Buddhadasa.org
หนังสือตถตาช่วยได้ › อ่านฉบับเต็ม

📖 ตถตาช่วยได้

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ แสดง ณ ลานหินโค้ง ๑ สิงหาคม ๒๕๒๔ — ชุดลอยปทุม · วันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๒๔

📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.9 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาสาฬหบูชา เป็นครั้งที่ ๕ ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงกล่าวเรื่อง อานุภาพ แห่งความถูกต้อง ต่อไปตามเดิม แต่มีหัวข้อย่อยเฉพาะ ในการบรรยายครั้งนี้ว่า ความถูกต้องของพระธรรม. (ปรารภและทบทวน) เราพูดกันถึงเรื่องความถูกต้อง ในฐานะเป็นเรื่อง สำคัญที่สุด แต่บางคนก็อาจจะรู้สึกว่า ไม่น่าสนใจ ไม่จำเป็น * ชุด สัมมัตตานุภาพ, ว่าด้วย ความถูกต้องของพระธรรม. ๑

น.10 ๒ ที่จะต้องมาพูดกันถึงเรื่องนี้. บางคนจะรู้สึกว่า ถูกดูหมิ่น เสียแล้ว ถ้าจะต้องมาพูดกันเรื่องความถูกต้อง ราวกับว่า เราไม่รู้เรื่องความถูกต้อง หรือไม่มีความถูกต้อง. ความรู้สึกของคนทั่วไป รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ถูกต้อง มีความถูกต้อง มีการกระทำที่ถูกต้อง ; ไม่สนใจในเรื่อง ความถูกต้อง โดยถือเสียว่า เป็นเรื่องที่มีอยู่อย่างสมบูรณ์ แล้ว. นั่นแหละ ระวังให้ดี มันจะไม่มีความถูกต้อง ที่เป็นความถูกต้อง ; มันเป็นความถูกต้องของคนนั้น, ไม่ใช่ความถูกต้องของธรรมชาติ หรือของพระธรรม หรือ ของพระเป็นเจ้า. ความถูกต้องของเขา ก็ไม่ทำให้ได้รับ ประโยชน์ ตามที่ควรจะได้รับ จากพระธรรม. เราได้พูดถึงเรื่อง อานุภาพของความถูกต้อง มา ๕ ครั้งแล้ว ทั้งวันนี้ :- ความถูกต้องของความเป็นมนุษย์ นี่ก็รู้สึกว่า ยังไม่ค่อยจะมี ; แต่ทุกคนคิดว่า ตัวเป็นผู้มีความเป็น มนุษย์ที่ถูกต้อง.

น.11 ๓ ความถูกต้องของความเป็นสัตว์ในสังคม แต่ ละคนเป็นสัตว์ในสังคมในโลกนี้ มีความถูกต้อง ในความ เป็นสัตว์ของสังคมแล้วหรือยัง ? ความถูกต้องของความเป็นพุทธบริษัท ก็หมาย ความว่า พุทธบริษัททุกคน มีความเป็นพุทธบริษัทของตน อย่างถูกต้องหรือหาไม่ ? โดย ๔ หัวข้อนี้ได้พูดมาแล้ว. (เริ่มคำบรรยายครั้งนี้) วันนี้จะพูดโดยหัวข้อที่ ๕ ว่า ความถูกต้องของ พระธรรม หรือของพระเป็นเจ้า. ทุกสิ่งมีความถูกต้องตามสภาวะนั้น ๆ. ทุกอย่างมีความถูกต้อง จึงคงอยู่ได้; อย่าง ใน หลักชีววิทยา ที่ว่า สิ่งใดมีความถูกต้อง สิ่งนั้นอยู่รอด สิ่งใดไม่มีความถูกต้อง สิ่งนั้นก็สลายไปแล้ว , และก็ได้มีสิ่ง ที่สลายตัวไปแล้วมากมาย. ในกระแสแห่งวิวัฒนาการ ที่มันไม่มีความถูกต้อง แล้ว ได้สลายตัวไปแล้ว ไม่อยู่ให้เราเห็นในปัจจุบันนี้ นั้น

น.12 ๔ มากเหลือกว่ามาก ; ส่วนที่มีความถูกต้อง แล้วเหลืออยู่ มาจนทุกวันนี้นั้น นับว่ามันเป็นส่วนน้อย. แต่โดยที่ เราไม่เห็น ส่วนที่มันสลายตัวไปแล้ว ; เราก็รู้สึกว่ามันมี แต่ส่วนนี้ คือส่วนที่ถูกต้อง และยังอยู่ให้เราเห็น รวม ทั้งตัวเราเองนี้ด้วย. นี้เรียกว่า ไม่ให้ความเป็นธรรมแก่ความถูกต้อง ; เขาก็ไม่สนใจ ในสิ่งที่เรียกว่าความถูกต้อง, แล้วเขาก็จะ ทำอะไร ให้ถูกต้องถึงที่สุดไม่ได้. ขอให้ทุกคนเหลียวดูรอบตัวของตน ทุกทิศทุก ทาง ; ถ้าดูเป็น หรือมีความรู้จริง จะพบว่า มีความถูก ต้อง ที่แสดงอยู่ที่สิ่งเหล่านั้นทุกสิ่ง. ถ้ามันไม่มีความ ถูกต้อง มันรอดอยู่ไม่ได้ หรือจะมาอยู่ในสภาพเช่นนี้ ไม่ได้. อย่าว่าถึงคนเลย ต้นไม้ทั้งหลายที่เราเห็นอยู่ โดย รอบตัวเรานี้ ที่มันอยู่ ได้นั้นเพราะมันมีความถูกต้อง ; มัน มีความถูกต้องสำหรับจะอยู่ มันจึงอยู่ มันจึงอยู่ในสภาพ เช่นนี้. เราเหลียวไปทางไหน ก็เห็นแต่ต้นไม้. เรา

น.13 ๕ ไม่มองเห็นความถูกต้อง ที่ ทำให้ต้นไม้แต่ละต้นมันยังคงอยู่ และมีอยู่ในสภาพเช่นนี้. นี่ตาของเราไปหยุดอยู่เพียงแค่ต้นไม้ ไม่ลึกลงไป ถึงว่า นั่นแหละคือ ตัวความถูกต้องของธรรมชาติ ที่ทำ ให้มีสิ่งเหล่านี้ปรากฏอยู่ คือต้นไม้ทั้งหลาย. ถ้าผู้ใด เหลียวไปทางไหน เห็นแต่ตัวความถูกต้องโดยรอบด้านแล้ว เรียกว่ามีสายตาที่แหลมคมอยู่. อาตมาคิดว่า อย่าว่าแต่ต้นไม้เลย แม้ก้อนหินนี้ ก็ต้องมีความถูกต้อง ที่จะมาอยู่ที่นี่ในลักษณะอย่างนี้ ; ถ้า มันไม่มีความถูกต้องอย่างนี้ มันก็ไม่ได้มาวางอยู่อย่างนี้. ความถูกต้องของมัน มีเหตุปัจจัยอะไรก็ไม่รู้: แต่คนที่รู้ ก็มี ว่ าทำไมหินก้อนนี้มาวางอยู่ที่ตรงนี้ ? เพราะมีความ ถูกต้องที่จะมาวางอยู่ที่นี่ คือเหตุปัจจัยนั้น ๆ อะไรก็ตาม จะมีชีวิต ไม่มีชีวิต มันต้องมีความถูกต้องของมันใน ลักษณะนั้น มันจึงมาปรากฏอยู่. ต้นไม้ที่ตาย พูดอีกอย่างหนึ่งก็ว่า มันไม่มีความ ถูกต้อง มันจึงต้องตาย ตายแห้ง ตายยืนอยู่ ก็มีอยู่หลาย

น.14 ๖ ต้นในที่นี้. แต่ถ้าฉลาดกว่านั้น ก็มองให้ลึกลงไปว่า เอ้า, มันมีความถูกต้องสำหรับจะตาย, ต้นไม้ต้นนั้น มัน มีความถูกต้องสำหรับจะตาย ; ดังนั้นมันจึงตาย. จะอยู่ ก็อยู่ด้วยความถูกต้อง จะตายก็ตายด้วยความถูกต้อง สำหรับ จะตาย. จำเป็นต้องรู้จักความถูกต้อง เพื่อนำไปสู่จุดที่ปรารถนา. นี่ขอให้ดูความหมายของคำว่า ความถูกต้อง มัน เกี่ยวกับเราอย่างไร ? มนุษย์มีชีวิต มีจิตใจ มีอะไรสูงกว่า สิ่งมีชีวิตเหล่าอื่น ก็ยิ่งจะต้องการความถูกต้องมากกว่าสิ่ง เหล่าอื่น : ถูกต้องในทุกแง่ทุกมุม, แล้วก็ถูกต้องอย่าง ละเอียดสุขุมเสียด้วย. นี่ขอให้ ให้ความหมายแก่คำว่า ความถูกต้อง กันให้เต็มที่อย่างนี้เถิด ทำไมจะต้องพูดกันถึงความถูกต้อง ? ก็เพราะว่า เป็นสิ่งที่สำคัญ เหนือสิ่งอื่นใด, มีความสำคัญเท่ากับว่า พระเจ้าหรือพระธรรม ที่เราเรียกกันอยู่, นั่นแหละคือ ความถูกต้อง ; ถ้าไม่มีความถูกต้อง ก็ไม่มีอะไรที่จะเป็น

น.15 ๗ ไปได้. อานุภาพแห่งความถูกต้อง ทำให้สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป ตามที่มันจะต้องเป็นอย่างไร ถ้าสรุปเอาใจความสั้น ๆ ก็ว่า ความถูกต้องนี้ มัน เป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องรู้ ; เพราะว่าความถูกต้อง จะนำ ไปสู่จุดหมายปลายทาง ที่พึงปรารถนา ; ส่วนความ ไม่ถูกต้องนั้น มันตรงกันข้าม มันทำให้มีจุดจบอยู่ที่ ตรงนี้เอง : ความปรารถนาเป็นไปไม่ได้ เพราะมันไม่มี ความถูกต้อง. ความถูกต้องของมนุษย์ ทำให้มีความเป็น มนุษย์อยู่ได้. ดูความถูกต้องของพระธรรมให้ถูก. ทีนี้อยากจะให้มองลึกลงไป ถึง ความถูกต้องของ พระธรรม ซึ่งในที่นี้ได้แก่ ธรรมชาติ หรือ กฎของ ธรรมชาติ เป็นของถูกต้องอยู่ในตัวเอง. ความเป็น มนุษย์มันรวมอยู่ ในความเป็นของพระธรรม ; พระธรรม มีความถูกต้อง มนุษย์ก็พลอยมีความถูกต้อง ก็อยู่ด้วย กันอย่างมีความถูกต้อง. ที่เรียกว่าพระเจ้านั้น ก็เพราะ ความถูกต้องมีอำนาจเหนือสิ่งใด.

น.16 ๘ ท่านลองคิดดูว่า อะไรจะมีอำนาจเหนือไปกว่า ความถูกต้อง ? แม้ว่าบางคนจะถืออำนาจพลการ เอาความ ผิดมาเป็นความถูกต้อง ; มันก็เป็นความถูกต้องของความ ผิด เป็นความผิดอย่างถูกต้อง สำหรับจะผิด. ทุกอย่าง จะต้องมีความถูกต้อง ตามลักษณะของมัน. ธรรมะในฐานะที่เป็นกฎของธรรมชาติ มีความ ถูกต้องสูงสุดเหนือสิ่งใด ; นี้เราเรียกว่ากฎของธรรมชาติ. ธรรมะในความหมายที่ ๑ คือ ตัวธรรมชาติ. ธรรมะในความหมายที่ ๒ คือ กฎของธรรมชาติ. ธรรมะในความหมายที่ ๓ คือ หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ. ธรรมะในความหมายที่ ๔ คือ ผลที่ออกมาจากการทำหน้าที่. ความถูกต้องนี้มีครบอยู่ในทุกความหมาย แล้วก็สัมพันธ์กัน. มนุษย์ผู้ไม่รู้จักตัวเอง จะมารู้จักพระธรรม หรือ จะมีพระธรรม ได้อย่างไรกัน นั้นเป็นสิ่งที่สุดวิสัย. มนุษย์ไม่รู้จักตัวเอง แล้วจะไปรู้จักพระธรรม ในฐานะ ที่เป็ นกฎของธรรมชาติเป็นต้นอย่างนี้ ได้อย่างไร? มันเป็น สิ่งที่เหลือวิสัย.

น.17 ๙ เขาไม่รู้จักความถูกต้อง, ไม่มีความถูกต้อง, ไม่ สามารถจะใช้ความถูกต้อง, ไม่สามารถจะได้รับผลของความ ถูกต้อง, นี้คือปัญหาที่มีอยู่จริง ในมนุษย์ทุกยุคทุกสมัย ทุกหนทุกแห่ง ; แล้วเขาจะมาพูดว่า ความถูกต้องเป็น เรื่องไร้สาระ ที่จะเอามาพูดกัน. ธรรมะเป็นความถูกต้อง นี้มนุษย์ผู้ไม่รู้จักตัวเอง จะมารู้จักธรรมะไม่ได้ ; แล้วก็จะพาลหาเรื่องเอาว่า ธรรมะ ก็ไม่มีความสำคัญอะไร ไม่ต้องสนใจ. นี้คือมนุษย์บางยุค บางสมัย จะมีความรู้สึกอย่างนั้น. ความจริงแล้ว ตัวความ ถูกต้องของธรรมชาตินั้นมีอยู่ ไม่ต้องเป็นห่วง มันมีอยู่ ; ที่ต้องห่วงก็คือว่า เราจะรู้จักหรือไม่เท่านั้น. เดี๋ยวนี้เราไม่รู้จัก, แล้วก็ยิ่งกว่าไม่รู้จัก ก็คือไม่ อยากจะรู้จัก, ไม่อยากจะสนใจให้รู้จัก ว่าความถูกต้องนั้น เป็นอย่างไร, แล้วอะไรมันจะเกิดขึ้น ? ไม่มีความถูกต้อง ทางกาย มันก็ตายไปแล้ว ไม่มีความถูกต้องทางจิต ก็ เป็นมนุษย์วิปริต ยิ่งกว่าตายแล้วก็ได้. ถึงแม้ร่างกายจะ ไม่ตาย แต่จิตมันไม่มีความถูกต้อง. มีความวิปริตแล้ว

น.18 ๑๐ มันยุ่งยากลำบาก มันเสียหาย ยิ่งกว่าจะตายไปเสียเลยยังดี กว่า. ฉะนั้นขอให้สนใจในสิ่งที่เรียกว่าความถูกต้อง. หัวข้อการบรรยายในวันนี้ว่า ความถูกต้องของ พระธรรม. ขอพูดกลับว่า พระธรรมคือตัวความถูก ต้อง, และในความถูกต้องย่อมมีความถูกต้อง. พระธรรม คือตัวความถูกต้อง : ในตัวพระธรรมเองก็มีความถูกต้อง, ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งอื่นก็มีความถูกต้อง; ฉะนั้นเรา จะต้องถือว่า พระธรรมนี้ยุติธรรม หรือถูกต้อง. มัน เป็นหน้าที่ ที่เราจะต้องน้อมตัวเราไปหา พระธรรม ; ไม่ใช่ว่าจะน้อมพระธรรมมาหาเรา, จะเอา พระธรรมมารับใช้เรา เพื่อกิเลสตัณหาของเรา; อย่างนี้ มันเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าพระธรรมเป็นความถูกต้อง จะ มารับใช้กิเลสตัณหา ซึ่งไม่มีความถูกต้อง อย่างเดียวกับ พระธรรมนี้ มันเป็นไปไม่ได้. ตัวพระธรรมเอง มีความถูกต้อง อย่างที่ถ้าเห็น แล้วจะรู้สึกกลัว. ถ้าเรา มองเห็นใครมีความถูกต้อง มี ความยุติธรรม มีความจริง ประกอบไปด้วยคุณธรรมสูงสุด เราก็จะรู้สึกกลัว รู้สึกเชื่อฟัง เคารพยำเกรง ; แต่เราไม่

น.19 ๑๑ รู้สึก อย่างนี้ ต่อสิ่งที่เรียกว่าพระธรรม ; เพราะไม่ได้ รับคำสั่งสอน หรือไม่ได้รับอะไรก็สุดแท้. เรายังไม่รู้จัก พระธรรม พอที่เราจะเคารพยำเกรงพระธรรม. จึงขอพูดในวันนี้ว่า ความถูกต้องของพระธรรม พระธรรมในความหมายไหน ก็มีความถูกต้องทั้งนั้น, ก็ขอ โอกาสย้ำซ้ำอยู่ที่นี่อีกทีว่า พระธรรม ๔ ความหมายแต่ ละความหมายมีความถูกต้อง. ศึกษาความถูกต้องของ พระธรรมใน ๔ ความหมาย. พระธรรมในความหมายที่ ๑. คือ ธรรมชาติ ทั้งหลายทั้งปวง : มีชีวิตก็มี, ไม่มีชีวิตก็มี, เป็นรูปร่าง ก็มี, ไม่เป็นรูปร่างเป็นแต่นามธรรมก็มี, ตั้งแต่ต่ำที่สุดจน ถึงสูงที่สุด เรียกว่าธรรมชาติ. พระธรรมในฐานะที่เป็น ธรรมชาติ ก็มีความถูกต้องเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ของความ เป็นธรรมชาติเช่นนั้น จึงเป็นธรรมชาติ เป็นความหมาย ที่ ๑ ของคำว่า พระธรรม พระธรรม คือ ธรรมชาติ.

น.20 ที่ ๒ พระธรรมคือกฎของธรรมชาติ นี่พูดได้สั้น ๆ ว่า ในตัวธรรมชาติทุกสิ่ง จะมีกฎของ ธรรมชาติสิงสถิตอยู่ในนั้น เพื่อให้สิ่งนั้นเป็นไปตามกฎ ของธรรมชาติ. ตัวกฎของธรรมชาติยิ่งจะมีความถูกต้อง ขนาดที่มีอำนาจบันดาลสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ให้เป็นไปตาม กฎของธรรมชาติ. ดูตัวเราเองก็แล้วกัน เนื้อหนังร่างกาย ชีวิต จิตใจ นี้เป็นธรรมชาติ, แล้วก็มีกฎของธรรมชาติสิง สถิตอยู่ เพื่อบังคับสิ่งเหล่านี้ ให้เป็นไปตามกฎของ ธรรมชาติ ; มีความถูกต้องตายตัว ในข้อที่ว่า ถ้าเป็น อย่างนั้นแล้วผลจะเกิดขึ้นอย่างนั้น, ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว ผลจะเกิดขึ้นอย่างนั้น, ถ้าเป็นอย่างนั้นผลจะเกิดขึ้นอย่าง นั้น, ถ้าไม่เป็นอย่างนั้นผลก็ไม่เกิดขึ้นอย่างนั้น. นี้เราจะ ต้องการให้ตัวเราอยู่ในสภาพเช่นไร ก็ ควรจัดควรทำให้มีความถูกต้อง ตามกฎของธรรมชาติ เพื่อความเป็นอย่างนั้น. พระธรรมใน ความหมายที่ ๓ ก็คือ หน้าที่ตาม กฎของธรรมชาติ ในตัวเรามันก็ทำหน้าที่ตามกฎของ

น.21 ๑๓ ธรรมชาติ, อวัยวะทุกส่วนทำหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ มันจึงรอดอยู่ได้. สัตว์เดรัจฉานก็ต้องทำหน้าที่ตามกฎ ของธรรมชาติ จึงรอดอยู่ได้. ต้นไม้ต้นไล่นี้ ก็ต้องทำ หน้าที่ให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ จึงรอดอยู่ได้. แม้จะแยกออกเป็นส่วนย่อยที่สุด เป็นเซลล์ เซลล์ หนึ่ง หรือกลุ่มแห่งเซลล์กลุ่มหนึ่ง มันยังมีหน้าที่ ที่ต้อง ทำให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ ; ชีวิตชั่วเซลล์เดียว มันจึงอยู่ได้ ถ้าผิดกฎของธรรมชาติมันก็ตายหมด. หน้าที่ตามกฎของธรรมชาตินี้ มีตั้งแต่สิ่งสูงสุด สิ่งที่มีชีวิตสูงสุด ลงไปถึงสิ่งที่มีชีวิตเล็กน้อยที่สุด เช่น เซลล์เซลล์หนึ่ง เป็นต้น. ทีนี้ ธรรมะในความหมายที่ ๔. คือ ผลที่จะ เกิดมาจากการทำหน้าที่; เมื่อได้ทำอะไรลงไปแล้ว ปฏิกิริยาย่อมจะเกิดขึ้น. ถ้าทำด้วยจิตใจ ด้วยความรู้สึก แห่งจิตใจ ผลมันก็แปลกจากการกระทำ ที่ไม่ประกอบด้วย ชีวิตจิตใจ. ฉะนั้น ก ารกระทำที่ประกอบด้วยความรู้สึก คิดนึกที่เป็นเจตนานี้ มันจึงมีผลละเอียดลึกซึ้งสุขุม

น.22 ๑๔ กว่าสิ่งที่ไม่มีชีวิต หรือไม่มีเจตนา. นี้เราเรียกว่า การ กระทำที่เป็นกรรม, เรียกว่ากรรม มันก็ มีผลแห่งกรรม. เมื่อมีการกระทำ ก็ต้องมีปฏิกิริยากระท้อนออกมา เหมือนกับว่าฟาดลงไป มันก็ดังโผงขึ้นมา อย่างนี้เป็นต้น. เดี๋ยวนี้มัน มีความถูกต้องว่า ทำลงไปอย่างไร, แล้วผล จะเกิดขึ้นอย่างไร ตามกฎของธรรมชาตินั้น อย่างถูกต้อง และตายตัวที่สุด. ในตัวผลของการกระทำหน้าที่ มันก็มี ความถูกต้อง ในฐานะที่เป็นผล ตรงตามเหตุของมันเสมอ. นี่แหละขอให้สังเกตดูให้ดีว่า ธรรมะใน ๔ ความ หมาย ; แต่ละความหมาย มีความถูกต้องอยู่ในตัวมันเอง. ทุกสิ่งขึ้นอยู่ในธรรมะ ๔ ความหมาย. ทีนี้ ทุกสิ่ง ทุกอย่างในสากลจักรวาล ในโลกธาตุ กี่พันโลกธาตุ กี่หมื่นโลกธาตุ มันก็ สรุปได้เป็นเพียงสิ่ง ทั้ง ๔ นี้เท่านั้น ; ไม่มากไปกว่านี้เลย ; คือ ธรรมชาติ อย่างหนึ่ง, กฎของธรรมชาติ อย่างหนึ่ง, หน้าที่ตาม กฎของธรรมชาติ อย่างหนึ่ง, ผลที่ออกมาจากหน้าที่นั้น อย่างหนึ่ง, รวมเป็น ๔ อย่าง ; เป็นตัวธรรมชาติใน

น.23 หรือธรรมะใน ๔ ความหมาย ไม่มีอะไร นอกไปกว่านี้. ขอให้มองในเรื่องนี้ ให้เข้าใจกันเสียก่อน ว่าใน ทุก ๆ โลกธาตุ ยิ่งกว่าจักรวาลนะ. คำว่าโลกธาตุนี้ใหญ่ กว้างยิ่งกว่าจักรวาล มีตั้งพัน ๆ, หรือว่ามีเป็นหมื่นโลกธาตุ, ทั้งหมดนั้น ไม่มีอะไรนอกไปจากสิ่งทั้ง ๔ นี้ : คือตัว ธรรมชาติ อย่างหนึ่ง, ตัวกฎของธรรมชาติ อย่างหนึ่ง, ตัวหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ อย่างหนึ่ง ตัวผลจากหน้าที่ นั้นอย่างหนึ่ง. ใน ๔ อย่างนั้น แต่ละอย่างมีความถูกต้องของมัน เอง. ถ้าใครรู้เรื่องความถูกต้องนั้น ก็สามารถจะทำ ให้เกิดผลได้ ตามที่ตนปรารถนา ; ถ้าไม่รู้เรื่องความ ถูกต้อง ก็ทำให้ถูกต้องไม่ได้ มันก็ไม่มีผลจะเกิดขึ้น ตาม ที่ควรปรารถนา. ธรรมะ ๔ ความหมายมีความถูกต้อง อย่างเฉียบขาดดุจพระเจ้า. ขอให้ระมัดระวัง ในเรื่องความถูกต้องของ ธรรมะ ๔ ความหมายนี้ไว้ให้ดีๆ ในแต่ละความหมายมี

น.24 ๑๖ ความถูกต้อง ชนิดที่เฉียบขาดที่สุด, เป็นธรรมที่สุด แน่นอนที่สุด, แล้วยังสูงสุดด้วย สูงสุดเหมือนกับพระเจ้า. คำว่า พระเจ้า นี้ ความหมายก็คือ สูงสุด คือเหนือสิ่งใด ควบคุมสิ่งทุกสิ่งให้เป็นไป. นี้คือ ตัวความถูกต้อง ที่มีอยู่ในธรรมชาติทั้ง ๔ ความหมาย เป็นเสมือนหนึ่งพระเจ้า ที่มนุษย์จะต้อง คล้อยตาม คือมนุษย์จะต้องยอมแพ้. เราไม่ได้พูดถึงบุคคล ไม่ได้พูดถึงว่า บุคคลมี ความถูกต้อง แล้วเราจะยอมแพ้; นี้ไม่จริง. เราพูด ถึงธรรมชาติหรือพระธรรม ที่มีความถูกต้อง ชนิดที่ มนุษย์จะดื้อดึงไปไม่ไหว. ฉะนั้น จึงต้องประจบพระเจ้า, อ้อนวอนพระเจ้า, ขอร้องพระเจ้า ประจบประแจงพระเจ้า, บูชาพระเจ้า. อ้อนวอนพระเจ้า คือขอสมัครทำตาม กฎของพระเจ้า, ตามความประสงค์ของพระเจ้า; เหมือน กับว่าลูกเด็ก ๆ อ้อนวอนพ่อ อ้อนวอนแม่ ขอนมกิน ขอ สตางค์ ใช้ ขออะไรทำนองนั้นแหละ. เรียกว่า เรามีพระเจ้าเป็นสิ่งสูงสุด และ ใน พุทธศาสนานี้เรียกว่าพระธรรม. ศาสนาอื่นเขาเรียกว่า

น.25 ๑๗ พระเจ้า; เราอย่าไปขัดคอเขา เขาอยากเรียก พระเจ้า ก็เรียกไป เพราะเขาหมายถึงสิ่งสูงสุด มีอำนาจสูงสุด คือ อำนาจของความถูกต้อง อย่างที่กล่าวมาแล้ว. เราเรียก กันในพระพุทธศาสนาว่า พระธรรม ในฐานะที่เป็น สัจจธรรม สัจจธรรม จำไว้ให้ดี ๆ คือ ตัวความจริง; นั่นแหละคือ ตัวความถูกต้อง. พระธรรม ก็คือ ความถูกต้องของความถูกต้อง; ความถูกต้องของความถูกต้องนั้น ฟังคล้ายกับพูดเล่น; แต่ ไม่ใช่พูดเล่นนะ. ความถูกต้องของความถูกต้อง ถ้ามัน ไม่ใช่ความถูกต้อง มันก็ไม่มีความถูกต้อง ในสิ่งที่ถูกต้อง จึงจะมีความถูกต้อง; ฉะนั้น ความถูกต้องอันนี้ คือความ ถูกต้องของพระธรรม. ดูให้ดีเถอะ พระธรรมนี้น่าเกรงขามเท่าไร ? พระ ธรรมมีความถูกต้องเฉียบขาดในตัวเอง อย่างนี้; พูด ภาษาบุคคลาธิษฐานก็ต้องพูดว่า เป็น สยมฺภู. สยมฺภู คำนี้มันเป็น ภาษาอินเดีย ที่ เล็งถึงพระ- เจ้า. พระเป็นเจ้านั้นเขาเรียกว่า สยมฺภู : สยํ แปลว่า

น.26 ๑๘ เอง, ภู แปลว่า เป็น หรือ ทรงอำนาจ ทรงอำนาจเอง หรือ เป็นเอง เรียกว่า สยมฺภู. สิ่งที่เป็น สยมฺภู นั้น ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่าพระ- ธรรม. ถ้าให้เป็นพระเจ้า ก็ต้องเป็นพระเจ้าชนิดที่เป็น พระธรรม; เป็นอย่างอื่นเป็นสยมฺภูไม่ได้. ถ้าพระอิศวร ยังกินกุ้งอยู่ เหมือนในเรื่องที่เล่ากันแล้ว ยังเป็น สยมฺภู ไม่ได้. พระอิศวรจะต้องไม่ใช่เป็นสัตว์ที่มีความรู้สึก แล้ว อยากจะกินกุ้ง เหมือนในนิทานนั้น มันเป็นไปไม่ได้. มันต้อง เป็นกฎของธรรมชาติ ที่เฉียบขาด อย่างใดอย่าง หนึ่ง เหมือนสิ่งทั้งปวง จึงจะเรียกว่าเป็น สยมฺภู. สิ่งที่มีอำนาจเฉียบขาด อย่างนั้น คือพระธรรม; เพราะฉะนั้น พระธรรมนั่นแหละเป็น สยมฺภู คือเป็น พระเป็นเจ้า เหนือสิ่งใดทั้งหมด อยู่ในตัวเอง, และสิ่งที่ จริงและเองอย่างนี้มีสิ่งเดียว, ไม่ต้องพะว้าพะวง ให้มีพระ เจ้าหลายองค์, หรือให้มีพระธรรมหลายองค์ มีสิ่งเดียว. ในฐานะที่เป็นสิ่งถูกต้องสูงสุด บาลีก็มีว่า เอกํ หิ สจฺจํ น ทุติยมตฺถิ - ของจริงนั้นมีสิ่งเดียว สิ่งที่สองไม่มี สำหรับ ความเป็นของจริง.

น.27 ๑๙ พระธรรมมีความจริงเป็นพระสัมภู เป็นพระ เป็นเจ้า แต่เพียงองค์เดียว; มีความถูกต้องนั้นเองเป็น ตัว มีตัวความถูกต้อง เป็นตัวความถูกต้อง ความถูกต้อง ของความถูกต้อง นี่เป็นสยัมภู คือเป็นพระเจ้า. ฉะนั้น จึงไม่เป็นอะไรได้ นอกจากเป็นความถูกต้อง. ขอให้รู้จัก ความถูกต้องของพระธรรมเอาไว้ ในลักษณะอย่างนี้ก่อน. ความถูกต้องของมนุษย์ ขึ้นอยู่กับความต้องการ. ทีนี้ก็มาดูความถูกต้องของมนุษย์ ที่พูดมาแล้ว มันเป็นความถูกต้องของพระธรรม หรือของพระเป็นเจ้า. ทีนี้มาดูความถูกต้องของมนุษย์ ความถูกต้อง ของมนุษย์นั้น มันขึ้นอยู่กับความต้องการของเขา เขา คือมนุษย์ เขา ต้องการอย่างไร เขาก็ว่าอย่างนั้นแหละ ถูกต้อง. ฉะนั้น ความถูกต้องของมนุษย์ มันจึงขึ้นอยู่กับ ความต้องการของมนุษย์ ความต้องการของเขาขึ้นอยู่กับ ตัวเขา.

น.28 ๒๐ ตัวเขา หรือ ตัวมนุษย์ นั้น มัน เป็นเพียงมายา เป็นอนัตตา มิใช่เป็นตัวตนอันแท้จริง เป็นไปตามเหตุ ปัจจัยปรุงแต่ง เป็นร่างกายขึ้นมา ตามธรรมชาติ ตาม กฎของธรรมชาติ, แล้วเผอิญคิดนึกได้, แล้วมีอะไรมาแวด- ล้อมความคิดนึก, จนคิดนึกขึ้นมาว่า ตัวกู ตัวกู - ของกู กูต้องการสิ่งใดสิ่งหนึ่ง. นี้ถ้าถือตามพระบาลีแล้วก็น่าหัวที่สุดแหละ. ความรู้สึกในจิตของมนุษย์ที่จะรู้สึก ว่าตัวกูนั้น มาทีหลัง. จิตไป หลงรัก อะไรเข้า แล้วอยากจะได้ สิ่งนั้น, ยึดถือ หมายมั่น ในสิ่งนั้น ด้วยความอยากอย่างยิ่งแล้ว ความ รู้สึกว่า ตัวกูจึงจะค่อยเกิดมา เป็นความรู้สึกว่า ตัวกู แล้วกูก็ต้องการ. นี่มันน่าหัวที่ว่า ตัวกู นั่นมันเพิ่งเกิดทีหลัง ของกู; มันหลงรักในสิ่งใด อยากได้ในสิ่งใด เสียก่อน จึงเกิดความรู้สึกตัวกูผู้อยาก; เพราะว่ามันเป็นมายา มัน จึงเป็นอย่างนั้น มันเกิดการกระทำได้ก่อนผู้กระทำ เหมือน ไก่มันจะเกิดก่อนไข่ อย่างนี้.

น.29 ๒๑ อันนี้เป็น ใจความสำคัญของเรื่องอนัตตา ไม่ใช่ ตัวตน : ความรู้ว่าตัวตน เพิ่งเกิดเมื่อมีความอยาก; จิตมีความอยากไปได้ตามธรรมชาติ, ธรรมชาติทำให้ จิตอยากได้อย่างรุนแรง. เมื่อ จิตเกิดความรู้สึกอยาก แล้วความรู้สึกอยากนั้น จะปรุงให้เกิดความรู้สึกอันถัดมา คืออุปาทาน รู้สึกขึ้นมาว่าตัวกู. ฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า ตัวกู จึงเป็นของเหลวคว้าง คือ เป็นสักว่ามายา เกิดขึ้นจากการปรุงแต่งของกิเลส ตัณหา; โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คืออวิชชา. เขาต้องการ อะไร ก็ต้องการไปตามความรู้สึกของตัวเขา ซึ่งเป็นอวิชชา ตัวเขา - ตัวกู คลอดออกมาจากอวิชชา ตัณหา อุปาทาน; ดังนั้น ความถูกต้องของตัวกู ก็เป็นเรื่องอวิชชา ตัณหา อุปาทาน ไปหมด. นี่ความถูกต้องของมนุษย์ มันจึงเหมือนกันไม่ได้ กับความถูกต้องของพระธรรม; เพราะว่าความถูกต้อง ของมนุษย์ มันขึ้นอยู่กับความต้องการของมนุษย์นี้. ส่วน ความถูกต้องของพระธรรมนั้น ไม่ขึ้นอยู่กับความต้อง

น.30 ๒๒ การของสิ่งใด แต่เป็นตามกฎของธรรมชาติ ซึ่งสูงสุด และ เฉียบขาด. ฉะนั้นเรา อย่าไปบูชา ความถูกต้องของเราให้ มากนัก; ควรจะหยุดไว้ก่อน, ดูเสียก่อน ว่าตัวเรานี้มัน คืออะไร? ในกรณีนี้ ตัวเราคืออะไร? วันหนึ่งคืนหนึ่ง มีเรื่องต่าง ๆ หลาย ๆ กรณี ในทุกกรณีพอเข้ามาผูกพัน กับเราแล้ว มันจะเกิดความรู้สึกว่าตัวเรา, ตัวกู เกี่ยวกับ กรณีนั้น ๆ ขึ้นมาเสมอ. ความอยากของมนุษย์มาจาก อวิชชา ตัณหา อุปาทาน. ตัวเรา หรือ ตัวกู วันหนึ่งเกิดได้ไม่รู้กี่ครั้ง : ไม่รู้กี่สิบครั้ง แล้วแต่สิ่งแวดล้อมที่มันแวดล้อมเข้ามา แล้ว ก็ปรุงจิตคิดว่าเป็นตัวเรา. เราจะต้องทำอะไร, เราจะได้ อะไร, เราจะต้องรับผิดชอบอะไร, เราจะหนักอกหนักใจ หรือจะอะไรก็ตาม, นี่มันเป็น ตัวเรา ที่ปรุงขึ้นมาจากสิ่ง ต่างๆ ที่แวดล้อมเข้ามา ตามธรรมชาติ; มันก็เรื่อง

น.31 ๒๓ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวหนัง, ทาง ๕ ทาง นี้ จะแวดล้อมเข้ามา แล้ว ปรุงให้เกิดความคิดอยาก ; พออยากก็มีตัวกูผู้อยาก. ในส่วนตัวคน ส่วนบุคคล ก็เป็นอย่างนั้น ที่ เกี่ยวกับผู้อื่น มันก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน. ผู้อื่นมา เกี่ยวข้องกัน ทำให้เกิดความอยากเป็นเรา เป็นเขา เป็น ความต้องการของเรา ของเขา ล้วนแต่มาจากอวิชชา ตัณหา อุปาทาน ของแต่ละคน อวิชชา คือ ความไม่รู้, สภาพที่ปราศจากความรู้ ; เมื่อไม่มีความรู้นั่นแหละ เรียกว่า อวิชชา เป็นของธรรมดา เป็นของยืนพื้น เป็นธาตุประจำโลก. นี่ตามหลักของพระพุทธศาสนามีว่าอย่างนี้ ถ้า ไม่เคยได้ฟัง ก็ฟังเดี๋ยวนี้ก็ได้ ว่าสิ่งที่เรียกว่า อวิชชา คำนี้ แปลว่า ไม่มีวิชชา คือ ไม่มีความรู้. อวิชชา ไม่มีความรู้ ปราศจากความรู้ นี้เป็นธาตุ, ธา - ตุ นะ ธา - ตุ คือธาตุ ตามธรรมชาติ มีอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง. ทุกโลกธาตุ, ทุกจักรวาล, มีธาตุอยู่ ธาตุหนึ่งที่ร้ายกาจที่สุด คืออวิชชา- ธาตุ. พอ เมื่อใดจิตใจ ของบุคคลใด ไม่มีสติปัญญา

น.32 ๒๔ ควบคุมอยู่ หรือควบคุมไว้ อวิชชาธาตุก็เข้าครองจิตใจ ของบุคคลนั้น ; ทำให้บุคคลนั้นทำอะไรไป ตามอำนาจ ของอวิชชา. นี่น่าเวทนาสงสารที่สุด ที่ มนุษย์เกิดมา จากท้อง พ่อแม่ ไม่มีความรู้ ไม่มีสติปัญญาติดมาด้วย; ฉะนั้น มันจึงเป็นที่ว่าง ที่ทิ้งไว้ให้ ปล่อยไว้ สำหรับ อวิชชาจะเข้า ไปจัดการปรุงแต่ง. ฉะนั้น ลูกเด็ก ๆ ลูกเล็ก ๆ นี้ พอมีอะไรเกิดขึ้น มันไม่มีวิชชา ปัญญาที่ไหนจะมาต่อสู้ มันก็ต้องปล่อยไป ตามธรรมชาติ; ดังนั้น อวิชชาธาตุก็เข้าไปครอบงำ. ฉะนั้นเด็กนั้นก็จะต้องเป็นไปตามอำนาจของอวิชชา : โดย สรุปแล้วก็คือว่า มันจะรักในสิ่งที่น่ารัก, มันจะเกลียดใน สิ่งที่น่าเกลียด, มันจะกลัวในสิ่งที่น่ากลัว, ตามอำนาจของ อวิชชา ไม่ใช่ความจริง. นี้ ทำไมเรียกว่า อวิชชา? เพราะมัน ยังเป็นเรื่อง ผิด, ไม่ต้องกลัวก็ได้ ไม่ต้องเกลียดก็ได้ ไม่ต้องยินดียินร้าย ไม่ต้องเสียใจ ไม่ต้องดีใจ ก็ได้; แต่อวิชชามันได้ทำให้

น.33 ๒๕ ทารกนั้นจะต้องเกิดความรู้สึก เสียใจบ้าง ดีใจบ้าง ยินดี บ้าง ยินร้ายบ้าง รักบ้าง โกรธบ้าง ซึ่งเรียกว่ากิเลส นั่นแหละ โตขึ้นมาตามลำดับ ก็มี, กิเลสที่มั่นคง. อันนี้จะยืนพื้นอยู่เป็นอวิชชาเคยชิน มันก็ปรุงให้ เกิดความรู้สึกเป็นตัวตน เป็นตัวกู เป็นของกูได้ โดยอวิชชา นั้น; ตัวตนนั้นจึงไม่ใช่ของจริง มันเป็นเพียงผลผลิต ที่อวิชชามันผลิตออกมา. นี้เรียกว่าอวิชชา. เพราะเด็กเขาไม่มีวิชชา ไม่มีปัญญา อวิชชาธาตุ ก็เข้าสิงเขา; เพราะฉะนั้นทารกนั้นจึงทำอะไรไปตาม อวิชชา; เช่นรัก เช่นไม่รัก จนกระทั่งเกิดตัวกูผู้รัก ตัวกูผู้เกลียด ตัวกูผู้โกรธ ตัวกูผู้จะฆ่าใครสักคนหนึ่ง นี่ตัวตนของอวิชชา ไม่มีความถูกต้อง ตาม ทำนองของธรรม มันก็มีความถูกต้องไปตามทำนองของ อธรรม; มีความถูกต้อง ฝ่ายที่จะให้เกิดความทุกข์ หรือ วิกฤตการณ์. ถ้ามีความรู้จริง มันก็รู้การกระทำที่ตรงกันข้าม, หรือเป็นไปในทางที่ให้บุคคลอยู่อย่างมีสันติสุข ให้โลกอยู่ อย่างมีสันติภาพ.

น.34 ๒๖ ฉะนั้น ความต้องการของมนุษย์ มัน ขึ้นอยู่กับ ความต้องการแห่งตัวเขา ซึ่งปรุงขึ้นมาจากอวิชชา เป็น ตัณหา แล้วเป็นอุปาทาน ว่าตัวกู ว่าของกู. ดังนั้นความ ถูกต้องของมนุษย์ จึงไม่สามารถจะตรงกับความถูกต้องของ ธรรม นี่หมายถึงมนุษย์ธรรมดา, มนุษย์ธรรมดาที่ไม่ได้ มีธรรมเป็นตัว; แต่ว่าเป็นมนุษย์ของอวิชชา ของความ ไม่รู้ ความถูกต้องของมนุษย์ จึงไม่อาจจะตรงกับความถูก ต้องของพระธรรม ซึ่งมิใช่อวิชชา. เมื่อใดมีธรรมะอันถูกต้องจึงจะมีปัญญา และวิชชา. ต่อ เมื่อใด มนุษย์มีธรรม จะโดยวิธีใดก็ตาม เถอะ; มนุษย์นั้นมีธรรม คือเป็นตัวธรรม โดยมีความ ถูกต้องของธรรมอยู่ในตัวมนุษย์ มนุษย์เป็นธรรมเสียเอง หรือตัวธรรมนั้นเป็นมนุษย์เสียเอง จึงจะมีความถูกต้องที่ ตรงกัน. ฉะนั้นโดยหลักธรรมะ ก็มีอยู่ว่า ให้มีตนเป็น ธรรม, ให้มีธรรมเป็นตน. ถ้าใครจะมีตนกันบ้าง ก็อย่า

น.35 ๒๗ เอาอวิชชา ตัณหา มาเป็นตัวตน ; ให้เอาธรรมะเป็นตน เอาตนเป็นธรรม เอาธรรมะเป็นตน เอาตนเป็นธรรมะ ให้มีเนื้อตัวแห่งตนที่เป็นธรรมอยู่ทุก ๆ คน ทุก ๆ ปรมาณู. ขอให้เราทุกคนมีตนเป็นธรรม มีธรรมเป็นตน ก็ได้ แล้วแต่จะเรียก. ขอให้เอาธรรมมาเป็นตน; เพราะว่า เดี๋ยวนี้มีปัญญา มีวิชชา รู้ว่าอะไรเป็นอะไร; ก็เอา ความถูกต้องของธรรมชาติมาเป็นตน; ให้ตนดำรงอยู่ ในความถูกต้องของธรรมชาติ. นี้เรียกว่า เอาธรรมะเป็น ตน เอาตนเป็นธรรมะ . . . . . . . . . . . . องค์ของพระธรรมสรุปได้คำเดียวว่าตถาตา. มาดูตัวพระธรรมกันเสียที; เมื่อจะต้องเอา ธรรมะมาเป็นตน เอาตนให้เป็นธรรมะ แล้วก็มาดูตัว หรือองค์ ของพระธรรมกันเสียที. องค์พระธรรมนี้มัน เต็มไปหมด มันมากจนเหลือจะบรรยายได้. แต่ถ้าจะสรุป เอาเป็นคำพูดสั้นๆ เพียงคำเดียวแล้ว ธรรมะทั้งหลาย ทั้งปวง ทุกความหมายแหละ, ธรรมะทุกความหมาย

น.36 ๒๘ ทุกประเภท ทุกชนิด ทุกระดับ มาสรุปได้ที่เพียงคำคำเดียว คือคำว่า ตถาตา เป็นเรื่องที่น่าหัว. ตถา แปลว่า เป็นเช่นนั้นเอง. คำว่า ตถาตา แปลว่า ความเป็นเช่นนั้นเอง. มันจะเป็นเช่นนั้นเองตาม กฎเกณฑ์ของมัน คือความถูกต้องของพระธรรมอีกนั่น แหละ แต่มันน่าหัว ที่คำนี้ท่านนิยมเรียกกันมาว่า ตถาตา แปลว่า เป็นเช่นนั้นเอง เป็นอย่างอื่นไม่ได้ ต้องเป็น เช่นนั้นเอง. ตถาตา แปลว่า เช่นนั้นเอง ฟังดูเหมือนกับพูด เล่น ฟังดูเหมือนกับว่าไม่มีอำนาจ ไม่มีกำลัง เป็นของโลเล เลื่อนลอย อะไรสักอย่างหนึ่ง. แต่โดยเนื้อแท้แล้วไม่เป็น เช่นนั้น; เช่นนั้นเอง นั่นแหละ คือธรรม ตัวธรรม, ตัวธรรมคือความเป็นเช่นนั้นเอง, ความเป็นเช่นนั้นเอง คือตัวธรรม. แม้จะเรียกว่า พระเจ้า ก็ได้, ความเป็นเช่นนั้น เองนั่นแหละคือพระเจ้า; เพราะว่าม่ไยอมเป็นอย่างอื่น เป็นแต่อย่างนี้อย่างเดียว, เป็นพระเจ้า มีความเป็น

น.37 ๒๙ เช่นนั้นเอง. อะไร ๆ จะเข้ามาเกี่ยวข้อง กับพระเจ้านั้น ต้อง ทำให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของความเป็นเช่นนั้นเอง. ความถูกต้องทั้งหลาย มารวมอยู่ที่คำคำเดียว ว่า เช่นนั้นเอง; ถ้าไม่ถูกต้อง มันจะเป็นเช่นนั้นเองไม่ได้. ถ้ามันไม่ถูกต้อง มันจะทรงตัวเป็นเช่นนั้นเองอยู่ไม่ได้. มันต้องมีความถูกต้องพอ ครบสมบูรณ์แหละ มันจึงจะทรง ตัวอยู่เป็นความเป็นเช่นนั้นเอง; เหมือนที่พูดมาแล้วตอน ต้นว่า ที่มันอยู่ได้นี้ เพราะมันมีความถูกต้องของมันเอง, เรียกว่าความเป็นเช่นนั้นเอง. คำว่า ตถาตา แปลว่า ความเป็นเช่นนั้นเอง; บางทีก็ เรียกสั้นๆ ว่า ตถตา ก็มี. ความหมายอย่างเดียว กัน มันเป็นเรื่องของภาษา จะพูดให้สั้นเป็น ตถตาก็ได้ เป็นตถาตา ก็ได้ ตถ หรือ ตถา ก็แปลเหมือนกัน มันแปล ว่า เช่นนั้น, ตา นี้มันแปลว่า ความ, ตถาตา ความเป็น เช่นนั้น. ความเป็นเช่นนั้น นี้อยากที่จะจำแนกแจกแจงว่า เป็นอย่างไร; แล้วมันจำแนกแจกแจงไม่ได้ เพราะมันเป็น อย่างเดียว เป็นอันเดียว คือเป็นเช่นนั้น เท่านั้น มันเป็น

น.38 ๓๐ อย่างอื่นไม่ได้ ฉะนั้นธรรมะนี้จึงเป็นสิ่งเดียว เป็นคำเดียว เป็นอันเดียว เหมือนกับว่าเป็นพระเจ้าองค์เดียว พระเจ้า ที่แท้จริงจะมีแต่องค์เดียว จะมีหลายองค์ไม่ได้. คำตถาตามีหลักฐานปรากฏในพระไตรปิฎก. เราควรจะสนใจคำคำนี้ ให้หายข้องใจว่าเป็นคำพูด เล่น ๆ คำว่า ตถาตา ก็มีอยู่ในพระไตรปิฎก ของฝ่าย เถรวาท เรา; แต่ไม่ค่อยมีใครเอาออกมาพูด จนคิดเสีย ว่ามันไม่มี แล้วฝ่ายมหายานโน้นเขาเอาไปพูดมาก พูดถึง เรื่อง ตถาตา นี้มาก จนพวกเราที่โง่น่ะ คิดไปว่าเรื่องตถาตา นั้นของฝ่ายมหายาน ไม่ใช่ของฝ่ายเถรวาท. ดูความโง่ ของคนที่ไม่สนใจอะไร. นี้ พวกมหายาน เขาก็สบายไปเลย เขา มีความรู้ เรื่อง ตถาตา ก็ใช้ประโยชน์ได้. เราเถรวาทไม่สนใจกัน พอบอก, พอเอามาพูดให้ฟัง ก็ว่าเป็นเรื่องพูดเล่น. เมื่ออาตมา เอาเรื่อง ตถาตา มาพูดเป็นครั้งแรก มีคนหัวเราะเยาะ หาว่าเป็นเรื่องพูดเล่น, เป็นเรื่องที่โลเล

น.39 ๓๑ พูดเล่น ; เช่นนั้นเองโว้ย, เช่นนั้นเองโว้ย, เช่นนั้นเองโว้ย, เป็นอย่างอื่นไม่ได้โว้ย, นี้. นั่นแหละคือความเฉียบขาดของ พระธรรม ที่ว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง มันเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เมื่อมันเป็นอย่างอื่นไม่ได้ มันก็มีความถูกต้องเต็มที่ จำกัด อยู่ในสิ่งนั้นเพียงสิ่งเดียว. นี้เราเรียกว่า ความถูกต้องของพระธรรม หรือ เป็นตัวธรรม, ตัวความถูกต้องเป็นตัวธรรม, ตัวธรรม เป็นตัวความถูกต้อง. ถ้าจิตยึดเอาความเป็นเช่นนั้นเอง มาเป็นตัว ตนได้ จิตนั้นมันก็ถึงความเป็นเช่นนั้นเอง. จิตนี้จะไม่ทำ ผิดในสิ่งใด ๆ, จะทำถูกทุกสิ่ง, แล้วก็ จะเป็นผู้ที่อยู่เหนือ ความทุกข์ เหนือปัญหา. ผู้ที่ถึงตาตา ผู้นั้นเรียกว่า ตถาคต, พระตถาคต คือพระผู้ถึงตลาดา : มีธรรมะเป็นตัว, มีตัวเป็นธรรมะ, เป็นสิ่งเดียวกับธรรมะ, มีความถูกต้องเป็นธรรมะ, มีความ ถูกต้องเป็นตัว, อย่างนี้เรียกว่า พระตถาคต แปลว่า เป็น เช่นนั้นเอง กลายเป็นผู้คงที่ ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ไม่เปลี่ยนแปลง.

น.40 ๓๒ นี้เรียกว่า พระตถาคต คือความเป็นเช่นนั้นเอง เข้าไปอยู่ในจิตใจใด, คือจิตใจใดรู้แจ่มแจ้งในความเป็น เช่นนั้นเอง, จิตใจนั้นจะหัวเราะเยาะความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ; มันไม่มีตัวกูที่จะเกิดแก่เจ็บ ตาย, มันมีแต่ความเป็นเช่นนั้นเอง. ถ้าว่ามันยังมีชีวิตอยู่ มันก็ เห็นอยู่อย่างนี้ ; ถ้าชีวิตมันดับไป มันก็เลิกกัน มันก็ไม่มี ส่วนไหน หรือโอกาสไหน ที่จะเป็นทุกข์ได้. นี้ ความเป็นเช่นนั้นเอง ไม่ใช่เรื่องพูดเล่น ๆ ; มันเป็นเรื่องของสิ่งสูงสุด เป็นตัวธรรมะ เป็นตัวความถูก ต้องของธรรมชาติ ซึ่งมันจะเป็นแต่เพียงเช่นนั้นเอง. ตถาตา เป็นความถูกต้องอย่างยิ่ง. จะพูดเรื่อง ตถตา บ้าง ต่อไปนี้ ความถูกต้องของ ตถตา, ความถูกต้องของตถาตานี้ ตถาตา คือความเป็น เช่นนั้นเอง ความถูกต้องของตถาตา คือความถูกต้องของ ความเป็นเช่นนั้นเอง นี่มันเป็นความถูกต้อง จนเกือบจะ ต้องเรียกว่าที่ยิ่งกว่าความถูกต้อง คือ เป็นความถูกต้องยิ่ง

น.41 ๓๓ กว่าความถูกต้องใด ๆ, คือความถูกต้องของความเป็นเช่น นั้นเอง. นี้ขอให้ดูว่า สิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอยู่กับเรา มัน จะเป็นอย่างไร ? มัน เป็นไปตามตถาตา คือความเป็น เช่นนั้นเอง. อย่าดีใจ เมื่อถูกลอตเตอรี่ได้รางวัลเป็น ล้าน ๆ นี้; พอไปดีใจ ยินดี ก็สูญเสียความเป็นตถาตา คือมันโง่ไปพักใหญ่. หรือว่า อย่าเสียใจ เมื่อมันเสียเงิน เสียทรัพย์สมบัติไป สักเท่าไรก็ตามใจ; มันเป็นเช่นนั้น เอง ก็ไม่ต้องเสียใจ : ได้มาก็ไม่หลงรัก, เสียไปก็ไม่เสียใจ. ความเจ็บไข้มันก็เช่นนั้นเอง ก็ควรจะหัวเราะ ; ไปกลัว ไปเป็นทุกข์ก็ไม่มีประโยชน์อะไร. พอความเจ็บไข้ มาก็หัวเราะต้อนรับ : เช่นนั้นเอง-เช่นนั้นเอง มาแล้วโว้ย. ถ้ามันเจ็บจน ตาย มัน ก็คือเช่นนั้นเองที่จะต้องตาย. ถ้ามัน หาย มันก็เช่นนั้นเองตามที่มันจะหาย. ฉะนั้นเราจึง ทำอะไรไปได้ โดยไม่ต้องเป็น ทุกข์ : ได้อะไรมา ก็อย่าไปดีใจให้มันเหนื่อย ; มีความรัก ความพอใจ ความอะไร มันก็เหนื่อย เท่ากันกับความที่

น.42 ๓๔ ตรงกันข้าม; เพราะมันต้องยึดถือ; เมื่อมัน ยึดถือ มันก็หนัก มันก็ เหนื่อย. ถ้าเห็นว่ามัน เป็นเช่นนั้นเอง ก็ไ ม่ยึดถือ ก็ไ ม่หนัก; เพราะไม่ถือนี่มันก็ไม่หนัก เมื่อไม่หนักก็ไม่เป็นทุกข์ หรือไม่เหนื่อย. เดี๋ยวนี้คนยิ่งไม่รู้ความจริงข้อนี้ เหมือนกับที่ปู่ ย่า ตา ยาย เคยรู้ในสมัยโบราณ ปู่ ย่า ตา ยาย รู้ธรรมะ ข้อนี้ อย่าดูถูกปู่ ย่า ตา ยาย สมัยก่อนนะ เขาเคยรู้ธรรมะสูงสุด ในข้อ ตถาตา นี้. ฉะนั้น ปู่ ย่า ตา ยาย สมัยนั้นไม่ค่อยเป็นทุกข์ เพราะเขาปลงได้ว่าเช่นนั้นเอง : ถ้าเป็น เรื่องเสีย เด็ก ๆ นั่งร้องไห้อยู่; คนแก่ก็บอกว่า โอ๊ย, มัน เช่นนั้นเอง อย่าไปร้องไห้ให้มันโง่. ถ้า ได้มา มากมันดีใจ เด็ก ๆ มันดีใจ มันกระโดดโลดเต้น; คนแก่ ๆ ก็จะบอกว่า โอ๊ย, อย่าไปกระโดดโลดเต้นให้มันโง่ มันเป็นเช่นนั้นเอง. ฉะนั้นเรื่องต่าง ๆ มันจึง มีความทุกข์น้อย; ธรรมะเข้ามา ช่วยอย่างถูกต้อง, ความถูกต้องของธรรมะเข้ามาช่วย. เดี๋ยวนี้เราไม่มองเห็นความเป็นเช่นนั้นเอง แต่ มองเห็นไปในทางที่ตรงกันข้ามยิ่ง ๆ ขึ้นไป; ฉะนั้น

น.43 ๓๕ อารมณ์จึงรุนแรง รวดเร็ว ฉุนเฉียว อะไรนิดหนึ่งก็รัก เป็นบ้าไปเลย, อะไรนิดหนึ่งก็โกรธเกลียดเป็นบ้าไปเลย, อิจฉาริษยาเป็นบ้าไปเลย หึงหวงเป็นบ้าไปเลย. นี่ความไม่รู้จักเช่นนั้นเอง เอาความโง่ไม่รู้จัก เช่นนั้นเอง มาสร้างอะไรขึ้น แล้วก็เดือดร้อนไปด้วย ผลของความไม่รู้, ไม่รู้ "เช่นนั้นเอง". นี้คนแก่ ๆ สอน ก็ไม่เชื่อ. เหมือนเด็กหญิงคนหนึ่ง ชิงสุกก่อนห่าม ไปมี ครรภ์เข้า; ไม่มีผู้ชายที่รับว่าเป็นพ่อของเด็กในครรภ์ มันจะทำอย่างไร; มันไม่เห็นว่าเช่นนั้นเอง ว่าเรื่องได้ เดินมาโดยกฎแห่งเช่นนั้นเอง มันก็ไม่ยอม มันก็ดิ้นรน อย่างนั้นอย่างนี้. มันไปกินยาตายก็มี, เอาลูกคลอดใหม่ ๆ ใส่ลังไปทิ้งไว้ข้างถนนก็มี, ไม่ยอมรับความเป็นเช่นนั้นเอง. เรื่องอย่างนี้มันก็จะเป็นมากขึ้น ๆ; เพราะว่าไม่ มีหัวใจ ไม่มีหัวใจของพระพุทธศาสนา เข้าไปปกครอง เข้าไปควบคุมจิตใจ; มันไม่มีความถูกต้องของความถูกต้อง ของธรรมชาติ หรือของความเป็นเช่นนั้นเอง. ฉะนั้น เราก็จะได้มีความทุกข์กันมากขึ้น ๆ ในโลกนี้ เพราะ เราไม่

น.44 ๓๖ ยอมรับความเป็นเช่นนั้นเอง ให้ถูกต้อง ไม่ใช้ความ ถูกต้องสำหรับดำเนินชีวิต หรือการงาน. ตถาตา มี ในคัมภีร์เถรวาท ยกมาดูเพียง ๓ เรื่อง. ความถูกต้องของความเป็นเช่นนั้นเอง ใน พระพุทธศาสนานี้ ในคัมภีร์เถรวาทเรานี้ ก็แสดงไว้ มากเรื่อง. ที่สำคัญที่สุด ที่เด่นที่สุด จะยกมาให้ฟัง สัก ๓ เรื่อง : คือเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท เรื่องหนึ่ง, เรื่อง จตุราริยสัจจ์ เรื่องหนึ่ง, แล้วก็เรื่อง สามัญญลักษณะ เรื่องหนึ่ง, ๓ เรื่องเท่านั้นแหละ มันพอ หรือมันเกินแล้ว ที่จะแสดงตถาตา ความเป็นเช่นนั้นเอง ที่จะต้องมอง ให้เห็นเป็นความถูกต้อง. ดูตถาตาในปฏิจจสมุปบาท. ปฏิจจสมุปบาท นั้น แปลว่า อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น - อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น-อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น. นี่เราเหลียว ไปทางไหน, เหลียวไปทางไหน อย่างที่ว่ามานี้จะพบ ข้อเท็จจริง หรือ ความจริงสูงสุด ว่า อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น,

น.45 ๓๗ มันอาศัยเหตุปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วเกิดขึ้น ; จะเป็น สัตว์ เป็นคน เป็นต้นไม้ เป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นอะไร ก็ตาม มันก็ มีการอาศัยกันแล้วเกิดขึ้น. เช่น ต้นไม้ นี้ ต้องอาศัยดินฟ้าอากาศ น้ำ แร่ธาตุ อะไรในแผ่นดิน, หรือตัวแผ่นดินเอง อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น ; ถ้าไม่ได้อาศัยกันแล้ว ไม่มีเกิดขึ้น. ฉะนั้น เมื่อเหลียวไปทางไหน ขอให้มันร้องตะโกน บอกว่า มันอาศัยกันเกิดขึ้น - อาศัยกันเกิดขึ้น. นี่คือคนที่ รู้ธรรมะ ที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา เหลียวไปทาง ไหนจะได้ยินแต่ หรือเห็นแต่ เสียงร้อง เสียงตะโกน ว่า อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น. แม้ ก้อนหินก้อนนี้ มันก็มีปัจจัยอะไรบางอย่าง ที่ทำให้อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น มาเป็นก้อนหินก้อนนี้ และจน กระทั่งมาวางอยู่ที่ตรงนี้. เหตุปัจจัยนั้นคือความต้องการ ของคนคนใดคนหนึ่ง ; แล้วก็มีเครื่องมือที่จะยกก้อนหิน มาวางไว้ตรงนี้. เหล่านี้ ล้วนแต่เป็นเหตุปัจจัย ทั้งนั้น มัน อาศัย เหตุปัจจัยแล้วเกิดขึ้น. ท่านเรียกสั้น ๆ ว่า อาศัยกัน

น.46 ๓๘ แล้วเกิดขึ้น เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท เป็นภาษาบาลี เรียกเป็นไทยว่า ความที่อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น. เป็นกฎแห่งวิวัฒนาการ และวินาศนาการ ใช้ คำสะดวกตามใจชอบหน่อย วิวัฒนาการ - เกิดขึ้น, วินาศ- นาการ -สลายไป. ปฏิจจสมุปบาทเป็นกฎแห่งวิวัฒนาการ และวินาศนาการ, คืออาศัยกันแล้วเกิดขึ้น อาศัยกันแล้ว เกิดขึ้น. แต่ว่า เกิดขึ้นอีกชนิดหนึ่ง นั้น มันเกิดขึ้น ในรูปที่ดับสลายลงไป นี่ความสลายมันเกิดขึ้น อันหนึ่ง อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น ในรูปที่งอกออกมา ๆ เพิ่มเติมออก มา นี่เราเรียกว่า วิวัฒนาการ. อีกทางหนึ่ง มันอาศัย กัน-อาศัยกัน แล้วมันเกิดของใหม่ขึ้นเป็นความสลายลงไป ดับไป สิ้นสุดไป; นี่มันเป็น วินาศนาการ. ฉะนั้น จะเป็น วิวัฒนาการ หรือเป็น วินาศนาการ ก็คือสิ่งเดียวกัน นั่นแหละ ที่อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น แล้ว อาศัยกันแล้วดับลง มันก็คือสิ่งเดียวกัน ตรงที่ว่าเป็นการ อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น. ความดับไม่ใช่มันจะดับได้เอง มันต้องอาศัยปัจจัย อย่างใดอย่างหนึ่งอาศัยกันแล้วก็ดับลงไป. อีกทางหนึ่ง

น.47 ๓๙ อาศัยกัน แล้วก็เกิดขึ้น นี้ก็เกิดขึ้นมา. ฉะนั้น ความเกิด ขึ้น กับ ความดับลงไป มันก็เป็นสิ่งเดียวกันแหละ คือมัน เป็นการอาศัยกันแล้วเกิดขึ้น. นี่เป็นอาการที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท แล้วมัน ยังเล็งถึงว่า ตั้งอยู่ด้วย เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป, เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป ; แต่อาการที่ตั้งอยู่นั้นมันสั้นเกินไป จน เกือบจะไม่ต้องเรียก ; เพราะว่าสักว่าเกิดเท่านั้น พอเกิด แล้วมันก็ดับ. อาการที่ตั้งอยู่มันน้อยไป จนเราไม่ต้อง เรียกก็ได้ แต่ถ้าดูมันก็พอจะมองเห็นแล้ว ว่ามีขณะเกิด ขึ้น แล้วก็ ตั้งอยู่ขณะหนึ่งน้อยมาก แล้วก็ดับไป ; เพราะมันได้อาศัยกันและกัน เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท. ฉะนั้นจึงมีการเกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป, เกิดขึ้น -ตั้งอยู่ - ดับไป, เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป ในทุก ๆ ปรมาณู ที่ประกอบกันขึ้นเป็นร่างกายของเรา, หรือทุก ๆ ปรมาณู ที่มันจะประกอบกันขึ้นเป็นอะไรก็สุดแท้. ทั่วทั้งโลกธาตุ นี้ มัน ไปตามกฎอาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น - ตั้งอยู่-ดับไป, เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป, ละเอียดถี่ยิบ ลึกซึ้ง สุขุม จน มองไม่เห็น.

น.48 ๔๐ เช่นว่า ในเนื้อหนังของเรานี้ มันมี เซลล์ที่ เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป, นี่ในส่วนร่างกาย. ในส่วนจิต มันก็เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป - ตามขณะจิต, ตามขณะจิต กายก็ดี จิตก็ดี มีลักษณะแห่งการเกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป เป็นทั้งหมด, เป็นของทั้งหมด. นี่ เขาถือเอาไปเป็นหลัก ที่เป็นหน้าที่ของพระเจ้า. พระพรหมมีหน้าที่ทำให้เกิดขึ้นมา, พระนารายณ์หรือพระ- วิษณุ มีหน้าที่ควบคุมเมื่อเกิดขึ้นแล้ว, พระศิวะหรือพระ อิศวรนี้ ก็ทำหน้าที่ยุบ ทำให้สลายไป ทำให้ดับไป. พระพรหมคือเกิดขึ้น พระวิษณุคือตั้งอยู่, พระอิศวร คือดับไป. พระเจ้าที่มีอำนาจแท้จริงสูงสุด มีอยู่ ๓ เท่านี้ แหละ, มีอยู่ ๓ องค์ ตามอาการของคำว่า เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป ที่มันได้เป็นอยู่จริง ในทุกอณูของเนื้อหนังร่าง กายของเรา และทุก ๆ ขณะจิต ๆ คำว่า ขณะจิต นี้ บางคนจะไม่รู้ ว่า จิตนั้น มัน เกิด-ดับ, เกิด-ดับ, เกิด-ดับ, ไปตามธรรมชาติ เรียก ว่าขณะหนึ่ง; เร็วมากจนไม่รู้ว่าจะวัดด้วยอะไร. วัดด้วย

น.49 ๔๑ เข็มนาฬิกานี้ มันไม่มีทางจะวัดได้; เพราะมันเร็วมาก กว่านั้น ทุก ๆ อณูฝ่ายวัตถุ และทุก ๆ ขณะแห่งจิตที่เป็น นามนี้ มันเป็นการเกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป. นี่คือ ตัวปฏิจจสมุปบาท เป็นตถาตา ว่ามัน เป็นอย่างนั้นเอง, มันเป็นอย่างนั้นเอง. อวิตถาตา - ไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น, อนัญญถตา - ไม่เป็นไป โดยประการอื่นจากความเป็นอย่างนั้นอิทัป- ปัจจยตา คือ ความที่มีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย แล้วสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. ถ้าผู้ เห็นธรรม ผู้มีธรรม เห็นธรรม แล้ว; เหลียวไปทางไหนจะเห็นสิ่งนี้นะ รอบทิศ รอบทาง ข้างบน ข้างล่าง รอบตัว จะเห็นความเกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป, คือจะเห็นความเป็นอย่างนี้ ไม่เป็นไปโดยประการอื่น คือ ความที่อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น. เพราะมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็น ปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น, เพราะมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. สมมติว่า อุบาสกคนหนึ่ง เห็นก้อนหิน อันนี้เป็น ภาพ ว่า มีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น แล้วก็

น.50 ๔๒ จะไม่ยึดถือ ว่าก้อนหิน; จะเห็นว่าธรรมชาติอันหนึ่ง อาศัย สิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย, สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. เห็นต้นไม้ ก็ รู้สึกเหมือนกันอีก, เห็นดิน เห็นอะไรก็เหมือนกันอีก, เห็น สุนัข ก็รู้สึกเห็นเหมือนกันอีก, เห็นแมว ก็เห็นเหมือนกัน อีก, เห็นคน ก็เหมือนกันอีก, เห็นทุกอย่างเป็นอย่างนี้หมด ก็เรียกว่า เห็นอิทัปปัจจยตา - ความที่มีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย, สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. เดี๋ยวนี้เรา ไม่เห็นอย่างนี้นี่; พอเห็นว่าก้อนหิน เราก็เห็นว่าก้อนหินสวยเข้าที่ หรือไม่สวย หรือเกะกะ หรือ น่าดู. เห็นสุนัขเห็นแมวก็เหมือนกันแหละเราก็จะเห็นไป ในทางว่าเป็นสุนัขเป็นแมว สวยไม่สวย. ถ้าสวยก็ขโมย เอาไปเลย เมื่อเขาไม่ให้. ที่นี่ก็ถูกขโมยเหมือนกันแหละ เพราะเขา ไม่เห็นว่าสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย, สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ก็เลยเห็นว่ามันสวย แล้ว ก็อยากได้; แล้วก็ ทำไปตาม ความอยากได้. ฉะนั้น ความต้องการของเขามิใช่ความ ถูกต้อง มันไม่มีความถูกต้อง. ขอให้รู้จักคำว่า ปฏิจจสมุปบาท ว่า อาศัยกัน แล้วเกิดขึ้น. เอาไปคิดไปนึก จนติดอยู่ที่ในจิต ติดอยู่

น.51 ๔๓ ที่ริมฝีปาก พร้อมที่จะพูดออกมาว่า อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น, เหลียวไปทางไหน จะพบแต่สิ่งที่ร้องตะโกนบอกมาว่า อาศัย กันแล้วเกิดขึ้น. เปรียบเทียบสักหน่อย เหมือนกับเรื่องที่เขาเล่าไว้ ในคัมภีร์อรรถกถาว่า หมอชีวกโกมารภัจจ์ คนนี้ เป็นหมอ สูงสุด จะเรียกว่าในโลกก็ได้; หมอคนนี้เดินไปทางไหน ต้นไม้ทุกต้น หรือว่าสิ่งทุกสิ่ง มัน จะร้องตะโกน บอกว่า ข้าพเจ้าชื่ออะไร, แล้วแก้อะไร, แก้โรคอะไรได้, อย่าง น้อยก็บอกว่าข้าพเจ้าแก้โรคอะไรได้; คือหมอคนนี้เชี่ยว- ชาญ จนมองเห็นอะไรก็รู้ได้ ว่ามันแก้อะไรได้, แก้โรค อะไรได้; เพราะเขาเคยเห็นมามากเหลือเกินแล้ว จนมี อุปมาว่า ทุกอย่างจะร้องตะโกนรายงานว่า ข้าพเจ้าแก้โรค อะไรได้ แก่หมอชีวกโกมารภัจจ์. เดี๋ยวนี้ เราเป็นพุทธบริษัท เราไม่ต้องการอย่าง นั้น. เราต้องการแต่เพียงว่า ถ้าเดินไปทางไหน, เหลียว ไปทางไหน ก็ ขอให้ทุกสิ่งมันร้องตะโกนว่า ข้าพเจ้าอาศัย สิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัยแล้วเกิดขึ้น, "ข้าพเจ้าอาศัยสิ่งนี้สิ่งนี้ เป็นปัจจัยแล้วเกิดขึ้น; ฉะนั้น อย่ามาหลงรักหลงเกลียด ข้าพเจ้าเลย" นี่บอกว่าอย่างนั้น.

น.52 ๔๔ อะไรที่เป็นภายนอก ที่เป็นภายใน ที่ใกล้ชิด สนิทสนม มันก็ร้องตะโกนบอกกันอย่างนี้หมด บุตร ภรรยา สามี, แก้ว แหวน เงิน ทอง, ช้าง ม้า วัว ควาย ไร่ นา, อะไร ๆ มัน ก็ล้วนแต่ร้องตะโกนบอกอย่างนี้หมด. คน นั้นเขาก็ ได้ยิน คนนั้นเขา ก็ไม่ได้ยึดถือสิ่งใด โดยความ เป็นตัวตน - ของตน. นี่เห็นความเป็นเช่นนั้นเอง, เห็นความถูกต้องของความเป็นเช่นนั้นเอง. นี้ความเป็นเช่นนั้นเอง มันเป็นอย่างอื่นไม่ได้, ฉะนั้นมันจึงเฉียบขาดไม่ฟังเสียงใคร ; แล้วมันยุติธรรม ที่สุดไม่ลำเอียงกับใคร สมกับที่เราจะเรียกว่า พระเจ้า. กฎธรรมชาติอันนี้, กฎของธรรมชาติอันนี้ เราควรที่จะ เรียกว่า พระเจ้าสูงสุด หรือสิ่งสูงสุด. นี่คือ ตถาตา ในความหมายหนึ่ง ความเป็น เช่นนั้นเองในความหมายหนึ่ง ที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก ของเรา คือ ปฏิจจสมุปบาท. ดูตถาตาในจตุราริยสัจจ์. ทีนี้ ความหมายที่ ๒ ต่อไป ก็เรียกว่า จตุราริยสัจจ์ ของจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า

น.53 ๔๕ ตถามีอยู่ ๔ คือ ทุกขสัจจตถา, ทุกขสมุทยสัจจตลา, ทุกข- นิโรธสัจจตลา. ทุกขนิ โรธคามินีปฏิปทาสัจจตลา. ตถา แปลว่า เช่นนั้นเอง เ ช่นนั้น เหมือนกัน ; แต่ขาดคำว่า ตา ไม่มี ความ ไม่มีคำว่า ความ ก็แปลได้ว่า เช่นนั้นเอง, เช่นนั้นเอง. มีอยู่ ๔ คือ ทุกข์เป็นเช่น นั้นเอง, เหตุให้เกิดทุกข์ก็เป็นเช่นนั้นเอง, ความดับสนิท แห่งความทุกข์ก็เป็นเช่นนั้นเอง, หนทางให้ถึงความดับสนิท แห่งความทุกข์ก็เป็นเช่นนั้นเอง, เลยได้ ตถา มา ๔ อย่าง เรียกในที่นี้ว่า ตลา. ในที่ทั่วไปเราจะได้ยินแต่ว่าเรียกว่า อริยสัจจ์ ฉะนั้นใครเคยได้ยินแต่คำว่า อริยสัจจ์ ก็มาทราบเสียเลย ว่า ในที่บางแห่งพระพุทธเจ้า ตรัสเรียกว่า ตถา เป็นเรื่อง เรื่องเดียวกับคำว่า ตถาตา คือปฏิจจสมุปบาท. เรื่อง อริยสัจจ์ ยกหัวข้อมา ๔ หัวข้อ เฉพาะที่ เกี่ยวกับความทุกข์ แต่ เนื้อแท้ ของ มันก็คือปฏิจจสมุปบาท นั่นเอง ขยายออกไปแล้ว ก็เป็นปฏิจจสมุปบาทเหมือนกัน ; เพราะว่า ความทุกข์ก็ต้องอาศัยสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย ความทุกข์

น.54 ๔๖ จึงเกิดขึ้น. ถ้า จะดับทุกข์ ก็ต้องดับความที่สิ่งนี้สิ่งนี้เป็น ปัจจัย ; แล้วสิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้นนั้นเสีย. ความดับทุกข์ก็มา ; เพราะว่าการกระทำถูกต้อง โดยวิธีการ ให้สิ่งนี้สิ่งนี้เป็น ปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. เช่นว่า เราทำถูกต้องตามเรื่อง ที่จะให้ โ พชฌงค์ เกิดขึ้นมา ก็เกิดโพชฌงค์ขึ้นมา. โพชฌงค์เกิดขึ้นแล้ว ก็เป็นปัจจัยให้เกิดวิชชา และ วิมุตติ วิชชา และ วิมุตติเกิด แล้วก็ดับทุกข์, นี่ก็ต้องอาศัยกันมาเป็นทอด ๆ ทอด ๆ จนได้ รับความดับทุกข์. จตุราริยสัจจ์ ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ เป็นกฎแห่งความทุกข์ และความดับทุกข์. อริยสัจจ์ ๔ ประการใช้ในวงแคบ, คือ ใช้ในวงสิ่งที่มีชีวิตเท่านั้น. ตถาตาที่เป็นอริยสัจจ์ ๔ นี้ ก็ใช้ในวงแคบ คือใช้ใน วงสิ่งที่มีชีวิต ที่รู้สึกคิดนึกได้ รู้สึกต่อความทุกข์ได้ จึงจะใช้กฎอริยสัจจ์ ๔ ซึ่งเป็น ตถาตา ข้อนี้. ส่วนปฏิจจสมุปบาทที่เป็นตถาตา ที่ยกมาถึงข้อ แรกนั้น ใช้ทั่วไปมีชีวิตก็ได้, ไม่มีชีวิตก็ได้; โดย หลักว่า มีสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ก็ได้ทั่วไป.

น.55 ๔๗ แต่ถ้ามัน เกี่ยวกับความทุกข์ ก็มีได้เฉพาะสัตว์ บุคคล ที่รู้สึกเป็นทุกข์ มีความรู้สึก มีจิต มีวิญญาณ มีการสัมผัส แล้วรู้สึกต่อเวทนาได้. สัตว์ชนิดนี้จึงจะ สามารถใช้กฎที่เรียกว่า อริยสัจจ์. แต่ก็เป็นกฎของ ธรรมชาติ อยู่ในตัวธรรมชาติ กฎของอริยสัจจ์ใช้กับ สิ่งที่มีชีวิต และสิ่งที่มีชีวิตนั้นก็เป็นตัวธรรมชาติ, เป็นตัว ที่เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ มีอยู่ในธรรมชาติ เรียกว่า ตถาตา คือจตุราริยสัจจ์ ดูตถาตาในสามัญญลักษณะ. ทีนี้ ตถาตา เรื่องที่ ๓ สามัญญลักษณะ - ลักษณะ ที่สามัญแก่สังขารทั่วไป. คำว่า "สังขาร" นี้ หมายถึง สิ่งที่มีขึ้นมาด้วยการ ปรุงแต่ง ; จะเป็นวัตถุสิ่งของก็ได้ จะเป็นสิ่งที่มีชีวิตก็ได้. สิ่งใดมีการปรุงแต่งแล้วเกิดขึ้น , เกิดขึ้นมาจากการปรุง แต่ง , สิ่งนั้นเรียกว่า สังขาร คนก็ได้ สัตว์ก็ได้ วัตถุสิ่ง ของก็ได้ นี้จำคำว่า สังขาร ไว้ให้ดีๆ เพราะว่าเรารู้จัก คำว่าสังขาร นี้กันน้อยเกินไป ให้ความหมายแคบเกินไป.

น.56 ๔๘ สามัญญลักษณะ เป็นกฎแห่งการแสดงทาง ปรากฏการณ์. กฎนี้จะใช้กับการแสดงออกในทางปรากฏ- การณ์ คือว่า สังขารทั้งหลายย่อมมีปรากฏการณ์ เห็นได้ ก็ได้, ไม่เห็นได้ก็ได้ ถ้ามันเป็นวัตถุก็เห็นได้ด้วยตา ; แต่ ถ้าไม่ใช่วัตถุมันก็ต้องเห็นด้วยใจ แต่มันก็มีปรากฏการณ์ ฉะนั้น กฎที่ใช้กับการแสดงออกแห่งปรากฏ- การณ์นี้ เราเรียกว่าสามัญญลักษณะ ลักษณะที่เป็น สามัญแก่สังขารทั่วไป ก็คือที่ได้ยินได้ฟังกันจนไม่อยาก ฟัง ที่เด็ก ๆ เอาไปล้อ ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ; ๓ คำ นี้เป็นไตรลักษณ์, เป็นสามัญญลักษณะของสังขาร. เด็กเขาไม่รู้นี่ เขาก็เอาไปล้อกันเล่น แต่เป็นธรรมะสูงสุด เป็นหัวใจของธรรมะ ในฐานะเป็นตถาตา. ความเป็นอนิจจัง คือเป็นอย่างนั้น, ความเป็น ทุกข์ ก็คือความเป็นอย่างนั้น, ความเป็นอนัตตา ก็คือ ความเป็นอย่างนั้น, มีความเป็นอย่างนั้น นี้คือเรียกว่า สามัญญลักษณะ ; ลักษณะทั่วไปแก่สังขารทั้งปวง แสดง อยู่ โดยความเป็นตถาตา คือความเป็นอย่างนั้น ไม่เป็น โดยประการอื่น,

น.57 ๔๙ ดังนั้น จึงเป็นกฎแห่งการแสดงโดยปรากฏการณ์ ทุกสิ่งมีปรากฏการณ์ มันสำคัญอยู่ที่ว่า คนจะมองเห็น หรือไม่มองเห็น. ถ้าคนเห็นด้วยอวิชชา หรือเมื่อจิต มือวิชชา ก็เห็นไปเสียอย่างหนึ่ง; ถ้าคนเห็นเมื่อจิต ประกอบอยู่ด้วยวิชชา มันก็เห็นไปอีกทางหนึ่ง. เมื่อตะกี้บอกแล้วนะว่า อวิชชานั้นมีอยู่ทั่วไป ตามธรรมชาติ พร้อมที่จะมาควบคุมจิต ; แต่ถ้าว่า ใคร ได้มีการศึกษามีวิชชา ก็ต่อต้านอวิชชา ไม่ให้เข้ามา ครอบครองจิต. ฉะนั้นจิตของคนที่รู้นั้น ถูกครองอยู่ด้วยวิชชา, จิตของคนไม่รู้ ไม่มีการศึกษา ก็ถูกครองอยู่ด้วยอวิชชา. จิตที่ถูกครอบครองอยู่ด้วยอวิชชานั้น เจ้าของเป็น บุถุชน คนหนา; จิตที่ถูกครองอยู่ด้วยวิชชานั้น เจ้าของเป็นอริยบุคคล คนประเสริฐ. ฉะนั้นเราจะต้องศึกษาเรื่องวิชชา เรื่องปัญญา เรื่องแสงสว่าง ไว้ป้องกัน. อย่าให้ธาตุอวิชชา หรือ อวิชชาธาตุ เข้ามาครอบครองจิตของเรา.

น.58 ๕๐ ฉะนั้น เราจึงมี ตา ที่จะเห็น เป็น ๒ ชนิดอยู่ คือ ตา ที่ประกอบด้วยวิชชา ก็เห็นอย่างหนึ่ง, ตา ที่ประกอบ ด้วยอวิชชา ก็เห็นอีกอย่างหนึ่ง. พูดภาษาง่าย ๆ กันดีกว่า ว่า ตา ที่ประกอบด้วย ความโง่ มันก็เห็นอย่างหนึ่ง, ตา ที่ประกอบด้วยความรู้ สติปัญญา มันก็เห็นอีกอย่างหนึ่ง. นี่เรียกว่าเห็นด้วย อวิชชา หรือเห็นมันด้วยวิชชา. การที่จะเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ต้องเห็น ด้วยวิชชา; ถ้าจิตประกอบด้วยอวิชชาเสียแล้ว ไม่มีทาง ที่จะเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. มันเหมือนกับตานี้ มันใส่แว่น สีก็ได้ แว่นที่ เป็นสี ตามอำนาจของวิชชา หรืออวิชชา, หรือจะพูดอีก อย่างหนึ่งว่า ตาดี ๆ ไม่ได้สวมแว่นสี เห็นตามที่เป็นจริง ตาที่สวมแว่นสี มันก็เห็นผิดไปจากความเป็นจริง. หรือ แว่นนี้ บางทีเขาก็ได้ทำให้เห็นเป็นรูปร่างอย่างอื่นไปเสีย ก็มี. สิ่งที่เรียกว่าแว่นสมัยนี้ ไม่ใช่เพียงแต่เป็นสีอย่าง เดียว; เขาทำให้เปลี่ยนรูปภาพก็ได้ เล็นซ์ถ่ายรูปบาง

น.59 ๕๑ เล็นซ์ ถ่ายทีเดียวได้มาตั้ง ๖ เหลี่ยม ถ่ายออกมาทีเดียว เป็นคน ๖ หัว. นี่มันแว่นนี้มันก็ไม่แน่แหละ แล้วแต่เขาจะทำ มันอย่างไร ; ถ้าเอาแว่นไปสวมเข้าแล้ว มันก็เกิดการ เปลี่ยนแปลงในการเห็น. ฉะนั้นเราอย่าสวมแว่นสีกัน เลย คือว่าใช้ใสสว่างถูกต้องตามธรรมชาติกันดีกว่า. นี้การที่เราเห็นอะไรแล้วรัก ก็เพราะว่าไปสวม แว่นโง่ แว่นสี เข้าแล้ว, เห็นอะไรแล้วเกลียด ก็เพราะ สวมแว่นโง่เข้าไปแล้ว, เห็นอะไรแล้วกลัว แล้วโศกเศร้า, แล้ววิตกกังวล แล้วอิจฉาริษยา ไม่มีความผาสุก. นี่มัน ใส่แว่นของอวิชชาเข้าไปแล้ว ไม่เห็นตามที่เป็นจริง. เราไม่เห็นสามัญญลักษณะ ว่าสังขารทั้งปวงไม่ เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เพราะว่าเราไม่ได้มีแว่นของ ธรรมะ หรือของวิชชา. แต่เราไปมีแว่นของอวิชชา มันก็หลงผิดไปหมด : เห็นของไม่เที่ยงว่าเที่ยง, เห็นของ เป็นทุกข์ว่าสุข, เห็นของเป็นอนัตตาว่าเป็นตัวตน, ไม่เห็น สามัญญลักษณะ ก็คือไม่เห็นตถาตาตามที่เป็นจริง ว่ามัน เป็นอย่างนั้นเอง.

น.60 ๕๒ สวนมากเราใส่แว่นอะไรกัน ? นี่ถ้าจะตั้งปัญหา ขึ้นมาว่า ส่วนมากเราใส่แว่นอะไรกัน ? ถ้าเราศึกษาธรรมะ ไม่พอ เราก็ต้อง สวมแว่นของอวิชชาเป็นแน่นอน. เพราะว่าการเกิดมาจากท้องบิดามารดานั้น เขาไม่ได้ใส่แว่น ของปัญญา หรือวิชชามาให้ ปล่อยไว้ว่าง ๆ ทีนี้ อวิชชา เป็นธาตุที่มีอยู่ตามธรรมชาติทุกหนทุกแห่ง มันก็เข้ายึด ครองเสีย; ฉะนั้นลูกเด็ก ๆ จึงสวมแว่นของอวิชชาเข้า แล้ว แล้วก็มากขึ้น ๆ จนดูคล้าย ๆ กับว่า เขาได้หอบเอา อวิชชามาแต่ชาติก่อน. ที่จริงไม่ใช่ ไม่ได้หอบเอาอวิชชาติดมาแต่ชาติก่อน ; อวิชชาเพิ่งเข้าไปสวมลง ที่เมื่อเกิดมาจากท้องแม่แล้ว. เขาไม่มีความรู้ที่จะต่อต้านอวิชชา เพราะทารกนั้นไม่มี ความรู้ ไม่มีวิชชา ที่จะต่อต้านอวิชชา ; อวิชชาจึงเข้า ยึดครอง เหมือนกับว่าสวมแว่นตาอวิชชาให้แก่เด็กคนนั้น เสียแล้ว. ฉะนั้นเด็ก ๆ เขาจึงโตขึ้นมา ด้วยความไม่รู้อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ; และเขาก็ไม่รู้ตามที่เป็นจริง เขาก็ หลงรัก ที่น่ารัก, หลงเกลียด ที่น่าเกลียด, หลงโกรธ ที่

น.61 ๕๓ น่าโกรธ, หลงกลัว ที่น่ากลัว, ล้วนแต่เป็นทุกข์ทั้งนั้น แหละ. เพราะฉะนั้น การที่จะได้อบรมเด็กๆให้เขามีธรรมะ เสียบ้างนั้น เป็นผลดี เหมือนกับว่าเปลี่ยนแว่นตาหลอก ๆ ของเขาเสีย. เอาแว่นตาที่แท้จริงสวมให้ แล้วก็ให้มาก ยิ่งขึ้น ๆ ยิ่งโตขึ้นมาเท่าไร ยิ่งให้ได้เพิ่มความรู้ที่เป็นวิชชา เพื่อจะรู้ตถาตา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สุญญตา นี้ให้ มากขึ้น ๆ. นี้เรียกว่าเรื่องของ ตถาตา มีความถูกต้องอยู่ ในตัวมันเอง เพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง มีอยู่ ๓ เรื่อง คือเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท, เรื่อง จตุราริยสัจจ์, เรื่อง สามัญญลักษณะ. แต่แล้วมันก็เป็นตถาตากันทั้งหมด ด้วยกันทั้งนั้นแหละ ด้วยกันทั้ง ๓ เรื่อง. .... .... .... ความหมายของตถาตา เป็นเช่นนั้น ทั้งในสิ่งที่มีอยู่หรือไม่มีอยู่. ทีนี้พิจารณาเฉพาะคำว่า ตถาตา กันอีกทีหนึ่ง เฉพาะความหมายของคำว่าตถาตา ความหมายของปฏิจจ-

น.62 ๕๔ สมุปบาทเป็นอย่างไร ? ความหมายของจตุราริยสัจจ์เป็น อย่างไร ? ความหมายของสามัญญลักษณะเป็นอย่างไร ? นั้นพูดไปแล้ว ; แต่ด้วยเหตุที่ทั้ง ๓ อย่างนี้เป็น ตถาตา เพราะฉะนั้นมาพูดความหมายของคำว่า ตถาตา กันอีกนิด หนึ่งก่อนที่จะจบ. ตถาตา เ ป็นกฎของความมีอยู่แห่งสิ่งทั้งปวง, ความมีอยู่แห่งสิ่งทั้งปวง จะมีตถาตาอยู่ที่นั่น คือเป็น เช่นนั้นเองของสิ่งนั้น ๆ สิ่งนั้น ๆ ต้องมีความเป็นเช่นนั้น เองของมัน แล้วมันจึงมีอยู่ได้; ฉะนั้นคำว่า ตถาตา จึงเป็นกฎแห่งความมีอยู่แห่งสิ่งทั้งปวง ซึ่งมันจะต้อง ประกอบอยู่ด้วยความเป็นเช่นนั้นเอง. แม้ว่า ความไม่มี แห่งสิ่งทั้งปวง มัน ก็ยังต้องประกอบด้วยตถาตา ; เพราะ ว่าการที่จะไม่มีสิ่งทั้งปวง มันก็มีความเป็นเช่นนั้นเอง, เพื่อ ความไม่มีหรือความไม่ปรากฏแห่งสิ่งทั้งปวง ฉะนั้น ความมีแห่งสิ่งทั้งปวงก็เป็นตถาตา, ความ ไม่มีแห่งสิ่งทั้งปวง ก็เป็นตถาตา. อย่าได้ไปหลงรักเรื่อง มีหรือเรื่องไม่มี. ให้เห็นว่ามันเป็นอย่างนั้นเอง เป็น เช่นนั้นเอง, มีปัจจัยของมันเองสำหรับจะมี, มีปัจจัยของ มันเองสำหรับจะไม่มีคือไม่ปรากฏ

น.63 ๕๕ เข้าใจเรื่องตถาตา แล้วจะไม่เกิดกิเลสตัณหา. นี้ เห็น ตถาตา ความเป็นเช่นนั้นเอง แล้ว จะ หมดปัญหาสำหรับความทุกข์ร้อน ความเดือดร้อน, คือ ไม่เกิดกิเลสตัณหาเนื่องด้วยสิ่งใด ตลอดเวลาที่เรายังไม่เห็น เช่นนั้นเองของสิ่งใด ก็จะเกิดกิเลสตัณหาเนื่องกับสิ่งนั้น. ทีนี้สิ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้องนี้มันมากเหลือเกิน เพราะ ฉะนั้นมันจึงมี สิ่งที่มาทำให้เกิดความรู้สึกวุ่นวาย เป็น ความทุกข์นั้นมากเหลือเกิน จะต้องกันออกไปด้วยสิ่งที่ เรียกว่า ตถาตา. เอาตถาตาเข้ารับหน้า ทุกสิ่งที่เข้ามา, แล้วสิ่งนั้น ๆ จะไม่มาทำให้เกิดความทุกข์แก่เราได้ ฉะนั้น คาถา ที่จะไล่ หรือ จะตะเพิด สิ่งทั้งปวง ออกไป ก็คือคำว่า "ตลาตา เป็นเช่นนั้นเอง, มึงมากรู้จัก, มึงเป็นเช่นนั้นเอง, เชิญกลับไป". นี่พูดโดยสมมติก็พูดอย่างนี้แหละ ว่า ความรู้เรื่อง ตถาตานี้ จะป้องกันไม่ให้เกิดการปรุงแต่งที่เป็นทุกข์ เป็นความจริงของธรรมชาติ ฉะนั้นถ้าใครเห็นตถาตา

น.64 ๕๖ แจ้งประจักษ์ตถาตา, มีความรู้เรื่องตถาตาเต็มที่แล้ว ; คนนั้น เป็นตถาคต, คนนั้นเป็นพระตถาคตขึ้นมาองค์หนึ่งแล้ว. คำว่า ตถาคต นี้ แปลว่า ถึงแล้วซึ่งตถา คือเป็น ตถาคต, ก็เห็นแล้วซึ่งตถา, มีตถา ถึงตถา ก็เป็นพระตถาคต ขึ้นมา ตถาคต ในลักษณะอย่างนี้ ก็คือ ไม่เปลี่ยนแปลง มันคงที่ เพราะเห็นตถาตาแล้ว ไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่ปรุงแต่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ฉะนั้นตถาคตคงที่, ตัวเองก็คงที่, มีความคงที่ต่อ ตัวเอง, มีความคงที่ต่อทุกสิ่ง, คือไม่ทำให้เกิดความวุ่นวาย อะไรขึ้นมาได้ ทั้งแก่ตัวเอง และแก่สิ่งทั้งปวง. ฉะนั้น เราพยายามที่จะเห็น ตถาตา จะมี ตถาตา จะใช้ ตถาตา คือ ความรู้เรื่องตถาตา นี้ ให้เป็นเครื่อง ป้องกัน ไม่ให้เกิดความทุกข์. เกือบจะไม่ต้องบอกแล้วข้อนี้ เกือบจะไม่ต้อง อธิบาย ; พอนึกก็จะเห็นได้เองทุกคน. ที่เราหวั่นไหว เป็นยักษ์ เป็นมาร ขึ้นมา เพราะเราไม่เห็นว่า มันเป็น เช่นนั้นเอง ; มันเห็นเป็นผิดความประสงค์ของเราเสียเรื่อย

น.65 ๕๗ เราก็โกรธ. แต่ถ้าเผอิญมันมาถูกกับกิเลสของเรา ไม่ใช่ จิตอันบริสุทธิ์ของเรา แต่เผอิญมันมาถูกกับกิเลสของเรา เราก็รักมันทันที; เพราะเรา ไม่เห็นตถาตา ฉะนั้นมัน จึงวุ่นวาย ทั้งด้วยความยินดี และความยินร้าย : เรื่อง รักก็ยุ่ง, เรื่องไม่รักก็ยุ่ง เพราะมันไม่เห็น ตถาตา. เห็นตถาตาที่ไหนกัน ? ทุกสิ่งมีตถาตา. พูดกัน โดยอิสระแล้วก็จะพูดว่า นับตั้งแต่ขี้ฝุ่นเม็ดหนึ่ง, ฝุ่นเล็ก ๆ เม็ดหนึ่ง ขึ้นไปถึงพระนิพพานสูงสุด ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่มี ตถาตา. ฝุ่นเม็ดหนึ่งนี่ ก็เรียกว่ามันไม่ได้เป็นเนื้อหนัง ร่างกายอะไร จนกระทั่งว่าหลายเม็ด, จนกระทั่งว่ามัน เป็นตุ้น เป็นก้อน เป็นเนื้อ เป็นหนัง, กระทั่งเป็นจิต เป็นใจ เป็นความรู้ เป็นธรรมะ เป็นความหลุดพ้น เป็น พระนิพพานสูงสุด. ทุกอย่างนี้ กี่ร้อย กี่พัน กี่หมื่น กี่แสน อย่างนับไม่ได้ และ ทุกอย่างนี้มีความเป็นตถาตา อยู่ที่ ในตัวมันเอง ฉะนั้นเขาจึง ไม่ได้ยึดถือสิ่งใด โดยความเป็น ตัวตน, ไม่ยึดถือว่า นิพพานเป็นตัวตน, หรือสิ่งที่ตรง กันข้ามกับนิพพานเป็นตัวตน.

น.66 ๕๘ แต่ ถ้าไม่รู้ ตถาตา แล้ว จะยึดเป็นตัวตนหมด ; ได้นิพพานก็ยึดนิพพานเป็นตัวตน แล้วมันก็ไม่ได้, เป็น นิพพานหลอก ; เพราะนิพพานนั้นมันถึงไม่ได้ด้วยความ ยึดถือว่าตัวตน. เดี๋ยวนี้ อะไรก็เป็นตัวตน : เนื้อหนังร่างกายเป็น ตัวตน, ชีวิตเป็นของตน, บุตรภรรยาสามี ข้าวของทรัพย์ สมบัติ เป็นตัวตน เป็นของตน, ได้ธรรมะก็ธรรมะเป็น ตัวตน เป็นของตน, ก็เป็นธรรมะผิดหมด ; แล้วก็เห่อ พระนิพพานกับเขา ก็ ว่าได้พระนิพพาน เอามายึดว่าตัว ตน มันก็ไม่ใช่พระนิพพานที่แท้จริง. นิพพานที่แท้จริงนั้นไม่เป็นตัวเป็นตน ให้ใครยึด ถือได้ แล้วก็มีตถาตาคือความเป็นอย่างนั้น. จิตที่ไม่ยึดถือ ในสิ่งใด นั่นแหละคือจิตที่บรรลุถึงนิพพาน. สภาพ ที่ว่างจากตัวตนโดยประการทั้งปวง, เห็นความเป็นเช่นนั้น เองของสิ่งทั้งปวงแล้ว, ก็จะรู้สึกว่างจากสิ่งที่จะยึดถือได้ แล้วก็ไม่ยึดถืออะไร มันก็เป็นความว่างที่เห็นได้จากสิ่ง ทั้งปวง แม้ในสิ่งที่เรียกว่า นิพพาน. สิ่งสูงสุดสำหรับ มนุษย์ก็คือนิพพาน มันก็มีความเป็นตถาตา.

น.67 ๕๙ นี้ไม่ใช่พูดแล้วใครจะรู้สึกว่า นี้เหยียดหยาม ดูหมิ่นพระนิพพาน มันเป็นความจริง ที่ แม้ แต่พระ นิพพานก็เป็นอนัตตา เป็นตถาตา เป็นสุญญตา, คือ ไม่ใช่ตัวตนนั่นแหละ. พูดง่าย ๆ ว่าไม่ใช่ตัวตนนั่นแหละ คือ เป็นเช่นนั้นเอง ตามสภาวะของพระนิพพาน. ให้เห็นในภายในกันดีกว่า ร่างกายนี้เป็นตถาตา จิตใจนี้เป็นตถาตา, ความปรุงแต่งสัมพันธ์กันระหว่างร่าง- กายจิตใจ ก็เป็นตถาตา, อะไรเกิดขึ้นก็เป็นตถาตา ; แม้ ว่ามันจะไม่ปรุงแต่ง มันจะหยุดปรุงแต่ง มันก็เป็นตถาตา. นี้ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ความเป็นเช่นนั้นเอง; ถ้า เรารู้เห็นตามที่เป็นจริง ก็จะไม่มีความผิดพลาด ในการ กระทำทางกาย ทางวาจา ทางใจ เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ ; ไม่มีความทุกข์เกิดขึ้น. ถ้าทำผิดเท่าไร จะมีความวุ่นวาย เกิดขึ้นเท่านั้น ก็คือความทุกข์เกิดขึ้นเท่านั้น หาสันติสุข ไม่พบ ความไม่ถูกต้องมาจากความไม่เห็น ตถาตา ซึ่งเป็นความถูกต้อง.

น.68 ๖๐ ผู้ต้องการความสงบสุขจำต้องรู้เรื่องตถาตา. ฉะนั้นสิ่งที่มีชีวิต เมื่อต้องการความสงบสุข ต้อง มีความรู้เรื่องนี้ นี้มนุษย์อาจจะรู้ได้ ก็ควรจะรู้ เมื่อสัตว์ เดรัจฉานไม่อาจจะรู้ได้มันก็ไม่อาจจะรู้ แต่ว่า สัตว์เดรัจ- ฉานมันได้เปรียบตรงที่ว่า จิตใจของมันคิดอะไรมาก ๆ ลึก ๆ เหมือนมนุษย์ไม่ได้; ฉะนั้น อวิชชาจึงครอบงำ สัตว์เดรัจฉานได้ไม่ลึกซึ้ง; เพราะสัตว์เดรัจฉานมันไม่ ยอมให้ปรุงแต่งมาก เหมือนจิตใจของมนุษย์ จิตใจของมนุษย์ปรุงแต่งได้มาก คิดได้ลึก ความทุกข์มันก็ลึก. สัตว์เดรัจฉานมันจะไม่คิดเสียเลย ในกรณีที่มนุษย์คิด ในกรณีที่มนุษย์คิดจนเป็นทุกข์, สัตว์เดรัจฉานมันคิดไม่เป็น. โชคดีมันอยู่ที่มันสมองของ สัตว์เดรัจฉานนั้นมันไม่เก่งในการคิด รู้สึกอะไรได้ไม่มาก ; ฉะนั้นจึงไม่มีเรื่องของความยึดมั่นถือมั่น ก็เลยมีปัญหาน้อย แล้วก็เป็นสัตว์ที่ธรรมชาติกำหนดไว้ สำหรับมีอะไร ๆ เพียงเท่านั้น.

น.69 ๖๑ นี้เราจึงเห็นสัตว์เดรัจฉาน ไม่มีปัญหามากเหมือน มนุษย์ จะเรียกว่าเป็นบุญของสัตว์เดรัจฉาน ก็ได้ มันมี ความทุกข์น้อยกว่ามนุษย์, มันยึดถือไม่เป็น มันจึงไม่เป็น โรคยึดถือเหมือนมนุษย์. มนุษย์นอนหลับยาก เป็นโรค ประสาท เป็นโรคจิต เป็นโรคประสาทกันเป็นแสน ๆ เป็น โรคจิตกันเป็นหมื่น ๆ ที่หมอเขาว่า เพราะสมองคนดีกว่า สัตว์เดรัจฉาน. สัตว์เดรัจฉานไม่มีสมองที่จะทำอย่างนั้นได้ มันก็เลยไม่ต้องเป็นโรคประสาท ไม่ต้องเป็นโรคจิต เรามีมันสมองที่คิดได้มาก เมื่อควบคุมความคิด ปรุงไว้ไม่ถูกต้อง มันก็วุ่นวาย เป็นทุกข์ ; ได้เป็น โรคประสาทบ้าง, ได้เป็นโรคจิตบ้าง, แล้วก็เป็นที่น่า ละอายแก่สัตว์เดรัจฉาน ซึ่งมันเป็นไม่ได้. ดูสุนัข หรือแมว หรืออะไรเหล่านี้ มัน ไม่ เป็นโรคประสาท ไม่เป็นโรคจิต ไม่ต้องกินยานอนหลับ ว่ากันอย่างนั้นง่าย ๆ; เพราะว่ามันสมองเขาให้มาจำกัด, คิดไปในทางยึดถือไม่ค่อยจะเป็น. สุนัขตัวนี้ลองทายดู ใน ใจมันคิดอะไรไม่ได้มาก ? ไม่ต้องคิดว่าพรุ่งนี้จะกินอะไร สัตว์เดรัจฉานนี้ไม่ได้คิด ว่าพรุ่งนี้จะกินอะไร มันคิดไม่ได้

น.70 ๖๒ ว่าพรุ่งนี้จะกินอะไร ; เพียงเท่านี้มันก็คิดไม่ได้. ฉะนั้น มันจึงไม่มีเรื่องอดีต อนาคต ปัจจุบัน อะไรมากลุ้มรุมให้ มันสมองวุ่นวาย. เรานี่คิดได้ พรุ่งนี้ก็ได้ เมื่อวานก็ได้ เดือนหน้า ปีหน้า กระทั่งชาติหน้าก็คิดไว้ได้ มันก็เลยมากเกินไป ; ฉะนั้นอย่าคิดให้มันมากเกินไป ไม่มีอะไรที่น่ายึดถือ มัน เป็นเช่นนั้นเอง; แล้วมันก็จะหยุดความคิดได้. ถ้าเอา ตถาตา มาคุ้มครองไว้ ว่ามันเป็นเช่นนั้น เอง แล้วก็จะไม่เป็นห่วงเรื่องพรุ่งนี้ สัปดาห์หน้า เดือน หน้า ปีหน้า อะไรหน้า มันก็ไม่ต้องคิดในทางที่จะให้ เป็นทุกข์. ถ้ามันเป็นหน้าที่มาก็ทำเลย ก็ทำเลย เรียกว่า ให้มันเป็นปัจจุบัน เรากระทำอย่างถูกต้องอยู่ตลอดเวลา, ไม่มีอดีตที่เอามาคิดให้หนักเปล่า ๆ, ไม่มีอนาคตที่จะมาทำ ให้กังวลเปล่า ๆ. นี่เ ปลื้องจิตออกไปเสีย จากสิ่งรบกวน ห่อหุ้ม, เป็นจิตเกลี้ยง เป็นจิตหยุด เป็นจิตเย็น เป็นชีวิตที่ เย็น ; เพราะรู้ความถูกต้องของสิ่งทั้งปวง. ถ้ายังไม่รู้ความ

น.71 ๖๓ ถูกต้องของสิ่งทั้งปวง มันหยุดไม่ได้ มันเย็นไม่ได้ มัน เกลี้ยงไม่ได้ มันปรุงแต่งเรื่อยไป. เราเอาความถูกต้องของสิ่งทั้งปวงเข้ามาศึกษา. สิ่งทั้งปวงรวมเรียกว่าธรรมะ หรือพระธรรม ตัวธรรมชาติ ก็ดี ตัวกฎของธรรมชาติก็ดี ตัวหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ก็ดี, ตัวผลเกิดจากหน้าที่ก็ดี, เรื่องมันมีเพียงเท่านี้ ใน สากลโลกธาตุ. รู้ให้ถูกต้อง แล้วก็เหลือคำเดียวเพียงว่า เห็นความเป็นเช่นนั้นเอง แล้วก็ทรงตัวได้ อย่างหนัก แน่นเหมือนกับเสาหิน เสาเหล็ก อันใหญ่ปักลงไปในดิน แล้วลมพัดให้หวั่นไหวไม่ได้. นี่ จิตที่เห็นอนัตตา สุญญตา ตถาตา แล้ว ก็มั่น คงเหมือนเสาหิน ชนิดนั้น ไม่มีอะไรมาทำให้โยกโคลงได้, คือ ไม่มีอะไรมาปรุงแต่งให้เกิดกิเลสได้ ก็ไม่มีความ วุ่นวาย ไม่มีความทุกข์. นี่เราทำจิตของเรา ให้เป็นของ มั่นคงอย่างนี้ได้ เพราะมองเห็นตถาตา ความเป็นเช่นนั้น เอง. นี้คือ ความถูกต้องเกี่ยวกับสิ่งทั้งปวง ว่าสิ่งทั้ง ปวงเป็นเช่นนั้นเอง : ที่มีเหตุปัจจัยก็เป็นไปตามเหตุปัจจัย,

น.72 ๖๔ ที่เป็นความทุกข์ก็มีเหตุปัจจัยของความทุกข์, ที่จะดับทุกข์ ก็มีเหตุปัจจัยของการให้เกิดความดับทุกข์ ; มีลักษณะแสดง ออกมาอย่างไร ก็ล้วนแต่เป็นเช่นนั้นเอง. สิ่งที่แสดง อาการน่ารักมันก็เช่นนั้นเอง, สิ่งที่แสดงอาการน่าเกลียด น่ากลัวก็เช่นนั้นเอง, เลยจิตนี้ไม่มี ที่จะไปรัก ไปโกรธ ไปเกลียด ไปกลัวกับอะไร. นี่เขาเรียกว่า อิสรภาพ หรือความหลุดพ้น ทางจิตทางวิญญาณ ตามหลักแห่ง พระพุทธศาสนา . มนุษย์ผู้ใดมา ถึงธรรมะอันนี้แล้ว ก็มั่นคงเป็น ตถาตา, เป็นตถาคต เพราะเห็นตถาตาเป็นตถาคต ก็มั่นคง ก็เลยไม่ต้องมีความทุกข์กัน. ให้โลกนี้มันเปลี่ยนแปลง อย่างไร จิตดวงนี้ก็ไม่เป็นทุกข์. ให้เขาเอาระเบิด ปรมาณูมาหมื่นลูก แสนลูก ทำลายโลกนี้ให้แหลกลาญ ไป จิตนี้ก็ไม่เป็นทุกข์ เพราะว่าจิตนี้อยู่กับตถาตา. แต่ ดูเหมือนจะไม่มีใครต้องการ เขาอยากจะกลัว, เขาอยากจะวิ่งหนี, เขาอยากจะทำอย่างนั้น มันสนุก. เขาไม่สนใจเรื่องจะพ้น, จะหลุดพ้นจากความทุกข์ชนิดนี้

น.73 ๖๕ แต่เดี๋ยวนี้เราเป็นพุทธบริษัท ; เราต้องเป็น พุทธบริษัท ตามความมุ่งหมาย คือ ไม่มีความทุกข์โดย ประการทั้งปวง; เหมือน พระพุทธเจ้า ผู้ให้กำเนิด พระพุทธศาสนา ทรงสั่งสอนระบบธรรมะของธรรมชาติ ให้คนรู้จักธรรมชาติแห่งความเป็นเช่นนั้นเอง . ถ้าเห็น ความเป็นเช่นนั้นเองเท่าไร ก็จะตัดปัญหาได้เท่านั้น. จะแบ่งเป็นขั้น ๆ ว่า ตัดได้เท่านั้น เรียกว่า โสดา- บัน , ตัดได้เท่านี้ เรียกว่า สกิทาคามี , ตัดได้เท่านี้ เรียกว่า อนาคามี , ตัดได้เท่านี้ เรียกว่า พระอรหันต์ สุดแท้เถอะ แต่ที่แท้นั้น เป็นผู้เห็นตถาตาเหมือนกันหมด ตามมาก ตามน้อย ไม่ได้เห็นสิ่งอื่นเลย. เป็นพระอริยเจ้าหลาย ๆ ชนิดนั้น เป็นผู้เห็น ตถตาทั้งนั้นแหละ สิ่งเดียวเท่านั้นแหละที่เห็น ; แต่ว่า เห็นมากเห็นน้อย เห็นลึกเห็นตื้น. เห็นหมดก็เป็นพระ- อรหันต์, เห็นบางระดับก็เป็นพระโสดาบัน, พระสกิทาคามี พระอนาคามี ไปตามเรื่อง. แต่เรื่องที่จะศึกษาแล้วเห็น มีเพียงเรื่องเดียว คือ สัจจธรรมสิ่งเดียว คือความเป็นเช่นนั้นเอง เ ป็นความ

น.74 ๖๖ จริงของสิ่งทั้งปวง, เป็นความถูกต้องของสิ่งทั้งปวง, แต่ มีเพียงสิ่งเดียว. ธรรมะมีเพียงสิ่งเดียว เห็นได้ตามมาก ตามน้อย. ขอย้ำ บทบาลี นั้นอีกครั้งหนึ่งว่า เ อกํ หิ สฺจํ - สัจจะนั้นมีสิ่งเดียว น ทุติยมตฺถิ - ไม่มีสิ่งที่สอง, ไม่มี สัจจะที่สอง. สัจจะนั้นคือ ตถาตา. อาตมาได้บรรยายเรื่อง ความถูกต้องของพระธรรม มาพอสมควรแก่เวลาแล้ว ขอยุติการบรรยายด้วยการขอร้อง ว่า ช่วยสนใจในคำว่า ความถูกต้อง นี้ให้มากที่สุด ให้เกิดความถูกต้องโดยแท้จริงขึ้นมา คือความถูกต้อง ของพระธรรม. อย่าเป็นความถูกต้องของมนุษย์ ที่ ประกอบอยู่ด้วยกิเลสตัณหา. ความถูกต้องของมนุษย์นั้น มันขึ้นอยู่กับกิเลส- ตัณหาของมนุษย์ ; แต่ความถูกต้องของพระธรรมนั้น ขึ้นอยู่กับความจริงของธรรมชาติ. ฉะนั้นเราไปกัน ให้ถึงความจริงของธรรมชาติ คือความถูกต้องของพระ- ธรรม ก็จะสามารถควบคุมชีวิตจิตใจอัตภาพนี้ ให้หยุด

น.75 ๖๗ ใ ห้เย็น ให้สงบ ให้ระงับ ปราศจากความทุกข์โดย ประการทั้งปวง ; เรียกว่าความรอด หรือความหลุดพ้น ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายของศาสนาทุกศาสนา. การบรรยายสมควรแก่เวลา ยุติการบรรยายไว้แต่เพียงเท่านี้ ให้ โอกาสพระคุณเจ้าทั้งหลายได้สวดบทพระธรรม ที่จะส่งเสริม กำลังใจ ให้มีการประพฤติปฏิบัติธรรมะอย่างสนุกสนานสืบไป.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต