น.11 การบรรยายแบบมหาวิทยาลัยต่อหางสุนัข ๑๐ ช.ม. ของเราเป็นครั้งที่ ๔ นี้ ผมจะพูดด้วยหัวข้อว่า นิพพานที่นี่ และเดี๋ยวนี้ ดังได้เคยพูดมาแล้วในตอนก่อน เกี่ยวกับนรก และสวรรค์. ถ้าเป็นอย่างที่แท้จริง ต้องเป็นที่นี่และเดี๋ยวนี้ คือ เป็นสันทิฏฐิโก แล้วก็ได้กล่าวไว้ถึงนิพพาน ก็ต้องที่นี่ และเดี๋ยวนี้ ซึ่งจะได้พูดกัน ก็คือที่กำลังจะพูดนี้เอง. * คำบรรยายของท่านพุทธทาสภิกขุ ในชุดมหาวิทยาลัย ฯ ๑๐ ชั่วโมง ครั้งที่ ๔ วันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๒๓ เวลา ๑๕.๐๐ น. ๑
น.12 ๒ พุทธบริษัทรู้เรื่องนิพพานไม่สมบูรณ์. เรามีการศึกษาไม่สมบูรณ์ ศึกษาพุทธศาสนาไม่ สมบูรณ์ แล้วก็ฟั่นเฝือด้วย พุทธบริษัทจึงไม่รู้เรื่องนิพพาน โดยสมบูรณ์ ; มันก็ต้องบรรลุนิพพานไม่ได้, ไม่ได้รับรส ของนิพพานตามที่ควรจะมี. ทีนี้ขอให้มองให้เห็นว่า ถ้าไม่มีนิพพาน ก็ไม่ใช่ พุทธศาสนา. นี่คุณต้องยอมรับข้อนี้เอาไปคิดพิจารณา ; ถ้า ไม่มีนิพพาน จะเป็นพุทธศาสนาไม่ได้ ; ไม่ใช่ พุทธศาสนา, หรือไม่มีพุทธศาสนา. ทีนี้ถ้า ไม่รู้จัก นิพพาน ก็ไม่ใช่พุทธบริษัท. ถ้าถือตามความหมายที่ถูกต้อง เป็นพุทธบริษัท กันทั้งที ก็ต้องรู้สิ่งที่เป็นหัวใจ หรือสิ่งที่สูงสุดของ พุทธศาสนา ; เพราะฉะนั้น เราจึง ต้องมีความรู้เรื่อง นิพพานโดยถูกต้อง, ปฏิบัติอยู่ เต็มตาม ที่ควรจะปฏิบัติ, แล้วก็ ได้รับผลเท่าที่ควรจะได้รับ ไม่มากก็น้อย ; อย่างนี้ ต่างหาก จึงจะเป็นพุทธบริษัท ; จะถือเสียว่า บวชเหลืองๆ แดง ๆ แล้วก็จะเป็นพุทธบริษัท ถ้าไม่รู้เรื่องหัวใจของพุทธ-
น.13 ๓ ศาสนาเสียเลย มันก็เป็นแต่เปลือก เป็นแต่บัญชี เป็นแต่ ทะเบียน ทำนองนั้น. ทีนี้ขอให้คุณทดสอบดู ตามที่ผมกำลังจะพูดต่อไป ว่า ความรู้เรื่องนิพพานของเรานี้ กำลังมีอยู่อย่างไร ? ในที่ ทั่ว ๆไป รวมทั้งคุณเองคนหนึ่งด้วย. คุณคอยพิจารณาดูว่า คุณมีอย่างนั้นหรือเปล่า ? รู้จักนิพพานเพียงว่าถึงยาก, จะถึงต่อตายแล้ว. เดี๋ยวนี้ ในเมืองไทยเรา ประชาชนถือว่า นิพ- พานเป็นสิ่งที่ยากนักยากหนา ในการที่จะถึง ได้. และ เป็นของเหลือวิสัย แล้วพ้นสมัยที่จะถึงได้แล้วในสมัยนี้. นี่ คุณคิดอย่างนี้หรือเปล่า ? คุณเล่าเรียนมาอย่างนี้ คุณมีความ คิดต่อพระนิพพานอย่างนี้หรือเปล่า ? "มันยากเกินกว่าจะถึง ได้ แล้วก็เหลือวิสัย, แล้วก็สมัยนี้พ้นสมัยแล้ว, ไม่ต้องเอา เรื่องนิพพานมาพูดกัน". ถ้าคุณกำลังมีความรู้เหมือนคน ทั่วไปอย่างนี้แล้วละก็ เราก็ จะต้องพูดกันใหม่. แล้วเขารู้หรือ ถือกันอยู่ว่า ต้องสร้างบารมีตายเกิด ๆๆ เรื่อยไปเป็นหมื่นชาติแสนชาตินั่นจึงจะนิพพาน ; หมายความ
น.14 ๔ ว่าเข้าโลงกันหมื่นหนแสนหน จึงจะถึงนิพพาน. ถ้าคุณเคย ได้รับความรู้มาอย่างนี้ หรือเชื่ออยู่อย่างนี้ ก็ขอให้เตรียมตัว สำหรับจะพูดกันใหม่แล้ว. แล้วก็ นิพพานนั้นถึงต่อตายแล้ว ผมคิดว่า เรามี ความเชื่ออย่างนี้กันมากทีเดียว. นี่เราบอกว่า นิพพาน ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่ต่อตายแล้ว; เพราะว่า การศึกษา หมาหางด้วนนั้นสอนด้วน ๆ ; สอนว่านิพพาน แปลว่าตาย ของพระพุทธเจ้า หรือของพระอรหันต์ ในโรงเรียนเขาสอนว่า คนตายเรียกว่าตาย, พระเจ้า แผ่นดินตายเรียกสวรรคต, เจ้านายตายเรียก พิราลัย อนิจ- กรรม อะไรเรื่อย ๆ มา, ช้างตายเรียกว่าล้ม, เพื่ออธิบายคำว่า ตายตัวเดียว. เขาเอาคำว่าตายนี่ ไปให้เป็นอาการของ พระพุทธเจ้าหรือของพระอรหันต์. นี้ เด็ก ๆ ก็เข้าใจว่า นิพพานคือตาย แล้วจะได้อะไรกันเล่า ? พอนิพพานก็คือ ตาย ตายแล้วจะได้อะไรกัน ? แล้วจะนิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ ได้อย่างไร ? นี่ นิพพานต้องที่นี่ และเดี๋ยวนี้.
น.15 ๕ บ้างว่า นิพพานสูญเปล่า ไม่มีรสอะไร. ทีนี้เขายัง พูดกันอยู่อย่างทำลาย, เป็นการทำลาย หมดว่า นิพพานนี้จืดชืด ไม่มีรสชาติอะไร, นิพพานนี้สูญ- เปล่า, ไม่มีอะไร ว่างเปล่า สูญเปล่า ไม่มีอะไร ; ก็เลยหมด กัน. ตามที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ผลก็คือว่า ไม่มีใครสนใจ นิพพาน ไม่มีใครรู้สึกว่า นิพพานเป็นเรื่องที่ควรสนใจ และคุ้มค่า ที่ไปสนใจเข้า. เดี๋ยวนี้ก็ไม่มีใครสนใจ นิพพาน แม้ในเมืองพุทธ ประเทศไทยชาวพุทธ เมืองพุทธ นี้ ก็ไม่มีใครสนใจในนิพพานซึ่งเป็นตัวแก่นแท้ ปลายทาง ของพุทธศาสนา. นี้ผมยังยืนยันอยู่ว่า ถ้ายังไม่รู้จัก หรือ ไม่รู้เรื่องของนิพพาน ก็ไม่ใช่พุทธบริษัท; ถ้าไม่มีเรื่อง ของนิพพานก็ไม่ใช่พุทธศาสนา. ทีนี้ขอทำความเข้าใจกันใหม่ เรามีความเชื่อมีความ เข้าใจกันอยู่อย่างนั้นนะ. นี้ขอทำความเข้าใจกันเสียใหม่, แล้วจะได้เชื่อกันเสียใหม่. อย่าเป็นพุทธบริษัทที่ไม่รู้จัก พุทธศาสนา; ถ้ารู้จักพุทธศาสนา ต้องรู้เรื่องนิพพาน. ฉะนั้น เราอย่าเป็นพุทธบริษัท โดยที่ไม่รู้จักพุทธศาสนา.
น.16 ๖ เพราะว่าเราเกิดมาโดยทะเบียน พ่อแม่เป็นพุทธ ลูกก็เป็น พุทธ มันก็มีโอกาสที่จะเป็นพุทธบริษัทได้โดยที่ไม่ต้องรู้ พุทธศาสนา. นิพพานมิใช่เรื่องเหลือวิสัย ขอให้เป็นพุทธบริษัทที่รู้จักพระพุทธศาสนา ซึ่งมีพระนิพพานนี่เป็นหัวใจ. เราอย่าต้องเป็นพุทธบริษัท ที่เรียนพุทธศาสนา ปฏิบัติพุทธศาสนากันอย่างละเมอ ๆ เรียนกันอย่างละเมอ, ปฏิบัติกันอย่างละเมอ. เราก็กำลัง เป็นอย่างนี้หรือเปล่า ? และที่ว่าจะลึกมองยากสักหน่อย ก็คือ อย่าเป็นคน เนรคุณต่อพระนิพพาน ซึ่งช่วยให้เรารอดชีวิตอยู่ได้. ผมคิดว่าคุณคงไม่เข้าใจ ยังไม่เข้าใจว่า พระนิพพานช่วยให้ เรารอดชีวิตอยู่ทุกวัน ๆ นี้ได้ ; แล้วเราก็เนรคุณ คือไม่รู้ คุณของพระนิพพาน. นี่เดี๋ยวก็จะพูดกันแน่นอน. เพราะว่าพระองค์ไม่ได้ตรัสสิ่งที่เหลือวิสัย คุณช่วย ให้ความเป็นธรรมแก่พระพุทธเจ้าบ้าง ; ไปเหมาเขลา ๆ ตาม ๆ กันไปว่า บางเรื่องเหลือวิสัย เช่น เรื่องพระนิพพานนี้ เหลือวิสัยของคนทั่วไป. แต่ความจริงนั้น พระพุทธเจ้า ท่านไม่ได้ตรัสสิ่ง, หรือ เรื่องที่เหลือวิสัย ; เพียงแต่ว่า
น.17 ๗ ต้องเป็นวิญญูชนอยู่บ้าง. อย่าเป็นคนโง่เง่าเต่าตุ่น ; ดัง บทพระธรรมคุณว่า ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ เราสวดอยู่ ทุกวันว่า "วิญญูชนพึงรู้ได้เฉพาะตน" ท่านใช้คำว่า วิญญูชน คือ คนธรรมดา มีความรู้ที่จะรู้อะไรได้, ไม่ใช่ คนโง่เง่าเต่าตุ๋น ; อาจจะเหลือวิสัยเฉพาะคนโง่เง่าเต่าตุ๋น แต่ว่าคนโง่เง่าเต่าตุ๋น ถ้าเขี่ยให้ถูกจุด มันก็ลุกโพลงได้ คือ รู้ได้เหมือนกัน ; มันเป็นถึงอย่างนั้น. .. ถ้าสำหรับคน ธรรดาสามัญแล้วต้องไม่เหลือวิสัย. พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ ตรัสเรื่องที่เหลือวิสัย. ฉะนั้น เราควรจะนึกถึงข้อที่เดี๋ยวนี้ถือกันว่า เรื่อง นิพพานเหลือวิสัย ถ้าว่าเหลือวิสัยจะมีประโยชน์อะไร ? การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า รู้แต่เรื่องเหลือวิสัย สอน แต่เรื่องเหลือวิสัยก็ไม่เป็นประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย. ที่เชื่อกันว่า ต้องสร้างบารมีหมื่นชาติ แสนชาติ จึงจะถึงนิพพานนั้น นี้มันมีปัญหาอยู่ที่คำว่า "ชาติ". คำ พูดว่า ชาติ นี้ มีอยู่ ๒ ความหมาย คือใน ภาษาคน อย่าง หนึ่ง, ใน ภาษาธรรม อย่างหนึ่ง.
น.18 ๘ ต้องเข้าใจภาษาคน - ภาษาธรรมจะเข้าใจนิพพานง่ายขึ้น. ขอแทรกตรงนี้ว่า ความรู้เรื่องภาษาคน ภาษา- ธรรมนี้สำคัญมาก. ภาษาคนจะพูดไปโดยมองเห็นด้วยตา ไม่รู้เรื่องความหมายอันลึกซึ้งทางจิตใจ ก็พูดออกไป. คน ธรรมดาพูดออกไป นี่ก็พูดอย่างภาษาคน ; ทีนี้พูด ภาษาธรรมนั้น มองลึกลงไป ถึงความหมายในภายใน ไม่เอาอยู่ที่รูปร่างภายนอก. คนนั้นเขารู้ลึกถึงภายในแล้ว เขาพูดออกมา มันก็ต้องเรียกว่า พูดภาษาธรรม. ภาษาคน ภาษาธรรม, คำพูดทุกคำมี. ๒ ความหมายทั้งนั้น. ถ้าพูดโดยภาษาคน เอาวัตถุเอาร่างกายเป็นหลัก พระพุทธเจ้าก็นิพพานแล้ว คือตายแล้ว เผาแล้ว เหลือ แต่กระดูกแล้ว ; นี่เรียกว่าพูด ภาษาคน คือดูด้วยตาเห็น อย่างนั้น แล้วก็พูดอย่างนั้น. ทีนี้ ถ้าพูดโดย ภาษาธรรม พระพุทธเจ้ายังอยู่ และไม่รู้จักตาย ; อย่างที่ พระองค์ตรัส ไว้เองว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา, ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม" พระพุทธเจ้าเป็นธรรม พูดภาษาธรรม ก็ยังอยู่. นี่ดูเถอะมันต่างกันอย่างไร ? ถ้าพูดภาษาคน
น.19 ๙ พระพุทธเจ้าตายแล้ว, เผาแล้ว หมดแล้ว, พูดภาษาธรรม ยังอยู่ตลอดกาล, ยังอยู่กับเราตลอดกาล. ทุกเรื่องมองให้เห็นอย่างนี้ เหมือนที่พูดกันตอน เช้า ว่าถ้าพูด ภาษาคน : นรกอยู่ในดิน สวรรค์อยู่ บนฟ้า ถึงกันต่อตายแล้ว; แต่ถ้า พูดภาษาธรรม นรกกับสวรรค์อยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้ : สวรรค์อยู่ในอก นรก อยู่ในใจ. นี่ความต่างกันมันมีอยู่อย่างนี้, ทำความเข้าใจเสีย ให้ถูกต้องว่า เรากำลังพูดภาษาไหน ? ต้องศึกษาชาติ-ความเกิด ทั้งภาษาคน-ภาษาธรรม. ถ้าพูดว่าชาติ, ชาติความเกิดในภาษาคนก็เอาวัตถุ ร่างกายเป็นหลัก ก็คือเกิดออกมาจากท้องแม่ ออกมาเป็น เด็ก โต จนกว่าจะตาย ก็นับว่าชาติหนึ่ง อายุหลาย สิบปีกว่าจะตาย. ชาติในภาษาคน คือเนื้อหนังที่เกิดมาจาก ท้องแม่ อยู่หลายสิบปีแล้วก็ตาย ก็เรียกว่าชาติหนึ่ง. ทีนี้ถ้า ชาติในภาษาธรรม มันไม่อย่างนั้น มัน เล็ง ไปที่ตัวความคิด เกิดความคิดความรู้สึกว่ากูขึ้นมาครั้ง หนึ่ง : ตัวกูอย่างนั้น ตัวกูอย่างนี้ ขึ้นมาครั้งหนึ่ง, แล้ว เดี๋ยวมันก็ดับไป, ความคิดนี้เดี๋ยวมันก็ดับไป; นี่ก็
น.20 ๑๐ เรียกว่าชาติหนึ่ง. เพราะฉะนั้น ในวันหนึ่งเรามีได้ หลายชาติ เกิดได้หลายชาติ ซึ่งถ้าถืออย่างภาษาคน ก็หลาย สิบปีชาติหนึ่ง, แล้วกว่าจะเข้าโลงทั้งหมดมีชาติเดียว; ถ้า พูดในภาษาธรรมวันเดียวมีได้หลายชาติ หลายสิบชาติก็ได้ แล้วแต่ว่ามีเรื่องมากเรื่องน้อย. ความรู้สึกประเภทที่ว่า กู หรือ ฉัน หรือ เรา อะไร ก็ตาม มัน เกิดขึ้นมาครั้งหนึ่ง ก็เรียกว่าชาติหนึ่ง ; ต้อง ศึกษากันอย่างละเอียด เช่นว่า เราเห็นสิ่งที่น่ารัก แล้วก็รัก นี่เป็นความคิดที่เป็นกิเลส แล้วก็อยากจะได้ เพราะความ น่ารักก็อยากจะได้ ; นี้เรียกว่า ตัณหา. ความรู้สึกอยาก ได้นี้มากเข้า ๆ มันก็เกิดความรู้สึกว่า กูจะได้ กูอยากจะได้ ความรู้สึกว่า กูอยากจะได้นี่ มันเกิดขึ้นมาทีหลัง ; อยาก อะไรเต็มที่แล้ว จะเกิดความรู้สึกที่ว่า กูอยาก กูจะได้ อันนี้ถ้าไม่สังเกตที่ตัวจริงแล้ว จะเหมาเอาว่า มันขัดความจริง มันขัด Logic ทำไมผู้อยากจึงเกิดทีหลัง ความอยากเล่า ? มันอยากเพราะมันเป็นเรื่องของธรรมชาติ ไม่ใช่เป็นเรื่องตัวตนบุคคลอะไร. ธรรมชาติมันปรุงในใจ เป็นความอยากขึ้นมาก่อน แล้วความรู้สึกอยากนั้น จะ
น.21 ๑๑ ปรุงความรู้สึก : ฉันมี, ฉันเป็นผู้อยาก : อยากจะได้ อยากจะเอา. นี่อย่างนี้เรียกว่า มันเกิดตัวกู เกิดความรู้สึก ตัวกู : ผู้อย่างนั้น ผู้อย่างนี้ ขึ้นมาที่หนึ่ง ก็เรียกว่าชาติ หนึ่ง. นี่เข้าใจชาติอย่างนี้ ซึ่งวันหนึ่งเกิดได้หลายชาติ, เดือนหนึ่งหลายร้อยชาติ ปีหนึ่งหลายพันชาติ, หลาย ๆ ปีก็ หลายหมื่นหลายแสนชาติได้เหมือนกัน. นับชาติอย่างนี้แล้ว ก็ไม่ขัดกับหลักที่ว่า ต้องบำ- เพ็ญบารมีไปหลายหมื่นชาติ หลายแสนชาติ จึงจะนิพพาน นี้มันก็จริง, คำพูดนี้จริงๆ แต่ความหมายมันคนละอย่าง ; เมื่อเขาพูดว่า ต้องตายเข้าโลงหมื่นหนแสนหนจึงจะนิพพาน; เราไม่ต้องเข้าโลง, ไม่มีวันจะเข้าโลงหมื่นหนแสนหน แต่ เราก็มีชาติครบหมื่นหนแสนหน. เพราะว่า ชาติแห่งความรู้สึกนี้ มันเกิดได้ไม่ทัน จะตาย ก็ครบหมื่นหนแสนหน : เกิดชาติหนึ่งเป็นทุกข์ ทีหนึ่ง เป็นทุกข์ทีหนึ่งในชาติอย่างนี้แหละ ; เพราะมันมีความ อยาก ความยึดมั่นด้วยความอยาก, เป็นตัวกู แล้วมันก็ เป็นทุกข์. ความทุกข์เกิดมาจากความยึดมั่น ยึดมั่นทีไร ก็เป็นทุกข์ทุกที ; แล้ว บาลีกล่าวว่า "เกิดทุกทีเป็นทุกข์
น.22 ๑๒ ทุกที" ก็เพราะว่า เกิดนั่นแหละคือยึดมั่น, ยึดมั่นนั่น แหละคือเกิด" ทีนี้มันก็ รู้จักเข็ดหลาบ, รู้จักเข็ดหลาบ, รู้จัก บันเทากิเลส, รู้จักละกิเลส, แล้วมันก็ นิพพานได้ในชาตินี้ ไม่ต้องเข้าโลง ; แต่มันมีชาติในภาษาธรรม เป็นหมื่นชาติ แสนชาติแล้ว. นี่เรียกว่าบำเพ็ญบารมีหมื่นชาติแสนชาติ ก่อนแต่ที่จะเข้าโลง แล้วก็บรรลุนิพพานได้ ก่อนแต่จะเข้า โลง. คุณช่วยจำไว้ให้แม่น ๆ แม่นยำในคำพูดนี้ แล้วไป คิดดูใหม่, ไปทบทวนดูใหม่ทีหลัง. เราสร้างบารมีได้ถึง หมื่นชาติแสนชาติในชีวิตนี้ ; ฉะนั้น หลังจากนั้น เราก็บรรลุนิพพานได้ในชีวิตนี้. ความหมายของนิพพาน ของพระพุทธเจ้า. ทีนี้ให้รู้ไว้ว่า นิพพาน นั้นหมายความว่า เย็น. เดี๋ยวจะพูดกันให้ละเอียดสักหน่อย ให้รู้ว่านิพพานนี้ แปลว่า เย็น, เย็นเพราะไม่มีของร้อนคือกิเลส ; เมื่อใดของร้อน คือกิเลสไม่มี เมื่อนั้นก็เย็น; นี่คือนิพพานที่เราได้
น.23 ๑๓ รับอยู่หลาย ๆ คราว ๆ เป็นนิพพานน้อยๆ, เป็น นิพพานตัวอย่าง, เป็นนิพพานระยะสั้น. เมื่อใดจิตไม่มีกิเลส ว่างจากกิเลส; แต่ไม่ใช่ เรานอนหลับนะ เรารู้สึกอยู่อย่างนี้ จิตว่างจากกิเลส; เมื่อ นั้นเราจะเย็น ; พอกิเลสชนิดไหนก็ตามเกิดขึ้น เมื่อนั้น เราจะร้อน, มันก็เป็นนรก หรือเป็นวัฏฏสงสาร มันร้อน. นิพพาน นี้เขา เทียบคู่ ก็เทียบกับ วัฏฏสงสาร : พอกิเลสเกิดขึ้น ก็มีวัฏฏสงสารวงหนึ่ง ร้อน ; พอกิเลส ไม่ปรากฏ ว่างจากของร้อน มันก็ เย็น. ฉะนั้น สัก วินาทีหนึ่ง ห้านาที สิบนาที อะไรก็ตาม ที่เราไม่มีกิเลส กำลังว่างจากกิเลส เมื่อนั้นเราจะเย็น ; เมื่อนั้นเราจะอยู่ กับนิพพานตัวอย่าง, นิพพานน้อย ๆ นิพพานขนาดเล็ก, นิพพานระยะสั้น. คุณของนิพพานมีอยู่แก่ชีวิตประจำวัน. นี้อย่ามองข้ามไปเสีย ถ้าไม่มีนิพพานชนิดนี้ พวก คุณก็ตายหมดแล้ว ไม่ได้มานั่งอยู่ที่นี้, หรืออย่างดีก็เป็นบ้า หมดแล้ว เข้าใจไหม ? ถ้าเราไม่นิพพานน้อย ๆ สั้น ๆ นิพพานตัวอย่างคันอยู่เป็นระยะ ๆ นี้, มันก็เต็มไปด้วยกิเลส
น.24 ๑๔ เผาทุกนาที ตลอด ๒๔ ชั่วโมงทุกวัน ๆ ; เดี๋ยวเราก็เป็น โรคเส้นประสาท เป็นบ้าและตายแล้ว. ฉะนั้น ที่เรา มีจิตว่างจากกิเลส เป็นครั้งคราวๆ สลับกันอยู่นั่นแหละ มัน ช่วยให้ปกติอยู่ได้ ไม่ต้องเดือด ร้อน ไม่ต้องนอนไม่หลับ ไม่ต้องเป็นโรคประสาท ไม่ต้อง เป็นโรคจิต หรือเป็นบ้า. คุณต้องไปดูเอง ผมพูดได้เท่านี้แหละ ไปดูเอาเอง ว่า คนแต่ละคนน่ะ มัน มีว่างจากกิเลสคั่นอยู่ กิเลสเกิด เป็นคราว ๆ ; อย่าไปเชื่ออาจารย์ที่สอนว่า กิเลสเกิดตลอด เวลา. กิเลสนี้เกิดเป็นคราวๆ ต่อเมื่อมีเหตุปัจจัยให้ เกิด; นี่มันอาจจะขัดกับการสั่งสอนของที่อื่น. คุณก็รู้ ไว้เสียด้วย รู้ล่วงหน้าไว้เสียด้วยว่า เขาสอนกันว่ากิเลสเกิด ตลอดเวลา ทั้งวันทั้งคืน ทั้งหลับทั้งตื่น ; นี้ เราไม่บอก อย่างนั้น, เราบอกว่ากิเลสมันเกิดเป็นคราว ๆ เมื่อได้ เหตุได้ปัจจัย : เมื่อตากระทบรูป มีสัมผัส และมันโง่ไป มันก็เกิดกิเลส เป็นคราว ๆ อย่างนี้. ฉะนั้น ขอให้ขอบคุณพระนิพพานน้อย ๆ นิพพาน ตัวอย่าง นิพพานระยะสั้น นี่ ที่คอยป้องกันไม่ให้เราเป็น
น.25 ๑๕ โรคประสาท หรือเป็นบ้าตาย. ถ้าเราไม่สนใจเรื่องนิพพาน เราก็เป็นสัตว์เนรคุณต่อสิ่งที่มันช่วยเราไว้ ไม่ให้ต้องตาย ไม่ ต้องเป็นบ้า. นี่ทุกคนควรจะมองเห็นว่า ระยะที่เราว่าง จากกิเลสเท่าไรก็ตาม นั่นแหละเป็นนิพพาน ที่หล่อ เลี้ยงชีวิตให้ยังคงอยู่ได้ ไม่เป็นบ้า และไม่ตาย. เมื่อ นิพพานมีคุณอย่างนี้ เราควรจะทดแทนคุณ สนใจให้มาก. นิพพานอันสมบูรณ์ อบรมให้มีขึ้นได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้. ทีนี้ นิพพานน้อย ๆ สั้น ๆ อย่างนี้ มันก็ มีอยู่แล้ว ก็ พอที่จะพูดได้ว่ามีที่นี่และเดี๋ยวนี้ ; แต่ผมไม่ได้หมาย ความอย่างนั้น, หมายความว่า นิพพานที่จริงที่สมบูรณ์ จะมีได้แม้ที่นี่และเดี๋ยวนี้ คือในชาตินี้. นิพพานน้อย ๆ สั้น ๆ ตัวอย่างนั้น มันก็มีอยู่แล้ว ; ถ้าไม่มีก็ตายแล้ว ก็พูดว่าอย่างนั้น ทีนี้เมื่อไม่ได้ตาย มันก็มีอยู่แล้ว : จิตที่ว่างจาก กิเลส เป็นระยะ ๆ นั้น เป็นนิพพานน้อย ๆ ที่หล่อเลี้ยงชีวิต เราไว้, แล้วมันก็มีอยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้ มันไม่ต้องรอต่อว่าตาย จึงจะได้นิพพาน. เรามีนิพพานน้อยๆ ได้อยู่ตลอดเวลา,
น.26 ๑๖ แล้วจะทำให้เต็มให้สมบูรณ์ได้ ที่นี่และเดี๋ยวนี้ คือเรา เป็นอยู่อย่างที่กิเลสไม่เกิด, กิเลสเกิดได้อย่างไรเรารู้ เท่าทัน, เรามีสติปัญญาป้องกันและทำลายไม่ให้กิเลส เกิด. กิเลสนี้ถ้าเราปล่อยให้มันเกิดได้ทีหนึ่ง มันก็ เพิ่มกำลังที่จะเกิด, เพิ่มความเคยชินที่จะเกิดเข้าไว้อีก หน่วยหนึ่ง ; เพราะฉะนั้น เราปล่อยให้กิเลสเกิดทีหนึ่ง มันจะเพิ่มกำลังที่จะเกิดนี้หน่วยหนึ่งเสมอไป. ถ้าเราเป็น คนเหลวไหลปล่อยให้กิเลสเกิดเรื่อย เกิดบ่อย มันก็เพิ่ม ความเคยชินที่จะเกิดกิเลส ที่เรียกว่า อนุสัย, อนุสัย เคยชิน ที่จะเกิดกิเลสนี้ มันเพิ่มขึ้น ๆ. ทีนี้ในทำนองที่ตรงกันข้าม ถ้ากิเลสมันควรจะ เกิด เราไม่ให้เกิด, ไม่ให้เกิดในเมื่อมันมีโอกาสที่จะเกิด ; ควรจะเกิด เราไม่ให้เกิด. ถ้าอย่างนี้มันจะกลายเป็นลบ คือมันจะ ลบความเคยชินที่จะเกิดกิเลสหน่วยหนึ่ง ๆ, ลบหนึ่ง ๆ, ลบหนึ่งเสมอ ลบหนักเข้า มันหมดความเคยชิน ที่จะเกิด; กิเลสมันก็ไม่เกิดได้. นี้เป็นนิพพานที่ สมบูรณ์.
น.27 ๑๗ เพราะว่าเราทำกันเสียจน ความเคยชิน หรือความ สามารถ ความเป็นไปได้ ที่จะเกิดกิเลสนั้นหมดไป มันก็ เกิดกิเลสไม่ได้ ก็เป็นนิพพานที่สมบูรณ์, แล้วทำได้ ในชาตินี้ ไม่ต้องรอต่อตายแล้ว ต่อเข้าโลงแล้ว. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า จิตนี้เป็นประภัสสร คือ ไม่มีกิเลส รุ่งเรืองสุกใสเหมือนกับเพชร หรือว่าอะไรที่มัน มีแสงเรือง ; แต่ว่า จิตนี้เศร้าหมองเพราะกิเลสเกิดขึ้นเป็น ครั้งคราว. จิตนี้ตามธรรมชาติผ่องใส ถ้าอย่ามีกิเลสเกิดขึ้น มันก็เป็นประภัสสร ผ่องใส รุ่งเรือง ; แต่เดี๋ยวนี้มันก็เศร้า หมองไป เพราะกิเลสเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ; เพราะว่า จิตนั้นยังไม่ได้อบรมให้ดี, จิตนั้นยังเปิดโอกาสให้กิเลส เกิดได้, ฉะนั้นกิเลสจึงเกิด. แนวปฏิบัติให้ปรากฏนิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้. ทีนี้เรามา ปฏิบัติธรรม อบรมกันเสียใหม่จนจิต นั้นเปลี่ยนไปสู่สภาพที่กิเลสเกิดไม่ได้ ; เมื่อกิเลสเกิด ไม่ได้จิตนั้นก็ประภัสสรตลอดกาล ไม่มีกิเลส แล้วก็เรืองแสง เพราะความไม่มีกิเลสตลอดกาล.
น.28 ๑๘ นี่เราจง ช่วยกันปฏิบัติธรรม ในลักษณะที่ ป้องกันไม่ให้กิเลสเกิดได้, หรือเกิดขึ้นแล้วทำลายเสียได้ ทันทีอย่างนี้ ก็ไม่สะสมอนุสัย, คือความเคยชินที่จะเกิด กิเลส อนุสัยลดลง-ลดลง-ลดลง เพราะว่าอนุสัยได้สร้าง ไว้มาแต่อ้อนแต่ออก คลอดจากท้องแม่ มันได้สร้างไว้มาก. กิเลสและความเคยชินแห่งกิเลส มันมีอยู่มาก ในสันดาน ; ทีนี้ เรามาลบออก, ลบออก ด้วยการป้องกันไม่ให้เกิด กิเลสทุกคราวที่มันควรจะเกิดนี้ อนุสัยก็ถูกลดลงไปหน่วย หนึ่ง, หน่วยหนึ่ง, เรื่อยไป โดยการกระทำอย่างนี้จนมันหมด มันก็ เกิดกิเลสอีกไม่ได้. เดี๋ยวนี้จิตมันได้รับการฝึกฝน กระทำ เปลี่ยนแปลง จนไม่เป็นที่เกิดแห่งกิเลส; เมื่อกิเลสไม่เกิด จิตนี้ก็ ประภัสสรตลอดกาล. ประภัสสรเดิมนั้น จิตยังไม่ได้ อบรม กิเลสยังเกิดได้ จึงสูญเสียประภัสสรบ่อย ๆ. นี่ เดี๋ยวนี้จิตถูกอบรม จนไม่เป็นที่เกิดที่ตั้งของกิเลสแล้ว ความ เป็นประภัสสรก็สมบูรณ์ จึงเป็นประภัสสรตลอดกาล กิเลส เกิดไม่ได้ เรื่องมันมีอยู่อย่างนี้. ฉะนั้น เราจึงสามารถที่จะ มีนิพพานได้ ; ภาษาคนเรียกว่าชาตินี้ คือไม่ต้องเข้าโลง ยังไม่ทันเข้าโลง ยังไม่ตาย.
น.29 ๒๙ ส่วนนิพพานน้อย ๆ ระยะสั้น ตัวอย่างนั้น เรามีอยู่ มาก ๆ หลาย ๆ ครั้งในวันหนึ่ง ๆ, มองให้เห็นด้วย. ที่นี้ มันน้อยไป มันเป็นคราว ๆ เราทำให้สมบูรณ์ ได้ติดต่อ เนื่องกัน โดยวิธีลดอนุสัยเรื่อยไป จนมันหมด จนไม่มี ต้นทุน ไม่มีเดิมพันที่จะเกิดกิเลสอีก. นี่ นิพพาน คือความว่างจากกิเลส มีอยู่ตามธรรม- ชาติน้อย ๆ ก็มี แต ไม่พอ ไม่ใช่นิพพานจริง ; เราต้อง ปฏิบัติธรรมให้ถูกต้องเป็นอยู่ชนิดที่ลดอนุสัยลงเรื่อยๆ จนกว่ามันไม่มีอนุสัยสำหรับจะให้เกิดกิเลส. อย่างพระ- อรหันต์ หมดอนุสัย ก็คือหมดกิเลส ; ฉะนั้น สิ่งที่จะให้ เกิดกิเลสมายั่วท่าน มันก็เกิดไม่ได้, สิ่งที่เกิดกิเลสมายั่วท่าน ก็เกิดกิเลสไม่ได้ ; ไม่เหมือนพวกเราที่ยังมีอนุสัย พอสิ่งที่ ยั่วให้เกิดกิเลสมายั่ว มันก็เกิดกิเลส มันต่างกันอย่างนี้. ฉะนั้น การที่ทำให้กิเลสไม่เกิด หรือ ควบคุมการ เกิดแห่งกิเลสไว้ได้ครั้งหนึ่งนั้น มีค่ามาก คือมัน ลด อนุสัยลงไปหน่วยหนึ่ง; ทำได้อีกทีหนึ่ง ก็ลดลงไปได้ อีกหน่วยหนึ่ง, ทำได้อีกที ก็ลดลงได้อีกหน่วยหนึ่ง, ไม่เท่าไร มันหมดอนุสัย หมดเชื้อที่จะเกิดกิเลส หรือหมดอาสวะ คือ
น.30 ๒๐ การไหลออกมาแห่งกิเลส. เมื่อไม่มีกิเลสเกิด ก็คือนิพพาน, เมื่อไม่เกิดกิเลสโดยสมบูรณ์ ก็คือนิพพานที่สมบูรณ์. นี้อย่าโง่เง่าไปตามพวกนั้น ว่าจืดชืด ไม่มีรสชาติ อะไร ; ก็เทียบเอาดูซิ เวลาที่เราไม่มีกิเลสนั้น มัน จืดชืดไม่มีอะไรหรือเปล่า ? จิตของเราเอง ; อย่าไปเอา เรื่องในหนังสือ ในคัมภีร์, ตัวเราเองรู้สึกอยู่เอง จิตของ เราเองเมื่อไรมันว่างจากกิเลส มันเป็นอย่างไร ? แล้วเมื่อไร กิเลสเกิดมันเป็นอย่างไร ? แม้แต่เพียงนิวรณ์เท่านั้น ไม่ต้องถึงกิเลสใหญ่ ๆ ดอก นิวรณ์ ๕ นี้ : แม้แต่ ง่วงนอน มันก็ไม่เป็นสุข เสียแล้ว มันเป็นนิวรณ์อันหนึ่ง, ความเบื่อระอา ความ ฟุ้งซ่าน ความคิดเอียงไปในทางกามคุณ ความไม่แน่ใจใน ชีวิต ในการกระทำ นี้เ รียกว่านิวรณ์ มันก็แย่แล้ว, หา ความสุขไม่ได้แล้ว. ถ้าไม่มีนิวรณ์ มันก็จะ สบายมาก ; อยู่ในสมาธิ ไม่มีนิวรณ์สบายมาก, ไม่มีกิเลสเลย มันสบาย มากกว่านั้น.
น.31 ๒๑ จะรู้จักนิพพานต้องปฏิบัติจนรู้สึกในใจเอง. ที่นี้คุณไม่ต้องเชื่อใคร ; ถ้าไปเชื่อคนอื่น มันก็ ไม่เป็นธรรมะดอก, รู้สึกอยู่ในตัวเอง; แล้วก็รู้สึกอยู่ใน ตัวเอง มันก็เชื่อตัวเองว่าความไม่มีกิเลสนั้น มีรสชาติบรมสุข สูงสุด ไม่ใช่จืดชืดเหมือนอย่างที่เขาว่ากัน. พวกที่ลุ่มหลง ในกามารมณ์ เขาก็สันนิษฐานเอาเองว่า เมื่อนิพพานไม่มี กามารมณ์ นิพพานก็จืดชืด ก็ว่าอย่างนั้น ; เพราะเขาไม่รู้ ถึงความสุขอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่ต้องอาศัยกามารมณ์ อาศัย ความไม่มีกามารมณ์รบกวนนั่นแหละ. กามารมณ์รบกวนมันทำให้นอนไม่หลับ ไม่เคยรู้สึก กันบ้างหรือ ? เมื่อความรู้สึกทางกามารมณ์มันรบกวน มัน นอนไม่หลับ, มันต้องลุกไปบำบัดความใคร่ มันลากหัวไป บำบัดความใคร่, มันเป็นสุขอย่างไรล่ะ ? เมื่อไม่มีกามารมณ์ รบกวนนั่นแหละ มันเป็นอิสระ มันนอนหลับ. มีคำพูดในพระคัมภีร์ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ท่าน เป็นสุขกว่าพระเจ้าปเสนทิโกศล เพราะว่าพระเจ้าปเสนทิ- โกศลนั้นนอนไม่หลับ หลับไม่สนิทดอก เพราะกามารมณ์ รบกวน ; ส่วนเราตถาคต ไม่มีกามารมณ์รบกวน ตลอดคืน
น.32 ๒๒ เพราะฉะนั้น ก็นอนหลับสนิทเย็นตลอดคืน ; ใช้คำพูดอย่างนี้ เปรียบเทียบกันอย่างนี้ อย่าหาว่า นิพพานไม่มีรส ไม่มีชาติ จืดชืด. นิพพานต้องเป็นบรมสุข คือเป็นอิสระ ไม่มีกิเลสอะไร มาบีบคั้น, แล้วก็เรียกว่า "บรมธรรม" : นิพพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา - ผู้รู้ทั้งหลายกล่าวพระนิพพานว่า เป็นบรม- ธรรม. บรมธรรม คือ ธรรมะอันสูงสุด ธรรมะอย่างยิ่ง จะเรียกว่าสิ่งก็ได้, สิ่งสูงสุด, สิ่งประเสริฐที่สุดน่ะ, บรม- ธรรม ว่างจากความทุกข์โดยประการทั้งปวง เรียกว่า บรมธรรม. และนี่เป็น จุดมุ่งหมายของวิวัฒนาการของชีวิต. ถ้าชีวิตยังมีกิเลสอยู่ มันก็ดิ้นรนไป, ดิ้นรนไป, ไ ปถึงความ ไม่มีกิเลสเมื่อไร มันก็จบ มันก็หยุด ไม่ดิ้นรน แล้วก็ ไม่ต้องตายด้วย มัน หยุดความดิ้นรน ก็เย็นสมตาม ความหมายของคำว่า นิพพาน อิสรภาพที่สุด คือความ ไม่ถูกกิเลสบีบคั้น ฉะนั้น คน ปุถุชนทั่วไป ก็ไม่มีอิสรภาพดอก ; ที่เรียกว่า ระบบการปกครองให้อิสรภาพ เสรีภาพนั้น ภาษา
น.33 ๒๓ คน, เป็นภาษาคนทางวัตถุ. และมีอิสรภาพโดยระบบ ประชาธิปไตย นี้เป็นภาษาคนทางวัตถุ ; แต่มันเป็นขี้ข้า ของกิเลสเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ มันไม่มีอิสรภาพในทางจิต จนกว่าจะหมดกิเลส, เป็นพวกพระอริยเจ้า, พระอริยเจ้า เท่านั้นแหละ จึงจะมีอิสรภาพ. จิตที่ถึงนิพพาน มีอิสรภาพสูงสุด. นี้ นิพพานก็หมายถึงเมื่อเป็นอิสรภาพสูงสุด ไม่มีกิเลสมาครอบงำย่ำยี เบียดเบียน ; ฉะนั้น นิพพานจึง เป็นอิสรภาพสูงสุด แต่เป็นความหมายทางภาษาธรรม ทางวัตถุนี้คนไม่ติดคุก ไม่ติดตะราง มีอิสรภาพ นั้นเป็น ภาษาคน ; เอาข้างนอกเป็นหลัก แต่ในใจยังเป็นทาส เป็นบ่าว เป็นขี้ข้าของกิเลส ไม่ใช่อิสรภาพ. ต่อเมื่อใด ถึงนิพพาน เมื่อนั้นจึงจะมีอิสรภาพ ; ฉะนั้น เราจึงถือว่า พระนิพพานคืออิสรภาพถึงที่สุด. ทีนี้ มนุษย์จะไปทางไหนกัน ไปหาความสูงสุด ไปทางไหนกัน ? ไม่มีทางไหน นอกจากไปทางนิพพาน ; อารยธรรมทั้งหลาย ถ้าถูกต้องมันก็ไปหาพระนิพพาน. เดี๋ยวนี้อารยธรรมมันผิด มันก็ไปหาเหยื่อของกิเลส, อารย-
น.34 ๒๔ ธรรมสมัยใหม่นี้มันผิด มันก็ไปหาเหยื่อของกิเลส. เขาก็ เรียกว่าอารยธรรม คือความก้าวหน้าในทางผลิตทางประดิษฐ์ เป็นอยู่กันอย่างแข่งกับเทวดา เรียกว่าอารยธรรม; นั้น มันอารยธรรมเนื้อหนัง อารยธรรมภาษาคน. ถ้าเป็น ภาษาธรรม จะทำอย่างนั้นไม่ได้ มันต้อง เป็นไปเพื่อลดความทุกข์ในจิตใจ. วัฒนธรรมก็ดี ภูมิธรรม ก็ดี แล้วแต่จะเรียกเถอะ ถ้ามันถูกต้อง มันก็จะไปหานิพพาน คือหมดกิเลส, เป็นอิสระและเย็น ; ศีลธรรมก็เหมือนกัน มันมุ่งไปยังพระนิพพาน มีอิสระ และเย็น ฉะนั้น เราจดจำลงไปได้เลยว่า อารยธรรม ก็ดี วัฒนธรรม ก็ดี ภูมิธรรม ก็ดี ศีลธรรม จริยธรรม อะไร ก็ดี มัน ไปสุดที่พระนิพพาน จึงจะเป็นของจริง. นี่พอจะเข้าใจกันได้แล้ว สำหรับปัญหาของเรา คือ พวกคุณทั้งหลายนี้ คุณเคยรู้เรื่องนิพพานมาอย่างไร ? ได้ยิน เขากล่าวกันทั่วไป ปู่ ย่า ตา ยายที่ไม่มีการศึกษา เขากล่าว กันอย่างไร ? แล้วเรากำลังคิดอย่างนั้นหรือเปล่า ? "นิพพาน ต่อตายแล้ว เหลือวิสัยของคนสมัยนี้ จืดชืดไม่มีรสชาติ" ใครเคยได้ยินมาอย่างนี้ ไปพิจารณาใหม่เถอะ มันไม่ใช่ อย่างนั้น
น.35 ๒๕ ศึกษาให้รู้จักความหมายของนิพพานโดยภาษา. ทีนี้ก็จะดูคำว่า นิพพานโดยภาษา. นิพพานโดย ภาษาคน หมายความว่า เอาตัวคำว่านิพพานนี้เป็นหลัก, ก็บอกมาแล้ว หลายครั้งแล้วว่า นิพพานโดยภาษานั้น แปลว่าเย็น. คำว่า ศิวะ ก็แปลว่า เย็น, คำว่า นิพพาน ก็แปลว่า เย็น, แล้วยังมีอีกหลายคำ ที่แปลว่าเย็น. แต่ เดี๋ยวนี้เรากำลังสนใจคำว่านิพพาน ให้รู้ว่านิพพานนี้แปลว่า เย็น, เป็นคำพูดของคนธรรมดาทั่วไป ในประเทศอินเดีย สมัยโน้น. เมื่อพูดว่า นิพพาน ๆ ก็หมายความว่าเย็น เย็น จำกัดความว่าไม่ร้อน สิ้นไปแห่งความร้อน, ดับไปแห่ง ความร้อน ก็เหลืออยู่แต่ความเย็น. นี้ นิพพานแปลว่าเย็น เป็นภาษาชาวบ้านพูด, ลูกเด็ก ๆ ก็พูด เพราะ ว่าคำว่าเย็นนี้มัน ใช้ได้ทั้งแก่วัตถุทั้ง แก่สัตว์เดรัจฉาน และทั้งแก่มนุษย์. นิพพานเย็น ถ้าใช้แก่วัตถุ ก็คือวัตถุเย็น : ถ่าน ไฟแดง ๆ เอาออกมาเสียจากเตา เดี๋ยวมันก็เย็นดำลงไป ; นี่อาการอย่างนี้เรียกว่า ถ่านไฟนั้นนิพพาน. ภาษาโบราณ ในอินเดียครั้งกระโน้น ถ่านมันนิพพาน, ข้าวสุก ข้าวสวย
น.36 ๒๖ แกงกับร้อนกินไม่ได้ รอไว้ก่อนกว่ามันจะกินได้ คือมันเย็น. คนในครัวก็ร้องบอกออกมาว่า นิพพานแล้ว ๆ มากินได้ ; นี่ วัตถุเย็นอย่างนี้ก็เรียกว่านิพพาน, คำนี้ใช้ได้แม้แก่วัตถุ ทีนี้สูงขึ้นมา ใช้แก่ สัตว์เดรัจฉาน ; สัตว์เดรัจ- ฉานมีฤทธิ์ มีพิษ มีอันตราย เอามาจากป่า เอามาฝึก ฝึกกัน เสียจนยอมแพ้ จนเชื่องเหมือนกับแมว, เป็นช้างเป็นควาย เป็นอะไรที่มาจากป่า ดุร้าย อย่างยิ่ง, เอามาฝึกเสียจนเชื่อง เหมือนกับแมวนี้ เรียกว่ามันนิพพาน. คำนี้ใช้ได้แม้กับ สัตว์เดรัจฉานนะ ว่ามันนิพพาน คือมันหมดร้อน มันหมด อันตราย. ทีนี้ก็ ใช้ได้กับคน ทั้งทางกายและทางจิต ถ้า ทำให้เย็นลงบ้าง ก็เรียกว่านิพพาน ทั้งนั้น. ทีนี้คนมี เรื่องจิตใจเป็นใหญ่ คนชุดแรก ๆ เขาไปนิพพานกันที่ กามารมณ์ ; เมื่อหิวกามารมณ์มันร้อน พอมีกามารมณ์ มาสนองความใคร่ มันเย็นลง ; ก็เลยโง่กันไปพักหนึ่ง เอากามารมณ์เป็นนิพพาน. คำนี้ก็มีอยู่ในพระบาลี ในพระ คัมภีร์ ในเรื่องทิฏฐิ ๖๒ ประการ ; เอากามารมณ์เป็น
น.37 ๒๗ นิพพาน ก็เอามากล่าวถึงในพวกโง่ ๖๒ ประการ มันมี กามารมณ์เป็นนิพพานอยู่ด้วย. ทีนี้ต่อมาอีก พวกนักค้นคว้าทางจิต นี้ ว่าโอ๊ย. มันไม่ใช่โว้ย ! มันโง่แล้ว; ก็ไป เอาเรื่องจิตสงบเป็น สมาธิ ทำสมาธิเป็นปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถ- ฌาน เพียงแค่จตุตถฌานนี้มันเงียบ มันสงบ มันเย็นมาก ก็เอา จตุตถฌานเป็นนิพพานกันอยู่ยุคหนึ่ง, แล้วจึง ต่อมาทำให้ประณีตยิ่งขึ้นไป ก็เอาอรูปฌาน : อากาสานัญ- จายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวะสัญญา- นาสัญญายตนะ ว่า เป็นนิพพาน, อันนี้มันเย็น เย็นมาก แหละ ; เพราะว่ามันเป็นสมาธิชั้นลึก ที่ว่าสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่นั้น. พระพุทธเจ้าไปศึกษานิพพานชั้นนี้ ระบบนี้ กับ อาจารย์คนสุดท้ายของท่าน คือ อุทกดาบส รามบุตร พอศึกษา แล้วเสร็จแล้ว เอ้า, ไม่พอใจ อาจารย์จะยืนยันอย่างไร ท่าน ก็ไม่พอใจ เลยทิ้งอาจารย์ที่เอาอรูปฌานอันสุดท้าย เป็น นิพพานนี้ไปเสีย, ก็ไปค้นของท่านเอง จนท่าน ตรัสรู้เอง
น.38 ๒๘ ว่า ความหมดแห่งกิเลสเป็นนิพพาน. ฉะนั้นเราจึงได้ นิพพาน แบบพุทธศาสนามา คือความหมดกิเลส ประวัติของการใช้คำ "นิพพาน". นี่คุณดู ประวัติของคำว่านิพพาน มันใช้ได้แม้ แก่สัตว์ ใช้ได้แม้แก่สัตว์เดรัจฉาน, แล้วใช้ได้แก่กามารมณ์ บ้ากันไปพักหนึ่ง, ใช้ได้แก่สมาธิทุกขั้นตอน สมาบัติทุก ขั้นตอน, แล้ว ในที่สุด ถึงมาพบว่า สิ้นกิเลสเป็นนิพพาน คือ ของพระพุทธเจ้า. มันเนื่องจากว่า คำว่านิพพาน, นิพพานนี้เป็น ของเย็น ใช้กับชาวบ้าน ชาวบ้านทุกคนก็ชอบเย็น เย็นอก เย็นใจก็พอแล้ว. หญิงสาวคนหนึ่งเมื่อเห็นพระสิทธัตถะเดิน ผ่านไป เขาร้องตะโกนขึ้นว่า นิพฺพุตา นูน สา มาตา - บุรุษ นี้เป็นลูกของใคร แม่ของเขานิพพาน, บุรุษนี้เป็นลูกของ ใคร พ่อของเขานิพพาน, บุรุษนี้เป็นสามีของใคร ภรรยา ของเขานิพพาน, ใช้คำว่า นิพพาน อย่างนี้ คือ หมายถึง เย็นอกเย็นใจภาษาโลก ๆ. ฉะนั้น คำว่า นิพพาน เป็นคำ ที่ถูกยืมไปใช้ทาง ศาสนา เมื่อ ฤษี, มุนี, โยคี เขาค้นพบความเย็นอกเย็นใจ
น.39 ๒๙ ยิ่งไปกว่าเย็นที่บ้าน เขาก็ต้องเอาคำนี้ไปใช้ คือคำว่า เย็น ๆ ๆ นี้ มาบอกชาวบ้านว่า "ฉันพบเย็นที่ดีกว่า ที่เย็น จริง" แล้วก็มาสอนให้. เพราะฉะนั้น การที่ออกไปค้นคว้าทางธรรม ทาง ศาสนา ในป่าในดงนั้น มุ่งหมายจะพบเย็นกันทั้งนั้น ; พบเย็นอย่างไร ก็เอามาใช้คำว่า "เย็นๆ" ก็คือคำว่านิพพาน. ถ้า พูดเป็นภาษาไทย ก็พูดว่าเย็น; แต่ พูดเป็นภาษา ที่นั่น สมัยนั้น ก็คือ นิพพาน. ฉะนั้น นิพพานจึงมีมาก มีหลายระดับ ทุกคนต้องการนิพพาน แต่ว่าต้องการที่เย็น จริง ที่พอใจจริง ๆ. เมื่อพวกที่ถือลัทธิอื่นไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ส่งสาวก ของเขาไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ก็ไปขอร้องว่า ขอพระองค์จงแสดง นิพพานของพระองค์แก่ข้าพเจ้า ; คุณฟังดูซิ, พวกเหล่านี้ ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ขอร้องว่า ขอพระองค์จงแสดงนิพพาน ของพระองค์แก่ข้าพเจ้า คือนิพพานอย่างของพระองค์ เพราะ พวกเขาเหล่านี้ ก็มีนิพพานเป็นของตัวเองอยู่แล้วทั้งนั้น เขาเป็นพวกลัทธิ เป็นศาสดา มีศาสนาของเขาอยู่แล้ว เขา มีนิพพานอย่างของเขาอยู่แล้ว ; เกิดไม่พอใจ เกิดสงสัย
น.40 ๓๐ ขึ้นว่า นี้ไม่ถูก ก็ไปหา ไปค้นคว้าใหม่ ไปทูลถามพระ- พุทธเจ้า ; ขึ้นไปทางเหนือไปพบพระพุทธเจ้า ใช้คำว่า "จงแสดงนิพพานของพระองค์" คืออย่างของพระองค์ แก่ ข้าพเจ้า. แล้วพระพุทธเจ้าก็ ทรงแสดงนิพพานอย่างของ พระองค์ คือเรื่อง ทำลายอัตตา ถอนอัตตา ทำลายกิเลส ; เพราะถ้าทำลายอัตตาเสียได้แล้ว มันก็ไม่มีกิเลส นี่มันเป็นหลักที่ตายตัว : ถ้าทำลายความรู้สึกว่า อัตตา ตัวตนเสียได้ กิเลสไม่มีที่ตั้งไม่มีที่งอก ไม่มีที่ เกิด, กรรมก็สิ้นสุด ไม่มีที่งอก ไม่มีที่ตั้ง ไม่มีที่เกิด, วัฏฏสงสารก็หยุด เพราะกิเลสดับ, กรรมดับ, ผลกรรม มันก็ต้องดับ. นี้คือเย็น, นิพพานแบบของพระพุทธเจ้า ที่ได้ประกาศสั่งสอนแจกจ่ายอย่างเป็นแบบของพระองค์ วิธีรู้จักนิพพาน ต้องฝึกจิต รู้จักฤทธิ์ของกิเลส. นิพพานที่เย็นเพราะหมดกิเลสนี้ คุณจะเริ่ม รู้จัก ได้โดยสังเกต อย่างที่ผมว่า พอกิเลสเกิดร้อนอย่างไร ? คุณศึกษาอย่างดีซิ ; พอว่างกิเลส มันไม่ร้อน มันเย็น อย่างไร ? คุณก็ศึกษาอย่างดี ทำอย่างนี้เรื่อย ๆ ไปจะรู้จัก
น.41 ๓๑ กิเลส และรู้จักความไม่มีกิเลส. นี่เป็นวิธีที่จะรู้จักพระ- นิพพาน. แล้วต้องรู้สึกด้วยใจของตนนะ ไม่ใช่ใครมาบอก ; เรื่องใครมาบอกหรือว่ามีอยู่ในหนังสือใช้ไม่ได้ดอก. ต้อง รู้สึกว่าเย็น หรือร้อนอยู่กับใจของตนเอง จึงจะเป็นของจริง เรียกว่า สนฺทิฏฐิโก - เห็นได้ด้วยตนเอง. เห็นนิพพานนี้ ต้องเย็น, แล้วก็เย็นจนรู้สึกได้ด้วยตนเอง แล้วก็เป็น สันทิฏฐิโก; ถ้าเป็น เรื่องนิพพาน เขาใช้คำว่า สนฺทิฏฺฐิกํ ถ้าเป็นเรื่องของธรรมะ สันทิฏฐิโก. เย็นที่เรารู้สึกอยู่ได้ในใจนี้เป็น นิพพาน แล้วก็เป็น สนฺทฺฏฐิกํ, รู้สึกได้ด้วยตนเอง อกาลิกํ - ไม่จำกัดเวลา, ไม่มีกิเลสเมื่อไรก็เย็นเมื่อนั้น. เอหิปสฺสิกํ - มาดู ๆ มีพอ ที่ให้คนมาดู เรียกให้มาดูว่า นี่มาดูซิ มันเย็นอย่างนี้ ; อย่างนี้ก็เรียกว่า นิพพานจริง. โอปนยิกํ - ไม่มีอะไรดี เท่า ในการที่จะเอามาไว้ในใจ. ปจฺฺจตฺตํ เวทิตพฺพํ วิญฺญูหิ - วิญญูชนจะรู้ได้เฉพาะตน. ถ้าอย่างนี้ก็ถูกต้องตาม สวากฺขาตํ นิพฺพานํ, สวากขาตํ ภควตา นิพฺพานํ คือนิพพาน
น.42 ๓๒ ที่พระองค์ทรงแสดงไว้. เมื่อว่างจากกิเลส เรียกว่านิพพาน ชั่วคราวก็เป็นนิพพานชั่วคราว ถ้าถาวรก็เป็นนิพพานถาวร. เมื่อจิตว่างจากกิเลสจะพบนิพพาน. ความว่างจากกิเลส เอ้า, พูดกันเรื่องความว่างจาก กิเลสหน่อย. ความว่างจากกิเลสนี้มันมีอย่างธรรมชาติ, ตามธรรมชาติก็ได้ คือจิตประภัสสรตามธรรมชาติ ; เมื่อ ยังไม่มีกิเลสเกิด ตามธรรมชาติมันก็เป็นจิตประภัสสร ก็ว่าง จากกิเลสโดยธรรมชาติ นี้ก็โดยบังเอิญ เราไปอยู่ในป่าช้า หรืออยู่ในที่ ที่มันทำให้ กิเลสเกิดไม่ได้โดยบังเอิญ อย่างนี้ก็เรียกว่า ว่างจากกิเลสโดยบังเอิญ. ทีนี้โดยเจตนา เราไปทำสมาธิ ทำวิปัสสนา ทำอะไร โดยเจตนาจะข่มกิเลส กิเลสไม่เกิด นี้ก็เรียกว่า ว่างโดย เจตนา. ทีนี้ถ้าปฏิบัติสูงสุด เป็นสมุจเฉทปหาน ตัดอนุสัย หมด. นี้มันก็เรียกว่า มันว่างจากกิเลสแท้จริงถาวร โดย สมุจเฉทปหาน.
น.43 ๓๓ ว่างไม่ถาวร ก็คือ ชั่วคราว โดยบังเอิญก็ได้ โดยเจตนา ซึ่งมันมีผลเพียงครั้งคราวก็ได้ หรือ โดยประ- ภัสสรตามธรรมชาติก็ได้; อย่างนี้ว่างไม่ถาวร. ถ้า ว่างถาวร ก็คือ ทำลายอนุสัยที่ให้เกิดกิเลส เสียหมด แล้วสภาพของจิตนั้น มันเปลี่ยนเป็นจิตที่ ไม่ยอม ให้กิเลสเกิดอีกต่อไป. ก่อนนี้จิตมันยังเป็นสภาพที่ยอม ให้กิเลสเกิดได้ ; เดี๋ยวนี้ฝึกกันเสียใหม่ ฝึกกันเสียใหม่จน จิตมันเปลี่ยนสภาพเป็นชนิดที่ว่า กิเลสจะเกิดขึ้นมากวนจิตนี้ อีกไม่ได้ มันก็ไม่มีกิเลสที่จิตนี้ ก็เรียกว่า สมุจเฉทปหาน ; ความเป็นประภัสสรของจิต ก็ต่อเนื่องกันไป ไม่มีกิเลส แทรกแซง ก็ เป็นนิพพานสมบูรณ์. นี้เรามี นิพพานชั่วคราว นิพพานตัวอย่าง หล่อ เลี้ยงชีวิตไว้. ผมขอเตือนเสมอ ขอท้วงไว้เสมอ; เดี๋ยว คุณจะไม่ให้ความยุติธรรม ว่ามันรอดชีวิตอยู่ได้เพราะ นิพพานน้อย ๆ มันหล่อเลี้ยงไว้. ฉะนั้น อย่าเนรคุณต่อ นิพพานชนิดนี้ ถ้าไม่มีนิพพานชนิดนี้มาหล่อเลี้ยงไว้แล้ว เราก็ปวดหัวเป็นบ้าตายแล้ว.
น.44 ๓๔ เดี๋ยวนี้เราก็ยังมีปวดหัว มีนอนไม่หลับ มีโรค ประสาท มีโรคจิตอยู่ เพราะว่านิพพานชนิดนี้ไม่ค่อย จะมี สำหรับคนนั้น, สำหรับบุคคลนั้น นิพพานน้อย ๆ นี้ มันไม่ค่อยจะมี. เพราะฉะนั้น จึงนอนไม่หลับ ปวดหัว เป็นโรคประสาท เป็นโรคจิต อย่างน่าละอายแมว ละอายหมา เพราะแมวหมามันไม่เป็น. นี่นิพพานน้อย ๆ นี้แหละ มันช่วยคุ้มไว้ถึงขนาดนี้ ; ฉะนั้น เราจะ พยายามให้มันมีสภาพปกติของจิต คือไม่มี กิเลสนั้นให้มากพออยู่เสมอ ให้ความว่างกิเลส ใหญ่ยาว ออกไป ทั้งใหญ่ทั้งยาว จนติดต่อกันหมด ก็มีว่างมากขึ้น มีนิพพานมากขึ้น เป็นสุขมากขึ้น. ยุคนี้คงจะทำยาก เพราะว่าสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่ นิพพานมันมีมาก ๆ คือความเจริญแผนใหม่. ความเจริญ ทางวัตถุสมัยใหม่นี้ มันเป็นข้าศึกแก่นิพพาน, มันยั่ว กิเลส มันส่งเสริมกิเลส. ฉะนั้นบทเรียนนี้ จึงทำยาก สำหรับคนสมัยนี้ ซึ่งมีวัตถุก้าวหน้ายั่วยวนกิเลสมากเกินไป ; สมัยโบราณเขาคงไม่ยุ่งยากลำบากมากเหมือนสมัยนี้ เพราะ มันไม่มีสิ่งยั่วกิเลสมากเหมือนสมัยนี้.
น.45 ๓๕ แล้วเราจะยอมเป็นบ้าอายแมวอยู่หรือ ? เราก็ต้อง เร่งกำลังจิต กำลังอะไรให้มันว่างจากกิเลสให้ได้. อย่าให้ กิเลสมันลากหัวเราไป, หลงใหลมัวเมาในวัตถุนิยม ซึ่ง ก้าวหน้าแห่งยุคใหม่ ยุคปัจจุบัน ; เรียกว่าเมื่อมัน มีวัตถุ ยั่วยวนกิเลสมาก มันก็ยิ่งจำเป็น ที่จะต้องเพิ่มกำลัง ของพระนิพพานให้มาก; ถ้าไม่อย่างนั้น เราก็ต้องอาย แมว แล้วก็ไปเป็นทาสของวัตถุนิยม มีความทุกข์ไม่สิ้นสุด. นี่เรียกว่า เรื่องของนิพพาน มีปัญหาอย่างนี้ มีข้อเท็จจริง แก่พวกเราอย่างนี้ มีปัญหาอย่างนี้ แก่ทุกคนในโลก. รู้จักนิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้กันเถิด. เอ้า, ทีนี้ก็มาพูดถึง ที่ว่า นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ กันดีกว่า ; เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ทำให้ผมถูกด่า จนไม่รู้ จะด่ากันอย่างไรแล้ว ว่า เอาพระนิพพานมาทำให้สำเร็จ ประโยชน์ที่นี่และเดี๋ยวนี้. ในเมื่อเขาต้องการให้ตายแล้ว เกิด, ตายแล้วเกิด, ตายแล้วเกิด, ร้อยชาติ พันชาติ หมื่น ชาติ แสนชาติ แล้วจึงจะนิพพาน. แล้ว เรามาทำให้เป็น ว่า ที่นี่และเดี๋ยวนี้ก็มีนิพพาน เขาก็โกรธ ไม่รู้ว่ามันจะ ไปขัดประโยชน์ของเขาหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ.
น.46 ๓๖ เขาหาเรื่องว่า เรามาหลอกคนว่า นิพพานที่นี่และ เดี๋ยวนี้. หรือ ทำให้นิพพานนี้ด้อยค่าลงไป เพราะทำได้ ที่นี่และเดี๋ยวนี้. เขาให้ถือว่า หมื่นชาติ แสนชาติจึงจะ ได้ ; ถ้าอย่างนั้นค่ามันก็มากซิ ; พอมาทำได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้ กลายเป็นของง่ายไป. เขาคัดค้าน ก็ด่า ; ไม่เป็นไร, เรา ไม่ได้ต้องการอะไรแก่คนพวกนี้. เรา ต้องการให้คนทั่วไป ต่างหาก ได้รับประโยชน์จากนิพพาน. จิตถึงนิพพานได้ต้องละอุปาทาน. มัน มีหลักอยู่ว่า เมื่อใดเกิดอุปาทาน เมื่อนั้น ไม่นิพพาน คือ จิตของเขายึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดอยู่. คุณรู้ความหมายว่า จิตของเรากำลังยึดมั่นถือมั่น เป็นตัว เป็นตนในสิ่งใดอยู่ เมื่อนั้นนิพพานไม่ได้ ; เมื่อใดจิตไม่ ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดอยู่ เมื่อนั้นนิพพานเอง เป็น นิพพานในทิฏฐธรรมนี้ด้วย. จะเล่าเรื่องก็คือว่า มีคนที่เป็นนักคิดนักศึกษานี่ เป็นฆราวาสทั้งนั้น ไม่มีพระเลย เป็นพระอินทร์ก็มี เป็น อุบาสก เป็นคนร่ำรวยอะไรก็มี ก็มา ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ทำไมคนจึงไม่นิพพานในทิฏฐธรรม ? คือทำไมคนจึงไม่บรรลุ
น.47 ๓๗ นิพพาน ในความรู้สึกของตัวเองที่รู้สึกได้ ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ? ทิฏฐธรรมนั้นหมายความว่า รู้สึกอยู่กับใจของตัวเอง. เขามาถามว่า ทำไมคนจึงไม่นิพพานชนิด ที่รู้สึกอยู่ กับใจเอง ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ? ทิฏฺฺเจว ธมฺเม - ในธรรมอัน ตนเห็นแล้วเที่ยว, คือในความรู้สึกที่ตนกำลังรู้สึกอยู่เที่ยว ; ไม่ใช่ต่อตายแล้ว, ตายแล้วจะรู้สึกอย่างไรได้ ก็คือที่นี่และ เดี๋ยวนี้. พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสตอบว่า มันเป็นอย่างนั้น, คือท่านยกมาทั้งกะปิ ทั้งระบบ เรื่องตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, ใจ ๖ อย่าง แล้วท่านก็ตรัสทีละอย่าง. ท่านก็ต้อง ตรัสว่า เรื่องตานี่ เห็นรูปก่อน เป็นเรื่อง แรก. รูปที่ตาเห็นนั้น เป็นอิฏฐา แปลว่า น่าปรารถนา อย่างยิ่ง, กนฺตา - ยั่วให้เกิดความรัก. กานดาเป็นภาษาไทย มาเป็นกานดา, นางกานดา คือนางสาวที่น่ารัก. กนฺฺตา - น่ารักอย่างยิ่ง, มนาปา - น่าพอใจอย่างยิ่ง. ปิยรูปา - มีลักษณะน่ารัก, กามูปสนฺหิตา - เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย แห่งกาม. รูปชนิดนั้นเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย แห่งกาม คือ ความใคร่, รชนียา - ย้อมจิต.
น.48 ๓๘ รูปนั้น อิฏฺฐา, กนฺตา, มนาปา, บียรูปา, กามูปสนฺ- หิตา, รชนียา ; หมายความว่า รูปนั้น น่าใคร่ น่ารัก น่า พอใจ ลักษณะชวนรัก ก็เป็นที่เข้าไปตั้งแห่งความใคร่ แล้วก็น้อมจิตจับจิตอย่างยิ่ง รูปนั้นมีลักษณะอย่างนั้น ที่นี้ บุคคลนั้นเห็นเข้าแล้ว ; ถ้าเขาชอบใจอย่างยิ่ง อภิมนฺทฺติ - ขอบอย่างยิ่ง, อภิวทติ - พร่ำสรรเสริญอยู่ อย่างยิ่ง. พร่ำสรรเสริญ ; ก็คุณนึกดูว่า พอมันถูกใจอะไร อร่อยอะไรนี้ มันทำเสียงสูดปากบ้างอะไรบ้างนี้; อภิวทติ - พร่ำสรรเสริญ เหมือนกับคนบ้า เพราะสิ่งนั้นมันอร่อย มันสวย. แล้วก็ อชฺโณสาย สิกฺขติ - ฝั่งจิตใจเข้าไปหมก อยู่ในสิ่งนั้น. อย่าฟังแต่เสียงนะ คือนึกถึงของจริงที่มันสวยอย่าง ยิ่ง, แล้วมันก็เพลินอย่างยิ่ง, แล้วมันก็พร่ำแสดงทางปากนี่, ว่าพอใจอย่างยิ่ง, แล้วจิตมันก็ฝั่งลงไปในสิ่งนั้นอย่างยิ่ง, คือกายมันก็เป็นไป วาจามันก็เป็นไป จิตมันก็เป็นไป ใน ทางที่จะเข้าไปหลงใหลในสิ่งนั้น. นี้เรียกว่า เขามัน เพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญเมาหมก อยู่อย่างนี้นะ.
น.49 ๓๙ วิญญาณของเขาก็เป็น วิญญาณที่กิเลสเหล่านั้น เข้าไปอาศัยแล้ว, กิเลส คือความรัก ความหลงใหล ความ กำหนัด เข้าไปอาศัยอยู่ในจิตของเขา ในวิญญาณ ในจิต ของเขา. นี่ ความที่จิตมันถูกกิเลสเข้าไปอาศัย นี้ ก็เรียกว่า อุปาทาน - ยึดมั่นถือมั่น ว่าสวย ว่าหญิง ว่าชาย, ว่า อะไรก็ตาม แล้วก็ ของกู เพื่อตัวกู, เพื่อของกู นี้เรียกว่า อุปาทาน. ความที่วิญญาณนั้น ถูกกิเลสเข้าไปอาศัยแล้ว กิเลสมันไปจับจิตนั้นแล้ว ก็คือจิตมันก็ฝังอยู่ในอารมณ์นั้น นี้เรียกว่า อุปาทาน. ผู้ที่มีอุปาทาน ไม่ปรินิพพาน ใน ความรู้สึกของตน คือในทิฏฐธรรม ไม่นิพพาน. เอ้า, ทีนี้ก็ไปเปรียบเอาเองในทางที่ตรงกันข้าม : เมื่อรูปที่มันน่าใคร่ น่ารัก น่าพอใจ เป็นที่ตั้งแห่งกาม ย้อมจิต ย้อมใจ มาถึงเข้า. ทีนี้คน คนนั้น หรือภิกษุนั้นก็ตาม มีธรรมะพอ มีสติปัญญาพอ เขาก็เห็นว่า โอ๊ย! มันแค่ นั้นแหละ, มันเท่านั้นแหละ, มันปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ อย่างนั้นแหละ. ถึงแม้ว่าน่ารักนี้มันก็เป็นเรื่องที่เขาสมมติ รู้สึก อย่างนี้ ว่าน่ารัก มันเห็นเป็นอย่างนั้นเอง, แล้วยัง เห็น
น.50 ๔๐ ลึกไป โดยรายละเอียดอะไรก็ได้ ว่า ไม่เที่ยง ว่า อนัตตา ว่า เป็นทุกข์ ; เมื่อคน ๆ นี้เขามีความรู้พอ เขาจะศึกษา มาอย่างไร ก็ไม่ได้พูดโดยรายละเอียด. แต่คน คนนี้ เขา มีความรู้สึกพอ มีสติพอ มีปัญญาพอ เขาก็ไม่หลง เพลิดเพลิน ไม่หลงพร่ำสรรเสริญด้วยปาก ใจของเขา ก็ไม่ฝังลงไป. . เมื่อเป็นอย่างนี้ วิญญาณหรือจิตของคน คนนั้น ก็ไม่ถูกกิเลสอาศัย, กิเลสไม่เข้าไปอาศัยได้ในจิตนั้น นั้นคือ ไม่มีอุปาทาน. ผู้ที่ไม่มีอุปาทาน ย่อมปรินิพพานใน ทิฏฐธรรม ในความรู้สึกของตนเองที่นี่และเดี๋ยวนี้. มัน สำคัญอยู่ที่คำว่าอุปาทาน; อย่าให้เป็นตัว ภาษาหนังสือ จดไว้ในสมุด หรือหูฟังว่า อุปาทาน ; ไม่พอ, ไปรู้จักอุปาทานที่เรามีอยู่จริง. ทุก ๆ คนมีอยู่จริง มีอุปาทาน ในรูป ที่ เป็นที่ตั้งแห่งกาม, ในเสียงที่เป็นที่ตั้งแห่งกาม, ในกลิ่น ที่เป็นที่ตั้งแห่งกาม, ในรส ที่เป็นที่ตั้งแห่งกาม, สัมผัสผิวหนัง ที่เป็นที่ตั้งแห่งกาม, ความรู้สึกหรือสัญญา อะไร ที่มันเป็นที่ตั้งแห่งกามในใจนี้.
