Buddhadasa.org
หนังสือพ่อแม่สมบูรณ์แบบ › อ่านฉบับเต็ม

📖 พ่อแม่สมบูรณ์แบบ

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ แสดง ณ ลานหินโค้ง ๑๖ มิถุนายน ๒๕๒๒ — ชุดลอยปทุม · วันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๒๒

📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.9 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาควิสาขบูชา เป็นครั้ง ที่ ๑๐ ในวันนี้อาตมาก็จะได้กล่าวถึง สิ่งสำคัญที่พากันมองข้าม ต่อไป ตามเดิม ; เฉพาะในวันนี้จะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า พ่อแม่สมบูรณ์ แบบ. โลกยังขาดพ่อแม่สมบูรณ์แบบ. นี้หมายถึง พ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบ ยังเป็นสิ่งที่ เราพากันมองข้าม ว่าเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับความอยู่รอด

น.10 ๒ ของมนุษย์หรือเป็นสิ่งสำคัญ ในการที่มนุษย์จะมีความปลอด ภัย มีความเป็นอยู่ประกอบไปด้วยสันติภาพหรือสันติสุข เหมือนทุกๆ เรื่องที่แล้วมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ถ้าเราพากัน มองข้ามสิ่งเหล่านี้แล้ว มันก็ดับทุกข์ได้ยาก หรือมัน จะก่อปัญหาแห่งความทุกข์ ให้เกิดขึ้นไม่มีที่สิ้นสุด หรือ ว่าจะริเริ่มก่อปัญหาขึ้นมา ก็แล้วแต่กรณี การที่มนุษย์เราในโลกนี้ ไ ม่มีความเป็นมนุษย์ที่ สมบูรณ์ ก็มีเหตุปัจจัยหลายอย่าง แต่อย่างหนึ่งซึ่งสำคัญ มาก ก็คือ ยังขาดพ่อแม่สมบูรณ์ แบบ คือ ขาดบิดา มารดา ที่ถูกต้องตามแบบแห่งพระธรรม หรือถูกต้อง ตามหลักของพระธรรม. ข้อนี้จะต้องพูดกันเสียก่อนว่า ไม่ใช่ว่าอาตมาจะ โทษใคร หรือจะให้ชวนกันถือว่า เป็นความผิดของใคร แต่ มันเป็นสิ่งที่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย อยู่ในโลกในเวลานี้ ที่ว่าโลกขาดบิดามารดาที่สมบูรณ์แบบ เหตุปัจจัยที่ทำให้ โลกเราขาดบิดามารดาที่สมบูรณ์แบบ นั้น ก็มีอยู่มาก เหมือนกัน มีเหตุปัจจัยหลาย ๆ อย่าง : อย่างว่าสิ่งต่าง ๆ

น.11 ๓ มันเป็นมา ในลักษณะที่ซับซ้อนยุ่งเหยิงมากขึ้น หรือว่า การอบรมสั่งสอน ในขั้นพื้นฐานนั้นไม่พอ. เช่นว่า การศึกษาไม่พอ ที่จะทำให้มนุษย์รู้ว่า ตัวเองเกิดมาทำไม ? ควรจะได้อะไร ? โดยวิธีใด? อย่างนี้ มันก็ไม่พอ, มันไม่มี, คนเหล่านั้นเป็นบิดามารดาขึ้นมา ก็ไม่อาจจะสอนให้ลูกเด็ก ๆ รู้ว่า เกิดมาทำไม ? ควรจะได้ อะไร ? และโดยวิธีใด ? ดังนี้เป็นต้น, เพราะการศึกษา มันไม่พอ. การศึกษาไม่พอ นี้ก็ไม่รู้จะไปโทษใครอีกเหมือน กัน, เพราะว่าไม่มีใครอาจจะรับผิดชอบ, เพราะว่าสิ่ง ทั้งหลาย มันก็เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย. บ้านเมืองของเรา, บุคคลของเรา, การงานของเรา, ก็เป็นไปตามเหตุตาม ปัจจัย ; ไม่มีใครที่จะควบคุมบังคับไว้ได้ มันจึงไม่มีความ สมบูรณ์แบบ. เราจึงมีการศึกษาที่ไม่สมบูรณ์แบบ, มีการ งานการกระทำไม่สมบูรณ์แบบ, กระทั่งมีครอบครัว มีบิดา มารดา คนแก่คนชรา ล้วนแต่ไม่สมบูรณ์แบบ; มันขาด ตกบกพร่องอย่างนั้นอย่างนี้ไปตามเรื่อง โลกมนุษย์มันก็ เป็นอย่างนี้.

น.12 ๔ ปัญหาต่าง ๆ มีขึ้นเพราะขาดความเชื่อฟัง ทีนี้อาตมาก็มองเห็นไปในทางที่ว่า ถ้าเรามีบิดา มารดาสมบูรณ์แบบ ปัญหาเหล่านี้ก็จะไม่เกิดขึ้น เราควร จะได้พิจารณากันดูให้ดี ถึงสิ่งที่เรียกว่า บิดามารดาสมบูรณ์ แบบ แม้ว่าจะ ไม่ใช่สิ่งที่จะทำเอาได้เดี๋ยวนี้ หรือจะหวังได้ โดยง่ายก็ตาม ; เราก็ควรจะนึกถึง และเอามาพิจารณากันดู ให้เป็นที่เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง. ถ้าบิดามารดาสมบูรณ์แบบ ลูกเด็ก ๆ ก็จะเป็น มนุษย์ที่เริ่มจะสมบูรณ์แบบมาแต่เล็ก, แล้วก็จะสมบูรณ์ แบบได้ ในที่สุดมนุษย์ก็ไม่มีปัญหา. เดี๋ยวนี้มนุษย์มีแต่ปัญหา พูดกันไม่รู้เรื่อง สอน กันไม่ได้ จนกระทั่งว่า ยุคนี้ไม่มีบิดามารดา ที่บุตรจะ เชื่อฟัง, ไม่มีครูบาอาจารย์ ที่ศิษย์จะเชื่อฟัง, กระทั่งว่า ไม่มีรัฐบาล ที่ประชาชนรักใคร่ ยินดีร่วมมือด้วยอย่างเต็มที่ อย่างนี้เป็นต้น.

น.13 เป็นได้ ๒ ความหมาย คือทางกายและวิญญาณ. คำว่า พ่อแม่ หรือ บิดามารดา นี้ขอให้ทำความ เข้าใจกันให้ถึงที่สุด ว่ามีอยู่ ๒ ความหมายคือ บิดามารดา ในทางกาย ที่ให้กำเนิดมาในทางกาย, แล้วก็ บิดามารดา ในทางจิตทางวิญญาณ ที่ให้เกิดความรู้ แสงสว่างอันถูกต้อง ทางจิตทางวิญญาณขึ้นมา ซึ่งกลายเป็นการเกิดอีกครั้งหนึ่ง คือเกิดโดยธรรมะ, เกิดโดยแสงสว่างของพระธรรม. ท่านลองสังเกตดูให้ดีว่า คนเรานี้มันจะมีการเกิด ๒ หนอย่างนี้เสมอไป : เกิดมาจากบิดามารดา ก็เสร็จไป แล้ว, ทุกคนก็เกิดเสร็จแล้ว ; แต่ทีนี้การที่จะเกิดโดยทาง จิตใจ เป็นมนุษย์ที่ดี ที่ถูกต้อง ตามความหมายแห่งความเป็น มนุษย์นั้น บางคนยังไม่ได้เกิดด้วยซ้ำไป, บางคนก็เกิด ผิด ๆ ไปเป็นมนุษย์ที่เลว คือไม่ใช่มนุษย์เสียก็มี. การเกิด ครั้งที่ ๒ นี้ จะเรียกว่าการเกิดในทางวิญญาณ. เมื่อ การเกิดมี ๒ ชนิด อย่างนี้ บิดามารดาก็ต้อง มี ๒ ชนิดไปด้วยกัน คือบิดามารดาในทางกาย และบิดา มารดาในทางวิญญาณ.

น.14 ทางร่างกาย ก็รู้กันอยู่แล้ว ไม่ต้อง อธิบาย ว่า ใครเป็นลูกของพ่อแม่คนไหน ก็มีพ่อแม่นั้นเป็น บิดามารดา ; ส่วน การเกิดทางวิญญาณนี้มองเห็นยาก ไม่รู้ ว่าเกิดเมื่อไร, เกิดโดยใคร ; เพราะเป็นเรื่องทางจิตใจ ไม่เห็นตัว ต้องสังเกตเอาเองว่า เรามีแสงสว่างอันถูกต้อง เกิดขึ้นในใจ สำหรับความเป็นมนุษย์ของเรานี้ เมื่อไร โดยใคร ที่ไหน ก็ขอให้ลองคิดดู. พระพุทธเจ้าทรงเป็นบิดาทางวิญญาณด้วย. ทีนี้ยังมี การเกิดอย่างพิธีรีตอง เช่นว่ามา บวชพระ บวชเณร นี้ก็ถือว่าเกิดเหมือนกัน, เกิดอีกแบบหนึ่ง ; อาจจะไม่ใช่เกิดทางวิญญาณก็ได้ เพราะว่า บวชกันอย่าง หลับหูหลับตา ตามขนบธรรมเนียมประเพณี มันก็เป็นการ เกิดอีกชนิดหนึ่ง เกิดมาเป็นภิกษุสามเณรสักว่าโดยลักษณะ โดยวรรณะภายนอก อันนี้ก็แล้วแต่ว่า การบวชของคนนั้นเป็นอย่างไร ; ถ้าเป็นเรื่อง บวชตามธรรมเนียม มันก็ เป็นเรื่องภายนอก ก็สงเคราะห์ไว้ เหมือนกับว่าการเกิดทางกายก็ยังได้, ทาง

น.15 ๗ รูปร่างภายนอก. แต่ถ้าว่าเขาได้ เป็น พระเป็นเณรที่แท้ จริง สมตามความหมายของการบรรพชาแล้ว ก็เรียกว่า เกิดในทางวิญญาณ ก็ได้ ; ก็มี พระพุทธเจ้าเป็นบิดาให้ เกิดในทางวิญญาณ. ในบรรดาการเกิดทางวิญญาณกันนี้ เราจะต้องถือว่า พระพุทธองค์เป็นบิดาในขั้นสูงสุด. มีคำกล่าวที่เข้าใจยาก ได้ยินว่า เป็นพุทธภาษิต ด้วยเหมือนกัน ว่า พระสารีบุตรเป็นผู้ให้เกิด พระโมค- คัลลานะเป็นผู้เลี้ยง. นี้อาตมาก็ยังเข้าใจไม่ได้เหมือนกัน ; แต่ สันนิษฐานว่า การที่ให้เกิดวิชชาความรู้ แสงสว่าง ในหมู่ สงฆ์นี้ เป็นหน้าที่ของพระสารีบุตร ; ส่วนการควบคุมให้ ปลอดภัยนี้ เป็นหน้าที่ของพระโมคคัลลานะ. ท่านจึงตรัส ว่า พระสารีบุตรเป็นผู้ให้เกิด, พระโมคคัลลานะเป็นผู้เลี้ยง ก็หมายความว่าทำความปลอดภัย ทั้งทางภายในและทั้งทาง ภายนอกอยู่นั่นเอง แม้ว่าจะเป็นเรื่องในทางวิญญาณ ลักษณะของบิดามารดาฝ่ายกาย. เอาละ, ที่นี้มา พูดกันให้ละเอียด หรือพิศดาร สักหน่อย ในเรื่อง การเกิด ที่มีพ่อแม่สมบูรณ์แบบ.

น.16 ์แบบ สำหรับจะมีการเกิดกันในทาง ร่างกาย อย่างที่เกิด ๆ กันอยู่ทั่วๆไปนี่แหละ ; เรามา พิจารณากันดูให้ดี ว่าถ้า พ่อแม่สมบูรณ์แบบดี แล้วจะ เกิดลูกดีได้อย่างไร ? แม้ในทางร่างกายทางธรรมดา สามัญนี้ ในทางร่างกายนี้ ก็ยังจะต้องแยกออกเป็นตอน ๆ ได้หลายตอนได้แก่ : - ข้อแรกที่สุด ก็จะต้องหมายถึง กรรมพันธุ์ที่ดี คือผู้ที่เป็นบิดามารดานั้นเป็นมนุษย์ที่ดี ไม่วิปริตทางกาย ทางจิต ทางระบบประสาท ไม่ใช่บ้า ๆ บอ ๆ หรือไม่มีอะไร ที่บกพร่องนั่นแหละ. เป็นบิดามารดาที่มีกรรมพันธุ์ดีมา หลายชั่วคนแล้ว เราจะหาได้ไหม ? มันจะเผอิญมาตรง กันได้ไหมว่ามีทั้งพ่อและแม่ที่มีกรรมพันธุ์ดี ปรกติถึงที่สุด. ทีนี้ การตั้งครรภ์ ในบิดามารดาที่ดีโดยกรรม- พันธุ์ นี้ ลูกก็ต้องมีกรรมพันธุ์ที่ดี มาแต่ในท้อง พ่อแม่ดี หมายความว่ามีอนามัยดี ลูกก็จะมีอนามัยดีมาตั้งแต่ใน ท้อง; เพราะว่าบิดามารดาที่ดี เอาใจใส่ตัวเองดี, เอาใจใส่ลูกในครรภ์ดี; ลูกในครรภ์ก็มีอนามัยดีมาแต่ในท้อง, ออกมาไม่มีอะไรวิปริต. นี้เรียกว่ามีจิตดี หรือพืชพันธุ์

น.17 ๙ แห่งจิตใจดี อาศัยอยู่ในกรรมพันธุ์ที่ดี ในร่างกายที่ดี ของบิดามารดา ; เมื่อเป็นทารก ตั้งอยู่ในครรภ์ โตขึ้นมา จนกว่าจะคลอดก็เป็นเด็กในครรภ์ที่ดี เพราะบิดามารดาดี. ทีนี้ก็มาถึงขั้นที่เรียกว่าคลอด ก็มีการคลอดดี ถูกต้อง ไม่มีความผิดพลาดอะไร ๆ เกี่ยวกับการคลอดของ เด็กนั้น ; เด็กนั้นก็คลอดออกมาดี ; ไม่ใช่ว่าจะมีเหตุหรือ อุบัติเหตุ หรือเชื้อโรค หรืออะไรติดมา จนเป็นเด็กที่พิการ หรือว่าคลอดกันอย่างโง่เขลา ทำให้เกิดการพิกลพิการ นี่ถ้าพ่อแม่ดี ก็มีการคลอดดี. ทีนี้การคลอดดีแล้ว ก็ การอบรมดี ตั้งแต่ นาที ที่เกิดมา : ประคบประหงมลูกในทางที่ถูกต้อง เด็กก็เป็น ลูกทารกที่ดี ที่เจริญขึ้นมาดี, นี่เรียกว่าเกิดมาแล้วก็เลี้ยงดี อบรมดี ไปทุกสิ่งทุกอย่าง ในทางร่างกายของทารกนั้นก็ สมบูรณ์ดี. เขาก็มีอนามัยดีต่อมา เป็นทารกที่มีอนามัยดี : หมายความว่า มีร่างกายที่ดี สำหรับจะเป็นพื้นฐาน สำหรับจิตใจที่ดี ต่อไปข้างหน้า. เด็กทารก ได้รับการอบรมดี ก็มีมรรยาทดี. คำว่า มรรยาทนี้หมายถึงประพฤติกระทำทุกสิ่งทุกอย่าง ที่จะ

น.18 ๑๐ ต้องทำกันวันหนึ่ง ๆ : การพูด การจา การยืน เดิน นั่ง นอน การกินอาหาร การถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ อะไรก็ตาม แม้แต่ว่าจะแต่งเนื้อแต่งตัว มันก็ดี โดยมรรยาทไปเสียทั้งนั้น แล้วก็ให้ศึกษาเล่าเรียนดี เด็กก็มีความรู้ดี ในการศึกษา ตลอดไป. นี่หมายความว่า พ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบ ต้องจัด ให้ลูกมีการศึกษาดี เป็นเหตุให้มีสมรรถภาพดี คือมี ความสามารถ มีคุณสมบัติ มีสมรรถนะดี. ทีนี้พ่อแม่ ก็ดูแลให้ลูกมีสังคมดี อย่าให้ไปคบ พวกอันธพาล. ข้อนี้คงจะยากมาก ที่จะกวดขันเด็ก ๆ ให้ สังคมกันแต่ในคนที่ดี; แต่ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ที่ พ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบจะต้องรู้จักกระทำ ให้ลูกมีสังคมดี นี้ก็เรียกว่า เป็นเด็กที่มีความรู้ดี มีความประพฤติดี มีการคบหาสมาคมดี มีคนรักใคร่อยู่ทั่วๆไป ก็เสร็จไป ตอนหนึ่ง. ทีนี้พ่อแม่ก็ จัดให้มีคู่ครองที่ดี. ตามธรรมเนียม โบราณนั้น เป็นหน้าที่ของบิดามารดาโดยตรง ที่จะทำ ให้ลูกได้มีคู่ครองที่ดี; แต่เด็กเดี๋ยวนี้เขาแหวกแนว

น.19 ๑๑ เขาไม่อยากจะให้บิดามารดามาเกี่ยวข้อง เ ด็กได้รับการศึกษา มาผิด ๆ คือได้รับ การศึกษาชนิดแบบหมาหางด้วน มา ก็ อยากจะเลือกคู่ครองของตนเอง ไม่ให้บิดามารดาเข้ามา เกี่ยวข้อง. มันก็ คงยาก อยู่สักหน่อย ที่บิดามารดาสมัยนี้ จะจัดให้ลูกมีคู่ครองที่ดี แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังปรากฏว่า มีคนทำได้อยู่มากเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเขาจะยอมแพ้ไปเสีย ทั้งหมด ; ยังมีบิดามารดาที่สามารถจัดการในเรื่องนี้ ได้ เป็นที่น่าพอใจ คือไม่ให้ลูกแหวกแนวนั้น ทำอะไรแหวก แนวได้. ช่วยดูช่วยแลกันไปทุกอย่างทุกทาง ให้ลูกมี คู่ครองที่ดี. คำว่า ดี นี้ ไม่ได้หมายความว่าสวย หรือ รวย หรือ อะไร ไปเสียทั้งนั้น ; แต่ให้มันดีสำหรับจะเป็นมนุษย์ที่ ถูกต้อง, เป็นมนุษย์ที่ไม่มีปัญหา. ครั้นมีคู่ครองดี บิดามารดาก็ให้ทรัพย์สมบัติ เป็นการลงทุนตามที่จะให้ได้เป็นอย่างดี ; นี้เรียกว่า ลงทุนให้ดี. ทรัพย์สมบัติอะไรที่ควรจะมอบให้ ก็มอบให้ อย่างดีอย่างฉลาด อย่างที่จะเอาไปทำเสียหายไม่ได้.

น.20 ๑๒ แล้วต่อไปจากนั้น ก็ เป็นที่ปรึกษาที่ดี ลูกหลาน มีเหย้ามีเรือนไปแล้ว บิดามารดาก็ยังเป็นที่ปรึกษาที่ดี เพราะ ลูกคลอดออกมาจากบิดามารดา บิดามารดารู้จักดี รู้เรื่องดี ก็ควรจะเป็นที่ปรึกษาได้ดี. ดังนั้น ลูกที่ดีก็ยังเชื่อฟังบิดา มารดา จนกระทั่งว่าออกจากเรือนไปแล้วนี้ บิดามารดาก็มี โอกาสเป็นที่ปรึกษาที่ดี เรื่อย ๆไปจนตลอดชีวิต. แม้บิดา มารดาจะแก่ชรา เป็นปู่ เป็นตา เป็นย่า เป็นยาย ไปแล้ว ก็ยังเป็นที่เคารพนับถือเชื่อฟังของลูกเด็ก ๆ อยู่ เป็นที่ปรึกษา ที่ดี. ทำไมคนแก่หง่อมเหล่านี้ จึง เป็นที่ปรึกษาที่ดีได้ ? ก็เพราะว่าเขาเคยเป็นบิดามารดาที่ดี มาตั้งแต่แรกเริ่ม เดิมที มา โดย กรรมพันธุ์ หลายชั่วอายุคนแล้ว. ฉะนั้น จึงมีความรู้ถูกต้อง ไม่มีทางที่จะผิดพลาด , แม้ว่าจะไม่ได้ เล่าเรียนมาก เหมือนสมัยลูกเด็ก ๆ แต่เขาก็มีความรู้อย่าง อื่นซึ่งจำเป็นกว่านั้น. เด็ก ๆ ก็เรียนมาแต่เรื่องทำมาหากิน, เรื่อง เฉลียว ฉลาดในการทำมาหากิน, แต่ไม่รู้ความรับผิดชอบชั่วดี ควรไม่ควร ต่ำสูงอย่างไรมันไม่รู้, ฉะนั้นคนแก่รู้,

น.21 ๑๓ คนแก่นี้รู้มาก เพราะว่าอยู่มานาน นั่นเอง ; ความที่มี อายุมากมีอายุนานนั่นแหละ ก็เป็นผู้สามารถจะเป็นที่ ปรึกษา ของคนที่ยังมีอายุน้อย. ฉะนั้น เด็กๆ จงเคารพต่อบิดามารดา ปู่ย่า ตายาย ; แล้วก็ไม่มีทางที่จะผิดพลาด, ไม่มีทางที่จะ ต้องมานั่งเช็ดน้ำตา หรือไปฆ่าตัวตาย ไปกระโดดน้ำตาย ไปกินยาตายเหมือนเด็กสมัยนี้ โดยมาก. นี้เรียกว่า บิดามารดา หรือพ่อแม่สมบูรณ์แบบ ให้กำเนิดทางกายมาอย่างดี ถูกต้องสมบูรณ์แบบ คือว่า มันถูกต้องไปทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีอะไรที่ผิดพลาดในทางฝ่าย ที่เรียกว่าฝ่ายกาย เป็นสายกันมา. บิดามารดามี กรรมพันธุ์ดี มาหลายชั่วคนแล้ว ตั้งครรภ์ดี เด็กมีอนามัยดี มาแต่ในท้อง มีจิตใจสมประกอบ คลอดออกมาดี ปลอดภัย เลี้ยงดูดี อบรมดี มีอนามัยดี มีมารยาทดี มีความรู้ดี มีความสามารถดี มีการสังคมดี มีคู่ครองดี ได้รับการลงทุนให้เป็นอย่างดี มีที่ ปรึกษาไปจนตลอดชีวิต. นี้เรียกว่า พ่อแม่สมบูรณ์แบบ สำคัญหรือไม่ สำคัญ ? ท่านทั้งหลายลองคิดดู ; จำเป็นหรือไม่จำเป็น

น.22 ๑๔ ท่านทั้งหลายลองคิดดู ? และถ้า ไปเกิดมองข้ามสิ่งนี้เสีย มันจะเป็นอย่างไร ? มันโง่หรือฉลาด ที่ไปมองข้ามสิ่งนี้เสีย ว่าเราจะต้องมีบิดามารดาที่สมบูรณ์แบบ แม้ในทางฝ่าย ร่างกาย. ลักษณะของบิดามารดาฝ่ายวิญญาณ. เอ้า, ทีนี้ก็มาถึง บิดามารดาฝ่ายวิญญาณ. การ เกิดทางวิญญาณได้กล่าวมาแล้วว่า เป็นการเกิดแห่งจิตใจ คือจิตใจที่มันเหมือนกับหุบอยู่นั้นมันบานออกมา จิตใจที่มืด มนท์อยู่ มีความสว่างไสวขึ้น. การเกิดทางวิญญาณนี้ ; ผู้ที่ช่วยให้มีความเกิดทางวิญญาณนี้ ก็จะเป็นบิดา- มารดา เอง ก็ได้, เป็นครูบาอาจารย์ ก็ได้, เป็นพระ- เจ้าพระสงฆ์ ก็ได้. บิดามารดาให้กำเนิดทางกาย มาทีหนึ่งแล้ว เสร็จ ไปตอนหนึ่งแล้ว ; แต่ถ้าสามารถจะให้การเกิดทางวิญญาณได้ ก็ยิ่งดี ได้แก่บิดามารดา ที่ได้ศึกษาพระธรรมหรือหลักพระ- ศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม ที่ดีที่งาม

น.23 ๑๕ ทุกสิ่งทุกอย่าง ; เป็นผู้รู้เป็นผู้แตกฉาน ในเรื่องอย่างนี้ แล้วบิดามารดานี้ ยังสามารถจะให้กำเนิดในทางวิญญาณ อีกทีหนึ่งด้วย หรือว่าจะให้มาพร้อม ๆ กัน คู่กันมากับ การอบรม ให้เจริญก้าวหน้าในทางฝ่ายร่างกาย. เห็นได้ง่าย ๆ ว่า บิดามารดาเลี้ยงลูกมา ให้เจริญ ทางร่างกาย แล้วก็ อบรมมา ให้เจริญในทางจิตใจ ; อย่างนี้เราเรียกว่า บิดามารดานั้นได้ช่วยให้เด็กนั้นเจริญ ขึ้นมา ทั้งทางฝ่ายร่างกายและฝ่ายวิญญาณ ก็ เป็นพ่อแม่ทั้ง ทางฝ่ายร่างกาย และฝ่ายวิญญาณ. ใน ฝ่ายวิญญาณ นี้ เราจะเล็งถึง การที่ท่าน สามารถชักนำให้มีศีลธรรมดี นี้อย่างหนึ่ง ชักนำให้มี หลักพระธรรมดี และถูกต้อง นี้อย่างหนึ่ง. หลักธรรมแบ่งเป็นขั้นธรรมดาและโลกุตตระ. ขอแบ่งพระธรรมออกเป็น ๒ ตอน : ใน ตอนศีล- ธรรม คือหลักธรรมะพื้นฐาน ทั่วไป นี้อย่างหนึ่ง, หลัก พระธรรมชั้นสูง คือเรื่องอันเกี่ยวกับโลกุตตระ เหนือ โลกหรือสิ่งสูงสุดของมนุษย์ นี้ตอนหนึ่ง.

น.24 ๑๖ เรื่องที่ดี ๆ สำหรับไปตามโลก เป็นไปตามวิสัย โลก นี้เราเรียกว่า ศีลธรรม ต้องทำให้ดีเหมือนกัน. ที่นี้ เรื่องที่ ทำให้จิตใจอยู่เหนือโลก เหนือวิสัยโลก เหนือ ความบีบคั้นของโลก เหนือปัญหานานาชนิดในโลกนี้ อย่างนี้เรียกว่า โลกุตตระ. การให้เกิดในทางวิญญาณ นั้น หมายถึงการ ชักนำให้มีศีลธรรมดี และ ให้มีโลกุตตรธรรมดี. พูด กันอย่างง่าย ๆ ก็พูดอย่างนี้ก็แล้วกัน. เอ้า, ใครชัก นำให้ อยู่ในโลกได้อย่างดี นี้ตอนหนึ่ง, แล้ว ชักนำให้อยู่ เหนือโลกไปเสียเลย นี้อย่างหนึ่ง. หมายความว่า สอนให้รู้จักดำรงชีวิตอยู่ ไปตาม ประสาโลก ที่นิยมกันว่าดี : เป็นเด็กดี เป็นผัวดี เมียดี เป็นบิดาดี เป็นมารดาดี เป็นอะไรดี อยู่กันไปในโลกตาม วิสัยโลก. นี้ก็เรียกว่า เรื่องทางวิญญาณด้วย เหมือนกัน แต่ยังเกี่ยวอยู่กับโลก. ทีนี้มันยังมีดีไปกว่านั้นได้ คือว่า อยู่ในโลก นี้ ถึงอย่างไร, จะดีเท่าไรมันก็ ยังมีความทุกข์แน่นอน. คนรู้ อย่างโลก ๆ นี้ ไม่ทำจิตใจให้สูงเหนือโลกไปได้ มันก็เที่ยวรัก

น.25 ๑๗ นั่นโกรธนี่ เกลียดนี่ กลัวโน้นอยู่ ไม่มีที่สิ้นสุดแหละ ; อยู่ใน โลกมันเป็นอย่างนั้นเองก็เรียกว่าใช้ได้ แต่อย่างเป็นโลก ๆ ยังไม่พอ ยังไม่สูงสุด. นี้ก็มา สอนกันให้รู้ถึงเรื่องโลก ว่ามันเป็น อย่างนั้นเอง, เรื่องโลกแล้วมันก็ต้องเป็นโลกอย่างนั้นเอง คือมัน จะต้องมีความทุกข์ นั่นแหละ. พูดง่าย ๆ ถ้าไม่มี ความทุกข์เพราะทำชั่วทำเลว มันก็ยังมีความทุกข์ เพราะว่า สิ่งต่าง ๆ มันเป็นไปตามธรรมชาติ. เช่นว่า เราไม่ได้ไปทำอะไรที่ไหน ขโมยก็มาขโมย เงินของเราไปหมด; อย่างนี้เราจะมานั่งร้องไห้ให้โง่อยู่ ทำไม. แต่ คนธรรมดาทนไม่ได้, ถูกขโมยเงินไปสัก แสนสองแสน ล้านสองล้าน ก็มานั่งร้องไห้อยู่ คนธรรมดา ก็เป็นอย่างนี้. หรือเป็นเรื่องธรรมดายิ่งขึ้นไปอีกว่า สามี- ตาย ภรรยาตาย เขาก็มานั่งร้องไห้อยู่ เพราะไม่สามารถจะทำ อะไรให้ดีกว่านั้นได้ ; แม้ลูกตายอย่างนี้ ก็อยากจะตายด้วย อย่างนี้ เพราะว่ายังมีความรู้สึกในระดับโลก. ถ้ามีความรู้ที่เหนือโลก ก็ไม่ต้องมานั่งเป็น ทุกข์อยู่ เพราะสิ่งเหล่านี้ .... จะมีอะไรได้ จะมีอะไรเสีย มีอะไรเป็น มีอะไรตาย มีอะไรขาดทุน มีอะไรได้กำไร

น.26 ๑๘ มีอะไรแพ้ มีอะไรชนะ เขาก็ ไม่เห็นว่าประหลาดอะไร เป็นของธรรมดาไปทั้งนั้น. เพราะว่าเขา มีหลักที่เป็นหัวใจของพระพุทธ- ศาสนา คือ บทที่ว่า มันอย่างนั้นเอง, มันอย่างนั้นเอง ที่เรียกว่า ตถตา แปลว่า มันเป็นอย่างนั้นเอง. มันเป็นไป ตามกฎเกณฑ์ของธรรมดาอย่างนั้นเอง เรียกว่า ธัมมนิยามตา หรือที่ละเอียดก็เป็น อิทัปปัจจยตา - มันมีเหตุปัจจัยของ มันอย่างนั้น มันก็เป็นอย่างนั้น, มันมีเหตุปัจจัยของมัน อย่างนั้น มันก็เป็นอย่างนั้น. มองดูเห็นอยู่อย่างนี้ มัน ก็ไม่มีความทุกข์ร้อนอะไร ; แต่พร้อมกันนั้น มันก็ ไม่มีความโง่ ไปยินดี หลงใหล หัวเราะร่าเริง คือมันปรกติ อยู่ได้. คนธรรมดา เมื่อได้กำไรก็กระโดดโลดเต้น, เมื่อขาดทุนก็นั่งร้องไห้อยู่ ; แต่คนที่ มีความรู้พระธรรม อันสูงสุดแล้ว ไม่เป็นอย่างนั้น. ได้กำไรก็ว่าอย่างนั้น เอง ; จะทำต่อไปก็ได้ ไม่ทำต่อไปก็ได้ แล้วแต่เหตุผล ของตน. เมื่อขาดทุนก็ไม่ร้องไห้อยู่ เพราะเห็นว่าอย่าง นั้นเอง จะทำต่อไปก็ทำให้มันดี ทำเสียใหม่ให้ถูกต้อง

น.27 ๑๙ มันก็ไม่ขาดทุน. นี้เรียกว่า ไม่มีอะไรมาทำให้จิตใจ หวั่นไหว แปรปรวน ยินดียินร้าย และไม่มีความทุกข์ เพราะสิ่งใดในโลก. นี่การเกิดในทางวิญญาณนั่น มันไป ได้ไกลอย่างนี้ การเกิดทางร่างกาย มันก็ หยุดอยู่เพียงแค่ได้ เป็นคน : เป็นคนดีเท่านั้นเอง คนที่ สมมติกันว่าดี : อย่างนี้เรียกว่าดี ยิ่งสวย ยิ่งรวย ยิ่งอะไร ด้วยก็ยิ่งดี แล้วมัน ก็ดีได้เพียงเท่านั้น ; ยังจะต้องหัวเราะ ยังจะต้องร้องไห้ สลับกันไปตามความเปลี่ยนแปลงในโลก. เกิดในทางฝ่ายกาย มันได้เพียงเท่านี้. ทีนี้เกิดในทางฝ่ายจิต มัน ไปไกลกว่านั้น คือจิตมันสูงขึ้นไป. จิตมีวิวัฒนาการสูงขึ้นไป ๆ จนเป็นจิต ที่ไม่รู้จักทุกข์, ทุกข์ไม่เป็น, ทุกข์ไม่ได้อีกต่อไป. การ เกิดทางวิญญาณมันดีอย่างนี้. พระพุทธเจ้าทรงเป็นบิดาทางวิญญาณจนถึงขั้นสุด พระพุทธเจ้าทรงเป็นบิดา ให้มีการเกิดทาง วิญญาณ หรือว่าสืบพันธุ์ ใช้คำหยาบคายสักหน่อย; ขอ

น.28 ๒๐ อภัยว่า สืบพันธุ์ ต่อ ๆ กันมา โดยพระสาวก; ให้มีการ เกิดทางวิญญาณอยู่เรื่อย ๆ อย่าให้รู้จักขาดตอนได้ในโลกนี้, ให้มนุษย์ในโลกนี้มีการเกิดทางวิญญาณ อย่างถูกต้องกัน เรื่อย ๆ ไป, ให้โลกนี้มันเป็นโลกของมนุษย์ที่สมชื่อ คือ มนุษย์แปลว่าผู้มีจิตใจสูง. เกิดทางกายแล้วให้ ได้เกิดทางวิญญาณด้วย. ขอให้คนในโลกนี้เป็นมนุษย์ โดยความมีจิตใจ สูง อยู่เหนือความทุกข์เหนือกิเลส อันเป็นเหตุให้เกิด ทุกข์กันต่อ ๆ ไปเถิด. อย่าให้การเกิดในแบบนี้มันสูญหายไป เสีย ให้มันยังคงมีอยู่ตลอดไป. ส่วนการเกิดทางร่างกายนั้น เป็นเพียงพื้นฐาน สำหรับให้ตั้งอยู่เพื่อการเกิดทางวิญญาณ ; ฉะนั้นเมื่อ มีการเกิดทางร่างกายมาอย่างดีแล้ว ก็ให้ตั้งอยู่สำหรับเป็น พื้นฐาน สำหรับการเกิดในทางวิญญาณอีกต่อไป. ขอให้ทุกคนมีความรู้ความเข้าใจ มองเห็นอย่าง ชัดเจนแจ่มแจ้งอย่างนี้ ว่าเรามีการเกิดมาโดยทางร่างกาย แล้วเสร็จไปแล้ว เสร็จอยู่แล้ว ก็ ขอให้ได้มีการเกิดในทาง วิญญาณ ทางจิตใจต่อไปอีก ; ให้จิตใจสว่างไสวแจ่มแจ้ง ดำเนินไปอย่างถูกต้องตามคลองของพระธรรม จะเรียก

น.29 ๒๑ ว่าตั้งต้นใหม่ทางจิตใจ แล้วก็เบิกบานออกไป จนกว่าจะถึง ที่สุดของการเกิดทางวิญญาณ. ขอให้ท่านทั้งหลายทุกคน จงอย่าได้เสียทีที่ได้ เกิดมา เมื่อเกิดมาทางกายแล้ว ให้ได้เกิดในทางจิต ในทางวิญญาณ ต่อไปอีก จนถึงขั้นสุดท้าย ; มีจิตใจสูง อยู่เหนือปัญหาทุกอย่าง, อยู่เหนือความทุกข์ทุกอย่าง ; เรียก ว่ามีร่างกายกับจิตใจที่บริสุทธิ์ ไม่ระคนอยู่ด้วยกิเลสและ ความทุกข์อีกต่อไป, ก็เรียกว่า ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ ควรจะได้รับ. นี่เราเกิดมา เพื่อประพฤติ กระทำ ฝึกฝน อบรม ทุกอย่าง ๆ เรื่อย ๆไป จนถึงขั้นที่ว่า มีร่างกาย และจิตใจที่บริสุทธิ์ ไม่ระคนอยู่ด้วยกิเลส ไม่ระคนอยู่ ด้วยความทุกข์อีกต่อไป; ไปได้ถึงที่นั่นแหละ เรียกว่า ถึงที่สุด คือสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ. มนุษย์เก่ง แต่ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม. เดี๋ยวนี้คนในโลกนี้มิได้รู้ เขาให้เล่าให้เรียนกัน มากมาย มันก็ไม่รู้. มนุษย์ได้รับการศึกษาอบรมเก่งกล้า

น.30 ๒๒ สามารถ จะไปเหาะเหินเดินอากาศ ไปใต้มหาสมุทร หรือ จะทำอะไรก็ได้ ไปเหยียบพระจันทร์เล่นก็ได้ หรือทำกัน เรียกว่าเหลือที่จะคาดคิดได้ มนุษย์ก็เก่งถึงอย่างนี้. อาตมา เปรียบว่า มนุษย์สมัยนี้เก่งกว่าพระวิษณุกรรม ในเรื่อง นิยาย ที่เราเคยได้ยินได้ฟังมาเสียอีก. ครั้นถามว่า มนุษย์เก่งอย่างนี้แล้ว จะไปที่ไหน กันเว้ย ? มนุษย์ก็ ตอบว่า ไม่รู้เว้ย ; ไปถามคอมพิวเตอร์. จึงถามว่า อะไรที่ดีที่สุดที่มนุษย์เราควรจะได้ ? เขาก็บอกว่า ไม่รู้เว้ย ไปถามคอมพิวเตอร์. ถ้าแกมัวไม่รู้อยู่อย่างนี้ แกจะเดินอย่างนี้ให้มันถูก เรื่องถูกราว ไปหาที่ที่ควรจะไปได้อย่างไร ? เ ขาก็บอกว่า ไม่รู้เว้ย ไปถามคอมพิวเตอร์ . มนุษย์สมัยนี้ไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม ? จะไปที่ไหน ? จะได้อะไร ? เขายังไม่ได้ถามคอมพิวเตอร์. ถ้าใครไปถาม เขา เขาก็บอกว่า ไปถามคอมพิวเตอร์. อาตมาไม่ใช่จะอวดดี ; อยากจะอวดสักหน่อยเถอะ ไม่ใช่อวดดี ว่า ไม่อยากไปเมืองนอก , ไม่อยากไปเที่ยว

น.31 ๒๓ เมืองนอก. ถึงแม้ใครจะลงทุนให้ไปก็ไม่ไป เพราะกลัว จะไปพบคำตอบว่า ไปถามคอมพิวเตอร์. ไปที่ไหน ๆ ก็มัว แต่ไปถามคอมพิวเตอร์ แล้วเราก็โง่กลับมา เพราะฉะนั้น ไม่อยากไปเมืองนอกกับเขาดอก กลัวจะได้รับคำตอบว่า ไปถามคอมพิวเตอร์. มนุษย์เราไม่รู้ว่า จะเกิดมาทำไม ? จะได้อะไร ? ได้โดยวิธีใด ? พอไม่รู้ก็ให้ไปถามคอมพิวเตอร์ ; นี่บ้ากัน กี่มากน้อย. มนุษย์เกิดมา สร้างคอมพิวเตอร์ แล้วก็ ไปถาม คอมพิวเตอร์ ให้คอมพิวเตอร์เป็นผู้บัญชา ว่ามนุษย์จะต้อง ทำอย่างไร ; อย่างนี้มันก็ไม่มีความเป็นมนุษย์เหลืออยู่ที่ ตรงไหน ? ขอให้ไปคิดดูให้ดี ๆ. เอาละ ขอให้สรุปความกันให้ได้ว่า พ่ อแม่สมบูรณ์ แบบนั้น คือพ่อแม่ที่ให้การเกิดทางร่างกายที่ดีที่สุด. ครั้นมีการเกิดทางร่างกายที่ดีที่สุดแล้ว ก็ให้มีการเกิดใน ทางวิญญาณที่ดีที่สุด อีกระยะหนึ่ง อีกตอนหนึ่ง หรืออีก ชั้นหนึ่ง, แล้วเรื่องมันก็จบเท่านี้แหละ มันไม่มีอะไรอีกแล้ว เพราะไปถึงจุดสูงสุด ที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ.

น.32 ๒๔ ขอร้องให้ทบทวนดูอีกครั้งหนึ่งว่า พ่อแม่สมบูรณ์ แบบ ทั้งการเกิดฝ่ายร่างกาย และการเกิดฝ่ายวิญญาณ นี้สำคัญไหม ? สำคัญกี่มากน้อย ? ทำไมไม่สนใจ ? ทำไมมอง ข้าม ทำไมไม่รู้ไม่ชี้ ว่าจะต้องมีกันอย่างไร ? จึ งขอฝากไว้ ในฐานะเป็นสิ่งสำคัญที่พากันมองข้าม. บุตรเป็นวัตถุของมนุษย์. ทีนี้ก็จะพูดถึงสิ่งที่เรียกกันว่าลูก พ่อแม่ก็ต้องมีลูก มีลูกก็ต้องมีพ่อแม่ ; ถ้าไม่มีลูก ไม่มีความเป็นพ่อแม่ หรือว่าลูกมันจะมีโดยไม่มีพ่อแม่นั้นก็ไม่ได้. ดังนั้น พ่อแม่ กับลูก ก็เป็นสิ่งที่ต้องมีคู่กันไปเสมอ เหมือนฝากับตัวนี้ ต้องมีเป็นคู่กัน. จะเป็นพ่อแม่ที่ดีได้ ; ก็เพราะว่ามีลูกที่ดี ; ถ้าทำให้มีลูกที่ดีไม่ได้ มันก็เป็นพ่อแม่ที่ดีไม่ได้ ฉะนั้น ลูกที่ดี ก็เหมือนกัน จะต้องอาศัยพ่อแม่ที่ดี ; ไม่มีพ่อแม่ ที่ดี ลูกมันก็ดีไปไม่ได้. นี่หมายถึงพ่อแม่ที่ให้ความเกิด อย่างถูกต้อง ทั้งทางกายและทางวิญญาณ อย่างที่กล่าวมา แล้ว.

น.33 ๒๕ มีพระบาลี ซึ่งจำได้ว่า จะเป็นพุทธภาษิตด้วยซ้ำไป ว่า ปุตฺตา วตฺถุ มนุสฺสานํ คือมีผู้มาถามพระพุทธเจ้าว่า อะไร เป็นวัตถุของหมู่มนุษย์? ท่านว่า ปุตฺตา วตฺถุ มนุสฺสานํ - บุตรเป็นวัตถุของมนุษย์. นี้คำว่า วัตถุ นี้ เดี๋ยวนี้ เราใช้สำหรับสิ่งที่ไม่มี ชีวิตวิญญาณ เช่นก้อนอิฐ ก้อนดิน ก้อนหิน อะไรต่าง ๆ นี้เป็นวัตถุ? ถ้าเข้าใจอย่างนี้ แล้วก็ผิดเรื่องผิดราวไปหมด เข้าใจกันไม่ได้. วัตถุ ในที่นี้มันแปลว่า สิ่งที่เพ่งเล็ง. เราเพ่งเล็งไปยังสิ่งใด สิ่งนั้นก็เป็นวัตถุ ซึ่งเป็นที่ตั้ง แห่งการเพ่งเล็ง. นี่วัตถุมีความหมายอย่างนี้ ทีนี้อีกข้อหนึ่ง อีกความหมายหนึ่ง วัตถุ นี้แปลว่า ที่ตั้งที่อาศัย, วัตถุแปลว่า ที่ตั้งที่อาศัย ; ไม่มีวัตถุที่ตั้งที่ อาศัยแล้ว มันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ ที่แท้มันก็เกือบจะเป็นสิ่ง เดียวกันแหละ ถ้าอะไรมันเป็นที่ตั้งที่อาศัยได้ คนก็ไปเพ่งเล็ง ที่นั่น; เมื่อไปเพ่งเล็งที่นั่นจนแจ่มแจ้ง มันก็ใช้เป็นที่ ที่ตั้งอาศัยได้. อย่างว่า ทำกรรมฐาน ก็มีอารมณ์สำหรับกรรมฐาน ; อารมณ์ของกรรมฐานนั่นแหละ คือวัตถุสำหรับเพ่งเล็ง.

น.34 ๒๖ ต้องเพ่งจิตไปที่นั่น ที่วัตถุนั่น ที่วัตถุนั้นแล้ววัตถุนั้นมัน เป็นที่ตั้งที่อาศัยของการกระทำกรรมฐาน; ฉะนั้นอารมณ์ ของกรรมฐานจึงเป็นวัตถุที่เพ่งเล็ง และเป็นที่ตั้งที่อาศัย ของการทำกรรมฐาน นี่เป็นตัวอย่าง. บุตรเป็นวัตถุของมนุษย์อย่างไร? ทีนี้ เราก็มาดูกันว่า บุตร คือ ลูก หลาน เหลน นี้ เป็นวัตถุของมนุษย์อย่างไร ? นัยะที่ ๑ เป็นที่เพ่งเล็ง ก็หมายความว่า บุตรนี้ เป็นที่เพ่งเล็งของพ่อแม่. พ่อแม่ที่ยังไม่เคยมีบุตร ก็เพ่ง เล็งที่จะมีบุตร ความอยากมีบุตรนั่นแหละ ก็คือเพ่งเล็งที่จะ มีบุตร; ฉะนั้นบุตรจึงเป็นวัตถุที่เพ่งเล็ง ของคนที่จะเป็น พ่อแม่. บุตรในความหมายนี้เป็นที่เพ่งเล็ง. มนุษย์ทั้งหลาย เพ่งเล็งที่จะได้บุตร อยากที่จะได้บุตร สำหรับจะสืบสกุล ก็ตามใจ สำหรับจะเลี้ยงดูเมื่อตนแก่เฒ่าก็ได้ หรือจะเป็น ประโยชน์อย่างอื่นก็ได้. สามีภรรยานั้นเขาเพ่งเล็งที่จะได้บุตร ฉะนั้น บุตรจึงเป็นที่เพ่งเล็งของมนุษย์ ซึ่งเป็นโดยธรรมชาติ

น.35 ๒๗ ที่สามีภรรยาเขาเพ่งเล็งที่จะได้บุตร หรือจะเป็นโดยสติปัญญา เหตุผลอะไร ก็ยังได้เหมือนกัน ได้อีกชั้นหนึ่ง ว่าเขาควร จะมีบุตร เขาก็เพ่งเล็งในการที่จะมีบุตร บุตรจึงเป็นที่เพ่ง- เล็งของมนุษย์ ท่านทั้งหลายที่เป็นบิดามารดามาแล้ว ก็ไปนึก ทบทวนดู ว่าเราเคยมีความประสงค์มุ่งหมายเพ่งเล็งอย่างนี้ หรือเปล่า ? แล้วก็รู้ได้เองว่า บุตรนี้เป็นที่เพ่งเล็งอย่างไร ? ทีนี้ นัยะที่ ๒ คือ บุตรเป็นวัตถุที่ตั้งอาศัยของ หมู่มนุษย์, นี้เห็นได้ง่ายเหลือเกิน ว่าถ้าไม่มีบุตร มนุษย์ ก็สูญพันธุ์ ; ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก ถ้าไม่มีบุตรออกมา มนุษย์ก็สูญพันธุ์แล้ว ไม่ได้มานั่งมาพูดกันอยู่ที่นี่. ฉะนั้น ที่ตั้งที่อาศัยสำหรับจะให้มนุษย์ยังคงอยู่ ก็คือบุตรนั้นเอง. การมีบุตร ก็คือการสร้างที่ตั้งที่อาศัยสำหรับมนุษย์ ให้ยังคง ยืนอยู่ต่อไป อย่าให้มนุษย์สูญพันธุ์, ก็นับว่าเป็นการกระทำ ที่ถูกต้อง ตามความหมายนี้ในระดับนี้. ถ้าไม่มีบุตร มนุษย์ก็สูญพันธุ์; โลกนี้ก็ไม่มี ความหมายอะไร ถ้าไม่มีมนุษย์อยู่อาศัยในโลก ; เหมือนกับ ที่เราพูดกันเดี๋ยวนี้ว่า อนาคตนี้ฝากได้กับยุวชน คือเด็ก ๆ

น.36 ๒๘ เดี๋ยวนี้ก็พูดกันมาก ว่า เด็ก ๆ นั้น คืออนาคตของชาติ หรือ อนาคตของโลก, บุตรจึงมีความสำคัญ ถึงขนาดที่ว่า จะ อยู่หรือจะหมดสิ้น ก็เพราะบุตร เพราะยุวชน. ทีนี้ก็มาดูถึง ปัญหาที่เนื่องกันอยู่ว่า เราจะมี บุตรชนิดไหนกัน ที่จะเป็นที่ตั้งที่อาศัยของมนุษย์ได้ ? แล้วเราก็ควรจะเพ่งเล็งบุตรชนิดนั้นแหละ. เรามาศึกษา กันให้เข้าใจกันเสียก่อน ว่าเราจะมีบุตรชนิดไหน มนุษย์จึง จะอยู่รอด ไม่สูญพันธุ์ และเป็นโลกมนุษย์ที่ดี ที่น่าอยู่ ทีนี้เราก็เพ่งเล็งบุตรชนิดนั้น. ฉะนั้นเรา อย่าถือกันง่ายๆ ว่า มันเป็นเรื่องตาม ธรรมชาติ หมู หมา กา ไก่ มันก็ทำของมันได้, มันก็มี บุตรของมันได้. นั้นก็เป็นเรื่องของหมู หมา กา ไก่ ; แต่ คนไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น. คนควรจะมีการเพ่งเล็ง เลือกเอาอย่างนั้นอย่างนี้ ตามที่ควรจะเป็น. ฉะนั้นเราจึง มีจุดมุ่งหมายที่ว่า จะมีบุตรกันอย่างไร จึงจะเป็นที่ตั้งที่อาศัย ของมนุษย์ชาติ คือความมีอยู่ของมนุษย์นั้นเอง ? เราได้พบเห็นบุตรที่เลว ๆ มันก็มีค่าเป็นของสกปรก ชิ้นหนึ่งคุ้นหนึ่ง ออกมาจากท้องของบิดามารดา มันมีความ

น.37 ๒๙ หมายเพียงเท่านั้น : อย่างนี้ก็จะไม่เรียกว่าบุตร, เรียกว่า ก้อนสกปรกก้อนหนึ่ง ออกมาจากบิดามารดา เสียมากกว่า ; ต้องเป็นบุตร คือเป็นที่ตั้งของมนุษย์ เป็นที่พึง ปรารถนาของบิดามารดา. แต่อย่างไรก็ดี ข้อนี้มันก็ ขึ้นอยู่กับบิดามารดา อย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว คือว่ามัน เป็นการยาก ที่บุตรเขา จะสร้างตัวเองขึ้นมาได้ ; เพราะว่ามันเป็นทารก หรือว่า ก่อนทารก มันก็คิดนึกอะไรไม่ได้ มันมีเจตนาอะไรไม่ได้. ฉะนั้นจึงขึ้นอยู่กับบิดามารดา ก็จะทำให้เขาเกิดมาอย่างไร ? แล้วเกิดมาแล้ว จะอบรมกันอย่างไรจนเป็นบุตรที่ดี ? หน้าที่ ของบุตรจึงมีเพียงอย่างเดียว คือเชื่อฟังบิดามารดา. บุตรที่ดีที่สุด คือบุตรที่เชื่อฟัง นี่ขอพูดกับผู้ที่เป็นบุตรทั้งหลาย ในโลกนี้ ใน ปัจจุบันนี้ว่า บุตรที่ดีที่สุดนั้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า คือ บุตรที่เชื่อฟัง ไม่ใช่บุตรที่สวย ที่รวย ที่เรียนเก่ง, ที่อะไร ๆ. เก่งกาจสามารถไปหมด เก่งกว่าบิดามารดา ; อย่างนี้ท่านก็ไม่เรียกว่าบุตรที่ดี เพราะเขาไม่เชื่อฟังบิดา

น.38 ๓๐ มารดา เขาจองหองพองขน เนรคุณบิดามารดาเมื่อไรก็ได้ ; อย่างที่ปรากฏมากขึ้นทุกที ในหนังสือข่าวในปัจจุบันนี้ ในยุคนี้ ที่มีการศึกษาชนิดเป็นหมาหางด้วน ก็มีบุตรที่ฆ่าบิดา- มารด า ปรากฏออกมาให้เห็น มากขึ้นทุกที ๆ ดังที่เป็นข่าว นั้นมันถึงขนาดฆ่า. ทีนี้ ยังมีบุตรอีกประเภทหนึ่ง ที่ทำให้บิดา- มารดาร้อนใจ เหมือนกับจับใส่ลงไปในนรก นี้มีมากกว่า มาก, มันมากกว่ามาก. บุตรที่ถึงกับฆ่าบิดามารดาเลยนั้น มันยังน้อย, บุตรที่ทำให้บิดามารดาร้อนใจเหมือนกับตก อยู่ในนรกนี้ มันยังมีมาก กำลังมาก และมีมากอยู่ในโลก นี้ก็ไม่ใช่บุตร ไม่ตรงตามความหมายของคำว่า บุตร คือผู้ ที่ยกบิดามารดาขึ้นมาเสียจากนรก คือความร้อนใจ. ฉะนั้น ขอให้เรามองให้เห็นว่า คำว่า บุตรดีที่สุด คือบุตรที่เชื่อฟัง. ถ้าบิดามารดามีความเห็นไม่เหมือน เรา และต้องการเป็นอย่างอื่น บุตรก็ควรจะเป็นฝ่ายยินยอม ให้เป็นไปตามความประสงค์ของบิดามารดา, โดยถือเสียว่า ชีวิตของเราทั้งหมดนี้ ได้มาจากบิดามารดา มันควรจะ เป็นของบิดามารดา : ฉะนั้นก็ยอมให้บิดามาร ดาไปหมดเลย.

น.39 ๓๑ ส่วนข้อที่ ต้องการไม่เหมือนกันนั้น ค่อยพูดจา กันได้ ปรับปรุงกันได้ ทำความเข้าใจกันได้ จนในที่สุด มันก็จะพอไปกันได้ กับความประสงค์ของบิดามารดา. เพราะ ว่าบิดามารดานั้นรักลูกเหลือประมาณ ไม่มีใครจะรักเราเท่า บิดามารดา; ฉะนั้นจึงเป็นที่ไว้ใจได้ว่า ไม่มีความหวังร้าย ไม่มีเจตนาร้าย ความต้องการของบิดามารดา ล้วนแต่ ต้องการความสุขสวัสดีแก่บุตรทั้งนั้นเลย. ฉะนั้นเรา แน่ใจ ที่จะยกมอบชีวิตนี้ ให้เป็นไปตามความประสงค์ของ บิดามารดา จะทำมาหากินกันอย่างไร จะมีอะไรต่อไป มันก็เป็นเรื่องที่ปรึกษากันได้. นี่บุตรชนิดนี้แหละ เป็นวัตถุที่ตั้งที่อาศัยของมนุษย์ เป็นสิ่งที่มนุษย์ปรารถนา และหวังจะได้อยู่ จึงคิดว่า เป็น เรื่องที่ควรจะมอง ไม่ควรจะมองข้าม คือมันเป็นสิ่งสำคัญ ที่ไม่ควรจะพากันมองข้าม. การอบรมบุตรเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ควรมองข้าม. เดี๋ยว นี้มันก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่ พากันมองข้าม หรือไม่เห็นว่าเป็นสิ่งสำคัญ จึงพากันมองข้าม. บิดามารดา

น.40 ๓๒ มักจะเห็นแก่ความสุขส่วนตัว ไม่เอาใจใส่บุตรให้ดี ที่สุด ไม่อบรมเขาให้ดีที่สุด ; โตขึ้นมาบุตรก็สนองคุณ โดยการที่ไม่รับรู้ความเป็นบิดามารดา เนรคุณบิดามารดา เรื่องมันก็จะเป็นเท่านั้นเอง. ถ้าเราอย่าเห็นเป็นของเล็กน้อย ว่า บิดา มารดา ที่สมบูรณ์แบบ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย. ต้องมี ต้องทำ ต้องจัดขึ้นมาให้ได้ ปรับปรุงตัวเองให้เป็นพ่อแม่สม- บูรณ์แบบ และ ถ้าเราเป็นลูก ก็พยายามที่จะเป็นลูกที่ สมบูรณ์แบบ; เพราะว่าเราจะต้องเป็นลูกของบิดามารดา เรื่อย ๆ ไป จนกว่าจะเข้าโลง, ไม่ใช่ว่าเป็นลูกของบิดามารดา เฉพาะแต่เมื่อเล็ก ๆ อยู่. เราก็เป็นลูกบิดามารดาเรื่อย ๆ ไป จนกว่าจะเข้าโลงตามบิดามารดาไป ก็เป็นลูกสมบูรณ์แบบ สมกับที่ว่า พ่อแม่ก็เป็นพ่อแม่สมบูรณ์แบบ. ถ้าในโลกนี้มีพ่อแม่สมบูรณ์แบบ และมีลูก สมบูรณ์แบบ แล้วก็หมดปัญหา ไม่มีปัญหาเลวร้าย หรือ วิกฤตการณ์ต่าง ๆ นานา อย่างที่กำลังเป็นอยู่ในบ้านเมืองเรา ในชาติประเทศของเรา หรือในโลกทั้งปวง.

น.41 ๓๓ โลกไม่มีสันติสุข เพราะขาดหลักธรรม. โ ลกทั้งปวงไม่มีสันติภาพ ไม่มีสันติสุข มัน เนื่องมาจากมนุษย์ไม่เป็นมนุษย์, มนุษย์ไม่เป็นมนุษย์ เพราะขาดพ่อแม่สมบูรณ์แบบ และ ขาดความเป็นลูก ที่สมบูรณ์แบบ ; ฉะนั้นจะให้เรียนอะไรกันอย่างไร เก่ง กล้าสามารถเท่าไร ก็ไม่ทำโลกนี้ให้มีสันติภาพได้. นี่ก็น่าเศร้า ที่ว่า การศึกษาแห่งยุคปัจจุบันนี้ เขา ให้เรียนแต่หนังสือกับวิชาชีพ ไม่ให้เรียนหลักพระธรรม มันก็ขาดส่วนสำคัญไป. ถ้าขึ้นเป็นอยู่อย่างนี้ไม่มีหวังที่ว่าโลก นี้จะเป็นโลกของมนุษย์ได้ : เว้นไว้เสียแต่ว่า ผู้จัดการ ศึกษาในโลกนี้ เขาจัดการศึกษาให้สมบูรณ์แบบขึ้นมาอีก ครั้งหนึ่ง คือ ให้เรียนหนังสือ ให้เรียนอาชีพ แล้วก็ ให้เรียนหลักธรรมะ สำหรับความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง. เมื่อเช้านี้อ่านหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง รู้สึกยินดีมาก ที่รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ท่านยอมรับว่า การศึกษา ของประเทศไทยนั้น ยังเป็นแบบสุนัขหางด้วน. นี่ไปอ่าน

น.42 ๓๔ สยามรัฐฉบับวานนี้ดู มีเรื่องนี้ : การที่นักเรียนตีกัน อะไรกัน โกลาหลวุ่นวายในโรงเรียนนั้น เพราะว่าระบบการศึกษาของ เรา ยังเป็นสุนัขหางด้วน. ท่านรัฐมนตรีท่านยอมรับอย่างนี้ ที่ชื่นใจก็คือว่า มันมีหวังว่า ในอนาคตท่านจะจัดการศึกษา ให้มันสมบูรณ์แบบ ไม่เป็นแบบสุนัขหางด้วน แล้วก็พอดี กับที่อาตมาก็กำลังพูดเรื่องนี้อยู่. ต้องช่วยกันให้การศึกษาทางศาสนา. ฉะนั้นจึง ขอให้พ่อแม่ทั้งหลายนี้ ช่วยสนใจเป็น พิเศษ อบรมลูกหลานของเราเอง ให้ได้รับการศึกษา ส่วนที่ยังขาดอยู่ หมายความว่า ถ้ารัฐบาลหรือ กระทรวง ศึกษาธิการ เขายังจัดให้ไม่ทัน, การศึกษาส่วนที่ ๓ ที่ยัง ขาดอยู่ เขายังจัดให้ไม่ทัน; แล้วก็เรานี่แหละ พ่อแม่ นี่แหละ ช่วยกันจัดให้ลูก ๆ ให้สนใจมากเป็นพิเศษ, ช่วยจัดการศึกษาส่วนที่ ๓ ให้แก่ลูก ๆ ของเรา. ลูกของเรา ได้รับการศึกษามา ๒ ชนิด จากโรงเรียน แล้วได้รับ อีกชนิดหนึ่งที่บ้าน โดยเรา; แล้วลูกของเราก็มีการ

น.43 ๓๕ ศึกษาสมบูรณ์แบบ ไม่เป็นเหมือนสุนัขหางด้วน มันก็จะ รอดตัวไปได้. พระเจ้าพระสงฆ์ ก็เหมือนกัน จะช่วยให้การ ศึกษาอบรมสั่งสอนในส่วนนี้ ให้เต็มขึ้นมาเร็ว ๆ, สอนหลักธรรมะสำหรับความเป็นมนุษย์นี้ ให้มันเต็ม ขึ้นมาเร็ว ๆ, ชดเชยกันที่ว่า รัฐบาลหรือ กระทรวง ศึกษาธิการ เขายังทำไม่ทัน. เรื่องมันมาก อย่าไป โทษเขาเลย ทั้งโลกมันเป็นอย่างนั้นแหละ. เอามาเป็น ภาระหน้าที่ของบิดามารดา ครูบาอาจารย์ พระเจ้าพระสงฆ์ ทำเป็นส่วนตัว ให้ลูกเด็ก ๆ ของเรา มีความรู้เรื่อง พระธรรม สำหรับความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง. นี้ก็เป็นเรื่อง ให้กำเนิดในทางวิญญาณ ด้วย เหมือนกัน, ให้การเกิดทางวิญญาณ ให้มีขึ้นมา ให้เจริญ เติบโต จนเขาเป็นมนุษย์ที่เจริญสูงสุด ทั้งฝ่ายร่างกายและ ทั้งฝ่ายวิญญาณ นับว่า เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรพากันมอง ข้าม. พูดสั้น ๆ ก็พูดว่า มาช่วยกันเร็วๆ, ช่วยทำ ความสว่างไสวแจ่มแจ้ง ให้แก่ลูกเด็ก ๆ ในส่วนการ ศึกษาที่ ๓ คือหลักพระธรรมของพระศาสนา ที่ทำให้เขา

น.44 ๓๖ มีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์. เราก็จะได้มีมนุษย์ อยู่กัน ในโลกอย่างโลกของมนุษย์ มันไม่เดือดร้อน ไม่ยุ่งยาก ไม่ลำบาก ไม่ระส่ำระสาย มิฉะนั้นแล้วก็จะเหมือนกับว่า อยู่ในนรก. โลกนี้จะกลายเป็นนรก เมื่อคนมีความเห็น แก่ตัว มีความร่ำรวยมาจากความเห็นแก่ตัว คอยจ้องแต่จะ เอาประโยชน์ จะกอบโกย ; ไม่มีธรรมะ มันก็เป็นโลก นรก ต้องทนอยู่ในนรก. โลกนี้ก็เป็นโลกที่ไม่น่าอยู่อาศัย ยิ่งขึ้น : แต่ก็ต้องจำใจทนอาศัยอยู่ ในโลกที่ไม่น่าอยู่เพราะ การศึกษาไม่สมบูรณ์ ดังที่กล่าวแล้ว. อาตมาเห็นว่า การบรรยายในวันนี้สมควรแก่เวลา จึง ขอร้อง ให้ท่านผู้ฟังทั้งหลาย สรุปเอาใจความ ไปพินิจ- พิจารณา เพื่อความเป็นพ่อแม่สมบูรณ์ เป็นบุตร สมบูรณ์ ในฐานะเป็นสิ่งไม่มองข้ามเป็นอันขาด, เป็น สิ่งสำคัญที่ไม่อาจจะพากันมองข้าม, แล้วก็ได้รับประโยชน์ โดยสมควรแก่ฐานะ สถานะของตน จงทุก ๆ คนเถิด. ขอยุติการบรรยายในวันนี้ไว้เพียงเท่านี้ ให้พระคุณเจ้า ทั้งหลาย ได้สวดบทคณะสาธยาย ส่งเสริมกำลังใจ ในการปฏิบัติ ธรรมะ ตามที่มุ่งปรารถนากันสืบไป

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต