Buddhadasa.org
หนังสือพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นกัลยาณมิตร › อ่านฉบับเต็ม

📖 พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นกัลยาณมิตร

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นกัลยาณมิตร

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.110 ยิ่งนี้ กระผมจึงได้กราบเรียนขออนุญาตพระคุณเจ้าท่านอาจารย์ พุทธทาสภิกขุ เพื่อขอจัดพิมพ์ ธรรมบรรยายเรื่อง "พระผู้ มีพระภาคเจ้าทรงเป็นกัลยาณมิตร" เล่มนี้ เพื่อสนองพระคุณ แค่หลวงพี่สนิท ปภัสสโร เพื่อเป็นที่ระลึกถึงท่านและเพื่อ เตือนจิตสะกิดใจเราฆราวาสทั้งหลายในการเคารพพระพุทธเจ้า พระธรรม อย่างมั่นคงในจิตสนิทแนบแน่นใจไม่หวั่นไหวแม้ เมื่อใกล้จะตาย เช่นนั้นบ้าง เพราะ "พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง เป็นกัลยาณมิตร" ทั้งนี้หวังว่าหนังสือนี้จักเป็นอานิสงส์เกิดประโยชน์ ได้แท้จริงแก่เราทั้งหลาย เพราะ "พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็น กัลยาณมิตร" และถ้าท่านพลิกไปดูในหน้า ๓๖, ๓๘ ของ หนังสือธรรมะเล่มน้อยนี้ ก็จะเห็นได้ว่าองค์สมเด็จพระสัมมา- สัมพุทธเจ้าท่านก็ได้เคยตรัสไว้เองแล้ว ถึงอานิสงส์อันประ- เสริฐจริงแท้แก่บุคคลใดสัตว์ใดก็ตาม ที่มีพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นกัลยาณมิตร อนึ่ง กระผมขอกราบขอบพระคุณ พระคุณเจ้าท่าน อาจารย์พุทธทาสภิกขุ องค์บรรยายธรรมเรื่องนี้ไว้ ณ โอกาสนี้ โดยความเคารพอย่างสูงสุด ดุษฎี ประภาสะวัต

น.111 อนุ โม ทนา การพิมพ์หนังสือธรรมะ ขึ้นเป็นธรรมทาน ในสมัย ที่โลกกำลังขาดแคลน ธรรมะอย่างยิ่ง เช่นนี้ เป็นสิ่งที่ มี เหตุผล และควรแก่การอนุโมทนา , จึงขออนุโมทนา. คำว่า "ธรรม" เพียงคำเดียว มีความหมาย มาก มาย หลายประการ, แต่ประการที่สำคัญที่สุดนั้น ธรรมะ คือ หน้าที่ ที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติ ให้ถูกต้องตามกฎ ของธรรมชาติ ทุกขั้นทุกตอนแห่งวิวัฒนาการของเขา, เพื่อความมีชีวิตอยู่อย่างผาสุก ทั้งโดยส่วนตัว และ ส่วนรวม, หรือทั้งโลก. โลกขาดแคลนธรรมะ เพราะ ไม่รู้จักสิ่งที่เรียก ว่าธรรมะอย่างถูกต้อง ดังที่กล่าวแล้ว เพราะค่อย ๆ เผลอไปหลงใหล ในรสอร่อยอันเกิดจากการประพฤติ ผิดธรรมะ นั่นเอง. สัญชาตญาณในใจคน ย่อมชอบ ใจในรสอร่อยชนิดนั้น และเจริญเติบโตขึ้นจนกระ- ทั่ง มีจิตใจเป็นกิเลสไป ทั้งเนื้อทั้งตัว. บูชากิเลสสุด ชีวิตจิตใจ จนเห็นไปว่า ไม่ต้องมีธรรมะอะไรที่ไหน อีกแล้ว; ขอแต่ให้มีเหยื่อสนองกิเลส ให้เต็มที่อยู่ ตลอดเวลา เป็นพอแล้ว. เขาเห็นว่า หน้าที่ของเขา มีอยู่ เพียงแต่ หาเหยื่อ สนองความต้องการของกิเลสเท่านั้น. โลกส่วนใหญ่ กำลังตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ จึง

น.112 เรียกได้ว่า โลกที่กำลังขาดแคลนธรรมะ สำหรับสร้างสันติ ภาพ: มีแต่ อธรรม คือสิ่งที่จะสร้างวิกฤตกาลให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ดังที่ปรากฏอยู่ในโลกปัจจุบัน แม้จะมีการศึกษา อย่างไร ร่ำรวยสวยงามสนุกสนานกันสักเท่าใด ก็ยิ่งเต็ม ไปด้วยสิ่งที่เป็นเสนียดจัญโรเลวร้ายในโลก นับตั้งแต่ยา เสพติด คอรัปชั่น อันธพาล ภัยสังคม เหยียบย่ำสิทธิมนุษย์- ชน สงครามเศรษฐกิจ สงครามเลือด และการมุ่งประหักประ- หารกันระหว่างชนชั้น ที่มีความเหลื่อมล้ำที่สูง อันไม่รู้จัก จบสิ้น, กระเทือนทั่วถึงกันทั้งโลก แม้ในหมู่ผู้ที่ดำรงตน อยู่ในธรรมโดยสุจริต. ผลแห่งอธรรมทำนองนี้ ไ ม่อาจ จะมี ถ้าหากว่าธรรมะมีอยู่ในโลก. บางคน อาจจะคิดว่า มันเป็น สิ่งที่ช่วยไม่ได้เสียแล้วที่ จะไม่ให้โลกเป็นเช่นนี้. ปล่อยให้เป็นไปตามนั้น และพลอย เป็นคนตาหลิ่ว เข้าเมืองตาหลิ่วไปกะเขาด้วยสักคนหนึ่งก็ แล้วกัน โดยไม่ต้องละอายโลกสัตว์เดรัจฉานที่ยังคงอยู่ใน สภาพเดิมๆ แต่ประการใด. แต่พวกที่นับถือธรรมะศาสนานั้น เห็นว่า สิ่งทั้งปวง ไม่เที่ยง และเปลี่ยนแปลงได้ตามเหตุและ ปัจจัย: เรามาสร้างปัจจัยแห่งสันติภาพกันใหม่ เพื่อหมุน โลกนี้ไปตามทางแห่งความสงบสุข โดยอาศัยสิ่งที่เรียก ว่า ธรรม นั่นเอง; จึงได้พยายามพากันเผยแพร่ธรรม ชัก ชวนกันให้กระทำทุกอย่าง เพื่อการกลับมาแห่งธรรมสู่หมู่ มนุษย์นี้. การพิมพ์หนังสือธรรมะขึ้นเผยแพร่ ก็ล้วนแต่ ทำไปเพื่อวัตถุประสงค์ข้อนี้.

น.113 การรู้จักธรรม คือการรู้ว่าอะไรเป็นอะไรอย่างถูกต้อง จน ไม่หลงใหลในสิ่งใด แม้ในความเอร็ดอร่อย ที่กำลังรู้สึกอยู่ กับจิตใจอย่างยิ่งยวด. ไม่ว่าจะเป็นความสุขชนิดไหน ย่อม ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความหลงใหล สำหรับผู้ที่รู้ธรรมอย่างแท้- จริง. ความเห็นแก่ตัว ย่อมเกิดไม่ได้เพราะเหตุนี้. ความรัก เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน มีได้โดยง่าย แม้ว่าจะมีความเหลื่อม ล้ำต่ำสูงกว่ากัน มากมายสักเพียงไร. ผู้ประพฤติธรรม ย่อม รู้สึกเป็นสุข เมื่อรู้สึกว่า ตนได้ประพฤติธรรม หรือเมื่อได้ทำ หน้าที่ของมนุษย์อย่างถูกต้อง. ความเคารพตัวเอง ใน ข้อนี้ ทำให้รู้สึกเป็นสุข. ไม่หวังความสุขอันเป็นมายา คือ สุขเวทนาทางเนื้อหนัง คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ใจที่ตกเป็นทาสของเวทนาเหล่านั้น เสียแล้ว. ธรรมะ ช่วยให้เรารู้จักมีชีวิต อย่างถูกต้อง รู้จักมีสิ่ง แวดล้อมชีวิต และใช้มันอย่างถูกต้อง, มีหน้าที่การงาน ทรัพย์สมบัติ เกียรติยศชื่อเสียง มิตรสหาย ฯลฯ อย่าง ถูกต้อง คือเป็นไปเพื่อ สันติสุขส่วนบุคคล และ สันติภาพ ของส่วนรวม โดยส่วนเดียว, ไม่สร้างวิกฤตกาลใดๆ ขึ้นแก่ ใคร แม้แก่สัตว์เดรัจฉาน และพฤกษาชาติทั้งปวง, ไม่เป็น คนทำลายโลก หรือ หนักแผ่นดิน แม้แต่หน่อยเดียว. สิ่ง ที่เรียกว่า บาป, โชคร้าย, หรือ ซวยตลอดชาติ ย่อมไม่มี แก่ผู้ประพฤติธรรม. ข้อนี้ หมายความว่า นรกไม่มีสำ- หรับบุคคลชนิดนี้, มีแต่ สวรรค์ นับตั้งแต่วินาทีที่ เขาประพฤติธรรม เป็นต้นไป ทีเดียว.

น.114 เรา มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สำหรับการศึกษา เพื่อให้ รู้จักสิ่งทั้งปวง อย่างถูกต้องตามที่เป็นจริง เพื่อมีชีวิตอยู่ได้ อย่างสงบสุข มิใช่มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สำหรับไว้เป็น สื่อ ให้เราตกเป็นทาสของกิเลส จนโงหัวไม่ขึ้น เหมือนที่ เป็นกันอยู่ โดยมากในโลกปัจจุบัน ซึ่งกำลังขาด ธรรมะ. เราบังคับโลกนอกตัวเราไม่ได้ ก็จริง แต่เราสามารถควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้สัมผัสโลก แต่ในลักษณะที่ จะไม่เป็นพิษเป็นภัยแก่เราได้ โดยอาศัยธรรมะ นั่นเอง . ถ้า คนในโลก ทำได้เช่นนี้ โลกนี้ก็เป็นโลกที่งดงาม น่าอยู่อา- ศัย หรือเป็นโลกของพระศรีอริยเมตไตรย ขึ้นมาทันทีทัน- ควัน เพราะเป็นโลก ที่ อิ่ม เอิบ ไป ด้วย ธรรม. ทางรอด ของโลก ปัจจุบันนี้ มีอยู่ทางเดียวนี้ เท่านั้น คือ เดินไปตามทางธรรม. การช่วยให้ทุกคนได้เดินไปตาม ทางธรรม ย่อมเป็นกุศลอันใหญ่หลวง และสูงสุด. ขอให้ การจัดการพิมพ์หนังสือธรรมะขึ้นเผยแพร่นี้ จงสำเร็จประ- โยชน์เต็ม ตามความประสงค์ ทั้งแก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว และ ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยทุกแง่ทุกมุมเถิด. ข้าพเจ้าขออนุ- โมทนา มาในที่นี้ด้วย เป็นอย่างยิ่ง. พุทธทาส อินทปัญโญ โมกขพลาราม, ไชยา

น.115 พระธรรมเทศนาวันอาสาฬหบูชา ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๒๔ กัณฑ์บ่าย ที่ตึกรูปเรือ ปรมกัลยาณมิตตคาถา. [พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นกัลยาณมิตร.] นโม ตฺสส ภควโต อรหโต สมฺมาสมพุทฺธสฺส ฯ มมญฺหิ อานนฺท กลฺยาณมิตฺตํ อาคมุม ชาติธมฺมา สตฺตา ชาติยา ปริมุจฺจนฺติ ชราธมฺมา สตฺตา ชราย ปริมุจฺจนฺติ มรณธมฺมา สตฺตา มรณสุมา ปริมุจฺจนฺติ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสธมฺมา สตฺตา โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายะเสหิ ปริมุจฺจนฺติ - ติ. ธมฺโม สกฺกจฺจํ โสตพฺโพ - ติ. ณ บัดนี้ จะได้วิสัชนาพระธรรมเทศนา เพื่อเป็น เครื่องประดับสติปัญญา ; ส่งเสริมศรัทธา - ความเชื่อ และ วิริยะ - ความพากเพียร ของท่านทั้งหลาย ผู้เป็นพุทธบริษัท

น.116 ๒ ให้เจริญงอกงามก้าวหน้า ตามทางแห่งพระศาสนา ของ สมเด็จพระบรมศาสดา อันเป็นที่พึ่งของเราทั้งหลาย กว่าจะ ยุติลงด้วยเวลา. ธรรมเทศนานี้ชื่อว่า ปรมกัลยาณมิตตคาถา แสดงถึง ความที่สัตว์ทั้งหลาย ได้อาศัยพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นกัลยาณมิตรแล้ว ย่อมพ้นจากความเกิด ความแก่ ความ ตาย และโสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส ทั้งหลาย ดังนี้. พิจารณาให้รู้จักวันสำคัญของมนุษย์. วันนี้เป็น วันอาสาฬหบูชา เป็นที่รู้กันทั่วไปว่า เป็นวันพระธรรม คือเป็นวันที่พระธรรมปรากฏขึ้นเป็น ครั้งแรกในโลก. ก่อนนั้นพระธรรมอย่างนี้, พระธรรม อย่างในพระพุทธศาสนานี้ ไม่ได้มีปรากฏแก่โลก เพิ่งจะมี ในวันเช่นวันนี้ ในสมัยพุทธกาลโน้น วันวิสาขะ คือวันที่ตรัสรู้ ก็รู้พระธรรม เ ป็นเครื่อง กำจัดทุกข์. วันอาสาฬหบูชา ถัดมา ก็เป็นวันที่ประกาศ พระธรรมเป็นครั้งแรก ที่เรียกว่า ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

น.117 ๓ เป็นเครื่องกำจัดทุกข์. ต่อมาอีกเจ็ดเดือนจากวันนั้น ก็ถึง วันมาฆบูชา เป็นวันที่พระอรหันต์ประชุมกัน ประกาศความ เป็นปึกแผ่นของพระภิกษุสงฆ์ ในพระพุทธศาสนา, เป็น การพิสูจน์ว่า ได้มีผู้ถือเอาพระธรรมเป็นเครื่องกำจัดทุกข์ ได้แท้จริง โดยปริมาณมากมาย. นี้ทำให้เห็นได้ว่า วันวิสาขบูชา เป็นวันพระพุทธเจ้า เกิด พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ; เพราะการตรัสรู้จึงได้เกิดมีพระ- พุทธเจ้า. สองเดือนต่อมา ก็เป็น วันอาสาฬหบูชา คือ วันพระธรรม คือพระองค์ ได้ทรงเปิดเผยธรรมที่ได้ทรงตรัสรู้ เป็นครั้งแรก และเริ่มมีผู้รู้ตาม. เจ็ดเดือนต่อมาเป็น วัน มาฆบูชา เป็นวันพระสงฆ์ เพราะเกิดพระสงฆ์ขึ้นอย่างเป็น ปึกแผ่นแน่นหนา ประดิษฐานพระศาสนาไว้ได้อย่างมั่นคง. ขอให้เราทุกคนถือ วันทั้งสาม นี้ ว่าเป็นวันสำคัญ บางคนก็เรียกว่า วันสำคัญของศาสนา. อาตมาเห็นว่า เข้าใจยาก ถ้าเป็นวันสำคัญของศาสนา ก็อาจจะไม่มีประโยชน์ อะไรแก่มนุษย์ก็ได้ ฉะนั้นให้ เป็นวันสำคัญของมนุษย์ เสียจะดีกว่า.

น.118 ๔ วันสำคัญของมนุษย์นั้น หมายความว่าอย่างไร ? หมายความว่า ก่อนหน้านี้มนุษย์เป็นคนมืดบอด อยู่ใน ความมืดของอวิชชา ; ไม่รู้เรื่องความทุกข์ ความดับทุกข์. ครั้นถึง วันนี้ได้รับธรรมเทศนา แสดงถึงเรื่องความทุกข์ และความดับทุกข์. มนุษย์เป็นผู้ได้รับประโยชน์ ; ความสำคัญนั้นได้เกิดขึ้นเพื่อมนุษย์ จะถือว่าเป็นวันของ มนุษย์ สำหรับมนุษย์จะได้รับประโยชน์สูงสุด จากพระ- พุทธเจ้า. นั่นแหละเห็นว่า เรียกวันสำคัญนี้ว่า เป็น วันสำคัญของมนุษย์ จะดีกว่ากระมัง ; เพราะมัวแต่ว่า เป็นวันสำคัญทางศาสนา ก็ทิ้งไว้เป็นของศาสนา. มนุษย์ ก็ไม่เอาใจใส่ จึงได้โง่งมงายกันมาตลอดเวลาที่ ยกเอาเรื่องนี้ ไว้ให้เป็นเรื่องของพระศาสนาไปเสีย ไม่เอามาเป็นเรื่องของ มนุษย์เลย. วันอาสาฬหะนี้ กล่าวได้ว่า เป็นวันสำคัญของโลก. หรือถ้าจะให้ดีกว่านั้นอีก อยากจะพูดว่า วันสำคัญ ของโลก ทั้งโลกทั้งมวล คือทั้งเทวโลก มารโลก พรหม-

น.119 ๕ โลก โลกอะไรก็ตามทุก ๆ โลก; วันนี้เป็นวันสำคัญของ โลกทุกโลก ปรากฏในคัมภีร์นั้น ๆ ว่า เมื่อแสดงธัมมจัก- กัปปวัตตนสูตรจบลงแล้ว แผ่นดินไหวทั่วทุกโลกธาตุ : เทวโลก มารโลก พรหมโลก ช่วยบอกต่อ ๆ กันไป ถึงข้อที่ พระองค์ทรงแสดง ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรนี้ ที่อิสิปตน- มฤคทายวัน : เป็นเครื่องกำจัดมาร กำจัดทุกข์แท้จริง, ไม่มีใครคัดค้านได้, จึง น่าจะถือว่า วันสำคัญนี้ เป็น วันสำคัญของสัตว์โลกทุกโลก. แต่บางคนคงจะคิดว่า มันมากไปนัก มันไกลไปนัก มันกว้างไปนัก ; เอาเพียงของมนุษย์ ในโลกนี้โลกเดียว จะพอดี; ถ้าอย่างนี้ก็ได้เหมือนกัน ขอแต่ว่า ใ ห้คนทุก คนในโลก รู้จักความสำคัญของวันนี้. สำคัญเพราะเหตุไร ? สำคัญเพราะเหตุว่า ได้รับ สิ่งที่ประเสริฐที่สุดสำหรับมนุษย์. พวกที่เห็นว่าเงินทองดีกว่า ก็จะมีอยู่มากเหมือนกัน ; ไม่ได้เห็นว่าธรรมะเป็นเครื่องดับทุกข์ ประเสริฐสูงสุด แต่เห็นว่าเรื่องเงินเรื่องทอง เรื่องข้าวเรื่องของ บุตรภรรยา สามี เป็นเรื่องประเสริฐสุดไปเสีย ดังนี้ก็มี. คนพวกนี้คง

น.120 ๖ จะพูดกันไม่รู้เรื่อง เก็บเอาไว้เสียทางหนึ่งก็ได้ ; มาดู กันสำหรับคนที่พอจะพูดกันรู้เรื่องว่า ธรรมะที่ได้บรัเป็น ของขวัญ หรือเสมือนหนึ่งของขวัญ จากพระสัมมาสัม- พุทธเจ้าในวันนี้นั้น ประเสริฐอย่างไร ? ข้อนี้ก็จะต้องดูให้ลึกเข้าไป หรือเป็นวงกว้าง ครบ ถ้วนทั้งสามพระองค์คือ : พระพุทธเจ้าเป็นผู้ตรัสรู้สิ่งซึ่งเป็น เครื่องกำจัดมาร แล้วประทานสิ่งนั้นให้แก่เรา. พระธรรม ที่ตรัสรู้ นั่นแหละ เป็นเครื่องกำจัดมาร เป็นของขวัญที่ทรง ประทานให้แก่เรา. พระสงฆ์ทั้งหลายได้รับธรรมะ เครื่อง กำจัดมารนั้นแล้ว เอามาใช้เป็นเครื่องกำจัดมารได้ แล้วก็ สอนสืบ ๆ ต่อกันมา. เราทั้งหลายทุกคน ก็ถูกนับเนื่อง อยู่ในคำว่าพระสงฆ์. คำว่า พระสงฆ์นั้น แม้จะ หมายถึงผู้ปฏิบัติบรรลุ มรรค ผล ก็ได้ แม้จะ หมายถึงผู้กำลังปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรค ผล ก็ได้. เราทั้งหลายก็อย่าได้ต่ำหรือเลวเกินไป จนถึง ขนาดที่ไม่เป็นผู้ที่กำลังพยายามเพื่อการดับทุกข์ หรือเพื่อการ บรรลุมรรค ผล นั้น ๆ.

น.121 ๗ คนที่ไม่พยายามเพื่อจะดับทุกข์นั้น ก็ต้องเรียก ว่า คนมืด คนบอด ; ไม่เห็นว่ามีความทุกข์, ไม่เห็น ว่าจะต้องพยายามดับทุกข์, มันก็ช่วยไม่ได้. แต่ถ้าว่า ไม่เป็นคนโง่เกินไป ไม่เป็นคนพาลเกินไป ไม่เป็นคนหลง เกินไป ไม่เป็นคนมืดบอดเกินไปแล้ว ก็พอจะรู้สึกได้ว่า ชีวิตนี้เป็นสิ่งที่ต้องต่อสู้, ต้องปรับปรุง, คือถูกเบียด เบียนอยู่ด้วยมารร้าย อันได้แก่กิเลสและความทุกข์ ทำให้ได้ รับความทนทุกข์ทรมาน ไม่มีความสงบเย็น นี้เรียกว่าเป็น มาร. เราจะต้องกระทำทุกอย่าง ทุกประการ เพื่อกำจัด มารนั้นเสีย เพื่อว่าชีวิตนี้จะได้เป็นของเย็น, เป็นชีวิต ที่เยือกเย็น แทนที่จะเป็นชีวิตอันเร่าร้อน. นี่แหละคือคน ที่พอจะเป็นผู้เนื่องได้ในหมู่แห่งพระสงฆ์ ; แม้ว่า ยังไม่ บรรลุ มรรค ผล นิพพาน ก็เรียกว่า ผู้กำลังปฏิบัติขวน- ขวายอยู่ เพื่อการบรรลุมรรค ผล นิพพาน ; เราจึงถูกนับ เนื่องอยู่ ในคำว่าพระสงฆ์ ทบทวนอีกทีหนึ่งว่า พระพุทธเจ้าเป็นผู้ชนะมาร , แล้วแจกเครื่องมือสำหรับกำจัดมาร. พระธรรมที่ได้ตรัสรู้

น.122 ๘ นั่นแหละ เป็นเครื่องกำจัดมาร. พระสงฆ์ได้รับเครื่อง กำจัดมารนั้นมา เป็นเครื่องกำจัดมารของตน แล้วสั่งสอนสืบ ต่อ ๆ กันไป. ความสำคัญมันอยู่ที่คำว่า เป็นเครื่องกำจัดมาร ในวันนั้นพระองค์ได้ทรงแสดง ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ดังนั้น พระธรรมแห่งธัมมจักกัปปวัตตนสูตร นั่นเอง เป็นเครื่องกำจัดมาร. ใจความสำคัญของพระสูตรนี้ ก็คือเรื่อง มัชฌิมาปฏิปทา. ใจความสำคัญของธัมมจักกัปปวัตตนสูตร. คนแต่ก่อนนี้ไม่รู้เรื่องมัชฌิมาปฏิปทา เป็นผู้ที่แล่น ไปสุดเหวี่ยง ข้างซ้ายข้างขวา : แล่นไป สุดเหวี่ยงข้างซ้าย ที่เรียกว่า กามสุขัลลิกานุโยค - ประกอบตนพัวพันอยู่ใน กาม ; เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า อาคาฬหปฏิปทา แปลว่า การปฏิบัติชนิดที่เปียกแฉะ. ทีนี้อีกพวกหนึ่งไปในทาง ขวาสุด เรียกว่า ทรมาน กาย ด้วยคิดว่า จะทำให้กิเลสหมดสิ้นเพราะการทรมานนั้น. นี้เรียกว่า อัตตกิลมถานุโยค คือ ประกอบตนอยู่ในการทำ

น.123 ๙ ตนให้ลำบาก ; เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า นิชฌามปฏิปทา แปลว่า ปฏิปทาอันแห้งเกรียม ไหม้เกรียม. คิดดูเถอะว่า พวกหนึ่งเปียกแฉะ, พวกหนึ่งไหม้ เกรียม ; คือ พ วกหนึ่งมัวเมาอยู่ในกาม, พวกหนึ่งมัวเมา อยู่ในการทำตนให้ลำบาก ; หมายความว่า ก่อนหน้าที่ พระพุทธองค์จะตรัสรู้ขึ้นมานี้ เขารู้จักกันแต่สองทิฏฐินี้ เท่านั้น คือกามสุขัลลิกานุโยค กับอัตตกิลมถานุโยค. เรื่อง ที่อยู่ตรงกลางนั่นแหละ จะเป็นเครื่องกำจัดทุกข์ได้ มัชฌิมาปฏิปทา หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งก็ว่า อริยัฏฐังคิกมรรค อันประกอบไปด้วยองค์แปดประการ ทรงนำมาแสดงว่า ไม่ข้องแวะกับสุดเหวี่ยงซ้ายขวาเหล่านั้น ; ตั้งอยู่ตรงกลาง เป็นเครื่องทำให้เกิดปัญญา, เกิดจักษุ, เกิดความรู้แจ้ง ว่าอะไรเป็นความทุกข์, อะไรเป็นเหตุให้ เกิดทุกข์, อะไรเป็นความดับสนิทแห่งทุกข์, และ อะไรเป็นทาง ให้ถึงความดับสนิทแห่งความทุกข์นั้น. นี้คือ มัชฌิมาปฏิปทา. พระองค์ตรัสว่า ไม่เคยฟังมาแต่ก่อน ไม่เคยฟัง มาจากใคร เป็นอภิสัมพุทธา คือ รู้พร้อมเฉพาะด้วยพระ-

น.124 ๑๐ องค์เอง แล้วทรงแสดงมัชฌิมาปฏิปทา ให้เป็นของ ขวัญแก่ปัญจวัคคีย์ ในวันเช่นวันนี้. ใจความสำคัญ อยู่ที่มัชฌิมาปฏิปทา; แต่บางคนอาจจะคิดว่า สำคัญอยู่ ที่อริยสัจจ์ นี้ไม่ต้องทะเลาะกัน : อริยสัจจ์ ๔ นั้นเป็นหลัก วิชา, มรรคมีองค์ ๘ นั้นเป็นตัวการปฏิบัติ ตรัสรู้อริยสัจจ์ ๔ เป็นหลักวิชา. อริยสัจจ์ ๔ เป็นหลักวิชาคือ บอกให้รู้ทั้งหมด : รู้เรื่องความทุกข์ คือสิ่งที่เหลือจะทนได้, เรื่องเหตุให้ เกิดทุกข์, คือกิเลสทั้งหลายเป็นเหตุให้เกิดทุกข์, และว่า ความดับกิเลสเสียได้นั้น เป็นความดับแห่งทุกข์, และว่า ทางประกอบด้วยองค์ ๘ นั้นแหละ เป็นทางที่จะให้ดับกิเลส เสียได้. นี้เป็นหลักวิชา บอกไว้อย่างครบถ้วน ไม่ใช่ตัว ปฏิบัติโดยตรง. ตรัสรู้ตัวปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์คือมรรคมีองค์ ๔. ครั้นมาถึง ตัวปฏิบัติ โดยตรง ก็คือ อริยมรรค มีองค์ ๘ นั่นเอง. หรือที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทานี้เอง.

น.125 ๑๑ ใจความสำคัญ ของมัชฌิมาปฏิปทา นี้อยู่ที่ ความถูกต้อง ที่เรียกว่า สัมมา หรือ สัมมัตตา แปลว่า ความถูกต้อง. ความถูกต้อง นี้มีอยู่ ๘ ประการ ด้วยกัน เอามา รวมเข้าเป็นทาง ทางเดียว ถูกต้อง ๘ ประการนั้นคือ ความถูกต้อง ในเรื่องความคิดเห็น เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ มี ความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง มีความเชื่อถูกต้อง มีอุดม- คติถูกต้อง ; เป็นเรื่องถูกต้องของความรู้ ความคิด ความเห็น ความเชื่อ รวมเรียกว่าถูกต้องของทิฏฐิ เรียก เป็นบาลีว่า สัมมาทิฏฐิ นี้ เป็นถูกต้องข้อที่ ๑. ข้อที่ ๒. เป็นความถูกต้องของความปรารถนา ความต้องการ ความประสงค์ เรียกว่า สัมมาสังกัปโป หรือสัมมาสังกัปปะ แปลว่า ความปรารถนาที่ถูกต้อง. ข้อ นี้ไม่ต้องกลัว ถ้าว่ามีสัมมาทิฏฐิ เข้าใจถูกต้อง ว่าอะไรเป็น อะไรจริงแล้ว ก็รู้จักปรารถนาได้ถูกต้อง. ดังนั้น สัมมา- ทิฏฐิต้องมาก่อน นอกนั้นตามมาทีหลัง : มีความถูกต้อง ในความปรารถนา ใฝ่ฝัน ประสงค์ หรือต้องการ. ทีนี้ ถัดไปก็เป็น ความถูกต้องในทางการพูดจา วิธี พูดก็ถูกต้อง, คำที่พูดก็ถูกต้อง, กาลเทศะสำหรับจะพูดก็

น.126 ๑๒ ถูกต้อง เป็นความถูกต้องทางวาจา ไม่มีทางที่จะเกิดโทษ ใด ๆ ขึ้นเพราะการพูดจา. นี้เรียกว่า ความถูกต้องที่ ๓ สัมมาวาจา. ถัดไปเป็น ความถูกต้องที่ ๔ สัมมากัมมันโต-การ กระทำทางกายอย่าให้มีผิดพลาด ; ไม่ฆ่า ไม่ลัก ไม่ละเมิด ของรักของผู้อื่น เหล่านี้เป็นต้น เรียกว่า ถูกต้องทางการ กระทำทางกาย. ความถูกต้องถัดไป ข้อที่ ๕ สัมมาอาชีโว ก็คือ การดำรงชีวิตอยู่ หาเลี้ยงชีวิตอยู่ เพื่อดำรงชีวิตอยู่ ก็ดำรง ชีวิตอยู่ด้วยอาชีพที่ถูกต้อง, อย่าทำอาชีพที่น่ารังเกียจ โดย สมควรแก่ฐานะแห่งตน ๆ ที่เป็นบรรพชิตก็มี เป็นคฤหัสถ์ ก็มี. อาชีพที่ถูกต้องที่บริสุทธิ์ ตามควรแก่ฐานะแห่งตน ก็มีรายละเอียดอยู่แล้ว. ถัดไปเป็นความถูกต้องทางจิตใจ เป็น ความถูกต้อง ที่ ๖ คือ สัมมาวายาโม - มีความขวนขวายพากเพียร , ดิ้นรน ต่อสู้อะไรอยู่ อย่างถูกต้อง. ในที่นี้หมายถึง ระวังไม่ให้ ความผิดพลาดเกิดขึ้น, ละความผิดพลาดที่เกิดขึ้นแล้วเสีย มีแต่กุศล, ความถูกต้องเกิดขึ้นแล้ว ก็รักษาไว้ให้เจริญ

น.127 ๑๓ ต่อๆ ไปจนสมบูรณ์. นี้เรียกว่า สัมมาวายาโม - มีความ พากเพียรถูกต้อง. ความถูกต้องที่ ๗ ถัดไป ก็คือ สัมมาสติ - มีความ ระลึกรู้สึกตัวอยู่อย่างถูกต้อง ; ไม่ให้ลืมตัว ระลึกอยู่อย่าง ถูกต้องในทุกกรณี ก็เรียกว่า สัมมาสติ. ความถูกต้องสุดท้ายเป็น อันดับที่ ๘ คือ สัมมา - สมาธิ. นี้หมายความว่า ตั้งใจไว้มั่นอย่างถูกต้อง. จิตใจ ที่ตั้งมั่นนั้น จะต้องตั้งมั่นถูกต้อง ; ตั้งมั่นผิด ก็มี. เมื่อ ได้ปรับปรุงให้จิตใจ ตั้งมั่นลงไปอย่างถูกต้องแล้ว ก็รักษาไว้ ตลอดเวลา เรียกว่าตั้งจิตมั่นคงอย่างถูกต้อง เรียกว่า สัมมา- สมาธิ. คำพูดเหล่านี้ เราก็ท่องกันได้ทุกคน เหลืออยู่แต่ จะเอามาทำความเข้าใจให้แจ่มแจ้ง อย่าเพียงแต่ท่องกันไว้ อย่างนกแก้วนกขุนทองว่า สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. จับนกขุนทองมาสักตัวหนึ่ง แล้ว ก็สอนให้ร้องอย่างนี้ ไม่กี่วันมันก็ร้องได้, แล้วก็คิดดูเถิด ว่า มันจะเกิดประโยชน์อะไร.

น.128 ๑๔ คน นี้ก็เหมือนกัน ก็เป็นนกขุนทองได้ คือ มันได้แต่ ร้องได้ ว่าอย่างนั้น แต่ไม่รู้ว่าอะไร , ไม่รู้ว่า อะไร แล้วจะปฏิบัติได้อย่างไร ? ประทานมัชฌิมาปฏิปทาเป็นเครื่องกำจัดมาร. นี่ขอให้สนใจว่า เครื่องกำจัดมาร ที่พระองค์ได้ ตรัสรู้ แล้วนำมาฝากแก่พวกเรา เ ป็นของขวัญอัน ประเสริฐ นั้น ก็คือสิ่งที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา คือการ ดำเนินอยู่ตรงกลาง. ดูมันก็จะไม่ยากเย็นอะไรนัก ที่จะเข้าใจ ว่า อย่าสุดเหวี่ยงทางซ้าย, อย่าสุดเหวี่ยงทางขวา ให้ไป ตรงกลาง คือพอดี นี้ ; ก็เรียกว่าหนทางสายกลาง หรือ ความถูกต้องทั้ง ๘ ประการ ใด รู้จักความถูกต้องแล้ว ก็คำนวณเอาเองว่า ที่มันตรง กันข้ามนั้นเป็นอย่างไร ? มันก็คือ มิจฉาทิฏฐิ มิจฉาสังกัปโป มิจฉาวาจา มิจฉากัมมันโต มิจฉาอาชี โว มิจฉาวายาโม มิจฉาสติ มิจฉาสมาธิ. ฝ่ายนี้เติมคำว่ามิจฉา, มิจฉาเข้าไป

น.129 ๑๕ คำว่ามิจฉา แปลว่า ผิด ; ฝ่ายโน้นมีคำว่า สัมมา, สัมมา นำอยู่ข้างหน้า คำว่า สัมมา แปลว่า ถูก. ท่านทั้งหลายสังเกตดู จะเห็นได้ด้วยเหตุผลของ ตนเอง ว่า ธรรมะคือความถูกต้อง ๘ ประการ นี้ จะ สามารถกำจัดมารได้อย่างไร ? พอจะเห็นได้ง่ายๆ ว่าสิ่งที่ เรียกว่า มาร นั้น คือความไม่ถูกต้อง, ไม่ถูกต้องทางจิต ทางความคิดนึก ก็เรียกว่ากิเลส, มีแล้วมันก็เศร้าหมอง เป็นอย่างน้อย. ที่ว่าเศร้าหมองนี้ ไม่สู้กระไร ; แต่ที่มันเผาลน เอาอย่างเจ็บปวด นี้มันทนไม่ได้. . บางทีมันก็เสียบแทง อย่างเจ็บปวด, บางทีมันก็ผูกมัดอย่างอึดอัด, บางทีมันก็ ครอบงำมืดมิด เหมือนกับอยู่ใต้กะลาครอบ ; นี้มันทน ไม่ไหว จึงต้องพยายามที่จะกำจัดมารอันนี้เสีย. เราได้รับ ธรรมะ ประทานจากพระพุทธเจ้า มาใช้เป็นเครื่อง กำจัดมาร สำหรับมนุษย์ในโลก. ที่พูดว่า ในโลก หรือ ทั้งโลก นี้มันต้องนึกกันบ้าง เหมือนกัน. บางคนอาจจะคิดว่า มนุษย์พวกอื่นไม่ต้อง การ ; นั่นก็เพราะว่ามองแคบ ๆ. มนุษย์ทุกชนิด ทุก

น.130 ๑๖ ประเภท ทั่วไปทั้งโลก แถมไปถึงโลกเทวดา โลกมาร โลกพรหม มันก็มีความเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง, คือมีอวิชชา หุ้มห่อ มันก็มืด แล้วก็เกิดกิเลส แล้วก็ เป็นทุกข์เหมือน กันหมด. กิเลส คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง นี้ เหมือนกันหมด : กิเลสของมนุษย์, กิเลสของเทวดา, กิเลสของพรหม, ถ้ายังไม่หมดกิเลส ยังมีกิเลสอยู่แล้ว มันก็เป็นกิเลสอย่างเดียวกัน. เพราะฉะนั้นจึง มีความทุกข์ เหมือนกัน เพราะว่าก็ ถูกกิเลสเผาเหมือนกัน, มีความ ทุกข์ หรือว่า มีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน เมื่อ ยังโง่อยู่มันก็กลัว. พวกมนุษย์ นี้ลำบาก หรือ กลัวความเกิด ความแก่ เจ็บ ตาย อย่างไร พวกเทวดาก็กลัวอย่างนั้น. มีข้อความ กล่าวไว้ว่า พวกพรหม เสียอีก ยิ่งกลัวมาก ; เพราะว่าพวก พรหมนั้น เป็นพวกที่อยู่ในความสุขชั้นสูง ยึดมั่นถือมั่นใน ความสุขมาก เพราะฉะนั้นจึงกลัวตายมาก. มนุษย์นี้มีความสุขไม่ค่อยจริงจังอะไรนัก ก็เลยกลัว ตายน้อย. ผู้ที่มีความสุขชั้นสูง ยึดมั่นความสุขนั้นมาก ก็

น.131 ๑๗ กลัวตายมาก. ที่เห็นได้ง่ายๆ คือว่า คนจนกลัวตายน้อย กว่าคนมั่งมี ; จริงไม่จริงก็ไปศึกษากันดูก็แล้วกัน. ถ้ามีสิ่งที่เป็นเหตุให้ยึดมั่นถือมั่นมาก ก็กลัวตาย มาก จึงเป็นอันว่า มีกิเลสเหมือนกัน มีความทุกข์เหมือน กัน. ดังนั้น ธรรมะนี้ใช้ได้สำหรับสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง : เป็นมนุษย์ก็ได้ เป็นเทวดาก็ได้ เป็นพรหมก็ได้ ; มี กิเลสอย่างเดียวกัน, มีความทุกข์อย่างเดียวกัน, มีปัญหา อย่างเดียวกัน, เรียกว่ามีหัวอกเดียวกัน ; เพราะว่าทนทุกข์ ทรมานอย่างเดียวกัน, ด้วยเหตุอย่างเดียวกัน, สามารถจะ แก้ไขได้ด้วยเครื่องแก้ไขอย่างเดียวกัน. นี้เรียกว่า อยู่ใน ฐานะ ที่เป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน ขอให้ท่านทั้งหลายเข้าใจข้อนี้ไว้ สำหรับจะได้ถือว่า เป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน. ข้อที่เราไม่ถือว่า มนุษย์แต่ละคนเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ของเรา นั่นแหละ มันเป็นที่ตั้งแห่งความโง่, เป็นที่ตั้งแห่งกิเลส หรือการ เบียดเบียน, คือเรารักเขาไม่ได้ เรารักผู้อื่นไม่ได้, มัน รักแต่ตัวเรา มันก็ทำไปอย่างที่เห็นแก่ตัว. ฉะนั้นจึง ไม่ สำรวมระวังในบุคคลอื่น เราจึงอยู่กันไม่เป็นผาสุก.

น.132 ๑๘ ฉะนั้น ดูในหัวข้อที่ว่า เรามีกิเลสให้เกิดความทุกข์ อย่างเดียวกัน, มีความทุกข์อย่างเดียวกัน ; ถ้าจะดับทุกข์ ก็ต้องดับโดยวิธีเดียวกัน. อย่างนี้แล้วก็พอใจ ในการที่จะ ถือว่า ทุกคนเป็นเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อน ตาย ด้วยกันทั้งนั้น. นี่แหละธรรมะสำหรับกำจัดมารในโลกนี้, ธรรมะ ที่ทำให้เราประพฤติถูกต้องถึง ๘ ประการ ; มีความเห็น อย่างถูกต้องแล้ว ก็จะเห็นไปในทางที่จะเห็นแก่ผู้อื่น รักผู้อื่น ไม่เห็นแก่ตัว. ดังนั้นผลจึงเกิดขึ้นมาว่า บุคคล หนึ่ง ๆ นั้นก็อยู่เป็นสุข, แล้วเพื่อนมนุษย์ที่อยู่ด้วยกัน อยู่ ร่วมกันก็เป็นสุข เพราะไม่เบียดเบียนกัน. สัมมาทิฏฐินี้ทำให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง อย่างนี้; ถ้าไม่มี ก็ไม่มีความเข้าใจถูกต้อง มันก็เห็น แก่ตัว, ไม่คิดจะช่วยใคร ไม่คิดที่จะรักใครได้ สิ่งที่เป็น เครื่องจำกัดมารนี้ ก็เรียกว่า เป็นความ รู้อันสูงสุด สำหรับมนุษย์. จะรู้กันให้อย่างไร, เพียงไร, มากมายเท่าไร, ถ้าไม่กำจัดความทุกข์ มันก็ไม่ใช่ความรู้ อันสูงสุด.

น.133 ๑๙ พิจารณาดู โลกเจริญด้วยการศึกษา แต่ยังมีทุกข์มาก. อยากจะขอโอกาสนิดหนึ่ง ให้พิจารณาดูว่า ในโลก นี้ทั้งโลก มนุษย์เจริญด้วยการศึกษา เหลือประมาณ : ศึกษาอย่างนั้น ศึกษาอย่างนี้ เหลือที่จะกล่าวได้ แล้วโลก ก็ยัง มีความทุกข์มากขึ้น. นี้มันเป็นเรื่องบ้าบออย่างไร กัน ? ยิ่งศึกษามาก มีการศึกษามากเหลือประมาณ ความ ทุกข์กลับยิ่งมากขึ้น ; มันเป็นการศึกษาที่ไม่ถูกต้อง, ไม่ เหมือนสิ่งที่พระพุทธองค์ประทาน ในฐานะที่เป็นของถูก ต้อง. เดี๋ยวนี้ยิ่งรู้มากยิ่งยากนาน, ยิ่งรู้มากยิ่งยากนาน. ทุกคนช่วยจำไว้ให้ดี อย่ารู้มากชนิดยากนาน มันจะทำให้อยู่ อย่างเป็นทุกข์ ; ทุกข์เพราะรู้มากนั่นเอง. รู้มากแล้วก็ ยากนาน คือยิ่งรู้มาก ก็ยิ่งเป็นทุกข์มาก ; อย่างนี้สู้แมว ตัวหนึ่งก็ไม่ได้. แมวตัวหนึ่งไม่ค่อยจะรู้อะไร แต่ก็ไม่เป็น ทุกข์เลย. คนรู้มากรู้ไปทุกอย่าง แต่แล้วเป็นทุกข์; ต้อง ปวดหัว ต้องกินยานอนหลับ ; แมวไม่ต้องกินยานอนหลับ

น.134 ๒๐ มันก็น่าละอายแมว ; เพราะว่าความรู้ของมนุษย์มันไม่ถูก ต้อง มันรู้มากยากนานไปเสียหมด. แมวมันรู้จักอยู่อย่าง พอดี ไม่ต้องปวดหัว ไม่ต้องเป็นโรคประสาท ไม่ต้องเป็น โรคจิตเหมือนกับมนุษย์ ที่เป็นกันมากยิ่งขึ้นทุกที ไม่ใช่ เป็นแต่ประเทศเรา. ประเทศไทยเล็ก ๆ นี้ ว่าเป็นโรคประสาทกันจำนวน แสน เป็นโรคจิตกันจำนวนหมื่น ยิ่งประเทศอื่นที่ใหญ่โต เจริญรุ่งเรือง ยิ่งเป็นมาก; เพราะว่าความเจริญนั้น มัน เจริญไปแต่ในเรื่องที่ยั่วให้เกิดกิเลส จึงต้องเป็นโรค ประสาท โรคจิต กันมากกว่าในประเทศไทย ซึ่งมีธรรมะ เหลืออยู่บ้าง เพราะบรรพบุรุษ ปู่ ย่า ตา ทวด ของเรา เคย เจริญ เคยรุ่งเรืองด้วยธรรมะ. การศึกษาชนิดยิ่งรู้มาก ยิ่งยากนานนี้ มันป่วยการ. หาสันติภาพ ต้องหาที่ร่างกายนี้ หาที่อื่นไม่พบได้. ทีนี้ สิ่งที่เขาชอบกันนัก เขามายกย่องกันนัก วิชา เทคนิค และการใช้เทคนิคให้ดีที่สุด เรียกว่าเทคโนโลยีนี้ บูชากันนัก; เดี๋ยวนี้ก็พูดถึงกันนัก แล้วก็ไม่มีทางที่จะ

น.135 ๒๑ ทำให้มนุษย์มีสันติภาพ ยิ่งมากด้วยเทคโนโลยีก็ยิ่งยุ่ง คือไม่มี ทางที่จะมีความสงบสุข เป็นสันติภาพ. เพราะว่า วิชา เทคโนโลยีทุกแขนงนี้ มันเป็นไปแต่ในทางวัตถุ ไม่ เป็นไปในทางจิตทางวิญญาณ พวกนี้ไม่รู้เรื่องเทคโนโลยี ทางจิตทางวิญญาณ. ถ้าท่านสังเกตดูให้ดี เรื่อง อริยมรรคมีองค์ ๘ นี่แหละคือเทคโนโลยีทางจิตทางวิญญาณ ซึ่งมนุษย์ ในโลกนี้ไม่รู้ และไม่สนใจกันเสียเลย ; มันก็มีแต่ เทคโนโลยีทางวัตถุ ก็ยิ่งหลงยิ่งจมในเรื่องของวัตถุ คือความ เอร็ดอร่อยสนุกสนาน อันเนื่องด้วยวัตถุ. เทคโนโลยีในโลกมันจึงเป็นเหมือนกับว่า เครื่อง ขุดหลุมฝังมนุษย์ ให้จมดักดานอยู่ใต้นรกของวัตถุนิยม. ความหลงนิยมวัตถุนี้ เป็นนรกชนิดหนึ่ง มัน ทรมานอย่างไม่รู้สึกตัว วิชาเทคโนโลยีทางวัตถุล้วน ๆ นี้ มันก็ ฝังมนุษย์ให้จมอยู่ใต้นรกวัตถุนิยม. ถ้าใครรู้สึกตัว ก็ต้อง สนใจ เรื่องเทคโนโลยีฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณกันเสีย บ้าง คือความถูกต้อง ๘ ประการ ดังที่กล่าวมาแล้ว

น.136 ๒๒ เดี๋ยวนี้เขาเจริญกันมาก ในทางเทคนิคทั้งหลายนี้ จนก้าวหน้าในกิจกรรมทางอวกาศ ไปโลกพระจันทร์ก็ได้ เดี๋ยวนี้เขาอยากจะไปโลกไหน เขาก็ต้องไปได้ ในเวลาอัน ไม่นานนัก. นี้ ความรู้ทางอวกาศ ไปโลกต่าง ๆ ได้ เที่ยว หาก็ไม่พบสันติภาพ ; เหมือนเทวดาองค์หนึ่ง เขาเที่ยวหา ที่สุดแห่งความทุกข์ หรือที่สุดแห่งโลก เรื่องในพระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า เทวดาองค์นี้มีความไว ยิ่งกว่าลูกศร หรือลูกปืน ที่แล่นไปในอวกาศ, มีอายุตั้งกัปป์ ตั้งกัลป์ มีกำลังมาก วิ่งไปทุกทิศทุกทาง ก็ไม่พบที่สุดทุกข์ ว่าอยู่ที่ตรงไหนที่จะเป็นที่สุดที่จบของความทุกข์ หรือที่สุด ของโลก ; ก็ต้องมาหาพระพุทธเจ้า มาเฝ้ามาทูลถาม. พระพุทธองค์ก็ตรัสตอบในทำนองว่า "แกมันโง่ เพราะว่า สิ่งเหล่านี้มันอยู่ในร่างกาย ที่ยาววาหนึ่งนี้เท่านั้น" อย่างนี้ เป็นต้น. เดี๋ยวนี้คน ก็กำลังโง่, ใ นโลกนี้คนกำลังโง่ เหมือนเทวดาองค์นั้นเที่ยวหาสันติภาพ แสวงหาสันติสุข สันติภาพให้แก่มนุษย์ ก้าวหน้าเหลือประมาณ ; อย่างว่า

น.137 ๒๓ อวกาศนี่ ความรู้เรื่องอวกาศนี่ ไปที่ไหนก็ได้ โลกไหนก็ได้ หาไปจนตายมันก็ไม่พบสันติภาพ มันไม่ถูกฝาถูกตัว. อาตมาอยากจะเปรียบเรื่องนี้ เรื่องอวกาศ, กิจกรรม อวกาศนี้ เปรียบได้กับ เขาขี่เครื่องบินไอพ่น ไล่จับตั๊กแตน. ถ้าใครเข้าใจคงจะฮากันใหญ่เลย. เขาขี่เครื่องบินไอพ่นไล่จับ ตั๊กแตน. คนเรา แต่โบราณนี่ พูดว่า ขี่ช้างจับตั๊กแตน นี้ ก็ถือว่าเป็นคนโง่ที่สุดแล้ว, คนบ้าที่สุดแล้วที่ขี่ช้างไล่จับ ตั๊กแตน. แต่เดี๋ยวนี้ คนเดี๋ยวนี้เขามากกว่านั้นนะ เขาขี่ เครื่องบินไอพ่นไล่จับตั๊กแตน. ความรู้เรื่องอวกาศ มันก็ เป็นอย่างนี้ ไม่ช่วยให้โลกนี้มีสันติภาพได้ . เราอย่าไปบ้า กับมันเลย. วันก่อนได้ยินหนังสือพิมพ์ลงข่าวว่า ที่ญี่ปุ่น เขา ประกาศให้จองตั๋ว ไ ปอยู่กันที่โลกพระจันทร์ ห รือโลก พระอังคาร มีคนซื้อตั๋วจองกันมาก. คิดดูเถอะ เขาว่าที่ นั่นจะมีสันติภาพ ; ที่แท้มันก็เป็นเพียง ขี่เครื่องบินไอพ่น ไล่จับตั๊กแตน ผลมันไม่คุ้มค่าเลย แล้วก็ไม่พบด้วย. ที่จะมีสันติภาพได้ กลับไปหาพบในร่างกาย ที่ยาววาหนึ่งนี้ ที่ยังเป็น ๆ คือยังไม่ตาย. ธรรมะนี่มี

น.138 ๒๔ สำหรับคนเป็น ๆ ไม่ใช่สำหรับคนตาย ; ที่คนตายมันไม่มี อะไรได้, ที่คนเป็น ๆ นี้มี สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ อยู่ที่คนเป็น ๆ ที่ยาวประมาณวาหนึ่ง นี้; ในนี้จะพบหมด แล้ว พบสันติภาพ. ฉะนั้นไม่ต้อง ขี่เครื่องบินไอพ่นเที่ยวคว้า เที่ยวหาที่ไหน. มองดูเข้ามาข้างใน ก็จะพบสันติภาพ; แต่ ต้องปฏิบัตินะ ไม่ใช่เพียงแต่รู้อริยสัจจ์ ๔ เฉย ๆ ; ไม่มีปฏิบัตินั้นใช้ไม่ได้. ต้องปฏิบัติอัฏฐังคิกมรรค แล้ว ก็ดับกิเลสและดับทุกข์, แล้วพบสันติภาพกันที่นี่. เรื่องหาสันติภาพ ถ้าติดทางวัตถุ มากเท่าไร ก็ไม่ได้พบ. เดี๋ยวนี้เรื่องที่น่าจะยกเอามาพูด บอกกันไว้อีกสัก เรื่องหนึ่ง ก็คือ เรื่องความก้าวหน้าของกิจกรรมทางปรมาณู เขาพูดกันว่า ไม่เท่าไร อะไร ๆ ก็หมด : ในโลกนี้ น้ำมัน ก็หมด แก๊สก็หมด ถ่านหินก็หมด อะไร ๆ ก็หมด แล้วเรา ก็จะต้องใช้กำลังปรมาณู, ทำเครื่องปรมาณูขึ้นมาสำรองไว้

น.139 ๒๕ กำลังก้าวหน้าทางปรมาณู แล้วก็ คิดว่าจะทำให้โลกนี้มีสันติ- ภาพได้ เพราะความรู้ทางปรมาณู. นี่อย่างนี้อาตมาเห็นว่า มันเป็นเรื่องบ้าบอยิ่งขึ้น ไปอีก เรื่องปรมาณูจะมีเท่าไร ก็ไม่ทำให้มนุษย์มีสันติภาพ ได้ ; แล้วสักวันหนึ่งเขาก็จะเอาอำนาจปรมาณูนี้ล้างผลาญ กันให้โลกนี้วินาศไป. เขาโกรธขึ้นมา ควบคุมสติไว้ไม่ได้ ไม่มีธรรมะแล้ว ก็เอาอาวุธปรมาณูนี้ล้างผลาญกัน ; เพราะ ฉะนั้น ความก้าวหน้าในเรื่องปรมาณูนี้ มันก็ เหมือนกับว่า ต่อโลงใหญ่ ๆ ไว้ใส่โลก ในอนาคต. ความรู้เรื่องปรมาณูนี้ เหมือนกับการต่อโลงไว้ใส่ โลกในอนาคต แล้ว น่าชื่นใจอะไร ควรจะเลิกหลง. ถ้าใช้ คำหยาบ ๆ ก็ว่าเลิกโง่ดักดานกันเสียที ที่ว่ามนุษย์จะอาศัย ความรู้อันนี้ แล้วจะสร้างสันติภาพกันในโลก มันเป็นความ โง่ดักดาน. ถ้าจะสร้างสันติภาพกันในโลก ละก็ มาหาพระ- พุทธเจ้ากันดีกว่า ก็คือเครื่องมือที่พระองค์ทรงประทานให้ ในวันเช่นวันนี้ ที่เรียกว่า วันอาสาฬหปุณณมี พระจันทร์ เต็มดวงแห่งเดือนอาสาฬหะ. ความรู้อันนี้เป็นสิ่งที่จะ

น.140 ๒๖ ทำให้โลกมีสันติภาพได้, ความรู้อย่างอื่นไม่มี. ความรู้ อย่างอื่นที่โลกกำลังมี เป็นเรื่องทางวัตถุทั้งนั้น; มัน ไม่แก้ปัญหาของมนุษย์ได้ เพราะเป็นเรื่องทางจิตใจอยู่ครึ่ง หนึ่ง เป็นอย่างน้อย. มนุษย์เรามิได้มีแต่ร่างกาย มัน มีจิตใจ ปัญหา มันจึงคาบเกี่ยวกันอยู่ ระหว่างร่างกายกับจิตใจ; ไป สนใจแต่เรื่องทางวัตถุ ทางร่างกาย แล้วว่ามันจะแก้ปัญหาได้ มันก็เป็นเรื่องโง่ดักดาน. อาตมาพูดหยาบไปแล้ว ก็ขอ อภัยด้วย เพื่อประหยัดเวลา. จะต้องมาสนใจเรื่องทางจิตใจ, เป็นแสงสว่าง ทางจิตใจ : มีสติ มีปัญญา มีญาณ มีจักษุ มีแสงสว่าง มีวิชชา อะไรก็ตาม ที่ล้วนแต่เป็นความรู้ที่ถูกต้องทั้งนั้น ; มาสนใจกันที่นี่ แล้วเราก็จะพบสันติภาพในโลกนี้, แล้วก็ พบที่ การประพฤติกระทำ ทางกาย ทางวาจา ทางใจ ของคนแต่ละคน ซึ่งมีขนาดยาวไม่เกินวา, อย่างมากก็ เรียกว่า อยู่ในพวกยาววาหนึ่งทั้งนั้น ไม่ต้องไปนอกโลก ไม่ต้องไปอวกาศกันที่ไหน.

น.141 ๒๗ พระพุทธเจ้าประทานเครื่องกำจัดมาร แล้วต้องใช้ให้เป็น. นี่แหละสิ่งที่จะต้องมานึกกันในวันนี้ คือ วัน อาสาฬหบูชา ว่าวันนี้พระองค์ ได้ประทานสิ่งวิเศษสูงสุด เป็นเครื่องกำจัดมาร ให้เราใช้กำจัดมารให้หมดเกลี้ยงไป ; เรียกกันอย่างบาลีไพเราะ ๆ ก็ว่าอริยอัฏฐังคิกมรรค แปลว่า มรรคมีองค์ ๘ อันประเสริฐ เป็นของจริงชนิดที่จะดับ ทุกข์ได้ : ได้แก่ ความรู้เรื่องอริยสัจจ์ทั้ง ๔, และถ้า เอาแต่ที่ ตัวการปฏิบัติ แล้ว ก็เหลือเพียง มรรคมีองค์ ๘. เมื่อตะกี้ได้บอกแล้วว่า เรื่องอริยสัจจ์ทั้ง ๔ เป็น เรื่องหลักวิชา เรื่องทุกข์ เรื่องกิเลสนี่ เป็นเรื่องบอกโดย หลักวิชา ; แต่การปฏิบัติเพื่อจะดับกิเลส นั่นแหละเป็น ตัวการปฏิบัติ, เป็นตัวธรรมะจริงที่จะดับทุกข์ได้. ขอให้ เราสนใจสิ่งที่เรียกว่ามรรคมีองค์ ๘. คำว่า อยู่ตรงกลาง นี้ความหมายมาก ไม่เอียง ซ้ายเอียงขวา ก็เรียกว่ากลาง. อยู่ในระหว่างกลางไปหมด เช่นพูดว่า มี กับ ไม่มี นี้ก็ไม่ใช่กลาง. ถ้าอยู่ที่ ตรงกลาง มัน ไม่พูดว่ามี หรือ ไม่พูดว่าไม่มี ; พูดว่า แล้วแต่เหตุ

น.142 ๒๘ แล้วแต่ปัจจัย. ปัจจัยมี ก็มีการปรุงแต่ง ก็มีการเปลี่ยน- แปลง ก็มีเท่านั้น ; ปัจจัยไม่มีมันก็หยุดปรุงแต่ง มันก็ ไม่มีอะไรจะเปลี่ยนแปลง. นี้เรียกว่า ความคิด ความนึก ความรู้สึก สติปัญญา มันถูกต้อง สามารถที่จะดำรงไว้ที่ตรงกลาง ; ไม่พูดว่าตัว เอง, ไม่พูดว่า ผู้อื่น. พูดว่าตัวเอง มันก็โง่ไปยึดถือตัว เอง : พูดว่า ผู้อื่น มันก็โง่ไปยึดถือผู้อื่น พูดอย่างถูก ต้องคือ เป็นกลาง ก็พูดว่า อิทัปปัจจยตา เมื่อมีสิ่งนี้เป็น ปัจจัย สิ่งนี้ก็เกิดขึ้น, เมื่อมีสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้ก็เกิดขึ้น, ไม่ใช่ตัวเอง หรือไม่ใช่ผู้อื่นที่ไหน. พูดดังกล่าวนั้น มันเล็งเอาประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วบัญญัติเป็นตัวเอง บัญญัติเป็นผู้อื่น ; เพื่อเอาประโยชน์ ก็มี, เพื่อจะทำลายล้างกันก็มี ; เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่กลาง อะไร ๆ ที่มันเหวี่ยงสุดไปทางใดแล้ว มันไม่ใช่กลาง ; ถ้า ว่ามัน อยู่ตรงกลาง มัน ก็อยู่ตรงที่ปัจจุบัน ที่ว่ามีการ ปรุงแต่งอย่างไร ผลมันก็เกิดขึ้นอย่างนั้น. พูดอย่างนี้มันลึกไป เขาไม่เข้าใจ เขาก็ว่าบ้า. อาตมาก็ถูกด่าว่าบ้า พูดให้เกินเรื่องเกินราวอยู่มาก. เช่นที่

น.143 ๒๙ ตรงนี้ นั่งกันอยู่ตรงนี้ ถามว่า คนเหล่านี้มีอยู่ไหม ? ท่าน ทั้งหลายที่นั่งกันอยู่ที่ตรงนี้ มีอยู่ไหม ? แล้วอาตมาก็บอกว่า จะว่ามี มันก็เหวี่ยงสุดไปทางหนึ่ง, ว่าไม่มี มันก็เหวี่ยงสุด ไปทางหนึ่ง ต้อง ว่ากำลังเป็นกระแสแห่งอิทัปปัจจยตา มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งให้เป็นอย่างนี้ มันก็กำลังมีอยู่อย่าง นี้, กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย. พูดว่ามี ก็สมมต ; พูดว่าไม่มี ก็มองไม่เห็น. ถ้าจะถือว่า ไม่มีตัว ไม่มีตน ไม่เป็นอัตตา เลย เรียกว่าไม่มี อย่างนี้มันก็ไม่ถูก ; เพราะมันก็ยังมีเปลือก ร่างกาย เป็นวัตถุ กำลังเปลี่ยนแปลงอยู่อย่างนี้ มันก็กำลัง มีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอยู่ทุกขณะจิต. เรา พูดไม่ทันจบ มัน เปลี่ยนเป็นอดีตไปหมดแล้ว. ความคิดที่เป็นปัจจุบันนี้ พอคิดจบมันก็กลายเป็น อดีต. รูปธรรมที่รู้สึกอยู่นี้ พอรู้สึกแล้วก็กลายเป็นอดีต ที่ยังไม่มา ก็ยังไม่มา ที่เป็นปัจจุบันแทบจะหาไม่ได้, หาไม่ ทัน ตะครุบเอาไม่ทัน ; เพราะมันคอยจะเปลี่ยนเป็นอดีต อยู่เรื่อยไป. อย่างนี้จึงไม่ให้พูดว่า มีหรือไม่มี ?

น.144 ๓๐ เพราะฉะนั้นจึงพูดว่า ท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่ที่นี่ จะพูดว่ามี ก็ไม่ถูก, จะพูดว่า ไม่มี ก็ไม่ถูก, พูดว่า มันมีแต่กระแสแห่งอิทัปปัจจยตา การปรุงแต่งในรูป อย่างนี้มันมีอยู่ จึงได้มานั่งกันอยู่นี้ ในสภาพอย่างนี้. นี่ มันลึกเกินไปแล้ว เขาก็ว่าบ้าพูดใครฟังไม่ถูก พูดไปทำไม เสียเวลา; สู้พูดว่ามีไม่ได้ ก็พูดว่ามี มีคนนั้น คนนี้ มีผู้หญิง มีผู้ชาย มีอะไรเต็มไปหมด. ที่พูดอย่างเขลานี่ กลายเป็นเรื่องถูกไปเสีย นี่เรื่องลำบากในโลกนี้ มันมีอยู่อย่างนี้ มันไม่ กลาง ; เพราะคนไม่รู้เรื่องกลาง. ถ้ารู้เรื่องกลาง ก็จะ ไม่พูดว่ามี หรือไม่มี. มัชฌิมาปฏิปทามีความหมายเป็นตถตา. เขามีคำ คำหนึ่งที่ดีมาก คือเขาพูดว่า มันอย่าง นั้นเอง ; ไม่ต้องพูดว่ามี, ไม่ต้องพูดว่าไม่มี. มานั่ง กันอยู่อย่างนี้ ก็ว่า มันก็อย่างนี้เอง, ตถตา - มันอย่างนี้ เอง, อะไร ๆ ก็เป็นตถตาไปหมด, เป็นอย่างนั้นเอง ไปหมด. ที่ว่า มีปัจจัยแต่งขึ้น แล้วก็มีอยู่ แล้วก็เปลี่ยน

น.145 ๓๑ ไป นี้มันก็อย่างนั้นเอง. ฉะนั้นพูดว่า อย่างนั้นเอง นั่นแหละ ถูกที่สุด และ ถูกหมด เป็นมัชฌิมาปฏิปทา คือ อยู่ตรงกลาง สำหรับจะถูกทั้งหมด. อัฏฐังคิกมรรคนั่นเอง มีความหมายเป็นตถตา คือเป็นสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป ฯลฯ อะไรก็ตาม ; มัน เป็นอย่างนั้นของมันเอง, แล้วมันก็ดับทุกข์ได้ ; แล้วมัน เป็นอย่างนั้นของมันเอง. ฉะนั้นเรา รู้เรื่องอย่างนั้นเอง ที่มันดับโลภะ ดับโทสะ ดับโมหะ ได้ด้วยอัฏฐังคิก- มรรค มันเป็นอย่างนั้นเอง สำหรับจะดับกิเลส. หรือ อย่างนั้นเองเมื่อรู้แล้ว มันก็ดับความทุกข์. ความแก่เกิดขึ้น ก็หัวเราะเยาะว่า อย่างนั้นเอง ไม่ต้องเป็นทุกข์เพราะความแก่ ความเจ็บ, ความเจ็บไข้เกิด ขึ้น ก็หัวเราะเยาะว่า ; - โอ, อย่างนั้นเอง ก็ไม่ต้องเป็น ทุกข์กับมัน. แม้ความตายจะมาถึงอยู่จ่อหน้า ; โอ๊ะ, ก็อย่าง นั้นเอง กูไม่กลัวมึง. นี่ อย่างนั้นเอง มันช่วยได้อย่างนี้ : มัน ดับไฟ กิเลสก็ได้ ดับไฟทุกข์ก็ได้ ; เพราะมันทำ ให้เห็นตามที่ เป็นจริง เห็นแต่ความเปลี่ยนแปลงแห่งอิทัปปัจจยตา

น.146 ๓๒ ว่ามีสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น, สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้ จึงเกิดขึ้น. นี้คือสิ่งที่ต้องเอามาทำไว้ในใจตลอดเวลา. ใครทำอยู่อย่างนี้ คนนั้นเป็นนักวิปัสสนาตัว เอก ตัวยง ตัวเลิศ ประเสริฐกว่าใคร ๆ. เขาเดินนอนอยู่ใน โลกนี้ แต่ว่าจิตใจเขาคำนึงถึง และ มองเห็นอยู่ว่า โอ, เพราะมีอย่างนี้เป็นปัจจัย อย่างนี้จึงเกิดขึ้น, เพราะมี อย่างนี้เป็นปัจจัย อย่างนี้จึงเกิดขึ้น. จะเหลียวดูไปที่ไหน มันก็ เป็นแต่อย่างนี้ทั้ง นั้น เนื้อหนัง ชีวิต โลหิต ร่างกาย มันก็ เพราะมีสิ่งนี้เป็น ปัจจัย สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น, รวมทั้งตัว ก็เพราะมันมีสิ่งนี้เป็น ปัจจัย สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น, ข้างนอกของคนอื่นก็เพราะมีสิ่งนี้ เป็นปัจจัย สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น แก้วแหวน เงินทอง บุตร ภรรยา สามี ก็เหมือนกัน. เพราะมีสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้จึงเกิด ขึ้น ไม่อยากจะเรียกว่าตัวตน ; เพราะมันเป็นเพียง กระแสแห่งการปรุงแต่งของเหตุปัจจัย. นี่คือความสำคัญที่สุด ที่จะต้องมองให้เห็น คือ มัชฌิมาปฏิปทา ไม่พูดว่าตัวตน และก็ ไม่พูดว่าไม่ใช่ ตัวตน พูดแต่ว่ากระแสแห่งอิทัปปัจจยตา. เห็นกระแส

น.147 ๓๓ อิทัปปัจจยตา มันก็คือ เห็นเช่นนั้นเอง; ฉะนั้น จึงไม่ได้รักอะไร, ไม่ได้เกลียดอะไร คนไม่เห็นก็โง่ดักดาน ก็มัวแต่รักสิ่งนั้นเกลียดสิ่งนี้, รักสิ่งโน้น เกลียดสิ่งนี้, วนเวียนอยู่อย่างนี้ก็เรียกว่า มันไม่รู้ ก็ต้องทนทุกข์ ถ้ารู้ ก็หัวเราะเยาะได้; ไม่ต้องรักอะไร, ไม่ต้องเกลียดอะไร เห็น ความเป็นอิทัปปัจจยตา. นั่นแหละคือสิ่งสูงสุดที่พระ- พุทธเจ้าท่านสอนพวกเรา ให้ปฏิบัติในข้อนี้ คือปฏิบัติ อัฏฐังคิกมรรค มีองค์ ๘; แล้วจะเห็นทุกอย่าง เป็น ตถตา อย่างนั้นเอง, อย่างนั้นเอง. ตถตาคำนี้เป็นคำสูงสุด ลึกซึ้งที่สุด เป็นหัวใจของ พระพุทธศาสนา. พระพุทธศาสนามีคำสอน แปดหมื่น สี่พัน พระธรรมขันธ์, ๘๔,๐๐๐ ข้อ. ใจความสำคัญ มัน กลายเป็นเรื่องว่า ให้เห็นว่า มันเป็นเช่นนั้นเอง ; แล้ว ก็ไม่เกิดความรัก คือไม่เกิดความโลภ, ไม่เกิดความโกรธ คือไม่เกิดโทสะ, แล้วไม่โง่ ไม่หลง ไม่มัวเมาติดพันอะไร มันก็ไม่เกิดโมหะ. เห็นตถตาแล้ว มันก็ ไม่ทะเยอทะยาน ในอะไร ; จิตก็ลงสู่ความเป็นปรกติ คือเยือกเย็นไม่ต้องเดือดร้อน

น.148 ๓๔ เพราะสัตว์ สังขาร บุคคล อันเป็นที่รัก อันไม่เป็นที่รัก อะไรต่าง ๆ นานา ตามประสาของคนโง่. คนโง่มีชีวิตอยู่ ในโลกนี้ สำหรับมีความทุกข์; ไม่เดินตามรอยของพระ- พุทธเจ้าหรือของพระอริยเจ้า ที่จะอยู่ที่ไหนก็ไม่ต้องเป็น ทุกข์. เห็นตถตา สำหรับจะไม่เป็นทุกข์ จนกว่า ร่างกายนั้นจะแตกดับไป เพราะหมดเหตุหมดปัจจัย ร่างกาย ตาย ; มัน ก็ไม่มีปัญหา. เดี๋ยวนี้เมื่อยังไม่ตาย มันมี ปัญหา มันเป็นไฟกิเลส ไฟทุกข์ เผาอยู่ทุกวัน ทุกเวลา. จงดับไฟกิเลส และไฟทุกข์ นั้นเสีย ก็ เป็น พระนิพพาน ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ; ไม่ต้องรอหมื่นชาติ แสนชาติ เหมือนที่เขาคิดกัน. กิเลสเกิดขึ้น ก็เป็นไฟ ก็ร้อน, กิเลสดับไป ก็หมดกิเลส เป็นระยะสั้น ๆ ก็เรียกว่า หมดกิเลสระยะสั้น ๆ. หมดกิเลสน้อย ๆ ก็เป็นหมดกิเลส น้อย ๆ; เพราะฉะนั้น นิพพานมีได้ทันที เมื่อกิเลส ไม่เกิด, หรือ เมื่อกิเลสไม่ปรากฏ, หรือ เมื่อกิเลสดับ ลงไป.

น.149 ๓๕ ถ้าท่าน ปฏิบัติอยู่ โดยอริยมรรคมีองค์ ๘ จริง ๆ เท่านั้นแหละ กิเลสมันเกิดไม่ได้, มันก็ จะมีความว่างจาก กิเลสอยู่เป็นประจำ คือเรา อยู่กับพระนิพพานชนิดนี้ อยู่เป็นประจำ. พระนิพพานเดี๋ยวนี้ พระนิพพานที่นี่, พระนิพพานชั่วเวลา ชั่วสมัย ชั่วขณะ ยังไม่สมบูรณ์ ; เพราะว่ากิเลสมันอาจจะเกิดขึ้นมาอีกก็ได้; แต่ถึงอย่างไร ก็ดี ในขณะที่กิเลสเกิดไม่ได้ หรือไม่เกิดนี้ ชีวิตนี้ก็เยือก เย็นเป็นนิพพาน คืออยู่กับนิพพาน อยู่กับความเย็น. นี่ ขอให้สนใจประโยชน์และอานิสงส์ ของการ เห็นว่า มันเช่นนั้นเอง, มันเช่นนั้นเอง. อย่าไปหลงรัก ที่มันมาหลอกให้รัก, อย่าไปหลงโกรธ ที่มันมาหลอกให้ โกรธ, อย่าไปหลงเกลียด ที่มันมาหลอกให้เกลียด, อย่าไป หลงกลัว ที่มันมาหลอกให้กลัว, อย่าไปเศร้าโศก เมื่อมันมา หลอกให้เศร้าโศก. ให้มัน อยู่ปรกติ เช่นนั้นเอง อยู่ เสมอไป คืออัฏฐังคิกมรรคกำจัดไฟกิเลส แล้วก็กำจัด ไฟทุกข์.

น.150 ๓๖ พระพุทธเจ้าตรัสว่า อาศัยพระองค์ เป็นกัลยาณมิตรแล้ว พ้นทุกข์ทั้งปวง. ทีนี้ ก็มาถึงหัวข้อนิเขปบท ที่แสดงในวันนี้ว่า พระ- พุทธเจ้าท่านได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า มมญฺหิ อานนฺท กลฺยาณ มิตฺตํ อาคมฺม - ดูก่อนอานนท์, สัตว์ทั้งหลายเหล่าใด ได้อาศัย เรา เป็นกัลยาณมิตรแล้ว ชาติธมฺม สตฺตา ชาติยา ปริมุจฺจนฺติ - สัตว์พวกที่มีความเกิดเป็นธรรมดา ก็จะพ้นจากความเกิด, ชราธมฺมา สตฺตา ชราย ปริมุจฺจนฺติ -สัตว์ที่มีชราเป็นธรรมดา ก็จะพ้นจากชรา, มรณธมฺมา สตฺตา มรณสฺมา ปริมุจรฺติ - สัตว์ที่มีความตายเป็นธรรมดา ก็จะพ้นจากความตาย, โลก ปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสธมฺมา สตฺตา -สัตว์ที่มีโสกะปริ- เทวะทุกขะโทมนัสอุปายาส เป็นธรรมดา สัตว์เหล่านี้ก็จะ พ้นจาก โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาส ; นี่อย่างนี้. ฟังให้ดีว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ถ้าสัตว์เหล่า ใดอาศัยพระองค์ เป็นกัลยาณมิตรแล้ว จะพ้นจากความเกิด ความแก่ ความตาย, อะไร ๆ อีกหลายอย่าง ที่รวมอยู่กับความ เกิด ความแก่ ความตาย คือพ้นจากทุกข์ นั่นแหละ.

น.151 เรามักจะ สวดมนต์ท่อนเดียว, สวดมนต์ กันแต่ท่อนเดียวว่า ชาติธมฺโมมฺหิ ชาตึ อนตีโต - เรามีความ เกิดเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเกิดไปได้, มีความแก่เป็น ธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้, มีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้ ; อย่างนี้มันก็หมดแหละ มัน ไม่มีอะไรเหลือ. มันยอมแพ้ "ต้องเกิด ต้องแก่ ต้องตาย เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นไปได้" มันหมดเลย ; เพราะเรา สวดมนต์ท่อนเดียว. เรา ไม่สวดมาถึง บทที่พระพุทธองค์ตรัสว่า "ถ้าได้อาศัยเรา เป็นกัลยาณมิตรแล้ว พวกที่มีความ เกิดเป็นธรรมดา ก็จะพ้นจากความเกิด ที่มีความแก่ เป็นธรรมดา ก็จะพ้นจากความแก่ ที่มีความตายเป็น ธรรมดา ก็จะพ้นจากความตาย เหล่านี้เป็นต้น. เราสวดมนต์ท่อนเดียว เห็นไหม ? แล้วก็ว่าเพ้อ ๆ เหมือนนกขุนทอง จับมาตัวหนึ่ง สอนให้ร้องพักเดียว มัน ก็ร้องได้ว่า ชราธมฺโมมฺหิ ชรํ อนตีโต มันก็ไม่สำเร็จประโยชน์ จนกระทั่งบัดนี้แหละ.

น.152 มาทำความเข้าใจกันเสียให้ถูกต้อง ว่าสัตว์ ที่มีความเกิดเป็นธรรมดา อาศัยพระพุทธองค์เป็นกัลยาณ- มิตรแล้ว จะพ้นจากความเกิด ; มีความแก่เป็นธรรมดา อาศัยพระองค์เป็นกัลยาณมิตรแล้ว จะพ้นจากความแก่ ; สัตว์ที่มีความตายเป็นธรรมดา อาศัยพระองค์เป็นกัลยาณมิตร แล้ว ก็จะพ้นจากความตาย. นี่ทั้งเกิด ทั้งแก่ ทั้งตาย. ปัญหามันก็เหลืออยู่ว่า ทำอย่างไรเรียกว่า อาศัย พระองค์เป็นกัลยาณมิตร กัลยาณมิตรมีความสำคัญมาก จะเล่าเรื่องกัลยาณมิตรนี้ เสียทีหนึ่งก่อนว่า ครั้งหนึ่ง พระ- อานนท์เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า. พระอานนท์กราบทูลว่า เดี๋ยวนี้ท่านมองเห็นชัดแล้วว่า กัลยาณมิตรนี้เป็นตั้งครึ่งของ พรหมจรรย์. พรหมจรรย์ทั้งหมดนี้มีกัลยาณมิตร เป็นเครื่อง สำเร็จประโยชน์ตั้งครึ่งหนึ่ง หมายความว่า พอเรามีกัลยาณมิตรแล้ว พรหม- จรรย์ของเราลุล่วงไปตั้งครึ่ง. พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า โอ๊ะ, อย่าพูดอย่างนั้น, อย่าพูดอย่างนั้น อานนท์, ไม่ถูก ๆ. กัลยาณมิตรนั้นเป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์. ขอให้เลิกพูด อย่างนั้น ที่ว่าเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของพรหมจรรย์ ; ให้เป็น พรหมจรรย์ทั้งหมด.

น.153 ๓๙ ปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ ชื่อว่ามีพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร. ทรงแสดงอัฏฐังคิกมรรคว่า เป็นกัลยาณมิตร ใคร ปฏิบัติอัฏฐังคิกมรรค คือมรรคมีองค์ ๘ นี้ คนนั้นชื่อว่า มีพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร. ถ้าจะพูดอีกทีหนึ่งก็ว่า ใครอยากมีพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร คนนั้นจงประพฤติ- มัชฌิมาปฏิปทา หรืออัฏฐังคิกมรรค อันประกอบไปด้วย องค์ ๘ นี้. ใครที่นั่งอยู่ที่นี่ ไม่อยากมีพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณ- มิตร ก็ตามใจ; ถ้าอยากจะมีพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร ก็ต้องทำอย่างพระองค์ว่า คือ ปฏิบัติอัฏฐังคิกมรรค -มรรค มีองค์ ๘ นั่นแหละ ; ปฏิบัตินั่นแล้ว ก็เกิดเป็นกัลยาณ- มิตรกับพระพุทธเจ้าขึ้นมา แล้วก็เต็มหมดทั้งพรหม- จรรย์, เพราะว่าอัฏฐังคิกมรรค ทั้งแปดนี้ ไม่ใช่ครึ่งพรหม- จรรย์ ; แต่เป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์. ปฏิบัติมรรค มีองค์ ๘ นี้ คือพรหมจรรย์ทั้งหมด ทั้งศีล ทั้งสมาธิ ทั้งปัญญา แล้วก็จะบรรลุ มรรค ผล นิพพาน.

น.154 ๔๐ ฉะนั้น ขอให้ มีอัฏฐังคิกมรรค ความถูกต้อง ๘ ประการ อย่างที่ว่ามาแล้วนั่นแหละ ; พอทำอยู่อย่างนี้ ชื่อว่า อาศัยพระองค์เป็นกัลยาณมิตร. เมื่ออาศัยพระ- องค์เป็นกัลยาณมิตรแล้ว พวกที่มีความเกิดเป็นธรรมดา ก็จะพ้นจากความเกิด, ที่มีความแก่เป็นธรรมดา, ก็จะพ้นจาก ความแก่, ที่มีความตายเป็นธรรมดา ก็จะพ้นจากความตาย. เดี๋ยวนี้ ใครมีปัญหาเรื่องความเกิด, เดือดร้อน อยู่ด้วยความเกิด, อยากจะพ้นจากความเกิด, ก็มีพระองค์ เป็นกัลยาณมิตร คือ มีอัฏฐังคิกมรรคอยู่ที่เนื้อที่ตัวเต็มที่ นี้เรียกว่า มีพระองค์เป็นกัลยาณมิตร. ใครกำลังเดือดร้อนอยู่ด้วยความชรา, เพราะมี ชราเป็นธรรมดา, แล้วเดือดร้อนอยู่ด้วยความชรา ; ถ้าไม่ อยากจะเดือดร้อนอยู่ด้วยความชรา, ก็จงมี พระองค์เป็น กัลยาณมิตร. ประพฤติอัฏฐังคิกมรรคให้เต็มที่ จะไม่ ได้รับผลร้ายอะไร, ไม่ต้องรับผลร้ายอะไร เกิดจากชรา, จะ หัวเราะเยาะชรา ตะเพิดหนีไปเลย, ตะเพิด ชราหนีไปเลย, ไม่มีชราอะไร มีแต่ตถาตา คือความเป็นเช่นนั้นเอง

น.155 ๔๑ ของสังขาร; ไม่มีชราที่ไหน ไม่มีเกิดที่ไหน ไม่มีตายที่ ไหน, มีแต่ ตถตา - ความเป็นเช่นนั้นเองของสังขารนี้. สัมมาทิฏฐิ อย่างเดียวก็พอแล้ว ที่จะให้เป็น ตถตา แล้วก็ไล่ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ไปให้พ้น, หรือมัน มาเกิดขึ้น ก็เห็นว่า อ้าว, ไอ้นี่มันสักว่า การปรุงแต่งของ สังขาร ไม่เอากับมัน ไม่รักมัน ไม่ยึดถือมัน มันก็หนีไปหมด หายหน้าไปหมด; ความทุกข์ก็ไม่เกิดขึ้นเพราะความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย. เมื่อเห็นมันเป็นเช่นนั้นเอง เป็นตถตา ก็ไม่ เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง. ไฟ คือ ราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ ก็ไม่แผดเผา. ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็ไม่มีความหมายสำหรับบุคคลนี้; เพราะว่าเขาได้ มีพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร, คือการประพฤติอัฏฐังคิก- มรรค อันประเสริฐ อยู่ตลอดเวลานั่นเอง. นี้เป็นอันว่า วันนี้เราพูดกันถึงเรื่อง อัฏฐังคิกมรรค ว่าเป็นเครื่องกำจัดมาร อันแท้จริงอันประเสริฐ ที่พระ- พุทธเจ้าได้ประทานให้แก่สัตว์โลก ในวันอาสาฬหบูชา- ปุณณมี คือวันเช่นวันนี้. พอมาถึงเข้าปีหนึ่งต่อครั้ง เราก็ มาประชุมกัน เป็นที่ระลึกแก่สิ่งนี้ ซึ่งจะทำพิธีอาสาฬหบูชา.

น.156 ๔๒ ทำพิธีอาสาฬหบูชาให้ถูกต้อง มีประโยชน์คุ้มค่า. ดังนั้น ต่อไปนี้อาตมาก็จะพูดถึง การทำพิธี อาสาฬหบูชา เหมือนอย่างที่เคยพูดทุก ๆ ปี เพื่อว่า เป็น การเตรียมตัว ให้ดีที่สุด ที่จะทำพิธีอาสาฬหบูชา. ท่านทั้งหลายก็มาจากที่ไกล คงหวังจะได้รับประ- โยชน์คุ้มค่า ; แต่อาตมาไม่รับรอง ถ้าไม่ทำให้ถูกต้อง มันก็ ไม่ได้รับประโยชน์คุ้มค่า. มันต้องทำให้ถูกต้อง ตรงตาม ความหมายของคำ ๆ นี้ คือคำว่า อาสาฬหปุณณมี เป็น วันที่พระพุทธองค์ประทานเครื่องกำจัดมาร ให้แก่เรา ทุกคน ; ดังนั้นในวันนี้ ที่เรากำลังจะกระทำพิธีอาสาฬห- บูชานี้ เรา จงเตรียมให้พร้อม คือให้ถูกต้อง ; ที่ว่าให้ เตรียมให้พร้อม คือให้ถูกต้อง เดี๋ยวจะว่าให้ฟัง จะต้องทำในใจให้ถูกต้อง. ถ้าใครยังไม่รู้เรื่อง ก็รู้เสียว่า มันเป็นวันอะไร ? ทำอะไร ทำให้ถูกต้อง ? คือรู้จัก เครื่องกำจัดมาร ที่พระองค์ได้ประทานให้ในวันนี้ ; รู้จัก ว่า กำจัดมารได้อย่างไร, รู้จักว่าอัฏฐังคิกมรรคนี้

น.157 ๔๓ กำจัดมารได้อย่างไร ? มารู้กันเสียที่นี่ เดี๋ยวนี้ เวลานี้ ให้ถึงที่สุด ก่อนแต่จะทำพิธีเวียนเทียน. เดี๋ยวนี้ทำใจให้ถูกต้องเสียก่อน รู้ให้ถึงที่สุดว่า สิ่งที่ได้รับจากพระพุทธองค์ในวันนี้ คือธรรมะเครื่อง กำจัดมาร, มีรายละเอียดโดยพิสดาร ดังที่อาตมาได้กล่าวมา แล้ว ตั้งยืดยาวว่า มันกำจัดมารอย่างไร. ให้เห็นชัดตาม นั้นอยู่ในใจ ก็พอใจว่า เดี๋ยวนี้ เราจะทำพิธีอาสาฬหบูชา, แล้ว ในใจก็สำนึกในพระคุณ ที่ประทานธรรมะนี้ให้ แล้วก็ขอบใจ. ถ้าพูดอย่างชาวบ้าน ก็ว่าขอบใจ จะเป็นคำหยาบ คาย ที่จะพูดกับพระพุทธเจ้าว่าขอบใจ เราก็ขอบพระหฤทัย ขอบพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์. เดี๋ยวนี้จะรู้สึก สำนึกในพระคุณของพระองค์ แล้วก็ขอบใจ ขอบพระมหา- กรุณาธิคุณของพระองค์ ให้สมกัน. เดี๋ยวนี้รู้สึกหรือยัง ? ทำแล้วหรือยัง ? ทีนี้ก็จะ มาทำพิธีอาสาฬหบูชาอย่างป่า ๆ กันที่นี่ ที่นี่ เรียกว่า ป่า ๆ ไม่ใช่ในเมือง มาทำกันอย่างป่า ๆ เถื่อน ๆ นี่ เพื่อให้คล้ายกันกับในครั้งพุทธกาล. ถ้าว่ามันคล้ายกับครั้ง

น.158 ๔๔ พุทธกาล จิตใจมันก็จะคล้ายกับครั้งพุทธกาล คือจะรู้สึกได้ โดยง่าย มาทำอาสาฬหะป่ากันที่นี่. ทีนี้ เดี๋ยวนี้ก็จะ จุดเทียน เดี๋ยวก็จะ ถือเทียน, ถือเทียนนั้นเป็นเครื่องหมายของคนฉลาด ; การถือเทียน แล้วยกขึ้นนี้ ไม่ใช่เครื่องหมายของคนโง่. อย่าจุดเทียน ถือเทียน แล้วเป็นคนโง่ ; เพราะว่า การจุดเทียนยกขึ้นนี้ เป็นสัญญลักษณ์ของคนฉลาด รู้จักแสงสว่าง, แสง สว่างแห่งพระธรรม จะกำจัดความมืด คืออวิชชา ซึ่ง เป็นบิดามารดาของกิเลสทั้งหลาย. ถ้าเรากำจัดอวิชชา คือ ความมืดออกไปได้แล้ว กิเลสทั้งหลาย ที่เป็นกิเลสลูก มัน ก็หายไปหมด. ฉะนั้น เดี๋ยวนี้เราจุดเทียน, ถือเทียน, อย่าโง่. ถือ เทียนนี้มันเป็นลักษณะของคนมีแสงสว่างแล้วก็จะ เดินประ- ทักษิณ-เวียนขวา. ประทักษิณแปลว่าไปทางขวา คำว่า "ทางขวา" นี้เป็นสัญญลักษณ์ ของความถูกต้อง ตรง ตามความจริง, เรียกว่าประทักษิณ ถูกต้อง แล้วก็ ทำด้วย ชีวิตจิตใจทั้งหมดทั้งสิ้น ; ทำด้วยความรู้สึกความต้อง

น.159 ๔๕ การ ด้วยชีวิตจิตใจทั้งหมดทั้งสิ้น มันจึงจะเป็นประ- ทักษิณ. การกระทำ ทางกายก็ประทักษิณ การกระทำ ทางวาจาก็ประทักษิณ ทางจิตก็ประทักษิณ มือถือเทียน นำอยู่. อย่าให้มันผิด เพราะว่าเทียนนั้น คือแสงสว่าง ก็ต้องถูกต้อง. ทีนี้ เวียนอยู่ก็สวดพระพุทธคุณ สวดพระพุทธ- คุณนี้ ขอ ให้เห็นโดยประจักษ์ว่า เป็นการสรรเสริญ การชนะมาร. เราชมเชยการชนะมาร เราชอบ เราชมเชย การชนะมาร. เราก็สวดพระพุทธคุณอยู่ เมื่อเดินประ- ทักษิณ. แล้วเราก็จะ อุทิศเวลาให้มากที่สุด วันนี้ คืนนี้ ประกอบพิธีอาสาฬหบูชาทั้งคืน ไม่ต้องนอน. ถ้าว่าจิตใจมัน สว่างไสวจริง มันก็ไม่ง่วง แล้วก็เป็นการแสดงกตัญญูกตเวที ให้สมกันกับ ที่พระพุทธองค์มีพระกรุณาธิคุณมากเหลือเกิน, เพียงแต่เราอดนอนคืนหนึ่งนี้ ไม่ได้สมกันดอก. แต่ก็ยังดี กว่าไม่ทำ ดีกว่าจะไม่ทำเสียเลย ทำให้มากไว้แหละ จะเป็น ปฏิบัติบูชา, จะเป็นปฏิบัติบูชาคู่กันกับดอกไม้ธูปเทียน.

น.160 ๔๖ การบูชาด้วยดอกไม้ธูปเทียนยังไม่พอ มันเป็น เรื่องวัตถุ ต้องบูชาด้วยจิตใจ ก็เรียกว่าปฏิบัติบูชาอีก ส่วนหนึ่ง, บูชาด้วยดอกไม้ ก็บูชา, บูชาด้วยการปฏิบัติ อดกลั้น อดทน ก็บูชา ; ก็เรียกว่าการบูชานั้นสมบูรณ์. นี่ที่จะทำพิธีอาสาฬหบูชากันเดี๋ยวนี้ ขอให้เตรียม พร้อม ในใจระลึกถึงพระพุทธคุณอยู่โดยบริบูรณ์ จุด- เทียนถือ เป็นสัญญลักษณ์ของผู้ได้รับแสงสว่าง ของ พระพุทธองค์แล้ว, รู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้ว ก็เดินประทักษิณ คือแสดงว่า เราทำให้ถูกต้อง, นี้ก็สวดพระพุทธคุณ สรร- เสริญชัยชนะ, แล้วก็อุทิศเวลาเป็นปฏิบัติบูชา. ถ้าทำได้จริง การทำอาสาฬหบูชาของเรา ก็ถูก ต้องและสมบูรณ์. พวกเราก็จะไม่อยู่ในความมืดอีก ต่อไป, จะไม่หลงอยู่ในความมืดของกิเลสอีกต่อไป. นี้เป็นประโยชน์ เป็นอานิสงส์ ของการทำอาสาฬห- บูชา ระลึกถึงพระธรรมที่พระศาสดาได้ทรงโปรดประทานใน วันเช่นวันนี้ คือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร มีหลักวิชาเป็น อริยสัจจ์ ๔, มีหลักปฏิบัติเป็นอัฏฐังคิกมรรคมีองค์ ๘

น.161 ๔๗ ประการ ก็ไม่เสียที ที่ว่าได้เป็นพุทธบริษัท สาวกของ พระองค์. อาตมาเห็นว่า ท่านทั้งหลายได้พยายามกันมานัก หนาแล้ว คงจะมีความก้าวไปข้างหน้ากันบ้าง. อย่าให้ซ้ำ ซาก หรือย่ำเท้าอยู่ที่เดียวเลย. นี่ขอให้ตั้งใจกระทำให้ดี ให้ยิ่งขึ้นไป ให้สำเร็จประโยชน์ในเวลานี้ ด้วยกัน จงทุก ๆ คนเถิด. ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้. ——————————

น.162 พระธรรมเทศนากัณฑ์ค่ำ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๒๔ (ต่อจากกัณฑ์บ่าย) ประทานของขวัญ คือมัชฌิมาปฏิปทา สู่นิพพาน. นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ ณ บัดนี้ จะได้วิสัชนา พระธรรมเทศนา เป็น ปุพพาปรลำดับ สืบต่อธรรมเทศนาในตอนเย็น ปรารภเหตุที่ วันนี้เป็นวันอาสาฬหปุณณมี มีการประกอบพิธีอาสาฬหบูชา. ธรรมเทศนา อนุวัตรตามเหตุการณ์ นั้นๆ จึงได้ กล่าวถึงข้อความแห่ง ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ; ยกเอาส่วน สำคัญที่สุด คือ มัชฌิมาปฏิปทา มาเป็นหัวใจของเรื่อง เรียกกันว่า มัชฌิมาปฏิปทา เพราะ เป็นทางสายกลาง

น.163 ๔๙ อย่างนี้ก็มี, เรียกว่า อัฏฐังคิกมรรค เป็น หนทางประกอบด้วย องค์ ๘ อันประเสริฐอย่างนี้ก็มี. สิ่งนี้เราถือกันว่า เป็นเครื่องกำจัดมาร ซึ่งหมายถึง กิเลส และความทุกข์ จึงถือกันว่า วันนี้เป็นวันได้รับเครื่อง มือกำจัดมาร จากพระผู้มีพระภาคเจ้า, กำหนดไว้เป็น วันสำคัญ เป็นวันพิเศษ สำหรับความหมายของคำว่า อาสาฬหบูชา. แต่ถ้าจะเรียกอีกอย่างหนึ่ง ก็เรียกได้ว่า เป็นวันที่ได้รับการชี้แนะหนทาง, เป็นวันแห่งทาง หรือ การชี้ทาง เราก็ถือว่าเป็นวันที่ได้รับอะไรเป็นพิเศษ เป็น แสงสว่างแห่งจิตใจ. คนธรรมดาสามัญทั่วไป ควรจะ ถือความหมายว่า เป็นวันแห่งการชี้ทาง. ถามว่า ไปไหน ? ก็ไปสู่ที่สุดแห่งความทุกข์ คือพระนิพพาน. หนทางนี้มีความหมายพิเศษ คือ เป็น ทางสายกลาง. คำว่า กลาง หมายความว่า ไม่ข้องแวะ อยู่ ณ ที่ใด ๆ, ไม่เหวี่ยงไปทางซ้ายหรือทางขวา. ไม่เหวี่ยง ไปทางซ้าย คือ กามสุขัลลิกานุโยค - หมกมุ่นอยู่ในกาม ; ไม่เหวี่ยงไปทางขวา คือ ทรมานตนให้ลำบาก. นี้ตามที่รู้กัน อยู่ทั่วๆไป ก็มีอย่างนี้.

น.164 ๕๐ รู้จักคำว่า "กลาง" ให้ถูกต้อง. ทีนี้มันก็ มีความหมายอย่างอื่น ของคำว่า กลาง ซึ่งไม่ค่อยได้เอามาพูดอธิบายกัน ถ้าเอามาอธิบายไม่เข้าใจ ก็จะดูเป็นเรื่องทำความรำคาญกันเสียมากกว่า; แต่อาตมา ก็ยังคิดว่า จะเป็นการดีที่จะให้ได้ฟังกันเสียบ้าง หรือแม้ว่า มันจะเป็นเรื่องรำคาญ. โดยเฉพาะเด็ก ๆ คงไม่อยากฟัง คงหนีไปหมด; ถ้าจะอธิบายกันถึงความหมายของคำว่า ตรงกลางของ มัชฌิมาปฏิปทา ในลักษณะที่แปลกไปกว่า เรื่องสุดโต่งสองอย่างนั้น. ขอให้ท่านทนฟัง, ต้องขอให้ ทนฟัง ถ้าไม่น่าสนุกไม่น่าสนใจ ก็ต้องขอให้ทนฟัง. คู่แรก ที่สุดก็คือคำว่า อตฺถิตา และ นตฺถิตา ; อตฺถิตา แปลว่า ความมี , นตฺถิตา แปลว่า ความไม่มี . ความมีก็ สุดโต่งไปในทางฝ่ายมี, ความไม่มีก็สุดโต่งไปในทาง ไม่มี. พุทธบริษัทที่มีความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้อง เกี่ยวกับเรื่องหนทางนี้ ก็รู้ความเป็นกลาง ระหว่างความมี กับ ความไม่มี. เมื่อพูดว่า มี มันก็หมายมั่นเป็นมี เป็นไปในทาง สัสสตทิฏฐิ มีอยู่อย่างเที่ยงแท้ ถาวรยั่งยืน. ถ้าถือเอาว่า

น.165 ๕๑ ไม่มี มันก็เป็น เป็นฝ่ายอุจเฉททิฏฐิ คือไม่มีหรือขาดสูญ. นี่มันก็ ผิดทั้งสองอย่าง เช่นว่า มีสัตว์ มีบุคคล, หรือ ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล, หรือที่พูดกันว่า ตายแล้วเกิด หรือ ตายแล้วสูญ, อย่างนี้มันก็ผิดทั้งนั้น ตายแล้วเกิด อยู่ในฝ่ายมี, ตายแล้วสูญ อยู่ในฝ่ายไม่มี. ถ้ามีความรู้ธรรมะดี ก็ไม่พูดว่ามีหรือไม่มี พูดว่า มีแต่กระแสแห่งอิทัปปัจจยตา, มีแต่กระแสแห่งการปรุง- แต่ง ของเหตุปัจจัย โดยกฎอิทัปปัจจยตา ว่า เมื่อมีสิ่งนี้ สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้ย่อมเกิดขึ้น, เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้ เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้ย่อมเกิดขึ้น ในทางฝ่ายดับก็เหมือน กัน เมื่อไม่มีสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้ก็ไม่เกิดขึ้น, เมื่อสิ่งนี้ ดับ สิ่งนี้ก็ดับ; ดูเห็นเป็นเพียงกระแสแห่งการปรุงแต่ง กันอยู่อย่างนี้ จึงไม่มีโอกาสที่จะพูดว่า มี หรือว่า ไม่มี. ถ้ามี ก็ยึดถือเป็นตัวเป็นตน ; ถ้าไม่มีก็ยึดถือ เป็นไม่มี ไม่มีตัวไม่มีตน, ไม่พ้นไปจากความยึดถือ. จะ ไม่มีความยึดถือก็มองเห็นแต่ว่า มันเป็นเพียงกระแส แห่งการปรุงแต่ง ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงอยู่เป็นนิจ. นี้ เป็นความรู้สูงสุด ทำให้ ไม่ยึดถือ ว่า เป็นสัตว์ เป็นบุคคล

น.166 ๕๒ เป็นตัวเป็นตน เป็นเราเป็นเขา ; เพราะว่ามันเป็นเพียง กระแสแห่งการปรุงแต่ง. นี้เรียกว่าเป็น ทางสายกลาง อยู่ ที่กระแสแห่งการปรุงแต่ง ไม่อาจจะพูดว่ามีหรือไม่มี. ทีนี้คู่ถัดไปมันก็ ไม่ใช่นี้ หรือ ไม่ใช่อื่น, ไม่ใช่ คนนี้ ไม่ใช่คนอื่น ที่จะตายไปเกิด ไม่ใช่คนนี้ ไม่ใช่คนอื่น นั่งอยู่ที่นี่ก็ไม่ใช่คนนี้ ไม่ใช่คนอื่น ; เพราะมัน มีแต่ กระแสแห่งการเปลี่ยนแปลง ที่ไหลเรื่อย มันจึงไม่อาจจะ พูดได้ว่า คนนี้ หรือ คนอื่น. พูดไม่ทันจบว่า นี้ มันก็ เปลี่ยนแปลงไปเสียแล้ว ; ถ้าจะพูดว่าอื่น มันก็ไม่แน่นอน ลงไปได้ว่า มันอื่นจริง ๆ เพราะมันยังคาบเกี่ยวกันอยู่ ใน กระแสแห่งการปรุงแต่ง. ผู้ที่เห็นธรรมะแล้ว จึงไม่พูดว่า อันนี้ หรือ อันอื่น พูดแต่ว่า กระแสแห่งการปรุงแต่ง เปลี่ยนแปลง. อีกคู่หนึ่ง ก็ว่า ทำเอง หรือ ให้คนอื่นทำ; มัน ขึ้นอยู่กับว่า มีคนนี้ หรือมีคนอื่น ; ถ้าไม่มีคนนี้หรือคน อื่น มันก็ไม่พูดได้ว่า ทำเอง หรือให้คนอื่นทำ. แต่เดี๋ยวนี้ เราไม่ได้รู้สึกอย่างนั้น เราก็ไปยึดถือหมายมั่นว่า เราทำเอง ก็มี, ใช้คนอื่นทำก็มี, มันเป็นมีตัวมีตน มีสัตว์ มีบุคคล

น.167 ๕๓ เป็นคน ๆ นี้ แล้วก็ถือว่า ไม่ทำเอง แล้วก็ใช้คนอื่นทำ. ความยึดมั่นถือมั่น มีที่ตั้งอยู่ที่ตรงนี้ คือ ไม่รู้ตามที่เป็น จริงว่า เป็นเพียงกระแสแห่งการปรุงแต่ง. ทีนี้คู่ถัดไป ก็มีว่า ของใคร หรือ ไม่ใช่ของใคร; มันมักจะมีความยึดถือว่า ของเรา หรือว่าไม่ใช่ของเราเด็ดขาด ลงไป. นี้ฟังยาก เพราะโดยทั่วไป เขาสอนว่า ไม่ใช่ของ เราอยู่แล้ว; แต่ต้องการให้ไม่ยึดมั่นถือมั่น โดยความเป็น ของเรา, หรือตรงกันข้ามกับความไม่ใช่ของเรา, คือมันจะ เป็นอื่น มันเป็นสุดโต่งด้วยเหมือนกัน. ฉะนั้น อย่าว่าของใคร หรือไม่ใช่ของใคร เพราะว่ามันเป็นเพียงกระแสแห่งการปรุงแต่ง; เรียกว่า อยู่ตรงกลางเสมอไป. ถ้าเข้าใจในเรื่องปฏิจจสมุปบาท คือกระแสแห่งการปรุงแต่งแล้ว ก็จะเห็นเป็นกลาง ไม่ข้อง แวะที่ตรงไหน. กระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท เหมือนกับของ ไหลเรื่อย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ ไม่ใช่ตัวตน , รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ก็ ไม่ใช่ตัวตน , เกิดวิญญาณขึ้นมา ก็ ไม่ใช่ตัวตน , มีผัสสะขึ้นมา ก็ ไม่ใช่ตัวตน , มีเวทนาขึ้นมา

น.168 ๕๔ ก็ ไม่ใช่ตัวตน , มีตัณหาก็ ไม่มีตัวตน , มีอุปาทานก็ ไม่ใช่ ตัวตน , ล้วนแต่ เป็นกระแสปรุงแต่งตามกฎเกณฑ์ของ ธรรมชาติ. แต่มนุษย์เราไม่รู้สึกว่าอย่างนั้น รู้สึกว่าตัวตน กำลังผูกพันในอะไร ยึดมั่นในอะไร ก็เอาสิ่งนั้นเป็นตัว เป็นตน. นี่มันเป็นเรื่องละเอียด ซึ่งอธิบายก็ลำบาก จะอธิบาย ไปในทางว่า ไม่มีตัวตน แก่บุคคลผู้ยึดมั่นถือมั่น ว่ามีตัว ตนอยู่ตลอดเวลา ดังนี้ มันก็ลำบาก . ท่านลองคิดดูเถิด เกิดมาจากท้องของมารดา พอได้สัมผัสอารมณ์อะไรเข้า รู้รส ของอารมณ์นั้นแล้ว มันก็ยินดี ก็ยินร้าย ไปตามธรรมชาติ ถ้ายินดีมันก็อยากได้; ถ้ายินร้ายก็อยากจะฆ่าให้ตายเสีย. เมื่อมีความอยาก : ยินดีก็ตาม ยินร้ายก็ตาม รุนแรงแล้ว ความอยากนี้ก็ปรุงแต่งความรู้สึกถัดไป คือมีความรู้สึกว่า มีตัวกูผู้อยาก, มีตัวกูผู้อยากได้, หรือมีตัวกู ผู้อยากจะฆ่ามันเสีย เพราะว่าเราไม่ชอบ แล้วอยากจะตีมัน ให้ตาย อย่างนี้ก็มี ฉะนั้นขอให้ใคร่ครวญดูให้ดี ให้พบว่า ความรู้สึก นี้เป็นเพียงความรู้สึกตามธรรมชาติ ปรุงแต่งอยู่ตาม

น.169 ๕๕ ธรรมชาติ; แม้จะรู้สึกว่าตัวตน มันก็ไม่ใช่ตัวตน มันก็ ไม่มีตัวตน. มัชฌิมาปฏิปทาสมบูรณ์ต่อเมื่อไม่ยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งใด : สิ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ไม่ได้ยึดมั่น เป็นตัวตน ของตน, สิ่งที่ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น เป็นตัวตนของตน. สิ่งที่ปรุงแต่งกันอยู่ในจิตใจ เป็นลำดับ ตามลำดับ แห่งปฏิจจสมุปบาทนั้น เรียกว่าปฏิจจสมุปปันน- ธรรม; แต่ละอย่าง ๆ นี้ก็ไม่ใช่ตัวตน ไม่มีความยึดถือว่า เป็นตัวตน. จิตนั้นจึงจะเรียกว่า ดำเนินอยู่ในมัชฌิมา- ปฏิปทา คือ สายกลาง เรียกว่า ไม่ยึดมั่นโดยความเป็น ตัวตน ในสิ่งใดทุกสิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวทนา; เพราะว่าเวทนาเป็นสิ่งที่มีความหมายสูงสุดสำหรับยึดถือ. เวทนาเป็นสิ่งชวนให้เกิดความยึดถือ หรือยั่ว ให้เกิดความยึดถือ : สุขเวทนายึดถือไปในทางได้ . ทุกข- เวทนายึดถือไปในทางที่ไม่อยากได้ คืออยากไม่ได้ อยากฆ่า อยากทำลาย. อทุกขมสุขเวทนา คือไม่สุข ไม่ทุกข์ ก็เป็น ที่ตั้งแห่งความสงสัยหรือกังวล ว่ามันจะต้องเป็นอย่างใดอย่าง หนึ่ง ควรจะได้หรือควรจะทำลายเสีย.

น.170 ๕๖ ในโลกนี้ คนเรามี เวทนาเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดตัณหา ; อะไร ๆ ที่ขวนขวายกันไป นี้ก็เพื่อเวทนาทั้งนั้น. หาเงิน หาทอง หาอำนาจวาสนา หาชื่อเสียง หาอะไรก็หากันอย่าง สุดเหวี่ยง นี้ก็เพื่อจะให้เกิดสุขเวทนา, เวทนาที่ต้องการ, อะไร ๆ มันก็เพื่อเวทนา. พระพุทธองค์จึงทรงระบุไปยัง เวทนา ว่าเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ หรือปรุงแต่งไปใน ทางยึดถือ ซึ่ง ให้เกิดตัณหาอุปาทาน. ให้รู้กันไว้ทุกคนว่า สิ่งที่เรียกว่า เวทนา นั่นแหละ ถ้าจะถือว่า เป็นข้าศึกอย่างยิ่ง ก็ถูก, เป็นข้าศึกอย่างยิ่ง เป็น ข้าศึกที่ หลอกให้รักเมื่อเป็นสุขเวทนา, หลอกให้เกลียด เมื่อเป็นทุกขเวทนา, หลอกให้หลงใหลวนเวียนเมื่อ ไม่ใช่สุขหรือไม่ใช่ทุกข์. คนเราลำบากยุ่งยาก อยู่ในโลกนี้ตลอดชีวิต ก็เพราะ อำนาจของสิ่งที่เรียกว่า เวทนา ; เมื่อไปยึดติดในเวทนา มันก็ไม่เป็นกลาง เพราะมันไปติดเสียข้างใดข้างหนึ่งแล้ว มันไม่เป็นกลางไปได้ : ติดสุขก็ข้างหนึ่ง ติดทุกข์ก็ข้างหนึ่ง แม้ที่ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ มันก็ไม่ได้อยู่ตรงกลาง เพราะมัน

น.171 ๕๗ สงสัยในการที่จะเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ให้ความหมายไว้อย่างใด อย่างหนึ่งเสมอ. อย่าเข้าใจว่า สุขเวทนากับทุกขเวทนา อยู่กัน คนละฝ่าย แล้วอทุกขมสุขเวทนามันจะอยู่ตรงกลาง อย่างนี้ ก็ไม่ถูก. อทุกขมสุขเวทนานั้น มันมีความหมายจะไปใน ทางใดทางหนึ่งอยู่ตลอดเวลา ทำให้พะวงสงสัย เป็นที่ตั้งแห่ง อวิชชา เป็นอนุสัยที่เป็นกลาง ๆ :- ราคานุสัย เป็นไปในทางรับ ทางเอา ทางได้. ปฏิมานุสัย เป็นไปในทางเกลียด ในทางไม่เอา ไม่ได้ ส่วน อวิชชานุสัย ก็ยังให้ เป็นเครื่องผูกพัน อยู่นั่นแหละ โดยสงสัย ว่า มันควรจะได้หรือไม่ควรจะได้ เพราะยังไม่รู้จักโดยชัดเจน. อริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ ว่า จะมีโดยสมบูรณ์ก็เมื่อไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวทนา. ถ้าสัตว์นั้นยังโง่เขลาเบา- ปัญญาไปยึดมั่นสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่แล้ว มันก็ไม่มีมัชฌิมาปฏิปทา ไม่มีอริยมรรคมีองค์ ๘. อริยมรรค หรือมัชฌิมาปฏิปทาจะ สมบูรณ์ ก็ต่อเมื่อจิตไม่ยึดมั่นสิ่งใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็ไม่ ยึดมั่นในเวทนา.

น.172 ๕๘ นี่หนทางที่พระองค์ทรงแสดง มีอยู่อย่างนี้, หนทางมีอยู่อย่างนี้, หนทางที่ทรงแสดง หรือประทานให้ใน วันนี้ที่เรียกว่าวันอาสาฬหปุณณมี มีอยู่อย่างนี้. ธรรมใดเป็นไปเพื่อนิพพาน ก็นับเป็นมัชฌิมาปฏิปทา. ทีนี้ก็ทราบกว้างออกไปว่า มัชฌิมาปฏิปทา - หน- ทางสายกลางนั้น ตามปรกติแล้วก็ทรงแสดงด้วยมรรคมีองค์ ๘ อย่างที่เราก็ท่องกันอยู่ได้เป็นประจำ. แต่มีพระบาลี ที่แสดง ไว้ชัดเจนว่า นอกไปจากอริยมรรคมีองค์ ๘ ก็เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทาได้ ถ้าธรรมนั้น ๆ เป็นไปเพื่อนิพพาน ไม่ทำให้ติดอยู่ที่ใดที่หนึ่ง ; แม้แต่ โพชฌงค์ ๗ ก็เป็น มัชฌิมาปฏิปทาได้ หรือธรรมชื่ออื่นเช่น :- พละ ๕ อินทรีย์ ๕ ก็เรียกว่าเป็นมัชฌิมาปฏิปทา ได้ ถ้าหากว่า ธรรมเหล่านี้มุ่งตรงไปยังนิพพาน ; เช่น ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ที่บางทีก็เรียกว่า พละ, บางทีก็เรียกว่า อินทรีย์, แต่ถ้ามันเป็นชนิดที่ เป็นวิเวกนิสิโต - อาศัยวิเวก, วิราคนิสิโต - อาศัยวิราคะ, นิโรธนิสิโต

น.173 ๕๙ - อาศัยนิโรธะ, โวสฺสุดปรินาโม - น้อมไปเพื่อการสละ, อย่างนี้ก็เรียกว่า เป็นมัชฌิมาปฏิปทา. ธรรมะใดมุ่งตรงไปเพื่อนิพพาน ไม่ข้องแวะใน ที่ใดที่หนึ่ง ก็เรียกว่า เป็นหนทางได้, แล้วเป็นหนทางที่อยู่ ตรงกลาง เป็นสายกลางได้, และว่าเป็นหนทางที่ประกอบ อยู่ด้วยองค์ ๘ ได้; เพราะว่า ถ้ามีการประพฤติปฏิบัติ ในลักษณะที่พุ่งตรงต่อพระนิพพานแล้ว องค์แห่งอริย- มรรคมีองค์ ๘ ก็จะมีครบถ้วนอยู่ในนั้น. ถ้าเป็นอย่างยิ่ง อย่างสมบูรณ์ อย่างไม่มีประมาณ ก็ยิ่งเป็นมัชฌิมาปฏิปทาได้. ดังนั้นจึงมี การตรัสถึง โพธิปักขิยธรรมทั้งหมด ทั้ง ๗ หมวด ทั้ง ๓๗ ประการ ว่าเป็นมัชฌิมาปฏิปทา ก็มี ถ้าไม่ตรัสอริยมรรคมีองค์ ๘ ว่าเป็นมัชฌิมาปฏิปทาแล้ว สิ่ง ที่รองลงไป ที่จะตรัสว่าเป็นมัชฌิมาปฏิปทานั้น ก็ระบุ โพชฌงค์ ๗ ประการ : สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติ บัสสิทธิ สมาธิ อุเบกขา เจ็ดประการนี้เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา ก็มี ; เพราะว่าโพชฌงค์ ๗ ประการนี้แต่ละอย่าง ๆ เมื่อ บุคคลเจริญ กระทำให้มาก ชนิดที่ อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ

น.174 ๖๐ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อสละทุกสิ่งแล้ว มันก็ตรงดิ่งไปสู่ พระนิพพาน ไม่ข้องแวะในธรรมใด ๆ ด้วยเหมือนกัน ขอให้ท่านทั้งหลายจำหลักเกณฑ์อันนี้ไว้ ว่าถ้า การ ประพฤติธรรมบทใดบทหนึ่ง ข้อใดข้อหนึ่ง มีลักษณะ ไม่ข้องแวะ แต่ มุ่งตรงไปยังนิพพาน ธรรมะนั้นก็ชื่อว่า มัชฌิมาปฏิปทาได้ เพราะดึงตรงไปยังนิพพาน. ทีนี้ที่จะต้องสนใจต่อไปก็คือว่า ถ้า ชื่อว่าเป็น มัชฌิมาปฏิปทาแล้ว จะมีลักษณะเป็นการออกไปจาก กองทุกข์ ; ออกไปจากธรรม อันเป็นที่ตั้งแห่งความ ยึดมั่นถือมั่นเช่น กาม, ทางที่ออกไปจากกาม ที่เรียกว่า นิสสรณะนั้น ก็คือมัชฌิมาปฏิปทานั่นเอง. หรือว่า ภพ - ความเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ในลักษณะ กามภพ ก็ดี ภพใด ๆ ก็ดี รูปภพ อรูปภพ ก็ดี ก็ ล้วนแต่เป็น สิ่งจะต้องไปให้พ้น ; ทางออกก็คือ มัชฌิมาปฏิปทา ทั้งนั้น. หรือว่า โลก นี้ก็ดี ความทุกข์ ก็ดี ซึ่งเป็นอย่าง เดียวกันนั้น ; เมื่อต้องการจะออกไปจากภพนี้ จากโลกนี้ มันก็คือ หนทางประกอบไปด้วยองค์ ๘ ที่เรียกว่า มัชฌิมา- ปฏิปทา ทั้งนั้น.

น.175 ๖๑ ฉะนั้น เมื่อบุคคลรู้จักธรรมะใด เป็นไปเพื่อความ ทุกข์แล้ว ต้องการจะออกไปเสียจากธรรมะนั้น ๆ แล้ว ก็ไม่ แคล้วที่จะต้องใช้มัชฌิมาปฏิปทา. มันเป็นเรื่องที่แน่นอน ถึงขนาดที่ถือเป็นหลักได้ว่า ทางออกหรืออุบายเป็นเครื่อง ออกนั้น มีแต่อย่างเดียว คือมัชฌิมาปฏิปทา ดังนี้. การที่ติดอยู่ในอะไร เป็นการทนทุกข์ทรมาน เมื่อ ต้องการจะออก ก็ไม่มีทางอื่น นอกจากอัฏฐังคิกมรรค หรือ มัชฌิมาปฏิปทา. ฉะนั้นจงจำไว้ให้ดี จำไว้ให้แม่นยำ จำไว้ ให้เป็นคู่ชีวิตจิตใจ สำหรับจะเป็น ทางออกไปเสีย จากสิ่ง อันไม่พึงปรารถนา เป็นเรื่องในทางใจ ผูกมัดใจ ; หลุด ได้ทางใจ ด้วยอำนาจมัชฌิมาปฏิปทา. มัชฌิมาปฏิปทา, อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ เป็น พรหมจรรย์ทั้งหมดในพระพุทธศาสนา เป็นทางออก จากทุกข์ ; เพราะว่ามีปรกติคายเสียซึ่งอกุศล. สิ่งที่เป็น บาป เป็นอกุศล เป็นไปเพื่อทุกข์นั้น มันอยู่ไม่ได้กับ มัชฌิมาปฏิปทา. เมื่อดำรงอยู่ในสายกลางแล้ว มันก็พ้น จากบาป จากอกุศล โดยประการทั้งปวง; เพราะว่า มัชฌิมาปฏิปทา หรืออริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น มันมีธรรมชาติ อย่างนั้น จึงมีอุปมาว่า :-

น.176 ๖๒ เหมือนกับโอ่งที่คว่ำ หม้อที่คว่ำ ภาชนะอะไรก็ ตาม ถ้าเราคว่ำเสีย มันจะเกิดคุณสมบัติ อย่างหนึ่งขึ้นมา คือน้ำจะตั้งอยู่ไม่ได้ ; คว่ำโอ่ง คว่ำไห คว่ำหม้อ คว่ำอะไร เสีย มันจะเกิดลักษณะอันหนึ่ง คือน้ำตั้งอยู่ไม่ได้ มันจะ ต้องไหลออกหมด มัชฌิมา หรือ อัฏฐังคิกมรรคนี้ มัน เป็นเหมือน กับหม้อคว่ำ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งน้ำ; น้ำจึงไม่เหลืออยู่ คือบาป อกุศลทั้งหลาย จะไม่เหลืออยู่ที่มัชฌิมาปฏิปทา ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับหม้อคว่ำ. ฉะนั้นเรา จงประพฤติ ธรรม ข้อนี้ ให้กาย วาจา ใจ ประกอบอยู่ด้วยมัชฌิมา- ปฏิปทา; แล้วอาการที่เรียกว่าหม้อคว่ำนั้น ก็จะมี. บาป อกุศล ทั้งหลาย ก็รั่วไหลไปหมด ด้วยอำนาจของหม้อที่ มันคว่ำ ซึ่งเป็นลักษณะของมัชฌิมาปฏิปทา, มันก็มีแต่ อาการที่พึงปรารถนา ไม่เป็นเครื่องก่อสร้างขึ้นมา ซึ่งความ ทุกข์ใด ๆ. นี่แหละคือ หนทาง ที่พระองค์ได้ตรัสรู้ แล้วก็ นำมาสอน นำมาบอก เรียกว่าบอกทาง; เป็นสิ่งที่ ตรัสรู้เอง ไม่ได้ยินได้พึ่งมาแต่ผู้ใด. มันมี ลักษณะเป็น

น.177 ๖๓ ทาง เพราะเหตุใด ก็ทรงระบุไว้ โดยชัดแจ้งว่า เ ป็นจักขุกรณี ญาณกรณี - เป็นเครื่องทำให้เกิดจักษุ เป็นเครื่องทำให้เกิด ญาณ . มรรคมีองค์ ๘ ประการ หรือมัชฌิมาปฏิปทานี้ มีธรรมชาติทำให้เกิดจักษุ คือดวงตา เ ห็นอะไรได้ อย่าง ถูกต้องตามที่เป็นจริง หรือว่า ให้เกิดญาณ คือ ใ ห้รู้อะไร ได้ตามที่เป็นจริง . คำว่า จักขุกรณี ญาณกรณี เป็นคุณ- สมบัติของมัชฌิมาปฏิปทาอย่างนี้ เป็นเหตุให้เกิดจักษุ เป็น เหตุให้เกิดญาณ. ดำรงตนอยู่ในมัชฌิมาปฏิปทา หรืออริยมรรค มีองค์ ๘ ประการเถิด ก็ย่อม จะเกิดจักษุ คือ ดวงตา แล้วก็ย่อม จะเกิดญาณ คือความรู้ : เมื่อญาณเกิด หรือ เมื่อดวงตาเกิด อย่างนี้แล้ว ย่อมเป็นไปเพื่ออุปสมาย - สงบรำงับ, อภิญญาย - รู้ยิ่งเห็นจริง, สมฺโพธาย - รู้ พร้อม, นิพพานาย - เพื่อดับเย็น. ขอให้กำหนดไว้ดี ๆ ว่า เมื่อเกิดญาณหรือเกิดจักษุ ก็ตาม ด้วยอำนาจของมัชฌิมาปฏิปทาแล้ว มันจะเป็นไปเพื่อ อุปสมายะ - เพื่อสงบรำงับเสียซึ่งการปรุงแต่ง มันก็ไม่มีการ

น.178 ๖๔ ปรุงแต่ง, มันจะเป็น อภิญญายะ - เป็นเครื่องรู้ยิ่ง หมาย ความว่า ยิ่งกว่าธรรมดา ที่สัตว์ตามธรรมดามันจะรู้. สัตว์ตามธรรมดานั้นไม่รู้ถึงกับดับทุกข์ได้ ; เดี๋ยวนี้ รู้ถึงกับดับทุกข์ได้ จึงเรียกว่ารู้ยิ่ง หรือสัมโพธายะ คือรู้ครบ รู้พร้อมที่จะดับทุกข์ได้ ; ดังนั้นมันจึง ดับทุกข์ได้ เรียกว่า นิพพานายะ คือเย็น. ศึกษาให้เข้าใจคำว่า "นิพพาน" คำว่า นิพพาน แปลว่า เย็น เป็นคำของมนุษย์ สมัยนั้นใช้กันอยู่ หรือใช้กันอยู่ก่อนพุทธกาล. คำว่านิพพาน แปลว่าเย็น; เมื่อไรมีความร้อนดับลงไป เป็นความเย็น ก็เรียกว่านิพพาน. เพื่อเข้าใจคำนี้ได้ชัดแจ้งจริงๆ ก็ควร จะรู้ถึงเรื่องของคำ ๆ นี้ ที่มีการใช้กันอยู่. เท่าที่กล่าวไว้ ในพระบาลี ที่จะหาพบ ก็มี กระเบื้อง ที่เอาออกมาจากเตาเผา มันขาว มันเหลือง แล้วก็แดง แล้ว ดำ กระเบื้องนั้นนิพพาน. คำบาลีใช้อย่างนี้ แปลว่า ของที่มันร้อน ลุกเป็นไฟ พอเย็นลง ดำลง นี้ก็ เ รียกว่ามัน นิพพาน. แสดงว่าคำนิพพาน คำนี้ ใช้กับวัตถุสิ่งของก็ได้

น.179 ๖๕ เช่นถ่านไฟแดง ๆ เย็นลง ก็เรียกว่ามันนิพพาน. กระเบื้อง เผาไฟ ร้อนโชน ลุกจัด เย็นลง ดับดำลงได้ ก็เรียกว่ามัน นิพพาน. แม้ของร้อนไม่ถึงขนาดนั้น เช่นข้าว ปลา อาหาร ที่จะกิน ถ้ามันร้อนอยู่ มันกินไม่ได้ ก็ต้องรอให้นิพพาน เสียก่อน. คำว่า นิพพานจึงใช้แม้ในครัว เพราะว่าการ หุงข้าวต้มแกง ถ้ายังร้อนอยู่ยังกินไม่ได้ ต้องรอให้นิพพาน เสียก่อน. นี่นิพพานนี้ใช้กับวัตถุสิ่งของ ก็ได้อย่างนี้. ในที่บางแห่ง คำว่า นิพพาน ใช้กับสัตว์เดรัจฉาน ที่เขาฝึกดีแล้ว หมดฤทธิ์ หมดอันตราย หมดพยศร้ายแล้ว ก็เรียกว่าสัตว์ตัวนั้นมันนิพพาน. เหมือนกับว่า สัตว์ร้าย มาจากป่า ฝึกจนเป็นสัตว์บ้าน ไม่มีอันตรายอีกแล้ว ก็เรียกว่า มันนิพพาน นี่คำว่า นิพพาน แปลว่าเย็น ใช้กับสัตว์เดรัจฉาน. ทีนี้ก็ขึ้นมาถึงเรื่องจิตใจ ถ้าจิตใจมันเย็น ก็เป็น นิพพาน มีข้อความในพระบาลีว่า ใช้หมายถึงความเย็นอก เย็นใจ. หญิงสาวคนหนึ่งเห็นพระสิทธัตถะ แล้วก็ร้องออก มาว่า บุรุษนี้ถ้าเป็นลูกของใคร แม่ของเขาจะเย็นอกเย็นใจ. พ่อของเขาก็จะเย็นอกเย็นใจ. ถ้าเขาเป็นสามีของใคร ภรรยา

น.180 ๖๖ นั้นก็จะเย็นอกเย็นใจ. คำว่า เย็นอกเย็นใจ นั้น คือคำว่า นิพพาน. นี่นิพพานชั่วขณะ หรือในระยะอันสั้น หรือว่าใน ขนาดอันสมบูรณ์ ก็เรียกว่านิพพานได้ ฉะนั้น ความเย็นอก เย็นใจของคนเรา ก็ เรียกว่า นิพพานได้ เหมือนกัน. นี้เพื่อจะให้เข้าใจคำว่านิพพานได้ง่ายๆ ได้ครบถ้วน ก็ให้ถือเอาความหมายของคำว่าเย็น ๆ นั้นไว้ให้ได้ เย็นอก เย็นใจตามธรรมดานี้ ก็เรียกว่านิพพานได้ เหมือนกัน; แต่มันเล็กน้อยหรือในระยะสั้น มันไม่เหมือนกับเย็นอกเย็นใจ เพราะว่ามันหมดกิเลส. แต่เราก็สามารถจะเทียบเคียงกันได้ ว่าที่มันเย็นอกเย็นใจนั้น มันดีกว่าร้อนอกร้อนใจ ชีวิตที่ เยือกเย็นนี้ มันดีกว่าชีวิตที่เร่าร้อน. ชีวิตที่เยือกเย็นนั้น มัน อยู่กับพระนิพพาน ; ชีวิตที่เร่าร้อนนั้น มันอยู่กับกิเลส. แต่บางทีกิเลสมันก็ หลอกได้ เหมือนกัน หลอกให้เห็นเป็นของเย็นไป ก็มี ; จึง เกิดมีคนเขลาพวกหนึ่ง ระบุกามารมณ์ที่สมบูรณ์ ว่าเป็น นิพพาน ; เพราะว่ากามารมณ์นั้น เมื่อได้มาก็ทำให้หยุด ความใคร่เสียได้ เป็นความเย็นชนิดหนึ่ง. แต่ไม่จริงเป็น

น.181 ๖๗ ของหลอกลวง คนก็ยังโง่ยังเขลา หลงเอากามารมณ์ ว่าเป็น นิพพาน ก็มี. นี้ก็ ปรากฏอยู่ในพระบาลี สำหรับคนพวกหนึ่งเขา ถือ เอากามารมณ์ ว่าเป็นนิพพาน ถ้าได้กามารมณ์ตามที่ต้อง การ มันก็หยุดการกระหายได้ขณะหนึ่ง ก็เป็นนิพพาน. เขา ถือว่านี้เป็นนิพพานอย่างแท้จริง เพราะเขาไม่รู้ ลัทธิที่ถือว่า เป็นกามารมณ์เป็นนิพพานนี้ มีสมาชิกมาก ได้ยินว่า ใน ประเทศอินเดียก็ยังเหลืออยู่ ซุก ๆ ซ่อน ๆ อยู่ มันไม่จริง. ต่อมาคนเขาพบ ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น ว่าฌานสมาธิต่าง หาก ที่ เย็นกว่ากามารมณ์ คนพวกนี้ก็ถือเอาฌาน โดย เฉพาะจตุตถฌานว่าเป็นพระนิพพานกันอยู่ ยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง มีอยู่ในครั้งพุทธกาล, เอาจตุตถฌานเป็นนิพพาน เป็นที่รู้กัน แพร่หลาย. จะเอาปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน เป็น นิพพานก็ได้ เพราะมันก็ยังเย็นเหมือนกัน หรือเลยไป กว่านั้น เอาอรูป ฌาน เป็นนิพพาน ก็มีอยู่ เป็นที่สุดแห่ง ทุกข์. พระพุทธเจ้า ก่อนแต่ที่จะเป็นพระพุทธเจ้า ยังเป็น พระสิทธัตถะอยู่ ก็ไปเที่ยวศึกษาในสำนักเหล่านี้; แต่

น.182 ๖๘ ทรงพบว่า มันยัง ไม่ถึงขนาดที่จะเป็นนิพพานจริง จึงละ อาจารย์เหล่านั้นเสีย ซึ่งเราก็ได้ยินได้ฟัง ในเรื่องพระพุทธ- ประวัติ ว่าได้เคยศึกษากับอาจารย์ชื่อ อาฬารดาบสบ้าง อุทกดาบสบ้าง แล้วก็พิสูจน์ให้อาจารย์เหล่านั้นรู้ว่า ยังไม่จริง ยังไม่ถึงที่สุด จึงออกไป แสวงหาของพระองค์เอง จนพบ ว่า ความสิ้นกิเลสโดยประการทั้งปวงนั้น เป็นนิพพาน. นี้เย็นจริง เย็นเด็ดขาด เย็นถึงที่สุด นี้คือนิพพาน. คำว่า นิพพาน เป็นคำพูดธรรมดา ๆ ก็หมายถึงเย็น ของอะไรก็ได้ ; ต่อเมื่อมาใช้ในทางพระศาสนา และถึง ระดับสูงสุดแล้ว ก็ หมายถึงสิ้นกิเลส, หมดกิเลสแล้วก็เย็น จริง, สิ้นกรรม อยู่เหนือกรรม แล้วก็เย็นจริง. นี่คือ นิพพาน แท้จริง ที่จะได้รับจากมัชฌิมาปฏิปทา ที่ถูกต้องและ สมบูรณ์. พวกเราก็ มีมัชฌิมาปฏิปทา ชนิดที่ถูกต้องและ สมบูรณ์, แล้วก็ เป็นไปเพื่อนิพพาน ก็คือนิพพานชนิดนี้ คือ นิพพานที่แท้จริง, โดยอาศัยหนทางคือมัชฌิมาปฏิปทา คือ อริยมรรคประกอบไปด้วยองค์ ๘ ประการ ที่ พระพุทธองค์ ทรงนำมาเปิดเผย มาแสดง มาจำแนกแจกแจง มาบอก

น.183 ๖๙ ให้เป็นครั้งแรก ในวันเพ็ญอาสาฬหปุณณมี คือวันที่ ทรงแสดง ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ซึ่งคล้ายกับวันนี้. แล้วเราก็มา ทำพิธีบูชา เรียกว่า บูชาธรรมะ ใน วันอาสาฬหปุณณมี คือบูชามัชฌิมาปฏิปทา - หนทาง สายกลาง อันประกอบไปด้วยองค์ ๘ ประการ มีสัมมาทิฏฐิ เป็นต้น มีสัมมาสมาธิ เป็นปริโยสาน คือว่า มรรคนี้มีองค์ ๘ ประการ. มรรคมีองค์ ๘ พูดว่า สัมมาสมาธิมีบริการ ๗ ก็มี. ในบางแห่งเรียกกะทัดรัดยิ่งกว่านั้น ก็เรียกว่า สัมมาสมาธิ อันมีบริขาร ๗ เข้าใจว่าบางคนก็ได้เคยฟังแล้ว แต่ส่วนมากคงยังไม่เคยได้ยินด้วยซ้ำไป ว่าสัมมาสมาธิมี บริการ ๗ นั้นคืออย่างไร ? เดี๋ยวนี้ก็จะไม่พูดทั้ง ๘ พร้อมกัน ยกเอาสมาธิเป็น ส่วนสำคัญ เรียกว่าเป็นตัวเรื่องของเรื่อง, แล้วที่เหลืออีก ๗ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชี โว สัมมาวายาโม สัมมาสติ ; นี้เอาเป็นบริวาร

น.184 ๗๐ ของสัมมาสมาธิ จึงใช้คำเรียกใหม่ว่า สัมมาสมาธิบริขาร ๗ คือมีบริวาร ๗ นั่นเอง, ยกเอาสัมมาสมาธิเป็นหลัก นอกนั้น เป็นบริวารของสัมมาสมาธิหมด. นี้ก็มีเหตุผลอยู่ เพราะว่าตัว สัมมาสมาธิ นั่นแหละ ให้สำเร็จประโยชน์ ในการกำจัดมาร โดยตรง สัมมาทิฏฐิ แม้จะเป็นญาณ เป็นความรู้ ก็เรียกว่าเป็นกองทัพหน้า ไม่ใช่ กองทัพหลวง ; เป็นกองทัพหน้า แล้วก็มีกองทัพช่วยเหลือ กองทัพอุดหนุน กองทัพอะไรอีกมาก เครื่องมือเครื่องใช้อีก มาก. กองทัพหลวงโดยแท้จริงนั้นคือ สมาธิ คือสัมมาสมาธิ นี่เอาองค์สุดท้ายเป็นตัวยืนโรง เอาตัวนอกนั้นอีก ๗ องค์นั้น เป็นบริการของสัมมาสมาธิ เสียก็มี. แม้อย่างนี้ก็ยังเรียกได้ว่า อริยมรรคมีองค์ ๘ อยู่นั่น แหละ แต่ว่าจัดรูปร่างกันเสียใหม่ เหมือนกับว่า กองทัพ มีสัมมาสมาธิเป็นทัพหลวง นอกนั้นเป็นทัพหน้าบ้าง ปีกซ้าย ปีกขวาบ้างไปตามเรื่อง, แล้วก็ฆ่ามารได้เหมือนกัน. เรามารู้กันเสียให้หลายแง่หลายมุม ก็จะดีกว่าว่า มัชฌิมาปฏิปทาตามปรกติคือ มรรคมีองค์ ๘ กลมเกลียว

น.185 ๗๑ กัน ; แต่บางทีท่านก็เรียกว่า สัมมาสมาธิมีบริการ ๗ นี้ก็ ได้เหมือนกันแหละ ไม่ต้องเชื่อใคร ไปคิดดูก็เห็นได้เอง. อาตมาต้องการแต่จะให้ท่านทั้งหลาย ได้ทราบกัน ในวันนี้เป็นพิเศษ ว่าเรามี เรื่องมัชฌิมาปฏิปทา เป็นเรื่อง สำคัญ ; เป็นใจความสำคัญของวันนี้ ที่ประกอบพิธี อาสาฬหบูชา ทำความเข้าใจให้ถึงที่สุด ชมเชยกันให้ถึงที่สุด พูดจาปรึกษาหารือกัน ให้ถึงที่สุด ในการที่จะมีมัชฌิมาปฏิปทา เป็นเครื่องดำเนินชีวิต หรือประกอบกันอยู่กับชีวิต. กก ถ้าว่า มัชฌิมาปฏิปทา มาประกอบกันอยู่กับ ชีวิตแล้ว มันก็ จะเป็นชีวิตที่บาป อกุศล เกาะกุมไม่ได้ ; เหมือนกับว่าหม้อ โอ่ง ไห คว่ำเสียแล้ว น้ำจะขังอยู่ไม่ได้ ; มัชฌิมาปฏิปทาช่วยได้มากถึงอย่างนี้ โดยไม่ต้องเจตนา. ถ้า ไหมันคว่ำ หม้อมันคว่ำ น้ำมันก็ออกเอง โดยไม่ต้องมีใคร เจตนา. ถ้าชีวิตนี้เป็นมัชฌิมาปฏิปทา อกุศลมันก็ไหล ออกไปเอง โดยไม่ต้องมีเจตนา. มันก็ เป็นไปได้ลึกซึ้ง ถึงขนาด ที่เรียกว่า เป็น โลกุตตรธรรม อยู่เหนือความมีเจตนามีศีล ก็มีศีลบริสุทธิ์ แท้จริง ชนิดที่อยู่เหนือเจตนา, มีสมาธิแท้จริงอยู่เหนือ

น.186 ๗๒ เจตนา, มีปัญญา มีสติ อะไรก็ล้วนแต่สูงสุดเหนือเจตนา เรียกว่า เ ป็นไปเพื่อพระนิพพาน โดยประการฉะนี้. นี้เรียกว่าหนทางไปนิพพาน วันนั้นพระองค์ทรง ชี้ทาง ทรงมอบหมายทาง ทางไปไหน ? ทางไปนิพพาน. ทำไมจึงไปนิพพาน ? เพราะว่ามัน ไม่ติดที่ไหน ไม่ติดที่นั่น ไม่ติดที่นี่ ไม่ติดซ้าย ไม่ติดขวา ไม่ติดอะไรเลย โดยเฉพาะ อย่างยิ่งไม่ติดในเวทนา ซึ่งเป็นของที่ยั่วให้ติดอย่างยิ่ง. ใน โลกนี้ ไม่มีอะไรจะเป็นตังเหนียว จะล่อใจให้ติด เหมือนกับ เวทนา ; เดี๋ยวนี้ ไม่ติดในเวทนามันก็ไปได้ นั่นแหละ คือทาง. ไม่ติดในเวทนาก็ไม่เกิดกิเลส; ไม่ติดในกิเลส เรียกรวบยอดทีเดียวก็ได้ว่า ไม่ติดในวัฏฏะ ไม่ติดในวัฏฏ- สงสาร. วัฏฏสงสารคือ วงกลม, กลมอยู่เหนือกิเลส - เป็นเหตุให้ทำกรรม - ทำกรรมแล้วก็เป็นเหตุ ให้ได้เกิด ผลกรรม. เสวยผลกรรมแล้วก็เกิดกิเลสอีก - ก็ทำกรรมอีก - มีผลกรรมอีก - เสวยผลกรรม - เกิดกิเลสอีก, วนเป็น วงกลมอย่างนี้. นี่เรียกว่าติดมาก ติดในวัฏฏสงสาร ถูก กักขังอยู่ในวัฏฏสงสาร.

น.187 ๗๓ ทางไปนิพพานนั้น มันก็ ทำลายวัฏฏะ อาศัย วิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธะ น้อมไปเพื่อการสละ โดยประการทั้งปวง ไม่มีอะไรจะติด. ธรรมะที่เป็นไป เพื่อพระนิพพาน มีลักษณะอย่างนี้ แล้วก็ เรียกว่าหนทาง, หนทางไปสู่พระนิพพาน. พูดได้ โดยไม่ต้องกลัวผิดว่า วันนี้เรามาประชุมกัน เพื่อพูดจากันถึงเรื่อง หนทางที่จะไปพระนิพพาน. นิพพาน นี้ไม่ต้องไป ถึงได้โดยไม่ต้องไป; ถ้าไป มันไปที่อื่น. ถึงนิพพานนั้น คือดับมันเสียที่นี่, ดับมันเสียที่ตรงนี้. ดับความร้อนให้หมดไป ความเย็นก็เกิดขึ้นแทน ฉะนั้น จึง ไม่ต้องไป. นิพพานไม่ถึงได้ด้วยการไป; ยิ่งไปยิ่งไม่ถึง ยิ่งไปนั้น เพราะว่ามันโง่ มันไปหลงยึดติดในสิ่งใดมันก็เที่ยว วิ่งหา, วิ่งไปวิ่งมา เที่ยววิ่งหา มันก็ไม่ถึง มันก็ไม่ได้. ถ้ารู้ว่า ความร้อนมันอยู่ที่ตรงนี้, มันเป็นกิเลส เป็นบาป เป็นอกุศล ก็ดับมันเสีย ด้วยอำนาจมัชฌิมา- ปฏิปทา; มันก็ถึงได้ที่ตรงนี้ โดยไม่ต้องเดิน. ฟังแล้ว

น.188 ๗๔ มันก็น่าหัว ว่าไม่ต้องเดินมันก็ถึง; ยิ่งเดินก็ยิ่งไม่ถึง, ไม่ ต้องเดินมันก็ถึงได้ที่ตรงนี้ คือดับมันเสีย สิ่งใดเป็นกระแสแห่งการปรุงแต่ง. ด้วยอำนาจ ของอิทัปปัจจยตา ก็ดับมันเสีย ก็หยุดมันเสีย ก็เป็นความ ดับแห่งความทุกข์ โดยประการทั้งปวง ; นี่ทางไปนิพพาน. คนที่ว่าเอาเอง สันนิษฐานเอาเอง ก็คงจะหลับตาเห็นว่า เป็นทางยาว ขาวไป ไกลเฟื้อยไปทีเดียว นั่นมันเป็น มโนภาพที่ผิดแล้ว. ถ้าว่ามีความคิดที่ถูกต้อง ก็จะเห็นว่า ดับสิ่งที่ลุก โพลง ๆ อยู่เสีย คือสังขารที่เป็นการปรุงแต่ง มีอาการ ปรุงแต่ง ลุกโพลง ๆ อยู่ที่นี่ ; เป็นกิเลสก็ร้อน, เป็นความ เกิด แก่ เจ็บ ตาย มันก็ทุกข์, เมื่อมันมีความร้อน มันมี ความทุกข์ ไม่สงบเย็น ; ดับเสียได้ซึ่งไฟกิเลสและไฟ ทุกข์แล้ว มันก็ เป็นนิพพาน คือเย็นลงไปที่นี่. แสดงไว้โดยนัยะแห่งมัชฌิมาปฏิปทา หรือองค์ ๘ แห่งความถูกต้อง ประกอบกันขึ้นเป็นอริยมรรคอันประเสริฐ เป็นเรื่องสำคัญ เป็นสิ่งสำคัญของวันอาสาฬหปุณณมี ที่เรา มาประชุมกันที่นี่ เพื่อประกอบพิธีอาสาฬหบูชา โดยนัย ดังที่กล่าวมา.

น.189 ๗๕ หวังว่า ท่านทั้งหลาย จะมีความเข้าใจเพิ่มขึ้น, มีความเห็นแจ้งเพิ่มขึ้น ในเรื่องของมัชฌิมาปฏิปทา, ให้ สมกันกับข้อที่ว่า เราทำอาสาฬหบูชากันทุกปี ๆ อย่าให้ย่ำเท้า อยู่ที่เดียวเลย. ใ ห้มีความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า มีแสงสว่าง มากขึ้น เกิดจักษุมากขึ้น เกิดญาณมากขึ้น แล้วก็เป็นไป เพื่อความสงบรำงับ รู้ยิ่ง เห็นจริง เป็นไปเพื่อพระนิพพาน ; เรื่องก็จะได้รับผลสม คุ้มค่า ในการที่มาประกอบพิธี ดังที่ กล่าวนี้. อาตมาหวังอย่างนี้ จึงได้พูดอย่างนี้ จึงได้พูดด้วย เรื่องนี้ ในลักษณะอย่างนี้ เป็นปุพพาปรลำดับต่อจากเรื่อง ที่บรรยายแล้วเมื่อตอนเย็น ; มันก็เป็นเรื่องเดียวกัน คือ เรื่อง ของขวัญที่พระองค์ประทานให้ในวันนี้ สำหรับเป็น เครื่องกำจัดมาร, จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับมนุษย์, ต้องเป็นเรื่อง สำคัญของมนุษย์, มนุษย์ต้องมีให้ได้ มีให้มาก จนถึงกับ กำจัดความทุกข์ได้สิ้นเชิง ; การถึงนิพพานก็มีได้ สมตาม ความมุ่งหมาย ของการเป็นพุทธบริษัท ในพระพุทธศาสนา. การบรรยายก็พอสมควรแก่เวลา อาตมาก็ขอยุติการ บรรยายในครั้งนี้ไว้ แต่เพียงเท่านี้ เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้.

น.190 กรรมดี ดีกว่า มงคล กรรมดี ดีกว่า มงคล สืบสร้าง กุศล ดีกว่า นั่งเคล้า ของขลัง พระเครื่อง ตะกรุด อุทกัง ปลุกเสก แสนฉมัง คาดมั่ง แขวนมั่ง รังรุง ขี้ขลาด หวาดกลัว หัวยุ่ง กิเลส เต็มพุง มงคล อะไร ได้คุ้ม อันธพาล ซื้อหา มาคุม เป็นเรื่อง อุทลุม นอนตาย ก่ายเครื่อง - รางกอง ธรรมะ ต่างหาก เป็นของ เป็นเครื่อง คุ้มครอง เพราะว่า เป็นพระ องค์จริง มีธรรม ฤๅมี ใครยิง ไร้ธรรม ผีสิง ไม่ยิง ก็ตาย เกินตาย เหตุนั้น เราท่าน หญิงชาย เร่งขวน เร่งขวาย หาธรรม มาเป็น มงคล กระทั่ง บรรลุ มรรค ผล หมดตัว หมดตน พ้นจาก เกิด แก่ เจ็บ ตาย บริสุทธิ์ ผุดผ่อง ใจกาย อุปัทวะ ทั้งหลาย ไม่พ้อง ไม่พาน สถานใด เหนือโลก เหนือธรรม อำไพ กิเลสา-สวะไหน ไม่อาจ ย่ำยี บีฑา. _ พุทธทาส อินทปัญโญ ._

น.191 รายชื่อหนังสือ ชุดลอยปทุม อันดับ เ รื่อง พิมพ์ครั้งที่ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ คู่มือมนุษย์ ๙ ๓๘. ดับทุกข์สิ้นเชิง ๑ ๗๒. หาสุขได้จากทุกข์ ๑ ศิลปแห่งการดู ๓๙. มรดกธรรมคำกลอน ๑ ๗๓. ทานบริจาค ๑ ด้วยยถาภูตสัมมัปปัญญา ๑ ๔๐. ทิศทั้งหก ๑ ๗๔. ฟ้าสางทางธรรมานุภาพ ๑ ศิลปแห่งการมีพระพุทธเจ้า ๔๑. ฟ้าสางทางธรรมโฆษณ์ ๒ ๗๕. การช่วยผู้อื่นให้มีธรรมะ ๑ อยู่กับเนื้อกับตัว ๑ ๔๒. ฟ้าสางทางฝ่ายบรรพชิต ๑ ๗๖. การทำความเข้าใจระหว่างศาสนา ๑ ธรรมะสำหรับคนเกลียดวัด ๒ ๔๓. มหรสพของพระอรหันต์ ๑ ๗๗. จิตตภาวนาทุกรูปแบบ ๑ ธรรม ๒๔ เหลี่ยม (มีภาษาจีน) ๔ ๔๔. ปรมัตถธรรมกลับมา ตอน ๑ ๑ ๗๘. ความถูกต้องของอิทัปปัจจยตา ๑ พูดกับเณร ๑ ๔๕. เช่นนั้นเอง ๑ ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๑ ๒ ๔๖. ความสะอาด ความสว่าง ความสงบ ๑ เห็นธรรมชาติ ๔๗. อะไร ๆ ในชีวิตสักแต่ว่า คือเห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ๑ เป็นเรื่องของจิตสิ่งเดียว ๑ ธรรมโอสถสำหรับโลก ๑ ๔๘. ปรมัตถธรรมกลับมา ตอน ๒ ๑ ความมีสุขภาพอนามัยทางจิต ๒ ๔๙. ศิลปะสำหรับการมีชีวิตอยู่ในโลก ๑ ปรมัตถธรรมคำกลอน ๑ ๕๐. พบชีวิตจริง ๑ นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ ๒ ๕๑. สมถวิปัสสนาสำหรับยุคปรมาณู ๑ ธรรมพรปีใหม่ ๓ ๕๒. ธรรมะที่ควรเติมลงในชีวิต ๑ ตถตาช่วยได้ ๑ ๕๓. ฟ้าสางทางการเมือง ๑ ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๒ ๑ ๕๔. ธรรมสัจจะของสมถวิปัสสนา ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๓ ๑ แห่งยุคปรมาณู ๑ ค่าของครู ๒ ๕๕. ฟ้าสางทางปรมัตถ์, อภิธรรม, พระผู้มีพระภาคเจ้า อุบาสิกาและบรรพชิต ๑ ทรงเป็นกัลยาณมิตร ๑ ๕๖. ผัสสะ สิ่งที่ต้องรู้จักและควบคุม ๑ ถอยหลังเข้าคลองกันเถิด ๑ ๕๗. ความสุขแท้เมื่อสิ้นสุดแห่ง การปรุงเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ความสุข ๑ การดับเป็นสุขอย่างยิ่ง ๑ ๕๘. แนวสังเขปทั่วๆไปของการพัฒนา ๑ อาหารหล่อเลี้ยงใจ ๒ ๕๙. ธรรมชีวีกับความเป็นฆราวาส ๑ ปุญญกิริยาวัตถุ ๑ ๖๐. การศึกษาและการรับปริญญา พ่อแม่สมบูรณ์แบบ ๒ ในพระพุทธศาสนา ๑ อานาปานสติและดับไม่เหลือ ๒ ๖๑. การบำเพ็ญบารมีที่ถูกแนวทาง ๑ ธรรมคติและธรรมคีตา ๑ ๖๒. ทำงานให้สนุกได้อย่างไร ๑ ความมั่นคงภายใน ๑ ๖๓. การทำวิปัสสนาและใจความ โลกพระศรีอารย์อยู่แค่ปลายจมูก ๒ สำคัญของวิปัสสนา ๑ การทำงานเพื่องาน ๑ ๖๔. หลุดพ้นเสียจากความหลุดพ้น ๑ สันโดษไม่เป็นอุปสรรค ๖๕. ธรรมะเป็นคู่ชีวิต ๑ แก่การพัฒนา ๑ ๖๖. รอยของพระธรรม ๑ ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร ? ๑ ๖๗. สิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตา ในฐานะ เค้าเงื่อนของธรรมะ เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ๑ และ อิทัปปัจจยตา ๑ ๖๘. การทำชีวิตให้มีธรรมะ ๑ การอยู่ด้วยปัจจุบัน ๖๙. หัวใจของธรรมะโดยหลักพื้นฐาน ๑ ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ๑ ๗๐. การบวชอยู่ที่บ้าน ๑ พุทธศาสตร์ กับไสยศาสตร์ ๑ ๗๑. หัวใจปรมัตถธรรม ๖ อานาปานสติภาวนา(มีภาษาจีน )๒ อิทัปปัจจยตาในฐานะ สิ่งสูงสุดแห่งพระพุทธศาสนา ๑ นรกกับสวรรค์ ๑

น.192 ยา มไหนก็ ได้. ยามจะได้, ได้ให้เป็น ไม่เป็นทุกข์ ยามจะเป็น เป็นให้ถูก ตามวิถี ยามจะตาย ตายให้เป็น เห็นสุดดี ถ้าอย่างนี้ ไม่มีทุกข์ ทุกวันเอย ฯ หมายเหตุ :- " ได้ให้เป็น " คือ อย่าได้เพื่อเอามาเป็น ตัวกู หรือ ของกู เหมือนที่เขา ได้ๆ กัน; " เป็นให้เป็น " คือ อย่าเป็น ด้วยรู้สึกยึดมั่น ถือมั่น ด้วยอุปาทาน ว่า กูเป็นนั่น เป็นนี่ ไปตาม นั้น จริงๆ แม้ที่สุดแต่ความเป็นบิดามารดา; " ตายให้เป็น " คือ ตายชนิดที่ ไม่ตาย, แต่กลับเป็น อยู่ ตลอดกาล, และต้องเป็น การกระทำ ชนิดที่ เรียกว่า "ตายเสียก่อนตาย" คือ ตายเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก่อนแต่ ร่าง- กายแตกดับ ฯ พ. อินฺทปัญฺโญ.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต