Buddhadasa.org
หนังสืออาหารหล่อเลี้ยงใจ › อ่านฉบับเต็ม

📖 อาหารหล่อเลี้ยงใจ

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ แสดง ณ ลานหินโค้ง ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๔ — ชุดลอยปทุม · วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๔

📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.11 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคมาฆบูชา เป็น ครั้งที่ ๘ ในวันนี้อาตมาก็ยังคงกล่าวเรื่อง ปัญหาแห่งมนุษย์- ภาพ ต่อไปตามเดิม; แต่มีหัวข้อย่อยเฉพาะในวันนี้ว่า ความมีอาหารใจหล่อเลี้ยงอย่างเพียงพอ . ท่านที่ยังไม่เคยฟัง เพิ่งมาฟังเป็นครั้งแรก อาจจะ สงสัย หรืองง ๆ อยู่ ว่าเรื่องอะไร ? ขอบอกกล่าวให้ทราบว่า การบรรยายชุดมาฆบูชา ตลอดทั้งภาคนี้จะบรรยายเรื่อง ปัญหาแห่งความเป็นมนุษย์ส่วนที่เกี่ยวกับปัจจัย * อยู่ในชุด ปัญหาแห่งมนุษยภาพ ครั้งที่ ๘ เรื่อง ความมีอาหารใจ หล่อเลี้ยงอย่างเพียงพอ บรรยายวันเสาร์ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๔ ภาคมาฆบูชา ที่ลานหินโค้ง สวนโมกข ฯ.

น.12 ๒ ปัจจัยของมนุษย์มีสองฝ่าย. มนุษย์แบ่งออกได้เป็น ๒ ส่วน หรือว่า มนุษย์ ประกอบอยู่ด้วยส่วน ๒ ส่วน คือ ส่วนร่างกาย และ ส่วนจิต ส่วนร่างกาย ก็ต้องการปัจจัย ไปตามเรื่องของ ร่างกาย ; ส่วนจิต ก็ต้องการปัจจัยไปตามเรื่องของจิต ถ้าไม่ได้ปัจจัยอย่างถูกต้อง ครบถ้วนทั้ง ๒ เรื่อง ความเป็น มนุษย์ก็ไม่สมบูรณ์ ; จะมีสมรรถภาพน้อย, หรือว่าจะไม่มี เลย, หรือจะประกอบอยู่ด้วยความยากลำบากต่าง ๆ นานา จึงต้องจัดให้ได้รับปัจจัย เครื่องบำรุงครบถ้วนถูกต้อง ทั้ง ๒ ฝ่าย. สำหรับ ฝ่ายร่างกาย นั้น ต้องการปัจจัย ๔ คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยใช้สอย และ เครื่อง บำบัดโรค เป็น ๔ อย่าง ; นี้ไม่ได้พูด เพราะเป็นเรื่อง ทางร่างกาย. แต่จะพูดเรื่องทางฝ่ายจิต ซึ่งไม่ได้ต้องการ อาหารชนิดนั้น ; มันเป็นฝ่ายจิต มันต้องการอาหารตาม แบบของจิติ, ต้องการปัจจัยอย่างอื่น, เราจึงบรรยายกัน เฉพาะปัจจัยทางฝ่ายจิต.

น.13 ๓ [ ทบทวนเรื่องที่พูดแล้ว. ] ทีนี้ที่บรรยายต่อ ๆ กัน เมื่อทางฝ่ายร่างกายมี ๔ ปัจจัย ; ฝ่ายจิตก็จะเรียกว่า ปัจจัยที่ ๕ ปัจจัยที่ ๖ ที่ ๗ ที่ ๘ ต่อไป. ถ้าฟังแล้วมันยุ่งก็เปลี่ยนเสียใหม่ก็ได้; เป็น ปัจจัยทางฝ่ายจิตอย่างที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ต่อไปอีกก็ได้, หรือจะ เรียกเอามารวมกันให้หมดว่า บรรดาปัจจัยฝ่ายจิตทั้งหลาย ก็เรียกว่าปัจจัยที่ ๕ ไปทั้งหมดก็ได้ ; แต่ก็จะต้องพูดว่า ปัจจัยที่ ๕ อย่างที่ ๑ ปัจจัยที่ ๕ อย่างที่ ๒ ปัจจัยที่ ๕ อย่าง ที่ ๓ ถ้าจะพูดกันอย่างนี้แล้ว ในวันนี้เป็นปัจจัยที่ ๕ อย่าง ที่ ๘ เราได้บรรยายมา ๘ ครั้งแล้วทั้งครั้งนี้, ล้วนแต่เป็น ปัจจัยฝ่ายจิตใจ. ปัจจัยแก่จิตใจ อย่างปัจจัยที่ ๕ อย่างที่ ๑ นั้น ก็คือ สิ่งประเล้าประโลมใจที่ประกอบไปด้วยธรรมะ. ปัจจัยที่ ๕ อย่างที่ ๒ คือ ความแน่ใจ ในสิ่งที่ตน ถือเอาเป็นที่พึ่ง. ปัจจัยที่ ๕ อย่างที่ ๓ ก็คือ ความรู้สึกแห่งมิตรภาพ ที่แวดล้อมอยู่.

น.14 ๔ ปัจจัย ๕ อย่างที่ ๔ คือ ความเป็นอยู่อย่างถูกต้อง โดยไตรทวาร . ปัจจัยที่ ๕ อย่างที่ ๕ คือ ความรู้ ที่เพียงพอเท่าที่ ควรจะรู้. ปัจจัยที่ ๕ อย่างที่ ๖ นั้นคือ ความมีผู้นำในทาง วิญญาณ. ปัจจัยที่ ๕ อย่างที่ ๗ นั้นก็คือ ความมีสุขภาพ อนามัยทางจิตอย่างเพียงพอ. ส่วนปัจจัยที่ ๕ อย่างที่ ๘ ในวันนี้ ก็คือ ความมี อาหารใจ หล่อเลี้ยงอย่างเพียงพอ ฝ่ายจิตต้องการอาหารหล่อเลี้ยงอย่างนี้ ในวันนี้เรา ก็มาถึง ปัญหาที่ ๘ สำหรับหล่อเลี้ยงจิต มีหัวข้อว่า ความ มีอาหารใจ หล่อเลี้ยงอย่างเพียงพอ. อาหารใจหมายถึงปัจจัยฝ่ายจิต. สำหรับอาหารใจในที่นี้ ระบุไปยังสิ่งที่เราเรียกกันว่า บุญ ; เพราะฉะนั้นถ้าจะพูดอีกอย่างหนึ่ง ก็จะพูดว่า ความ มีบุญหล่อเลี้ยงอย่างเพียงพอ, แล้วก็จะพูดต่อไปอีกจนกว่า จะหมดภาคนี้ ด้วยเรื่องปัจจัยทางฝ่ายจิต เรื่องทั้งหมดนี้ จึงได้ชื่อว่า ปัญหาแห่งมนุษยภาพ ที่เกี่ยวกับปัจจัย.

น.15 ๕ มนุษย์เรามีปัญหาหลายอย่าง แล้ว ปัญหาที่เกี่ยว กับปัจจัย แล้วมันก็มีอยู่อย่างนี้ คือ ทางฝ่ายร่างกาย ถือกัน ว่ามีอยู่ ๔ อย่าง. ทางฝ่ายจิตนั้นไม่ได้พูดกันไว้อย่างแน่นอน อาตมาก็เลือกเอามาพูด ตามที่เห็นว่าควรเอามาพูด สักเท่าไร, หรืออย่างไร. ในวันนี้ก็จะพูดถึง ปัจจัยที่ ๘ ซึ่งเป็นปัจจัย สำหรับบำรุงในฝ่ายจิตใจ. ฝ่ายจิตใจต้องการอาหาร อาหารประเภทจิตใจ, ฝ่ายร่างกายก็ต้องการอาหารฝ่ายร่างกาย ประเภทร่างกาย เมื่อได้ถูกต้องทั้ง ๒ ฝ่าย จึงจะมีความเป็นมนุษย์ที่หมด ปัญหา ; ตลอดที่ยังไม่ได้ครบถ้วน ก็เรียกว่ายังเป็นปัญหา คือความเป็นมนุษย์นั้นไม่สมบูรณ์ ไม่เป็นที่น่าพอใจเลย. ทบทวนที่แล้วมานิดหน่อยก็ว่า ส่วนร่างกายนั้นแตกต่างจาก ส่วนจิตใจ ส่วนร่างกาย มันเป็นโครงสร้างภายนอก เป็นที่ตั้งที่อาศัย แห่งจิตใจ คุ้มครองให้เรื่องฝ่ายจิต ได้เป็นไปโดยสะดวก หรือปลอดภัย นี่ส่วนโครงสร้างภายนอกเป็นอย่างนี้ ตลอดถึงเป็นส่วนที่จะเคลื่อนไหว ในทางฝ่ายร่างกาย.

น.16 ๖ ฝ่ายจิต-คิดนึกรวมวิญญาณ-สติปัญญาด้วย ทีนี้ ส่วนจิต หรือทางด้านฝ่ายจิต นั้น จะต้องแยก ออกเป็น ๒ อย่าง : คือ ฝ่ายจิต และ ฝ่ายวิญญาณ ฝ่าย จิต คือ เรื่องคิดนึก , สมรรถภาพแห่งการคิดการนึก เป็น เรื่องของจิต, ส่วน วิญญาณนั้น เป็นเรื่อง ความรู้ และ สติปัญญา. ฝ่ายจิต เล็งถึงส่วนที่มันจะ เป็นตัวคิดนึก ยืน โรง อยู่ สำหรับคิดนึก ; ส่วน สติปัญญา นั้น เป็นอีกส่วน หนึ่ง แม้จะอาศัยจิตอยู่ เราก็ไม่ได้เรียกว่าเป็นจิต เรียกกัน ไปที่ก่อนว่า เป็นเรื่องทางวิญญาณ . เรื่องทางวิญญาณจึง เป็นสมบัติสูงสุดของมนุษย์เรา รับหน้าที่ที่สำคัญที่สุดของ ชีวิต. เรื่อง จิต กับเรื่อง วิญญาณ นี้ เอามา เรียกรวมกัน เสียว่า เรื่องฝ่ายใจ; เราเลยได้เรื่อง ๒ เรื่อง คือเรื่อง ฝ่ายกาย และเรื่อง ฝ่ายใจ. เรียกเป็นบาลี หน่อยก็เรียกว่า เรื่องรูปเรื่องนาม กายกับใจ, หรือ รูป กับ นาม นี้ ต้องไป ด้วยกัน. พอแยกออกจากกัน ก็เป็นอันว่าล้มเหลวหมด

น.17 ๗ ไม่อาจจะตั้งอยู่ได้, ไม่อาจจะเป็นไปได้, ไม่อาจจะทำ หน้าที่ใดๆ ได้ กาย - ใจ โดยธรรมชาติแยกกันไม่ได้, ฉะนั้น ขอให้มองเห็นตามที่เป็นจริง ในความรู้สึก ของตนแต่ละคน ๆ : กายกับใจต้องอาศัยกัน จนไม่อาจจะ แยกเป็น ๒ สิ่ง ที่มันจะต้องรวมเป็นสิ่งเดียวกัน แม้ โดย- นิตินัย คือทางคำพูด ; เรา อาจจะแยกพูด เป็น ๒ สิ่ง คือ กาย สิ่งหนึ่ง, กับใจ สิ่งหนึ่ง. แต่ โดยพฤตินัย ตาม ธรรมชาติที่แท้จริงนั้น มัน ไม่อาจจะแยกกันได้ พอแยก ออกจากกัน มันก็หมดความหมายทั้ง ๒ อย่าง คือไม่มี สมรรถภาพใด ๆ เลย จึงควรเรียกรวมกันว่า กายใจ หรือ รูปนาม เป็นของสิ่งเดียว ; มีชื่อเรียกอย่างนั้น หรือว่ามัน ต้องแฝดกันอยู่เสมอไป. คำอธิบายแต่โบราณ เขาก็อธิบายไว้โดยอุปมา ; แม้คนในปัจจุบันนี้ ก็ ควรจะได้ยินได้ฟัง อุปมานั้น ว่า : คน คนหนึ่งเป็นง่อยเดินไม่ได้ แต่มีสติปัญญาดี มันสมองดี นั่งอยู่ริมทาง. นี้คนอีกคนหนึ่งตาบอด ; แต่ร่างกาย

น.18 ๘ ใหญ่โตแข็งแรงตาบอดเดินซมซานมาตามทางเพราะตาบอด. ไปสะดุดเอาคนง่อยตาดี ก็เลยไต่ถามกันว่าอะไรเป็นอะไร, อะไรเป็นอย่างไร. ในที่สุดก็เข้าใจซึ่งกันและกันว่าเรา ๒ คนนี้ต้องรวมกัน. ชายคนตาบอด รูปร่างแข็งแรงใหญ่โต ก็ยอมให้ ชายร่างแคระแต่ตาดีนั้นขึ้นขี่อยู่บนบ่า รวมเป็นคนเดียวกัน แล้วก็ไปด้วยกัน ; มันก็เลยไปได้, ไปไหนไปได้ ; เพราะ มันรวมกัน คนง่อยตาดี ขึ้นขี่บ่าคนตาบอดที่แข็งแรง ก็เลย ไปได้, ทำอะไรก็ได้, หาอาหารกินก็ได้ ได้เต็มที่. อุปมานี้ใช้กับร่างกายและใจ. ใ จเหมือนกับคน ง่อยตาดี, ร่างกายเหมือนกับคนแข็งแรงแต่ตาบอด อาศัย กันแล้วก็ไปด้วยกัน ; ทำหน้าที่กันคนละอย่าง แล้วก็รวม กันเป็นของคนเดียวกัน. นี้เป็นเรื่องของคำว่า กายกับใจ เราต้องรู้จักมันในลักษณะอย่างนี้ แล้วก็พยายามทำให้สำเร็จ ประโยชน์ กายกับจิตต้องการอาหารต่างกัน. เมื่อรู้เรื่องกายและเรื่องใจ พอสมควรแล้ว ก็จะมา มาดูส่วนที่เรียกว่าอาหาร : อาหารกายเป็นอย่างไร ? อาหาร ใจเป็นอย่างไร ?

น.19 ๙ กายเป็นวัตถุ กินอาหารอย่างวัตถุ และต้องการ บริหารร่างกายในฐานะที่เป็นวัตถุ ส่วน จิตนั้นเป็นนาม ธรรม ต้องการอาหารอย่างนามธรรม, ต้องการบริหาร ตามแบบของนามธรรม, ต้องการกายที่ดีเป็นเครื่องรอง รับ ทีนี้ เรื่อง วิญญาณ คือ สติปัญญา ก็ต้องการ อาหาร คือความเจนจัด ในทางวิญญาณ ซึ่งเขาเรียก ในเรื่องทางฝ่ายจิตนี้ว่า spiritual experience คือความเจนจัด ในทางฝ่ายวิญญาณ ที่หาได้ทุกวัน ๆ ๆ ได้ผ่านสิ่งใดไป ก็มี ความรู้ความเจนจัดในสิ่งนั้น. ต้องการสิ่งนี้และมากเข้า ๆ เพื่อเป็นอาหารของวิญญาณ. สรุปความว่า กาย ก็ กินข้าวปลาอาหาร เป็น อาหาร, จิตก็ต้องการการบริหารจิต ที่ถูกต้อง เป็น อาหาร, วิญญาณก็ต้องการความเจนจัด ในเรื่องเกี่ยว กับวิญญาณ ในชีวิตประจำวัน เป็นอาหาร มันได้ อาหารกันอย่างถูกต้องทั้ง ๓ ฝ่ายอย่างนี้แล้ว ก็เรียกว่า เพียงพอเกี่ยวกับอาหาร.

น.20 ๑๐ เราอยากจะให้ความ เป็นมนุษย์หมดปัญหา จึง ต้องรู้จักจัดปัจจัยให้แก่มัน. แต่เราจะมุ่งเรื่องฝ่ายจิตฝ่าย วิญญาณเป็นส่วนสำคัญ ; เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ละเอียด ประณีต แล้วมีความหมายลึกซึ้ง เหมือนอย่างว่า คนตาดีเป็นง่อย ขี่อยู่บนหลังคน ตาบอดแข็งแรง ; คนตาดีมันคอยสั่งให้คนตาบอดกระทำทุก อย่าง. ถ้าคนตาดีทำอะไรผิดพลาด มันก็พลาดไปหมด, คนตาบอดก็พลอยรับความผิดพลาดนั้นไปด้วย. นี่ ถ้าจิตมัน ทำผิดไปแล้ว ร่างกายก็พลอยได้รับความเสียหายด้วย. ฉะนั้นเราจะต้องให้ความถูกต้องแก่ฝ่ายจิตใจ หรือฝ่ายวิญญาณ นั้น เป็นส่วนสำคัญ. คนไม่สนใจเรื่องจิต - วิญญาณ หลงแต่กาย. เดี๋ยวนี้คนในโลกเขาไม่เห็นว่า เรื่องฝ่ายจิตฝ่าย วิญญาณนั้นเป็นเรื่องสำคัญ ; ไป สนใจกันแต่เรื่องทางกาย เป็นสุขสนุกสนานกันแต่เรื่องทางกาย ; ฝ่ายจิตมันจึงทราม. ฉะนั้น ในโลกจึงเต็มไปด้วยปัญญาของคนจิตทราม.

น.21 ๑๑ คนจิตทรามนี้ไม่ใช่มนุษย์ ไม่อยากเรียกว่ามนุษย์ เลยไม่มีโอกาสพูดว่ามนุษย์จิตทราม. ถ้าเป็นมนุษย์จริง จิตมันทรามไม่ได้ จิตมันสูงเสียเรื่อย. ทีนี้มันไม่เป็นมนุษย์ มัน เป็นแต่คน ก็มีโอกาสที่จะเป็นคนมีจิตทราม คือถูก หลอกหลอนอยู่ด้วยอารมณ์ของกิเลส, กำลังมีอยู่อย่าง หนาแน่นทั่วไปในบัดนี้ ; แม้แต่เพียงป้ายโฆษณาตามข้าง ถนน เพื่อสิ่งเหล่านี้ ก็พอที่จะทำให้เด็ก ๆ ของเรา มีจิต ทรามหมดไปทั้งบ้านทั้งเมือง. ลูกเด็ก ๆ ของเรา มีจิตทราม ไปทั้งบ้านทั้งเมือง เพราะป้ายโฆษณา แบบนี้; ไม่ต้องไปดู ไปฟัง ไปเล่น ถึงโรงที่แสดงดอก เพียงแต่เห็นป้ายโฆษณาข้างถนน ก็จิตทรามพอแล้ว ; จนทุกคนนี้ สนใจแต่เรื่องเนื้อหนัง. จะพูดทาง ภาษาศาสนา เขาเรียกว่า เรื่องเนื้อหนัง, พูดตรง กว่านั้น ก็เรียกว่า เรื่องกามารมณ์, พูดตรงกว่านั้นอีก ก็เรียกว่า เรื่องทางเพศ. เรื่องทางเพศนี้เป็นเรื่องฝ่าย เนื้อหนัง เป็นเรื่องฝ่ายร่างกายมันขึ้นอยู่กับร่างกาย. อยากจะแยกกันให้เป็นที่เข้าใจสักหน่อยว่า ถ้าเรื่อง ของ ความรักโดยบริสุทธิ์ เป็นเรื่องจิตใจ ; ถ้าเป็น

น.22 ๑๒ เรื่องของกามารมณ์ นั้นมัน เป็นเรื่องทางร่างกาย. ถ้า เป็นเรื่องของความรักบริสุทธิ์ อยากจะรวมเป็นอันเดียวกัน โดยจิตใจ ; ร่างกายไม่ต้องแตะต้องกันเลยก็ได้ ถ้ามันเป็น เรื่องของความรักอันบริสุทธิ์. แต่ถ้าเป็นเรื่องของ กามารมณ์ แล้ว มันเป็นเรื่องของร่างกาย ต้องมีการแตะ ต้องทางร่างกาย อย่างเป็นบ้าเป็นหลัง. ต้องควบคุมฝ่ายกายให้อยู่ในอำนาจฝ่ายจิต. ฉะนั้น เรามารู้จักแยก เรื่องจิตกับเรื่องกาย ออก จากกันให้ได้ว่าเรื่องเนื้อหนังนั้น มันเป็นข้าศึกของธรรมะ ของฝ่ายความถูกต้อง เรียกว่าเป็นพญามาร ; แต่ถ้าเป็น เรื่อง ความรักบริสุทธิ์ ไม่เกี่ยวกับเรื่องเนื้อหนังทางร่างกาย นี้มันก็ไม่ใช่กิเลส; มันก็ไม่ใช่พญามาร ; ขอให้รู้จักส่วนกาย - จิตอย่างถูกต้อง และควบคุม มันให้ได้; เราจะให้อาหารในส่วนจิต ส่วนวิญญาณ ให้- เพียงพอ ให้ถูกต้อง ให้เป็นจิตที่สามารถควบคุมร่างกายได้ อย่าให้ร่างกาย หรือเรื่องทางฝ่ายกายนั้น ขึ้นมาเป็นใหญ่ ข่มขี่เรื่องทางจิตทางวิญญาณ.

น.23 ๑๓ นี้กายก็ต้องการอาหารอย่างกาย. ใจก็ต้องการ อาหารอย่างใจ, เราก็ต้องหาเลี้ยงคนทั้ง ๒ คน : คนตาบอด แข็งแรงนั้น ก็ต้องกินอาหาร, คนง่อยตาดีที่ขี่อยู่บนหลัง ก็ต้องกินอาหาร. ดีแต่ว่ามันเป็นคน มันกินอาหารอย่าง เดียวกัน ; เดี๋ยวนี้ กายกับใจไม่ได้กินอาหารอย่างเดียวกัน ก็ต้องแยกกันให้อาหารอย่างถูกต้อง. อาหารของใจคือบุญ. เมื่อ ร่างกาย กินอาหาร คือ ปัจจัย ๔ ; จิตใจ จะต้องการอาหารอะไร ? อาตมาพูดรวม ๆ เอาเสียเลยในวัน นี้ว่า อาหารของใจนั้น เราเรียกว่า บุญ. บุญที่แท้จริง เป็นอาหารของจิตใจ ทำให้จิตใจสบาย สงบเย็น เจริญ- งอกงาม ซึ่งก็จะได้ว่ากันต่อไปโดยละเอียด. แต่รู้ไว้เสียก่อนว่า คำว่า บุญ เป็นที่แท้จริงก็มี, ที่ไม่จริง คือปลอมก็มี. ถ้าเอาบุญปลอมมาให้จิตกินเข้าไป จิตใจจะต้องเป็นโรคอย่างใดอย่างหนึ่งแหละ เหมือนที่เรา เข้าใจผิด ไปหลงใหลเอาเรื่องกามารมณ์มาเป็นอาหารแก่ จิตใจ.

น.24 ๑๔ คำว่า ใจ นี้ รวมทั้งเรื่อง จิตล้วน ๆ และเรื่อง สติปัญญาของจิตที่เรียกว่าวิญญาณนั้นด้วย เรียกว่า ใจ. คำว่า บุญ นี้ เป็นอาหารหล่อเลี้ยงได้อย่างกว้าง- ขวาง หล่อเลี้ยงร่างกายก็ได้ ; ถ้ามีบุญร่างกายก็สบายดี, หล่อเลี้ยงจิตก็ได้. ถ้ามีบุญจิตก็ปรกติดี หล่อเลี้ยงวิญญาณ ก็ได้ ถ้าบุญมันมี สติปัญญามันก็เจริญกว้างขวาง และ รุ่งเรือง. นี่บุญมันดีอย่างนี้ ถ้าบุญแท้จริง ก็เป็นอาหาร เลี้ยงกายก็ได้ เลี้ยงจิตก็ได้ เลี้ยงวิญญาณก็ได้ แต่อาตมา แยกเอามาในวันนี้ ในฐานะเป็นอาหารของใจ. รู้จักลักษณะของบุญให้ถูกต้อง. คำว่า บุญ ได้ยินกันทั่วไป บางคนก็ชอบเอามาก ๆ เสียด้วย ; แต่อาจจะยังไม่รู้ว่า บุญนั้นคืออะไรก็ได้ ; ฉะนั้น เรามา รู้จักคำว่า บุญ กันเสียบ้าง พอสมควร. คำว่า บุญ นั้น ถ้า เป็นชื่อของเหตุนะ ก็คือ การ- กระทำที่ให้เป็นบุญ ; เช่นเราเรียกว่า ทำบุญ, ๆ ทำบุญนี้ ทำสิ่งใดให้เกิดบุญ บุญนั้นก็คือการกระทำเช่นนั้นเอง ในฐานะที่เป็นเหตุ. บุญในฐานะที่ เป็นเหตุ คือเครื่อง กระทำ ที่เรียกกันว่าทำบุญ.

น.25 ๑๕ ถ้า บุญเป็นชื่อของผล นี้มันก็จะอีกอันหนึ่งแล้ว ผลคือความสุข. บุญที่เป็นชื่อของผล คือความอิ่มใจ, ทำให้จิตใจอิ่มเอม ฟู, ฟูขึ้นเลย กระทั่งเดือดพล่าน, กระทั่ง ฟุ้งซ่านก็ได้. บุญที่เป็นเครื่องอิ่มใจนี้, อันนี้ผิดพลาดได้. เป็นอันตรายได้. นี้ บุญ อีกความหมายหนึ่ง ว่า เป็นเครื่องชำระบาป. นี้ไม่เกี่ยวกับสบายใจหรือฟูใจ, หลอกให้ใจมันตื่นเต้นเพลิด- เพลิน ; แต่ว่าทำ ให้ใจสะอาด. บุญเป็นเครื่องล้างบาป, ทำใจให้สะอาด ; ส่วนนี้ ไม่มีทางจะผิดพลาดได้ คือไม่ อาจจะเป็นอันตราย. บุญที่ว่าเป็นความสุข ความฟูใจ สบายใจ อันนั้นมี ทางที่จะผิดพลาด, และเป็นอันตรายได้. ส่วน บุญที่เป็นเครื่องชำระบาปนี้ ไม่มีทางที่จะเป็นอันตราย ได้ ; จึงเกิดมีบุญขึ้นมาเป็น ๒ ชนิด. ระวังให้ดี บุญชนิด ไหนจะสร้างปัญหาขึ้นมา ; บุญชนิดไหนจะไม่สร้างปัญหา เลย. ฉะนั้นถ้าเราจะพูดว่า อันตรายจากบุญ ก็หมาย ถึงบุญชนิดที่เมาได้ ; บุญชนิดที่เมาได้ ก็คือบุญที่ทำ

น.26 ๑๖ ให้ฟูใจ สบายใจ นั่นแหละ, เมาได้เหมือนกับกินของเมา. บุญชนิดนี้เป็นอันตรายได้ เพราะว่ามันมีรสอร่อยสูง ; ถ้าเรียกตามบาลีก็ว่า มีอัสสาทะสูง เสน่ห์ความอร่อยดึงดูด ใจมันสูง บุญชนิดนี้จึงเมาได้. เราระวังอย่าให้บุญเป็นไปในทำนองนี้ ; แต่ ให้บุญ เป็นไปในทำนองชำระบาปอยู่เสมอไป . ถ้าปล่อยไปตาม สัญชาตญาณของสัตว์ ; สัตว์ก็ชอบบุญชนิดที่เมาได้เพราะ มันเอร็ดอร่อย เป็นเสน่ห์ยั่วยวนใจ. ส่วนบุญที่ล้างบาป นั้น ไม่มีใครชอบ จับมาอาบน้ำถูขี้ไคลนี้ ไม่ค่อยมีใคร ชอบ ; แต่ถ้าจับมากินเป็นอาหารอร่อย ๆ นี้คนมักชอบ ฉะนั้นต้อง ระวังว่า บุญชนิดหนึ่งเมาได้ และ เป็นอันตราย; บุญชนิดหนึ่งไม่มีเมา เมาไม่ได้ ไม่มี อันตราย. เมื่อปล่อยไปตามสัญชาตญาณของสัตว์ คนทั้ง- หลายก็จะชอบบุญชนิดที่เมาได้เสมอไป ; ไม่ค่อยชอบบุญที่ เป็นการล้างบาป. แล้วมักจะมีเป็นธรรมเนียมมาแต่โบรมโบราณ บุญ ที่เมาได้นั้น เขามักจะเอามาใช้เป็นเหยื่อล่อ, เอามา

น.27 ๑๗ เป็นเครื่องมือจับคน เอามา ; ก็สู่การทำบุญอีกนั่นแหละ. เอาของที่เอร็ดอร่อยยั่วยวนใจของบุญ มาล่อคน, จับคน เข้ามาวัด เข้ามาทำบุญ หรือ ทำอะไรตามที่เขาต้องการ. เดี๋ยวนี้ ในโลกนี้ก็มีการหลอกล่อกันอย่างนี้ : เอา อบายมุขมาล่อให้คนทำบุญ. มันเป็นบุญชนิดที่เมาได้ มันก็ หลอกล่อมาได้, ให้คนบริจาคเงินเท่าไร ๆ ก็ได้ ด้วยการล่อ กันด้วยบุญชนิดที่เมาได้ ถ้าพูดตามตรง ๆ ก็ต้องพูดว่า มันไม่ใช้บุญดอก ถ้ามันเมาได้ หรือ เป็นอันตรายย้อนหลังได้ ก็ ไม่ควร จะเรียกว่าบุญ ; แต่เขาก็ได้เรียกว่าบุญ และได้เรียกกันมา นมนานแล้ว. จึงขอเตือนแต่เพียงว่า ระวัง ๆ บุญชนิดที่ เมาได้. อย่าไปเมาเข้า ก็แล้วกัน ; สนใจแต่เรื่องบุญที่ จะชำระให้สะอาด : ชำระกายให้สะอาด, ชำระจิตให้สะอาด, ชำระวิญญาณให้สะอาด, แล้ว อย่าให้ใครเอาบุญ มาเป็น เหยื่อเกี่ยวเบ็ดล่อเรา ไปตามความต้องการของเขา

น.28 ๑๘ การบำเพ็ญบุญอันถูกต้อง นั้นคือชำระบาปได้. ทีนี้ก็มาดูกันถึงเรื่อง การบำเพ็ญบุญ คือบุญที่ เป็นเหตุ บุญในฐานะที่เป็นเหตุ คือการกระทำที่เรียกกันว่า ทำบุญ, การบำเพ็ญบุญ มีรูปร่างเหมือนกันก็ได้ : บุญที่ เมาได้, กับ บุญที่ไม่เมา, มันมีรูปร่างเหมือนกันก็ได้. แล้วมันก็ลำบากแก่คนที่ไม่มีความรู้เพียงพอ ; คือบุญเพื่อ ให้อิ่มใจ เป็นสุขใจ กับบุญที่ชำระบาปนี่มันมีรูปร่างเหมือน กันก็ได้. แล้วมันยัง มีผลร่วมกันก็ได้ บุญอิ่มใจ มันก็ อิ่มใจ ; แม้บุญชำระบาปให้ใจสะอาด มันก็ยังอิ่มใจได้ เหมือนกัน. เอาแต่ความอิ่มใจมาเป็นหลักนี้ ก็ยังไม่แน่นัก ; จะต้องดูที่ว่า มันล้างบาปหรือไม่ เสมอไป. จะพูดกันถึงข้อที่ว่า มันมีรูปร่างเหมือนกัน แต่มัน เป็นคนละชนิดก็ได้ ; เช่นการ ให้ทาน การ รักษาศีล การ เจริญภาวนา ; แต่ละอย่างเหล่านี้ เรียกว่า บุญญกิริยา- วัตถุ คือที่ ตั้งแห่งการบำเพ็ญบุญ.

น.29 ให้ทาน. ทีนี้ดูให้ทานเป็นเรื่องแรกว่า ให้ทานแล้วก็อิ่มใจ พอใจ ยินดีแก่ตัวเอง แล้วก็ไปสวรรค์, รู้สึกว่าเหมือน กับได้ไปสวรรค์ หรือเชื่อว่าได้ไปสวรรค์ อย่างนี้คือบุญที่ ทำให้เกิดความอิ่มใจ มีความหมายไปในทางอิ่มใจ. นี้ถ้าจะให้เป็นไป ในทางล้างบาป ก็ต้องไปดูที่ว่า การให้ทานนั้นมันชำระชะล้างกิเลส ที่เป็นเหตุให้เห็น แก่ตัว. ความเห็นแก่ตัวนี้เรียกว่าบาป ; ถ้าเราให้ทานอย่าง ถูกต้อง ทานนั้นก็จะช่วยชำระชะล้างความเห็นแก่ตัวหรือความ ตระหนี่ เป็นต้น. การให้ทานนี้มันก็เป็นบุญที่ชำระบาป. ถ้าเอาแต่ความพอใจ สบายใจ ความเชื่อ ว่าจะ ได้ไปอยู่ในสวรรค์วิมาน บุญอย่างนี้มันก็เป็นเรื่องอิ่มใจ ; แล้วก็ ไม่ล้างบาป บางทีจะเพิ่มบาป คือเพิ่มความยินดี พอใจ ในสวรรค์หรือในกามารมณ์ ให้มันมากขึ้น. อย่าง นี้มันก็ไม่ล้างบาป เพราะมันเพิ่มราคะโลภะ อะไรมากขึ้น ; แต่ถ้าว่า ทำบุญแล้ว ลดความเห็นแก่ตัว ลดความตระ- หนี่ อยู่ที่นี่ในโลกนี้ ไม่ต้องไปสวรรค์ มันก็ล้างบาป, แล้วก็เป็นบุญที่ไม่เป็นอันตราย หรือควรจะพอใจ.

น.30 รักษาศีล. ทีนี้ก็มาดูที่การรักษาศีล, รักษาศีลแล้วพอใจ อิ่มใจ ยกมือไหว้ตัวเองได้ มันก็พอใจ สนุกสบายไปเลย มีบีติปรา- โมทย์เดือดพล่านไปเลย. นี่เป็นบุญที่ทำให้เกิดความอิ่มใจ โดยอาศัยการรักษาศีล ทีนี้อีกความหมายหนึ่ง ศีลนั้นจะล้างบาป ; รักษาศีลแล้วกำจัดโทษอะไรได้บ้าง : เรื่องฆ่า เรื่องลัก เรื่องประพฤติผิดในกาม เรื่องโกหก เรื่องอะไรก็สุดแท้ ที่ว่า รักษาศีลแล้วกำจัดได้. บุญที่เกิดมาจากศีลนี้ ก็กำจัด บาปหรือล้างบาปได้ : ล้างกายให้สะอาด ล้างวาจาให้สะอาด ; นี่ศีลนี้ก็ชำระบาป. แต่ถ้าเอากันเพียงว่าสบายใจ, หรือ มากไปกว่านั้น : รักษาศีลอวดคน อย่างนี้ก็ไม่ชำระ- บาป, มันก็ให้ได้แต่ความสบายใจ ในความหมายที่แรก. ผลของบุญในการเจริญภาวนา. ทีนี้ การเจริญภาวนา ทำสมาธิภาวนา มันก็ ทำให้อิ่มใจได้; เพราะเชื่อว่า ได้ทำดี ได้ทำสิ่งที่ดี

น.31 ๒๑ ได้ทำสิ่งที่สูงที่ประเสริฐ มันก็อิ่มใจได้, หรือถ้าถึงกับว่า อิ่มใจนี้ไปพรหมโลก หรือเป็นพรหมโลก อยู่ในความอิ่มใจ เพราะการทำสมาธิภาวนา นี้ก็อิ่มใจ; ถ้าหลงใหลใน ความเป็นเช่นนั้น มันก็ไม่ล้างบาป. ฉะนั้น เราจะต้องดูให้ดีว่า แม้ การเจริญภาวนา ถ้า ทำเพื่ออวดคน ก็ดี ถ้า ทำเพื่อสบายใจ แปลก ๆ นี้ก็ดี, หรือแม้ที่สุดแต่จะได้ไปพรหมโลกก็ดี ยังไม่ล้างบาป, มันเป็นเรื่องอิ่มใจ เช่นเดียวกับเรื่องอื่น ที่ทำให้เกิดความ อิ่มใจ. ทีนี้เรา เจริญภาวนา เพื่อทำจิตให้เป็นสมาธิ ก็ ล้างนิวรณ์ทั้ง ๕ ออกไป สิ่งรบกวนจิตประจำวันคือ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ วิจิกิจฉา ๕ อย่างนี้เรียกว่านิวรณ์. ถ้าทำภาวนาประเภทสมถะ มันก็ล้างนิวรณ์ ออกไป; จิตมันก็สะอาด. ถ้า เจริญภาวนา ในส่วน วิปัสสนาหรือปัญญา มันก็ กำจัดกิเลสออกไป กำจัดมูลเหตุ ของกิเลสออกไป กำจัดต้นตอของกิเลสทั้งหมด คืออวิชชา ออกไป; อย่างนี้ก็ ได้สติปัญญา ล้างทิฏฐิให้สะอาด

น.32 ๒๑ ทิฏฐิ คือความคิดความเห็น ของเรานั่นแหละ มัน สกปรกได้; มีเครื่องล้างให้สะอาดได้ ด้วยการเจริญ. ภาวนา. เมื่อมีการเจริญภาวนาในอันดับสูง คือปัญญา หรือวิปัสสนา ทิฏฐิของเราก็สะอาด, ความเป็นมนุษย์ของ เราก็สะอาด. ขอบอกกล่าวแยกออกไปอีกนิดหนึ่งว่า คำว่า ทิฏฐิ นี้สำคัญมาก อาจจะไม่ได้เคยสังเกตก็ได้. คนแต่ละคน หรือ ความเป็นมนุษย์ของคนแต่ละคน นั่นก็คือ ทิฏฐิ ของคนคนนั้น นั่นเอง. คนไหนมีทิฏฐิอย่างไร นั้นก็คือ ความเป็นคนของคนคนนั้น ; ฉะนั้นคนคนหนึ่ง ก็ขึ้นอยู่ กับทิฏฐิของตัว : จะโง่ จะฉลาด จะผิด จะถูก จะอะไร อย่างไร มีทิฏฐิอย่างไร ชีวิตของคนนั้นจะเป็นอย่างไรนั้น นี่ไป ดูเสียให้เห็น เถิดว่า แต่ละคนนั้นเขามี ทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ; แล้วชีวิตของเขาทั้งหมด จะขึ้นอยู่กับทิฏฐิอันนั้นทั้งหมดทั้งสิ้น, ซึ่งมันเป็น ความคิดความเห็น ความเชื่อ ความเข้าใจ ของเขา แล้ว เขาก็ทำไปตามความคิด ความเห็น ความเชื่อ ของเขา

น.33 ๒๓ ดังนั้น ปุคคลิกภาพ หรือความเป็นบุคคลของเขา มันก็ขึ้นอยู่กับทิฏฐิของคนคนนั้นโดยเฉพาะ; แล้วมัน ก็ไม่เหมือนกัน : บางคนเป็นสัมมาทิฏฐิ, บางคนเป็น มิจฉาทิฏฐิ, บางคนก็มีสัมมาทิฏฐิน้อย, บางคนก็มี มิจฉาทิฏฐิน้อย, แล้วมันยังแตกต่างกันตามแบบของทิฏฐิ จะพูดได้ตายตัวเลยว่า ทิฏฐิ นั่นแหละคือบุคคลนั้น. ฉะนั้น เราจะต้องเอามาล้าง ๆ ล้างให้ทิฏฐิสะอาด โดยอาศัยที่เรียกว่า ภาวนา . การกระทำทางจิตที่เรียกว่า ภาวนา ในประเภทปัญญาภาวนา หรือวิปัสสนาภาวนา จะล้างทิฏฐิของคนนั้น , ก็คือล้างคนคนนั้น เพราะว่า คนคนนั้นกับทิฏฐิของเขานั้นมันคือสิ่งเดียวกัน. แล้วก็ มีภาวนาเป็นเครื่องล้างทิฏฐิของเขา หรือล้างตัวเขาให้ สะอาด. บุญนี้สูงสุดเหลือประมาณ : บุญคือการล้างทิฏฐิ หรือสติปัญญา นี้ให้สะอาด. ถ้าเราพูดว่า สติปัญญา มันก็ต้อง หมายความว่า มันสะอาดอยู่แล้ว; แต่ถ้าเราพูดว่า ทิฏฐิ นี้ มันยังเป็น กลาง ๆ อยู่. ทิฏฐิที่ถูกต้องมันจึงจะเป็นสติปัญญา. ถ้า ทิฏฐิเฉย ๆ มันสกปรกได้ มืดมัว เป็นมิจฉาทิฏฐิได้ ; แล้วก็

น.34 ๒๔ มีแต่สิ่งที่จะแวดล้อมให้มืดมัว ให้เป็นมิจฉาทิฏฐิ. คนเรา จึงอยู่ด้วยทิฏฐิที่มืดมัว เอามาล้าง, ล้างด้วยสิ่งที่เรียกว่าบุญ บุญในอันดับสูง. [ ทบทวนผลของทาน ศีล ภาวนา .] จะทบทวนอีกทีหนึ่งก็ได้ว่า ทาน ข้อแรก ข้อที่ ๑. บุญ คือการทำทานนี้ ก็ทำให้อิ่มใจ มีความหมายเป็นไป ในทางสวรรค์ หรือสิ่งที่เป็นที่น่ารักน่ายินดี อย่างนี้เรียกว่า บุญอิ่มใจ เกิดมาจากทาน ทีนี้ถ้าว่า ล้างความเห็นแก่ตัว ล้างความตระหนี่ อะไรได้ออกไปนี้ใจมันก็มีบาปน้อยลง ; เพราะว่ามันกวาด ล้างบาปออกไปเสียบ้าง ; การให้ทานก็ชำระบาป ตามแบบ ของการให้ทาน ชำระความตระหนี่ ทีนี้ ข้อที่ ๒. รักษาศีล อิ่มใจเหลือประมาณ ว่าได้ รักษาศีล หลงใหลในศีล แล้วเชื่อว่าเป็นบันไดแห่งสวรรค์ ; นี้ศีลก็ ให้ได้รับความอิ่มใจ เป็นบุญชนิดที่ทำให้จิตใจมันฟู มันพองขึ้นมา ทีนี้อีกทางหนึ่ง ศีลล้างความหยาบ ความสกปรก ทางกาย ทางวาจาออกไปเสีย ; นี่ศีลมันล้างบาปอย่างนี้

น.35 ๒๕ ทีนี้มาถึง ข้อที่ ๓. ภาวนา ถ้าทำสมาธิภาวนา ก็ ล้างนิวรณ์ที่รบกวนอยู่ ตลอดวันนี้ออกไป. สิ่งที่รบกวน จิตใจเราตลอดวันนั้น ก็คือ นิวรณ์ทั้ง ๕ อยู่ในรูปของ กามฉันทะ บ้าง พยาบาท - หงุดหงิด ไม่ชอบบ้าง, ถีนมิทธะ - หดหู่ละเหี่ยบ้าง, อุทธัจจะุกกุจจะ - ฟุ้งซ่านบ้าง. วิจิกิจฉา - ลังเล โลเล ไม่แน่ใจบ้าง, นี่มันรบกวนอยู่ ตลอดวัน. ถ้าทำภาวนาประเภทสมาธิได้ มันก็ล้างอันนี้ ออกไป ได้ความสะอาดแห่งจิต นี้ถ้าทำ ภาวนาสูงขึ้นไป คือ วิปัสสนา หรือ ปัญญา มันก็ ล้างละเอียดลงไปลึกซึ้งลงไป, คือ ล้าง- กิเลส โลภะ โทสะ โมหะ, ล้างมูลเหตุของกิเลส คือ อนุสัย แห่งโลภะ โทสะ โมหะ, แล้วก็ล้างอวิชชา, ซึ่ง เป็นต้นขั้ว ที่รวมแห่งกิเลสทั้งหลายออกไป ; ใจก็ปราศจาก กิเลส ปราศจากอวิชชา สะอาดถึงที่สุด กลายเป็น พระอริยเจ้าเข้าสู่ภาวะแห่งนิพพานเป็นต้นได้. นี้ถ้าบุญมัน ได้ทำหน้าที่ของมันถึงที่สุด คือล้างบาป ก็ไปนิพพานได้ เหมือนกัน.

น.36 ๒๖ ทีนี้เราบำเพ็ญบุญโดยมากนี้ เพื่อสบายใจเสียโดยมาก ; ไม่ได้บำเพ็ญบุญเพื่อล้างบาป. ฉะนั้นบาปมันก็หนาขึ้นได้ ทั้งที่มันสบายใจ สนุกสนาน พอใจอยู่เสมอ ; ยิ่ง เมาบุญ ด้วยแล้ว มันก็ยิ่งสนุกสนาน แต่ว่า บาปอาจจะหนาอยู่ ข้างภายใต้ ก็ได้ระวังให้ดี ๆ. บุญมีความหมาย ๒ อย่างอย่างนี้ : บุญชนิดหนึ่ง ให้ฟูใจอิ่มใจ, บุญชนิดหนึ่ง ล้างบาป ล้างจิตให้สะอาด พูดให้มันสั้นเข้ามา ก็บุญชนิดหนึ่งมันไปกระตุ้นใจ ให้สนุก สนาน สำเริงสำราญ แต่ ไม่สะอาด. บุญอีกประเภทหนึ่ง มันล้าง จับเอาหัวใจมาฟอกให้สะอาดเลยมันก็ได้ผล คือ ใ จ สะอาด. อาหารของใจควรเป็นบุญที่ชำระบาป ได้ . ลองคิดดูเถอะ บุญพวกไหนควรจะเป็นอาหาร แห่งจิตใจ หรือความเป็นมนุษย์ของเรา ? บุญที่ทำให้ฟูใจ อิ่มใจ เหมือนกับกินเหล้า กินของเมานั้น มันจะเป็น อาหารใจได้อย่างไร ? มันก็เป็นอาหารได้ตามแบบนั้นแหละ, คือ อาหารตามแบบของคนเมา.

น.37 ๒๗ ทีนี้ บุญ อีกชนิดหนึ่ง ล้างให้เกิดความสะอาด แก่จิตใจ นี้ทำให้จิตใจเจริญ ก็เรียกว่าอาหาร ในความหมาย ที่ให้เกิดผลดีขึ้นมา. นี่แหละ อ าหารของใจ ที่จะเป็น อาหารถูกต้องแท้จริง ก็คือบุญ ชนิดที่ชำระบาป. ได้พูดมาแล้วตั้งแต่ต้นว่า บุญชนิดนี้เมาไม่ได้, มันเมาไม่ได้, กินเข้าไปเท่าไรมันก็ไม่เมาดอก เพราะมันคอยชำระจิตอยู่ เสมอ. นี้บุญอีกชนิดหนึ่ง ไปกินมันเข้ามันจะเมา แล้วมัน จะติดเป็นเสพติด แล้วมันจะเมามากขึ้น : เมาบุญจนไม่รู้ว่า จะทำกันอย่างไร แล้วมันก็คงจะยุ่ง, . แล้วก็กำลังยุ่งอยู่ใน โลกนี้ ในบ้านเมืองนี้อยู่แล้วด้วย. บุญชนิดที่เมาได้ ทำให้ตกเป็นเหยื่อ ของคนอันธพาลได้ นี้เรียกว่า บำเพ็ญบุญ ด้วยทานก็ดี ด้วยศีลก็ดี ด้วยภาวนา ก็ดี ถ้าเป็นเพียงฉาบฉวย มันก็สบายใจ เป็นสุข; เหมือนกับกินของเมาก็ได้. แต่ถ้า ทำอย่าง ถูกต้องแล้ว จะชำระให้สะอาด; ชำระกายให้สะอาด, ชำระจิตให้สะอาด, ชำระวิญญาณจิตใจให้สะอาด ให้สติปัญญา สะอาด, รวมทั้งทำให้ร่างกายนี้ก็สะอาด, ถ้าเป็นอยู่

น.38 ๒๘ อย่างถูกต้องอย่างนี้แล้ว แม้แต่ร่างกายนี้ก็สะอาด, จิตก็ สะอาด. แล้ววิญญาณ คือทิฏฐิ ความคิดความเห็นก็ถูก ต้องและสะอาด ขอให้ระวังการทำบุญให้ดีๆ ให้มองเห็นชัดอยู่ว่า มันล้างบาป ; อย่าเพียงแต่ว่าสุขใจ สบายใจ เอร็ดอร่อยแก่ใจ, เรียกว่าคนเขายังเป็นทาสของความเอร็ดอร่อยแก่อารมณ์ เขา ก็ทำบุญเพื่อได้สิ่งนี้กันทั้งนั้นนะ. ถ้าอย่างนี้ไม่สะอาด แล้ว จะไม่เป็นอาหารแก่จิตใจด้วย, จะเป็นอาหารหลอก ๆ ให้ ฟุ้งซ่านเสียเอง ไม่ใช่ความเจริญแห่งจิตใจที่แท้จริง ฉะนั้น เราจะ ต้องระวัง ระวังให้ดีที่สุดให้มากที่สุด ที่จะทำสิ่งที่เรียก ว่าบุญ, คือ ทำให้เป็นสิ่งที่เป็นอาหาร หล่อเลี้ยงจิต หล่อเลี้ยงวิญญาณได้จริงๆ. ทีนี้อยากจะพูดถึงคำว่าล้างบาป อีกสักหน่อย เพราะ ได้เน้น มามากแล้ว เรื่องทำบุญให้เป็นการล้างบาป. ถ้าทำบุญขอให้เป็นการล้างบาป ; เพราะว่าแม้แต่การล้างบาป นี้ถ้าพูดรัว ๆ เร็ว ๆ มันก็กำกวมเหมือนกัน มัน ล้างบาป ผิด ๆ ก็ได้, วิธีผิดก็ได้.

น.39 ๒๙ อุปมาการทำบุญกับการอาบน้ำ, อาตมาอุปมาให้ฟังเหมือนกับว่า เราอาบน้ำ หรือว่า ล้างของสกปรกที่ร่างกาย ล้างเท้า ล้างมือ ล้างร่างกายส่วน ไหนก็ตาม เรียกว่าอาบน้ำกันดีกว่า อาบน้ำเพื่อล้างชำระกาย อาบน้ำด้วยโคลนก็ได้ เอาน้ำโคลนมาอาบ ความสะอาดมัน จะเกิดขึ้นเท่าไร ? เอาน้ำหอมมาอาบก็ได้ มันสะอาดไหม, ตัวหอมฟุ้งแล้วมันสะอาดไหม ? ทีนี้อาบด้วย น้ำใสสะอาด มีสบู่มีอะไรพอควร นี่น้ำใสสะอาดนี้มันสะอาดเท่าไร ? อาบด้วยน้ำโคลน มันเลวเกินไป มันสะอาด แบบน้ำโคลน ; บางทีก็จะดีกว่าไม่ล้าง, เช่นว่า เท้าติดโคลน มามาก ๆ นี้ เอาน้ำโคลนมาล้าง มันก็พอจะล้างโคลนหนา ๆ ออกไปได้ ก็มีโคลนบาง ๆ ติดอยู่ นี้เรียกว่าทำบุญแบบ อาบน้ำโคลน. ทีนี้ทำบุญแบบ อาบน้ำหอม คนนี้เขารวย เอา น้ำหอมมาอาบ. อาบแล้วน้ำหอมมันยังติดอยู่ที่เนื้อที่ตัว. เครื่องหอมนั้นไม่ใช่ของสะอาดนัก ; บางชนิดก็เป็นอุจจาระ ของสัตว์ชนิดหนึ่งนะ รู้ไว้ว่า เครื่องหอมนั้น บางชนิดเป็น อุจจาระของสัตว์ชนิดหนึ่ง เขาขายแพงด้วย. เอาน้ำหอม

น.40 ๓๐ มาอาบ ของหอมก็ติดอยู่ที่ตัว; ตัวนั้นมัน จะสะอาดได้ อย่างไร? นี้มันดีเกินไป น้ำโคลนมันเลวเกินไป น้ำหอม มันดีเกินไป. ฉะนั้นเอาน้ำกลาง ๆ สะอาดแท้ ๆ น้ำใสสะอาด จะมีเครื่องช่วยละลายไขมันบ้าง เช่นผงซักฟอก เช่นสบู่ อะไรบ้างก็ได้; แต่ต้องเป็นน้ำใสสะอาด ล้างออกไปหมด เลย เนื้อตัวก็สะอาด. มีทางที่จะ เปรียบเทียบ ว่า อาบด้วยน้ำโคลน อาบ ด้วยน้ำหอม แล้วก็ อาบด้วยน้ำใสสะอาด เสร็จแล้วมัน สะอาดต่างกัน ; ฉะนั้นอย่าทำบุญล้างบาปด้วยน้ำโคลน ; อย่าทำบุญล้างบาปด้วยน้ำหอม มันดีเกินไป; ทำบุญล้าง บาปด้วยน้ำอันบริสุทธิ์ ใสสะอาดเถอะ บุญนั้นจะล้าง บาปได้จริง. เดี๋ยวนี้เรายังทำบุญเหมือนกับทำด้วยน้ำโคลน ; เสียเงินมาก, ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมาก, โง่เขลามาก, อบายมุข นานาประการ เอาเข้ามาประกอบกับการทำบุญ ; มาหลอก กันให้ทำบุญด้วยอบายมุข, มีของมึนเมา มีการพนัน มีสิ่ง เลวร้ายเป็นอบายมุขรวมอยู่ในนั้นด้วย เรียกว่า ทำบุญ

น.41 ๓๑ บวชลูกชายคนหนึ่ง ฆ่าควาย ๒ ตัว ฆ่าหมู ๓๐ ตัว ซื้อเหล้า ๑๐ หีบ อย่างนี้. นี่ทำบุญบวชลูกชาย มันก็ เป็นเรื่อง อาบน้ำโคลน มัน เป็นกิเลส เป็นของสกปรก. ทีนี้ว่าถ้า ทำบุญด้วยน้ำหอม มันก็เปลืองมาก เหมือนกันแหละ เอาเท่าไรไม่ว่า เปลืองเท่าไรไม่ว่า : ทำให้ สดสวยงดงาม เอร็ดอร่อย ฟุ่มเฟือย เกินพอดี. แม้จะไม่ หยาบเหมือนกับน้ำโคลน ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต; แต่มันก็ เปลืองมาก มันมีการลงทุนเพื่อสวยงาม เขียว ๆ แดง ๆ อะไรมาก ก็เรียกว่า เกินดี ดีเกิน, ดีเกิน. ทีนี้ อาบน้ำสะอาดที่แท้จริง ก็สะอาดจริง, คือ จิตใจมันสะอาด, นี้เรียกว่า ทำด้วยสัมมาทิฏฐิ, แล้วก็สร้าง สัมมาทิฏฐิ, ให้เป็นอยู่ด้วยสัมมาทิฏฐิ. เมื่อสัมมาทิฏฐิ ไปอยู่ที่เนื้อที่ตัว แล้วก็หมดปัญหา ปลอดภัยสะอาด อย่างยิ่ง ใช้บุญให้ถูกต้องเพื่อล้างมิจฉาทิฏฐิ. เมือตะกี้อาตมาบอกแล้วนะ เดี๋ยวจะลืมเสีย ว่าคน- คนหนึ่งแต่ละคนนั้น ก็คือทิฏฐิของคนคนนั้นแหละ ทิฏฐิ

น.42 ๓๒ ของคนคนนั้นมีอย่างไร เท่าไร นั้นแหละมันคือตัวคนคนนั้น เดี๋ยวนี้เรา จะให้เป็นสัมมา จะเรียกว่า สัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิที่ ชอบที่ถูกต้อง ทิฏฐิมันถูกต้องขึ้นมา คนนั้นก็เป็นคนถูก ต้องขึ้นมา. ฉะนั้นจงสนใจสิ่งที่เรียกว่า ทิฏฐิ นั่นแหละ คือตัวเรา. มิจฉาทิฏฐิ แล้วก็ทิฏฐิมิจฉา ตัวคนนั้นก็มิจฉา เป็นคนพาล. ถ้าทิฏฐิเป็นสัมมา ; คนนั้นก็เป็นสัมมา. "เรา เป็นสัมมาทิฏฐิ มีสัมมาทิฏฐิ ดีกว่ามีมิจฉาทิฏฐิ ; แต่ คน เขาไม่สนใจ เขา ปล่อยให้มิจฉาทิฏฐิครอบงำ แล้วก็ เสพติดในมิจฉาทิฏฐิ ติดยิ่งกว่าติดเฮโรอีน. คนที่เป็นมิจฉาทิฏฐินี้พูดกับเขายาก เขาไม่เชื่อเรา ดอก, คนที่เขาเป็นมิจฉาทิฏฐิ เราพูดกับเขายาก. อาตมา เองเคยผจญมามากแล้ว พูดกับคนมิจฉาทิฏฐิ เขาไม่ยอม เชื่อเรา; ส่วนมากก็ไม่สำเร็จ เมื่อคนคนนั้นเป็นตัวแห่ง มิจฉาทิฏฐิ; เว้นไว้แต่เขาจะรู้จักทำบุญ ให้แท้จริง ให้ถูกต้อง, ให้อาบน้ำสัมมาทิฏฐิ ล้างมิจฉาทิฏฐิ

น.43 ๓๓ ออกไปเสีย ; เขาก็จะเป็นคนที่สูงขึ้นไป เป็นมนุษย์ เป็น พระอริยบุคคล หลุดพ้นเป็นนิพพาน. ฉะนั้นถ้าเรา ใช้บุญถูกต้อง, ล้างมิจฉาทิฏฐิ ออกไปได้จริงแล้ว, ผลสุดท้ายก็คือพระนิพพาน แหละ, จิตสะอาดจนกิเลสเกิดในจิตไม่ได้. จิตเดิม ๆ จิตประภัสสร จิตดั้งเดิมนั้น เมื่อถูกอบรมให้เปลี่ยนสภาพ ด้วยการล้าง ของบุญที่ถูกต้อง จิตชนิดนั้นสะอาด จนไม่เป็นที่เกิดแห่ง กิเลสอีกต่อไป.กิเลสไม่มีก็คือนิพพาน เมื่อใดว่างจาก กิเลส เมื่อนั้นคือนิพพาน ที่นี่ก็ได้ เดี๋ยวนี้ก็ได้ นิดหนึ่ง ก็ได้ ชั่วเวลาอันสั้นก็ได้ ขอให้ว่างจากกิเลสเถอะ มันก็ เป็นนิพพาน. ฉะนั้น สิ่งที่จะล้างกิเลสให้หลุด ให้หายไป นั้นก็คือ บุญที่ถูกต้อง ทำมาตั้งแต่เรื่อง ทาน ก็ได้, ทำมา เรื่อง ศีล ก็ได้, แล้วก็ทำมาถึงเรื่อง ภาวนา ; จะเป็น สมถภาวนา วิปัสสนา ก็ได้ มันก็จะล้างออกไปหมด จนจิต นั้นสะอาด ไม่เป็นที่เกิดแห่งกิเลสอีกต่อไป เรื่องมันจบ เท่านี้.

น.44 ๓๔ เรื่องของคนก็จบ ลง ที่ ทิฏฐิของคนนั้นเป็น สัมมาทิฏฐิ, แล้ว คนนั้นก็เป็นคนชนิดสัมมาทิฏฐิ หมดปัญหา. นี่ ปัญหาแห่งมนุษยภาพ มันหมดไปอย่างนี้ ปัญหาเรื่องเป็นคนให้ดี มันหมดไปอย่างนี้ คือ เขามีบุญ เครื่องชำระล้างแก่จิตใจ หรือเป็นอาหารใจที่ถูกต้อง และเพียงพอ, อาหารใจที่ถูกต้องจริงเป็นความอิ่มใจที่ ไม่เมา. ทีนี้เราจะดูเรื่องบุญ หรืออาหารใจ ชนิดที่แท้จริง เพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย ชั่วเวลาที่มันยังเหลืออยู่นิดหนึ่งนี้. ที่ว่า บุญ เป็นอาหารใจ. ในความหมายทั่วไป มันก็คือ ให้อิ่มใจ เป็นข้อแรกอย่างที่กล่าวมาแล้ว ถ้าเราเป็น คนมีความคิดถูกต้องไม่วิปลาส เราก็จะรู้ว่าอะไรเป็นบุญ. พอได้ทำบุญก็อิ่มใจ รู้สึกว่า ในสังขารเรานี้มันมีความดี ก็พอ- ใจอิ่มใจ ; ถ้ามีมาก ก็จะ ถึงกับยกมือไว้ตัวเองได้. นี้คือ ความอิ่มใจถึงที่สุด. เป็นอาหารใจถึงที่สุด ยกมือไหว้ตัว- เองได้, เป็นสุขอยู่กับการทำบุญ : ไม่ต้องไปอาบอบนวด

น.45 ๓๕ ไม่ต้องไปสถานกามารมณ์ เริงรมณ์อะไรที่ไหน. อยู่ที่โต๊ะ ทำงาน ก็อิ่มอกอิ่มใจมีความสุข ไม่อยากจะเลิกงานไปสถาน- กามารมณ์ เพราะเห็นมันเป็นเรื่องสกปรก. นี้ทำงานอยู่ ทำบุญทำกุศลอยู่ที่โต๊ะทำงาน, ทำ หน้าที่ถูกต้อง, ไม่คดโกง, ตัวเองรู้สึกว่าดี จนยกมือไหว้ ตัวเองได้ ก็เลยเป็นสุขอยู่ที่การงาน ; ไม่ต้องเอาสตางค์ ไปซื้อหากามารมณ์ มาหลอกตัวเองให้ว่าเป็นสุข เงินมันก็ เหลือใช้. เงินเดือนมันก็เหลือใช้ ไม่ขาดแคลนเหมือนกับ ที่เขาพูดกันอยู่ว่า เงินเดือนไม่พอใช้. เพราะเอาไปซื้อหา เหยื่อของกิเลส เงินเดือนมันก็ไม่พอใช้ ; เพราะว่ากิเลสนี้ มันไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ. คนมีจิตใจสกปรก มีทิฏฐิสกปรก เป็นคนสกปรก ก็ทำอย่างนั้นได้ ; เงินเดือนไม่พอใช้ ก็หาทางออก : หลอกลวง ตะลบตะแลงอย่างอื่นต่อไป จนวินาศเอง. ความสุขอันแท้จริงไม่ต้องใช้เงิน. นี่เรา ทำบุญให้ถูกต้อง เอาความอิ่มใจ ชนิด ที่ไม่เมาไว้ก่อน, เอาความอิ่มใจที่แท้จริง ที่ไม่ได้ไปหลอก

น.46 ๓๖ ให้เมาเอาไว้ก่อน. พอใจตัวเอง, ยินดีในความมีแห่งตัวเอง, เป็นมนุษย์ที่ถูกต้องเพราะมีสัมมาทิฏฐิ มีความสุขที่สะอาด บริสุทธิ์ เป็นความสุขที่ไม่ต้องใช้สตางค์. เคยพูดมาหลายหนแล้ว แต่บางคนที่นี่อาจจะไม่เคย ได้ยินว่า ความสุขยิ่งแท้จริงเท่าไร แล้วยิ่งไม่ต้องใช้ สตางค์มากเท่านั้น, จนกระทั่งว่า พระนิพพาน แล้ว เป็นของให้เปล่าแหละ. ถ้าพระนิพพานของใครคิดเอา เงิน คิดเอาสตางค์แล้ว นิพพานนั้นเก๊ทั้งนั้นแหละ, นิพพาน ปลอมทั้งนั้นแหละ. นิพพานแท้จริงของพระพุทธเจ้า เรียกว่า ให้เปล่าเสมอ; เพียงแต่ต้องทำอะไรบ้าง, เช่นว่า ล้างใจให้สะอาดอย่างนี้ ไม่คิดสตางค์ เพราะไม่ต้องล้าง ด้วยสตางค์ก็ได้. ล้างด้วยการประพฤติกระทำถูกต้อง ในทางจิตใจ มันก็สะอาด, ก็ได้นิพพานมาโดยไม่ต้องใช้ สตางค์, ไม่ต้องใช้ค่าด้วยสตางค์. ถึง ความสุขของคนทั่วไป ก็เหมือนกัน ; ถ้ายิ่งดี ยิ่งแท้ ยิ่งบริสุทธิ์เท่าไร ยิ่งไม่ต้องใช้สตางค์ ; เช่นว่า เราทำหน้าที่ของมนุษย์อยู่ที่โต๊ะทำงาน, เราเป็นคนจริง

น.47 ๓๗ เป็นคนตรง, เราก็พอใจอิ่มใจในการที่ได้ทำงาน ก็เป็นสุข อยู่ที่โต๊ะทำงาน ไม่ต้องไปสถานเริงรมย์ ไม่ต้องไปสถาน กามารมณ์ ซึ่งต้องใช้เงินมาก ๆ. นี่จึงพูดว่า ความสุขที่แท้จริงจึงไม่ต้องใช้ สตางค์, ยิ่งแท้จริงเท่าไรยิ่งไม่ต้องใช้สตางค์เท่านั้น ; เพราะ ว่าบุญนั้นมันช่วยทำให้สะอาด, มีความสุขที่สะอาด. ถ้าความสุขสกปรกแล้วเป็นบาปทั้งนั้น ; ความ- สุขยิ่งสกปรกเท่าไร ยิ่งต้องใช้เงินมากเท่านั้น. ความสุขที่ สะอาดเท่าไร ยิ่งใช้เงินน้อยเท่านั้น หรือถึงกับไม่ใช้ เงินเลย. ในภาวะปัจจุบัน บุญที่แท้จริงนี้ มันก็ล้างให้สะอาด ล้างใจให้สะอาด, ล้างทุกอย่างให้มันสะอาด. เราได้รับ ผลแห่งบุญที่แท้จริงในปัจจุบัน, คือได้ความสะอาด และ ได้ความเจริญงอกงาม สูงในทางจิตใจ รวมทั้งทางกายด้วย ดังที่กล่าวมาแล้วว่า กายกับใจนี้แยกกันไม่ได้ ; เหมือนคนตาบอดกับคนตาดี ๒ คนนั้น มันต้องไปด้วยกัน เสมอ. ฉะนั้น ทำใจให้สะอาด ประโยชน์ก็มาถึงทาง

น.48 ๓๘ กาย กายก็สะอาด ; เพราะว่ากายก็เป็นไปตามคำสั่งของ จิตใจ. บุญสะอาดเป็นการเตรียมอนาคตอย่างดี. ในภาวะปัจจุบัน เราก็อยู่ด้วยความสะอาด, งอกงามก้าวหน้าทางใจ แล้วทางกาย ; แล้วรวมกันทั้งทางใจ และทางกาย มันก็สะอาดลงมาถึงสถานที่ บ้านเรือน ลานบ้าน เครื่องใช้ไม้สอย ก็พลอยสะอาดไปหมด ถ้าเจ้าของบ้านนั่น มีจิตใจสะอาด มีร่างกายสะอาด มีวิญญาณสะอาด มีทิฏฐิ สะอาด. ถ้ามองไปในอนาคต ก็หวังได้ ว่าบุญที่แท้จริง ทำความสะอาดนี้ มันเป็นการเตรียมไว้. เขาเรียกกันว่า เสบียงอะไรทำนองนั้น ; บุญที่แท้จริงนั้นมันเป็นเสบียง เตรียมไว้สำหรับเดินทางในอนาคต จะก่อนตาย หรือว่าจะ หลังจากตายแล้ว ก็ได้เหมือนกันแหละ ที่เรียกว่าอนาคต ; เป็นอันว่าอนาคตได้เตรียมไว้เป็นอย่างดีแล้ว สำหรับเลื่อน ขึ้นไป ๆ จนถึงขั้นสูงสุด คือเป็นโลกุตตระ, เป็นโลกอุดร

น.49 ๓๙ พ้นโลก เหนือโลก. นี่บุญที่แท้จริง มันทำหน้าที่อย่างนี้ เตรียมอนาคตไว้ให้เป็นอย่างดี สำหรับผู้นั้น บุญที่แท้จริงช่วยให้คนมีศีลธรรม. ทีนี้เราจะดูกันในความหมายทั่ว ๆ ไป ในโลก ปัจจุบัน บุญที่แท้จริงถ้าเกิดขึ้นมาในโลกนี้แล้ว จะไม่มี วิกฤตการณ์ใด ๆ เพราะคนอยู่ในศีลธรรม มีบุญคุ้มครองหรือ ยึดถืออยู่ : ก็ไม่มีนักเศรษฐกิจโกง ก็ไม่ต้องเดือดร้อนด้วย เรื่องเศรษฐกิจ อย่างที่เรากำลังเดือดร้อน.ไม่มีนัก การเมืองโกง ; เราก็ไม่ต้องเดือดร้อนเพราะการเมืองโกง, ไม่มีเจ้าหน้าที่ข้าราชการหรือผู้ปกครองที่โกง, ไม่มีรัฐบาล ที่โกง, อะไรก็ไม่โกง ตั้งแต่ผู้ใหญ่ ลงมาถึงผู้น้อย, แล้ว เราก็สบาย. นี้เรียกว่า ไม่มีความเลวร้ายใด ๆ ในสังคม ในบ้านในเมือง. เดี๋ยวนี้มีอันธพาลเต็มไปทั้งบ้านทั้งเมือง อยู่ในรูป ของนักเศรษฐกิจบ้าง, อยู่ในรูปของนักการเมืองบ้าง, อยู่ในรูปของนักปกครองบ้าง, กระทั่งอยู่ในรูปของอันธพาล ตามท้องถนนทั่วไปทุกหัวระแหง, อาชญากรรมมากมาย.

น.50 ๔๐ อาชญากรรมเลวร้าย คืออาชญากรรมทางเพศนี้ยิ่งมากมาย เพราะไม่มีบุญ, เพราะไม่มีความสะอาด. ในหัวใจคน ก็เต็มไปด้วยความเลวร้าย หรืออันธพาล ฉะนั้น ช่วยกันดึงเอาบุญที่แท้จริงเข้ามา เถอะ จะไม่มีอันธพาลในโลกนี้เลย. ใครที่รู้จักความเดือดร้อน จากอันธพาลก็ไปคิดดู ; มันน่าจะช่วยกันไหม ? ทำให้บุญ นี้ชำระล้างสิ่งสกปรก ให้สะอาดไปเสียหมด. สร้างสังคม ใหม่เป็นสังคมพระอริยเจ้า. ทุกคนตั้งอยู่ในความถูกต้อง มีบุญอย่างถูกต้อง, ล้างความสกปรกออกไปหมดแล้วก็เป็นสังคมพระอริยเจ้า โลกนี้ก็เปลี่ยนทันที, เปลี่ยนเป็นโลกของพระศรีอาริยเมต- ไตรย ไม่มีคนอันธพาล ; หาคนอันธพาลมาทำยาหยอดตา ก็ยาก คือจะหาสักนิดหนึ่งก็ไม่ได้ ถ้าว่าเรามีบุญมาช่วยกัน ชำระชะล้างความสกปรก. สมัยนี้คนไม่รักบุญกลัวบาป. ทีนี้เหลียวไปดูแล้ว มันท้อแท้ที่ว่าปัญหามันมาก มันลึก, มันกินลึกมากแล้ว ; เรื่องสกปรกไม่มีบุญนี้ จน

น.51 ๔๑ กระทั่ง เดี๋ยวนี้ ไม่มีความหมายของคำว่าบุญ หรือคำว่า บาป. ไม่มีใครกลัวบาป ไม่มีใครต้องการบุญ ; โดยเฉพาะ เด็ก ๆ การศึกษาหมาหางด้วน ทำให้เด็กไม่รู้จักบาป ไม่รู้ จักบุญ, ไม่มีคำว่าบาป ไม่มีคำว่าบุญ สำหรับเด็ก ๆ, ได้แล้วก็เป็นดี, ได้แล้วก็เป็นดี, นั้นคือสิ่งสูงสุด. เด็กสมัยก่อน พอได้ยินคำว่า บาป มันสะดุ้ง, เช่น ที่เขากำลังจะทำอะไรอยู่พอได้ยินคำว่าบาปร้องมาทางหลัง เขา สะดุ้งหรือเช่นเขาเงื้อก้อนอิฐขึ้นจะขว้างนก ; อย่างนี้มีเสียง มาจากข้างหลังว่าบาป เขาก็สะดุ้ง. บางทีก้อนอิฐหลุดจาก มือเลย. สมัยนี้ พอได้ยินคำว่าบาป มันไม่สะดุ้ง, กลับเหลียว มาดู ; ใครว่าบาป มันขว้างหัวด้วยก้อนอิฐนั้นเลย. พระที่ วัดนี้ก็ถูกมาแล้วนะ, พระที่วัดนี้ก็ถูกมาแล้ว ที่มันขว้างนก เราบอกว่าบาป นี่เราเลี้ยงไว้ มันก็ขว้างหัวพระเสียเลย ; ดีแต่หลบทัน, นี่ การศึกษาหมาหางด้วน ผลิตเด็กอย่างนี้. เมื่ออาตมาเป็นเด็ก ๆ คำว่า บาปมีความหมายมาก : ขี้เกียจก็บาปนะ นอนสายก็บาป สูบบุหรี่ก็บาป สูบกัญชาก็ บาป. เด็กโง่, การศึกษาโง่ไม่รู้ว่าอะไร ; แต่มันรู้ว่าบาป ทั้งนั้นเลย : นอนสายก็บาป, อย่าว่าแต่ทำอะไร ขี้เกียจทำ

น.52 ๔๒ งานก็บาป, สูบบุหรี่ก็บาป. เราเป็นคนโง่ มีการศึกษามา โง่ ๆ ว่าอะไร ๆ ก็บาปไปหมด ; แต่แล้วเราก็ทำบาปไม่ได้. สมัยก่อน นี้คำว่า บาป นั้นมีความหมายมาก เหมือนกับฟ้าจะผ่าลงมาทีเดียวพอได้ยินเสียงว่าบาป แล้วมัน สะดุ้ง. เดี๋ยวนี้มันไม่สะเทือน. เด็กรุ่นหลังแล้ว คำว่าบุญ ก็ไม่มีความหมาย ; เห็นเป็นของล่อหลอกไปเสียหมด ทั้งบุญ และทั้งบาป; ได้แล้วเป็นดี, อร่อยแล้วเป็นดี, สนุกสนาน แล้วเป็นดี, ในที่สุดมันก็เข้าไปอยู่ในกรอบของยาเสพติดบ้าง กามารมณ์บ้าง เต็มไปทั้งบ้านทั้งเมือง. ให้เพิ่มกรมตำรวจ อีกกี่สิบกรม ก็ปราบไม่หมดดอก สร้างคุก สร้างตะราง สร้างศาล สร้างเรือนจำอีกเท่าไร มันก็ปราบไม่หมด เพราะ ว่าต้นเหตุมันถูกทำลายหมดแล้ว ; เด็ก มีความรู้สึกว่าบาป หรือว่าบุญ, เด็ก ๆ ของเรากำลังเป็นอย่างนี้. ผิดกับ คนโบราณ ซึ่งว่า กลัวบาปมาตั้งแต่เล็ก ๆ เพราะว่าถูกสอนมากระทั่งว่า นอนสายก็บาป, เดินข้ามเท้า ของแม่ก็บาป ต้องกราบลงขอโทษ. นี่อาตมาเคยโดนมาแล้ว ไม่ใช่ว่าเรื่อง make up มาพูด. เด็กรุ่นนั้นเขาสอนกัน อย่างนั้น ; คำว่าบุญว่าบาป มันมีความหมายมาก.

น.53 ๔๓ เดี๋ยวนี้มันไม่มีความหมายเสียแล้ว เขาถือว่าได้ เอร็ดอร่อยนั้นแหละคือสิ่งสูงสุด. คำว่าบุญ ว่าบาปไม่มี เหตุผล, พอเขาได้สิ่งเอร็ดอร่อยแก่จิตใจของเขา นั่นคือดี ที่สุด, ถูกต้องที่สุด, ยุติธรรมที่สุด งดงามที่สุด. นี่มัน เปลี่ยนอย่างนี้; คำว่าบุญ บาป ไม่มี, บุญไม่มี, อาหารใจก็ ไม่มี, จิตใจมันก็ยุบละลายหมด. เดี๋ยวนี้ถือว่า "ได้แล้วเป็นดี" คนเดี๋ยวนี้เขาว่าได้แล้วก็เป็นดี ; จะได้ด้วยบุญ จะได้ด้วยบาป ได้ด้วยอะไรใช้ได้ทั้งนั้น, ขอแต่ให้มันได้ก็ แล้วกัน. ความได้อย่างที่ต้องการนั่นแหละ เป็นสิ่งสูงสุด ของมนุษย์เรา, บุญบาปไม่มีความหมาย, อบายมุขทั้ง หลายก็กลายเป็นหนทางแห่งสวรรค์. อบายมุข แปลว่า หนทางแห่งอบาย อบายมุขนั้น เดี๋ยวนี้มันมากลายเป็นหนทางแห่งสวรรค์ ; มันน่าหัวเราะ อย่างนี้. หนทางแห่งนรก มา กลายเป็นหนทางแห่ง สวรรค์ เพราะเอาอบายมุขมาล่อหลอกให้คนทำบุญ ทำกุศล ทำอะไร, อบายมุขที่มันทำให้คนไปนรก มากลาย เป็นหนทางแห่งสวรรค์,

น.54 ๔๔ ฉะนั้น ขอให้มองดูปัญหาในยุคปัจจุบัน ว่ามัน มีอยู่อย่างนี้. จะให้นิยมบำเพ็ญบุญ ทำบุญเพื่อให้ล้างบาป ล้างโลกนี้ให้สะอาดกันอย่างไรนั้น ขอฝากไว้ให้เป็นปัญหาแก่ ท่านทั้งหลายทุกคน. สำหรับอาตมานี้ ไม่มีปัญหาแล้ว แน่ใจเหลือเกินว่า ต้องสร้างบุญชนิดที่ล้างบาปได้ขึ้นมา, ให้การศึกษาถูกต้อง ให้กลัวบาป ให้รักบุญ แล้วจึง จะเกิดการทำบุญชนิดที่ล้างบาปได้เป็นแน่นอน. มีบุญเลี้ยงจิตใจแล้วจะได้สิ่งดีที่สุด ฯ. นี่วันนี้เราพูดกันเรื่อง ปัจจัยแห่งความเป็นมนุษย์ ถ้านับแต่ปัจจัยทางจิตใจ ก็เป็นปัจจัยที่ ๘ ความเป็นมนุษย์ ในด้านจิตใจ คือ : - มีสิ่งประเล้าประโลมใจเป็นธรรม. - มีความแน่ใจในสิ่งที่เอาเป็นที่พึ่ง. - มีความรู้สึกทางมิตรภาพอยู่ทุก ปรมาณู. - มีความถูกต้องโดยไตรทวาร. - มีความรู้ที่เพียงพอตามที่ควรจะรู้. - มีผู้นำในทางวิญญาณพอ. - มีสุขภาพอนามัยทางจิตดี.

น.55 ๔๕ แล้วก็มี อาหารใจ คือบุญ หล่อเลี้ยงอย่างเพียงพอ : กล่าว คือทำให้สะอาดได้ เพราะว่าหล่อเลี้ยงอย่างเพียงพอ. ทำจิตใจให้สะอาด แล้ว มันก็งอกงามไปเองได้ ด้วยการรักษาไว้ให้สะอาด แล้วมันงอกงามไปเองได้. ความ เป็นมนุษย์ของบุคคลนั้น ก็ถึงจุดหมายปลายทาง, มีนิพพาน ได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้. เย็นอกเย็นใจอยู่ตลอดเวลา จนกว่า ร่างกายมันจะแตกดับไปตามธรรมชาติ เรื่องแตกดับนั้นไม่ใช่ปัญหา ไม่ต้องเป็นห่วง ไม่ ต้องหนักใจ ; ร่างกายนี้มันต้องแตกดับไปตามธรรมดา ตามธรรมชาติ แต่ เมื่อยังไม่แตกดับยังมีชีวิต อยู่นี้ ขอให้เย็นอกเย็นใจ คืออยู่กับพระนิพพานตลอดเวลา. รีบให้อาหารใจให้ถูกต้องเถิด จิตใจก็จะไปถึง จุดนั้น คืออยู่ด้วยความเย็นอกเย็นใจ, เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ มนุษย์ควรจะได้ ไม่มีอะไรจะดีไปกว่านี้. อาตมาเห็นว่า การบรรยายในวันนี้ก็พอสมควรแก่ เวลาแล้ว ขอย้ำเรื่องอาหารทางจิตใจ อย่างที่ ๘ คือมี บุญ

น.56 ๔๖ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงใจอย่างเพียงพอ. ขอได้นำไปคิดดู ถ้าเห็นด้วยก็ ช่วยกันทำเร็วๆ ก็จะได้ผลตามที่ว่า เรา เป็นมนุษย์และได้พระพุทธศาสนา. ขอยุติการบรรยายนี้ไว้เพียงเท่านี้ เปิดโอกาสให้พระ- คุณเจ้าทั้งหลาย ได้สวดบทพระธรรมเป็นคณสาธยาย มีเนื้อความ ส่งเสริมกำลังใจ ความเชื่อ ความเลื่อมใส ความกล้าหาญ ในการ ปฏิบัติธรรมะ ตามหน้าที่ของตน ๆ สืบต่อไป. — — — — — — — — — — —

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต