น.9 การบรรยายโอวาทพระนวกะเป็นครั้งที่ ๙ นี้ จะได้กล่าว โดยหัวข้อว่า " การทำงานเพื่องาน " เรื่องนี้ก็มีใจความติดต่อ กันมา จากเรื่องที่พูดกันในครั้งที่แล้วมา คือเรื่องที่ว่า “ อยู่อย่างตายแล้วก่อนตาย ". [ปรารภและทบทวน.] ต้องทำความเข้าใจในคำว่า “ตายก่อนตาย" นั้น ให้ถูกต้องอีกครั้งหนึ่ง ก็จะเข้าใจคำว่า "ทำงานเพื่องาน" ได้ง่ายยิ่งขึ้น คือ ถ้าจิตมันรู้สึกว่าตัวกู ; งานที่ทำนั้น มันก็เพื่อตัวกู, เจตนามันก็ทำเพื่อตัวกูจริง ๆ เหมือนกัน. ถ้า ไม่มีความรู้สึกว่าตัวกู มันก็ทำงานชนิดที่ไม่ใช่เพื่อ ตัวกู แต่เพื่อธรรมชาติ หรืออย่างดีก็ต้องพูดว่า "เพื่องาน" นั่นเอง.
น.10 ๒ ประโยชน์ของการทำงานเพื่องาน. ทำไมจะต้องพูดข้อที่ว่าทำงานเพื่องาน ? คำตอบมี ได้หลายทาง : - ขั้นที่หนึ่ง ถ้าพูดอย่างต่ำ ๆ อย่างศีลธรรม ต่ำ ๆ อย่างที่ทำงานเพื่องานนั้น เขาจะไม่คอรัปชั่น. ถ้าทำงาน เพื่อเงิน หรือ เพื่อตัวกู มันจะมีแต่คอรัปชั่น, แม้แต่ว่า คอรัปชั่นตัวเอง. นี่เรียกว่า เป็นเรื่องศีลธรรม ที่มี หลักธรรมะเข้าไปเป็นหลักอยู่ ให้คนถืออย่างนั้น ถ้าทำงาน เพื่องาน. ครั้งหนึ่งมีปัญหาเกิดขึ้น ที่รัฐบาลให้ถือคตินิยมว่า งานคือเงิน, เงินคืองาน บันดาลสุข" ; พวกเราก็ไม่ เห็นด้วย แล้วก็ไม่ได้ตั้งใจจะคัดค้าน. ผมไปบรรยายที่ คุรุสภา ผมก็ต้องยืนยันตามวิธี หรือ ตามหลักของพุทธ- ศาสนา นั้นก็คือ ให้ทำงานเพื่องาน ; ถ้าทำงานเพื่อเงิน มันก็เป็นการไม่ถูกต้อง เพราะถ้าว่าตามหลักศาสนาแล้ว มันก็ยังมีช่องที่จะคอรัปชั่น. สมัยนั้นมีคนฟ้องหัวหน้ารัฐบาล คือ จอมพลสฤษดิ์ ท่านก็เรียกเทปที่บันทึกเสียงไว้ไปฟังดู ; เสร็จแล้วก็สั่นหัว,
น.11 ๓ ที่ว่าไม่ได้เป็นการคัดค้านหรือแอนตี้ (anti) รัฐบาล ก็เลิก กัน. นี่มันเป็นเครื่องแสดงว่า แม้แต่เรื่องบ้านเรื่องเมือง เรื่องโลกนี้ ก็ยังมีเรื่องที่จะต้องพูดกันเกี่ยวกับเรื่องชนิดนี้ ; ซึ่งเป็นเรื่อง ธรรมะในขั้นศีลธรรม ก็ได้ คือเพื่อประชาชน จะมีศีลธรรมอันดี ; แต่แล้วมันก็ไปไม่ได้ ถ้าไม่มี ปรมัตถธรรม หรือสัจจธรรม เป็นรากฐานอยู่ในส่วน ลึก. มันยากที่จะให้คนที่เห็นแก่ตัวมาทำงานเพื่องาน ; คนที่กลุ้มอยู่กับความเห็นแก่ตัว ก็ทำงานเพื่อตัว เพื่อกู เพื่อเงิน ; ทำงานเพื่องานมันก็ดีเกินไป คนก็ทำไม่ได้. ฉะนั้น จึง ต้องสอนธรรมะในขั้นที่ให้เห็นว่าไม่มีตัวกัน บ้าง ; ถ้าทำงานเพื่องาน เป็นประโยชน์ขั้นศีลธรรมแล้ว ถึงจะไม่โกง. ที่นี้ ขั้นที่สอง ถ้าเป็น ธรรมะที่สูง ขึ้นมาอีก มัน ก็มาถึงขั้นที่ว่า “ทำงานเพื่องาน" นี้ไม่มีความทุกข์ , จะ ไม่รู้สึกเป็นทุกข์ ถ้าทำได้จริง. ถ้าเขาทำไม่ได้ ; จิต ใจมันไม่ยอม มันไม่เข้าใจ มันก็ทำไม่ได้ ; ถ้าทำไม่ได้ มันก็ทำไม่ได้. แต่ถ้าเขา เข้าใจและทำได้ ทำงานเพื่อ
น.12 ๔ งานแล้ว การงาน จะไม่เป็นทุกข์, จะไม่รู้สึกเป็นทุกข์, จะไม่เป็นที่น่าระอาหรือเบื่อหน่าย. พูดอีกทีหนึ่งก็พูดว่า "การงานเป็นสุข" ถ้าคน นั้นมีจิตใจสูงถึงขนาดที่ว่า สามารถทำงานเพื่องานได้ แล้ว มันจะสนุกไปหมด ไม่ว่าจะเป็นงานชนิดไหน ; ไม่ ต้องไปดูหนังไปดูละคร ไม่ต้องไปเที่ยวเสเพล เกเรประพฤติ อบายมุข เขาก็จะมีความพอใจ มีความสุขอยู่ในการงาน หรือว่าแม้จะเหน็ดเหนื่อย ตรากตรำ ก็ไม่รู้สึกเป็นทุกข์. ถ้าจิตมันสูงถึงขนาดที่เรียกว่า "ทำงานเพื่องาน" การ งานจะไม่เป็นทุกข์, ขอให้ไปสังเกตดูให้ดี. ถ้าทำงานเพื่อจะได้นั่น เพื่อจะได้นี่, เพื่อตัวกู หรือเพื่อพรรคพวกของกู หรือเพื่ออะไรก็ตาม, มัน จะเป็น ทุกข์ และเป็นทุกข์เสียตั้งแต่ยังไม่ทันจะทำ คือมันจะ หนักอึ้ง หรือว่ามีปัญหาเรรวนหลายอย่างหลายประการ : จะทำสำเร็จหรือไม่สำเร็จ, จะขาดทุนหรือกำไร, หรือ อะไร, ล้วนแต่มีปัญหาอย่างนี้. ฉะนั้นการงานมันก็เป็นสิ่ง ที่มืดมนท์ ไม่แจ่มแจ้ง ไม่สดใส ก็ทำไปด้วยความจำเป็น
น.13 ๕ ที่ความอยากจะได้เงิน หรือได้อะไรก็ตามเถอะ มันบังคับ ให้ทำ. แต่เขาก็รู้สึกไปเสียอีกทางหนึ่งก็ได้ ถ้าเขาสร้าง ความหวังชนิดที่มันจะได้ สำเร็จ หรือจะได้ตามที่ต้องการ นั้นแหละ, แล้วก็จะทำอย่างบึกบึนบากบั่นได้เหมือนกัน ; แต่มันไม่เหมือนกันดอก คือมันไม่สนิท ไม่สะอาด เหมือนกับว่าทำงานเพื่องาน ซึ่งไม่ต้องทะลุดุดันอะไร เหมือนกับทำงานไปด้วยจิตว่าง. ทำงานเพื่องาน นี่ข้อที่สอง เป็นอย่างนี้. ข้อที่หนึ่งว่า เพื่อมีศีลธรรมดี ข้อที่สองว่า เพื่อให้งานนั้นจะไม่เป็นทุกข์ จะเป็นของสนุก. และขอแถม ขั้นที่สาม สักข้อหนึ่งว่า มันเป็นการ ปฏิบัติธรรมะอย่างยิ่งอยู่ในตัว; หัดทำงานเพื่องาน จะเป็นการปฏิบัติธรรมะ เพื่อหมดตัวกู หมดของกู บรรลุนิพพานได้, ไม่ต้องไปทำวิปัสสนาที่ไหน ให้มัน ลำบากนักก็ได้ ; แต่ขอให้ทำงานเพื่องานนั้นเรื่อยไป มัน จะทำลายตัวกู อยู่เรื่อยไป, จะเป็นการ ทำงานด้วย และ เป็นการ ปฏิบัติธรรมเพื่อไปนิพพานด้วย รวมกันอยู่ใน ตัว ซึ่ง จะต้องทำด้วยสติ ที่ลืมไม่ได้ ; เพราะถ้าลืมมัน
น.14 ๖ ก็จะมีตัวขึ้นมาทันที. จะต้องมีสติ และก็มีปัญญาที่ถูกต้อง กำกับกันอยู่ ; ทำงานเพื่องาน ก็คือหัดทำงานด้วยจิต ว่างนั่นเอง. ทำงานเพื่องานเน้นหลักที่ไม่ต้องเพื่ออะไร. ที่นี่ที่เป็นวัดป่าพระเถื่อน มี ปริญญาตายแล้ว ก่อนตาย นี่ มุ่งหมายข้อนี้ด้วยเหมือนกัน ; ฉะนั้น เราจึง มีหลักการเฉพาะที่นี่ว่า “ทำงานเพื่องาน". ถ้าเลวลง มากกว่านั้น ก็ทำงานเพื่อนั่นเพื่อนี่ เพื่อส่วนรวม ; แม้แต่ เพื่อศาสนา ก็ยังต่ำกว่าการทำงานเพื่องาน เพราะมัน ยังมี อะไรอยู่ มีของเรา อยู่ แล้วก็ทำเพื่อของเรา ; แต่ ถ้า ทำงานเพื่องานล้วน ๆ ละก็ ไม่ต้องเพื่ออะไร ฉะนั้น จึงสูงสุด. ทำงานเพื่องานมันมีความหมายของมันเฉพาะ แล้ว ก็มีจิตใจที่เหมาะสมชนิดนั้นแหละ จึงจะทำได้. ฉะนั้น ทำงานที่นี่ คุณจะสังเกตเห็นว่า ไม่ได้มีใครขอบใจ, ไม่ได้ มีใครขอบคุณ, ไม่ได้มีใครให้รางวัล ; บางทีไม่มีใครจะ เอาใจใส่ว่า จะได้กินน้ำสักแก้วหนึ่งหรือเปล่าก็ได้ ถ้าทำงาน
น.15 ๗ เพื่องาน. ถ้าหวัง อยู่ว่าจะให้ใครมาขอบคุณ ที่มาช่วย งานหรือทำงาน ก็ไม่ได้ทำงานเพื่องาน อย่างที่ว่า. ฉะนั้น ถ้าจะสมัครศึกษาในหลักสูตรของวัดป่า- พระเถื่อนอยู่ที่นี่อย่างนี้ละก็; ก็ทำงานเพื่องาน โดย ไม่ต้องมีใครขอบคุณ, ไม่ต้องมีใครแห่มาสรรเสริญเยินยอ, ไม่ต้องมีใครให้รางวัลอะไร แม้แต่คำว่า "ขอบใจ" นั่น จะถูกต้องตามแบบวัดป่าพระเถื่อน ซึ่งมัน จะละลายตัวกู - ของกูนั้นออกไป ทุกที ๆ ๆ มันก็จะสิ้นสุดลงได้ สักวัน หนึ่งเป็นแน่. ทำงานเพื่องานจะเป็นสุข. ทีนี้มันก็จะเลยไกลออกไป กว้างออกไป ถึงว่า แม้จะทำงานที่บ้าน อย่างสมมติว่าลาสิกขาบท ไปทำงาน อย่างฆราวาสนั่น ก็ลองไปคิดดูเถิด : ทำงานเพื่องาน, ทำงานเพื่อเงิน, ทำงานเพื่อครอบครัว, ทำงานเพื่ออะไร, มันต่างกันลิบ แหละ; แล้วมันก็ยังจะทำได้อยู่นั่นแหละ ; ไม่ต้องกลัวว่าถ้าเราไม่หวังจะให้แก่ใคร หรืออะไร ที่เป็น ความอยากของกิเลสตัณหาแล้วจะไม่มีแรงทำ
น.16 ๘ ทำงานอย่างพวกนั้น ก็ทำงานด้วยกำลังของกิเลส ตัณหา : เพื่อกู เพื่อของกู : ส่วนคนนี้ ทำงานด้วย กำลังของสัจจะ ของธรรมชาติ ด้วยปัญญาที่มองเห็น ของจริงของธรรมชาติ. เมื่อคนโน้นทำงานด้วยตัณหา ; คนนี้ทำงานด้วยปัญญาชนิดที่บริสุทธิ์, มัน ก็ได้ผลอย่างที่ ไม่คดโกง, อย่างที่ไม่รู้สึกเหนื่อยหรือเป็นทุกข์ หรืออย่าง ที่จะ เป็นการก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมเพื่อนิพพานไป ในตัว. ถ้าทำได้นะ แม้ว่าจะสึกออกไปทำราชการ ค้าขาย หรืออะไร ก็สุดแท้แต่ว่าจะมีอาชีพอะไร ถ้าเก่งจริง มัน ก็คง ทำงานเพื่องานได้อยู่นั่นแหละ ; ไม่มีใครมาแย่งชิง อะไรเอาไปได้ เงิน ทอง ของนั้น มันก็คงเป็นของคนนั้น ไปตามกฎหมายตามระเบียบ ตามขนบธรรมเนียม ; เพียง แต่ว่าในใจนี้มันต่างกัน. ทำงานเพื่องานเป็นศิลปแห่งชีวิตเพื่อไม่มีทุกข์. ถ้าจะถือว่าเป็นเรื่องไม่เกี่ยวกับศาสนาก็ได้ ก็เป็น ศิลป เป็นเคล็ดสำหรับมนุษย์, เป็นศิลปแห่งชีวิต หรือ
น.17 ๙ เป็นชีวิตเพื่อศิลปก็ตาม ที่คนจะอยู่อย่างไม่เป็นทุกข์, แต่ที่ผมกำลังพูดนี่หมายความว่ามันเป็นเรื่องของธรรมะของ พระศาสนา ที่เราจะต้องเข้าใจอย่างนั้น และเรา จ ะต้อง ปฏิบัติให้ถูกตรงตามนั้น แล้วก็จะได้ไม่เป็นทุกข์ โดย ที่มีเหตุผลแสดงอยู่อย่างชัดเจน. มันอยู่ที่ว่าจะกล้าหรือ ไม่กล้า ที่จะถือหลักอย่างนั้น ทีนี้มันขึ้นอยู่กับที่ว่า มันฉลาดพอหรือไม่พอ ; ถ้าฉลาดไม่พอมันไม่กล้าดอก, ไปคิดดูเถอะ มันไม่กล้า ที่จะคิดลงไปอย่างนั้น เพราะความฉลาดมันไม่พอ. ถ้า พูดให้ตรงกว่านี้ก็คือ คนยังโง่อยู่ ไม่รู้จักศิลปะของธรรมะ หรือของชีวิต. เดี๋ยวนี้เราจะ รับปริญญาตายก่อนตายกันแบบวัดป่า พระเถื่อน ก็คือทำเพื่อไม่มีตัวกู - ของกู ถ้ารับปริญญานี้ ได้จริง ก็ออกไปทำงานเพื่องานโดยแน่นอน แล้วไม่มี ความทุกข์, เลยยิ้มกรีมอยู่ตลอดเวลา แม้มีครอบครัวก็เพื่อหน้าที่. ถามว่าจะมีครอบครัวทำไม ? มีบุตรภรรยาสามี ทำไม ? มันก็มี เพื่องาน อีกเหมือนกัน ไม่ใช่เพื่อตัวกู -
น.18 ๑๐ ของกู อย่างนี้มีกิเลสน้อยกว่าที่จะพูดว่า "เพื่อภรรยาของกู เพื่อลูกของกู เพื่ออะไรของกู" มนุษย์มีหน้าที่ที่จะต้องทำ เมื่อ ทำหน้าที่นั้น ก็ให้ทำเพื่อหน้าที่; อย่างฆราวาสนี่ก็มีหน้าที่ที่จะต้อง มีครอบครัว, ก็มีครอบครัวอย่างที่มันเป็นหน้าที่. อย่ามี ด้วยความโง่ ความหลง บ้ากามารมณ์ บ้าอะไรต่าง ๆ. รู้จักธรรม ๔ ความหมายเพื่อปฏิบัติได้ถูก. ธรรมะคือหน้าที่ นี้ เราพูดกันมามากแล้ว ธรรมะ ๔ ความหมายนี้อย่าลืมเสีย มันจะเป็นหลักประกันที่ให้ เข้าใจเรื่องอะไรได้ดี :- ธรรมะคือธรรมชาติ ทั้งหลาย, ปรากฏการณ์แห่ง ธรรมชาติทั้งหลายนี้เรียกว่าธรรม "ธรรมะ". แล้ว กฎของธรรมชาติ ก็คือธรรมะ. หน้าที่ตามกฎธรรมชาติ ก็คือธรรมะ ; นี่หน้าที่ ตัวนี้จำไว้เถิด. แล้ว ผลที่ได้รับมาจากการทำหน้าที่ นั้นก็คือ ธรรมะ ธรรมะอีกเหมือนกัน
น.19 ๑๑ บาลีมันมีคำคำเดียวเท่านั้น สำหรับจะใช้กับสิ่งนี้ : หน้าที่นั้นคือ ธรรม, ธรรมนั้นคือ หน้าที่ ; ทำหน้าที่ ก็คือ การปฏิบัติธรรม ปฏิบัติตามหน้าที่ ก็คือปฏิบัติธรรม. ทีนี้เรา มีหน้าที่อย่างไร ? ก็ทำหน้าที่นั้นเพื่อ หน้าที่ ก็แล้วกัน มันจะไม่มาสุม ไม่หนักอยู่บนอก บน จิตใจ หรือบนศีรษะ. เมื่อเป็นฆราวาสก็มีหน้าที่อย่าง ฆราวาส, เป็นบรรพชิตก็มีหน้าที่อย่างบรรพชิต, แม้ว่ามัน จะใช้คำรวม ๆ ร่วมกันได้; เช่น คำว่า "หน้าที่เพื่อดับ ทุกข์" มันก็ยังแยกกันได้ว่า จะดับทุกข์อย่างฆราวาส, หรือ ดับทุกข์อย่างบรรพชิต เมื่อสมัครมีหน้าที่อย่างฆราวาส ก็ทำหน้าที่อย่าง ฆราวาส และขอให้ ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ มันก็คง เป็นการทำงานเพื่องานอยู่นั่นเอง : จะเลี้ยงลูกเลี้ยงเมีย มันก็คือหน้าที่ ก็ทำหน้าที่คือหน้าที่ ; มันจะไม่มีความ ทุกข์ความร้อน. ลูกเมียสมบัติพัสถาน มันจะไม่มาสุมอยู่ บนจิตใจของคนคนนั้น. นี่เรียกว่าทำหน้าที่เพื่อหน้าที่
น.20 ๑๒ แล้วก็จะไม่มีอาการชนิดที่เรียกว่า ผิดใจอะไรกันนิดหนึ่งก็ ยิ่งมันตายเลย : ยิงผัวบ้าง, ยิงเมียบ้าง, แล้วแต่ว่าฝ่าย ไหนมันจะมุทะลุดุดันขึ้นมา ; อย่างที่เราจะเห็นได้ว่า มัน หนาแน่นขึ้นทุกทีในหน้าหนังสือพิมพ์ เรื่องผิดใจกันนิดเดียว หรือแม้แต่ว่าเรื่องมีชู้ เป็นเรื่องใหญ่โตแล้ว คนโง่คนนั้นก็ไปยิงเมียตาย แล้วก็ ไปเข้าตะราง, มันจะได้อะไร ? คนชั้นปู่ ย่า ตา ยาย สมัย โน้นเขาจะไม่โง่ถึงขนาดนั้น : มีชู้ก็มีชู้ไป, เมื่อพูดกัน ไม่รู้เรื่องมันก็แยกกัน ก็เลิกกัน บางทีมันจะมอบไปให้ เสียเลย ไม่ต้องไปยิงใครฆ่าใคร. นี่เพราะเขาถึงธรรมะ มากกว่า, เพราะทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ก็ทำงานเพื่องาน จะมี อะไร จะกินอะไร จะใช้อะไร เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ไปหมด ; นั่นแหละ ก็จะประกอบไปด้วยธรรมะ. ทำงานเพื่องาน จิตจะสงบว่าง. เดี๋ยวนี้เรากำลังใช้คำว่า ทำงานเพื่องาน บางทีก็ จะใช้คำว่า ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ แล้วแต่ใครจะชอบคำไหน, หรือให้ความหมายแก่คำสองคำนี้ เหมือนกันหรือว่าต่างกัน
น.21 ๑๓ อย่างไร, ถือเสียว่ามันเหมือนกันก็แล้วกัน. หน้าที่ก็คือ งาน งานก็คือหน้าที่; ทำหน้าที่ก็เพื่อหน้าที่, ทำงาน ก็เพื่องาน ก็ ไม่มีตัวกู - ของกู ที่จะเดือดร้อน เหมือนกับ ตกนรกอยู่ : เพราะว่าได้ทำงานแล้วนี้ มันก็ควรจะดีใจ. เราต้องการจะทำงาน พอเราทำงาน ได้ทำงาน ก็ควรจะดีใจ สบายใจเป็นสุข ตั้งแต่แรกลงมือทำ; แม้ว่างานมันมากหรือกินเวลานาน อย่างว่าจะทำนานี้ มัน ต้องเริ่มไถนา ต้องเริ่มอะไรไปตามลำดับ : แม้จะทำด้วย จอบก็ต้องพันกันหลายพันครั้งหรือหลายหมื่นครั้ง. ถ้าว่า ทำงานเพื่องาน พอฟันลงไปครั้งแรกมันก็ยินดีแล้ว ; เพราะ ว่าได้ทำงาน, เพราะว่าเราต้องการจะทำงาน. แต่ถ้าทำงานเพื่อเงินแล้ว แหม, มันยังไกลมาก ; จิตมันยังสงบไม่ได้ มันว่ายังอีกนาน กว่าจะเป็น ข้าว เปลือกออกมา. ต่อเมื่อมีเงินมานั่นจึงจะพอใจ ; เพราะ เขาทำงานเพื่อเงิน. ถ้าทำงานเพื่องาน มันพอได้ทำงานก็ พอใจ, พอใจไปตามลำดับ. ดังนั้นคนที่ทำงานเพื่องาน นั้นจะนอนหลับสนิทกว่าคนที่ทำงานเพื่อเงิน, คือว่าเหนื่อย ก็เหนื่อยน้อยกว่า ความเป็นทุกข์มันก็ผิดกันมาก
น.22 ๑๔ ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เขาใช้เป็นจริยธรรมสากลด้วย. ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ก็กลาย เป็นจริยธรรมสากล ไปแล้ว. นี่คุณไปค้นดูในตำรับตำราพวกศีลธรรม - จริยธรรมของสากล : ถ้าไม่มีที่ไหนสะดวก ง่าย ๆ ก็ไป เปิด Encyclopedia Britannica ดูที่คำว่า moral, morality, ethics จะพบยืนยันเรื่อง Duty for duty's sake เขาถือว่า เป็นสิ่งที่ถูกต้องร่วมกัน ; คือว่าหลักเกณฑ์หรือแบบฉบับ ที่จะมาเขียนลงในหนังสือขนาด Encyclopedia Britannica นี้เป็นที่รับรองเป็นฝูง ๆ ในหมู่นักปราชญ์ในแขนงนั้น และทั้งโลก. เขาจึงกล้าประกาศออกมาในฐานะที่เป็น ความรู้ของโลก. คำว่า "ศีลธรรม" นี้ก็เพื่อ ให้มนุษย์ได้สิ่งที่ดี ที่สุด สำหรับมนุษย์ นี้ ก็ตรงกันที่ว่า ศาสนาก็ต้องการ อย่างนี้, ศาสนาไหนมันก็ต้องการอย่างนี้. จุดหมายปลาย ทาง ให้มนุษย์ได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้ ทีนี้ ระบบจริยธรรม หรือปรัชญาของศีลธรรม ก็ยังยืนยัน อย่างนี้ อะไรเป็น สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะ
น.23 ๑๕ ได้ คือเป้าหมายของศีลธรรม ; แล้วก็ทำไป ตามที่ แสดงไว้ว่าจะต้องทำอย่างไร. ทีนี้ในสิ่งที่มันเป็น ผลเลิศของจริยธรรมนั้น เขา ก็วางไว้ ๔ อย่าง เรียกว่า "ความดีสูงสุดของมนุษย์" : อย่างที่ ๑. ความสุขที่แท้จริง นี่มันเหมือนกับ ศาสนา ; นั่นแหละ คิดดู ความสุขที่แท้จริง อย่างที่ ๒. ความเต็ม เปี่ยม เต็มเปี่ยมแห่งความ ถูกต้องของความเป็นมนุษย์. อย่างที่ ๓. หน้าที่เพื่อหน้าที่. อย่างที่ ๔. ความรักร่วมกันหมด ความรักสากล. ข้อที่ ๑. Happiness, ข้อที่ ๒ Perfection, ข้อที่ ๓ Duty for dutys' sake หน้าที่เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่, และข้อที่ ๔ นี้ Universal love, love ความรัก. นี่ สี่ อย่าง นี้คือ เป้าหมายสูงสุดของจริยธรรมของมนุษย์ ตามที่เขา ตกลงกัน. ทีนี้ผมมารู้สึกน่าหัวว่า มันต้องมากมายอย่างนี้ เที่ยวหรือ ? ถ้ามีหน้าที่เพื่อหน้าที่อย่างเดียวพอแล้ว. คุณคิดดู ข้อที่ ๓ หน้าที่เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่; ลอง
น.24 ๑๖ ดูเถิด ถ้าทำได้จริง มัน ก็ไม่มีตัวตน; พอไม่มีตัวตน ก็เป็นความสุข คือข้อที่ ๑ Happiness, แล้วก็เป็นความ เต็มเปี่ยมแห่งความเป็นมนุษย์ Perfection ที่มนุษย์มันจะ เต็มได้เท่าไร มันก็เต็มได้เท่านี้, เต็มได้แค่ไม่มีตัวตน แล้ว ทำงานเพื่องาน, แล้ว คนที่ไม่มีตัวตน อย่างนี้ ก็เป็น Universal love คือรักทุกคนเป็นคนเดียวกันอยู่ในตัว เพราะมันไม่มีตัวตน. ถ้าไม่เคยฟังหรือไม่เคยคิดมาก่อน มันก็เข้าใจยาก คือ จะพูดว่า พอเราไม่มีตัวเราแล้ว ทุกอย่างมันจะเป็น อันเดียวกันหมดได้. เดี๋ยวนี้มันมีตัวเรา มีตัวกู มันแบ่ง แยกเป็นสัดเป็นส่วน เป็นขอบเขต; พอไม่มีตัวเรา มันก็คือ ว่าง, ว่างมีตัวเดียวแหละ. ว่างสากลจักรวาล ต้องมีถึง ๔ อย่าง มันก็มากเรื่องที่จะคิดนึกศึกษา หรือ ปฏิบัติ. ทีนี้มีอย่างเดียว "ทำงานเพื่องาน" "ทำหน้าที่ เพื่อหน้าที่" ตัวกูไม่มี ที่เหลืออีก ๓ อย่าง มันก็เข้ามา เอง, มันก็มาเอง, เข้ามาเป็นหางเอง ฉะนั้น หลักธรรม ในพระพุทธศาสนาของเราก็ควรจะเป็นที่พอใจ ที่มันจะ แก้ปัญหาอะไรได้หมด คือ อย่ามีตัวกู อย่ามีของกู.
น.25 ๑๗ ขอให้สนใจ ตัวกู - ของกู จะเป็นคนเย็น. ฉะนั้น ขอให้สนใจเรื่องนี้แหละให้มากขึ้น เรื่องที่ ไม่มีตัวกู - ของกู ขอให้สนใจให้มากขึ้น ๆ; ให้เข้าใจ ให้มากขึ้น ๆ ก็จะเป็นคนเย็นไม่มีความร้อน, ไม่มีความทุกข์ ยิ่งขึ้น. การงานกลายเป็นความสุข, การงานกลายเป็น การปฏิบัติธรรมเพื่อไปนิพพาน. เดี๋ยวนี้ เขามักจะ ไม่ยอมฟัง แล้วก็ไม่เอาไปคิด ว่าที่ ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู นี้มันเป็นอย่างไร ? เขาไม่อยาก คิด แล้ว เขาเกลียดเสียตั้งแต่ได้ยินทีแรก ว่าไม่มีเราแล้ว จะทำอะไรกันไปทำไม ? แต่ที่แท้เรากำลังบอกให้รู้ว่า เรา จะมีเราชนิดที่ไม่เป็นทุกข์ ; มีเราชนิดที่ไม่ใช่เรา, ที่ ไม่ใช่ของเรา เราจะได้ไม่เป็นทุกข์. ให้สังเกตดูให้ดี ว่ามัน ไม่ใช่ไม่มีอะไร เสียเลย, มันไม่ใช่ไม่มีอะไรเสียเลย, มันก็คง มีอยู่อย่างเดิม แต่ไม่มี ความยึดถือว่าเรา ว่าของเรา : บ้านเรือน ลูกเมีย ทรัพย์ สมบัติ เกียรติยศ ชื่อเสียง เงินทอง ข้าวของ มันก็ยัง คงมีอยู่อย่างเดิมของมัน. แต่แล้ว ทำไมว่าไม่มีเรา ไม่มี ของเรา ? เพราะว่าจิตใจมันไม่สร้างความรู้สึก ชนิดนั้น
น.26 ๑๘ ขึ้นมาด้วยความโง่ เหมือนกับที่เราได้พูดไปแล้วเมื่อคืนที่ แล้วมาว่า หัวใจของพุทธศาสนาอยู่ที่ ไม่มีคน อยู่ที่ไม่มี ตัวกู - ของกู, อยู่ที่ตายแล้วก่อนตาย. ทีนี้เมื่อใคร เอาหัวใจของพระศาสนา มาใส่ไว้ ในใจของตัวได้ คนนั้นก็วิเศษทันที เปลี่ยนสภาพไป เป็นอะไรก็ไม่รู้, ไม่รู้จะเรียกอย่างไร ? เขาก็จะเรียกว่า "พระอริยเจ้า" บ้าง, เรียกอะไรไปตามเรื่องของเขา แต่ เราจะเรียกว่า "คนที่มีความทุกข์ไม่เป็นอีกต่อไป" ; ผู้ที่มี ความทุกข์กับเขาไม่เป็นอีกต่อไปจนตลอดชีวิต. รู้จักเรื่อง ตัวกู - ของกู แล้วจะไม่มีทุกข์. ขอให้รู้จักหรือเข้าใจ เห็นชัดว่ามันเนื่องกันไป หมด เรื่อง ไม่มีตัวกู - ของกู, เรื่อง ตายก่อนตาย, เรื่อง หัวใจของพุทธศาสนานี้ มันจะ เนื่องไปถึงทุกเรื่อง สำหรับจะไม่มีความทุกข์, ทุกเรื่องที่จะไม่มีความทุกข์ ต้อง มาที่นี่ ต้องมาที่ ความไม่มีตัวกู - ของกู. ทีนี้เขาก็จะแบ่งเขตกันเสีย ว่ามันดีเกินไป เรายัง ไม่เอา เรายังจะอยากอยู่อย่างคนมีกิเลส อย่างยังมีตัวกู --
น.27 ๑๙ ของกู อยากจะเป็นโลก โลกิยนี่ให้มันมาก ๆ นี่เขาถือ เสียว่าอย่างนี้ ส่วน เรื่องที่ไม่มีตัวกูนั้น มันเป็นโลกุตตระ มากเกินไป เขายังไม่ต้องการ. ข้อนี้ผิดพระพุทธประสงค์ ที่ได้บอกแล้วแต่วันก่อนว่า : - พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนเรื่องอนัตตา เรื่อง สุญญตา เรื่อง โลกุตตราแก่ฆราวาส ที่ยังมีลูกมีเมีย ยัง ประพรมของหอม ยังตบแต่งเนื้อตัว ; คือว่าถ้าเขายังมีลูก มีเมีย มีบ้านมีเรือน ก็ขอให้มีด้วยจิตใจที่ รู้จักสุญญตา ก็เลยไม่มีความทุกข์, เป็นฆราวาสที่ไม่มีความทุกข์ มัน น่าดู. ถ้าเป็นฆราวาสที่หนาแน่นไปด้วยกิเลส อะไรมันก็มี ความทุกข์ ; อยู่เฉย ๆ มันก็มีความทุกข์ เพราะวิตกกังวล เป็นห่วง ขี้ขลาด หรือกลัวอะไรล่วงหน้า. คนเป็นโรคมากขึ้นเพราะเป็นทาสตัวกู - ของกู. ถ้าจะลองตั้งคำถามว่า ทำไมคนสมัยนี้มันเป็นโรค เส้นประสาทและโรคอื่น ๆ ที่เนื่องกัน มันมากกว่าคนโบราณ ยิ่งยุคโบราณเท่าไร มันก็ยิ่งเป็นโรคนี้น้อย ; หมายความ ว่าถ้ายอมรับอย่างนี้นะ. ก็ตอบได้ว่า เพราะเดี๋ยวนี้คน
น.28 ๒๐ ไม่มีธรรมะเข้ามาช่วย เสียเลย มีแต่เต็มไปด้วยความ ต้องการ เดือดร้อน ดิ้นรนแห่งตัวกู - ของกู จึงเป็น โรคประสาทมากกว่าสมัยโบราณ ที่เขาไม่ค่อยจะมีอะไรมา ยั่ว มาดึงมาอะไรให้มันดิ้นรนกันอย่างนี้; เพราะเขามี ธรรมะง่าย ๆ ตามธรรมชาติ หรือว่าตามสิ่งแวดล้อมสมัยนั้น ซึ่งไม่ยั่วให้เกิดตัวกู - ของกูนั่นเอง. เดี๋ยวนี้มันคล้าย ๆ กับว่ามันอาบ มันย้อม มันอะไร อยู่ด้วยตัวกู - ของกู ไปเสียทุกเวลา, แม้เกือบจะทุก กระเบียดนิ้วของเนื้อตัว ก็จะต้องเป็นโรคทางจิตกันมากขึ้น, หาความสงบสุขที่แท้จริงไม่ได้. ทีนี้จะคิดกันอย่างไร ? จะยอมเป็นอย่างนั้นหรือ ? ถ้ายอมเป็นอย่างนั้น ผมว่าไม่ต้องมาบวชมาศึกษาธรรมะของ พระพุทธเจ้าให้เสียเวลา, ก็ไปทำตามนั้นก็แล้วกัน. นี่ ถ้ามาบวช จะมาศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้า มันก็ กลายเป็นว่า เพื่อแก้ปัญหา อันนี้ เพื่อจะอยู่ในโลกนี้ อย่าง ที่ว่าเป็นผู้ชนะ ไม่ใช่ผู้แพ้ ; ฉะนั้น ธรรมะมีไว้ให้คน อยู่ในโลกด้วยชัยชนะ
น.29 ๒๑ ทีนี้คนโง่ ๆ แห่งสมัยวิทยาศาสตร์นี่แหละ เขาขบขัน ว่าธรรมะมีไว้สำหรับให้คนหนีโลก, หนีเตลิดเปิดเปิงไป จากโลก, ไปอยู่ในป่าในดง. ใครไปอยู่กับธรรมะ นั้น มันโง่ที่สุด ; นี่เขายังว่าเอาเองอีกด้วย. ศาสนาช่วยให้คนอยู่ในโลกด้วยชัยชนะ. ศาสนาเขาไม่ได้ต้องการอย่างนั้น ไม่ใช่ยอมแพ้ แล้วหนี โลกไปอยู่ในป่า ธรรมะ หรือ ศาสนาต้องการให้ คนมีชัยชนะอยู่ในโลก : จะมีการงาน มีครอบครัว บุตร ภรรยา สามี มีหน้าที่ความรับผิดชอบใหญ่ยิ่งขึ้น ไปเท่าไรก็ตาม ก็อยู่ในโลก, แล้วก็อยู่ด้วยชัยชนะทำอะไร ได้ทุกอย่าง. ความมุ่งหมายที่แท้จริงของธรรมะเป็นอย่างนี้. ทีนี้ถ้า จะอยู่ในโลก ด้วยชัยชนะ ทุกอย่างนี้ จะต้องทำอย่างไร? มันก็มาถึงเรื่องที่กำลังพูด คือว่าเขา จะต้องมีจิตใจอย่างนี้เท่านั้นแหละ จึงจะอยู่ในโลกด้วย ชัยชนะได้; ไม่อย่างนั้นมันจะแพ้ตลอดเวลา แล้วคน โง่ ๆ เหล่านั้นก็ไม่ได้รู้ว่าแพ้, แม้จะเอาปืนจ่อขมับตัวเอง, ยิงตัวเองตาย มันก็ไม่รู้ว่าแพ้ดอก คิดว่าชนะหรืออะไร
น.30 ๒ ๒ อยู่เรื่อยไป. ถ้ามีธรรมะจริงมันก็จะชนะจริง คือมันจะ อยู่เหนือปัญหา ชนะปัญหาขึ้นไปได้ตามลำดับ. ฉะนั้นช่วยกันบอกเพื่อนฝูงของเราด้วยว่า ธรรมะ นี้เขามีไว้อย่างนี้ เขามีไว้สำหรับให้อยู่ในโลกด้วย ชัยชนะในทุกกรณี. ธรรมะมีไว้เพื่อดับทุกข์คนในโลก. อย่าเข้าใจว่าธรรมะหรือศาสนามีไว้ สำหรับให้ คนทิ้งบ้าน ทิ้งเรือน ทิ้งครอบครัว ไปอยู่ในป่า เป็นพระ- อรหันต์กันในป่า; ไม่มีความมุ่งหมายอย่างนั้น; มีความ มุ่งหมายจะดับความทุกข์ให้แก่ทุกคนในโลก ทั้งที่เป็น เทวดาและมนุษย์. มนุษย์ก็มีความทุกข์, เทวดาก็มี ความทุกข์. ธรรมะก็ต้องการให้ชนะทุกข์, ให้ชนะ ความทุกข์ให้ได้ ; แล้วแต่ว่าเขาจะเป็นอย่างไร. ทีนี้ ระบบที่ออกไปบวชอยู่ในป่านั้น มันเป็น ข้อปลีกย่อยพิเศษ ที่คนบางคนเขาต้องการ เพื่อง่าย เพื่อ สบาย เพื่อสะดวก เขาชอบอย่างนั้น มีสิทธิเสรีภาพที่จะ ทำได้อย่างนั้น ก็เป็นไปได้. แต่คนทั้งหลาย ๙๐ เปอร์เซ็นต์
น.31 ๒๓ ทำอย่างนั้นไม่ได้ มันจะต้องอยู่ในโลก ต่อสู้อย่างในโลก เขาควรจะมีอะไรสักอย่างหนึ่ง ที่ทำให้เขาไม่พ่ายแพ้. ตรัสสอนวิธีดับทุกข์แม้แต่ฆราวาส. นี้เป็นข้อที่ยืนยันให้เห็นยิ่ง ๆ ขึ้นทุกทีว่า พระ- พุทธเจ้าก็ตรัสสอนสุญญตา แม้แก่ฆราวาส, ถืออาวุธที่ ชื่อว่า "สุญญตา" นี้จะแก้ปัญหาแม้ของฆราวาส, แต่ว่าอาวุธ นี้ก็ออกจะประหลาด ๆ อยู่ คือเป็นพระอรหันต์ก็ได้, ไม่ เป็นพระอรหันต์ก็ได้, ลดลงมา ไม่มีความทุกข์อยู่ในบ้าน เรือน ตามแบบของชาวบ้านก็ได้. ถ้าเราอย่าพูดถึงพระอรหันต์ หรือถึงอะไรทำนอง นั้นกันเสียเลยนั่นแหละจะดี เอาแต่ว่าไม่มีความทุกข์ก็แล้ว กัน ; ถ้าไปพูดเรื่องพระอรหันต์ ไม่ใช่พระอรหันต์ โสดาบัน สกิทาคาอะไร มันจะทำให้เรื่องมาก ลำบากแก่ การศึกษา มีปัญหามาก. เอาแต่หลักสั้น ๆ ว่า ถ้าเรามี ตัวกู - ของกูน้อยเท่าใด เราจะมีความทุกข์น้อยเท่านั้น, เรา หมดตัวกู - ของกูเมื่อไร เราจะไม่มีความทุกข์เลย,
น.32 ๒๔ เอาเท่านี้ก็พอแล้ว. ตรงไหนจะเป็นพระอรหันต์, ตรง ไหนจะเกือบเป็นพระอรหันต์ อย่าไปสนใจเลย "ทำงานเพื่องาน" ก็อยู่ในโลกได้ด้วยชัยชนะ. ทีนี้ก็ สรุปเป็นข้อปฏิบัติ หรือเป็นหลักปฏิบัติ ง่ายๆ ก็คือ "ทำงานเพื่องาน" นี่มันเกินกว่าที่จะเรียกว่า ปอกกล้วยให้กิน, คือสรุปใจความ ข้อความอะไรทั้งหมด แล้ว จนยังเหลืออยู่ว่า คุณทำงานเพื่องาน ก็พอแล้ว ไม่ต้อง เรียนอะไรมากกว่านั้น. เหตุผลที่ว่า ทำไมจะต้องทำอย่าง นั้น ? มีสัจจะอะไร อย่างไรนั้น ? ให้คนอื่นคิดก็ได้, เขาก็มี ความจริง มีข้อเหตุผลของความจริง ที่จะต้องทำอย่างนั้น ที่บอกว่าต้องทำอย่างนั้น ; แล้วเราก็ไม่ต้องไปสนใจ เมื่อเขาบอกว่า "เอ้า, ทำงานเพื่องาน" ก็ลองทำดูซิ แล้ว มันไม่มีความทุกข์ แล้วก็จะสอนในตัวมันเอง ไม่ต้องเชื่อ คนอื่น. วันไหนเราเผลอไป ทำงานเพื่อเงิน เพื่อลูก เพื่อ เมีย นั้นมันมีความทุกข์, วันไหนเราไม่เผลอ เราทำงาน เพื่อหน้าที่ วันนั้นไม่มีความทุกข์. เดี๋ยวมันก็รู้ธรรมะขึ้น
น.33 ๒๕ มาเอง ไม่ต้องไปเชื่อคนอื่น ; ตามหลักกาลามสูตร ที่ว่า "เชื่อความรู้สึกที่ประจักษ์ชัดอยู่ในภายใน ไม่ต้องเชื่อแม้แต่ ว่า ผู้นี้เป็นศาสดาของเรา ก็ไม่ต้องเชื่อ" ตื่นเช้าขึ้นมา ฆราวาสก็ดี เป็นพระก็ดี เป็นสัตว์- เดรัจฉานก็ดี ทุกชีวิตก็ ต้องทำงาน ดูนกหนูตัวเล็ก ๆ เถอะ พอตื่นขึ้นมามันก็ทำงาน คือไปหาอาหารแล้วกินไปเลย ; นั่นแหละคืองานของมัน นี่มนุษย์เรามันก็ต้องทำงาน แม้แต่เป็นพระก็ต้องไปบิณฑบาต หรือต้องไปทำอะไรตาม หน้าที่. พวกฆราวาสก็จะต้องแต่งเนื้อแต่งตัวไปทำงาน ที่ออฟฟิศ ที่ไหนก็สุดแท้ มันก็เป็นเรื่องงานกันไปทั้งนั้น ถ้าเขา ตั้งใจไว้ไม่ถูก มันจะกระหืด กระหอบ, มัน จะร้อนรน มันจะมีความทุกข์ ไม่มากก็น้อย. นี้เรา ก็เรียกเขาว่า ปุถุชนผู้ไม่มีความรู้ จะต้องทนทุกข์. ทีนี้ถ้าจะเปลี่ยน ก็ต้องเปลี่ยนมาเป็น ผู้ที่ว่าไม่ใช่ปุถุชนที่ หนาไปด้วยความโง่ ; เป็นกัลยาณปุถุชน เป็นอริยสาวก อะไรก็แล้วแต่จะเรียก ก็ รู้ว่าอะไรเป็นอะไร, อะไรเป็น อย่างไร, ดำรงจิตอย่างไร อย่าให้ความอยากด้วยความโง่ ครอบงำ. คำพูดนี้สำคัญมาก ที่พูดเมื่อคืนนั่นแหละ ว่า
น.34 ๒๖ ในขณะแห่งผัสสะ มันมีความโง่ แล้วก็มีเวทนาโง่ มี ตัณหาโง่ มีอุปาทานโง่ แล้วก็เป็นทุกข์. ต้องมีชีวิตอยู่ด้วยสติปัญญา. ฉะนั้น ถ้าให้ความอยากโง่ๆ นี้จูงไปทำงาน มันก็จะทำงานเพื่อความอยากที่โง่ ๆ; แต่ว่าให้ปัญญาของ พระพุทธเจ้า ที่เราได้เล่าเรียนมานี้ ได้รับมอบมานี่ ให้ ปัญญานี้มันชวนให้ทำงาน ไม่ได้บังคับ ไม่ได้จูงจมูก ไม่ได้ไสหัวไสคอ อย่างกิเลสตัณหา. ปัญญาเหมือนกับมาเชื้อเชิญ ชักจูง ชี้ชวน ให้ไปทำงาน ก็เรียบร้อยราบรื่น ก็ทำงานด้วยความรู้สึก ในหน้าที่, สำนึกในหน้าที่ ทำงานเพื่อหน้าที่, ไม่ได้มี ความอยากอย่างโง่เขลาที่เรียกว่า "ตัณหา". แต่มีสติปัญญา หรือญาณทัศนะอย่างใดอย่างหนึ่งให้ทำงาน ฉะนั้นการทำงานเพื่องาน มันมีความหมายอย่างนี้ ยิ่งอธิบายเรื่องก็ยิ่งมาก ผมก็ไม่ค่อยชอบ พูดให้มันมาก เรื่อง นี่ไม่ค่อยชอบ ; พูดมันก็พูดได้ เดี๋ยวมันก็จะมากจน
น.35 ๒๗ ฟันเพื่อนเสียเปล่า ๆ เอาเป็นว่า คนเราจะต้องมีชีวิตอยู่ ด้วยสติปัญญา, ให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรตามสมควร ไม่ใช่ มากเกินไป, แล้วทำอะไรไปด้วยปัญญานั้น เขาเรียกว่า ดำเนินชีวิตอยู่ด้วยปัญญา. ภาษาธรรมะ มีคำพูดอย่างนี้ "เป็นบัณฑิตผู้ดำเนินประโยชน์กิจด้วยปัญญา". ถ้าฟังเทศน์สมัยโบราณสัก ๒๐ - ๓๐ ปีก่อนโน้น ก็จะมีประโยคอย่างนี้ทุก ๆ กัณฑ์ที่เทศน์ เพราะเขาแต่งไว้ เป็นรูปแบบฉบับ เป็นบัณฑิตดำเนินประโยชน์กิจด้วย ปัญญา, ดำเนินชีวิตด้วยปัญญา. เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้ยิน เพราะเขาพูดกันอย่างอื่น หรือบรรยายกันอย่างอื่น แต่ เราก็ยังเอามาใช้ได้ว่า จงเป็นบัณฑิต แล้วก็ดำเนินชีวิต ประจำวัน ทุกเวลานาทีนี้ไปด้วยสิ่งที่เรียกว่า "ปัญญา". นี่ไม่เท่าไรคุณจะเป็นบัณฑิตแล้วนะ ตามธรรม- เนียมนะ, บัณฑิตตามธรรมเนียมน่ะ คือ พอลาสิกขา สึก ออกไป เขาเรียกว่า "บัณฑิต" เหลือแต่ "ฑิต" กลายเป็น "ทิด" ภาษากะเร่อกะร่า เรียกว่าเป็น "ทิด"; ที่จริงมาจาก บัน - ทิด ซึ่งมาจากบัณฑิต. บัณฑิตน่ะ ผู้ดำเนิน
น.36 ๒๘ ประโยชน์กิจด้วยปัญญา. เดี๋ยวนี้เราบวชแล้วสึกออกไป เป็นบัณฑิต ต้องไปดำเนินประโยชน์กิจด้วยปัญญา แต่ทีนี้มันทำไม่เข้าเรื่อง ไม่เข้ารูป ไม่ตรงเรื่อง มันเลยเป็น "ทิด" โง่ ๆ ไป; ไม่เคยรู้สึกว่าเป็น "บัณฑิต" ด้วยซ้ำไป ที่ชาวบ้านเขาเรียกเป็นเสียอย่างนี้, ที่ไปเรียก ว่า "พี่ฑิต" พี่อะไรกัน. ถ้าเป็นไปตรงตามความประสงค์ เดิมแล้ว การศึกษาในอาศรมครบถ้วนตามหลักสูตรแล้ว จะลาจากอาศรมนั้น ไปดำเนินประโยชน์กิจในโลกนี้ เขา เรียกว่า "บัณฑิต" มาแต่โบราณกาลในประเทศอินเดีย, เป็น ขนบธรรมเนียมประเพณี อย่างนี้ก็เหมือนกับเดี๋ยวนี้ไปเข้า มหาวิทยาลัย เรียนจบได้ปริญญา เรียกว่า "บัณฑิต" ; แต่ว่าเรื่องที่เรียนมันคนละเรื่อง. ที่มหาวิทยาลัย ทั้งหลายในโลกเวลานี้ เขา ไม่ได้ เรียนเรื่องครองชีวิตชนิดที่ไม่เป็นทุกข์ เรียนแต่เรื่อง อาชีพ เทคนิคแขนงใดแขนงหนึ่งอย่างเดียว ไม่พูดถึงชีวิต ไม่พูดถึงว่าคนเรานี้เกิดมาทำไมนี้ มันไม่มี. ฉะนั้น บันฑิต ชนิดนั้นมันก็ได้แต่หาใส่ปากใส่ท้อง อย่างดีที่สุด อย่าง
น.37 ๒๙ เหนื่อยน้อยที่สุด เอาเปรียบผู้อื่นที่สุด เอ้า, เป็นบัณฑิต ไปด้านนั้น. อีกทางหนึ่งก็ไปเป็นบัณฑิตมาจากวัดบ่าพระเถื่อน ของพระพุทธเจ้า จะมีที่ไหนก็ตามเถิด; ครั้งพุทธกาลก็ เหมือนกันแหละ ถ้าเรียนจบก็เป็นบัณฑิต ; อย่างของ พระพุทธเจ้าออกมา คือรู้เรื่องชีวิตจิตใจ ว่าความทุกข์คือ อะไร, เกิดขึ้นอย่างไร, ดับได้อย่างไร, โดยวิธีใด; บัณฑิต นี้ก็มีความรู้ในด้านจิตใจ ทีนี้คนๆ เดียวกันเป็น ๒ บัณฑิต : บัณฑิตอย่างเนื้อหนัง, ทำมาหากินแล้วก็บัณฑิต อย่างจิตใจ ที่จะรู้จักการควบคุมชีวิต อย่าให้เป็นทุกข์ นี้คือ บัณฑิตที่สมบูรณ์ . ผมก็คิดว่าคุณที่จะลาสิกขาบทไปนี้ ; ควรจะเป็นอย่างนี้ : เอาความรู้ทั้ง ๒ ฝ่ายนี้มารวมกันเข้า เป็นชีวิตที่เฉลียวฉลาด สว่างไสว มีชัยชนะได้โดยง่าย. เขามักจะเปรียบเทียบว่า ชีวิตนี้เทียมด้วยวัว ๒ ตัว, ด้วยควาย ๒ ตัว, ด้วยม้า ๒ ตัว; เหมือนกับลาก รถ ลากเกวียน ลากแอก ลากไถ เขามักจะใช้ม้าตัวที่ฉลาด ตัวหนึ่ง โง่ตัวหนึ่ง, วัวก็เหมือนกัน, ควายก็เหมือนกัน. สองตัวนั้นไม่ได้เป็นอย่างเดียวกัน ; ตัวหนึ่งก็มีแรงมาก
น.38 ๓๐ แต่มันโง่ฟังคำสั่งไม่ค่อยรู้เรื่อง. ทีนี้อีกตัวหนึ่งฉลาด ผอม ก็ได้ ไม่ค่อยมีแรงก็ได้ แต่ฟังคำสั่งเจ้าของรู้เรื่อง; ฉะนั้น การไถนาก็ดี การลากเกวียนก็ดี อะไรก็ดี มันเป็นไปได้ดี. ตัวหนึ่งมันมีแรง; อีกตัวหนึ่งมันมีปัญญา. จิตคนทั่วไป มันก็จะต้องเป็นอย่างนั้น คือต้องมีปัญญา แล้วก็ต้องมีกำลัง ทีนี้ปัญญานี้จะช่วยให้รู้ว่า โอ๊ย ทำงานเพื่องาน โว้ย ; มีชีวิต มีหน้าที่ แล้วทำหน้าที่เพื่อหน้าที่; แรงก็ ทำไป, สติปัญญามันก็ควบคุมไป. ชีวิตนี้มันก็เดินไป ด้วยดี สูงขึ้น ๆ ทั้งทางร่างกายทั้งทางจิตใจ; ประสบ ความสำเร็จในส่วนทรัพย์สมบัติ เกียรติยศชื่อเสียง, แล้ว ยังประสบความสำเร็จในด้านจิตใจ ที่เป็นเรื่องมรรค ผล นิพพาน ที่มันก้าวออกไปในทางมรรค ผล นิพพานด้วย. หลักสั้น ๆ เพื่อดำเนินชีวิตคือทำงานเพื่องาน. ขอให้จำเค้าเงื่อนอันนี้ไว้ สำหรับไปเป็นหลัก เป็นเกณฑ์ เป็นรูปร่างสำหรับไปดำเนินชีวิต ที่มันยังเหลือ อยู่ข้างหน้า นี่เขาเรียกว่า "โอวาทนวกะ" นี่ก็หมายความว่า โอวาทเฉพาะคนบวชใหม่ บวชน้อย บวชพรรษาเดียว
น.39 ๓๑ มันเป็นอย่างนี้. ทุกอย่างจะรวมมาให้หมด, ใช้คำพูดที่ รัดกุมสั้น ๆ จำง่าย ๆ เข้าใจได้ง่าย ๆ เพราะเราไม่มีเวลามาก นั่นเอง. ในวันนี้พูดเรื่องงานเพื่องาน หรือว่าทำงานเพื่อ งาน ทำหน้าที่ก็เพื่อหน้าที่; เราจะได้มีความสุข, เราจะได้มีความเต็มมนุษย์, ความเต็มแห่งความเป็นคน เราจะรักเพื่อนฝูงได้ เพราะไม่เห็นแก่ตัว ; จะรักประเทศ- ชาติ รักโลก รักทั้งหมดก็ได้ เพราะไม่มีความเห็นแก่ตัว อย่างโง่เขลา. ทำงานเพื่องาน จะมีศีลธรรมดี ไม่คอรัปชั่น, ทำงานเพื่องาน จิตใจจะมีความสุขดีตลอดเวลา, ทำงานเพื่อ งานนั้น มันจะก้าวหน้าไปทางพระนิพพาน อยู่โดยอัตโนมัติ ในตัวมันเอง. พูดอย่างเอาเปรียบก็เรียกว่า ยิงปืนทีเดียว ได้นกหลาย ๆ ตัว. นี่ใจความของเรื่องที่พูดในวันนี้ มันก็เป็นอย่างนี้ เหลืออยู่แต่เพียงคำสั้น ๆ ว่า "ทำงานเพื่องาน" อยากจะ ใช้คำว่า "หน้าที่" "ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่" ซึ่งตรงกันดี ทั้งในทางหลักเกณฑ์ของพระศาสนา และ
น.40 ๓๒ หลักเกณฑ์ของจริยธรรมสากล; ที่ได้ยกมาพูดให้ฟัง ว่า หลักจริยธรรมสากล ซึ่งไม่ใช่ของศาสนาไหน มันก็มี หลักอย่างนี้ ไปเข้ากันได้กับทุกศาสนา. รวมแล้วจะโดย จริยธรรมสากลก็ดี, โดยศาสนาทั้งหลายทั้งปวงก็ดี มีข้อ เดียวว่า "ทำงานเพื่องาน" พูดให้สำเร็จรูป พูดให้ไม่ต้อง คิดมากอีกแล้ว ไม่ต้องศึกษามากอีกแล้ว. การบรรยายครั้งนี้ก็ยุติลง ด้วยเวลาเพียงเท่านี้
Buddhadasa