น.9 ท่านสาธุชนทั้งหลาย ทั้งที่เป็นผู้เฒ่าผู้แก่ เป็นนักศึกษา เป็นเด็กนักเรียน, ดังที่เห็นกันอยู่ รวมกันมาก เพื่อจะฟังธรรมะ บรรยาย ในที่นี้; เผอิญมาพร้อมกันหลายคณะจึงมาก ก็ควรจะยินดี. สิ่งที่อาตมาคิดว่าจะพูดกันนี้ ก็จะต้องเป็น สิ่งที่ท่านทั้งหลายต้องการ. อาตมาก็ยัง ไม่แน่ใจว่า ท่านทั้งหลายต้องการอะไร ? ก็ต้องตีขลุม คาดคะเนว่า คงจะไม่ผิด ก็คือ ท่านทั้งหลาย ต้องการจะได้รับสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ นั่นเอง; ถือว่าท่าน
น.10 ๒ ทั้งหลาย มีความสนใจในธรรม, มาที่นี่ก็เพื่อจะ ต้องการ ธรรมะ ทั้งที่โดยมากก็ยังไม่ค่อยจะรู้ว่าธรรมะนั้นคืออะไร ? ธรรมะ คำ ๆ นี้ ศักดิ์สิทธิ์ พูดถึงกันอยู่ทั่วไป ก้องไปหมด ทั้งบ้านทั้งเมือง จนใคร ๆ ก็รู้สึกว่า ต้องเป็น ของดี แน่. ถ้าไม่ดีแน่ ก็คงจะไม่มีใครมาพูดถึง, กล่าวถึง กันอยู่ทั่วไปทั้งบ้านทั้งเมือง และตลอดเวลา. เป็นอันว่าอาตมา ขอถือเอาว่า ท่านทั้งหลายมานี้ ต้องการธรรมะ ; จะไม่คำนึงถึงว่า บางคนรู้, บางคน ยังไม่รู้. บางคนรู้มาก, บางคนรู้น้อย, แต่จะขอสรุปความ ที่จะใช้ได้สำหรับทุกคน. ขอถือเสมือนหนึ่งว่า จะเป็นของขวัญปีใหม่; เพราะอีก ๒ - ๓ วัน ก็จะถึงวันปีใหม่แล้ว ก็ถือโอกาสเสีย เลยว่า จะให้ความรู้ในวันนี้ ในฐานะเป็นของขวัญ สำหรับวันปีใหม่; นั้นก็คือสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ อีกนั่นเอง. การให้ธรรมะในฐานะเป็นของขวัญสำหรับวันปี ใหม่ มันจะแปลกอะไร ; จะแปลก็ตรงที่ว่า ท่านทั้งหลาย จะต้องทำให้มีธรรมะมากขึ้นกว่าปีที่แล้วมา. อย่าให้
น.11 ๓ ซ้ำซากวนเวียนเท่าเดิมอยู่เลย, ให้ก้าวหน้าไป ตามลำดับ ตามเวลาที่ล่วงไป : - เช่นปีหนึ่งก็ล่วงไป, ปีหนึ่งก็ล่วงไป, เราจะมา ย่ำเท้าซ้ำรอยอยู่นี้ มันก็ไม่ไหว, แล้วก็ เพื่อจะให้สามารถ ก้าวหน้าไป ไม่ต้องซ้ำรอยนั่นเอง; จึงต้องพูดถึงสิ่งที่ เรียกว่าธรรมะนั้น ให้เป็นที่เข้าใจแจ่มแจ้งยิ่ง ๆ ขึ้นไป. อาตมาก็เคยพูดมาหลายครั้งหลายหนแล้วว่า ธรรมะ คืออะไร; แต่เกรงว่าบางคนก็ยังไม่เคยได้ยิน, บางคนก็ ลืมเสียแล้ว, บางคนก็จำได้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ, บางคนก็จำได้ แต่ยังไม่เข้าใจความหมายโดยสมบูรณ์; เพราะฉะนั้น เรา มาพูดถึงสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ กันอีกสักครั้งหนึ่ง เป็น ข้อแรก. ธรรมะคือการกระทำที่ถูกต้องแก่ความเป็นมนุษย์ ธรรมะคืออะไร ? เวลานี้ท่านทั้งหลายบางคนก็คง จะนึกอยู่ในใจแล้วว่า ธรรมะคืออะไร ? แล้วก็นึกได้หรือ นึกไป ตามที่เคยได้ยินได้ฟัง, หรือได้ยึดถืออยู่, เช่นว่า ธรรมะคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เป็นต้น, ธรรมะ
น.12 ๔ คือสิ่งที่แสดงอยู่บนธรรมาสน์ ดังนี้เป็นต้น, ถ้าอย่างนี้แล้ว ยังไม่พอ ยังไม่ถูกตัวธรรมะอันแท้จริง. ธรรมะคืออะไร ? ขอให้ลูกหลานเหล่านี้ รวม ทั้งคุณป้า คุณน้า คุณลุงคุณอาทั้งหลายด้วย. ช่วยจำกัน ไว้เป็นหลักจนตลอดชีวิตจะดีกว่า; . ถ้าจำไว้อย่างถูกต้อง และเป็นหลักแล้ว จะง่ายจะสะดวกแก่การที่จะมีธรรมะ ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ทุกปี ๆ. เมื่อถามว่า ธรรมะคืออะไร ? จงตอบว่า ธรรมะ คือการกระทำที่ถูกต้อง, ถูกต้องแก่ความเป็นมนุษย์ ของตน ทุกขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการ. ช่วยจำความ หมายให้แม่นยำเป็นบทจำกัดความ, เป็นบทนิยามว่า ธรรมะ คือการกระทำที่ถูกต้อง. ถูกต้องแก่อะไร? ถูกต้อง แก่ความเป็นมนุษย์. ความเป็นมนุษย์ของใคร ? ของ แต่ละคนแต่ละคน, หรือ ถูกต้องอย่างไร ? ถูกต้องทุก ๆ ขั้นตอน แห่งวิวัฒนาการของตน ๆ. กล่าวอีกครั้งหนึ่งว่า ธรรมะคือ การกระทำที่ถูก ต้อง แก่ความเป็นมนุษย์ของตน ทุกขั้นตอนแห่ง วิวัฒนาการของเขา. นี้มันคงจะแปลกจากที่ท่านได้เคย
น.13 ๕ ได้ยินได้ฟัง, หรือที่ถืออยู่ว่าธรรมะคือคำสั่งสอนของพระ- พุทธเจ้า, ธรรมะคืออย่างนั้นอย่างนี้อีกมากมาย. แต่ ถ้าจะให้สำเร็จประโยชน์ แล้ว ก็จะต้องรู้ว่า ธรรมะนั้นเป็นตัวการประพฤติ กระทำลงไปจริง ๆ ; ไม่ใช่เป็นเพียงความรู้ แต่มันก็รวมอยู่ด้วย. เพราะว่า การที่เราจะประพฤติกระทำอะไรลงไปนั้น เราต้องรู้เรื่อง นั้น; ดังนั้น เราจึงถือว่ามันรวมอยู่ในการกระทำที่ถูก ต้อง. เพราะยืนยันอยู่แล้วว่า ที่ถูกต้อง ; เพราะฉะนั้น มัน ก็จะต้องมีความรู้มาแล้วตามสมควร. เอาความรู้นี้มา รวมไว้ ในการประพฤติหรือกระทำ ให้เป็นการกระทำที่ ถูกต้อง. ท่านก็จะต้องมีการศึกษามาพอสมควร จึงจะมี การกระทำที่ถูกต้อง ที่นี้ ถูกต้อง นั้น มันจำกัดลงไปว่า ถูกต้องแก่ ความเป็นมนุษย์ของเรา ; ถูกต้องแก่สิ่งอื่น มันไม่มี ประโยชน์อะไร, มันป่วยการ. ถูกต้องแก่ความเป็นมนุษย์ ของเรา ของตัวเองนี้ถูกต้องอย่างไร ? ก็ ถูกต้องทุก ๆ ขั้น ตอนแห่งวิวัฒนาการ.
น.14 ๖ คนเรามีวิวัฒนาการเรื่อยไม่มีหยุด ; ตั้งแต่คลอด จากท้องแม่ ทุก ๆ ชั่วโมง มันก็วิวัฒนาการเรื่อยมาจนบัดนี้, อยู่ในสภาพอย่างนี้, เป็นวิวัฒนาการ, แล้วก็ยังเป็น วิวัฒนาการต่อไป ๆ จนกว่าจะได้เข้าโลงกัน. ทีนี้เอา เฉพาะในชาตินี้ และมีวิวัฒนาการอย่างนี้ ก็แบ่งได้เป็นขั้นตอน : เช่นว่าเป็น ปฐมวัย เป็นเด็ก ๆ เป็น มัชฌิมวัย เป็นผู้ใหญ่, เป็น ปัจฉิมวัย เป็นคนแก่คน เฒ่า, เอาสัก ๓ ตอน ก็พอจะมองเห็นได้ ที่จะถูกต้องทุกขั้นตอนของวิวัฒนาการ : ใน วัยเด็กก็ต้องมีความถูกต้องเต็มที่, ในวัยผู้ใหญ่ก็ถูกต้อง เต็มที่, ในวัยคนแก่คนเฒ่าก็ถูกต้องเต็มที่, นี่เรียกว่า ถูกต้องแก่ความเป็นมนุษย์, ทุกขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการ ทีนี้เรา จะต้องมีการประพฤติกระทำชนิดนั้นให้ได้ผลอย่างนั้น. นี้มันเป็นคำตอบแต่เพียงว่า ธรรมะคืออะไร ? โดยหลักใหญ่ ก็คือ การกระทำที่ถูกต้องแก่ความเป็น มนุษย์ของตน ๆ ทุกขั้นทุกตอน แห่งวิวัฒนาการ ของตน ๆ ท่านทั้งหลายกลับไปแล้วจง ทดสอบ จงใคร่ครวญ ดู ว่า เรากำลังมีวิวัฒนาการ ถูกต้องแก่ความเป็นมนุษย์ของ
น.15 ๗ เรา ทุกขั้นตอนหรือไม่ ? จะแบ่งให้ละเอียดลงไป ก็ได้ว่า มีอายุ ๑ ปี มีอายุ ๒ ปี มีอายุ ๓ ปี, จนกระทั่งเดี๋ยวนี้มี อายุ ๑๕-๑๖ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปี ๕๐ ปี ๖๐ ปี เป็นขั้นตอน ไป. ทดสอบดูว่าที่แล้วมาแต่หนหลัง มีความถูกต้องหรือ ไม่ ? หรือต้องนั่งเช็ดน้ำตาด้วยหัวเข่าบ่อย ๆ หรือว่าต้อง ทำความยุ่งยากลำบากให้แก่บิดามารดา เพื่อนบ้านเรือน เคียงอยู่บ่อย ๆ นั้น, มันยังไม่ใช่ความถูกต้อง. จะต้องทดสอบด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่เข้าข้าง ตัวเอง, ไม่เห็นแก่ตัวเองอย่างที่ว่าไม่เป็นธรรม. ต้องให้ ความเป็นธรรมแก่พระธรรม. หลักของพระธรรม มีอย่างไร, มีความถูกต้องอย่างไร, ต้องเป็นอย่างนั้น. คำว่า "ความถูกต้อง" นี้ เถียงกันได้มากมายไม่รู้ จักจบ ; แต่ที่มันจะจบได้ก็มีการบัญญัติว่า ถ้า ถูกต้องจริง ก็พิสูจน์ความมีประโยชน์. นี้ขอให้ลองคิดดู. ถ้า ถูกต้องจริง มันต้องพิสูจน์ความมีประโยชน์. ประโยชน์แก่ใคร ? ก็ประโยชน์แก่ผู้นั้น และผู้อื่นรอบ ๆ ตัวเขา. ถ้าเกิดประโยชน์แก่ตัวผู้นั้น และแก่ผู้อื่นรอบ ๆ ตัวเขา ; นี้จะเรียกได้ว่าถูกต้อง. ถ้าไม่อย่างนั้นไม่ถูก
น.16 ๘ ต้องแหละ ; แม้ให้ใครมาบอกสักกี่ร้อยคน ว่าถูกต้อง มันก็ไม่ถูกต้องไปได้. ต่อเมื่อ พิสูจน์ความมีประโยชน์ ทั้งแก่ตนและ แก่ผู้อื่นนั้น จึงจะเรียกว่าถูกต้อง : ถูกต้องกับเรา ก็คือ เรามีความสุข ; เรียกว่าเป็นคนไม่มีปัญหา, ไม่มีความทุกข์, อยู่ด้วยความสงบสุข, เป็นที่พอใจของตน ; นี้เรียกว่า มันเป็นความถูกต้องแก่เรา. ทีนี้ ความมีชีวิตอยู่ของเรา นั้น มีการกระทำ อะไรบางอย่าง พร้อม ๆ กันไป, ซึ่งก็เป็นประโยชน์แก่ ผู้อื่น, หรือเป็นการช่วยเหลือผู้อื่นพร้อมกันไป, จนเพื่อน มนุษย์ข้างเคียงของเรา ก็พลอยได้รับประโยชน์เป็นความ สุขด้วย. นี้เรียกว่า ส่วนตัวเราก็มีสันติสุข ; ส่วนคน ทั้งหลายทั้งปวงก็มีสันติภาพ ; เรียกว่ามันมีเพียงเท่านี้ แหละ, มันไม่มีอะไรอื่นที่จะมากไปกว่านี้. เรามีสันติสุข โลกนี้หรือโลกไหนก็ตามก็มี สันติสุข; กระทั่งถึงบรรลุมรรค ผล นิพพาน ก็ยังเรียกว่า มีสันติสุข. ทุกคนในโลกพลอยมีสันติสุข ก็กลายเป็น
น.17 ๙ โลกที่มีสันติภาพ. เรามีสันติสุข, สังคมมีสันติภาพ, ก็ควรจะพอใจแล้ว มัน สูงสุดกันอยู่ที่นี่ ตรงนี้. เดี๋ยวนี้เราเป็นอย่างไร ? เรายังมีสันติสุข หรือว่า อย่างไร ? ก็ลองคิดดู : แต่ละคนก็ล้วนแต่มีของตน มัน เป็นสุขเย็นหรือสุกไหม้ ? มีข้อที่ต้องพิจารณาอย่างนั้น : ถ้า สุข ข สะกด มันก็เป็นสุขเย็น เยือกเย็น ; แต่ถ้าเป็น สุก ก สะกด มันก็สุกไหม้. เอาไฟมาเผาให้สุก คงจะ ไม่มีชีวิตเหลือแหละ ถ้าสุกไหม้ ที่เรามีสุข เป็นที่พอใจอยู่ทุกวันทุกคืนหรือเปล่า ? หรือยังมีความอึดอัดขัดใจ เหมือนกับ ไฟเข้าไปอยู่ในอกในใจ บ้างหรือเปล่า ? ไฟเหล่านี้ คือ ความรัก ความโกรธ ความ เกลียด ความกลัว ความอิจฉาริษยา ความวิตกกังวล ความ โง่เขลา, ไม่มีอะไรที่เป็นที่พอใจของตนเอง. เหล่านี้ ข้อใดข้อหนึ่งเท่านั้นแหละ ถ้ามันเกิดขึ้นในใจแล้ว มันก็ รุมใจให้ร้อน, มันเป็นสุก ก สะกด. ฉะนั้นใครมีสุก ก สะกด, ใครมีสุข ข สะกด, ก็ขอให้พิจารณาตัวเอง. โลกนี้กำลังเป็นโลกของความ เครียด, ตึงเครียดไม่สงบ. ในแง่ของสุขภาพก็ดี, ในแง่
น.18 ๑๐ ของเศรษฐกิจก็ดี, การบ้านการเมืองก็ดี, อะไรมันเครียด กันไปหมด. มีความเครียดส่วนบุคคล, มีความเครียด รวมกันเป็นพรรคพวก, ต่อสู้แข่งขัน แย่งชิง ทำลายล้าง กัน ด้วยความอิจฉาริษยา ความอาฆาตมาดร้าย. นี้เรียกว่า โลกมันยังไม่มีอะไรที่งดงามที่น่าชื่นใจ. อย่างที่เราก็อ่านข่าวหนังสือพิมพ์อยู่ทุกวันว่า กำลัง มีสงครามอยู่ในโลก, มีการเบียดเบียน อดอยากลำบาก ระส่ำระสายอยู่; นี่ส่วน บุคคลแต่ละคน ก็ยังเป็นโรค ทางวิญญาณกันอยู่ คือไม่มีจิตใจที่สะอาด สว่าง สงบ เย็น, มีจิตใจที่วิตกกังวลหวาดกลัว. มีความหวาดกลัวไปไม่เท่าไรมันก็เป็นโรคประสาท, วิตกกังวลไปไม่เท่าไรมันก็ เป็นโรคกระเพาะ เรื้อรังรักษา ไม่หาย; วิตกกังวลไปไม่เท่าไร ก็ต้อง เป็นโรคความ ดันสูง เป็นโรคเบาหวาน ; เพราะว่าจิตใจระส่ำระสาย ระบบประสาทกระทบกระเทือน, ร่างกายมันผิดปรกติ ใช้ น้ำตาลไม่หมด มันก็เป็นโรคเบาหวาน อย่างนี้ ช่างไม่ คิดกันเสียเลยว่า โรคทางร่างกายนั้น มีสมุฏฐานมาจาก ความไม่ถูกต้องในทางจิตใจ.
น.19 ๑๑ จิตใจเต็มไปด้วยวิตกกังวลหวาดกลัว นี้มันผิด ไปแล้วในทางจิตใจ, ผิดไปแล้วทางระบบประสาท ; มัน ทำให้โลหิตที่หล่อเลี้ยงร่างกายของเราผิดไปด้วย. นี้เป็น โรคกระเพาะ เป็นโรคใช้น้ำตาลไม่หมด เป็นโรคเบาหวาน แล้วก็มีโรคที่เนื่อง ๆ กันไป :- เช่น มีความดันสูง ซึ่งเป็นโรคของมนุษย์สมัยนี้, ร้ายกาจเลยไปก็เป็นโรคมะเร็ง, เป็นวัณโรค เพราะว่า ระบบ โลหิตไม่ถูกต้อง, ไม่มีกำลังเพียงพอที่จะต่อสู้เชื้อโรค. โลหิตถอยกำลัง ; เพราะว่า จิตใจมันทุพพลภาพ, เพราะ จิตใจมันอยู่ด้วยความวิตกกังวล เครียด หวาดกลัว หิว กระหาย โดยทางจิตใจ ไม่มีเวลาที่จะรู้สึกอื่ม. นี่ โรคทางจิต โรคทางวิญญาณ เป็นต้นเหตุ โรคทางกายทุกๆ ประการ ที่เรากำลังมีกันอยู่ในโลก. ขอให้ไปใคร่ครวญดู ว่า นี่คือความไม่มีธรรมะ. ถ้ามี ธรรมะจะไม่มีวิตกกังวล ไม่มีหวาดกลัว ไม่มีความเครียด ไม่มีความทรมาน ในทางจิต ทางใจ; เพราะว่าธรรมะ ช่วยให้ขจัดออกไปเสียได้. การประพฤติทางจิตใจที่ถูกต้อง นั้นช่วยขจัดสิ่งเหล่านี้ออกไปเสียได้.
น.20 ๑๒ เมื่อ มีจิตใจปกติ มีจิตใจ สะอาด สว่าง สงบ แล้ว โรคทั้งหลายก็ไม่อาจจะเกิดขึ้น; ถ้าระบบจิตใจดี, ระบบไหลเวียนของโลหิตดี, ระบบย่อยอาหารดี, อะไร ๆ มันก็ดี. ธรรมะไม่ใช่เป็นแต่เรื่องทางจิต ทางวิญญาณ อย่างเดียว; ธรรมะเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องมาถึงทางกาย ทางเนื้อ ทางหนังด้วย, กระทั่งทางวัตถุภายนอก บ้านเรือน สมบัติพัสถาน วัวควาย ไร่นา, นี้มันเกี่ยวเนื่องมาถึงด้วย คือ ต้องมีความถูกต้องในสิ่งเหล่านั้นด้วย : มีการเป็นอยู่ การกินอยู่ การนุ่งห่ม การใช้สอย การอะไร ๆ ต่าง ๆ ภายนอก นั้น ก็ถูกต้องด้วย. เมื่อร่างกายถูกต้อง จิตใจมันก็ถูกต้องด้วย, วิญญาณ คือ สติปัญญา มันก็พลอยถูกต้องไปด้วย. เรา อยู่ด้วยความถูกต้องทั้งหมด; นับตั้งแต่แผ่นดินที่อยู่ อาศัยมาถึงบ้านเรือน รถรา อะไร, แล้วก็มาถึงร่างกายเรา มาถึงจิตใจของเรา, มีวิญญาณสติปัญญาของเราถูกต้อง ไปหมด โดยอาศัย สิ่งที่เรียกว่า ธรรม.
น.21 ๑๓ ฉะนั้นขอให้สนใจว่า จะมีธรรมะกันได้อย่างไร ? เมื่อรู้ธรรมะคืออะไร? จำเป็นอย่างไร? แล้วเราก็จะ ต้องดูกันต่อไปว่า เราจะมีธรรมะกันได้อย่างไร ? ขอย้ำอีกที บางคนอาจจะลืมแล้ว ธรรมะคือการ กระทำ, ประพฤติกระทำที่ถูกต้อง แก่ความเป็นมนุษย์ ทุกขั้นทุกตอนแห่งวิวัฒนาการของเขา. นี่คือ ธรรมะ ทั้งทางกาย ทั้งทางวาจา ทั้งทางจิตใจ ทางวิญญาณ ทั้งหมด ทั้งสิ้น ทุกประการจะต้องมีความถูกต้อง. เดี๋ยวนี้ จะมีความรู้ ความถูกต้องนี้ ได้อย่างไร ? ก็ต้องอาศัย การฟังในครั้งแรก เราไม่ต้องการให้เชื่อ ทันที; ได้รับฟังอะไรมาก็เอาไปใคร่ครวญดู ว่ามันลอง น่าทำดูไหม ? น่าลองทำดูไหม ? ถ้าน่าลองทำ ก็ลองทำดู. ถ้าได้ผล ก็เป็นอันเชื่อแน่ว่า นี้เป็นธรรมะแน่, เป็น ธรรมะที่ควรยึดถือเป็นหลักเป็นที่พึ่งแน่. อาตมาอยากจะสรุปความสั้น ๆ ว่า ทำอย่างไรจะมี ธรรมะ ? จะขอให้ช่วยจดช่วยจำไว้ดี ๆ ; โดยเฉพาะ ลูก เด็ก ๆ ที่นั่งเขียนทรายนี้ ช่วยจำไว้ได้ดี ๆ, เขียนทรายก็ขอ ให้เขียนเป็นข้อความที่กำลังพูดจะดีกว่า.
น.22 ๑๔ ข้อปฏิบัติที่ทำให้มีธรรมะ. ข้อที่หนึ่ง จะต้องมีความรู้จักตัวเอง, หนึ่งจะ ต้อง รู้จักตัวเอง. เ ดี๋ยวนี้รู้จักตัวเองไหม ? เรารู้จักตัวเองไหม ? คนแก่ ๆ ใกล้จะอวสานชีวิตแล้ว, รู้จักตัวเองหรือยัง ว่า เรานี้คืออะไร ? ตัวเองคืออะไร ชีวิตคืออะไร? นี่ถ้าไม่ใช้ สติปัญญามาแต่แรก ; แม้คนแก่ ๆ อายุ ๘๐ ปี แล้วไม่รู้ จักตนเอง, แล้วเขาไม่เคยคิด ไม่เคยนึก ไม่เคยตั้งข้อ สังเกต ในการที่จะรู้จักตนเอง. ขอให้มองย้อนหลัง : อายุเท่าไรก็ตามใจ, ขอ ให้มองย้อนหลังเท่าที่จะทำได้ ว่าได้เป็นมาอย่างไร ? ก็จะพบ แต่ว่ามันเต็มไปด้วยความระหกระเหิน, ความต่อสู้กัน ระหว่างความผิด ๆ ถูก ๆ นี้เรื่อยมา. แล้วก็ยังไม่มองเห็น ตลอดไปข้างหน้าว่า จะไปกันที่ไหน ? เกิดมาแต่ไหน ? จะ ไปที่ไหนก็ยังไม่รู้. เอาละ, ไม่ต้องคิดให้มันมาก เอาแต่เพียงว่า เรานี้เป็นอะไร ? ว่า เป็นมนุษย์. รู้จักหรือว่า เป็นอย่างไร ? เดี๋ยวนี้เป็นผู้หญิง หรือเป็นผู้ชาย เป็นเด็ก หรือเป็น ผู้ใหญ่ ? ขอให้ อาศัยการศึกษา จะช่วยให้รู้ว่า เราเป็น
น.23 ๑๕ มนุษย์ มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติ ให้ได้รับประโยชน์ จากการเป็นมนุษย์กันเต็มที่. อย่าให้เสียทีที่ได้เกิดมา เป็นมนุษย์ และได้พบพระพุทธศาสนาเลย. เป็นมนุษย์พบพุทธศาสนา ต้องมีจิตใจสูง. รู้จักตัวเองว่า เป็นมนุษย์นี้ไม่ใช่เล็กน้อย. ความ เป็นมนุษย์นี้อธิบายยาก ; แต่ที่เขาจำกัดความไว้ให้นี้ก็ว่า จิตใจสูง. มนุษย์ แปลว่า จิตใจสูง เมื่อจิตใจสูงก็เป็น ทุกข์ไม่ได้ ; ต้องอยู่เหนือปัญหาเหนือความทุกข์, เหนือ อะไรทุก ๆ อย่าง. ถ้าจิตใจต่ำ ไม่สูง มันก็อยู่ใต้ปัญหา ; อยู่ข้างใต้ความทุกข์ ก็ต้องเป็นทุกข์. เมื่อเป็นทุกข์ มัน ก็ไม่น่าดู น่าเกลียดน่าชัง. จะต้องอยู่สูงเหนือปัญหา, เหนือความทุกข์, เป็นผู้มีความหมาย เหมือนกับพระ- พุทธเจ้า. สำหรับ พวกเรา นั้น เอาหลักพระพุทธเจ้าเป็น หลัก. ศาสนาอื่นเขาก็เอาศาสนาอื่นเป็นหลัก. เรา ศาสนาพุทธ เอาศาสนาพุทธเป็นหลัก. พุทธะ แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน.
น.24 ๑๖ ความจริง พุทธะ คำนี้ รากศัพท์แท้ ๆ แปลว่า ผู้ตื่น. ที่แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เพิ่มเข้าไป นั้นน่ะเป็นชั้น สอง. ชั้นหนึ่งแท้ ๆ พุทธะนี้ แปลว่า ผู้ตื่น ; ไม่ใช่ ตื่นขลาดกลัว ตื่นตูมอะไร ไม่ใช่, คือว่า ตื่นจากหลับ. เมื่อหลับอยู่ยังไม่ใช่ พุทธะ; เมื่อตื่นแล้วจึงจะเรียกว่า พุทธ. จะพูดโดยภาษาคน นี้ก็ได้ : ถ้ายังหลับอยู่, หลับ อยู่นี้ กรนอยู่นี้ ก็ยังไม่เป็นพุทธะ. ถ้าตื่นขึ้นมา ไม่หลับ, จากหลับนั้น จึงจะเป็น พุทธะ; ตื่นหรือหลับอย่าง ภาษาคน อย่างนี้ก็ได้. แต่ตื่นหรือหลับที่ดีกว่านั้น ก็คือ ในภาษาธรรม ความหลับ นั้นคือความโง่ ; อวิชชา เป็นความหลับ, กิเลสนั้นคือความหลับ. เอากิเลสออกไปเสียได้ ก็เป็น ความตื่น, ตื่นจากกิเลส, ตื่นออกมาเสียจากความหลับ คือ กิเลส, กิเลสนิทรา, กิเลสนิทรา คือ ความหลับโดยกิเลส; นั่งอยู่นี่ จะกำลังหลับในกิเลสอยู่ก็ได้ ระวังให้ดี กิเลสนิทรา
น.25 ๑๗ เป็นภาษาในคัมภีร์ : หลับของกิเลส, หลับโดยกิเลส, หลับ ด้วยกิเลส. ต้องตื่นออกมาเสียจากการหลับชนิดนี้ จึง จะเรียกว่าพุทธะ. ภาษาคน, ภาษาธรรมดาก็คือตื่นนอน อย่างที่เรา นอนหลับ ประจำวัน แล้วก็ตื่นขึ้นมา ก็เรียกว่า พุทธะ อยู่แล้วโดยภาษาบาลี. แต่ พุทธะในทางภาษาธรรมะ นี้ก็ หมายถึงตื่นจากหลับ ที่ลึกซึ้งไปกว่านั้น คือ หลับ อย่างอำนาจของกิเลส. นี้คำว่ารู้ว่าเบิกบาน มันตาม มาเอง. ถ้าเราไม่หลับเราก็รู้สึกตัว คือรู้ และเมื่อเรา รู้ถูกต้อง แล้ว เราก็ไม่ต้องเป็นทุกข์เป็นร้อน ; เราก็ เบิกบาน แสดงความสุขความพอใจ. นี่คือ พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นความหมายของคำว่า ใจสูง. มนุษย์ ใจสูง ใจสูงตามแบบของพระพุทธเจ้า คือเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน นี้ขอให้เรารู้จักตัวเองกันอย่างนี้ทุกคนเถอะ, จะ เป็นลูกเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้เฒ่า อะไรก็ตามเถอะ, จงรู้ว่า เรา เป็นมนุษย์ นะ ; อย่าเป็นอะไรให้มันน้อยไปกว่ามนุษย์.
น.26 ๑๘ จะเป็นมนุษย์ ก็ต้องมีความรู้ มีความตื่น มีความเบิก- บาน. เอ้า, ยุติกันที ที่ว่าเรารู้จักตัวเราเองแล้วว่าเรา เป็นมนุษย์ ; นี้เขาเรียกว่ารู้จักตัวเอง ถ้า จะมีธรรมะกันให้ได้ ข้อแรกที่สุดต้องรู้จัก ตัวเอง เสียก่อนว่าเราเป็นอะไร, เรามีความรู้ความเข้าใจถูก ต้อง เรียกว่ามีปัญญา, มีสัมมาทิฏฐิ, แล้วเราก็รู้ว่าตัวเรานี้ เป็นมนุษย์ ก็ต้องทำอย่างมนุษย์ เป็นมนุษย์ให้เต็ม ตามความหมายของคำว่ามนุษย์. ข้อที่หนึ่งคือพูดว่ารู้จัก ตัวเอง. ทีนี้ ข้อที่สอง เราจะ เชื่อตัวเอง. คำว่าเชื่อ ตัวเองนี้มีความหมายกำกวม; ถ้ามีความโง่ มันก็ เชื่อ อย่างผิด ๆ. ถ้ามีปัญญาก็เชื่ออย่างถูกๆ แต่คำพูด ในที่นี้หมายถึงเชื่อในทางที่มันถูก เชื่อสมกับที่เป็นมนุษย์. คำว่า ศรัทธา ในพระพุทธศาสนานั้นอธิบายได้ หลายความหมาย : เชื่อกรรม, เชื่อผลแห่งกรรม, เชื่อ ความที่ต้องรับผลกรรม, เชื่อการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า, เหล่านี้ก็ยังไม่พอที่จะต้องมาอยู่ มารวมอยู่ที่เชื่อตัวเอง, เชื่อ
น.27 ตัวเอง. ถ้าไม่มีความเชื่อตัวเองแล้วจะเชื่ออื่น ๆ ไปไม่ได้. เราต้องมีความเชื่อตัวเอง ศรัทธาในตัวเอง ว่าเราเป็น มนุษย์แน่. นี่ใครเชื่อหรือยัง? ใครเชื่อตัวเองเป็นมนุษย์ แน่ หรือยัง ? หรือยังลังเลอยู่ ? เชื่อตัวเองว่าเราเป็นมนุษย์ แน่นะ. ถ้าเชื่อว่าเราเป็นมนุษย์แน่; เราจะต้องเชื่อ ต่อไปว่า เราต้องทำได้อย่างมนุษย์ นะ . ถ้าเราทำไม่ได้ อย่างมนุษย์ ก็ไม่เป็นมนุษย์ดอก, แล้วก็ไม่มีความเชื่อ ตัวเองที่ตรงไหนได้, จะไม่เรียกว่าเชื่อตัวเองที่ตรงไหนได้, ถ้าเชื่อตัวเองก็หมายความว่า เชื่อว่า ฉันเป็นมนุษย์ แน่ และฉันต้องทำได้อย่างที่มนุษย์ทำได้ อะไร ๆ ที่มนุษย์ ทำได้ ฉันเชื่อว่าฉันต้องทำได้ ในตัวฉันเดี๋ยวนี้ มีความพร้อม ที่จะทำให้ได้, ในการที่จะเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์. ใครมี ความเชื่ออย่างนี้บ้างแล้วหรือยัง ? ก็ไปทดสอบตัวเองดูก็ แล้วกัน. ถ้ามีแล้วก็เป็นอันใช้ได้, มีธรรมะข้อที่สองคือ เชื่อตัวเอง. ที แรกรู้จักตัวเองว่าเป็นมนุษย์, ข้อสอง เชื่อตัวเองว่าเป็นมนุษย์ และทำได้ตามที่มนุษย์จะต้อง
น.28 ๒๐ ทำ. อย่ามัวขี้ขลาด, อย่ามัวขี้เกียจ, อย่ามัวเหลวไหล โลเล, ไม่มีความแน่วแน่อยู่อย่างนี้ ทีนี้ ข้อที่สามต้องบังคับตัวเอง. เมื่อเชื่อว่า เป็นมนุษย์ และทำได้อย่างมนุษย์, ก็ต้องบังคับให้ทำซิ. อย่าเชื่ออยู่เฉย ๆ ซิ. บังคับให้ลงมือทำ. เมื่อไม่อยากจะทำ, กิเลสมันไม่อยากให้ทำ, ความเหลวไหลมันไม่อยากให้ทำ, เรา ต้องบังคับตัวเองให้ทำให้จนได้. คำสอนของพระพุทธเจ้ารวมอยู่ในการบังคับตัวเอง คือบังคับกิเลส นั่นแหละ คือว่าตัวเอง. ในที่นี้ถ้ายังเป็น คนธรรมดา, เป็นปุถุชนคนธรรมดา มัน ก็มีตัวเองเป็น กิเลส; ก็ต้องบังคับตัวเอง, บังคับกิเลส ด้วยจิตฝ่ายที่ ไม่ใช่กิเลส. จิตฝ่ายที่เป็นโพธิ เป็นสติปัญญา จะต้อง ก่อรูปขึ้นมา บังคับจิตฝ่ายที่มันเป็นกิเลส; นี่บังคับ ตัวเอง. เราแบ่งตัวเราเป็น ๒ ภาค หรือ ๒ ส่วน คือ ส่วนต่ำ ส่วนที่จะลงต่ำ นั่นมันส่วนหนึ่ง, ส่วนที่จะขึ้น สูงมันอยู่อีกส่วนหนึ่ง. เขาเรียกว่า ฝ่ายต่ำ - ฝ่ายสูง,
น.29 ๒๑ ฝ่ายชั่ว-ฝ่ายดี, ฝ่ายผิด-ฝ่ายถูก, ฝ่ายบุญ-ฝ่ายบาป, อะไร ก็แล้วแต่จะเรียก, เรามีอยู่เป็น ๒ ส่วน. ส่วนที่จะถูก จะดีไปสูงนั่นแหละ จะต้องเกิด ขึ้นและบังคับฝ่ายต่ำ, หรือว่าจะเอาสติปัญญามาเป็นกลาง ๆ มาช่วยให้ฝ่ายสูง มาบังคับฝ่ายต่ำ; อย่างนี้เรียกว่า บังคับตัวเอง ; ก็ต้องเอาจริงเอาจัง. ทมะ แปลว่า บังคับ ตัวเอง. พระพุทธเจ้าเป็นสารถีทรงฝึกสัตว์บังคับสัตว์ ผู้ เป็นเวไนยสัตว์ให้เป็นไปตามคลองของพระธรรม; แต่ก็ ไม่พ้นจากการที่เราต้องบังคับตัวเรา. พระพุทธเจ้าเป็นผู้ฝึกสัตว์ ; แต่ก็ไม่พ้นที่เราจะ ต้องฝึกตัวเราเอง ; ท่านสอนให้เราฝึกตัวเราเอง บังคับ ตัวเอง. คำว่า ทมะ แปลว่า ฝึก หรือ บังคับ. บังคับใคร ? บังคับตนเอง, บังคับความรู้สึกฝ่ายต่ำ ด้วยความรู้สึก ฝ่ายสูง. ทีนี้เราก็มีการบังคับตัวเองกันทุกๆ คน ทุกๆ วัน ทุก ๆ ชั่วโมง ทุกๆ นาที ; ปราศจากการบังคับตัวเองแล้ว มันก็ต้องผิด, ต้องมีเรื่องผิด, ต้องมีเรื่องพลาด มีเรื่องไป
น.30 ๒๒ อีกทางหนึ่ง ไม่ไปตามทางที่ควรจะไป; จะต้องเหมือน กับว่าเดินตกล่อง ไม่ระวัง. ฉะนั้น บังคับตัวเอง, พอ ใจในการบังคับตัวเอง. อย่าเห็นเป็นเรื่องไม่สนุก ถ้าเป็นคน ไม่บังคับตัวเอง มันก็ไปสูบบุหรี่บ้าง ไปกินเหล้าบ้าง, ไปทำอบายมุขนานา สารพัดอย่าง มัน ก็ทำไป, แล้วมันก็ เดือดร้อน. เงินเดือนก็ไม่พอใช้ รายได้ก็ไม่พอใช้ เพราะไม่บังคับตัวเองเท่านั้นแหละ. พอ มีการบังคับตัวเอง เงินเดือนจะพอใช้ขึ้นมาทันที, หรือ จะปรับปรุงให้มันพอใช้ขึ้นได้ทันที. ทุกอย่างก็จะเป็นไป ในทางถูก, ไม่เหไปในทางผิด แม้ว่ามันจะเจ็บปวด เราก็ต้องชอบ; ในการ บังคับตัวเอง นี้ ต้องเจ็บปวดเป็นธรรมดา. เราก็ต้อง ทัน, ต้องมีขันตีเป็นอุปกรณ์ในการบังคับตัวเอง; เช่น อยากจะไปเที่ยวนี่ บังคับไว้ไม่ให้ไปเที่ยว มันก็เจ็บปวด ขึ้นมาเพราะการบังคับ ก็ต้องทน ; ทนได้เพราะเป็นการ บังคับตัวเองได้ คนที่อยากจะเลิกบุหรี่, หลายคนมาที่นี่ จะเลิก บุหรี่ ; เมื่อไม่มีการบังคับตัวเอง ก็ไม่มีทางจะเลิกได้.
น.31 ๒ ๓ มันต้องบังคับตนเอง ; เมื่อเงี่ยนขึ้นมามันก็ต้องทน ไม่ เท่าไรมันจะเปลี่ยนแปลง ; กลายเป็นว่าไม่เงี่ยน. หรือ ว่าไม่ต้องทน มันก็รอดตัวไปได้ นี้เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ; จะอดบุหรี่ จะอดเหล้า, จะอดอบายมุข ; ดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน ดูการละเล่น เล่นการพนัน คบคนชั่วเป็นมิตร เกียจคร้านทำการงาน ; ความชั่ว เหล่านี้ ต้องบังคับให้ออกไป; ถ้าไม่มีการ บังคับ มันก็ไม่ออก. เราก็ต้องมีการบังคับ โดยยึดถือ หลักว่า เราเป็นมนุษย์ เราเชื่อว่า เราเป็นมนุษย์ เรา ต้องทำได้อย่างมนุษย์. ฉะนั้นเราก็ ต้องทำอย่างคนโบราณ เขาพูดว่า เป็น ปลาหมอก็ต้องแถกไปจนเกล็ดแห้ง คือไม่ยอมถอยหลัง. นี่ เรียกว่าไม่ยอมถอยหลัง มีการให้ไปข้างหน้าเรื่อย; แม้มัน จะยากก็ต้องทำ. เขาวางระดับไว้ถึงกับว่า เหมือนกับบังคับ ช้างตกน้ำมัน ก็ต้องไม่ยอม ไม่ท้อถอย. จิตที่ประกอบ อยู่ด้วยกิเลส นั่นเหมือนกับช้างตกมัน บังคับยาก ; แต่ เราก็ไม่ยอมแพ้ ก็บังคับจนได้ ; เรียกว่าบังคับจิตหรือ บังคับตนได้.
น.32 ๒๔ นี่ข้อที่ ๓ บังคับตัวเอง. ถ้าเขียน, เขียนให้ถูกนะ. ข้อที่ ๑. รู้จักตัวเอง. ข้อที่ ๒. เชื่อตัวเอง. ข้อที่ ๓. บังคับตัวเอง. ทีนี้ มาถึง ข้อที่สี่ หลังจากการบังคับตัวเองแล้ว ก็ต้อง พอใจตัวเอง. ค่าที่บังคับตัวเองนั่นแหละ ควร จะพอใจตัวเอง. บังคับตัวเองได้แล้ว ก็ยิ่งพอใจตัวเอง ว่าไม่เสียชาติเกิดมาเป็นมนุษย์; เพราะเราไม่ได้เป็นสุนัข เป็นแมว เป็นไก่ เป็นอะไรอย่างนั้น. เราเป็นมนุษย์ เราต้องมีสติปัญญาบังคับตัวเอง. เราพอใจในความเป็น มนุษย์ เราต้องชอบใจพอใจตัวเอง ลองทบทวนดูให้ดี : เราพอใจตัวเราหรือยัง ? เดี๋ยวนี้เราพอใจตัวเราหรือยัง ? มีอะไรดีที่น่าพอใจบ้าง ? เราอาจจะรักตัวเรามาก ทั้งๆ ที่ไม่มีอะไรดี, ทั้งๆ ที่มัน มีอะไรที่น่ารังเกียจแล้วก็ยังพอใจตัวเอง ; นี้มันเป็นเรื่อง ของกิเลส, กิเลสมันก็พอใจตัวมันเอง. มันต้อง หลังจาก บังคับตนเอง, ชำระสะสางสิ่งสกปรกเศร้าหมอง ออกไป หมดแล้ว, จึงจะพอใจตัวเอง.
น.33 ๒๕ ดูกันในทางไหนมันก็ไม่มีข้อตำหนิติเตียน ก็พอ ใจตัวเองได้; นั่นแหละคือความสุข. ความสุข นี้ถ้าเรา จะพูดอย่างกำปั้นทุบดิน ก็พูดว่า คือความพอใจ; ถ้ายัง พอใจไม่ได้ ยังไม่มีความสุข. ให้มีเงินตั้งร้อยล้าน พันล้าน ถ้าไม่พอใจ, อย่างไรก็ไม่มีความสุขได้. ให้มีวิมานสักร้อย หลัง พันหลัง ถ้ายังไม่พอใจมันไม่มีความสุขได้, จะมีอะไร ๆ สักเท่าไรก็ตามใจ ถ้าเราไม่พอใจแล้ว ไม่มีความสุขได้. เนื้อตัว ร่างกาย บุตร ภรรยา สามี ทรัพย์สมบัติอะไรก็ตาม ถ้าเราไม่พอใจแล้วมันไม่มีความสุขได้. ฉะนั้น ความสุขตั้งรากฐานอยู่บนความพอใจ. ตอนนี้เราทำจนพอใจตนเองได้ ความสุขมันก็แสดงออกมา จากความพอใจตัวเองนั่นเอง. ถ้าไปหาความสุขอย่างอื่นตามกิเลส แล้วก็ผิดหมด แหละ : ไป กินเหล้า เล่นการพนัน ไปทำอบายมุข เหล่า อื่น แล้วก็เป็นสุข ๆๆ: นั้นมันสุขของคนบ้า หรือ เป็นสุก ก สะกด ; มันเผาให้ร้อนอยู่ตลอดเวลา. สุกอย่างนั้นอย่า ไปเอามา.
น.34 ๒๖ จงเอาความสุขเมื่อพอใจตัวเองได้ ว่าเราเป็น มนุษย์ที่ถูกต้อง. เราได้ทำทุกอย่างของความเป็นมนุษย์ ที่ถูกต้อง; เราก็พอใจ. ความพอใจนั้นเป็นความสุข โดยอัตโนมัติ; ไม่ต้องไปคิดว่าจะเป็นความสุข, ตั้งท่า จะเป็นสุข, บังคับให้เป็นสุข นี้ไม่ต้อง, ไม่ต้อง. ขอให้ ทำอะไรชนิดที่พอใจตัวเอง, ชื่นใจตัวเอง, พอใจตัวเอง, รัก ตัวเอง ขึ้นมาแล้วก็เป็นความสุข. เหมือนกับเรามีเงิน; ถ้าเราพอใจในเงินมันก็มี ความสุข. แต่เดี๋ยวนี้เรามี ธรรมะ เราพอใจในความ เป็นมนุษย์ของเรา; เราก็มีความสุข : เป็นความสุข ทางธรรมะ, เป็นความสุขจริง, เป็นความสุขในทางวิญญาณ; นี่ความสุขอยู่ที่นี่. จงทำอะไร ชนิดที่ทำให้เราพอใจ ตัวเองได้. อยากจะสรุปความว่าให้ทำหน้าที่ของตน ๆ ก็แล้ว กัน. มนุษย์เมื่อได้ทำหน้าที่ของมนุษย์ก็พอใจตัวเอง; แต่ว่าเราไม่เหมือนกันทุกคน. เพราะฉะนั้น ก็ ต้อง ทำงานต่างกัน : บางคนอาจจะต้อง กวาดถนน ก็พอใจ
น.35 ๒๗ ก็เป็นสุข, แจวเรือจ้าง ก็เป็นสุข, ล้างท่อ สกปรกก็เป็นสุข, เพราะเราพอใจว่าเราได้ทำหน้าที่ของมนุษย์ เราเป็นมนุษย์. กรรมสร้างเรามา ให้ทำได้แต่เพียงเท่านี้ หรือ อย่างนี้ เราก็ทำซิ ; มันก็เป็นหน้าที่เหมือนกัน ; เมื่อ ทำลงไปแล้ว ย่อมเป็นประโยชน์ในโลกนี้. โลกนี้มันมี หน้าที่ตั้งร้อยอย่าง พันอย่าง หมื่นอย่าง แสนอย่าง. ใคร ทำหน้าที่ไหนสักหน้าที่หนึ่ง ย่อมได้ชื่อว่าทำประโยชน์ แก่โลกนี้ ; ไม่เสียชาติเกิด. เราก็พอใจว่า มีส่วนใน การที่ทำให้โลกนี้มีสันติสุข มีสันติภาพ มีความสมบูรณ์ แห่งความเป็นโลกนี้. คนเป็นชาวนาก็พอใจเมื่อได้ทำนา, เป็นชาวสวน ก็พอใจเมื่อได้ทำสวน, เป็นพ่อค้าก็พอใจเมื่อได้เป็นพ่อค้า, เป็นนักการเงิน นักการธนาคาร ก็พอใจเมื่อได้เป็น, เป็น ทนายความ ก็ พอใจเมื่อได้เป็น; แต่ต้องถูกต้องตาม ธรรมะ ไม่ใช่เป็นอันธพาลขูดรีด. ถ้าเป็นพ่อค้าอันธพาลขูดรีด ก็เอากำไรร้อยเปอร์- เซ็นต์ พันเปอร์เซ็นต์ หมื่นเปอร์เซ็นต์. ถ้าเป็นพ่อค้า ที่คิดแต่ว่าเราจะเป็นเพียงพ่อค้า ให้ความสะดวก สบายแก่
น.36 ๒๘ เพื่อนมนุษย์ , เอากำไรสัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ก็พอแล้ว ; อย่างนี้ไม่มีใครเดือดร้อน. พ่อค้าคนนั้นก็ เป็นคนที่ว่าช่วยทำโลกนี้ให้สมบูรณ์. จะเป็น นักการธนาคาร ก็เหมือนกันแหละ จะช่วย ให้โลกสะดวกและสมบูรณ์เกี่ยวกับเงินทองทรัพย์สมบัติ ก็ได้ บุญนี้ ; เพราะทำให้โลกนี้สะดวกสบาย. แต่ถ้าขูดรีด เอากำไรตั้งร้อยเท่า พันเท่า หมื่นเท่า แสนเท่า ก็เป็นคน ขูดรีด, ก็ทำบาป ไม่ได้บุญ จะพูดเลยไปถึงว่า เป็นทนายความ ; ถ้า เป็น ทนายความที่ประกอบไปด้วยธรรมะ ก็ได้บุญ ; เพราะให้ ความถูกต้องยุติธรรมในโลก แก่ผู้ที่หย่อนความสามารถ หรืออะไรได้ นี้ก็ได้บุญ แต่ถ้าเป็นทนายความขูดรีด เห็นแก่เงิน หลอกลวง ทั้งสองฝ่าย; อย่างนี้เป็นอะไร ก็เรียกเอาเองเถอะ, ไม่รู้จะพูดว่าอะไร. เขาก็เป็นคนบาป เป็นสัตว์นรก, เป็นอะไรก็ได้. ไม่ว่าอาชีพไหน เมื่อทำพอดี ๆ, ถูกต้องตาม ความหมายของอาชีพ อันนั้นแล้ว จะได้บุญไปหมด
น.37 ๒๙ กระทั่งว่าจะ เป็นข้าราชการ เมื่อทำหน้าที่ตรงตามความหมาย ก็ได้บุญด้วย, เป็นครูบาอาจารย์ ยิ่งได้บุญมาก. นี่ได้ยินว่ามีครูบาอาจารย์นั่งอยู่ที่นี่หลายคน, เป็น นักเรียนจะเป็นครูบาอาจารย์ ก็ยิ่งได้บุญยิ่งมีบุญอยู่มาก. อยากจะบอกว่าครูเป็นอาชีพที่ได้บุญ ที่จริงเป็นอาชีพของ พระอริยบุคคล, เป็นอาชีพของปูชนียบุคคล; เพราะ ว่าครูบาอาจารย์คือผู้สร้างโลก. โลกนี้จะดีจะเลวอย่างไร ก็แล้วแต่ว่าครูบาอาจารย์ สร้างเด็ก ๆ ขึ้นมาอย่างไร. ถ้าครูบาอาจารย์สร้างเด็ก ๆ ขึ้นมาดี ก็มีผู้ใหญ่ดี โลกนี้ก็เต็มไปด้วยคนดี; โลกนี้ ก็มีความสุข. ถ้าครูบาอาจารย์เลวสร้างเด็ก ๆ ขึ้นมาเลว ก็เป็นพลเมืองที่เลว ; โลกนี้มันก็เลว. เราจึงควรจะถือว่า เป็นครูบาอาจารย์คือผู้สร้างโลก จริง ๆ ยิ่งกว่าพระเจ้า ที่ เขาละเมอ ๆ เสียอีก. นี่มันเห็นอยู่ชัด ๆ ไม่ต้องละเมอ ว่าครูบาอาจารย์ เป็นผู้สร้างโลก, สร้างเด็ก ๆ ขึ้นมาอย่างไร พลเมืองมันก็ เป็นอย่างนั้น, พลเมืองเป็นอย่างไร โลกมันก็เป็นอย่างนั้น นี่เป็นเพียงแต่ เป็นครูให้ถูกต้อง เท่านั้น ก็ได้บุญ
น.38 ๓๐ นี้โดยถือเป็นหลักว่าใครทำหน้าที่ของตน ๆ อย่าง ถูกต้องแล้ว คนนั้นได้บุญ : นับตั้งแต่คนกวาดถนนขึ้นไป, เป็นพระราชามหากษัตริย์ เป็นจักรพรรดิ, เป็นอะไรก็ตาม, ทำหน้าที่ของตนอย่างถูกต้องแล้วล้วนแต่ได้บุญ . เป็น ประชาชนคนหนึ่งก็ได้บุญ ที่ทำให้โลกนี้มันสมบูรณ์ขึ้นมา เราสรุปความว่า เมื่อได้ทำหน้าที่แล้วก็ได้บุญ, แล้วก็ควรจะพอใจ. ถ้าไม่พอใจก็โง่เต็มที่; ไม่มีอะไร ควรจะพอใจแล้ว ถ้าไม่พอใจในสิ่งที่ควรพอใจ แล้วก็ไม่มี โอกาสจะพอใจ; ไม่มีอะไรพอใจ มันก็เป็นโรคประสาท แหละ. ถ้าเราแต่ละคนไม่มีอะไรเป็นที่พอใจอยู่ตลอด เวลาก็เป็นบ้า, เป็นโรคประสาทแล้วก็เป็นบ้า, แล้วก็เป็น โรคจิต แล้วก็ตาย. หรือว่าถ้าไม่ถึงนั้น ไม่ถึงขนาดนั้น ก็เป็นโรค กระเพาะเรื้อรัง, เป็นโรคหลาย ๆ โรค ที่กำลัง เป็นกันอยู่, ไม่มีความสงบสุขได้; เพราะมันไม่ชื่นอก ชื่นใจตัวเองเสียเลย ไม่เคยนึกถึงความพอใจตัวเอง เป็น ข้อที่ ๔, เป็นธรรมะข้อที่ ๔, ช่วยให้มีธรรมะข้อที่ ๔.
น.39 ๓๑ ทีนี้ข้อสุดท้ายก็คือ ข้อที่ห้า ก็คือ นับถือตัวเอง ยกมือไหว้ตัวเองได้. ที่นั่งอยู่ที่นี่ทุกคนขออภัยจะถามว่า ใครมีความดีจนยกมือไหว้ตัวเองได้ ? ลองยกมือไหว้ตัวเอง เดี๋ยวนี้ได้ไหม ? ที่นั่งอยู่ที่นี่ทุกคน ใครรู้สึกว่าตัวเอง มีความดีอยู่ในตัว พอจะยกมือไหว้ตัวเองได้ ? นี่มัน ฉากสุดท้ายอยู่ที่นี่ คือนับถือตัวเองได้ ถ้ามองดูตัวเองแล้วมันรังเกียจกินแหนงตัวเอง, ไหว้ไม่ลงอย่างนี้ ; ยังไม่เป็นมนุษย์ดอก, ยังไม่สมบูรณ์. ถ้ายิ่งดูยิ่งสอดส่อง ยิ่งใคร่ครวญ ย้อนหลังไป ก็โอ๊ะ ! มีแต่ ความดี ยกมือไหว้ตัวเองได้ โดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องนึก ต้องคิด ; นี้ใช้ได้ ถึงที่สุด. เรื่องจบแค่นี้แหละ จบที่ยกมือไหว้ตัวเองได้. หลังจากพอใจตัวเองมีความสุขแล้ว ไม่มีอะไรอีกแล้ว, ถึง ที่สุดแห่งความเป็นมนุษย์แล้ว, ก็ยกมือไหว้ตัวเองได้ ก็ เรียกว่าเคารพตัวเอง. เอาทบทวนกันอีกสักทีเดี๋ยวมันจะลืม : ๑. รู้จัก ตนเอง, ๒. เชื่อตัวเอง, ๓. บังคับตัวเอง, ๔. พอใจตัวเอง , ๕. เคารพตัวเอง.
น.40 ๓๒ ทั้ง ๕ อย่างนี้ เป็นหลักธรรมะในพระพุทธศาสนา มีชื่อเรียกเป็นภาษาบาลี ; แต่ไม่อยากจะเอามาพูด มาบอก มันยุ่งหัว มันจำยากมันมากมาย : มีศรัทธาในตัวเอง มีความรู้ มีปัญญา มีความรู้จักตัวเอง มีศรัทธาในตัวเอง มี ทมะบังคับตัวเอง, มีความพอใจตัวเอง ที่เรียกว่า สันโดษ หรืออะไรก็แล้วแต่ ; มีอีกหลายคำ แล้วก็มี ความนับถือ ตัวเอง คือ เคารพตัวเอง , มีความเคารพตัวเอง มี คารวตา - ความเคารพในความดีความงามของตนเอง. เมื่อก่อนพวกฝรั่งเขาก็ถือหลักอย่างนี้, เมื่อฝรั่ง เขายังดี ๆ อยู่ เขารู้จักตัวเอง. เขาเรียกว่า self knowledge, self knowledge รู้จักตัวเอง, แล้วเขาเชื่อตัวเอง self confidence, confidence ไว้ใจ หรือเชื่อ, เขาก็เชื่อตัวเอง, แล้วเขาบังคับตัวเอง. self control, control บังคับตัวเอง แล้วก็พอใจตัวเอง มี self contentment, contentment ที่แปลว่า สันโดษ หรือยินดี หรือพอใจ, พอใจตัวเอง ในที่สุดก็ไหว้ตัวเองได้ self respect, respect เคารพ ตัวเองไหว้ตัวเองได้. แต่ฝรั่งเดี๋ยวนี้ที่จะเป็นอย่างนี้หาทำยา ยากเหมือนกัน.
น.41 ๓๓ เมื่อก่อน เมื่ออาตมายังเด็ก ๆ อยู่ ได้ยินฝรั่งที่เขา มาเมืองไทย เขามาโอ้อวดแต่เรื่องนี้ จนเมืองไทย จนคน ไทยต้องยอมรับนับถือเขาแหละ ; เดี๋ยวนี้ฝรั่งเช่นนี้ก็ค่อย หายไป ๆ พอพวกฝรั่งเขา เริ่มละทิ้งศาสนา, เริ่มละทิ้ง ธรรมะ เรื่องเหล่านี้ก็หมดไป. นี่เราไปตามกันเขานะ เราไปตามกันฝรั่งเรื่องจะละทิ้งสิ่งเหล่านี้เข้ามาอีก; เราก็ จะไม่มีอะไรเหลือเหมือนกัน. ฉะนั้น เราควรจะมีการศึกษาสมบูรณ์ ไม่เป็น หมาหางด้วน, ไม่เป็นเจดีย์ยอดด้วน. ช่วยกันภาวนาให้ การศึกษาของเราสมบูรณ์ ไม่เป็นหมาหางด้วน, ไม่เป็น เจดีย์ยอดด้วย. เดี๋ยวนี้ก็มีครูบาอาจารย์นั่งอยู่ที่นี่มาก, นักเรียน นักศึกษาก็มาก จะเป็นนักเรียนครูก็มี. ขอฝากไว้ว่า ช่วยกันไปทำให้การศึกษามีระบบ ที่สมบูรณ์ ; ไม่แหว่งเหมือนกับหมาหางด้วน คือเรียน กันแต่วิชาหนังสือกับอาชีพ ไม่เรียนธรรมะ. เรียนแต่ หนังสือกับอาชีพจบแล้ว ไม่รู้ว่าจะเป็นมนุษย์กันอย่าง ไร, ไม่รู้ว่าจะเป็นมนุษย์กันอย่างไร ทั้งที่มันรู้หนังสือมาก และมีอาชีพดี ร่ำรวย. นี่เราเรียกว่า ระบบการศึกษาที่
น.42 ๓๔ แหว่งเว้าอยู่ ไม่สมบูรณ์ : เปรียบเหมือนหมาหางด้วน ไม่น่าดู. จะพูดให้ไพเราะสักหน่อย พูดว่าหมาหางด้วนเขา โกรธ เขาด่าเอา ; ก็พูดว่า เหมือนกับเจดีย์ยอดด้วน. เจดีย์ยอดด้วนก็ไม่น่าดู ; มีแต่ฐานกับองค์, ดูบางทีเหลือ ครึ่งองค์นี้มันไม่ไหวเหมือนกัน. ไปทำให้เจดีย์มันสมบูรณ์ มียอด มีอะไรครบถ้วน, เป็นการศึกษาที่สมบูรณ์. เมื่อมีการศึกษาสมบูรณ์แล้ว คนเราก็จะมีอย่าง ที่ว่า มีการรู้จักตัวเอง เชื่อตัวเอง บังคับตัวเอง พอใจ ตัวเองได้ แล้วก็ นับถือตัวเอง ในที่สุด เพราะการศึกษา มันสมบูรณ์. นี่ครูจะได้บุญมาก เพราะช่วยทำให้มนุษย์ เป็นอย่างนี้ เหมือนกับรับใช้พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านก็ต้องประสงค์ให้เป็นอย่างนี้, ท่านก็สอนธรรมะไว้อย่างนี้, ให้พวกเรามาช่วยกันหน่อย สนองพระพุทธประสงค์ : ช่วยกันปลุกปล้ำให้การ ศึกษาสมบูรณ์, ให้ลูกเด็ก ๆ ของเรา นั่นน่ะ รู้จักตนเอง เชื่อตัวเอง บังคับตัวเอง พอใจตัวเอง เคารพตัวเอง กันให้จนได้
น.43 ๓๕ ห้าอย่างนี้คือวิธีที่จะทำให้เรามีธรรมะ ตอนต้น ก็พูดแล้วนี่นะว่าธรรมะคืออะไร. เดี๋ยวนี้ก็พูดว่า จะมี ธรรมะได้อย่างไร ? ก็ด้วยการปฏิบัติ ๕ ประการนี้ แล้ว จะมีธรรมะ, มีธรรมะกันหมดแหละ, หมดปัญหา ไม่ใช่หมดเนื้อหมดตัว. พอมีธรรมะก็หมดปัญหา, ไม่มี ปัญหา มีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ แล้วมีพระพุทธเจ้าด้วย. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้น เห็นเรา, ผู้ใดเห็นเราผู้นั้นคือเห็นธรรม .. เห็นธรรมคือเห็น ตถาคต, เห็นตถาคตคือเห็นธรรมะ”. เดี๋ยวนี้เราก็มีธรรมะ ก็มีพระพุทธเจ้า, ก็ยิ่งกว่า เห็นเสียอีก. เรากลายเป็นมีพระพุทธเจ้า; ถ้าเราทำ ได้ถึงที่สุดจริงๆ เรานี่แหละจะเป็นพระพุทธเจ้าเสีย เอง; ไม่ใช่องค์ใหญ่ องค์โต ก็องค์นิด ๆ เล็ก ๆ ก็ได้ ถ้าเรามีธรรมะที่เป็นพระพุทธเจ้า. นี่คือธรรมะคืออะไร ? จะมีธรรมะได้อย่างไร พูด กับท่านทั้งหลายล่วงหน้า, อีก ๒ - ๓ วันก็เป็นวันปีใหม่ แล้ว ก็ให้เป็นของขวัญปีใหม่, ซึ่ง ๒ - ๓ วันก็จะมาถึง
น.44 ๓๖ แล้ว. ขอให้ท่านทั้งหลายรับเอาไป ในฐานะที่จะเป็นของขวัญ สำหรับปีใหม่ นับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคมนี้ เป็นต้นไป. พูดกันมามากแล้ว เด็ก ๆ ก็จะโมโห เขาว่าเขาจะไปดูสไลด์ กันต่อไปอีก นี้กินเวลาไปครึ่งชั่วโมงแล้วต้องหยุด ; เดี๋ยวธรรมะ จะแตกกระจายไปหมด. ขอยุติการบรรยายไว้เพียงเท่านี้.
Buddhadasa