น.51 ๔๑ ส่วนใหญ่ ตามที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ มัน เป็นเรื่องเพศตรงกันข้าม ทั้งนั้นแหละ, ของเพศตรงกันข้าม ทั้งนั้น : รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ที่ เนื่องกันอยู่กับเพศตรงกันข้ามนี้ จับจิตยิ่งกว่าสิ่งใด, เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทานยิ่งกว่าสิ่งใด. ฝ่ายหญิงก็เป็นแก่ชาย ฝ่ายชายก็เป็นแก่หญิง. นั่นอุปาทานมันมาจาก ๖ ประการนี้ ที่มันมีอำนาจรุนแรง. แล้วเราก็ไปดูของจริงซิ ; อย่าดูตัวหนังสือ, ดูของ ของจริงนั้น, ดูที่มันเกิดแก่ใจของเราจริงๆ เราก็จะรู้จัก อุปาทาน. เราก็จะรู้จักว่า พอมีอุปาทานแล้ว จิตใจนี้ เหมือนกับถูกอัดไว้ด้วยไฟ, บอกไม่ถูกดอก มันเหมือนกับ ว่าถูกที่มถูกแทง ถูกเผาถูกลน ถูกมัด ถูกครอบงำ ถูกอะไร ทุกอย่าง ; มีอุปาทาน ก็ไม่นิพพาน คือไม่ว่างไม่เย็น. ที่นี้ ถ้าจิตใจมันเป็นอิสระ มันไม่เป็นอย่างนั้นได้ มันก็ว่าง มันก็ เย็น. ต้องควบคุม รู้ทัน ผัสสะและเวทนา เพื่อไม่เกิดอุปาทาน นี่นิพพานที่นี่ และเดี๋ยวนี้ มีได้เพราะเรา สามารถควบคุม สิ่งที่มาสัมผัสด้วย ไม่ให้สร้างความ
น.52 ๔๒ เพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ หรือเมาหมก ขึ้นมาในใจเราได้ มันมีเท่านี้ ถ้าคุณทำได้ เรื่องนิพพานนี้ก็เป็นของจริง ไม่ใช่ ของพูดไว้พูดเฉย ๆ ไม่หลอกใคร. เราก็จะเป็นพุทธบริษัท จริง เพราะเรารู้จักนิพพาน และเราทำให้มีนิพพาน เสวยรส ของพระนิพพานได้ ฉะนั้น ก็ ไปต่อสู้กับสิ่งที่มากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ; เอาชนะได้ ไม่มีการตกลงไปเป็นทาสของ สิ่งนั้น ก็เรียกว่าไม่มีอุปาทานผูกพัน ; เมื่อนั้นก็นิพพาน คือว่างจากกิเลส, แล้วก็เย็นอยู่ตามธรรมชาติของจิต ประภัสสร. นี่นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ มันเป็นอย่างนี้. ถ้าจะเกี่ยงให้ บำเพ็ญบารมี หมื่นชาติ แสนชาติก็ได้ เพราะว่าเกิดตัวกูในอารมณ์ครั้งหนึ่ง เรียกว่าชาติหนึ่ง เดือน หนึ่งอาจเกิดได้หลายร้อย ปีหนึ่งอาจเกิดได้หลายพัน หลาย หมื่น ยี่สิบสามสิบปีก็เกิดได้หลายแสน พอแล้ว, พอแล้ว อย่าให้มันมากกว่านั้นเลย มันควรจะเข็ดหลาบแล้ว. นี้ บำเพ็ญ บารมีกันหมื่นชาติแสนชาติ ได้ก่อนแต่ที่จะเข้าโลง มันก็ไม่ ด้านกันดอก. สวนจตุจักร
น.53 ๔๓ หลักที่เขาว่า ให้บำเพ็ญบารมีหมื่นชาติ แสนชาติ เสียก่อน จึงจะนิพพาน ; ของเราปฏิบัติได้อย่างนี้, แต่ ของเขามันจะเหลวคว้าง. เขาต้องรอเข้าโลงแล้ว หมื่นครั้ง แสนครั้ง เดี๋ยวก็ลืมหมด ขี้เกียจพูดกัน เข้าโลงตั้งแสนครั้ง ; เราไม่ทันจะเข้าโลงสักที เรามีการเกิดตาย แห่งตัวกูนี้ ตั้ง แสนครั้งเหมือนกัน. เป็นอันว่า มันไม่ขัดกันละ, ที่ว่าจะต้องสร้างบารมี แสนชาติจึงจะนิพพาน ถูกแล้ว; แต่ว่าที่นี่และเดี๋ยวนี้ เราสร้างได้แสนชาติ, แล้วหลังจากนั้นมันมีการเข็ดหลาบ มันฉลาดพอที่จะทำไม่ให้กิเลสเกิด คือเราทำอยู่ตลอดแสน ชาตินั่นแหละ ไม่ให้เกิดกิเลส. อนุสัยลด ๆๆ ๆ เดี๋ยวก็ หมดอนุสัย กิเลสเกิดไม่ได้ มันก็เป็นนิพพานโดยสมบูรณ์. ฉะนั้น เมื่อคุณ บังคับความรู้สึกได้ครั้งหนึ่ง เมื่อ นั้นแหละคือสร้างบารมีครั้งหนึ่ง. ถ้าคุณปล่อยจิตไป ตามอารมณ์ ก็เพิ่ม ๆ ๆ ๆ บวก ๆ ๆ อนุสัยบังคับจิตไว้ได้, กูไม่ไปอร่อยกับมึง. บังคับจิตไว้ได้อย่างนี้ที่หนึ่ง มัน ลบ ๆ ๆ ๆ หนึ่ง ๆ ๆ อนุสัยมันเป็นลบ ; ไม่เท่าไรมันก็หมด มันไม่มีพื้นฐาน รากฐาน ไม่มีเดิมพันที่จะเกิดกิเลส ก็ เป็นนิพพานโดยสมบูรณ์.
น.54 ๔๔ ระวังทำให้อุปาทานลดลงจะถึงนิพพานโดยลำดับ. นี่พูดกันในชีวิตประจำวัน คุณ จะต้องถือเป็น เรื่องประจำวัน; เพราะว่าเรื่องที่จะมาให้เกิดกิเลสมันมา ทุกวัน ๆ: เรื่องที่จะกำจัดมันเสีย ก็ต้องเป็นเรื่องทุกวัน ๆ ประจำวัน ; อย่าได้ไปหลงรัก หลงเพลิดเพลิน พร่ำ สรรเสริญ เมาหมก จิตไม่ถูกกิเลสอาศัย ไม่มีอุปาทาน ก็จะเป็นนิพพานในทิฏฐธรรมอยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้. นี่คือ เรื่องนิพพาน. เอ้า, ตอนท้ายนี้อยากจะพูดอีกนิดหนึ่งว่า นิพพานนี้ ให้เปล่า ไม่คิดสตางค์ ; พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าอย่างนั้น ลทฺธา มุธา นิพฺพุตี ภุญฺชมานา - ให้เปล่า ไม่คิดสตางค์ กับใคร. นี่น่าจะขอบใจนิพพานหรือพระพุทธเจ้า ไม่เรียก ร้องอะไร, ไม่เรียกคิดค่าอะไร. ระวังอย่าให้อุปาทานเกิดขึ้นมันก็เป็นนิพพาน เอง ไม่ยากลำบาก ไม่เหลือวิสัย แล้วก็ไม่คิดสตางค์, แล้ว ก็ทำให้เสร็จเสียก่อนเข้าโลง. ผมจึงพูดคำพูดขึ้นมาใหม่อีกคำ หนึ่งว่า "ตายก่อนตาย คือนิพพาน" ; แต่ผมก็ได้ยินมาจาก
น.55 ๔๕ คนเฒ่าคนแก่อีกทีหนึ่ง ผมลืมเสียแล้วว่าใครพูด คือมัน เนื่องกันมากับที่ว่า ส วรรค์ในอก นรกในใจ นิพพานอยู่ที่ ตายก่อนตาย นี่ปู่ย่าตายายของเราไม่ใช่เล่น ส วรรค์อยู่ในอก นรก อยู่ในใจ ; ไม่เรียกว่าอยู่ใต้ดิน อยู่บนฟ้าอะไร เหมือนที่ เขาพูดกันแต่ก่อน. แล้ว นิพพานนั้นอยู่ที่ตายเสียก่อน ตาย คือตัวกู ๆๆ ที่เคยเกิดวันละหลาย ๆ หนู ให้มันตาย สนิทเสียก่อนแต่ที่ร่างกายนี้จะตายเข้าโลง มันยิ่งแสดงว่า ที่นี่ และเดี๋ยวนี้ ; ก่อนแต่ที่ร่างกาย จะตาย จะเข้าโลงนี้ ตัวกู ของกู แห่งอุปาทาน ให้มันหมดเสียก่อน นั่นแหละ คือนิพพาน. นิพพานคือตายเสียก่อนตาย ทำได้ที่นี่และ เดี๋ยวนี้ แล้วก็ให้เปล่าไม่คิดสตางค์. ใครยังไม่เอาอีก คนนั้นโง่กี่มากน้อยไปคำนวณเอาดู. นี่ผมพูดเรื่องที่ผมถูกค่าให้คุณพัง. พอผมพูดว่า นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ แล้วก็ถูกด่า, แล้วมันเปลี่ยนไม่ได้. จะด่าก็ด่าไปเถอะ มัน เป็นเรื่องจริง อย่างนี้ มีหลักฐาน ในพระพุทธภาษิต อย่างนี้ ก็มันมีการทดสอบด้วยใจจริง
น.56 ๔๖ อย่างนี้; แล้วมันก็เห็นชัด ๆ อยู่อย่างนี้ เป็นสันทิฏฐิโก อยู่อย่างนี้ มันก็คงสภาพอย่างนี้ไว้, ก็คงพูดว่าอย่างนี้ : นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้. เอาไปศึกษาเพิ่มเติมความรู้เรื่องพุทธศาสนาให้เต็ม ผมได้บอกมาแล้วตั้งแต่ครั้งต้น ครั้งแรกว่า ผมจะเลือกสรรมา แต่เรื่องที่จำเป็น เป็นเนื้อหา เป็นสาระ ทั้งหมดทั้งสิ้น ตั้งแต่ต่ำจนถึงสูงที่สุด มาพูดด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ ; อย่าง ที่ผมกำลังทำอยู่นี้. เรื่องนิพพานนี้จะพูดกันเป็นเดือน ๆ ก็ได้ ; แต่นี้ เอามาแต่เนื้อหาสาระ หัวข้อที่เป็นหลัก มันก็พูดเดี๋ยวนี้ ชั่วโมงกว่า นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้, แล้วก็คาบเกี่ยวไปถึง เรื่องอื่นด้วย ที่มันคาบเกี่ยวกันอยู่เป็นธรรมดา, อะไรเป็น เหตุให้ไม่นิพพาน อะไรเป็นเหตุให้นิพพาน ก็ต้องพูดถึงด้วย. เอาละเลิกกันทีนะ เลิกว่านิพพานนี้เหลือวิสัย นิพพานไม่มีประโยชน์ นิพพานจืดชืด นิพพานต้องรอ เข้าโลงหมื่นหนแสนหน นี่เลิก เอาเป็น นิพพานที่นี่ และเดี๋ยวนี้ ก็จะเป็นพุทธบริษัทที่แท้จริง, มีพระนิพพาน ได้จริง, มีพุทธศาสนาจริง คือมีนิพพาน เป็นพุทธบริษัท จริง คือรู้เรื่องนิพพาน. เอ้า, ขอยุติการบรรยายชั่วโมงนี้ไว้เพียงเท่านี้ แล้วก็ปิดประชุม
Buddhadasa