Buddhadasa.org
หนังสือปุญญกิริยาวัตถุ › อ่านฉบับเต็ม

📖 ปุญญกิริยาวัตถุ

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ปุญญกิริยาวัตถุ

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.3 ฉบับที่ระลึก ๕๐ ปี สวนโมกข์

น.4 บุญ เป็น อะไร. สิ่งนั้นๆ เป็นเหมือน ของเกลื่อนกลาด ที่เป็นบาป เก็บกวาด ทิ้งใต้ถุน ที่เป็นบุญ มีไว้ เพียงเจือจุน ใช้เป็นคุณ สดวกกาย คล้ายรถเรือ หรือบ่าวไพร่ มีไว้ใช้ ใช่ไว้แบก กลัวตกแตก ใจสั่น ประหวั่นเหลือ เรากินเกลือ ใช่จะต้อง บูชาเกลือ บุญเหมือนเรือ มีไว้ขี่ ไปนิพพาน มิใช่เพื่อ ไว้ประดับ ให้สวยหรู เที่ยวอวดชู แบกไป ทุกสถาน หรือคอยล่อง ไปในโลก โอฆกันดาร ไม่อยากข้าม ขึ้นนิพพาน เสียดายเรือ ฯ พ. อินทปัญโญ

น.5 พระธรรมเทศนาในพรรษา ของ ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ ที่ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม อ. ไชยา ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๑๑ ปุญญกิริยาวัตถุ นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมา สมฺพุทฺธสฺส ฯ ตีนิ ปุญฺญกิริยา วตฺถูนิ กตมานิ ตีนิ ทานมยปุญฺญกิริยา วตฺถุ สีลมยปุญฺญกิริยา วตฺถุ ภาวนามยปุญฺญกิริยา วตฺถู - ติ ธมฺโม สกฺกจฺจํ โสตพฺโพ - ติ.

น.6 ๒ ณ บัดนี้จะได้วิสัชนาพระธรรมเทศนา เพื่อเป็น เครื่องประดับสติปัญญา ส่งเสริมศรัทธาความเชื่อและความ เลื่อมใส ของท่านทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริษัท ให้เจริญงอกงาม ก้าวหน้า ยิ่ง ๆ ขึ้นไปในพระธรรมวินัยของพระผู้มีพระภาค เจ้า อันเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย กว่าจะยุติลงด้วยเวลา. ธรรมเทศนาในวันนี้ จะได้กล่าวเรื่อง บุญญกิริยา วัตถุ คือ วัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งการกระทำบุญ ซึ่งนับได้ ว่า เป็นเรื่องที่ทุกคน ได้ยินได้ฟังอยู่เป็นประจำ, เป็นเรื่อง เบื้องต้นที่สุด อย่างที่เรียกกันว่า เป็นหญ้าปากคอก. ทุก คนได้ยินได้ฟังคำนี้ สอนกันให้กระทำอย่างนี้ มีคำอธิบาย ต่าง ๆ กันไป ; แต่ในวันนี้จะได้กล่าวถึง สิ่งที่เรียกว่า บุญญ- กิริยาวัตถุ ทั้งสามนี้ ในลักษณะ ที่เกี่ยวพันกันกับเรื่องตัวกู- ของกู ดังที่ได้กล่าวแล้วในธรรมเทศนาครั้งก่อน ๆ. ดังที่ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า แม้แต่ในเรื่องพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือ ในเรื่องพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ

น.7 ๓ โดยเนื้อแท้ แล้ว ก็ไม่มีอะไร นอกไปกว่า เรื่องอัน เกี่ยวกับ ตัวกูและของกู. ถ้ามีความรู้ถึงใจความสำคัญของเรื่องนี้ ก็ จะสามารถทำตน ให้ถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ใน ลักษณะที่เป็นประโยชน์ อย่างแท้จริงได้, ไม่เป็นสักว่าเป็น ธรรมเนียม เป็นประเพณี หรือทำพอให้แล้ว ๆ ไป ... ... ... ในเมื่อเรื่องของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็เป็น เรื่องที่เกี่ยวกับตัวกูของกูโดยตรง. เรื่อง บุญญกิริยา ทั้งสาม คือเรื่อง ทาน เรื่อง ศีล เรื่อง ภาวนา ; ทั้งสามอย่างนี้ ก็ต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับ เรื่องตัวกู - ของกู โดยตรงอีกเช่นเดียวกัน เพราะว่าเป็น สิ่งที่เกี่ยวเนื่องกัน มีความมุ่งหมายในทางเดียวกัน. ท่านทั้งหลาย เคยได้ยินได้ฟังเรื่องทาน เรื่องศีล เรื่อง ภาวนา สามอย่างนี้ ในคำอธิบายเป็นอย่างอื่น และไม่เคย กล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่า ตัวกู - ของกู ด้วยซ้ำไป. ท่านทั้งหลาย คงจะประหลาดใจ มาตั้งแต่การแสดงเรื่องพุทธคุณ ธรรมคุณ

น.8 ๔ สังฆคุณ ว่า ถ้ามองไม่เป็น ก็จะเห็นว่า เป็นเรื่องมุ่งหมาย ที่ จะทำลาย สิ่งที่เรียกว่าตัวกู - หรือของกูนั้น หรือว่าการที่มี คุณอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมา ก็สำเร็จมาจากการที่ทำลายสิ่งที่ เรียกว่าตัวกู - ของกู ได้อีกนั่นเอง. บัดนี้เรื่อง บุญญกิริยาวัตถุ คือ ทาน ศีล ภาวนา ทั้งสามนี้ นับว่าเป็นเรื่องการกระทำโดยตรง คือ เป็นการ ประพฤติปฏิบัติโดยตรง และการประพฤติปฏิบัติทั้งสาม อย่างนี้ ก็เ พื่อทำลายตัวกู - ของกูโดยตรง อย่างเดียวกัน อีก จึงจะเป็นเรื่องบุญญกิริยาวัตถุที่แท้จริง ซึ่งไม่ค่อยจะนำ มาพูดถึงกันเสียเลย. ในข้อแรก จะได้พูดถึงคำว่า "บุญ", คำว่า บุญมี ความหมายที่สำคัญ อยู่ตรงที่ ตรงกันข้ามกับบาป, ดังนั้น โดยหลักทั่วไปจึงถือว่า บุญเป็นเครื่องชำระบาป ; เมื่อชำระ บาปได้ก็ทำให้สบายใจ. เพราะฉะนั้น เมื่อกล่าว โดยผล บุญก็เป็นชื่อของความสุข ความสบายใจ ความพอใจ ความ อิ่มใจ นั้นเอง. ความสบายใจหรือความสุขนี้มีอยู่เป็นชั้น ๆ และสำคัญอยู่ที่ว่า จริงหรือไม่จริง.

น.9 ๕ ถ้าเป็น บุญจริง ต้องเป็นการทำลายสิ่งที่เรียกว่า ตัวกู - ของกู ; ไม่ใช่สนับสนุน สิ่งที่เรียกว่าตัวกู - ของกู ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป เหมือนกับที่กระทำกันโดยมากในนามที่เรียก ว่าบุญ เหมือนกัน. ดังนั้นจะต้องระวังให้ดีว่า คำว่าบุญ, บุญ, นี้มีความหมายหลายอย่าง จะต้องเลือกถือเอาให้ถูกต้อง ที่สุด จึงจะเป็นบุญจริง, ไม่เป็นบุญปลอม. เมื่อคำว่า บุญ แปลว่า เป็นเครื่องชำระบาป แล้ว ก็ควรจะมองต่อไปในข้อที่ว่า สิ่งที่เรียกว่า บาป นั้น ไม่ได้ มาจากสิ่งอื่นเลย ล้วนแต่ มาจาก สิ่งที่เรียกว่า ตัวกู-ของกู หรือ ความเห็นแก่ตัว ทั้งนั้น. คนเป็นคนทุศีล ก็เพราะ มีความเห็นแก่ตัว หรือว่าคนมีความเร่าร้อนในทางจิตใจ ของตน อยู่ตามลำพัง. นี้ก็มาจากความยึดมั่นถือมั่น ใน สิ่งที่เรียกว่าตัวกู และของกู. เพราะฉะนั้นเป็นอันกล่าวได้ว่า ไม่ว่าบาปชนิด ไหน, ไม่ว่ามูลเหตุของบาปชนิดไหน ล้วนแต่ มาจากสิ่งที่ เรียกว่า ตัวกู - ของกู ทั้งนั้น, หรือถ้าจะกล่าวให้สั้นเข้า

น.10 ๖ ไป ก็กล่าวได้ว่า ตั วกู - ของกู นั่นแหละ เป็นกิเลสมูล ฐาน, เป็นกิเลสพื้นฐาน ที่จะทำให้เกิดความโลภ ความ โกรธ ความหลง ได้ทุกอย่างทุกประการ ; คือ เพื่อเห็นแก่ ตัวกู จึงได้โลภ, เพราะ ยึดมั่นถือมั่นตัวกูจึงได้โกรธ, เพราะ มีความหลงใหลในสิ่งที่เนื่องกัน อยู่กับตัวกู - ของกู จึงได้มี ความหลงคือโมหะ. โลภะ โทสะ โมหะ เป็นเพียงอาการ ของสิ่งที่ เรียกว่า ตัวกู - ของกู แสดงออกมาด้วยกันทั้งนั้น ; ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า ขึ้นชื่อว่าบาปแล้ว ไม่ว่าบาปชนิดไหน ล้วน แต่มาจากสิ่งที่เรียกว่า ตัวกู - ของกู ด้วยกันทั้งนั้น. เมื่อ บาปมาจากตัวกู - ของกู สิ่งที่จะชำระบาป ก็ต้องเป็นสิ่งที่ ชำระตัวกู - ของกู. ดังนั้น บุญในที่นี้ จึงได้แก่การ กระทำ เพื่อชำระสิ่งที่เรียกว่าตัวกู - ของกู. สิ่งที่เรียกว่า บุญญกิริยาวัตถุ คือวัตถุเป็นที่ตั้ง แห่งการกระทำบุญ จึงเป็นการกระทำชนิดที่เป็นการทำ- ลายตัวกู - ของกู ; ไม่ว่าจะเป็นการให้ทาน, ไม่ว่าจะเป็น การรักษาศีล, หรือจะเป็นการเจริญภาวนา, ทั้งทาน ทั้งศีล

น.11 ๗ ทั้งภาวนา สามอย่างนี้ ต้องเป็นไปเพื่อ ทำลายเสียซึ่งตัวกู และของกูทั้งนั้น. ตามที่ท่านทั้งหลายเคยได้ยินได้ฟังกันมา คงจะมี ความเข้าใจกันว่า จะทำลายตัวกู - ของกู ต่อเมื่อเจริญภาวนา โดยตรง. การให้ทาน การรักษาศีล นี้ไม่เป็นการทำลาย ตัวกู - ของกู เพราะว่าได้รักษาศีลเพื่อประโยชน์ตามที่ตัวกู- ของกูต้องการ เช่นต้องการสวรรค์เป็นต้น ดังนั้น จึง ไม่มีใครกล่าว หรือชี้แจงแนะนำกัน ในข้อที่ว่า การให้ทาน ก็ต้องเพื่อกำจัดเสียซึ่งตัวกู - ของกู ; แม้ การรักษาศีล ก็ต้องเพื่อกำจัดเสียซึ่ง ตัวกู - ของกู ; ไม่ต้องกล่าวถึง ภาวนาในขั้นสูงเลย. บัดนี้จะได้ชี้ให้เห็นว่า ทาน ศีล และ ภาวนา ทั้ง สามอย่าง ซึ่งเป็นบุญญกิริยาวัตถุนี้ มัน เนื่องกันอยู่กับ ตัวกู - ของกู อย่างไร. คำว่า "เนื่อง" ในที่นี้ คือ เนื่อง ในฐานะที่ว่า ตัวกู - ของกูเป็นเหตุให้กระทำสิ่งเหล่านี้ ก็ได้, คือตัวกู - ของกูนี่แหละเป็นเหตุให้ทำทาน รักษาศีล ทำ ภาวนา ก็ได้ หรือ อีกทางหนึ่ง ซึ่ง เนื่องกันอย่างยิ่ง ก็คือ

น.12 ๘ ว่า การให้ทาน การรักษาศีล การเจริญภาวนานี้ ถ้าทำให้ ถูกตรงแล้ว ก็ทำเพื่อกำจัดตัวกู - ของกูเสีย. ฟังดูน่าจะเวียนหัว ในข้อที่ว่า คนธรรมดาสามัญ มีตัวกู - ของกู เป็นเหตุให้ทาน ให้รักษาศีล ให้เจริญ ภาวนา ; แต่ผู้ที่มีสติปัญญานั้น กลับให้ทาน หรือ รักษาศีล หรือ เจริญภาวนา เพื่อเข่นฆ่า หรือ ทำลาย สิ่งที่เรียกว่าตัวกู - ของกูเสีย. มันมีความเนื่องกันอยู่ทั้ง ขึ้นทั้งล่อง ทั้งฝ่ายผิดและฝ่ายถูกอยู่ดังนี้ ขอให้ท่านทั้งหลาย ตั้งใจฟังและสังเกตดูให้ดี ซึ่งจะได้พิจารณากันต่อไป. . . . . . . . . . . . . ข้อแรกของบุญญกิริยา ก็คือ ทานมัย แปลว่า บุญญกิริยาที่สำเร็จมาแต่การให้ทาน. คำว่า ให้ทาน นี้ก็คือ การให้ของออกไป; จะ เป็นการให้สิ่งของ หรือจะเป็นการให้อภัย, หรือให้สิ่งใด ๆ ก็ ตาม เรียกว่าการให้ทั้งนั้น แต่ที่เป็นใจความ หรือ ประเด็น สำคัญ ที่จะต้องพูดกันในที่นี้ ก็คือการให้สิ่งของ.

น.13 ๙ การให้สิ่งของ นั้น เราก็เห็นกันอยู่ทั่ว ๆ ไปว่า มัน มีหลายอย่างหลายวิธี บางคนให้เพื่อจะผูกมัดผู้อื่น, ให้ เพื่อจะซื้อเขามาเป็นพวกของตัว เพื่อทำชั่ว เพื่อทำบาปก็มี ; แม้ที่สุดแต่ทำบุญเพื่อเอาหน้าเอาตา เอาความมีหน้ามีตาไป แสวงหาประโยชน์อย่างอื่นก็มี. คนเหล่านี้ก็ให้ทานทั้งนั้น คือการให้สิ่งของอย่างใดอย่างหนึ่งออกไปทั้งนั้น. นี่แหละคือ การให้ทานอย่างที่หนึ่ง ชนิดที่เรียก ว่า ตัวกู - ของกูเป็นเหตุให้ทำทาน, เป็นเหตุให้บำเพ็ญ ทาน ; เพราะตัวกู - ของกูมันอยากจะได้หน้า มันอยากจะ ได้พวก หรือมันอยากจะได้ประโยชน์อย่างอื่น ซึ่งเป็นการ ค้ากำไร. การให้ทานชนิดนี้ทำไปด้วยตัวกู - ของกูโดยตรง และเป็นตัวของกูชนิดเลวเสียด้วย คือชนิดที่เป็นบาป ไม่ ตรง ไม่สุจริต ไม่สะอาด เรียกว่าตัวกูอย่างเลว. ตัวกูอย่างเลวนี้ให้ทานเก่ง เ หมือนกัน แต่ให้ทาน เพื่อเอาประโยชน์เกินค่า เอากำไรเกินควร ซื้อพวกมาทำชั่ว กัน หรือเอาเกียรติเอาหน้า ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว นี้เป็นทาน อย่างหนึ่ง ทำไปด้วยตัวกูอย่างเลว.

น.14 ๑๐ เมื่อทำไปอย่างนี้มันก็ เป็นการส่งเสริมตัวกู อย่างเลว นั้น ให้เป็นตัวกูที่เลวหนักขึ้น ไม่บั่นทอนตัวกู - ของกูแต่ ประการใด แต่กลับส่งเสริมตัวกูอย่างเลวนั้น ให้เลวมากขึ้น. คิดดูเถิดว่า มันจะเป็นบุญชนิดไหนกัน ทำไปด้วยตัวกู-ของกู แล้วกลับส่งเสริมตัวกู - ของกู ให้เลวหนักขึ้น มันจะเป็น บุญที่ตรงไหนกัน. ทีนี้ก็มาถึง ทานอย่างที่สอง ที่สูงขึ้นมา เรียกว่า ทำไปด้วยตัวกู - ของกูอย่างดี คือมีความคิดที่จะช่วยตัว ด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์ ได้ทำไปตามที่ได้ยินได้ฟัง ได้รับคำ สั่งสอนมา จึง ให้ทานเพื่อความสบายใจ เพื่อสวรรค์เป็น ที่สุด. ปรารถนาสวรรค์ ตามที่เขาเข้าใจกัน หรือเขาสอน กันอยู่นั้น เป็นสวรรค์อีกชนิดหนึ่ง คือเป็นสวรรค์ชนิดค้า กำไรเกินควร. ทำบุญสักเล็กน้อยก็ได้กำไรมากทุกอย่างไป ทำบุญไม่กี่บาทกี่สตางค์ ก็ได้สวรรค์วิมานด้วยซ้ำไป นี้เป็น การค้ากำไรเกินควร. แต่พิจารณาดูใน เจตนาของผู้ทำ ก็ยังเห็นว่า ทำ ไปด้วย เจตนาดี อยากจะช่วยตัว อยากจะรักษาตัว หรือ

น.15 ๑๑ ต้องการประโยชน์ที่สูงยิ่งขึ้นไป นี้เรียกว่า ตัวกูอย่างดีเป็น เหตุให้ให้ทาน เพื่อสวรรค์วิมานตามที่เขาสอน ๆ กันอยู่. แต่ถ้าว่า คำว่า สวรรค์ มีความหมายเป็นอย่างอื่น เช่น มีความหมายว่า เป็นความดี ความงาม ที่ทำให้เกิดความ เย็นอกเย็นใจ สบายใจ เรียกว่า ยกมือไหว้ตัวเองได้ก็แล้วกัน ทำไปชนิดที่ให้ยกมือไหว้ตัวเองได้ เรียกว่า สวรรค์ที่แท้จริง. การที่ให้ทานเพื่อเกิดความรู้สึกอย่างนี้ ก็ยังเรียกว่า เ ป็นการดี กว่าที่จะเอาสวรรค์ชนิดที่เป็นการค้ากำไรเกินควร แต่ ไม่ว่าจะเป็นสวรรค์ชนิดไหน ก็ต้องทำไป ด้วยตัวกูอย่างดี คือต้องการจะดี, มีตัวกูที่ต้องการจะดี, และ จะดีให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป. ถ้าการกระทำสำเร็จตามที่ต้อง การจริง มันก็เป็นการส่งเสริมตัวกู - ของกู อย่างดียิ่ง ๆ ขึ้น ไปอีกเหมือนกัน คือเพิ่มความยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งที่เรียกว่า ตัวกูอย่างดีอีกนั่นเอง. เพราะฉะนั้นแม้จะเป็นการทำทาน ด้วยตัวกูอย่างดี มันก็ยังเป็นไปเพื่อ ส่งเสริมความมีอยู่แห่งตัวกู - ของกู ; แต่เพื่อดียิ่ง ๆ ขึ้นไป ไม่สามารถจะทำลายอุปาทาน ความ ยึดมั่นถือมั่นได้เลย ; ดังนั้น จึงไม่กำจัดตัณหา หรือทำลาย

น.16 ๑๒ ตัณหา อันเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์. นี้เรียกว่าเป็นการ ให้ทานอย่างที่สอง ด้วยตัวกู - ของกูอย่างดี. ทีนี้ มาถึง ทานอย่างที่สาม เป็นการให้ทานเพื่อ จะทำลายเสียซึ่งตัวกู - ของกู นี้หมายความว่า มีสติปัญญา เพียงพอ ที่จะมองเห็นว่า ความเห็นแก่ตัว หรือความยึด มั่นถือมั่น ในตัวกู - ของกูนี้ เป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ จึงต้องการที่จะกำจัด หรือทำลาย ความรู้สึกอันนี้เสีย จึงได้ บริจาคทาน ; เพราะว่าสิ่งที่ตัวมีไว้ในครอบครองนั้น เป็น ที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นตัวกูหรือเป็นของกู. ดังนั้น จึงอยากจะสละมันออกไปเสีย อย่างน้อยที่สุด ก็จะเห็นได้ว่า ต้องการจะกำจัดเสียซึ่งความตระหนี่เป็นต้น, ต้องการจะกำจัดเสียซึ่งความเห็นแก่ตัว เป็นใจความสำคัญ, กระทั่งจะกำจัดเสียซึ่งความมีตัวของตัว ในที่สุด. การให้ทานชนิดนี้ คนธรรมดาสามัญไม่เข้าใจ และยิ่งจะกลัวเสียด้วยซ้ำไป คือไม่ต้องการจะกระทำอย่างใด อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อความหมดตัว หรือหมดของตัว. ทุกคนต้องการแต่จะเพิ่มความมีตัว หรือความเป็นของตัว. ดังนั้น คนเหล่านี้ จึงเข้าใจไม่ได้ ในเรื่องการทำทานชั้นสุด

น.17 ๑๓ คือ ให้ทานเพื่อทำลายตัวกูและของกู ; คนเหล่านี้ไม่เข้า ใจการให้ทานของพระเวสสันดร เป็นต้น. พระเวสสันดรที่ได้ยินได้ฟังกันอยู่ทุกปี ๆ นั้น ก็ดู เหมือนจะฟังกันอย่างละเมอเพ้อฝัน จับใจความสำคัญของ เรื่องไม่ได้ แล้วก็ยังเอาไปวิพากย์วิจารณ์ต่าง ๆ นานา ว่าเป็น การกระทำที่ไม่ถูกต้องก็มี ส่วนพวกที่มีความเลื่อมใส อย่าง เหนียวแน่น ก็ไม่ยอมวิพากย์วิจารณ์อันใด ถือว่าเป็นการให้ ทานของพระโพธิสัตว์โดยไม่ต้องวิพากย์ วิจารณ์ ว่าผิดหรือถูก ดังนี้. แต่ถ้ามีปัญญาแล้ว ก็น่าจะพิจารณเห็นได้อย่างแจ่ม ชัดว่า การให้ทานชนิดของพระเวสสันดร เป็นต้นนี้ เป็น การให้ทานชนิดมุ่งหมาย จะทำลายตัวกู - ของกู. ไป อ่านดูเรื่องพระเวสสันดรดูใหม่อย่างละเอียดเถิด จะเห็นว่า ตั้งใจเพื่อจะทำลายตัวกู - ของกูอย่างยิ่ง อย่างสุดความสามารถ จึงได้ให้ทานไปในทำนองนั้น ; ต้องอดกลั้นอดทนเหมือน เลือดตาจะกระเด็นออกมา ในการให้ทานนั้น. นี้ก็เป็นตัว อย่าง ที่แสดงดีที่สุดอยู่แล้วว่า เป็นการให้ทานที่ไม่เหมือนกัน

น.18 ๑๔ กับอีกสองอย่างข้างต้น ; แต่เป็นการให้ทานเพื่อทำลายตัวกู - ของกูโดยตรง. แม้บางคนจะแย้งว่า พระเวสสันดรให้ทานชนิดนี้ เพื่อจะได้เป็นพระพุทธเจ้า. ถ้าแย้งอย่างนั้นก็ลองไปคิดดู ใหม่ต่อไปอีกว่า เป็นพระพุทธเจ้านั้นเป็นทำไมกัน ? เป็นพระ พระพุทธเจ้านั้น ก็เป็นเพื่อหมดตัวกู - ของกูก่อน แล้วก็ สอนผู้อื่นทั้งโลก ให้ทำลายตัวกู - ของกูด้วย. การให้ทาน เพื่อเป็นพระพุทธเจ้าก็คือเพื่อทำลายตัวกู-ของกูให้กว้าง ขวางออกไป ไม่มีขอบเขตนั่นเอง. อย่างที่สามนี้ ให้ทานเพราะสติปัญญา ที่มอง เห็นว่า ตัวกู - ของกูเป็นสิ่งที่ต้องทำลาย ; ดังนั้น เมื่อให้ ทานชนิดนี้ออกไป ผลที่เกิดขึ้นก็คือ ย้อนกลับมาทำลาย ตัวกู - ของกูเสีย ; ไม่เหมือนกับสองอย่างทีแรก คือให้ ทานด้วยตัวกูอย่างเลว มันก็ย้อนมาส่งเสริมตัวกูอย่างเลวให้ มากขึ้น. ให้ทานด้วยตัวกูอย่างดี มันก็ย้อนมากลับส่งเสริม ตัวกูอย่างดีให้มากขึ้น. แต่ถ้าให้ทานด้วยสติปัญญา สัมมาทิฏฐิที่ถูก ต้อง ต้องการจะทำลายตัวกู - ของกูแล้ว มันก็ ไม่มีทางที่

น.19 ๑๕ จะส่งเสริมตัวกู - ของกู ที่ไหนได้ มีแต่จะทำลายตัวกู - ของกูนั้น ให้หมดไป สมตามที่ประสงค์. รวมความว่า ในการให้ทาน ซึ่งโดยสรุปแล้วมีอยู่ สามอย่าง สามประการนี้ มันต่างกันมาก : ให้ทานด้วยตัวกู อย่างเลว ก็มี ให้ทานด้วยตัวกูอย่างดี ก็มี ให้ทานด้วยสติ ปัญญา ที่จะเข่นฆ่าตัวกู - ของกูเสียเลยก็มี, มันไม่เหมือน กันดังนี้ จงเอาไปพิจารณาดูเถิด. เมื่อจะ พิจารณา ดูในข้อที่ว่า เนื่องกัน อย่างไร ? ก็ดูให้เห็นชัดว่า ในการให้ทาน สองอย่างแรก นั้น มัน ให้ เพราะตัวกู - ของกู ; ส่วนการให้ทาน อย่างที่สามนี้ ให้เพราะสัมมาทิฏฐิ ที่จะต้องการเข่นฆ่าตัวกู- ของกูเสีย. แม้มันจะต่างกันถึงอย่างนี้ มันก็ยังเนื่องหรือพัวพันกันอยู่ กับเรื่องตัวกู - ของกูโดยตรง จึงขอร้องท่านทั้งหลาย ให้ เอาไปคิดไปนึกดูว่า เรื่องการให้ทานทั้งหมดนั้น มันเนื่องกัน อยู่กับเรื่องตัวกู - ของกูโดยตรง เป็นสามอย่างสามประการ กันอยู่ดังนี้. นี้เรียกว่า บุญญกิริยาวัตถุข้อที่ ๑ คือ ทานเนื่อง กันกับ ตัวกู - ของกู อย่างนี้ จะต้องทำให้ถูกต้อง เพื่อ กำจัดเสียซึ่งตัวกู - ของกู โดยเฉพาะในที่สุด.

น.20 วัตถุที่ ๒ คือ ศีลมัย - บุญสำเร็จมาจากการรักษาศีล. การรักษาศีลก็มีหลาย ๆ อย่างหลาย ๆ ชั้น หลาย ๆ ระดับ เหมือนกับการให้ทาน. ลองสังเกตดูให้ดีเถิดว่า การให้ทานมีอยู่หลายอย่างอย่างไร การรักษาศีลก็มีอยู่หลาย อย่าง อย่างนั้น. ศีลอย่างที่หนึ่ง บางคน รักษาศีลด้วยอำนาจของ ตัวกู คือมีตัวกูอย่างเลวมาดลบันดาล ให้รักษาศีล, ตบตา คนอื่น เพื่อประโยชน์อย่างอื่น, อย่างที่เขาเรียกกันว่า กา จำศีลอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นคำด่าบุคคลผู้รักษาศีลตบตาคน อื่น ; มีอาการเคร่งครัดยิ่งกว่าคนทั่วไปเสียอีก แต่มีเจตนา อันเป็นบาป เป็นอกุศลซ่อนเร้นอยู่. ถ้ารักษาศีลอย่างนี้ ก็เรียกว่า รักษาศีลด้วยตัวกูอย่างเลว ผลของศีลชนิดนี้มัน ก็ย้อนกลับมาส่งเสริมตัวกูอย่างเลวให้เลวหนักขึ้นเหมือนกัน. ทีนี้ ก็มาถึงศีล อย่างที่สอง ที่รักษาศีลด้วยตัวกูอย่าง ดี หวังสวรรค์ในโลกหน้า หรือหวังความสุขในโลกนี้ หรือ แม้ที่สุดแต่จะหวังความเคารพนับถือตัวเองได้ ไหว้ตัวเองได้ ก็เหมือนกัน, ก็กล่าวได้ทั้งนั้นว่า รักษาศีลเพราะตัวกูอย่างดี ;

น.21 ๑๗ ตัวกูที่อยากดี ยึดมั่นถือมั่นในความดี เป็นเหตุให้รักษาศีล ในแบบนี้ แล้วก็ได้ผลเป็นสวรรค์ในโลกนี้ หรือสวรรค์ใน โลกหน้า, หรือแม้ที่สุดแต่การไหว้ตัวเองได้. และผลจาก การรักษาศีลทำนองนี้ ก็จะต้องย้อนกลับมา ส่งเสริมตัวกู อย่างดี ให้ยิ่งขึ้นไป เพื่อยึดมั่นถือมั่นในตัวกูอย่างดีให้ยิ่งขึ้น ไป ทำนองเดียวกับการให้ทานด้วยตัวกูอย่างดี ก็ส่งเสริมตัวกู อย่างดี ให้ยิ่งขึ้นไป ฉันใดก็ฉันนั้น. นี้เป็นการรักษาศีล ประเภทที่สอง เนื่องกันอยู่กับตัวกูอย่างดี. ทีนี้ก็มาถึงการรักษาศีล อย่างที่สาม ที่ รักษาศีล เพื่อจะบีบคั้นตัวกู หรือ ควบคุมตัวกู. นี้เรียกว่ารักษาศีล ด้วยสติปัญญา มองเห็นโทษของตัวกู - ของกู คือมองเห็น โทษของกิเลสตัณหาแล้ว พยายามรักษาศีลเพื่อจะกำจัดเสีย ซึ่งกิเลสและตัณหานั้น. การรักษาศีลด้วยสติปัญญาเป็นต้นเหตุ รักษาเพื่อ จะควบคุมหรือทำลาย หรือบรรเทาตัวกู - ของกูอย่างนี้ มันตรงกันข้ามกับสองอย่างข้างต้น ซึ่งรักษาศีลเพื่อส่งเสริม ตัวกู ไม่ปริยายใดก็ปริยายหนึ่ง.

น.22 ๑๘ ในการรักษาศีลประเภทที่สามนี้ เขาจะแบ่งแยก ออกให้เห็นได้ว่า ถ้าเป็น ขั้นธรรมดา ทั่วๆ ไป ไ ม่อาจจะ ทำให้บรรเทาตัวกู - ของกูได้มากมาย อะไรนัก ก็จงตั้งใจ ว่าจะเป็นไปเพียง เพื่อควบคุมตัวกู - ของกูให้อยู่ในร่อง ในรอย หรือในระเบียบ. คนไม่มีศีลก็เพราะควบคุมตัวกู - ของกูไว้ไม่ได้ เดี๋ยวนี้เอาแต่เพียงว่า เพียงควบคุมตัวกู- ของกู ให้อยู่ในร่องในรอย ก็ยังเป็นการดี ทีนี้ถ้ายิ่งขึ้นไป ก็ รักษาศีลโดยเจตนาที่จะบีบคั้น หรือ บรรเทาตัวกู - ของกู โดยตรง ยิ่งขึ้นไปอีก. ตัวกู - ของกูต้องการจะทำไปตามอำนาจของกิเลสตัณหา ก็ไม่ยอม มีแผนการที่จะทำอย่างกับว่าจะประชดประชันตัวกู - ของกู ให้เจ็บปวด ให้สมน้ำหน้า. รักษาศีลโดยลักษณะนี้มุ่งหมายจะบีบคั้น หรือ บรรเทาสิ่งที่เรียกว่า ตัวกู - ของกู สูงขึ้นมากว่าตอนที่จะ เพียงแต่ควบคุมในระดับต่ำ แต่อย่างไรก็ตาม การรักษาศีลเพื่อจะควบคุมตัวกู ก็ดี เพื่อจะบีบคั้นตัวกู - ของกู ให้เบาบางไปก็ดี ล้วนแต่ เป็นไปเพื่อความสิ้นไป แห่งตัวกู - ของ กู ทั้งนั้น จะ

น.23 ๑๙ เรียกได้อย่างน้อยที่สุดว่าเป็นสมาธิสังวัตตนิกา คือศีลชนิดนี้ สามารถที่จะเป็นไปเพื่อสมาธิได้ สืบต่อไป. ศีลชนิดนี้เท่านั้น ที่จะเป็นบาท เป็นฐานของสมาธิได้. ศีลที่ทำไปเพื่อส่ง เสริมตัวกูนั้น ไม่อาจจะเป็นบาทฐานของสมาธิได้ มันจึง กลายเป็นเรื่องที่เดินกันคนละทาง ดังนั้น ผู้ที่จะรักษาศีล จ ะต้องทำไปด้วยความ รู้สึกของสัมมาทิฏฐิ คือสติปัญญาที่เห็นโทษของตัวกู - ของกู แล้วจึงได้รักษาศีลเพื่อจะควบคุม หรือเพื่อจะบีบคั้น หรือบรรเทา หรือทำลายตัวกู - ของกูเสียในที่สุด, มีความ หมายมั่น ปักใจแน่วแน่ อย่างนี้ก็เป็นสมาธิอยู่ในตัว และ จะส่งเสริมสมาธิอย่างอื่นเป็นลำดับไป. การรักษาศีลนี้จึง เป็นการรักษาศีลที่ดี ที่ตรงตามวัตถุประสงค์ ความมุ่งหมาย ของพุทธศาสนา. นี่แหละลองพิจารณาดูด้วยกันทุกคนว่า แม้แต่ ก าร รักษาศีล ก็แบ่งแยกกันได้ถึงสามอย่าง และ เกี่ยวเนื่องพัว พันกันอยู่กับ สิ่งที่เรียกว่า ตัวกู - ของกู ด้วยกันทั้งนั้น. รักษาศีลด้วยตัวกูอย่างเลว มีตัวกูอย่างเลวเป็นเหตุให้รักษาศีล ผลมันก็ไปอย่างหนึ่ง, มีตัวกูอย่างดีเป็นเหตุให้รักษาศีล ผล

น.24 ๒๐ มันก็เป็นไปอีกอย่างหนึ่ง. แต่ ถ้ามีสัมมาทิฏฐิ ที่จะฆ่า หรือทำลายตัวกู - ของกูเสีย เป็นเหตุให้รักษาศีลแล้ว ศีลนี้ ก็จะเป็นไปเพื่อโลกุตตระ เพื่อจะทำลายเสียซึ่งตัวกู-ของ กูนั่นเอง. มองกันในแง่ไหน ก็กล่าวได้ว่า สิ่งที่เรียกว่าศีลนี้ มันเนื่องอยู่กับสิ่ง ที่เรียกว่าตัวกู - ของกู ด้วยกันทั้งนั้น ในฐานะที่เป็นมูลเหตุให้รักษา, ก็เนื่องกันอยู่กับตัวกู-ของกู ในฐานะที่จะเป็นผลที่สุด ของการรักษา มันก็เนื่องกันอยู่ กับตัวกู-ของกู คือไม่ส่งเสริมตัวกู - ของกู ก็ต้องทำลาย ตัวกู - ของกู ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง แล้วแต่เจตนาของบุคคล ผู้จะรักษาศีล. ดังนั้นเมื่อต้องการจะ ชำระศีลของตน ให้บริสุทธิ์ แล้ว ก็อย่าได้ทำแต่เพียงสักว่าเป็นพิธีรีตอง, ควบคุม หรือเคร่งครัดไป อย่างเพียงพิธีรีตอง. จงดูให้ดี คือให้ศีล นี้เป็นไปเพื่อควบคุมตัวกู - ของกู หรือบีบคั้นทำลายตัวกู - ของกู ตามที่กล่าวมาแล้วนั้นเถิด บุญญกิริยาในส่วนที่ สอง คือศีล ก็จะเป็นไปสมความปรารถนา.

น.25 ประการที่ ๓ ที่เรียกว่า ภาวนามัย คือ บุญสำเร็จมาแต่การเจริญภาวนา. คำว่า ภาวนา ในที่นี้แยกออกเป็น สองอย่าง ตามที่ รู้กันอยู่ทั่วๆ ไปแล้ว ภาวนาอย่างสมาธิ เรียกว่า สมาธิภาวะ นา ; ภาวนาอย่างปัญญา เรียกว่า วิปัสสนาภาวนา. คำว่า สมาธิ หมายถึง การทำจิตให้พร้อม ที่จะใช้ ไปในการทำลายตัวกู - ของกู. คำว่า วิปัสสนาภาวนา หมาย ถึง การใช้จิตที่พร้อมแล้วนั้น ทำลายสิ่งที่เรียกว่าตัวกู-ของกู. ดังนั้นมันจึงเนื่องกันไม่อาจจะแยกกัน. สมาธิ เหมือนกับกำลังหรือ น้ำหนัก, ปัญญา เหมือนกับ ความคม, น้ำหนักกับความคมต้องไปด้วยกัน จึงจะเกิดการตัด หรือการพันขึ้นมาได้ ;มีแต่น้ำหนักมัน ไม่คม มันก็ใช้ตัดอะไรไม่ได้ ; เต็ม มีแต่ความคมไม่มีน้ำหนัก มันก็พันอะไรไม่ลง พันอะไรไม่เข้า. ลิก เพราะฉะนั้น จะต้อง มีทั้งกำลัง และมีทั้งความคม สมาธิเหมือนกับกำลัง ปัญญา เหมือนกับความคม เมื่อได้ รวมกั น ทั้งความคมและกำลัง แล้วมันก็ สามารถที่จะตัดอะไรได้.

น.26 ๒๒ ด้วยเหตุฉะนี้แหละ ท่านจึงรวมสมาธิและปัญญา สองอย่างนี้เข้าไว้ด้วยกัน และเรียกว่าภาวนาหมายถึงการ กระทำจิตให้เจริญ ให้เป็นไปตามวัตถุที่ประสงค์ ของการที่ จะมีจิต เพื่อใช้เป็นประโยชน์อย่างไร. . . . . . . . . . . . . ทีนี้จะได้กล่าวถึง ภาวนา ในส่วนที่เป็นสมาธิ ก่อน. คำว่า สมาธิ, เดิมว่าสมาธินี้ หมายถึงการรวบ รวมกำลังใจให้แน่วแน่ ให้มั่นคง ให้มาก คำว่า ส มาธินี้มีมาแต่ก่อนพุทธกาล; คนรู้จัก ทำสมาธิกันมาแล้วแต่ก่อนพุทธกาล, หมายความว่า เขารู้ จักเรื่องเกี่ยวกับจิตใจนี้กัน มาแล้วตามสมควร กระทั่งรู้ว่า ถ้ามีวิธีอบรมใจ ให้เป็นสมาธิแล้ว มันก็เป็นใจที่มีประโยชน์ เกินกว่าธรรมดา. ดังนั้นจึงศึกษาค้นคว้ากันเป็นอันมาก ในเรื่องเกี่ยวกับเรื่องสมาธิ; การที่จะค้นคว้าได้อย่างไร ในที่สุด ก็มีสิ่งที่เรียกว่า สมาธินี้หลายแบบ หลายอย่าง หลายชนิด ด้วยกัน. ในที่นี้จะเอามาพิจารณาให้เห็น ว่ามัน ต่างกันมากในแต่ละอย่าง ๆ นั้น.

น.27 ๒๓ สมาธิประการที่หนึ่ง สมาธิอย่างต่ำที่สุด ก็คือ ที่ทำไปด้วยตัวกูอย่างเลว และ เห็นแก่ตัวกูอย่างเลว ตัวกูอย่างเลวคือตัวกูที่ต้องการประโยชน์ ด้วยความเห็นแก่ ตัว ; เพราะเห็นแก่ตัวกูอย่างนี้ มันจึงได้ทำสมาธิ เพื่อให้ จิตเป็นสมาธิ แล้วจะใช้สมาธินั้นแสวงหาประโยชน์. กรณี อย่างนี้ก็คือ การทำจิตให้เป็นสมาธิเพื่อให้เกิดฤทธิ์ เกิด ปาฏิหาริย์ แล้วก็ถือเอาประโยชน์จากฤทธิ์ เมื่อมีฤทธิ์แล้วก็ไปใช้ข่มหงผู้อื่นก็ได้ บังคับผู้อื่น ก็ได้ หรือหาทางชนะผู้อื่นด้วยฤทธิ์นั้น แล้วก็รีบเอา ประโยชน์ของผู้อื่นมาเป็นของตัว. คนที่ต้องการมีฤทธิ์ ก็ต้องทำสมาธิก่อน เสมอไป ; สมาธิที่ทำไปด้วยวัตถุประสงค์ อย่างนี้ เรียกว่า เป็นสมาธิที่ทำไปด้วยตัวกู - ของกูอย่าง เลว , และเห็นแก่ตัวกู - ของกูอย่างเลว ได้ผลมาก็ส่งเสริม -- ตัวกู-ของกูอย่างเลวนั้นให้มากขึ้น. แม้ที่สุดแต่คนบางคน จะมีความตั้งใจเพียงว่า ชอบในเรื่องนี้ ชอบในเรื่องสมาธิ ชอบในเรื่อง ฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ แล้วก็ทำไปสักว่าให้ตนมีสมาธิ มีฤทธิ์ มีปาฏิหาริย์ ไม่ไปเบียดเบียนใครเลย อย่างนี้ก็ดี ก็ยังเป็นการเห็นแก่

น.28 ๒๔ ตัวกูอย่างเลว อยู่นั่นแหละ เพราะทำไปด้วยความหลง, หลงในคุณวิเศษที่จะดีกว่าผู้อื่น, หลงในคุณวิเศษทางฤทธิ์ ทางปาฏิหาริย์. รวมความว่าทั้งหมดนี้ เป็นสมาธิที่ทำไป เพราะตัวกู อย่างเลว และเห็นแก่ตัวกูอย่างเลวเป็นประการ ที่หนึ่ง. สมาธิประการที่สอง ทำไปด้วยตัวกูอย่างดี หรือ เห็นแก่ตัวกูอย่างดี นี้หมายความว่า มีความรักตัวสงวนตัว อยากจะมีความสุขที่สูงขึ้นไปกว่าธรรมดา จึงได้เจริญสมาธิ เพื่อให้จิตได้รับความสุขจากสมาธินั้น เป็นทิฏฐิธรรมสุข, มีรสชาติคล้ายกับรสของพระนิพพาน. ตัวกู - ของกูอย่าง ดีนี้ ต้องการความสุขในปัจจุบันทันตาเห็น หรือแม้จะ เรียกว่า เพื่อไปเกิดในพรหมโลก ทั้งรูปาวจร และอรูปาวจร ก็ตาม มันก็มีความหมายเป็นความสุข ตามที่ตัวต้องการ เพื่อเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ชนิดที่สูงขึ้นไปเท่านั้น ; ยัง เป็นความเห็นแก่ตัวอยู่ในลักษณะหนึ่ง. เมื่อทำไป เมื่อทำสมาธิด้วยความเห็นแก่ตัวกูอย่างดี หรือด้วยตัวกูอย่างดีชนิดนี้ ได้ทิฏฐิธรรมสุขในโลกนี้ หรือ ว่าความสุขในโลกอื่นก็ตาม ที่เป็นไปในลักษณะของสมาธิแล้ว

น.29 ๒๕ ก็เพิ่มความยึดมั่นถือมั่นในความสุขชนิดนี้ และตัวกู - ของกูชนิดนี้ ซึ่งควรจะต้องระวังให้ดี เหมือนกัน แม้ผู้ ที่จะได้เกิดในพรหมโลกอย่างที่กล่าวๆกันนั้น มันก็ เป็นเรื่อง ของตัวกู - ของกู อยู่นั่นเอง. ทีนี้มาพิจารณากันดูต่อไป ถึงสมาธิที่แปลกออกไป อีก เป็น อย่างที่สาม คือบุคคลบางคนมีสติปัญญา พิจารณา เห็นโทษของตัวกู - ของกู อยู่โดยประจักษ์แล้ว ต้องการ จะเจริญสมาธิ เพื่อจะหยุดเสียเพื่ออำนาจของตัวกู, เพื่อจะ หยุดเสียซึ่งฤทธิ์เดชของตัวกู, เพื่อจะควบคุมตัวกู. ทำสมาธิ เพื่อจะหยุดอำนาจของตัวกู อย่างนี้ มันไม่ส่งเสริมตัวกู - ของ กูแต่ประการใด มันก็มีผลเป็นการหยุด หรือเป็นการควบคุม ตัวกู - ของกูได้ในระดับต้น ๆ ระดับใดระดับหนึ่ง. นี้ก็ เรียกว่า เป็นสมาธิที่แปลกออกไปจากสมาธิสองอย่างข้างต้น ดังที่กล่าวมาแล้ว, และแปลกกันอย่างยิ่งก็ตรงที่ว่า สมาธิ อย่างที่สามนี้ ไม่ได้ทำเพราะตัวกู หรือเพื่อตัวกู แต่ ทำเพื่อ ทำลายตัวกู ด้วยสติปัญญา. ทีนี้ก็ควรจะพิจารณากันถึงสมาธิอีกระดับหนึ่ง เป็น ประการที่สี่ว่า เป็นสมาธิที่ทำให้เป็นไปเพื่อปัญญา.

น.30 ๒๖ นี้ก็เพราะเหตุที่มีสัมมาทิฏฐิ มีความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้วว่า สิ่งที่เรียกว่า ตัวกู - ของกูนี้ เป็นสิ่งที่ต้องทำลายเสีย ด้วย ปัญญาที่แท้จริง. ถ้าไม่มีปัญญาที่แท้จริง ที่สมบูรณ์แล้ว ไม่อาจจะทำลายมันให้สิ้นเชิงได้ ; ดังนั้นจึงประสงค์ที่จะสร้าง ปัญญาชนิดนี้; แต่ปัญญาชนิดนี้ต้องมีสมาธิเป็นบาทฐาน หรือเป็นมูลฐาน. เพราะฉะนั้นบุคคลจึงตั้งใจเจริญสมาธิเพื่อปัญญา เจริญสมาธิเพื่อบาทฐานแห่งปัญญา เพื่อปัญญาจะได้คม กล้า ถึงขนาดที่เป็นอริยมรรค แล้วก็จะตัดเสียซึ่งตัวกูและ ของกูนั้น. นี้เป็นสมาธิที่ ทำไปด้วยสัมมาทิฏฐิหรือ สติปัญญา เพื่อทำลายเสียซึ่งตัวกูและของกู อย่างสิ้นเชิง โดยตรง. จงได้พิจารณาดูเถิดว่ามันต่างกันอย่างไร เปรียบ- เทียบกันใหม่ อย่างย่อ ๆ อีกครั้งหนึ่งว่า สมาธิอย่างที่หนึ่ง นั้นทำไปด้วยตัวกูอย่างเลว เพราะเห็นแก่ตัวกูอย่างเลว ต้องการจะใช้สมาธินั้นเพื่อฤทธิ์ เพื่อปาฏิหาริย์ กอบโกย เอาประโยชน์ของผู้อื่นมาเป็นของตน นี้อย่างหนึ่ง.

น.31 ๒๗ สมาธิอย่างที่สอง ทำไปด้วยตัวกู - ของกูอย่างดี เห็นแก่ตัวกูอย่างดี คือให้ได้สุขเวทนา ที่เกิดจากสมาธินั้น มาหล่อเลี้ยงตัณหาของตน ในลักษณะที่เป็นภวตัณหา เป็นต้น มันก็เป็นไปเพื่อส่งเสริม ตัวกู - ของกู นี้ก็ลักษณะหนึ่ง. สมาธิอย่างที่สาม เป็นไปเพื่อจะหยุดความบีบคั้น ของกิเลสคือตัวกู - ของกู ที่กำลังบีบคั้นจิตใจอยู่ในขณะนี้ เสียหรือเพื่อจะควบคุมตัวกู- ของกูอยู่ อย่าให้เบียดเบียนจิตใจ ได้ นี้ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง. ทีนี้ สมาธิอย่างสุดท้าย เป็นไปเพื่อ เป็นบาทฐาน ของปัญญา ในขั้นอริยมรรค เพื่อจะทำลายตัวกู - ของกู เสียโดยสิ้นเชิง นี้ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง. จงพิจาณาดูเถิดว่า มีสมาธิแตกต่างกันอยู่เป็นอัน มากถึงสี่ชนิดด้วยกันเป็นอย่างน้อย โดยหลักใหญ่ ๆ.ผู้ใด กำลังทำสมาธิในลักษณะอย่างไร ก็จงพิจารณาให้เห็นว่า มัน เกี่ยวเนื่องกันอยู่ กับสิ่งที่เรียกว่าตัวกู - ของกู ด้วย กันทั้งนั้น : ถ้าไม่เกี่ยวเนื่องในทางที่จะส่งเสริมตัวกู-ของกู ก็เกี่ยวเนื่องในทางที่จะทำลายเสียซึ่งตัวกู - ของกู โดยไม่มี ทางที่จะหลีกเลี่ยงได้.

น.32 ๒๘ นี่แหละ ภาวนาอย่างแรก คือ สมาธิภาวนา ก็มี ความเกี่ยวข้องกันอยู่ กับสิ่งที่เรียกว่าตัวกู - ของกู มากถึงอย่างนี้ . . . . . . . . . . . . ทีนี้จะได้ พิจารณาถึง ภาวนา อย่างที่สอง คือ ปัญญาภาวนา . ปัญญาภาวนา - การเจ ริญปัญญานี้ ที่แท้ แล้วก็ ไม่น่าจะกล่าวว่า มีชนิดที่เป็นไปเพื่อตัวกู - ของกู อย่างเลวเลย. แต่เมื่อพิจารณาดูให้ดีแล้ว จะเห็นได้ว่า คำว่า ปัญญานี้มันกว้าง : - ปัญญาเฉโก คือ ปัญญาไม่ชื่อตรง ไม่บริสุทธิ์ก็มี. คำว่า เฉโก เป็น ภาษาบาลี แปลเป็น ภาษาไทยเรียกว่าปัญญา แต่เป็นปัญญาชนิดที่ไม่บริสุทธิ์ และไม่ซื่อตรง คือปัญญา ที่แสวงหาผลประโยชน์ ที่เห็นแก่ตัวกูนั่นเอง. ถ้าเป็น ปัญญาบริสุทธิ์ ก็เรียกปัญญา. ถ้าปัญญาคดโกง ก็เรียกว่า เฉโก. ทีนี้ก็มีทางที่จะเกิด มีปัญญาอย่างเลว คือปัญญา ที่เห็นแก่ตัวกู, เห็นแก่ตัวกูอย่างเลว ก็เจริญญาณ หรือ

น.33 ๒๙ ญาณทัศนะ หรือปัญญา อย่างใดอย่างหนึ่ง ในลักษณะที่จะ ใช้เป็นเครื่องมือ แสวงหาประโยชน์ใส่ตนได้เหมือนกัน. ญาณทัศนะอันเป็นทิพย์ บางอย่างบางประการนั้น สำเร็จได้ด้วยอำนาจของสมาธิ ที่เป็นมิจฉาสมาธิ คือสมาธิที่ มีเจตนาไม่บริสุทธิ์ ก็ได้มาซึ่งญาณทัศนะ ชนิดที่มีเจตนา ไม่บริสุทธิ์ จึงได้ญาณทัศนะอันเป็นทิพย์บางอย่างบางประ- การ : - มีหูทิพย์ ตาทิพย์ ก็มี รู้เหตุการณ์ หรือรู้จิตใจ บุคคลได้ก็มี. พวกยักษ์ พวกฤๅษีที่ทุจริต ก็ล้วนแต่มีญาณ ทัศนะอันเป็นทิพย์ชนิดนี้ จึงได้ใช้ญาณหรือปัญญาชนิดนี้ เพื่อแสวงหาประโยชน์แก่ตนเพื่อผลทางโลก ตามวิสัยปุถุชน. ดังนั้นจึงได้กล่าวว่า แม้แต่ ปัญญาภาวนาก็มีอย่าง ที่ผิด อย่างที่เลว คือทำไปด้วยตัวกูอย่างเลว เห็นแก่ตัวกู อย่างเลว เป็นอิทธิวิธี หรือญาณทัศนะอันเป็นทิพย์ เพื่อ ผลทางโลก ตามวิสัยของปุถุชน. นี้เรียกว่าเป็นปัญญาของ ตัวกู อย่างเลว เป็นฝ่ายมิจฉาปฏิบัติ คือฝ่ายผิด. ทีนี้ก็มาถึงปัญญาที่บริสุทธิ์ที่ถูกต้อง ที่ควรแก่ คำว่าปัญญาหรือญาณทัศนะที่แท้จริง ได้แก่ ปัญญาที่เป็นไป เพื่อความสิ้นแห่งตัวกู ที่เรียกว่า อาสวักขยญาณ - ญาณ

น.34 ๓๐ ที่เป็นไปเพื่อความสั้นแห่งอาสวะ, จะทำลายอุปาทาน ว่าตัวกู - ของกูให้หมดไป. เรื่องนี้มีรายละเอียดดังที่ได้กล่าวแล้ว ในเรื่องของ อริยมรรค. ผู้สนใจพึงศึกษาดูรายละเอียดจากที่นั้น ๆ แต่ พึงจับใจความสำคัญให้ได้ว่า สติปัญญาชนิดนี้เป็นไปเพื่อ บริสุทธิ์ คือเป็นไปเพื่อทำลายตัวกู - ของกูโดยตรง ไม่ใช่ ปัญญาที่จะส่งเสริมตัวกู - ของกู เหมือนอย่างปัญญาที่เป็น มิจฉาปฏิบัติ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น. ปัญญาที่สร้างขึ้นด้วยตัวกู - ของกูอย่างเลว เพื่อ ประโยชน์ตามวิสัยโลกิยะนั้น ย่อมจะส่งเสริมตัวกู - ของกูนั้น ให้เลวยิ่งขึ้นไปอีก ; ส่วน ปัญญาที่ถูกต้อง นั้น มุ่งหมาย จะกำจัดเสียซึ่งตัวกู - ของกูโดยตรง แต่อย่างเดียวเท่านั้น. นี่แหละจงพิจารณาดูเถิดว่า แม้แต่สิ่งที่เรียกว่า ปัญญา หรือปัญญาภาวนา นี้ ก็ยังมีที่เป็นของตัวกู อยู่ อย่างหนึ่งด้วย. แล้วก็ยังมีที่จะเป็นไป เพื่อทำลายเสีย ซึ่งตัวกู - ของกู อีกอย่างหนึ่งด้วย. อย่าได้เอาไปปนกัน ด้วยความเข้าใจผิด ; เพราะจะทำให้หลงทาง หรือจะทำ ให้สับสน ไม่เข้าใจ แล้วก็ปฏิบัติไปไม่ได้.

น.35 ๓๑ ในที่สุดจะเห็นได้ว่า สมาธิภาวนาก็ดี ปัญญาภาวนา ก็ดี ซึ่งรวมเรียกเข้าเป็นคำเดียวสั้น ๆ ว่า "ภาวนา" ดังนี้นั้น มีทั้งอย่างที่เป็นตัวกู - ของกู และที่ทำลายเสียซึ่ง ตัวกู - ของกู. จงถือเอาภาวนานี้ให้ถูกต้อง คือให้เป็น ไปเพื่อทำลายเสียซึ่งตัวกู - ของกู แต่ประการเดียวเถิด. ตามที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็เพื่อจะให้มองเห็นได้ว่า ทาน ก็ดี ศีล ก็ดี ภาวนา ก็ดี ซึ่งเรียกว่าเป็นบุญญกิริยา วัตถุนี้ มีสิ่งซึ่งเป็นบาป เป็นอกุศล แอบแฝง อยู่ในชื่อ นั้น ในนามนั้นโดยชื่อเดียวกันนั้น ยังมีส่วนที่เป็น บาป เป็นอกุศลแฝงอยู่ เรียกว่า เป็นของฝ่ายตัวกู-ของกูอย่างเลว. ตัวกู - ของกูอย่างเลวเป็นเหตุให้ให้ทาน เป็นเหตุให้รักษาศีล เป็นเหตุให้เจริญสมาธิ เป็นเหตุให้เจริญปัญญา. แต่ทุกอย่าง ล้วนแต่เป็นไปเพื่อประโยชน์ อย่างโลกิยะของตัวกู- ของกู นั้น ดังนั้นจึงเป็นการกระทำที่เป็นมิจฉาปฏิบัติ หรือการ ปฏิบัติฝ่ายผิดของตัวกูอย่างเลว และเพื่อส่งเสริมตัวกูอย่าง เลวนั้นต่อไปอีก. ควรจะแยกออกมาเสียอย่างเด็ดขาด ให้มีทาน ศีล ภาวนา ที่มีความเห็นอันถูกต้อง เป็นรากฐาน แล้ว

น.36 ๓๒ ประพฤติ กระทำไป ด้วยเจตนาที่จะทำลายเสีย ซึ่งตัวกู และของกู ดังที่กล่าวมาแล้ว ทีนี้จะได้กล่าวถึง ตัวอย่าง เล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับการ เทียบเคียงสืบไป เป็นการเทียบเคียงเพื่อมีความรู้ ความ เข้าใจที่ถูกต้องยิ่งขึ้น. ยกตัวอย่าง เหมือน อย่าง การไหว้พระสวดมนต์. การไหว้พระสวดมนต์นี้ ถ้าจะสงเคราะห์เข้าในบุญญกิริยา วัตถุ ก็ต้องเป็นภาวนา ; เพราะว่าการไหว้พระสวดมนต์นี้ ต้องทำด้วยจิตใจ เพื่อเกิดสติปัญญายิ่ง ๆ ขึ้นไป จึงเป็นการ เจริญภาวนาอย่างหนึ่ง. แต่เดี๋ยวนี้คน ไหว้พระสวดมนต์เอาหน้า ภาวนา จวนตัว, ภาวนาเพราะว่ามันจวนตัว มันจำเป็นจึงภาวนา, และการไหว้พระสวดมนต์ก็เพียงแต่ เพื่อจะเอาหน้าว่าจำเก่ง สวดเก่ง หรือได้รับประโยชน์อย่างอื่น. การไหว้พระสวด มนต์เอาหน้า ภาวนาจวนตัว อย่างนี้ เป็นของตัวกูที่หลอกลวง เป็นของตัวกูที่ขี้ขลาด คือเป็นของตัวกูที่เลวนั่นเอง.

น.37 ๓๓ กิเลสที่เป็นตัวกู - ของกูที่เลวนี้ มีอาการ หลอกลวง และมีความรู้สึกที่ขี้ขลาด แม้จะทำไปด้วยเจตนา อันบริสุทธิ์ ; แต่ถ้าทำด้วยความขี้ขลาดแล้ว มันก็ผิดพลาดได้ แม้ว่าเจตนานั้นไม่ได้ต้องการจะคดโกงใคร แต่ความขี้ขลาด นั้นก็ทำให้เป็นไปอย่างผิด ๆ ได้ นี่คือไม่มีสติปัญญา เป็นเรื่องไหว้พระสวดมนต์ เอาหน้า ภาวนาจวนตัว เพราะความจำเป็นบังคับเป็นต้น เห็นกันอยู่ทั่วๆไป ในที่ทุกหนทุกแห่ง ควรจะนำมาเป็น เครื่องเทียบเคียงเปรียบเทียบดู ให้เข้าใจให้ดีว่า ถ้าจะไหว้พระ สวดมนต์กันจริง ๆ ก็ยังเป็นอุปกรณ์แห่งการกำจัดเสียซึ่งตัวกู- ของกู. แต่การเจริญภาวนาในทำนองนี้ ไม่ได้ทำเพราะว่า มีความขี้ขลาดเลย แต่มีความกล้าหาญ, กล้าเผชิญหน้ากับ สิ่งที่เรียกว่าตัวกู - ของกูนั้น เป็นการกระทำที่มีประโยชน์ โดยแท้จริงดังนี้ ตรงกันข้ามกับการกระทำที่ไม่จริง.

น.38 ๓๔ ทีนี้สิ่งต่อไป ที่จะนำมาสำหรับเป็นเครื่องเทียบเคียง ก็คือ เรื่องวันอุโบสถ เช่นวันนี้ วันนี้เป็นวันอุโบสถใครๆ ก็รู้ และนอกจากนั้น ก็ยังเรียกกันอย่างอื่นว่า เป็น วันพระ บ้าง เป็น วันธัมมัสสวนะ บ้าง. เป็นวันพระ ก็คือว่า เป็นวันประเสริฐ พิเศษสูงสุด เป็น วันธัมมัสสวนะ ก็คือ เป็นวันที่กำหนดไว้ สำหรับการฟังธรรม, และเป็นวัน อุโบสถ ก็คือเป็นวันที่กำหนดไว้ เพื่อการเข้าอยู่ในการ ประพฤติปฏิบัติพรหมจรรย์ เพื่อประโยชน์แก่การทำลายเสีย ซึ่งตัวกูและของกูอีกนั่นเอง. เกี่ยวกับ วันอุโบสถ นี้ อยากจะอธิบายข้อความ บางอย่าง เพื่อความเข้าใจที่ยิ่ง ๆ ขึ้นไป. คำว่า อุโบสถ แปลว่า เข้าอยู่. เข้าอยู่ในอะไร ? เข้าอยู่ในระเบียบของ การประพฤติปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งจะเป็นผลดี ในการที่จะกำจัดทุกข์. คำว่าวัน อุโบสถนี้ อย่าได้เข้าใจว่า เป็นของพุทธ- ศาสนาเท่านั้น หรือมีแต่ในพุทธศาสนา. ขอให้ระลึกนึก ยืดยาวไปถึงกาลดึกดำบรรพ์โน้นว่า ตั้งแต่ก่อนพุทธศาสนา หรือก่อนพระพุทธเจ้าเกิด. มนุษย์ก็มีวันที่กำหนดไว้

น.39 ๓๕ ในลักษณะที่เป็นวันอุโบสถ อย่างที่เราเรียกกันอยู่. ถ้าถือ ตามภาษาที่เรียกกันเป็นภาษาสากล ก็คือ วันที่เรียกกันว่า วัน ซาบาธ (sabath) หรือที่พวกคริสตังเรียกกันว่า วัน สปาโต. วันซาบาธ หรือวันสปาโต นี้ มีมาแล้วตั้งแต่สมัย พวกบาบิโลเนียน หมายความว่าหลายพันปีมาแล้ว มนุษย์รู้ จักกำหนดวันพิเศษขึ้นมาวันหนึ่ง เป็นวันซาบาธ หรือวัน สปาโต. พวกนี้ดูเหมือนจะมุ่งหมายแต่เพียงว่า เป็นวัน พิเศษสำหรับการหยุดพัก คือหยุดพักทุกอย่าง หยุดพักกิจการ งานทุกอย่าง หยุดพักแม้แต่การใช้งานสัตว์เดรัจฉาน หรือ ว่าทาส กรรมกร คนใช้ ลูกจ้าง เป็นต้น ก็ต้องได้หยุดกัน หมด. เมื่อหยุดแล้ว ก็ไม่ใช่หยุดเฉย ๆ เพียงเท่านั้น ต้องไป ทำจิตใจ ให้เป็นไปในเรื่องราวของทางศาสนา แล้วแต่ว่าตน จะมีลัทธิศาสนาอย่างไร. พวกที่ถือพระเจ้า ก็ถือว่าพระเจ้าหยุดในวันสุด สัปดาห์ หยุดสร้างโลก ก็ถือเอาวันหยุดสร้างโลก เป็นวัน ซาบาธ (sabath) พวกที่ไม่ถืออย่างนี้ ก็ถือเอาวันที่มีเรื่อง อย่างอื่นเป็นความหมาย แต่แล้วก็ตรงกันตรงที่ว่า ต้องเป็น

น.40 ๓๖ วันหยุด คือจะต้องหยุดเรื่องของตัวกู - ของกู จะต้องหยุด เรื่องอย่างโลก ๆ หยุดเรื่องอย่างชาวบ้าน ให้กลายเป็นวัน ของพระหรือของความประเสริฐความบริสุทธิ์เป็นต้นไป. พวกเฮบบรูเอาความคิดของพวกบาบิโลเนียนมาใช้ จึงเป็นสิ่งที่มีอยู่ด้วยกันทุก ๆ ศาสนาเป็นลำดับ ๆ มา ไม่ว่า ประเทศอียิปต์ หรือว่าประเทศอินเดีย ล้วนแต่มีวันที่มีความ มุ่งหมายอย่างนี้ ด้วยกันทั้งนั้น จะถือเอาวันสุดท้ายของใน ระยะ ๗ วันหรือ ๘ วัน วันใดวันหนึ่ง. บางพวกก็ถือวันเสาร์ บางพวกก็ถือวันอาทิตย์ แต่ จะถืออย่างไหนก็ตาม มันมีความหมายสำคัญอยู่ตรงที่ว่า ใน รอบ ๗ - ๘ วันนั้น จะต้องมีอยู่วันหนึ่ง ซึ่งยกให้เป็น พิเศษ เป็นวันประเสริฐ เป็นวันศักดิ์สิทธิ์. ทีนี้มาถึงพวกพุทธบริษัทนี้ ก็ถือเอาวันที่ ๗ หรือ ๘ แล้วแต่การนับ ในเมื่อนับทางจันทรคติเป็นหลัก แล้วมัน ก็ตกในวันที่ ๗ บ้าง วันที่ ๘ บ้าง ไม่ตรงกันเสมอไป ; แต่ความหมายยังคงอยู่เป็นอย่างเดียวกันคือว่าในเดือนหนึ่ง นั้น แบ่งออกเป็นสองครึ่ง ในครึ่งหนึ่งนั้นยังแบ่งออกเป็น

น.41 ๓๗ สองครึ่ง. ดังนั้นจึงได้ส่วนละ ๗ วันหรือ ๘ วัน แล้วแต่ว่า เดือนใดจะมี ๒๙ วันหรือ ๓๐ วันหรือ ๒๗ วันก็ตาม แต่รวม ความแล้ว ว่าใน สัปดาห์หนึ่ง ต้องมีวันหยุดวันหนึ่ง และวันหยุดนี้จะต้องรักษาให้ดีเป็นพิเศษ. สำหรับ ชาวพุทธ เรา ถือเอาเป็นวันอุโบสถ คือหยุดทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เป็นความวุ่นวาย : หยุด การเบียดเบียนผู้อื่น, หยุดใช้สัตว์เดรัจฉาน, หยุดใช้ทาส กรรมกร. แล้วชวนกันสมาทานอุโบสถศีล ด้วยกันทั้งบ้าน ทั้งเรือน ไม่ว่าลูกจ้าง หรือนายจ้าง เป็นมาอย่างนี้ ถือเป็น วันอุโบสถกันในครั้งพุทธกาล. ต พวกเศรษฐีมีข้าทาส บริวารก็หยุด เพื่อให้ทุกคน ได้รักษาอุโบสถ ถ้าต้องการจะ ฟังเทศน์ก็กลายเป็นวันธัมมัสวนะไป คือชวนกันไปฟังธรรม ที่วัด ตามที่เราเห็น ๆ กันอยู่. วันเช่นวันนี้มีลักษณะเป็น วันอุโบสถ คือ วัน หยุดทางจิตใจ เพื่อประพฤติพรหมจรรย์ให้ดี เป็นพิเศษ อย่างหนึ่ง, แล้วก็เป็น วันธัมมัสสวนะ คือเป็นวันศึกษา หรือฟังธรรม นี้อย่างหนึ่ง, แล้วก็เป็นวันพระ คือ เป็น วันที่จะต้องรักษาให้เป็นวันประเสริฐที่สุด. รวมทั้งสาม

น.42 ๓๘ ความหมายนี้ เราเรียกว่าเป็นวันอุโบสถตามความหมายดั้งเดิม หลายพันปีมาแล้ว ทั้งคำว่า ซาบาธ เป็นต้น. นี้แปลว่า วัฒนธรรมทางจิตใจของมนุษย์ เกี่ยวกับเรื่องวันอุโบสถนี้ มีมานานตั้งหลายพันปีทีเดียว. นี้เรียกว่าเราได้รู้เรื่องวันอุโบสถของเรา พอสมควร ที่จะเข้าใจได้ ว่าเป็นวันสำคัญอย่างไร. ดังนั้นวันเช่นวันนี้ เราจึงมาทำบุญ ให้ทาน รักษาศีล และ เจริญภาวนา ฝั่ง ธรรมเทศนา เป็นต้น เป็นวันอุโบสถปรากฏอยู่ในที่ทั่วไป ทุกวัดทุกวาอาราม. แต่แล้วก็ จงพิจารณาดูให้ดีเถิดว่า วันอุโบสถเช่น วันนี้ ก็ ยังมีอยู่เป็นสองความหมาย : วันอุโบสถของคน บาง พวกนั้น ก็กลายเป็น วันอุโบสถของตัวกู - ของกู ที่จะได้ยก หูชูหาง ด้วยการรักษาศีลอุโบสถ หรือทำอะไร ๆ ในวันเช่น วันพระนี้ ที่เป็นการยกตัวกู ให้ดีให้เด่น ด้วยเจตนาเพื่อจะ ได้ประโยชน์ โดยตรงก็มี, ด้วยความโง่เขลา รู้เท่าไม่ถึง การณ์ ทำเพ้อ ๆ ไปก็มี โดยปราศจากความรู้ที่ถูกต้อง ก็มี. เมื่อเป็นดังนี้ก็ต้องเรียกวันอุโบสถของบุคคลชนิด นั้น ว่าเป็น วันอุโบสถของตัวกู - ของกู ถ้าทำเพื่อ

น.43 ๓๙ หลอกลวงคนอื่น ก็กลายเป็นอย่างเลว. ถ้าทำไปด้วย ความหวังดีแก่ตัวเอง เป็นการค้ากำไรเกินควร ก็เป็น ตัวกู - ของกูอย่างดี. เกี่ยวกับวันซาบาธ หรือวันอุโบสถเช่นนี้ อยากจะ ขอให้พุทธบริษัทเราระลึกนึกถึง คำสอนของพระยีซัสไครส์ สัก ข้อหนึ่งว่า ในวันซาบาธนั้นจะไม่ทำให้คนอื่นรู้ว่า เรากำลัง รักษาซาบาธ หรืออุโบสถ. ศาสดาองค์อื่นไม่ได้พูดอย่างนี้ จึงจำเป็นที่จะต้องยกเอาเรื่องของพระเยซูมากล่าว เพราะว่า พระเยซูได้กล่าวอย่างนี้ คือพระเยซูได้กล่าวว่าจะรักษาอุโบสถ ก็จงกระทำไป ในลักษณะที่อย่าให้ใครรู้ ว่าเรารักษาอุโบสถ. เพราะว่า การกระทำไปในลักษณะที่ให้คนอื่นรู้ว่า รักษาอุโบสถนั้น มักจะเป็นไปในทางยกหูชูหาง คืออวด นั่นเอง. ถึงวันซาบาธแล้ว หรือวันอุโบสถแล้ว ก็อดอาหาร บ้าง ก็งดการแต่งเนื้อแต่งตัวบ้าง งดการทาน้ำอบน้ำหอมบ้าง งดการทำอย่างนั้นอย่างนี้ ตามแต่ที่เขาจะบัญญัติกันไว้อย่างไร. เมื่อกระทำไปตามรูปนั้น คนอื่นก็รู้ว่าคนนี้รักษา อุโบสถ เมื่อคนที่รักษาอุโบสถควบคุมใจของตัวไว้ไม่ได้ ; ก็อดที่จะมีจิตใจไปในทางที่จะยกหูชูหางไม่ได้ คือมีความ

น.44 ๔๐ พอใจ เลยไปเป็นความดีใจ เลยไปเป็นความเย่อหยิ่ง เป็น ความทะนงในที่สุด. การรักษาอุโบสถนั้น ก็กลายเป็น เพียง การโฆษณาตัวเอง ในลักษณะนี้ด้วยกันทั้งนั้น. ทีนี้ถ้าสมมติว่า เราทำอย่างพระเยซูสอน คือทำใน ลักษณะที่ไม่ให้ใครรู้ว่า รักษาอุโบสถ มันก็จะเป็นการ ปลอดภัยไว้ชั้นหนึ่งก่อน คือไม่มีทางที่จะยกหูชูหาง เกี่ยวกับ การได้รักษาอะไร ๆ ให้ดีกว่าคนอื่น. ข้อนี้ยังเปรียบกันได้กับคำพูดอีกคำหนึ่งที่ว่า ปิดทอง หลังพระ หมายความว่า ไม่ต้องการให้ใครรู้ ว่า เราทำดี ทำบุญ ทำความเสียสละ บริจาคอะไร. คนที่ชอบให้คนอื่น ยกยอสรรเสริญนั้น จะรี่เข้าไปปิดทองที่หน้าพระ ปิดกันจน เสีย เต็มไปหมดจนเหลือความต้องการ ส่วนที่หลังพระนั้น ไม่มีใครปิดเลย เพราะว่าไม่ได้เป็นที่อวด ที่แสดงอะไร. การปิดทองหลังพระ กับปิดทองหน้าพระนี้ อันไหนจะดี กว่ากัน ? ลองคิดดูเถิด ปิดทองหลังพระกับปิดทองหน้า พระนี้ อันไหนทำลายตัวกู - ของกู? อันไหนส่งเสริมตัวกู - ของกู ? ไปคิดดูก็จะเห็นกันได้ด้วยกันทุกคน.

น.45 ๔๑ การทำความดีความงามอะไร ที่ให้คนอื่นรู้ กับการ กระทำความดีความงามอะไร ที่ไม่ต้องการให้ใครรู้ อันไหน จะส่งเสริมตัวกู - ของกูมากกว่ากัน .? จงคิดดูเถิด วันเช่น วันอุโบสถนี้ก็เหมือนกัน ถ้า เป็นวันอุโบสถของตัวกู - ของกู มันก็เป็นวันที่สำหรับจะ ยกหูชูหางของตัวกู - ของกู นี้เราเรียกว่าวันอุโบสถของตัวกู. แต่ถ้าเป็นวันอุโบสถ ของธรรมะ หรือวันอุโบสถของ เหตุผลแล้ว มันก็จะต้องทำไปตามเหตุผลของธรรมชาติ หรือ ของพระธรรม ที่จะจัดจะกระทำให้ วันอุโบสถนี้ เป็นวัน ที่เข้าอยู่เพื่อความสะอาด สว่าง สงบ โดยแท้จริงด้วย จึงจะเป็นวันอุโบสถของพระธรรม หรือของธรรมะ ลองเปรียบเทียบกันดูว่า วันอุโบสถของตัวกู กับ วันอุโบสถของธรรมะนี้ต่างกันอย่างไร ? ท่านก็จะ เข้าใจสิ่งที่เรียกว่า บุญญกิริยา ในลักษณะที่ถูกต้องยิ่งขึ้นไป โดยแน่นอน. เรื่องอีกเรื่องหนึ่ง ที่อยากจะยกมาเป็นตัวอย่าง สำหรับการเปรียบเทียบ ก็คือ เรื่องความเคร่ง; ความเคร่ง

น.46 ๔๒ ครัด, ความเคร่งนี้ดูจะชอบกันมาก ใคร ๆ ก็อยากเคร่ง แล้ว ใคร ๆ ก็ชอบคนเคร่ง หรือบูชาคนเคร่ง ; แต่แล้ว พิจารณาดู เกิดความรู้สึกขึ้นว่า คำว่าเคร่ง-เ คร่ง นี้ก็มีหลาย ความหมาย : - บางคนเคร่งเพื่อจะสงวนไว้ซึ่งความขี้เกียจของตัว ก็มี, บางคนเคร่งเพื่อจะเอาคะแนน ก็มี. บางคนเคร่งอวด ผู้อื่นก็มี, บางคนเคร่งตามแบบธรรมเนียมของนิกาย ของหมู่ ของคณะ ก็มี. ความเคร่งทั้งหมดนี้ เป็นความเคร่งของ ตัวกู ด้วยกันทั้งนั้น, แล้วมันจะกลับ ส่งเสริมตัวกูให้มีหู มีหางสูงยิ่งขึ้นไปอีก ระวังความเคร่งชนิดนี้ให้มาก ความเคร่งที่ถูกต้องนั้น จะต้องเป็นไปด้วย สติปัญญา มันจึงไม่มากไม่น้อย ไม่ขึ้นไม่ลง ไม่กลับไป กลับมา มันประกอบไปด้วยเหตุผล ที่มีความหมายพอเหมาะ พอดี, แล้วทุกกระเบียดนิ้ว เป็นไปเพื่อข่มขี่ หรือ ทำลาย สิ่งที่เรียกว่า ตัวกู - ของกู นั้นทั้งนั้น. นั่นแหละคือ ความ เคร่งที่แท้จริง ที่พึงปรารถนา, เป็นความเคร่งที่บัณฑิต ทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้นได้สรรเสริญไว้ และได้ ชักชวนให้กระทำ.

น.47 ๔๓ จงระวังให้ดี ความเคร่งของตัวกู นั้น มันก็อย่าง หนึ่ง, ความ เคร่งของธรรมะ หรือที่ประกอบด้วยธรรมะ นั้น มันก็อีกอย่างหนึ่ง, อย่าได้เอามาปนกันเลย. ทีนี้จะพูดถึง ความกล้า หรือ ความเอาจริง หรือ ความพากเพียร กันบ้าง. ความกล้าหาญ หรือความเอาจริง หรือความเข้มแข็งนี้ก็เหมือนกันอีก ; บางทีมันเข้มแข็งเพราะ ฤทธิ์เดชของตัวกู - ของกู มีมานะทิฏฐิจัด จะสงวนเอาไว้ ซึ่งหูและหาง. หางและหูของตัวกู ที่ยกเอาไว้นั้นสูงทีเดียว นี้มันเป็นการกระทำของตัวกู ไม่ใช่ของธรรมะหรือของ ส ติปัญญา ความเพียรที่แท้จริง ความกล้าหาญที่แท้จริง นั้น ต้องเป็นไปเพื่อทำลายตัวกู - ของกู ชนิดนี้ : มิฉะนั้น แล้วมัน จะเป็นเพียงความดื้อดัน ที่จะดื้อดันไว้ เพียงเพื่อรักษาหูและหางของตัวกูไว้, แล้วก็ทำท่าทางอย่าง พระโพธิสัตว์ ผู้มีขันติบารมี มีสัจจบารมี มีอธิษฐานบารมี. ที่แท้เป็นพระโพธิสัตว์ของกิเลสแห่งตัวกู - ของกูทั้งนั้น. คำว่า "โพธิ" ชนิดนี้ เป็นความรู้ผิด ไม่ใช่ ความรู้ถูก มันจึงเป็นโพธิสัตว์ของตัวกู ไม่ใช่โพธิสัตว์ของ

น.48 ๔๔ ธรรมะ ที่จะเป็นไปเพื่อความตรัสรู้ ที่ถูกต้องตามหลักของ พระพุทธศาสนา. จงระวังความ ดื้อดัน อันนี้ ที่จะมาอยู่ในรูป ของสัจจอธิษฐานะ หรือความเพียร หรือความกล้าหาญ เป็นต้น ; แล้วท่านทั้งหลายก็จะรู้จักสิ่งที่เรียกว่า บุญญกิริยา ในส่วนภาวนามัย อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง สามารถจะควบคุม ให้เป็นไปในลักษณะที่ถูกต้อง บริสุทธิ์ผุดผ่อง อย่างสมแก่ การที่เป็นพุทธบริษัท, ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบ พระพุทธศาสนา, สามารถที่จะทำบุญญกิริยา ให้เป็นบุญญ- กิริยาที่แท้จริง คือเป็นไปเพื่อกำจัดเสีย ซึ่งตัวกูและของกู ดังกล่าวแล้ว. อย่าได้เป็นบุญญกิริยาปลอมของตัวกู แล้ว เป็นไปเพื่อส่งเสริมตัวกูอีกนั่นเอง ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปเลย. ขอให้ทุกคนสนใจในการที่จะชำระสะสางการปฏิบัติ ตลอดพรรษานี้ ที่ได้อธิษฐานไว้ดีแล้วนี้ ให้เป็นไปแต่ตาม ทำนองคลองธรรมของพระพุทธศาสนา คือ มีความตั้งหน้า แต่ที่จะทำลายเสียซึ่งตัวกู ของกู นั้น จงทุก ๆ ประการเทอญ ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอวังก็มี ด้วยประการฉะนี้.

น.49 นามผู้บริจาค ในการพิมพ์หนังสือชุดลอยปทุม ฉบับ ปุญฺญกิริยาวัตถุ ๑. ห้างเพชรวังมณี ๕๐๐ บาท ๒. ร้านเบคอมซ์ ๕๐๐ บาท ๓. คุณมณีพรรณ เลี้ยงพานิช ๕๐๐ บาท ๔. คุณเดชา เจนจรัสสกุล ๑,๐๐๐ บาท ๕. คุณอุษา อุชชุพันธุ์ ๑,๐๐ บาท ๖. คุณเย็นชะเรศ เนติกรณ์วิวัฒน์ ๗,๔๐๐ บาท รวมทั้งสิ้น ๑๐,๐๐๐ บาท ผู้ศรัทธาร่วมบริจาคในการพิมพ์หนังสือชุดลอยปทุม เล่มนี้ มีความเห็นพ้องต้องกัน เพราะเหตุที่ได้อ่านคำสอนของ ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ ในหนังสือชุดลอยปทุม เล่มอื่นๆ มาบ้าง ต่างรู้สึกซาบซึ้งต่อคำสอนนั้น ๆ ว่าทำให้เข้าใจแจ่ม แจ้งและรู้สึกว่าถูกตรงใจ แล้วเกิดกำลังใจสามารถปฏิบัติตามได้ ตามกำลังสติปัญญา พอประจวบกับได้ทราบว่า ขณะนี้เป็น ระยะเวลาครบ ๕๐ ปีของสวนโมกขพลาราม ที่ได้ดำเนินงาน ใคร่จะได้สำแดงกตเวที สนองพระคุณท่านอาจารย์บ้าง โดย

น.50 การจัดพิมพ์หนังสือถวายสำหรับแจกเป็นมิตรพลี เพื่อเพื่อน มนุษย์ทั้งหลายจักได้สนใจศึกษาปฏิบัติธรรม อันจะส่งเสริม ความสุขสงบให้มีอยู่ประจำชีวิต และหากบุญญฤทธิ์อันเกิดมี เนื่องแต่ผลแห่งธรรม ทานครั้งนี้ ขอถือโอกาสอุทิศส่วนกุศลถึงบรรพบุรุษบิดามารดา ญาติมิตรทั้งปวงรวมทั้งเจ้ากรรมนายเวร ขอจงได้รับส่วนบุญ ในสัมปรายภพด้วยเถิด พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๙๒-๙๖ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ๒ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา พ.ศ. ๒๕๒๕ โทร. ๒๒๑๒๓๓๗

น.51 รายชื่อหนังสือ ชุดลอยปทุม อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑. คู่มือมนุษย์ ๖ ๑๒. นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ ๒ ๒. ศิลปแห่งการดู ๑๓. ธรรมพรปีใหม่ ๒ ด้วยยถาภูตสัมมัปปัญญา ๑ ๑๔. ตถตาช่วยได้ ๑ ๓. ศิลปแห่งการมีพระพุทธเจ้า ๑๕. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๒ ๑ อยู่กับเนื้อกับตัว ๑ ๑๖. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๓ ๓ ๔. ธรรมะสำหรับคนเกลียดวัด ๑ ๑๗. ค่าของครู ๑ ๕. ธรรม ๒๔ เหลี่ยม ๓ ๑๘. พระผู้มีพระภาคเจ้า ๖. พูดกับเณร ๑ ทรงเป็นกัลยาณมิตร ๑ ๗. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๑ ๑ ๑๙. ถอยหลังเข้าคลองกันเถิด ๑ ๘. เห็นธรรมชาติ ๒๐. การเก็บความโกรธใส่ยุ้งฉาง ๑ คือเห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ๑ ๒๑. การปรุงเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ๙. ธรรมโอสถสำหรับโลก ๑ การดับเป็นสุขอย่างยิ่ง ๑ ๑๐. ความมีสุขภาพอนามัยทางจิต ๒ ๒๒. อาหารหล่อเลี้ยงใจ ๑ ๑๑. ปรมัตถธรรมคำกลอน ๑ ๒๓. ปุญญกิริยาวัตถุ ๑ พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๙๒-๙๖ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ ๒ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา พ.ศ. ๒๕๒๕ โทร. ๒๒๑๒๓๓๗

น.52 โลกนี้น่าขำ โลกนี้มี แต่คนบ้า ไม่น่าอยู่ จงมองดู ให้ดีดี มีข้อขำ คือตัวกู ที่เกิดอยู่ เป็นประจำ จงกระทำ อย่าให้เกิด ประเสริฐแล อย่าปล่อยให้ อารมณ์ใด เข้ามาปรุง เป็นจิตยุ่ง วุ่นวาย หลายกระแส ว่างตัวกู จิตก็อยู่ เหนือโลกแท้ ว่างกูแน่ ก็หยุดบ้า น่าขำเอย. พุทธทาส อินฺทปญฺโญ

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต