Buddhadasa.org
หนังสือค่าของครู › อ่านฉบับเต็ม

📖 ค่าของครู

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ แสดง ณ สวนโมกข ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๔ — ชุดลอยปทุม · วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๔

📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.9 การบรรยายพิเศษ แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กรุงเทพมหานคร ฯ ณ ลานหินโค้ง โมกขพลาราม ไชยา ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๔, เวลา ๐๕.๐๐ น. ค่าของครู ท่านที่เป็นครูบาอาจารย์ และที่สนใจ ที่จะเป็นครูบาอาจารย์ ทั้งหลาย, ขอให้ถือว่า การบรรยายนี้เป็นการบรรยายพิเศษ นอกชุดก็ได้ คืออาตมาขอโอกาสพูดตามใจชอบ ตามที่จะ นึกได้ ; สำหรับเรื่องที่ควรจะเอามาพูดกัน ในระหว่างผู้ที่ เรียกตัวเองว่าเป็นครู. คิดว่าแอบพูดกันโดยไม่ให้ลูกศิษย์ ได้ยิน ก็ได้ เพราะมันมีอะไรบางอย่าง ที่จะต้องพูดกันตรงๆ เกินไป ก็ได้ และสิ่งที่จะพูดนั้นให้ชื่อว่า "ค่าของครู" ๑

น.10 ๒ นี่เป็นหัวข้อที่จะพูด ค่าของความเป็นครู ก็ได้, เรียกสั้น ๆ ว่า ค่าของครู ; เพราะว่าเดี๋ยวนี้เราไม่ค่อยจะได้ พบเห็น ค่าของครูเต็มตามความหมายของคำ ๆ นี้. แต่ถ้าว่าโดยที่จริงแล้ว ปัญหามันเกิดจาก คำที่ใช้ พูดนี้อยู่ส่วนหนึ่ง ก็คือคำว่า ครู อุปัชฌาย์ อาจารย์ ๒ - ๓ คำนี้เอง ที่เราใช้กันอยู่ในเวลานี้ ความหมายมันเปลี่ยนไป ไม่น้อยทีเดียว ; ฉะนั้นเราจะ ต้องนึกถึงความหมายของ คำเหล่านี้ ในสมัยที่มันเกิดขึ้นในโลก มันเหลือปรากฏอยู่ ในวรรณคดีหลายเรื่อง ที่เกี่ยวกับคำเหล่านี้. ถ้าถือเอาตามภาษาอินเดียเป็นหลักก็จะมีใจความพอ ที่จะสังเกตเห็นได้ว่า คำว่า "อาจารย์" นั้นก็คือ คนฝึก, ผู้ฝึก เหมือนกับสารถีฝึกสัตว์. คำว่า อุปัชฌาย์ นั้นกลาย เป็นผู้สอนวิชาชีพ. คำนี้แปลว่า ผู้ที่ลูกศิษย์จะต้องคอย ตามดูอยู่เรื่อย. ส่วนคำว่า ครู นั้นแปลว่า ผู้เป็นที่พึ่ง , หรือ เป็นผู้นำในทางจิตทางวิญญาณ. เราเคยพูดกันว่า ผู้นำในทางวิญญาณ เรียกว่า ครู คือมันเป็นเรื่องในทางละเอียดลึกลงไปถึง ทางวิญญาณ. อาจารย์ เป็น ผู้ฝึกในทางภายนอก, อุปัชฌาย์สอนวิชา-

น.11 ๓ ชีพ. บางทีจะสงสัยว่า อุปัชฌาย์บวชพระนี่สอนอาชีพ อะไรกัน ? มันก็ต้องสันนิษฐานว่า อาชีพนั้นคืออาชีพพระ นั่นแหละ, อาชีพปูชนียบุคคล. แต่อาชีพทั่วๆ ไปอย่าง ที่เดี๋ยวนี้เรียกว่า วิชาชีพ นี่ ผู้สอนเขาก็เรียกว่า อุปัชฌายะ ด้วยเหมือนกัน. ในวรรณคดีสันสกฤต เช่น หนังสือปรีย- ทรรศิกา มีคำว่า อุปัชฌายะ ใช้กับอาจารย์ที่สอนดีดพิณ อย่างนี้เป็นต้น. ฉะนั้นเราถือเอาใจความได้ ตามเรื่องเก่า ๆ เหล่านั้น ว่ามันไม่เหมือนกัน : อาจารย์ นี้ ผู้ฝึก ทางกายทางวาจา ฝึกมรรยาท ฝึกอะไรต่าง ๆ เหมือนกับฝึกสัตว์. อุปัชฌาย์ นั้น สอนอาชีพ ; ส่วน ครู นั้น เป็นผู้นำทางวิญญาณ, เป็นเรื่องที่เหนือขึ้นไปอีก เหนือจากทางวัตถุ. มีผู้ยืนยันว่า รากศัพท์ของคำว่าครู ในภาษาเก่าแก่ ในอินเดียนั้น เขา แปลว่า ผู้เปิดประตู ; ความหมายก็ อย่างเดียวกันแหละ. ประตู หมายถึงประตูคอกขังสัตว์ให้ อยู่ในความมืดและความทุกข์. ดังนั้นครูเป็นผู้เปิดประตู ให้สัตว์เหล่านั้นออกมาเสีย จากคอกแห่งความมืด หรือ

น.12 ๔ ความทุกข์ ; เป็นเรื่องทางวิญญาณ. อุปัชฌาย์อาจารย์เสียอีก กลายเป็นเรื่องฝ่ายเนื้อหนังฝ่ายวัตถุ ปทานุกรมธรรมดา เขาให้คำแปลของคำว่า ครู ไว้ว่า spiritual guide คือเป็นมัคคุเทศก์ทางวิญญาณ, เป็นที่ ปรึกษาของผู้มีอำนาจ; เช่นพระราชามหากษัตริย์ ก็มี, มีคำอื่น ๆ ใช้เรียกก็มี เช่นคำว่า ปุโรหิต เป็นต้น ทำหน้าที่ เป็นที่ปรึกษาทางฝ่ายวิญญาณ ; แต่เดี๋ยวนี้ความหมายอาจจะ แพร่เลยไปถึงทางฝ่ายวัตถุด้วยก็ได้. เอาละ, เป็นอันว่าอาตมานั้นถือว่า ครู คือผู้นำ ทางวิญญาณ, เป็นผู้สั่งสอนเรื่องทางวิญญาณ, มีความ หมายไปทางคำว่า ศาสดา แปลว่า ผู้ให้ศาสตร์. ศาสตร คือ อาวุธที่จะตัดปัญหาทางจิตทางวิญญาณ ; ถ้าจะเอามาใช้ ทางวัตถุธรรมดาก็ได้เหมือนกันแหละ. มนุษย์ก็มีปัญหา ทางร่างกาย ทางการเป็นอยู่ ; ศาสตร์นี่ก็เป็นของที่จะตัด ปัญหาเหล่านั้น. ศาสดา ก็ แปลกันง่ายๆ ว่า ผู้สอน แทน ที่จะแปลว่าผู้ให้ศาสตราสำหรับจะตัดปัญหา โดยเนื้อแท้แล้ว มันมุ่งหมายอย่างนั้น.

น.13 ๕ พระพุทธเจ้าได้รับสมมติ เ รียกว่า เป็นพระบรม- ศาสดา คือเป็นยอดสุดของผู้ให้ศาสตรา คือสั่งสอน ก็จะ เรียกกันง่ายๆ ว่า บรมครู. เมื่อเราเล็งถึง พระพุทธเจ้า ว่า เป็นบรมครู ก็คือผู้เปิดประตูทางวิญญาณอย่างสูง สุด : แสดงธรรมเป็นแสงสว่าง จนเปิดประตูทางจิตทาง วิญญาณของตนเอง อย่างที่เรากำลังศึกษาพุทธศาสนา, มีบทมนต์สำหรับมาสวด มาศึกษา มาพิจารณา. เหมือนอย่างบทสวดมนต์ที่ได้สวดกันไปแล้วเมื่อ ตะกี้นี้ ดูใจความเถอะว่า มันเป็นอย่างไร ; มันเป็นคำที่ แสดงเรื่องลึกซึ้งละเอียดสุขุมในด้านจิตใจ. นี่คือ ธรรมที่ จะเป็นเครื่องเปิดประตู ซึ่งควรจะได้พูดกันต่อไป. สรุปความว่า ค่าของครูนั้นสูงสุด นะ จะยิ่งไป กว่าอุปัชฌาย์อาจารย์. นี้ในภาษาไทยเรายืมคำ ๆ นี้เอามา ใช้ โดยไม่ต้องแปล, และความหมายมันก็เกิดขึ้นตามที่เอา มาใช้แปลกออกไป, ลดลงไปถึงกับว่าสอนหนังสือ สอน ก ข ก กา ก็เรียกว่า ครู. นี้มันก็ได้เหมือนกันแหละ เพราะ สงเคราะห์การรู้หนังสือว่า เป็นเรื่องจะสว่างไสวในทาง วิญญาณ ; แต่ว่าไม่ถึงขนาดความมุ่งหมายเดิม คือไม่ได้

น.14 ๖ สอนให้รู้จักเดินให้ถูกทาง จนจิตวิญญาณนี้มันออกไปเสียจาก ปัญหาต่าง ๆ ได้. ฉะนั้น ค่าของครูก็คือ ผู้ที่ช่วยให้โลก เดินถูกทาง ตามที่มันควรจะเป็นไป มากที่สุดที่มันจะ เป็นไปได้. ครู กับ โลก นี่มันต้องเนื่องกัน เพราะว่าครูเป็นผู้ จุดคบเพลิง ถือให้เป็นเครื่องส่องสว่างให้แก่โลก ให้โลก เดินไปอย่างถูกทาง, ปัญหาเกี่ยวกับครูในโลกจึงเกิดขึ้น บ้าง เพราะโลกมันเปลี่ยนแปลง เช่นว่า โ ลกนี้ไม่ ต้องการจะเดิน ไปตามทางที่มีอยู่ สำหรับครูจะจูงให้ เดิน; มันไม่เดิน แล้วมันก็แยกทางกันเดิน คือเดินไป ในทางที่ไม่ควรจะเดิน ทีนี้ ครูบางคน ก็เกิดล้มละลาย มาสมัครเดินอย่าง ชาวบ้านทั้งหลาย ไม่ทำตนเป็นผู้นำในทางวิญญาณ ; กลายมาสมทบเข้าไปในหมู่ชาวบ้าน ที่เดินไปตามอำนาจของ กิเลส, เดินอย่างหลับหูหลับตาเข้าไปหากองทุกข์. นี้แหละ ครูถอดตัวเอง ออกมาเสียจากความเป็นครู ในลักษณะ อย่างนี้ แล้วปัญหามันก็เกิดขึ้นเกี่ยวกับค่าของครู ซึ่งอาตมา อยากจะเอามาพูดกันเดี๋ยวนี้.

น.15 ๗ โลกนี้กำลังเป็นโลกที่นิยมวัตถุ สมาชิกทุกคนใน โลก บูชารสอร่อยทางวัตถุ จะยิ่งกว่ายาเสพติดธรรมดา สามัญเสียอีก. เรื่องเฮโรอีนเรื่องอะไรที่ถือกันว่าร้าย ๆ นักนี่ ไม่ร้ายแรงเท่ากับความอร่อยของวัตถุดอก. องค์การโลกตั้งหน้าตั้งตาปราบยาเสพติด เช่น เฮโรอีน เป็นต้น โดยหลับหูหลับตาไม่รู้ว่าสิ่งที่ร้ายกว่านั้นน่ะ มันมีอยู่ คือ ความหลงใหลในความเอร็ดอร่อยทางเนื้อ ทางหนัง วิญญาณที่ต่ำทราม นั่นแหละเป็นเหตุให้ไป บูชายาเสพติดทางวัตถุ. ถ้าวิญญาณอย่าไปหลงในยาเสพติด ทางวิญญาณแล้ว มันก็ไม่มีปัญหาเรื่องยาเสพติดทางวัตถุ ยาเสพติด ที่กำลังเป็นปัญหาเวลานี้ มัน เป็นเรื่อง ทางวัตถุ มีความเอร็ดอร่อยทางวัตถุ ; แต่แล้วมันก็เข้า ไปสร้างความเอร็ดอร่อยทางวิญญาณ คือความเอร็ดอร่อย อย่างกิเลส อย่างอวิชชา ก็เรียกว่า มันเป็นความอร่อยของ วัตถุด้วยเหมือนกัน. เขาไม่มุ่งไปยังต้นตอที่ว่า มนุษย์มันติดยาเสพติด ทางจิตทางวิญญาณ ไม่จัดการที่นั่น ไม่แก้ไขที่นั่น มันก็เลย แก้ไม่ได้ สำหรับยาเสพติดทางวัตถุ. ได้ยินว่ายิ่งแก้ยิ่งมาก,

น.16 ๘ ยาเสพติดกำลังเพิ่มมากขึ้นในโลก. แก้อะไรกัน ? ก็พูดกัน ลม ๆ แล้ง ๆ ว่าจะปราบยาเสพติดในโลก ; ยิ่งปราบยิ่งมาก. ทำไมมันเป็นอย่างนั้น ? เพราะว่า ไม่มองเห็นต้นตอ ที่ทำ ให้คนไปติดยาเสพติด. มีคนพูดที่น่าฟังว่า ทำให้คนเลิกเฮโรอีนได้ กลับ ออกไปอยู่บ้านไม่กี่วัน มันก็สูบอีก; เพราะว่ามันไม่มีอะไร ที่เป็นความเอร็ดอร่อยทางวิญญาณเข้ามาแทนที่. เขามีความ เห็นว่า คนที่เลิกเฮโรอีนได้ รีบไปฝึกสมาธิ ให้ได้รสของ สมาธิ ความเป็นสุขที่เกิดจากจิตที่เป็นสมาธิ, แล้วให้คน ที่เลิกเฮโรอีนใหม่ ๆ นั้นน่ะ พอใจสบายหลงใหลอยู่ด้วยรส ของสมาธิ แล้วเขาก็จะไม่ย้อนกลับไปเสพเฮโรอีนอีก. นี่เราไม่ค่อยได้คิดกัน มันก็เลยเหมือนกับว่า จับปู ใส่กระด้ง : จับตัวมาให้เลิกเฮโรอีนได้ ปล่อยกลับไปบ้าน มันก็เสพอีก ก็กลับมารักษากันอีก, ปล่อยไปบ้านมันก็ติด อีก. เพราะว่า การเสพติดนี่ มัน เป็นเรื่องลึกอยู่ในทาง จิตทางวิญญาณ; ถ้าไม่ถอนความเสพติดทางวิญญาณ ได้ การเสพติดทางวัตถุมันก็เลิกไม่ได้ดอก.

น.17 จะต้องทำหน้าที่ มากกว่าที่จะสอน ให้เลิกความชั่วร้ายทางวัตถุ ; ค่าของครูก็จะเต็มตาม ความหมาย, แปลว่าจะเป็นครูที่ถึงอุดมคติของครู หรือค่า ของครูกันได้จริง ๆ. เดี๋ยวนี้อุดมคติของครูยังไม่ถึงขนาด, มันยังไม่ขึ้น ไปถึงขนาด, มันยังเหมือนกับชนกรรมาชีพก็ว่าได้ : ขาย แรงงานคือสอนหนังสือนี่ หาเลี้ยงชีวิตไปวันหนึ่ง ๆ ด้วยการ สอนหนังสือ ซึ่ง ครูนั้นเองก็ไม่รู้ว่าวิญญาณนั้นจะสูงไป ในทางไหน ; สอนหนังสืออย่างเครื่องจักรก็ได้ สอนให้ ครบชั่วโมงแล้วก็ได้เงินเดือน, แล้วก็ไปใช้จ่ายอย่างคน ธรรมดาสามัญทั่วไป, ก็เหมือนกับกรรมกรสอนหนังสือ. อย่างนี้มันยังไม่ถึงค่าของความเป็นครู ไม่ถึงอุดมคติของ ความเป็นครู อยากจะขอให้พิจารณาดู ว่าเรา จะดึงเอาค่าของ ความเป็นครูมาสู่ครู คือครูเรานี้ กันหรือยัง ? การเป็นครู กันเดี๋ยวนี้ เรียกได้ว่า มีอยู่ ๒ แบบ : แบบหนึ่งคือ สติปัญญาน้อย ไม่อาจจะเรียนวิชาชีพอย่างอื่น ก็มาเป็นครูกัน นี่คล้ายกับว่าวิชาจำเป็น อาชีพจำเป็น ทำ

น.18 ๑๐ อย่างอื่นไม่ได้ก็มาเรียนเป็นครูกัน เรียกว่า ครูจำเป็น, จนเกิดเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีว่า เข้าไหนไม่ได้ก็มา เข้าครู. ครูชนิดนี้ก็มีอยู่มาก และไม่ได้รับคำสั่งสอน ให้ เป็นครูตามอุดมคติ. เอ้า, ทีนี้ ครูอีกพวกหนึ่ง เรียกว่า มีสติปัญญา มากพอ ที่จะไปเรียนวิชาสาขาอื่นก็ได้ ไ ม่มีความจำเป็น บังคับ แต่เขาก็ยัง อยากจะเป็นครู ก็มาเรียนเป็นครู อย่างนี้ก็มีอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน, เป็นครูด้วยความเหมาะสม ด้วยความสมัครใจ; แต่แล้วก็ยังไม่ได้ทำหน้าที่ของความ เป็นครูที่แท้จริง, คือเปิดประตูในทางวิญญาณอยู่นั่นเอง. ไม่ว่า ครูที่จำเป็นหรือครูที่ไม่จำเป็น ครูทั้งสอง พวกนี้ ก็ยังไม่ได้เปิดประตูทางวิญญาณ. อาตมาจึง ขอร้องว่า ให้ช่วยพิจารณากันใหม่ถึงค่าของครู, เลื่อน ฐานะของความเป็นครูให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนถึงระดับ เรียกว่า ระดับสูงของความเป็นครูให้จนได้. แม้ว่าเดี๋ยวนี้เราเป็นครูจำเป็น, เข้ามาเป็นครูโดย ความจำเป็น เพราะเราไปทำไปหาอาชีพอื่นไม่ได้ ก็ดี, หรือ ว่าเราเป็นครูโดยความเหมาะสม แต่ยังไม่สามารถเปิดประตู

น.19 ๑๑ ทางวิญญาณ ก็ดี; ให้เลื่อนชั้นกันเสียที, ให้ถึงระดับ เป็นผู้เปิดประตูทางวิญญาณ ; มันยังทำได้ ไม่ใช่ทำ ไม่ได้. เหมือนกับพระบวชกันนี่ บวชอย่างงมงายกัน ทั้งนั้นแหละ. เอ้า, พูดอย่างนี้ดีกว่า บวชอย่างงมงาย เข้ามาตามขนบธรรมเนียมประเพณี ว่าคนหนุ่มต้องบวช. อาตมาก็เหมือนกันแหละ บวชเข้ามาอย่างโง่ ๆ งมงาย, มา บวชพอเป็นพระ. แล้วมันเพิ่งค่อยกลายมาทีหลัง, มาศึกษา รู้ธรรมในพระศาสนา ของพระพุทธเจ้าแล้ว จึงเกิดความ สมัครใจที่จะเรียนให้ดี ปฏิบัติให้ดี สอนให้ดี เผยแผ่ ศาสนาให้ดี; อันนี้มันเพิ่งเกิดมาทีหลัง แล้วมันก็พิสูจน์ อยู่ในตัวแล้วว่ามันเปลี่ยนได้, มันเปลี่ยนได้. แม้ว่าจะบวชเข้ามาอย่างงมงาย ; แต่เมื่อพยายาม ปฏิบัติให้ดี มันก็เปลี่ยนได้ มากลายเป็นพระภิกษุตาม มาตรฐานของพระพุทธเจ้าได้. อย่าไปถือเสียว่า ถ้าลงงมงาย มาแล้วมันจะเปลี่ยนไม่ได้. ทุกอย่างมันเปลี่ยนได้, มันมี ความไม่เที่ยงเป็นเครื่องทำให้เปลี่ยนได้.

น.20 ก็เหมือนกันแหละ แม้จะเป็นครูเข้ามา ในลักษณะอาชีพบังคับ ก็ยังมีโอกาสที่จะเปลี่ยนได้ ให้มาเป็นครูอุดมคติ ตามความหมายของคำ ๆ นี้, ให้ถึงค่า ของความเป็นครูที่เต็มเปี่ยม . . . . . . . . . . . . . . . . เอ้า, ทีนี้ ก็จะพูดต่อไปถึง "อุดมคติของครู" ได้พูดมาแล้วข้างต้นว่า คำว่า ครู ตามความหมาย ดั้งเดิมนั้น คือผู้เปิดประตูทางวิญญาณของหมู่สัตว์ ; มันก็เป็นเรื่องของศาสนานั่นแหละ ที่จะเกิดคำ ๆ นี้ขึ้นมา เพราะก่อนนั้นมีแต่อาจารย์สอนอาชีพ อาจารย์ฝึกมรรยาท ฝึกนิสัย ฝึกอะไรก็ได้; แต่ทีนี้มีคนที่เห็นว่า มันไม่พอ สำหรับความเป็นมนุษย์ที่น่าพอใจ. คนเหล่านี้ก็ออกไป ค้นคว้า ก็คงจะในป่าอีกนั่นแหละ. เขาก็ออกไปอยู่ป่า ไปค้นคว้าเรื่องทางจิตใจ ที่อาจ จะดับความทุกข์ของสัตว์ในโลก ; พอไปรู้เรื่องทางจิตใจ แล้วก็มาสอนคน ให้รู้เรื่องทางจิตใจ. นี่แหละ คือ ครูผู้ เปิดประตูทางวิญญาณ ก็ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก.

น.21 ๑๓ ยุคไหน เมื่อไร ตรงไหนนั้น บอกไม่ได้ดอก แต่มันก็ได้ เกิดขึ้นในโลก แล้วก็เป็นผู้นำในทางวิญญาณเรื่อย ๆ มาจน เดี๋ยวนี้. เราถือเอาความหมายของคำว่า ครู นี้ว่าเป็น ปูชนียบุคคล ; ไม่ใช่คนธรรมดา, ว่าครูนี่ไม่ใช่คน ธรรมดา. ครูนั่นคือผู้นำทางวิญญาณ ซึ่งมีค่ามาก ตีค่า ไม่ไหว ตีไม่ไหวไปเลย, ยกให้เป็นบุคคลพิเศษพวกหนึ่ง เป็นปูชนียบุคคลไป. อาตมาคิดว่า เรา ควรจะถือเป็นหลักว่า ถ้าคนใด คนหนึ่ง ทำประโยชน์เกินค่า, เกินค่าของสิ่งที่เขาให้เป็น การตอบแทนแล้ว ก็ จะเรียกเป็นปูชนียบุคคลได้. อาชีพ ปูชนียบุคคลนี้ควรจะเปิดกว้างออกไป เช่น อาชีพครูบา- อาจารย์ นี่เป็นข้อแรกละ แล้วก็ อาชีพอย่างผู้พิพากษาตุลาการ อาชีพคุ้มครองความสุขสวัสดีของประชาชน อะไรทำนองนี้ ; ซึ่งรวมความว่า เขาทำให้เกิดคุณค่ามากกว่าเงินเดือนที่ได้รับ อย่างที่จะเปรียบกันไม่ได้ละ. เช่นเขามีเงินเดือนสักเดือนละ ๔ - ๕ พัน อย่างนี้ แต่ประโยชน์ที่ทำให้แก่มนุษย์นั้นมันมาก : ความปลอดภัย

น.22 ๑๔ ของมนุษย์, ความยุติธรรมของมนุษย์, ความสงบสุขของ มนุษย์. บุคคลเหล่านี้เป็นปูชนียบุคคลได้, และมี ครู นี่แหละ เป็นผู้นำ นำหน้าอาชีพปูชนียบุคคล; เพราะว่าถ่าย ทอดมาจากอาชีพของภิกษุ สาวกของพระพุทธเจ้า ซึ่ง เป็นบรมครู. มันจะเข้าใจได้ง่าย ถ้าเรามองไปยัง พระพุทธเจ้า และสาวกของท่าน ทำประโยชน์แก่สัตว์โลกอย่างใหญ่ หลวง แล้วก็ รับสิ่งตอบแทนด้วยปัจจัยสี่ เล็ก ๆ น้อย ๆ พอดำรงชีวิตอยู่ได้. นั่นแหละมันจึงเกิดความเป็นปูชนีย- บุคคลขึ้นมาในพวกครู. ทีนี้ก็ถ่ายทอดมาถึงวิชาหนังสือหนังหาอะไร ก็เรียก ว่า ครูเป็นปูชนียบุคคล ยกขึ้นไว้เหนือศีรษะของคนทุกคน, เป็นผู้ที่ทุกคนจะต้องเคารพ รับเอาไว้บนศีรษะ ; แม้ว่า มันจะหนักบ้างก็ยินดี. ดังนั้น ความเป็นปูชนียบุคคลก็เกิดขึ้น โดยไม่ ต้องมีใครแต่งตั้งดอก ธรรมชาติ ความเป็นธรรม มันแต่ง ตั้งเอง. ถ้าเรา ยอมรับอย่างถูกต้องมันก็มีประโยชน์ ;

น.23 ๑๕ ถ้าเรา ปฏิเสธอย่างโง่เขลา มัน ก็เกิดความวุ่นวาย ขึ้นมา ในโลกในสังคม. ดังนั้น ควรจะไปพูดจาให้เข้าใจกันเสีย ให้ยอมรับ ความเป็นปูชนียบุคคล ของบุคคลประเภทที่เป็นปูชนีย- บุคคล นับตั้งแต่พระพุทธเจ้าลงมา จนถึงบุคคลที่เสียสละ อย่างยิ่ง เพื่อประโยชน์แก่บุคคลอื่น นี่เป็นสิ่งที่ต้องคิด ทีแรก. ทีนี้ อาตมาอยากจะพูดอีกคำหนึ่งว่า "ครูผู้สร้าง โลก" ให้มันมองเห็นง่าย ๆ ขึ้นมาอีกใกล้ ๆ ตัว ว่าครูจะเป็น ผู้นำทางวิญญาณนะ เป็นผู้เปิดประตู เป็นปูชนียบุคคล อะไรก็ตามเถอะ ; แต่ที่เป็น ข้อเท็จจริงที่จะมองเห็นได้ ไม่ยาก นั้น คือ เป็นผู้สร้างโลก ว่าโลกนี้มันจะเป็นอย่างไร ก็แล้วแต่ครูสร้างคนขึ้นมาอย่างไร. ครูสอนเด็ก ครูอบรมเด็ก เด็กก็เป็นคนขึ้นมา เต็มไปทั้งโลก ; ดังนั้นโลกมันก็ต้องเป็นไปตามคนที่มีอยู่ใน โลก. ฉะนั้นควรจะมองให้ลึกลงไปถึงเด็กด้วย ว่า เด็ก นั่นแหละ เป็นผู้สร้างโลก หรือเป็นวัตถุปัจจัยสำหรับจะ สร้างโลก ซึ่งอยู่ในกำมือของครู.

น.24 ๑๖ พูดกันแต่เพียงว่า เด็กเป็นผู้ใหญ่ในวันหน้านี่ ไม่มี ความหมายอะไรดอก ป่วยการพูด. ควรพูดว่า เด็กคือ ผู้สร้างโลกในวันหน้า ; แต่ต้องเนื่องอยู่กับครู ที่จะสร้าง เด็กขึ้นมาอย่างไร. ฉะนั้น ขอให้ครูทั้งหลาย รู้จักความ เป็นปูชนียบุคคลของตน ว่า "เราสร้างเด็กในลักษณะที่ เป็นการสร้างโลก". ดังนั้นเด็กต้องสามารถสร้างโลกที่ดีในอนาคต แต่ มันขึ้นอยู่กับครู ที่ว่าจะสร้างเด็กนั้นขึ้นมาอย่างไร. นี่เป็น เรื่องที่เห็นได้ ที่ภาษาธรรมเรียกว่า สันทิฏฐิโกทีเดียว ความที่ เด็กเป็นผู้สร้างโลก นี่ เป็นสันทิฏฐิโก คือ เป็น สิ่งที่เห็นได้ ; ถ้าเราจะมองดู. แต่เดี๋ยวนี้ก็ไม่อยากจะ มองนี่, แล้วไม่อยากจะรับภาระหน้าที่ให้มันดี ให้มันสูง ขึ้นไป. ครูพวกที่เห็นแก่ปากแก่ท้อง เห็นแก่ความเอร็ด- อร่อย สนุกสนานทางเนื้อทางหนังนี่ เขาสั่นหัวแหละ ว่า จะเป็นผู้สร้างโลกนี่มันดีเกินไป มันมากเกินไป ; ถ้าเราไป รับถืออุดมคติอันนั้นแล้ว เราก็สูญเสียความสุขสนุกสนาน เอร็ดอร่อยทางวัตถุ ทางเนื้อทางหนัง. นี่คือความไม่เป็น

น.25 ๑๗ ครู, ไม่มีความเป็นครูโดยอุดมคติ หรือโดยทางจิตทาง วิญญาณ. ขอให้ผู้ที่ตั้งใจจะเป็นครู ช่วยกันระวังสังวร รักษาไว้ให้ดี ; อย่าให้จิตใจของครูมันกลายเป็นอย่างนั้น ไปเสีย : คือ แทนที่จะเป็นผู้เปิดประตูคอกให้สัตว์ ออกมา กลับไปเป็นสัตว์ที่จะสมัครเข้าไปอยู่ในคอกเสียเอง. นี่แหละคือ "จุดบอดของความเป็นครู", จุด บอดของอุดมคติของครู. แทนที่จะเปิดประตูให้สัตว์ออก มาจากคอก กลับสมัครที่จะเป็นสัตว์ที่เข้าไปอยู่ในคอก เสียเอง. อาตมาบอกแล้วว่า มันนึกอะไรไม่ออก ที่จะพูดให้ ไพเราะ ให้ประณีตอะไร, พูดได้ตรง ๆ อย่างนี้ มันก็พูด ตรง ๆ อย่างนี้ ใครจะโกรธก็ยินดี เพราะพูดอย่างอื่นไม่เป็น พูดได้แต่อย่างนี้, และก็ขอโอกาสแล้วว่า ขอพูดตรง ๆ อย่าง อิสระ เช่นพูดอย่างนี้. ครูสมัครเข้าไปในคอกในเล้าเสียเอง : ไปบูชา การเป็นอยู่อย่างตามใจกิเลส, แต่งตัวสวย ๆ, กินอาหารดี ๆ มีเครื่องบำรุงบำเรอ เหมือนกับชาวบ้านทั่วไป อย่างนี้

น.26 ๑๘ แล้ว จะเป็นครูได้อย่างไร. เงินเดือนก็ไม่พอใช้; เหมือน กับคนที่ทำผิด ในเรื่องการครองชีวิต ด้วยเหมือนกัน. เห็นรสของยาเสพติด เช่นกามารมณ์เป็นต้น ว่า เป็นของสูงสุด ก็ต้องบูชากามารมณ์, ก็ต้องบูชาปัจจัยแห่ง กามารมณ์. เงินเดือนทุกบาททุกสตางค์เอาไปซื้อหาปัจจัย แห่งกามารมณ์ แม้ไม่ซื้อหาเดี๋ยวนี้ ก็จะต้องซื้อหาข้างหน้า; เพราะว่าเรายังได้ยินข่าวว่า ครูขายใบสุทธิ ปลอม อย่างนี้ เป็นต้น, แล้วยังมีครูที่ประกอบอาชญากรรมเหมือนกับ ชาวบ้านทั้งหลาย. นี่ เขาไม่มองเห็นค่าของความเป็นครู, ไม่เห็น อุดมคติของความเป็นครู, เอาค่าของความเป็นครูไปเป็น เครื่องมือ หาเงินหาประโยชน์โดยทุจริต ก็เลยไม่ยินดีที่จะ ศึกษาวิธีเปิดประตู. เช่นมีการอบรมศีลธรรมให้แก่ครู, หรืออบรมวิธี สอนศีลธรรมให้แก่ศิษย์นี่ มันก็เหมือนกับ สอนวิธีเปิด ประตูคอก. ครูบางคนไม่ยอมรับ การอบรมสั่งสอน อย่างนี้ : กระฟัดกระเพียด, ถูกเกณฑ์ให้มานั่งฟังก็นั่งฟัง อย่างกระฟัดกระเฟียด, แล้วสร้างสถานการณ์ให้มันล้ม

น.27 ๑๙ ละลาย ไม่ต้องบรรยายนี่. ทำหนวกหูขึ้นมาก็มี คือไม่ให้ การบรรยายนั้นมันเป็นไปได้. ทั้งนี้ เพราะเขารู้สึกว่า อบรมวิชาศีลธรรมนี้ ไม่ทำ ให้เงินเดือนขึ้นนี่, ไม่ทำให้เลื่อนชั้นเงินเดือน. ครั้นผู้ บรรยายบอกว่าได้บุญ ก็ถือว่าเป็นเรื่องหลอกกันนี่, หลอก ให้เราสนใจเรื่องศีลธรรมว่ามันเป็นเรื่องได้บุญ. ครูถือว่า บุญจากความเป็นครูนั้นไม่มีความหมายนี่. นี้แหละ เป็น มารร้าย ฆ่า ทำลายอุดมคติของครู ความเป็นทาสของวัตถุ นั่นแหละมันเป็นมารร้าย ฆ่าปูชนียบุคคลทั่วไปในโลก ทุกชนิด; หมายความว่า ผู้ที่จะตั้งใจทำดี มีประโยชน์สูงสุดเกินกว่าค่าของเงินนั้นน่ะ ถูกฆ่าหมดโดยรสอร่อยของวัตถุ ที่เราจะเรียกว่าวัตถุนิยม. เขารู้สึกว่า บุญ ก็ดี อุดมคติอะไร ก็ดี มันไม่มีรส อร่อยเหมือนกับรสอร่อยทางวัตถุ; เขาก็เลยบูชารสอร่อย ทางวัตถุ บูชาปัจจัยเพื่อความอร่อยทางวัตถุ. ฉะนั้นจึงมา บูชาเงินซึ่งเป็นปัจจัยให้ได้มาซึ่งความอร่อยทางวัตถุ แต่ว่า เดี๋ยวนี้ ก็เป็นอย่างนี้กันทั้งนั้นแหละ ไม่ใช่ เฉพาะแต่พวกครู พวกชาวโลกทั่วไปก็บูชาวัตถุนิยม, บูชา

น.28 ๒๐ ปัจจัยแห่งความอร่อยทางวัตถุ ชื่อว่า บูชาประโยชน์กันทั้ง โลก. พระเจ้าก็ตายหมด ศาสนาก็ตายหมด ธรรมก็หาย ไปหมด เพราะว่าคนเขาไม่บูชา คนเขาบูชาประโยชน์. ทุกชาติ ทุกกลุ่มของชาติในโลกนี้ สังคมนิยมก็ดี คอมมูนิสต์ ก็ดี นายทุน ก็ดี เสรีประชาธิปไตย ก็ดี ล้วน แต่บูชาประโยชน์ ทั้งนั้นแหละ ; ไม่บูชาพระเจ้า ไม่บูชา ศาสนา ไม่บูชาพระธรรม. เขาบูชาประโยชน์ คนในโลก เป็นเสียอย่างนี้ คือมัน อยู่ในคอกของอวิชชา คอกของ กิเลส คอกของความทุกข์. ทีนี้ ครูเราแทนที่จะทำหน้าที่ผู้เปิดประตูคอก มัน กลายเป็นมุดเข้าไปอยู่ในคอกเสียเอง มันจะเป็นอย่างไร ลอง คิดดู. นี่เป็นความล้มเหลวของความพยายามในโลก ที่จะ สร้างสันติภาพกันขึ้นมา. เมื่อไปตกติดอยู่ภายใต้อำนาจของ วัตถุแล้ว มันก็คือ ความพังทลายของมนุษย์; ที่จะเรียกว่า เป็นสัตว์ผู้มีจิตใจสูงนั้น มันเป็นไปไม่ได้; จิตใจมันต่ำ เสียแล้ว. ฉะนั้น ต้องเอาชนะให้ได้ : ครูจะต้องช่วยเป็น ผู้นำ นำกองทัพธรรมนี่ ต้องเอาชนะปัญหาเหล่านี้ให้ได้,

น.29 ๒๑ คือ ดึงเอามนุษย์ออกมาจากคอกของอวิชชา ของสิ่งที่เป็น ข้าศึกแก่มนุษย์ออกมาเสีย เป็นอิสระ มีแสงสว่าง มีการ กระทำที่ดับทุกข์. ทีนี้ เราดูกันตรงจุดที่ว่า คนเหล่านี้ สัตว์เหล่านี้ ที่อัดอยู่ในคอกในโลกอันกว้างขวางนี้ มันเป็นทาสของวัตถุ ไม่เป็นไทยแก่ตัว ; ครูก็เข้าไปอยู่ในคอกนั้นเสียแล้ว ไม่ เป็นไทยแก่ตัว เลยช่วยสัตว์โลกให้เป็นอิสระไม่ได้ เพราะเป็นทาสด้วยกัน, ไปสมัครที่จะเป็นทาสอยู่ด้วยกัน ครูก็ชอบแต่งตัวสวย ๆ. กินอาหารดี ๆ, เล่นหัว มีเครื่องอุปกรณ์แห่งการเล่นหัว, มีเวลาไม่พอที่จะเล่นหัว จนต้องเบียดบังเวลาสอนในโรงเรียนเอาไปใช้ ; เงินเดือน ก็ไม่พอใช้. นี่เรียกว่า เป็นทาสของวัตถุ ไม่เป็นอิสระ แก่ตัว ก็เลยทำอะไรไม่ได้ ทำหน้าที่ของครูตามอุดมคติ ไม่ได้. ทีนี้ เราก็จะนึกถึง พระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นบรมครู ท่านทำหน้าที่ไถ่ถอนทาส ทำให้หลุดจากความเป็นทาส ในวัตถุ. ความเป็นบรมครูของพระองค์ ก็คือไถ่ถอนสัตว์ ออกมาเสียจากความเป็นทาสของกิเลสตัณหา มาเป็นอิสระ

น.30 ๒๒ ถึงที่สุด ; ที่เราเรียกกันว่า วิมุติ - ความหลุดพ้นจากปัญหา ทั้งปวง พวกเรา เป็นครู แม้ไม่เป็นบรมครู แต่ก็เป็นครู ; เราควรจะทำอย่างเดียวกัน คือ ถอนตัวเองออกมาเสียจาก ความเป็นทาส, แล้วก็ช่วยผู้อื่น ให้หลุดจากความเป็นทาส โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลุดออกมาจากอวิชชา ความโง่ ความหลง อยู่ในอำนาจของกิเลสตัณหาเหล่านี้ ออกมาเสียให้ได้ มันจะ ได้พ้นจากความเป็นทาส มันทำได้อย่างที่ว่ามาแล้วข้างต้น ว่าแม้เราจะเข้ามา เป็นครูอย่างหวังค่าจ้าง หรือว่ายอมเป็นทาส ทีแรกยอมเป็น ทาสเงิน ทาสประโยชน์ ที่จะหาความสุขทางวัตถุ ; เดี๋ยวนี้ เราก็ ลืมหูลืมตาแล้ว, เรารู้สึกแล้วว่าอะไรเป็นอะไร เรา ก็เปลี่ยนได้ ; เหมือนพระที่บวชอย่างงมงายตามประเพณี แล้วก็มากลายเป็นพระที่ทำหน้าที่ของตนอย่างถูกต้องใน ภายหลัง. ครูทั้งหลายก็เหมือนกันแหละ แม้ว่าจะเข้ามาอย่าง ประสายุวชน คนที่ยังเป็นเด็ก เป็นหนุ่มเป็นสาวอะไรขึ้นมา ; แต่แล้วเมื่อมาถึงจุดหนึ่งแล้ว ควรจะเข้าถึงอุดมคติของครู,

น.31 ๒๓ มาเป็นครูตามอุดมคติ ไม่ใช่เพื่อค่าจ้าง ที่จะเอาไปใช้ แสวงหากามารมณ์ เป็นปัจจัยแห่งกามารมณ์. ฉะนั้นจึงว่ามาเป็นไทย มาเข้าสังกัดพระพุทธเจ้า ; เราสังกัดกระทรวง กินเงินเดือนของกระทรวง ก็ไม่เป็นไร ; แต่จิตใจของเราสังกัดอยู่กับพระพุทธเจ้า. ทางกายสังกัด กระทรวง จิตสังกัดอยู่กับพระพุทธเจ้า นี่จะเป็นครูอุดมคติ ได้ ; แต่ไม่ชอบ เพราะว่าไม่มีโอกาสที่จะไปหัวหกก้นขวิด กับเรื่องทางเนื้อหนัง เขาไม่ชอบก็เลยเป็นไม่ได้. แต่ถ้าต้องการจะเป็นมันก็เป็นได้ โดยยอมเสียสละ สิ่งหลอกลวงเหล่านั้นเสีย ; ดำรงตนให้เป็นครูที่แท้จริง เงินเดือนก็ยังคงได้แหละ, แต่มันไม่เป็นค่าจ้างแล้วเดี๋ยวนี้ น่ะ. ถ้าเราไปเป็นครูที่ขึ้นสังกัดอยู่ต่อพระพุทธเจ้า ทำหน้าที่ ของครูอย่างสมบูรณ์ เงินเดือนจากกระทรวงจะไม่ใช่ค่าจ้าง เหมือนที่แล้ว ๆ มา แต่กลายเป็นเครื่องสักการะบูชาแก่ความ เป็นครู. เราทำให้ค่าจ้างเปลี่ยนเป็นเครื่องสักการะบูชา ; เรา ก็ไม่เป็นลูกจ้าง, แล้วก็ไม่เป็นทาสของใคร. เราเป็น อิสระเหมือนเครื่องจักรทำหน้าที่ช่วยโลก เพราะเขาให้อะไร

น.32 ๒๔ มา ก็มากลายเป็นเครื่องบูชาไป ; เป็นเครื่องบูชาคุณเหมือน กับดอกไม้ธูปเทียน. เดี๋ยวนี้เราไม่ใช่ลูกจ้างของกระทรวง ; แต่เราเป็นคนของพระพุทธเจ้า เป็นคนของโลกรับใช้โลก. คำว่า "คนของโลก" นี่ เขามีคำพูดอยู่คำนะ แต่ จะไม่ค่อยผ่านหู คำพูดของมนุษย์มีอยู่คำหนึ่ง : คนของโลก Man of World คือรับใช้โลก. เดี๋ยวนี้เรากลายเป็นคนของโลก รับใช้โลก เงิน เดือนของกระทรวงเป็นเครื่องสักการะบูชา มันไม่ไปไหน เสียละ, มันก็ตามมาเหมือนกับฝุ่นที่ติดเท้านั่นแหละ มัน ยังคงมี ไม่ใช่ว่าจะไม่มี, หรือจะไม่มีอะไรกิน จะไม่มีเงิน เดือนกิน มันก็คงมี. แต่มันมีมาในรูปของเครื่องสักการะ- บูชา เพราะเราเป็นคนของโลก รับใช้มนุษย์ทั้งโลก เป็น ปูชนียบุคคล เป็นสมุนของพระพุทธเจ้าไปแล้ว เราเป็น ปูชนียบุคคลอยู่เหนือหัวเขา แต่เรารับใช้เขา. ฟัง, ฟังมันยาก : เราอยู่เหนือหัวเขา แต่เรารับ ใช้เขา. ถ้าครูเป็นปูชนียบุคคลเหมือนพระอริยสาวกพระสงฆ์ ทั้งหลาย ก็อยู่เหนือหัวคน แต่มารับใช้คน, คอยรับใช้คน คอยช่วยคน ให้ออกมาจากความทุกข์ อย่างไม่เห็นแก่เหน็ด-

น.33 ๒๕ แก่เหนื่อย. นี่ฟังให้ดี มันเป็นภาษาที่ออกจะแปลก ที่ไม่ เคยพูดกันในโรงเรียนก็ได้ : เราเป็นปูชนียบุคคลแก่บุคคล ที่เรารับใช้เขาน่ะ. ฟังมันฟังยาก ปูชนียบุคคล ทำไมมา รับใช้เขาล่ะ ? เพราะการรับใช้เขานั่นแหละ เราจึงกลายเป็น ปูชนียบุคคล. ฉะนั้นขอให้ทุกคนนี่ สมัครเถอะ ยอมสมัครเป็น ผู้รับใช้คนในโลก เพื่อให้ทุกคนในโลกนี่มันเป็นมนุษย์ที่ถูก ต้องขึ้นมา. เราคอยเฝ้าคุ้มครองเขา เหมือนอย่างเป็น ตำรวจ, เอ้า ยกตัวอย่าง ; อดตาหลับขับตานอน ทนลำบาก เพื่อรับใช้ประชาชน ; แต่แล้วตำรวจนั้นจะเป็นปูชนียบุคคล ของประชาชนนะ. ถ้าพูดกันตามความยุติธรรม เขาอดตาหลับขับตา นอนเพื่อความปลอดภัยของประชาชน ; เพราะฉะนั้นเขา จึงเป็นปูชนียบุคคลของประชาชน ที่เขารับใช้นั่นเอง. นี่ หมายถึงตำรวจที่ดีนะ ที่สามารถพิทักษ์สันติราษฎร์ได้จริง ตำรวจที่มามีข่าวหนังสือพิมพ์บ่อย ๆ นั้น ต้องยกเว้น ไม่ใช่ อยู่ในพวกนี้.

น.34 ๒๖ ทีนี้ ครู ก็ควรจะเป็นตำรวจทางวิญญาณ, ตำรวจฝ่ายวิญญาณคอยจับขโมย คือกิเลสที่มันเข้าไปทำลาย เด็กนั่น. เด็ก ๆ ของเราจะถูกโจรผู้ร้ายคือกิเลสนี่แหละ เข้าไปทำลายจิตทำลายวิญญาณให้วินาศไป; ครูก็เป็นตำรวจ ช่วยจับขโมย ทำความปลอดภัยให้แก่เด็ก ๆ เหล่านั้น. เพราะฉะนั้นพูดได้ว่าเป็นครูที่แท้จริงในโลก เป็น ปูชนียบุคคลในโลก เป็นผู้สร้างโลกได้ในที่สุด; เพราะเรา เป็นผู้ที่สร้างจิตสร้างวิญญาณของเด็ก ๆ ให้มันดี, คือว่าให้ มันถูกต้อง. กำจัดส่วนที่ไม่ดีออกไปเสีย คงไว้แต่ส่วน ดี, เป็นเด็กที่ดี เป็นผู้ใหญ่ที่ดี เป็นพลโลกที่ดี; การ สร้างโลกก็สำเร็จได้ด้วยน้ำมือของครู อย่างนี้. ทีนี้ จะดูว่า เครื่องมืออะไรที่จะช่วยครู ในข้อนี้ ก็คือธรรม นั่นเอง, คือธรรมะนั่นเอง, ธรรมะที่ไม่ค่อย มีใครสนใจนั่นเอง, ธรรมะที่พวกครูทั้งหลายก็ยังไม่สนใจ ให้พอ ว่าคืออะไร ได้แต่เป็นเรื่องอะไรเรื่องหนึ่งที่เขาบอก ให้จด ๆ ไว้ในสมุดเท่านั้นแหละ, พิมพ์เป็นหนังสือเล่มขึ้น ให้อ่านให้เรียน มันเป็นธรรมกระดาษ เป็นธรรมอยู่ในสมุด; อย่างนี้ไม่สำเร็จประโยชน์. ต้องเป็นธรรมจริง ๆ คือทำ หน้าที่อย่างถูกต้อง.

น.35 ๒๗ ปฏิบัติตามธรรมะ ๔ ความหมายแล้ว ปัญหาไม่เกิด. อาตมาขอร้องอีกว่า อย่าเพ่อรำคาญที่จะ ศึกษา คำว่า ธรรม ไว้เป็นหลักพื้นฐาน. ธรรม คือ สภาวะของ ธรรมชาติ, ตัวธรรมชาติทั้งหลายนี่ก็เรียกว่าธรรม. ธรรม คือ กฎของธรรมชาติ ก็เรียกว่า ธรรม. หน้าที่ตามกฎของ ธรรมชาติ ก็เรียกว่า ธรรม; ความหมายนี้สำคัญมาก ภาษา อินเดียเขาเอาคำนี้เป็นคำแปลของคำว่าธรรม, ธรรม แปลว่า หน้าที่ของมนุษย์ที่ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ. ธรรม คือผลที่เกิดขึ้นจากการทำหน้าที่. ธรรม คือธรรมชาติ, ธรรม คือกฎของธรรม ชาติ, ธรรม คือหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ, ธรรม คือผลที่ได้รับจากการทำหน้าที่. ถ้าจะดูข้างในตัวเรา เนื้อตัว ร่างกายจิตใจ ของเรานี้ คือธรรมชาติ; แล้วมัน มีกฎของธรรมชาติควบคุมอยู่; ร่างกายจิตใจจึงเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ เช่นเจริญเติบโต แก่ เจ็บ ตาย, หรือว่า ทำอะไรขึ้น แล้ว มัน จะต้องมีผล ขึ้นมาตรงตามกฎของธรรมชาติเสมอ.

น.36 ๒๘ ที่เนื้อหนังร่างกายจิตใจของเราจะเคลื่อนไหวกระทำ ไป มันมีกฎของธรรมชาติควบคุมเราอยู่ทุก ๆ ปรมาณูก็ว่าได้ แล้ว เราก็มีหน้าที่ ที่จะต้องทำให้ถูกต้อง ตามกฎของธรรม- ชาติ ; มิฉะนั้นเราจะต้องตาย. เราต้องกินอาหารให้ถูกต้อง, บริหารกายให้ถูกต้อง, ทำอะไรให้ถูกต้องเกี่ยวกับปัจจัยเครื่องอาศัยเลี้ยงชีวิต, แล้ว ทำให้ถูกต้องยิ่ง ๆ ขึ้นไป เพื่อเจริญงอกงาม บรรลุมรรค ผล นิพพาน. นี่ หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ที่ชีวิตร่างกาย นี้มันจะต้องทำ, แล้วผลมันก็เกิดขึ้นเป็นสุขบ้าง เป็น ทุกข์บ้าง แก่ชีวิตร่างกายนี้ ตามที่เราทำผิดหรือทำถูก. ธรรม ๔ ความหมาย นี้ ไม่ต้องไปดูไกลที่ไหนละ ; ดูเข้ามาในตัวเราจะพบว่า โอ, มีอยู่หมดครบทั้งสี่ความหมาย ประพฤติกระทำให้ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความหมาย ที่สาม คือ หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ. ถ้าว่าเรา รู้ธรรม แล้ว ปฏิบัติให้ถูกต้อง ตาม กฎเกณฑ์ของธรรมแล้ว ปัญหาจะไม่เกิดขึ้น. พูดง่าย ๆ ว่า ครูจะมีเงินเดือนพอใช้ หรือเหลือใช้ ; แม้พูดกันว่า ครูมีเงินเดือนยังน้อย ในเมื่อเทียบกันกับราชการแขนงอื่น ;

น.37 ๒๙ แต่ถ้าเราเป็นครูโดยแท้จริงแล้วเงินเดือนน้อยนั่นแหละก็จะ ยังเหลือใช้, จะพอใช้หรือเหลือใช้. ขอให้ธรรมเข้ามา เป็นหัวใจ เป็นวิญญาณ เป็นผู้ควบคุม ครูทั้งหลายอยู่เถอะ แล้วครูทั้งหลายก็จะมีเงินเดือนพอใช้หรือเหลือใช้. ธรรมะก็คือ ความไม่ไปเป็นทาสของอบายมุข เดี๋ยวนี้ครูก็ยังไป เสพสิ่งเสพติด ที่นับตั้งแต่บุหรี่เป็นต้น ขึ้นไป ; นี่ไม่เป็นครูที่น่าดูเลยละ, ถ้าครูยังสูบบุหรี่ให้ เด็กเห็น. นี่ติดยาเสพติดมึนเมาตั้งแต่บุหรี่ขึ้นไปถึงเหล้า. ครูกินเหล้า, ครูชวนนักเรียนกินเหล้า, ครู ขอเหล้าจาก นักเรียนกินอย่างนี้. ครูก็ยังเสพติดอะไรอยู่อีกมากมายหลาย อย่าง. นี่ก็เรียกว่า อบายมุขที่หนึ่ง คือ เสพของเมา. อบายมุขที่สอง เที่ยวกลางคืน ครูก็ยังชอบกัน อยู่มาก. อบายมุขที่สาม ดูการเล่น เล่นชนิดที่ทำให้จิต ทรามก็เอานะ การเล่นที่เขาเรียกว่าเป็นข้าศึกแก่กุศล ที่ห้าม ไว้ในศีล คือการเล่นทุกชนิดที่ทำให้จิตทราม. เดี๋ยวนี้มัน แสดงออกมาได้ทางสื่อมวลชนมากเหลือเกิน : ทางมหรสพ บ้าง, แม้ที่สุดแต่จอวิทยุโทรทัศน์นั่น ก็ระวังให้ดี, มัน

น.38 ๓๐ เป็นที่ไหลออกมาแห่งสิ่งที่ทำให้จิตทราม. เพราะดูการเล่น ที่ทำให้จิตทราม ครูก็วินาศฉิบหายทางจิตทางวิญญาณหมด ไม่มีอะไรเหลือ ทีนี้ อบายมุขที่ ๔ เล่นการพนัน ก็ดูว่าจะไม่ดี กว่าชาวบ้านอะไรนัก คงมีการพนันอย่างน้อยก็ล็อตเตอรี่ ; เหมือนกับชาวบ้านทั่วไปนี่. บางทีจะมีการพนันมากกว่านั้น ได้ยินข่าวอยู่. อบายมุขที่ ๕ คบคนชั่วเป็นมิตร นี่อบายมุข ที่ห้า คือสุมกันอยู่แต่ในหมู่ผู้มีความคิดผิด เห็นผิด ประพฤติ ผิด กระทำผิด นี่ก็เป็นอบายมุข. แล้วข้อสุดท้าย อบายมุข คือ ความเกียจคร้าน ทำการงาน เมื่อทำงานไม่สนุกก็ออกไปเที่ยวกินเหล้าเมายา สรวลเสเฮฮา สถานเริงรมย์นั้นสนุก ; อย่างนี้เป็นครูไม่ได้ ดอก เพราะถ้าเป็นครูมีธรรมรู้ธรรมแล้วสนุกเมื่อทำหน้าที่ หน้าที่ คือธรรม, ธรรมคือหน้าที่, หน้าที่คือ ธรรม ; ช่วยท่องไว้ด้วยเถอะ แล้ว เ มื่อได้ทำหน้าที่ก็คือ ได้ประพฤติธรรม; ควรจะพอใจแล้วสนุกอยู่ที่นั่น. ทำ หน้าที่จนพอใจว่า เราได้ทำหน้าที่ คือปฏิบัติธรรม ; ยกมือ

น.39 ๓๑ ไหว้ตัวเองได้ ; เพราะมีธรรมอยู่ในเรา เรายกมือไหว้ตัวเอง ได้. ฉะนั้นผู้ใดยกมือไหว้ตัวเองได้ โดยไม่มีความขยะ- แขยงนั่นแหละ คือมนุษย์ที่สมบูรณ์ที่สุด, มีธรรมของ มนุษย์ที่สุด, หรือว่าเป็น ครูที่ดีที่สุด เพราะยกมือไหว้ ตัวเองได้ ว่าในตัวมีธรรมสูงสุด, แล้วก็ไม่ขี้เกียจ : ไม่ ขี้เกียจทำหน้าที่, ไม่เอาเวลาของโรงเรียนไปเล่นไปหัวไป อะไรต่างๆ. ผู้ที่อยากให้เลิกเร็ว ๆ มาก็สาย มาทำงานก็สาย เวลาเลิกก็อยากเลิกก่อนเวลา เพราะว่าเขาขี้เกียจทำงาน. การขี้เกียจทำงาน นี่ มันเป็นโรคประจำของ มนุษย์ทุกคนในโลก. อาตมาก็ยอมรับว่า ทุกคนในโลก มันขี้เกียจทำงานทั้งนั้นแหละ ; ไม่อยากทำงาน, ไม่มีใคร อยากทำงาน, ทำงานเพราะความจำเป็นบังคับ, ไม่ได้ ทำงานด้วยความสมัครใจว่า เราเป็นมนุษย์ มีหน้าที่จะ ต้องทำหน้าที่กัน จะต้องประพฤติธรรม ไม่ได้คิดอย่างนั้น ดอก. ทำงานด้วยความจำเป็นมันบังคับว่าถ้าไม่ทำ ก็ไม่มี อะไรจะกินจะใช้, ต้องไปทำงานเพราะความจำเป็นบังคับ.

น.40 ๓๒ ที่ทำงานด้วยความสมัครใจ เพื่อจะเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องนี้ หายาก, หายาก. ถ้าเป็นพระอริยเจ้าแล้ว ท่านก็ทำงานตามหน้าที่ ของพระอริยเจ้า คือช่วยสัตว์โลก. ผู้ที่ยังไม่เป็นพระอริยเจ้า นี้ ไม่อยากทำงาน อยากจะเล่น อยากจะหัว อยากจะพักผ่อน แต่อยากจะได้เงินมากๆ เอามาซื้อหาปัจจัยแห่งความเอร็ดอร่อย ทางวัตถุทางเนื้อทางหนัง มันจึงเกิดการคอร์รัปชั่นขึ้นมา, ฉ้อราษฎร์บังหลวงขึ้นมา, ทำอะไรขึ้นมาที่ว่าเป็นความ ผิด เพราะนิสัยไม่อยากทำงาน. ถ้าทำงานจนสนุกแล้ว ก็จะไม่มีใครขาดแคลนการ เงิน เงินจะพอใช้ จะเหลือใช้ แล้วก็ไม่ต้องมีเรื่องเสียหาย. นี้ ธรรมะคือ ความไม่มีอบายมุขโดยประการทั้งปวง ขอ ให้ครูบาอาจารย์ทั้งหลายสนใจ. . . . . . . . . . . . . . . . . ทีนี้ จะพูดถึง ธรรมโดยหลักปฏิบัติ. ขอให้ มีธรรมโดยหลักปฏิบัติ ข้อที่ ๑ คือเรา จะต้องรักผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลูกศิษย์ รักผู้อื่นทั่วไปทั้งหมดเลยทุกคนเลย ในโลกนี้ เพราะ เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น.

น.41 ๓๓ อย่าว่าแต่คนเลย แม้แต่สัตว์เดรัจฉานมันก็เป็น เพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของเรา ; แม้สิ่งที่ต่ำกว่าสัตว์ เดรัจฉาน เช่นต้นไม้ มันก็มีชีวิต มันรักชีวิต มันกลัวตาย เหมือนกัน ก็เป็นเพื่อนที่ดี แม้แต่ต้นไม้ เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของเรา. ไม่มีต้นไม้เราก็ตายหมดนะ มองดูแวบเดียวก็ เห็นว่า 'ถ้าในโลกนี้ ไม่มีต้นไม้สักต้นเดียว โลกนี้อยู่ไม่ได้ สัตว์ก็ตายหมด คนก็ตายหมด นั่นแหละมันเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของเราถึงขนาดนี้. ฉะนั้นเรา จะต้องรักผู้อื่น ; ถ้าเราจะเห็นแก่ตัว เราอยู่คนเดียว เอ้า, ใครจะสมมติว่าให้มันอยู่คนเดียว รอด อยู่ในโลกนี้คนเดียว มันก็ อยู่ไม่ได้. ฉะนั้นเราต้องอยู่ กับเพื่อนของเรา เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย, ดังนั้นเราต้อง รักผู้อื่น. เรื่องศีล ข้อนี้สำคัญมาก ขอให้ครูบาอาจารย์ ทั้งหลายนำไปถ่ายทอด ขอใ ห้ลูกเด็ก ๆ ของเราถือศีลสัก ข้อเดียว ว่า รักผู้อื่น; แต่ครูต้องถือก่อน. ครูต้อง รักทุกคน ๆ รักเด็ก รักลูกศิษย์ รักผู้อื่น.

น.42 ๓๔ พอรักผู้อื่น แล้วมันฆ่าใครไม่ได้ ศีลปาณา ฯลฯ ก็สมบูรณ์ ; รักผู้อื่น แล้วลักขโมยของใครไม่ได้ ศีล อทินนา ฯลฯ ก็สมบูรณ์ ; รักผู้อื่นแล้ว ล่วงละเมิดของ รักของผู้อื่นไม่ได้ ศีลกาเม ฯลฯ ก็สมบูรณ์ ; รักผู้อื่น แล้ว โกหกเขาไม่ได้ ศีลมุสา ฯลฯ ก็สมบูรณ์ ; รักผู้อื่น แล้ว ก็ ไม่อยากจะสูบบุหรี่กินเหล้าให้ใครรำคาญ มัน ถึงขนาดนั้นนะ ศีลก็สมบูรณ์ แหละ. ศีลข้อเดียวทำให้ศีลทั้งหลายสมบูรณ์ จะเรียกว่า เรียนลัดก็ได้, ปฏิบัติลัดก็ได้, มันจริงอย่างนั้น. เดี๋ยวนี้ ไปสอนเขา ๕ ข้อ, ๑๐ ข้อ, ๑๒๐ ข้อ มันก็ไม่ไหวละ มัน น่ารำคาญ ฉะนั้นบอกเขาว่าถือศีลสักข้อเดียวเถอะเธอเอ๋ย รักผู้อื่น แล้วปัญหามันก็จะหมดเกี่ยวกับสังคม. ทีนี้ ข้อที่ ๒, ธรรมข้อที่สองต่อไปคือ บังคับ ความรู้สึก. ความรู้สึกต้องบังคับ ไม่อย่างนั้นมันไหลไป ต่ำ, กิเลสในจิตใจนี่ มันจะไหลไปในทางต่ำเสมอ. พระ- พุทธเจ้าตรัสเปรียบเหมือนกับสัตว์น้ำ มันจะลงน้ำเสมอ ปลาหรืออะไรก็ตามที่จับโยนขึ้นมาบนบก มันจะไหลลงน้ำ เสมอ. กิเลสของคนมันก็จะไหลไปต่ำเสมอ ; ฉะนั้น ต้องบังคับไว้ ต้องบังคับความรู้สึก.

น.43 ๓๕ อย่าบันดาลราคะ, อย่าบันดาลโลภะ, อย่า บันดาลโทสะ, อย่าบันดาลโมหะ คือโง่ให้มันเร็วเกินไป นี้เรียกว่าบันดาลโมหะ. ความสะเพร่าคือบันดาลโมหะ ; ฉะนั้นอย่าบันดาลกิเลส. อย่าบันดาลความรู้สึกที่ชั่วร้าย. อย่างนี้เรียกว่าบังคับความรู้สึก จะเรียกว่าบังคับจิตก็ได้ " เหมือนกัน, จะเรียกว่าบังคับตนก็ได้เหมือนกัน, จะเรียกว่า บังคับกิเลสก็ได้เหมือนกัน. เราจะ เรียกสั้น ๆ ว่า บังคับความรู้สึก ; เพราะ มันเป็นความรู้สึก ก็จะต้องบังคับความรู้สึก, ให้ความรู้สึก มันเป็นไปอย่างมีระเบียบ, เป็นไปเพื่อสันติสุข, เป็นไป เพื่อสันติภาพ, ไม่ทำร้ายตัวเอง, ไม่ทำร้ายผู้อื่น, นี่เรียกว่า บังคับความรู้สึก, เด็ก ๆ ของเรา ไม่ค่อยจะบังคับความรู้สึก จึงไม่ เชื่อฟังครู ดื้อดึงครู ชกต่อยกันในโรงเรียน ก็ดี, ในวิทยาลัย ก็ดี, ในมหาวิทยาลัย ก็ดี, ไม่บังคับความรู้สึก มันก็มีการชก ต่อยกัน. นี่ จะน่าละอายสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งมันไม่ทำอย่าง นั้น ซึ่งมันไม่มีอย่างนั้น เพราะมันไม่มีความรู้สึกรุนแรง บันดาลขึ้นมาอย่างนั้น.

น.44 ๓๖ ทีนี้ ข้อที่ ๓. สุดท้ายของธรรม คือให้ถืออย่างที่ว่า นั่นแหละ ว่า หน้าที่คือธรรม ธรรมคือหน้าที่ . ขอให้ ทำหน้าที่อย่างมนุษย์ที่เราจะทำได้ ทำได้เท่าไรทำให้เต็ม ความสามารถ . บางคนทำได้เพียงแจวเรือจ้าง ก็ขอให้แจว เรือจ้างอย่างดีที่สุด, บางคนทำได้เพียงล้างท่อถนน ก็ ทำ ให้ดีที่สุด , ทำหน้าที่ตามความสามารถของตน ๆ อย่าง มนุษย์คนหนึ่ง ให้ดีที่สุด นั้นคือธรร ม ถ้าเป็นนายกรัฐมนตรีได้ก็เอา, เป็นประธานาธิบดี ได้ก็เอา, ทำตามหน้าที่ให้ดีที่สุดอย่างมนุษย์, นั่นแหละคือ การปฏิบัติธรรม. ที่บ้านก็ได้ ไม่เฉพาะที่วัดละ ไม่ใช่ เฉพาะในป่า ; ที่บ้านก็ได้ ที่ไหนมีหน้าที่ ทำหน้าที่ที่นั่น . นั้นคือการปฏิบัติธรรม, พอใจ, ยกมือไหว้ตัวเองได้ สามข้อพอ อาตมายืนยันว่า ๓ ข้อ พอ และก็ ท้าทายทุกคนเอาไปคิด ว่าสามข้อนี้พอหรือไม่พอ : ข้อที่ หนึ่ง รักผู้อื่น, ข้อที่สอง บังคับความรู้สึก, ข้อที่สาม ถือธรรมเป็นหน้าที่ ถือหน้าที่เป็นธรรม ; นี่ พอ ๓ ข้อพอ.

น.45 ๓๗ ครูคนใดสร้างลูกศิษย์ให้เป็นได้อย่างนี้แล้วนั่นแหละ สมบูรณ์แล้ว ครูคนนั้นสร้างโลกได้ ; ฉะนั้นขอให้ช่วย จดจำไปคิดดู ไปใคร่ครวญดู เห็นว่าจริงแล้วก็ช่วยถือ ปฏิบัติด้วย : สอนให้รักผู้อื่น, สอนให้บังคับความรู้สึก, สอนให้ถือว่าหน้าที่คือธรรม ธรรมคือหน้าที่. ................ สัมมาทิฏฐิเป็นรุ่งอรุณแห่งทางพ้นทุกข์ เอ้า, ทีนี้ ธรรม คือ สัมมาทิฏฐิดีกว่า ทำให้มี สัมมาทิฏฐินั่นแหละคือธรรม เป็นเหมือนกับแสงสว่าง นำทาง หรือเป็นรุ่งอรุณที่บอกว่ามันจะสว่างขึ้นมา, หรือเป็นเข็มทิศนำทางที่ไม่ทำให้หลงทาง. ขอให้สนใจสิ่งที่เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ ในฐานะที่ พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้เองว่า จะพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง เพราะสัมมาทิฏฐิ สมฺมาทิฏฐิสมาทานา สพฺพิ ทุกข์ อุปจฺจฺ - บุคคลจะล่วงพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้ เพราะสมาทาน สัมมาทิฏฐิ.

น.46 ๓๘ สมาทาน นี้ แปลว่า ถือปฏิบัติไว้เป็นอย่างดี ไม่ใช่ ว่าด้วยปาก ; ว่าด้วยปาก นั้นมันหลอกกัน. สมาทานศีล ด้วยปากน่ะ ไม่ใช่สมาทาน. คำว่า สมาทาน แปลว่า ถือไว้ อย่างดี คือ ปฏิบัติอยู่อย่างดีนั้น เรียกว่า สมาทาน . สมาทานศีล ก็ต้องสมาทานอย่างนั้น เดี๋ยวนี้ท่านเรียกว่า สมาทานสัมมาทิฏฐิ. ครูทั้งหลายทุกคน จงมีสัมมาทิฏฐิที่ถือไว้อย่างดี เข้าใจถูกต้อง ; เช่นเข้าใจอุดมคติของครู แล้วก็ถืออุดม- คติของครูไว้อย่างดี. นี่เรียกว่า สมาทานสัมมาทิฏฐิ สำหรับความเป็นครู, ทำให้ครูสามารถเลือกอย่างถูกต้อง รู้จักแยก ออกจากกัน และ เลือกเอาอย่างถูกต้อง ว่าเป็น ครูชนิดไหนดี, เป็นครูลูกจ้างดี, หรือเป็นครูปูชนียบุคคลดี. สัมมาทิฏฐิทำให้ครูสามารถเลือก ; และในที่สุด ครูก็ไม่สมัครที่จะเป็นลูกจ้างสอนหนังสือกิน หยาบคายไป หน่อยไหม ? ว่าครูนี่เป็นลูกจ้างสอนหนังสือหากิน อย่างนี้ มันไม่วิเศษอะไร. เราจะเป็นครูปูชนียบุคคล ตามแบบของพระ- พุทธเจ้า เป็นผู้เปิดประตูทางวิญญาณ . เป็นปูชนีย-

น.47 ๓๙ บุคคล เงินเดือนมาอยู่ใต้ฝ่าเท้า เป็นเครื่องบูชา. ถ้าเป็น ครูลูกจ้าง เงินเดือนมาอยู่บนหัว, แล้วจะทำให้คอร์รัปชั่น ด้วย ถ้าเงินเดือนมาอยู่บนหัว. ถ้าเป็นครูปูชนียบุคคล เงินเดือนมาเป็นเครื่องสักการะ อยู่ข้างล่างที่ฝ่าเท้า, หรือ ถ้าเป็นปูชนียบุคคลได้สูงยิ่งขึ้นไปอีก เงินเดือนก็เป็นขี้ฝุ่นที่ มาติดอยู่ที่เท้า ไปไหนมันก็ไปด้วย. ฉะนั้นไม่ต้องกลัวดอกว่า เงินเดือนมันจะไม่ได้ รับ ; เงินเดือนมันจะมาเป็นเครื่องสักการะ คอยติดตามเรา โดยที่เราไม่ต้องไปควาน, เที่ยว ๆ ควานหาเงินเดือน. เงิน เดือนจะกลายเป็นเครื่องสักการะบูชาคอยติดตามเรา ; ไม่เป็น ภาระแก่เรา ที่จะเที่ยวควานหาเงินเดือน ; เพราะเงินเดือน มันจะตามมาเอง. นี่เรียกว่า เงินเดือนมาอยู่ใต้ฝ่าเท้าเอง. เกิดมาชาติหนึ่งต้องได้สิ่งสูงสุด, เกิดมาชาติหนึ่ง ต้องได้ถึงสิ่งสูงสุด ที่มนุษย์ควรจะได้ . นี่สัมมาทิฏฐิจะ ช่วยให้เราเป็นได้อย่างนี้ ให้ชีวิตนี้มันเต็มค่าของมัน ; หมายความว่าเกิดมาเป็นคน จะทำอะไรได้เท่าไร ต้องทำให้ ได้เต็มตามนั้น ชีวิตนี้ก็จะเต็มค่าของมัน นี้ สัมมาทิฏฐิ ช่วยให้เรามีชีวิตชนิดที่เต็มค่าของมัน.

น.48 ๔๐ สัมมาทิฏฐิช่วยให้เราทำเช่นนั้นได้ด้วย ให้สามารถ ทำเช่นนั้นได้ด้วย ; ให้สามารถที่จะมุ่งเอาก้อนทองคำ แทนที่จะมุ่งเอาก้อนอุจจาระ. ถ้าให้โอกาสพูดตรง ๆ มันก็ พูดอย่างนี้แหละ เพราะมันเหลือง ๆ เหมือนกันแหละ : ก้อนทองคำกับก้อนอุจจาระ แต่ว่าสัมมาทิฏฐิมันช่วยให้รู้จัก เลือกมุ่งเอาก้อนทองคำ, แล้วไม่อาลัยอาวรณ์อยู่กับก้อน อุจจาระ. ถ้าครูยัง อาลัยอาวรณ์ต่อความสุขทางเนื้อทาง หนัง , ต้องไปอาบอบนวด, หรือต้องไปมีเรื่องอะไรอย่างนั้น แล้ว มันก็ยังอาลัยอาวรณ์ก้อนอุจจาระ ไม่มุ่งหมายต่อก้อน ทองคำ เพราะว่าเขา ไม่มีสัมมาทิฏฐิเสียเลย . เอาละ, สรุปความสั้น ๆ ว่า ถ้ามีสัมมาทิฏฐิกันแล้ว ครูก็จะหลุดจากความเป็นทาส, มาสู่ความเป็นไท, เป็นผู้เปิด ประตูทางวิญญาณให้แก่สัตว์โลกได้จริง, พ้นจากความเป็น ทาสมาสู่ความเป็นไท คือกิเลสจะเอาครูไปเป็นทาสไม่ได้. เรารักสิ่งใด เราก็เป็นทาสของสิ่งนั้น, เราเกลียดสิ่งใด เราก็เป็นทาสของสิ่งนั้น. ฉะนั้นเรา ไม่รักไม่เกลียด เรา มีจิตใจเป็นอิสระดีกว่า เพราะเรามีสัมมาทิฏฐิ นั่นเอง.

น.49 ๔๑ ทีนี้ ที่ว่า อย่ากลัวว่า ไปเป็นครูชั้นดีตามแบบ ของพระพุทธเจ้าเสียแล้ว จะอยู่ในโลกนี้ไม่ได้ ; มัน ยังคงอยู่ได้อย่างดี, อยู่ได้อย่างดี ไม่ใช่ว่าอยู่ในโลกนี้ไม่ได้, ยังมีกินมีใช้ กินใช้อะไรทุกอย่างได้ อย่างที่มนุษย์ในโลกนี้ มันก็มีอยู่ได้, ยังมีบุตรภรรยาสามีอะไรก็ได้ ; แต่มันใน ลักษณะของความเป็นปูชนียบุคคล. ในที่สุดมันจะกลายเป็น ครอบครัวปูชนียบุคคล ไม่ใช่ว่าจะไม่อยู่ในโลกนี้ได้ มันยัง คงอยู่ได้ ; เงินเดือนนั้นจะเป็นขี้ฝุ่นติดเท้ามาเองเสมอ ไม่ว่าเราจะไปทางทิศไหน มันไม่ไปไหนเสีย. อย่าเข้าใจผิดว่า มาสนใจในทางธรรมแล้ว จะไม่ได้ เงินเดือน หรือเงินเดือนจะสูญหายไปไหน ? ปัจจัยเครื่อง เลี้ยงชีวิตนั้นมันจะยังคงมี แล้วจะมีอย่างบริสุทธิ์ สะอาด และถูกต้อง ไม่มีลักษณะแห่งคอร์รัปชั่น, แล้วก็ไม่มี ลักษณะแห่งค่าจ้างที่มาบีบบังคับเรา. เราไม่เป็นคนรับ จ้าง ; เราเป็นไทแก่ตัว, เป็นผู้เดินนำหน้า, เป็นผู้ นำทางวิญญาณ, เป็นผู้เปิดประตูคอกในทางวิญญาณ, ให้คนทั้งหลายออกมาเสียจากคอกแห่งความหลง กิเลส ตัณหา มาเป็นพลโลกที่ดี, แล้วก็ สร้างมนุษย์ให้ดีทั้งโลก โลก นี้ก็เป็นโลกที่ดี เพราะว่าครูได้สร้างขึ้นมา.

น.50 ๔๒ นี่ อาตมาก็ได้พูดมาสมควรแก่เวลาแล้ว สรุปความ สั้น ๆ ว่า เราจะรู้จักค่าของครู อุดมคติของครู. อย่า ทำให้ค่าของครูลดต่ำลงไป มันสูงสุดอยู่เหนือเกล้าเหนือเศียร ของคนทุกคนในโลก, ให้ครูยังคงเป็นปูชนียบุคคลของ โลก ; ฉะนั้นขอให้ครูทั้งหลายช่วยกันเสียสละเพื่ออุดมคติ อันนี้ เพื่อทำให้ครูที่แท้จริงยังคงมีอยู่ในโลก. เดี๋ยวนี้มัน จะหายไปหมดจากโลก จะไม่มีครูที่แท้จริง สิ่งนี้สูงสุด สิ่งนี้ มีค่าที่สุด. ขอให้เสียสละสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เถิด สละสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อจะได้สิ่งสูงสุด มันควรสละแล้ว. เดี๋ยวนี้ ครูที่เป็นปูชนียบุคคลลดน้อยลงไป ; ไม่ใช่ ว่าที่นี่, ไม่ใช่ว่าในประเทศไทยอย่างเดียว, มันทั้งโลกแหละ. มันทั้งโลกแหละ. มันมีแต่ครูลูกจ้างมากขึ้นทุกที ครู ปูชนียบุคคลนั้นลดไป ๆ หายไป ๆ จนจะหามาทำยาหยอดตาก็ ไม่ได้แล้ว. ยาหยอดตานี่มันไม่ต้องการมากมายอะไร แต่ มันจะหามาทำยาหยอดตาก็ไม่ค่อยจะได้แล้ว. ดูไปทั้งโลก กวาดตาดูไปทั้งโลก ครู ที่เป็นปูชนีย- บุคคลนั้นหายาก จนแทบจะหามาทำยาหยอดตาก็ไม่ได้อยู่ แล้ว ; ฉะนั้นขอให้เห็นแก่อุดมคติของครู เห็นแก่ค่าของครู

น.51 ๔๓ เห็นแก่มนุษย์ในโลก เห็นแก่พระพุทธเจ้าผู้เป็นบรมครู. ช่วยกันเสียสละ เสียสละทำให้ความเป็นครูที่ถูกต้อง กลับมา, เต็มไปด้วยค่าของครูตามอุดมคติ หรือความ หมายแห่งคำว่าครู, คือ ผู้เปิดประตูทางวิญญาณของโลก. นี่คือ ค่าของครู. อาตมาขอยุติการบรรยาย เพราะสมควรแก่เวลาไว้ แต่เพียงเท่านี้. ขอแสดงความหวังว่า ครูทั้งหลายคง จะสนุกสนานจะพอใจ ในการที่จะดึงค่าของครูกลับมา, แล้วเป็นครูที่แท้จริงอยู่ในโลกนี้, อย่างเป็นแสงสว่างที่ จะช่วยกันสร้างโลกให้ดี, เป็นพระเจ้าสร้างโลกที่แท้จริงอยู่, ก็จะมีความสุขก้าวหน้า ในความเป็นมนุษย์ ตลอดทุกวัน ทุกคืน เทอญ.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต