น.9 ท่านทั้งหลาย ผู้เสียสละเพื่อกิจกรรมสังคมสงเคราะห์, อาตมาขอแสดงความยินดีอย่างยิ่ง ในการที่ท่านมา กันถึงที่นี่ ในฐานะที่ว่าเป็นผู้ขวนขวาย ที่จะทำประโยชน์ แก่เพื่อนมนุษย์ทั้งหมดเป็นส่วนรวม, ที่เรียกว่า "กิจกรรม สังคมสงเคราะห์" ความคิดเห็นเกี่ยวกับกิจกรรมสังคมสงเคราะห์. ตามที่ขอร้อง ให้มาแสดงความคิดเห็น อะไรบางอย่าง ในวันนี้ ; อยากจะกล่าวสั้น ๆ สัก ๓ หัวข้อ พอเป็น ที่ชวนคิดต่อไป ; ทั้ง เพื่อจะประสานงานร่วมมือกันได้
น.10 ๒ โดยไม่ยกเว้นว่าจะเป็นชนชาติใด ภาษาใด หรือเรียกกันใน นามของสากลชน แห่งศาสนาไหนไม่เป็นประมาณ. เพราะว่า กิจกรรมสังคมสงเคราะห์นั้นสงเคราะห์มนุษย์ ; มนุษย์ก็มนุษย์เสมอกันหมด. การที่จะไปแบ่งเป็นชาตินั้น ภาษานี้ นับถือศาสนานั้น ศาสนานี้ นั้น เพื่อความสะดวก อย่างอื่น ; ส่วน ปัญหาเฉพาะหน้า นั้นเหมือนกันหมด คือ เอาธรรมะมาใช้ไม่ได้. ข้อที่ ๑. สังคมสงเคราะห์อันสูงสุด คือช่วยกัน ถอยหลังเข้าคลองอีกครั้งหนึ่ง. เมื่อพูดถึงการสังคมสงเคราะห์ สมัยนี้ไม่เฉพาะแต่ ประเทศไทย ทั้งโลกก็ได้ ; อาตมาอยากจะกล่าวว่า การ สังคมสงเคราะห์ที่ถือยุติในเวลานี้ ก็คือ "การที่ให้เขาสามารถ ถอยหลังเข้าคลอง" ฟังดูก็ไม่น่าเชื่อ สิ่งที่จำเป็นที่สุด, มีประโยชน์ ที่สุด, ถูกต้องที่สุด, ในเวลานี้ก็คือ "การถอยหลังเข้า คลอง" ซึ่งเขามักจะเกลียดกันนัก และยังดูหมิ่นอีกด้วย.
น.11 ๓ ขอให้สังเกตดูว่า เดี๋ยวนี้มนุษย์ทั้งโลกกำลังปีนคลอง จนออกไปนอกคลอง จนกำลังจะตกเหว หรือได้ตกลงไปบ้าง แล้ว ; ฉะนั้น เขาจะ ต้องถอยหลังกลับให้มาเข้าคลอง. เมื่อเราขับรถพลาดลงไปข้างถนน ตกคูลงไปครึ่ง หนึ่งแล้วอย่างนี้ เราจะต้องทำอย่างไร ? เราก็ต้องขับรถ ถอยหลัง ให้มาเข้าคลอง หรือในถนนเสียใหม่ จึงจะวิ่ง ต่อไปได้. เดี๋ยวนี้มนุษย์ มีสภาพอย่างนั้น : กำลังออก ไปนอกคลองของพระธรรม ของพระเจ้า หรือของแนว ที่ถูกต้อง แล้วแต่จะเรียกชื่อว่าอะไร. เดี๋ยวนี้มนุษย์กำลังออกไปนอกคลอง; และ ก็ไม่ใช่เล็กน้อย ออกไปนอกคลองไกลลิบ จนถึงขนาดที่ เรียกว่า หันหลังให้พระศาสนา, หันหลังให้พระเป็น- เจ้า, หันหลังให้พระธรรม; ถ้าจะดันต่อไปก็ลงเหว มัน ต้องถอยหลัง มาเสียใหม่ ให้เข้าร่องเข้ารอย, ให้เข้า หา "คลองธรรม", ให้วิ่งต่อไปได้ตามคลองธรรม. เ ดี๋ยวนี้กำลังไกลออกไป, ไกลออกไปจากศาสนา ทั้งส่วนที่เป็นศีลธรรม และปรมัตถธรรม. ที่เรียกว่า ศีลธรรม หมายถึง ระเบียบสำหรับสังคม, ที่เรียกว่า
น.12 ๔ ปรมัตถธรรม นั้นหมายถึง ระเบียบสำหรับบุคคลคนหนึง โดยเฉพาะ ที่จะไปได้ไกลเท่าไร รวมเรียกกันว่า "ศาสนา". คนกำลังออกไปนอกคลองของศาสนา ทั้งส่วน ศีลธรรม และส่วนปรมัตถธรรม ยิ่งขึ้นทุกที. ฉะนั้น ทางรอด ของเขาก็ มีทางเดียว คือ ถอยหลังเข้าคลอง กัน เสียใหม่, ให้ถูกคลอง ถูกต้องแล้ว จึงเดินต่อไป. อย่าง ขับรถจะตกถนน อยู่แล้ว หรือตกไปครึ่งหนึ่ง แล้ว ก็ต้องถอยหลังมา เข้าถนนกันเสียใหม่ ; อย่างนี้คือ สังคมสงเคราะห์ที่แท้จริง ที่ดีที่สุด ที่จำเป็นที่สุดในเวลานี้. ปัญหาเรื่องยากจน นั้น ก็ เป็นเรื่องเดินผิดคลอง, ไม่รู้หนังสือ หนังหา, ไม่รู้จักการอนามัยที่ดี , ที่เป็นปัญหา ในโลกเวลานี้ ล้วนแต่เกิดมาจากการเดินผิดคลอง ; ล้วนแต่ จะต้องถอยหลังเข้าคลอง กันทั้งนั้น ; ถ้าจะเรียกรวม ๆ กัน ก็เป็นเพราะเหตุว่า "ศาสนา". แต่เดี๋ยวนี้ก็เกิดความหมาย ที่สับสนขึ้น คำว่า "ศาสนา" ซึ่งเดี๋ยวจะพูดกันพอรู้เรื่อง ศาสนาเป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์. ในชั้นนี้อยากจะพูดแต่เพียงว่า การปฏิบัติศาสนา นั้น คือการกระทำให้ถูก ตามทำนองคลองธรรม คือ
น.13 ๕ ทำให้ทุกอย่างอยู่ในสภาพที่สงบ คือ ไม่มีความทุกข์ นี่เรียกว่า การปฏิบัติศาสนา; เดี๋ยวนี้ไม่มี ไม่ค่อยจะมี. การปฏิบัติศาสนา มีแต่การเรียน, และการเรียนก็เฟ้อไป ในรูปของปรัชญา ที่จริงสิ่งที่เรียกว่า ศาสนานั้น เป็นเรื่องทาง วิทยาศาสตร์. ไม่ว่าศาสนาไหนต้องมีปัญหาเฉพาะหน้า, ซึ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้านั้นโดยวิถีทางซึ่งมีเหตุผลอยู่ที่กลุ่ม นั้น ไม่ใช่เหตุผลคำนึงคำนวณ ตามแบบปรัชญา โลกกำลังติดเฮโรอีนปรัชญา หลงใหลปรัชญาอย่าง หลับหูหลับตา ด้วยการคำนึงคำนวณทั้งนั้น. เรื่องศาสนา ไม่เป็นเรื่องอย่างนั้น ทุกศาสนาจะมีปัญหาเฉพาะหน้า แก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยใช้ความเห็นแจ้งในสิ่งนั้น ๆ พร้อมกันไปในตัว. จะเป็น ศาสนาที่ใช้ปัญญา หรือใช้ความเชื่อ หรือใช้การปฏิบัติควบคุมอายตนะ อะไรก็ตาม จะเป็นไป ในรูปวิธีการ หรือ technic ของวิทยาศาสตร์ ทั้งนั้น ; ตอนแรก ๆ ทุกศาสนาก็เป็นกันอย่างนี้. ต่อมาค่อย ๆ เปลี่ยน เป็นเรื่องของตัวหนังสือ หรือของการคำนึงคำนวณทาง
น.14 ๖ logic บ้าง, ทางปรัชญาบ้าง, ค่อยกลายกันไปทุกที คือ กลายจากการปฏิบัติ. ทุกศาสนานั้นตัวแท้ถือตัวการปฏิบัติ ; ถ้ายัง ไม่ถึงตัวการปฏิบัติ ก็ยังไม่ถึงตัวศาสนา. แม้จะ เป็นเพียงคำพูดก็ต้องเป็นคำพูดโดยถูกต้อง. แต่นี่คำพูด มันเถลไถลไกลออกไป ไม่เป็นคำพูดที่วกเข้ามาหาการปฏิบัติ มันไกลออกไป เป็นเรื่องสำหรับคุย ; อย่างดีที่สุดก็สำหรับ เป็นนักปราชญ์ ; จึงถือว่า ศาสนากำลังหายไป คือการ ปฏิบัติ ที่ทำให้เกิดความสงบในหมู่มนุษย์นี้ กำลังหายไป ; ยังเหลือแต่การเรียน โดยวิถีทางแห่งการคำนึงคำนวณ ซึ่งจะแตกแยกกันออกไปคนละทาง. ในที่สุดก็ได้ทะเลาะกัน ด้วยเรื่องทฤษฎีของศาสนานั่นเอง. แม้ในศาสนาเดียวนั่นแหละ ก็ยังมีการแตกแยกซึ่ง ทะเลาะกันเองได้ ; อย่างนี้ไม่เป็นศาสนาเสียแล้ว ; เพราะ ตัวศาสนาต้องหมายถึง "ตัวการปฏิบัติ" เสมอ. ความรู้ นั้นก็เป็นเพียงเรียนสำหรับปฏิบัติ ; ต่อเมื่อ ปฏิบัติแล้ว จึงเป็นตัวศาสนา; เมื่อ ได้ผลงานออกมาจึงเป็นศาสนา ที่เรียกว่า "สมบูรณ์".
น.15 ามกฎเกณฑ์อันหนึ่ง ซึ่งจริงแท้ ซึ่ง เด็ดขาด นั่นแหละคือตัวศาสนา; แม้ว่าจะเกิดใน ถิ่นที่ต่างกัน ในยุคสมัยที่ต่างกัน, หรือเรียกชื่อต่างกัน ; แต่สิ่งนั้นเป็นสิ่งเดียวกันแท้ จะมีสองสิ่งไม่ได้. ใครจะเรียกว่า พระเจ้า, ใครจะเรียกว่า พระธรรม, หรือใครจะเรียกว่า เต๋า, หรือใครจะเรียกว่า กฎของธรรม- ชาติ, หรือใครจะเรียกว่าอย่างอื่นต่อไปอีก มันก็หมายถึง สิ่งเดียวกันแท้ คือ เป็นสิ่งที่สูงสุดในทุก ๆ แง่ทุก ๆ มุม ; ไม่ว่า ในแง่ที่สร้างสรรค์ ขึ้นมา, ในแง่ที่ว่าควบคุม เอาไว้, หรือ แก้ไข ให้ถูกต้อง, หรือ ลงโทษ หรือ ให้รางวัล, หรือ อะไรต่าง ๆ มันจะเป็นสิ่งเดียวกันหมด แล้วแต่จะเรียก แล้วยิ่งกว่านั้น ยังจะ เรียกกันได้หลายๆ คำ เช่น : ธรรมะ ก็ดี พระเจ้า ก็ดี เต๋า ก็ดี อะไรก็ดี จะเล็ง ถึงตัวหนทางก็ได้, จะเล็งถึง ตัวการเดินทางก็ได้, หรือ จะเล็งถึง ตัวการถึงจุดหมายปลายทางแล้วก็ได้ ; เป็นสิ่ง เดียวกัน มันมิอาจจะแยกกัน ; เพราะถ้าแยกกันแล้วมัน ไม่มีประโยชน์อะไร.
น.16 ๘ ธรรมะเป็นตัวทาง, และก็ เป็นตัวการเดินทาง, และ เป็นการถึงที่สุดของการเดินทาง, ล้วนแต่เรียกว่า ธรรมะอันเดียวกัน. อาตมาเชื่อว่า แม้ในธรรมะในภาษาอื่น ในศาสนา อื่น เช่นคำว่า พระเจ้า ก็ดี คำว่า เต๋า ก็ดี จะต้องใช้ได้ อย่างน้อยก็ในสามความหมาย ซึ่งแสดงความสมบูรณ์ อย่างยิ่ง : ต้องมีตัวทาง ซึ่งแสดงชัดเจน, แล้วก็ มี ความรู้ถูกต้อง, มีการเดินทางถูกต้อง, และ การถึง จุดหมายปลายทางถูกต้อง ซึ่งขาดไปไม่ได้. นี่แหละ จึงจะเรียกว่าตัวสิ่งสูงสุด ซึ่งมีอยู่อย่างเดียว แล้วแต่จะเรียก ชื่อว่าอะไร. ทุกศาสนามีจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกัน. ทีนี้มาพูดถึง พระศาสดา ทั้งหลาย จะมีเท่าไร ก็ได้. อาตมาอยากจะพูดว่า เป็นแต่เพียงปาก สำหรับพูด. จุดสำคัญ ไปอยู่ที่สิ่งที่เรียกว่า พระธรรม หรือ พระเจ้า หรือแล้วแต่จะเรียก
น.17 ๙ พระศาสดาทั้งหลาย จะเป็นพระพุทธเจ้าก็ดี, พระอะไรก็ดี, ก็ เป็นเพียงปากของพระเจ้า สำหรับจะ พูด คือ แสดงสิ่งเหล่านี้ ให้ปรากฏออกมาแก่มนุษย์, ให้มนุษย์รอดตัวได้, และเราก็ไม่จำเป็นที่ว่า จะต้องมี ศาสนานั้น ศาสนานี้ ในลักษณะที่เป็นการขัดแย้งกัน, ใน เมื่อเป็นจุดสูงสุดคือจุดเดียวกัน สิ่งเดียวกัน. พระศาสดาก็เป็นแต่เพียงปากพูด คือ ปากนี้จะ ต้องต่างกันบ้าง ; เพราะต่างยุคต่างสมัย ต่างถิ่น จากการเกิด ขึ้นแห่งศาสนาทั้งหลาย ; เกิดขึ้นที่มุมนั้นมุมนี้ของโลก และอยู่ในยุค และสมัยที่ต่างกันเป็นร้อย ๆ ปี. ฉะนั้น ปาก จะพูดเหมือนกันทุกคำ โดยรายละเอียดนี้ไม่ได้; แต่ ว่า จะเหมือนกันโดยใจความสำคัญที่สุด คือการปฏิบัติให้ เข้าถึงสิ่งสูงสุด ที่ดีที่สุด ที่มนุษย์จะถึงได้โดยความรอด. ทุกศาสนาก็มุ่งหมายความรอด และ แสดงความ รอด โดยเหมาะสมแก่ยุคแก่สมัย เป็นมาจนกระทั่งบัดนี้. เดี๋ยวนี้มนุษย์ในโลกนี้กำลังทำให้สิ่งเหล่านี้สับสน จนถึงกับ ว่ามีหลายพวกหลายพรรค แล้วก็ขัดแย้งกัน ; ก็เป็นการ
น.18 ๑๐ สร้างปัญหาขึ้นมาในสังคม, สังคมใหญ่ที่สุดของโลก ก็พูด กันไม่รู้เรื่อง. ในบรรดา คนเหล่านั้นล้วนแต่ทำผิดบทบัญญัติ ทางศาสนา, ทำผิดในหน้าที่ ; นี้หมายถึงเห็นแก่ตัว มีตัวกู มีของกู ในลักษณะที่ขัดแย้งต่อศาสนา : ศาสนา พุทธก็ถือว่า ไม่มีตัว, มันเป็นของธรรมะ หรือของ ธรรมชาติ, ตัวกู - ของกูไม่มี ; แต่มนุษย์ก็มีตัวกู - ของกู ในศาสนาที่มีพระเจ้า สิ่งต่าง ๆ ก็เป็นเรื่องของ พระเจ้า หรือเป็นของพระเจ้า หรือเป็นส่วนหนึ่งของพระเจ้า มันไม่ใช่ตัวกู - ของกู ของใครเลย. ท่านอย่าไปอ้างสิทธิ์ ว่าเป็นตัวกูหรือของกู : พอ เป็นตัวกู - ของกูขึ้นมา ก็เห็นแก่ตัว เพราะเกิดกิเลส มันก็เปลี่ยนรูปไปในทางที่เป็นทุกข์. ถ้าเรา ทำให้ถูกตาม กฎเกณฑ์ของศาสนา : ทั่วทุกคนเป็นของพระเจ้า, ทุกคนเป็นของพระธรรม, ทุกคนเป็นของเต๋า, ทุกคน เป็นของธรรมชาติเหล่านี้, ปัญหาก็จะไม่มี ; ไม่มีตัวกู - ของกูที่จะมาทะเลาะวิวาทกันอย่างนี้.
น.19 ๑๑ นี่ถ้าเรามีการ แก้ไขปัญหาเหล่านี้สำเร็จ โลกนี้ ก็เป็นไปด้วยสันติภาพ : นับแต่สันติภาพขนาดใหญ่ของ โลก, กระทั่งสันติภาพน้อย ๆ ของคนแต่ละคน, ปัญหา ต่าง ๆ ของคนแต่ละคน ; แม้แต่ปัญหาเรื่องปากเรื่องท้อง, เรื่องไม่มีอะไรจะกินนี่ ก็แก้ได้ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องอันนี้. กระทั่งว่า แม้ไม่อาจจะทำให้เป็นไปตามความประสงค์ได้ ก็จะไม่รู้จักความทุกข์เลย. ถ้าสมมุติว่าเกิดอุบัติเหตุ โลกนี้จะลุกเป็นไฟ หรือ มีอะไรเกิดขึ้นให้ต้องตายหมด เราก็ ไม่รู้จักความทุกข์เลย ; เพราะ เราไม่มีตัวเราที่ยึดถือเป็นตัวกู - ของกู แต่เป็น ของธรรมชาติไปด้วยกัน, หรือของพระเจ้าไปด้วยกัน, ของพระธรรมไปด้วยกัน. นี่อาตมาถือว่าเป็นหัวข้อใหญ่ หัวข้อสำคัญ หัวข้อ สูงสุด ในการจะทำการสังคมสงเคราะห์ ให้ทุกคนใน โลกได้อยู่ด้วยความสุขสวัสดี ในรูปที่เรียกว่า ขอให้ถอย หลังเข้าคลอง กันเถิด. พูดออกไปทีแรกคงจะไม่มีใครชอบ และไม่เชื่อ; แต่ถ้าไปคิดดู ก็จะเห็นว่า เรากำลังอยู่ใน สภาพที่เราจะต้องถอยหลังเข้าคลอง คือให้มันถูกคลอง.
น.20 ้องถูกต้องและสมบูรณ์จะแก้ปัญหาได้ ทีนี้เราทำให้เป็นส่วนถูกต้อง และครบถ้วน บริบูรณ์ ; ถูกต้อง และก็ต้อง สมบูรณ์ ครบถ้วน ด้วย ; ถูกต้องแต่ไม่สมบูรณ์ใช้ไม่ได้. นั่นแหละเป็นการแก้ ปัญหาทั้งหมด; ปัญหาทั้งหมด ว่าอะไร ๆ มันเริ่มไม่พอ อย่างนี้ก็จะหมดไป. เดี๋ยวนี้มนุษย์กำลังทำลายทรัพย์สมบัติ ที่เป็น ทรัพยากรของธรรมชาติ หรือจะเรียกว่าของพระเป็นเจ้า หรือของอะไรก็ตาม มากเกินไปโดยไม่จำเป็น. สิ่งต่าง ๆ ที่ มีอยู่ในแผ่นดินนี่ถูกขุดถลุงเล่นเสียเปล่า ๆ โดยไม่มีประโยชน์ อะไร ; กลับให้โทษ เช่น ไปขุดเอาโลหะ เอาแร่ต่าง ๆ มาทำเป็นเครื่องมือ แล้วก็รบราฆ่าฟันกัน แล้วมันจะมี ประโยชน์อะไร ? และของนั้นมันก็หมดเปลืองไป. เช่นว่า น้ำมันอาจจะหมดได้ใน ๕๐ ปีนี้ ถ้าขืนใช้ กันอยู่อย่างนี้ ; แต่ถ้าเราใช้ตามที่ธรรมชาติต้องการหรือ บังคับแล้ว ไม่ต้องใช้มากถึงอย่างนี้ มันก็เหลือใช้ไปได้อีก นาน หรือจะพออยู่เรื่อยๆ ก็ได้. เดี๋ยวนี้ใช้กันอย่างล้าง
น.21 ๑๓ ผลาญ ใช้อย่างถลุง ; แร่ธาตุ โลหะทั้งหลายก็จะหมดไป เร็ว ๆ นี้. นี่ถ้าว่า ทำถูกกฎเกณฑ์ของพระธรรม ของศาสนา ของพระเจ้า, ถ้าเราใช้กันอย่างชนิดที่เรียกว่า มนุษย์ควร จะใช้ ตามความมุ่งหมายของธรรมชาติ ของพระเจ้าแล้ว มัน จะเหลือ. คิดถึงพระเยซู ; ท่านแจกขนมปัง ๒ - ๓ ก้อน, ปลา ๔ - ๕ ตัวแก่คนเป็นพัน ๆ มันก็ยังเหลือ ถ้าว่ามนุษย์เรา รู้จักใช้สิ่งที่เป็นประโยชน์เท่าที่ จำเป็น ทรัพยากรในโลก ตามธรรมชาตินี้ จะยังเหลือ ; เดี๋ยวนี้มันกำลังแสดงความไม่พอให้เห็นอยู่. ในทางวัตถุ มันก็จะพอ และทางจิตใจก็จะเยือกเย็นเป็นสุข ถ้าไม่มีใคร ต้องการอะไรด้วยอำนาจของกิเลส; เมื่อไม่มีผู้ต้องการอะไร, ไม่มีความต้องการอะไร ไม่มีความต้องการด้วยอำนาจของ กิเลส วัตถุก็จะเหลือ: แต่เดี๋ยวนี้กำลังต้องการไม่มีขอบ เขตจำกัด. ถ้าเราจะอยู่กันอย่างที่ธรรมชาติมุ่งหมาย จะเห็นได้ ว่า ธรรมชาติต้องการให้หยุด ให้สงบ ; ไปดูธรรมชาติ
น.22 ๑๔ ในแง่ไหนก็ตามใจ. ที่วัดนี้เราต้องการแสดงให้รู้จักธรรมชาติ ความสงบ ; ถ้าผิดธรรมชาติก็เป็นการวุ่นวาย. ฉะนั้น จงช่วยกัน ศึกษา คำว่า ธรรมชาติให้ดี ๆ , ให้รู้จักสิ่งนี้สิ่งเดียว ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด. การแก้ไข ปัญหาต่าง ๆ ก็เพื่อความสงบ ระงับความวุ่นวาย. ศาสนา มีหน้าที่อย่างนี้ : โดยชี้ให้เห็นสิ่ง ๆ หนึ่งมีอำนาจหรือ เด็ดขาดอยู่ตายตัว. ศึกษาให้รู้จักธรรมชาติ เราต้องทำให้คล้อยตาม หรือถูกต้องกับสิ่งนั้น หรือกฎเกณฑ์อันนั้น ; ไม่อย่างนั้นมนุษย์ก็เป็นมนุษย์ไม่ได้ คือจะไม่มีความสงบสุขอย่างมนุษย์ ; และจะสู้สัตว์เดรัจฉาน ก็ไม่ได้ เพราะว่าสัตว์เดรัจฉานยังปกติ ยังเป็นไปตาม ธรรมชาติและปกติ มีความทุกข์น้อย. มนุษย์เจริญ และ มีปัญหาสำหรับเบียดเบียน กัน, ไม่ได้เป็นไปตามทางของธรรมะ หรือของพระเจ้า ซึ่งที่แท้ควรจะได้มีความสุข ยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน. เราทำผิด เราก็จะเลวกว่าสัตว์เดรัจฉาน. เรายังมีความร้อน เหมือน
น.23 ๑๕ กับตกนรกทั้งเป็นอยู่ตลอดเวลา ; แต่สัตว์เดรัจฉานมันไม่ เป็น. ถ้าปฏิบัติสำเร็จ นี่ก็ควรได้รับผลอย่างนี้; แต่นี่ มนุษย์เป็นกันแต่เพียงคน. ถ้าพูดอย่างดีที่สุด ก็ต้องถือว่ามนุษย์นี่เป็นลูกของ พระเจ้า ตามข้อความในพระคัมภีร์ของคริสเตียน หรือของ ใครก็ตาม ซึ่งเขาจะต้องจัดมนุษย์ไว้ในฐานะเป็นบุตรของ พระเจ้า; ไม่ใช่บุตรของพญามาร หรือว่าอะไรที่ไม่น่า ปรารถนา. แม้แต่จะเป็นบุตรของมนุษย์ก็ยังดี : ผู้ชาย เป็นบุตรพระเจ้า, ผู้หญิงเป็นบุตรมนุษย์ ก็ยังดี ; เพราะ คำว่า มนุษย์ อย่างน้อยก็ยังหมายถึง มีจิตใจสูง ; ถ้ามีจิตใจ สูงก็อยู่เหนือปัญหาทั้งปวง คือเหนือความทุกข์ทั้งปวง เดี๋ยวนี้เหออกนอกทาง มนุษย์ไม่เป็นมนุษย์ แม้แต่ถือเป็นบุตรของมนุษย์ก็ยังไม่ได้, ไม่ต้องพูดถึงว่า เป็นบุตรของพระเจ้า ; เพราะกำลังเหออกไปนอกทาง เป็น ได้แต่เพียงคน. คนก็ไม่ดีกว่าสัตว์ : ความรู้สึกต้องการ เหมือนกับสัตว์ เรื่องนอน เรื่องกิน เรื่องสืบพันธุ์ เรื่องขี้ขลาด เรื่องอะไรต่าง ๆ นี่มันก็พอ ๆ กันแหละ ; เรียกว่าไม่ไป ตามทำนองคลองธรรมของมนุษย์เสียแล้ว จะต้องถอยหลัง เข้าคลองกันที่ตรงนี้.
น.24 ๑๖ คนอยู่ใต้อำนาจกิเลสนี้ปัญหามาก. การที่มีความทุกข์นั้นก็คือความตาย ; ทุก ๆ ศาสนา จะระบุความทุกข์เป็นความตาย ความฉิบหาย. เดี๋ยวนี้มัน จะยิ่งกว่าตายเสียอีก ; มันฉิบหายมากเกินไป. มนุษย์อยู่ ในอำนาจของกิเลส มันยิ่งกว่าตายเสียอีก ; เพราะ ตาย มันก็ ยังไม่เลวร้าย เท่าคนที่กำลังอยู่ในกองทุกข์ ด้วย อำนาจของกิเลส อย่างสูงสุด. ขอให้เข้าใจกันในเรื่องนี้ให้ มากเป็นพิเศษ เป็นเบื้องหลังทั้งหมดของการแก้ปัญหาของ สังคม. จะแก้ปัญหาเรื่องให้มีข้าวกิน ให้รู้หนังสือ ให้ไม่ เจ็บไข้ นี่มันเป็นเรื่องน่าหัว ; มันเป็นเรื่องจะไม่ถือว่า เป็นปัญหาก็ได้, หรือมันเป็นปลายเหตุ ถ้าเป็นปัญหาก็เป็น ปัญหาปลายเหตุ : ปัญหาต้นเหตุ นั้นไม่ได้แก้ คือการที่ มนุษย์ไม่มีศีลธรรม, มนุษย์ไม่มีศาสนา, ไม่มีศีลธรรม ออกนอกคลองของศาสนาหมดแล้ว. ถ้าแก้ปัญหาต้นเหตุนี้ได้ มนุษย์จะรู้หนังสือ มนุษย์จะมีอาหารกิน มนุษย์จะสบายดี, หรือแม้ว่ามนุษย์
น.25 ๑๗ ที่ไม่รู้หนังสือ ก็ยังมีความสุขกว่ามนุษย์ที่รู้หนังสือมาก. นี่อย่าหาว่าด่า จะบอกว่า มนุษย์ที่ไม่รู้หนังสือ เคยมีความสุข แท้จริงเกิดขึ้น เยือกเย็นกว่ามนุษย์ที่รู้หนังสือมาก ๆ. มนุษย์ ที่ มีอาหารกินมันจะมีประโยชน์อะไร เมื่อมันมีชีวิต เพื่อทนทุกข์ ตายเสียดีกว่า ใช่ไหม ? ถ้ามีชีวิตอยู่เพื่อ ทนทุกข์ นี่ตายเสียดีกว่า. ฉะนั้น จะไปพูดถึงเรื่องมีอาหารกินทำไม ? ถ้าจะ ถือว่าชีวิตอยู่ด้วยธรรมะ ไม่ใช่อยู่ด้วยอาหาร ; ต้องมี ธรรมะมนุษย์จึงจะมีความเป็นมนุษย์อยู่. ศาสนาไหน ก็ต้องยอมรับในข้อนี้. มนุษย์มีทุกข์มากเพราะทิ้งศาสนา. เดี๋ยวนี้ มนุษย์กำลังไม่เป็นมนุษย์ แล้ว ก็เป็น คน ชนิดที่มัน ยิ่งกว่าตาย ไปเสียอีก ถ้าตายเฉย ๆ มัน ไม่มีทุกข์ ; ถ้ามีความทุกข์เหลือประมาณ มันยิ่งกว่าตาย เสียอีก. เมื่อมา มีปัญหาเกิดขึ้น แก่พวกเรา ที่ ต้องขวน- ขวาย ตั้งปัญหาสังคมสงเคราะห์ อย่างนั้นอย่างนี้, แล้ว ก็ ไม่รู้ว่ามูลเหตุแท้จริง มาจากการที่มนุษย์ทิ้งธรรมะ ทิ้งศาสนา ทิ้งพระเจ้า ทิ้งอะไรต่าง ๆ ปัญหามันก็เกิดขึ้น.
น.26 ๑๘ ถ้าเรายังมั่นคงในธรรมะ ในศาสนา ปัญหา ดังกล่าวเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น. เดี๋ยวนี้มันหาความเมตตา กรุณาไม่ได้ ; เพราะคนเห็นแก่ตัว มีตัวกู - ของกู จน ไม่มีใครเห็นแก่ใคร. ไม่มีใครเชื่อพระเจ้า ที่ ต้องการให้ทุกคนเห็น แก่ผู้อื่น, คือเห็นแก่สังคมแทนที่เห็นแก่ตัว. ปัญหาทาง สังคมมันก็เกิดขึ้นอย่างนี้ : จนต้องมีปัญหาทางสังคม- สงเคราะห์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป และก็แก้กันอย่างเด็ก ๆ แก้, แก้กัน แต่ปลายเหตุ ; น่าสงสาร น่าหัวเราะอย่างยิ่ง, ดังที่อาตมา เคยพูด หัวข้อแรกว่า การสังคมสงเคราะห์อันสูงสุดนี้ คือการช่วยกันทำให้ถอยหลังเข้าคลองกันอีกครั้งหนึ่ง. เพราะว่ากำลังถึงขอบคลอง, ออกนอกคลองเกือบตกลงในคู ในเหว, ช่วยกันดึงเข้ามาให้เข้าคลองกันเสียที, เป็นการ สงเคราะห์สูงสุดในการสงเคราะห์แก่สังคมที่แท้จริง เพราะ โลกกำลังจะพินาศ.
น.27 ๑๙ ข้อที่ ๒. สังคมสงเคราะห์ควรสงเคราะห์กันให้ มีสัมมาทิฏฐิ. ทีนี้ หัวข้อถัดไปอยากจะพูดว่า คำว่า "สังคม- สงเคราะห์" นี่ควรจะเป็นอย่างไรกันแน่ ? สังคม สงเคราะห์ ก็แปลว่า สงเคราะห์สังคม ; คำ สภาสังคมสง- เคราะห์ ก็ว่า คณะที่จัดขึ้นเพื่อดำเนินกิจการอันนี้ เพื่อสังคม สงเคราะห์. ที่แท้คำว่าสังคมสงเคราะห์นี่ชัด ๆ อย่างนี้ ทำไมไม่ ใช้คำว่าบุคคล หรือปัจเจกชน ? ทำไมต้องมาใช้ คำว่าสังคม ? รู้จักสังคมนิยมให้ถูกต้อง. ทีนี้เรากำลัง อยากจะสงเคราะห์สังคม ก็มีความ นิยมความหมายของคำว่า "สังคม" เป็นหลักใหญ่, และ สังคมชนิดนี้มัน เป็นสังคมนิยม อย่างที่เกลียดกลัวกันหรือ เปล่า ? เดี๋ยวนี้พอพูดถึงว่า สังคมนิยมจะนึกถึงคอมมูนิสต์ แล้วก็ถูกจับ ว่าเป็นคอมมูนิสต์เอาไปลงโทษ. อีกทางหนึ่งเราก็ต้องมาพูดว่า สภาสังคมสงเคราะห์ จะถูกหาว่าเป็นคอมมูนิสต์หรือเปล่า ? หรือ เป็นสังคมนิยม
น.28 ๒๐ หรือเปล่า ? มันต้องพูดกันด้วยใจจริง ตรงไปตรงมา. ถ้า เป็นสังคมนิยม อาจจะมีความหมายไปอย่างอื่น ที่ไม่ใช่อย่าง คอมมูนิสต์ หรืออย่างที่จะต้องถูกจับไปขังตะราง ฉะนั้น อย่าโง่ ไม่รู้เท่าทัน ความสับปลับของ ภาษา ในโลกนี้มีความยุ่งยากลำบาก; เพราะว่าเราไม่รู้ ความสับปลับของภาษา ที่เราใช้พูดกันอยู่ มันหลอกลวง อย่างยิ่ง. อีกทางหนึ่ง เราเกลียดสังคมนิยม เดี๋ยวนี้เราก็ จะมาทำสังคมสงเคราะห์ มันก็เล่นตลกกับตัวเอง. อาตมา อยากให้วินิจฉัยข้อนี้เสียก่อนว่า คำว่า สังคมสงเคราะห์นี้มัน เป็นอย่างไร. อย่าให้ภาษาหลอกเราอีกต่อไป. อาตมาอยากพูดว่า ทุกศาสนาในโลกนี้เป็นสังคม นิยม ไม่ใช่ประชาธิปไตยอัตตนิยม ทำอะไรตามใจตัวเอง. ศาสนาทุกศาสนา พระศาสดาต้องการให้ยึดหลักสังคม นิยม เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของสังคมเป็นใหญ่. ถ้า เกิดเห็นแก่ตัวคนเฉพาะคน ขึ้นมาเมื่อไร ก็เป็นช่องของ กิเลส คือเห็นแก่ตัว ; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พุทธศาสนา แล้ว จะยิ่งเป็นสังคมนิยม.
น.29 ๒๑ ถ้าจะเอาความหมายของคำสังคมนิยมนี้มาตี ก็ต้อง ถือว่า ไม่มีใครเอาส่วนเกิน จะเอาแต่เท่าที่จำเป็นและ พอดี, คือว่าส่วนที่เหลือจากนั้น จะได้ตกไปเป็นของผู้อื่น หรือของสังคม. ในพุทธศาสนานี้ อย่าง ภิกษุในพุทธศาสนา จะมีอะไรเกินกว่าที่จำเป็นไม่ได้, ไม่มีส่วนเกิน สอนไว้ ทั้งอย่างธรรมะ และ บัญญัติ บังคับไว้ทั้งอย่างวินัย. เช่นพระ อย่างนี้จะมีเครื่องนุ่งห่มเกินกว่า ๓ ผืน ไม่ได้ ; ถ้าเกิน ๓ ผืนก็เป็นอาบัติ. ถ้าใครได้เกินมามาก กว่า ๓ ผืน ต้องทำวิกัปป์ให้เป็นของสงฆ์ ของกลาง หรือของ สังคมสงฆ์กันเสีย ; ไม่ใช่ของบุคคล. นี่เรียกว่า เรื่อง นุ่งห่มก็ไม่ยอมให้มีเกินกว่าจำเป็น ; ถ้ามันเหลือมาก็ต้อง ให้แก่สังคม ของสงฆ์หรือของสังคมที่กว้างออกไป. เรื่องที่อยู่ ก็มีวินัยบัญญัติไว้ว่า ภิกษุจะ มี กุฏิของ ตัวเองได้ ก็เพียง กว้าง ๗ ฟุต ยาว ๑๒ ฟุต ; เกินกว่านั้น ไม่ได้ เป็นอาบัติอย่างร้ายที่สุด ; เพราะว่าจะมีแต่ที่จำเป็น เหลือนั้นต้องเห็นประโยชน์แก่สังคม. อย่าว่าแต่อะไร แม้แต่บาตรจะมี ๒ ใบไม่ได้, บาตรที่ใส่อาหารฉัน จะมี ๒ ใบไม่ได้ จะเป็นอาบัติ ; ถ้า
น.30 ๒๒ ได้มาเกินกว่า ๑ ใบ ก็ต้องให้แก่ผู้อื่น หรือให้แก่สงฆ์ แก่ สังคม. ทุกอย่างจะมีจำกัด สำหรับภิกษุมากกว่านั้นไม่ได้ เพื่อว่ามันจะมีส่วนเหลือไปถึงสังคม. ในทางธรรมะ ก็ยังสอนไป ให้สันโดษ คือ แสวง หามีไว้บริโภคเท่าที่จำเป็น, เท่าที่จะเป็นอยู่ได้. ท่าน จึง สอนเรื่องทาน เรื่องการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่, สอนสูงสุดใน เรื่องการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ถึงกัน. ฉะนั้น ถ้าเป็น พุทธบริษัท ที่แท้จริง แม้เป็นฆราวาส ก็จะพอใจหรือสันโดษ ยินดี เท่าที่ตัวควรจะมี เหลือนั้นก็จะได้ตกเป็นของสังคม. ยกตัวอย่าง เช่น เศรษฐี ถ้าเป็น เศรษฐีในพระ- พุทธศาสนา ก็จะ มีความหมายห่างไกลลิบจากคำว่า "นาย ทุน". เศรษฐีที่นอกไปจากพุทธศาสนานั้น จะมีความหมาย ตามความหมายของคำว่า นายทุน คือกอบโกยส่วนเกินเข้ามา เรื่อย ๆ จนไม่รู้ว่าจะเอาไปไหน. แต่ถ้าเป็น เศรษฐีในทางพุทธศาสนา ก็หมาย- ความว่า วัดกันได้ด้วยโรงให้ทาน : โรงทานมีไว้สำหรับ ให้ทานคนอนาถา. ถ้ายิ่งมีโรงทานมากก็จะเป็นเศรษฐีใหญ่ มาก. มหาเศรษฐีวัดกันด้วยการที่มีโรงทานมาก ; ซึ่ง
น.31 ๒๓ เศรษฐีจะผลิตส่วนเกินก็ได้ มีบ่าวไพร่ข้าทาส ช่วยกันผลิต ส่วนเกินมากมายก็ได้ แล้วเอามาตั้งโรงทาน มันเป็นสังคม สงเคราะห์อย่างนี้. ถ้าเป็นเศรษฐีประเภทอื่นก็เป็นนายทุน เพราะ สะสมทุนไว้แล้วก็ใช้ทุนต่อกำไรเรื่อยไปไม่มี ที่สิ้นสุด ; เศรษฐีเช่นนั้น ถ้ามีทาสก็มีทาสไว้สำหรับใช้แรงงานอย่างกด ขี่. แต่ถ้าเป็นเศรษฐีในพระพุทธศาสนา ก็มีทาสไว้เพื่อ ร่วมมือกันผลิตส่วนเกิน, เพื่อการสังคมสงเคราะห์. นี้ กล้าท้าให้ไปศึกษาดู ในประวัติเรื่องราวของเศรษฐี ซึ่งเป็น เศรษฐีในพุทธศาสนา ในคัมภีร์ทั้งหลาย. นี่จะเห็นได้ว่า จะเป็น ฆราวาส ก็ดี เป็น บรรพชิต ก็ดี ที่เป็นพุทธบริษัท แล้ว ถูกขอร้อง ถูกสั่งสอน ถูกบังคับไม่ให้กอบโกยส่วนเกิน ; ถ้าขืนเอาส่วนเกิน ก็คือบาป ก็คือทำผิด. นี่ถือว่าโดยหลัก หรือว่า โดย เจตนารมณ์ของพุทธศาสนานั้น ย่อมเป็นสังคมนิยม. อย่างพระพุทธเจ้า ที่ตรัสว่า ตถาคตที่เกิดมาใน โลกนี้ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล แก่เทวดาและมนุษย์ ; ไม่ใช่
น.32 ๒๔ เพื่อใครคนใดคนหนึ่ง, และมิใช่เพื่อตัวเอง. พระศาสดา ในศาสนาไหนก็เหมือนกัน ; ท่านจะยืนยันตัวท่านเองว่า เกิดมาเพื่อประโยชน์แก่เทวดาและมนุษย์ แล้วก็ ตำหนิการ แสวงหาส่วนเกิน, กอบโกยส่วนเกิน. ทุกศาสนาเป็นสังคมนิยม. ขอให้นึกถึงข้อนี้ให้ดี ๆ ว่า ทุกศาสนานั้นเป็น สังคมนิยม ; แต่เราเกลียดคำนี้ จะถูกหาว่าเป็นคอมมูนิสต์ แล้วจะถูกจับ นั้นมันโง่, เพราะตกเป็นทาสของความ หลอกลวงของภาษา ที่ตัวเองใช้พูดกัน. ขอให้ ไปคิดดูดี ๆ เพื่อว่าอย่าได้รังเกียจคำว่า "สังคมนิยม". เดี๋ยวนี้เราจะ ทำสังคมสงเคราะห์ ถ้าเราไม่นิยมสังคม; เราเกิดนิยมตัว คน ๆ หนึ่ง แล้วมันก็เป็นไปไม่ได้. ถ้าพูดถึง ประชาธิปไตย ก็ต้องเป็นประชา- ธิปไตยอย่างสังคมนิยม. อย่าเป็น ประชาธิปไตย แบบ อัตตนิยม หรือ ปัจเจกนิยม ซึ่งเห็นแก่คน ๆ หนึ่ง. ระบอบหรือธรรมนูญทั้งหลาย เขาจะว่างไว้เพื่อเปิดช่องให้ คนๆหนึ่งกอบโกยเต็มที่; เสรีประชาธิปไตยจะเป็นอย่างนั้น.
น.33 ๒๕ ถ้าประชาธิปไตยอย่างสังคมนิยมแล้ว ต้องมุ่งตรง ไปยังสังคมก่อน. ทีนี้คนก็กอบโกยไม่ได้ มันก็เลยถูกตาม หลักของธรรมชาติ ที่ว่า "คนหรือสัตว์ควรจะมีสิทธิตาม ธรรมชาติ" ที่ถูกต้อง คืออย่ากอบโกยส่วนเกิน. ไหน ๆ พูดแล้ว ขอโอกาสพูดต่อไปสักหน่อยถึง เรื่องนี้ ว่าปัญหานี้มันเพิ่งเกิดเมื่อมีสังคม, เมื่อคนอยู่กัน คนเดียว หรือ ไม่รวมกันเป็นสังคมใหญ่ ไม่มีปัญหา, ปัญหาเพิ่งเกิด. เมื่อครั้งสมัยคนป่า ยุคหินต่างคนต่างอยู่ ปัญหาไม่เกิด ; พอเกิดเป็นหลายคนเข้า ปัญหาเริ่มเกิด. พอมันมากเข้า ๆ เป็นหลายหมู่หลายสังคมเข้า ปัญหาก็ยิ่งเกิด จนกระทั่งเป็นปัญหาวิกฤติการณ์ถาวร คือการเบียดเบียนกัน. นี่ ปัญหาเพิ่งเกิด เมื่อมีสังคม. ปัญหาเกิดหนักขึ้น เมื่อสังคมมันขยายตัวเป็นสังคมใหญ่ขึ้น. เราต้องจับตาดูที่สังคม ยกขึ้นมาเป็นตัวปัญหา นี่จะจัดอะไรที่เป็นระบอบสำหรับปฏิบัติ ก็ต้องนิยมสังคม เป็นหลัก อย่านิยมคนเดียว. คนคนเดียวเป็นหลัก มันจะ แก้ปัญหานี้ไม่ได้; เพราะว่า ปัญหานั้นมันเกิดจากการ
น.34 ๒๖ อยู่เป็นสังคม. spirit หรือเจตนารมณ์ของสังคมนิยมนี้ คือธรรมะของธรรมชาติ ธรรมะของธรรมชาติ ที่เป็นมาโดยธรรมชาติ ซึ่งเราจะมองเห็น นี้มัน เป็นความมุ่งหมายทางสังคมนิยม; แต่ว่าโดยไม่รู้สึกตัว, มีหลักปฏิบัติที่ไม่รู้สึกตัวมาแต่ทีแรก จนกว่าจะรู้สึกตัว คือ การที่ไม่เอาส่วนเกิน. ขอให้นึกถึง ว่า สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย ที่เป็นไปตามธรรมชาติแล้ว มันจะไม่มีใครเอาส่วนเกิน. พิจารณาดูสังคมนิยมตามธรรมชาติ. ก่อนแต่จะมีมนุษย์ขึ้นมา มันก็มีสัตว์ มีต้นไม้ : ทีแรกว่ามีสัตว์เซลล์เดียว อย่างหลักวิทยาศาสตร์ ก็ว่ามีสิ่ง ที่มีชีวิตหลาย ๆ ระดับ ; ไม่อาจจะเอาส่วนเกินในแผ่นดิน ตามธรรมชาติ. ทีแรกที่สุด ถ้าว่ามันเป็นสัตว์เซลล์เดียว จะกินอาหารเท่าที่มันมี ๑ เซลล์. ถ้ามันเป็นหลายเซลล์ ประกอบกันเข้า มันก็กินอาหารเท่าที่มีเนื้อที่ในเซลล์นั้น ๆ กระทั่งมันมีพืช มีชีวิตเป็นพืชขึ้นมา มันก็กินอาหารเท่าที่ มันมีเซลล์สำหรับบรรจุ, กระทั่งมันเป็นสัตว์ขึ้นมา เป็น
น.35 ๒๗ ปลา เป็นนก เป็นอะไร มันก็กินอาหารเท่าที่กระเพาะมันมี มันไม่มียุ้ง มันไม่มีฉาง มันไม่มีที่เก็บ ไม่มีที่กักตุน. ฉะนั้น มันจึงเอาส่วนเกินไม่ได้ โดยธรรมชาติเอาส่วนเกินไม่ได้. เมื่อเป็นคนบ่าขึ้นมา ก็ยังไม่รู้จักมียุ้งมีฉางสำหรับ เก็บตุน มันก็กินเท่าที่กระเพาะอำนวย, เพียงวันหนึ่งก็พอ รุ่งขึ้นก็ไปหาใหม่ ไม่มีการกักตุน. นี่เรียกว่า ไม่มีใครเอา ส่วนเกิน, ปัญหายังไม่เกิด. ถ้าถือตามเรื่องในคัมภีร์ ปัญหาเริ่มเกิดเมื่อมนุษย์ อุตริคนหนึ่ง คิดว่าเราไปเก็บเอาไว้มาก ๆ : เก็บข้าวสาลี ในป่า หรืออะไรมาไว้มาก ๆ มันก็เกิดความไม่พอ พอเอา ส่วนเกินตั้งต้น ปัญหามันก็ตั้งต้น และมีการเอาส่วนเกิน มากขึ้น ๆ, จนมีหัวหน้าที่จะแสวงหากอบโกยส่วนเกิน จนต้องไปรบพุ่งกัน แม้ในหมู่คนป่า ในสมัยที่เรียกว่ารู้จัก เอาส่วนเกิน. มันจึงเกิดกฎหมาย เกิดศีลธรรมอะไรขึ้นมา เพื่อกำจัดกิเลสข้อนี้. ขอให้ไปอ่านเรื่องราวเก่า ๆ อย่าเห็นว่ามันเป็นนิยาย โง่เง่า มันเป็นนิยายที่แสดงข้อเท็จจริงไว้อย่างถูกต้อง ว่า ปัญหาเริ่มเกิด เมื่อมนุษย์รู้จักเอาส่วนเกิน. ธรรมชาติ
น.36 ๒๘ ต้องการให้ทุกคนเอาแต่เท่าที่จำเป็น, แต่นี่ มนุษย์ไม่ เชื่อฟัง ธรรมชาติ ก็เริ่มแข่งขันกอบโกยส่วนเกิน ; ปัญหาก็เกิดเรื่อยมา จนกระทั่งบัดนี้, อะไรมันก็เป็นเรื่อง เกินไปหมด. ถ้าเราเอาแต่พอดีปัญหาเหล่านี้ก็จะไม่เกิด, การ เอาเปรียบก็จะไม่มี. นี่ถ้ามีอะไรพอดี ; ซึ่งอย่างนี้ไม่มีอะไร บัญญัติไว้ มันต้อง แล้วแต่ว่าเหตุผล หรือยุค หรือสมัย ที่ว่าเรา จะมีอะไรเท่าไรจึงจะเรียกว่าพอดี. เดี๋ยวนี้เรา ไม่มีกฎเกณฑ์อันนี้ เท่าไร ๆ ก็ไม่พอ จนถึงกับมี พระพุทธ- ภาษิตว่า "ให้ภูเขาเป็นทองคำขึ้นมาทั้งลูก ๆ สักสองลูกก็ไม่ พอแก่ความต้องการของคนคนเดียว" ภูเขาทองคำแท้ ๆ ตั้งสองลูก ก็ไม่พอแก่ความต้อง การของคนคนเดียว. นี่ไปวัดคำนวณดูเองว่ามันจะสักเท่าไร. เดี๋ยวนี้มันก็พอเข้าใจได้ว่า จิตใจมันขยายไปในทางต้องการ ส่วนเกิน; นั่นคือการยึดเอาประโยชน์ของสังคมมา เป็นของตน. แม้ลัทธิคอมมูนิสต์ก็ใช้กฎเกณฑ์เรื่องส่วน เกิน มาเป็นการบัญญัติหลักลัทธิ และเขาจะมองเห็นเหมือน กัน ; แต่มันมุ่งหมายไปอีกอย่างหนึ่ง ไม่ตรงไปตามกฎของ ธรรมชาติ.
น.37 ๒๙ ไม่กอบโกยส่วนเกินแล้วอะไรจะเกิดขึ้น ? นั่น คือ ความเมตตากรุณา. ทุกคนแบ่งไว้ เจียดไว้สำหรับที่ จะเลี้ยงอัตตภาพ ; ที่เหลือเป็นส่วนเกินจะให้แก่สังคม, และ ยิ่งกว่านั้น คำว่า "ส่วนเกิน" นี่ยืดหยุ่นได้มาก. ให้รู้จักใช้ประโยชน์จากส่วนเกิน. ที่ว่าไม่เป็นส่วนเกินนั้น จะเป็นส่วนเกินได้ ; เช่น เราจะเจียดประโยชน์ของเรา ที่กินที่ใช้ทุกวันนี้ ออกไปสัก ๕ เปอร์เซ็นต์ ; นี้เราก็อยู่ได้ยังไม่ตาย. ฉะนั้น เราจะต้อง หัดให้มนุษย์ในโลกนี้ รู้จักเจียดออก ให้เป็นส่วนเกิน จากสิ่งที่เขาไม่เห็นว่าเป็นส่วนเกิน. นั่นก็คือศีลธรรมของ พระเจ้า ที่จะช่วยมนุษย์ได้. อย่างว่าลูกเด็ก ๆ ของเราไปโรงเรียนได้เงิน ๕๐ สตางค์ สำหรับไปกินไปใช้ที่โรงเรียน ; ถ้าสมมุติว่าเขาจะ เจียดไปสัก ๕ สตางค์ ให้เด็กเพื่อนฝูงกันที่ไม่มีเลยแม้แต่ ๑ สตางค์ เพราะว่าเขาเป็นคนจน. เด็กคนนั้นก็ไม่เสีย อะไร ; ๔๕ สตางค์ก็ยังพอกินหรือว่าพอกินอยู่ได้ ; และคน ที่ไม่มีเลยก็ได้มี ๕ สตางค์.
น.38 ๓๐ ถ้าทำอย่างนี้กันหลาย ๆ คน ; คนที่ไม่มีเลยจะไม่มี. แม้แต่ว่าเด็กคนหนึ่งได้ไป ๑๐ สตางค์ ต่อ ๑ วัน มันควรจะ เจียดได้ ๑ สตางค์ให้เพื่อนที่ไม่มีเลย ; อย่างนี้มันสามารถ จะเจียดส่วนที่ใคร ๆ คิดว่าไม่ใช่ส่วนเกินออกไปเป็นส่วนเกิน ได้อย่างนี้. เดี๋ยวนี้ศาสนา เฉพาะพุทธศาสนาก็อยู่ได้ ด้วยการ เจียดส่วนนี้ ออกมาเป็นส่วนเกิน. ยกตัวอย่างวัดนี้อยู่ได้ ด้วยประชาชนซึ่งยากจนรอบวัดนี้ เขาจะมีใส่บาตร เจียดมา จากส่วนที่เขาจะกินเอง มาใส่บาตรได้ ; ฉะนั้น มีพระ ๖๐ รูปในพรรษา นี้อยู่ได้ด้วยประชาชนที่หร็อมแหร็มไม่กี่หลังคา เรือน. ถ้าที่กรุงเทพ ฯ จะเห็นได้ว่าไม่มีทางที่จะเจียดช่วย กันได้ ที่กรุงเทพฯ นี่คนร่ำรวยมาก และก็ไม่ได้เจียดส่วน เกิน ในลักษณะเหมือนกับว่าประชาชนแถวรอบ ๆ วัดนี้ เจียด ออกเป็นส่วนเกิน สำหรับเลี้ยงวัดนี้อยู่ได้. ทำไม ? ก็เพราะ ว่าที่นี่มันเป็นแบบเก่า, ประชาชนยังเป็นแบบเก่า ที่ กรุงเทพ ฯ นั้นก็เป็นแบบใหม่ จนเกือบจะเป็นเทวดาไปแล้ว มันก็เลยผิดกันเหลือที่จะเปรียบกันได้ ไม่รู้สักกี่สิบเท่า กี่ร้อย
น.39 ๓๑ เท่า ; จึงขอให้เข้าใจคำว่าส่วนเกินนี้ให้ดีๆ : มีร้อยล้าน แล้วก็ไม่พอ, แสนล้านโกฏิล้านไปเลย มันไม่มีส่วนเกิน. แต่ที่นี่คนมีสักสองสามพันบาทหรือสองสามร้อยบาท ยังมี การเจียดส่วนเกินออกมาเพื่อสังคมได้ สังคมนิยมควรมีหลักเกณฑ์ตามธรรมชาติ. นี่ สังคมนิยมควรจะมีหลักสั้น ๆ ตามกฎเกณฑ์ ของธรรมชาติว่า " ทุกคนอย่ากอบโกยส่วนเกิน " พยายามจะเจียดส่วนเกินออกไป ให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นได้ ; แต่ไม่ได้ห้ามว่าอย่าผลิตส่วนเกิน. ทุกคนมีสิทธิ์และสมควร อย่างยิ่ง ที่จะผลิตส่วนเกินขึ้นมา ; แต่ส่วนเกินนั้นควร จะแจกเพื่อประโยชน์ของสังคม. และก็ระวังให้ดี ๆ ว่า ที่ว่า ไม่เกิน ๆ นั่นแหละมันเกิน ; ฉะนั้น เจียดได้. ท่านทั้งหลาย ที่นั่งอยู่ที่นี่ไปคิดดูให้ดี ยังมีส่วนที่ ท่านจะเจียดเป็นประโยชน์ แก่สังคมได้ โดยที่ท่านไม่เดือด- ร้อน ; แต่ท่านก็ไม่มองกัน ก็ยังละเมออยู่ว่า ไม่มีส่วนเกิน, ยังไม่มีส่วนเกิน, จะทำอะไรต้องไปเรี่ยไรคนอื่น, ของ
น.40 ๓๒ เราไม่มีส่วนเกินที่จะเจียดมาได้, จะเป็นกันเสียอย่างนี้ ขอให้คิดดูให้ดี ๆ อย่างนี้. สิทธิตามธรรมชาติ นั้น คือ เอาได้เท่าที่ไม่เป็น ส่วนเกิน. ถ้าคนใช้สิทธิตามธรรมชาติ เท่าที่ธรรมชาติ ยินยอม ที่ไม่เอาส่วนเกิน โลกนี้จะมีความผาสุก เหมือน กับโลกของพระเจ้า, ของพระศรีอาริย์ที่ไม่มีความทุกข์กัน เลย. นี่เรียกว่ามันเป็น บทบัญญัติอันสูงสุดของธรรม- ชาติ ว่า อย่าเอาส่วนเกิน เลย. สำหรับปัจเจกชนคน หนึ่ง ๆ นั้น พยายามทำส่วนเกินให้เกิดขึ้นก็ได้ ; แต่ว่า เพื่อสังคม. วิธีนี้จะเป็นสังคมนิยม ตามความประสงค์ของ ธรรมชาติ ซึ่งอาตมาจะกล้าพูดว่า ตามความประสงค์ของ พระเจ้า หรือของพระธรรม หรือของหลักพระศาสนาทุก ศาสนา. มะ ฉะนั้น จึงขอให้สังเกตให้ดี ๆ ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่อง สำคัญ ที่ทำให้โลกเกิดปัญหาขึ้นมา จนต้องช่วยกัน ; และ ช่วยไม่ได้ มันก็น่าหัว. สร้างปัญหาขึ้นมาเอง, และก็ แก้ไขไม่ได้ ; เพราะทุกคนมุ่งแต่จะเอาส่วนเกิ น.
น.41 ๓๓ ที่เรียกว่า สังคมสงเคราะห์นี้ ควรจะสงเคราะห์ กันด้วยสิ่งที่ประเสริฐที่สุด คือสิ่งที่เรียกว่า "สัมมาทิฏฐิ". ปัญหามันเกิดจากมิจฉาทิฏฐิ - เข้าใจไม่ถูกต้องในตัวธรรมชาติ หรือในทุก ๆ อย่างไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง ; ฉะนั้น ปัญหาต้องแก้ได้ด้วยสัมมาทิฏฐิ คือ ความเข้าใจที่ถูก ต้อง. สังคมก็จะรวมไปในทางดี ที่น่าปรารถนาโดยเร็ว และทันต่อความต้องการ, ซึ่งอาตมาใช้คำว่า "ถอยหลัง เข้าคลองไปหาพระเจ้ากันเถิด"; เดี๋ยวนี้ทิ้งพระเจ้าไป ไกลแล้ว. นี่คือ ข้อที่สองที่จะพูดในหัวข้อที่ว่า "การสังคม สงเคราะห์นั้นควรจะทำอย่างไร ?" ข้อที่ ๓. ในยุคปัจจุบันศาสนากำลังจะหาย ไปจากโลก. ข้อสุดท้ายอีกนิดหนึ่ง อยากจะพูดว่า ปัญหาของ มนุษย์ในยุคปัจจุบัน นี้ก็คือ สิ่งที่เรียกว่า ศาสนาหรือ ศีลธรรมนั้นกำลังจะหายไปจากโลก อย่างน่าวิตก : ศาสนาในรูปของศีลธรรมก็ดี, หรือจะเรียกว่าการเชื่อฟัง
น.42 ๓๔ ผู้เป็นพระเจ้าก็ดี, เหล่านี้ก็เรียกว่าศาสนาทั้งนั้น, กำลัง หายไปจากโลก. โลกจึงมีวิกฤติการณ์อันถาวร อย่างเดี๋ยวนี้ ซึ่งแก้กันอย่างไรก็ไม่ตก; เพราะว่า คนที่เห็นแก่ตัวสร้าง ปัญหาขึ้น แล้ว คนที่เห็นแก่ตัวนั้นจะแก้ปัญหากันได้ อย่างไร. คนเห็นแต่แก่ตัวจะแก้ปัญหาโลกไม่ได้. แม้ว่าคนเห็นแก่ตัวจะมารวมกันเป็นองค์การโลก องค์การนั่น องค์การนี่ ก็เต็มไปด้วยคนเห็นแก่ตัว แล้วจะ มาแก้ปัญหาของโลก ที่เกิดขึ้นจากการเห็นแก่ตัวได้อย่างไร. ขอไปคิดดูให้ดี ๆ เราจะได้ไม่ไปหลง ในเรื่ององค์การของ บุคคลผู้เห็นแก่ตัว และตั้งขึ้นเพื่อแก้ปัญหาของบุคคลที่เห็น แก่ตัว. มันน่าหัวเราะ ซาตานจะหัวเราะ, พญามารจะ หัวเราะ, อะไร ๆ จะหัวเราะ. ทำไมไม่แก้ปัญหา ตรงที่ว่า คน นี้ควรจะเป็น มนุษย์กันให้ถูกต้อง ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ของ พระเจ้า ซึ่งมีหลักเป็นการเห็นแก่ผู้อื่นยิ่งกว่าเห็นแก่ตัว ดีกว่า ; เ พราะว่าเรามันคนเดียว, ผู้อื่นนับเป็นโกฏิเป็น
น.43 ๓๕ ล้าน - ล้าน - ล้าน. ถ้าเห็นแก่ผู้อื่น ก็มากกว่าเห็นแก่ตัว คนเดียวอย่างแน่นอน. เดี๋ยวนี้คน เห็นแก่ตัว ก็คือ ตามใจกิเลสของตัว. สิ่งที่เรียกว่าศาสนา หรือศีลธรรมก็อยู่ไม่ได้; ถ้าหายไป จากมนุษย์ ปัญหาก็เกิดขึ้น มนุษย์นี่ก็คือ กลุ่มของบุคคล ที่กำลังมีปัญหา มีทุกข์หนัก มีธรรมะหรือว่ามีศาสนาก็มีแต่ เปลือก มีแต่ปาก ที่ควรจะเรียกว่ามี. เพราะฉะนั้น อาตมา จึงใช้คำว่า ศาสนากำลังจะหายไปจากโลกอย่างน่าวิตก ที่สุด. ศาสนากำลังจะหายไปจากโลก. ถ้าพูดโดยสรุปสั้นๆ ก็ว่าสิ่งที่เรียกว่า ศาสนาที่แท้ จริงกำลังหายไป เหลือแต่ในรูปของปรัชญา ที่เกี่ยวกับ ศาสนาบ้างเท่านั้น. เดี๋ยวนี้ คนในโลกศึกษาศาสนาในแง่ ของวรรณคดี ในแง่ของอักษรศาสตร์ ก็มียิ่งขึ้น กระทั่งใ น แง่ของปรัชญา กันอย่างเป็นบ้าเป็น หลังนั้น ไม่ใช่ตัว ศาสนา.
น.44 ๓๖ ถ้าศึกษาอย่างปรัชญา ก็เป็นไปในแง่ของการใช้ เหตุผล ที่คำนวณไกลออกไปในสิ่งที่ยังไม่รู้ : หาสัจจะเพื่อ สัจจะ ; เหล่านี้จะเป็นเรื่องบ้า. ถ้าหาสัจจะเพื่อแก้ปัญหา ของมนุษย์ นั่นแหละจะเป็นเรื่องดี. ปรัชญามันเป็นการ หาสัจจะเพื่อสัจจะ ก็ไม่มีประโยชน์อะไร. แต่วิทยาศาสตร์ มันจะหาสัจจะ เพื่อประโยชน์แก่มนุษย์โดยตรง ; เพราะ มันทำกับสิ่งที่กำลังเป็นปัญหาอยู่เฉพาะหน้า จึงแก้ปัญหา เฉพาะหน้าได้ ; เราก็แก้ปัญหาได้ ศาสนาทุกศาสนาเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ : ต้อง มีความทุกข์มาดูก่อน, และ เ หตุของมันคืออะไร ก็แก้ มันลงไปด้วยเหตุนั้น; อย่างนี้มันเป็นลักษณะของ วิทยาศาสตร์. แม้ว่าจะเป็นเรื่องทางจิตใจ มันก็เป็นรูปของ ทางวิทยาศาสตร์. แต่ถ้าเป็น ปรัชญา นั้น มันไป ตั้งปัญหาอย่างอื่น ว่า ทำไมเราจะต้องทำอย่างนั้น ? ทำไมเราจะต้องเชื่อพระเจ้า ? ทำไมเราต้องเชื่อพระธรรม ? นี่อย่างนี้แน่หรือ ดีหรือ ? แม้แ ต่ในเรื่องของความสุข ก็สงสัยว่า เป็นความสุขแน่ละ หรือ. มันเหมือนกับคนที่ไม่เชื่อตัวเอง ; ไม่เอาเรื่องของ
น.45 ๓๗ ตัวเองออกมาเป็นปัญหา แล้วแก้ปัญหาที่นั่น ; เป็นพวก ปรัชญา ยิ่งมีมากเท่าไร ก็ย่อมมีปัญหามากขึ้น ไกลออกไป, ไกลออกไป. เขาเปรียบไว้ในหนังสือสอนเด็ก ก็ถูกที่สุด และ น่าหัวที่สุด เหมือนกับคนคนหนึ่งสงสัยว่า ทางรถไฟนี้มัน จะเป็นคู่อย่างนี้เรื่อยไปหรืออย่างไร ? ก็วิ่งไปตามทางรถไฟ ก็ยังเป็นคู่ ไม่มีที่สิ้นสุด; แต่ก็เห็นว่ามันคงจะเป็นทางเดียว ในวิถีทางปรัชญามันก็ไปในรูปนี้ มันจึงเพ้อ ถ้าเป็น เรื่องวิทยาศาสตร์ มันก็ต้องมีปัญหาที่ ตรงนี้ และแก้ปัญหาที่ตรงนี้ ; เช่นว่าความยึดถือว่า "ตัวกู - ของกู" เป็นทุกข์ ก็ทำลายความยึดถือนี้เสีย มันก็ ไม่เป็นทุกข์ แล้วกันไป, และถ้าเราไม่ปลงใจเชื่อลงไป อย่างนี้ เราก็เป็นทุกข์. ถ้าเราปลงใจเชื่อลงไปอย่างนี้ เรา ไม่มีความทุกข์ เราก็เชื่ออย่างนี้ก็แล้วกัน. อย่างนี้เรียกว่า ปฏิบัติพระศาสนา เปิดเผยชัดเจน เหมือนว่าเป็นเรื่อง วิทยาศาสตร์ ทางวัตถุ.
น.46 ๓๘ นี่เรา ไม่ปฏิบัติ ในสิ่งที่เรียกว่า ศาสนาให้เป็น ศาสนา; เรา ไปเปลี่ยนศาสนาให้เป็นปรัชญา จะต้อง เป็นตรรกวิทยา เป็นอะไรเตลิดเปิดเปิงไป. ต้องถอยหลังเข้าคลองมาหาศาสนาอันถูกต้อง. ถอยหลังเข้าคลองกันใหม่เถิด, มาทำศาสนาให้ เป็นศาสนา. นั่นคือ การปฏิบัติลงไปที่ตัวความทุกข์ แก้ไขความทุกข์ ในวิธีการ หรือ technics อย่างกับว่ามัน เป็นวิทยาศาสตร์ ; ไม่ใช่เป็น philosophy ปรัชญา ; philosophy ไม่มีวันจบ, ถ้าเป็นวิทยาศาสตร์แล้วจะมีวันจบ, จะมีขอบเขตที่จำกัด, มีปัญหาที่จำกัดแล้วจะแก้ไขได้, แล้ว มนุษย์นี้ก็จะมีความสุข มีความผาสุกทันแก่เวลา คือไม่ตาย เสียก่อน. ถ้ามัวใช้วิถีทางปรัชญาแก้ปัญหาแล้ว จะตายเสีย ก่อน, ตายเสียก่อนสักร้อยครั้ง ก็ยังไม่ถึงจุดหมายปลายทาง. เดี๋ยวนี้คนกำลังทำลายศาสนาให้หมดไป คือทำศาสนาให้ เป็นปรัชญา
น.47 ๓๙ ระบบความรอดของมนุษย์นั้นอยู่ในรูปของ ศาสนา, ควรเรียกว่า ศาสนาหรือ religion โดยตรง, อย่าไปทำให้เป็น philosophy หรืออะไรให้เลยเถิดเกินไป, มันจะหมดศาสนา. ศาสนาหมดไป ก็เพราะมนุษย์จะทำ ศาสนาให้กลายเป็น philosophy ให้เป็นปรัชญา. อยากจะพูด อย่างนี้ เพราะจำง่าย. ศาสนาไม่เหลืออยู่ในรูปของศาสนา : ศาสนา พุทธก็ดี ศาสนาอะไรก็ดี ถูกกระทำให้เป็นปรัชญา ไกล ออกไป, ไกลออกไป, ไม่อยู่ในรูปของ religion : คือ มองเห็นปัญหาอยู่อย่างนี้แล้วปฏิบัติลงไปอย่างนี้ เพื่อจะแก้ ปัญหานี้ ให้ดับทุกข์ได้. นี่เรากำลังทำลายศาสนาของเราให้หมดไป; แต่ เรากลับพูดว่า "โอ๊ย เรากำลังมีศาสนาเจริญ อะไรเต็มไปด้วย ศาสนา, เต็มไปด้วยนิมิตแห่งศาสนา" นี่คนหลับตาพูด มันเหลือแต่สิ่งที่ไม่ใช่ศาสนา. พุทธศาสนาไม่ได้อยู่ในรูป ของศาสนา; แต่ไปอยู่ในรูปของปรัชญา อยู่ในรูปของ อักษรศาสตร์ วรรณคดี logic และอะไรไปอย่างนั้น. นี่ ศาสนาหมดแล้ว.
น.48 ๔๐ แท้จริงนั้น ศาสนาหมดแล้ว ; แต่คนกำลังโง่ว่า ศาสนากำลังเจริญ มันก็เลยแก้ปัญหาไม่ได้; เมื่อศาสนา หายไปในรูปของปรัชญา โลกก็เลยไม่มีศาสนา. ระหว่าง ทุกศาสนากำลังประสบปัญหาอย่างนี้ ศาสนาทุกศาสนามีจุดหมายอย่างเดียวกันหมด คือ ทำลายความเห็นแก่ตัว แก่ตัวกู - ของกู: อย่างนี้มันก็ ต้องมีการปฏิบัติ คือทำลายตัวกู - ของกูอยู่เสมอ จึงจะมี ศาสนาอยู่, เรียกว่ามีศาสนาอยู่ เพราะมีการปฏิบัติทำลาย ตัวกู - ของกูอยู่เสมอ. การพูดเรื่องนี้ แม้จะพูดได้เก่ง เท่าไรก็ไม่ใช่ตัวศาสนา, มีแต่ศาสนากำลังหายไปจากโลก อย่างน่าวิตก. ศีลธรรม, วัฒนธรรม ล้วนมาจากศาสนา ต้องรักษาไว้. ทีนี้ ศีลธรรม คือ ศาสนาในส่วนที่เป็นศีลธรรม นี้ ก็กำลังหายไปจากโลกอย่างน่าวิตก. ที่อาตมาเอ่ยขึ้น อย่างนี้ ท่านทั้งหลายคงเข้าใจแล้วว่า มันหมายความว่า ศาสนา, ศีลธรรมกำลังหายไปจากโลกอย่างน่าวิตก : ไม่มี
น.49 ๔๑ การบังคับตัวเองให้อยู่ในร่องในรอย ; เห็นแก่ความสุข สนุกสนาน อะไรทำนองนี้, ทางเนื้อหนัง : ทางตา ทางหู ทางจมูก ฯ เลยไม่มีศีลธรรม ; แก้ศีลธรรมกันเสียหมด, เหยียบย่ำศีลธรรม, ไปเอาบาปมาเป็นบุญ ไปเอาผิดมา เป็นถูก. ก่อนนี้ศีลธรรมอยู่ในเลือดในเนื้อของคนทุกคน, เลยปฏิบัติอยู่ได้โดยไม่ต้องมีใครสอน. อย่างจะสอนก็แต่ เพียงดูอย่างพ่อแม่ ลูกเกิดมาก็ดูอย่างพ่อแม่ พ่อแม่ทำอยู่ อย่างนี้ ก็ถ่ายจากพ่อแม่มาอยู่ในลูก อยู่ในสายเลือด ไม่ต้อง มาบังคับให้ทำ. ฉะนั้น เราจึงเห็นว่า เด็ก ๆ สมัยก่อนซื่อสัตย์ กตัญญูกตเวที อดกลั้นอดทน, ครูตีก็ได้เพราะเขายอม. เด็กเดี๋ยวนี้มันไกลออกไป, และก็ไม่ค่อยได้อยู่กับพ่อแม่ ; ฉะนั้น จึงเปลี่ยนหมด : มีนิสัยเห็นแก่ตัว เอาเปรียบผู้อื่น รุกรานผู้อื่น วัฒนธรรมในสายเลือดก็จางไป, ศีลธรรมก็ จางไป. วัฒนธรรม ก็ดี ศีลธรรม ก็ดี นี่ มาจากศาสนา ; ปฏิบัติกันมาจนชินหลายชั่วคน หลายชั่วบรรพบุรุษ จน
น.50 ๔๒ กลายเป็นวัฒนธรรมประจำบ้าน ประจำชาติ. อาตมาอยาก จะยกตัวอย่าง เรื่องที่ท่านทั้งหลายอาจจะไม่เคยได้ยินว่า :- ในเมืองนี้ หรือรอบอ่าวบ้านดอนนี้แหละ อาตมา ทราบว่า ถ้าชาวนาหรือชาวไร่เขาไปที่ไร่ และจะปลูกต้นไม้ เขาต้องว่าคาถา ; คาถาที่เขาว่านั้น ก็ว่า "นกกินเป็นบุญ คนกินเป็นทาน". เมล็ดที่ปลูกลงไปนี้ ถ้านกกินเราได้บุญ, ถ้าขโมยมาขโมยกินเราให้ทาน ; เพราะว่าเราได้ปลูกเผื่อ คนเหล่านั้น และสัตว์เหล่านั้นไว้แล้ว. นี่จิตใจของเขา เป็นอย่างไร ? เดี๋ยวนี้ถ้านกกินเอาปืนมายิง, ถ้าคนจะมาเก็บกิน บ้าง ก็ไปบอกตำรวจมาจับ. มนุษย์เลวถึงอย่างนี้, เลว ทั้งโลกเลย. ก่อนนี้ "นกกินเป็นบุญ คนกินเป็นทาน" เป็นคาถาที่เราจะต้องว่า ; อย่างเราเอาหน่อกล้วยปลูกลงไป ในหลุม เราก็ต้องว่าคาถา, เอาสับปะรดลงไปในหลุม ก็ ต้องว่าคาถานี้, หยอดเมล็ดข้าว เมล็ดถั่วลงไปในหลุม ก็ต้องว่าคาถานี้. นี่เป็นเพียงตัวอย่างอย่างเดียวเท่านั้น, เป็นรากฐานแห่งศีลธรรม.
น.51 ๔๓ เดี๋ยวนี้สิ่งเหล่านี้หายไป : ศีลธรรม ความเมตตา กรุณาเหล่านี้หายไป ความอดกลั้นอดทนหายไป ; ไม่ อยากเหน็ดเหนื่อย ไม่อยากทำงาน อย่างที่ต้องมีเหงื่อไหล, ไม่ให้อภัย ไม่ซื่อสัตย์ ไม่กตัญญู, โอ๊ย เยอะแยะ. ทั้งหมด นี้มาจากอะไร ? มาจากการไม่บังคับตัวเองได้. ทำไมจึง บังคับตัวเองไม่ได้ ? ก็เพราะทนความยั่วยวนในสิ่งยั่วยวน ของโลกสมัยใหม่ไม่ได้. เด็ก ๆ ของเราเกิดมา อยู่ห่างจากพ่อแม่ที่มีวัฒนธรรม ดี ต้องไปอยู่ในที่ซึ่งฟรี อิสระ, ก็เลยไปสนใจในเรื่องยั่วยวน ต่าง ๆ เข้า มันก็ติดอยู่ใต้อำนาจของสิ่งยั่วยวนเหล่านั้น ; พอ หนักเข้า, หนักเข้าก็พูดไม่รู้เรื่อง. พ่อแม่ห้ามก็ฟังไม่ถูก, ครูบาอาจารย์สอนก็พังไม่ถูก. นี้มันเปลี่ยนไป เปลี่ยนไป ไม่กี่มากน้อยก็กลายเป็นคนละคน, เรียกว่าศีลธรรมนั้น หายไป เพราะทนความยั่วยวนของสิ่งยั่วยวนสมัยใหม่ไม่ไหว นี่เรียกว่าทั้ง ศาสนาก็หายไป, ทั้ง ศีลธรรมก็หาย ไป ; ศีลธรรมจะเหลืออยู่แต่ที่เด็ก ๆ จดไว้ในสมุดแล้วก็ ไม่ได้ปฏิบัติ ในโรงเรียน, ในมหาวิทยาลัย, ไม่เคยมีตัว ศีลธรรมที่ประพฤติหรือกระทำอยู่จริง ๆ, มีแต่ที่จดไว้ใน
น.52 ๔๔ สมุด แล้วก็ตอบปัญหาได้, แล้วก็ได้คะแนน ; จึงขอ ให้ไปคิดในข้อนี้เถอะว่า เมื่อศาสนาและศีลธรรมหายไปจาก โลกอย่างนี้แล้ว โลกจะเป็นอย่างไร ? ศาสนานั้นต้องเป็นการประพฤติ ตามวิถีทางอย่างวิทยาศาสตร์ คือยิงลงไปที่ของจริง, ที่ปัญหาจริงแก้ไขได้จริง อะไรทำนองนี้ .... อย่าไปทำให้เป็นปรัชญาเพ้อเจ้อ. เมื่อ พูดถึงวิทยาศาสตร์ ก็ต้องยอมให้ว่ามันดี : ถ้าวิทยาศาสตร์ ทางวัตถุ เจริญกันนักในโลกนี้ ; วิทยาศาสตร์ทางวัตถุ ก็ดี เหมือนกัน, ถ้ามันไม่ทำอันตรายเรา ; เวลาเราไป เป็นทาสมัน มันก็ทำอันตรายเรา. วิทยาศาสตร์ ที่เนื้อที่ตัวของเรา ที่ร่างกายของเรา กิริยามารยาทของเรา ก็ต้องมีหลักเกณฑ์อย่างวิทยาศาสตร์ คือ ประพฤติอย่างนี้แล้ว มันไม่เกิดทุกข์เกิดโทษ, มีกาย วาจา มีมารยาท ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของวิทยาศาสตร์ สองอย่างนี้ไม่สำคัญ สำคัญที่วิทยาศาสตร์ ทางจิตใจ ทาง วิญญาณ ; ถึง ถ้าเราเกิดความคิดอย่างนี้แล้วต้องเป็นทุกข์.
น.53 ๔๕ ถ้าไม่เกิดความคิดอย่างนี้แล้วไม่เป็นทุกข์เราก็พยายาม รักษาความคิด อย่างที่ไม่เป็นทุกข์ไว้ให้ได้ ; นี่เป็น วิทยาศาสตร์ทางวิญญาณ. ตัวอย่างอุปกรณ์ทางวิญญาณ. ตึกหลังนี้เรียกว่า โรงมหรสพทางวิญญาณ ; เพราะว่าเราได้สะสมอะไรต่าง ๆ ไว้มากมาย. นี่เพื่อให้เกิด ความเข้าใจในเรื่องทางวิญญาณ และเพื่อให้มันไม่น่าเบื่อ ให้มันสนุกสนานบ้าง จึงจัดไปในรูปอย่างนี้ คือศิลปเข้ามา ช่วย. บางทีเราก็บอกเพื่อนฝูงของเราว่า spiritual-theater, เป็นโรงหนังโรงละครกับเขาเหมือนกัน แต่เป็นฝ่าย spiritual-theater ตึกหลังนี้. ฉะนั้นผู้ที่เข้ามาในตึกหลังนี้ ได้ช่วยใช้ให้ เป็น ประโยชน์ ในลักษณะของเรื่องทางฝ่ายวิญญาณ เพื่อให้ วิญญาณมันชนะ ต่อสิ่งที่มายั่วยวน หรือห่อหุ้มให้ไม่เป็นอิสระ บางทีเราก็ใช้คำเกินไปจนคนเขาไม่เข้าใจ จึงใช้คำว่า "ว่าง" จิตว่าง เป็นต้น. ที่จริงมันเป็นคำที่ถูกต้องที่สุด ; แต่ คนไม่เข้าใจ เราก็ไม่ทราบจะทำอย่างไร ? จิตที่ว่างนี้ เป็น
น.54 ๔๖ จิตที่เป็นอิสระ จากสิ่งที่มาย๊วยวนผูกพัน ล่อลวงให้จิต มันเขวไป. ภาพ* นั้นก็อีกภาพหนึ่ง เขียนว่า "จิตว่างได้ยิน หญ้าพูด". ถ้าเรามีจิตว่าง และมีอิสระจากกิเลส จากสิ่ง หลอกลวงยั่วยวนต่าง ๆ เราจะได้ยินหญ้าพูด, ได้ยินธรรม- ชาติพูด, ได้ ยินหญ้ามันพูดว่า สักเมื่อไรนะมนุษย์จะหาย บ้ากันเสียสักที. มนุษย์จะมามีความสุข ปกติ เยือกเย็น ร่ายรำเหมือนกับพวกเรา ; ใบหญ้าร่ายรำอยู่กลางสายลม, เหล่านี้เป็นต้น. เพื่อให้เกิดความสนุกสนานอย่างนี้บ้าง ก็เลยเรียก ว่ามหรสพทางวิญญาณ มันก็อยู่ในรูปของวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ philology, ไม่ใช่ปรัชญาอะไร. ขอได้โปรดทำความเข้าใจให้ถูกต้องว่า ที่นี่ไม่ต้อง การจะสอนปรัชญา philosophy ; เพราะปรัชญาทำให้ เนิ่นช้า, ทำให้เป็นนักปราชญ์ชนิดที่ความรู้ท่วมหัวเอาตัว ไม่รอด. เราสมัครเป็นพวกนักวิทยาศาสตร์, เป็นเรื่อง *อยู่ที่ฝาผนังตึกโรงมหรสพทางวิญญาณ
น.55 ๔๗ ทางฝ่ายจิต ฝ่ายวิญญาณ พยายามที่จะเข้าถึงเรื่องของ ธรรมชาติให้มากที่สุด พระพุทธเจ้าประสูติกลางดิน พระพุทธเจ้านั่งนอน สอนพระพุทธศาสนากลางดิน, พระพุทธเจ้านิพพานกลาง ดิน, ท่านเป็นเกลอกับธรรมชาติถึงขนาดนี้ แต่พอ ลูกศิษย์นี่อยากจะอยู่บนวิมาน อยากจะตายบน วิมาน อยาก จะมีอะไร ๆ อย่างวิมาน ; แต่ว่าพระพุทธเจ้าท่านประสูติ กลางดิน ที่สวนลุมพินีกลางดิน. ท่านตรัสรู้ที่ริมตลิ่งโคน ต้นไม้ต้นหนึ่งก็กลางดิน. ท่านสอน เที่ยวไปกลางดิน, เทศน์กลางดิน, กุฏิของท่านก็พื้นดิน, แล้วจะไม่เรียกว่า ท่านอยู่กลางดินอย่างไร, ในที่สุดท่านก็นิพพานกลางดิน ทีนี้พวกเรา ลูกศิษย์ต้องการอย่างนั้นหรือเปล่า ? แล้วมาที่นี่ ช่วยกันนั่งกลางดิน ช่วยอะไร ๆ กลางดินกันบ้าง เป็นที่ระลึกแก่พระพุทธเจ้า. พระเยซูก็เกิดกลางดิน พระศาสดาทั้งหลายท่านเป็นเกลอกับธรรมชาติอย่างนี้ ; แต่ เราลูกศิษย์นี่มันอยากจะอยู่บนวิมาน บนวิมานที่สร้างเอาเอง ด้วย, คาดฝันเอาเองด้วย, ก็ไปกันคนละทิศคนละทาง.
น.56 ๔๘ นี่แหละศาสนามันไม่มีเหลือ, ศีลธรรมมันไม่มี เหลือ, เพราะเหตุการณ์มันเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ : ในเมื่อต้องการให้เป็นเกลอกับธรรมชาติ, ในเมื่อต้องการ ใช้สิทธิเท่าที่ธรรมชาติกำหนดให้ ; เราก็กลับกอบโกย เราก็ สร้างยุ้งสร้างฉาง สร้างธนาคารอะไรให้มาก ๆ แล้วจะได้ กอบโกย. นี่แหละมันกลับกันอยู่อย่างนี้. เรากำลังย้อนไป ในทางที่ว่าจะเป็นอย่างนี้มากยิ่งขึ้น ต้องแก้ไขให้สิ่งที่หายไปนั้นคืนมา. ศาสนาที่แท้จริงหรือ religion นั้น มันหายไป ; เป็น philosophy เป็น logic เป็น philology ไป เป็นอะไรไปก็ ไม่ทราบ. ศีลธรรมแท้ ๆ หายไป ไม่มีการบังคับเนื้อหนัง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, ปล่อยให้เกิดศีลธรรมใหม่ตามใจ กิเลส ; ศีลธรรมแท้ก็หายไป. ปัญหาก็เกิดขึ้นแก่สังคม แล้วจะแก้อย่างไร ? จะแก้ให้มันมีกินมีใช้มากขึ้น มันก็ หนักเข้าไปอีก, เราจะไปทำให้มันมีขี้เกียจมากขึ้น. วิธีแก้ ก็คือว่า ต้องให้เห็นแก่สังคม ตามกฎ- เกณฑ์ของธรรมชาติ. อย่ากอบโกยส่วนเกิน, เจียดเข้า
น.57 ๔๙ มาเป็นส่วนเกินเพื่อช่วยมนุษย์ให้ได้ เราเป็นคนจน ก็ต้องเจียดเอามาได้ ๑ สตางค์; ถ้าเราเป็นคนมั่งมีก็เจียดได้ เป็นบาท เป็นร้อย เป็นพัน ; นั่นแหละจะแก้ปัญหาสังคม ได้ แต่ถ้าทุกคนพร้อมกันกอบโกยแล้ว จะเอามาจากไหน ? ธรรมชาติจะเอามาแต่ไหนให้ ? ก็ต้องเป็นปัญหาขึ้นมา นี่เรียกว่าเดี๋ยวนี้สิ่งที่น่าวิตกที่สุดก็คือ ศาสนา หรือ ศีลธรรมกำลังหายไปจากโลก, หายไปจากโลก, มีแต่ อยู่ในนาม, อยู่แต่ในนาม-นาม-ชื่อเท่านั้น ; แต่ไม่ใช่ ตัวสิ่งนั้นโดยแท้จริง. จะพูดว่าศาสนากำลังจะไม่มีในโลก ; เพราะมนุษย์กำลังทำให้เป็น philosophy อะไรเสียเป็นต้น. ถ้าเป็น ศาสนา religion กัน จริงๆ แล้วก็ ต้องมีการปฏิบัติ มีการประพฤติ มีการกระทำ มี observation, commitment มีอะไรที่มันเป็นตัวการปฏิบัติ การปฏิบัตินั้น ต้องเป็นการทำลายการเห็นแก่ ตัวกู - ของกู มันก็จะเกิดความเห็นแก่ผู้อื่น. นั่น จะเป็น สังคมนิยมที่จะแก้ปัญหาของสังคมได้ ; เพราะว่าปัญหา เพิ่งเกิด เมื่อมนุษย์อยู่กันเป็นสังคม; แล้วก็อย่าได้เกลียด กลัวคำว่าสังคมนิยมเลย. อย่ากลัวถูกหาว่าเป็นคอมมูนิสต์ แล้วจะถูกจับ ; ถ้ากลัวก็เติมคำเข้าข้างหน้าว่าธัมมิก.
น.58 ๕๐ จัดให้มีธัมมิกสังคมนิยมเถิดจะช่วยให้รอด. อาตมาคิดว่าเติมคำเข้าข้างหน้าสักคำว่า "ธัมมิก- สังคมนิยม". ธัมมิกสังคมนิยมคือสังคมนิยมที่ประกอบ ไปด้วยธรรมะ หรือพระเจ้า. นั่นแหละ สังคมนิยม จะ ช่วยมนุษย์เราสมัยนี้ให้รอดได้. สิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ นั้นมีค่า หรือ มีความหมาย มาก จนพูดกันไม่ไหว. ถ้าใครเข้าใจว่ามีแต่ในพุทธศาสนา หรือในศาสนาฮินดูแล้วเข้าใจผิด ; เพราะ ธรรมะในภาษา บาลี ภาษาสันสกฤตนั้น หมายถึงสิ่งทั้งปวง ; แต่ในด้าน มนุษย์นั้นมองไม่เห็น, เห็นยาก ที่มองเห็นง่าย ๆ : ธรรมะนี่หมายถึง ปรากฏการณ์ ทั้งหลาย เหล่านี้ก็เรียกว่าธรรมะ. กฎความจริง ที่มีอยู่ใน สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ก็เรียกว่าธรรมะ, ธรรม, หรือธรรมะ แล้ว แต่จะเรียก. หน้าที่ที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เหล่า นั้น ก็เรียกว่า ธรรมะ, ธรรม, หรือธรรมคำเดียวหมดไม่ ยกเว้น.
น.59 ๕๑ สังเกตดูนะ คำว่า พระเจ้า ก็เหมือนกัน พระเจ้า คือสิ่งทั้งปวง : ปรากฏการณ์ทั้งหลาย นี่เป็นเนื้อตัวของ พระเจ้าแสดงออกมา. "The word" - พระโองการของ พระเจ้า ก็คือกฎของธรรมะ, หน้าที่ที่คนต้องปฏิบัติทุกคน อันนี้คือ ปฏิบัติตามพระเจ้า นั่นแหละ, กฎของพระเจ้า พระเจ้าในฐานะที่เป็นกฎ. ระวังให้ดี ท่านมีหน้าที่ให้เราทำ ; ถ้าเราทำผิด จะถูกลงโทษ เหมือนที่โลกกำลังจะพินาศอยู่เดี๋ยวนี้ ; เรียกว่าเหยียบย่ำกฎของพระเจ้า. ถ้าปฏิบัติถูก ตามกฎ นั้น ก็มีผลเกิดขึ้นมา เป็นการได้รับรางวัล คือ ความสุข ได้เป็นที่พึ่ง, อยู่เหนือความตาย ก็เรียกว่า ธรรมะ อย่าได้เข้าใจว่า เกิดแตกแยกกันคนละศาสนา ที่มี ปัญหาเกิดขึ้น เพราะคำพูดมันไม่พอ. คำพูดมันก็เกิด หลอกลวงมนุษย์, เป็นการที่มนุษย์เข้าใจผิด และแบ่งแยก กัน แตกแยกกัน เบียดเบียนกัน เหล่านี้ ; มันมีสิ่งที่ลึก เกินกว่าจะนำมาพูด เป็นคำพูดได้ส่วนหนึ่ง ; ถ้าไม่เข้าถึง ส่วนนั้นก็เรียกว่าไม่เข้าถึงธรรมะ, ไม่เข้าถึงพระเจ้า ไม่เข้า ถึงเต๋า ไม่เข้าถึงอะไรต่าง ๆ แล้วแต่จะเรียก
น.60 ๕๒ ถ้าอย่างวิทยาศาสตร์ก็ต้องเรียกว่า ไม่เข้าถึงกฎ ของธรรมชาติอันแท้จริง ; ถ้าเข้าถึง กฎของธรรมชาติ อันแท้จริง ไม่ใช่อย่างลูกเด็ก ๆ เรียนในโรงเรียน นี่ก็ ต้อง เข้าถึงเต๋า, เข้าถึงธรรมะ, เข้าถึงพระเจ้า, เข้าถึงอะไร ต่าง ๆ นี่ธรรมคำเดียวในภาษาบาลีกินความอย่างนี้ ; แต่ ภาษาอื่นก็ต้องเป็นคำอื่น ซึ่งกินความถึงกันหมด. เช่นคำว่า เต๋าก็เหมือนกัน ย่อมกินความถึงสิ่งทั้งหมด ไม่ยกเว้นอะไร นี่เราต้องเข้าถึงหัวใจมันจึงจะเข้าถึงสิ่งนี้ จะแก้ปัญหาได้ สังคมนิยมสังคมเดียวในหมู่มนุษย์ รวมว่า มนุษย์ มีความทุกข์; ก็ต้องช่วยกันแก้ไขให้หมดความทุกข์ โดยการกระทำ ให้เข้าถึงตัวธรรมะ หรือตัวพระเจ้า หรือ ตัวซึ่งแล้วแต่จะเรียกว่าอะไร. เดี๋ยวนี้อาตมาเห็นว่า ท่านทั้งหลายมีหน้าที่สังคม สงเคราะห์ หาเงิน หาของ หาอะไรต่าง ๆ มาช่วยกันอย่างนั้น อย่างนี้; แต่แล้วก็นึกวิตกอยู่ว่า ท่านจะลืม หรือมองข้าม สิ่งที่สำคัญที่สุด เสีย ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งปัญหาทั้งหลาย คือความเห็นแก่ตัว : ตัวกู - ของกู ที่เกิดขึ้นมา จาก การที่มนุษย์เหยียบย่ำศาสนา เหยียบย่ำศีลธรรม เหยียบ
น.61 ๕๓ ย่ำพระเจ้า เหยียบย่ำอะไรเสีย มันก็ เกิดปัญหาสวนขึ้นมา เป็นการลงโทษของพระเจ้า หรือของพระธรรม. ต้องถอยหลังเข้าคลองไปหาศาสนา, ศีลธรรม. การแก้ก็คือ การถอยหลังเข้าคลองให้ถูกต้อง ตามเดิม นี่จะแก้ปัญหาต่าง ๆได้. มนุษย์ที่ยากจนก็จะ แก้ปัญหาได้ด้วยการมีศาสนา หรือศีลธรรม, มนุษย์ที่ เป็นอันธพาล มันก็เห็นชัดอยู่แล้ว ก็แก้ได้โดยการถอย หลังเข้าไปหาความถูกต้อง คือ ศาสนาและศีลธรรม. หรือ มนุษย์ขาดแคลน อย่างนี้ ถ้ามีศีลธรรม มีธรรมจริง ปฏิบัติตามศาสนาจริง การขาดแคลนจะหายไป คือไม่มี ใครเอาเปรียบ ไม่มีใครกอบโกยส่วนเกิน. ทุกคนมีความขยันขันแข็ง ในที่สุดมันก็พอ, มันก็ พอที่จะให้แก่ผู้อื่น, แบ่งเจียดส่วนเกินให้แก่ผู้อื่น. ถ้าเดี๋ยวนี้ ในโลกนี้เจริญ วัฒนาการด้วยเครื่องจักร เครื่องทุ่นแรง อะไรต่าง ๆ มันก็ ต้องทำขึ้นเป็นส่วนเกิน เพื่อช่วยเหลือ สังคมเพื่อผู้อื่น อย่าเพื่อคนบางคน คนหนึ่งเลย.
น.62 ๕๔ เดี๋ยวนี้เราทำอะไรก็เพื่อผู้ทำเสียทั้งหมด; เช่น ว่าเราผลิตเครื่องมือวิเศษขึ้นมา ถึงขนาดไปโลกพระจันทร์ ได้, อะไรได้นี้. เครื่องมือเหล่านี้ถูกใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ คนเป็นคน ๆไป หรือแม้ว่าจะหลายคนรวมกัน มันก็ยัง เรียกว่า เป็นประโยชน์อย่างบุคคล อย่างส่วนบุคคล, อย่าง ส่วนตัวกู-ของกูทั้งนั้น; ไม่มีใครใช้ประโยชน์นี้เพื่อคนทั้ง โลกเพื่อประโยชน์ส่วนคนทั้งโลก. อะไรที่คิดขึ้นได้ใหม่ ๆแปลก ๆ ก็ถูกนำไปใช้เพื่อ ส่วนบุคคล. เครื่องมือที่เกิดขึ้นทั้งหลาย ซึ่งเราคิดขึ้น ได้ใหม่ ๆ ในโลกนี้ มันก็กลายเป็นอันตราย; แทนที่จะเกิด ประโยชน์ ทำให้เกิดสันติภาพให้ก้าวหน้า; กลับส่งเสริมให้ เกิดวิกฤติการณ์. ฟังให้ดีเถอะ แล้วแต่จะไปเล็งถึงอะไร : วิทยุ หรือโทรทัศน์ หรือคอมพิวเตอร์ (computer) หรืออะไร ทุก ๆ อย่างที่กำลังประดิษฐ์ขึ้นนี้ ระวัง บุคคลคนหนึ่งจะ นำไปใช้เพื่อประโยชน์แก่ตัวกู-ของกู ก็จะทำให้โลกนี้มี วิกฤติการณ์มากขึ้น. ถ้าไป ใช้เครื่องมือเหล่านี้ทั้งหมด เพื่อสังคมนิยมกันจริงๆ แล้ว โลกนี้ก็จะมีสันติภาพที่ สุด เป็นโลกของพระศรีอาริย์ได้ในเวลาอันสั้น.
น.63 ๕๕ ถ้ามนุษย์รู้จักใช้ความฉลาดเฉลียวเหล่านี้ เพื่อ ประโยชน์แก่สังคมนิยมจริง ๆ ในโลกนี้ก็จะเกิดสันติภาพ เป็นโลกที่มีสันติภาพมีสันติสุข อย่ามองแต่เรื่องร่างกาย หรือวัตถุ. ขอให้มองเรื่องจิตใจด้วยแล้ว, มองให้พบปัญหา น่าหวาดเสียวที่สุด คือมองให้พบปัญหา ศาสนาและศีล- ธรรมกำลังจะไม่มีในโลกนี้; เพราะได้เปลี่ยนเป็นสิ่งอื่น ไป ทั้งที่ยังเรียกว่าศาสนาและศีลธรรม. ฉะนั้น เราพูดไปเลยว่า ศาสนาและศีลธรรมเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่ศาสนาและศีลธรรมอย่างครั้งแต่ก่อน : อย่างครั้ง พระพุทธเจ้า, อย่างครั้งพระเยซู. หรือว่าอย่างพระศาสดา องค์ใดก็ตาม มันเปลี่ยนไปจากที่ทรงสอนไว้ อย่างนี้. มนุษย์ จะเป็นผู้ทำขึ้น คือว่าเดินออกจากคลองโดยไม่รู้ตัว และก็จะ พลัดตกลงไปในเหว. ฉะนั้น รีบถอยหลังเข้าคลอง คืนมาสู่ความถูก ต้องกันเสียใหม่, คือใจความสั้น ๆ ที่อาตมาเสนอแก่ท่าน ทั้งหลายทุกคนผู้สนใจได้ถือเป็นหลัก เพื่อกิจกรรมสังคม สงเคราะห์ว่า เราทุกคนจงช่วยกันถอยหลังเข้าคลอง,
น.64 ๕๖ ให้มาอยู่ในคลอง และก็เดินต่อไปให้ถูกต้อง ก็จะหมด ปัญหาได้. ฉะนั้น ขอให้ทุกคนพยายามสนใจ คิดให้เข้าใจ ในเรื่องนี้ เพียงแต่คิดเห็นอย่างถูกต้อง ก็เป็นบุญ เป็น ความดีขึ้นมาทันที ถ้าเราทำไปได้แล้ว ก็จะยิ่งได้รับผล อย่างยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีก. ฉะนั้น อาตมาขอแสดงความยินดีอย่างสูงสุด ใน การที่ได้พบกันกับท่านทั้งหลายในวันนี้ เพื่อร่วมกันพิจารณา เกี่ยวกับปัญหาของมนุษย์ ซึ่งอาตมาก็สนใจอยู่ตลอดเวลา, แทบเรียกว่าทุกครั้งที่หายใจเข้าออกก็ได้. ที่จริงมีความยินดี ที่ว่าได้พบเพื่อนมนุษย์ที่สนใจ จะแก้ปัญหาของมนุษย์ในฐานะเป็นโลกของมนุษย์ โดยส่วน รวมนี้ ให้สำเร็จประโยชน์, และก็ขออ้างคุณสิ่งที่สูงสุด ซึ่งมีชื่อเรียกไม่รู้จะว่าอย่างไร คืออย่างนั้นแหละว่า จงช่วย ดลบันดาลให้ท่านทั้งหลายประสบความสำเร็จ ได้ก้าวหน้าใน หน้าที่การงานที่มุ่งหมาย จะกระทำเพื่อนมนุษย์ทุกคน ให้มี ความผาสุกร่วมกันทุกทิวาราตรีกาลเทอญ. --------------------------------
น.65 รายชื่อหนังสือ ชุดลอยปทุม อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑. คู่มือมนุษย์ ๖ ๑๒. นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ ๒ ๒. ศิลปแห่งการดู ๑๓. ธรรมพรปีใหม่ ๒ ด้วยยถาภูตสัมมัปปัญญา ๑ ๑๔. ตฤตาช่วยได้ ๑ ๓. ศิลปแห่งการมีพระพุทธเจ้า ๑๕. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๒ ๑ อยู่กับเนื้อกับตัว ๑ ๑๖. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๓ ๓ ๔. ธรรมะสำหรับคนเกลียดวัด ๑ ๑๗. ค่าของครู ๑ ๕. ธรรม ๒๔ เหลี่ยม ๓ ๑๘. พระผู้มีพระภาคเจ้า ๖. พูดกับเณร ๑ ทรงเป็นกัลยาณมิตร ๑ ๗. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๑ ๑ ๑๙. ถอยหลังเข้าคลองกันเถิด ๑ ๘. เห็นธรรมชาติ ๒๐. การเก็บความโกรธใส่ยุ้งฉาง ๑ คือเห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ๑ ๒๑. การปรุงเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ๙. ธรรมโอสถสำหรับโลก ๑ การดับเป็นสุขอย่างยิ่ง ๑ ๑๐. ความมีสุขภาพอนามัยทางจิต ๒ ๒๒. อาหารหล่อเลี้ยงใจ ๑ ๑๑. ปรมัตถธรรมคำกลอน ๑ ๒๓. ปุญญกิริยาวัตถุ ๑ ----------------------------------------------------------------------------------------------------------- พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๙๒-๙๖ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ ๒ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา พ.ศ. ๒๕๒๕ โทร. ๒๒๑๒๓๓๗
น.66 มีโดยไม่ต้องเป็นของกู ถ้าจะอยู่ ในโลกนี้ อย่างมีสุข อย่าประยุกต์ สิ่งทั้งผอง เป็นของฉัน มันจะสุม เผากระบาล ท่านทั้งวัน ต้องปล่อยมัน เป็นของมัน อย่าผันมา เป็นของกู ในอำนาจ แห่งตัวกู มันจะดู วุ่นวาย คล้ายคนบ้า อย่างน้อยก็ เป็นนกเขา เข้าตำรา มันคึกว่า "กู - ของ - กู" อยู่ร่ำไป จะหามา มีไว้ ใช้หรือกิน ตามระบิล อย่างอิ่มหนำ ก็ทำได้ โดยไม่ต้อง มั่นหมาย ให้อะไร ๆ ผูกยึดไว้ ว่า "ตัวกู" หรือ "ของกู". พ. อันพร้าฟัน
Buddhadasa