระทบตา ที่น่ารัก น่าพอใจ น่ากำหนัด เหลือ ประมาณนี้ ; มันก็ยังเห็นว่า โอ๊ย, ธรรมชาติตามธรรมดา เช่นนั้นเอง ไหลเรื่อย อย่างนี้เป็นต้น. คนนี้ก็ไม่หลงพอใจ น อภินนฺทติ - มัน ไม่เพลิดเพลิน อย่างยิ่ง, น อภิวทติ - ไม่ได้พร่ำสรรเสริญสูดปากอย่างยิ่ง, น อฺชฺโฌสาย ติฏฐิติ - มันก็ ไม่ฝังใจลงไป ; คนนี้
น.49 ตามที่เป็นจริง วิญญาณนั้น ก็ไม่ถูก กิเลสอาศัย ; นั้นมันไม่ใช่อุปาทาน เพราะฉะนั้น ในขณะนั้น บุคคลนั้น วิญญาณนั้น ไม่เป็นอุปาทาน ; มันไม่มีอุปาทาน แล้วก็ภิกษุผู้ไม่มี อุปาทาน ย่อมดับเย็นเป็นปรินิพพาน ในทิฏฐธรรมนี้นั้น เทียว ในทิฏฐธรรมนี้ คือที่นี่ และเดี๋ยวนี้. เมื่อไม่มีอุปาทาน, เมื่อดับอุปาทาน เมื่อว่างจากอุปาทาน, ก็จะเป็นปรินิพพาน เย็นสนิทที่ตรงนั้น เวลานั้น นั่นเทียว. นี่ เราสามารถจะมีปรินิพพาน ที่นี่และเดี๋ยวนี้ โดยการกำจัดอุปาทานเสีย ระงับอุปาทานเสีย ; ไม่ให้ อุปาทานเกิดขึ้นมา. เมื่อไม่มีอุปาทาน ก็เป็นผู้เย็น เป็นผู้ดับเย็น เป็นผู้ปรินิพพาน ปรินิพพานที่นี่และ เดี๋ยวนี้; ไม่ต้องรออีกหมื่นชาติ แสนชาติ อสงไขยชาติ บำเพ็ญบารมีไป อสงไขยชาติ จึงจะปรินิพพาน. ที่พูดนี้ ก็เพื่อขอ ให้ดูว่า มันมีประโยชน์ อย่างไร ? การเห็นธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็น จริง ว่ามัน เป็นสักว่าธรรมชาติ เช่นนั้นเอง ไหล
น.50 ๔๑ เรื่อยนี้; ถ้าเห็นอย่างนี้แล้ว จะมีประโยชน์อะไร ? มันจะมี ประโยชน์ถึงขนาดสร้างพระนิพพานขึ้นมาที่นี่ และเดี๋ยว นี้ และเป็นนิพพานจริง รู้สึกอยู่กับจิต, เป็น สนฺทิฏฐิโก - เป็นของจริง, แล้วก็ไม่จำกัดเวลา มันที่นี่ และเดี๋ยวนี้, คือเมื่อ ไม่มีอุปาทาน ก็ เป็นอกาลิโก - ไม่ จำกัดเวลา แล้วอาการอย่างนี้ มันก็เป็น ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญญูหิ - คนที่รู้นั้นก็รู้ได้เฉพาะตน, ประจักษ์แก่ใจของตน ; อย่างนี้จะ เป็นธรรมะจริง เป็นของจริง เพราะเป็นสันทิฏฐิโก อกาลิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ. เอาละ อาตมาก็จะหมดเรื่องแล้ว คือ ดูให้เห็นตาม ที่เป็นจริง ว่าธรรมชาติมันเป็นอย่างนี้เอง ไหลเรื่อย ไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น. เดี๋ยวนี้เราไม่เห็นธรรมชาติทั้งปวง ตามที่เป็นจริง ก็ยึดมั่นถือมั่น ก็เป็นทุกข์ อย่างน้อยก็ปวดหัว นอนไม่หลับ ; เข้าใจว่าต่อไปนี้คงจะเอาไปปรับปรุง ขยับ- ขยาย, อย่าให้ต้องปวดหัวหรือนอนไม่หลับ จะได้เลิกกินยา นอนหลับกันเสียที. ต้องขอยุติการบรรยาย เพราะธรรมชาติบังคับ, ธรรมชาติบังคับ.
Buddhadasa