น.74 ปรมัตถ์คำกลอน บทประณม (สุรางคณางค์ ๒๘ ) สิบนิ้วประณม ขอถวายบังคม พระศรีศาสดา ไหว้คุณพระพุทธัง ธัมมังสังฆา คุณครูอุปัชฌาย์ บิดามารดร ข้าไหว้คุณพี่ ป้าน้าทั้งนี้ ท่านช่วยสั่งสอน ให้พูดให้จา ภาษาเด็กอ่อน ให้นั่งให้นอน สัญจรไปมา ครั้นเมื่อโตใหญ่ พ่อแม่ตั้งใจ เอาไว้วัดวา เรียนปิฎกจบ ครบพระคาถา รู้แจ้งธัมมา วิชาถ้วนถี่ ครั้นถ้วนคำรบ ยี่สิบเอ็ดครบ อุปสมบทด้วยดี โปรดญาติกา บิดรชนนี สืบสร้างบารมี ราตรีทิวา ข้าไหว้คุณแล้ว ขอชักนำแก้ว เรื่องราวกล่าวมา พระธัมม์ปรมัตถ์ แจ้งอัตถ์คาถา ความรู้วิชชา ออกมาแสดง พระสงฆ์ทั้งหลาย ท่านผู้อภิปราย อัตถาแถลง บทบาทคาถา เทศนาให้แจ้ง อย่าให้พลั้งแพลง วิปลาสพลาดไป ข้าขอประกาศ พระมุนีนารถ ศาสนาภูวนัย คุณพระใหญ่กว้าง ยิ่งกว่าภพไตร กำจัดทุกข์ภัย คุ้มกันอันตราย ๑
น.75 ๒ โอ้พระบุญหนัก คุณพระมากนัก ยิ่งภพภูมิหลาย เป็นปิ่นปกเกล้า ข้าพเจ้าสืบสาย พระคุณมากมาย ขวัญมิ่งยิ่งยง โอ้ว่าพระแก้ว นิรพาณไปแล้ว ตามพระประสงค์ พระไว้ศาสนา ข้าจำมั่นคง เสมือนได้พบองค์ เมื่อพระเจ้ายัง ตัวข้าบุญน้อย ค่อยซัดค่อยลอย เกิดมาภายหลัง ไม่พบพระองค์ ยังคงสมหวัง ศาสนาพระยัง ข้าได้ชื่นใจ ศาสนาจอมจักร แม้ลึกซึ้งนัก ไม่ยากเท่าใด ผู้ใดปรารถนา ค้นคว้าหาไป ยอมได้ดั่งใจ ตามแต่ปรารถนา คุณศีลคุณทาน คุณแก้วสามประการ ใหญ่ยิ่งคณนา แม้นว่าพลาดพลั้ง มิเป็นใดหนา ท่านมีเมตตา มิได้เศร้าหมอง สวดมนต์ภาวนา หมู่ศีลทั้งห้า ให้เคร่งเร่งตรอง พากเพียรเรียนธรรม มิได้หม่นหมอง อุตส่าห์ตริตรอง ตริตรึกนึกไป ปรารภสัตว์ ( ยานี ๑๑) บางคนยังไม่รู้ เกิดมาอยู่ได้อาศัย ศาสนานี้ของใคร ไม่ถามไถ่ให้รู้จัก แต่มาอยู่อาศัย ไม่ถามไถ่เจ้าสำนัก มาอยู่เพื่อหยุดพัก ไม่ตระหนักแล้วพ้นไป เมื่อเหตุเกิดข้างหน้า ซักไซร้หาที่อาศัย จะบอกได้ที่ไหน เมื่อจากไปไม่ผูกรัก เมื่อเขาจะทำโทษ จะซักหาเจ้าสำนัก แต่ชื่อก็ไม่รู้จัก จะช่วยทุกข์ได้ที่ไหน
น.76 ๓ ทายกท่านทั้งหลาย อย่ามักง่ายเอาใจใส่ เมื่อน้อยมิเป็นใด ครั้นโตใหญ่เร่งเสาะหา ครือแรกลำเรือน้อย ต่อมาดเข้าเป็นนาวา ให้สรรพเครื่องเภตรา ถึงเวลาจะใช้ใบ แล้วแต่งนายต้นหน ให้คุมคนเมื่อจะไป แต่งเครื่องเภตราใหญ่ เสร็จสรรพไว้ให้ชอบกล เมื่อต้องพายุร้าย จะโทษนายผู้ต้นหน เครื่องเรือไม่ทานทน เมื่อเสียลำจะโทษใคร ศรัทธาเป็นต้นหน ศีลกับทานช่วยส่งไป คุณแก้วอันผ่องใส พลัดเสียแล้วแล่นพ้นฝั่ง แต่เรือหมู่ลูกค้า ตามไม่ได้ต้องหยุดยั้ง ชักใบแล่นกลับหลัง แต่สำเภาแล่นโถมไป ทายกท่านทั้งหลาย ยังไม่ได้ซึ่งน้ำใจ ภายนอกงามผ่องใส ส่วนภายในเป็นราคี เมื่อพระเจ้ายังตรัส เที่ยวโปรดสัตว์ทั่วโลกีย์ ก่อนแต่ศาสนานี้ เขาเลี้ยงช้างไม่ถือขอ* เร่งโลมมันเร่งบ้า วิ่งเข้าป่าไม่ฟังหมอ ถ้าว่ายังถือขอ เกี่ยวกดไว้ไม่วิ่งไกล ทายกท่านทั้งหลาย ทั้งหญิงชายมากไสว จะหยั่งน้ำใจใคร หยังมิได้ท่านทั้งหลาย * เลี้ยงช้างไม่ถือขอ เลี้ยงกิเลสที่ไม่มีการควบคุมกิเลส มุ่งแต่อร่อย ท่าเดียว ยิ่งบำรุงก็ยิ่งมีกำลังสำหรับทำผิดให้หนักขึ้น.
น.77 ๔ ตัวแร้งงามเท่าใด เล่าลือไปว่ากินควาย ชีวันซึ่งอันตาย เลี้ยงชีวิตเป็นภักษา นกยางตัวขาวแท้ ตีนนั่นแลหย่อนคงคา ส่วนใจเร่งแสวงหา ส่วนลูกตาคือชักยนต์ ส่วน ตัวมันขาวแท้ น้ำใจแลอกุศล รู้คิดแต่เกียดกล เลี้ยงชีวิตด้วยมิจฉา ทั้งหลายอย่างดูเยี่ยง อย่างนกยางอันโสภา ผู้ใดมีปัญญา ดูเยี่ยงแร้งซึ่งบินไกล ฟังหราหมู่ชาวเจ้า จะแก้เล่าความสงสัย ต้นเหตุอันเกิดภัย ใช่ใครทำให้เหตุเกิด ห้ามแล้วพระห้ามเล่า หมู่ชาวเจ้ายังเตลิด ครั้นเมื่อเหตุมันเกิด ทีนั้นแลจะฉุกใจ เกิดมาในบ่วงมาร ใช่จะปล้ำรอดที่ไหน ตัดเสียได้เมื่อใด จึงจะพ้นบ่วงตัณหา ในทางประเวณี พระชินสีห์มีห้ามมา คือบ่วงราคตัณหา บ่วงกามาเกี่ยวคล้องมัด ครั้นว่าไปทำมา บ่วงนั้นหนามันเร่งรัด ชื่อว่ามัตตสัตว์* ย่อมแต่ล้วนเป็นราคี เมื่อหน่อโพธิสัตว์ ยังไม่ตรัสเป็นชินสีห์ พระต้องบ่วงโลกีย์ หน่อชินสีห์ก็สามารถ ————————————————————————————— *มัตตสัตว์ คือคนเมาหรือคนบ้า, ในที่นี้หมายถึงเมากิเลส.
น.78 ๕ เข้าฉวยเอาญาณทัศน์ จึงเปลื้องตัดบ่วงนั้นขาด ปล้ำฉุดสุดสามารถ กว่าจะขาดบ่วงนั้นหนา เมื่อได้เป็นพระแล้ว พระจึงแผ้วธรรมเทศนา ว่ากัมมะเวรา ครั้นทำมามันวนเวียน คือดั่งดุมกงกำ ดูเงื่อนงำที่ล้อเกวียน หมุนแล้วมันหันเหียน อาจห้ำหั่นให้บรรลัย เกิดมาในโลกีย์ ครั้นมั่งมีก็ดีใจ ส่วนเหตุอยู่ภายใน อย่ามักง่ายให้ระวัง ครั้นเกิด ความสนุก มีความทุกข์หมุนติดหลัง มันเผาเอาเมื่อพลั้ง เร่งระวังอย่าไว้ใจ เพราะเหตุทั้งสองนั้น เกิดร่วมกันแต่ไหนๆ เหตุหนึ่งให้เกิดไฟ เหตุหนึ่งไพล่ให้เกิดฝน หากว่าใครคิดออก กันไว้นอกไม่อับจน หลีกเสียทั้งไฟฝน อย่าให้เข้าถึงภายใน จะกันซึ่งความทุกข์ ใช่จะยากสักเท่าใด เป็นต้นด้วยน้ำใจ มีปัญญารักษาตัว ข้างต้นเท่าลำหวาย ส่วนข้างปลายเท่าใบบัว มันปกไว้เย็นยั่ว อย่ามักง่ายให้ทะนง คือดังคนตกเบ็ด มันทำเคล็ดให้ปลาหลง ภายนอกน่าพิศวง ส่วนเบ็ดคู้อยู่ภายใน
น.79 ๖ อาหารก็ลอยมา ปลาฉวยได้กลืนเข้าไป เบ็ดเงี่ยงเกี่ยวเอาไว้ ล้างชีวิตให้มรณา. (สุรางคณางค์ ๒๘) ข้าแต่อาจารย์ ได้ฟังนิทาน ในพระวินัย แต่เล้าแต่โลม โลมเล้าเอาใจ ยังเห็นจักได้ คนมารักษา (ศีล) มิว่าแต่เรา องค์พระพุทธเจ้า ผู้มีปัญญา โลมด้วยพระธรรม บทบาทคาถา เมื่อแจ้งเทศนา ว่าได้สองดวง* สองดวงนั้นเล่า องค์พระพุทธเจ้า แต่เน้าแต่หน่วง แต่เล้าแต่โลม แต่ล่อแต่ลวง จึงได้สองดวง นะพระอาจารย์ เมื่อพระเจ้าตรัส พระโปรดฝูงสัตว์ โปรดหมู่คนพาล บัดนี้สรรเพชญ์ เสด็จนิรพาณ โลมสัตว์สงสาร ด้วยธรรมชินสีห์ นานไปเบื้องหน้า เร่งโลมเร่งบ้า ร้อยเท่าพันทวี แต่หมู่คนบาป เมื่อเกิดกะลี แม้คำชินสีห์ โลมยากนักหนา คือช้างอันร้าย หาควาญมิได้ ลงมันแกล้วกล้า แต่คนสุภาพ ลำบากเวทนา โอ้อนิจจา สมณาพราหมณ์ชี ศักดิ์สิทธิ์ทุกสถาน ทุกตรอกซอกบ้าน หลักเมืองอันมี จะเดินตามกัน ผันพักตร์กาลี สมณะพราหมณ์ชี โลเลหากัน * สองดวงนี้ เข้าใจว่าผู้แต่งหมายถึงมรรคญาณและผลญาณ.
น.80 ๗ ห่าฝนลมพะโยะ ทุกสิ่งส้มโสะ โละไม้มีพรรณ* สารพัดต่างๆ จะแปรจะผัน จะเอาพระธรรม์ โลมยากพ้นประมาณ ข้าแต่พฤฒา ตัวเราเกิดมา พบแต่คนพาล แต่เล้าแต่โลม แต่หักแต่ราน ลงเรือร่วมคาน ด้วยหมู่เดียรลีย์ พวกคนสุภาพ เกิดคนใจบาป ในเมืองกะลี จะพลั้งจะพลาด ขาดศีลชินสีห์ ตั้งใจให้ดี อย่าให้คลาดแคลง โมโหยั่วเรา เร่งกดใจเข้า หักเอาด้วยแรง คิดถึงความตาย ขนาบไว้ให้แข็ง แล้วเอาตัวแฝง ฝากแก้วสามประ- การ แล้วคิดอนิจจา รำพึงขึ้นมา เป็นกรรมฐาน ว่าสัตว์นั้นหนอ ล่อให้รำคาญ แต่ในนรกานต์ รำคาญยิ่งกว่า เร่งคิดจงนัก เพราะบาปนี้หนัก พ้นที่คณนา ด่าว่าสบประมาท เป็นความมุสา อดเอาเถิดหนา อย่าให้เป็นกรรม โมโหประมาท กล่าวมุสาวาท เหลือจะจดจำ จะตกนรกแม่น แสนโกฏิเขาทำ ตกในน้ำดำ ชื่อกาฬิโสต ** ทนทุกข์เวทนา ในห้วงสงสาร์ เก้าล้านปีโกฏิ เมื่อพระเทศนา ในกาฬิโสต เก้าล้านปีโกฏิ ทนทุกข์เวทนา ครั้นเมื่อถ้วนชาติ ทีนั้นจะคลาด เป็นสัตว์ขึ้นมา แล้วเกิดเป็นคน โมโหโทสา ครั้นตายเขาจะพา ไปอีกแหละหนา * พะโยะ คือ พะยุ, ส้มโสะโละไม้ คือภาษาถิ่นนั้น หมายถึงส้มสูกลูก ไม้ คงไว้เพื่อให้ได้ศึกษา. ** กาฬิโสต แปลว่า กระแสน้ำดำ.
น.81 ๘ ร้อยชาติพันชาติ กรรมนั้นไม่ขาด ตามไปตามมา ตัดเสียสักชาติ คลาดแต่เวรา ที่นั้นแลหนา หาทางนฤพาณ จงหักใจร้าย อย่าคิดมักง่าย คบค้าคนพาล คบแต่บัณฑิต คือพฤฒาจารย์ ถามไถ่ทุกสถาน คาถาบาลี คือดังหัวแหวน ค่ามากถึงแสน เชื้อชาติชาตรี สมด้วยเรือนทอง ส่องแสงรัศมี นั่นแลคนดี คบพฤฒาจารย์. แม้เป็นนักปราชญ์ ความรู้สามารถ ปัญญาเชี่ยวชาญ คือดังช้างเผือก เชือกงามเต็มสาร ครั้นคบคนพาล พลาดพลั้งเสียตัว พระธรรมแต่งไว้ เรียนเอาให้ได้ ให้หายเมามัว หมั่นอ่านหมั่นเขียน เป็นครูสอนตัว อย่าเลียนคนชั่ว เร่งจำใส่ใจ. ถ้าว่าบาปเกิด เร่งเพียรเร่งเปิด ขับเสียให้ไกล สองมือนั้นหนา คว้าพิณสามสาย* หน่วงไว้ให้ได้ เอาน้ำใจดี. เป็นเที่ยงเป็นแท้ ใจดีนี่แล เชื้อชาติชาตรี คือทองนพคุณ ใช่ทองราคี คนอันใจดี เป็นแก่นเป็นสาร. ข้าแต่พฤฒา ถามต้นเหตุมา ทั้งสามประการ ยังเห็นจะแจ้ง แต่หมู่คนพาล เหตุสองประการ เกิดในกองทุกข์. เหตุอันเกิดภัย คือความหลงใหล อยู่ในความสนุก ผู้มีปัญญา จะเห็นความทุกข์ จึงได้ความสุข เพราะพระอาจารย์. อาจารย์ว่ากล่าว ดูราหนาเจ้า เราขอกล่าวขาน แต่เล้าแต่โลม ทั้งอ่อนทั้งหวาน ถ้อยคำโบราณ พระเจ้าเทศนา. * พิณสามสาย ท่านคงจะหมายถึง ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ, หรือศีล สมาธิ ปัญญา ?
น.82 ๙ เร่งฟังเร่งแจ้ง แต่ยังกินแหนง ทายกซึ่งมา เมื่อท่านทั้งหลาย ตั้งใจปรารถนา ถามต้นเหตุมา แจ้งแล้วหรือไฉน. ทายกทั้งหลาย ได้ฟังอภิปราย อาจารย์แจ้งไข คือดังดวงแก้ว แผ้วทางหัวใจ ละม่อมละไม แต่เล้าแต่โลม. ข้าแต่อาจารย์ ข้าฟังนิทาน แจ้งคือแสงโคม ภายนอกบังแสง ภายในถวายโฉม* เป็นปฏิโลม อยู่แต่ภายใน. คือดอกมาลา แต่ส่งกลิ่นมา วังเวงหัวใจ ปรากฏแก่ตา แต่ต้นกับใบ ดวงดอกซ่อนไว้ ใต้แสงสุริโยทัย. ข้าแต่อาจารย์ ช่วยคิดช่วยอ่าน ช่วยถามช่วยไถ่ พิณทั้งสามสาย ให้น้าวหน่วงใจ จะเอาสายไหน ปฤกษาหารือ. เมื่อพระเจ้าตรัส พระโปรดฝูงสัตว์ ไม่ล่ำไม่ลือ พิณทั้งสามสาย มิได้ยินหรือ ปรากฏเลื่องลือ ธรรมมีกำลัง. พระสูตรมีแจ้ง ทายกกินแหนง ยังเป็นทุกขัง จะว่าคดีโลก คดีธรรมก็ยัง แจ้งมาให้ฟัง ให้หายฉงน. ข้าแต่พฤฒา ตัวเราเกิดมา คือดั่งภาพยนตร์ ชักแกว่งไกวกวัก มากมายหลายกล ขาดสายภาพยนตร์ บัดเดี๋ยวบรรลัย ตั้งแต่ปฏิสนธิ์ ด้วยรูปภาพยนตร์ ใช่จะยืนเท่าใด ไว้รูปข้างนอก ไว้สายข้างใน กวักชักแกว่งไกว ** สามสิบสอง- ประการ * โคมชนิดบังแสง ข้างนอกมืด สว่างอยู่ข้างใน เพื่อประโยชน์พิเศษ. ** โกฏฐาส ๓๒ มี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น.
น.83 ๑๐ ผู้มีปัญญา เร่งคิดพิจารณา แจ้งในวิญญาณ ให้เร่งรำพึง คิดถึงเหตุการณ์ เป็นกรรมฐาน เบิกถางทางหนา. เร่งคิดจงดี อย่าให้เสียที เสียชาติเกิดมา ทุกข์ยังไม่รู้ อยู่ในครรภา วิบากเวทนา ร้อยเท่าพันทวี. อย่าเป็นคนโง่ เกิดมาไม่โร้ (รู้) เกิดมาไยมี ยังทุกข์ภายหน้า ยิ่งกว่าแสนทวี เกิดมาชาตินี้ เร่งเอาใส่ใจ. ฟังหราชาวเจ้า เกิดชาตินี้เล่า ใช่จะยืนเท่าใด บัวสลักด้วยไม้ ใช่รู้มีใจ ยังรู้ประลัย ควรรำพึงดู. เสมือนหนึ่งพระจันทร์ เดินสูงบนนั้น ไม่พ้นราหู อย่างว่าตัวเรา ประดุจดังหมู เห็นเว็จแล่นพรู เข้าสู่สบาย. ดั่งองค์พระเจ้า มัจจุราชหมอบเฝ้า คาดคั้นง่ายดาย ยิ่งกว่าตัวเรา ฝูงชนทั้งหลาย ควรหรือลืมตาย ไม่เคยปรารมภ์. อนิจจาตัวเอย ชรามาเชย ความตายลอบชม กลางคืนกลางวัน เร่งให้ปรารมภ์ เลิกโง่เลิกงม มิใช่ตัวใคร. อันต้นหนนั้น คือศีลกับทาน ชักนำเราไป ไต่ข้ามสงสาร กันดารเหลือใจ ถึงแล้วก็ได้ เกิดในโลกีย์. โลกีย์แสนทุกข์ สุดจะปล้ำปลุก อย่าควรยินดี มันหึงหวงไว้ ให้ตายกับที่ อย่าหลงโลกีย์ เราท่านทั้งหลาย. ครั้นจะให้ทาน ยั้งคิดยั้งอ่าน กลัวสูญเสียดาย ครั้นหาความทุกข์ หามาจนได้ เกาะโลกีย์ตาย เพราะน้ำใจเอง.
น.84 ๑๑ เกิดกลางสมุทัย แต่เตี่ยว*แต่ว่าย ละลอกวังเวง แลไม่เห็นฝั่ง หยั่งน้ำใจเอง ไม่คิดกลัวเกรง จมกลางสมุทัย ถ้ามีปัญญา เร่งแต่งนาวา ตะกูดเสาใบ อีกทั้งเสบียง กระเชียงสมไว้ ทีนั้นไปได้ ถึงโลกอุดร. อีกหนึ่งคดีธรรม์ คดีโลกนั้น ประสมกันแน่นอน กุศลอกุศล นำสัตวนิกร มีในอักษร ดูให้กระจ่าง. หนทางข้ามชาติ ฟังดูอนาถ ว่ามีสองทาง ทางหนึ่งเห็นมืด ทางหนึ่งเห็นสว่าง มีแต่สองทาง ข้ามชาติสังสาร์. ฟังหราทายก เร่งหาอย่างก หนทางอันมา ทางมืดนั่นแล ให้เห็นกับตา ทางสว่างนั้นหนา ให้เห็นกับใจ. แลด้วยตานั้น ถ้ามีอันกั้น แลเห็นไม่ไกล ถ้าแลด้วยจิต พินิจมุ่งไป ลึกลับเท่าใด เห็นด้วยปัญญา. แลดูเหตุการณ์ จึงค่อยพิจาร รำพึงขึ้นมา คิดปรานีสัตว์ อันทนเวทนา โอ้อนิจจา ล้วนแต่หลงวน. เกิดมาเป็นภัพ สมภารสร้างสรรพ จึงได้เป็นคน เร่งสร้างสมภาร บำเพ็ญกุศล ถ้ามัวหลงกล ก็เหมือนเดรัจฉาน. โอ้อนิจจา ตัวเราเกิดมา หลงในสงสาร ร้อยทุกข์พันทุกข์ ด้วยของสาธารณ์ ครั้นเมื่อถึงกาล กำมือไปเปล่า. เร่งคิดจงดี อย่าให้เสียที เกิดมาตัวเรา ใช่ว่าชีวิต จะปลิดไปเปล่า มีที่ยึดเอา ควรจะวางร่างกาย. * เตี่ยว ภาษาถิ่นนี้ คือว่ายน้ำชนิดที่ร่างกายเคลื่อนไปในลักษณะยืน
น.85 ๑๒ เร่งคิดสมเพช จะไปเปล่าเนตร ตัวเราทั้งหลาย สิ่งใดอันรัก เอาไปไม่ได้ มาละร่างไว้ ไปแล้วแต่ตัว (จิต). จะเดินทางไกล จะเห็นหน้าใคร เป็นเพื่อนแก้กลัว มีแต่บุญบาป จะติดตามตัว จะไปสุมมั่ว เป็นญาติกา. กี่ร้อยชาติเล่า คิดถึงลูกเต้า ว่าจักเห็นหน้า จะปรับความทุกข์ อันยากเวทนา แต่โอ้อนิจจา ไม่เห็นหน้าเลย. ไปทางอื่นหนา อาจจะลอดมาหา ได้ชมได้เชย ไปทางมรณา มาไม่รอดเลย อนิจจาเอ๋ย เร่งคิดให้ไกล. เท่านี้ต้นเหตุ เป็นทางสังเวช ทายกทั้งหลาย ใช่ว่าเกิดมา จะพ้นความตาย เอาปัญญาถวาย ไว้ให้พอควร. ผู้มีปัญญา เกิดเรื่องมีมา แบ่งเป็นสามส่วน สองส่วนนั้นเล่า อย่าเอามิควร ค่อยชักค่อยชวน สายกลางเถิดหนา. อย่าให้เคร่งนัก คันศรจะหัก จะเรื่อยเหนื่อยช้า ครั้นว่าจะหย่อน คันศรจะล้า ค่อยพิจารณา สายกลางควรการ. ทำกินอย่าร้าง กุศลเร่งสร้าง บำเพ็ญสมภาร ครือดังเรือน้อย ลอยกลางชลธาร แต่งเสาใบก้าน คัดท้าย*ให้ตรง. พระพายเจ้าพัด ค่อยลอยค่อยซัด ตามคลื่นลื่นลง อุส่าห์คัดท้าย แต่งให้ลำตรง พระพายพัดส่ง ถึงเลนถึงดอน. ฟังหราชาวเจ้า ศีลพระนี้เล่า คือสายสาคร ไม่สิ้นไม่สุด ไม่หยุดไม่หย่อน หากไม่สาคร ไหนจะได้ใช้ใบ. * คัดท้าย คือถือท้ายเรือ.
น.86 ๑๓ ส่วนทานนั้นเล่า ฟังหราชาวเจ้า ให้หายสงสัย เปรียบดั่งพระพาย พัดใช้กับใบ ละลอกซัดไว้ หวังจะให้เสียลำ. พระพายพัดท้า ชูลำลอยมา คลื่นซัดกระหน่ำ อุส่าห์คัดท้าย อย่าให้ขวางลำ เดชะพระธรรม พาลำโถม*ไป สายพิณนี้หรือ พระเจ้าให้ถือ ไม่เลือกแก่ใคร อยู่แต่ภายนอก บอกให้เข้าใจ สายหนึ่งภายใน คือไฟลุกลาญ. สายกลางนั้นหรือ ไม่คดไม่ซื่อ คือดั่งสะพาน พระเจ้าโปรดให้ ไว้ข้ามสงสาร เร่งเร็วอย่านาน ข้ามสะพานไป. โมโหภายนอก คือดั่งละลอก เกิดในสมุทัย พระพายพัดคลื่น เกิดลูกใหญ่ใหญ่ คลื่นนี้กดไว้ เห็นจะจมนาน อย่าเป็นคนบ้า เที่ยวจับเที่ยวคว้า โมหันต์อันธพาล คือดั่งเปลวไฟ วู่วับเผาผลาญ จะทนทรมาน ดังอยู่ในคุก. ถ้ารู้คิดอ่าน พินิจพิจาร ด้วยเรื่องความทุกข์ ว่ายอยู่กลางวัง อย่าหวังว่าสนุก ถึงดอนแล้วสุข จึงสำราญใจ. ฟังอย่าจอแจ ฟังให้แน่แน่ ทั้งนอกทั้งใน ฟังเอาแต่เพราะ จะรอดที่ไหน คุมจิตให้ได้ อย่าให้พลั้งแพลง. โมโหใจร้าย อย่าถือเอาไว้ บาปนักเรี่ยวแรง จะนำไปเกิด เมืองใต้ดินแดง โมโหใจแข็ง** พาให้ยุบยับ. ตัวเราเกิดมา พบพระศาสนา พระธรรมกำกับ ศาสนาพระแผ้ว ไว้แล้วเสร็จสรรพ ควรแต่จะรับ ตามพุทธฎีกา. * โถมไป คือกระโจนไปอย่างกะเหาะ ** ใจแข็ง คือ ดื้อซุกซน
น.87 ๑๔ พระเจ้าแจ้งไว้ พระหวังจักให้ สืบศาสนา สัตบุรุษทั้งหลาย หญิงชายเกิดมา รักษาศาสนา อย่าเรียนใจแข็ง*. บำเพ็ญตะบะ ถือเอาคำพระ บุญมากเรี่ยวแรง จักนำไปเกิด ประเสริฐสุดแจง ฟากฟ้าฝั่งแฝง สุดแสนสบาย. นิรพาณเสวยรมย์ เป็นที่เชยชม พระเจ้าทั้งหลาย พระเสด็จเข้าสู่ อยู่แล้วมากมาย นิรพาณกว้างขยาย ยิ่งภพแดนไตร. นิรพาณลิงโลด**แสงแก้วรุ่งโรจน์ รุ่งเรืองสุกใส หนทางนิรพาณ อยู่ใกล้บ่ไกล หาเอาให้ได้ หนทางนี่นา. ถ้าใครหาได้ ท่านผู้นั้นไซร้ หน่อพระศรีอาริย์ เกิดอยู่ในวงศ์ ไม่หลงโลกา คิดหามรรคา ล่วงพ้นทุกขัง. เพราะอกุสลา กลุ้มหุ้มห่อมา ล้วนแต่อสุภัง กุสลาธัมมา กันความมรณัง ให้ลุถึงฝั่ง ดังพระองค์ตรัส. พระเจ้าเทศนา ด้วยพระเมตตา จึงแจ้งปรมัตถ์ แก่เทพนิกร บวรศีลสัจจ์ จึงรู้แจ้งอัตถ์ สามสิบสองปริยาย. สังขารแปรเปลี่ยน ไปเวียนมาเวียน เกิดเกิดตายตาย จะนับแต่ละชาติ ของสัตว์ทั้งหลาย แม้ว่าเกิดตาย กุศลอย่าถอย. หัวใจรินริน ยามเมื่อจะสิ้น กุศลไว้คอย นำทางเรามา ถ้าบุญเราน้อย จะซัดจะลอย ประมาทพลาดไป. * ริดื้อ ** ลิงโลด คือเป็นการร่าเริงเป็นสุข. เป็นภาพพจน์อย่างยิ่ง.
น.88 ๑๕ แต่บาปนานา จะชักจะพา ไปเกิดในไฟ ชื่อจตุราบาย ให้ระวังระไว ให้เอาใจใส่ อย่าใจงมโง่. ให้เกาะเอากุศล เป็นเพื่อนหาผล หน่วงใจให้โต เกาะพระกรรมฐาน อย่าเกาะโมโห อย่าเกาะโลโภ วัวควายไร่นา. อย่าเกาะความโกรธ ชีวิตหฤโหด หน่วงใจให้มา เกาะพระกรรมฐาน อย่าเกาะริษยา อย่าเกาะฉันทา คิดให้แม่นยำ. ครั้นเมื่อใกล้ตาย ระลึกเอาไว้ แต่กุศลกรรม อย่าคิดถึงบาป ที่เคยกระทำ บาปมันจะนำ ได้ทุกข์แค้นเคือง. ตัวกรรมเวรา ติดตามเรามา ให้เราปลดเปลื้อง. เกาะพระไตรรัตน์ ตัดบาปให้เปลือง ดวงแก้วรุ่งเรือง โรจน์รุ่ง- พรรณราย เพราะว่าสังขาร มีแต่เวียนผ่าน เกิดเกิดตายตาย จะนับแต่ชาติ ของสัตว์ทั้งหลาย เกิดแล้วก็ตาย เห็นอยู่กับตา. พระเจ้าจักโปรด เราคือคนโทษ อยู่ในอาชญา คำพระสอนไว้ ถือยากนักหนา ถ้าไม่นำพา ไม่มาเป็นการ. สร้างแต่กุศล ไหว้พระสวดมนต์ จำศีลให้ทาน เร่งให้รักษา สีลแก้วห้าประการ ท่านจักช่วยผลาญ ฆ่าหมู่มารา. สิ่งใดจะเท่า ศีลธรรมพระเจ้า ดีล้นนักหนา ผู้ใดเข้าสู่ พ้นหมู่เวรา รู้เอาปัญญา มาเป็นต้นหน. ผู้ใดเข้าสู่ เมื่อได้เรียนรู้ ธรรมพระทศพล เร่งกลัวความผิด จะติดตามตน ทีนั้นจะจน เป็นข้าตัณหา.
น.89 ๑๖ คือดังดอกไม้ อาจารย์แจ้งไว้ เป็นดอกมาลา พวงเดียวด้วยกัน ชื่อต่างภาษา ธรรมะมาลา บานพวงเดียวกัน* ยามดึกเที่ยงคืน นอนหลับแล้วตื่น อย่ามัวนอนฝัน รำพึงอนิจจัง ทุกขังทั้งนั้น เพราะร่างเกิดมัน ไม่เป็นแก่นสาร. อนิจจังอนัตตา แต่หารักษา เลี้ยงร่างสาธารณ์ พระญาณเห็นแจ้ง ว่าไม่เป็นการ ทั้งนี้พระญาณ ตรัสรู้เห็นเสร็จ โอ้อนิจจา ในร่างกายา คือเหมือนดั่งเว็จ แต่ล้วนเครื่องเน่า พระเจ้าเห็นเสร็จ จึงพระสรรเพ็ชญ บัณฑูรเทศนา อยู่ได้ด้วยลม สนุกชื่นชม เที่ยวไปเที่ยวมา ครั้นหาลมไม่ ต้องตายมรณา โอ้อนิจจา ชีวิตจะไป. ป่าช้าสมเพช ไม่เห็นทางเนตร จะไปอย่างไร หาเอาไม่ทัน จะข้ามสมุทัย จะคิดฉันใด พ้นชาติสังขาร์ ชื่อว่าชราทุกข์ เกิดมาอยู่สุข กว่าจะชรา ความตายมาตาม ตัวเอยอนิจจา ครั้นแก่คร่ำคร่า ชีวิตจะไป. ชื่อว่ามรณทุกข์ เกิดมาอยู่สนุก กว่าจะบรรลัย คนเดียวดุ่มโดด ไม่อาลัยใคร ยามจะจากไป ไม่เห็นกันเลย. ลูกรักเมียรัก เคยอุ้มใส่ตัก เคยชมเคยเชย พาไปมิรอด ทอดแล้วตัวเอย มิได้เห็นเลย บ้านช่องของกู. พี่น้องชาวบ้าน ลูกลูกหลานหลาน ไปมาหาสู่ เมื่อตัวเรายัง เรียกหากันอยู่ ทิ้งเสียไปสู่ จิตกาธาน. ————————————————————————— * ธรรมในทุกศาสนา แม้มีชื่อต่างกัน เนื้อในเหมือนกัน.
น.90 ๑๗ ตัวเอยอนิจจา สมเพชเวทนา น่าให้รำคาญ เมื่อตัวยังอยู่ ชูลูกชูหลาน ครั้นเมื่อถึงกาล ต่างคนต่างไป. ยังแต่ร่างร้าย เอาผ้าคลุมไว้ ไม่เหลียวแลใคร แต่บาปกับบุญ จะนำเราไป อย่าได้โทษใคร โทษกรรมเราเอง. พวกหมู่ยมบาล วิกลวิการ รูปสูงโย้งเย้ง ล่ำสันประเดิด พูนเกิดมาเอง เขาไม่กลัวเกรง เขาทำตามกรรม. พูนเป็นแร้งกา พูนเป็นหมูหมา เท่าช้างสารดำ ชวนกันเข้ากัด แล่เนื้อระยำ เพราะบาปเคยทำ อย่าได้โทษใคร. ชาวเจ้าทั้งปวง ผู้เป็นออกหลวง ออกนาง* ท้าวไทย เป็นขุนเป็นหมื่น ยศศักดิ์เท่าใด อย่าได้สงสัย ตายสูญสิ้นเปล่า. อย่าได้รักตัว รักลูกรักผัว ไม่ใช่ของเรา เงินทองมากมาย สูญหายไม่เบา ให้มดหมอเอา เพื่อไถ่รอดตัว. ให้รอดความตาย ถ้าใครคิดได้ อย่าให้เขาหัว รู้วาระจิต สั่งแก่ลูกผัว ควรหรือมากลัว ซึ่งความมรณา. ควรรับพระสงฆ์ ทั้งหลายพระองค์ สวดมนต์คาถา สองมือประนม ไหว้เหนือเกศา เอาหูฟังหรา ต่อพระพุทโธ. โพชฌงค์ทั้งเจ็ด ล้างให้สำเร็จ น้ำใจโมโห ทำลายมานะ ขันธะโลโก ลูกหลานอักโข ปล่อยวางช่างเขา ————————————————————————— * ออก เป็นภาษาโบราณ. ความหมายเท่ากับ คุณ. ออกหลวง คือ คุณหลวง, น่าแปลก ที่มีใช้ในหนังสือเล่มนี้ ถิ่นรอบอ่าวบ้านดอน
น.91 ๑๘ ช่วยกันมิได้ แต่นั่งร้องไห้ ดูหน้าตาเรา เมื่อยังเป็นคน ทำโม่ห์อับเฉา ไม่คิดหาเอา ซึ่งศีลซึ่งทาน. เกศาผมเผ้า สมเด็จพระเจ้า เห็นด้วยพระญาณ ว่าร่างของเรา ไม่เป็นแก่นสาร จะสูญสาธารณ์ เร่งกอบกรณีย์. จะไปด้วยร่าง มีไม้แอบข้าง กายเอ๋ยบัดสี เงินทองหาไว้ มันไม่ใยดี ระนาดเจ็ดซี่" นี่แลของเรา. คว่ำมือนอนตาย อย่าคิดมักง่าย หงายมือไปเปล่า คุณพระรักษา พาเที่ยวค่ำเช้า ออกจากร่างเรา เน่าพองของทราม. ทุกขังอนัตตา ตัวเราเกิดมา เพราะด้วยบ่วงกาม ตัณหาผูกมัด รึงรัดรู่มร่าม เกิดด้วยบ่วงกาม ผูกพันตัณหา, มีเงินมีทอง แก้วแหวนก่ายกอง ลูกเมียช้างม้า ของทั้งนี้เห็น เป็นบ่วงตัณหา รัดรึงตรึงตรา ผูกไว้เวียนวัน. อำนาจอวิชชา ล่อลวงเรามา ทุกสิ่งทุกอัน เวียนตายเวียนเกิด ท่องเที่ยวเกี่ยวกัน เกิดด้วยทุกข์นั้น แสนทุกข์- ระทม กูเอ๋ยอนัตตา ตัวเราเกิดมา อย่าว่าอุดม อย่าเกลียดอย่ารัก อย่าเชยอย่าชม ตัณหาสอดสม อย่าได้ดูเบา. เกิดด้วยกามภพ เมื่อคิดมาจบ ก็คือสูญเปล่า แต่ล้วนจะเปื่อย แต่ล้วนจะเน่า ทั้งร่างกายเรา เป็นเหยื่อแร้งกา อสุจิอสุภัง แต่ล้วนทุกขัง อนิจจังอนัตตา เขาจะเอาไป ทิ้งเสียป่าช้า อนิจจังอนัตตา ตัวน่าสงสาร. ——————————————————————————— * ไม้ฟากรองศพ ก้นโลง ๗ ซี่ ธรรมเนียมโบราณ
น.92 ๑๙ เมื่อแรกท่าน*รัก เพราะไม่รู้จัก ว่าเป็นบ่วงกาม ท่านเชยท่านชม ท่านรักว่างาม หลงในบ่วงกาม แต่ล้วนน่าชัง โอ้อนิจจา นอนอยู่ป่าช้า เป็นอสุภัง ท่านจึงเกลียดกลัว ทิ้งเสียผันหลัง นี้และทุกขัง อนิจจังอนัตตา จะคิดอย่างไร จะลอดออกไป จากบ่วงตัณหา เกิดด้วยกิเลส แต่ทนเวทนา โอ้อนิจจา เห็นมิเป็นการ. เร่งคิดอนิจจา ตัวเอยเกิดมา ว่ายห้วงสงสาร ทั้งกว้างทั้งลึก ว่ายอยู่ช้านาน วนในสงสาร ตกห้วงตัณหา. เกิดมายากหนัก เข้าสู่สำนัก แห่งครรภ์มารดา คือ หนอนตกส้วม แต่ทนเวทนา โอ้อนิจจา อยู่ในขุมขัง. เร่งคิดอนิจจา ตัวเอยเกิดมา อยู่กลางอสุภัง คลุกกับมูตรคูถ ซ้ายขวาหน้าหลัง จมกลางอสุภัง มิรู้ตัวเลย. โลกีย์ล่อลวง คือ ลิงติดบ่วง ปล้ำไม่รอดเลย เร่งปล้ำเร่งจม เร่งชมเร่งเชย อนิจจาเอ๋ย ลุ่มหลงสงสาร. ทุกขังอนัตตา ตัวเอยเกิดมา เห็นมิเป็นการ เนื้อหนังเหี่ยวแห้ง เรี่ยวแรงสาธารณ์ จะตายสามานย์ เที่ยงแท้ทุกคน ทุกขังอนัตตา ตัวเอยเกิดมา โรคาเบียนตน เกิดในสงสาร ทรมานทุกข์ทน เร่งสร้างกุศล จะข้ามกันดาร. โอ้น่าอนิจจา ข้ามชาติสังสาร์ ยากพ้นประมาณ มันยุคมันหน่วง คือบ่วงของมาร สรรเพชญดาญาณ แจ้งธรรม- เทศนา * ท่าน ในที่นี้หมายถึงคนทุกคน เป็นคำกระทบประชด .. แปล
น.93 ๒๐ ใช่ตัวใช่ตน ใช่ผู้ใช่คน ใช่เทพเทวา ใช่สิงห์ใช่สัตว์ บัญญัตินานา ล้วนแต่มุสา หลงหยิบฉิบหาย. โลกีย์สาธารณ์ ใช่แก่นใช่สาร เวียนเกิดเวียนตาย แต่เที่ยวแต่ท่อง อยู่กลางอบาย รำพึงให้ได้ จะพ้นจากบ่วง. โอ้น่าบัดสี เกิดมาเสียที โลกีย์ล่อลวง หลงลูกหลงเมีย ทรัพย์สินทั้งปวง หลงยึดหลงหน่วง ด้วยของสา- ธารณ์ อนิจจาเอ๋ย เราอย่าอยู่เลย ไปสร้างสมภาร มาจะหนีไป ให้พ้นบ่วงมาร สืบสร้างสมภาร พูนเพิ่มบารมี. เครื่องเน่าทั้งมูล เป็นลาภเป็นสูญ* ล้วนแต่อัปรีย์ เร่งจำเริญทาง พรหมวิหารี เอากรรมฐานนี้ อบรมบ่มตน. เมตตากรุณา กุสลาธัมมา เป็นทางมรรคผล เอาศีลกับทาน มาเป็นต้นหน จักได้นำตน สู่ห้องนิรพาณ. นิรพาณแสนสุข เป็นที่ดับทุกข์ เป็นแก่นเป็นสาร น่าเชยน่าชม ในห้องนิรพาณ ถ้าในสงสาร แต่ล้วนทุกขัง. ให้เร่งภาวนา ให้เกิดปัญญา เห็นทางสัจจัง ปัญญาเห็นแจ้ง ในกองทุกขัง ชาติชรามรณัง อนิจจังอนัตตา. เกิดในเชื้อแถว ได้บวชตัวแล้ว สวดมนต์ภาวนา ศีลสมาธิ อีกทั้งปัญญา จำเริญศาสนา ให้ยิ่งขึ้นไป. สงฆ์เจ้าทุกหมู่ คอยรักษาอยู่ ตามพระวินัย ค่อยพึ่งค่อยยิน ค่อยถามค่อยไถ่ ค่อยรักษาไป ได้ถึงโสดา. คือจะได้มา หรือจะเสียไปก็ตาม ล้วนแต่เลวร้ายอัปรีย์
น.94 ๒๑ ทั่วทั้งไตรภพ เห็นสิ้นทั่วจบ ไม่น่าปรารถนา ผู้ใดอุดม ดังนี้ปัญญา ท่านผู้นั้นหนา เข้าในขาญาณ*. เป็นเที่ยงเป็นแท้ ท่านผู้นั้นแล หักเอาสงสาร ตัดเสียซึ่งบ่วง หน่วงเอานิรพาณ ดับอุปาทาน พ้นดีพ้นชั่ว. อย่าคลุกอย่าเคล้า ยิ่งแก่ยิ่งเฒ่า หยุดเมาหยุดมัว เร่งภาวนา มาเป็นเพื่อนตัว จะเดินอย่ากลัว หนทางกันดาร. เอาความมรณา มาไว้เบื้องหน้า เป็นกรรมฐาน เอาเครื่องอสุภัง เป็นทางทรมาน กลัวไฟนรกานต์ ไว้เป็นอารมณ์ เร่งตัดโมโห เร่งฆ่าโลโภ เป็นที่อุดม (ให้เต็มที่) ตัดโทโสร้าย จักได้เสวยรมย์ เทวามาชม ว่ามีปัญญา. อย่าได้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์เว้นขาด กาเมสุมิจฉา อย่ามุสาวาท อย่าเสพสุรา ตามพระเทศนา พาพ้นนรกานต์. ให้เร่งทำบุญ ให้รู้จักคุณ แก้วสามประการ ให้เร่งรักษา พระไตรลักษณญาณ ครบสามประการ เป็นเครื่อง- อบรม. ให้เร่งสดับ ฟังแล้วให้รับ ไตรสรณาคมน์ อีกศีลห้านั้น อันงามอุดม ก้มเกล้าบังคม สมาทานเอามา. ให้เร่งทำบุญ ให้เร่งแทนคุณ บิดามารดา เร่งแผ่ส่วนบุญ แก่ญาติกา มนุษย์เทวา มรณาทั่วไป. —————————————————————————— * ขาญาณ คือ ข่ายญาณ. ภาพพจน์นี้ ทำให้นึกถึง ขาข่ายของคอก จับช้าง. เข้าขาญาณแล้ว เป็นอันว่าได้ช้าง คือได้บรรลุมรรคผลแน่.
น.95 ๒๒ เกิดมาบุญน้อย เรียนธรรมค่อยค่อย ไม่ท้อแท้ใจ เดชะพระคุณ ศรีรัตนตรัย เกิดชาติใดใด ขอมีปัญญา. รู้วินัยธรรม มีอรรถอันล้ำ บทแปลคาถา รูปโฉมงามสรรพ ธนทรัพย์เหลือตรา อย่ามีโรคา ตราบเท่านิรพาณ ขออย่ากริ้วโกรธ ขออย่ามีโทษ ขอพ้นนรกานต์ ขออยู่กับศีล ขออยู่กับทาน ขออย่ามีมาร ขอสมปรารถนา. เกิดมาชาติใด ขอตัวข้าได้ ทรงธรรมทุกครา ขอแผ่ส่วนบุญ บิดามารดา ญาติวงศ์พงศา รอดด้วยพระธรรม. สิ่งใดอันบาป ขอจงเข็ดหลาบ อย่าได้กระทำ ขอข้าละได้ ผลบาปผลกรรม ผลทานอุปถัมภ์ ให้ยิ่งขึ้นไป. ชาตินี้ข้าได้ สะสมสร้างไว้ ให้เป็นกำไร ขอผลทานช่วย แคล้วคลาดขึ้นไป เกิดชาติใดใด มีสุขทุกประการ. แม้นข้าเที่ยวเกิด เอาภพกำเนิด อย่าหลงอยู่นาน ขอให้ประสพ พบพระศรีอาริย์ ได้ชมสมภาร ได้ฟังเทศนา. เรื่องหาแก้วมณีโชติ. จะกล่าวคำเปรียบ อาจารย์ยกเทียบ เปรียบด้วยปัญญา บุคคลผู้หนึ่ง ซึ่งได้ปรารถนา หาแก้วจินดา ชื่อว่ามณีโชติ. แสงแก้วชัชวาล รัศมีแผ่สร้าน แต่เขาคนโฉด ดวงแก้วอยู่ใกล้ แล่นหาสุดโยชน์ สัญชาติคนโฉด แล่นหาแสงสว่าง. ดวงแก้วพิจิตร แจ้งทั่วทุกทิศ เห็นสิ้นทุกทาง จะหาสิ่งใด ได้ด้วยใจสว่าง ครั้นมืดอับปาง หาได้สิ่งใด.
น.96 ๒๓ เราอยู่เรือนร้าย เมื่อไฟจะไหม้ เรือนร้ายอาศัย จะตกใจกลัว เมื่อตัวหนีไฟ มิได้สิ่งใด ไปบ้างเลยหนา ชาวเจ้าบัณฑิต ค่อยนึกค่อยคิด ในพระธรรมา รู้เกรงรู้กลัว สอนตัวอาตมา ทำสิ่งชั่วช้า มันตามเบียนตน. แม้นยากแม้นง่าย ค่อยเพียรค่อยได้ ตามแต่กุศล แม้นบุญตนน้อย มิได้เหมือนคน ถ้ามีกุศล มิสู้เป็นใด พระเจ้าบัณฑูร บาปบุญทั้งมูล เกิดแต่น้ำใจ ครั้นไม่สุภาพ เกิดบาปเกิดภัย เพราะว่าน้ำใจ ตนไม่รำพึง. ชาวเจ้าทั้งหลาย ทั้งหญิงทั้งชาย ล้วนคิดไม่ถึง พระเทศนาไว้ ไม่มาคำนึง ครั้นคิดไม่ถึง ใครจะนับว่าดี. ศีลพระบัญญัติ กล่าวไว้แจ้งอัตถ์ มาแต่บาลี บาปบุญสิ่งใด พระเทศนาชี้ บอกไว้ถ้วนถี่ ให้แจ้งแก่ใจ. อย่าทำใจโง่ เป็นคนไม่โร้(รู้) ไม่เอาใจใส่ บอกว่านั่นบาป ยิ่งทำหยาบไป เป็นคนหลงใหล แต่ไม่ทันตาย. พระธรรมปรมัตถ์ กล่าวไว้เป็นอัตถ์ มีทุกปริยาย ให้เอาตัวรอด ด้วยธรรมจำหมาย ก็ไม่ขวนขวาย แต่สักสิ่งอัน. สวดมนต์ไหว้กราบ แต่ว่าใจบาป ยุ่งหยาบอาธรรม์ ใครเตือนก็ด่า อย่ามาเตือนฉัน รู้แล้วทุกอัน ตัวฉันรู้ดี. ลางคนนั้นโง่ พระธรรมไม่ไร้ (รู้) คาถาบาลี แต่ว่าสุภาพ มีความปรานี ท่านว่าคนนี้ ยังมีศรัทธา.
น.97 ๒๔ ซื่อสัตย์บริสุทธิ์ เป็นยอดมนุษย์ ยึดมั่นศีลา เจรจาความสัตย์ มิได้มุสา ท่านผู้นั้นหนา โสดาฯด้วยใจ. ถ้าองค์พระเจ้า สอนแล้วสอนเล่า ให้รอดจากภัย ไม่ฟังไม่ยิน ไม่เอาใจใส่ สอนได้ที่ไหน คนนอกศาสนา. เรื่องนกแขกเต้า เป็นบัณฑิตเล่า อีกสาลิกา ตัวเป็นเดรัจฉาน สัตว์ต่างภาษา เราได้มันมา สอนนกยังฟัง. เราสอนทุกเมื่อ นกนั้นค่อยเชื่อ ความที่สอนสั่ง นกรู้สวดมนต์ นกรู้จักพึ่ง พุทธังธัมมัง สรณังคัจฉา. ยังว่าเราคน เป็นภัพพชน เกิดพบศาสนา แต่สั่งแต่สอน เล้าโลมไปมา แต่ลากแต่พา ให้พ้นจากบ่วง. แต่โลมแต่เล้า แต่คลึงแต่เคล้า แต่ชักแต่หน่วง แต่ชักแต่ลาก หนักครือหินถ่วง แต่ล่อแต่ลวง จะให้พ้นอบาย. โอ้น้ำใจคน ใจอกุศล ไม่เบื่อไม่หน่าย มันยิ่งเกาะจับ ไว้กับอบาย กอดซากผีตาย ยังว่าตัวดี. คือคนตาบอด ช่วยตัวไม่รอด ลักเรือท่านหนี ลงหัวลงท้าย พายไม่เคลื่อนที่ หันขวางหันรี คัดพายฝ่ายเดียว. สำเภาแต่งรับ ยกเครื่องเสร็จสรรพ ไม่แลไม่เหลียว มาลงเรือพาย อยู่แต่ฝ่ายเดียว พายท่องพายเที่ยว อยู่กลางสมุททา. คือคนหีบอ้อย หีบมากถึงร้อย ถึงพันตรึงตรา มิรู้รสอ้อย อันไหลออกมา คนโง่โมหา ฤๅรู้รสมัน.
น.98 ๒๕ พระธรรมพระองค์ พระแต่งจำนง ครบถ้วนทุกพรรณ คนดีประกอบ ว่าชอบทั้งนั้น คนพาลโมหันต์ ว่าเท็จอย่าฟัง. ฟังธรรมไม่แม่น คือคนดูแหวน เห็นแต่พรั่งพรั่ง ครั้นฟังชัดแจ้ง รู้คุณอนันตัง ค่อยยกจิตตั้ง ค่อยฟังจงดี. ฟังได้มากน้อย สักเท่าหิ่งห้อย จำให้ถ้วนถี่ เหมือนได้ซับทราบ คำพระมุนี แม้นเกิดแสนที ย่อมแคล้วนรกานต์. ค่อยแลค่อยดู ค่อยเรียนเพียรรู้ รุ่งเรืองรางนาน พระธรรมตกแต่ง ค่อยแจ้งค่อยฉาน จนกว่าเกิดญาณ รู้ทุกกรณี. ค่อยไถ่ค่อยถาม ค่อยติดค่อยตาม รู้ถ้วนรู้ถี่ รู้ตามลำเนา บาปบุญทุกที รู้ว่าโลกีย์ ทีนั้นจะหน่าย. รู้ร่ำเรียนธรรม์ รู้สิ้นทุกอัน ทุกข์ในอบาย รู้ว่าบ่วงโลก ผูกสัตว์ทั้งหลาย ฉุดหน่วงสัตว์ไว้ อยู่ในสงสาร. รู้ว่าสมุทัย ขวางสัตว์มัดไว้ ให้หลงอยู่นาน มาคลุกเกลือกตม จมกลางสงสาร สัตว์ในหิมพานต์ อยู่นานยิ่งหลง. พระสงฆ์ทั้งหลาย ชีวิตเดียวดาย เป็นที่มั่นคง ได้บวชตัวแล้ว จำเจริญมรรคตรง ช่วยสัตว์ผู้หลง แผ่ไมตรีไป. ชาวเจ้าทุกหมู่ ค่อยรักษาอยู่ ตามพระวินัย ค่อยฟังค่อยยิน ค่อยดิ้นค่อยไป ค่อยเอาใจใส่ ในคลองสัมมา. เราคือเรือน้อย ค่อยซัดค่อยลอย ผูกท้ายเภตรา ค่อยพายค่อยล่อง ตามคลองกันมา พ่วงกับนาวา ไม่ช้าถึงฝั่ง.
น.99 ๒๖ ท่านเป็นบัณฑิต ท่านว่าไม่ผิด ชอบแต่สอนสั่ง เรานั่งข้างนอก คอยสอดหูฟัง ท่านดุท่านดัง คือท่านสั่งสอน ท่านผู้รู้ธรรม์ ท่านรู้ครบครัน แม่ไก่ลูกอ่อน ลูกเล่นอยู่รอบ ดูแม่เขี่ยก่อน คำพระสั่งสอน จำไว้เป็นผล. แม้นว่าจะคบ เร่งหาให้พบ คนใจกุศล ดูให้รู้จัก นรลักษณ์บุคคล ถ้าไม่เป็นผล อย่าควรยินดี. แลให้รู้จัก แม้นว่าผูกรัก อย่าให้เสียที คบด้วยบัณฑิต ศิษย์พระมุนี รู้ธรรมบาลี รู้แล้วเร่งจำ. แม้นว่าจะคบ คนอันเคารพ นบคุณพระธรรม แก้วสามประการ บันดาลเบื่อกรรม เข้าสู่เงื่อนงำ แห่งพระศาสนา. ชาตินี้พ้นทุกข์ จะได้พบสุข พ้นภัยโรคา จักได้เชยชม สมบัติโอฬาร์ เหตุด้วยบุญญา มีไตรสรณาคมน์. พระธรรมประเสริฐ พระธรรมล้ำเลิศ เป็นที่อุดม ข้าได้จำศีล ภาวนาอาคม อย่าคบสู่สม คนมารษา (คนคด) เร่งคบคนดี อย่าให้เสียที เกิดในศาสนา ธรรมะวินัย ให้เร่งภาวนา ศีลพระทั้งห้า เอาไว้กับตัว. เริ่มพระปรมัตถ์. จักกล่าวปรมัตถ์ พระเจ้าได้ตรัส บัณฑูรเทศนา เพื่อสัตว์ทั้งนี้ ทั่วฝูงประชา ทั้งท้าวนาคา นรกเย็นใจ. เกิดมาเนืองเนือง เป็นทุกข์ไม่เปลื้อง ทั่วทั้งแดนไตร เกิดมาเวทนา สังสาร์อาลัย เวียนมาเวียนไป ไม่รู้ตัวเลย.
น.100 ๒๗ อนิจจาฝูงสัตว์ เชือกเหล็กผูกมัด ต้องทุกข์ไม่สะเบย สำคัญว่าชม สำคัญว่าเชย อนิจจาตัวเอ๋ย ไม่รู้ความจริง. บาปบุญคอยช่วย เกิดไหนเกิดด้วย ทุกคราทุกสิ่ง ครั้งนี้เกิดสบ พบพระองค์จริง เป็นลาภอย่างยิ่ง จงรีบขวายขวน. กุศลแต่งร่าง มันแต่งมันสร้าง แต่แรกปฏิสนธิ์ เกิดวันเจ็ดครั้ง ตายวันเจ็ดหน* แต่ทุกข์แต่ทน อยู่ในขุมขัง คือดัง ลูกหมู ผูกรัดมัดคู้ พระรุงพะรัง ใส่ในเนียงปลา เวราประดัง แต่อสุภัง ห่อหุ้มคลุมสกนธ์. อย่าฟังเสียงเนตร พึงให้รู้เหตุ จึงเกิดกุศล เอาพระกรรมฐาน ทรมานสอนตน ปลงปัญญายล ยังพระไตรลักษณ์. ดินน้ำไฟลม คือธรรมประสม บอกให้รู้จัก เอาเป็นที่พึ่ง ถอนตอลงหลัก ผู้ใดรู้จัก จึงเกิดกุศล. สำคัญว่าสนุก ไม่รู้ว่าทุกข์ สำคัญว่าทน สำคัญว่าตัว สำคัญว่าตน เอาตัวมาบ่น เป็นข้าตัณหา. ตัณหาตาบอด พาตัวไม่รอด แต่ทนเวทนา ยังไม่เห็นทุกข์ ในสังขารา ก้มหน้าก้มตา เป็นข้าโลกีย์. ผู้นี้แหละโง่ จมปลักไม่โผล่ เกิดมาเสียที เสียแรงที่เกิด ในศาสนานี้ ไม่สร้างบารมี เสียมรรคเสียผล. * เกิดวันเจ็ดครั้ง ตายวันเจ็ดหน, ข้าพเจ้าจนปัญญา อธิบายไม่ได้, ท่านผู้ใดอธิบายได้ ช่วยที. หรือจะมีความหมายแต่เพียงว่ามาก ครั้งใน ๑ วันเท่านั้น.
น.101 ๒๘ พระเจ้าเทศนา ว่าผู้นั้นหนา อาภัพบุคคล เกิดมาเป็นตัว เกิดมาเป็นตน ไม่สร้างกุศล เป็นคนเฉยเมย. ไม่รำพึงทุกข์ คิดว่าสนุก ไม่รู้สึกเลย เห็นท่านทำบุญ ตนมาทำเฉย คนผู้นี้เหวย หลงแล้วแลหนา. พระกรรมฐานเจ้า เป็นปีนปกเกล้า อยู่ในกายา ได้ที่ยืนชงัน คงมั่นตรึงตรา เห็นพระอนิจจา จึงเกิดกุศล. ความตายนี้เล่า ไม่เลือกที่เฒ่า ที่แก่ไม่พ้น บ่าวสาวสวยสวย ก็ม้วยมรณ์ชนม์ ความตายขวางหน ทางเราทั้งหลาย. ความตายแน่หนึ่ง รีบทำที่พึ่ง ก่อนตัวจะตาย พระกรรมฐานเจ้า มีอยู่ในกาย จำไว้ให้ได้ ช่วยบำรุงใจ. พระกรรมฐานเจ้า ผู้ใดท่องเล่า เสมือนน้ำดับไฟ ดับความโลโภ โมโหใจร้าย ดับทุกข์เสียได้ ให้พ้นอบาย. รู้จักแก่นสาร รู้จักวิญญาณ รู้จักความตาย รู้เอาตัวรอด หนีพ้นอบาย ที่นั้นจะได้ ทางดับทุกข์เสีย. อกุสลาธัมมา ท่านอุปรมา เหมือนชายเลี้ยงเมีย เลี้ยงสัตว์ที่ชั่ว เลี้ยงตัวต่ำเตี้ย ชายแพ้แก่เมีย คืออกุสลา. ฝ่ายกุศลนั้น คือชายสำคัญ อันมีปัญญา ข่มเหงบาปได้ ไม่ให้เกิดมา คือใจโสดา แห่งทางบริสุทธิ์ พระธรรมประเสริฐ พระธรรมล้ำเลิศ เป็นทางวิมุตติ์ ทำตามคำสอน ไถ่ถอนจนหลุด เดชะวิมุตติ์ ส่งถึงนิรพาณ
น.102 ๒๙ เหล่าเจ้าบัณฑิต อุตส่าห์นั่งคิด ให้แตกให้ฉาน ครั้นคิดเห็นแล้ว ทอดทางสะพาน ข้ามชาติกันดาร ฝั่งน้ำสมุทัย. สะกดใจจงจำ หักบาปหักกรรม บุกรุกกันไป เอาทางนวโลก - อุดรนั้นไซร้ บุกข้ามนรกใหญ่ คืออกุศลกรรม. ขึ้นสัง.วิ.ธา. ปรมัตถ์ถัดมา ฟังแล้วเร่งจำ ปุ.กะ.ยะ.ปะ. พระอภิธรรม จำให้แม่นยำ ทั้งเจ็ดคัมภีร์. ชาวเจ้าบัณฑิต ค่อยอุตส่าห์คิด ค่อยจำให้ดี จะเอาตัวรอด จากทางโลกีย์ เร่งหน่ายเร่งหนี จากบ่วงสงสาร. อย่าหน่วงกักไว้ หนีออกให้ได้ เร่งเร็วอย่านาน ช้านักจักหลง เวียนวงสงสาร เร่งเผาเร่งผลาญ กิเลสตัณหา. เอาเป็นที่พึ่ง กุศลอันหนึ่ง กุสลาธัมมา ทั้งเจ็ดคัมภีร์ พระเจ้าเทศนา กว้างขวางเหลือตรา ลึกล้ำจำเพียร. เมื่อใดอุตส่าห์ พึ่งธรรมเทศนา อย่าได้พาเหียร พึงพระบาลี สถิตเสถียร คอยตั้งความเพียร พึ่งให้รู้ทาง พระเทศนายกพระไตรปิฎก รุ่งเรืองกว้างขวาง ยกไตรสิกขา หาตั้งมาวาง ให้เป็นหนทาง แต่ต้นจนปลาย. พระเจ้าแลดู สัตว์ในชมพู ทนทุกข์มากมาย ทรงแสดงให้ทราบ บาปพระธรรมทั้งหลาย* ควรตัดเสียได้ หน่วงเอากุศล. --------------------------------------------------------- * บาปพระธรรม ในที่นี้ คือ บาปธรรม ได้แก่ อกุสลเจตสิก ๑๔.
น.103 ๓๐ คือดั่งเรือร้าย หาเสาใบไม่ ลอยกลางทะเลวน ลูกคลื่นมันซัด พัดให้เรือชน หินโขดกลางหน จมกลางสมุทัย. เหล่าเจ้าบัณฑิต อุตส่าห์ค่อยคิด ตามพระวินัย รู้ว่าบาปนี้ เกิดที่หัวใจ จิตนี้นำให้ ทำอกุศล. ทีนั้นแลหนา เกิดกรรมเวรา เวทนาทุกข์ทน เลือก*คนจะรู้ บาปอยู่ในตน ปลงปัญญายล ระงับดับไป. จะอุปรมา บาปกรรมเวรา ดังกองไฟไหม้ แม้ไม่รู้ที่ วิ่งหนีเข้าไฟ อย่าได้สงสัย ว่าจะพ้นความตาย. อันนี้แหละหนา พระเจ้าพรรณนา บัญญัติมากมาย สอนบาปสอนบุญ พระเทศนาไว้ จำเอาให้ได้ ที่นั้นประตู. สงสารแก่สัตว์ หาประตูไม่ชัด เลือกคนจะรู้ ฟังเสียงแต่ไม้ เคาะให้ที่ประตู ทีนั้นจักรู้ ถ้อยคำเทศนา. ครั้นรู้เป็นแน่ คราทีนี้แล ยากนักยากหนา ดาลเหล็กร้อยชั้น มั่นคงตรึงตรา จะเอาอะไรมา งัดลูกประตูดาล. จะเอาอะไรมา จะรองบาทา จะยืนจะทาน จะกุมสิ่งใด ดำรงยืนนาน จะคัด (งัด) ลูกดาล เบิกบานประตู. สองข้างประตูนั้น หมู่โจรยื่นกั้น สองข้างทั้งคู่ จะเอาอันใด ฆ่าโจรทั้งหมู่ จึงจะไปสู่ นครนฤพาณ. นฤพาณอยู่ลึก ยังมีข้าศึก คอยหักคอยราน จักไปมิได้ คอยล้างคอยผลาญ บาปกรรมคอยต้าน อวิชชากำบัง. -------------------------------------------------------------- * เลือกคน คือ น้อยคน
น.104 ๓๑ บางคนคิดออก เห็นแต่ภายนอก ไม่มีก็ว่ายัง (มี) ภายในว่ามี หาไม่สักครั้ง อย่าได้พึงพึ่ง คนนั้นมืดใจ. อย่าคิดสนเท่ห์ คิดให้เห็นเล่ห์ ทั้งนอกทั้งใน หักบาปหักกรรม อย่าทำบาปใหม่ เร่งจำให้ได้ ถ้อยคำพระสอน. บาปกรรมร้ายนัก แม้ว่าบุญหนัก ให้โอกาสก่อน เพราะว่าตนโง่ ปัญญายังอ่อน คำพระสั่งสอน สลัดตัดเสีย. ไม่ถือคำพระ มากลัวตะบะ* แพ้ลูกแพ้เมีย เงินทองอูชู (เหลือใช้) ละศาสนาเสีย หลงด้วยลูกเมีย ทรัพย์สิน- ทั้งปวง. โอ้น่าบัดสี เกิดมาทั้งที โลกีย์ล่อลวง หลงลูกหลงเมีย ข้าวของทั้งปวง กองกามตามลวง เกาะโลกีย์ตาย. โอ้นี่แหละหนา พระเจ้าพรรณนา บัญญัติมากมาย เร่งรักษาศีล ให้ทานหลากหลาย ปัญญาหาไว้ สืบสร้างสันดาน. คนผู้นี้แล กระชั้นเข้าแค่ อยู่ในขาญาณ จึงได้ดวงแก้ว ส่องโลกสงสาร เข้าสู่นิรพาณ เป็นบรมสุข. เกิดในโลกีย์ เร่งหน่ายเร่งหนี โลกีย์แสนทุกข์ เร่งค้นเร่งคว้า ว่าจะหาความสุข หลงคว้าความทุกข์ ได้แล้วดีใจ. ค้นพบเงินทอง เสื้อผ้าก่ายกอง ช้างม้าข้าไท เร่งค้นเร่งคว้า ได้มาดีใจ คว้าพบนรกใหญ่ ได้มายิ่งเพลิน. * ตะบะ คำนี้ ท่านใช้สับสน คือ หมายถึงประพฤติธรรมก็มี เกกมะเหรก ก็มี พึงสังเกตให้ดี ๆ, ในที่นี้ คงหมายถึงอำนาจของลูกเมียนั่นเอง.
น.105 ๓๒ ผู้นี้แหละหนา พระว่าคนบ้า มาปิดตาเดิน ไม้เท้าก็ไม่ถือ ดื้อมุ่งดื้อเมิน ใจบาปมันเพลิน หลงแล้วแลหนา. เหมือนดังเด็กแล หนีพ่อหนีแม่ วิ่งตามโจรมา แต่อดแต่ยาก ลำบากเวทนา โอ้อนิจจา เห็นโจราน่าเชย. โจรนี้ใจร้าย ทำใดทำได้ ไม่ปรานีเลย แต่ร่ำร้องไห้ ไม่มีสุขเหลย ใจโจรนี้เอ๋ย ไม่คิดเอ็นดู. อยู่ด้วยพ่อแม่ ทุกสิ่งใดแล ช่วยถือช่วยชู มีความเมตตา ปรานีเอ็นดู นี่แลลบหลู่ ลาก (ละ) เลยศีลทาน. ว่าด้วยพระรัตนตรัย. สิบนิ้วประนม ขอถวายบังคม คุณแก้วสามประการ อย่าได้มีโทษ ได้โปรดประทาน พระขรรค์ชัยชาญ ตัดบ่วงสังสาร์. คือตัดกิเลส ตัณหาทุกประเภท บาปกรรมเวรา ตัดได้สำเร็จ ด้วยคุณศาสดา ปกเกล้าเกศา ช่วยชี้ช่องทาง. เอาพระนวโลก (อุดร) ข้ามสงสารโอฆ พระวินัยแผ้วถาง เป็นทางหลวงใหญ่ พระธรรมนำทาง ให้เห็นแจ้งสว่าง ได้ทุก- ประการ. ไหว้คุณพระสงฆ์ พระช่วยธำรง ชี้ช่องมรรคญาณ พระกรรมฐานเจ้า นำเข้าผ่านด่าน เอาศีลกับทาน ประคบประหงม. เอาโพธิสมภาร ช่วยคบช่วยกราน มิให้ล่มจม ห้อมล้อมกันไว้ โลมให้ช่วยชม ช่วยเบิกช่วยบ่ม ในพระโสดา.
น.106 ๓๓ สิบนิ้วประนม ยกถวายบังคม ประนมวันทา ข้าขอกราบรับ พระธรรมศาสดา แผ้วรากตัณหา อันพาเศร้าหมอง. (ยานี ๑๑) บรมธรรมทั้งสี่ โดยอันมีอยู่ในสาร ประเสริฐที่นิรพาณ ที่เจ้าพระอรหันต์ ฝูงสัตว์ในโลกา อันเกิดมาทั่วทั้งนั้น ฝูงสัตว์ทั่วทุกพรรณ ทั้งมนุษย์และเทวา แต่บุญเอากำเนิด ย่อมมาเกิดในโลกา น้ำดินผสมมา เกิดกายาแห่งร่างกาย เกิดน้ำและเกิดดิน เป็นอาจิณสัตว์ทั้งหลาย สรรพสัตว์อันเกิดตาย ทุกกำเนิดให้เกิดมา คืออักขระอันงาม* สามสิบสองอันโสภา แต่งทั่วทุกภาษา (ชาติ) ให้เกิดมาในโลกีย์ ข้าไหว้คุณพระพ่อ ข้ายกยอเหนือเกษี ข้าไหว้พระชนนี แต่งนำมาสิบสองตัว นามธรรมทั้งสิบสอง โดยสมปองได้ถ้วนทั่ว เกิดมาสำหรับตัว เรียกว่ามีอายตนา (สุรางคณางค์ ๒๘) ตัวเราเกิดมา ในห้วงโลกา แต่ล้วนเศร้าหมอง เพราะว่าฝูงสัตว์ หลงอยู่ในคลอง ตัณหาจำจอง เวียนเกิดเวียนตาย. * อักขระ ๓๒ หมายถึง โกฏฐาส ๓๒, นามธรรม ๑๒ หมายถึงอายตนะ.
น.107 ๓๔ ตัวเราเกิดมา เพราะว่าปัญญา บ่ได้คิดหมาย เกิดมาเป็นคน แต่ล้วนวุ่นวาย ตะเกียกตะกาย ก็อยู่บ่นาน. เราเป็นคนแล้ว หน้าที่จะแผ้ว หนทางนิรพาณ ให้มันให้เหมาะ เพราะว่าสังขาร มิได้อยู่นาน ย่อมแต่ฉิบหาย. พระศรีสรรเพ็ชญ พระเจ้าเห็นเสร็จ ทั่วโลกทั้งหลาย เกิดมาเป็นคน บัดเดี๋ยวก็ตาย อุปรมาดังนาย เอาทรายมาพูน (ปั้น). สังขารทั้งผอง โดยเราสมปอง มันไม่เกื้อกูล แต่บุญกับบาป มาอุดมาหนูน ตามแบบแต่บูรณ์ มันไม่ตามใจ. จักเอาตัวรอด เมื่อจักหนีลอด อย่าคบจัญไร เอาแต่ความสัตย์ ตัดเนื้อตัดใจ ตัดบาปภายใน แห่งตัวเราเอง. เมื่อเราจะตาย จิตเราทั้งหลาย อย่าได้โฉงเฉง ถ้าบุญเรามาก จักลากไปเอง กุศลผลเพรง จักนำเราไป. ถ้าบุญเราน้อย ปัญญาก็ถอย เห็นจักบรรลัย อายะตะนะ จะนำเราไป ให้ตกอยู่ใน จตฺราบาย .* ดับจิตลงแล้ว แม่นมั่นไม่แคล้ว อย่าทำมารยาย เราเป็นคนแล้ว นับวันจะตาย มัจจุราชคือนาย จะพาเราไป. จะแก้บุญบาป ยิ่งแก้ยิ่งขนาบ จะทำฉันใด เพราะว่าสังขาร มนุษย์ผู้ไหน จะแก้ฉันใด ได้ดังใจปอง. แก้ด้วยตัณหา ยิ่งแก้ยิ่งบ้า แต่ล้วนเศร้าหมอง เพราะว่าโลกีย์ มีสิ่งจำจอง มั่วโลกทั้งผอง เวียนเกิดเวียนตาย. * คนเรา ตกอบายเพราะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ.
น.108 ๓๕ ธรรมขันธ์สรรเพ็ชญ์ พระเจ้าเห็นเสร็จ ทั่วโลกทั้งหลาย ทำไมพระเจ้า* มิมาบรรยาย ให้สัตว์ทั้งหลาย สงสัยนักหนา. พระรู้คดี สัตว์ในโลกีย์ ย่อมอับปัญญา คือดังเด็กอ่อน เพิ่งสอนเจรจา ไม่รู้กินยา กินแต่ของหวาน. แม้นปัญญาอ่อน พระเจ้าผันผ่อน เห็นว่ายังพาล พระเจ้าให้หน่วง เอาในการงาน ที่เป็นแก่นสาร ในโลกทั้งหลาย. หนทางยังไกล แต่งเสบียงไป ให้เต็มสะพาย จะได้ไปกิน ทางไกลสบาย ที่นี้ดุจนาย จะเดินทางไกล. นายกุมเอาแก้ว สามดวงเลิศแล้ว ทั้งพระขรรค์ชัย เหาะข้ามสาคร กล่าวคือสมุทัย ถึงฟากฝั่งไซร้ นายก็พ้นจากบ่วง. เมื่อนั้นรี้พล** เห็นเจ้านายตน บ้างยึดบ้างหน่วง นายใช้พระขรรค์ ฆ่าพันทั้งปวง ไพร่ทุกกระทรวง พรรคพวกอาสา. ไว้แต่คนดี เมื่อเราจะหนี ล่อด้วยปัญญา นายจึงเหาะขึ้น อากาศเวหา นายปลอมลงมา ฆ่าตายครามครัน. ฆ่าฟันศัตรู อย่าให้มันรู้ ติดตามไปทัน เหาะข้ามคีรี ชีวิตนี้สำคัญ แต่ล้วนคนขยัน ศัตรูนายกล้า. สังเกตให้เป็น กิเลสแสนเข็ญ ฟันเราตรงหน้า นายจึงเหาะขึ้น อากาศเวหา อาวุธเอามา ฆ่าให้บรรลัย. * พระเจ้าไม่สอน คือความเข้าใจผิดของคนโง่นั้นเอง. ** รี้พล คำนี้หมายถึงคน บริวาร หรือกิเลสบริวาร ที่ผูกพัน.
น.109 ๓๖ ครั้นนายล้างแล้ว นายกุมเอาแก้ว ทั้งพระขรรค์ชัย เหาะข้ามสาคร กล่าวคือสมุทัย ถึงฟากฝั่งไซร้ สุขเหลือคณนา. ครั้นนายถึงแล้ว ละเสียซึ่งแก้ว * ทั้งสามนั้นหนา อีกทั้งพระขรรค์ ที่นายเอามา เสบียงเล่าหนา ละเสียมินาน. เสบียงนั้นหนา ที่นายเอามา คือศีลกับทาน แก้วนั้นคือพระ ไตรลักษณ์สามประการ พระขรรค์นายผลาญ คือพระปัญญา. นายเหาะขึ้นไป นายหลุดพ้นได้ คือจิตโสดา ฆ่าฟันศัตรู ด้วยพระอุเบกขา ล่อด้วยปัญญา คือจิตสองประการ กิเลสนายเห็น ศัตรูแสนเข็ญ คือใจสาธารณ์ ฆ่าพันศัตรู คือบาปเผาผลาญ ในเมื่อประหาร เผาผลาญมรณา. เหาะข้ามสมุทร อันลึกที่สุด คือชาติทุกขา เวียนตายเวียนเกิด นำไปนำมา ข้ามพ้นทุกขา ลุถึงนิรพาณ. ความที่อุปมา คือเราเกิดมา อยู่ในสงสาร ลอยอยู่ในสมุทร คือโอฆกันดาร เมื่อใดประหาร จึงได้รอดตน. เพราะในโลกีย์ ไม่มีอิตถี อยู่ที่มรรคผล ** รำพึงถึงทุกข์ แห่งตัวแห่งตน จักเกิดมรรคผล จักแจ้งนิรพาณ. สังขารแห่งทุกข์ โดยเรามาปลุก อยู่ที่วิญญาณ แม้นปัญญาน้อย ค่อยเพียรให้นาน จักได้สำราญ นิรพาณเสวยสม. * ธรรมชั้นลึก คือถึงที่สุดทุกข์แล้ว ก็ละธรรมทั้งปวงเสีย. ** ไม่มีจุดหมายเป็นสตรี เหมือนบางลัทธิ.
น.110 ๓๗ ค่อยคัดค่อยง้าง ค่อยเพียรค่อยสร้าง ด้วยไตรสรณคมณ์ ค่อยโอนค่อยอ่อน ผ่อนตามอารมณ์ นานไปจะได้ชม สุขสมนิรพาณ. บาปใดเกิดมา อย่าได้ไว้ช้า ให้อยู่ไปนาน เพราะว่าตัวบาป คือไฟเผาผลาญ อย่าไว้ให้นาน สักน้อยเลยนา. บาปใดไม่เกิด อย่าพึ่งละเมิด ให้เกิดขึ้นมา บุญนั้นคือน้ำ ดับไฟแลหนา ชาติกับสังขาร์ คือใบไม้ตาย (ขยะ). เมื่อว่าบุญใด ไม่เกิดมาไว ให้เร่งขวนขวาย เพราะถ้าสังขาร อุปาทานไม่ตาย อย่าพึงคิดหมาย ว่าจะรอดตน. ให้ดูเยี่ยงหงส์ ครั้นร่อนบินลง สู่น้ำวังวน แม้นร่อนมาร้อน กลับหายบัดดล เปรียบดุจดังคน อันมีปัญญา. บาปดุจไฟร้อน บุญอันบวร ดุจหงส์นั้นหนา สร้างแต่ความชอบ ประกอบกายา จักพาอาตมา ข้ามพ้นสงสาร. ท่านได้กล่าวมา จักแก้สังขาร์ อันชื่อวิญญาณ เกิดเป็นคนแล้ว แผ้วให้สำราญ ไม่ได้อยู่นาน แต่ล้วนจะตาย. สังขารทั้งผอง แม้เราคิดปอง ยังจักทำลาย คือบุญกับบาป แต่งทั้งสี่ฝ่าย เราท่านทั้งหลาย ล้วนแต่เวียนหัน. ถ้าบุญมันมาก มันจะชักลาก เราไปสวรรค์ ถ้าข้างบาปมาก มันตามมาทัน มันจะลากผันไปสู่ทุกขา. ถ้าว่าบุญก็มาก บาปก็หลายหลาก บุญบาปสองรา แต่จะชิงกันเอง โตงเตงโตงว้า ดึงไปดึงมา เวียนว่ายสงสาร.
น.111 ๓๘ เกิดกลางกุลี (ยุค) จงเอาตัวหนี ให้พ้นนรกานต์ เพราะว่าตัวบาปคือไฟเผาผลาญส่วนจิตวิญญาณ ไม่ได้กดหมาย *. จิตบาปสิบสี่ ** เมื่อใดมันคลี่ เราย่อมฉิบหาย จักนำไปสู่ แต่ล้วนอบาย ด้วยจิตทั้งหลาย ให้มืดให้มัว. จิตฝ่ายข้างบุญ โดยเรามาปุน ได้สี่สิบตัว *** จิตฝ่ายข้างบาป ให้เรามืดมัว ได้สิบสี่ตัว อยู่ในอารมณ์. อันบุญกับบาป สองข้างขนาบ มีหวานมีขม ข้างฝ่ายพวกบาป ปราบเราให้จม ข้างบุญอบรม ให้เราสบาย. อุปรมาด้วยกา. อายตนะทั้งห้า อุปรมาเหมือนกา มากินช้างตาย ลอยอยู่กลางสมุทร อันลึกสุดสาย ตัวหนึ่งขวนขวาย บินย้ายมาฝั่ง. ยังกาสี่ตัว ไม่คิดเกรงกลัว กินไปลืมหลัง เมื่อซากผีช้าง ลอยไปไกลฝั่ง ตัวหนึ่งระวัง บินกลับโดยไว. นั่นหรือคือคน แม้ว่าหลงตน ยังรู้ตกใจ รู้ผันรู้ผ่อน เอาตัวหนีไกล พ้นจากสมุทัย ขึ้นไปถึงฝั่ง. ยังกาสองตัว กินไปไม่กลัว ไม่ระไวระวัง ส่วนซากผีช้าง ลอยไปไกลฝั่ง ตัวหนึ่งเหลียวหลัง เห็นทิวหาดทราย * กดหมาย คือ กำหนดหมาย. ** ๑๔ คือ อกุสลเจตสิก ๑๔. *** เข้าใจว่าท่านหมายถึง สมถกรรมฐาน ๔๐.
น.112 ๓๙ จึงคิดตกใจ บินขึ้นมาไว พลิกคว่ำพลิกหงาย แม้นเอาตัวรอด เห็นยากเกือบตาย แต่เพราะขวนขวาย จึงได้- รอดตัว. ดังนี้คนหลง อกุศลส่ง เร่งมืดเร่งมัว แม้นว่าจะรอด ลำบากเกินตัว ถึงฝั่งซมซัว ค่อยเป็นสุขใจ. ยังกาอันโง่ สองตัวโลโภ กินลืมเพื่อนไป เมื่อซากผีช้าง เร่งลอยไปไกล กาหนึ่งรู้ไว เหลียวบินกลับมา. กาแสนตกใจ ฟากฝั่งสมุทัย ไม่เห็นทิวป่า จึงตกใจกลัว เร่งบินขึ้นหา สู่ยังฝั่งหน้า เพียงใจจะวาย. พาตัวบินมา ตกใจนักหนา พลิกคว่ำพลิกหงาย แม้นว่าตัวรอด เหนื่อยยากเกือบตาย สิ้นแรงขวัญหาย พอได้ถึงฝั่ง. ดังนี้แหละหนา ตัวเราเกิดมา ล้วนแต่เคลิ้มคลั่ง เห็นว่าตัวโลภ มาเป็นกำลัง ไม่คิดระวัง เห็นไม่รอดตัว. โง่งมซมซาน อะดักอะดาน เพราะบาปเมามัว ปล้ำล้มปล้ำตาย พอได้รอดตัว ถึงฝั่งซมซัว ค่อยเป็นสุขใจ. เหลือกาตัวหนึ่ง ใจคิดทะลึ่ง ด้วยโลภหลงใหล จะกินให้อิ่ม เต็มเนื้อเต็มใจ แม้นเพื่อนบินไป ตนไม่มาระวัง. ฝูงเพื่อนทั้งหลาย บินลอยไปไกล เขาบินถึงฝั่ง ยังแต่กาโง่ กินโตลืมหลัง ไม่คิดระวัง ที่จักคืนมา. เมื่อซากผีช้าง ลอยไปอ้างว้าง ไม่เห็นทิวป่า มืดมิดเหลือใจ ไม่เห็นฝั่งหน้า สุดมุ่งนัยนา กลัวจักอาสัญ.
น.113 ๔๐ จึงกาตกใจ เป็นไกลเหลือไกล บินคืนมาพลัน โดยไกลสมุทร สุดมุ่งอนันต์ สิ้นแรงกานั้น ก็จมน้ำตาย. ข้อนี้อุปรมา คือเราเกิดมา แล้วล้วนฉิบหาย ไม่ดูคืนวัน โมหันต์งมงาย พลิกคว่ำพลิกหงาย ในกลางสมุทัย. หลงทางกลางสมุทร ลึกล้ำที่สุด จักทำฉันใด ว่ายอยู่เนินนาน ยิ่งลำบากใจ อยู่ในสมุทัย พลิกคว่ำพลิกหงาย. ตัวมีปัญญา ค่อยพิจารณา ค่อยแก้ค่อยขยาย ถ้าว่าใกล้ฝั่ง มิเป็นอันตราย ไกลฝั่งแล้วไซร้ ช้านานนักหนา ฟังแล้วรำพึง จงคิดคำนึง ตรองถึงอาตมา กุศลอกุศล คือดังขนตา อยู่ใกล้นักหนา มองเห็นหรือไร. นกน้อยชาญฉลาด อยู่กลางอากาศ รู้ที่บินไป ให้พิศดูนก จะบินไปไหน มันจะบินไป สู่ยังฝั่งชล. ให้พิจารณา ให้เอาปัญญา มาเป็นต้นหน คิดให้รู้จัก ที่สำนักตน เร่งข้ามให้พ้น ฟากฝั่งสมุทัย. อาจารย์กล่าวมา นกน้อยโสภา อยู่ใกล้บ่ไกล การข้ามฟากฝั่ง กล่าวคือสมุทัย ทั้งนี้เล่าไซร้ แล้วแต่ปัญญา. ถ้าปัญญาน้อย แลล้วนจะถอย ไปสู่ทุกขา ถ้าปัญญามาก คิดเห็นแหละหนา จักพันเวทนา นฤพาณครรลอง. ตัวเราเกิดมา ในโลกพาลา แต่ล้วนหม่นหมอง จะเอาตัวรอด ให้พ้นจากคลอง อย่าได้บกพร่อง เห็นมิเป็นการ.
น.114 ๔๑ รู้อายรู้กลัว อย่าเมาอย่ามัว มิเป็นแก่นสาร ควรที่จะออก ให้พ้นบ่วงมาร ทุกผู้ทุกท่าน มันไม่มั่นคง. อย่ามัวประมาท มัวกลัวมัวขลาด มัวโง่มัวงง พระเจ้าเทศนา ว่าเป็นคนหลง ตั้งใจให้ตรง จักรอดตัวไป. จักให้รอดตัว พึงเกลียดพึงกลัว เอาตัวหนีไกล ให้พ้นจากบ่วง ที่หน่วงไว้ใน เจ็บเนื้อเจ็บใจ ละอายอดสู. พึงเกลียดพึงหน่าย อุปรมาดังนาย สุ่มปลาต้องงู นายมองไม่เห็น ล้วงลงไปดู จับเอาหัวงู สำคัญว่าปลา. ตัวสั่นงันงก กล้วงูจะฉก ให้ถึงมรณา ตระหนกตกใจ เป็นยิ่งนักหนา ขว้างเสียมิช้า นายก็เร่งรำพึง สิ่งใดเป็นบุญ เป็นเครื่องเจือจุน เราจักต้องถึง ยังฝั่งสาคร เอาเป็นที่พึ่ง ห้วงน้ำลึกซึ้ง ไม่มีสะพาน. คิดทำแพข้าม จนจิตคิดขาม ทรามปัญญาญาณ จับปลาได้งู อยู่ในสงสาร มืดมนท์อนธการ เพราะเหตุอวิชชา. มนุษย์หญิงชาย ความโง่งมงาย ติดตามตนมา ปัญญาหาไม่ ให้มืดมัวตา มีแต่ อวิชชา มาปรุงสังขาร. สังขาร นั้นเล่า มันเกิดแล่นเข้า ปรุงแต่ง วิญญาณ ทำปฏิสนธิ์ ไม่มีแก่นสาร เพราะจิตวิญญาณ เกิดมาหาความ. ก็วิญญาณนั้น หน้าที่ของมัน สร้าง รูป สร้าง นาม ให้เราเกิดมา มาชั่วมาทราม สังขารติดตาม ตกแต่งให้ไป.
น.115 ๔ ๒ อายะตะนะ นั้น นามรูปเข้ากัน มาเป็นปัจจัย ช่วยให้หลงอยู่ ในสมุทัย อายะตะนะไหน ล้วนแต่ให้หลงอยู่. คืออายะตะนะ ให้เกิด ผัสสะ จับกันเป็นคู่ ในขณะนั้นหนา อวิชชามาจู่ ให้เราหลงอยู่ โง่งมจมกาม. ก็ผัสสะนั้น เพราะประจวบกัน แห่งรูปแห่งนาม ธรรมหมู่นี้แล มาตกแต่งตาม พวกเราเบาความ จึงต้องบรรลัย. ได้ทุกข์ได้โศก โรคาร้อนโรค เจ็บไข้กายใจ ดั่งพระเคราะห์เกาะอยู่ ค้ำชูกันไป เราจึงต้องได้ ลำบากกายา. ยัง เวทนา เล่า เพื่อนแล่นมาเข้า ปรุงแต่ง ตัณหา ให้เราทนทุกข์ อยู่ในโลกา เพราะมีเวทนา ให้ตัณหาตาม. ส่วนตัณหานั้น อยากนักปักมั่น อยู่ในกองกาม อยากไม่รู้จบ ในภพทั้งสาม วิภพตบตาม ลำบากยากนาน. ให้เราใหลหลง เป็นบ้าเรื่องงง ในทุกประการ เหนี่ยวหน่วงอารมณ์ โง่งมซมซาน ด้วย อุปาทาน เกิดขึ้นประดัง. ไม่ยอมให้รอด หลงรักหลงกอด เห็นอยู่ว่าหวัง หลงในโลกีย์ จนมี ภะวัง เข้าเป็นกำลัง ให้เกิด ชาตินี้. ให้เรานี้หลง จิตใจพะวง ในห้วงโลกีย์ เพราะชาติเป็นเหตุ จึงได้เกิดมี ชราพยาธี มรณะ แต่ละตน. คำเตือนสุดท้าย. ( ยานี ๑๑) คนหลงในสงสาร เพราะคบคนพาลให้มืดมน มิเห็นจะเป็นผล เร่งฉงนในหัวใจ
น.116 ๔๓ ฝูงชนทั่วทั้งหลาย ทั้งหญิงชายและท้าวไท ไม่เกาะไม่กุมใน คุณพระเจ้าอันโสภา เกาะกุมแต่ยศศักดิ์ ลูกเมียรักมาตั้งหน้า ละเสียคุณบิดา ไม่นำพาเท่ายองใย พ่อแม่เลี้ยงมายาก ท่านอดอยากลำบากใจ จำเดิมแต่อยู่ใน อุทรทุกข์ทุกเวลา อาบน้ำแม่ป้อนข้าว ทุกค่ำเช้าท่านรักษา ครั้นเมื่อเติบโตมา คุณมารดาก็ลืมเสีย พระธรรมตกแต่งกาย เกิดมาได้ไม่ง่อยเพลีย ใหญ่มาลืมท่านเสีย หาลูกเมียมุ่งอื่นไป คุณท่านที่รักษา ไม่นำพาเอาใจใส่ คิดประมาทในหัวใจ ว่าโตใหญ่มาได้เอง คนพาลจำพวกนี้ คิดทางชั่วไม่กลัวเกรง ทิฏฐิเข้าเป็นเพลง มิรู้คุณพระมารดา บางคนใจโมหันต์ ใช้แม่มันเหมือนขี้ข้า เที่ยวเล่นทุกเวลา ครั้นกลับมาห่มเขงกิน คนพาลพวกนี้หนา ใครสอนว่ามิได้ยิน ใจบาปหยาบทมิฬ ลืมคุณสิ้นแม่เกิดหัว ป้อนข้าวและอาบน้ำ ทุกเช้าค่ำลำบากตัว เวทนาแม่ไม่กลัว เงินทองแม่ไม่เสียดาย
น.117 ๔๔ หาหมอมาทำขวัญ เงินทองนั้นยกยื่นให้ เพราะรักบุตรสุดสายใจ ไม่เสียดายเท่าเกศา ครั้นเมื่อตัวเติบใหญ่ มิได้คิดคุณมารดา ที่ท่านเลี้ยงเรามา มินำพาแต่สักอัน คุณพ่อและคุณแม่ สิ่งใดแลจะเทียมทัน ฟ้าดินสิ้นทั้งนั้น เอามาชั่งมิเทียมถึง เอาคุณพระพุทธัง พระธัมมังเป็นที่พึ่ง ชั่งขึ้นจึงเทียมถึง ไม่หนักเบากว่ากันมา พระเจ้าท่านจึงยก ท่านแต่งตกเป็นคาถา ไว้ให้ฝูงประชา ไหว้วันทาทุกราตรี ฯ (เจ้าของว่ายังไม่จบ) พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๙๒-๙๖ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ ๒ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา พ.ศ.๒๕๒๔ โทร. ๒๒๑๒๓๓๗
น.118 รายชื่อหนังสือ ชุดลอยปทุม อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑ คู่มือมนุษย์ ๖ ๒ ศิลปแห่งการดูด้วยยถาภูตสัมมัปปัญญา ๑ ๓ ศิลปแห่งการมีพระพุทธเจ้าอยู่กับเนื้อกับตัว ๑ ๔ ธรรมะสำหรับคนเกลียดวัด ๑ ๕ ธรรม ๒๔ เหลี่ยม ๒ ๖ พูดกับเณร ๑ ๗ ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๑ ๑ ๘ เห็นธรรมชาติคือเห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ๑ ๙ ธรรมโอสถสำหรับโลก ๑ ๑๐ ความมีสุขภาพอนามัยทางจิต ๒ ๑๑ ปรมัตถธรรมคำกลอน ๑ ๑๒ นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ ๒ ๑๓ ธรรมพรปีใหม่ ๒ ๑๔ ตถตาช่วยได้ ๑ ๑๕ ศีลธรรมกลับมา ตอน ๒ ๑ ๑๖ ศีลธรรมกลับมา ตอน ๓ ๑ ๑๗ ค่าของครู ๑ ๑๘ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นกัลยาณมิตร ๑ พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๙๒-๙๖ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ ๒ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา พ.ศ. ๒๕๒๔ โทร. ๒๒๑๒๓๓๗
น.119 ยามไหนก็ได้ ยามจะได้ ได้ให้เป็น ไม่เป็นทุกข์ ยามจะเป็น เป็นให้ถูก ตามวิถี ยามจะตาย ตายให้เป็น เห็นสุดดี ถ้าอย่างนี้ ไ ม่มีทุกข์ ทุกวันเอย ฯ หมายเหตุ :- “ ไ ด้ให้เป็น” คือ อย่าได้เพื่อเอามาเป็น ตัวกู หรือ ของกู เหมือนที่เขา ได้ๆ กัน ; “ เป็นให้เป็น” คือ อย่าเป็น ด้วยรู้สึกยึดมั่น ถือมั่น ด้วยอุปาทาน ว่า กูเป็นนั่น เป็นนี่ ไปตาม นั้น จริงๆ แม้ที่สุดแต่การเป็นบิดา มารดา ; “ตายให้เป็น” คือ ตายชนิดที่ไม่ตาย, แต่กลับเป็น อยู่ ตลอดกาล, และต้องเป็น การกระทำ ชนิดที่ เรียกว่า “ตายเสียก่อนตาย” คือ ตายเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก่อนแต่ ร่าง- กาย แตก ดับ ฯ พ. อินฺทปัญฺโญ
Buddhadasa