Buddhadasa.org
หนังสือโลกพระศรีอารย์อยู่แค่ปลายจมูก › อ่านฉบับเต็ม

📖 โลกพระศรีอารย์อยู่แค่ปลายจมูก

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ แสดง ณ ลานหินโค้ง ๑๔ เมษายน ๒๕๒๒ — ชุดลอยปทุม · วันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๒๒

📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.9 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาควิสาขบูชาเป็นครั้ง ที่ ๒ ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงกล่าวด้วยเรื่อง สิ่งสำคัญที่พากัน มองข้าม ต่อไปตามเดิม. ส่วนในครั้งนี้จะได้กล่าวโดยหัวข้อย่อย ว่า โลกพระศรีอารย์นั้นอยู่แค่ปลายจมูก. การกล่าวเช่นนี้ คงทำให้เกิดความรู้สึกกระวนกระวาย กระทบกระทั่งขึ้นในใจของบุคคลหลายคนก็ได้ เพราะไม่มีใครพูด อย่างนี้; พูดกันแต่ว่า ศาสนาพระศรีอารย์ต้องรออีกหลายพันปี หลายหมื่นปีจึงจะมาถึง. อาตมามาพูดว่า โลกพระศรีอารย์อยู่แค่ ปลายจมูก ก็จะหาว่าพูดเล่นพูดเพ้อ ๆ ไป พูดอย่างไม่รับผิดชอบ.

น.10 ๒ อาตมาขอยืนยันว่า พูดอย่างรับผิดชอบพูดอย่างตั้งใจจริง พูดอย่างที่จะให้ท่านทั้งหลายมองเห็นเอง ว่า โ ลกของพระศรีอารย- เมตไตรยนั้น อยู่แค่ปลายจมูก จริงๆ ด้วย; แต่พวกคนโง่มันไม่ คว้าเอา. ถ้าจะพูดกันเสียให้หมดเป็นคู่กันไปเสียเลยก็ได้ ว่า พระ- นิพพานนั้นอยู่ที่หน้าผาก, โลกของพระศรีอารย์นั้นอยู่แค่ปลาย จมูก. คนโง่เหล่านั้นมองไม่เห็น แล้วก็ไม่รับเอา. พูดถึงสิ่งที่อยู่ที่หน้าผากก่อน สิ่งที่มันอยู่ที่หน้าผาก เจ้าของมองไม่เห็น มันก็ไม่รู้สึกว่ามี ; แม้จะมีเพชรอยู่ที่กลางหน้า ผาก มันก็มองไม่เห็น. ส่วนโลกพระศรีอารย์นั้นไปอยู่แค่ปลาย จมูก; เมื่อตาทั้ง ๒ ลูก มองพุ่งไปที่ปลายจมูกมันก็เห็นแต่ลาง ๆ, ไม่เห็นรูปของปลายจมูกไม่เชื่อก็ลองเพ่งดูเดี๋ยวนี้ก็ได้. ลองเพ่งดู ที่ปลายจมูกของตน มันก็ยังไม่เห็นโดยสมบูรณ์, หรือเห็นลาง ๆ อยู่นั่นเอง, จึงเป็นเรื่องที่ต้องพูดกัน จนท่านมองเห็นว่า มันอยู่ ที่ปลายจมูกอย่างไร. การบรรยายชุดนี้ มุ่งหมายจะพูดกันแต่สิ่งสำคัญที่พากัน มองข้าม ซึ่งมีอยู่หลาย ๆ เรื่องก็จะได้กล่าวทีละเรื่อง ๆ เป็นลำดับไป จนกว่าจะรู้สึกว่าเพียงพอ. ในครั้งที่ ๑ พูดถึงเรื่องที่ มนุษย์ในโลกนี้มองไม่เห็น ความสิ้นสุดแห่งมนุษยธรรม หมายความว่า คนในโลกมันมอง

น.11 ๓ ไม่เห็นความที่โลกหมดมนุษยธรรม ; หรือความที่ตัวเองแต่ละคน ก็หมดความเป็นมนุษย์. คนนั่นแหละหมดความเป็นมนุษย์มันก็ มองไม่เห็นเรียกว่ามองข้าม. ส่วนวันนี้ก็พูดถึง สิ่งที่คนเขามองข้ามอีก คือ โลกพระ- ศรีอารย์ที่มีอยู่ที่ปลายจมูก แล้วก็มองไม่เห็น. โลกพระศรีอารย์คืออะไร .. ในชั้นแรกนี้ เราควรจะพูดกันถึงข้อที่ว่า โลกของพระ ศรีอารย์นั้นคืออะไร กันเสียก่อน ขอให้เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่า ทุกศาสนามีคติเรื่อง พระศรีอารย์ เป็นของตน ๆ ด้วยกันทุกศาสนา. ฉะนั้นคนทุกชาติ ทุกภาษาในโลก ย่อมถือศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แล้วก็มีคติเรื่อง ราวอันเกี่ยวกับพระศรีอารย์นั้น ไปตามแบบแห่งพระศาสนาของ ตน ๆ, เพียงแต่ว่าเขาเรียกชื่อไปตามภาษาของศาสนานั้น ๆ. สำหรับในทวีปเอเซียนี้ ก็มีศาสนาฮินดู ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์. ในศาสนาฮินดู มีเรื่องกล่าวถึง พระนารายณ์อวตาร ปางที่ ๑๐ เรียกว่า กัลกิยาวตาร พวกฮินดูพวกนี้นับเอาพระพุทธ- เจ้าเป็นพระนารายณ์อวตารปางที่ ๙ แล้วก็คอยรอกัลกิยาวตาร

น.12 ๔ อันเป็นพระนารายณ์ปางที่ ๑๐ ที่จะมีมา. เขาพรรณาลักษณะกัล- กิยาวตารหรือกัลกรติเกยยะนี่ ว่าเป็นบุรุษขี่ม้าขาว มาจัดการให้ ทุกอย่างเป็นไปเพื่อความสงบสุขถึงที่สุด. คำพูดที่พูดกันอยู่ใน เมืองไทยว่าบุรุษขี่ม้าขาวนี้ เข้าใจว่าคงจะมาจากเรื่องราวนี้ คือเรื่อง ของกัลกิยาวตาร. เมื่อพระกัลกีหรือพระศรีอารย์ของพวกฮินดูมาสู่โลกนี้ ก็หมายความว่าโลกนี้เป็นโลกอย่างที่เราเรียกกันว่าโลกพระศรีอารย์ มีแต่ความสงบสุข ไม่มีความทุกข์เลย, อะไร ๆ ก็ได้อย่างใจไป ทั้งหมด. แต่เขาก็พูดว่ายังอีกหลายหมื่นปีเหมือนกัน ไม่ใช่อยู่แค่ ปลายจมูก. ทีนี้ ในศาสนาพุทธ เรา เอาตามที่เราได้ยินได้ฟังมา ว่า พระศรีอารยเมตไตรยจะเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งมาในอนาคต โลกนี้มีความสงบสุขพระศาสนาก็มั่นคงรุ่งเรือง ยิ่งกว่าพระศาสนา ของพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ ; อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ เอง : มีพระอริยบุคคลมากกว่า, มีอะไรมากกว่า, ส่วนประชาชน ในโลกนั้นมีความสงบสุขอย่างยิ่ง. รวมความแล้วก็คือ ไม่มีเรื่องที่จะต้องร้อนใจเลย. ทุกคนมีความพอใจในการเป็นอยู่ : ไม่มีการเบียดเบียน และว่า นอนไม่ต้องปิดประตู ทำบ้านทำเรือนก็ไม่ต้องทำประตูก็ได้ ถ้าไม่ ต้องการจะบังลมบังแดด ; หมายความว่าเรื่องขโมย คนร้ายนั้นไม่

น.13 ๕ ต้องกลัว. แล้วก็มีคนดีเหมือนกันหมด, ไม่มีคนพาล, จนกระทั่ง ว่าพอลงจากบ้านก็จำไม่ได้ว่าใครเป็นใคร, มันดีเหมือนกันหมด, มันสวยเหมือนกันหมด, มันสุภาพเหมือนกันหมด จนจำไม่ได้ว่า ใครเป็นใคร. ต่อเมื่อกลับไปถึงบ้านเรือนของตนแล้ว จึงจะรู้จัก ว่านี่ภรรยาของเรา นี่สามีของเรา นี่ลูกของเรา ; พอลงไปสู่ถนน แล้วจำกันไม่ได้ว่าใครเป็นใคร เพราะมันดีเสมอกันไปหมด. ว่า ต้องการอะไรก็ได้ มีต้นไม้พิเศษที่เรียกว่ากัลปพฤกษ์อยู่ทุกทิศ ต้องการอะไรก็ไปเอาได้ที่ต้นไม้นั้น ทุกอย่างสะดวกสบาย แม้ที่ สุดแต่คมนาคมการไปการมา ถึงกับว่าน้ำในแม่น้ำนั้นไหลลงข้าง หนึ่ง ไหลขึ้นข้างหนึ่งเพื่อสะดวกแก่คนที่จะใช้เรือ. มีรายละเอียดมาก ไม่ต้องเอามาพูดให้มันมากมาย ลำบาก เปล่าๆ เอาใจความสรุปแต่เพียงว่า ไม่มีความทุกข์. ทุกคนอยู่กัน เป็นผาสุก ไม่มีอันธพาล ไม่มีศัตรู, ทุกอย่างได้อย่างอกอย่างใจ. คนก็ต้องการปรารถนาที่จะเกิดให้ทันศาสนาพระศรีอารยเมตไตรย กันเป็นอันมาก มีคำแนะนำไว้ด้วยเสร็จ ว่าต้องทำอย่างนั้นต้องทำ อย่างนี้ แล้วก็จะไปเกิดทันในศาสนาของพระศรีอารยเมตไตรย ; แม้ที่สุดแต่บูชามหาชาติด้วยดอกไม้พันดอก หรือว่าฟังให้ครบ คาถาพันทั้งพันพระคาถา อย่างนี้เป็นต้น, ก็เรียกว่าอยู่ในพวกที่ จะให้ได้เกิดทันในพระศาสนาของพระศรีอารยเมตไตรยด้วย เหมือนกัน.

น.14 ๖ ทีนี้ก็มาดูถึง ศาสนาคริสเตียน ที่เป็นศาสนาที่มีคนนับ ถือมากในโลกนี้ ก็มีเรื่องเกี่ยวกับพระศรีอารยเมตไตรย เรียก ชื่อตามภาษาเฮบรู ที่เป็นที่ตั้งของศาสนายิว และศาสนาคริสเตียน นั้น เรียกชื่อว่าพระ เมสิอา, เมสิอา พึ่งดูคล้าย ๆ กับเมตไตรยอยู่ มาก แต่จะเป็นคำเดียวกันหรือไม่ ไม่แน่ใจ เมสิอา เมสิอา กับเมต- เตยยะคล้ายกันมาก, ศาสนายิว ซึ่งพวกคริสเตียนก็ยอมรับ ก็มีคำกล่าวว่า พระเมสิอา นี้จะมาบังเกิดในโลกมนุษย์; แล้วจะทำให้ชาว ยิวทั้งหลายพ้นจากปัญหา, พ้นจากความทุกข์โดยประการทั้งปวง, รายละเอียดมีเขียนไว้ชัดในพระคัมภีร์. พวกยิวทั้งหลายก็ต้อง การเป็นอย่างยิ่ง ว่าให้พระเมสิอามาเกิด แล้วเราก็จะมีความสุข กันสูงสุดสมบูรณ์. ทีนี้พอพระเยซูเกิดขึ้นในโลก ประกาศพระองค์ว่าเป็น เมสิอา คือเป็นพระศรีอารยเมตไตรยในภาษาไทยเรา พวกยิวเขา ไม่ยอมรับ. เขาหาว่าขี้ฉ้อ หลอกลวงกันต่อหน้า ดูหมิ่น- ดูถูก กันอย่างยิ่ง ไม่ยอมรับพระเยซูว่าเป็นเมสิอา แล้วหาเรื่อง จน กระทั่งจับพระเยซูไปตรึงกางเขน คือฆ่าเสีย นั่นแหละพูดภาษา ธรรมดา. ผู้ประกาศตัวเป็นเมสิอา ก็ถูกคนในศาสนาที่มีอยู่ก่อน ที่มีอยู่ในเวลานั้นน่ะ จับไปฆ่าเสีย ก็เป็นอันว่าไม่สำเร็จ. แต่ ทางฝ่ายคริสเตียนก็ถือว่าพระเยซูเป็นเมสิอา สละชีวิตของพระองค์ เพื่อช่วยให้คนที่ไม่เชื่อนั้นยอมเชื่อได้ ว่าพระเยซูเป็นบุตรพระเจ้า

น.15 ๗ หรือว่าเป็นพระเมสิอา พระเยซูไถ่มนุษย์ด้วยชีวิตของพระองค์ เพื่อให้รู้ข้อนี้ แต่ก็ไม่สำเร็จ ถึงกับต้องเสียพระชนม์ ก็เป็นอันว่า ไม่สำเร็จ. นี้เราจะเห็นได้ว่า ทุกๆ ศาสนา ล้วนแต่มีคติเรื่องราว เกี่ยวกับพระศรีอารยเมตไตรย นั้น ยังไม่ประสบความสำเร็จตามที่ หวังกัน หรือตามที่กล่าวไว้ในคัมภีร์. เดี๋ยวนี้อาตมาบอกว่า โลกพระศรีอารย์อยู่แค่ปลายจมูก คุณมองไม่เห็นเอง. นี้อาศัยอะไรเป็นเครื่องกล่าว ก็อาศัยหลักพระธรรมตาม ที่มีอยู่ เป็นหัวใจอันลึกของพระศาสนานั้น ๆ. ถ้ามีการปฏิบัติ ให้ลึกถึงหัวใจของศาสนานั้นแล้ว ก็จะเกิดพระศรีอารยเมตไตรย แห่งศาสนานั้น ๆ ขึ้นมาทันที. อะไรเป็น หัวใจของศาสนานั้น ๆ ที่กำลังพูดถึงอยู่นี้ ขอระบุไปยัง ความรักผู้อื่น นี่ขอให้ทุก ๆ ท่านช่วยจำคำคำนี้ มีอยู่ เพียง ๓ พยางค์ ว่า รัก - ผู้ - อื่น นั้นเป็นหัวใจของพระศาสนา ทุกศาสนา. เมื่อใด หัวใจของพระศาสนาทุกศาสนาได้รับการ ปฏิบัติ เมื่อนั้น ศาสนาพระศรีอารยเมตไตรย หรือว่าโลกของ พระศรีอารยเมตไตรย ก็จะเกิดขึ้นทันที ที่นั่นและเดี๋ยวนั้น. แต่คงจะมีคนค้านว่า มันเป็นไปไม่ได้เสียอีก ที่จะให้ คนในโลกทุกคน มีความรักผู้อื่นขึ้นมาพร้อม ๆ กัน. อาตมาไม่ได้

น.16 ๘ พูดถึงว่ามันจะทำได้หรือไม่ได้ แต่พูดว่า โลกของพระศรีอารย์ หรือศาสนาพระศรีอารย์น่ะมันอยู่ที่นั่น อยู่ตรงที่เมื่อทุกคนมันรัก ผู้อื่น ขอให้ช่วยคิดดูหน่อย ศาสนาไหน ๆ ก็สอนเรื่องเมตตากรุณา แล้วก็รักผู้อื่น. คำว่า เมตฺเตยฺย ก็แปลว่า ความรัก หรือ ผู้มีความรัก หรือ เนื่องกันอยู่กับความรัก หรือเมตตานั่นเอง. คำว่า เมตตา เราชอบแปลว่าเมตตา ไม่แปลว่า ความรัก; แต่คำว่า เมตตา ก็นี้คือ ความรัก เพียงแต่ว่าไม่ใช่ความรักอย่างกามารมณ์ เป็น ความรักอย่างบริสุทธิ์ด้วยธรรมะ. ศรี ก็แปลว่า สวยสดงดงาม, อารยะ ก็แปลว่า ประเสริฐสูงสุด, ศรีอารยเมตไตรย ก็คือ ความรักผู้อื่น หรือ ความเป็นมิตรกันอย่างสูงสุดสวยสดงดงาม. คำว่า พระศรี- อารยเมตไตรย ไม่มีความหมายอะไร นอกไปจากว่า รักผู้อื่นอย่าง สูงสุดสวยสดงดงาม; เมื่อใดมีความรักผู้อื่นถึงที่สุดอย่างนี้ เมื่อ นั้นหรือที่นั่นก็จะเป็นโลกพระศรีอารย์ขึ้นมาทันที. นี่ที่อาตมาบอกว่า เป็นสิ่งที่ท่านทั้งหลายพอจะมองเห็น ได้ ว่าถ้าทุกคนมีความรักผู้อื่น แล้วจะเป็นศาสนาพระศรีอารย์ ขึ้นมาอย่างไร.

น.17 ๙ ความรักผู้อื่นหาได้ยาก. ในชั้นต้นนี้ ขอให้ทำความเข้าใจ เกี่ยวกับคำว่า ความ รักผู้อื่น ให้ถูกต้องกันเสียก่อน; รักลูก รักเมีย รักผัว รักหลาน เหลน นี้ไม่ใช่รักผู้อื่น มันคือความรักตัวที่แบ่งภาคออกไปอยู่ใน คนเหล่านั้น; ในลูก ในเมีย ในผัว ในอะไรก็ตามเถอะ มัน เป็นเรื่องรักตัว หรือตัวนั่นเอง ที่มันแบ่งภาคออกไปเป็นคนนั้นๆ อยู่. ภรรยาสามีนี้ไม่ใช่มีความหมายแห่งความเป็นคนอื่น มันมี ความหมายแห่งความเป็นตัวกู หรือของกู ฉะนั้น รักลูก รักเมีย รักผัว นี้ไม่ใช่รักผู้อื่น. ทีนี้ก็ รักเพื่อน กินเหล้า เพื่อนเล่นการพนัน เพื่อน คอรัปชั่น เพื่อนอะไรก็ตาม นี้ก็ ไม่ใช่รักผู้อื่น; เพราะมัน ยังมีความหมายเป็นตัวเอง ที่แบ่งภาคออกไปเป็นผู้นั้นที่เรารัก ; มันก็ยังเป็นเรื่อง ตัวกู - ของกู ไม่เรียกว่ารักผู้อื่น. ต่อเมื่อ รัก เพื่อนบ้าน ที่มิได้มีความหมายเป็นอะไรกัน เลยนี่ โดยบริสุทธิ์ใจ ไม่มีประโยชน์อันใดเป็นเครื่องลากจูงหรือผูกพัน นั่นจึงจะเรียกว่า รักผู้อื่น. ขอให้เข้าใจคำว่า รักผู้อื่นนี่ให้มันถูกต้องอย่างนี้. ทีนี้ก็หาดูสิ ความรักผู้อื่นมันอยู่ที่ไหน ? ทุกคนลอง ตั้งใจเดี๋ยวนี้ จะค้นหาความรักผู้อื่นของตน. ตนเคยรักผู้อื่นบ้าง ไหม ? ไม่ใช่เรื่องรักลูก รักเมีย รักผัว รักเพื่อนเล่น เพื่อนกิน นั้นเลิกไปหมด รักผู้อื่นโดยบริสุทธิ์นั่นน่ะมันมีไหม? มันอาจจะ

น.18 ๑๐ หาไม่พบ เหมือนกับที่มองดูปลายจมูกของตัวไม่เห็นนั่นแหละ ; มองดูปลายจมูกของตัวไม่เห็น ทุกคนจะเป็นอย่างนี้, แล้วก็มอง หาความที่ตัวรักผู้อื่นไม่พบ เช่นเดียวกัน. อาตมาเปรียบเทียบว่า ความรักผู้อื่นในโลกปัจจุบันนี้ แทบจะหาไม่ได้ ถึงกับว่า จะหามาทำยาหยอดตาก็ยังไม่ได้ ; อย่า ว่าแต่จะเอามาไว้ดูเล่นเป็นชิ้นเป็นอันให้ชื่นใจเลย หามาทำยา หยอดตาก็แทบจะหาไม่ได้ ความรักผู้อื่น ; เพราะมันเต็มไปด้วย ความเอาเปรียบ การเบียดเบียน อยู่ในที่ทุกหนทุกแห่งทั่วไป ทั้งโลก มันไม่มีความรักผู้อื่นเลย. เข้าใจว่าคงจะมองเห็น และ ยอมรับในข้อนี้ ถ้าไม่ยอมรับก็ลองไปหาดู ใครมันรักผู้อื่นจริง ๆ ที่ตรงไหนบ้าง ? นี่มันไม่มีความรักผู้อื่น โดยสัญชาตญาณก็ว่า ได้ โดยสัญชาตญาณนั้นมันไม่มีความรักผู้อื่น, ความรักผู้อื่นนี้ มันผืนสัญชาตญาณ. ไม่รักผู้อื่นจึงเบียดเบียนกัน. ก็ลองคิดดูว่า ทำไมเราจึงไม่รักผู้อื่น? ไม่รักผู้อื่น เพราะว่ามันสวยกว่าเรา; นี่พวกผู้หญิงจะเป็นมาก ; เราไม่ยอม รักเขาเพราะเขาสวยกว่าเรา, หรือเขาจะแต่งตัวสวยกว่าเรานี้ ก็ไม่ ยอมรักผู้อื่น, หรือเขารวยกว่าเรา เราก็ไม่รักเขา เพราะเราริษยา

น.19 ๑๑ เขา. เขาจะมีอะไรเสมอเรา เก่งกว่าเรา เราก็คอยอิจฉาริษยาเขา. ความคิดมันเป็นไปในทำนองนั้น มันจึงไม่รักผู้อื่น; เลยเป็น เรื่องที่ปรากฏชัดอยู่ในที่ทั่วไปทุกยุคทุกสมัย ว่า มนุษย์มันไม่รัก กันในฐานะผู้อื่น นอกจากเป็นผู้มีประโยชน์ร่วมกัน. นี้มัน กลายเป็นตัวเอง, เป็นส่วนหนึ่งของตัวเองไปเสียแล้ว มันไม่ใช่ ผู้อื่นเสียแล้ว. ฉะนั้น ศาสนาในระดับศีลธรรมอันแรกที่สุด ก็ คือการสอนแนะนำชี้แจงให้รักผู้อื่น. ศาสนาแรก มีขึ้นมาในโลกนี้ ก็มีปัญหาเนื่องมาจาก การที่คนไม่รักกัน. ผู้มีปัญญาที่จะเป็นผู้นำได้ เขามองเห็น ลักษณะอันนี้ ว่าคนไม่รักกัน; เช่นว่า เมื่อไม่รักกัน มันก็ ฆ่ากัน ตีกัน ทำอันตรายกัน เพราะมันไม่รักกัน, เมื่อไม่รักกัน มันก็ ขโมย ปล้น ยักยอก หลอกลว ง อะไรก็ตาม เพราะ มันไม่รักกัน แล้วมัน ล่วงละเมิดของรักของใคร่ของผู้อื่น ใน ทางประเวณี มันทำลง มันทำได้ลงคอ เพราะว่ามันไม่รักผู้อื่น, แล้วมันก็ พูดเท็จได้ทุกอย่าง หลอกลวงได้ทุกอย่า ง เพราะมัน ไม่รักผู้อื่น, หรือว่ามันปล่อยให้เกิดความสะเพร่าเลินเล่อ กระทบ กระทั่งผู้อื่น ด้วยความไม่มีสติสัมปชัญญะ หรือไป กินน้ำเมาที่ ทำให้สูญเสียสติสมปฤดี นี้ มันก็ไม่เห็นแก่ผู้อื่น

น.20 ๑๒ นี่เมื่อมัน ไม่รักผู้อื่น มัน ก็ฆ่า เขา ลักขโมย เขา ผิด กาเม ของเขา โกหกหลอกลวง เขา กระทบกระทั่งเบียดเบียนเขา ด้วยการ ไม่บังคับตัวเอง ด้วยความสะเพร่า. รักผู้อื่นแล้วจะมีศีลได้ทุกข้อ. นี้จึง สอนเรื่องรักผู้อื่น เป็นหลักสำคัญขึ้นมา นับว่า ฉลาดมาก ที่สอน ให้ถือศีลเพียงข้อเดียวว่า รักผู้อื่น เท่านั้นแหละ แล้วมันจะเป็นศีลห้าข้อขึ้นมา, หรือศีลอีกกี่ข้อก็ได้ ขยายให้กว้าง ออกไป. เดี๋ยวนี้เราก็เห็นได้ว่า เพราะ ไม่มีใครรักใครในโลก ปัจจุบันนี้ มันจึงเต็มไปด้วยการฆ่า การขโมย การล่วงละเมิดของ รักของผู้อื่น การหลอกลวงและการกระทบกระทั่งกันด้วยความไม่ มีสติสัมปชัญญะ. นี้จึงบอกว่า ศีลมันตั้งต้นขึ้นมาในโลกครั้ง กระโน้น ด้วยความรักผู้อื่นเพื่อจะป้องกันความเลวทราม ๕ ประ- การ ที่เราเรียกว่า ทุศีล ๕ ประการ อย่างเดี๋ยวนี้. ทีนี้มันก็เป็นมาได้โดยยาก ความรักผู้อื่นที่เขาตั้งต้นกัน มาตั้งหลายหมื่นปีหลายพันปีมานี้ มันก็เป็นไปไม่ได้ จนกระทั่ง บัดนี้. แต่พูดได้ว่า มันจะบริบูรณ์สมบูรณ์ เมื่อถึงวันที่เกิดพระ ศรีอารยเมตไตรย, คือ คนถือศาสนาพระศรีอารยเมตไตรย;

น.21 ๑๓ หมายความว่าทุกคนนั้นมีความรักผู้อื่น ถึงขนาดสมบูรณ์ที่สุด นั่น น่ะ คือวันที่มีโลกพระศรีอารยเมตไตรย, วันที่เป็นศาสนาของ พระศรีอารยเมตไตรย. ดังนั้น ความรักผู้อื่นมันยังไม่สมบูรณ์ จน กว่าจะถึงวันของพระศรีอารยเมตไตรย. นี้เรามาสร้างโลกพระศรีอารยเมตไตรย สร้างวันพระศรี- อารยเมตไตรยกันได้ ด้วยรักผู้อื่น. ถ้าทุกคนที่มีอยู่ในโลกนี้ใน ปัจจุบันนี้ มีความรักผู้อื่น โลกนี้ก็จะกลายเป็นโลกพระศรีอารย- เมตไตรย ขึ้นมาในพริบตาเดียว คือทันทีที่ทุกคนในโลกมีความ รักผู้อื่น โลกนี้ก็จะกลายเป็นโลกพระศรีอารยเมตไตรยขึ้นมา เหมือนกับชั่วเปิดสวิทไฟแป๊บเดียวเท่านั้น. นี่จะเรียกว่าอยู่แค่ ปลายจมูกหรือไม่ก็ลองไปคิดดู มันเป็นสิ่งที่ทำได้อย่างนี้ เป็นสิ่ง ที่ถ้าทำแล้วทำได้อย่างนี้. ที่นี้เมื่อไม่ทำก็ตามใจ; เมื่อไม่มอง เห็นมันก็ไม่ได้ทำ. แต่บอก ความจริง อย่างหนึ่งว่า อยู่แค่ปลาย จมูก คือมันใกล้ ๆ อยู่ตรงนี้ แต่ว่ามันไม่ได้ทำ. รักผู้อื่นแล้วแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง ฉะนั้น ถ้าเราต้องการให้โลกนี้กลายเป็นโลกพระศรี- อารยเมตไตรย ก็ไปช่วยกัน ทำให้เกิดความรักผู้อื่น ขึ้นมาเท่านั้น แหละ แล้วก็ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปก็ได้; ใช้เวลาไม่เท่าไรก็รัก ผู้อื่นกันทั้งโลก.

น.22 ๑๔ เดี๋ยวนี้องค์การโลก เช่นองค์การสหประชาชาติน่ะเขา ไม่ฝันไม่นึก ไม่ฝันในเรื่องนี้ กลับจะไปนึกฝันในทางทำให้เกิด การแตกแยก เกลียดชังเอาเปรียบกันมากขึ้น ไม่ได้ฝันไปในทาง ที่จะให้คน หรือประเทศในโลกแต่ละประเทศนี่รักกัน มันก็ ไม่มีความรักผู้อื่นอยู่ในโลกนี้. นี้รัฐบาลของประเทศไหนก็ไม่ฝันถึงเรื่องรักผู้อื่น; มัน เป็นศีลธรรมที่ดีเกินไปก็ได้. เขาจะไปแก้ปัญหาของประเทศ ด้วยเรื่องเศรษฐกิจบ้าง ด้วยเรื่องการเมืองบ้าง การทหารบ้าง อะไรบ้าง ก็แล้วแต่; แต่ไม่ใช่เรื่องศีลธรรม. เขาไม่เห็นว่า ศีลธรรมนี้จะช่วยแก้ปัญหาของประเทศชาติได้. นี้อาตมายืนยันว่า ถ้าไม่มีศีลธรรม โดยเฉพาะ ความรัก ผู้อื่น แล้ว เรื่องเศรษฐกิจนั่นแหละมันจะเลวร้ายที่สุด, มันจะเป็น ภัยแก่มนุษย์มากที่สุด. เรื่องการเมืองนั่นแหละมันจะเลวร้าย ที่สุด, เป็นสิ่งเสนียดจัญไรในโลกที่สุด จะทำให้โลกนี้เต็มไป ด้วยความเดือดร้อน ระส่ำระสาย. เรื่องอะไรทุก ๆ เรื่อง ถ้า มันไม่เนื่องอยู่ด้วยศีลธรรม มันก็ กลายเป็นเรื่องทำลายโลกทั้งนั้น. ฉะนั้น เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการเมือง เรื่องการทหาร เรื่องอะไรที่บูชากันนักนั้น ไม่ดูให้ดี ว่ามันประกอบอยู่ด้วยศีล- ธรรมหรือหาไม่ ? ถ้ามันประกอบอยู่ด้วยศีลธรรมแล้ว แน่นอนมัน ก็มีประโยชน์, เป็นอุปกรณ์ของศาสนาของพระศรีอารยเมตไตรย

น.23 ๑๕ ได้. แต่ถ้ามัน ไม่ประกอบไปด้วยศีลธรรมแล้ว มันเป็นศัตรูอย่าง ยิ่ง; ดังนั้นเราจะต้องนึกถึงความรักผู้อื่น. รักผู้อื่นแล้วโลกจะสงบเย็น. เดี๋ยวนี้เศรษฐกิจในโลก หรือในประเทศ ในหมู่บ้านนี้ มันดีขึ้นไม่ได้ เพราะว่ามันไม่มีใครรักใคร, มันคอยแต่จะเอา เปรียบด้วยเศรษฐกิจนั้นเอง. การเมืองมันก็ดีขึ้นไม่ได้ในโลกนี้, ไม่ว่าในประเทศไหน ; เพราะว่ามันไม่มีใครรักใคร มันมีแต่ คนจะเอาเปรียบ จะสูบเลือดสูบเนื้อผู้อื่น. นี้จึงขอให้มองกันในข้อนี้ว่า ศีลธรรม ซึ่งมี รากฐาน อยู่ที่การรักผู้อื่น นั่นแหละ จะช่วยให้โลกนี้สงบเย็นเป็นสุข เป็น โลกพระศรีอารย์ได้ทันที เมื่อเราทุกคนรักผู้อื่น. ก็ลองคิดดู โดยเปรียบเทียบว่า บางเวลาเรานั่งอยู่ท่ามกลางญาติ, ญาติอันเป็น ที่รักของเรา บิดามารดา พี่ป้าน้าอา ญาติทั้งหลายที่เป็นที่รัก ของเรา. เรานั่งอยู่ในท่ามกลางญาตินี้ เรามีความรู้สึกปลอดภัย สบายใจสักเท่าไร. นั่นแหละ แล้วก็ไปคำนวณดูเอาเอง ว่าใน ศาสนาพระศรีอารยเมตไตรยนั้น เรามีความสุขใจอย่างยิ่ง ; เหมือน กับว่านั่งอยู่ท่ามกลางญาติ. นี้พอจะเข้าใจได้ หรือมองเห็นว่า

น.24 ๑๖ มันอยู่แค่ปลายจมูกนี้. ถ้าเรามีความรักผู้อื่น ก็จะเท่ากับว่าทุกคน เป็นญาติ และนั่งอยู่ท่ามกลางญาติ. หรือจะพูดด้วยอุปมาอีกสักอุปมาหนึ่งว่า ถ้าทุกคนรักเรา เหมือนแม่ของเรารักเรา เราจะเป็นอย่างไร? แม่ของเรารักเรา อย่างไร เท่าไร นั้นพอจะเข้าใจได้. ทีนี้ถ้าว่าทุกคนในโลกรักกัน หรือรักเรา เหมือนกับแม่ของเรารักเรา เราจะเป็นอย่างไร? ใน ที่นี้เราหมายถึงแม่ตามปรกตินะ ไม่ใช่แม่วิกลจริตบางคน ที่ฆ่าลูก ของตัวก็ได้; นั้นไม่ใช่แม่ในที่นี้ แม่ตามปรกติรักลูกอย่างไร เราหมายถึงแม่ชนิดนี้. ถ้าทุกคนรักเรา เหมือนแม่ของเรารักเรา ในโลกนี้ เรา จะเป็นอย่างไร? มันมีแต่ความแน่ใจ ความไว้ใจ ความสบายใจ อย่างยิ่ง; นั้นแหละคือความสุขในทางจิตใจ แห่งความหมาย ของคำว่า ศรีอารยเมตไตรย. เมตไตรย แปลว่า ความรัก หรือ ความเป็นมิตร, เนื่องกันอยู่ หรือ อาศัยกันอยู่กับความเป็นมิตร. ศาสนา พระศรีอารยเมตไตรย คือศาสนาที่อาศัยอยู่กับความเป็นมิตร ชั้นเลิศ ชั้นประเสริฐ ชั้นสูงสุด. นี้เราก็เปรียบเทียบได้ โดยที่ว่ามันมีแต่คนรักกัน เรานั่งอยู่ในท่ามกลางบุคคลที่รักเรา เหมือนกับแม่รักเรา แล้วเราจะมีความสบายใจ อิ่มอกอิ่มใจสัก

น.25 ๑๗ เท่าไร ก็ไปคิดดูเอง. นี่ส่วนดีที่น่าปรารถนาของศาสนาพระ- ศรีอารยเมตไตรย. ศาสนาพระศรีอารย์มีได้ต้องปลูกฝังความรักผู้อื่น. ฉะนั้นเราอาจจะ ช่วยกันสร้างศาสนาพระศรีอารยเมต- ไตรย ด้วยการปฏิบัติเพียงข้อเดียว คือรักผู้อื่น. แต่ทุกคนคง จะสั่นหัวว่ามันยาก, จะไม่ยอมรับปฏิบัติด้วยซ้ำไป. อย่างอาตมา จะขอร้องชักชวน ว่าเดี๋ยวนี้เรามาตั้งใจสมาทานปฏิญาณกันสักข้อ หนึ่งว่า รักผู้อื่น มีใครจะเอาบ้าง? อาตมาเชื่อว่าที่นั่งอยู่นี้ คง ไม่มีกี่คนที่กล้ารับเอา; เพราะไม่ไว้ใจตัวเอง, เพราะไม่เชื่อว่า ตัวเองจะทำได้, เพราะมองเห็นแล้วมันยากเหลือประมาณ. แต่ ถ้าต้องการศาสนาพระศรีอารย์ก็ต้องช่วยกัน หน่อย ไปปรึกษาหารือกันใหม่ ทำให้มีขึ้นมาให้จนได้ : ปลูกฝังความรัก ผู้อื่น โดยการชี้แจงให้เห็นคุณค่าอันสูงสุดของคำคำนี้ ของ ความรักผู้อื่น ; เรียกว่าเกลี้ยกล่อม, ช่วยกันเกลี้ยกล่อม ให้เกิด ความเข้าใจ ความพอใจ ในความรักผู้อื่น. จะเป็นไปได้หรือ ไม่ ก็ฝากไว้ให้ไปคำนวณดูเอง อันอาจ จะมีได้ทั้งโดยทางเกลี้ย กล่อม ชี้แจง ชักจูง สั่งสอน นี้ทางหนึ่ง; อีกทางหนึ่ง ก็คือ การบังคับ.

น.26 ๑๘ อย่างสมัยใกล้ ๆ พุทธกาล สมัยที่เรียกกันว่า สมัยพระ- เจ้าอโศกมหาราชนี้, พระเจ้าอโศกมหาราชมี การบังคับให้มี เมตตารักผู้อื่น กระทั่งสัตว์เดรัจฉาน ปรากฏเป็นหลักฐานอยู่ใน หินสลัก ตามหน้าผาบ้าง ตามแท่งศิลาบ้าง เป็นคำของพระเจ้า อโศก บังคับให้ต้องประพฤติกระทำ ชนิดที่เป็นการรักผู้อื่น. นี่เรียกว่าโดยการบังคับ ก็ยังมีทาง แต่ในสมัยนี้เขาบูชาประชา- ธิปไตย บังคับกันไม่ได้ มันก็ยังต้องปล่อย. รักผู้อื่นคืออะไร. อาตมาขอให้พิจารณากันละเอียดสักหน่อย ถึงคำว่า รักผู้อื่น จะใช้คำพูด ๔ คำ ที่เป็นหัวข้อ เรียกว่าเป็น ตรรก ของพุทธบริษัทอีกก็ได้ หรือว่าตามความสะดวกสำหรับพวกเรา โดยตั้งคำถามว่า คืออะไร? จากอะไร ? เพื่ออะไร? โดยวิธีใด ? คือหลักรูปโครงของอริยสัจจ์ ๔ นั้นเอง. เมื่อถามว่า รักผู้อื่น นี้มัน คืออะไร? ก็อยากจะตอบว่า รักผู้อื่นนั้นคือจิตที่พัฒนาแล้วถึงที่สุด. จิตที่ยังไม่ได้พัฒนา ไม่ มีทางที่จะรักผู้อื่น; จิตที่พัฒนาขึ้นมาบ้างแล้ว มันก็รักผู้อื่น แต่ ก็ยังไม่พอ. จิตที่พัฒนาแล้วถึงที่สุดเท่านั้นแหละ จึงจะมีความรัก ผู้อื่นเต็มตามความหมาย ; หมายความว่าได้วิมุตติหลุดพ้นจาก

น.27 ๑๙ เครื่องกักขัง. จิตใจของคนธรรมดา นั้น ติดคุกติดตะรางหรือ เครื่องกักขัง อยู่ตลอดเวลา มันออกมา รักผู้อื่นไม่ได้ เพราะมัน ติดคุกติดกรงขังอยู่. คุกนั้น คือความเห็นแก่ตัว. ความเห็น แก่ตัวเป็นสัญชาตญาณ แล้วก็ พอกพูน มากขึ้น ๆ ตั้งแต่แรกเกิดมาจนถึงปัจจุบัน มันก็มีความเห็นแก่ตัว เต็มที่. จิตมันถูกขังอยู่ในคุกนั้นแหละ ความเห็นแก่ตัวมันไม่มี อิสรภาพที่จะออกมารักผู้อื่นได้ ; ฉะนั้นจึงไม่มีความรักผู้อื่น สำหรับจิตที่ถูกขังอยู่ด้วยความเห็นแก่ตัว. พระอรหันต์ เท่านั้น แหละ ที่จิตเป็นอิสระ หลุดพ้นออกมาจากคุกนี้. พระอรหันต์จึงง่าย มีความง่าย มีโอกาสง่าย ที่จะรัก ผู้อื่น แล้วก็จะรักผู้อื่นขึ้นมาทันที เป็นอัตโนมัติ ไม่ต้องตั้งใจ. เรานี้ตั้งใจจะรักผู้อื่นสักเท่าไร ๆ มันก็ไม่ได้, มันมีอะไรขังเอาไว้ มัดเอาไว้. แต่ถ้า ทำลายเครื่องมัด เครื่องขัง เครื่องผูก นั้นได้ หลุดพ้นแล้ว มันก็ จะรักผู้อื่น ขึ้นมาทันที และโดยอัตโนมัติ ; เพราะว่าความรักตัว ความเห็นแก่ตัว มันถูกทำลายไป, มันไม่มี เหลืออยู่ จิตที่เหลืออยู่มันจึงมีแต่ความรักผู้อื่น ; ฉะนั้น ความรัก ผู้อื่นโดยแท้จริง นั่นแหละ คืออิสรภาพ คือ วิมุตติ ; เป็นอิสระ แล้ว หลุดพ้นแล้ว เท่านั้นแหละ จึงจะรักผู้อื่นได้. เดี๋ยวนี้ก็เป็น เรื่องพยายาม เป็นเรื่องตระเตรียม เตรียมการรักผู้อื่น.

น.28 ๒๐ เรามีหน้าที่ที่จะช่วยตัวเองให้หลุดรอด พอหลุดรอดมัน ก็รักผู้อื่นด้วย, มันก็ช่วยผู้อื่นด้วย. ฉะนั้น หน้าที่ของมนุษย์ จึง มีเพียงว่า ช่วยตัวเองให้รอด, ช่วยผู้อื่นให้รอด ; ช่วยผู้อื่นให้รอด มันต้องทำด้วยความรักผู้อื่น ซึ่งอยู่ตอนสุดท้ายของการทำลาย ความเห็นแก่ตัว. สรุปความว่า ความรักผู้อื่นนั้น คือจิตที่พัฒนาถึงที่สุด จนหลุดพ้น, ได้รับอิสรภาพ จากความผูกมัดของกิเลสแล้วเท่านั้น พูดเป็นภาพอุปมาก็ว่า มันหลุดจากคุกตะรางแห่งความเห็นแก่ตัว, แล้วมันก็รักผู้อื่นเองโดยอัตโนมัติ. ความรักผู้อื่นมาจากอะไร ? ถ้าถามว่า ความรักผู้อื่นนี้จะมาจากอะไร ? ปัจจัยที่จะ ทำให้รักผู้อื่นนี้ มาจากภายนอก ก็ได้ มาจากภายใน ก็ได้ จาก- ภายนอก คือว่า มีสิ่งแวดล้อม; แม้กระทั่ง อบรมสั่งสอน อะไรก็ ตาม ที่มาจากภายนอก, หรือ ถูกบังคับ ก็ได้ ก็จะเกิดความรัก ผู้อื่นขึ้นมา. อย่างว่าในโรงเรียนลูกเล็กๆ เด็ก ๆ อนุบาลนี้ มีการ ชักจูงเกลี้ยกล่อม กระทั่งแกมบังคับอะไรก็ตาม ให้เขาประพฤติ ปฏิบัติในการรักผู้อื่นให้เขาช่วยเหลือกันและกัน ให้เขาไม่ทะเลาะ

น.29 ๒๑ วิวาทกันนี้. เด็กตัวเล็ก ๆ นี้ต้องไม่ทะเลาะวิวาทกัน เพราะความ รักผู้อื่น ; แล้วให้เขาช่วยเหลือซึ่งกันและกัน. คนหนึ่งมีสตางค์ ๕๐ สตางค์ หรือบาทหนึ่ง ก็ยินดีที่จะให้เพื่อนที่ไม่มีเลยสักสตางค์ เดียวนั้นน่ะ ๕ สตางค์ก็ได้ ๑๐ สตางค์ก็ได้ วางไว้เป็นระเบียบก็ ยังได้. นี่เรียกว่าบังคับหน่อย หรือเกลี้ยกล่อมชักจูง, ไม่บังคับ เลยก็ได้ ให้ลูกเด็ก ๆ เหล่านั้นเขาเกิดนิสัยแห่งความรักผู้อื่นขึ้นมา นี้ก็เรียกว่าปัจจัยภายนอก. ทีนี้ ปัจจัยภายใน มันก็ เกี่ยวกับสติปัญญา ที่เขาจะ ต้องมีความสังเกตรู้สึกได้ ด้วยสติปัญญาของเขา, เห็นประโยชน์ ของความรักผู้อื่น คือความปลอดภัย คือความอยู่รอดของเรา, มีการรักผู้อื่นขยายตัวออกไปจนหมดผู้อื่น. มันก็คงจะแปลกดี เรารักผู้อื่นมากขึ้น ๆ คือว่ามากออกไป ๆ ๆ จนหมดผู้อื่น จนกลาย เป็นเราตัวเดียว, เป็นเราตัวรวม ตัวใหญ่ ตัวเดียว, ซึ่งเป็นหลัก คำสอนในทางศาสนาด้วยเหมือนกัน. นี่เขาจะต้องมองเห็นสิ่งลึก ซึ่งสูงสุด หรือประเสริฐที่สุด ในข้อนี้ว่าถ้าเราอยู่ด้วยกัน ด้วยความ ไม่มีผู้อื่น เพราะ รักผู้อื่น จนมากลายเป็นเรา ไปเสียหมดนี่ ก็เป็น ปัจจัยที่จะทำให้เกิดความรักผู้อื่นที่ลึกซึ้ง. การที่สอนโดยหลักว่า เราอยู่ในโลกคนเดียวไม่ได้ เรา ต้องอยู่ร่วมกัน ; เพราะฉะนั้นเราต้องรักกัน นี้มันก็เป็นจุดตั้งต้น ที่ดี, ให้มันเกิดความรักกันจริงๆ เพียงแต่ว่าไม่เบียดเบียนกัน ไม่ทำอันตรายกัน นั้นมันไม่พอ ; ความไม่เบียดเบียนนั้นมันไม่

น.30 ๒๒ รักผู้อื่นก็ได้, เพียงแต่สมาทานการไม่เบียดเบียนใครอย่างเดียว มันไม่สูงถึงขนาดที่รักผู้อื่น; ฉะนั้นเราจะต้องไปให้ไกลกว่านั้น. เดี๋ยวนี้เขาก็ยกย่องกันมาก ว่า ความไม่เบียดเบียนเป็น ธรรมะสูงสุด; มหาตมคานธีประกาศก้องในข้อนี้, หรือว่าโลกใน ปัจจุบันนี้ ก็มีศีลธรรมมีอะไร ที่พูดถึงอยู่บ้าง, เรื่องความไม่ เบียดเบียน NON VIOLENCE ความไม่เบียดเบียน แต่ไม่ได้เน้น ถึงความรักผู้อื่น, ฉะนั้นความไม่เบียดเบียนนั้น อาจจะเล่นตลก กลายเป็นไม่รักผู้อื่นก็ได้. เรายังไม่พอใจ เราจะเน้นลงไปถึง ความรักผู้อื่น ให้ชัดเจน เมื่อรักผู้อื่นแล้วจะทำอะไรบ้าง ? มันก็ ทำมากกว่าความไม่เบียดเบียนแหละ, มัน ทำเลยไปถึงความช่วย เหลือ เอื้อเฟื้อ ประคับประคอง กันทุกอย่างทุกทาง. เหมือนกับที่กล่าวในลักษณะของศรีอารยเมตไตรย ว่ามี ต้นไม้กัลปพฤกษ์ทุกมุมเมือง ใครต้องการอะไรไปเอาได้ ไม่ขาด แคลน; ก็เพราะมันมีความรักผู้อื่นเต็มไปหมดทุกมุมเมือง, หรือว่ามันลงจากบ้านแล้วจำกันไม่ได้ว่าใครเป็นใคร เพราะมันมี ความรัก เหมือนกับแม่รักเรานี้ อยู่ตลอดเวลาทั่วทุกหนทุกแห่ง ทุกมุมเมือง. ฉะนั้นการที่นอนไม่ต้องปิดประตูเรือนนั้นมันก็ทำ ได้นะ, เพราะว่าความรักผู้อื่นนั้นมันมาเป็นประตู หรือมาเป็น อะไรให้ มาช่วยป้องกันให้ เรื่อง ศาสนาของพระศรีอารย์นี้ มันก็มองเห็นกันอยู่ ชัดๆแล้วว่า มัน ต้องเป็นไปในยุคสมัยที่โลกเจริญด้วยวิชา

น.31 ๒๓ การทางวัตถุ; อย่างเดี๋ยวนี้ก็เจริญก้าวหน้าทางวัตถุมาก ไปโลก พระจันทร์ได้ ทำอะไรได้นี้, ประดิษฐ์เครื่องทุ่นแรงอะไรได้วิเศษ เหลือประมาณ. แต่มัน ยังขาดความรักผู้อื่น; ฉะนั้น เ ครื่องมือ เหล่านั้นจะถูกใช้ไปในการเบียดเบียนผู้อื่น เครื่องมืออันวิเศษ ที่สติปัญญาของคนสมัยนี้ประดิษฐ์ขึ้นมานี้ มันจะถูกใช้ไปในทาง ทำลายผู้อื่น เพราะว่ามันขาดความรักผู้อื่น. ครั้นไปถึง สมัยพระศรีอารยเมตไตรย มัน มีความรัก ผู้อื่น เข้ามาเต็มอยู่ในภายใน; เพราะฉะนั้น เครื่องมืออุปกรณ์ เหล่านี้ มันก็ ถูกใช้ไปในทางช่วยเหลือผู้อื่น มันก็เลยสบาย สะดวก สวยสดงดงามถึงที่สุด ทั้งเรื่องภายนอกและภายใน คือว่า จิตใจก็ดีเลิศประเสริฐมีธรรมะ อุปกรณ์ภายนอก วัตถุปัจจัยสิ่ง ของเหล่านี้ก็มีพรักพร้อม แล้วใช้ไปในทางที่ไม่เบียดเบียนกัน. ลองคำนวณดูว่า ศาสนาของพระศรีอารยเมตไตรยจะ เกิดขึ้นได้อย่างไร ? จากอะไร ? จากความสมบูรณ์ทั้งทางจิต และ ทั้งทางวัตถุ. ทางจิตก็ถึงที่สุดอยู่แค่รักผู้อื่น ไม่มีอะไรไกลไป กว่านั้น เดี๋ยวจะพูดให้ฟัง ว่าทำไมมันจึงมีเท่านั้น. ทีนี้ทางวัตถุ มันก็มีเครื่องรับประกัน ว่าจะไม่ใช้วัตถุเพื่อทำร้าย ทำอันตราย แก่กัน แล้วทางวัตถุนี้ก็สมบูรณ์อย่างยิ่งด้วย ; เพราะมันถึงยุคถึง สมัยเข้าแล้วที่ความก้าวหน้าทางวัตถุมันสมบูรณ์. ฉะนั้น ในศาสนา พระศรีอารย์ ในโลกพระศรีอารย์ จึงมีความหมายว่า สมบูรณ์ทั้ง ทางจิต และทั้งทางวัตถุ.

น.32 ๒๔ เดี๋ยวนี้ทางวัตถุมันก็เจริญมาก จนเรียกว่าจะสมบูรณ์ หรือว่าเกินต้องการอยู่แล้ว จะเฟ้ออยู่แล้ว แต่มันขาดทางจิต คือ มันไม่มีใครรักใคร. ถ้าเรามาแก้ปัญหาข้อนี้ข้อเดียว คือ ทำให้เกิด รักผู้อื่นขึ้นมาได้ เท่านั้น โลกนี้ก็เป็นโลกพระศรีอารยเมตไตรย จริง ๆ ได้ ในพริบตาเดียว. นี่มันอยู่แค่ปลายจมูกหรือไม่ ช่วยคิด ดูสักหน่อย? อาตมาพูดเพ้อเจ้อไม่รับผิดชอบหรือไม่ ก็ช่วยคิดดู สักหน่อย ? มันอยู่ที่คนไม่จริง มันมีปัญหาอยู่นิดเดียว ข้อเดียว ที่ว่าคนนี้มันไม่จริง คนกำลังขาดมนุษยธรรม อย่างที่พูดมา แล้วในการบรรยายครั้งที่ ๑ ว่า โลกมนุษย์มันกำลังสิ้นสุดมนุษย- ธรรม ; มันไม่มีความเป็นมนุษย์, มันไม่กล้าปฏิบัติเพื่อจะรักผู้อื่น. แต่ถ้าเขาเกิดจะเป็นมนุษย์กันขึ้นมา ยินดีจะปฏิบัติใน ข้อรักผู้อื่น แล้วก็ไม่มีปัญหา. เราอาจจะสร้างโลกพระศรีอารย- เมตไตรยขึ้นมาได้ ในพริบตาเดียว ถึงกับเรียกว่ามันอยู่แค่จมูก แล้ว จะเอาหรือไม่เอา ก็ลองคิดดู. รักผู้อื่น เพื่อประโยชน์อะไร ? ทีนี้ถ้าว่าจะตั้งปัญหาข้อที่ ๓ ว่า มัน เพื่อประโยชน์อะไร, รักผู้อื่นนี้มันเพื่อประโยชน์อะไร ? มันก็ เพื่อผลที่เราต้องการ

น.33 ๒๕ นั่นแหละ. เราจะอยู่ด้วยจิตใจที่เป็นสุขเหมือนอยู่ท่ามกลางญาติ, หรืออยู่ท่ามกลางบุคคลที่เขารักเรา เหมือนกับแม่รักเราดีกี่มากน้อย ลองไปคิดดู. แต่เดี๋ยวนี้มันยังมากกว่านั้น คืออยากจะให้ศึกษาดู ว่าตามหลักของธรรมะนั้น ประโยชน์หรือความสุขนั้นน่ะ มันแบ่ง ออกได้เป็น ๒ ฝ่าย คือฝ่ายบุคคลแต่ละคน, และฝ่ายสังคม คือ รวมกันทั้งหมด ประโยชน์จะต้องเกิดขึ้นอย่างครบถ้วน ทั้งแก่ บุคคลแต่ละคน และแก่บุคคลทั้งหมด. ทีนี้ถ้าว่า เรารักผู้อื่น คือปฏิบัติหัวใจของพระศาสนา ทุกศาสนา ; เราก็กลายเป็นคนรักผู้อื่น มีศาสนาสมบูรณ์ คนคน เดียวเป็นได้ดีที่สุด ทั้งเป็นพุทธ เป็นคริสต์ เป็นอิสลามอะไร มันรักผู้อื่นด้วยหัวใจรักของศาสนานั้น ๆ มาอยู่ในตน ; คนคนนั้น ก็ได้รับประโยชน์ส่วนตนถึงขนาดนี้. ทีนี้เมื่อรักผู้อื่นอยู่ใน ลักษณะนั้นเรื่อยๆ ไป ความเห็นแก่ ตัวกู-ของกู มันค่อย ๆ ละลายออก ๆ จนวันหนึ่งมันไม่มีเหลือ ความเห็นแก่ตัวหมด ก็คือความเป็นพระอริยบุคคล. นี่มันมีหลักอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าเอาเอง หรือว่าจะมาหลอก กันเล่น ลองไปประพฤติทำลายความเห็นแก่ตัวเถอะ, ความเห็น แก่ตัวลดลงไปเท่าไร กิเลสมันก็ลดลงเท่านั้น, โลภะ โทสะ โมหะ มันลดลงเท่านั้น, ความเห็นแก่ตัวลดลงเท่าไร กิเลสมันลดลง เท่านั้น. ทีนี้เรารักผู้อื่นมากขึ้นเท่าไร ความเห็นแก่ตัวมันก็ลดลง

น.34 ๒๖ เท่านั้น. ความเห็นแก่ตัวลดลงเท่าไร กิเลสมันก็ลดลงเท่านั้น ; มันเป็นส่วนที่สัมพันธ์กันอย่างนี้. ฉะนั้น ขอให้มีชีวิตอยู่โดยหลักที่ว่า รักผู้อื่นเท่านั้น วันหนึ่งมันจะหมดความเห็นแก่ตัว และเป็นพระอรหันต์ ซึ่งมี ความรักผู้อื่นเต็มที่ถึงที่สุด ; เหมือนพระพุทธเจ้ารักผู้อื่น หรือ พระอรหันต์รักผู้อื่น. บุถุชนคนธรรมดานั้น ยากเหลือประมาณ ที่จะมีความ รู้สึกรักผู้อื่น แม้พระอริยเจ้าขั้นต้น ๆ ที่ยังไม่ถึงระดับพระอรหันต์ นั้น ก็ไม่อาจจะรักผู้อื่นโดยสมบูรณ์ได้. เป็นผู้หมดความเห็น แก่ตัวโดยแท้จริง คือเป็นพระอรหันต์เท่านั้น จึงจะรักผู้อื่นโดย สมบูรณ์ได้. และกว้างขวางมากที่สุด ก็คือความรักผู้อื่นของ พระพุทธองค์ ; เพราะว่าเป็นพระพุทธเจ้า ในฐานะเป็นพระ- พุทธเจ้ามีพระมหากรุณาธิคุณในสัตว์โลกอันใหญ่หลวง มันเป็น ความรักผู้อื่น ที่สมบูรณ์. ทีนี้ ผลที่ได้จากความรักผู้อื่น ก็คือ ทำบุคคลนั้น ๆ ให้ เป็นอริยบุคคลได้. ถ้าเป็นอริยบุคคลยังไม่ได้ ก็อยู่เป็นผาสุก ด้วยจิตใจที่พอใจ แน่ใจ สบายใจ ไว้วางใจ ว่าเราอยู่กันด้วย ความรักผู้อื่น. ทีนี้ส่วนที่เป็น ประโยชน์ทางสังคม นั้นก็ได้พูดมาแล้ว ว่าเรามีโลกของพระศรีอารยเมตไตรยอยู่ร่วมกันทั้งโลก นี้เป็น ประโยชน์ส่วนสังคม. ประโยชน์ส่วนบุคคล ก็คือมีความสุขส่วน

น.35 ๒๗ บุคคล ; แล้วก็ค่อยๆ หมดความเห็นแก่ตัว และกลายเป็นพระ- อริยเจ้า, มันก็เลยได้รับประโยชน์ทั้งโดยอย่างบุคคล และอย่าง ส่วนรวมเป็นสังคม. รักผู้อื่นได้โดยวิธีใด ? นี้ปัญหาข้อสุดท้าย ตามแบบของพุทธบริษัท ก็คือ คำถามที่ว่า โดยวิธีใด ? โดยวิธีของพระพุทธศาสนา คือสัมมา- ทิฏฐิ หรือว่า อริยสัจจ์ข้อที่ ๔ ที่เรียกว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา , หรือเรียกสั้นๆ ว่า มรรค เพียงคำเดียว. ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ; มรรค นี้เป็นคำที่ ๔ หมายถึง ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา -ข้อปฏิบัติเพื่อถึงความดับทุกข์. สิ่งที่เรียกว่า มรรค นี้ โดยทั่วไปในพระไตรปิฎก ก็แสดงถึง อริยมรรคมีองค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ซึ่งท่านทั้งหลายก็ได้ยินได้พึ่งอยู่เป็น ประจำ และเข้าใจได้ในลักษณะขององค์มรรคนั้นแล้ว. ทีนี้มาคิดดูว่า เราจะใช้หลักเกณฑ์อันนี้ เพื่อสร้างความ รักผู้อื่น ได้หรือไม่ ? อาตมาว่าได้เกินกว่าจะได้. แต่ต้องไป เพิ่ม

น.36 ๒๘ ความหมายให้แก่คำว่า สัมมาทิฏฐิ ให้มาก, คือให้เห็นว่า ความไม่รักผู้อื่นนั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิสุดโต่ง สุดเหวี่ยง ; แล้วความ รักผู้อื่นนั้นน่ะเป็นสัมมาทิฏฐิสุดโต่ง สุดเหวี่ยง. เราสร้างสัมมา- ทิฏฐิองค์แรกนี้ให้ได้ แล้วก็องค์ต่อไปมันก็ลากตามกันไปเอง. ฉะนั้นไปเพิ่มสัมมาทิฏฐิแห่งความรักผู้อื่นให้ถึงที่สุด สัมมาสังกัป- โป สัมมาวาจา ฯลฯ เป็นต้น มันก็จะถูกลากให้ไปตามคลองนั้น คือรักผู้อื่น นี้เรียกว่า ใช้หลักการของพระพุทธเจ้าแท้ ๆ ในการที่ จะสร้างอะไรใหม่ขึ้นมา ในการแก้ปัญหาความเลวร้าย หรือความ ทุกข์. เราพูดได้เต็มปากเลยว่า หลักพระพุทธศาสนา สำหรับ แก้ปัญหาต่าง ๆ หรือความทุกข์นั้น คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ นั่นแหละ, ที่ตรงไหนพระพุทธเจ้าก็ตรัสอย่างนั้น. แต่ก็มีเหมือนกัน ในบางสูตร เมื่อจะตรัสถึงมรรคมี องค์ ๘ นี้ หรือจะตรัสถึง ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้ ท่านยัก ไป ตรัสถึงของ ๒ อย่าง คือ สมถะ และ วิปัสสนา อย่างนี้ก็มี. อาตมายังจำได้ ว่า มรรคคืออะไร? มรรคคือสมถะและวิปัสสนา นี้พระพุทธเจ้าก็เคยตรัสอย่างนี้. ถ้า อริยมรรคมีองค์ ๘ เปลี่ยนรูปเป็นสมถะ และ วิปัสสนา อย่างนี้ ก็หมายความว่า ต้องใช้ สมาธิ กับ ปัญญา.

น.37 ๒๙ อย่างที่ ๑ เราจะต้อง เพ่งสมาธิ : เมตตาพรหมวิหาร หรือ อัปปัญญา เป็นต้น ; คำนึงถึงการที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น, แล้วก็แผ่เมตตา คือจิต อันประกอบไปด้วยเมตตาเต็มที่ ไปในทิศทั้งหลาย ทิศเบื้องหน้า ทิศเบื้องหลัง ทิศเบื้องขวา ทิศเบื้องซ้าย ทิศเบื้องบน ทิศเบื้อง ต่ำ ทุกทิศ แผ่จิตประกอบไปด้วยเมตตาอยู่เป็นประจำ. นี่คือ วิธีของสมถะ เป็นลักษณะ บังคับจิต ไปตามทางที่เราต้องการ ก็จะทำให้เกิดความรักผู้อื่นขึ้นมาได้ โดยวิธีของสมถะ คือกำลัง จิต หรือสมาธิ. นี้ อย่างที่ ๒ เรียกว่า วิปัสสนา นี้ ความเห็นแจ้งของ สติปัญญา ก็ต้องพิจารณาให้เข้าถึงข้อเท็จจริงอันนี้อย่างแจ่มแจ้ง ว่าความรักผู้อื่นนั้นเป็นอย่างไร, มีประโยชน์มีอานิสงส์อย่างไร, มีอะไรเป็นมาอย่างไร, จนพอใจในความรักผู้อื่น ; แล้วก็มีความ เห็นแจ้งในข้อนี้ ถึงขนาดที่เรียกว่า วิปัสสนา หรือ ปัญญา. ถ้ามันประกอบไปด้วยวิปัสสนา หรือปัญญา ขนาดนี้แล้ว ไม่ยาก, มันพอจะเป็นไปได้ คือจะทำให้มองเห็นปลายจมูกแหละ. เมื่อตะกี้บอกแล้วว่า ยากที่ใครจะมองเห็นปลายจมูกของตัวเอง. ฉะนั้นขอให้ทำวิปัสสนา แล้วจะมองเห็นปลายจมูก, หรือยิ่งกว่า ปลายจมูก ก็คือที่หน้าผากที่มองไม่เห็นเอาเสียทีเดียว. แต่ถ้า มีปัญญามีวิปัสสนาแล้ว จะมองเห็นหน้าผาก คือเห็นพระ- นิพพาน ที่นั่น.

น.38 ๓๐ ฉะนั้น ขอให้ทำกันในส่วนปัญญานี้ให้มาก ให้เห็นค่า ของความรักผู้อื่น, แล้วก็แผ่จิตที่ประกอบไปด้วยความรักผู้อื่น ตามวิธีของสมถะ ; ก็จะมีสมถะและวิปัสสนาเป็นของคู่ เป็น สัตว์คู่หนึ่ง ลากรถไปยังจุดที่หมาย คือความรักผู้อื่น. จะลองไปคิดดูกันบ้างก็คงจะดี ว่า จะอบรมจิตกัน อย่างไร ให้เห็นแจ้งในความรักผู้อื่น ? แล้วจะบังคับจิตกัน อย่างไร ที่จะให้เกิดความรักผู้อื่นขึ้นมา ? เชื่อว่าคงจะทำได้. แม้ว่าเดี๋ยวนี้เรากำลังไม่รักผู้อื่น ; เพราะว่าเขาสวยกว่า เรา เราอิจฉาเขา เราไม่รักเขา ; มันก็จะเปลี่ยนได้ ด้วยอำนาจ ของปัญญาหรือวิปัสสนา ว่าเรามีความคิดอย่างนั้นน่ะมันไม่ถูก, เรามีความคิดที่ตรงกันข้าม เป็นของถูก. เราจะมาเห็นแก่เรื่อง เล็ก ๆ น้อยๆ แล้ว อิจฉาริษยาเขา แล้วรักผู้อื่นไม่ได้ นี้มันเป็น เรื่องเด็กอมมือ มากเกินไป. ต้องคิดอย่างผู้ใหญ่ เห็นการไกล เห็นส่วนที่ลึก ส่วนที่กว้างขวาง ก็จะเลิกอิจฉาริษยา, ก็จะ มอง เห็นประโยชน์ของความรักผู้อื่น แล้วจิตก็จะค่อยน้อมไปในทาง รักผู้อื่น. ลงมือปฏิบัติความรักผู้อื่นเป็นจุดตั้งต้นกันเสียแต่วันนี้ ก็ได้. วันนี้หมายถึงวันนี้ก็ได้ ถ้ายังไม่เคยมีการตั้งต้น ว่าเรา จะคอยระมัดระวังจิตของเราให้เป็นไปในทางรักผู้อื่น ; แล้วก็คอย ให้คะแนน คะแนนบวกหรือคะแนนลบ แล้วแต่มันจะเกิดขึ้น

น.39 ๓๑ เป็นประจำวัน ประจำเดือน ประจำปี ไปทีเดียว; มันจะได้ คะแนนบวกสักกี่คะแนน ก็เอาไว้รู้กันข้างหน้า มันจะรักผู้อื่นได้ สักเท่าไร. นี่อาตมาเรียกว่า ความรักผู้อื่น เราดูมันโดยลักษณะ การศึกษาธรรมะในพระพุทธศาสนา ว่าคืออะไร, จากอะไร, เพื่อ อะไร, โดยวิธีใด. หวังว่าท่านทั้งหลายจะได้จดจำเอาไป แล้ว ทบทวนว่า มันคืออะไร ? มันเกิดจากอะไร ? มันจะเพื่อประโยชน์ อะไร? แล้วมันจะได้โดยวิธีใด? พูดมาก็ยืดยาวแล้วโดยราย ละเอียด ถ้าไม่ลืมเสีย ก็จงเอาไปทบทวนได้. นี่คือสิ่งสำคัญที่พากันมองข้าม เป็นเรื่องที่ ๒ ที่อาตมา นำมาบรรยายประจำวันเสาร์ ในสถานที่นี้. สิ่งสำคัญที่พากัน มองข้าม เรื่องที่ ๒ นั้น คือความจริงที่มีอยู่ว่า โลกของพระ- ศรีอารย์นั้นอยู่แค่ปลายจมูก เป็นสิ่งสำคัญที่ท่านทั้งหลายมอง ข้ามกันเสีย, เลยไม่ได้รับประโยชน์อะไร จากการที่โลกของพระ- ศรีอารย์นั้นอยู่แค่ปลายจมูก. วันอื่นเราก็จะได้พูดถึงสิ่งสำคัญที่ พากันมองข้ามในแง่อื่น. วันนี้ก็เป็นการบรรยายที่สมควรแก่เวลาแล้ว อาตมา ขอยุติการบรรยายในวันนี้ ไว้เพียงเท่านี้ เป็นโอกาสให้พระ- คุณเจ้าทั้งหลาย ท่านจะได้สวดบทธรรมะ คุณสาธยาย ส่ง เสริมการปฏิบัติธรรมของพุทธบริษัท สืบต่อไป.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต