Buddhadasa.org
หนังสือธรรมคติ และธรรมคีตา › อ่านฉบับเต็ม

📖 ธรรมคติ และธรรมคีตา

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ แสดง ณ สวนโมกข ๒๙ ตุลาคม ๒๕๒๓ — ชุดลอยปทุม · วันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๒๓

📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.9 การบรรยายที่เราเรียกว่า มหาวิทยาลัยต่อหางสุนัข ๑๐ ชั่วโมง เป็นตอนที่ ๘ ในครั้งนี้ ผมจะได้กล่าวโดย หัวข้อว่า ความสะอาด ความสว่าง และ ความสงบ. ศึกษาให้เข้าใจเหตุที่ใช้คำ ๓ คำ. สามคำนี้เป็นคำพิเศษ ผม เคยพูดขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อ ๑๐ กว่าปีมาแล้ว ; เดี๋ยวนี้มีคนเอาไปพูดตามกันมาก พอดู เพราะว่ามันสะดวกดี เข้าใจได้ง่าย. แต่ เชื่อว่ายัง

น.10 ๒ เข้าใจกันได้ไม่ถึงที่สุด เพราะมันมีความหมายมาก, มีความ สำคัญเกี่ยวพันกันมาก จำเป็นที่เราจะต้องเข้าใจให้ถึง ที่สุด. ถ้าเรารู้จักคำ ๓ คำนี้ จะรู้อะไรที่เนื่องกับ ๓ คำนี้ อีกมากทีเดียว. สิ่งทั้ง ๓ นี้ จะสามารถช่วยให้เรามี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่แท้จริงอยู่ในหัวใจ ของเรา. ถ้าเราไม่รู้จักสิ่งทั้ง ๓ นี้, ไม่ทำให้มีขึ้นมา, ก็ ไม่มีโอกาสที่จะทำให้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาอยู่ ในหัวใจของเรา. อีกประการหนึ่ง สิ่งทั้ง ๓ นี้ เป็นสัญญลักษณ์ ของจิตว่าง, หรือเป็นคุณสมบัติของจิตว่าง จึงเห็นว่า ควรนำมาพูด เพื่อประโยชน์แก่ผู้ที่ยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยว- กับคำว่า จิตว่าง. ประเด็นใหญ่ ๆ ก็มีอยู่ ๒ คือว่า เรื่องนี้จะช่วย ให้เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ในใจเราได้จริง, และ จะเข้าใจคำว่า จิตว่าง นั้นได้จริง. ผมก็จะพูดไป ตามลำดับทีละตอน.

น.11 ๓ อะไรสะอาด สว่าง สงบ. ในตอนแรกนี้ก็จะพูดว่า ที่ว่า สะอาด สว่าง สงบ นั้น สะอาด สว่าง สงบ ของอะไร? ก็ตอบว่า ของจิต นั่นเอง. สะอาด สว่าง สงบ ในที่นี้ไม่ใช่ที่อื่น ไม่ใช่พื้นที่ ไม่ใช่บ้านเมือง ; แต่ว่า เป็นภาวะของจิต ที่ได้รับการ อบรมถึงที่สุดแล้ว. สะอาด มีความหมายอย่างไร ? ตอบ เพราะไม่ สกปรกด้วยกิเลส. สว่าง หมายความว่าอย่างไร ? เพราะไม่มืดด้วย โมหะ หรืออวิชชา. ที่ว่า สงบ เพราะอะไร ? เพราะไม่มีการปรุงแต่ง ที่เรียกว่า สังขาร นั้นเพราะไม่มีการปรุงแต่ง ก็ดูกันไปตามลำดับว่า สะอาด เพราะไม่สกปรก ด้วยกิเลส. คำว่า กิเลส แปลว่า สกปรก. ของสกปรก ทั้งหลายนี้เขาเรียกว่ากิเลส. เดี๋ยวนี้เอามาเป็นชื่อของ กิเลสในใจ. ทีนี้ สว่าง นี้ตรงกันข้ามกับมืด, มืดด้วยโมหะ, มืดด้วยอวิชชา ฉะนั้นจึงทำให้จิตมืด.

น.12 ๔ ทีนี้ สงบ เพราะไม่มีอะไรมากระตุ้น หรือ ปรุงแต่ง. คำว่า สังขาร นี่ คือ การปรุงแต่ง, คือทำให้อะไร เกิดขึ้นใหม่เรื่อยนั่นแหละเรียกว่าสังขาร มันก็คือเหตุ นั่นเอง, เหตุที่ปรุงแต่งให้เกิดผล ; อาการที่ปรุงแต่งนั้น เขาเรียกว่า สังขาร. คำว่า สังขาร แปลว่า ปรุงแต่ง นี้ให้ช่วยจำไว้ให้ ดีทีก่อน เดี๋ยวก็จะพูดให้มันชัดลงไป, เดี๋ยวนี้เราเข้าใจคำว่า สังขารในความหมายอื่น ; แต่ตัวหนังสือมันคือปรุงแต่ง. รู้จักสิ่งสกปรกแล้ว จะรู้จักสะอาด. เอ้า, ทีนี้จะดูในเรื่องสะอาด ข้อแรก. กิเลส เป็นเหตุให้สกปรก เพราะไม่สะอาด. ทีนี้ กิเลสคืออะไร ? กิเลส เรียกโดยชื่อว่า โลภะ โทสะ โมหะ นี้ตัวบท หรือ แม่บท ของมัน. จากโลภะ โทสะ โมหะ นี้ออกไปเป็น ชื่ออย่างอื่นอีกมากมาย ; แต่มันรวมได้ใน ๓ ชุดนี้. ฉะนั้นเราศึกษา ๓ ชุดนี้ เราก็จะเข้าใจได้หมด.

น.13 ๕ โลภะ โทสะ โมหะ ๓ ชื่อนี้คือกิเลส ; สกปรก เหมือนกับว่าของสกปรกนี้ทำให้เสื้อผ้า เนื้อตัว สกปรก. เดี๋ยวนี้ ของสกปรกก็ทำให้จิตใจสกปรก. โลภะคืออะไร, โทสะคืออะไร, โมหะคืออะไร, ผมก็เคยพูดมาแล้ว ; แต่กลัวว่ายังจำไม่ได้ หรือไม่ชัดเจน. ช่วยจำกันไว้ให้ดี ๆ เถอะ มันเป็นหลักที่จะช่วยให้เราเข้า- ใจธรรมะง่ายที่สุด หรือเข้าใจเรื่องกิเลสง่ายที่สุด. โลภะ หรือ ราคะ นี่มันพวกหนึ่ง เป็นพวกที่ จะเอา. โลภะ คือจะเอา, อยากจะได้ ราคะ มันมา จาก ร - ช แปลว่า ติดอยู่ กอดรัดอยู่ กำหนัดอยู่ ย้อมอยู่ เหมือนกับสีย้อมผ้า ราคะ. ฉะนั้น ราคะ เป็นกิเลส พวกแรก คือ พวกที่จะเอา แล้วจะติดกันอยู่. ทีนี้พวกที่ ๒. คือ โทสะ หรือ โกธะ. โทสะ ก็ โกรธ, โกธะ ก็โกรธ, ตัวมันตรงกันอยู่แล้ว. โทสะ ก็ประทุษฐร้าย คือ จะทำลาย; ไม่อยากเอา, ไม่อยาก ติดกันอยู่, อยากจะแยกออกไป และทำลายเสีย, อาการ ของมันอย่างนี้.

น.14 ๖ นี้พวกที่ ๓. โมหะ ก็แปลว่า หลง หลงก็คือว่า มัน ไม่รู้ว่าจะเอาหรือไม่เอา, ก็มีความสงสัย สนใจผูกพัน อยู่ จะไม่แน่ว่าจะเอา หรือจะทำลายมันต่างกันอย่างนี้. ตัวแรก จะเอาเข้ามายึดไว้ กอดรัดไว้. ตัวที่ ๒ จะผลักออกไป, จะทำลายเสียให้หมด ตัวที่ ๓ นี้ไม่แน่ ได้แต่วนเวียน ๆ สนใจอยู่นั่นแหละ, สงสัยอยู่นั่นแหละ, โง่อยู่นั่นแหละ. ถ้าว่ามันมีกิเลสชื่ออื่นเข้ามา เราก็แยกดูความ หมายของมัน ชื่อจะอย่างไรก็ได้สุดแท้ ดูความหมาย. ถ้า ความหมายเป็นพวกจะเอา จะยึด ละก็เป็นพวกแรก, ความหมาย จะตีออกไปเสีย ตีเสียให้ตาย เป็นพวกที่ ๒, ถ้าว่า วนเวียนพัวพันอยู่ด้วยความโง่ ความหลง ความ สงสัย แล้วก็เป็น พวกที่ ๓. ฉะนั้นการที่เขาจะให้เราสงเคราะห์กิเลสชื่อนั้นชื่อ นี้ ลงไปในกิเลส ๓ พวกนี้เราเอาหลักนี้เป็นหลัก ไม่มีทาง ผิด ถ้าผิดก็คือครูสอนผิดเอง ; เพราะว่าธรรมชาติของ กิเลสมันมีอยู่อย่างนี้.

น.15 ๗ เมื่อ ความโลภเกิดขึ้นในใจ ก็ศึกษาให้รู้จัก ความโลภ. เดี๋ยวนี้ไม่ศึกษา; โลภให้สนุกไปเลย ; ไม่ได้ศึกษาตัวความโลภ ให้รู้จักว่ามันเป็นอย่างไร. โกรธ ขึ้นมา ก็ไม่สนใจศึกษา ว่าความโกรธคืออะไร, มันก็สนุก ไปเลย ความโกรธมันก็สนุกไปแบบหนึ่งเหมือนกัน. โมหะ มันมืดหรือโง่ นี้ยากที่จะศึกษา; แต่อย่างน้อยวางหลัก ไว้ว่า พอโง่เมื่อไรก็จะศึกษาดูที จะสนใจความโง่ของ ตัวเอง. ให้รู้จักไว้ทุกคราวที่โง่ สักวันหนึ่งมันก็จะรู้จัก โมหะ. กิเลสเกิดครั้งใด จะฝั่งความเคยชินไว้. เอ้า, ทีนี้มี ความโลภ ขึ้นมาก็ตาม ความโกรธ หรือ ความหลง ก็ตามมันเกิดขึ้นครั้งหนึ่งนี่ มันฝังราก ของมันไว้ คือความเคยชิน ที่จะเป็นอย่างนั้นอีก; นี่ เขาเรียกว่า อนุสัย. ทีนี้จะไม่เรียกว่า กิเลสละ กิเลสของ สกปรกเกิดขึ้นแล้ว มัน จะฝั่งอนุสัยไว้สำหรับจะเป็นอย่าง นั้นอีก. ความโลภ หรือ ราคะเกิดขึ้น มันก็ลงอนุสัย; ลงราก อนุสัย ที่จะเคยชินไว้ เรียกว่า ราคานุสัย .. ถ้าโกรธ ที่หนึ่ง มันก็ ลงอนุสัยไว้ คือความเคยชินที่จะเป็นอย่างนั้น

น.16 ๘ อีก เรียกว่า ปฏิฆานุสัย. นี้ถ้าว่ามันโง่ หลง, มีโมหะ ไป ทีหนึ่งแล้วมั่นก็ เก็บความเคยชินนั้นไว้ เรียกว่า อวิชชานุสัย. เพราะเรามี อนุสัยนี่สำหรับจะโลภ เราจึงโลภ ง่ายที่สุด ไวเป็นสายฟ้าแลบ เพราะเรามี ปฏิฆานุสัยเก็บไว้ในสันดาน เรา จึงโกรธง่ายที่สุด, โกรธเร็วที่สุด เหมือนกับสายฟ้าแลบ ทีนี้เรา มือวิชชานุสัยเต็มที่ เราจึงโง่ง่าย เผลอ ง่าย สะเพร่าง่าย อวดดีง่าย, อะไรทุกอย่างที่มันเป็นเรื่อง ของความโง่. ฉะนั้นความโง่นี้ไม่ใช่ของยากนะ มันโง่ ได้เป็นสายฟ้าแลบ, โง่ได้เหมือนกับฟ้าแลบ เร็วมาก สะเพร่า ประมาท ; ผลุนผลันออกไปด้วยความประมาทนี้ เพราะเราก็เก็บอนุสัยไว้ในสันดาน. อนุสัย นี้แปลว่า นอนตาม หรือ ตามนอน มันก็คือ ความเคยชินที่จะเป็นอย่างนั้น สะสมไว้ ; แต่ไม่ใช่ว่าสะสม ไว้อย่างของ อย่างสิ่งของ อย่างเก็บเงินเก็บอะไรนะ มัน สะสมความง่ายที่จะเกิด ; แต่มันก็ไม่ได้เกิดอยู่ตลอดเวลา ดอก. แม้อนุสัยนี้ มันก็เพียงแต่ว่า มันสะสมความเคยชิน ที่จะเป็นอย่างนั้น ; เพราะในสันดานของเรานั้นมันง่ายที่

น.17 ๙ จะเป็นอย่างนั้น ; ส่วนนี้ ส่วนที่ง่ายที่จะเป็นอย่างนั้น ก็เรียกว่า อนุสัย. ทีนี้ อนุสัยเก็บไว้ทุกทีที่มีกิเลส; พอเกิดโลภ ที่หนึ่ง ก็เก็บราคานุสัยไว้, โกรธที่หนึ่ง เก็บปฏิมานุสัยไว้, โง่ที่หนึ่ง เก็บอวิชชานุสัยไว้, ก็ลองคำนวณดู ปีหนึ่งเรา โง่กี่ครั้ง โกรธกี่ครั้ง โมหะกี่ครั้ง แล้วมันก็มีมาก ๆ ๆ จนเป็น สันดาน. อนุสัยมีมากกดดันออกมาเป็นอาสวะ. ทีนี้มันจะออกมานี่ ที่เก็บไว้มาก ๆ, การที่จะ ออกมามันก็ยิ่งง่าย เพราะมันมีมาก ถ้ามัน ไหลออกมา เขาเรียกว่า อาสวะ. .. มองลงไปที่ความกดดันที่มันเก็บไว้ มาก, แล้วมันก็มีความกดดันที่จะออกมา. ความกดดันที่ ออกมานี่เราจะเรียกว่า อาสวะ แปลว่า จะไหลออกมา, การไหลออกมา ก็ออกมาแสดงมาเป็นกิเลส อีกแหละ. หรือถ้าว่ามันจะ ไหลไปทางอื่น เป็นกาม เป็นภพ เป็นอะไรก็มี ; ชื่อมันแปลออกไป : กามาสวะ - อาสวะ- ทางกาม ก็พวกโลภ พวกราคะ, ภวาสวะ - พวกโมหะ จะ เป็นนั่นเป็นนี่, อวิชชาสวะ ก็พวกโมหะ.

น.18 ๑๐ เรามี คำ ๓ คำ ทำงานเนื่องกัน กิเลส ที่เกิดขึ้น สกปรก, แล้วสะสมความเคยชินแห่งกิเลสไว้ เรียกว่า อนุสัย. นี้ความกดดันที่จะออกมา หรือออกมาแล้ว ไหลออกมาแล้ว ก็เรียกว่า อาสวะ. กิเลส อนุสัย อาสวะ ทำงานเนื่องกัน. นี่มีคำนี้พูดกันอยู่บ่อยๆ แต่ดูจะยังไม่เข้าใจนักว่า มันเป็นคำโดยถูกต้องอย่างไร ? และทำหน้าที่อย่างไร ? กิเลสทำจิตให้สกปรก, อนุสัยก็ทำสันดานให้สกปรก ; เพราะอนุสัยนี้เก็บไว้ในสันดาน กิเลสนี่ มันเกิดขึ้นแล้ว ที่จิต ก็ ทำจิตให้สกปรก. อนุสัย เก็บไว้ในสันดาน มันก็ ทำสันดานให้สกปรก. ทีนี้ อาสวะออกมา ออก มาอย่างไร, ที่ไหน, เมื่อไร, ก็ทำอันนั้นที่นั้น เมื่อนั้น ให้สกปรก ; นี้ออกมาจากสันดาน ทีนี้คำว่า กิเลส นี้ สกปรก, สกปรกแก่สันดาน ส่วนลึกของจิต, แล้วก็ สกปรกที่จิตด้วย, นี้ ไหลเลยออก มาข้างนอก มาที่กายที่วาจา ก็พลอยสกปรกไปด้วย. ถ้า กิเลสทำให้พูด ออกมา มันก็พูดสกปรก, กิเลสให้ทำ กรรม ทำกิริยา แล้วมันก็สกปรก. ฉะนั้น กายวาจาก็

น.19 ๑๑ พลอยสกปรก, จิตก็สกปรกมาแล้ว, สันดานก็สกปรก ; เมื่อเกิดอนุสัย หรือมันทำให้อาสวะไหลออกมา ก็สกปรก ตลอดสายเลย. นี่กิเลสมันสกปรกอย่างนี้ ; เราจะต้องสังเกตให้ดี กำหนดศึกษาให้ดีให้รู้จักตัวจริงของมัน อย่าเป็นแต่ตัว หนังสือ. นี่เพราะอย่างนี้แหละ มันจึงสกปรก, กิเลส เป็นเหตุให้สกปรก. หลักปฏิบัติในการทำให้สะอาด เอ้า, ทีนี้จะถือโอกาสพูดไปเสียเลยว่า จะทำให้ สะอาดได้อย่างไร ? ดูเป็นคู่ ๆไปเสียดีกว่า. มีพระบาลีว่า ปญฺญาย ปริสุชฺฌติ - ย่อมบริสุทธิ์ ด้วยปัญญา คือ สะอาดด้วยปัญญา. ปัญญาเป็นความรู้ เป็นของฟอกให้สะอาด ; ท่านจึงว่าบริสุทธิ์ คือสะอาด ได้ด้วยปัญญา. ทีนี้เรา จะมีปัญญาตอนไหนกัน ที่จะไม่ให้เกิด กิเลส ? เมื่อตอนบ่ายก็พูดถึงเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท ที่ว่า จะเกิดกิเลส เมื่อผัสสะมันโง่, เมื่อผัสสะไม่มีปัญญา.

น.20 ๑๒ เมื่อสัมผัสอะไรด้วยความโง่แล้ว ตอนนี้มันจะเกิดกิเลส. ถ้า มี ปัญญามาทันที่ผัสสะ ผัสสะไม่โง่ ก็รู้จักผัสสะ รู้จัก เวทนา ; ไม่เข้าใจผิด เป็นเวทนา น่ารัก น่าเกลียด น่าโกรธ น่ากลัว กิเลสก็เกิดไม่ได้. ถ้ามีปัญญามาทัน โดยสตินำมา ในขณะแห่งผัสสะ ; เวทนาจะหลอกเรา ไม่ได้ เรารู้เท่าเวทนา ว่าเวทนาเป็นอย่างนี้ ๆ ไม่ยึดมั่น ในเวทนานั้น. นี่ สะอาดเพราะปัญญา อย่างนี้ ทีนี้ จะสะอาดลึกลงไปได้ ถ้าว่าเราห้ามกิเลสไว้ เสียได้, ชำระกิเลสเสียได้ด้วยปัญญา อนุสัยมันก็ไม่เกิด. เพราะว่าไม่เกิดกิเลส มันก็ไม่เกิดอนุสัยซึ่งเป็นของคู่กัน. เมื่อไม่เกิดอนุสัย สันดานมันก็สะอาด ; สันดานก็สะอาด เพราะไม่มีอนุสัยไปกองอยู่ที่นั่น ทีนี้ ถ้าอนุสัยไม่เกิดไม่มี อาสวะมันก็ไม่มี ; เรียกว่าสันดาน ถึงจิต ถึงทางออกมา ถึงกาย ถึงวาจา ตลอด ทางที่มันจะไหลออกมานั้น มันก็ไม่มีของสกปรก มันก็ สะอาดกันไปหมด. นี่ถ้าทำได้อย่างนี้ มีผลให้สะอาดแก่สันดาน แก่จิต แก่ทวาร ทางกายทางวาจา ด้วย. นี่คือสิ่งสกปรก เป็น

น.21 ๑๓ เหตุให้สกปรก, แล้วก็จะล้างมันออกเสียได้อย่างนี้. นี้เป็น เรื่องที่ ๑ คือความสะอาด. ความสว่างมีได้เพราะขจัดมืด. ทีนี้เรื่องที่ ๒ คือ ความสว่าง ไม่สว่างเพราะมัน มืด ; ถ้าเอามืดออกไปเสีย ก็มีสว่าง. เราควรจะถือว่า มืดนี้มันของเกิด ; ถ้ามันไม่เกิดมามันสว่างอยู่โดยธรรม- ชาติ. หลักทางจิตใจ ก็เป็นอย่างนั้น คือว่า จิตนี้เป็น ประภัสสร คือสะอาดอยู่ สว่างอยู่ สงบอยู่ ; แต่ พอ กิเลสเกิดขึ้น มัน ก็สกปรกมืดมัว กระวนกระวาย อย่างนี้ แสงสว่างทางวัตถุ เช่นดวงอาทิตย์มันมีอยู่ : ถ้าอย่ามีอะไร มาบังดวงอาทิตย์ แสงก็ส่องสว่างอยู่เรื่อย; เดี๋ยวนี้โลก เรานี้มันถูกบังด้วยเหลี่ยมหนึ่งของโลก มันก็มืดอยู่ด้านนี้ เรียกว่ามืด, มันมีอะไรมาบัง มันก็มืด ; เอาของบังออกเสีย มันก็สว่าง. เราจะถือเป็นหลักว่า สว่างนั้นคือของเดิม มืดนี่ มาใหม่; เหมือนกับสะอาดนี่ของเดิม สกปรกนี้มาใหม่.

น.22 ๑๔ นี้สว่างของเดิม มืดนี้มาใหม่, มืดทางจิตใจ นี้มืดทางวัตถุ เช่นไม่มีแสงแดด มันก็มืดทางวัตถุ เดี๋ยวนี้ไม่มีปัญญา มันมีโมหะ มีอันนี้เข้ามาบังมันก็มืดทางจิตใจ. อวิชชา ก็ต้อง ถือว่าเป็นกิเลส เหมือนกัน, โมหะ ก็เป็นกิเลสละ, อวิชชาก็เป็นกิเลส. กิเลสแม่กิเลสลูก กันไปตามเรื่อง, อวิชชามันเป็นกิเลสแม่มันคลอดลูกมาเป็น โลภะ โทสะ โมหะ เป็นกิเลสลูก. ทีนี้เราก็ มืดอยู่ด้วยกิเลส อาการนี้มีชื่ออีกอย่าง หนึ่ง ฟังดูไพเราะดีคือ กิเลสนิทรา เป็นบาลีก็ กิเลสนิทฺทา ; ถ้าเป็นไทยก็ กิเลสนิทรา คือหลับแห่งกิเลส, หลับอยู่ด้วย กิเลส, กิเลสทำให้เราเป็นเหมือนคนหลับ. นี่เขาก็เรียกว่า หลับอยู่ด้วยกิเลส. ถ้าผมพูดว่า ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี้หลับอยู่ด้วยกิเลส คุณจะโกรธไหม ? ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่กำลังหลับอยู่ด้วยกิเลส- นิทรา ถ้าไม่มีปัญญา ไม่มีความรู้ก็ยังหลับอยู่ หลับอยู่ ด้วยกิเลสนิทรา ทั้งที่เขียนหนังสืออยู่ได้นะ. นี้รู้จักอาการอย่างนี้ไว้เสียบ้าง ว่ามืดอย่างไร; นี้ ก็เขียนหนังสือก็ได้ แต่มันมีโมหะมือวิชชา นั้นก็เรียกว่า

น.23 ๑๕ มืด, หลับอยู่ด้วยกิเลสนิทรา, มัน มืดทางวิญญาณ. เขา ถือว่ามันเป็นความมืดยิ่งกว่าทางวัตถุ ; มืดเพราะไม่มีแสง อาทิตย์ ก็มืดอย่างกลางคืนมันมืด. แต่มืดด้วยกิเลส มืด ด้วยอวิชชา มืดยิ่งกว่านั้น ; มืดยิ่งกว่าขาดแสงแดด, มืด ยิ่งกว่าตาบอด ; ตาบอดก็ไม่มืดเท่าไรเพราะมันยังมีความ คิดนึกรู้สึกอะไรได้. มีหลักเป็นพระพุทธภาษิตที่ว่า โลกนี้ โลกคือหมู่ สัตว์นี้ มันถูกอวิชชาหุ้มอยู่ เป็นเปลือกหุ้มอยู่ แสงสว่างเข้า ไปไม่ได้ ; โลกคือหมู่สัตว์มันก็มืด. แสงสว่างแห่งพระ- ธรรมเข้าไปในจิตของเราไม่ได้ เพราะอวิชชาหุ้มไว้ จิตใจ ของเราก็มืด. นี้เรียกว่า มืดทางจิตใจ มันเป็นอย่างนี้. มืดไม่รู้จริงนี้มันก็ทำผิดเหมือนคนตาบอดนี่. เดิน มันก็เกิดเรื่อง, คือเดินมืด ๆ มันก็เกิดเรื่อง; เพราะมันมืด นี้ จิตมืดด้วยอวิชชาไปทำอะไรเข้ามันก็เกิดเรื่อง, คือเป็น ไปในทางร้าย จะบังเอิญให้ถูกต้องมีผลนี้ มันเป็นไปไม่ได้. นี่เรากลัวความมืดของอวิชชา ของโมหะ ; เรียกว่ามันมืด แล้ว, มันไม่สว่างแล้ว.

น.24 ๑๖ หลักปฏิบัติในการทำให้สว่าง. ทีนี้จะ ทำให้สว่าง จะทำอย่างไร ? นี่ ก็บอกกันอยู่ ตรง ๆ แล้วเป็นคู่กันอยู่แล้ว ว่า ปัญญาเป็นแสงสว่าง นตฺถิ ปญฺญา สมา อาภา - แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาแล้วไม่มี. แสงสว่างมีมากชนิด; แต่แสงสว่างเสมอด้วย ปัญญาไม่มี. ฉะนั้น ถือว่าแสงสว่างของปัญญานั้นสูงสุด ; ก็เอาแสงสว่าง มาสิ คือปัญญานี้ มาจี้เข้าไปที่โมหะ หรืออวิชชา คือความมืด. นี่ เครื่องกั้นเครื่องบังให้มืด มันก็หลีกไป มันก็เกิดความสว่างขึ้นที่นั่น แสงสว่างนี้มีชื่อเรียกหลาย ๆ ชื่อ; แสงสว่างทาง จิตใจนี้ บางทีก็เรียกว่าปัญญา , บางทีก็เรียกว่า ธรรม จักษุ, บางทีก็เรียกว่า วิชชา , บางทีก็เรียกว่า อาโลโก อาโลกะ, อาโลกะ นี้แปลว่า แสงแดด ; แต่เดี๋ยวนี้เอามา เป็นชื่อของแสงปัญญา. นี่รู้อย่างที่เคยบอกมาแล้วว่า คำ ชาวบ้านถูกยืมมาใช้เป็นคำธรรมะ ที่เรียกเหมือนกันกับ คำเดิมนั่นแหละ ; แต่มีความหมายอย่างอื่น คือ มีความ- หมายในทางจิตใจ.

น.25 ๑๗ นี้ จักษุว่าลูกตา นี้ยืมไปใช้ในทางธรรมะ เป็น ปัญญาจักษุ, วิชชาความรู้ ทางจิตทางวิญญาณ, แสงสว่าง ทางจิตทางวิญญาณ ก็ล้างโมหะ ล้างอวิชชา ที่ทำให้มืด นั้นหมดไป มันก็สว่าง เดี๋ยวนี้ที่เราพูดกันติดปากก็ว่า การศึกษานี้ทำให้เรา ฉลาด ทำให้เราสว่าง ; แต่ดูมันจะผิวเผิน ไปสักหน่อย. นี่ไปเรียนไปเข้าโรงเรียนเข้ามหาวิทยาลัย มีการศึกษาแล้ว เราก็สว่าง. สว่างนี้มันไม่สว่างถึงที่จะเดินทางไปนิพพาน มัน สว่างอยู่ใกล้ๆ นี้; เว้นเสียแต่ว่า ถ้าเราเอาคำว่าศึกษา นั้นน่ะ ให้ไปมีความหมายอย่างเดียวกับคำว่าสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าสิกขานี้ทำให้สว่างได้จริง, ศีล สมาธิ ปัญญา นี้ที่ทำให้สว่างได้จริง. ถ้าศึกษาอย่างที่เรามี เป็นการศึกษาระบบหมา หางด้วนนี้ ไม่มีทางที่จะสว่างได้ ฉะนั้นชวนกันมาต่อหาง สุนัขกันเป็นการใหม่. ศึกษาทำให้สว่างจะต้องศึกษาที่ ถูกต้องและเพียงพอ, แล้วก็ให้เป็นศึกษาในความ

น.26 ๑๘ หมายว่าสิกขา : ศีลสิกขา จิตตสิกขา ปัญญาสิกขา ; นี้จะทำให้สว่างได้. ศีล สมาธิ ปัญญา ทำงานเหมือนกับสหกรณ์ : พื้นฐานที่ดีเป็นศีลก็ง่ายที่จะมีสมาธิ, มีสมาธิแล้วมันก็ ง่ายที่จะมีปัญญา มันร่วมมือกันได้, จะใช้ทำมืดให้สว่างก็ ได้, หรือจะใช้ทำสกปรกให้สะอาดก็ได้ เอ้า, นี้เรียกว่า เรื่องสว่าง เรื่องที่ ๒. ความสงบ, ต้องรู้จักเหตุคือสังขาร. ทีนี้มาเรื่องที่ ๓ เรื่องสงบ. เหตุที่ไม่สงบ คือ ไม่สงบเงียบราบคาบลงไปได้ เพราะมีของกวน คือปรุง คือกระตุ้น ปรุงไว้ นั้นคือสิ่งที่เรียกว่า สังขาร มันก็คือ กิเลส อีกนั่นเอง กิเลสอวิชชา. กิเลสแม่บทนั้นน่ะ มัน ทำให้เกิดสังขาร คือของปรุง ; เมื่อปรุงแล้วมันก็สงบ ไม่ได้ นี่เพราะมันไปกระตุ้นไปทำให้เกิดอันใหม่ เกิดของ ใหม่. สังขาร นี่แปลว่า ปรุงแต่ง, เป็นการปรุงแต่งก็ เรียกว่า สังขาร ได้, อำนาจที่จะปรุงแต่งก็เรียกว่า สังขาร

น.27 ๑๙ ได้. เรามักจะเข้าใจว่า สังขารร่างกายเสียเรื่อยไป สังขาร ร่างกายนั้น คือของที่ถูกปรุงแต่ง ก็เรียกว่า สังขาร เหมือน- กัน. นี่คุณคอยสังเกตให้ดีว่า สังขาร นี้อย่างน้อยก็ ๓ ความหมาย : สังขารคือ การปรุงแต่ง หมายถึงกิริยาที่ ปรุงแต่ง, นี้สังขารสิ่งซึ่งเป็น ผู้ปรุงแต่ง ก็สังขารอีกแหละ, แล้ว สิ่งที่ถูกปรุงแต่ง ก็เรียกว่าสังขารอีกแหละ. ผู้ปรุงแต่ง ก็คือกิเลสประเภทอวิชชานี้; มัน ทำหน้าที่ปรุงแต่ง, ทำการปรุงแต่ง ไม่ยอมให้หยุด. แล้ว สิ่งที่ถูกปรุงแต่ง ก็คือสังขารนามรูปนี้ ร่าง- กายจิตใจนี้ เรียกว่าสังขารเหมือนกัน เพราะมันถูกปรุง- แต่ง. ทีนี้กิริยาที่เป็นอย่างนั้น ก็เรียกว่า สังขาร เหมือนกัน, คือการปรุงแต่ง สังขาร มันมีถึง ๓ ความหมายอย่างนี้ ผู้ปรุงแต่ง ก็เรียกว่าสังขาร, ผู้ถูกปรุงแต่ ง ก็เรียกว่าสังขาร, กิริยา ปรุงแต่ง ก็ เรียกว่าสังขาร.

น.28 ๒๐ นี้ ปรุงแต่ง มันหมายความว่ามากวน มาทำ มาทุก อย่าง ที่จะไม่ให้จิตอยู่อย่างสภาพเดิม ; เหมือนกับว่า เราปรุงแกง ปรุงกับ ปรุงอะไรขึ้นมา ปรุงบ้าน ปรุงเรือน ปรุงเมือง อะไรขึ้นมานี้; มันทำให้เกิดอะไรขึ้นใหม่เรื่อย ; อันนี้ไม่สงบเพราะกิเลสเป็นผู้ปรุง. ต้องหยุดสังขารเสีย คือ หยุดการปรุงแต่งเสีย แล้วก็จะสงบ, ต้องทำลายกิเลสที่เป็นผู้ปรุงเสีย : ถ้าไม่ อย่างนั้นแล้วมันก็มี ผู้ปรุง, มีเหตุปัจจัย สำหรับการปรุง มันก็ ปรุงกันเรื่อย. กิริยาปรุง ก็คือปฏิจจสมุปบาท อย่างที่ว่ามาแล้วตอนกลางวัน นั่นมาปรุง, ปรุงเรื่อยไป จนถึงที่สุด. หลักปฏิบัติในการหยุดปรุง. ที่นี้ จะหยุดการปรุงแต่งได้อย่างไร ? โอ๊ย มันก็ ปัญญา อีกแหละ มันน่าหัวที่ว่า ปัญญานี่มันเป็นอาวุธสาร- พัดนึก, เป็นยาสารพัดนึก, ที่จะแก้ปัญหาได้สารพัดนึก ปัญญาเห็นโทษของการปรุงแต่ง แล้วมันก็จะหยุดการ ปรุงแต่ง; ถ้ายังไม่เห็นโทษของการปรุงแต่ง มันก็ไม่ หยุดการปรุงแต่ง.

น.29 ๒๑ นี่จะ ต้องมีปัญญาแหลมลึก มองเห็นการปรุง- แต่ง มองเห็นโทษของการปรุงแต่ง มองเห็นการ ปรุงแต่งมันบีบคั้น, ทำให้เราต้องเวียนว่ายไป คือ เกิด ขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป , เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป นี้คือเวียน ว่ายไปในเกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป ไม่น่าสนุกเลย. พอปัญญามองเห็น อย่างนี้ ก็เบื่อ ต่อการที่จะ เวียนว่ายไปในการปรุงแต่ง, จึงทำหน้าที่ที่จะหยุดการ ปรุงแต่ง. อุปสม แปลว่า สงบ, เข้าไปสงบ, สงขารอุปสม, สงขารูปสม - เข้าไปสงบเสียซึ่งสังขาร คือหยุดปรุงแต่ง นี่จึงจะสงบ คือไม่วุ่นวาย. นี่เอาปัญญามาทำหน้าที่ นับตั้งแต่เข้าใจเรื่องนี้ ; เกลียดการปรุงแต่ง แล้ว ทำลายตัวผู้ปรุงแต่ง คือ อวิชชา. หนทางที่มันจะปรุงแต่ง, ปัจจัยที่มันจะปรุงแต่ง ก็ถูกปัญญา ควบคุม หรือว่า ทำลายหมด สิ้น. หมดการปรุงแต่ง นี้เรื่องความสงบ. ความสะอาด ความสว่าง ความสงบ มีอยู่ ๓ คำ ๓ อย่าง เป็นคุณสมบัติของจิต. ถ้าจิตได้กระทำถูกต้อง

น.30 ๒๒ ตามหลักเกณฑ์ที่ว่าไปแล้ว, จิตก็มีคุณสมบัติ คือ สะอาด คือ สว่าง คือ สงบ พอดี. ผมเลือกเอาตัว ส. ไว้ : สะอาด สว่าง สงบ คำอื่นมันก็มี แต่มันไม่เป็นตัวอักษรที่จะมาเข้าชุดกันได้, เลยเลือกเอา สะอาด สว่าง สงบ เพื่อจะเอาตัว ส. ๓ ตัว ๓ ส. เพื่อจำง่าย เพื่อสังเกตง่าย เพื่อเรียกง่าย ๓ ส. ถ้าพูดว่า สาม ส. แล้ว ขอให้นึกถึง สะอาด สว่าง สงบ, แล้วเป็น คุณสมบัติของจิตในบัดนี้ ที่ได้อบรมดีแล้วด้วยภาวนา. เป็นอันว่า เรารู้จักสิ่งทั้ง ๓ นี้ คือ สะอาด สว่าง และสงบ สะอาด สว่าง สงบ เกี่ยวกับ พระรัตนตรัย เอ้า, ทีนี้ที่เกี่ยวกับ พระรัตนตรัย อย่างไรต่อไป. พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์; เราจะไม่ดูแต่ที่เปลือก เราจะดูให้ลึกเข้าไป ถึงส่วนลึก ส่วนใน ส่วนหัวใจ. พระพุทธเจ้าโดยเปลือกนอก ก็คือสังขารร่าง- กาย, มีเบญจขันธ์, มีอะไรเหมือนกับเราทั่วไปนี่ นั้นเป็น พระพุทธเจ้าส่วนที่เป็นนามรูป เนื้อหนังข้างนอก. แต่ คุณค่า คุณสมบัติส่วนลึก ของท่าน ก็คือ ความสะอาด

น.31 ๒๓ สว่าง สงบ แห่งจิตของท่าน. ในหัวใจของพระพุทธเจ้า มีความสะอาด คือบริสุทธิ์, มีความสว่าง คือว่า ปัญญา มีความสงบ คือนิพพาน หรือสันติ; เรียกเป็นไทย ๆ กันดีกว่าว่า สะอาด สว่าง สงบ มีอยู่ในส่วนลึก ศูนย์ กลางของความเป็นพระพุทธเจ้า ก็เรียกว่า หัวใจของ พระพุทธเจ้า คือความสะอาด สว่าง สงบ; แต่หัวใจใน ทางนามธรรมนั้น ไม่ใช่หัวใจ ก้อนหัวใจ ทีนี้ พระธรรม, พระธรรม ไม่ใช่เปลือกนอก, พระธรรมไม่ใช่หนังสือ ไม่ใช่ใบลาน ไม่ใช่อย่างนั้น, นั้น มันเป็นเปลือกนอก เนื้อแท้ของพระธรรม คือ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ, คือ การศึกษา การปฏิบัติ แล้ว ได้ผลของ การปฏิบัติ ก็คือ ความสะอาด สว่าง สงบ อีก. ปริยัติ - เรียน ก็เรียนเรื่องสะอาด สว่าง สงบ, ปฏิบัติ - กระทำ ก็กระทำเพื่อสะอาด สว่าง สงบ, ปฏิเวธ - สำเร็จผล ก็เป็นความสะอาด สว่าง สงบ. เราจึงถือว่า หัวใจของพระธรรม ก็คือความสะอาด สว่าง สงบ. อย่าเอาเปลือกนอกมาเป็นเกณฑ์.

น.32 ๒๔ ทีนี้พระสงฆ์, ถ้าพระสงฆ์จริง ในหัวใจก็เหมือนกับ พระพุทธเจ้าแหละ. พระสงฆ์ก็เรียนเพื่อสะอาด สว่าง สงบ, ปฏิบัติเพื่อสะอาด สว่าง สงบ, ได้ผลเป็นความ สะอาด สว่าง สงบ. ถ้าระดับสูงสุดเป็นพระอรหันต์ ก็ สะอาด สว่าง สงบ เต็มที่, หรือจะเป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี มันก็น้อยลงมา, น้อยลงมา; แต่มันก็มีความ หมายเป็นความสะอาด สว่าง และสงบ ฉะนั้น พระสงฆ์ก็ มีหัวใจเป็นความสะอาด สว่าง สงบ. นี้เรียกว่า พระพุทธจริง พระธรรมจริง พระสงฆ์ จริง คือความสะอาด สว่าง สงบ แห่งจิตนี้. นี้เราก็เอา มาใส่ในหัวใจเราได้ โดยทำจิตของเรานี่แหละ พยายามทำ จิตของเราให้สะอาด สว่าง สงบ, นั้นก็คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาอยู่ในหัวใจของเรา ตามมาก ตามน้อย ; จะเป็นพระพุทธเจ้าน้อย ๆ พระธรรมน้อย ๆ พระสงฆ์น้อย ๆ ก็ยังดีกว่าไม่มีเสียเลย. สาม ส. เกี่ยวกับพุทธบริษัท. พุทธบริษัท แปลว่าอะไรคุณทราบไหม ? บริษัท : บริ แปลว่า วงรอบ ๆ, ษัท แปลว่า นั่ง ; บริษัท แปลว่า

น.33 ๒๕ นั่งเป็นวงรอบ ๆ, รอบ ๆ อะไรสักอย่างหนึ่ง. ถ้าเป็นพุทธ- บริษัท ก็นั่งรอบ ๆ พระพุทธเจ้า. จะไปนั่งรอบได้ที่ไหน ? พระพุทธเจ้านิพพานแล้ว เผาแล้ว ก็ต้องเอา พระพุทธเจ้าจริงที่ยังอยู่ คือหัวใจของท่าน, คือความสะอาด สว่าง สงบ แห่งจิตนี้. จะมานั่งล้อมได้อย่างไร ? ก็ทำจิตของเราให้เป็น อย่างนั้น. สิ่งนั้นก็มาอยู่ในหัวใจของเรา, เราก็นั่งล้อมได้ ด้วยจิตใจ. นี่เป็น พุทธบริษัทจริ ง ก็เป็นอย่างนี้ นั่งล้อมรอบ พระพุทธเจ้าได้, นั่งล้อมรอบพระธรรมก็ได้, พระสงฆ์ ก็ได้ แต่เดี๋ยวนี้เรามีคำเดียวว่า พุทธบริษัท นั่งล้อม รอบพระพุทธเจ้า, โดยเอาพระพุทธเจ้าจริง ไปใส่ไว้กลาง หัวใจของเรา. นี่เราสามารถ ที่จะทำให้มีพระพุทธเจ้าจริง ขึ้นในหัวใจของเรา. เราจะเรียกว่า ถึงพระพุทธเจ้า ก็ได้นะ, นี่ถึง จริง ๆ คืออย่างนี้ ; ไม่ใช่ พุท . ธํ สรณํ คจฺฉามิ แต่ปาก. ถึงแต่ปากนี้มันไม่ได้ ; ถึงจริง ๆ ต้องเป็นอย่างนี้ : เอา

น.34 ๒๖ พระพุทธเจ้าจริง พระธรรมจริง มาใส่ไว้ในหัวใจของ เรา, นี้ก็ถึงจริง ๆ. เรากล้าพูดให้มากไปกว่านั้นว่า เราผสมเป็นอัน เดียวกันกับพระพุทธเจ้าเลย เพราะท่านมาอยู่ในหัวใจของ เรานี้. อาจจะกล้าพูดไปถึงว่า เ ราก็เป็นพระพุทธเจ้าด้วย เหมือนกัน ; เพราะว่าพระพุทธเจ้าแท้จริง มาอยู่ในหัวใจ ของเราเสียแล้ว. นี่คือเครื่องมือ ทำให้ความเป็นพุทธบริษัทของเรา สมบูรณ์. ความสะอาด ความสว่าง ความสงบ เป็นสิ่ง ที่เราทำให้เกิดขึ้นได้ ในหัวใจของเรา; นั้นคือการ ทำให้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เข้าไปอยู่ในหัวใจ ของเรา ; ไม่มีอะไรดีกว่านี้. คุณ สนใจเรื่องความสะอาด สว่าง สงบ ให้ถูก จุด, ให้เต็มที่ เต็มความหมายเถอะ จะมีประโยชน์มาก. นี้ตอนหนึ่งแล้วนะ สะอาด สว่าง สงบ ทำให้เรามีพระ- พุทธเจ้าในหัวใจของเราได้.

น.35 ๒๗ จิตว่างประกอบด้วย สะอาด สว่าง สงบ. ทีนี้ตอนที่ ๒ ที่ผมพูดด้วยคำว่า จิตว่างประกอบ อยู่ด้วยภาวะสะอาด สว่าง สงบ. คำว่า จิตว่าง นี้ ผม พูด มาหลายปี ๑๐ กว่าปี แล้ว, จนกระทั่งบัดนี้ยังมีคนไม่เข้าใจอยู่นั่นแหละ ; เพียง แต่ว่าเข้าใจเพิ่มขึ้น ๆ. แต่ยังมีคนที่ไม่เข้าใจ เข้าใจเขว เข้าใจผิด ขัดแย้งกันไปต่างๆ นานา; เดี๋ยวนี้ก็จะพูดเพื่อ ให้เข้าใจ. จะมี สะอาด สว่าง สงบ จิต ก็ต้องว่าง, หรือถ้า มีสะอาด สว่าง สงบ แล้วจิตมันก็ว่าง. ถ้าจิตไม่สะอาด ก็ ไม่ว่าง, ไม่สว่าง ก็ไม่ว่าง, ไม่สงบ ก็ไม่ว่าง. ไม่สะอาด ไม่สว่าง ไม่สงบ ก็คือไม่ว่าง ; ถ้าว่างมันก็สะอาด สว่าง สงบ. คำว่า จิตว่าง ใ นที่นี้ หมายถึง จิตกำลังไ ม่ได้ยึด- มันถือมั่นอะไร, ใจความสำคัญมีอยู่ที่ นั้น. จิตไม่ได้ เกิดกิเลสอุปาทานยึดมั่นถือมั่น อะไร นั่นเรียกว่า จิตว่าง ; เหมือนเมื่อมือไม่ได้จับอะไร ก็เรียกว่ามือของเรากำลังว่าง,

น.36 ๒๘ พอมือของเราไปจับอะไรเข้าเสียแล้ว มือของเราก็ไม่ว่าง. จิตไม่ได้เกิดอุปาทานไปจับฉวยอะไรเข้าไว้ ก็เรียกว่าจิตว่าง จิตนี้ต้องมีอารมณ์เสมอแหละ จิตนี้ก็ต้องมี อารมณ์สำหรับรู้สึกทางจิต; แต่ถ้ามันไม่ได้จับฉวย อารมณ์ใด ๆ เลย ไม่ได้ยึดมั่นอารมณ์ใด ๆ เลยก็เรียกว่ามัน ว่าง. แม้จิตจะรู้สึกต่ออารมณ์ ; แต่ไม่ได้จับฉวยอารมณ์ นั้นโดยความเป็นตัวตน หรือของตน. จิตนี้ต้องมีอารมณ์ เสมอ ไม่อย่างนั้นไม่เป็นจิต ; มันเป็นจิตต่อเมื่อมีอารมณ์ มาร่วมด้วย. ทีนี้ที่ว่า ว่าง นั้น ไม่ใช่ว่างจากอารมณ์ . จิต ต้องมีอารมณ์ มันจึงจะเป็นจิตขึ้นมา ชนิดหนึ่ง ๆ ; แต่เมื่อไม่ได้จับฉวยอารมณ์ใด ๆ โดยความเป็นตัวกู - เป็น ของกู, หรือโดยความเป็นตัวตน หรือของตน; จิตนั้น มันก็ไม่มีการจับฉวย; เมื่อไม่มีการจับฉวย ก็เรียกว่ามัน ว่าง. มีบางคนยังไม่เข้าใจภาวะจิตว่าง. ทีนี้บางพวก เช่นพวกอภิธรรมนี้ เขาว่าจิตว่าง ไม่ได้ เพราะจิตต้องมี อารมณ์ ไม่ว่างจากอารมณ์ ก็ถูกแล้ว.

น.37 ๒๙ จิตมีอารมณ์ ; แต่จิตไม่ได้จับฉวย; เหมือนกับมือไม่ จับฉวยก็ยังเรียกว่าว่าง. ความว่างในที่นี้หมายถึงไม่ได้ ยึดมั่นถือมั่น. มัน อาจจะเอาความว่างนี้เป็นอารมณ์ก็ได้, เอา ความสะอาดเป็นอารมณ์ก็ได้ เอาความสว่างเป็นอารมณ์ ก็ได้, เอาความสงบเป็นอารมณ์ก็ได้, แต่ว่า ไม่ยึดมั่น ถือมั่น. ไม่ยึดมั่นถือมั่นความสะอาด, ไม่ยึดมั่นถือมั่น ความสว่าง, ไม่ยึดมั่นถือมั่นความสงบ, โดยความเป็นตัวตน ของจิต หรือว่าของธรรมเหล่านั้น. หรือ แม้จิตจะมีอารมณ์ว่าง กำหนดอารมณ์ว่าง ก็ไม่จับฉวยยึดมั่นอารมณ์ว่าง ไม่ยึดมั่นในความว่าง ; จิตก็ยังคงว่างอยู่. จิตรู้สึกว่างจากการจับฉวย รู้สึกต่อ ความว่าง ความว่างนั้นก็เป็นอารมณ์ของจิต ; แต่ จิตไม่ จับฉวยเอาความว่างนั้น โดยความเป็นตัวตน; ฉะนั้น จิตนั้นก็ยังว่าง. นี้ จิตมีภาวะสะอาด ก็ ไม่ได้จับฉวย เอาภาวะ สะอาดมาเป็นตัวตน - ของตน, เป็นเพียงอารมณ์เฉย ๆ ก็ ยังคงว่าง. สะอาดแล้วสว่าง ; จิตมีภาวะสว่าง รู้สึกต่อ

น.38 ๓๐ ความสว่าง มีสว่างนั้นเป็นอารมณ์ แต่ก็ ไม่จับฉวยมา เป็นตัวตนมันก็ยังว่าง. นี้จิต มีภาวะสงบ ไม่ได้จับฉวย เอาความสงบมาเป็นตัวตน หลงใหลอะไรอยู่ นี้มัน ก็ยัง ว่าง. จิตไม่ว่างจากอารมณ์ จริง; แต่ว่า จิตว่าง จาก ความยึดมั่นถือมั่นต่ออารมณ์ ได้. ฉะนั้น เมื่อใดไม่มี ความยึดมั่นในสิ่งใดเลย ก็เรียกว่า จิต นี้ว่าง. จะยึด ความว่างเป็นอารมณ์นั้นมันยึดไม่ได้อยู่ดีละ ; แล้วจิตมัน ก็ไม่ยึด เพราะจิตมีปัญญา มันฉลาดเสียแล้ว. จิตว่าง นั้นประกอบอยู่ด้วยปัญญาสูงสุดเพราะมันไม่ยึด; ถ้ายึดก็ โง่, ถ้าฉลาดรู้จริง มันก็ไม่ยึด. จิตฉลาดรู้จริงนั้นเห็น โลก คือสิ่งทั้งปวง โดยความเป็นของว่าง. นี่เห็น นี้คือ ทัศนะ คือ ญาณะ คือ ปัญญา. จิตมีปัญญา มี ญาณ มีทัศนะ เห็นสิ่งทั้งปวง ว่าง : โลกนี้ว่างจากตัวตน ว่างจากสิ่งที่จะเป็นตัวตน, และว่างจากสิ่งที่จะเป็นของตน. พระพุทธภาษิตสอนให้รู้จักความว่างก็มีอยู่. อตฺเตน วา อตฺตนีเยน วา สุญฺโญ นี่ สุญโญ คือ ว่างจากอัตตา, ว่างจากอัตตนียา, ว่างจากความหมายที่จะ

น.39 ๓๑ เป็นตัวตน, ว่างจากความหมายที่จะเป็นของตน. เมื่อจิตนี้ เห็นอันนี้ด้วยปัญญา แล้วมันจะบ้าไปยึดมั่นถือมั่นอะไรได้ ; มันเห็นโดยความเป็นของว่างจากตัวตนและของตนแล้ว จิต นี้ก็ไม่ยึดถือ เพราะมันยึดถือไม่ได้. มัน เห็นความที่ ยึดถือไม่ได้ เพราะว่าโลกนี้เป็นของว่าง. ทีนี้จิตก็พลอย ว่างจากการยึดถือไปด้วย จิตในสภาพอย่างนี้เรียกว่า จิต ว่าง คือไม่ยึดถืออะไรเลย โดยความเป็นตัวตน หรือของ ตน. ฉะนั้นท่านจึงสอน ให้เรานี้พิจารณา แม้แต่ อาหาร บิณฑบาต จีวร เสนาสนะ เภสัช โดยความเป็น นิสสตฺโต นิชชีโว สุญโญ นั้น ; ว่างจากตัวตนอย่างนั้น เป็นบท เรียนแรกที่สุด. อย่าไปยึดถืออาหาร บิณฑบาต จีวร เสนาสนะ เภสัช อะไรเลย; ทั้งที่เราต้องการอย่างยิ่ง ; มีประโยชน์อย่างยิ่ง, อาศัยอยู่อย่างยิ่ง, ก็อย่าได้ไปยึดถือ โดยความเป็นตัวตนเลย. สิ่งเหล่านี้ก็รวมอยู่ในคำว่า "โลก" เขาใช้คำว่า โลกรวมหมดไม่ว่าอะไร ; จะเป็น ร่างกายก็ได้, เป็นจิตใจก็ได้, มันเป็นโลกไปหมด, ทั้ง หมดนั้นมันว่างจากตัวตนและของตน.

น.40 ๓๒ พอจิตเห็นอันนี้ จิตก็ว่าง จิตก็ไม่ยึดถือ; มัน ก็ว่างเอง เฉยเอง. ฉะนั้น จิตจึงมีอิสรภาพ. ถ้าจิตไป " จับฉวยอะไรเข้าไว้ มันก็เป็นทาสของสิ่งนั้น. ทีนี้เมื่อไม่ จับฉวยอะไรเลย จิตก็มีอิสรภาพ คืออิสระ. อิสรภาพ ของจิต คือจิตไม่จับฉวยอะไร ; นี้ ความว่างนี้คือ อิสรภาพ. จิตว่างมีสมรรถนะสูง ทำให้เป็นสุข ทำงานได้ผลดี. ทีนี้ เมื่อจิตไม่เป็นทาสของอะไร จิตนั้นก็มี อำนาจ มีกำลัง มีพลานุภาพ มีสมรรถนะ. จิตที่ว่างนี้ มีกำลังสูงสุด, มีอานุภาพสูงสุด, มีอิสรภาพสูงสุด, แล้วมัน ก็ทำอะไรได้ดี, ทำอะไรได้ดี. ฉะนั้นผม จึงพูดว่า ทำ งานทุกชนิดด้วยจิตว่าง ; พวกที่เขาเข้าใจไม่ได้ เขาก็โห่ เพราะ เขาไม่เข้าใจ ทำงานด้วยจิตว่างทำอย่างไร ? คือ ทำงานด้วยจิตที่ว่างจากความยึดถืออะไรอยู่. จิตนั้น กำลังเป็นอิสระที่สุด, จิตนั้นกำลังมีปัญญาที่สุด ; คือมี สะอาดที่สุด, สว่างที่สุด, สงบที่สุด, นั่นแหละ.

น.41 ๓๓ จิตที่ไม่ได้เป็นทาสของอะไร ไม่จับฉวยอะไร ก็เป็นจิตอิสระเฉลียวฉลาด; ถ้าไปจับฉวยอะไร มันก็ เป็นทาสของสิ่งนั้นเสียแล้ว ; มันไม่อิสระ, มันไม่อาจจะ เฉลียวฉลาดได้ เพราะไปตกเป็นทาสของสิ่งนั้นเสียแล้ว. ฉะนั้น อย่าไปเป็นทาสของอะไร คือ อย่าไปยึด- มั่นอะไร มันก็อิสระคล่องแคล่ว แล้วก็มีกำลัง ; ฉะนั้น จิตว่างทำงานได้ดี, ทำงานยาก ๆ ได้ดีคิดเก่ง จำเก่ง นึกเก่ง อะไรก็เก่งไปหมด. ทำงานด้วยจิตว่าง งานนั้นจะเป็น ผลดี. ที่วิเศษประเสริฐที่สุด ก็คือว่า มันเป็นความสุข อยู่ในตัวมันเอง, มันเป็นความสุขอยู่ในตัวมันเองโดยอัต- โนมัติ. พอจิตว่างแล้ว ก็เป็นสุขที่สุดเลย ; แล้วไป ทำอะไรเข้าก็ทำได้ดี : จะทำการทำงานในโลกนี้ก็ทำได้ดี, จะปฏิบัติเพื่อไปนิพพานก็ทำได้ดี ฉะนั้น ขอให้ ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง. อย่ามี ตัวกู - ของกูเป็นผู้ทำงาน, อย่ายึดเอาจิตเป็นตัวกู - ของกู เป็นผู้ทำงาน, ให้มันเหลือแต่จิต มันเป็นจิตเท่านั้น. เลิก ตัวกู - ของกู เลิกตัวตนเสีย ให้เหลือแต่จิต.

น.42 ๓๔ นี้ถ้าเราอยากมีตัวเรา เรายังเสียดายตัวเราอยู่ อยากมีตัวเรา ก็ให้มันเป็นอันเดียวกับจิตที่ว่าง ไปเสียก็ แล้วกัน, ก็ไม่ต้องมีตัวเราอีกส่วนหนึ่ง เหลือแต่จิตที่ว่าง เราก็จะมีอานุภาพทางจิตทางปัญญามาก. ยกตัวอย่างเหมือนว่า คุณจะเอาก้อนหินมาขว้าง ให้ถูกต้นไม้ต้นนี้ คุณอย่ามีตัวคุณที่เป็นผู้ขว้าง. ให้เลิก ตัวตนเสีย ให้มันเหลือแต่จิต ; เอาตัวตนไปเป็นอันเดียวกับ จิตเสีย, แล้ว จิตมันทำของมันเองได้ ; ไม่มีตัวเราที่จะเป็น ผู้ขว้างผิด หรือขว้างถูก, แล้วจะดีใจ หรือจะเสียใจนี้เลิก หมด ให้เหลือแต่จิต เป็นจิตไปเสียเอง. เอ้า, ถ้า ให้ดีกว่านั้น จิตก็อย่าให้มีเลย มีแต่การ ขว้าง. ให้ตัวเราก็ดี จิตก็ดี เป็นการขว้างเท่านั้น, แล้ว มันก็จะขว้างถูก ด้วยอำนาจของความว่างของจิต ซึ่งเป็น ธรรมชาติสูงสุดขึ้นมา. นี่ความเป็นสมาธิก็มีมาก ถ้ามีตัวเราอยู่มันฟุ้ง- ซ่าน, ถ้ามีจิตอยู่ก็ยังฟุ้งซ่าน. อย่ามีเสียทั้ง ๒ มีแต่ การขว้าง, ลืมหมด ไม่มีอะไร, มีแต่การขว้างโดยธรรมชาติ อย่างนี้ก็จะมีฝีมือ

น.43 ๓๕ นี้ผม อาศัยหลักธรรมในพุทธศาสนานี้ พูด : แต่ว่า เผอิญไปตรงกับเรื่องของพวกเซ็น. พวกเซ็นเขา มีเคล็ดมีอะไรอย่างนี้ ที่ว่าเขาฟันดาบบ้างยิงศรบ้าง อะไร บ้าง เหมือนกับปาฏิหาริย์นี่ ; เพราะเขาเลิกตัวตนหมด เหลือแต่การกระทำ, อะไร ๆ ไปรวมอยู่ที่การกระทำนั้น. ฉะนั้นคนเหล่านี้ก็ฟันดาบเก่ง ยิงศรเก่ง อะไรเก่ง คือทำ อะไรเก่งทุกอย่าง. เขาลืมตัวตน ลืมจิต ลืมอะไรหมด เหลือแต่การกระทำตามธรรมชาติ ; มันคล้าย ๆ กับพระ- เจ้ามาช่วยทำให้, หรือกฎของธรรมชาติหรืออะไรทำนอง นั้นมาช่วยทำให้ นี่ ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง จะมีผลดีที่สุด แล้วก็จะเป็นความสุขอยู่ในตัวมันเอง. นี่คือจิตว่าง ; ไม่มี อุปาทาน ไม่มียึดมั่นถือมั่น ว่างจากความรู้สึกว่าตัวตน นี้คือว่างจากความยึดถือ . จิตนั้นยังคงรู้สึกว่า นั้นเป็น นั้น, นี้เป็นนี้, ก็รู้ได้ แล้วมันก็รู้ด้วยว่าว่าง. จิตก็รู้ว่า สะอาด, ก็รู้ว่าสว่าง, รู้ว่าสงบ ; แต่มันก็ไม่ยึดถือในสิ่ง เหล่านี้เลย.

น.44 ๓๖ จิตนี้ไม่ยึดถืออะไร มันว่างอยู่เสมอ ; เราเรียก กันว่า จิตว่าง ทำงานได้ดี สนุกสนานในการทำงาน ไม่ต้องรีบเลิกทำงานไปอาบอบนวด นั้นเพราะมันสุขอยู่ที่นี่ แล้ว จะไปอาบอบนวดทำไม สุขอยู่ด้วยการกระทำด้วยจิตว่างนี้มันมากกว่าที่จะ ไปทำอย่างนั้น ; มีความสุขอยู่ในตัวความว่าง, มีความ สะอาด อยู่ในตัวความว่าง, มีความสว่าง อยู่ในตัวความว่าง, มีความสงบ อยู่ในตัวความว่าง, เป็นปัญญาสูงสุด. เมื่อจิตมันว่างจากกิเลส ว่างจากความยึดถือโดย ประการทั้งปวง ; มีปัญญาสูงสุด มีแสงสว่างที่สุด มี สมรรถนะมากที่สุด นั่นคือจิตที่หลุดพ้น. จิตที่หลุดพ้น ไปจากความยึดถือ นั้นคือจิตว่าง. ฉะนั้น จำไว้ว่า สะอาด สว่าง สงบ เป็นองค์ ประกอบของจิตว่าง , เป็นคุณสมบัติของจิตว่าง. จิตว่าง ประกอบอยู่ด้วยคุณสมบัติ คือสะอาด สว่าง และ สงบ.

น.45 ๓๗ สรุป ได้ว่า ปฏิบัติให้มี ๓ ส. จะสามารถ และเป็นสุข. นี่เราพูดกันถึงเรื่องนี้ ซึ่งเป็นคำพูด ๓ คำ สะอาด สว่าง สงบ เอาเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาใส่ ใจเราก็ได้; ถ้าเข้าไปอยู่ในนั้นแล้วจิตว่าง ไม่มีตัวตน ไม่มีของตน, ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู, ก็เป็นสุขทันที มี สมรรถนะในการกระทำการงานในหน้าที่. พระพุทธเจ้าท่านก็ทำหน้าที่ของท่านด้วยจิตว่าง พระอรหันต์ทั้งหลาย, พระอริยเจ้าทั้งหลาย, ก็ทำหน้าที่ ของท่านด้วยจิตว่าง ; ท่านจึงทำได้ดี และมีความสุขอยู่ ที่นั่น. นี่เราเป็นลูกศิษย์ เราก็ทำตามอย่าง ขอให้เข้า ใจความว่างจิตว่าง แล้ว ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง จะ ไม่มีความทุกข์เลย, จะเป็นสุขอยู่ในตัวการกระทำ, แล้ว ทำได้ดีด้วย. นี่เรื่องสิ่งทั้ง ๓ นี้ คือภาวะ สะอาด ภาวะ สว่าง ภาวะ สงบ มีอยู่ที่จิตก็เป็นจิตสะอาด สว่าง สงบ, แล้วจิต นั้นไม่ยึดถืออะไร โดยความเป็นตัวตน - ของตน จิตนั้น ก็คือจิตว่าง.

น.46 ๓๘ นี้หวังว่าคุณคงจะเข้าใจคำว่า จิตว่าง อย่างถูก ต้อง อย่างนี้, แล้วใช้ประโยชน์ให้ได้. พวกโน้นน่ะ เขาถือว่าจิตว่างไม่ได้ เพราะมีอารมณ์ ก็ถูกแล้ว; จะมี อารมณ์ก็มีไปสิ เมื่อไม่ได้ยึดถืออารมณ์ แล้วมันก็ว่าง. ฉะนั้นเรามีเงินโดยไม่ต้องยึดมั่นถือมั่นในเงิน จิต ก็ยังว่าง, หรือมีอะไรก็ตาม ที่มันเป็นหน้าที่การงาน มี อะไรก็ต้องทำไป โดยที่ระมัดระวัง อย่าให้มันไปยึดมั่น ถือมั่นเข้า ไปยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดแล้ว สิ่งนั้นมันจะกัดเอา เจ็บปวดแหละ. คุณจำไว้ ไปคอยสังเกต ไปยึดมั่นสิ่งใด สิ่งนั้น มันจะกัดเอาเจ็บปวด. ถ้าไม่ยึดมั่น ก็ว่าง ก็ไม่รู้จะกัด ใคร, ไม่มีอะไรจะกัดใคร มันก็ไม่เป็นทุกข์ ไม่เจ็บปวด. นี่คำบรรยายครั้งที่ ๘ เรื่อง สะอาด สว่าง สงบ ทำให้เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ในใจของ เราได้จริง, ทำให้เรามีจิตว่าง ซึ่งเป็นสุขอยู่ในตัวมันโดย อัตโนมัติ, และ มีสมรรถนะ มีอานุภาพ ที่ทำหน้าที่ การงานอะไรให้มีผลดีถึงที่สุด.

น.47 ๓๙ ขอกำชับเป็นคำสุดท้ายอีกว่า จงทำงานทุกชนิด ด้วยจิตว่าง ; ยังมีต่อนะ ยกผลงานให้ความว่างทุกอย่าง สิ้น, กินอาหารของความว่างอย่างพระกิน, ตายเสร็จสิ้น แล้วในตัวแต่หัวที่ ; หมายความว่า ตั้งแต่เกิดมาอย่าได้ ยึดถืออะไรว่าเป็นตัวเรา เป็นของเรา, ให้มันว่างมาแต่แรก เกิดมา. เอ้า, นี้มีการบรรยายกันเพียงเท่านี้ สำหรับวันนี้ แล้วก็ขีดประชุม.

น.48 เป็นอยู่ ด้วยจิตว่าง จงทำงาน ทุกชนิด ด้วยจิตว่าง ยกผลงาน ให้ความว่าง ทุกอย่างสิ้น กิน อาหาร ของความว่าง อย่างพระกิน ตายเสร็จสิ้น แล้วในตัว แต่หัวที ท่านผู้ใด ว่างได้ ดังว่ามา ไม่มีท่า ทุกข์ทน หม่นหมองศรี "ศิลปะ" ในชีวิต ชนิดนี้ เป็น "เคล็ด" ที่ ใครคิดได้ สบายเอย ฯ พ. อินฺทปญฺโญ

น.49 ดอกสร้อยแสดงธรรม ๒๔ ฉากของชีวิต โดย "สิริวยาส" เรื่องนำ คราวหนึ่ง จากความมืด ตูข้าได้เห็นภาพ, จากความเงียบสงัด ตูข้าได้ยินเสียง. ทั้งภาพและเสียงเหล่านั้น ตูข้าเชื่อว่าคงจะเป็นประโยชน์ แก่ท่านผู้อ่านบ้าง จึงเขียนส่งมาฝากหนังสือพิมพ์พุทธศาสนาดังนี้ :- ชีวิตฉากที่ ๑ ความเอ๋ย ความเกิด จงดูเถิด ยากเข็ญ เป็นไหนๆ เจ็บปวดทั้ง แม่ลูก เหมือนถูกไฟ เพื่ออะไร กันแน่ ลองแก้มา เกิดเพื่อกิน เพื่อเล่น หรือเพื่อหลับ หรือเพื่อรับ มรดก กระมังหนา ? หรือเกิดเพียง เพื่อเติบโต เช่นโค ลา ส่วนตูว่า เกิดเพื่อก่อ บ่อบุญเอย. ชีวิตฉากที่ ๒ ความเอ๋ย ความเป็นเด็ก ตัวยังเล็ก ใจก็เล็ก ไม่อยากใหญ่ เพียงได้กิน ได้เล่น ก็เย็นใจ ไม่มีไฟ สุมเผา ให้เร่าร้อน เพราะผู้ใหญ่ ใจกระพือ หรือจึงเศร้า มิน่าเล่า จึงมัก สะท้อนถอน ถ้าผู้ใหญ่ ใจเล็ก ๑ เหมือนเด็กอ่อน คงเร่าร้อน น้อยกว่าที่ มีอยู่เอย. ๑ ใจเล็ก หมายถึงรู้สันโดษ ข่มตัณหาที่กระพือไม่มีขนาดวัดได้. ๔๑

น.50 ความเอ๋ย ความเติบโต ถึงม้าโค ก็รู้เติบ เขยิบได้ อันเติบกาย เติบง่าย กว่าเติบใจ กินเข้าไป ก็เติบได้ ไม่ต้องกลัว ส่วนเติบใจ เติบยาก ลำบากนัก มีแต่มัก แฟบไป เพราะใจชั่ว ปรนแต่กาย ใจก็ตาย ไปจากตัว ใยจะมัว เติบกาย ขายหน้าเอย. ชีวิตฉากที่ ๔ ความเอ๋ย ความหนุ่ม เหมือนไฟสุม ขอนไม้ ไม่เห็นแสง แต่ที่แท้ ความร้อน ระอุแรง ถูกศรแผลง คลุ้มคลั่ง ขังอยู่ใน ; ล่วงละเมิด ศีลธรรม ทำกรรมชั่ว นั่นจะมัว บ้าตะบึง ไปถึงไหน, โอ้ ! ความหนุ่ม ! หนุ่มเช่นนี้ ดีอะไร ? ต่อเมื่อใด เย็นซึ่ง ซึ่งดีเอย. ชีวิตฉากที่ ๕ ความเอ๋ย ความสาว เหมือนไฟวาว แวบไหว ให้เห็นแส คือเฝ้าแต่ง ไปท่าเดียว ทั้งเขียวแดง ตั้งหน้าแข่ง กันจริงๆ กว่าสิ่งใด. ถึงงามรูป งามทรัพย์ และงามวิทย์ ไม่สนิท เหมือนงามธรรม จรรยาไ หรือธรรมชาติ สร้างเพื่อ ตกแต่งไป จะหยุดได้ ต่อแก่เฒ่า หรือเจ้าเอย

น.51 ความเอ๋ย ความคะนอง ถึงในห้อง ก็กล้า เข้าหาได้ แม้ฝนตก ฟ้าร้อง ให้ก้องไป ถ้าลงได้ คึกคะนอง ไม่ต้องกลัว เมื่อคิดไป ไยคะนอง แต่ห้องหอ มัวกก กอ นัวเนีย เรื่องเมียผัว ไขมิลอง "คะนองธรรม" บำเพ็ญตัว ให้หยุดรัว ระริกเร้า นะเจ้าเอย ! ชีวิตฉากที่ ๗ ความเอ๋ย ความขวนขวาย กระทั่งตาย มิเห็นหยุด ทรุดนั่งนี่! ไหน ! อยู่ไหน ? ขีดเพียงพอ ขอดูที, อ้อไม่มี ดอกหรือเจ้า! เราขอบใจ บอกตรง ๆ เช่นนี้ มีทางช่วย ให้สดสวย เย็นฉ่ำ กว่าน้ำไหล คือขวนขวาย สัจจธรรม ที่ล้ำนัย มาใส่ใจ บ้างซิเจ้า ไม่เศร้าเอย. ชีวิตฉากที่ ๘ ความเอ๋ย ความทะยาน มีประจำ สันดาน ไม่หลุดถอน มันร้านหา สิ่งใหม่สวย ตราบม้วยมรณ์ ไม่พักสอน ป่วยการ ร่านเป็นเอง ! ยามตายก็ เป็นสหาย เพื่อจุติ ๑ เที่ยวร่านริ กันใหม่; ใจเขย่ง ชะเง้อหา ใหม่เรื่อยไป ไม่หมดเพลง มันเหมาะเหม็ง แก่ใคร ว่าไปเอย ? ๑ ตัณหาหรือความทะยานของสัตว์ เป็นเหตุให้ถือปฏิสนธิใหม่

น.52 ความเอ๋ย ความกิน เป็นทาสลิ้น ดิ้นรน ขวนขวายหา กินแปลกๆ แผกชนิด คิดขึ้นมา เพื่อตัณหา หรือเพื่อ เนื้อหนังตัว ? ชอบรสแปลก และพร่ำเพรื่อ "อยู่เพื่อกิน" มิใช่ "กินเพื่ออยู่" ดูน่าหัว ถ้ากินเพื่อ ใจผ่องใส ไม่ขุ่นมัว เพียงกายว่อง คล่องตัว ชั่วไหมเอย? ชีวิตฉากที่ ๑๐ ความเอ๋ย ความอยู่ เพื่อหราหรู อวดกัน กระนั้นซิ! เขาชมตัว มัวแย้ม แก้มแทบปริ อุตริ จริงหนอเจ้า น่าเศร้าใจ. อยู่ในโลก เอาโลก แหละเป็นครู อยู่เพื่อรู้ ความจริงดอก จะบอกให้ ถ้ำหลงโลก ก็หมุนติด กับโลกไป จะหยุดได้ ต่อเมื่อไร ไม่เห็นเอย. ชีวิตฉากที่ ๑๑ ความเอ๋ย ความสุข ใครๆ ทุก คนชอบเจ้า เฝ้าวิ่งหา "แกก็สุข ฉันก็สุข ทุกเวลา" แต่ดูหน้า ตาแห้ง ; ยังแคลงใจ : ถ้าเราเผา ตัวตัณหา ก็ท่า "สุข" ถ้ามันเผา เราก็ "สุก" หรือเกรียมได้ เขาว่า "สุข! สุขเน้อ !! " อย่าเห่อไป มันสุขเย็น หรือสุกไหม้ ให้แน่เอย.

น.53 ความเอ๋ย ความทุกข์โศก ของมีอยู่ คู่โลก อย่าสงสัย ยังหลงมัว "ตัวตน" อยู่กลใด เป็นต้องได้ โศกแน่ แม้แต่ลอง ทุกสิ่งสรรพ เกิดดับ อยู่ตามธรรม ใจเจ้ากรรม เข้ารับเอา เป็นเจ้าของ ต้องพลอยเข็ญ พลอยขุก ทุกทำนอง แล้วแต่ของ ของ "ตน" เป็น เช่นไรเอย. ชีวิตฉากที่ ๑๓ ความเอ๋ย ความเจ็บไข้ มันมีไว้ ทุกข์กันเล่น เช่นนั้นหรือ ? อ๋อ ! มิใช่, มีไว้ เพื่อฝึกปรือ ให้รีบรื้อ ความรู้ ขึ้นสู่ตน ; คืออย่าง่าน; นานๆ ผ่านมาครั้ง คิดดูมั่ง วันสบาย มากหลายหน ถ้ามิชอบ แก่เจ็บตาย และว่าย วน จงรีบค้น พระนิพพาน อย่าคร้านเอย. ชีวิตฉากที่ ๑๔ ความเอ๋ย ความแก่ เป็นเพื่อนแท้ ของความตาย ไม่หน่ายหนี เมื่อความแก่ ล่วงกาล มานานปี ก็มอบเวน หน้าที่ ให้ความตาย ไม่ยกเว้น ใครๆ ไม่ลำเอียง มิให้ใคร หลีกเลี่ยง หรือเถียงได้ เพราะฉะนั้น เราท่าน ทั้งหญิงชาย รีบทำดี ก่อนตาย ให้มากเอย.

น.54 ความเอ๋ย ความรู้สึก ได้สำนึก เมื่อใกล้ ตายนี่หนอ เวลาเหลือ น้อยกระไร แทบไม่พอ มัวรีรอ เห็นจะแย่ แน่ละเรา ทำอย่างใด ใจเย็น แสนจะเย็น ต้องรีบเฟ้น ใส่ตัว ไม่มัวเขลา พบให้ได้ ก่อนตาย ไม่ตายเปล่า ไม่เกิดเปล่า เปลืองเปล่า นะเราเอย. ชีวิตฉากที่ ๑๖ ความเอ๋ย ความตาย สิ้นชื่อหาย เพราะไม่มี ความดีเหลือ คือตายเน่า ตายหนอน เป็นบ่อนเบือ น่าเหม็นเบื่อ ตายเช่นนี้ ดีอะไร? ถ้าตัวตาย ไว้ลาย ให้โลกเห็น ก็เหมือนเป็น อยู่คู่หล้า อย่าสงสัย ตายแต่เปลือก เยื่อในอยู่ คู่โลกไป เป็นประโยชน์ แก่ใคร ๆ ไม่สิ้นเอย. ชีวิตฉากที่ ๑๗ ความเอ๋ย ความเกิดใหม่ เกิดทำไม กันอีกเล่า! เราฉงน เกิดเพื่อวิ่ง แข่งกันใหม่ ใช่ไหมคน ! ที่ยากจน ยิ่งอยากลอง : เกิดปองรวย ที่มั่งมี อยากทวี ยิ่งขึ้นไป, เผลอก็ไพล่ มาต้นแถว ๑ แล้วคิดขวย ต้องเกิดใหม่ ใหลหลง จนงงงวย "ไม่รู้ด้วย ! เกิดทำไม ไม่คิดเอย". ๑ มาต้นแถว = กลับทรุดใหม่

น.55 ความเอ๋ย ความหลง เกิดในกรง ตายในกรง ; ไม่ทายได้ ว่าถ้าตน พ้นออก นอกกรงไป จะสุขสานติ์ ปานใด ไม่เคยคิด "แสงสว่าง บังลูกตา" น่าขบขัน ! เราติดมัน กลับเห็น เป็นมันติด ! อันหนอนพริก ว่าพริกเย็น ไม่เป็นพิษ ร้อนสักนิด ใครว่าร้อน ห่อนเชื่อเอย. ชีวิตฉากที่ ๑๙ ความเอ๋ย ความว่ายเวียน เพียงแต่เปลี่ยน กายดอก จะบอกให้ ดวงกมล ทนระกำ อยู่ร่ำไป เปลี่ยนฉากใหม่ ! เรื่องเก่า เศร้าเช่นเดิม ! ๑ ความอยาก, ร่าน หาญเหิม เพิ่มทุกชาติ เหมือนยิ่งสาด น้ำมันใส่ ให้ไฟเหิม เมื่อ "ไฟ" อ่อน หย่อนไป ใส่"ฟืน" เติม เฝ้าส่งเสริม ความใคร่ ว่ายไป ! เอย. ชีวิตฉากที่ ๒๐ ความเอ๋ย ความตรัสรู้ หยุดเวียนว่าย คล้ายครู ๒ ผู้ชี้เช่น คือรู้ชัด เกิดแก่ตาย ฝ่าย "ลำเค็ญ" อวิชชา ตัณหาเป็น "ผู้ปลูกทุกข์" ฆ่าตัณหา นายช่าง ให้วางวาย อวิชชา ดับหาย ก็ลุ ๓ สุข, มรรคมีองค์ แปดประการ "ทางผ่านทุกข์" ไปสู่สุข คือฆ่า ตัณหาเอย. ๑ ฉากใหม่เรื่องเก่า = เกิดมาชาติไร ก็แสดงเรื่อง "ยึดตัวตน" ทุกชาติ จนกว่า จะหยุดแสดง ๒ คล้ายครู = คล้ายพระพุทธองค์. ๓ สุข ในที่นี้ หมายถึงพระนิพพาน เป็นอสังขตธรรม จึงว่าลุไม่ว่าเกิด, เพราะ ใครทำพระนิพพานให้เกิดด้วยการกระทำของตนไม่ได้, พระนิพพานมีอยู่เอง ก่อนแล้ว.

น.56 ความเอ๋ย ความหลุดพ้น หลังจากต้น ค้นหา มามากหลาย ได้ผ่านด่าน พ้นการ ต้องเกิดตาย เพ็งสมหมาย ได้บัดนี้ ดีใจรับ อวิชชา ดับแล้วเห็น ตามเป็นจริง ว่ าสรรพสิ่ง ผูกเรา เพราะเราจับ มากอดรัด ด้วยดวงใจ ไว้กระชับ เดี๋ยวนี้กลับ ตรงกันข้าม งามนักเอย. ชีวิตฉากที่ ๒๒ ความเอ๋ย ความหยุดแล่น เคยอกแอ่น วิ่งว่าย มิได้หยุด ในบัดนี้ ไม่มีที่ ซึ่งอยากยุด เพราะใจหยุด จากโลก ไม่แล่นตาม บัดนี้เหยื่อ โลกนั้น เป็นหมันเปล่า สำหรับเรา ล่อไม่จับ ไม่วับหวาม เจ้าแม่เอ๋ย ความหยุดได้ ไม่มีความ- เกี่ยวเกาะกาม นี้เย็นเหลือ ทุกเมื่อเอย. ชีวิตฉากที่ ๒๓ ความเอ๋ย ความไม่เกิด เพราะความรู้ อันประเสริฐ ไม่ใหลหลง รู้ว่าเกิด มาเพื่อเรียน ให้รู้ตรง - ที่ไม่หลง ใหลเกิด เตลิดไป. ความเยือกเย็น สูงสุด หยุดอยู่ที่ ความไม่มี เหตุให้ เกิดไปใหม่ ถ้ามีเหตุ ให้เกิด อยู่เพียงใด ต้องเกิดไป ทนไป ไม่เว้นเอย.

น.57 พระเอ๋ย พระนิพพาน คือความผ่าน ไปกระทั่ง ถึงผึงฝา แห่งห้วงน้ำ ความทุกข์ ซึ่งบุกมา มิรู้ว่า ก็ชาติ อนาถนัก เคยเหยียบซ้ำ รอยเก่า ไม่ก้าวไป บัดนี้ได้ ชำนะทุกข์ สุขใจหนัก แต่ไปนี้ แม้ใคร จะชัง, รัก ใครหนอจัก จับเราได้ ไม่เห็นเอย. "สิริวยาส" อุทิศแด่ "ผู้คะนองธรรม" ๒๗ มิ.ย. ๘๑

น.58 ตาย ก่อน ตาย ตายเมื่อตาย ย่อมกลาย ไปเป็นผี ตายไม่ดี ได้เป็นที่ ผีตายโหง ตายทำไม เพียงให้ เขาใส่โลง ตายโอ่โถง นั้นคือตาย เสียก่อนตาย ตาย ก่อนตาย มิใช่กลาย ไปเป็นผี แต่กลายเป็น สิ่งที่ ไม่สูญหาย ที่แท้คือ ความตาย ที่ไม่ตาย มีความหมาย ไม่มีใคร ได้เกิดแล คำพูดนี้ ผันผวน ป่วนฉงน เหมือนเล่นลิ้น ลาวน คนตอแหล แต่เป็นความ จริงอัน ไม่ผันแปร ใครคิดแก้ อรรถได้ ไม่ตายเอย พุทธทาส อินทปัญโญ

น.59 วัว !! เสียงพระ วัวเอ๋ย วัวดี มาเร็วซี่! ไปเที่ยว ที่ถิ่นโน้น มัน สูงสุด เยือกเย็น ไม่เป็นโคลน ไม่มีโจร ไม่มีเสือ ดีเหลือใจ ไม่ต้องเกิด แก่ตาย ไม่สืบพันธุ์ รับประกัน สุขยิ่ง ไม่วิ่งไขว่ มาเร็วๆ เถิดเจ้า อย่าเขลาไป ดีกระไร พ่องัวดี มาซี่ ! มา !! เสียงมาร ฉันเอ๋ย ฉันไม่เข้าใจ ไม่เห็นมี ดีอะไร ที่นัยว่า ก็ฉันชอบ หญ้าแห้ง ในแปลงนา อยู่ที่นี่ ดีกว่า เพื่อนข้าเยอะ มีนางโค นายโค ออกโขไป มีลูกหลาน เล็กใหญ่, ท่านไปเถอะ ! (นึก) โอ๋พ่อนาย ผู้ใจดี นี่ท่าเลอะ ? ขอทีเถอะ พ่อนาย อย่าย้ายเรา. เสียงพระ วัวเอ๋ย วัวมหาจำเริญ อย่ามัวเมา เขลาเกิน ไปนักเจ้า เห็นกงจักร เป็นดอกบัว ชั่วไม่เบา เจ้าเคลื้มคลั่ง ฟังเรา ก่อนเถอะโค อันคนเมา หรือจะนึก ว่าตัวเมา ! อันคนเขลา หรือจะนึก ว่าตัวโง่! คนพูดมาก หรือรู้สึก ว่าตัวโว! เป็นบุญโข ต่อเมื่อ เชื่อปราชญ์เตือน ! ๕๑

น.60 ฉันเอ๋ย ฉันไม่รู้ไม่ชี้ นักปราชญ์ไย มาจู้จี้ .กับสัตว์เถื่อน เป็นโค ลา ท่านจะพา ขึ้นอยู่เรือน นายเลื่อนเปื้อน เองกระมัง จงชั่งใจ! โบราณว่า ยื่นแก้ว ให้วานร เอามุ้งหมอน ให้หมาหมู คิดดูใหม่ ! จะเหนื่อยเปล่า เปลืองเปล่า สักเท่าไร ตูไม่ไป ควรว่าตู รู้รักนาย ! เสียงพระ วัวเอ๋ย วัวดื้อ สำนวนลึก ฝึกปรือ เป็นคุ้งสาย มีข้อขวาง อ้างแอบ เหลือแยบคาย อันแบบนี้ เขาเคยใช้ กันจนเบื่อ ข้อแก้ตัว ของคนเหลว ไม่เลวเลย แต่ข้าเคย รู้ทัน ไม่ฟั่นเผื่อ ข้ารู้ดอก ว่าเจ้าใช้ เกลือจิ้มเกลือ นี่ก็เพื่อ จมแช่ อย่าแก้เลย ! เสียงมาร เราเอ๋ย เราไม่อยากฟัง นายแหละคลั่ง ไปเปล่า ๆ เจ้าแม่เอ๋ย เราเกิดมา เพื่อสิ่งซึ่ง เราอยากเชย น่าขวยเขิน เกินเลย ก็ช่างเรา เราไม่อยาก สุขกว่าที่ เรามีชม ถึงโคลนตม เหม็นนัก ของหมักเน่า เมื่อมีสิ่ง ซึ่งถูก- ใจไม่เบา มิใยใคร จะด่าเรา ก็ด่ามา ! เสียงพระ วัวเอ๋ย วัวรั้น เราพากัน คะยั้นคะยอ ก็เพราะว่า ถ้าเชื่อฟัง และเจ้า ตามเรามา จะมีท่า สุขเย็น เป็นพ้นไป แต่ชี้แจง เท่าไร ไม่ฟังกัน ถ้ากระนั้น ฉันจะชัก ฉุดผลักไส จนเจ้าได้ ชิมลอง ของต้องใจ แล้วจะไม่ อยากกลับ ฉันรับประกัน !

น.61 เราเอ๋ย เรายอมตาย ถึงหัวขาด กันทลาย ก็ไม่พรั่น ถึงจะเอา เพลิงลน จนเป็นควัน ก็ยอมสุก ตรงนั้น ไม่ก้าวจร แม้ฉันอาจ เรียนรู้ อาจลุถึง ก็มิพึง ใจประสงค์ ตรงท่านสอน ขอเป็นวัว เสมอไป ตามนัยก่อน จะบั่นทอน อย่างไร ตามใจนาย ! เสียงพระ จนเอ๋ย จนใจ เคยพบไหม วัวเช่นนี้ พี่น้องทั้งหลาย ยอมหลับหู หลับตา สู้ท่าตาย มาพนัน ขันทาย กันก็เอา เมื่อเช่นนี้ มิให้ปล่อย ไปตามกรรม แล้วจะให้ เราทำ ฉันใดเล่า ? หรือจะมี วิธีหย่อน ผ่อนหนักเบา เมื่อรู้เค้า เล่ากันพึง วันหลังเอย. ขออุทิศแด่เพื่อนรักที่ "ตาย" อยู่ "สิริวยาส" ๑๖ สิงห์ ๒๔๘๐

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต