Buddhadasa.org
หนังสือการเก็บความโกรธใส่ยุ้งฉาง › อ่านฉบับเต็ม

📖 การเก็บความโกรธใส่ยุ้งฉาง

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — การเก็บความโกรธใส่ยุ้งฉาง

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.9 ท่านที่เป็นราชภัฏ ผู้ลาบวช ทั้งหลาย การบรรยายครั้งที่ ๖ นี้ ผมจะกล่าวโดยหัวข้อว่า "การเก็บความโกรธใส่ยุ้งฉาง". ขอซ้อมความเข้าใจ ตลอดเวลาว่า เรากำลังพูดกัน ถึงเรื่อง ที่ได้กล่าวเป็นหัวข้อย่อ ๆ มาแล้วในการบรรยาย ครั้งแรก. แล้วผู้ที่ได้ลาบวชชั่วขณะนี้ ควรจะได้รับอะไร ติดกลับออกไป ให้มากเท่าที่จะมากได้, และจะเป็นประโยชน์ ให้มากกว่า เท่าที่จะมากได้ โดยแก้ความเข้าใจผิดที่ว่า มัน ต่างกันเป็นคนละเรื่อง : คือเรื่องของผู้อยู่เป็นนักบวช กับ เรื่องของผู้ที่อยู่เป็นฆราวาสนั้น มันต่างกันเป็นคนละเรื่อง เหมือนกับตรงกันข้าม ๑

น.10 นี่ผมก็พยายามพิสูจน์ให้เห็นว่า ในระหว่างบวชนี้ ก็มาศึกษาหรือชิมลอง เรื่องของบรรพชิต ชนิดที่เอาไปใช้ เป็นหลักทั่วไปได้สำหรับมนุษย์ ; เพื่อตรงกับความมุ่งหมาย ของผู้ที่บวชเพียงชั่วคราว. ความรู้นั้นไม่ได้ไปตายด้านอยู่ เพียงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในเพศฆราวาส ; ความรู้นั้นจะ ก้าวหน้าขึ้นไปถึงฆราวาสชั้นอุดมคติ กระทั่งเป็น ฆราวาส ผู้บรรลุมรรคผล ในระดับของฆราวาส ด้วย ; ฉะนั้น ขอให้สนใจที่จะจับเอาใจความ ในลักษณะอย่างนี้ ให้ได้ให้ มากที่สุด. ตัวอย่างเช่นเรื่อง ปรทัตตูปชีวี ซึ่งเขาก็เห็นกันว่า เป็นเรื่องของเปรต, ของพระในวัด อยู่อย่างแคบ ๆ เรา ก็แสดงให้เห็นว่า แม้อยู่ที่บ้านเป็นครอบครัว เป็นหมู่บ้าน เป็นบ้านเมือง เป็นประเทศ ถ้ามีหลักอันนี้ไปใช้ ก็ทำให้ โลกนี้เป็นโลกที่มีสันติภาพได้ง่าย ; มีความรักพื้นฐานที่ว่า ให้ทุกคนเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน, แล้วว่าเราอยู่ คนเดียวในโลกไม่ได้ ซึ่งผมถือว่า อย่างนี้มันเป็นวิญญาณของ สังคมนิยมอย่างแท้จริง อย่างสูงสุด ฉะนั้นขอให้สังเกตดูให้ดี ๆ

น.11 ข้อที่ว่า อยู่อย่างต่ำทำอย่างสูง นี้ คือให้ไม่สะเพร่า ในการที่จะลงทุนน้อยหรือต่ำ ได้ผลมากและสูง. เดี๋ยวนี้ มันอยู่ในลักษณะ ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ฆ่าช้างเอางา กัน เสียหมดทั้งโลก ทำลายโลกทั้งในด้านวัตถุและจิตใจ และว่า มุนีนี่มีได้ในเพศฆราวาส ในเพศที่ว่า ครองเรือน โดยมีความหมายว่าเป็นผู้รู้ พูดน้อย แล้วก็ผูกจิต อยู่กับสันติ แล้ว การเป็นเกลอกับธรรมชาติ คือให้เป็นไป ตามธรรมชาติ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ; แต่ก็รู้สึกว่า ฝืนกิเลสของคนสมัยนี้มากเกินไป ที่จะทำให้สมคล้อยกับ ธรรมชาติได้ ไม่มีใครเชื่อคำพูดชนิดนี้ดอก ผมก็ทราบ ; อย่าง ที่ว่ามหาตมคานธีก็พูดว่า อยู่กันอย่างหมู่บ้าน อย่าอยู่กันอย่าง นคร หรือมหานคร จะมีสันติภาพ, กระทั่งว่า ทอผ้าด้วย มือใช้เองกันทุกคน ดีกว่าประดิษฐ์เครื่องจักรทอผ้าขึ้นมา ; ไม่มีใครเข้าใจ เพราะว่าเขาละโมบในเรื่องรวย ในเรื่องสวย ในเรื่องอร่อย ในเรื่องอะไรมากเกินไป แล้วปัญหามันก็มีมาก พอ ๆ กัน.

น.12 เป็นอยู่กันอย่างธรรมชาติ เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ กระจัด กระจายทั่วไปหมด อย่าไปอยู่กัน อย่างที่กรุงเทพฯ อย่างนั้น มันจะมีสันติภาพมากกว่า ; แต่ก็ เรียกว่ามันไม่เจริญ : จะทอผ้าด้วยมือใช้อยู่ อย่างเมื่อร้อยปีมาแล้วนี้ ก็หาว่าไม่ เจริญ. แต่มันทำให้คนอยู่อย่างสันติภาพ สันติสุข คือคน มีงานทำทั่วกัน ไม่ทะเยอทะยานมาก. อยู่อย่างประเทศธิเบต สมัยก่อนนี้มีสันติสุข สันติภาพมากแต่เขาก็หาว่าล้าหลัง ที่สุดเลย ; มันพูดกันไม่รู้เรื่องอย่างนี้ แต่ว่าเรายังพอจะมองเห็นในบางแง่บางมุม ขอให้ กินอยู่ นุ่งห่ม อะไร ที่ยังเคารพต่อธรรมชาติให้มากเข้า ไว้ แล้วเป็นหัวใจของพุทธศาสนา ในการเป็นอยู่. พอ เป็นอยู่ห่างไกลจากธรรมชาติละก็ ค่อย ๆ ห่างไกลออกไปจาก หลักของพุทธศาสนา. นี่ให้ชิมสิ่งเหล่านี้เมื่อบวช มันมีโอกาสที่จะชิมได้ ง่าย ฉะนั้น คงจะเข้าใจ หรือพอใจบ้าง เอาไปสานต่อ หรือ ปรับปรุง ให้มันเข้ากับเรื่องของมนุษย์แบบฆราวาส แล้วก็ เป็นสังคมที่กว้างทั้งโลกด้วย.

น.13 การสร้างยุ้งฉางใส่ความโกรธ ทีนี้วันนี้ก็จะพูดถึงเรื่อง การสร้างยุ้งฉางใส่ความ โกรธ หรือเก็บความโกรธใส่ยุ้งฉางไว้ให้มากเท่าที่จะทำได้ ระหว่างที่เราบวช ถ้าเป็นพระเณรที่ดีก็โกรธไม่ได้ ; เขา ถือเป็นหลักตายตัวทั่วกันไปหมด ไม่ว่านักบวชลัทธิไหนหรือ ศาสนาไหน ถือเอาความโกรธเป็นความเลวชั้นต่ำสุดสำหรับ บรรพชิต , อย่างในประเทศอินเดียนี้ ก็มีหลักทั่วไปอย่างนี้ สำหรับบรรพชิต เมื่อเรามาอยู่อย่างที่ไม่มีความโกรธรบกวน หรือ รบกวนน้อย มันก็ได้ความเย็น. ความโกรธก็เหมือนกับไฟ, ความไม่โกรธก็เหมือนกับน้ำ ; นี่พูดโดยอุปมาก็อย่างนี้ แล้วความโกรธมันก็ผิดธรรมชาติ ทั้งทางร่างกายและทาง จิตใจ. ทางร่างกายมันมีอะไรบ้าง ? ผู้ที่เป็นหมอ เป็นนัก สรีรศาสตร์แล้วก็รู้ดี ว่าในขณะที่มีความโกรธจัด นี่ร่างกาย มันเป็นอย่างไร ? พอที่จะคำนวณได้ ว่ามันผิดธรรมชาติหลาย ร้อยเปอร์เซ็นต์. ฉะนั้น การไม่โกรธนั้นคือธรรมชาติ เช่นเดียวกับทะเล เมื่อไม่มีคลื่นนี่มันปรกติ พอมันมีพายุ

น.14 มีคลื่นมีอะไร ดูมันต่างกันสักเท่าไร ? หลายร้อยเปอร์เซ็นต์ ; ฉะนั้นควรจะศึกษาเรื่องความโกรธนี้ให้มากเรื่องหนึ่ง. ที่พูดว่า "สร้างยุ้งฉางไว้ใส่ความโกรธ" หรือ "เก็บ ความโกรธใส่ยุ้งฉาง" นี้ไม่ใช่หมายความว่า เราจะเก็บไว้ให้ ร่ำรวยด้วยความโกรธ หรือว่ากักตุนมันไว้ใช้คราวละมาก ๆ. คำว่า เก็บใส่ยุ้งฉาง คือไม่ให้มันออกมาอาละวาด ด้วยเหตุที่ มันมีง่าย หรือมันมีมากนี่ จึงต้องทำอย่างขนาดว่าเก็บใส่ยุ้ง ฉางไว้ทีเดียว เพราะว่าเดี๋ยวนี้มันยังละไม่ได้. เมื่อ ยังมี กิเลส ก็อย่าได้ใช้กิเลสเลย เก็บไว้เสีย ; ถ้ามันหมดกิเลส เสียแล้วก็ไม่เป็นไร, ไม่มีปัญหาอะไร ; แต่ถ้ามันมีกิเลสอยู่ ก็อย่าใช้กิเลสแหละดีกว่า. ทีนี้คนมันมีนิสัยสันดานตามใจตัว ไม่ว่าเรื่องอะไร มันก็ปล่อยไปตามความเคยชิน ; แล้วโกรธนี้มันก็อร่อย เหมือนกัน ก็เลยชอบโกรธจนเป็นนิสัย โกรธเก่ง. ฉะนั้น ต้องทำเหมือนกะว่าใส่ยุ้งฉาง เก็บไว้ข้างใน อย่าให้มันออกมา. โดยเฉพาะคนพลัดถิ่น โบราณเขาสอนไว้มาก ใน บาลี ในพระไตรปิฎกนี้ก็ยังมี : คนพลัดถิ่นไปเมืองนอก เมืองนาเมืองไหน สร้างยุ้งฉางใหญ่ ๆ สำหรับเก็บความโกรธ

น.15 ไว้ ; ไปบันดาลโทสะในที่อย่างนั้น นี่มันก็เท่ากับยิ่งทำลาย ตัวเอง ; แต่ถึงว่าเราอยู่กับที่ ไม่ใช่เป็นแขกแปลกถิ่น มันก็ควรจะคิดเก็บความโกรธไว้ให้อยู่ในอำนาจ. ใช้มันไม่มี ประโยชน์อะไร แล้วมันมีโทษมหาศาล มันไม่มีความสงบสุข ลักษณะของความโกรธ. ทีนี้จะพูดถึงลักษณะของความโกรธ พอเป็นเครื่อง กำหนดจดจำ. โกรธในอัตราน้อย ๆ เราจะเรียกว่า ขัดใจ เช่นหงุด หงิดกระทบกระทั่ง แห่งจิต นี่มันเป็นความโกรธในอันดับ น้อยอันดับต่ำ ที่เรียกในบาลีว่า ปฏิฆะ. ทีนี้อันดับสองขึ้นมาก็คือ โกรธ โกรธเต็มความ หมาย นี่บันดาลโทสะ งุ่นง่าน ถ้าจะเรียกตามบาลีก็เรียกว่า โกธะ. ทีนี้อันดับต่อไปอีก มันก็คือ ผูกโกรธ ผูกโกรธไว้ ความอาฆาต ความพยาบาทจองเวร อย่างนี้เรียกว่า อุปนาหะ. อุปนาหะ คือ ผูกโกรธไว้ หรือ เวระ จองเวร.

น.16 ทั้ง ๓ อย่างนี้คือ ความโกรธ ในลักษณะที่มันต่าง ๆ กัน โกรธไม่สู้มาก และโกรธสมบูรณ์ จนกระทั่งโกรธโดย ผูกไว้ รักษาไว้. คำว่า ปฏิฆะ หมายถึงหงุดหงิด ขัดใจ. คำว่า โกธะ นี่โกรธโดยสมบูรณ์ คำว่า โทสะ มันแปลว่า ประทุษร้าย เมื่อโกรธแล้วก็ไปประทุษร้ายอีกที. เดี๋ยวนี้ เราจะเอาแต่ความโกรธ ไม่ประทุษร้ายผู้อื่น อุปนาหะ ก็ผูก อาฆาตไว้. ทีนี้ ดูในชีวิตประจำวัน ยิ่งอยู่ที่บ้าน ที่ออฟฟิศ ที่ที่ทำงาน เนื่องกันหลายคน มันจะมีสิ่งเหล่านี้. หงุด หงิด กระทบกระทั่ง เป็นปฏิฆะ นี่จะมีได้มากที่สุดถ้าเป็นผู้ ที่ไม่ได้อบรมในทางของธรรมะ หรือศาสนามาก่อน ; ถ้ามี การศึกษาอย่างเลว ๆ แห่งสมัยปัจจุบันนี้. ทั้งโลกมันไม่มี ระบบไหนที่สอนให้กำจัดความโกรธ ระวังความโกรธ ใน การศึกษาของพวกลูกเด็ก ๆ สมัยก่อนก็ยังค่อยยังชั่ว. ทีนี้ โกรธเต็มที่ คงจะมีได้นาน ๆ ครั้ง ถ้าไม่อย่างนั้นมันก็ฆ่า กันตายหมด. ทีนี้ผูกโกรธไว้นี้ก็ไม่ใช่เล็กน้อย มันก็มี อย่างที่เรียกว่าสุมเผาตัวเอง คนอื่นหรือคู่เวรกันไม่รู้สึกอะไร ก็ได้ แต่ผู้ที่อาฆาตหรือจองเวรนี้ มันเหมือนกับทำลายตัว

น.17 เองอยู่เรื่อยไป. ฉะนั้นไปสอบดู ของใคร ใครก็ไปสอบดู ว่าเรามีโรคโกรธนี่กี่มากน้อย และอย่างไรบ้าง? นี้คือสิ่งที่ เรียกว่าความโกรธ โดยเค้าก็มีอยู่ ๓ ระดับอย่างนี้ เหตุของความโกรธ. ทีนี้จะดูถึงเหตุให้เกิดความโกรธ ถ้ากล่าวตาม หลักพระบาลี พระพุทธวจนะสั้น ๆ ท่านก็ได้กล่าวไว้ว่ามัน มาจากตัณหา ความโกรธมาจากตัณหา ; ตัณหา คือ ความ อยากด้วยอำนาจของอวิชชา. เรื่อง ตัณหา คำนี้ต้องขอเตือนไว้บ่อย ๆ แปลว่า ความอยาก ก็จริง แต่ในภาษาบาลีเขามีความหมายเฉพาะ หมายถึงมันอยากด้วยอำนาจของความโง่ ; ถ้ามันอยาก หรือ ต้องการด้วยสติปัญญา นี้ มัน ไม่ใช่ตัณหา. ความ รู้สึกผิดชอบชั่วดี ทำให้เราต้องการจะทำอะไรที่มันควรจะทำ ความต้องการอันนั้นมิใช่ตัณหา. ตัณหานี้มันอยากไปต่าง ๆ ตามอำนาจของความโง่ คือ อวิชชา. ฉะนั้นตอบได้เลยว่า เหตุให้เกิดความโกรธนั้น คือ ตัณหา แล้วก็ดูให้ดีว่ามันเป็น อย่างไร ?

น.18 เรื่องตัณหานี้มี ๓ ซึ่งเป็นหลักทั่วไป ขอให้จำไว้ เป็นหญ้าปากคอก ว่าตัณหามันมี ๓ :- ถ้า กามตัณหา มันก็อยากในทางกาม โดยเฉพาะ เกี่ยวกับเพศตรงกันข้าม, นี่กามตัณหา มีความต้อง การด้วยกามตัณหา มันมีความรักด้วยกามตัณหา มันมีความ หึงหวง, ด้วยกามตัณหา ทีนี้มันไม่ได้ตามที่ตัณหาต้อง การ ความโกรธก็เกิดขึ้น ; ไม่ได้ตามที่ตัณหามันต้องการ แต่ก็พูดกันว่าเพราะตัณหา. ถ้าไม่มีตัณหามันไม่ต้องการ มันก็ไม่อาจจะโกรธได้. นี่ฟังดูให้ดี ๆ นะ; ถ้าเราไม่มี ความอยากอย่างโง่ ๆ แล้วไม่มีทางจะเกิดความโกรธได้ เดี๋ยวนี้มันมีกามตัณหา ความรัก ความหึงหวง ความต้องการ แล้วมันไม่ได้ตามที่ตัณหานั้นต้องการ นี่ความโกรธเกิดขึ้น เพราะกามตัณหา. ทีนี้ถัดไปอีก ความโกรธเกิดขึ้น เพราะภวตัณหา คืออยากเป็นนั่นอยากเป็นนี่ โดยมากก็อยากดีอยากเด่น เมื่อ มันถูกเหยียดหยาม หรือว่ามันถูกดูถูกดูหมิ่น มันไม่ได้ดีไม่ ได้เด่น ไม่ได้แสดงปมเขื่อง อะไรทำนองนี้ แล้วมันก็เกิด ความโกรธขึ้นมา. เมื่อใครมาดูถูกเรา เราโกรธ นั่นน่ะคือ

น.19 โกรธเพราะภวตัณหา ; ต้องการจะเป็นผู้ที่อยู่เหนือใคร ที่ ใครดูถูกไม่ได้ หรือว่าต้องการแสดงอะไรให้มันเป็นที่เด่น มีชื่อเสียง มันแสดงไม่ได้. เพราะภวตัณหา ก็เป็นเหตุให้ โกรธ. ขัดใจเมื่อไม่ได้โม้, "เมื่อไม่ได้โม้" ขออภัยใช้คำ ธรรมดา ๆ โสกโดกนี้ เพื่อประหยัดเวลา ; เมื่อไม่ได้โม้ก็ โกรธแล้วถามว่าโกรธนี้ด้วยอะไร ? ก็ ด้วยภวตัณหา. ทีนี้โกรธ ด้วยวิภวตัณหา คือความอยากที่จะไม่ให้มี ไม่ให้เป็น ; ฉะนั้นถ้าอะไรที่เราไม่อยากเห็น ไม่อยากฟัง ไม่อยากดู ไม่อยากให้เป็น ปรากฏออกมา เราก็โกรธแล้ว หรือขัดใจ เช่นถูกขัดคอ หรือถูกยื้อแย่งอะไรที่เราอยากจะ สงวน, แล้วกระทั่งว่าสังขารมันแปรปรวน, ความชราความ เจ็บไข้มารบกวนนี้, หรือว่าสังขารมันแสดงความไม่เชื่อฟัง แล้วเราก็ไม่อยากเจ็บ ไม่อยากไข้ ไม่อยากตาย ; พออันนี้ มาแสดงให้รู้สึก ก็โกรธ ก็ขัดใจ แล้วก็จะเลยไปถึงเกลียดกลัว ถึงเป็นทุกข์ต่อ ๆ ไป. ฉะนั้น เราจึงโกรธได้แม้แต่โกรธ สัตว์เดรัจฉาน โกรธวัตถุสิ่งของ ทุบตีวัตถุสิ่งของ ซึ่งไม่มี ความผิดอะไรเลย.

น.20 ฉะนั้นศึกษาเรื่องความอยาก ที่เรียกว่า ตัณหา แล้ว ก็จะมองเห็นว่า เมื่อไม่ได้ตามที่ตัณหาต้องการแล้วก็มีความ โกรธ ; ฉะนั้น เรามีเรื่องโกรธอะไรที่ไหน กี่อย่าง ๆ ก็มา แยกแยะดู. เราจะพบว่า มันจะมีมูลมาจากไม่ได้ตามที่ความ อยากมันต้องการ มันจึงขึ้นอยู่กับความโลภ หรือความอยาก ; แต่เดี๋ยวนี้มันแยกตัวออกมา มีอาการเป็นไฟอยู่ พักหนึ่ง ครู่หนึ่ง. ที่พูดว่า ราคะ โทสะ โมหะ หรือโลภะ โกธะ โมหะ โกธะกับโทสะมันเป็นอันที่ ๒ รองมาจากราคะหรือโลภะ เมื่อมีอาการโลภ มันก็เป็นอาการหนึ่ง, เมื่อไม่ได้อย่างที่มัน โลภ มันต้องการ มันก็โกรธขึ้นมา นี้อีกอาการหนึ่ง, แล้ว มันก็มัวเมา หลงใหลสงสัย เกี่ยวเกาะอยู่ นั้นก็อีกอาการหนึ่ง. นี่เรารู้จักความโกรธ ในฐานะเป็นไฟ แล้วรบกวนเผาผลาญ. โทษของความโกรธ. ทีนี้ดูต่อไปถึงโทษของมัน เรื่องนี้ก็พอจะมองเห็น กันได้ไม่ยาก แต่เราจะดูให้เห็นเป็นพวก ๆ หรือว่ามันลึกซึ้ง กว่าที่คนธรรมดาจะดูเอง และรู้สึกเห็นเองได้. ฉะนั้น เราพบในพระบาลี ซึ่งแสดงไว้มากมาย ก็เอามาพิจารณากันดู.

น.21 ความโกรธเป็นสนิมของศาตรา โกโธ สตฺถมลํ โลเก. ในแบบเรียนเขาแปลไว้ว่า ความโกรธเป็นดังสนิม ของศัตราในโลก เป็นดังสนิมของศาตรา. นักเรียนหรือใคร ก็จะเข้าใจความหมายว่า เหมือนกับศาตราอาวุธมันขึ้นสนิม มันก็ใช้อะไรไม่ได้ดี แต่ผมพิจารณาดู เห็นว่าคำนี้มันเล็งถึง ศาสตร์. ศา-ส-ตระ นี่ ความหมายที่ ๒. ศาตราอาวุธน่ะมันเป็นวัตถุที่สำหรับตัด. ทีนี้ ศาสตร์อย่างวิชาทั้งหลาย ที่เรียกว่าศาสตระ เป็นศาสตรา เป็นอาวุธทางจิตทางวิญญาณ. ฉะนั้นศาสตร์ก็คือ วิชาที่ กำลังศึกษาเล่าเรียนอยู่ เพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ อักษรศาสตร์ อะไรศาสตร์ เหล่านี้ มันยืมความหมายมาจากคำว่าศาตราอาวุธมีคมสำหรับ ตัด ทีนี้ความโกรธมันเป็นสนิมของศาตรา มันหมาย ความว่า ถ้าเกิดโกรธขึ้นมา แล้วสิ่งที่เรียกว่าศาสตร์นั้นน่ะ จะเสียหายหมด จะใช้ไม่ได้ ถ้าในขณะที่เราจะต้องใช้ศาสตร์ อะไรสักอย่างหนึ่ง วิทยาศาสตร์ อะไรศาสตร์ก็ตาม ถ้าเกิด โกรธเข้าแล้วใช้ไม่ได้ มันเป็นสนิมของศาสตร์ ศาสตร์

น.22 คือวิชชา อย่างนี้สำคัญกว่า ความโกรธเป็นสนิมของอาวุธ. ศาสตราวุธนั้นมันอีกความหมายหนึ่ง เราอยากจะให้ถือเอา ความหมายนี้ ที่สำคัญกว่า. สรุปความว่า วิชาความรู้ทั้งหลายที่เรามีอยู่ กำลัง เล่าเรียนอยู่ก็ดี กำลังจะใช้มันก็ดี พอความโกรธเกิดขึ้นแล้ว ก็เสียหมด ไม่เป็นศาสตร์ ไม่เป็นอะไรขึ้นมาได้. ฉะนั้น ผู้ที่มีวิชาความรู้ อย่าอวดดีว่ามันพอแล้ว มันต้องระวัง ความโกรธ ที่เป็นอันตรายเป็นสนิมของวิชาความรู้นั้นด้วย. นี่ก็ไปพิจารณาดูเองว่ามันมีกี่ศาสตร์, ศาสตร์ทั้งหลาย เหล่านั้นน่ะ ถ้าเกิดความโกรธขึ้นมาแล้วมันก็จะขึ้นสนิม คือ ใช้อะไรไม่ได้. ทีนี้อีกแง่หนึ่ง ท่านกล่าวไว้ว่า ความโกรธนี้เป็น เคราะห์ร้าย หรือเป็นกลีที่สุด มีบาลีว่า นตฺถิ โทสสโม คโห, นตฺถิ โทสสโม กลิ. ไม่มี คห คือเคราะห์, หมายถึง เคราะห์ร้าย ทำให้คนวินาศฉิบหาย เรียกเคราะห์, ไม่มี เคราะห์ร้ายไหนจะเท่ากับโทสะ, และไม่มีกลี คือความเลวร้าย ชนิดไหน เท่ากับโทสะ. รวมความว่า เมื่อมีโทสะ ก็คือ เอาเคราะห์ร้ายมา เอากลีมา.

น.23 กลีเป็นภาษาบาลี เป็นภาษาอินเดียแต่โบราณเขาใช้ อยู่มาก ดูจะมาเป็นคำว่า "กาลี" นี่ แต่กาลีมีความหมาย อย่างหนึ่ง. กลิ ในภาษาบาลี คือ กลีที่ชาวบ้านเขาเรียก กันอยู่ เป็นกลี คือว่าปราศจากความดี ความงาม เป็นเสนียด จัญไรเป็นโชคร้าย เป็นอะไรไป อยู่ที่สิ่งที่เรียกว่า กลี ฉะนั้น พอใครมีโทสะ ก็คนนั้นเต็มไปด้วย กลี เต็มไปด้วยเคราะห์ร้าย. อย่าไปมองอย่างอื่น ไปว่าคนนั้นเคราะห์ร้าย คนนี้เคราะห์ร้าย. มองดูตัวเองที่กำลังโกรธอยู่นั่นแหละเคราะห์ร้ายที่สุด เป็น กลีที่เลวที่สุด. ภาษาประพันธ์เขาเรียก กลีบร กลีบรเป็นผี เป็นชื่อของผีที่ชั่วร้าย. ทีนี้มองอีกแง่หนึ่ง ความโกรธนี้เป็นเหตุให้ สลัดความดี . พระพุทธภาษิต หรือธรรมภาษิตว่า โกธา- ภิภูโต กุสลํ ชหาติ - ผู้ที่ถูกความโกรธครอบงำแล้ว ย่อมละกุศลเสีย. พอถูกความโกรธครอบงำจิตแล้ว คนเรา จะไม่คำนึงถึงความดี เพราะมันต้องการจะทำไปด้วยตาม ความโกรธ ; ทั้งที่รู้ว่า นี้ดี มันก็บัดทิ้งไป มันจะเอาตาม ที่มันโกรธ, ก็แปลว่าสมัครใจว่าจะเอาข้างโกรธ ไม่เอาข้างดี หรือข้างถูกกันแล้ว เพราะมันโกรธเสียแล้ว.

น.24 ถ้าเรามีใจคอปรกติ เราก็ยึดอยู่ในทางดี แล้วกลัว ความชั่ว ; แต่พอโกรธขึ้นมามันพร้อมที่จะสลัดความดี สลัดสิ่งที่เป็นกุศล. นี้ก็น่าอันตรายมาก มันก็คือยอมเลว ยอมตาย ยอมวินาศฉิบหาย เพราะเห็นแก่ความโกรธ, ไม่ยึด หลักที่ถูกต้อง ไม่ให้อภัย ไม่หยุด หรือไม่ยอมอะไรหมด. นี่ก็เป็นอันตรายอันหนึ่งของความโกรธ. ท่านแสดงไว้ว่า คนโกรธย่อมฆ่ามารดาของตน เองได้. นี้เอามารดามาเป็นเครื่องเปรียบ เพราะว่าเด็ก ๆ เกิดมานี้ ไม่มีอะไรที่จะใกล้ชิด หรือทำความอบอุ่นให้แก่ตน เท่ากับมารดา ในโลกนี้ ; ถ้าโกรธขึ้นมามันยังฆ่ามารดาได้ : หนฺติ กุทฺโธ สมาตรํ - คนโกรธย่อมฆ่ามารดาของตน ข่าวหนังสือพิมพ์ หรือข่าววิทยุ ก็ยิ่งพบบ่อยเข้า เดี๋ยวนี้ฆ่ามารดาของตัว. เมื่อคืนวานนี้ก็มีข่าวทางวิทยุอีกราย ฆ่ามารดาของตัว ; เพราะว่าคนสมัยนี้มันมีเหยื่อที่มาทำให้ หลงให้อะไรมาก, เหยื่อของความโกรธมันรุนแรง ไม่ได้ตาม ที่เขาต้องการก็ฆ่ามารดาของเขาได้ นี่ดูให้ดี ทีนี้อีกอันหนึ่งแสดงไว้ว่า คนโกรธไม่เห็นอรรถ ไม่เห็นธรรม. กุทฺโธ อตฺถํ น ชานาติ, กุทฺโธ ธมฺมํ น

น.25 ปสฺสติ - ไม่เห็นอรรถะ ไม่เห็นธรรมะ. ผู้ที่โกรธเสียแล้ว ย่อมไม่เห็นอรรถะ ไม่เห็นธรรมะ คือไม่เห็นเหตุและผล. คำว่า อรรถ ธรรมะ ๒ คำนี้ ในกรณีธรรมดาเล็ง ถึงเหตุผล ธรรมะ หมายถึงเหตุ อรรถ หมายถึงผล แต่ยัง มีความหมายในแบบอื่นก็ได้ เช่นไม่รู้ทั้งโดยความหมาย และ ไม่รู้ทั้งโดยคำพูด อรรถะ แปลว่าเนื้อความหรือความหมาย ซึ่งหมายถึงมันลึกซึ้งออกไป ธรรมะ นี่หมายถึงหัวข้อ หัวข้อ สรุป. รวมความว่า ถ้าโกรธแล้วจะไม่มองเห็นเหตุผล ไม่มี การใช้เหตุผล จึงไม่รู้ทั้งอรรถะ และไม่รู้ทั้งธรรมะ ก็สังเกตเอาเองว่า เมื่อเราโกรธแล้วใจมันเป็น อย่างไร ? มันใช้เหตุผลไม่ได้, มันไม่มีช่องที่จะให้เห็นแจ่มแจ้ง ในเหตุผล หรือความหมาย หรือความลึกซึ้งของเรื่องนั้น ๆ. นี่คนโกรธมันก็ไม่รู้อรรถะ ไม่เห็นธรรมะ. ท่านใช้คำว่า รู้ และเห็น. ไม่รู้อรรถะ ไม่รู้เนื้อความ ไม่เห็นธรรมะคือ ไม่เห็นหัวข้อ ; ไม่เห็นเหตุก็ไม่รู้ผล. นี้ไม่สำคัญดอก เอาแต่ว่ามันเป็นคนไม่มีเหตุผลไปทันที.

น.26 ทีนี้อีกข้อหนึ่งซึ่งน่าสนใจที่สุด ความโกรธจะทำ ให้ความชั่วกลายเป็นของทำง่ายขึ้น คือถ้าตามปรกติ ธรรมดาเราก็รู้อะไรเป็นความชั่ว แล้วก็กลัวความชั่ว ไม่อยาก จะทำความชั่ว ฉะนั้น ความชั่วนั้นจึงเป็นสิ่งที่ทำยาก. ยก ตัวอย่างเช่นว่าจะฆ่าพ่อแม่ของตัวเองนี่ มันทำได้แสนยาก แต่ถ้ามันโกรธขึ้นมาแล้ว ความยากนั้นจะกลายเป็นความง่าย ก็มีบาลีว่า ยํ กุทฺโธ อุปโรเธติ สุกรํ วิย ทุกฺกรํ. สุกรํ วิย ทุกฺกรํ - ที่ทำยากจะกลายเป็นทำง่าย. เมื่อคนโกรธเขาต้องการจะประทุษร้าย จะทำชั่ว สิ่งที่ทำยากก็จะกลายเป็นสิ่งที่ทำง่าย. นี้อย่าเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย ถ้าความจริงข้อนี้มัน กระจ่างแจ้งอยู่ในใจแล้ว คนเราจะไม่อาจเกิดความโกรธ หรือ ทำอะไรด้วยความโกรธ ; ฉะนั้นควรจะมองเห็นอันตราย ของมันอยู่เสมอ. นี่เป็นตัวอย่างที่เพียงพอแล้ว หรือว่าจะมีโทษ อย่างอื่นกี่อย่าง ก็มาสรุปได้ในหัวข้ออย่างที่กล่าวมานี้ ได้ ทั้งนั้นเลย.

น.27 ทบทวนก็ว่า พอโกรธขึ้นมา ศาสตร์ทั้งหลายก็ กลายเป็นมิใช่ศาสตร์ ก็นำมาซึ่งเคราะห์ร้ายและกลี ; เช่น โกรธแล้วสลัดความดี เอาความโกรธไว้, ไม่เห็นแก่ความดี กระทั่งฆ่ามารดาก็ได้, ไม่เห็นอรรถ ไม่เห็นธรรม, ความ เลวที่ทำยากจะกลายเป็นสิ่งที่ทำง่าย. นี้อันตรายที่น่ากลัว ของสิ่งที่เรียกว่าความโกรธ. เสน่ห์ของความโกรธ. เอ้า, ทีนี้ดูต่อไปถึงเสน่ห์ เสน่ห์ของความโกรธ ผมพูดคำอย่างนี้ ด้วยความมุ่งหมาย ๒ อย่าง คือให้รู้จักคำที่ ท่านใช้ในภาษาธรรมะ หรือภาษาบาลี ว่าท่านใช้กันอย่างไร, และให้รู้จักจำเอาไปใช้ คือเพิ่มคำที่เรารู้นั้นมากขึ้น. ให้รู้ ว่าท่านใช้คำที่มันมีความหมายลึก หรือรวบเอาความหมายไว้ ได้ลึก, ฉะนั้นจึงเรียกว่า เสน่ห์ - อัสสาทะ ; โดยบาลี เรียก อัสสาทะ. ทุกสิ่งมันมีอัสสาทะ ไม่มากก็น้อย นั่นคือ เสน่ห์ ที่จะดึงเราไปเป็นทาษ เป็นบ่าว หรือว่าเป็นผู้กระทำ ทีนี้ความโกรธมีเสน่ห์ ก็เพราะว่ามันเป็น ความ อร่อยของคนโง่ เป็นของอร่อยชอบอกชอบใจของคนด้อย

น.28 ปัญญา. มีบาลีว่า โกโธ ทุมฺเมธโคจโร - ความโกรธเป็น โคจรของคนด้อยปัญญา. ทุมฺเมธ แปลว่า มีปัญญาชั่ว มีปัญญาทราม มัน ด้อยปัญญา. โคจร แปลว่า ที่อร่อย ที่พอใจ ที่อยากจะ ไปหา อยากไปกิน อยากไปอยู่ อยากไปอะไร ก็เรียกว่า โคจร ; เหมือนกะว่าทุ่งนา เป็นที่พอใจของวัวของควาย อย่างนี้ เพราะว่าเมื่อไปที่ทุ่งนาแล้วมันได้กินหญ้า แล้วมัน อร่อย. นี้คำว่า โคจร ; มันมีความหมายอย่างนั้น ใช้ได้ใน กรณีทั้งหลาย ที่ชอบไปหา ชอบไปกิน ชอบไปเสพคบ. นี้ความโกรธมันเป็นโคจรของคนด้อยปัญญา นี่ก็พูดได้อีกทีหนึ่งว่า คนโง่เท่านั้นที่จะชอบโกรธ ถ้าคนที่มีปัญญาเขาไม่ชอบโกรธ. ที่ชอบโกรธเพราะว่ามัน อร่อย เมื่อกำลังโกรธอยู่นั้นมันรู้สึกรสอร่อย ; อย่างนี้เรียก ว่า อัสสาทะของความโกรธ. คนเขาโกรธบ่อย ๆ เขาก็รู้สึก อร่อย แล้วเขาก็ติดในรสอร่อยของการได้โกรธ ได้ด่า ได้ตี ; ฉะนั้นคนจึงชอบด่าคน ชอบตีคน. หรือในสมัยที่มีทาสก็ทำ แก่คนที่เป็นทาสได้ตามต้องการ การตี การด่า กับพวกทาสน่ะ

น.29 จบก็เรา ๒๑ มันอร่อยแก่จิตใจของนาย นี่เรียกว่าอัสสาทะของความโกรธ คือเสน่ห์ของความโกรธ. ทีนี้โกรธเสร็จแล้วมันจึงจะแผดเผา เมื่อขณะที่โกรธ อยู่นั้นเหมือนกับน้ำตาลหวานอร่อย พอโกรธเสร็จแล้วกลาย เป็นยาพิษ ; ฉะนั้นจึงมีอาการเหมือนกับอร่อยเบื้องต้น แล้วก็ขมขื่นทีหลัง ก็มีบาลีว่า ปฺฉา โส วิคเต โกเธ - ภาย หลังเมื่อความโกรธหมดไปแล้ว ; อคฺคิทฑฺโฒว ตปฺปติ -เขาย่อมเดือดร้อนเหมือนถูกไฟไหม้. เมื่อโกรธนั้นสบาย สนุก อร่อย; พอความโกรธ ไปหมดแล้ว นึกขึ้นมาได้ ทีนี้จะเหมือนกับถูกไฟไหม้ ไฟ เผาทีเดียว; มีความร้อนใจ. นี้ก็แสดงว่าความโกรธนั้น มันมีของอร่อย มีรสอร่อยให้ในตอนต้น เป็นอัสสาทะนั่นเอง. จำคำว่า เสน่ห์ หรือคำว่า อัสสาทะ ไว้ สำหรับ ศึกษาตลอดเวลา. ระวังว่าทุกอย่างมันมีอัสสาทะ แม้แต่ ความชั่วความเลว หรืออะไรก็ตาม มันมีอัสสาทะที่จะดึงคน ไปหา ดึงคนไปทำ จึงเรียกว่าเหมือนกับเหยื่อ เหยื่อล่อ อัสสาทะนี้ทำหน้าที่เหมือนกับกะเหยื่อล่อ ; แต่ตัวมันแปลว่า ความอร่อย. ฉะนั้นจึงต้องระวัง เพราะว่าความโกรธมันก็

น.30 มีเสน่ห์ แล้วเราไปหลงเสน่ห์มันเข้า ก็กลายเป็นความชอบ โกรธ ; พอไปโกรธเข้าบ่อย ๆ มันก็เป็นนิสัยที่โกรธง่าย และโกรธเร็ว แล้วก็แก้ยาก. ข้อเร้นลับ ของความโกรธ. ทีนี้จะดูความเร้นลับ หรือข้อเร้นลับอะไรของความ โกรธอีกแง่หนึ่ง คือว่าถ้าพอโกรธเข้ามันก็มืด. ธรรมดามัน ก็สว่าง เมื่อเรามีใจคอปรกติอยู่อย่างนี้ มันก็เหมือนอยู่ในโลก ที่สว่าง พอโกรธขึ้นมาก็เหมือนกับอยู่ในโลกที่มันมืด. แล้ว มันมืดยิ่งกว่าความมืด, มืดไม่มีแสงแดดแสงไฟเสียอีก. นี้ ก็เป็นข้อเร้นลับของสิ่งที่เรียกว่าความโกรธ ที่เราไม่ค่อยจะ สังเกต หรือไม่ดูให้ดี ถ้ามองเห็นแล้วก็จะสะดุ้ง โดยจะกลัวความโกรธ เพราะมันทำให้มืด ; พอมืดแล้วมันก็ทำอะไรได้ในทางผิด ไม่ยกเว้นอะไร ; มีบาลีว่า อนฺธตมํ ตทา โหติ ยํ โกโธ สหเต นรํ. พุทธภาษิตเหล่านี้ไปหาดูได้ จากแบบเรียนที่ เรียนอยู่ในโรงเรียนนักธรรม. ความโกรธย่อมครอบงำ

น.31 ซึ่งบุคคลใด ความมืดเหมือนกับความบอด ย่อมมีแก่ บุคคลนั้น ในเวลานั้น. เขาใช้คำว่า อนุตมํ คือ มืดเหมือนกับตาบอด จึงมืดยิ่งกว่ากลางคืน. คนตาบอดจะไม่เห็นอะไรได้เลย แม้ กลางวัน แม้กลางคืน. ทีนี้ความมืดในกลางคืน ถ้าคนตาดี มันยังพอมองเห็น, ก็เราดูเถอะ กลางคืนมันมืดนี้ยังมีดาว อะไรบ้าง ก็ยังพอจะไปมองเห็น หรือมันไม่ได้มืดสนิท เพราะมันมีแสงสะท้อนของดวงอาทิตย์ ของอะไรต่าง ๆ เวลามืด ๆ นี่ก็ยังไปได้ โดยเฉพาะสัตว์บางชนิดมันไปได้. ทีนี้ตาบอดน่ะมันยิ่งกว่านั้นนะ มันมืดยิ่งกว่านั้น จึงเอาคำ ว่า มืดเหมือนกับตาบอด มาใช้ สำหรับคนโกรธ. ทีนี้อีกประโยคหนึ่งก็พูดกลับกันว่า "ไม่มีแสงสว่าง สำหรับคนโกรธ" โกเธน อภิภูตสฺส น ทีปํ โหติ กิญจนํ. ทีปํ ประทีป, ดวงประทีป แม้แต่นิดหนึ่งก็ไม่มีสำหรับคนที่ โกรธแล้ว ถูกความโกรธครอบงำแล้ว. แต่ถ้าในแบบเรียน นักธรรม ทีปํ คำนี้เขาแปลว่า ที่พึ่ง. ผมแปลตามที่ผมเห็นชอบ. เขาแปลว่า ที่พึ่งไม่มีสำหรับคนโกรธ.

น.32 คำว่า ทีปะ นี้จำไว้ด้วยว่า มันแปลว่า ที่พึ่ง ก็ได้, แปลว่า แสงสว่าง ก็ได้. ทีนี้ผมแปลว่าแสงสว่าง แสง สว่างไม่มีแม้แต่นิดเดียวสำหรับคนโกรธ. นี้ถือว่าเป็นข้อเร้นลับของสิ่งที่เรียกว่า ความโกรธ. ถ้าเราไม่ทำกับมันให้ดีๆ เราจะไม่รู้ความลับอันนี้ ของสิ่งที่ เรียกว่าความโกรธ ก็เลยตกเป็นทาสของความโกรธได้โดยง่าย. ยุ้งฉางเก็บกักความโกรธ. ทีนี้ก็พูดถึง ฉาง สำหรับเก็บความโกรธ, ยุ้ง สำ- หรับใส่ความโกรธ. สร้างฉางสร้างยุ้งให้มันใหญ่ ๆ สำหรับ ใส่ความโกรธ นี่จะทำอย่างไร. ? ขันติขจัดความโกรธ. สิ่งแรกที่จะต้องนึกถึงในเรื่องนี้ก็คือ ธรรม ธรรมะ ที่ชื่อว่า ขันติ . ขันติ หรือ ขันตี แปลว่า ความอดกลั้น. ขันตินี้แปลว่าความอดกลั้น, ความอดได้ รอได้ คอยได้, ความอดกลั้น ถ้าดูอย่างชั้นผิวเผินก็เห็นได้เหมือนกันว่า เพราะ อดกลั้นไม่ได้มันจึงโกรธ ; ถ้าอดกลั้นเสียได้มันก็ไม่โกรธ

น.33 ความโกรธมันเกิดโดยที่ไม่อดกลั้น คือเกิดจากความไม่มี ขันตี. ฉะนั้นสิ่งที่จะมารบสู้กับความโกรธนี้ ข้อแรกที่ต้อง นึกถึงก็คือ ขันตี ความอดกลั้น. มีบาลีว่า ขนฺตี สาหสวารณา - ขันตีเป็นเครื่องห้ามความผลุนผลัน. ในที่นี้ก็หมายถึง ความโกรธ ฉะนั้นฝึกอดกลั้นไว้ให้เป็นนิสัยมากขึ้น ๆ มัน ก็จะทำให้โกรธยากขึ้น. ทีนี้เราไม่ชอบอดกลั้น เราเห็นว่ามันเป็นเรื่องเสีย เกียรติ หรือขี้แพ้ อะไรทำนองนี้ เราก็ยิ่งไม่อดกลั้น มันก็ ให้โอกาสแก่ความโกรธ ; ฉะนั้นไปฝึกหัดการอดกลั้นอดทน กันให้มาก ; โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อยังบวชอยู่นี้ ขอให้เป็น นักบวชที่แท้จริง, มีสิ่งที่เรียกว่าขันติ เป็นแกนกลาง ของการประพฦติพรหมจรรย์ ของผู้บำเพ็ญพรตทั้งหลาย. เดี๋ยวนี้ไม่มีใครชอบอดกลั้น สอนเท่าไร แนะนำ เท่าไร ก็ไม่อดกลั้น ก็ชอบจะโกรธ และชอบที่จะโกรธตอบ โกรธเฉย ๆ หมายถึงโกรธที่แรก ทีนี้โกรธตอบนั้น คือเมื่อมีผู้อื่นโกรธมาแล้ว ตัวเองก็โกรธตอบ ให้หนักยิ่งขึ้น ไปอีก เมื่อไม่มีขันติ ก็มีทั้งโกรธ และโกรธตอบ.

น.34 ทีนี้นิสัยของความโกรธมันเคยชิน แล้วมันก็เลยไม่ ต้องนึกถึงขันตี พอมีอะไรแปลกเข้ามามันก็โกรธแล้ว มี อะไรแสบหูมันก็โกรธแล้ว. บางทีมันก็คิดไว้สำหรับจะโกรธ ล่วงหน้าด้วยซ้ำไป กับบุคคลนั้น มันเตรียมพร้อมแล้ว สำหรับที่จะโกรธ พอสักว่าเห็นหน้า สักว่าได้ยินเสียง ก็จะ โกรธ. ถ้าในระหว่างบวช ฝึกหัดเรื่องขันตีกันให้สุดความ สามารถ จะมีประโยชน์มาก คือ มันจะเปลี่ยนนิสัย แล้วก็จะ ติดไปใช้ที่บ้านที่เป็นฆราวาสได้ ทมะ ขจัดความโกรธ. ทีนี้ก็นึกต่อไปถึง ทมะ-การบังคับตัวเอง ก็นึกถึง ปัญญา คือ ความรู้อย่างพอตัว ในกรณีนั้น ๆ มีบาลีที่ กล่าวไว้ว่า ตัดความโกรธด้วยทมะ ตัดความโกรธด้วย ปัญญา. ฟังไม่ดีก็จะพังออกไปว่า ทมะ กับ ปัญญา นี่ เหมือนกัน หรือทำหน้าที่อย่างเดียวกัน เพราะมันมีบาลี เหมือนกัน มีรูปประโยคเหมือนกัน. โกธํ ทเมน อุจฺฉินฺเท -จงตัดความโกรธด้วยทมะ, โกธํ ปญ . ญาย อุจฺฉิน . เท - จง ตัดความโกรธด้วยปัญญา . อันไหนมันถูกกันแน่ ?

น.35 ถ้าจะใช้ตรรกมาจับเข้า มันต้องให้ผิดฝ่ายหนึ่ง แต่ ถ้าเอาตามความจริง มันก็พอจะเข้าใจได้ ว่า ทมะนี่มันตัดใน ระยะต้น ปัญญามันตัดในระยะถัดมา หรือตลอดกาล ทมะ นี่คือ บังคับตัวเอง ซึ่งเห็นได้ว่ามันตรงกับ คำที่เขาพูดกันทั่วโลกว่า self control. ที่ควบคุมตัวเองไว้ ได้ บังคับตัวเองไว้ได้ ในภาษาบาลีเรียก ทมะ เฉย ๆ ท ทหาร มม้า คือ การบังคับตัวเอง นี่จะตัดความโกรธในระยะต้น คือ บังคังจิตไว้ได้ ไม่ให้ความโกรธพลุ่งออกมา ก็เป็นตัดใน ระยะต้น. ปัญญา ขจัดความโกรธ. ทีนี้ถ้าว่า ตัดด้วยปัญญา มันตัด ในระยะยาว ใน ลักษณะที่เรียกว่า ขุดราก ขุดรากเง่าไปทำลาย ; ฉะนั้น ปัญญานี้มันจึงตัดได้ลึกซึ้งกว่า หรือตลอดกาลไปเลย แต่มันก็ยังต้องอาศัยอุปกรณ์อันอื่น ที่จะนำเอาปัญญา มาให้ทันแก่เวลา ฉะนั้นมันเลยเนื่องกันอยู่กับสติ, มันเลย เนื่องไปถึงสติด้วย. สติ ระลึกได้ทันท่วงที ทำให้เกิด การบังคับตัวเอง แล้ววิชาความรู้ในการตัดความโกรธ นั้นก็ทำงานของมันเต็มที่. ฉะนั้น ให้มัน สัมพันธ์กัน

น.36 ระหว่างสิ่งทั้ง ๓ นี้ คือ ทมะ ปัญญา และสติ. แต่ตัวที่ มันมีค่ามาก หรือน่าดูที่สุด ก็คือตัวปัญญา คือ ตัวรู้ รอบรู้ไป ในสิ่งที่ควรจะรู้ ; ฉะนั้นปัญญาในกรณีนี้ ในกรณีของเรื่อง ความโกรธนี้ ก็คือ รู้เรื่องความโกรธนั่นอย่างครบถ้วน นี่ ปัญญา สติ ขจัดความโกรธ. พอมีเรื่องให้กระทบกระทั่งหรือสะดุด แล้ว สติ ก็มา ระลึกได้ว่า นี้มันจะโกรธ, นี้มันเรื่องโกรธ; แล้ว ทมะ ก็ ตามมา คือ บังคับตัวเองไว้ ; แล้วก็ ปัญญา ใช้ความรู้ที่จะ ตัดเรื่องราวนั้นเสีย แล้วตัดความโกรธได้ด้วยปัญญาโดยแท้ จริง. ตัดในระยะเริ่มแรกด้วยทมะ ก็ใช้สตินี่เป็นสื่อ แล้ว ต่อไปสติมันก็ทำหน้าที่อย่างอื่นอีก ที่คุ้มกันอย่างอื่นอีก. จำคำว่า สติ ไว้ ว่าเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด ใน ความหมายที่ว่าเป็นเครื่องคุ้มกัน ไ ม่มีอะไรจะเป็นเครื่อง คุ้มกันมากเท่ากับสติ. ฉะนั้นจะคุ้มกันความโกรธ ป้องกัน ความโกรธ ก็คือ สติ หรือจะคุ้มกันอะไรก็ตามใจ กระแสแห่ง กิเลสตัวไหน ชื่อไหน ก็ตาม จะต้องป้องกันด้วยสติทั้งนั้น.

น.37 เดี๋ยวนี้ความโกรธนี้ก็เป็นกิเลสตัวหนึ่ง กระแสแห่ง กิเลสตัวนี้ จะกั้นได้ด้วยสติ จะกั้นไม่ให้มา หรือมาแล้วก็จะ กั้นไม่ให้ไปต่อไปนี่ มันก็เป็นเรื่องกั้นด้วยสติทั้งนั้น. ฉะนั้นใช้ให้มันสัมพันธ์กันให้ดี เพราะธรรมะนี้ ต้องการการสัมพันธ์กันอย่างเพียงพอ. ทมะ ปัญญา สติ : สติ ระลึกได้, ทมะ บังคับตัวเองให้หยุดไว้ก่อน, แล้วปัญญา ก็ทำหน้าที่แผ้วถางไป. ทีนี้พูดถึงปัญญา คือความรู้ กันอีกหน่อย : ใน ทางพุทธศาสนา หรือหลักธรรมะในพุทธศาสนาเรา ตาม พระพุทธภาษิตที่แสดงปรากฏอยู่ : ถ้าจะรู้อะไรในลักษณะที่ เรียกว่าปัญญาแล้วละก็ ท่านจำกัดความหมายไว้อย่างเพียงพอ มีเหตุผลที่สุด เท่าที่ผมสังเกตมา แม้จะพูดกันทาง logic (ตรรก) ก็มีเหตุผลที่สุด, จะพูดทางหลักวิชาอะไรก็มีเหตุผล ที่สุด. คือว่าถ้าจะรู้อะไร ก็ต้องให้รู้โดยหัวข้อเหล่านี้คือ หนึ่ง ก็รู้ ลักษณะ ของมัน. ทีนี้สอง ก็รู้ อัสสาทะ คือ เสน่ห์ ของมัน. ทีนี้สาม ก็รู้ อาทีนวะ คือ ความเลวร้ายของมัน. แล้วก็รู้ สมุทัย คือที่เกิดที่มาของมัน. แล้วก็รู้ อัตถังคมะ คือสิ่งที่จะทำให้มันตั้งอยู่ไม่ได้ คือ ความดับไป ตั้งอยู่ไม่ได้.

น.38 แล้วก็รู้ นิสสรณะ เป็นข้อสุดท้าย คือทางออก หนทางออก หรืออุบายเป็นเครื่องออก ไปพ้นจากสิ่งนั้น. ในกรณีของความโกรธนี่ ดูกันอีกทีก็ได้ ความ โกรธมีลักษณะอย่างไร ? ก็พูดกันมามากแล้ว. ทีนี้ถ้าเราจะแบ่งความโกรธออกเป็นกี่ชนิด ประ- กอบด้วยอุปมาอุทาหรณ์อะไร มันก็อยู่ในข้อนี้ทั้งนั้นแหละ : ถ้าใครจะไปเทศน์ ไปพูด ไปบรรยาย เรื่องความโกรธนี้ ว่า มันมีลักษณะอย่างไร ? มันมีกี่อย่าง ? มันมีกี่ชนิด ? มันควร จะอุปมาด้วยอะไร ? มันก็เป็นเรื่อง ลักษณะของความโกรธ. อัสสาทะ คือ เสน่ห์ของความโกรธ ก็อย่างที่ว่า มาแล้ว ว่ามันอร่อยแก่ผู้โกรธ. อาทีนวะ โทษความเลวร้ายของมัน ก็คืออัน- ตรายอย่างที่ว่ามาแล้ว. สมุทัย ที่เกิดของความโกรธ ก็คือความอยาก ด้วยอำนาจของความโง่ ถ้าจะเลยไปถึงตัวความโง่ โง่มันไกล เกินไป ไปถึงอวิชชานั่น มันเป็นต้นเหตุที่ไกลเกินไป เอา ที่ใกล้ ๆ ก็คือความอยากด้วยความโง่ แล้วไม่ได้ตามที่อยาก.

น.39 อัตถังคมะ ความตั้งอยู่ไม่ได้ของความโกรธ. ในภาษาไทยเราก็เรียกว่า อัษดงคต. อัษดงคตนั่น คือลับลง ดับลง. อัตถังคมะ นี่ก็คือที่เรากำลังพูด ก็ตัดความอยาก นั้นเสียนั่นถูกต้องที่สุด ดับความอยากด้วยความโง่นั้นเสีย นิสสรณะ อุบายวิธี หนทาง ที่จะออกไปเสียให้ พ้นจากความโกรธ. นี่ที่เรากำลังพูด ว่าเราจะ มีขันติ มีทมะ มีปัญญา มีสติ หรือจะสรุปรวมไปยังหมวดธรรมะ สารพัดนึก. คุณจำคำว่า สารพัดนึก ไว้ด้วย คือ อริยมรรคมี องค์แปดเป็นธรรมะสารพัดนึก ใช้แก้ปัญหาทุกอย่าง. ถ้านึกอะไรไม่ออก ในส่วนธรรมะที่จะดับทุกข์ หรือแก้ปัญหา แล้ว ก็นึกถึง อัฏฐังคิกมรรค ก่อน. มรรคมีองค์แปดนั้น ก็ท่านกำหนดไว้เป็นนิสสรณะทั่วไปในทุกกรณี. ถ้าเราจะมาทำเฉพาะเรื่อง เช่นเรื่องความโกรธเป็น ต้นนี้ เราก็เลือกธรรมะชื่ออื่น ๆ มาก็ได้ ให้มันตรงกับโรค โดยตรง ; แต่แล้ว ธรรมะเหล่านั้นจะไปรวมอยู่ได้ใน อัฏฐังคิกมรรคทั้งนั้น. จะพูดว่า ขันติ ทมะ ปัญญา สติ อะไรก็ตามเถอะ มันจะไปรวมอยู่ได้ในอัฏฐังคิกมรรคทั้งนั้น.

น.40 นิสสรณะ อุบายเครื่องออกไปเสียจาก ความโกรธ นี่ ก็ มีสติ ก่อน แล้วก็ มีทมะ บังคับตนให้ได้ แล้วก็ มีปัญญา มาฟาดฟันลงไปให้สิ้นไป ให้สูญไป. ทีนี้ คำว่า นิสสรณะ นี้กว้างมาก มันจะกินความ ไปถึง ป้องกัน ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไข อะไรก็ได้ ก็มีธรรมะชื่ออื่น ๆ โผล่ขึ้นมา. เราก็ได้พูดมาถึง คำว่า สติ แล้ว สตินี้มีความหมาย กว้าง แล้วความหมายใหญ่ของสติคือป้องกัน แล้วก็มีคำที่ คล้ายกัน แล้วก็มาช่วยสนับสนุนกัน เช่นคำว่า สังวร. สํวร, สังวร. สังวรมีหลายชนิด สติสังวรนี้สำคัญที่สุด ให้ ทุกคนมีการสังวรด้วยสติ มีสติเป็นเครื่องสังวร. สังวร ขจัดความโกรธ คำว่า สังวร นี้ก็มันมีความหมายคล้าย ๆ กันอีกแหละ ก็คือป้องกัน. สํ-วร ป้องกัน หรือแวดล้อมไว้อย่างดี. สังวร. สังวรด้วยอะไร ? ด้วยสติ, เอาสติมาเป็นเครื่องแวดล้อมไว้ ให้ดี ตลอดเวลาก็ให้มีการสังวรด้วยสติ คือมีสติรู้สึกตัวอยู่ ทุกอิริยาบถ ก็มีสติสังวร.

น.41 สัจจาธิษฐาน ขจัดความโกรธ. ทีนี้ถ้าจะให้มันเข้มข้น ก็มีธรรมะชื่อว่า สัจจะ หรือ อธิษฐานะ เรามารวมเรียกกันในภาษาไทยว่า สัจจาธิษฐาน. สัตยาธิษฐาน หรือว่า สัจจาธิษฐาน แล้วแต่จะเขียนชนิด ไหน. สัจจาธิษฐานนี้ จะสร้างความเข้มข้นของสติ ของ ทมะ ของอะไรก็ตาม ที่จำเป็นให้มันเข้มข้นขึ้นมา คือ อธิษฐานจิตให้มีสัจจะที่จะทำอย่างนั้น เป็นสัจจะตัวเดียวกับ ในฆราวาสธรรม สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ. สัจจะตัวนั้นแหละ คือความจริงลงไปในสิ่งที่จะกระทำ. อธิษฐานะ แปลว่า ตั้งมั่น มีสัจจาธิษฐาน ก็ตั้งจิตด้วยสัจจะมั่นลงไปในการที่ จะทำ ในการที่จะประพฤติการละข้อนี้. จาคะ ขจัดความโกรธ. ทีนี้ไปไกลไปอีก ให้มันปลอดภัยอีก ก็จะต้องนึกถึง ธรรมะอีกชื่อหนึ่ง ที่มีประโยชน์มาก เรียกว่า จาคะ. จาคะ นี้แปลว่า สละ ตัวหนังสือแปลว่าสละ แต่ เรารู้จักจาคะกันแต่ในเรื่องการให้ทาน. ที่จริง จาคะ นี้

น.42 ในชั้นสูงหมายถึงสละกิเลสออกไป. กิเลสนี้จะเอาไปให้ใคร ใครมันจะเอา ไม่ใช่เหมือนเงินทองข้าวของ สละไปแล้วมัน มีคนเอา. ฉะนั้นจาคะในกรณีอย่างนี้ หมายถึงสละกิเลส ตามโอกาสที่ต้องสละ ถ้าปล่อยไว้มันก็กดดัน ๆ อัดตัวหนัก เข้า ๆ มันก็ทำลาย มันก็ระเบิด. ฉะนั้นจาคะนี้เหมือนกับรูรั่ว หรือลิ้นวาว ที่เขา ทำไว้สำหรับรั่วได้โดยอัตโนมัติ อย่าให้มันถึงขนาดกดดัน ก็ ฝึกหัดสละนี่อยู่เสมอ อยู่เสมอ ให้อภัยอยู่เสมอ หรือว่าจะ สละด้วยวิธีใดก็ตาม ทำอยู่เสมอ. แม้ที่สุดแต่จะให้ มีสติ มีปัญญา รู้สึกตัวอยู่เสมอ มันก็เหมือนกับว่าสละอยู่เสมอ. เปิดรูรั่วให้สิ่งเลวร้ายนี้รั่วไหลออกไปเรื่อย ๆ อยู่เสมอ ตั้งขึ้น ไม่ติดในสันดานของบุคคลนั้น. ฉะนั้น เราทุกคน จะต้องมีจาคะ ในความหมายนี้ อยู่ ยิ่งกว่าจาคะในความหมายที่ว่าให้ของ ให้อะไร. แล้ว ก็ทำอยู่ทุกเวลา รูรั่วที่ระบายกิเลสออก ต้องทำอยู่ทุก เวลา. ถ้าฉลาดจริง จะทำได้ทุกเวลาจริงเหมือนกัน จะ ไปอ่านหนังสือพิมพ์ก็เถอะ มันก็จะเหมือนกับจะมีรูรั่วให้

น.43 กิเลสไหลออกไป จะอ่านหนังสือเล่น ก็จะเกิดมีรูรั่วได้เหมือน กัน คือมันทำให้เกิดความรู้ชนิดที่ทำลายกิเลสนั้น นิดหนึ่ง เสมอไป แล้วยิ่งไปนั่งภาวนากำหนดกัมมัฏฐานอะไรอยู่ มัน ก็ยิ่งเป็นรูรั่ว ที่ใหญ่ยิ่งขึ้นไปอีก ให้มันไหลรั่วไปเสียมาก ๆ ให้มันไม่เหลือค้างอยู่ได้ ให้มีชีวิตอยู่ด้วยการเปิดรูรั่ว ให้ ความชั่วไหลออกไปจากสันดาน อยู่ทั้งวันทั้งคืน. อนุสัยแห่งความโกรธที่สะสม. สำหรับความโกรธนี้ เมื่อโกรธก็เรียกว่า ความ โกรธ. แต่พอโกรธทีหนึ่ง มันสร้างอะไรขึ้นมาอีกชนิด หนึ่ง ก็เรียกว่า อนุสัยแห่งความโกรธ. ชื่อไพเราะเหลือ ละว่า "ปฏิฆานุสัย" ปฏิฆานุสัย! โกรธทีหนึ่งก็จะเพิ่ม ปฏิฆานุสัยให้ครั้งหนึ่ง ๆ หมายความว่า พอโกรธบ่อยเข้า มัน ก็เคยชินในความโกรธมากเข้า ความชินนั้นเรียกว่า อนุสัย แล้วพร้อมที่จะหลั่งออกมา เรียกว่า อาสวะ. อย่าเข้าใจว่าโกรธทีหนึ่งแล้วก็แล้วไปนะ ถ้าอย่าง นั้นจะโง่มากนะ. โกรธทุกที่จะเพิ่มอนุสัยแห่งความโกรธ คือ ความเคยชินแห่งความโกรธนี้ ให้เข้มข้นเข้าทุกที ; เพราะฉะนั้น เราจะโกรธง่ายยิ่งขึ้นทุกที.

น.44 ระวังอย่าให้โกรธ แล้วก็เป็นดีที่สุด เหมือน กับไม่ให้อาหารแก่กิเลสตัวนี้ ให้มันผอมตายเสียดีกว่า. ถ้า เราชอบโกรธ หรือปล่อยให้โกรธอย่างโง่ ๆ ไม่มีเหตุผลอยู่ บ่อย ๆ ทุกวัน ๆ มันก็แน่นหนา อย่างที่จะไถ่ถอนไม่ได้ ยาก ที่จะไถ่ถอนได้. ฉะนั้นก็กลัวความโกรธ ว่ามันจะสร้าง ความเคยชินแห่งความโกรธ ให้เป็นความยุ่งยากลำบากแก่เรา. จะถือโอกาสพูดไปเสียเลยก็ได้ว่า เรื่องความรักอะไร อีกก็เหมือนกัน พอไปทำมันเข้าครั้งหนึ่ง มันจะสร้างอนุสัย แห่งสิ่งนั้นแหละเพิ่มขึ้น ๆ เรียกว่า ราคานุสัย. หรือ ว่าโง่ เข้าทีหนึ่ง มันจะเพิ่มอนุสัยแห่งความโง่ เรียกว่า อวิชชานุสัย เข้าทีหนึ่ง. ฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่า "อนุสัย" นั่นแหละ คือ สิ่งที่ ทำความลำบากให้แก่เรา คือ เราไม่อยากจะโกรธ แต่มันก็ โกรธเสียแล้ว เป็นสายฟ้าแลบ, เราไม่อยากจะไปรักมัน มัน ก็รักเสียแล้ว อย่างเป็นสายฟ้าแลบ. นี่เพราะสิ่งที่เรียกว่า อนุสัย นั่นเอง เพราะฉะนั้นจะต้องนึกถึงข้อนี้ด้วย ว่า จาคะ นี่ จะช่วย เป็นรูรั่ว ให้รั่วออกไป รั่วออกไป ไม่ให้ สะสมเป็นอนุสัยขึ้นมา เราก็ฝึกที่จะไม่โกรธอยู่เป็นประจำ.

น.45 หิริโอตตัปปะ ขจัดความโกรธ. ทีนี้เมื่อพูดแล้ว ก็พูดให้หมดเลย ว่ามันยังมีอุปกรณ์ อันอื่นอีก ถ้ามีสติปัญญาแล้ว จะดึงธรรมะมาใช้ได้หมด ; แต่นี้เราจะเอาเท่าที่ว่ามันเนื่อง ๆ กันอยู่. ธรรมะเหล่านี้ก็ เช่น หิริ และโอตตัปปะ. หิริ-ความละอายแก่ใจของ ตัวเอง, โอตตัปปะ-ความกลัวด้วยความรู้สึกผิดชอบของ ตนเอง. ถ้าหิริและโอตตัปปะมีในเรื่องนั้น ๆ แล้ว มันโกรธ ไม่ได้. เดี๋ยวนี้พระเณรของเรามันหน้าด้านเกินไป มันโกรธ ใครแล้วมันไม่ละอาย, แล้วมันไม่กลัวโทษของความโกรธ. ฉะนั้นขออย่าได้เป็นพระเณรที่หน้าด้าน โดยเฉพาะที่บวช ใหม่ชั่วหนึ่งพรรษานี้. ถ้าโกรธเข้าไปทีจงเสียใจให้มาก จง ละอายให้มาก จงกลัวให้มาก. นี่คือหิริและโอตตัปปะ อย่าเอาอย่างพระแก่ พระแก่มันจะโกรธก็ช่างหัวมัน พระใหม่ อย่าเอาอย่าง. จงเสียใจให้มากละอายให้มาก. ถ้าว่าโกรธ เมื่อไร มันก็เป็นการสูญเสียความเป็นพระ คือไม่มีหิริและ โอตตัปปะ. ถ้ามีหิริและโอตตัปปะมันโกรธไม่ได้.

น.46 จงสร้าง ฐานรากอันมั่นคง คือหิริและโอต- ตัปปะ จะมีประโยชน์ทั่วไปในทุกกรณี เรื่องมีศีล มีอะไร ต่าง ๆ อีกมากมาย จะมีรากฐานอยู่ที่หิริและโอตตัปปะ : ละอายแก่ความชั่ว แก่ใจเอง กลัวต่อความชั่วด้วยเหตุผลของ ตนเอง. นึกถึงหิริและโอตตัปปะ ในฐานะที่เป็นพื้นฐาน เป็นรากฐาน อยู่ตลอดเวลา ก็จะป้องกันความโกรธอย่างยิ่ง ; แม้โกรธขึ้นมามันก็สะดุ้ง แล้วมันก็สลัดออกไปทันทีได้. กัมมัสสกตาญาณ ขจัดความโกรธ. ทีนี้สิ่งที่ต้องนึกถึงต่อไปอีก ก็คือ ธรรมะ เช่น กัมมัสสกตา. กัมมัสสกตา - ความที่สัตว์มีผลกรรม เป็นของตน, ทำกรรมใดไว้จักได้รับผลแห่งกรรมนั้น. บทอภิณหปัจจเวกขณ์ ที่พวกคุณก็สวดอยู่เกือบจะทุกเย็น นั่นแหละ เรียก กัมมัสสกตา-ความจริงที่ว่า สัตว์จะต้องมีผล แห่งกรรมเป็นของตน. พอเรานึกถึงข้อนี้ ก็จะนึกได้ต่อ ไปว่า ความโกรธก็เป็นกรรมอันหนึ่ง เมื่อเราจะต้องได้รับ ผลแห่งกรรมนี้เป็นแน่นอน มันก็ทำให้กลัว มันก็ช่วยให้มี หิริโอตตัปปะได้.

น.47 มรณานุสสติ ขจัดความโกรธ. ทีนี้จะต้องไปนึกถึงความตาย เรียกว่า มรณสติ หรือ มรณานุสสติ แล้วแต่จะเรียก. เพราะเดี๋ยวนี้คนทั้งโลกมันลืมตาย มันไม่มีความ หมายในความตาย คือมันลืมตาย มันจึงทำอะไรเลว ๆ ด้วยกัน ทั้งโลก ; ถ้ามันนึกถึงข้อที่ว่า ไม่เท่าไรจะต้องตายแล้ว มันก็จะไม่ทำอย่างที่กำลังทำอยู่ในทางผิด ๆ. การระลึกถึง ความตายนี้ มันช่วยในข้อที่ให้เสียสละบางอย่าง ให้ยินยอม บางอย่าง ให้อะไรบางอย่าง ได้ง่าย. คนโง่เท่านั้น ที่ว่า นึกถึงความตายแล้วก็ท้อแท้ ทำอะไรไม่ได้. ผมเคยสอบตัวเองดูเสมอ ว่าเมื่อนึกถึงความตายที่ กำลังใกล้เข้ามานี้ มันเป็นอย่างไร ? มันก็ไม่ได้ทำให้ท้อแท้ แล้วมันอยากจะทำอะไรให้เสร็จเสียเร็ว ๆ . หรืออย่างดีที่สุด อย่างน้อยที่สุด มันก็จะปรับปรุงการงานที่ว่ามันยังอยู่มาก ให้มันเหลือน้อย ให้พอดีกับความตาย, ไม่ได้มีความท้อแท้ ว่า อีกไม่กี่ปีจะตาย แล้วก็ไม่ทำอะไร, นอนสบายดีกว่า. เพราะฉะนั้น อาจจะบังคับให้เราทำสิ่งที่เป็นประ- โยชน์ไปจนวินาทีสุดท้ายก็ได้ ; เมื่อมันมีความรู้สึกอย่างนี้

น.48 หรือปลงใจลงไปอย่างนี้ มันก็แสวงหาโอกาส หาลู่ทาง ที่จะ ทำประโยชน์แก่โลก หรือแก่ส่วนรวม กระทั่งวินาทีสุดท้าย หรือกระทั่งคำพูดคำสุดท้ายที่จะพูดได้, หรือว่าด้วยกิริยา อาการที่ดีที่สุด คือตายให้ดีที่สุดให้เขาดู แล้วก็มีประโยชน์ แก่คนเหล่านั้นที่ได้เห็น นี้ก็เรียกว่า ทำประโยชน์ถึงวินาที สุดท้าย ก็ได้. นี่การระลึกถึงความตายมันต้องเป็นอย่างนี้ จึงจะ ถูกต้องตามแบบฉบับ ถ้าระลึกถูกต้องอย่างนี้ จะป้องกัน ความโกรธได้อย่างมหาศาล. อัปปมัญญาเมตตา ขจัดความโกรธ. ทีนี้อันสุดท้ายที่ควรจะพูดถึงอีกอย่างหนึ่งก็คือ ธรรมะ ที่เรียกชื่อว่า อัปปมัญญาเมตตา. เมตตา แปลว่าเมตตา คือ ความเป็นมิตร ความหวังดี, อัปปมัญญา-ไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต ไม่มีประมาณ. ความรักความเมตตาที่ไม่มี ขอบเขต ไม่มีประมาณ คำนี้เป็นคำเก่า ก่อนพระพุทธเจ้า ก่อนพุทธกาล เป็นใจความสำคัญของนักบวชทั้งหลาย ที่ออกจากบ้านเรือน ไปบวช จะมีธรรมะข้อนี้เป็นธรรมทั้งหมด แม้ว่าเขาจะไม่รู้

น.49 เรื่องมรรค ผล นิพพาน อะไรกันก่อน ในสมัยโน้นนะ ก็มี อันนี้ ที่ว่าตายแล้วจะได้ไปพรหมโลกนั่นแหละ. ออกจาก บ้านเรือน ไปอยู่ในป่าในดง, พิจารณาอยู่แต่ความที่สัตว์ทั้ง หลายควรจะเมตตาต่อกัน กระทั่งจิตเมตตาต่อสัตว์ทั้งหลาย แล้วกระทำด้วย. ฉะนั้นจึงไม่เบียดเบียนสิ่งที่มีชีวิต ตั้งจิต เมตตาอยู่ตลอดเวลา ตายแล้วไปพรหมโลก ถือว่าที่นั่นเป็น นิพพาน สำหรับคนที่ถือลัทธิอย่างนั้น. ทีนี้บัดนี้เราก็ศึกษาทุก ๆ อย่างมากพอแล้ว มัน ควรจะสรุปกันได้เองสักทีหนึ่งว่า มันไม่มีอะไรดีกว่าที่เราจะ รักกัน คือ ดีกว่าที่จะเกลียดกัน ดีกว่าที่จะไม่รักกัน หรือ เฉย ๆ ต่อกัน. ในโลกนี้กำลังขาดเมตตาอย่างยิ่ง แล้วกลับดูถูก เรื่องของเมตตา. การศึกษาแผนใหม่ที่เขาก้าวหน้าในเรื่องทางวัตถุ ก็ หลงวัตถุ เป็นทาสวัตถุ ยากที่จะเกิดความรู้สึกเมตตาตามแบบ โบราณดึกดำบรรพ์ คือเมตตาไม่มีขอบเขต : มีบทเรียน สำหรับฝึกเมตตาไปตั้งแต่ว่า ไม่ตบยุง ไม่ฆ่ามด ไม่อะไร ทำนองนี้ นี้มันเป็นรากฐานของเมตตา แล้วก็เรื่อย ๆ ไป.

น.50 ถ้ามันฆ่ายุงไม่ได้ มันก็ฆ่าคนไม่ได้ มันเป็นอย่างนี้. เดี๋ยวนี้เมื่อฆ่ามด ฆ่ายุง ฆ่าปลา ฆ่าปู อะไรอย่างไม่มีความ หมาย มันก็ฆ่าคนได้โดยไม่สู้ยาก หรือฆ่าคนได้โดยง่ายยิ่ง ขึ้นไปตามลำดับ แล้วมันจะทิ้งลูกระเบิด ชนิดที่ลงมาแล้ว ฆ่าคนทีเดียวเป็นแสน ๆ ได้โดยไม่มีความหมายอะไร แล้วก็ หวังพึ่งสิ่งเหล่านี้ ก็สร้างสมกันแต่สิ่งเหล่านี้ สิ่งที่เรียกว่า เมตตามันก็ไม่มีอยู่ในโลกปัจจุบันนี้. ทีนี้เรามาพูดถึงเมตตา เขาก็จะหัวเราะ, ยิ่งพูดว่า ไม่มีขอบเขตด้วยแล้ว เขาก็ยิ่งหัวเราะใส่หน้าเรา; แต่เมื่อ พูดถึงธรรมะแล้วมันก็เป็นอย่างอื่นไม่ได้ ธรรมะที่จะ ช่วยโลกให้รอดได้คือ เมตตา ไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว แล้วทำลายผู้อื่นโดยไม่รับผิดชอบอะไร. นี่มันพอกันที สำหรับเรื่องสร้างยุ้งฉาง สำหรับ เก็บความโกรธ ด้วยธรรมะเหล่านี้ เริ่มมาแต่ ขันตี แล้วก็ ทมะ ปัญญา สติ สังวร สัจจาธิษฐาน จาคะ หิริโอตตัปปะ กัมมัสสกตา มรณัสสติ อัปปมัญญา เมตตา อยู่รั้งท้าย.

น.51 ธรรมะกลุ่มนี้ผมจัดขึ้นเอง อย่าไปหา ไปพบดอก ในตำราเรียนอะไรที่ไหน. แม้จัดขึ้นเองมันก็ไม่ทิ้งหลักที่ มันมีอยู่ เพียงแต่มาทำให้มันเห็นง่ายขึ้น จัดเป็นกลุ่มขึ้นมา อย่างนี้ สำหรับจะเก็บความโกรธ ไม่ให้ออกมาอาละวาด ทำอันตรายตนเองและผู้อื่น แล้วก็ไม่ให้อาหารมันกิน แล้ว มันก็ค่อย ๆ เน่า สูญสิ้นไป เรียกว่า เก็บความโกรธไว้ใน ยุ้งฉาง เพราะว่าความโกรธมันยังมี แต่ไม่ให้มันออกมา อาละวาด จนกว่ามันจะหมดสิ้นไปด้วยการหมดเหตุหมด ปัจจัยของมัน. สร้างยุ้งฉางเสียแต่ขณะที่ยังบวช ฉะนั้น ขอให้พยายามชิมชีวิตที่เย็น ในขณะที่บวช เพราะไม่มีความโกรธนี้ให้มาก ๆ แล้วมันจะชอบความเย็น ชอบรสของความเย็น เพราะไม่มีไฟคือ ความโกรธ มันก็เป็น การสร้างนิสัยใหม่ที่ตรงกันข้าม เพื่อจะไม่ให้โกรธ. แม้ออก ไปเป็นฆราวาสอีก ก็คงจะมีความโกรธน้อย หรือโกรธยาก ยิ่งกว่าที่เป็นมาแล้ว. ถ้าบวชจริง มันก็คือการเก็บความโกรธไว้ในยุ้งฉาง หมดจริงเหมือนกัน พร้อมกันนั้นก็ได้ชิมรสแห่งธรรมะ ของ

น.52 การที่เก็บความโกรธใส่ยุ้งเสียหมด . ฉะนั้นจะอยู่ที่ไหน ในที่ ทุกหนทุกแห่ง มันเป็นพรหมโลกอยู่ตลอดเวลา. ถ้าเราไม่ โกรธอยู่เวลาใด เราก็เป็นพรหมอยู่ตลอดเวลานั้น. นี้ออก ไปเป็นพ่อบ้านที่ดี สมตามคำที่กล่าวไว้ในพระบาลีว่า พฺรหฺมาติ มาตาปิตโร -บิดามารดาเป็นพรหมในบ้านเรือน จะสำเร็จ ได้ด้วยการที่ไม่โกรธ. นอกจากนั้นจะทำให้คนในครอบครัวไม่โกรธ โกรธ น้อยลง ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาก็จะโกรธน้อยลง ก็มีประโยชน์ สุขแก่กันและกัน โดยตรงบ้าง โดยอ้อมบ้าง แก่ทุกคนที่ เป็นมนุษย์. แล้วยังจะมีประโยชน์ลงไปถึงสัตว์เดรัจฉาน สุนัขและแมวก็ไม่ค่อยถูกตี ถ้วยโถโอชามแก้วน้ำ ก็จะไม่ถูก ฟาดถูกพัดให้แตกกระจาย โดยที่มันไม่มีความผิด, แต่คนบ้า ด้วยความโกรธมันก็ทำได้ ถ้ามันไม่มีความโกรธแล้ว ก็ จะร่มเย็นลงไปถึงแม้แต่สิ่งของที่ไม่มีชีวิตวิญญาณ พูดโดย อุปมาก็อย่างนี้. ถ้าว่าไม่มีความโกรธจริง ตามหลักของธรรมะที่ กล่าวแล้ว มันก็มีกิเลสอื่น ๆ ลดน้อยลงไปตาม ตามสัด ตามส่วน เพราะมันเนื่องกัน. กิเลสทั้งหลายมันเนื่องกัน

น.53 เราบังคับกิเลสตัวนี้ มันกระเทือนถึงกิเลสตัวโน้น. ถ้า ตั้งหน้าตั้งตาบังคับความโกรธให้ได้จริงอย่างนี้ ก็เป็นพระ อนาคามีได้ แม้ในบ้านเรือน แม้ในเพศฆราวาส. ถ้ายังไม่ทราบก็ทราบเสียเลยว่า เขาบัญญัติอริย บุคคลชั้นพระอนาคามี มีได้แม้ในบ้านเรือน ที่เป็นฆราวาส แต่ไม่มีการบริโภคกาม หรือความโกรธอะไร คือ มันตัดเรื่อง โกรธเรื่องกามได้ แม้ยังอยู่ในเพศฆราวาส บ้านเรือน เลี้ยง บิดามารดาอะไรก็ได้ มันมีผลทำให้เป็นอนาคามีได้ในบ้าน เรือน. ความไม่โกรธมันดีอย่างนี้ แล้วก็เป็นบ้านเรือนที่ สงบเย็น เหลือที่จะพรรณนา. ถ้าบ้านเรือนใด ครอบครัว ใด พ่อบ้านเป็นอนาคามีแล้ว มันจะเป็นครอบครัวที่ เยือกเย็นเหลือที่จะกล่าวได้. ฉะนั้นขอให้สนใจในเรื่องควบคุมความโกรธ เก็บ ความโกรธ ทำลายความโกรธ ในระหว่างที่บวชนี้ให้มาก ๆ แล้วสึกออกไป ก็ขอให้ได้รับประโยชน์ มากที่สุดเท่าที่จะ มากได้. การบรรยายในวันนี้ก็เกินเวลาแล้ว ขอยุติไว้ที.

น.54 โลกนี้น่าขำ โลกนี้มี แต่คนบ้า ไม่น่าอยู่ จงมองดู ให้ดีดี มีข้อขำ คือตัวกู ที่เกิดอยู่ เป็นประจำ จงกระทำ อย่าให้เกิด ประเสริฐแล อย่าปล่อยให้ อารมณ์ใด เข้ามาปรุง เป็นจิตยุ่ง วุ่นวาย หลายกระแส ว่างตัวกู จิตก็อยู่ เหนือโลกแท้ ว่างกูแน่ ก็หยุดบ้า น่าขำเอย. พ.อินทปัญโญ

น.55 รายชื่อหนังสือ ชุดลอยปทุม อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑. คู่มือมนุษย์ ๖ ๑๒. นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ ๒ ๒. ศิลปแห่งการดู ๑๓. ธรรมพรปีใหม่ ๒ ด้วยยถาภูตสัมมัปปัญญา ๑ ๑๔. ตถตาช่วยได้ ๑ ๓. ศิลปแห่งการมีพระพุทธเจ้า ๑๕. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๒ ๑ อยู่กับเนื้อกับตัว ๑ ๑๖. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๓ ๓ ๔. ธรรมะสำหรับคนเกลียดวัด ๑ ๑๗. ค่าของครู ๑ ๕. ธรรม ๒๔ เหลี่ยม ๓ ๑๘. พระผู้มีพระภาคเจ้า ๖. พูดกับเณร ๑ ทรงเป็นกัลยาณมิตร ๑ ๗. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๑ ๑ ๑๙. ถอยหลังเข้าคลองกันเถิด ๑ ๘. เห็นธรรมชาติ ๒๐. การเก็บความโกรธใส่ยุ้งฉาง ๑ คือเห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ๑ ๒๑. การปรุงเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ๙. ธรรมโอสถสำหรับโลก ๑ การดับเป็นสุขอย่างยิ่ง ๑ ๑๐. ความมีสุขภาพอนามัยทางจิต ๒ ๒๒. อาหารหล่อเลี้ยงใจ ๑ ๑๑. ปรมัตถธรรมคำกลอน ๖ ๒๓. ปุญญกิริยาวัตถุ ๑ พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๙๒-๙๖ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ ๒ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา พ.ศ. ๒๕๒๕ โทร. ๒๒๑๒๓๓๗

น.56 ได้ดีเพราะถูกด่า ฉันมีดี เพราะถูกด่า น่าหัวไหม ? ยิ่งดีใจ เพราะถูกด่า ดูน่าหัว ใครจะด่า สักเท่าไร ไม่เคยกลัว เรื่องจะชั่ว อย่างเขาด่า นั้นอย่าเกรง ใครมีดี คนก็คิด ริษยา หาแง่ด่า กันโขมง ล้วนโฉงเฉง เมื่อยปากเข้า ปากก็มุบ หุบปากเอง ยิ่งครื้นเครง คือฉันท้า ให้ด่าฟรี ฉันเป็นคน ได้ดี เพราะคำด่า กลายเป็นคน นำมา ซึ่งศักดิ์ศรี ด่าเท่าไร ก็เห็น ไม่จริงสักที เลยได้ดี เพราะถูกด่า น่าหัวครันฯ พ. อินทปัญโญ

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต