น.13 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย การพูดกันคราวนี้ จะพูดโดยหัวข้อที่สำคัญ ที่ควร จะเป็นที่เข้าใจแจ่มแจ้ง แล้วก็จำได้ติดปาก ; ฉะนั้น ที่จด ก็ขอให้จดไว้อย่างถูกต้อง เพราะจะต้องเอาไว้ใช้ตลอดไป คือจะพูดโดยหัวข้อว่า การปรุงเป็นทุกข์อย่างยิ่ง และการ ดับเป็นสุขอย่างยิ่ง สำหรับ ข้อแรก ที่ว่า การปรุงเป็นทุกข์อย่างยิ่ง นี้ก็มีบาลีว่า สงฺขารา ปรมา ทุกฺขา, ช่วยจำให้ดี สงฺขารา ปรมา ทุกฺขา แปลว่า การปรุงเป็นทุกข์อย่างยิ่ง , การดับ เป็นสุขอย่างยิ่ง คือบาลีว่า นิพพานํ ปรมํ สุขํ. ที่เป็นบาลี ก็ได้ ๒ ประโยคว่า สงฺขารา ปรมา ทุกฺขา นิพพานํ ปรมํ สุขํ , ที่เป็นไทย ๆ ก็ได้ ๒ ประโยคว่า การปรุงเป็นทุกข์อย่างยิ่ง การดับเป็นสุขอย่างยิ่ง.
น.14 ๒ ศึกษาความหมายของภาษาบาลี เพื่อเข้าใจถูกต้อง. ทีนี้ปัญหามันอยู่ที่ เราไม่เข้าใจความหมายของ คำเหล่านั้น, และคำเหล่านั้นเป็นภาษาบาลีมาแต่เดิม ; พอ มาเป็นภาษาไทย คำแปลเกิดมีขึ้นหลายอย่าง ก็เลยทำให้ เข้าใจยาก ; เช่นคำว่า สังขาร ในที่นี้ สงฺขารา ปรมา ทุกขา ; ถ้าเอาตามตัวหนังสือว่า สังขารเป็นทุกข์อย่างยิ่ง นี้ในภาษา บาลีของเรา. สังขาร มันแปลว่า การปรุง ปรุงแต่ง หรือ สิ่งปรุงแต่ง สิ่งที่ถูกปรุงแต่ง หรือ การปรุงแต่ง เรียกว่า สังขาร. พอเป็น ภาษาไทย รู้กันแต่ว่า คือ ร่างกาย, สังขารคือร่างกาย, ดับสังขารคือตาย มันกลายเป็นอย่างนี้ ไป; สังขารไม่ใช่จะแปลว่าร่างกายแค่นี้ดอก. สังขาร แปลว่า การปรุง ของปรุง สิ่งปรุง สิ่งถูกปรุง ; เราจะ แปลกันง่ายๆ ในที่นี้ว่า การปรุง. สังขารร่างกาย นี้ก็ คือ สิ่งที่ถูกปรุง มันจึงเป็นร่างกายขึ้นมา, และเมื่อพูดว่า สังขารเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ก็ไม่ได้หมายความว่า ร่างกายนี้ เป็นทุกข์อย่างยิ่ง เหมือนที่เข้าใจกัน ; ต้อง เล็งไปถึง
น.15 ๓ การปรุง และของที่ถูกปรุง ฉะนั้น การดับสังขารก็ ไม่ใช่การตาย ก็แปลว่า การหยุดปรุง ไม่ปรุง ว่างจาก ปรุง. ขอให้ช่วยจำไว้ให้ดี ๆ ว่า สงฺขารา ปรมา ทุกฺขา - สังขารเป็นทุกข์อย่างยิ่ง. เตสํ วูปสโม สุโข - การ ระงับเสียซึ่งสังขารนั้น คือการระงับเสียซึ่งการปรุงนั้นเป็น สุข ; ไม่ใช่หมายความว่าการตายเป็นสุข สงฺขารา ปรมา ทุกฺขา ไม่ได้หมายความว่า ร่างกาย เป็นทุกข์ แต่ หมายถึงการปรุงว่ามันเป็นทุกข์. เตสํ วูปสโม สุโข - การระงับเสียซึ่งการปรุงก็เป็นสุข. ทีนี้ นิพพานํ ปรมํ สุขํ - ความดับเป็นสุขอย่างยิ่ง ; ดับนี่ หมายความว่า ดับการปรุง หยุดการปรุง มันจึงดับ ; ไม่ได้หมายถึงว่าดับร่างกายคือตาย. นี่ถ้อยคำมันเล่นตลกกันอยู่อย่างนี้ เราก็ เข้าใจกัน ผิด ๆ, แล้วก็พูดกันผิด ๆ; แม้ในวัดในวา ก็พูดกัน ผิด ๆ ทั้งนั้น. ช่วยทำความเข้าใจข้อนี้ให้ดีๆ จะเป็น หลักที่ถูกต้องถาวร ใช้ได้ตลอดไป.
น.16 ๔ สงฺขารา แปลว่า การปรุง เหมือนกับการสุมไฟ ; ถ้าเราจะติดไฟสักกองหนึ่ง ก็ต้องมีไม้ฟืนบ้าง มีลมอากาศ บ้าง มีเชื้ออะไรบ้าง, หลาย ๆ อย่าง สุมกันเข้าไป เรียกว่า การปรุง ; ฉะนั้นไฟลุกขึ้นมา. ส่วน นิพพาน การดับ นั้น คือ ไม่ปรุง ดับแห่งการปรุง มันก็แยกออกไป ; แล้วก็ดับ ไม่ปรุง, ไม่เป็นไฟขึ้นมา. ฝ่ายที่ปรุงขึ้นมาก็เป็นทุกข์ อย่างยิ่ง, ฝ่ายที่ดับลงไปก็เป็นสุขอย่างยิ่ง. สังขารไม่เที่ยงเพราะถูกปรุงเปลี่ยนไปต่าง ๆ. เมื่อไปงานศพจะได้ยิน พระสวด อนิจฺจา วต สงฺขารา - สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ ; มักจะเล็งถึงร่างกาย และ โดยเฉพาะศพที่นอนอยู่ในโลง ; อย่างนี้ไม่ถูกดอก. อนิจจา วต สงฺขารา - สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ ในที่นี้ก็แปลว่า ของปรุงทั้งหลาย, ของที่ถูกปรุงทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ เพราะมันถูกปรุงขึ้นมา แล้วมันก็เปลี่ยนไป. เมื่อได้ยินพระสวดในงานศพว่า อนิจฺจา วต สงฺขารา เขาบอกว่า ของปรุงทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ อุปฺปชิตฺวา นิรุชฌฺนติ - เกิดขึ้นแล้วดับไป หรือ อุปฺปาทวยธมฺมิโน
น.17 ๕ คือว่า มีธรรมดาเกิดแล้วเปลี่ยน ๆ ๆ, เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป. เตสํ วูปสโม สุโข - ความระงับเสียซึ่งสังขาร คือการปรุง ของปรุง มันเป็นสุข. ควรจะเข้าใจเสียให้ถูก สำหรับจะไปพึ่งอะไรถูก, คิดนึกอะไรถูก, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลักสองอย่างนี้ ซึ่ง สำคัญที่สุด สำหรับพุทธบริษัทเรา คือบอกว่า ที่ปรุง นั้นเป็นทุกข์อย่างยิ่ง, ที่ดับ หยุดนั้นเป็นสุขอย่างยิ่ง ; หัวข้อนี้ จำไว้ให้ได้ แล้วก็ให้นึกได้ทันทีที่มันมีเรื่อง. คน เรามันก็มีเรื่องสองเรื่องนี้ตลอดชีวิต ; ตลอดชีวิตของคน เรา จะมีเรื่องปรุงกับเรื่องดับ, เรื่องปรุงเรื่องดับ สลับ กันไป. ฝึกเปรียบดูผลระหว่างปรุงกับหยุดปรุง. เราจงสังเกตดูให้ดี ๆ ว่า เมื่อไรมีการปรุง เมื่อ นั้นจะมีความทุกข์ ; หรือเมื่อหยุดปรุง หรือ ว่ างจาก การปรุง ว่างอยู่นี้ ก็เย็น ดับเย็น, เรียกว่าการหยุด หรือ การดับแห่งการปรุง. เวลานั้นจิตจะสบายอย่างยิ่ง ซึ่งมี ลักษณะเดียวกับนิพพานสำหรับพระอรหันต์. เรามัน
น.18 ๖ หยุดปรุงหรือดับชั่วคราว ชั่วขณะ ; พระอรหันต์นั้น ท่านหยุดปรุง หรือดับตลอดไป . ฉะนั้น การหยุดปรุง หรือ การดับตลอดไป คือนิพพาน นั้น คอยเราอยู่ข้าง- หน้า ; เดี๋ยวนี้ยังไม่ถึง แต่ว่าถึงอย่างที่ชั่วคราว ฉะนั้น ขอให้สังเกตดูว่าวันหนึ่ง ๆ เ มื่อไรมีการ ปรุง เมื่อนั้นก็จะต้องมีความทุกข์; ปรุงนั่นแหละ เป็นทุกข์อย่างยิ่ง ก็หมายถึงปรุงเต็มที่. แล้ว เมื่อใดดับ คือนิพพาน หยุดปรุง แม้ชั่วคราวนี้ , เมื่อนั้นก็ยัง เป็นสุขอย่างยิ่ง. เราสังเกตดู : เมื่อจิตของเราโปร่งสงบ เย็น สบาย ไม่มีอะไรกระตุ้น นี่จะเป็นสุข เดี๋ยวนี้เราก็พูดกันในที่อย่างนี้ คือที่นั่งกันอยู่ตรงนี้ มันเป็นความเหมาะสมที่จะพูดเรื่องนี้ คือเรื่องการดับ หรือ การไม่ปรุง. มานั่งที่ตรงนี้ คือ มาที่สวนโมกข์ แล้วก็มา นั่งตรงนี้ มัน เหมาะที่จะพูดกันเรื่องไม่ปรุง หรือ เรื่องโมกข์ นั่นเอง. ฉะนั้นขอให้ผู้ที่ยังไม่ทราบ หรือยังไม่เคยฟัง ได้ ฟังว่า ดิน, แผ่นดินนี้ เป็นที่นั่งที่นอนของพระพุทธเจ้า. พูดคำธรรมดาสามัญโสกโดกว่า ที่นั่งที่นอนของพระพุทธเจ้า
น.19 ๗ ไปเข้าใจเอาเองว่าหมายความว่าอะไร, หรือตั้งใจจะพูดว่า อะไร. พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้ในป่า. พระพุทธเจ้า ประสูติ ก็ กลางดิน ใต้ต้นไม้ พระ- พุทธเจ้า ตรัสรู้ ก็นั่ง กลางดิน ใต้ต้นไม้. โดยปรกติ ทั่ว ๆ ไป ท่านจะอยู่กลางดินใต้ต้นไม้, ไปบิณฑบาตกลับมา ตรงไหนเหมาะ : นั่งใต้ต้นไม้ ฉันอาหาร แล้วค่อยกลับ ไปวัดของท่าน ที่ อยู่ของท่าน พื้นดิน, ที่สอน พื้นดิน, ที่ ประชุม พื้นดิน. ที่วัดของพระพุทธเจ้า ไม่เชื่อไปดูที่อินเดีย เดี๋ยวนี้: กุฏิของท่านก็พื้นดิน, มีเตียงเตี้ย ๆ ตั้งอยู่บน พื้นดิน ที่เรียกว่า พระคันธกุฎี พื้นดิน, แล้วในที่สุด ท่านก็นิพพาน ที่เราเรียกกันว่า ตาย กลางดินใต้ต้นไม้ อีก เหมือนกัน ; ฉะนั้น ชีวิตใต้ต้นไม้กลางดินเป็นแบบของ พระพุทธเจ้า. เดี๋ยวนี้เราก็มานั่งใต้ต้นไม้กลางดิน ; เราจึงพูดได้ ว่า เรามานั่งประชุมกันอยู่ ณ ที่เป็นที่นั่ง ที่นอน ที่ตาย ของพระพุทธเจ้า ; มันจึงเหมาะที่จะพูดกันเรื่องนี้ หรือ เรื่องของพระพุทธเจ้านั่นเอง.
น.20 ๘ ฉะนั้น เรานึกถึงข้อที่ว่า ถ้าเรานั่งกันอยู่ในห้อง เรียน ในมหาวิทยาลัย นั่นแหละมันก็ไม่มีบรรยากาศอย่างนี้ ดอก, มัน มีแต่บรรยากาศแวดล้อมให้ปรุง ให้เกิดความ คิดปรุง ปรุง-ปรุง - ปรุง เป็นเรื่องเป็นราวไป จนใน ที่สุด มันก็ร้อน เป็นทุกข์ ; เรียกว่า ธรรมชาติไม่ช่วย. ถ้ามานั่งกันในที่อย่างนี้ ธรรมชาติมันช่วย เพราะว่าเรามา นั่ง กันตรงที่นั่งที่นอนของพระพุทธเจ้า ธรรมชาติมันช่วย มีโคลงกลอนของ "ครูเทพ" บทหนึ่ง จำได้แต่บาท แรก บาทแรกของโคลงบทนั้นว่า ทำสมาธิในป่า ง่าย กว่า ใน โรงละคร บาทแรก ทำสมาธิในป่า ง่าย กว่าใน โรง ละคร ไม่ต้องอธิบายก็ได้ ; เช่นในที่นี้อย่างนี้ ทำสมาธิ มันง่ายกว่าที่จะนั่งทำในโรงละคร. นี่เป็นเหตุให้ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ตรัสรู้ใน ป่าทั้งนั้น; ไม่ว่าพระพุทธเจ้าองค์ไหน ตามที่บันทึกอยู่ ในเรื่องราวนั้น ๆ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้ในบ่า ทั้งนั้น. ฉะนั้น "ครูเทพ" ก็เขียนไว้ถูกแล้ว ทำสมาธิในป่า ง่าย กว่าใน โรงละคร.
น.21 ๙ ฉะนั้น เมื่อเรามาสู่สถานที่อย่างนี้ ก็ควรจะถือเอา โอกาส อย่างเดียวกันกับที่พระพุทธเจ้าท่านเคยใช้ : ทำสมาธิ แล้วก็ตรัสรู้ ; เพราะว่าธรรมชาติ บรรยากาศธรรมชาตินี้ มันช่วยสนับสนุนไปในทางไม่ปรุง ให้พบกับความหยุด หรือ ดับ หรือ เย็น. เมื่อ สุมไฟ กลายเป็นไฟลุกขึ้นมา ก็ เป็นการปรุง, มีผลอย่างไฟลุกขึ้นมา. เมื่อแยกออกจากกันให้ ดับ ให้ หยุดไป มันก็ มีผลอย่างไฟดับลงไป. ไฟในที่นี้ก็คือ กิเลส ราคะ โทสะ โมหะ เปรียบเหมือนไฟ; เพราะว่า ทำให้ร้อน. คำในธรรมะมาจากภาษาชาวบ้าน. ถ้ายังไม่ทราบ ก็ขอให้ทราบไว้เสียด้วยว่า คำธรรมะ คำบัญญัติเฉพาะธรรมะนี้ ก็คือคำชาวบ้าน ทั้งนั้น ; เขาไปยืมคำของชาวบ้านใช้ ในวงของธรรมะ ; คือว่า ฤๅษี มุนี พระพุทธเจ้าหรือใครก็ตาม ก็ไปนึกคิด ตรัสรู้อะไรกัน
น.22 ๑๐ ในป่า, แล้วสิ่งที่ค้นพบหรือรู้นั้น ไม่เคยมีชื่อมาก่อน เขา ก็ต้องคิดตั้งชื่อ เพื่อจะนำมาบอกให้คนในเมืองฟังถูก. ฉะนั้น กิเลส นี้มัน เป็นของร้อน; พอเกิดขึ้น ก็ร้อน ท่านก็ เรียกว่าไฟ บ้าง, เรียกว่า ของสกปรก บ้าง ; ในแง่หนึ่งมันเป็นของสกปรก คือทำให้จิตสกปรก; เขาก็ เรียกกิเลสว่าของสกปรก. คำว่า กิเลส, กิเลส นี้ แปลว่า ของสกปรก; เกิดขึ้นในจิต แล้วก็ร้อน. ราคะก็ร้อน, โทสะก็ร้อน, โมหะก็ร้อน, ก็เลย เรียกว่า ไฟ ก็มี ส่วนพอสิ่งเหล่านี้ดับไป คือ ไฟดับ มัน ก็เย็น ; ก็เอาคำว่าเย็น ที่พูดกันอยู่ในบ้านนั่นแหละไปใช้ เรียก พระนิพพาน ที่ค้นพบใหม่ คือความเย็นแห่งจิตใจ ซึ่งใน ที่นี้เรียกว่า ดับ. นิพพานํ ปรมํ สุขํ ว่า นิพพานเป็นสุข อย่างยิ่ง ทุกคำต้องยืมไปจากคำธรรมดา ๆ ของชาวบ้าน ถ้าพูดกันอยู่ อย่างชาวบ้าน เราจะเรียกกันเสีย ใหม่ว่า ภาษาคน ; ถ้าเอาไป ใช้สำหรับพระอริยเจ้า เหล่านั้น ก็เรียกว่า ภาษาธรรม.
น.23 ๑๑ ดังนั้นคำว่า นิพพาน นิพพาน เย็น ในภาษาคน ก็หมายความถึงของร้อน ๆ เช่น ไฟดับ ข้าวสุกเย็น นี้ก็เรียก ว่านิพพาน. แต่ถ้าเอาไปใช้ใน ภาษาของพระอริยเจ้า ก็หมายถึง กิเลสดับ, แล้วก็เย็น. เราไม่รู้เรื่องทั้งสอง ภาษาที่คู่กันไปอย่างนี้ ; แล้วความจริงมันเป็นอย่างนี้ : ฝ่ายโน้นมายืมภาษาชาวบ้านไปใช้, เกิดเป็นภาษาที่มีความ หมายเป็นพิเศษขึ้นมา ยกตัวอย่างเช่นคำว่า นิพพาน ที่ตรงกันข้าม ก็คือ กิเลส ; กิเลสสกปรกและร้อน, นิพพาน คือ เย็น หยุด หรือ ดับ. รู้ความหมายอันนี้ไว้ จะช่วยได้ มากเหมือนกัน ว่า เมื่อใดเย็น เป็นนิพพาน ; ถ้าเป็น วัตถุเย็นก็นิพพานของวัตถุ ; ถ้าเป็น จิตเย็น วิญญาณ เย็น ก็เป็นเรื่องของจิตของวิญญาณ. ในสมัยพุทธกาล คำว่า นิพพานภาษาคน เขา ใช้อยู่ตามบ้านเรือน; เช่น เด็ก ๆ เขาร้องออกมาจากใน ครัวว่า มา - มา - มาเดี๋ยวนี้, ข้าวต้มเย็น คือ นิพพาน ; จะใช้คำว่า ข้าวต้มนิพพาน, ข้าวต้มนิพพาน มากินได้, เชิญมากินได้ ถ้าเราได้ยินเดี๋ยวนี้ ก็หัวเราะตายเลย ว่า
น.24 ๑๒ ข้าวต้มนิพพาน. แต่ภาษามันอย่างนั้น คือข้าวต้มมันเย็นลง ถึงขนาดกินได้ เชิญมากินได้ คนข้างนอกก็เข้ามาในครัว มากินข้าวต้ม, หรืออะไรก็แล้วแต่. ถ่านไฟแดง ๆ เมื่อ เอาออกมาจากเตา มันก็ ดำลงเย็นลง; นี้ก็เรียกว่า มัน นิพพาน. นี่ ให้รู้ว่านิพพานนี้ คือดับของความร้อน, แล้วก็เย็นของความรู้สึก. การเรียนธรรมะ จุดสูงสุดอยู่ที่ดับความทุกข์แล้วเย็น. เราเรียนธรรมะไปทำไมกัน ? มีจุดสูงสุดอยู่ที่ไหน ? เรียนธรรมะก็เพื่อจุดสูงสุด ที่ดับเย็นคือนิพพาน ; แต่เรา ก็ไม่ค่อยเข้าใจความหมาย. ฉะนั้นจึงขอให้ถือเป็นหลักไว้ว่า สง . ขารา ปรมา ทุก . ขา - ปรุงทุกข์อย่างยิ่ง, แยก นิพ . พานํ ปรมํ สุขํ -ดับนี้สุขอย่างยิ่ง. ดับ ก็ต้องหมายถึง ของ ร้อนดับ หรือ ไฟดับ เป็นความหมายทั่วไป; คำว่า ดับ ก็ ดับแห่งของร้อน แล้วเย็น; เย็นก็เป็นสุขอย่างยิ่ง.
น.25 ๑๓ ฉะนั้นต่อไปนี้ * ขอให้เข้าใจคำสองคำนี้ให้ถูกต้อง คือคำว่า สงฺขารา : สังขาร แปลว่า ปรุง นิพพาน แปลว่า ดับ ซึ่งมีความหมายแห่งความเย็น. การปรุงเป็นทุกข์ อย่างยิ่ง, การดับเป็นสุขอย่างยิ่ง ได้ยินพระสวดที่ไหน, หรือว่า อ่านหนังสือที่ไหน, พบข้อความอย่างนี้ แล้วก็ รีบเข้าใจเสียให้มันถูกต้องว่า สังขาร คือ ปรุง แล้วก็ ร้อน วุ่นไปหมด ; แล้วคอย สังเกตดูให้ดี เมื่อไรมันปรุง, เมื่อไรมันหยุดปรุง คือดับ จะต้องศึกษาธรรมะจากของจริงเสมอไป เดี๋ยว นี้เราศึกษาจากการฟัง, แล้วก็จดไว้ในสมุด, นี้ยังไม่ใช่การ ศึกษา เป็นเพียงอุปกรณ์ของการศึกษา แล้วจดไว้ในสมุด เพื่อช่วยความจำ. ที่เป็นการศึกษานั้น ต้องทำความรู้สึก หรือ ทำการปฏิบัติให้ถูกต้อง เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้นมา ใน ประจำวัน ในชีวิตประจำวัน เรามี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หกอย่างนี้ เป็น ตัวเรื่องสำคัญ ท่านเรียกในบาลีว่า อินทรีย์ทั้ง ๖ อินทรียะ - อินทรี - ทรียะ - ทริยะ ทั้ง ๖ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. คำว่า อินทรีย์ แปลว่า สิ่งสำคัญ, สิ่งที่เป็นตัวการ
น.26 ๑๔ หรือเป็นของสูงสุด. ถ้าเราไม่มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่างนี้ ก็คือก้อนหิน, แล้วก็ไม่มีเรื่อง, ไม่มีเรื่องอะไร จะเกิดขึ้นได้ ; เพราะเหตุที่เรามี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จึงทำให้มีเรื่องขึ้นมาได้. ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มัน ก็มีคู่ ของ มัน คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์. ที่จะมา กระทบตา เรียกว่า รูป, จะมา กระทบหู เรียกว่า เสียง, จะมา กระทบจมูก เรียกว่า กลิ่น, จะมา กระทบลิ้น เรียกว่า รส, จะมา กระทบผิวหนัง เรียกว่า โ ผฏฐัพพะ. คำ โผฏฐัพพะ นี้ไม่รู้จะแปลเป็นไทยว่าอะไรดี เรา มักจะ แปลกันว่าสัมผัส มันไม่ถูก ; สัมผัสมันกระทบ ที่ไหนก็ได้ ทางตาก็สัมผัส หูก็สัมผัส ; แต่ชาวบ้านมัก จะใช้คำว่าสัมผัส. พอเราได้ยินคำว่า สัมผัสของชาวบ้านก็ ให้รู้ว่า เขาหมายถึงการกระทบทางกาย. ถ้าเรียกจำกัด เฉพาะ ผิดไม่ได้ ก็เรียกว่า โผฏฐัพพะ ; โผฏฐัพพะ ออก เสียงให้ถูกว่า โผฏ-ฐัพ-พะ - สิ่งที่มากระทบทางกาย, แล้ว ก็ มีธัมมารมณ์ ที่กระทบทางใจ.
น.27 ๑๕ นี้จึงได้เป็น ๖ คู่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, แล้วก็ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ; เพราะมี ๖ คู่ นี้แหละ มัน จึงมีเรื่อง ของสัตว์ก็ตาม ของคนก็ตาม ; เรียกว่า อายตนะ แปลว่า สิ่งที่สัมผัสได้ หรือสิ่ง เป็นที่ตั้ง แห่งการสัมผัส หรือ ผลแห่งการสัมผัส ก็ตาม แปลว่า สัมผัสได้ คือติดต่อได้. จุดตั้งต้นของการปฏิบัติอยู่ที่รู้จักอายตนะ. อยากจะบอกให้รู้เป็นความรู้ทั่ว ๆ ไปว่า นั่นแหละ คือจุดตั้งต้นของพรหมจรรย์ ตามที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัส ไว้. จุดตั้งต้นของการศึกษาและการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ เรียกว่า พรหมจรรย์นี้ ตั้งต้นที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์. ถ้าเขาถามว่า อะไรเป็น ก ข ก กา ของพระพุทธ- ศาสนา ? คุณจำไว้ ตอบให้ถูก ต้องตอบว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็น ก ข ก กา ของพุทธศาสนา ที่จะต้อง เรียนเป็นครั้งแรก เป็นคำแรก เรื่องแรก. ก. คือ ตา ข. คือ หู ค. คือ จมูก.
น.28 ๑๖ ถ้าเราจะต้องไปพูดกับฝรั่ง ซึ่งฝรั่งเขาก็มักจะถามว่า ตั้งต้นกันที่ไหน ? ถามว่า A.B.C. ของพุทธศาสนาตั้งต้น ที่ไหน ? ก็บอกเขาให้ถูกว่า มัน ตั้งต้นที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ; จะต้องเรียนไปจาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จึง จะถูกตัวพุทธศาสนาที่เป็นจุดตั้งต้น แต่นี้ฝรั่งเมื่อเขาจะเรียนพุทธศาสนา เขาไม่เคยมี ความรู้เรื่องนี้ ; ฉะนั้นเขาก็จะเรียนพุทธศาสนา มีจุดตั้งต้น ที่เรื่องปรัชญาทั้งหลาย ที่มีอยู่ในอินเดีย ในสมัยพุทธกาล. ถ้าพูดอย่างนี้แล้ว ให้ เรียนให้ตาย ก็ไม่จบดอก. ถ้าจะไป มัวเรียนปรัชญาในอินเดีย ที่ในครั้งพุทธกาล หรือว่าก่อน พุทธกาลหลังพุทธกาล ให้เรียนไปจนตาย มันก็เรียนไม่จบ ; แล้วจะเป็น A.B.C. ของพุทธศาสนาได้อย่างไร ? มันก็ไม่มา ถึงตัวพุทธศาสนา. ทีนี้เราก็ตามกันฝรั่ง ; ขออภัย พูดอย่างนี้ มัน เพื่อประหยัดเวลา พวกเราก็ตามกันฝรั่ง เมื่อจะเรียนพุทธ- ศาสนา ก็ไปเรียนปรัชญาเปรียบเทียบนั่นนี่โน่น แล้วจะมา หาพุทธศาสนา ; แล้วก็ไม่เคยถูกตัวพุทธศาสนา ที่ ตา หู
น.29 ป็นจุดตั้งต้น, แล้วก็ยังโง่อยู่จนบัดนี้ เพราะเราไปเรียนตามกันฝรั่ง นี่อยากจะพูดอย่างนี้เลยดีกว่า ถ้าจะเรียนพุทธ- ศาสนา ก็ไป เรียนที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซิ. อย่า มาตั้งต้นเรียนที่พุทธประวัติ หรือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่พุทธประวัติเลย. เ รื่องนี้พระพุทธเจ้าไม่ได้ ตรัสไว้ ; แล้วเราว่าเอาเองว่า :- ถ้าจะเรียนพุทธศาสนา ก็เรียนพุทธประวัติ ว่าท่าน เกิดอย่างนั้น ท่านเกิดอย่างนี้ แล้วพระพุทธคืออะไร ? พระ ธรรมคืออะไร ? พระสงฆ์คืออะไร ? ศีล ๕ คืออะไร ? ก็ เรียนไปอย่างนกแก้วนกขุนทอง. นี่จะ เ รียนจนตาย ก็ไม่ ถึงตัวพุทธศาสนา ก็ได้นะ, ระวังให้ดีนะ ; แล้วเราก็ได้ทำ อย่างนี้อยู่จริง ๆ ด้วย. จุดตั้งต้นของพรหมจรรย์ต้องรู้ปฏิจจสมุปบาท. นี้เราลอง ทำอย่างพระพุทธเจ้าท่านว่า จุดตั้งต้น ของพรหมจรรย์, อาทิของพรหมจรรย์นั้นคือเรื่อง ตา หู
น.30 รา เรียกกันสั้น ๆ ว่าปฏิจจสมุปบาท เล่าให้ฟังอีกทีก็ได้ :- คราวหนึ่งพระพุทธเจ้าท่านเอา เรื่องอาทิพรหม- จรรย์ นี้มาว่าเล่น อยู่ตามลำพังพระองค์เดียว เหมือนกับ พวกเรานี้แหละ. พอว่างมีอารมณ์ดี ครึ้มใจขึ้นมาเมื่อไร ก็ฮัมเพลงสากล ; แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่เป็นอย่างนั้น ท่านนึกครึ้มใจขึ้นมา ท่านว่า ปฏิจจสมุปบาท คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ บทของท่านว่า :- จกขุญฺจ ปฏิจ . จ รูเป จ อุป . ปช . ชติ จกฺขุ วิญ . ญาณํ ติณฺณํ สงฺคติ ผสฺโส ผสฺสปจฺจยา เวทนา เวทนาปจฺจยา ตณฺหา ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ อุปาทานปจฺจยา ภโว ภวปจ . จยา ชาติ ชาติปจฺจยา ชรามรณํ โสกปริเทวทุกฺขโทมุนสุ- สุปายาสา สมุภวนฺติ.
น.31 ๑๙ นี่เพลงของพระพุทธเจ้า ท่านชอบของท่านมาก. ท่านตรัสรู้ ก็ตรัสรู้ข้อนี้ แล้วท่านยังเอามา เหมือนกับเรา ฮัมเพลงเล่นคนเดียวอยู่บ่อย ๆ นี้วันหนึ่งท่านทำอย่างนี้ ท่านว่าเรื่องตา : ตากับรูปถึงกันเข้า ย่อมเกิดวิญญาณทาง ตา ๓ อย่างนี้ คือ :- ตากับรูป กับวิญญาณทางตา มาทำงานด้วยกัน เรียกว่า ผัสสะ. - เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา - เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา - เพราะตัณหาเป็น ปัจจัยจึงเกิดอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น - เพราะอุปาทาน เป็นปัจจัยจึงเกิดภพ ความมีแห่งความรู้สึกว่าตัวตน - ภพ เป็นปัจจัยให้เกิดชาติ คือความรู้สึกเป็นตัวตนสมบูรณ์. เมื่อมีความรู้สึกเป็นชาตินี่, อะไร ๆ มันก็เป็นของ ชาติไปหมด จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส แล้วก็ได้เป็นทุกข์ ก็เป็นทุกข์ก็ดิ้นเร่า ๆ ร้อนอยู่. นี้ถ้าว่า ดับ ไม่ให้เกิด คือไม่ให้ปรุง ; อย่างที่ว่า ไปนั้น คือ ปรุง - ปรุง - ปรุง - ปรุง - จนเกิดทุกข์. ทีนี้ ถ้าว่า ดับ มันก็ ดับกันไปตามลำดับ ; เพราะมีปัญญา
น.32 ๒๐ มีสติมาทันท่วงที มันไม่ปรุง มัน ดับ คือดับทุกข์ คือ ดับ คือ เย็น. นี่สมมติว่าเราไม่เคยฟังเรื่อง พระพุทธเจ้าเลย เช่น พวกฝรั่ง ; พอมาถึงก็มาบอกว่ามาอย่างนี้ มาลงมือเรียนว่า : ตาเป็นอย่างนี้ หูเป็นอย่างนี้ จมูกเป็นอย่างนี้ แล้วเกิด ความทุกข์ขึ้นมาอย่างนี้, แล้วทุกข์ไม่เกิดก็อย่างนี้; นั่น แหละคือเขาเรียนนาทีแรก นาทีแรกถูกตัวพุทธศาสนา, แล้วก็ถูกที่จุดตั้งต้นของมัน ของพุทธศาสนา; เขาก็รู้ พุทธศาสนาอย่างแท้จริง. พระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติจนดับทุกข์ ได้. ทีนี้พูดต่อไปอีกคำเดียวว่า พระพุทธเจ้าคือคนที่ รู้เรื่องนี้ แล้ว ท่านทำได้ คือ ป้องกันได้ เหตุแห่งทุกข์ไม่เกิด ท่านจึง ไม่มีทุกข์. คนนั้นก็รู้จักพระพุทธเจ้าท่านทันทีเลย, รู้จักพระพุทธศาสนาโดยแท้จริง ว่าพระพุทธเจ้าคือคน ที่มีจิตใจอย่างนี้, พระธรรมก็คือเรื่องนี้, พระสงฆ์ ก็คือผู้รู้และปฏิบัติได้เรื่องนี้ . ก็ คนนั้นก็รู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่แท้จริงทันทีเลย ; เพราะเขาตั้งต้น เรียนมาจาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ.
น.33 ๒๑ ทีนี้พวกเรา, ตั้งแต่เด็กๆ เขาสอนให้ว่า พุทธํ สรณํ คจ . ฉามิ คือนกขุนทองชนิดหนึ่งนั่นเอง, ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ, สง . ฆํ สรณํ คจฺฉามิ, คุณว่ากันมาแล้ว กี่ร้อยครั้ง กี่ร้อยครั้ง? ไม่ถึงพระพุทธเจ้าสักทีเห็นไหม ? มัน ได้แต่เสียงร้องตะโกน ตามที่เขาสอนให้ว่า มันจึง ไม่ถึงตัว พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์; ถึงแม้เราจะ เรียนพุทธประวัติ ก็เป็นเรื่องราวที่จำได้ของคนไม่ถึงตัว พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ฉะนั้น ขอให้ถึงตัวพระพุทธ พระธรรม พระ- สงฆ์ คือรู้ว่าความทุกข์เกิดขึ้นอย่างไร ? ความทุกข์ดับ ไปอย่างไร ? แล้ว มีคนคนหนึ่งเขาทำได้ อย่างนี้ เขา รู้ เป็นคนแรก เขาทำได้อย่างนี้: นี้คือพระพุทธ. เรา ก็รู้จักพระพุทธ แล้ว เราจะรัก จะเลื่อมใส จะเชื่อใน พระพุทธ ด้วยชีวิตจิตใจทีเดียว. เดี๋ยวนี้เราท่องกันแต่ ปาก มันก็ไม่มีศรัทธา ไม่มีความรู้ ไม่มีทุกอย่าง, ได้แต่ เป็นนกขุนทอง. ฉะนั้นจึงบอกวันนี้ว่า ถ้าจะเข้าถึงตัวพุทธศาสนา ก็ให้เรียนเรื่องทุกข์ และดับทุกข์ เป็นอย่างไร. การปรุง
น.34 ๒๒ เป็นทุกข์อย่างยิ่ง, การดับ หยุดปรุง เป็นสุขอย่างยิ่ง, ก็อย่างนี้ ในชีวิต ตลอดวัน ๆ คืน ๆ นี้. เรามีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สัมผัส รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัมมารมณ์ อยู่เสมอ ; เราต้องรู้สึกว่า เราสัมผัส แล้วก็ปรุงอย่างไร ; ไม่สัมผัส หยุด เงียบ เย็นอยู่ เป็นอย่างไร; เช่น นั่งอยู่ตรงนี้ ไม่ค่อยมี เรื่องปรุง. พอลองออกไปสถานที่ที่ยั่วตา ยั่วหู ยั่วจมูก ยั่วลิ้น ยั่วกาย ยั่วใจ ลองดูเถอะ มันจะต้องปรุง. ไปที่ หาดทรายที่พัทยา จะเป็นอย่างไร ? จะเหมือนกับที่นั่งอยู่ ตรงนี้ไหม ? ไปที่หาดทรายที่ภูเก็ตซิ มันจะเหมือนกับนั่ง อยู่ที่ตรงนี้ไหม ? ไปหาดทรายที่เกาะสมุย ที่เต็มไปด้วยฝูง พวกนั้น ว่ามันจะหยุดลงอย่างนี้ไหม ? ได้ยินว่ามีในคณะนี้มีจะไปเกาะสมุย ขอให้ โอกาส. ถ้าทนไม่ได้ จะไปก่อนเวลาก็ไม่เป็นไร ไม่ เสียหาย ลุกไปได้ ; เชิญไป, แล้วอย่าลืมศึกษาว่า ไปนั่งที่หาดทรายเกาะสมุย แล้วเทียบกันดูกับนั่งที่ตรงนี้ จะได้รู้เรื่องปรุง และไม่ปรุง ดี.
น.35 ๒๓ เรียนพุทธศาสนาทุกขณะที่มีการกระทบจะรู้จริง. นี้ขอให้สนใจ เรื่องว่า มันไป กระทบอะไรเข้า แล้ว มันกระตุ้นใจ, มันกระตุ้นใจ หรือได้ยินได้ฟังอะไร เข้าแล้ว มันกระตุ้นใจ, หรือได้กลิ่นอะไรเข้า ได้รสอะไร เข้า มันกระตุ้นใจ, ถ้าอารมณ์มาก มันก็เกิดปรุง. รู้ได้ที่มันร้อนขึ้นมา ร้อนหัว ร้อนหู ร้อนใจ ร้อน กระทั่งอวัยวะประจำเพศ. ขอโอกาสพูดตรง ๆ อย่างนี้. ที่เรียกว่าปรุงนั้น ในที่สุดมันจะร้อนไปตามลำดับ กระทั่งอวัยวะประจำเพศ ก็จะต้องร้อนขึ้นมา คือ ปรุง ; แล้วทุกข์หรือไม่ทุกข์ ? เมื่อถูกอารมณ์กระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จะร้อน ที่ใบหู แล้วจะร้อนไปตามลำดับ อย่างที่ว่า ; นี่เรียกว่า ปรุง. เรียนพุทธศาสนาที่ตรงนี้ซิ แล้วจะรู้พุทธศาสนา ยิ่งกว่าเรียนพุทธประวัติ หรือเรียน อะไร ซึ่งมันเป็นส่วนประกอบเท่านั้น. พระไตรปิฎกมากมายก็จริง แต่ใจความสำคัญมัน อยู่ตรงที่ พระพุทธเจ้าท่านว่า นี้เป็นอาทิพรหมจรรย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สำหรับติดต่อกับ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ; ได้คู่แล้วก็จะปรุงเป็นวิญญาณ
น.36 ๒๔ ปรุงเป็นผัสสะ ปรุงเป็นเวทนา เป็นตัณหา เป็นอุปาทาน เป็นภพ เป็นชาติ และเป็นทุกข์ ไปจบอยู่ที่ทุกข์ เรียกว่า ปรุงเป็นทุกข์อย่างยิ่ง. ถ้ามีสติปัญญา มันไม่ปรุง หรือว่าบางทีตามธรรม ชาติ ก็ไม่ปรุงเหมือนกันแหละ ; ตามธรรมชาตินั้นยังเป็น โชคดีอยู่ที่ว่า แม้ ตามธรรมชาติมันก็ไม่มีการปรุงอยู่มาก เหมือนกัน; เช่น ตาเราเห็นอะไรมันก็เฉยเป็นอย่างนั้น, หูได้ยินอะไร มันก็เฉยไปได้ไม่ปรุง : เช่นเดี๋ยวนี้ เราก็ ลืมตาอยู่ทุกคน แล้วก็เห็นอะไรอยู่ มันยังไม่มีการปรุง, หูก็ได้ยินเสียงแมลง เสียงไก่ เสียงอะไรอยู่ แต่มันไม่เป็น การปรุง, จมูกก็ได้กลิ่นอะไรอยู่ ก็ไม่เป็นการปรุง. แต่ ในบางกรณี มันไม่เป็นอย่างนั้น มัน เห็นสิ่งที่มี ความหมาย แล้วยึดถือเอา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อารมณ์ นั้น ๆ ที่มาจากเพศตรงกันข้าม. ข้อนี้ พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้เอง ว่าสิ่งที่จะมา ครอบงำคน แล้วรบกวนจิตใจที่สุดนั้น ก็คือสิ่งที่เป็นอารมณ์ มาจากเพศตรงกันข้าม. ท่านใช้คำแยกกันว่า สำหรับหญิง สำหรับชาย : รูปที่จะจับใจชายก็คือรูปหญิง, รูปที่จะจับใจ
น.37 ๒๕ หญิงก็คือรูปขาย, เสียงที่จะจับใจหญิงก็คือเสียงชาย, เสียง ที่จะจับใจชายก็คือเสียงหญิง. ท่านว่าเป็นคู่ ๆ คู่ ๆ อย่างนี้ มันมากนัก. อาตมา จะพูดสรุปว่า อารมณ์ที่จะมาปรุงที่สุด ก็คืออารมณ์ที่มาจากเพศตรงกันข้าม ก็ไปจัดเอาเอง ระหว่างหญิง ระหว่างชาย, หรือนิมิตเครื่องหมายของเพศ ตรงกันข้าม. แม้ว่าจะไม่เป็นตัวเพศตรงกันข้าม; แต่ก็ เป็นนิมิตเครื่องหมายของเพศตรงกันข้าม หรือสิ่งที่มีให้ ความหมาย หรือความรู้สึกอย่างนั้น : เป็นวัตถุสิ่งของ ก็ได้ : เช่นว่าจดหมายของแฟนอย่างนี้ มันไม่ใช่กระดาษ เฉย ๆ พอไปอ่านมันเข้า มันก็เป็นเรื่องปรุง เพราะมันมี ความหมายอย่างเพศตรงกันข้าม เพราะฉะนั้น ท่านจึงใช้คำว่า สิ่งที่จะจับใจคน แล้วฝังลงไปอย่างเหนียวแน่น นั้นก็คืออารมณ์ที่มาจาก เพศตรงกันข้าม ; แล้วเป็นเรื่องทางตาก็ได้ ทางหูก็ได้ ทางจมูกก็ได้ ทางลิ้นก็ได้ ทางผิวหนังก็ได้ ทางจิตใจเอง ก็ได้.
น.38 ๒๖ นี่ รู้จักเรื่องปรุง ไว้อย่างนี้ นั่น จะศึกษาพุทธ- ศาสนาได้ดี. เรามี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทำหน้าที่อยู่ ตลอดเวลา; ถ้ามันไม่ปรุงตามแบบของปฏิจจสมุปบาทนี้ ก็ไม่ร้อน, ไม่ปรุงก็ไม่ร้อน ; พอปรุงก็เป็นทุกข์อย่างยิ่ง, พอไม่ปรุงก็ยังเย็นอยู่. เมื่อไม่ปรุงตามธรรมชาติ ก็ดีอยู่ แล้ว; เช่นเราไปไหน มันก็จะต้องพบ, แล้วก็ไม่ปรุง ตามธรรมชาติ ธรรมชาติจะปรุงเสมอต้องใช้สติปัญญาควบคุม. ทีนี้ ถ้าตามธรรมชาติมันจะปรุง เราก็ใช้สติ ปัญญาของเรา ควบคุมไว้ไม่ให้ปรุง; ไม่ให้ปรุง มัน ก็ไม่เป็นทุกข์เหมือนกัน ฉะนั้นเราจึงต้อง มีสติ คอย ควบคุมอย่าให้เกิดเป็นการปรุงขึ้นมา, ให้หยุดเย็นอยู่ ดังเดิม ก็จะมีความสุข มีความสุขชนิดไม่ปรุงนี้ ไม่ใช่ว่าจะบ้าบอผิดปกติ ไปแล้ว; ไม่ใช่, มันมีความรู้สึกควบคุมอยู่. เมื่อ ไม่ปรุง มัน ก็เย็นอยู่. ที่เย็นนี้ ไม่ใช่ทำอะไรไม่ได้; เย็นนี้
น.39 ๒๗ คืออารมณ์ที่ดี ที่สบาย ที่เป็นสุข คิดนึกอะไรได้ ทำอะไร ก็ทำได้ดีกว่า. ฉะนั้นสังเกตดูง่าย ๆ ว่า เมื่อใดเรามีอารมณ์ ดี, ใช้ภาษาชาวบ้าน ๆ นี้ว่า เมื่อใดเรามีอารมณ์ดี มีใจ คอปกติ; เมื่อนั้นเราทำอะไรได้ดี กว่าที่เรากำลังมีจิตใจ หงุดหงิดฟุ้งซ่าน. ขอให้เราสังเกตดู แล้วเรียนพุทธศาสนาจากเรื่อง จริงอย่างนี้ ก็จะเป็นพุทธศาสนาจริง ; ก ข ก กา ของ พุทธศาสนา ตั้งต้นที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, แล้วเราก็ มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ พร้อมที่จะทำหน้าที่อยู่เสมอ. ถ้า เราไม่มีปัญญาควบคุมมัน เราก็วินาศแหละ : เราจะร้อน, เราจะเป็นทุกข์, เราจะทนทรมาน, อย่างน้อยที่สุดก็จะ ได้เป็นโรคประสาท ที่เดี๋ยวนี้เป็นกันมากขึ้น ๆ; เพราะว่า เขา ทำไม่ถูกกับเรื่องเหล่านี้. เขา หลงรัก หลงโกรธ หลงเกลียด หลงกลัว หลงวิตกกังวล หลงอาลัยอาวรณ์ ; เขาทำไม่ถูกในเรื่องนี้. ขอให้เราเป็นผู้ฉลาดในเรื่องนี้ สมกับที่ว่าเป็น พุทธบริษัท ควบคุมมันให้ได้ แล้วก็ไม่ต้องเป็นทุกข์ และไม่ต้องเป็นทางของความทุกข์ เช่น เป็นโรคประสาท
น.40 ๒๘ เป็นโรคจิต เป็นโรคอะไรรบกวนอยู่เสมอ. นี่ท่านทั้งหลาย ตั้งใจจะศึกษาธรรมะ, หวังจะศึกษาธรรมะ เพื่อจะเอา ไปใช้เป็นประโยชน์. อาตมาก็บอกว่า หัวข้อ สองหัวข้อ นี้ช่วยได้มาก ว่า การปรุงเป็นทุกข์อย่างยิ่ง การดับ ไม่ปรุง ก็เป็นสุขอย่างยิ่ง หยุดปรุงแล้วเป็นสุข, ไม่เกิดอุปาทาน. เมื่อได้ยินคำว่า เตสํ วูปสโม สุโข ที่เขาสวดงานศพ ก็ให้รู้ว่า นั่นแหละ เขากำลังบอกคนทั้งหลายว่า หยุด การปรุง คือสังขารนั้นเสีย ก็เป็นความสุข. อย่าไป เข้าใจว่า ตายนอนในโลงเป็นความสุข นั้นมันผิด, ผิดจน ไม่รู้ว่าจะผิดอย่างไร. ที่ว่าตายนี่ ดับสังขารคือตาย แล้ว นอนในโลงเป็นความสุข, คนนอนอยู่ในโลงมีความสุข มันโง่กี่มากน้อย คิดดูซิ ; ถ้าไปคิดอย่างนั้น มันก็เหลือ เกินแหละ. ที่จริงเขาก็บอก ความจริงที่สุด สูงสุด ถูกต้อง ที่สุด มีค่าที่สุดว่า เตสํ วูปสโม สุโข - ระงับเสียซึ่งการ ปรุงแต่งเหล่านั้น สังขารเหล่านั้น มันก็เป็นความสุข. นี่
น.41 ๒๙ เราก็ฉลาดขึ้นทุกทีที่ไปงานศพ หรือ ได้สติขึ้นมาทุกที่ที่ไป งานศพ มันก็ดีอย่างนี้. ฉะนั้นจึงขอร้องเมื่อตะกี้นี้ว่า ช่วยจำไปให้ดี ๆ นะ สองประโยคนี้ : ปรุงเป็นทุกข์อย่างยิ่ง, ดับเป็นสุข อย่างยิ่ง. นี้ก็ เรียนจากตัวเอง : เมื่อกระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วปรุง เกิดจักษุวิญญาณ เถิดผัสสะ เกิดเวทนา เกิดตัณหา เกิดอุปาทาน เดือดพล่านอยู่ด้วย อุปาทานว่าตัวกูบ้าง ว่าของกูบ้าง มันก็ เป็นทุกข์เมื่อนั้น. อุปาทาน แปลว่า จับฉวยเอาอะไรเข้ามาเป็นตัวกู - ของกู ก่อนนี้ไม่ได้จับฉวยอะไรมาเป็นตัวกู - ของกู ก็ไม่เป็นทุกข์. . พอมีอะไรมาเป็นตัวกู - ของกู มันก็ เต็มไปด้วยปัญหา, ปัญหาที่จะต้องต่อสู้แก้ไขดิ้นรน เป็นทุกข์ ;- เรียกว่ากลายเป็นผู้ถือของหนักขึ้นมาแล้ว. ก่อนนี้เราเดินตัวเปล่าเบาสบาย ; เดี๋ยวนี้เราเอา ของหนักๆ ขึ้นมาแบกแล้ว. เมื่อเกิดอุปาทาน หมายมั่น อะไรเป็นตัวกู - เป็นของกูขึ้นมา มันก็จะต้องเป็นทุกข์
น.42 ๓๐ เรามีเงินอยู่ในธนาคาร มันก็ไม่มาเป็นทุกข์ ถ้า ไม่ได้แบกไว้ด้วยจิตใจ; ถ้าเราไม่ยึดถือมัน ฝากไว้ที่ธนาคาร ปลอดภัย จะใช้เมื่อไรก็ได้ แต่ถ้าเอามาวิตกกังวลอยู่ มันก็เป็นทุกข์ : เพราะมันเอามาแบกไว้ด้วยใจ. ฉะนั้น อะไร ๆ ที่เรามี เราเรียกว่าเรามีนั้น ให้มีอยู่โดยไม่ต้องเอามา แบกไว้ด้วยใจ ; แม้แต่ชีวิตนี้. ตอนนี้จะพังยาก ว่า แม้แต่ ชีวิตนี้ก็ไม่ต้องยึดมั่น ว่า เป็นตัวเราหรือเป็นของเรา; อย่าแบกมันไว้ด้วย ใจ มันหนักเหมือนแบกของหนัก, ให้มันเป็นไปตาม ธรรมชาติ แล้วคอยจัดการ ปรับปรุงแก้ไขให้ดี. ชีวิตนี้ มันก็ไม่มาเป็นทุกข์อยู่บนจิตใจของเรา, แล้วมันก็เป็นไป อย่างถูกต้อง, ก็ใช้ให้เป็นประโยชน์ได้. ถ้า เมื่อใด เราไปโง่ไปหลง ว่าชีวิตนี้เป็นของ เรา เป็นตัวกู นี้ก็ ทุกข์หนักทันที, แล้วมีเรื่องมาก ไม่สิ้นสุด. แม้แต่ชีวิตจิตใจ ก็รู้ว่า มันเป็นสิ่งที่เป็นไปตาม ธรรมชาติ ของการปรุงของมัน ของชีวิต. อย่าเอามาเป็น ของเรา, อย่าไปปรุงมาเป็นของเรา
น.43 ๓๑ ปฏิบัติตามมรรคมีองค์แปดทำให้หยุดปรุง. ทีนี้จะพูดต่อไปสักหน่อยก็ว่า ทำอย่างไรที่จะไม่ ปรุง ? เราจะมีชีวิตชนิดไหนอยู่เป็นประจำ นี่สิ่งเหล่านี้ จึงจะหยุดปรุงหรือไม่ปรุง ? นั่นแหละ คือตัวธรรมะ ที่ เรามาเรียนธรรมะ มาศึกษาธรรมะ มาหาความรู้ทางธรรมะ คำว่า ธรรมะ นั้น ก็คือ เครื่องที่ทำให้หยุดปรุง, ถ้าสรุปที่จะหยุดปรุง, หยุดปฏิจจสมุปบาทเสียได้ พระพุทธเจ้า ท่านระบุไปยังมัชฌิมาปฏิปทา : ทุกขนิโรธคามินปฏิปทา. ถ้าเรา อยู่อย่างมัชฌิมาปฏิปทา คือ อ ริยมรรคมีองค์ ๘ มันจะไม่ปรุง เข้าใจว่า จำได้กันทุกคนแล้วนะ ; ถ้าจำไม่ได้ ก็ต้องขออภัยที่จะต้องพูดว่า แย่มาก. ถ้าพวกเราจำอัฏฐัง- คิกมรรคไม่ได้ ; ใครที่จะจำไม่ได้ รีบไปหา รีบไปทำให้ มันจำได้เสียซิ ; นั่นเป็น ตัวธรรมะทั้งหมดของพระพุทธ- ศาสนา ที่จะป้องกันการปรุง จะเรียกว่า ความถูกต้อง ๘ ประการ ก็ได้. ถ้าเรา อยู่ด้วยความถูกต้อง ๘ ประการแล้ว มัน ปรุงไม่ได้ดอก ; ชีวิตนี้จะปรุงเป็นความทุกข์ไม่ได้
น.44 ๓๒ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จะปรุงอะไรให้เป็นกิเลส เป็นความ ทุกข์ไม่ได้ : เพราะอยู่ด้วยความถูกต้อง ๘ ประการ ประการที่ ๑. ถูกต้องในเรื่องของความรู้ ความคิด ความเชื่อ ความเข้าใจ เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ ; ความรู้ ความคิด ความเห็น ความเชื่อ อะไรก็ตาม ที่เรียกว่า ทิฏฐิ ให้มัน ถูกต้อง เป็นสัมมาทิฏฐิ. ถ้าผิด ก็เรียกว่า มิจฉาทิฏฐิ, มิจฉาทิฏฐิก็มืด แล้วก็เป็นไปอย่างมืด ๆ ก็ ไปปรุงไปเป็นทุกข์. ถ้า สัมมาทิฏฐิก็สว่างไสว คือมันไม่ ปรุง ก็ไม่เป็นทุกข์. ฉะนั้นข้อแรก เราต้อง มีความถูก ต้องของทิฏฐิเสียก่อน เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ. ทีนี้ถัดไป ประการที่ ๒. ก็เรียกว่า สัมมาสังกัปปะ - ประสงค์อย่างถูกต้อง, ต้องการอย่างถูกต้อง. อย่าไป ต้องการด้วยกิเลสตัณหา ; นั้นเขาเรียกว่าตัณหา เรียกว่า ความโลภ, ต้องการด้วยความโง่ เรียกว่าตัณหา, เรียกว่า ความโลภ. ต้องการด้วยปัญญา ด้วยความรู้ คือสัมมาทิฏฐิ ก็มีแล้ว, แล้วก็ต้องการด้วยอำนาจของสัมมาทิฏฐิ ก็เรียกว่า สัมมาสังกัปปะ.
น.45 ๓๓ สังกัปปะ นี้ก็แปลว่า ความต้องการ ความประสงค์ หรือ ความใคร่จะได้ เหมือนกัน ; แต่มัน เป็นฝ่ายดี. ถ้า ฝ่ายชั่ว เรียกว่าตัณหาบ้าง เรียกว่าโลภะบ้าง. "ขอให้ความ ประสงค์ของท่านสำเร็จดุจพระจันทร์ในวันเพ็ญ หรือแก้วมณี โชติ" ที่พระให้พรเวลาถวายทาน นั่นสังกัปปะนั้นแหละจะ ถูกต้อง, ฉะนั้น รู้จักปรารถนาแต่ที่ถูกต้อง ในสิ่งที่ ถูกต้อง วิถีทางที่ถูกต้อง มันก็ปรุงไม่ได้, ปรุงให้เป็น ไฟไม่ได้ มันไม่ปรุง. ทีนี้ ประการที่ ๓. ก็มี ถูกต้องทางวาจา เรียกว่า สัมมาวาจา มันก็ไม่ทำให้เกิดเรื่อง ; นี้มันเป็นเรื่องนอก ตัวออกไป. ถ้า พูดดี แล้วก็ ไม่กระทบใคร, แล้วก็ไม่มี อะไรมารบกวน ; เรา ก็มีความถูกต้องทางการพูดจา. ถัดไป ประการที่ ๔. ก็ สัมมากัมมันตะ มีการ กระทำทางกายถูกต้อง ; ตัวเองก็ไม่เป็นทุกข์, ไม่ไป กระทบใคร, ก็ไม่มีใครมากระทบเรา ก็ไม่ปรุง ไม่ช่วย ให้ปรุง ถัดไป ประการที่ ๕. ก็ สัมมาอาชีวะ - ดำรง ชีวิตอยู่อย่างถูกต้อง : วิธีเลี้ยงชีวิตก็ถูกต้อง, วิธีใช้ก็
น.46 ๓๔ ถูกต้อง, ข้อนี้ขอแทรกว่า จะเสนอหลักความเป็นเศรษฐี ในครั้งพุทธกาล ตามความหมายของพระพุทธเจ้า. ดูเหมือนครั้งที่แล้วมา ก็พูดทีหนึ่งแล้ว ว่าความ เป็นเศรษฐี เขารัก พอใจในการทำการงาน สนุกในการ ทำงาน มันก็ ทำได้มาก . เมื่อทำได้มาก มันก็ มีผลมาก ; มีผลมาก มันก็กินไม่หมด ก็กินแต่พอดี เหลือไปช่วย ผู้อื่น. นี่คือสัมมาอาชีวะ ดำรงชีวิตอย่างถูกต้อง. อาชีวะ แปลว่า ดำรงชีพ ไม่ได้หมายเฉพาะว่าไป ทำงาน ค้าขายหรืออะไรทำนองนั้น ; คือดำรงชีวิตทั้งหมด ทั้งระบบชีวิต อยู่อย่างถูกต้อง, นี้ก็เรียกว่า ดำรงชีพชอบ. สัมมาอาชีวะ : อา แปลว่า ครบถ้วน, ชีวะ แปลว่า ชีวิต ระบบชีวิตที่ครบถ้วน นั้น มันถูกต้อง ก็ปรุงไม่ได้ ; อยู่ อย่างถูกต้อง ไฟก็ไม่ติด เพราะมันอยู่อย่างถูกต้อง. ทีนี้ ประการที่ ๖. สัมมาวายามะ - ถูกต้องใน ความพากเพียร. คนเรามันต้องเคลื่อนไหว มันอยู่นิ่ง ไม่ได้, และเมื่อต้องการอะไร ควรจะได้อะไร มันก็ต้อง พากเพียร ; เราก็ ควบคุมให้ความพากเพียรของเราถูก ต้องอยู่เสมอ. ท่านแจกไว้เป็นหลัก คล้าย ๆ กับไม่มีทาง
น.47 ๓๕ จะผิดได้ ; เหมือนกำปั้นทุบดิน ไม่มีทางจะผิดได้ ว่า เพียรละที่ไม่ดี ระวังอย่าให้มันเกิดขึ้นมา ; ถ้ามัน เกิดขึ้น มาแล้วละเสีย ที่ไม่ดี ; ที่ดี ๆ ทำให้มันเกิดขึ้นมา ; เกิด ขึ้นมาแล้วรักษาเอาไว้. ถ้าทำอย่างนี้ก็เรียกว่า ความเพียร นั้นถูกต้อง ไม่มีทางผิดเลย. ฉะนั้นระวังความพากเพียร ของเราให้ถูกต้อง เรียกว่า สัมมาวายามะ. ทีนี้ถัดไป ประการที่ ๗. ก็ สัมมาสติ สติ แปลว่า ความรู้สึกตัวอยู่ ; ความรู้สึกตัวอยู่, ต้องรู้สึกตัวอยู่อย่าง ถูกต้อง. อย่าเผลอให้ความโง่ครอบงำ, อย่าให้อวิชชา ครอบงำ. ความรำลึกนี่มันจะถูกต้องอยู่เสมอ, แล้วให้ ถูกต้องอยู่ตลอดเวลา หรือทุกสถานที่ ; ดังนั้นเราจึงทำ ผิดไม่ได้. เวลาไหนก็ตาม ที่ไหนก็ตาม เมื่อมีอารมณ์เข้ามา กระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้ว สติมันถูกต้องอยู่เสมอ จะระลึกได้ทันเวลาเสมอ มัน ก็ทำผิดไม่ได้ เกี่ยวกับ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ; นี่เรียกว่ามีสติ ต้องไปดูที่ตัวจริงนะ อย่าฟังกันแต่คำพูด แล้วอยู่ในสมุดนะ. ต้องมีสติจริง ทันควัน ทันเวลา ที่อะไรมากระทบที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย
น.48 ๓๖ ใจ ระลึกได้ทันที, จัดการควบคุมได้ทันที, ไม่มีผิดพลาด ไม่มีการปรุง ก็ไม่มีไฟลุกขึ้นมา. นี้ ประการที่ ๘. ข้อสุดท้าย เรียกว่า สัมมาสมาธิ สมาธิถูกต้อง; สมาธิ คือ การดำรงจิตไว้อย่างมั่นคง ; แต่ก็มีถูกต้อง หรือไม่ถูกต้องเหมือนกัน. ดำรงจิตไว้อย่าง มั่นคง; นี้ก็ต้องถูกต้อง คือชนิดที่ว่า กิเลสจะเกิดไม่ได้ ชนิดที่จะเป็นประโยชน์ แก่การมองเห็นอะไรยิ่ง ๆ ขึ้นไป เรียกว่า สมาธิ มีสัมมาสมาธิ. ขอร้องว่า นี่คือ ตัวพุทธศาสนา ที่ท่านทั้งหลาย แต่ละคน ๆ จะต้องคล่องปาก คล่องใจ สำหรับเรื่อง มัชฌิมาปฏิปทา. ท่องเป็นบาลีว่า สัมมาทิฏฐิ สัมมา- สังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมา- วายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ . ดำรงอยู่ในมรรคมีองค์ ๘ จะไม่มีทุกข์. คนโง่ ๆ ก็ว่าบ้าบอ ครึคระ พ้นสมัยไม่มีประโยชน์ อะไร ; ยิ่งโง่เท่าไร ก็จะยิ่งเห็นว่า บทนี้ครึคระ โง่เง่า เต่าล้านปี. แต่ถ้าเขาเป็นคนรู้จริง รู้อย่างนักวิทยาศาสตร์
น.49 ๓๗ นะ เขาจะรู้ว่า นี้ จำเป็นที่สุด ที่เราจะต้องมี ; พระ- พุทธศาสนาคืออย่างนี้, แล้ว ปฏิบัติอย่างนี้จะดับทุกข์ได้. พุทธศาสนาจึงเป็นที่ยอมรับได้ของนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย. เราไม่ต้องพึ่งพระเจ้าอย่างที่เขาเชื่อเขาถือ, ไม่ต้องพึ่งโชค ลาง ไม่ต้องพึ่งเทวดา ไม่ต้องพึ่งอะไรหมด. ขอให้เรา ดำรงอยู่ในความถูกต้อง ๘ ประการนี้ เท่านั้น จะไม่มี ความทุกข์. ฉะนั้นเราจะกล้าท้าว่า พระเจ้าจะมีหรือไม่มีก็ตามใจ ไม่รู้ไม่ชี้กับพระเจ้า; ปฏิบัติอยู่อย่างนี้ แล้วมัน ไม่มี ความทุกข์เลย, พระเจ้าจะมีหรือไม่มีก็ตามใจ. พระพุทธเจ้า เองท่านก็ทรงเปิดโอกาสอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้า พระตถาคต จะเกิดขึ้นหรือจะไม่เกิดขึ้นมาในโลกนี้ ก็สุดแท้ ; แต่อันนี้ จะต้องเป็นอย่างนี้, หมายความว่า ถ้าแก ปฏิบัติอยู่อย่างนี้ แล้วความทุกข์จะไม่เกิด พระพุทธเจ้าจะเกิด หรือ พระพุทธเจ้าจะไม่เกิด นี้ก็ยังเป็นอย่างนี้. ถ้าเรา รู้อย่างนี้ เรา ปฏิบัติอย่างนี้ เราก็ไม่ต้อง มีความทุกข์. นี้มันปลอดภัยอย่างนี้. ฉะนั้นเรากล้าท้าว่า พระเจ้าจะมี พระเจ้าจะไม่มี พระเจ้าจะช่วย พระเจ้าจะไม่ช่วย
น.50 ๓๘ ตามใจพระเจ้า ; ไม่รู้ไม่ชี้ แต่เมื่อเรา ดำรงอยู่อย่างนี้แล้ว ไม่มีทางที่จะเป็นทุกข์. ฉะนั้นอย่าไปเสียเวลาเถียงกันเรื่องพระเจ้ามี พระเจ้า ไม่มี, ตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิด, อะไรไปเกิด, ป่วยการ ไม่รู้ไม่ชี้กับมัน. "ฉันปฏิบัติอยู่อย่างนี้" แล้ว ก็ไม่มีความทุกข์, แล้วจะไม่เกิดด้วย; จะไม่ต้องเกิดมา สำหรับเป็นทุกข์ด้วย : ไม่เกิดตัวกู - ของกู ขึ้นมาในจิต ให้เป็นทุกข์ ด้วย. ฉะนั้นเราอย่าไปเสียเวลา ถามกันแต่ เรื่องอย่างนั้น, เถียงกันอยู่แต่เรื่องอย่างนั้น. มา ศึกษาเรื่องมัชฌิมาปฏิปทา - อริยมรรคมี องค์ ๘ ให้เข้าใจ แล้ว จะไม่มีความทุกข์ จะทำถูกต้อง แล้วไม่มีความทุกข์ ; ฉะนั้นพุทธศาสนาจึงเป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ต้องพึ่งพระเจ้า, ไม่ต้องพึ่งอะไรชนิดที่ว่า มันเป็นเรื่อง มองไม่เห็นตัว, เป็นเรื่องต้องเชื่อ เป็นไสยศาสตร์. ถ้า พุทธศาสนาจะมีพระเจ้า ก็คือกฎอันนี้, กฎเกณฑ์อันนี้แหละ คือพระเจ้าของพวกพุทธบริษัท. เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลาย จะต้องเชื่อพึ่งพระเจ้า ในพุทธศาสนาว่า ถ้าปรุงแล้วเป็นทุกข์ ถ้าดับแล้วไม่
น.51 ๓๙ เป็นทุกข์เลย. ที่นี้ จะดับ ไม่ปรุง ก็คืออยู่อย่าง มัชฌิมาปฏิปทา - ถูกต้อง ๘ ประการ นี้. อุตส่าห์ทำให้ ขึ้นใจ ขึ้นใจ. มรรคมีองค์ ๔ รวบเป็นศีล สมาธิ ปัญญา. ทีนี้เขาทำให้มันสั้นเข้ามา ก็เรียกว่า ๓ อย่าง คือ ศีล สมาธิ ปัญญา. ๘ อย่างนั้น พวกไหนเป็นไปเพื่อ ถูกต้องทางกาย ทางวาจา เรียกว่า ศีล, พวกไหนเป็นไป เพื่อ ถูกต้องทางจิต เรียกว่า สมาธิ, พวกไหนเป็นไปเพื่อ ความ ถูกต้องทางความรู้ความเข้าใจ ก็เรียกว่า ปัญญา. ฉะนั้นเราจึงเรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา. มัชฌิมานี้มันรวบรัดเข้ามาอีกทีเหลือเพียง ๓ ; เมื่อกระจายออกไปเป็น ๘. เราจะทำให้เหลือ ๓ ก็ได้ มัน ไม่มากมายนัก : ถูกต้องอยู่ที่กายวาจาเรียกว่า ศีล, ถูก ต้องอยู่ที่จิต เรียกว่า สมาธิ, ถูกต้องอยู่ที่ความรู้ ความ เข้าใจ ก็เรียกว่า ปัญญา. นี้คือสิ่งที่จะช่วยให้ไม่ปรุง. ทีนี้มันละเอียด ลึกซึ้ง เข้าใจไม่ได้สำหรับคน ธรรมดาสามัญ ท่านจึงช่วยทำให้มันง่ายเข้า, ให้มันเป็นสูตรที่ ง่ายเข้า, เป็น ตัวบทที่ง่ายเข้ า เรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา
น.52 ๔๐ ศีลช่วยให้ไม่ปรุงไป ในทางผิด เช่นว่า เราไม่ปรุงความโกรธ เราก็ไม่ฆ่าใคร ; เพราะฉะนั้นเมื่อมันมีอะไร มายั่วให้ฆ่าผู้อื่น เราก็ควบคุม ไว้ได้ หยุดไว้ได้ ไม่ปรุง. ฉะนั้นการที่เราถือ ศีลข้อที่ ๑ ว่า ปาณาติปาตา เวรมณี สิกขาปทัง นี้ เราก็จะควบคุม ไว้ไม่ให้เป็นความโกรธ แล้วฆ่าเขาได้. ทีนี้เราเห็นของของผู้อื่น อยากจะได้ นั่นมันปรุง เมื่ออยากจะได้ แล้วมันก็จะขโมย ; นี้ไม่ให้ปรุง ไม่ให้ อยากได้ ไม่ให้ขโมย ก็ถือศีล อทินนาทานา เวรมณี สิกขาปทั้งนี้ ควบคุมมันไว้ ไม่ให้ปรุงเป็นความอยาก แล้วก็ไปขโมย. ทีนี้เรื่องเพศ เรื่องกามารมณ์ กาเมสุ มิจฉาจารา นี้ควบคุมไว้ ไม่ให้หลงใหลในเรื่องเพศ จน ไปล่วงละเมิด ความรักของรักของผู้อื่น ถือศีลข้อที่ ๓, มันก็ไม่ปรุง ในข้อนี้. แล้วก็ถือศีล ข้อที่ ๔. ไม่โกหก ประโยชน์ที่อยาก ได้; ถ้าเราไม่ได้โดยทางอื่น เราก็ใช้คำพูดที่โกหก เอา ประโยชน์นั้นมา เราก็ควบคุมไว้ ไม่ให้ปรุงแบบนั้น
น.53 ๔๑ ทีนี้ ข้อที่ ๕. เรารู้ว่า น้ำเมาทั้งหลาย ของเมา ทั้งหลาย ทำให้เสียสติ แล้วก็ไปปรุงอย่างยิ่ง อย่างฉิบหาย หมดเลย; ก็เว้นเสีย ๆ เรื่องของเมาทั้งหลาย ที่จะทำให้ เสียสติสัมปชัญญะ. สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา. คำว่า ปมาทัฏฐานา นั้นสำคัญมาก แปลว่า เป็นที่ตั้งแห่งความ ประมาท ความโง่ ความหลง ความผิด ไปหมดเลย. อะไรก็ตาม ถ้ากินเข้าไป ดื่มเข้าไป สูบเข้าไป หรือเอามาทามาลูบมาอะไร เกิดความประมาท ทำให้เสีย สติสัมปชัญญะ แล้วอย่าไปแตะต้องเป็นอันขาด ฉะนั้นจึงไม่ระบุว่า เหล้า หรือบุหรี่ หรือเฮโรอีน ไม่ต้อง ระบุชื่อก็ได้ เรียกรวมหมดว่า สิ่งที่มันทำให้เกิดความ ประมาท เสียสติสัมปชัญญะแล้วอย่าไปเอากับมัน ; แม้เรื่อง เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำให้จิตหลงใหลเป็นทาสมัน แล้วก็อย่าไป เอากับมัน. แม้แต่เพียง ศีล ๕ เท่านี้ ก็จะเป็นเครื่องป้องกัน ไม่ให้เกิดการปรุง ในส่วนเกี่ยวกับกาย วาจา.
น.54 ๔๒ สมาธิ-ฝึกบังคับจิตไปสู่ความดับ. ทีนี้ในส่วน สมาธิ ทางจิตนั้น ทำจิตให้สงบ อย่า ให้ปรุง ; สมาธิทุกแบบ ที่เขามี ๆ กันอยู่ ใช้ได้ทั้งนั้น ; อย่างน้อยก็เป็นสมาธิบ้าง ไม่เสียเปล่า, ทุกแบบที่มีอยู่ใน โลก. แต่บางแบบมันไปไม่ได้ไกล ไม่ส่งไปถึงปัญญา หรือนิพพาน ; แต่ถ้าเอาเพียงว่าเป็นสมาธิบ้าง แล้วก็ได้ ด้วยกันทุกแบบ. นี้ไปลองดู แบบไหนที่เราพอใจ; แต่ อยาก จะบอกหลัก หัวใจของมันว่า การทำสมาธินั้น คือ ทำอย่างไร ? หลักของมันก็คือว่า ต้องมีอะไรมาสำหรับให้ใจ กำหนด, ให้ใจไปกำหนด จดจ่ออยู่ที่นั่น, ฝึกใจบังคับ จดจ่ออยู่ที่นั่น จนใจมันเชื่อฟัง จดจ่ออยู่ที่นั่น ทีนี้ เราจะเอาอะไรมาให้ใจกำหนด ? เราก็เลือกสิ่ง ที่ดีที่มีประโยชน์ ; อย่างที่มีหลักว่า สมาธินั้นคือ เอกัคคตาจิต ที่มีพระนิพพานเป็นอารมณ์. พระนิพพาน นั้นคือดับ บอกมาแล้วเมื่อตะกี้ว่า นิพ . พานํ ปรมิ สุขิ - ดับ เป็นสุขอย่างยิ่ง ดับนั้นเอามาเป็นอารมณ์ ; มุ่งจะดับ
น.55 ๔๓ เสียซึ่งการปรุง, มุ่งจะดับเสียซึ่งการปรุง. เอาดับนั้น คือนิพพาน มาเป็นอารมณ์ของเอกัคคตาจิต เอกัคคตาจิต ก็แปลว่า จิตที่มีอารมณ์เดียว มียอด แหลมยอดเดียว ; อัคคะ แปลว่า ยอด, เอกะ แปลว่า หนึ่ง, เอกัคคะ แปลว่า ยอดยอดเดียว. เอกัคคตา ความมียอด ยอดเดียว คือ ไปสรุปอยู่ที่จุดอันเดียว ; เหมือนกับเรา ส่องแว่นโฟคัสรวมแสงอย่างนั้น แสงทั้งหลายมันไปรวมที่ จุดนั้น มันก็แรง. แสงตามธรรมดาอย่างนี้ มันไม่ร้อน แต่พอเราใช้ ของรวมแสง เช่น แว่นชนิดรวมแสง, รวมแสงมาให้มัน อยู่จุดเดียวเล็ก ๆ มันลุกเป็นไฟขึ้นมา. นั่นแหละการรวม แสง; เหมือนกับการรวมกระแสจิต. เดี๋ยวนี้ เ รารวม กระแสจิต โดยมีอารมณ์อันหนึ่งเป็นที่รวม จิตมันก็รวม ; ของที่จะเอามาเป็น อารมณ์ของจิต ท่านใช้คำว่า นิพพาน, มีนิพพานเป็นอารมณ์ ของจิตที่เป็นสมาธิ ฉะนั้น เราหวัง ทุกคนหวัง หวังด้วยปัญญานะ, อย่าหวังด้วยกิเลสตัณหา ; ไฟหวังที่จะดับ, หวังที่จะดับ มุ่งที่จะดับ. มีนิพพานเป็นอารมณ์, เอกัคคตาจิตที่มี
น.56 ๔๔ นิพพานเป็นอารมณ์ นั้น คือ สมาธิอันสูงสุด, ไม่มี สมาธิใดยิ่งไปกว่า. เดี๋ยวนี้ทำไม่ได้ ; ใครอยากจะทำ ทำไม่ได้. ต้อง ทำให้ทำได้, ต้องฝึกไปตั้งแต่ต้น ๆ : เอาอะไรมาให้เป็น ที่จิตมันจะไปยึด ไปเกาะ ไปเพ่งเป็นอารมณ์. คนโบราณ เขาก็ใช้เพ่งดวงเทียนบ้าง, เพ่งหลอดไฟฟ้าบ้าง, ที่ไม่เกี่ยว กับพุทธศาสนา เขาก็รู้จักทำ, ฝรั่งก็รู้จักทำ เพ่งหลอด ไฟฟ้าให้จิตไปรวมอยู่ที่นั่น - รวมอยู่ที่นั่น - รวมอยู่ที่นั่น พวกอินเดียโบราณเขาก็รู้จักทำมา แต่ก่อน เขาเอาวงกลม สีเขียว สีขาว สีแดง สีดำ แล้วแต่เขาจะชอบ เป็นวงกลม วางตรงหน้า แล้วก็เพ่ง. นี้เป็นเรื่องเบื้องต้นเท่านั้นแหละ อะไรก็ได้. จะบอกอย่างนี้เลยว่า อะไรก็ได้ สำหรับจิตจะไป กำหนดลงที่ตรงนั้น, กำหนดลงที่ตรงนั้น จนจิตมารวม อยู่ตรงนั้น. ก่อนนี้จิตเขาชอบไปเที่ยว, เป็นลักษณะ ของจิตที่ชอบเที่ยวไปในอารมณ์ต่าง ๆ มันก็เป็นจิตฟุ้งซ่าน ทำอะไรไม่ได้. นี้ก็ ทำให้มันหยุดเที่ยว มาอยู่ที่จุด จุดเดียว ก็เรียกว่า ฝึกให้มัน เป็นสมาธิ.
น.57 ๔๕ เราจะเอาวง เอาดวง เอาอะไรอย่างนี้ก็ได้, หรือ เอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ก็ได้, เอาความรู้สึก อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้, ให้เป็นจุดเดียว สำหรับจิตกำหนด ก็เรียกว่าสมาธิทั้งนั้น แต่จะไ ม่ใช้ของที่ส่งเสริมกิเลส ; เช่นเราจะเอารูปภาพของแฟนมาเป็นอารมณ์เพ่งสมาธินี้ ไม่ ถูกเรื่อง นี้มันไม่ช่วยให้จิตสงบดอก มันขยายตัวออกไปเป็น การปรุง. ต้องเอาดวงเขียว ๆ แดง ๆ กลม ๆ เล็กๆ เอาหลอด ไฟฟ้า เอาดวงเทียนอะไรมาเพ่ง ให้จิตเป็นสมาธิ นี้จึงจะ หยุดปรุง จะเป็นไปในทางเป็นสมาธิ. พอเป็นสมาธิ มัน ก็หยุดปรุง ขณะนั้นแน่นอน; เมื่อจิตเป็นสมาธิ ก็หยุดปรุงขณะที่เป็นสมาธิแน่นอน. ปัญญาช่วยให้เห็นความจริง "เช่นนั้นเอง". ทีนี้ไม่เด็ดขาด ต้องไปทำถึงปัญญา. เมื่อจิต เป็นสมาธิแล้ว ก็เอาความเป็นสมาธินั้น พิจารณาศึกษา สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ที่เราเคยหลงรัก หลงโกรธ หลงเกลียด หลงกลัว วิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ : เอาจิตที่เป็นสมาธิ
น.58 ๔๖ ไปเพ่งดูสิ่งเหล่านั้น มันก็จะหยุด หยุดรัก หยุดโกรธ หยุด เกลียด หยุดกลัว หยุดอาลัยอาวรณ์ หยุดอะไรที่เคยหลงรัก ยึดมั่นเป็นตัวกู - เป็นของกู มันก็เฉยไปเสีย. จิตที่เป็น สมาธิแล้ว ทำให้เห็นความจริงของสิ่งทั้งปวง. การเห็นความจริงของสิ่งทั้งปวง มันไปสรุปอยู่ที่ คำที่น่าหัวเราะคำหนึ่งว่า เช่นนั้นเอง ; พอเราเอามาพูด ทีแรก ก็มีคนหัวเราะเยาะ. หัวใจของธรรมอยู่ที่ "เช่น นั้นเอง". อย่าเพ่อหัวเราะเยาะนะ. เช่นนั้นเองนั้นคือ หัวใจของธรรมะ ; ถ้าไม่เช่นนั้นเอง แล้วมันต้องรัก หรือโกรธ หรือเกลียด หรือกลัว หรืออะไร อย่างใดอย่าง หนึ่งเสมอ; ถ้าไม่เห็นเช่นนั้นเอง. ถ้าเห็นเช่นนั้นเอง มันจะไม่หลง รักที่ยั่วให้รัก, ไม่เกลียดที่ยั่วให้เกลียด, ไม่ โกรธที่ยั่วให้โกรธ, ไม่กลัวที่ยั่วให้กลัว, มันเช่นนั้นเอง. พระอรหันต์ท่านไม่มีรัก เกลียด โกรธ วิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ เพราะท่านเห็น เช่นนั้นเอง เด็ดขาดลงไป ; เราไม่อาจจะเห็นเช่นนั้นเองโดยเด็ดขาด ก็ให้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้. ให้เห็นเช่นนั้นเอง ของความอร่อย
น.59 ๔๗ ของความไม่อร่อย ของความแพ้ ของความชนะ ของความได้ ความเสีย กำไร ขาดทุน. เห็นเช่นนั้นเอง; อย่าเป็นทุกข์, อย่าไป หลงใหลกับมัน, อย่ารักมัน, อย่าเกลียดมัน, จิตใจก็ปกติ จิตใจปกติ ก็รู้เองว่า ควรจะทำอย่างไรกับสิ่งเหล่านั้น ก็ทำ ทำ ทำ, ทำไปตามที่จำเป็น ; เราก็จะอยู่สุข ไม่ปรุง มันดับ มันเย็น ; มันไม่ใช่ว่าเช่นนั้นเองแล้วจะบ้า หรือ เช่นนั้นเอง แล้วจะไม่ทำอะไร. เห็นเช่นนั้นเองแล้วมัน ปกติ ; เมื่อปกติแล้ว มันรู้เองว่าควรทำอะไรก็ทำไป ก็ได้ รับประโยชน์สูงสุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ ก็ดับ ก็เย็น ก็เป็น สุขอย่างยิ่ง คือเป็นนิพพาน. เมื่อปรุง - ร้อนเป็นไฟ เมื่อดับ - เย็นอย่างยิ่ง. นี่สรุปความว่า เมื่อไรปรุง มันก็ ร้อนเหมือน ไฟ; เมื่อไรมันดับ เมื่อนั้นก็เย็น, เย็นมากกว่าน้ำ เพราะมันไม่ใช่น้ำ มันเย็นในแบบจิตวิญญาณ ไม่ใช่เย็นใส่ น้ำแข็ง. นั่นมันเรื่องทางวัตถุ เย็นเพราะไม่มีไฟคือกิเลส ; นี่เย็นนิพพาน. เย็นใส่น้ำแข็ง มันก็เย็นวัตถุ ; เย็น
น.60 ๔๘ เนื้อหนัง ไม่ใช่นิพพาน. แต่เอาความหมายเดียวกันว่ามัน เย็น เพราะมันดับจากความร้อน. ดังนั้น เมื่อเรา ต้องการ ความเย็นแห่งชีวิต เราก็ ต้องทำให้มันดับจากการปรุง ; ถ้ามันปรุง คือมันสุมไฟขึ้นมา, มันก็เกิดกองไฟขึ้นมา แล้วมันก็ร้อน. ฉะนั้นขอให้มีความรู้ทุก ๆ คน, ขอให้ทุก ๆ คน มี ความรู้สำหรับจะออกจากการปรุง : เมื่อตาเห็นรูป, เมื่อ หูฟังเสียง, เมื่อจมูกได้กลิ่น, เมื่อลิ้นได้รส, เมื่อกายได้ สัมผัสทางผิวหนัง, เมื่อจิตได้รู้สึกคิดนึกอารมณ์อะไรขึ้นมา, อย่าให้มันปรุงเป็นกิเลสตัณหา. เดี๋ยวนี้เรไรร้อง บางคนอาจจะปรุงเป็นความรัก ความชอบก็ได้ ควรจะเฉยไม่ต้องรู้อะไร. เรไรร้องก็ร้องไป หรือว่าถ้าจะรักขึ้นมา มันก็นี่ เช่นนั้นเอง ; เสียงเรไรร้อง มันเช่นนั้นเอง ; ไม่มีความหมายว่าไพเราะ หรือไม่ไพเราะ มันเช่นนั้นเอง, ก็เท่ากับไม่มี นี่เราเรียกว่า เราเห็น เช่นนั้นเอง ก็จะปกติอยู่ได้ จะดับอยู่ได้ จะเย็นอยู่ได้ ไม่ต้องเป็นทุกข์ ไม่ต้องเป็นโรคประสาท.
น.61 ๔๙ เราเป็นโรคประสาททั้งที่เป็นมนุษย์ ต้องกินยา นอนหลับ, ต้องกินยาช่วยให้นอนหลับ, ต้องกินยาแก้ ประสาท. แต่สุนัขและแมวไม่เป็นโรคประสาท, เรไรนี้ ก็ไม่เป็นโรคประสาท, ไม่มีทางที่เรไรนี้จะเป็นโรคประสาท ; ฉะนั้นละอายมันบ้าง. ถ้าใครกำลังปวดหัว นอนไม่ค่อย หลับ ต้องกินยานอนหลับอยู่ เป็นโรคประสาทอยู่ : ดูก้อน หิน ดูต้นไม้ ดูอะไร ? - ดูความที่มันหยุดเย็น ไม่ปรุง เป็นปกติ แล้วก็รู้สึกละอายมันบ้าง. มาในที่อย่างนี้ ก็ควรจะได้รับประโยชน์อย่างนี้ คือ เรียนจากของจริง เรียนจากธรรมชาติ; ธรรมชาติสอนดี กว่าใคร ๆ สอน. พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสอย่างนั้น ว่าให้ เรียนจากธรรมชาติ เห็นแจ้งประจักษ์ออกมาจากภายใน ไม่ ต้องเชื่อแม้แต่ตถาคตพูด, พระองค์ตรัสก็อย่าเพ่อเชื่อ เอาไปใคร่ครวญ แยกแยะดู ทดสอบดู เห็นว่ามันดับเย็น ได้จริง จึงเชื่อ นี่ พุทธศาสนาเป็นประชาธิปไตยอย่างยิ่ง ไม่ ผูกขาดความคิดของใคร ; ยังไม่เชื่อก็ได้ แต่ขอให้เอา
น.62 ๕๐ ไปใคร่ครวญพิจารณา เห็นจริงแล้วจึงเชื่อ แล้ว ปฏิบัติ แล้วก็ได้ผล. ฉะนั้นอาตมาก็ต้องพูดอย่างเดียวกันแหละว่า ที่พูด นี้ก็ไม่ต้องเชื่อก็ได้; แต่ขอร้องที่สุด ช่วยเอาไปคิดไปนึก ไปศึกษา ไปลองดู ใคร่ครวญดู ว่าถ้าปรุงแล้วก็เป็น ทุกข์อย่างยิ่ง ถ้าดับแล้วเป็นสุขอย่างยิ่ง. ช่วยทำให้มัน ติดปากไว้ด้วยกันทุกคนว่า สงฺขารา ปรมา ทุกฺขา นิพพานํ ปรมํ สุขํ - ปรุงนั้นเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ดับนั้นเป็นสุขอย่าง ยิ่ง ; แล้วช่วยให้มัน ดับอยู่ตามปกติ, อย่าให้มันปรุง ลุกเป็นไฟขึ้นมา อย่าให้เป็นกิเลสตัณหาขึ้นมา. นี่เวลาก็ต้องเรียกว่า หมดแล้ว ที่กำหนดไว้ ก็จะ ต้องยุติกันที ด้วยการ ฝากหัวใจของธรรมะ ไว้กับท่าน ทั้งหลายทุกคน ว่าปรุงแล้วก็เป็นทุกข์อย่างยิ่ง ว่าดับ แล้วก็เป็นสุขอย่างยิ่ง. ขอให้สามารถหยุดปรุง, ขอให้ สามารถทำให้ดับเย็นอยู่ด้วยกันทุกท่านทุกคน, เป็นสุขอยู่ ทุกทิพาราตรีกาลเทอญ. ขอยุติการบรรยายไว้แต่เพียงเท่านี้.
Buddhadasa