Buddhadasa.org
หนังสือสันโดษไม่เป็นอุปสรรคแก่การพัฒนา › อ่านฉบับเต็ม

📖 สันโดษไม่เป็นอุปสรรคแก่การพัฒนา

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ แสดง ณ ลานหินโค้ง ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๒๕ — ชุดลอยปทุม · วันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๒๕

📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.9 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาสาฬหบูชา เป็นครั้งที่ ๔ ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงกล่าวเรื่อง หลักพุทธ- ศาสนาที่ยังเข้าใจผิดกันอยู่ ต่อไปตามเดิม ; แต่มีหัวข้อ เฉพาะในวันนี้ว่า สันโดษไม่เป็นอุปสรรคแก่การพัฒนา. มีหลักธรรมหลายข้อที่ยังเข้าใจผิดกันอยู่. ขอทบทวนความเข้าใจอีกครั้งหนึ่งว่า มีหลักธรรมะ หลายข้อที่เรากำลังเห็นขัดแย้งกันอยู่ คืออธิบายต่างกันบ้าง ถือเอาความหมายต่างกันบ้าง, แล้วก็เกิดการกระทบกระทั่ง หรือขัดแย้งต่อกัน ซึ่งไม่เป็นผลดีเลย. * ธรรมบรรยายครั้งที่ ๔ ภาคอาสาฬหบูชา หลักพระพุทธศาสนาที่ยังเข้าใจ กันผิดอยู่ ที่ลานหินโค้ง, สวนโมกข์ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๒๕

น.10 ๒ ตัวอย่าง ที่แล้วมา เช่นเรื่อง จิตว่าง บางคนก็ว่า จิตว่างเป็นสิ่งที่มีไม่ได้ก็มี, หรือเป็นสิ่งที่บ้าบอ ใช้ประโยชน์ อะไรไม่ได้ ให้โทษไปเสียก็มี. เรื่องสันโดษ นี้ก็เคยถึงกับมีการห้ามไม่ให้พระเทศน์, ไม่ให้พระสั่งสอนประชาชน โดยรัฐบาลยุคหนึ่ง โดยถือว่า เป็นสิ่งที่ทำให้คนไม่ก้าวหน้า และ ความเห็นของบางคน ว่าไม่ควรสอนปรมัตถธรรม คือธรรมะขั้นสูงแก่คนทั่วไป เพราะว่าไม่มีประโยชน์ จะทำให้เขาไม่ทะเยอทะยานทำ กิจการงานให้ใหญ่โตไพศาลออกไป ดังนี้เป็นต้น ; มีอยู่ หลายหัวข้อด้วยกัน ซึ่งเราจะได้นำเอามาวินิจฉัยกันทีละข้อ กว่าจะหมดสิ้นปัญหาเหล่านี้. การที่มี ความเข้าใจผิดขัดแย้งกันอยู่อย่างนี้ โดย หลักธรรมะในพระพุทธศาสนา และเป็น พระพุทธภาษิต โดยตรงอย่างนี้ มีโทษ ไม่มีคุณ, มีแต่โทษ. มีโทษข้อแรก ก็คือ ทำให้เราทะเลาะกันเอง ; แบ่งกันเป็นพวก ๆ แล้วก็ทะเลาะกันเอง. ที่เป็นบุคคลต่อ บุคคลก็ทะเลาะกันถึงกับชกต่อยกันก็มี, ที่เป็นพระเป็นเณร ก็มี, มันน่าหัวถึงขนาดนั้น ; ไม่มีเรื่องอะไรที่จะทะเลาะ

น.11 ๓ ชกต่อยกันแล้ว กลายเป็นมามีเรื่องอธิบายธรรมะไม่เหมือน กัน, เถียงกันว่าอย่างนั้นผิด ว่าอย่างนี้ถูก. นี้เป็นสิ่งที่มีแล้วจริง ไม่ต้องสมมติเอามาหลอก ท่านทั้งหลาย ; อาตมาก็เคยผ่านมาแล้ว นี่เรียกว่ามัน เป็นโทษ ทำให้เราได้ทะเลาะกัน. และก็ยังมี โทษ ข้อที่สอง คือทำให้เรา ไม่ได้รับ ผลจากธรรมะข้อนี้ ; ในพระพุทธศาสนามีธรรมะ ก็ เพื่อจะได้รับผลเป็นความดับทุกข์ เป็นความสงบสุข ; แต่มากลายเป็นเรื่องทะเลาะวิวาทกัน ทำให้ไม่ได้รับผลจาก พระศาสนา, แล้วเราก็ ไม่สามารถสืบอายุพระศาสนาของ เราได้ เพราะมัวแต่ทะเลาะขัดแย้งกันเรื่องความหมายของ ธรรมะนั้น ๆ คนต่างศาสนาเขาก็จะหัวเราะเยาะ ว่าคน เหล่านี้ทะเลาะกันด้วยเรื่องศาสนาของตนเอง. นี้มันมีโทษ มีเหตุผลที่เราควรจะกำจัดสิ่งเลวร้าย เช่นนี้ให้หมดไป; อย่าให้เหลืออยู่เป็นโทษแก่เราเลย จึงขอร้องให้ท่านทั้งหลายสนใจฟังให้ดี. นักเรียนทั้งหลาย ก็ควรจะสนใจเรื่องนี้ : แม้ในฐานะเป็นเรื่องของภาษา เรียนภาษาก็ยังได้ เช่นคำว่า สันโดษ นี้มันคืออะไร ?

น.12 ๔ ในวันนี้ จะทำความเข้าใจเรื่องสันโดษที่ยังเข้าใจผิดกัน อยู่. เรื่องสันโดษยังเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันอยู่. ครั้งหนึ่ง อาตมาไปแสดงปาฐกถาที่กรุงเทพฯ ใน ระยะที่เขาห้ามสอนเรื่องสันโดษนั่นแหละ ห้ามในนาม รัฐบาล ขอให้คณะสงฆ์หยุดสอนเรื่องสันโดษ, อาตมาก็ได้ พูดถึงเรื่องนี้ ในฐานะที่ว่าไม่ถูก; การห้ามสอนเรื่อง สันโดษนั้นมันเป็นเรื่องบ้าบอ คือ เป็นเรื่องที่ห้ามคำสอน ของพระพุทธเจ้า. แล้วอาตมายังว่า เรื่องที่สอนว่า "งาน คือเงิน เงินคืองาน" นั่นแหละไม่ควรจะสอน. ตอนนั้น เขากำลังสอนเรื่องงานคือเงิน เงินคืองานกันอยู่; เลยมี เรื่องมาอย่างนี้. ครั้งนั้นก็ได้มีผู้ส่งข่าวให้ทราบว่า หัวหน้ารัฐบาล เรียกเอาเทปบันทึกเสียงนั้นไปเปิดฟัง ในที่สุดท่านก็ว่าไม่มี เรื่องอะไร คือไม่เป็นอะไร ; เพราะเราไม่ได้มีเรื่องที่จะ ไปว่าใคร เพียงแต่พิสูจน์ความจริงของคำสอนในพระพุทธ- ศาสนาข้อนี้.

น.13 ๕ รัฐบาลนั้นยังไม่ทราบว่า คอรัปชั่นทั้งหลายนั่นน่ะ เกิดมาจากการไม่สันโดษ แม้เดี๋ยวนี้แหละ ท่านทั้งหลายลองสังเกตดูให้ดีเถอะจะพบว่า ถ้า มี คอรัปชั่นที่ไหนก็มีมูลมาจากการไม่สันโดษของคนที่ทำ คอรัปชั่นนั้นเอง; มีเงินเดือน มีฐานะ มีอะไร พอกิน พอใช้ เหลือกินเหลือใช้ ก็ยังทำคอรัปชั่น, รวยแล้วก็ยัง โกง. นี่เพราะว่าเขาไม่สันโดษ. เราควรจะเข้าใจเรื่องนี้กันเสียให้ถึงที่สุด ซึ่งจะได้ วินิจฉัยเป็นเรื่อง ๆ หรือเป็นตอน ๆ ไป, ขอให้ฟังให้ดี. จะพูดกันถึงคำว่า "สันโดษ". สันโดษ คำพูดคำนี้แปลว่า อะไร ? ตัวหนังสือแปลว่า ยินดีด้วยสิ่งที่มีอยู่, ยินดีด้วย สิ่งที่มีอยู่ ตัวหนังสือมันมีอย่างนี้. ทีนี้เรามักจะไปเติมเอาเอง ว่า เอาตามมีตามได้, ไม่ต้องขวนขวายอะไรอีก. นี้ความเข้าใจผิด ที่ไปเติม เข้าว่า สิ่งที่มีอยู่ต้องตามมีตามได้, ไม่ต้องขวนขวายอะไร อีก. ถ้าอย่างนี้ ไม่ถูกตรงตามพระพุทธประสงค์ของ พระพุทธองค์. พระพุทธองค์ไม่ได้ประสงค์ว่าไม่ต้อง ขวนขวายอะไรอีก; แต่ว่าสิ่งที่มีอยู่ หรือได้มานั้นต้อง

น.14 ๖ พอใจ ต้องยินดี. นี้เป็นคำสอนชั้นโลก ชั้นชาวบ้าน บุถุชนทั่วไป. นี้เมื่อเป็นคำสอนชั้นโลก ๆ ชั้นชาวบ้าน ประชา- ชน บุถุชนทั่วไป เขาสอนอย่างนี้ว่า "ยินดีสิ่งที่มีอยู่ แล้ว เรามาเติมคำว่า ตามมีตามได้, แล้วก็ไม่ต้องขวนขวาย ให้เหน็ดเหนื่อยอีกต่อไป” นี้มัน ผิดจากของเดิม, ผิดจาก พระพุทธประสงค์ของเรื่องสันโดษ. ยินดี ในสิ่งที่มีอยู่ คือให้พอใจในภาวะปัจจุบัน. "พึงยินดีด้วยสิ่งที่มีอยู่" นี้มีความหมายที่ลึกอยู่บ้าง ; ว่าถ้าเราไม่ยินดีอะไรเสียเลย ได้มาเท่าไร อย่างไร ก็ไม่ยินดี, แล้วคนนั้นมันจะเป็นอย่างไร ? มันก็ไม่มีอะไรที่เป็นเครื่อง ทำความพอใจให้แก่ตน ก็ อยู่โดยปราศจากความพอใจมัน ก็หาความสุขไม่ได้. เพราะว่า ความสุขนั้นเกิดมาจาก ความพอใจ, รู้สึกพอใจในความปลอดภัยของตัว, ยินดี ในความดีความงามของตัว, พอใจในเรื่องอย่างนี้จึงจะมี ความสุขอยู่ได้.

น.15 ๗ อย่างที่เคยพูดมาแล้วหลายครั้งหลายหนแล้วว่า ความสุขจะต้องเกิด มาจากความพอใจเสมอ. เรื่อง ทางโลกก็อย่างนั้น, เรื่องทางธรรมะก็อย่างนั้น. ถ้า ทาง โลกก็พอใจสิ่งของที่ได้มา ก็เป็นสุข, ทางธรรมะ ก็พอใจ คุณธรรมที่ได้บรรลุ แล้วก็เป็นสุข. สิ่งที่ได้แล้วก็พอใจ, สิ่งที่ทำแล้วก็พอใจ, แม้แต่สภาวะที่เรากำลังเป็นอยู่เดี๋ยวนี้ เราก็พอใจ. เช่นว่า เรายังเป็นคน ยังไม่ได้เป็นเทวดา เราก็ต้องพอใจความที่ได้เป็นคน ; ก็เป็นคนให้ดีที่สุดก็ แล้วกัน, แม้ยังไม่ได้เป็นเทวดาก็ช่างหัวมัน. สิ่งที่กำลังเป็นอยู่มีอยู่ นี่จะต้องพอใจ; แม้ว่า เรื่องของความทุกข์ มีความทุกข์บ้างก็ควรจะพอใจ ยังดีกว่า ที่จะมีความทุกข์มากมาย. เมื่อความเจ็บปวดอะไรเกิดขึ้น เราก็ควรจะพอใจที่ไม่ถึงกับตาย, มันยังไม่ตาย ยังไม่ถึงกับ ตาย ; ก็ควรจะพอใจว่านี่ยังดีอยู่ ที่ไม่ถึงกับตาย ก็ยัง ทำให้เรารู้สึกพอใจและเป็นสุขได้. เราหาความสุขได้จากความเจ็บไข้ ด้วยซ้ำไป. คิดดูสิ เพราะรู้สึกว่านี่มันดีกว่าตาย, แล้วก็ยินดี แล้วก็ พอใจ. ความทุกข์ที่ไม่มากนั่นแหละ ยังดีกว่าความทุกข์

น.16 ๘ ที่มาก, หรือความเจ็บไข้ นี่มันยังดีกว่าการตาย. เมื่อได้ ความเจ็บไข้ไม่ต้องตาย ก็ควรจะพอใจ, แล้วก็ได้ความสุข คือมีความยินดี. นั่นแหละคิดดูให้ดี ถ้านึกออกว่านี้ยังดี กว่าตาย, แล้วก็ได้รับประโยชน์ คือเป็นความสุขบ้าง, ไม่เดือดร้อนมากเหมือนกับคิดว่าจะต้องตาย. กินข้าวกับเกลือก็ดีกว่าจะไม่มีอะไร กินเสียเลย ลองคิดดู. เมื่อคนไม่มองในส่วนที่มีอยู่ แต่มองไปทางอื่น มันก็กินไม่ลงเหมือนกัน ; ฉะนั้นถ้าว่าคนมองลงมาที่ว่า "มีอยู่", กินข้าวกับเกลือ, พอใจ; แล้วกินมันก็อร่อยได้ ; มันไม่ใช่จะอร่อยไม่ได้ มันอยู่ที่ความพอใจ เรา ต้องมองในแง่ที่ว่า มันทำความพอใจให้ได้, สิ่งมีอยู่นั้นต้องให้ทำความพอใจให้แก่เราได้, แล้วทุก สิ่งที่มีอยู่มันล้วนแต่ทำความพอใจให้แก่เรา. แม้ที่สุดแต่ก้อนหินที่เกะกะอยู่นี่ ถ้าเราพอใจได้ ก็มีส่วนแห่งความพอใจ สบายใจ หรือเป็นสุขชนิดหนึ่ง. แต่ถ้าเราคิดไม่เป็น เราเห็นว่ามันเกะกะ, เกะกะ, รำคาญ, เราก็บ้าเอง คือเป็นทุกข์เอง แต่ถ้าเห็นว่ามันยังมี ประโยชน์ยังน่าดู มันใช้ประโยชน์ก็ได้, เป็นเครื่องประดับ

น.17 ๙ พื้นที่นี่ให้น่าดูก็ได้, ก็ทำให้เกิดความพอใจได้. ฉะนั้น จะทำจิตให้ยินดี หรือยินร้าย ได้ทั้งนั้นแหละ แล้วแต่ความ โง่ หรือความฉลาดของคน ทำจิตให้พอใจภาวะรอบตัวได้ ชื่อว่าสันโดษเป็นทรัพย์ยิ่ง. ทีนี้ ถ้าเราทำอะไรที่มีอยู่รอบตัวเราทั้งหมดนี้ ให้ เป็นที่พอใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ในแง่ใดแง่หนึ่ง มันก็สบาย มันก็ร่ำรวย ร่ำรวยเกินกว่าที่จะร่ำรวย อย่างที่มีพระบาลีว่า สนฺตุฏ . ฐี ปรมํ ธนํ - สันโดษเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง. นี่อย่างว่านั่งอยู่ตรงนี้ ก้อนหินก็น่าพอใจ, ต้นไม้ ก็น่าพอใจ, เม็ดทรายนี้มันก็น่าพอใจ, ใบไม้แห้ง ๆ นี้ก็น่า พอใจ ; ถ้าเป็นศิลปะ เป็นศิลปิน ก็พอใจได้ทั้งนั้น คนโง่เสียอีกที่จะพอใจอะไรไม่ได้. ไปที่บ้านที่เรือน ซึ่งมีอะไรมาก ถ้าเรารู้สึกพอใจ ว่ามีอยู่เป็นประโยชน์ก็เป็นคนรวยทันที; ถ้าเป็นว่า ทั้งหมดนี้มันล้วนแต่น่ารำคาญ ไม่ชอบใจ ไม่รัก ไม่พอใจ

น.18 ๑๐ อะไรทั้งหมด, ไปซื้อหามาแพง ๆ เมื่อวานนี้เอง วันนี้ก็ไม่ พอใจแล้ว, ทั้งบ้านทั้งเรือนไม่มีอะไรเป็นที่น่าพอใจ ก็คง จะเป็นคนจนที่ยิ่งกว่าคนขอทาน ; แล้วมันจะเลยนั้นไป อีก คือมันจะเป็นคนบ้า. คนขอทาน ก็ ต้องมีความพอใจอะไรตามที่มี นั่นแหละ ; อย่างน้อยเสื้อขาด กางเกงขาด หรือว่ามี ห้าสตางค์ สิบสตางค์ คนขอทานก็ยังพอใจได้, จะสงบสุข อยู่ได้, ไม่ดิ้นรนกระวนกระวาย. แต่ว่าคนรวย มีอะไร เต็มบ้านเต็มเรือนไปแล้ว แต่ก็ยังไม่พอใจ ก็ยิ่งเป็นคนจน ยิ่งกว่าคนขอทาน ฉะนั้น ขอให้สังเกตใจความของพระพุทธภาษิต ข้อนี้ให้ดี ๆ ว่า สนตุฎจี ปรมํ ธนํ - ความยินดีด้วยของที่ มีอยู่นั้นเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง. ถ้ามีทรัพย์มาก ไม่พอใจ ไม่ ยินดี มันก็เท่ากับว่าไม่มีทรัพย์ ; จะมีทรัพย์สักร้อยล้าน พันล้านก็ไม่เกิดความพอใจยินดีได้ ก็เท่ากับไม่มีทรัพย์. ขอให้เรารู้จักว่า ความพอใจสิ่งที่มีอยู่ นั่นเป็น การหล่อเลี้ยงให้เรามีกำลังใจ, มีความสุข, สำหรับจะมี ชีวิตอยู่แล้วสำหรับจะทำให้ดียิ่งขึ้นไป, ให้มากยิ่งขึ้นไป.

น.19 ๑๑ ส่วนที่ควรจะมีมากขึ้นไป ก็ทำให้มันมากขึ้นไป; เช่น ทรัพย์สมบัติ เงินทอง ข้าวของ ในส่วน ที่จะทำให้ดียิ่งขึ้น ไป; เช่นการมีธรรมะ ปฏิบัติธรรมะ บรรลุธรรมะ ; ทุกคน ก็ควรจะให้สูงขึ้นไป ให้ยิ่งขึ้นไป โดยมีทุนสำรอง คือความพอใจในส่วนที่เราทำได้แล้วเท่าไร. พระบาลีก็มีอยู่ว่า ไม่หยุดพอใจเพียงเท่านั้น ถ้า ว่าเป็นกุศล ; หมายความว่า สิ่งที่เป็นกุศล พระพุทธเจ้า ท่านไม่ได้สอนให้หยุดเสียเพียงเท่านั้น แม้ว่าจะสอนให้ พอใจในกุศลบุญที่ทำขึ้นมาได้ ; แต่ก็ไม่ได้สอนให้หยุด เสียเพียงเท่านั้น. ให้สืบต่อการปฏิบัติให้สูงขึ้นไป ๆ จนกว่า จะถึงที่สุดคือไม่มีที่ไปอีกแล้ว; เช่นได้บรรลุมรรคผล นิพพาน, แล้วก็ไม่มีที่ไปอีกแล้ว มันก็หยุดของมันเอง. แต่ว่าถ้ายังไม่ลุถึงที่สุด ก็ยังไม่หยุด, ยังไม่หยุด. ฉะนั้น จึงสอนความไม่ต้องสันโดษในกุศลธรรมทั้งหลาย ; ไม่ต้องสันโดษในกุศลธรรมทั้งหลาย นี่เป็นฝ่ายที่จะก้าว หน้า. แต่ว่าที่มีอยู่แล้วเท่าไรก็ต้องพอใจ คือไม่หยุดเสีย, คือไม่หยุดการที่จะทำต่อไปอีก, แต่ที่มีอยู่แล้วก็ต้องพอใจ. นั่นแหละ คนที่จะมีใจคอเยือกเย็นเป็นสุข เหมือนกับคน

น.20 ๑๒ ที่มีทรัพย์สมบัติมาก เป็นกำลังใจสำหรับทำต่อไป; ทำได้ เท่าไร ให้เป็นกำลังใจสำหรับจะทำต่อไป. ถ้ามันไม่มีความพอใจ มันก็มีความอยาก มีความ ต้องการ เผาผลาญ : เป็นคนหิวเป็นเปรต, หิวเป็น เปรตอยู่ หิวจนเป็นบ้า ไม่ต้องสงสัย ถ้าไม่รู้สึกพอใจ อะไรเสียเลย มันจะหิวจนเป็นบ้า เราทำนา พอไถนาเสร็จ; สมมติว่าไถนาเสร็จ ก็ควรจะพอใจว่าการไถนานี่มันเสร็จ, แล้วก็อิ่มอกอิ่มใจ ว่า การไถนามันเสร็จ. ครั้นดำข้าวเสร็จ ก็พอใจว่าได้ดำข้าว เสร็จ, ข้าวงอกงามดี ดูแลน้ำท่า ให้งอกงามดีก็พอใจ, ข้าว ออกรวงก็พอใจ, เกี่ยวข้าวก็พอใจ, มันมีแต่ความพอใจ คือ เป็นคนรวยทุกขั้นตอน ไม่ต้องหิวจนเป็นบ้า ฉะนั้นถ้าคนหนึ่ง มีความรู้สึกไม่พอใจเอาเสีย เลย; ไถนาแล้วมันก็ไม่พอใจ ว่ายังอีกมากนัก ยังไม่ได้ ทำ, ดำนาแล้วก็ไม่พอใจ ไม่อิ่มใจ, ทุกขั้นตอนไม่มีความ อิ่มใจ, นี้ คือความไม่ถูกต้องตามหลักธรรมะ สำหรับ มนุษย์ทั่วไปที่จะต้องมี.

น.21 ๑๓ เป็นมนุษย์ธรรมดาสามัญ เป็นชาวบ้าน เป็น ชาวไร่ เป็นชาวนา ควรจะรู้จักทำจิตใจให้พอใจ ทุกขั้น ทุกตอนที่ทำขึ้นมา ได้ เรียกอย่างเอาเปรียบหน่อยก็ว่า เป็นสุขไปพลางทำงานไปพลาง. แม้จะได้เป็นการเรียน การศึกษาของเด็ก นักเรียน ก็จะต้องทำให้มีผลจนกล่าวได้ว่า เป็นสุขไปพลางเรียนหนังสือไปพลาง, เป็นสุขไปพลางเรียน หนังสือไปพลาง. ถ้าว่าเป็น คนทำงานหนัก เหงื่อไหลอยู่ ก็เป็นสุขไปพลางทำงานไปพลาง. การทำงานเป็นการปฏิบัติธรรม, สันโดษด้วย. เรื่องนี้ได้อธิบายไว้อีกทางหนึ่งแล้วว่า การทำงาน นั่นแหละเป็นการปฏิบัติธรรมะ ; นั้นเป็นความพอใจ ที่พิเศษออกไป แปลกออกไป, พิเศษออกไปว่า การทำงาน นั้นเป็นการปฏิบัติธรรมะ พอได้ทำงานแล้ว รู้สึกว่า ได้เป็นการปฏิบัติธรรมก็พอใจ; พอใจอีกชนิดหนึ่งใน ความหมายหนึ่งในสันโดษนี้, พอใจว่าเราได้ทำแล้วในส่วน ที่เราได้ทำแล้วก็พอใจ. แม้จะทำงานหนักเหงื่อไหลไคลย้อย อยู่ก็พอใจ ได้ทำเข้าไปเท่าไรก็พอใจเท่านั้น ; และ พอใจ

น.22 ๑๔ อีกส่วนหนึ่งต่างหากบวกเข้าไป คือว่า การทำงานนี้เป็น การปฏิบัติธรรมะในพระศาสนา ก็ยิ่งพอใจ . นี้เรียกว่า ทำงานไปพลางเป็นสุขไปพลาง ไม่ต้องตกนรกทั้งเป็น. ถ้าไม่พอใจ ไม่ชอบใจ ผืนทำ มันก็คือตกนรก ทั้งเป็น ;ไม่เท่าไรก็เจ็บไข้ได้ป่วย แล้วก็จะต้องตาย. คนนั้นไม่ต้องมีใครแช่ง, ไม่ต้องมีใครแช่ง ก็จะต้องตาย เองแหละ เพราะไม่มีอะไรหล่อเลี้ยงจิตใจ. เมื่อ มีจิตใจ ที่แฟบเหี่ยวหิวอยู่ อย่างนี้ จิตก็ทรุดโทรมลง, ร่างกายก็ ทรุดโทรมลง, โรคภัยไข้เจ็บก็มาหา ในที่สุดก็ต้องตาย. ทีนี้ คนที่รู้จักพอใจ เขาก็ยิ้มเสมอ, ยิ้มเสมอไม่ว่า อะไรมันจะเกิดขึ้นนั่นแหละป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ, มีความ สุขอยู่ในการงาน นั่นเอง, ไม่ตกนรกทั้งเป็น. นี่ขอให้ดูให้ดีว่า ทรัพย์สมบัติอย่างยิ่ง นั้น คือ ความพอใจ หรือ สิ่งที่ให้ความพอใจ; ถ้าไม่มีสิ่งที่ให้ความ พอใจเลย ก็คือไม่มีทรัพย์สมบัติเลย. ฉะนั้น เราต้องทำ ให้ทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรานั้น เป็นสิ่งที่ให้ความพอใจแก่ เราไปหมด : เนื้อตัว ร่างกาย ชีวิตจิตใจนี้ เราพอใจ ได้เกิดมาอย่างนี้, ได้เป็นลูกคนนี้ ได้เป็นหลานคนนั้น ก็

น.23 ๑๕ พอใจ, ไม่ต้องเกิดเป็นเทวดาดอก. เดี๋ยวนี้กำลังเป็น อย่างนี้อยู่ ก็ขอให้ได้รับความพอใจในความเป็นอย่างนี้อยู่ ขอให้เกิดความพอใจสำหรับเป็นบทเรียน เป็นบท ศึกษา ให้รู้จักความสุขนี้มากขึ้น ๆ แล้วก็จะได้สิ่งที่ พิเศษสูงขึ้นไป ว่าเห็นอนิจจังของความพอใจ; ถ้า ไม่มีความพอใจเสียเลย แล้วจะไปรู้จักอนิจจังของความพอใจ อย่างไรได้. เราต้องมีความสุขอยู่เรื่อย ๆ จนเราเห็นอนิจจัง ของความสุข นี่กระโดดไกลแล้ว, เป็นเรื่องกระโดดไกลมากแล้ว, มันจะกระโดดออกไปนอกโลกแล้ว, จะไปสู่โลกุตตระแล้ว. ฉะนั้นอยู่ด้วยความพอใจ เป็นสุข ดีกว่า ; เมื่อจิตมี พื้นฐานของความพอใจนั่น ปัญญาเกิดง่าย. ความสุขมีก่อน ปัสสิทธิ สมาธิ ปัญญา หลุดพ้น จะตามมา. ไปดูเถอะ หลักธรรมะในพุทธศาสนานี้ หมวดไหน ข้อไหน ในพระไตรปิฎก ; ถ้าจะเกิดปัญญาหลุดพ้นแล้ว ก็จะมีความสุขก่อนเสมอ, มีความสุขแล้วก็จะเกิดปัสสิทธิ

น.24 ๑๖ แล้วก็จะเกิดสมาธิ, แล้วจะเกิดปัญญา, แล้วก็หลุดพ้น, ถ้าไม่มีความสุขก็ไม่มีความสงบ. จำไว้ว่า ความสงบที่เป็นสมาธินั้น ต้องมาจาก ความสุข เ ป็นขั้นตอนกันอยู่อย่างนี้ ทุกข้อ ทุกหมวด ธรรมะ ที่เป็นการหลุดพ้น. ท้าให้ไปดูในพระไตรปิฎกเอง ว่าจะต้องมีอะไร ที่ทำให้เกิดปราโมทย์ ; เกิดปราโมทย์แล้วปีติ, ปีติแล้ว เป็นสุข, เป็นสุขแล้วบัสสิทธิ คือระงับ, บัสสิทธิแล้วจะ สมาธิ, แล้วจะยถาภูตญาณทัสสนะ, อย่างนี้ทั้งนั้น ขอให้ถือเอาประโยชน์จากความสุขให้เต็มที่ คือ อย่าเอาแต่เพียงว่าเป็นสุขสบายอยู่ในโลกนี้ ; ให้ถือว่า ความสุขเป็นเหตุให้เกิดบัสสิทธิ คือจิตที่จะมั่นคงและ เฉลียวฉลาด. ถ้าเราต้องการจิตที่มั่นคงบริสุทธิ์เฉลียว ฉลาดแล้ว ก็ต้องมีความสุขที่ถูกต้องอย่างใดอย่างหนึ่ง, มี ความปราโมทย์ในการที่ได้ทำดี ไม่มีโทษ, แล้วก็มีปีติแล้ว ก็สุข, ถ้าสุขนี้จะเป็นบัสสิทธิ สมาธิ แล้วมีปัญญา

น.25 ๑๗ เพราะฉะนั้นขอ ให้มีพื้นฐานของจิตใจ ตลอดเวลา ทั้งกลางวันและกลางคืน ด้วยความพอใจ และเป็นสุข ถ้าอยู่ด้วยความรู้สึกชนิดนี้แล้ว สมาธิ หรือปัญญา จะโผล่ ออกมาเมื่อไรก็ได้โดยง่ายที่สุด. ขอให้อยู่ด้วยพื้นฐานของ ความพอใจ สบายใจ เยือกเย็นใจ ; สมาธิ และปัญญานั้น จะออกมาเมื่อไรก็ได้. ฉะนั้นขอให้รู้จักใช้ประโยชน์ใน เรื่องนี้. แปลว่า เดี๋ยวนี้เป็นคนจนนี่ จะมีชีวิตเย็นเป็น นิพพานได้ ถ้ารู้จักหาอุบายให้จิตมีความพอใจ เป็นสุขใน การทำงาน ; ในขณะที่ทำการงาน ได้เท่าไรก็พอใจเป็น สุขเท่านั้น, แล้วก็ทำต่อไป; เรียกว่า ทำงานด้วยความ สุข มันก็ เป็นความเย็นใจ ซึ่งมีความหมายแห่งนิพพาน. หัวใจที่เย็นนั่นแหละ คือความหมายแห่งนิพพาน แม้จะไม่สมบูรณ์ถึงที่สุด มันก็มีความหมายแห่งนิพพาน ; ความเย็นอกเย็นใจนั่นแหละคือความหมายแห่งนิพพาน. ฉะนั้น ขอให้ทุกคนอยู่ด้วยความเย็นอกเย็นใจ อ ย่าอยู่ด้วย ความร้อนใจ, คือรู้จักทำ รู้จักจัด รู้จักปรับปรุงจิตใจ. ไม่ถึงกับต้องใช้คำว่าหลอก, ไม่ต้องใช้คำว่าหลอก, ใช้คำว่า

น.26 ๑๘ ปรับปรุง หรือ อุบาย อย่างใดอย่างหนึ่งที่ทำให้จิตใจ พอใจเป็นสุข สำหรับจะทำงานหนัก ๆ ยิ่งขึ้นไปก็ได้, สำหรับจะพิจารณาธรรมะให้ยิ่งขึ้นไปก็ได้ ตอนนี้ต้อง เอาความสุขใจ ความเย็นใจนี้ เป็นแผ่นดินอยู่อาศัย เหยียบอยู่บนแผ่นดิน คือความเย็นอกเย็นใจของจิต, แล้ว ก็เจริญงอกงามก้าวหน้าต่อไป. นี่จะเป็นผลสำหรับคนทั่วไป นับตั้งแต่ชาวไร่ ชาวนา 'จนถึงพ่อค้าจนถึงใครก็ตาม, แล้วก็ตั้งแต่วัยเด็ก ๆ มาเลย. เด็ก ๆ ควรจะรู้จักพอใจในสิ่งที่มี, ในสิ่งที่ได้, ทำตนให้สงบ มีจิตใจสงบ ให้เป็นสุข. เขาก็จะมีความ สุขทางกายและทางใจ มีสุขภาพอนามัยดี, แล้วก็ยังจะดี ไปถึงทางจิตใจ คือเขาจะไม่ต้องขโมย. คนที่ขโมยเพราะไม่พอใจที่มีอยู่แล้ว ; เขาอยาก ได้อะไรเกินควร ไม่ได้มาก็ต้องขโมย. แล้วจะไม่โกรธ ใครง่ายๆ นะ: เด็กที่ มีความเย็นใจ พอใจในสิ่งที่มี ถูกต้องของตัว นั้น จะเป็นคนใจเย็น ไม่ขี้โกรธ, ไม่ ขี้ขโมย, แล้วก็จะไม่ทำอะไรที่เลว ๆ อีกหลายอย่าง. นี่คือ อานิสงส์ของความพอใจในความดีที่ตัวมีอยู่.

น.27 ๑๙ ขอให้คนทั่วไปรู้จักสิ่งที่เรียกว่า สันโดษ, สันโดษ กันในลักษณะอย่างนี้ให้เพียงพอ, คือ ยินดีด้วยสิ่งที่มีอยู่, สิ่งที่ได้มาแล้ว, สิ่งที่ทำเสร็จแล้ว. สภาพที่เราเป็นอยู่ แล้ว เป็นหญิง เป็นชาย เป็นอุบาสก เป็นอุบาสิกา สุดแท้ ที่กำลังเป็นอยู่แล้ว ควรจะ พอใจว่าต้องใช้สิ่งนี้แหละ ให้เป็นประโยชน์ให้มากที่สุด. เดี๋ยวนี้เขาบ้ากันใหญ่แล้ว เขาอยากจะเป็น กระเทย, เขาอยากจะเป็นอะไร ๆ ที่ไม่น่าออกชื่อกันอยู่ เต็มไปทั้งโลกแล้วละเดี๋ยวนี้. นั่นแหละดูความที่มันไม่รู้จัก สันโดษพอใจในภาวะที่เป็นอยู่. สันโดษทำให้มีกำลังใจที่จะพัฒนา. ทีนี้ก็จะมาถึงตัว ปัญหา ที่เกิดขัดแย้ง กับพวกชาว โลก หรือนักการเมือง ที่เขาว่าสันโดษนี่มันทำให้ไม่พัฒนา เพราะฉะนั้น อย่าสอนให้คนสันโดษ เพราะจะไม่พัฒนา. อาตมาไปเถียงเขาว่า สันโดษนั่นแหละจะทำให้ พัฒนา คือยินดีตามที่ได้มาแล้ว, มีมาแล้ว, ก็ยิ่งมีกำลัง ใจที่จะทำให้มากขึ้นไป. เพราะฉะนั้น ความสันโดษ

น.28 ๒๐ นั้นเป็นรากฐานของการพัฒนา; ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้จะ พัฒนาไปทำไม. เดี๋ยวนี้มันได้ชิม ได้ลิ้ม ได้ดื่ม ได้กิน ได้ชิมผลที่ ทำมาได้แล้ว ; แม้จะน้อยก็เถอะ, เมื่อหามาได้น้อย มัน ก็ดีใจ ก็พอใจ, เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า นี้มันมีผลเป็นที่พอใจ เราควรจะหาให้มาก ทำให้มาก; แต่ก็ไม่ลืมที่จะพอใจ เท่าที่ได้มาแล้ว ; เพื่อให้อิ่มใจ, เพื่อให้เป็นกำลังใจ สำหรับจะพัฒนาต่อไป. ถ้ามองกันในแง่นี้ ความสันโดษไม่ได้เป็น อุปสรรคของการพัฒนา ; แต่จะพัฒนาสนุก เหมือนที่ ได้ว่ามาแล้ว, มันเป็นสุขไปพลาง ทำงานไปพลาง, รวย ไปพลาง หาเพิ่มไปพลาง, จะพัฒนาสนุก ไม่ได้เป็น อุปสรรคแก่การพัฒนา คนบางคนฟังไม่สรรพจับไปกระเดียด เขา ฟังคำ ว่าสันโดษไม่เข้าใจ; ได้ความไปเสียอีกอย่างหนึ่ง : สันโดษตามมีตามได้ ไม่ต้องขวนขวายอะไร นั้นฝั่งไม่สรรพ จับเอาไปยึดถือ, เ อาตามมีตามได้ตามที่ได้มาเอง นอนอ้าปาก

น.29 ๒๑ ให้เงินไหลเข้ามาเอง. อย่างนี้มันก็จะเป็นไปไม่ได้ดอก มันไม่มีส่วนแห่งการพัฒนา ฉะนั้นที่เขาไปเข้าใจว่า สันโดษเป็นอุปสรรคแก่การ พัฒนา เขาเป็นคนที่ว่าฟังไม่รู้ พึงไม่ทันรู้ ; แล้ว จับ เอาไปยึดถือ, แล้วก็ ว่าเอาเอง, ทำให้พระพุทธเจ้า กลายเป็นอะไรไปเสียแล้ว. คนพวกนี้เลวร้ายกี่มากน้อย ที่ทำให้พระพุทธเจ้าแท้ ๆ กลายเป็นคนพูดผิด ? ! พระ- พุทธเจ้าพูดผิดไปเสียอีก ; เพราะคนเหล่านี้ฟังไม่รู้เรื่อง : ตัวเองเป็นคนถูก, ให้พระพุทธเจ้าเป็นคนพูดผิด ผู้สอนผิด อะไรไปเสีย. ฉะนั้นขอให้ให้ความเป็นธรรม คือยุติธรรม, จะ ฟังอะไรก็ ขอให้ฟังให้ถูกต้อง ให้ถูกต้องตามความเป็นจริง แล้วจึงพูด, แล้ว จะไม่ต้องเกิดปัญหาขึ้นมาว่าพุทธศาสนา สอนผิด. ที่ปรึกษาของรัฐบาลในขณะนั้น เขาบอกรัฐบาล ผู้มีอำนาจว่า ข้อนี้สอนไม่ได้, ห้ามไม่ให้สอนเรื่อง สันโดษ, ก็คล้ายกับว่าคัดค้านพระพุทธเจ้า. ตัวเอง เรียนมาอย่างหละหลวม ฟังไม่สรรพจับเอาไปกระเดียด

น.30 ๒๒ แล้วก็เอามาพูดให้พระพุทธเจ้ากลายเป็นคนพูดอะไรผิด ๆ ไปเสีย. นี่มัน เป็นบาปกรรมของคนนั้น ที่จะทำลาย มนุษย์ ถ้ามนุษย์ไม่รู้จักอิ่มใจ ในสิ่งที่ตนกระทำ หรือ ตนมี หรือตนได้อยู่แล้ว ก็จะบ้ากันหมดทั้งโลก แหละ ; นี่กล้าพูดอย่างนี้เลย. ถ้าใครไม่รู้จักพอใจในสิ่งที่มีอยู่หรือ ได้อยู่ แม้แต่นิดเดียว, แล้วมันก็เป็นบ้ากันหมดทั้งโลก, มี จิตใจที่ผิดปรกติ เห็นดำเป็นขาว, เห็นขาวเป็นดำ, เห็น อะไรไขว้เขวจากความจริงไปหมด, ก็เป็นบ้ากันหมดทั้งโลก ในเมื่อ พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ดีแล้ว ถูก- ต้องแล้ว : ตัวความพอใจในสิ่งที่มีอยู่ นั่นแหละ เป็น ทรัพย์สมบัติอย่างยิ่ง. ขอให้สาวกทุกคนของพระพุทธเจ้า เข้าใจถูกต้อง, และใช้ข้อนี้ให้เป็นประโยชน์ หลักตัดสินธรรมวินัยว่าถูก - ผิด ของพระพุทธศาสนามีอยู่. ทีนี้จะดูต่อไปถึงหลักของพระพุทธศาสนา. พระ- พุทธศาสนาก็มีหลักว่าอย่างนั้น, ว่าอย่างนั้น มีหลัก, ถ้า

น.31 ๒๓ ผิดจากอย่างนั้นละก็ไม่ใช่, ถ้าถูกต้องตามหลักอย่างนั้นแล้ว ก็ใช้ได้. ฉะนั้นขอให้ได้ฟังกันดูบ้างว่า หลักของพระ- พุทธศาสนานั้นเป็นอย่างไร ? มีอยู่อย่างไร เกี่ยวกับ สันโดษ ? เมื่อพระพุทธเจ้าได้ตรัสหลักธรรมวินัย แก่พระ นางปชาบดีโคตมี ๘ ประการ เป็นหลักธรรมวินัยในศาสนา นี้ ว่า : - - สราคาย โน วิราคาย - ถ้าว่ามันเป็นไปเพื่อกำหนัด ย้อมใจ ไม่ได้เป็นไปเพื่อคลายกำหนัดแล้ว ไม่ใช่หลักธรรมะ. - วิสํโยคาย โน วิสํโยคาย - เป็นไปเพื่อประกอบ กิเลสให้เป็นทุกข์ ไม่ได้เป็นไปเพื่อคลายกิเลสแล้ว ก็ไม่ใช่ ธรรมะ. - อาจยาย โน อป . ปจ . จยาย - มันเป็นไปเพื่อสะสม กิเลสให้มากเข้า ๆ ไม่ใช่เป็นการหมดการสะสมกิเลส นี้ก็ ไม่ใช่ธรรมวินัย. - มหิจ . ฉิตาย โน อป . ปิจ . ฉิตาย - เป็นไปเพื่อความ ปรารถนาอย่างใหญ่ ไม่ใช่เพื่อความปรารถนาน้อย นี้ไม่ใช่ ธรรมไม่ใช่วินัย.

น.32 ๒๔ - อสนฺตุฏฺฐิยา โน สนฺตุฏฺฐิยา - เป็นไปเพื่อไม่ สันโดษ ไม่เป็นไปเพื่อสันโดษ นี่ก็ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย. - สงฺคณิกาย โน ปวิเวกาย - เป็นไปเพื่อคลุกคลี จับกลุ่มกันเป็นหมู่ ไม่เป็นไปเพื่อวิเวกสงบสงัด นี่ก็ไม่ใช่ ธรรม ไม่ใช่วินัย. - โกสชฺชาย โน วิริยารมฺภาย - เป็นไปเพื่อความ ขี้เกียจ ไม่ใช่เป็นไปเพื่อปรารภความเพียร อันนี้ก็ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย. -ทุพฺภรตาย โน สุพฺภรตาย - เป็นไปเพื่อเลี้ยง ยาก ไม่ได้เป็นไปเพื่อเลี้ยงง่าย นี้ก็ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย. ใน ๘ หัวข้อนี้ มีอยู่ ๒ หัวข้อที่จะต้องเข้าใจ ให้ดี : มหิจฺฉิตาย - เป็นไปเพื่ออยากใหญ่ เพื่อความ อยากใหญ่ อยากได้กิเลสเป็นภูเขาเลากา แล้วเพิ่มกิเลส อย่างนี้ไม่ใช่ธรรมะ แล้ว อสนฺตุฏฺฐิยา - ไม่เป็นไปเพื่อ สันโดษ แต่เป็นไปเพื่อไม่สันโดษ, เป็นไปเพื่อไม่สันโดษ คือไม่ทำให้เกิดความยินดีพอใจในสิ่งที่มีอยู่, อสนฺตุฏฺฐิยา - ไม่สันโดษ-เป็นไปเพื่อความไม่สันโดษ คือ ไม่พอใจในสิ่ง ที่มีอยู่. นี่ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัยในพระพุทธศาสนา.

น.33 ๒๕ ขอให้ปรารถนาน้อยแต่สมควร ไม่ปรารถนา ใหญ่, แล้วก็ให้สันโดษยินดีตามที่มีอยู่เป็นอยู่, อย่าไม่ รู้จักสันโดษเสียเลย. นี่ที่เรียกว่า ตัวพระพุทธศาสนามีหลักเกณฑ์อยู่ ๘ ประการนั้น มีอยู่ ๒ ประการที่เกี่ยวกับสันโดษ หรือไม่ สันโดษ ; ฉะนั้น ถ้าทำไปโดยไม่มีความสันโดษ ก็ไม่ ใช่พุทธศาสนา. ขอให้ดูให้ละเอียดลออ แล้วก็ชำระสะสางแก้ไข, ชำระสะสางสิ่งที่มันผิด ๆ ให้ถูกเสีย, แก้ไขให้ถูกเสีย ใน เรื่องที่เกี่ยวกับสันโดษ. หรือไม่สันโดษพอใจมากไป อยาก มากไป มันก็ไม่ไหว, พอใจมากไป มันก็ยังจะไม่เป็นอะไร ; แต่มันก็เป็นไปไม่ได้. เพราะฉะนั้นเราก็ พอใจเท่าที่มัน จะเป็นไปได้, พอใจเต็มที่เท่าที่มันจะเป็นไปได้ แต่แล้ว ก็ มีคำว่า ไม่เกียจคร้าน ; ต้องไม่เกียจคร้านจึงจะเป็น พระพุทธศาสนา, ต้องเลี้ยงง่ายจึงจะเป็นพุทธศาสนา, แล้วมันก็เกี่ยวเนื่องกันไปหมด. ถ้าคนเลี้ยงยากมันก็สันโดษ อยู่ไม่ได้; ต้องเลี้ยงง่ายจึงจะสันโดษ อยู่ได้, แล้วก็

น.34 ๒๖ ไม่เกียจคร้าน ก็หมายความว่าทำสิ่งที่ควรจะทำนั้นให้เพิ่ม มากขึ้น. นี่เป็นเรื่องที่เราจะต้องชำระสะสางให้รู้ว่า ความ พอใจในสิ่งที่มีอยู่ นั้นเป็นหลักธรรมะสูงสุด เป็นหัว- ใจของพระศาสนา. ปฏิบัติถึงขั้นโลกุตตระก็มีสันโดษ. ทีนี้ก็อยากให้ดูเลยไปถึงชั้นสูงสุด คือขั้นโลกุตตระ ขั้นโลกุตตระก็ยังมีสันโดษ, ขั้นที่หลุดพ้นแล้วหลุดพ้น เป็นพระอรหันต์สิ้นอาสวะแล้ว ก็ยังมีเรื่องสันโดษ และ สันโดษแท้จริง บริสุทธิ์สูงสุด สันโดษแท้จริง สันโดษ แท้จริงบริสุทธิ์สูงสุด ย้ำกัน ๒ - ๓ หนดีไหม ? สันโดษ ที่แท้จริง บริสุทธิ์ สูงสุด นั่น จะมีเมื่อสิ้นอาสวะ. ใน ขณะแห่งความสิ้นอาสวะนั่นแหละจักมีสิ่งที่เรียกว่าสันโดษ, เป็นสุข พอใจ ในความสิ้นอาสวะอย่างยิ่ง. มีพระบาลี อยู่เหมือนกัน เกี่ยวกับข้อนี้ ในสัง- ยุตตนิกาย พิจารณารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ๕ ประการนี้ตามที่เป็นจริง ว่าคืออะไร, ว่าเกิดมาจากอะไร,

น.35 ๒๗ มีความหลอกลวงให้โทษอย่างไร, แล้วก็มีทางออกอย่างไร, รู้จักขันธ์ทั้ง ๕ ตามที่เป็นจริงแล้ว ก็จะหมดราคะในขันธ์ทั้ง ๕ ไม่กำหนัดยินดีในขันธ์ทั้ง ๕ เหมือนที่แล้ว ๆ มา. ปุถุชนกำหนัดยินดีในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ, ยินดีว่าเป็นของตน, ยินดีว่าเป็นตัวตน, เรียกว่า ราคะ ทั้งนั้นแหละ. ฉันทราคะกำหนัดเพราะความพอใจ ในขันธ์ทั้ง ๕ อยู่เป็นประจำ; นี่แหละบุถุชน. เดี๋ยวนี้มา พิจารณาศึกษาเรื่องขันธ์ ๕ จนเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นต้น ก็เรียกว่า หมดความ ยินดีหลงใหลในขันธ์ ๕ ; เรียกว่า ราโค หีโน รูปธาตุยา เวทนาธาตุยา สญ . ญาธาตุยา สง . ขาราธาตุยา วิญ . ญาณธาตุยา คือขันธ์ทั้ง ๕ นั่นแหละ. เดี๋ยวนี้เขาละราคะ กำหนัด ยึดถือ ในขันธ์ทั้ง ๕ ได้แล้ว. ราคสฺส ปหานา โวส . สช . ชิตารมฺมณํ - เขาละราคะ นั้นเสียได้ ; อารมณ์ก็ถึงซึ่งความขาด ขาดลง ขาดตอนลง, อารมณ์จะขาดลง, อารมณ์จะไม่สืบต่อ, อารมณ์จะไม่ทำ หน้าที่ต่อไปได้.

น.36 ๒๘ ปติฏ . ฐา วิญญาณสฺส น โหติ - เมื่อเป็นอย่างนี้ ที่ตั้งของวิญญาณก็ไม่มี ; เห็นเบญจขันธ์ไม่เป็นที่น่า ยึดถือแล้ว, ไม่มีราคะในเบญจขันธ์แล้ว, อารมณ์ต่าง ๆ ก็ จะขาดการเกี่ยวข้อง ขาดตอน ; เพราะมันจะเข้ามาหา คนที่ไม่มีความกำหนัดด้วยความพอใจนั้น มันเข้ามาไม่ได้. อารมณ์ทั้งหลายมันขาดตอน, ขาดการเกี่ยวข้องกับคน ชนิดนี้, แล้วนั่นแหละคือที่ตั้งของวิญญาณไม่มี ปติฏ . ฐา วิญ . ญาณสฺส น โหติ. ตทพฺปติฏฐิตํ วิญ . ญาณํ อวิรุฬหํ - วิญญาณที่ไม่มี ที่ตั้งที่อาศัยอย่างนี้แล้วย่อมไม่งอกงาม. อวิรุฬ . หํ หมายความ ว่ามันไม่เจริญงอกงามขึ้นไปไ ด้ ; เพราะวิญญาณนั้นขาด ที่ตั้งที่อาศัยเสียแล้ว. อนภิสงฺขจฺจวิมุตตํ - เพราะไม่ปรุงแต่ง เพราะไม่ งอกงาม เพราะขาดการปรุงแต่งแล้ว มันก็หลุดพ้น. วิมุตฺตฺตา ฐิตํ - เมื่อหลุดพ้นแล้ว มัน ก็ทรงตัว เป็นอิสระ. ก่อนนี้ทรงตัวไม่ได้ เพราะถูกปรุงแต่งอย่าง นั้นอย่างนี้. . เดี๋ยวนี้มันหลุดพ้น, แล้วมันก็ ฐิตํ คือมัน ทรงตัว เป็นตัวอิสระของมันเองได้

น.37 ๒๙ จิตตฺตา สนฺตุสิตํ - เมื่อมัน ทรงตัวของมันเองได้ มันก็สันโดษ, ก็เป็นสันโดษ, มันก็เป็นสันโดษ สนฺตุสิตํ - พอใจในตัวมันเอง, ความรู้สึกพอใจในตัวเองที่หลุดพ้นแล้ว ที่เป็นอิสระนี่ก็เกิดขึ้น. สนตุสิตตฺตา น ปริสฺสติ - เมื่อสันโดษแล้วก็ไม่ สะดุ้ง, หมดนิสัยที่เคยสะดุ้ง. เมื่อก่อนนี้เรามีอะไรหน่อย ก็สะดุ้ง, มีอะไรหน่อยก็สะดุ้งด้วยอวิชชา. เดี๋ยวนี้ไม่อาจ ที่จะสะดุ้ง, ไม่มีนิสัยที่สะดุ้ง, เพราะว่าอิ่มเสียแล้ว ด้วย ความที่หลุดพ้น. อปริตฺส . สํ ปตน . เยว ปรินิพ . พานติ - เมื่อไม่สะดุ้งก็ ปรินิพพานเฉพาะตน. ปรินิพพาน คือดับเย็นเฉพาะตน, ดับเย็นเฉพาะตน. นี่ไปฟังดูให้ดีว่า ในขั้นที่บรรลุมรรคผล สิ้น อาสวะนั้น จะมีความรู้สึกสันโดษ พอใจในความสิ้น อาสวะนั้นขึ้นมาได้ ในตัวมันเองโดยไม่ต้องเจตนา, โดย ไม่ต้องอยาก, เพราะจิตมันหลุดพ้น ทรงตัวอยู่ได้เป็นอิสระ, เพราะความทรงตัวอยู่ได้เป็นอิสระ ไม่มีกิเลส หรือความ ทุกข์ อะไรเบียดเบียน มันจึงสันโดษ ยินดีในสภาวะ เช่นนั้นที่มีอยู่.

น.38 ๓๐ นี่คิดดูเถอะ จบด้วยสันโดษ นะ ชีวิตนี้ ซึ่งจบ ด้วยความเป็นพระอรหันต์นั่นแหละ; แต่ มีระยะขั้นตอน อย่างที่แสดงไว้ในพระบาลี อย่างนี้เอง. ทบทวนอีกที ก็ได้ว่า เมื่อไม่มีราคะในเบญจขันธ์, ไม่กำหนัดยินดีในเบญจขันธ์. เมื่อไม่มีราคะ อารมณ์ที่จะ มาแวดล้อมปรุงแต่งมันขาดจากกัน เข้ามาไม่ได้นี่เรียกว่า วิญญาณไม่มีที่ตั้ง หรือ ที่ตั้งของวิญญาณนั้นไม่มี แหละ. วิญญาณเมื่อไม่ได้อารมณ์เข้ามาปรุงแต่ง มันก็ ไม่มีรากฐาน ไม่มีที่ตั้ง, วิญญาณไม่มีที่ตั้ง มันก็หยุดงอกงาม, ไม่มีการปรุงแต่งงอกงามก็หลุดพ้น; ไม่มีอะไรมาปรุง แต่งพัวพัน คอยปรุงแต่งให้เกิดใหม่ ๆ อยู่เสมอ ขาด การปรุงแต่งชนิดนั้น ก็เรียกว่ามันหลุดพ้น. เมื่อ หลุด พ้นก็ทรงตัวเองเป็นอิสระ, ทรงตัวเองเป็นอิสระได้อย่างนี้ มันก็ยินดี-ยินดี, ยินดีในความเป็นอย่างนี้ของมันเอง. นี้ หมายถึงจิตนะ คำว่า "มัน" นี้คือของจิตนะ มันยินดีมันก็ ไม่สะดุ้ง ไม่สะดุ้งก็นิพพาน ปรินิพพานเฉพาะตน.

น.39 ๓๑ ประโยชน์ของสันโดษมี ได้ตลอดชีวิต. นี้ขอให้เห็นว่า สันโดษนี้มีประโยชน์ เป็นผลดี ตั้งแต่เป็นเด็ก ๆ ทารกมาทีเดียว, แล้วก็ใช้เป็นประโยชน์ เรื่อยไป ๆ, ก้าวหน้าทั้งทางโลก ทั้งทางธรรมะ แล้ว ก้าวหน้าทางธรรมนี้, ไปจบลงมีความสันโดษ ยินดีใน ความหลุดพ้นจากการปรุงแต่งของกิเลสทั้งหลาย. เรียกว่าเรามีสันโดษกันตลอดสาย, ตลอดสาย ตั้งแต่ต่ำสุด จนถึงสูงสุด. ความพอใจในสิ่งที่มีอยู่นี่ สำคัญอย่างนี้, มีความสำคัญอย่างนี้ จะช่วยให้เด็ก ๆ เจริญ ขึ้นมาอย่างถูกต้อง อย่างสมดุลย์ ไม่มากไม่น้อย ไม่ขาด ไม่เกิน มีมาด้วยเหตุผล เจริญขึ้นมาได้. เจริญฝ่ายโลก ก็ต้องเจริญด้วยอาการที่สันโดษหล่อเลี้ยงอยู่, เจริญด้วย ธรรมะ ก็เจริญด้วยอาการที่สันโดษหล่อเลี้ยงอยู่. เพราะก็มีหลักว่า ในส่วนกุศลธรรมนั้นไม่ต้อง หยุด, ไม่ต้องหยุด คือไม่ต้องใช้คำว่า สันโดษในชนิดที่ หยุดเสีย, คือไม่พอใจเพียงเท่านั้น ในกุศลธรรมทั้งหลาย

น.40 ๓๒ นี้ก็แปลว่าพวกเราก็สร้างกุศลทั้งหลายยิ่ง ๆ ขึ้นไป กุศลธรรมก็เจริญ ๆ เจริญมาตามลำดับ, จนมาถึงขั้นที่ว่าจะ หลุดพ้น, เห็นสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็น สุญญตา เป็นตถตา เป็นอิทัปปัจจยตา เป็นต้น, แล้ว ราคะ ความกำหนัดในสิ่งนั้นก็สิ้นไป, ราคะที่เคยกำหนัดในสิ่งนั้น ๆ สิ่งทั้งปวงนั้น ก็สิ้นไป. นี่เรียกว่าด้วยอำนาจของสันโดษ หรือเป็น กรรมวิธีที่มันเกี่ยวกับสันโดษอยู่ตลอดเวลา. พอสิ้นราคะ ซึ่งเหมือนกับเครื่องติดต่อแล้ว มัน ก็ขาด ขาดกัน, อย่าขาดกันจากอารมณ์ ขาดอารมณ์ เรียกว่า หย่าขาดจากอารมณ์ทั้งหลาย; ไม่มีที่ตั้งสำหรับวิญญาณ ไม่มีอารมณ์ ก็คือไม่มีที่ตั้งสำหรับวิญญาณ, วิญญาณก็ไม่ งอกงาม มันก็เลยหลุดพ้น, แล้วก็ทรงตัวอยู่ได้อย่างอิสระ ที่สุด ไม่มีอะไรกระทบกระทั่ง ตอนนี้ เกิดความรู้สึกยินดี ในสภาวะเช่นนั้นของตนเอง. นั่นคือสันโดษอันสูงสุด อันสุดท้าย เมื่อเป็นพระอรหันต์ พูดอย่างนี้มันเกิน, มันเกินหัวข้อที่ตั้งไว้ เราพูด กันว่า สันโดษไม่เป็นอุปสรรคของการพัฒนา. นี่พูด เลยไปเป็นพัฒนาๆ พัฒนาอันสุดท้าย คือเป็นพระ

น.41 ๓๓ อรหันต์, ซึ่งมีสันโดษหล่อเลี้ยงอยู่เรื่อยไป, เป็นกำลังใจ ที่หล่อเลี้ยงให้มีความพากเพียร ให้มีความบากบั่น ให้มี ความก้าวหน้า เรื่อยไป ๆ จนในที่สุดได้พอใจกับภาวะ สุดท้าย. ภาวะสุดท้ายความเป็นอิสระ ดับทุกข์ ดับกิเลส ดับอะไรสิ้นเชิง. ไม่ต้องหวั่นไหวไปตามอารมณ์ในโลก, ตอนนั้นรวยใหญ่ เป็นมหาเศรษฐี เมื่อสิ้นอาสวะเป็น พระอรหันต์ สันโดษไม่เป็นอุปสรรคทั้งโลกทางธรรม. นี่พอจะเห็นได้แล้วละกระมังว่า สันโดษไม่ได้ เป็นอุปสรรคของการพัฒนา คือทำให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป ในทางโลกก็ดี ไม่เป็นอุปสรรค, ในทางธรรมะก็ดีไม่เป็น อุปสรรค, ในอย่างโลกิยะก็ไม่เป็นอุปสรรค, ในอย่าง โลกุตตระก็ไม่เป็นอุปสรรค, เป็นอันกล่าวได้ว่า สันโดษ ไม่เป็นอุปสรรคแห่งการพัฒนาโดยประการทั้งปวง นี้อาตมาอยากจะพูดเพียงข้อเดียว ในการบรรยาย คราวหนึ่ง ๆ นี้. เดี๋ยวนี้อยากจะพูดเพียงข้อเดียว ไม่อยาก จะพูดหลายข้อให้เวียนหัว ; แต่แม้ข้อเดียว ข้อเดียวนี้

น.42 ๓๔ มันมีหลายแง่หลายมุมหลายขั้นตอน, แต่มันไม่ก้าวก่าย สับสนอะไรกันคงจะไม่เวียนหัว. ถ้าใครยังเวียนหัวอย่าง นี้อยู่อีก ก็เรียกว่ามันขี้เวียนหัวเต็มที่ ช่างหัวมันเถิด. นี้ว่าให้ดูให้ดี ความยินดีพอใจในสิ่งที่เป็นอยู่ มีอยู่ ได้อยู่ นั้นน่ะเป็นกำลังหล่อเลี้ยงความสดชื่นของ จิตใจ; เหมือนกับเราเอาน้ำรดต้นไม้, ต้นไม้นั้นน่ะมัน เป็นอย่างไร ? มันก็สดชื่น แล้วมันก็มีกำลังที่จะงอกงาม ฉะนั้น ขอให้เราเอาสิ่งที่เรียกว่า สันโดษ คือความพอใจ ในสิ่งที่เรากระทำอย่างถูกต้องและดีแล้ว มาเหมือนกับเป็น น้ำ: ความพอใจนั้นเหมือนกับเป็นน้ำ มารดชีวิต นี้ให้มันสด, มันจะได้งอกงาม ไม่ตาย คือไม่ตายแล้วก็ งอกงาม. มีชีวิตอยู่อย่างเย็นสดชื่นพอใจ จะมีนิพพานในปัจจุบัน. นี่ขอให้เราทุกคน อยู่ด้วยความสด อย่างนี้ เรียก ว่า มีนิพพานในปัจจุบัน. นิพพาน แปลว่า เย็น ; เย็น อยู่ที่นี่, เย็นอยู่เดี๋ยวนี้, เรียกว่ามีนิพพานอยู่ในปัจจุบัน

น.43 ๓๕ อะไร ๆ มันเย็นไปหมด ; เหลียวไปยังสิ่งใด, ก็ให้ได้รู้สึก เย็น, ยินดีด้วยกับสิ่งเหล่านั้นที่มันมีอยู่. อย่ามีอะไรที่น่า รำคาญ. ช่วยจำไว้ด้วย อย่าให้มีอะไรที่น่ารำคาญ ไม่ ฮึดฮัดเอากับคนนั้นคนนี้ : เดี๋ยวแกงไม่อร่อยบ้าง บ้าน ไม่สะอาดบ้าง อะไรบ้าง มันฮึดฮัด ๆ อยู่อย่างนี้ ; อย่างนี้ ไม่มีความสันโดษเลย ; มันเหมือนกับเอาน้ำร้อนไปรด ต้นไม้ ดูว่ามันจะได้ผลเป็นอย่างไร ก็ขอให้ลองคิดดู. ถ้ามองเห็นว่า เสื่อมันขาด เสื่อผืนนั้นมันขาด ขาดกระรุ่งกระริ่ง ; แล้วรู้สึกอย่างไร ? รู้สึกรำคาญมัน ก็บ้าไปเอง ; แต่เอ้าก็เห็นว่าเป็นอย่างนั้นแหละ, มันสอน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ให้เราไม่ดีหรือ ? จะไปรำคาญ มันทำไม ? มันไม่มีอะไรที่จะต้องรำคาญ จะต้องหวาดกลัว. แม้ความ เจ็บไข้เกิดขึ้นก็ไม่ต้องหวาดกลัว, ไม่ ต้องรำคาญ, ไม่ต้องเป็นทุกข์ มันมาสอนเราให้ฉลาดขึ้น. ฉะนั้น การที่เราได้ความเจ็บไข้นั้นน่ะดีนะ, ได้ครูอาจารย์ ที่ดีมาสอนเรา มันมีประโยชน์; แม้แต่ ความเจ็บไข้ มันก็มีประโยชน์ มาสอนเราให้ฉลาด, ให้จิตใจนี้หลุดพ้น

น.44 ๓๖ โดยเร็ว. เป็นอันว่า ไม่ต้องมีอะไรที่ต้องฮึดฮัด ขัดใจ เดือดร้อน , กับมัน ให้มันกลายเป็นการได้ที่มีประโยชน์ ไปเสียหมด. ถ้า ถูกขโมยขึ้นบ้าน เอาของไป จะคิดอย่างไรจึง จะไม่เดือดร้อน ? ถ้ายังมีความหวงแหนอะไรอยู่ก็เดือดร้อน วุ่นวาย ; แต่ถ้า คิดว่า มันเช่นนั้นเอง มันมาสอนให้เราฉลาด ; เพราะเรามันโง่ เก็บรักษาไม่ดี, ต่อไปนี้เราก็จะฉลาดขึ้น เราก็ขอบใจขโมย. ดูเหมือนจะไม่มีอะไรแล้ว ที่จะต้องอึดอัดขัดใจ เป็นทุกข์กับมัน ; ทุกอย่างจะช่วยให้เราฉลาดขึ้น, ยินดี ต่อทุกสิ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรา เพราะเราสามารถที่จะ พลิกมันให้กลายเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ ซึ่งคนโง่ทำไม่ได้ คนโง่ทำไม่ได้, พระเณรโง่ ๆ ก็ทำไม่ได้ เพราะจะฮึดฮัด อึดอัด เร่าร้อนอยู่เสมอแหละ, เพราะทำไม่ได้. ถ้ามี จิตใจชนิดที่ไม่ลึกซึ้งพอ ไม่มองเห็นความจริงข้อนี้พอ มันก็จะโกรธ ก็ต้องวุ่นวาย; ไม่สามารถจะใช้สิ่งที่มีอยู่ ให้เป็นประโยชน์ได้, คือสิ่งที่เข้ามาหา นั้นเป็นสิ่งที่ต้องมี หรือป้องกันไม่ได้ มันต้องเข้ามาหา.

น.45 ๓๗ เช่นความเจ็บไข้ เป็นต้น มันต้องเข้ามาหา เมื่อ ป้องกันไม่ได้ มันก็ต้องมากลายเป็นสิ่งที่เรามีอยู่แหละ. เราก็ต้องใช้สิ่งที่มีอยู่นี้ให้เป็นประโยชน์, ให้เป็นประโยชน์ จนเกิดความพอใจว่ามันมาให้ประโยชน์, มันมาสอนให้ ฉลาด. นี่จะไม่มีปัญหาอะไรเหลือ เพราะเรื่องมันก็มี เท่านี้เอง. สิ่งที่จะเข้ามาหาเรา ก็มีเรื่องที่มาให้ยินดีบ้าง ให้ยินร้ายบ้าง. ทีนี้ทั้งที่ยินดีและยินร้าย เราใช้ให้เป็นประโยชน์ หมด ; ไม่มีอะไรที่ไม่เป็นประโยชน์ ก็เลยมีแต่ผลดี, รวย กันใหญ่ตอนนี้. อะไรจะเข้ามาเป็นของร้ายหรือเป็นของดีก็ มาสอนให้เราฉลาดทั้งนั้น ; แต่ถ้าเราไม่ทำอย่างนั้นแล้ว ทั้งของร้ายและของดีมันมากัดเราทั้งนั้นแหละ, ทั้งชั่วทั้งดี มันกัดเอาทั้งนั้นแหละ. แต่ถ้าเรา รู้จักต้อนรับ แล้ว ทั้ง ชั่วและทั้งดี, ทั้งดีทั้งชั่ว มันไม่กัดเรา, มันมาสอนให้เรา ให้ฉลาด. ฉะนั้น ความฉลาดนี้ต้องเรียกว่าพัฒนาแล้ว แหละ, พัฒนาแล้วเรื่อยๆ ไป จนกว่าจะสูงสุด. นี่วันนี้อาตมาก็พูดเรื่อง ความสันโดษ ซึ่งยังเข้า ใจผิดกันอยู่ จนถึงกับผู้มีอำนาจห้ามพระเทศน์สอนเรื่อง สันโดษ ในยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง; อย่าต้องออกชื่อสมัยไหน

น.46 ๓๘ เลย, แล้วอาตมาก็ไปโดนมาแล้วด้วย. แต่เดี๋ยวนี้ก็มา บอกให้รู้ว่าเรายังทำถูกต้องอยู่, เรายังกระทำกันถูกต้องอยู่ คือสอนสันโดษ, ให้มีสันโดษเป็นน้ำเย็น หล่อเลี้ยงชีวิต ให้สดชื่นอยู่เรื่อยไป ๆ เรื่อยไป ๆ จนถึงที่สุด. สันโดษ เป็นครั้งสุดท้ายเมื่อกิเลสดับลง มีความขาดสูญแห่งกิเลส อาสวะเท่านั้นแหละ, ตอนนั้นแหละสันโดษน่ะแวบสุดท้าย, แวบสุดท้ายมีความสุขเย็น, เป็นชีวิตเย็น, เป็นนิพพานใน ปัจจุบัน ท่านใช้คำว่า "ในปัจจุบันนะ" ในเรื่องนี้แหละ ปตนฺเยว ปรินิพพายติ -- คือดับเย็นที่รู้สึกอยู่ในใจของตน ของคนที่ยังมีชีวิตอยู่. การบรรยายสมควรแก่เวลาแล้ว อาตมาขอยุติการ บรรยายนี้ด้วยความหวังว่า ท่านทั้งหลายทุกคน ๆ จะ รู้จัก นำเอาสิ่งที่เรียกว่าสันโดษ นี้ไปใช้เป็นประโยชน์แห่ง ตน ๆ ให้เป็นชีวิตที่สด, ที่สดเย็น ไม่เหี่ยวแห้ง, อยู่ตลอด ทุกทิพาราตรีกาล ต่อไปนี้ก็จะได้เป็นโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย ได้สวดบทพระธรรมคณสาธยาย ส่งเสริมกำลังใจในการ ปฏิบัติธรรมะ เพื่อความงอกงามก้าวหน้าในทางแห่งพระ- ศาสนาของสมเด็จพระบรมศาสนา สืบต่อไป.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต