น.23 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ในวันนี้ จะพึงมีโดยหัว ข้อว่า หลักปฏิบัติเกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท ดังที่ท่านทั้งหลาย ก็ทราบกันดีอยู่แล้ว. คำว่า ปฏิจจสมุปบาท ยังคงเป็นคำที่แปลกประหลาด หรือแปลกหูสำหรับคนส่วนมาก ; แต่แล้วเราก็ไม่อาจจะ เปลี่ยนไปใช้คำอื่นได้ จะต้องใช้คำนี้อยู่ต่อไป ; ฉะนั้นเป็น หน้าที่ของท่านทั้งหลายที่จะต้องพยายามเข้าใจคำว่าปฏิจจ- สมุปบาทนี้ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนกว่าจะเคยชินเป็นคำธรรมดา. ผู้ที่เคยบวชเรียนก็พอจะได้ยินได้ฟังคำนี้อยู่บ้าง ; แต่ผู้ที่เป็น * คัดจากธรรมโฆษณ์ฉบับโอสาเรตัพพธรรม แก่สังคม
น.24 ๒ ชาวบ้านเต็มที่แล้วก็จะฉงนและเป็นเหตุให้ไม่สนใจ ทีนี้ก็ เลยไม่เข้าใจ เรื่องที่สำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา ; ดังนั้น จึงเห็นว่าควรจะเอามาพูดให้เป็นเรื่องที่เข้าใจกันเป็นธรรมดา ไปในที่สุด. การที่ต้องเอาเรื่องนี้มาพูดก็เพราะว่า มันเป็น หัวใจ ของพุทธศาสนา. เมื่อพูดถึงหัวใจของพุทธศาสนา คนโดยมากก็นึกถึง เรื่องอริยสัจจ์. นี่ขอให้เข้าใจว่าปฏิจจสมุปบาทนี้ ก็คือ อริยสัจจ์ที่สมบูรณ์แบบ คือว่าเต็มขนาด; จึงขอเรียกว่า “อริยสัจจ์ใหญ่" ซึ่งจะได้อธิบายกันต่อไป. ในที่นี้ขอให้สรุป ความสั้น ๆ ไว้ที่หนึ่งก่อนว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาทเป็นเรื่อง อริยสัจจ์ใหญ่, เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ; ฉะนั้นต้องเอา มาพูดกันจนเป็นที่เข้าใจอย่างยิ่ง. สิ่งที่ควรจะทราบไว้ต่อไป : สิ่งที่เรียกว่าปฏิจจ- สมุปบาทนั้นมันมีอยู่ในคนเราแทบจะตลอดเวลา. สิ่งที่ เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทที่ยังฟังไม่รู้ว่าอะไรนั่นแหละ มันมี อยู่ในคนเรา ในตัวเรา เกือบตลอดเวลา แล้วเราก็ไม่รู้จัก ; อย่างนี้ก็เรียกว่ามันเป็นความผิดของเรา, ไม่ใช่ความผิดของ
น.25 ๓ ธรรมะ. เราไม่สนใจเราจึงไม่รู้จักสิ่งที่มีอยู่ในตัวเราแทบว่า ตลอดเวลา ; เดี๋ยวก็จะได้พูดให้ฟัง ว่ามันมีอยู่ในคนเราแทบ ตลอดเวลาอย่างไร. เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นเรื่องที่ถ้าผู้ใดเข้าใจแล้ว ก็อาจจะปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ของตนได้. และเมื่อมองกันอีก ทางหนึ่ง เราต้องถือว่าเป็นหน้าที่ที่เราจะต้องทำกันทุกคน ; และช่วยทำกันและกันให้เข้าใจเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ให้ได้ มันเป็นหน้าที่ของคนเราที่จะต้องเข้าใจเรื่องนี้แต่ละคนๆแล้ว มันยังเป็นหน้าที่ที่จะต้องช่วยให้ผู้อื่นเข้าใจด้วย. ข้อนี้เป็น พระพุทธประสงค์ ; และเมื่อเราทำได้ดังนี้แล้วความตรัสรู้ของ พระพุทธองค์ก็จะไม่เป็นหมัน ข้อนี้เป็นเช่นเดียวกับเรื่องอริยสัจจ์ : ถ้าไม่มีผู้ใดรู้ เรื่องอริยสัจจ์ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าก็จะเป็นหมันคือไม่มี ประโยชน์อะไร. เรื่องปฏิจจสมุปบาทมันยิ่งไปกว่านั้น หมาย ความว่าเป็นเรื่องอริยสัจจ์ที่สมบูรณ์เต็มที่ รวมความแล้วก็ว่า เราจะต้องช่วยกันและกันให้รู้เรื่องปฏิจจสมุปบาทกว้างขวาง ออกไปทั่วทุกคนในหมู่พุทธบริษัท. นี้เป็นเหตุผลในขั้นต้น อย่างย่อ ๆ ว่าทำไมเราจึงต้องพูดเรื่องปฏิจจสมุปบาทซึ่งเป็น เรื่องอริยสัจจ์ใหญ่
น.26 ๔ ทีนี้ก็จะขยายความเรื่องนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นไป โดยจะ ตั้งหัวข้อว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้คือเรื่องอะไร ? แล้ว เ พราะเหตุใดจึงต้องมีเรื่องนี้ ? ปฏิจจสมุปบาทเพื่ออะไร ? และจะมี ได้โดยวิธีใด? ๑. ถ้าถามว่า ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร? ก็ตอบว่า ปฏิจจสมุปบาทคือการแสดงให้ทราบว่า ทุกข์จะเกิดขึ้นมา อย่างไร ? และจะดับลงไปอย่างไรโดยละเอียด ; และ แสดงให้ทราบว่า การที่ทุกข์เกิดขึ้นและดับไปนั้น มี ลักษณะเป็นธรรมชาติที่อาศัยกันและกัน ไม่ใช่ต้องมี เทวดาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรืออะไรที่ไหนมาช่วยทำให้ความ ทุกข์เกิดหรือทำให้ความทุกข์ดับ. มันเป็นเรื่องของธรรมชาติ ที่เกี่ยวเนื่องกันอยู่หลาย ๆ ชั้น และอาศัยกันแล้วทำให้ความ ทุกข์เกิดขึ้นหรือจะทำให้ความทุกข์ดับไปก็ตาม, คำว่า "ปฏิจูจ" แปลว่าอาศัย ; คำว่า "สมุปฺบาท" แปลว่า เกิดขึ้น พร้อม ; เรื่องของสิ่งที่อาศัยซึ่งกันและกันแล้วเกิดขึ้นพร้อม นี่คือเรื่องปฏิจจสมุปบาท. อีกส่วนหนึ่งก็เป็นการแสดงให้รู้ว่า ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา อยู่ที่นี่ หรือว่าจะเวียนว่ายต่อไป
น.27 ๕ มันเป็นเพียงธรรมชาติล้วน ๆ ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป.ตด ถ้า เข้าใจเรื่องปฏิจจสมุปบาทก็จะเข้าใจได้ว่าไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ที่เราเรียกว่า "ตัวกู" นี้ไม่มี. เมื่อคนไม่รู้ เรื่องนี้, ก็ปล่อยไปตามความรู้สึกคิดนึกตามธรรมดาซึ่งมี อวิชชาครอบงำ แล้วมันก็รู้สึกว่า มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา; นี่ความมุ่งหมายของเรื่องปฏิจจสมุปบาทเป็นอย่าง นี้. ใจความสำคัญก็คือว่า แสดงให้รู้ว่า ทุกข์เกิดและดับ อย่างไร และการเกิดและดับนั้น เป็นการอาศัยซึ่งกันและกัน เกิดและดับ; และว่าอาการอย่างนั้นทั้งหมดนั้น ก็มิใช่สัตว์ มิใช่บุคคล มิใช่ตัวตน เรา เขา. ที่ยิ่งไปกว่านั้นอีกก็คือว่า การที่มันอาศัยกัน เกิดขึ้นและดับลงนี้ มันรุนแรงแบบสายฟ้าแลบ; คือรวดเร็ว รุนแรงแบบสายฟ้าแลบ. ขอให้ทุกคนสังเกตดูให้ดีว่าความ คิดนึกของคนเราที่เกดขึ้นมานี้ มันรวดเร็วรุนแรง. . ตัวอย่าง เช่นความโกรธอย่างนี้ เกิดขึ้นมารวดเร็วเหมือนกับสายฟ้า แลบ. นี้เรียกว่าพฤติของจิตที่เกิดขึ้นรวดเร็วรุนแรงเหมือน สายฟ้าแลบ ที่เป็นไปเพื่อความทุกข์ในชีวิตประจำวันของ คนเรานั่นเอง. นั่นแหละคือเรื่องปฏิจจสมุปบาทโดยตรง ;
น.28 ๖ ถ้ามองเห็น จะรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าหวาดเสียว หรือเป็น เรื่องที่น่ากลัวที่สุด ; แต่ถ้าไม่มองเห็น มันก็เหมือนกับว่า ไม่มีอะไร. นี่ถ้าถามว่า ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร อย่างเป็น ภาษาธรรมดาสามัญที่สุด ก็ตอบว่าคือเรื่อง พฤติของจิตที่ เกิดขึ้นเป็นไปเพื่อทุกข์ แล้วก็รวดเร็วรุนแรงเหมือนสาย ฟ้าแลบ แล้วก็มีอยู่ในชีวิตประจำวันของคนเรา. นี่แหละ คือตัวปฏิจจสมุปบาท. ๒. ปัญหาที่สองถามว่า เ พราะเหตุใดเราจึงต้องมี เรื่องปฏิจจสมุปบาท ? เราต้องมีเรื่องปฏิจจสมุปบาทเพื่อการศึกษาและ ปฏิบัติ. เดี๋ยวนี้ไม่มีใครรู้เรื่องนี้ แถมยังกำลังเป็นมิจฉา ทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิของคนทั่วๆ ไปก็เป็นเหมือนมิจฉาทิฏฐิ ของภิกษุสาติเกวัฏฏบุตร. ภิกษุรูปนี้ ทั้งที่เป็นภิกษุก็มีทิฏฐิ ที่ถือและยืนยันว่า "ตเทวิทํ วิญญาณํ สนฺธาวติ สํสรติ, อนญฺญํ" ซึ่งแปลว่า "วิญญาณนี้เท่านั้น ที่แล่นไป ที่ท่อง- เที่ยวไป ไม่มีสิ่งอื่น" * ภิกษุรูปนี้ถือว่า วิญญาณนั้นเป็น สัตว์ เป็นบุคคล; แล้วก็แล่นไป. แล้วก็ท่องเที่ยวไปในวัฏฏ- * บาลีมหาตัณหาสังขยสูตร มู.ม. ๑๒/๔๗๒/๔๔๐
น.29 ๗ สงสารคือการเกิดแล้วเกิดอีก; ไม่มีสิ่งอื่น. การที่ถือว่า วิญญาณนั้นเป็นสัตว์หรือเป็นบุคคลตัวยืนโรงสำหรับแล่นไป ในวัฏฏสงสาร เช่นนี้ก็เพราะไม่ทราบความจริงเรื่องปฏิจจ- สมุปบาท จึงได้เกิดมีทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิขึ้นมาอย่างนี้. ทีนี้ ภิกษุทั้งหลายพยายามที่จะให้ภิกษุรูปนี้ สละทิฏฐิ นี้เสีย, เมื่อเธอก็ไม่สละ ก็พากันไปทูลพระพุทธเจ้า. พระ- พุทธเจ้าตรัสให้หาตัวไป แล้วก็ทรงสอบถามว่ามีทิฏฐิอย่าง นั้นจริงไหม ? ภิกษุรูปนี้ก็ทูลว่ามีทิฏฐิอย่างนั้นจริง; คือว่า "วิญญาณนี้แหละแล่นไปท่องเที่ยวไปไม่ใช่อื่น." ทีนี้พระ- พุทธเจ้าท่านก็ตรัสถามว่า อะไรเป็นวิญญาณของเธอ ? ภิกษุนี้ ทูลตอบว่า "ยุวายํ ภมฺเต วโท เวเทยฺโย, ตตฺร ตตฺร กลฺฺยาณปาปกานํ กมฺมานํ วิปากํ ปฏิสิเวเทติ" ซึ่งแปลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! สิ่งใดที่มันพูดได้ หรือมันรู้สึกอะไรได้ แล้วมันเสวยวิบากของกรรมทั้งหลาย ทั้งที่เป็นกรรมดีและ กรรมชั่ว นั่นแหละคือวิญญาณ ."* นี้ก็ยิ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิหนักยิ่งขึ้นไปอีก : ตัววิญญาณ คือสิ่งที่ทำให้พูดได้ ที่ทำให้รู้สึกอะไรได้ แล้วเสวยผลกรรม ต่อไปข้างหน้า. * บาลีมหาตัณหาสังขยสูตร. มู.ม. ๑๒/๔๗๕/๔๔๒
น.30 ๘ คนธรรมดาพังไม่ถูกว่า ทำไมการถืออย่างนี้จึงเป็น มิจฉาทิฏฐิ ; เพราะใคร ๆ ก็เชื่อว่า วิญญาณมีอยู่ แล้ววิญญาณ เป็นอย่างนั้น ๆ ฉะนั้นคนธรรมดาพูดกันเสียแต่อย่างนั้น จนชิน ก็เลยไม่รู้ว่านี่เป็นมิจฉาทิฏฐิ คำพูดเช่นนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะยืนยันว่าวิญญาณ เป็นของเที่ยง เป็นของที่มีอยู่ในตัวเอง มิใช่เป็นเพียง ปฏิจจสมุปปั่นนธรรม คือมิใช่เป็นเพียงผลของปฏิจจ- สมุปบาท. ที่แท้ วิญญาณเป็นเพียงปฏิจจสมุปปั่นธรรม หมายความว่า ไม่มีตัวตน เพียงแต่ว่าอาศัยเหตุปัจจัยปรุงแต่ง เกิดขึ้นสืบต่อกันไปชั่วคราว ๆ เท่านั้น. กฤษ อย่างนี้เรียกว่า เห็นว่าวิญญาณนั้นเป็นปฏิจจสมุปบันนธรรม, ซึ่งตามนัย แห่งปฏิจจสมุปบาท แสดงให้เห็นว่าตัวตนไม่มี. ทีนี้ ภิกษุสาติ เกวัฏฏบุตร นี้ยืนยันว่ามีตัวตน ; หรือยืนยันว่าวิญญาณนี้เป็นตัวตน คือมันแล่นไป มันท่อง เที่ยวไปหรือว่าอยู่ที่นี่ เขาก็พูดว่า เป็นผู้พูด เป็นผู้รู้สึกอารมณ์ ต่าง ๆ แล้วเป็นผู้เสวยวิบากของกรรมทั้งหลายที่เป็นกุศลเป็น อกุศลคือว่ามีตัวตน มีตัวเรา ที่เป็นอย่างนั้น, แล้วเรียกมันว่า วิญญาณ.
น.31 ๙ แปลก นี่เพราะเหตุว่าคนทั้งหลายมีทิฏฐิอย่างนี้กันอยู่ ทั่วไป โดยไม่รู้ว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ เราจึงต้องมีเรื่องปฏิจจ- สมุปบาท ที่บอกให้รู้ความจริงว่า มันไม่มีตัวตน ; วิญญาณ นั้นมิใช่ตัวตน. ถ้าว่าวิญญาณมี มันก็เป็นเพียงปฏิจจสมุป- ปั่นนธรรม คือธรรมชาติที่อาศัยกันเกิดขึ้นทยอยกันยิบ ๆ ไปเท่านั้นเอง ; ไม่เป็นตัวเป็นตนอะไรที่ไหน. เพราะเหตุนี้ จึงต้องรู้เรื่องปฏิจจสมุปบาท. ๓. ทีนี้ ถามว่ารู้ ปฏิจจสมุปบาทเพื่ออะไร ? ก็เพื่อ พ้นจากมิจฉาทิฏฐิที่ว่าคนมีอยู่ ; แล้วคนไปเกิด; แล้วคน เป็นไปตามกรรมเหล่านี้ ; แล้วก็เพื่อจะดับทุกข์สิ้นเชิง คือ มีสัมมาทิฏฐิขึ้นมา. ถ้ายังหลงเรื่องวิญญาณเป็นตัวตนก็ยัง เป็นมิจฉาทิฏฐิ มันก็มีความทุกข์และดับทุกข์ไม่ได้ ; ฉะนั้น จึงจะต้องรู้เรื่องวิญญาณที่แท้จริงว่าเป็นอะไร ; คือเป็นปฏิจจ- สมุปปั่นธรรมเกิดขึ้นโดยนัยแห่งปฏิจจสมุปบาท อย่างนี้มัน จะดับทุกข์ได้, และจะดับทุกข์ได้สิ้นเชิง โดยที่มีสัมมาทิฏฐิ เข้าใจอย่างถูกต้อง. ข้อนี้มีหลักบาลีสั้น ๆ ว่า ปฏิจฺจสมุปฺปนฺฺนํ วิญญาณํ .... วิญญาณเป็นปฏิจจสมุปปั่นนธรรม; คือสิ่งที่ อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ; อญฺญตฺร ปจฺจยา นตฺถิ วิญฺญาณสฺส
น.32 ๑๐ สมุภโว .... ถ้าปราศจากซึ่งปัจจัยเหล่านั้นแล้ว การเกิดขึ้น แห่งวิญญาณมี ไม่ได้.* ข้อนี้แสดงว่าถ้าวิญญาณมีตัวตนจริง, มันก็ควรมี ได้โดยตัวมันเอง โดยไม่ต้องอาศัยปัจจัยอะไร ; เดี๋ยวนี้ตัวมัน เองมิได้มี : มีแต่ปัจจัยที่ปรุงแต่งกันขึ้น แต่มันประณีตลึกลับ ถึงกับทำให้รู้สึกคิดนึกได้ ให้นามรูปนี้ทำอะไรได้ พูดจาได้ อะไรได้ต่าง ๆ ก็เลยเข้าใจผิดไปในตัวมันเองว่ามีอะไรอันหนึ่ง เป็นตัวเป็นตนอยู่ในนามรูปนี้ ซึ่งในที่นี้เรียกกันว่า วิญญาณ. เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้มีก็เพื่อประโยชน์อันนี้เอง ให้ละมิจฉา- ทิฏฐิเสีย แล้วจะได้ดับความทุกข์สิ้นเชิงได้ ๔. ที่นี้ปัญหาต่อไปก็มีว่า จะดับทุกข์ ได้โดยวิธี ใด ? ทำอย่างไร ? คำตอบก็เหมือนกับที่แล้ว ๆ มาในหลักทั่ว ๆ ไปว่า จะมีได้โดยการปฏิบัติที่ถูกต้อง คือการมีชีวิตอยู่อย่างถูกต้อง หรือการเป็นอยู่ที่ชอบ. ความเป็นอยู่ที่ชอบนั้นก็คือ การเป็น อยู่ที่สามารถทำลายอวิชชาเสียได้ด้วยวิชชา คือการเป็นอยู่ที่ ทำลายความโง่เสียได้ด้วยความรู้. หรือถ้าจะสรุปความอีก ทีหนึ่งก็เป็นการสรุปว่า คือการมีสติอยู่ตลอดเวลา ; และ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีสติเมื่อมีอารมณ์มากระทบ. นี่ขอให้เข้าใจ * บาลีมหาตัณหาสังขยสูตร มู.ม. ๑๒/๔๗๕/๔๔๒
น.33 ๑๑ คำว่า "เป็นอยู่โดยชอบ" นั้นเป็นอยู่อย่างนี้ คือเป็นอยู่โดยมี สติสมบูรณ์อยู่ทุกเวลา และโดยเฉพาะเมื่อมีอารมณ์มากระทบ. เมื่อเป็นอยู่อย่างนี้ความโง่เกิดไม่ได้ อวิชชาเกิดไม่ได้ สามารถ ขจัดอวิชชาออกไปเสียได้ มันเหลืออยู่แต่วิชชา หรือความรู้ นี้แหละคือความเป็นอยู่ชอบ เป็นอยู่ชนิดที่ความทุกข์เกิด ไม่ได้. โดยหลักใหญ่ๆเรื่องปฏิจจสมุปบาทมันมีอยู่อย่างนี้ :- ๑. เมื่อถามว่าปฏิจจสมุปบาทคืออะไร ? ก็คือการ แสดงให้รู้เรื่องความทุกข์ที่เกิดขึ้นในรูปสายฟ้าแลบในจิตใจ ของคนเป็นประจำวัน ๒. เพราะเหตุใดเราจึงต้องรู้เรื่องนี้ ? ก็เพราะว่า คนมันกำลังโง่ไม่รู้เรื่องนี้. ๓. รู้เพื่อประโยชน์อะไร ? เพื่อให้รู้ถูกต้องและให้ ดับทุกข์เสียได้. ๔. จะดับทุกข์ได้โดยวิธีใด ? ก็โดยวิธีที่ปฏิบัติให้ ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของปฏิจจสมุปบาท คืออย่าให้กระแส ปฏิจจสมุปบาทมันเกิดขึ้นมาได้ เพราะว่ามีสติรู้สึกตัวอยู่ ตลอดเวลา. เรื่องมันสัมพันธ์กันอยู่อย่างนี้. รวมกันก็เรียก ว่า "ปฏิจจสมุปบาท".
น.34 ๑๒ สอนผิดจนปฏิบัติไม่ได้. ทีนี้มันยังมีปัญหาที่ร้ายแรงหรือยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ปัญหาที่ว่า เรื่อง ปฏิจจสมุปบาทนี้กำลังสอนกันอยู่อย่างที่ เรียกว่าไม่ตรงหรือไม่ถูกต้องตามพระบาลีเดิม ; หมายถึง บาลีพระพุทธภาษิตที่มีอยู่ในสุตตันตะทั้งหลายที่เป็นของเดิม ของเดิมในบาลีมีไว้อย่างหนึ่งมีอยู่อย่างหนึ่ง, และเดี๋ยวนี้มา สอนกันไปเสียอีกอย่างหนึ่ง. ความผิดแปลกกันในข้อนี้ก็คือ ว่า ในพระบาลีเดิมพูดเรื่องปฏิจจสมุปบาทไว้ในลักษณะที่มัน ติดต่อกันเป็นสายไปเลย : ในรอบหนึ่งมีอยู่ ๑๑ อาการ อย่างนี้ มันติดต่อกันเป็นสายไปเลย. เดี๋ยวนี้มาสอนกันว่าใน ๑๑ อาการ รอบหนึ่งนี้ จะกินเวลายืดออกไปตั้ง ๓ ชาติ ; คือ ชาติในอดีตด้วย ชาติในปัจจุบันด้วย. ชาติในอนาคตด้วย ไปสอนกันเสียอย่างนี้ จนปฏิบัติอะไรไม่ได้. ตามหลักพระบาลีเดิมนั้นมันติดต่อกันไปหมดทั้ง ๑๑ อาการ ในสายเดียวที่คนเรามีเรื่องที่เป็นกิเลสเกิดขึ้นในใจ ครั้งหนึ่ง ; เพราะฉะนั้นไม่ต้องกินเวลาตั้งสามชาติ : กิน เวลาไม่ถึงชาติ, กินเวลาไม่ถึงปี, กินเวลาไม่ถึงเดือน, กิน เวลาไม่ถึงวัน ; หมายความว่าบางทีเพียงชั่วกระพริบตาเดียว
น.35 เต็มรอบเป็นเรื่อง ๆ หนึ่งมีความทุกข์ เสร็จแล้ว. นี้คือการสอนที่ผิดจากพระบาลีเดิม แล้วเรื่อง ปฏิจจสมุปบาทก็กลายเป็นเรื่องที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลย นอก จากไว้เถียงกันเล่น . ถ้าสอนอย่างถูกต้องตามพระบาลี เดิม ก็จะมีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะตรงกับปัญหาเฉพาะหน้า ที่มีอยู่เป็นประจำวัน, ฉะนั้น ขอให้ตั้งใจฟังต่อไป. การที่จะเข้าใจได้ดีทีแรกก็จะต้องรู้เรื่องจำนวนปฏิจจ- สมุปบาทธรรม ๑๑ อาการนั้นแหละเสียก่อน. ๑๑ นั้น ก็คือ : - ๑. อวิช . ชาปจฺจยา สงฺขารา : เพราะอวิชชาเป็น ปัจจัย จึงเกิดสังขาร ; ๒. สง . ขารปจฺจยา วิญ . ญาณํ : เพราะสังขารเป็น ปัจจัย จึงเกิดวิญญาณ ; ๓. วิญญาณปจฺจยา นามรูํป : เพราะวิญญาณเป็น ปัจจัย จึงเกิดนามรูป ; ๔. นามรูปปจฺจยา สายตนํ : เพราะนามรูปเป็น ปัจจัย จึงเกิดอายตนะหก ; ๕. สหายตนปจฺจยา ผสฺโส : เพราะอายตนะหก เป็นปัจจัย จึงเกิดผัสสะ.
น.36 ๑๔ ๖. ผสฺสปจฺจยา เวทนา : เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา ; ๗. เวทนาปจฺจยา ตณฺหา : เพราะเวทนาเป็น ปัจจัย จึงเกิดตัณหา ; ๘. ตณฺหาปจฺฺจยา อุปาทานํ : เพราะตัณหาเป็น ปัจจัย จึงเกิดอุปาทาน ; ๙. อุปาทานปจฺจยา ภโว : เพราะอุปาทานเป็น ปัจจัย จึงเกิดภพ ; ๑๐. ภวปจฺจยา ชาติ : เพราะภพเป็นปัจจัย จึง เกิดชาติ ; ๑๑. ชาติปจฺจยา ชรามรณํ โสกปริเทวทุกฺขโทม- นสฺสุปายาสา : เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรา มีมรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส ซึ่งเป็นความทุกข์ทั้งนั้น เกิดขึ้น. นับดูได้ตั้ง ๑๑ ตอน หรือ ๑๑ อาการ อาศัยกัน. เมื่อมีการอาศัยกันถึง ๑๑ ตอน มันจึงเป็นปฏิจจ- สมุปบาทรอบหนึ่งหรือสายหนึ่ง. ใน ๑๑ ตอนนี้ที่แสดงไว้ใน พระบาลีจะเห็นได้ว่า ติดต่อกันไปไม่มีอะไรมาคั่น : ไม่จำเป็น ต้องเอา ๒ ตอนแรกไปไว้ชาติในอดีต; แล้วเอา ๘ ตอน
น.37 ๑๕ ตรงกลางมาไว้ในชาติปัจจุบัน ; แล้วอีกตอนหนึ่งไปไว้ใน ชาติหน้า ; แล้วรอบหนึ่งสายหนึ่งกินเวลา ๓ ชาติ. อย่างนี้ มันจะทำอะไรกันได้ จะควบคุมมันได้อย่างไร จะปฏิบัติดับ ทุกข์ ได้อย่างไร เพราะมันแยกกันอยู่ : เหตุอยู่ชาติหนึ่ง, ผลอยู่ชาติหนึ่ง, แล้วจะควบคุมมันได้อย่างไร. ฉะนั้นเดี๋ยวนี้ เราไม่ได้ประโยชน์จาก ปฏิจจสมุปบาท หรือความรู้เรื่อง ปฏิจจสมุปบาทเลย เพราะเราเข้าใจผิด สอนกันผิด ให้มัน คร่อมกันอยู่ตั้ง ๓ ชาติ แล้วมีปฏิจจสมุปบาทเพียงรอบเดียว วงเดียวเท่านั้น. ถ้าสังเกตดูในพระบาลี จะเห็นว่าไม่ใช่อย่างนั้น ไม่ต้องรอถึง ๓ ชาติจึงจะมีปฏิจจสมุปบาทครบรอบ : ใน อึดใจเดียวเท่านั้นมีปฏิจจสมุปบาทครบได้ทั้งรอบ ; หรือจะ สองอึดใจ สามอึดใจก็ได้ แล้วแต่กรณี. แต่ว่าแม้แต่ อึดใจเดียวมันก็เป็นได้ครบทั้งรอบไม่ต้องรอเป็นชาติ ๆ แล้ว ตั้ง ๓ ชาติ. กระแสปฏิจจสมุปบาทเกิด ตัวอย่างที่ ๑. ทีนี้จะยกตัวอย่างให้ฟังในการเป็นอยู่ทุกวัน ๆ ของ คนเรามีปฏิจจสมุปบาทอย่างไร : เด็กเล็ก ๆ คนหนึ่งร้องไห้
น.38 ๑๖ จ้าขึ้นมาเพราะตุ๊กตาตกแตก. นี่ก็ลองกำหนดไว้ให้ดีเดี๋ยวจะ อธิบายให้ฟังว่าเป็นปฏิจจสมุปบาทอย่างไร. ต้องมีเด็กเล็ก ๆ คนหนึ่งร้องจ้าขึ้นมาเพราะตุ๊กตาตกแตก : พอเขาเห็นตุ๊กตา ตกแตกนี้เรียกว่า ตา กับรูปกระทบกันเกิดจักษุวิญญาณขึ้นมา รู้ว่าตุ๊กตาตกแตก. ตามธรรมดาเด็กคนนี้ประกอบอยู่ด้วยอวิชชาเพราะ ว่าเขาไม่เคยรู้ธรรมะอะไรเลย ; เมื่อตุ๊กตาตกแตกนั้นใจของ เขาประกอบอยู่ด้วยอวิชชา ; อวิชชาจึงปรุงแต่งให้เกิดสังขารคือ อำนาจ ชนิด หนึ่งที่จะให้เกิดความคิดความนึกอันหนึ่ง ที่จะเป็นวิญญาณ ; สิ่งที่เรียกว่าวิญญาณก็คือเห็นตุ๊กตาตกแตก แล้วรู้ ว่าตุ๊กตาตกแตก อันนี้เป็นวิญญาณทางตา เพราะอาศัยตาเห็น ตุ๊กตาตกแตก. แล้วมีอวิชชาอยู่ในขณะนั้นคือไม่มีสติ เพราะ ว่าไม่มีความรู้เรื่องธรรมะเลย จึงเรียกว่า ไม่มีสติ และมือวิชชา อยู่ : ฉะนั้นจึงเกิดอำนาจปรุงแต่ง วิญญาณที่จะเห็นรูปนี้ ไปในทางที่จะเป็นทุกข์. ความประจวบของตากับรูป คือตุ๊กตาแล้วกับวิญญาณที่รู้นี้รู้รวมกันเรียกว่าผัสสะ.
น.39 ๑๗ เดี๋ยวนี้ผัสสะทางตาได้เกิดขึ้นแก่เด็กคนนี้ ; แล้วจาก ผัสสะอันนี้ ถ้าจะพูดให้ละเอียดก็ว่าให้เกิด นามรูปคือร่างกาย และใจของเด็กคนนี้ขึ้นมา ชนิดที่พร้อมสำหรับที่จะเป็นทุกข์ นี่ขอให้รู้ว่าตามธรรมดาร่างกายจิตใจของเราไม่อยู่ ในลักษณะที่จะเป็นทุกข์. จะต้องมีอวิชชา หรือมีอะไรมาปรุง แต่งให้มันเปลี่ยนมาอยู่ในลักษณะที่มันอาจจะเป็นทุกข์, ดัง นั้นจึงเรียกว่า นามรูปก็เพิ่งเกิดเดี๋ยวนี้ เฉพาะกรณีนี้; หมาย ความว่ามันปรุงแต่งวิญญาณด้วยอวิชชานี้ขึ้นมาแล้ว วิญญาณ นี้ก็จะช่วยทำให้ร่างกายกับจิตใจนี้เปลี่ยนสภาพลุกขึ้นมาสำหรับ ทำหน้าที่ พร้อมจะเป็นทุกข์. และในนามรูปชนิดนี้ขณะนี้จะเกิดมีอายตนะอัน พร้อมที่จะเป็นทุกข์, คือไม่หลับอยู่ตามปกติ ; แล้วมันจะ มีผัสสะที่สมบูรณ์ที่พร้อมที่จะเป็นทุกข์ เฉพาะในกรณีนี้ ; แล้วมันก็มีเวทนา คือความรู้สึกเป็นทุกข์ ; แล้วเวทนาที่ เป็นความทุกข์นี้ทำให้เกิดตัณหา คือความอยากไปตามอำนาจ ของความทุกข์นั้น ; อุปาทานยึดมั่นเป็นความทุกข์ของกู ; มันก็เกิด "กู" ขึ้นมาเรียกว่าภพ ; แล้วเบิกบานเต็มที่เรียก
น.40 ๑๘ ว่าชาติ ; แล้วมีความทุกข์ในเรื่องตุ๊กตาตกแตกนี้คือร้องไห้ ; นั่นก็คือ สิ่งที่เรียกว่าอุปายาส แปลว่าความเหี่ยวแห้งใจ อย่างยิ่ง. ทีนี้เรื่องชาตินี้มันมีความหมายกว้าง คือรวมชรา มรณะอะไรไว้เสร็จ. ถ้าไม่มีอวิชชาก็จะไม่ถือว่าตุ๊กตาแตก หรือตุ๊กตาตาย หรืออะไรทำนองนั้น ; แล้วก็จะไม่มีทุกข์ แต่อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นเลย. เดี๋ยวนี้ทุกข์มันเกิดเต็มที่ เพราะว่ามันเกิดอุปาทานว่าตัวกู, ตุ๊กตาของกู. แล้วตุ๊กตาก็ แตกแล้ว, แล้วก็ทำอะไรไม่ถูกเพราะมีอวิชชา ; ดังนั้นจึง ร้องไห้. การร้องไห้คืออาการของความทุกข์ขึ้นสูงสุดเต็มที่ ถึงที่สุดของปฏิจจสมุปบาท. ตรงนี้คนโดยมากฟังไม่เข้าใจในข้อลี้ลับของข้อที่ว่า ภาษาธรรมะหรือภาษาปฏิจจสมุปบาท นี้เขาไม่ได้ถือว่าคน ได้เกิดอยู่แล้วตลอดเวลา ; หรือว่านามรูปได้เกิดอยู่แล้ว หรืออายตนะได้เกิดอยู่แล้ว ; ถือว่าเท่ากับยังไม่ได้เกิด เพราะมันยังไม่ได้ทำอะไรตามหน้าที่. ต่อเมื่อมีธรรมชาติ อันใดอันหนึ่งมาปรุงแต่งให้มันทำหน้าที่ เมื่อนั้นจึงจะเรียกว่า เกิด : เช่นลูกตาของเรา, เราก็ถือว่ามีอยู่แล้วหรือเกิดอยู่แล้ว ;
น.41 ๑๙ แต่ตามทางธรรมะถือว่ายังมิได้เกิด จนกว่าเมื่อใดตานั้นจะ เห็นรูป ทำหน้าที่เห็นรูป จึงจะเรียกว่ามีตาเกิดขึ้นมา ; แล้ว รูปก็เกิดขึ้นมา ; แล้ววิญญาณทางตานั้นก็เกิดขึ้นมา ๓ อย่าง นี้: ช่วยกันทำให้สิ่งที่เรียกว่าผัสสะเกิดขึ้นมา ; แล้วผัสสะ นี้ทำให้เกิดเวทนา ตัณหา เรื่อยไปจนตลอดสาย ทีนี้ถ้าว่าต่อมาเด็กคนนี้เอาเรื่องตุ๊กตาแตกมานอน คิด แล้วนอนร้องไห้อยู่อีก ; นี่มันกลายเป็นเรื่องทางมโน วิญญาณ ไม่ใช่ทางจักขุวิญญาณแล้ว ; คือเขาคิดนึกขึ้นมาถึง ตุ๊กตาที่แตกก็เป็นเรื่องความคิดที่เป็นธัมมารมณ์ ; แล้ว ธัมมารมณ์กับใจสัมผัสกันทำให้เกิดมโนวิญญาณ เกิด รู้สึกถึง เรื่องที่ตุ๊กตาแตก. นี้มันสร้างนามรูปคือ กายกับใจใน ขณะนั้น ให้เปลี่ยนปั๊บไปเป็น นามรูปที่จะเป็นที่ตั้งของ อายตนะที่จะเป็นทุกข์ ; อายตนะนั้นก็จะสร้างให้เกิดผัสสะ ชนิดที่เป็นที่ตั้งของความทุกข์ ; เกิดเวทนา ตัณหา อุปาทาน จนเป็นทุกข์ จนนอนร้องไห้อยู่อีกครั้งหนึ่ง ทั้งที่ตุ๊กตามัน แตกมาตั้งหลายวันแล้วหรือหลายอาทิตย์แล้วก็ได้ ความคิด ที่ปรุงแต่งทยอยกันอย่างนี้เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทมีอยู่ในคน เราเป็นประจำวัน.
น.42 เกิด ตัวอย่างที่ ๒. ยกตัวอย่างอีกว่านักเรียนคนหนึ่งสอบไล่ตก นอน ร้องไห้อยู่ หรือสมมุติว่าเป็นลม. เด็กคนนี้ไปเห็นประกาศ ที่ปิดอยู่ว่า ในบัญชีนั้นมีชื่อของตัวแสดงว่าตก สอบไล่ตก, หรือไม่มีชื่อของตัวก็แสดงว่าสอบไล่ตก. เขาเห็นประกาศนั้น ด้วยตา ; ประกาศนั้นมันมีความหมาย ; มันไม่ใช่รูปเฉย ๆ; มันเป็นรูปที่มีความหมายที่บอกให้เขารู้ว่าอย่างไร. สำหรับเขา นั้น เมื่อเห็นประกาศนี้ด้วยตา มันเกิดจักษุวิญญาณชนิดที่จะ ทำให้นามรูป คือร่างกายจิตใจตามปกติของเขา เปลี่ยนปั๊บ ไปเป็นลักษณะอย่างอื่น คือลักษณะที่จะให้เกิดอายตนะ แล้ว ผัสสะ ที่จะเป็นทุกข์. อายตนะที่มีอยู่ตามปกตินั้นไม่เป็นทุกข์ พอถูกปรุงแต่งอย่างนี้ อายตนะนั้นมันจะต้องเป็นทุกข์ คือ จะช่วยไปในทางที่ให้เกิดความทุกข์ คือมีผัสสะ เวทนา เรื่อย ไปจนถึงตัณหาอุปาทาน : เป็นตัวกู สอบไล่ตกแล้วเป็นลมล้ม พับลงไปในชั่วที่ตาเห็น ประกาศนั้นอึดใจหนึ่งเท่านั้นก็เป็น ลมล้มลงไปแล้ว. อย่างนี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทได้ทำงานไป แล้วตลอดสายทั้ง ๑๑ อาการ. เขามีตัวกูที่สอบไล่ตก เป็น ทุกข์อย่างยิ่ง เป็นโทมนัสอย่างยิ่ง เป็นอุปายาสอย่างยิ่ง.
น.43 ๒๑ ต่อมาหลายชั่วโมงหรืออีกสองสามวันเขามานึกถึง เรื่องนี้ก็ยังเป็นลมอีก. อย่างนี้มันก็มีอาการอย่างเดียวกัน คือ เป็นปฏิจจสมุปบาทอย่างเดียวกัน แต่ครั้งนี้อาศัยทางมโน ทวาร หรือมโนวิญญาณ : มีวิญญาณอย่างนี้เกิดแล้วก็สร้าง นามรูปที่จะเป็นทุกข์ สร้างอายตนะที่จะเป็นทุกข์ สร้าง ผัสสะ เวทนาที่จะเป็นทุกข์ แล้วก็มีตัณหา มีอุปาทาน ; ปรุง เพื่อเป็นทุกข์ ไปตามลำดับแล้วก็ไปรุนแรงถึงขั้นสุดเมื่อเป็น "ชาติ" ; เป็น "ตัวกูสอบไล่ตก" อีกทีหนึ่ง. กระแสปฏิจจสมุปบาทเกิดตัวอย่างที่ ๓. ยกตัวอย่างอีกว่า นางสาวคนหนึ่งเห็นแฟนของ ตัวไปควงอยู่กับผู้หญิงคนอื่น : นี่ขออภัยพูดคำโสกโดกหยาบ คายอย่างนี้บ้าง เพราะว่าเขาพูดกันอย่างนี้ ; มันก็มีหัวอก หัวใจร้อนเหมือนกับนรกเข้าไปอยู่ในนั้นสัก ๑๐ ขุม. ในหัวใจ ของนางสาวคนนั้นมันร้อนเหมือนกับมีนรกเข้าไปอยู่สัก ๑๐ ขุม ภายใน ชั่วอึดใจเดียว หรือ ครึ่งอึดใจ เท่านั้น หลังจาก ที่เห็นแฟนของเขาไปควงกันอยู่กับผู้หญิงคนอื่น. นี่หมายความว่าตาของแกกระทบกับรูปนั้น, รูป ของแฟนที่ควงอยู่กับผู้หญิงคนอื่นนั้น, ฉะนั้นมันก็สร้าง
น.44 ๒๒ วิญญาณ คือจักษุวิญญาณขึ้นมาในทันทีทันใดนั้น. ก่อน หน้านี้ไม่มีวิญญาณชนิดนี้; มีแต่วิญญาณที่ไม่ทำหน้าที่อะไร; หรือเรียกว่าไม่ได้มี. ที่นี้วิญญาณชนิดนี้ กับรูป กับตานี้รวม กันเป็นผัสสะ เมื่อตะกี้นี้ผัสสะไม่ได้มี เดี๋ยวนี้มี : มีผัสสะ คือการกระทบกันระหว่างตา กับรูป เกิดจักษุวิญญาณ. ผัสสะเกิดขึ้นแล้ว แล้วก็ทำให้มีเวทนา ตัณหาเรื่อย. ไป หรือว่าจะเอาละเอียดกระทั่งว่าพอวิญญาณเกิดขึ้นแล้ว ก็ เปลี่ยนร่างกายและใจนี้ไปเป็นคนละชนิดเลย ; แล้วก็สร้าง อายตนะตานั้นแหละ ให้มันพร้อมที่จะเป็นทุกข์ แล้วมันก็มี ผัสสะมีอะไรที่เป็นเวทนาเป็นตัณหา เป็นทุกข์ได้ นี้พูด ให้มันละเอียด : มีเวทนาที่เป็นทุกข์ ก็มีตัณหาดิ้นรน แล้ว ก็มีอุปาทานว่า กู ! กู ! กูแย่แล้ว กูตายแล้ว กูอะไรอย่างนี้. นี่มันเป็นชาติ มันเป็นตัวกูที่เป็นทุกข์ ; ตัวกูชนิดที่เป็นทุกข์ ได้เป็นชาติเกิดขึ้นมา มันก็ต้องเป็นทุกข์. หรือว่าเพียงเป็น ตัวกูเท่านั้นก็ยึดถือชาตินี้ให้เป็นความทุกข์ ; เป็นความสูญ- เสียของกู แล้วก็มีทุกข์ มีโทมนัส มีอุปายาส. อย่างนี้คือ ปฏิจจสมุปบาทที่เต็มรูป เต็มสายทั้ง ๑๑ อาการอยู่ที่หัวใจ ของหญิงคนนี้. นี้เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทสายนี้รอบนี้ได้ เกิดขึ้นทางตา.
น.45 ๒๓ ทีนี้สมมติว่านางสาวคนนี้ถูกเพื่อนหลอก : ที่จริง แฟนของเขาไม่ได้ไปควงกับใครที่ไหน แต่เพื่อนด้วยกัน มาหลอกว่า แฟนของเธอไปควงอยู่กับผู้หญิงคนนั้นแล้วมัน เชื่อ; อย่างนี้ก็เข้ามาทางหู คือว่าเสียงกระทบหูเกิดโสต- วิญญาณ ที่ประกอบอยู่ด้วยอวิชชา. เพราะปราศจากสติ วิญญาณนี้ก็จะสร้างนามรูปคือกายกับใจของเขาอันใหม่ทันที สำหรับที่จะมีอายตนะที่จะทำหน้าที่ให้เป็นทุกข์ในกรณีนี้ ; แล้วมีผัสสะสมบูรณ์ มีเวทนาขึ้นมาตรงตามเรื่องนั้น คือ ทุกขเวทนา, มีตัณหาดิ้นรน, มีอุปาทานยึดมั่น, มีภพ เป็นตัวกูของกูเต็มที่, เป็นชาติของกูที่มีความทุกข์ โทมนัส อุปายาส. นี้เรียกว่าเขาเป็นทุกข์ตามกฎเกณฑ์ ของปฏิจจ สมุปบาทครบถ้วน หากแต่ว่าทางหู. ทีนี้นางสาวคนนี้อีกเหมือนกัน ต่อมาหลายชั่วโมง หลายวัน เขาเพียงแต่เกิดนึกระแวงขึ้นมาเองเท่านั้น ไม่มี ใครมาบอกและไม่ได้เห็นด้วยตา แต่เขานึกระแวงขึ้นมาในใจ ว่าแฟนของเขาไปควงกับผู้หญิงอื่นแน่เพราะเหตุอย่างนั้น ๆ; เขาสันนิษฐาน. อย่างนี้ปฏิจจสมุปบาทก็เกิดขึ้นทางมโนทวาร คือธัมมารมณ์กระทบมโนเกิดมโนวิญญาณ ; มโนวิญญาณนี้
น.46 ๒๔ ก็สร้างนามรูปใหม่ คือเปลี่ยนนามรูป ร่างกายจิตใจเปล่า ๆ ที่ไม่ทำอะไร ให้เป็นร่างกายและใจที่จะเป็นทุกข์ขึ้นมา. จากนามรูปนี้ก็สร้างอายตนะที่ทำให้เป็นทุกข์, สร้างผัสสะที่ จะทำให้เป็นทุกข์, สร้างเวทนาที่จะทำให้เป็นทุกข์, แล้วก็มี ตัณหาดิ้นรนไปตามเวทนานั้น, มีอุปาทานยึดมั่นแล้วมันก็ เป็นทุกข์อย่างเดียวกันอีก. ในกรณีนี้เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท ตอนนี้ของนางสาวคนเดียวกันนี้ อาศัยมโนวิญญาณ : เมื่อเขาเห็นรูปด้วยตา ปฏิจจสมุปบาทของเขาก็ อาศัยจักขุวิญญาณ ; เมื่อเขาได้ฟังเพื่อนหลอกไม่ใช่เรื่องจริง มันก็อาศัยโสตวิญญาณ ; เมื่อเขาระแวงเอาเองมันอาศัย มโนวิญญาณ ; นี่แสดงว่ามันอาจจะอาศัยอายตนะอื่น ๆ ก็ได้ แล้วก็มีความทุกข์ได้เหมือนกัน ขอให้คิดดูว่าชั่วแว็บเดียวเท่านั้น ปฏิจจสมุป บาทก็ เป็นไปครบวงจรที่จะเป็นทุกข์ , เป็นไปเต็มรอบหรือสาย หนึ่งครบทั้ง ๑๑ อาการ. หรือว่าชั่วขณะที่ลูกสะใภ้เห็นหน้า แม่ผัวอึดอัดดิ้นรนร้อนใจอยู่นี้ ชั่วอึดใจเดียวเท่านั้นปฏิจจ- สมุปบาทก็เป็นไปครบถ้วนทั้ง ๑๑ อาการ : เขาเห็นรูปด้วย ตาแล้ว ก็สร้างจักขุวิญญาณชนิดที่เปลี่ยนนามรูปนี้มาเป็น
น.47 ๒๕ นามรูปที่พร้อมที่จะเป็นทุกข์, สร้างอายตนะที่จะเป็นทุกข์ สร้างผัสสะที่จะเป็นทุกข์, เวทนาเกิดขึ้นเป็นทุกขเวทนา ; ตัณหาก็ดิ้นรนเพราะไม่ชอบหน้าแม่ผัว มันก็มีอุปาทาน เป็นภพเป็นชาติเป็นตัวกูที่เกลียดหน้าแม่ผัว แล้วก็เป็นทุกข์ อยู่. นี่มันเสียเวลากันมากสักหน่อยในเรื่องนี้ ; ขอให้ทนฟัง กระแสปฏิจจสมุปบาทเกิดตัวอย่างที่ ๔. ทีนี้จะไม่พูดถึงคนนั้นคนนี้ แต่จะพูดว่าใครคนใด คนหนึ่งกำลังเคี้ยวอาหารอย่างเอร็ดอร่อยอยู่ในปาก. กินของ เอร็ดอร่อยนั้น คนธรรมดาต้องขาดสติเสมอ, ต้องเผลอสติ ต้องมีอวิชชาครอบงำเสมอ; ขอให้เข้าใจไว้อย่างนั้น. เมื่อ กำลังกินอะไรอร่อยที่สุดนี้ มันเป็นเวลาที่เผลอสติเพราะความ อร่อยมีอวิชชาผสมอยู่ด้วยเสร็จ. ความคิดของคนที่อร่อยทางลิ้นนี้เป็นปฏิจจสมุปบาท เต็มรอบอยู่แล้ว โดยลักษณะอย่างเดียวกัน : รสกระทบ กับลิ้นเกิดชิวหาวิญญาณสร้างนามรูปใหม่ ขึ้นมาสำหรับจะ เป็นทุกข์ หรือเปลี่ยนนามรูปธรรมดานี้ขึ้นมาเป็นนามรูป ใหม่ที่จะเป็นทุกข์. นี่นามรูปเกิด แล้วก็เกิดอายตนะที่
น.48 ๒๖ พร้อมที่จะให้มันเกิดผัสสะ และเวทนาชนิดที่จะเป็นทุกข- เวทนา เกี่ยวกับกรณีนี้ ; หรือเป็นสุขเวทนา เกี่ยวกับ กรณีนี้. ถ้าอร่อยมันเป็นสุขตามภาษาชาวบ้านพูด. แต่พอ ไปยึดถือความอร่อยเข้าเท่านั้น เป็นอุปาทานก็กลายไปใน ทางที่จะเป็นทุกข์ เพราะหวงในความอร่อย, ยึดมั่นถือมั่น วิตกกังวลในความอร่อย, มีอุปาทานในความอร่อย ; แล้ว ความอร่อย หรือความสุขนั้นก็กลายเป็นทุกข์ขึ้นมาทันที. นี่กูอร่อย ! ภูมีความสุข ! กูมีความสุขก็จริง ; แต่ว่าหัวใจ มันเป็นทาสของความสุข, เพราะร้อน เพราะยึดมั่นใน ความสุขนั้น. ๑ นี่แยบยลของปฏิจจสมุปบาทมันไปลึกซึ้ง อย่างนี้. ถ้าชาวบ้านพูดก็ว่าเป็นความสุข ; ถ้าปฏิจจสมุปบาท พูดก็กลายเป็นตัวทุกข์. นี้ส่วนที่เขาอร่อยมันก็เกิดเป็น ปฏิจจสมุปบาทเสร็จไปเต็มรอบแล้ว. ทีนี้ยังมีต่อไปว่าเพราะเขากินอร่อยนั่นแหละ เขา จึงคิดว่าพรุ่งนี้กูจะไปขโมยมากินอีก : เขาเกิดเป็นโจรขึ้นมา ในขณะนั้น. นี้เมื่อคิดจะขโมยก็มีความคิดอย่างโจรเกิดขึ้น ก็ กลายเป็นโจร. สมมติว่าเขาไปขโมยทุเรียนของสวนข้างบ้าน มากินอร่อย แล้วคิดว่าพรุ่งนี้กูจะไปขโมยอีก : ความคิดเป็นโจร
น.49 ๒๗ หรือกลายเป็นโจรนี้เป็นภพ ๆ หนึ่งเกิดขึ้นในใจ. หรือว่าถ้า มันกินเนื้อสัตว์อร่อย คิดว่าพรุ่งนี้จะไปยิงไปฆ่ามากินอีก. นี้มันก็เกิดเป็นนายพรานขึ้นมา. หรือแม้แต่ว่ามันหลงอร่อย จริงอร่อยจังมันก็เกิดเป็นเทวดาที่กลุ้มอยู่ด้วยความอร่อย ; หรือถ้ามันอร่อยถึงขนาดที่ว่า ปากเคี้ยวไม่ทันใจอยาก, นี้มัน เป็นเปรตเพราะมันอร่อยจนปากเคี้ยวไม่ทัน ไม่ทันกับความ อร่อยของมัน. ลองคิดดูเถิดว่า ชั่วแต่เคี้ยวอาหารอร่อยในปากนี้ ยังเป็นปฏิจจสมุปบาทได้ หลายชนิด ; ฉะนั้นขอให้สังเกตให้ ดี ๆ ว่าปฏิจจสมุปบาทนั้น คือเรื่องวงจรของความทุกข์ ; ปฏิจจสมุปบาทนั้น คือการบรรยายให้ทราบถึงความทุกข์ที่เกิด ขึ้นมาเต็มรูป เพราะอำนาจความยึดถือ : ต้องมีอุปาทาน ความยึดถือด้วย จึงจะเป็นความทุกข์ตามความหมายของ ปฏิจจสมุปบาท. ถ้ายังไม่ทันยึดถือ แม้จะมีความทุกข์ อย่างไรก็ไม่ใช่ความทุกข์ในปฏิจจสมุปบาท. ความทุกข์ในปฏิจจสมุปบาทต้องอาศัยความยึดถือ. ความทุกข์ในปฏิจจสมุปบาทต้อง อาศัยความยึดถือ เสมอไป : เหมือนอย่างว่าชาวนาตากแดดตากลมดำนาอยู่ใน
น.50 ๒๘ ทุ่งนาร้อนเหลือเกิน ; แต่ถ้าไม่เกิดความยึดถือแล้ว ที่เรียก ว่า "ร้อนเหลือเกิน" "นั้นมันเป็นความทุกข์ตามธรรมดา, ยังไม่ใช่ความทุกข์ในปฏิจจสมุปบาท. ถ้าความทุกข์ใน ปฏิจจสมุปบาท มันต้องยึดถือถึงกับกระวนกระวายเกี่ยวกับ "ตัวกู" ถึงกับน้อยใจว่ากูเกิดมาเป็นชาวนาเป็นเวรเป็นกรรม ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ ฯลฯ : ถ้าไปคิดอย่างนี้แล้ว อย่างนี้ เป็นทุกข์ตามแบบปฏิจจสมุปบาท. ถ้ามันร้อนจนแสบหลังก็เฉย ๆ เพียงรู้สึกว่าร้อน รู้สึกว่าอะไรอย่างนี้ ไม่ได้ยึดถือถึงขนาด เป็นตัวกูขึ้นมา อย่างนี้; ก็ยังไม่ใช่ความทุกข์ตามแบบของปฏิจจสมุปบาท ; ฉะนั้นขอให้สังเกตให้ดี แล้วแยกกันเสียในตอนนี้ว่า ถ้าเป็น ความทุกข์ที่ถูกยึดถือเป็นทุกข์ที่สมบูรณ์แล้ว ก็เป็นทุกข์ ในปฏิจจสมุปบาท. อย่างสมมติว่าเราทำมีดที่คม ๆ บาดมือ เช่น มีดโกนบาดมือเลือดไหลแดงร่า รู้สึกว่าเจ็บเท่านั้น แต่ ไม่ถึงกับยึดถือ ไม่ถึงกับเป็นทุกข์อย่างปฏิจจสมุปบาท. อย่าเอาไปปนกันเสีย : ความทุกข์ในปฏิจจสมุปบาท ต้องไปตามสาย : อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ เสมอไป ;
น.51 ๒๕ มันต้องครบอย่างนี้จึงจะเรียกว่าเป็นความทุกข์ตามแบบปฏิจจ สมุปบาท. ทีนี้ถ้าจะพูดเป็นหลักสั้น ๆ ผู้ที่เรียนธัมมะธัมโมมา แล้วอาจจะเข้าใจได้ว่า อายตนะภายในได้พบกันกับอายตนะ ภายนอกที่มีค่าหรือมีความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วเป็น ที่ตั้งแห่งอวิชชา : ยกตัวอย่างทางตาเช่นว่าทอดสายตาไป อย่างนี้ก็เห็นต้นไม้ เห็นก้อนหิน เห็นอะไรก็ตามแต่ไม่มีความ ทุกข์เลย เพราะว่าสิ่งที่เห็นนั้นยังไม่มีค่า ไม่มีความหมาย สำหรับเรา. แต่ถ้าเราเห็นเสือหรือว่าเห็นอะไรที่มันมีความ หมาย เห็นผู้หญิงหรือว่าเห็นอะไรที่มีความหมาย นี้มันผิดกัน เพราะอย่างหนึ่งมีความหมาย อย่างหนึ่งไม่มีความหมาย หรือว่าถ้าสุนัขตัวผู้เห็นผู้หญิงสาวสวย ๆ มันก็ไม่มีความหมาย ; แต่ถ้าเป็นชายหนุ่มเห็นหญิงสาวสวย ๆ นี้มันมีความหมาย ; คือผู้หญิงนั้นมีความหมายสำหรับเขา ; ฉะนั้นการเห็นของ สุนัขไม่อยู่ในเรื่องของปฏิจจสมุปบาท แต่การเห็นของชาย หนุ่มนั้นอยู่ในเรื่องของปฏิจจสมุปบาท. เดี๋ยวนี้เรากำลังพูดถึงคน : คนเป็นผู้เห็น พอทอด สายตาไปเห็นอะไรตามธรรมดานี้ แต่ไม่เกิดความหมายอย่างนี้
น.52 ๓๐ ยังไม่มีเรื่องของปฏิจจสมุปบาท. เหลือบตาไปดูซิรอบ ๆ นี้มี ต้นไม้ มีหญ้ามีก้อนหิน ไม่มีความหมายอะไรเลย เว้นไว้แต่ มันเป็นกรณีที่มันมีความหมาย: เช่นว่าเมื่อมันเป็นเพชรขึ้นมา หรือเป็นก้อนหินศักดิ์สิทธิ์อะไรขึ้นมา เป็นอะไรขึ้นมา อย่าง เป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา มันจึงจะมีความหมาย ; แล้วมันจึง จะเกิดเรื่องในจิตใจ แล้วมันจึงจะเป็นปฏิจจสมุปบาท. เพราะ ฉะนั้นเราจึงจำกัดความลงไปว่า อายตนะภายในคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบกับอายตนะภายนอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัมมารมณ์ ต้องเป็นสิ่งที่มีความหมายด้วย แล้วเป็นที่ตั้งแห่งอวิชชา คือเป็นที่ตั้งแห่งความโง่ ความ หลงด้วย ; เมื่อนั้นแหละการกระทบระหว่างอายตนะภายใน กับอายตนะภายนอกจึงจะทำให้เกิดวิญญาณ, วิญญาณที่สร้าง ขึ้นมาปุ๊บเดียวจากการกระทบนี้ แล้วมันก็จะเกิดสังขารคือ อำนาจอีกอันหนึ่งที่จะปรุงแต่งต่อไปอีก ; หมายความว่าปรุง แต่งนามรูป คือ กาย กับใจของผู้เห็นนี้ให้เปลี่ยนไป เป็น กายกับใจชนิดที่บ้าขึ้นมาทันที หรือมัน โง่ขึ้นมาทันที คือ มัน พร้อมที่จะเป็นทุกข์.
น.53 ๓๑ เมื่อร่างกายจิตใจเปลี่ยน ก็หมายความว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้มันก็เปลี่ยนไปด้วยเป็นอายตนะที่จะไป "บ้า" ด้วยกัน, แล้วมันก็เกิดผัสสะที่บ้า, เวทนาที่บ้า, ตัณหา อุปาทานที่บ้า, จนได้เป็นทุกข์ ไปจบลงที่เป็นตัวกู ที่ชาติ ; ตัวกูเต็มที่ที่คำว่าชาติ. ทีนี้ความแก่ ความเจ็บ ความไข้ ความตาย ความทุกข์อะไรมันก็จะเกิดเป็นสิ่งที่มีความหมาย ขึ้นมาทันที เพราะว่ามันยึดถือ, และยึดถือว่าของกู. นี่คือ เรื่องปฏิจจสมุปบาทที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน ; นี้ก็นับว่าพอสมควรแล้ว ที่จะทำให้ท่านทั้งหลายพอมองเห็น ว่าเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้เกิดขึ้นแพล็บเดียวครบทั้งรอบ ครบ ทั้ง ๑๑ อาการ; แล้ววันหนึ่ง ๆ เกิดไม่รู้กี่ร้อยรอบก็ได้. ไม่ใช่ ว่ารอบเดียวแบ่งไว้ ๓ ชาติ : ชาติในอดีตครึ่งท่อน, ชาติ ปัจจุบันท่อนหนึ่ง, ชาติอนาคตอีกท่อนหนึ่ง ; ไม่ใช่อย่างนั้น! อาตมาได้สังเกตเห็นว่ามันมีความเห็นผิดกันถึง ขนาดนี้ ; ฉะนั้นเราจึงถือว่าปฏิจจสมุปบาทที่สอนกันอยู่ เวลานี้ ไม่ถูกตามพระบาลีเดิม ; ซึ่งจะแสดงเหตุผลให้ฟังต่อ ไป. ในที่นี้เอาแต่เพียงว่าสิ่งที่เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทนั้นคือ
น.54 ๓๒ อย่างที่กล่าวมาแล้วนี้; และคือ สิ่งที่เกิดขึ้นชนิดสายฟ้าแลบ; ที่จะ เป็นไปเพื่อทุกข์ในจิตใจของเรา แล้วเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็น ประจำวัน กำเนิดของเรื่องปฏิจจสมุปบาท. ต่อไปนี้ก็จะพูดถึงเรื่อง กำเนิดของเรื่องปฏิจจ- สมุปบาท . เรื่องปฏิจจสมุปบาทมันก่อขึ้นมาได้อย่างไรมี กำเนิดอย่างไร ก็ถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นหลัก คือเรื่องที่ พระพุทธเจ้าท่านมาตรัสเล่าให้ฟังในพระบาลี ๑๐ สูตรที่ แห่งพุทธวรรค อภิสมยส์ยุต นิทานวัดค์ สํยุตฺตนิกาย : ถ้าเป็นฉบับบาลีก็เล่มที่ ๑๖ หน้า ๑๑ หัวข้อที่ ๒๖ ในสูตร นั้นพระองค์ได้เล่าถึงการออกผนวชของพระองค์เอง ที่ได้ ทรงทำความเพียรในระยะ ๖ ปีนั้น : เดี๋ยวทำอย่างนั้นเดี๋ยว ทำอย่างนี้ แล้วในที่สุดในระยะเวลาหนึ่งได้ค้นเรื่องสิ่งที่เรา กำลังเรียกกันเดี๋ยวนี้ว่าปฏิจจสมุปบาทนั้น, ซึ่งจะขออ่าน พระพุทธภาษิตนั้นให้ฟังดีกว่า. พระบาลีนั้นมีว่า : - "ภิกษุทั้งหลาย ! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายัง ไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ได้เกิดความรู้สึกอันนี้ขึ้นว่า
น.55 ๓๓ สัตว์โลกนี้หนอถึงทั่วแล้วซึ่งความทุกข์ ย่อมเกิดแก่ตายจุติ บังเกิดขึ้นอีก. เมื่อสัตว์โลกไม่รู้จักอุบายเครื่องออกไปให้ พ้นจากทุกข์ คือ ชรา มรณะ แล้ว การออกจากทุกข์จัก ปรากฏขึ้นได้อย่างไร" "ภิกษุทั้งหลาย ! ความสงสัยได้เกิดขึ้นแก่เราว่า เมื่อ อะไรมีอยู่หนอ ชรา มรณะ จึงได้มี ? ชรา มรณะ มีเพราะ ปัจจัยอะไรหนอ ? ภิกษุทั้งหลาย ! ความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วย ปัญญา เพราะการทำในใจโดยแยบคายได้เกิดขึ้นแก่เราว่า : - * เพราะชาตินี่เองมีอยู่ ชรามรณะจึงได้มี : ชรา มรณะมีเพราะชาติเป็นปัจจัย เพราะภพนี่เองมีอยู่ ชาติจึงได้มี ; ชาติมีเพราะภพ เป็นปัจจัย. เพราะอุปาทานนี่เองมีอยู่ภพจึงได้มี ; ภพมีเพราะ อุปาทานเป็นปัจจัย. เพราะตัณหานี่เองมีอยู่อุปาทานจึงได้มี ; อุปาทาน มีเพราะตัณหาเป็นปัจจัย.
น.56 ๓๔ เพราะเวทนานี่เองมีอยู่ตัณหาจึงได้มี ; ตัณหามี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย เพราะผัสสะนี่เองมีอยู่เวทนาจึงได้มี ; เวทนามี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย. เพราะสหายตนะนี่เองมีอยู่ ผัสสะจึงได้มี ; ผัสสะ มีเพราะสหายตนะเป็นปัจจัย เพราะนามรูปนี่เองมีอยู่ สหายตนะจึงได้มี ; สหายตนะ มีเพราะนามรูปเป็นปัจจัย เพราะวิญญาณนี่เองมีอยู่ นามรูปจึงได้มี; นามรูป มีเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย. เพราะสังขารนี่เองมีอยู่ วิญญาณจึงได้มี ; วิญญาณ มีเพราะสังขารเป็นปัจจัย. เพราะว่าอวิชชานี่เองมีอยู่ สังขารจึงได้มี ; สังขาร, มีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย" ดังนี้. แล้วก็ทรงทบทวนอีกแบบหนึ่งว่า :- "เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงเกิดสังขาร ; เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงเกิดวิญญาณ ; เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงเกิดนามรูป ;
น.57 ๓๕ เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงเกิดสฬายตนะ ; เพราะสหายตนะเป็นปัจจัย จึงเกิดผัสสะ ; เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา ; เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา ; เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงเกิดอุปาทาน ; เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงเกิดภพ ; เพราะภพเป็นปัจจัย จึงเกิดชาติ ; เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ โสกะปริเทวะ ทุกขะโทมนัส อุปายาส ; ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ ทั้งสิ้นมีได้ด้วยอาการอย่างนี้". "ภิกษุทั้งหลาย ! ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ในสิ่งที่เราไม่เคยฟังมาแต่ก่อน ได้เกิดขึ้นแล้วแก่ เราว่า นี้คือความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ ฯ" นี้คือการค้นปฏิจจสมุปบาทของพระพุทธองค์เมื่อ ก่อนตรัสรู้; เรียกว่าการค้นห่วงแห่งลูกโซ่ของความทุกข์ ; ทรงพบว่าความทุกข์มันเกิดขึ้นโดยอาการ ๑๑ อย่าง ๑๑ ตอน อย่างนี้: เมื่ออายตนะพบกันแล้วมีอวิชชาเป็นเจ้าเรือนอยู่
น.58 ๓๖ เวลานั้น คือไม่มีสติแล้ว, มันก็สร้างสิ่งที่เรียกว่าวิญญาณ ขึ้นมาทันที. นี้อย่าเข้าใจว่าวิญญาณเป็นตัวตนถาวรอะไร : มันเพิ่งมีเมื่ออายตนะกระทบกัน. วิญญาณเกิดขึ้น ก็สร้าง สังขารหรืออำนาจปรุงแต่งนามรูปใหม่ขึ้นมาทันที. นามรูป ถูกปรุงแต่งเป็นนามรูปสำหรับที่จะมีทุกข์ แล้วที่นี้ก็เกิดปรุง อายตนะชนิดที่จะช่วยให้มีทุกข์, เกิดผัสสะชนิดที่จะให้มีทุกข์, เกิดเวทนาชนิดที่จะให้มีทุกข์เฉพาะในกรณีนี้ เป็นลำดับไป จนเกิดตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ เป็นตัวกูได้มีความทุกข์ เต็มที่. นี้เรียกว่าก่อนหน้านี้ก็ไม่มีใครค้นพบเรื่องนี้. พระ- พุทธเจ้าทรงเป็นบุคคลแรกในประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนา เท่าที่เรารู้ว่าพระองค์ทรงเป็นบุคคลแรกที่ค้นพบเรื่องปฏิจจ- สมุปบาท แล้วก็ตรัสรู้ ; เพราะฉะนั้นเรื่องราวนี้หรือพระ- สูตร ๆ นี้เรียกว่าเป็นกำเนิดของสิ่งที่เรียกว่า "ปฏิจจ- สมุปบาท." ทีนี้ ก็มาถึงเรื่องที่ค่อนข้างจะยุ่งยากสำหรับคน ธรรมดา แต่มันก็ช่วยไม่ได้ที่จะต้องเอามาพูดให้ฟังเพื่อความ
น.59 ที่มีอยู่ถึง ๑๑ ตอน ๑๑ อาการนั้น มัน มีได้หลายแบบ ดังที่ได้ตรัสไว้ในพระพุทธภาษิตต่าง ๆ ในตอนหลังเมื่อตรัสรู้แล้ว. แบบที่ ๑ แบบธรรมดา. ในบางคราวพระพุทธเจ้าท่านตรัสปฏิจจสมุปบาท อย่างแบบธรรมดาสามัญ ตั้งแต่ต้นไปจนถึงปลายมี ๑๑ อาการ อย่างที่เราสวด แบบท่องสวดมนต์กันอยู่เป็นประจำ ว่า อวิชชาให้เกิดสังขาร, - สังขารให้เกิดวิญญาณ, - วิญญาณให้ เกิดนามรูป - นามรูปให้เกิดอายตนะ, - อายตนะให้เกิดผัสสะ - ผัสสะให้เกิดเวทนา, - เวทนาให้เกิดตัณหา, - ตัณหาให้เกิด อุปาทาน, - อุปาทานให้เกิดภพ, - ภพให้เกิดชาติ, - ชาติให้ เกิดชรามรณะ : อย่างนี้เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทสายเดียว รวดแต่ต้นไปยังปลาย นี้แบบหนึ่ง ; เป็นแบบทั่วไปที่เรา ได้ยินได้ฟังมากที่สุด ปรากฏเป็นสูตรอยู่หลายสิบหลายร้อย สูตรอยู่ในพระไตรปิฎก. นี้เรียกว่าอย่างชนิดที่หนึ่ง ; พูด แต่ต้นไปจนตลอดปลาย.
น.60 ๓๘ แบบที่ ๒ กลับจากปลายเข้ามา, บางทีก็ตรัสแต่ปลายเข้ามาหาต้น คือแทนที่จะ ตั้งต้นจากอวิชชา สังขาร วิญญาณไปหาทุกข์ กลับตรัสตั้งต้น แต่ทุกข์เข้ามา : ว่าทุกข์เกิดเพราะชาติ, ชาติเกิดเพราะภพ, ภพเกิดเพราะอุปาทาน, อุปาทานเกิดเพราะตัณหา, ตัณหา เกิดเพราะเวทนา, เวทนาเกิดเพราะผัสสะ, ผัสสะเกิดเพราะ อายตนะ, อายตนะเกิดเพราะนามรูป, นามรูปเกิดเพราะ วิญญาณ, วิญญาณเกิดเพราะสังขาร, สังขารเกิดเพราะ อวิชชา : อย่างนี้ตรัสตลอดสายแต่กลับจากปลายเข้ามา เรียก ว่าปฏิโลม ; ถ้าตรัสแต่ต้นออกไปเรียกว่า อนุโลม. พูดกัน ง่าย ๆ จำง่าย ๆ ก็มีกัน ๒ แบบขึ้นมาแล้ว. แบบที่ ๓ ตั้งต้นตรงกลาง - ย้อนมาหาต้น, แบบที่ ๓ ไม่ได้ตรัสตลอดสาย ๑๑ อาการอย่าง นั้น, ไม่ได้ตรัสตลอดสายอย่างนั้น ; ไปตรัสตั้งต้นตรงกลาง คือไปตรัสเริ่มด้วยอาหาร ๔ มีกวพิงการาหาร เป็นต้น; แล้ว ก็ตรัสว่าอาหารนี้มาจากตัณหา, "แล้วตัณหามาจากเวทนา, เวทนามาจากผัสสะ, ผัสสะมาจากสหายตนะ, สหายตนะ
น.61 ๓๙ มาจากนามรูป, นามรูปมาจากวิญญาณ, วิญญาณมาจาก สังขาร, สังขารมาจากอวิชชา; นี้จับตรัสเอาที่ตรงกลาง ของสายทั้งสาย แล้วย้อนมาหาต้นคือมาหาอวิชชาอย่างนี้ก็มี อย่างในมหาตัณหาสังขยสูตร ก็มีอย่างนี้. แบบที่ ๔ จับเอาที่ตรงกลาง - พุ่งไปทางปลาย. แบบที่ ๔ อีกแบบหนึ่งนั้นจับเอาที่ตรงกลาง เหมือนกันแต่ไม่กลับมาหาต้น หากพุ่งออกไปทางปลาย นี้ มีมากที่สุด ; และมักจะจับเอาตรงเวทนาเป็นหลัก. เวทนา ที่เป็นสุข, ทุกข์, อทุกขมสุข, นั่นแหละเป็นต้นเงื่อน แล้ว ก็เกิดตัณหา เกิดอุปาทาน เกิดภพ เกิดชาติ เกิดทุกข์ไป เลย, ไปทางปลาย ; แม้ครึ่งสายนี้ก็เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท ; เพราะว่าสำเร็จประโยชน์เหมือนกัน คือมันแสดงให้เห็นว่า ความทุกข์เกิดขึ้นมาได้เท่ากันอย่างไร ; จึงเป็นอันว่าแล้วแต่ ประโยชน์ที่พระพุทธเจ้าท่านทรงประสงค์ ในเวลานั้นว่าจะ ตรัสเพียงเท่าไร หรือเหมาะแก่ใคร. ในเรื่องปฏิจจสมุปบาทมีถึง ๔ แบบนี้คัมภีร์วิสุทธิ- มรรคให้คำอุปมาไว้ดีมากว่า คน ๆ หนึ่งเขาต้องการเถาวัลย์
น.62 ๔๐ แล้วก็เข้าไปในป่าตัดเถาวัลย์มาใช้ประโยชน์. วิธีที่ตัดเถาวัลย์ นั้นบางคนก็ตัดที่โคน แล้วก็สาวมาทั้งสายตลอดปลายนี้ก็ วิธีหนึ่ง ; อีกวิธีหนึ่งก็จับที่ปลายถอนให้หลุดโคนออกไปเลย ได้มาทั้งสายดึงไปทางปลาย นี้ก็วิธีหนึ่ง ; ทีนี้บางทีไม่ทำ อย่างนั้นเพราะเขาไม่ต้องการอย่างนั้น แต่ไปตัดเข้าที่ตรง กลางสายแล้วดึงเอามาแต่ที่โคน ดึงเข้าไปตลอดโคนแล้วเอา มาครึ่งท่อน นี้ก็อีกวิธีหนึ่ง ; แล้วบางทีไม่ต้องการอย่างนั้น ก็ไปตัดที่ตรงกลาง แล้วดึงเอามาแต่ส่วนปลายครึ่งท่อน ; มันเลยเกิดเป็น ๔ อย่าง ๔ วิธี ขึ้นมา. การไปตัดหวายตัด เถาวัลย์มาใช้ทำประโยชน์อย่างนั้นอย่างนี้ มันย่อมแล้วแต่ ต้องการอย่างไร มันก็สำเร็จประโยชน์ทั้งนั้น. นี้คือการตรัส ปฏิจจสมุปบาทมีใน ๔ ความหมายอย่างนี้ ๔ ลักษณะอย่าง นี้; พระพุทธโฆษาจารย์ผู้แต่งคัมภีร์วิสุทธิมรรคท่านก็ ยืนยันในข้อนี้อย่างนี้. แบบที่ ๕ ดับที่ตรงกลาง. แต่แล้วยังไปพบอีกวิธีหนึ่งซึ่งแปลกไปกว่านี้ คือ ตรัสอย่างในบางสูตร คือให้สมุทยวารเป็นความเกิดแห่ง ทุกข์ไปได้ครึ่งท่อน ครั้นไปถึงตัณหาแล้วก็เปลี่ยนเป็น
น.63 ๔๑ นิโรธวารเสีย : ดับตัณหา ดับอุปาทาน ดับภพ ดับชาติ เลย ; อันนี้ก็แปลกมาก แต่ทำไมพระพุทธโฆษาจารย์ ไม่เอามาพูด ก็ไม่รู้: พูดแต่ ๔ อย่าง ที่กล่าวมาข้างต้น. อันนี้มันน่า ฉงนที่ว่าตรัสว่าอวิชชาให้เกิดสังขาร, สังขารให้เกิดวิญญาณ, วิญญาณให้เกิดนามรูป, นามรูปให้เกิดอายตนะ, อายตนะให้ เกิดผัสสะ, ผัสสะให้เกิดเวทนา, เวทนาให้เกิดตัณหา ; พอถึงตัณหาก็ชงัก, กลับกลายเป็นว่า เพราะดับตัณหาเสียได้ อุปาทานดับ ; เพราะอุปาทานดับ ภพดับ ; เพราะภพดับ ชาติดับ ; เพราะชาติดับ ชรามรณะโสกะปริเทวะดับ ฯลฯ. ข้อนี้มันมีอาการคล้าย ๆ กับว่าถึงตรงนี้มันเกิดการ เปลี่ยนกลับหน้ามือเป็นหลังมือเพราะมีสติเกิดขึ้น ไม่เผลอให้ ไปจนถึงตลอดสาย ; คือเราเกิดรู้สึกตัวขึ้นมาในกลางคันนั้น เอง; เป็นเรื่องนึกได้แล้วก็ไม่ปล่อยให้ไปตามแบบของ ปฏิจจสมุปบาท ; เรื่องเกิดมันเลยกลายเป็นเรื่องดับ : มันดับ ที่ตรงกลาง, คือตรงที่ตัณหานั่นเองและทุกข์ก็ไม่เกิด. นี้ก็ กลายเป็นปฏิจจสมุปบาทที่เกิดทุกข์ไม่ได้ถึงที่สุด เพราะมัน ไปเปลี่ยนจากสมุทยวารกลายเป็นนิโรธวาร คือดับทุกข์เสียที่ ตรงกลาง. นี้ก็มีอยู่อีกแบบหนึ่ง. ข้อนี้จะเปรียบอย่างไรกับ
น.64 ๔๒ การไปตัดหวายตัดเถาวัลย์ในป่า : มันก็เปรียบเหมือนกับ เราไปอยู่ที่ตรงกลางย่านแล้วก็ดึงเข้ามาทั้งโคนทั้งปลาย หลุด มาทั้งโคนทั้งปลาย โดยที่เราจับที่ตรงกลาง ; นี้ก็ได้มาทั้ง สายเหมือนกัน. นี้เรียกว่าแบบหรือนัยของปฏิจจสมุปบาท ที่พระ- พุทธเจ้าท่านได้ตรัสสอนแก่ผู้ฟัง มีหลายแบบอย่างนี้. ตัวเรื่องปฏิจจสมุปบาท. ทีนี้ก็จะมาพิจารณากันถึงตัวเรื่อง ปฏิจจสมุปบาทให้ เป็นที่เข้าใจกันยิ่งขึ้นไป. ผู้ที่ท่องสูตรปฏิจจสมุปบาทได้แล้ว ก็เป็นการดี, พั่งง่าย, ฟังเข้าใจง่าย; ส่วนชาวบ้านที่ท่องไม่ ได้คงจะลำบากหน่อย แต่ก็ช่วยไม่ได้เพราะวันนี้เป็นวันที่ กำหนดไว้สำหรับอธิบายเรื่องปฏิจจสมุปบาท ; ใครจะถือเอา ได้มากน้อยเท่าไรก็ตามใจ. ทีนี้เราจะได้พูดกันถึงลักษณะของ ปฏิจจสมุปบาทธรรมทีละชื่อ ๆ ทั้ง ๑๒ ชื่อ; เริ่มจากที่พูดว่า อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร. อวิชชาคืออะไร ? อวิชชาคือความไม่รู้ในทุกข์ ความไม่รู้ในเหตุให้เกิดทุกข์, ความไม่รู้ในความดับแห่งทุกข์, ความไม่รูในทางให้ถึงความดับแห่งทุกข์ ; ความไม่รู้ ๔ อย่าง นี้เรียกว่าอวิชชา ; และอวิชชานี้เป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร.
น.65 ๔๓ สังขารคืออะไร ? พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า : ตโยเม ภิก . ขเว สง . ขารา ; กายสง . ขาโร วจีสงฺขาโร จิตฺต- สง . ขาโร : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สังขารทั้งหลาย ๓ เหล่านี้คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร. ในพระบาลีพุทธภาษิต อธิบายคำว่า สังขาร ว่าสิ่งที่จะปรุงแต่งให้เกิดหน้าที่ทางกาย สิ่งที่จะปรุงแต่งให้เกิดหน้าที่ทางวาจา สิ่งที่จะปรุงแต่งให้เกิด หน้าที่ทางจิต. พระพุทธภาษิตว่าอย่างนี้ สำหรับคำว่า สังขาร. แต่พวกเราในโรงเรียนสอนธรรมนี้ไม่สอนกันอย่างนี้ ไปสอนตามแบบวิสุทธิมรรคว่าสังขาร ๓ คือ ปุญญาภิสังขาร, อปุญญาภิสังขาร, อเนญชาภิสังขาร ; มันเป็นคนละเรื่องไป. หรือมันจะคาบเกี่ยวกันได้ มันก็ต้องอธิบายกัน อีกมาก นี้ให้รู้ไว้ก่อนว่า พวกที่ชอบอธิบายปฏิจจสมุปบาท คร่อมถึง ๓ ชาติ นั้นมักจะอธิบายคำว่าสังขารไปในรูปนี้เสมอ คือ ปุญญาภิสังขาร, อปุญญาภิสังขาร, อเนญชาภิสังขาร. แต่ว่าในบาลีพุทธภาษิตแท้ ๆ นั้นมีว่า กายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขาร ; สังขารให้เกิดวิญญาณ.
น.66 ๔๔ วิญญาณคืออะไร? พระพุทธเจ้าตรัสว่า : ฉยิเม ภิกฺขเว วิญ . ญาณกายา ฯลฯ : ภิกษุทั้งหลาย ! หมู่แห่งวิญญาณ ๖ เหล่านี้คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ. นี่คือ วิญญาณ ๖ นั่นเอง. ทีนี้พวกที่อธิบายปฏิจจสมุปบาทอย่างคร่อมชาติ แม้ วิสุทธิมรรคนี้ก็เหมือนกันอธิบายเลยเถิดไปเป็น ปฏิสนธิ- วิญญาณ ; แล้วในหนังสือตำราเรียนรุ่นหลังทุกเล่ม ก็อธิบาย ไปทำนองปฏิสนธิวิญญาณ เพราะไม่เข้าใจว่าถ้าอธิบาย วิญญาณ ๖ แล้วมันจะได้เรื่องได้ราวอย่างไร เพราะผู้อธิบาย เชื่อว่าจะ "เกิดใหม่" กันตรงนี้ เลยอธิบายคำว่าวิญญาณนี้ เป็นปฏิสนธิวิญญาณ มันก็เลยเถิดไปคนละเรื่องคนละสาย ไปเลย. พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโน วิญญาณ, เป็นวิญญาณ ๖ ; แต่พวกเรามาอธิบายกันเป็นปฏิสนธิวิญญาณ สำหรับคำ ๆ นี้. ทีนี้วิญญาณให้เกิดนามรูป.
น.67 ๔๕ นามรูปคืออะไร? ในบาลีตรัสไว้ชัด : พระพุทธ- ภาษิตนั้นว่า : เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิกาโร นี้คือ น าม ; มหาภูตรูป ๔ และอุปาทายรูปที่อาศัยมหาภูต. รูป ๔ นั้น นี้คือ รูป . นี้ตรงกันหมด, ใครก็สอนอย่างนี้ ว่ารูปที่เป็นเนื้อหนังมังสา หรือเลือดลมในกายนี้ เรียกว่า มหาภูตรูป, แล้วภาวะต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่กับมหาภูตรูปนั้น เช่นภาวะสวย ภาวะไม่สวย ภาวะหญิง ภาวะชาย เป็นต้น ภาวะต่าง ๆ นี้เรียกว่าอุปาทายรูป. รวมกันทั้ง ๒ รูป เรียกว่า รูป. ทีนี้นามรูปให้เกิดสหายตนะ. สหายตนะ คืออะไร? สหายตนะ คืออายนะ ๖ นี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า : จักขุอายตนะ, โสตายตนะ, ฆานายตนะ, ชิวหายตนะ, กายายตนะ , มนายตนะ ; เหมือนที่เราสวดกันอยู่ ที่นี้สหายตนะให้เกิดผัสสะ. ผัสสะ คืออะไร ? ตรัสว่า : ฉยิเม ภิก . ขเว ผลสกายา จก . ขุสมผส . โส โสตสมฺผสฺโส มานสม . ผส . โส ชิว . หาสมผส . โส กายสม . ผส . โส มโนสม . ผส . โส ; นี้ก็ผัสสะ ๖ ตามชื่อแห่ง ทวาร ๖. ทีนี้ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา.
น.68 ๔๖ เวทนา คืออะไร? เ วทนานั้นก็คือเวทนา ๖ อย่าง ได้แก่ เวทนาเกิดจักษุสัมผัส, เวทนาเกิดจากโสตสัมผัส, เวทนาเกิดจากฆานสัมผัส, เวทนาเกิดจากชิวหาสัมผัส, เวทนาเกิดจากกายสัมผัส, เวทนาเกิดจากมโนสัมผัส, โดยเอา ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเป็นหลัก. ทีนี้เวทนาทำให้เกิด ตัณหา. ตัณหา คืออะไร? ตัณหาก็มี ๖ อีก คือ รูปตัณหา ตัณหาในรูป, สัททตัณหา ตัณหาในเสียง, คันธตัณหา ตัณหา ในกลิ่น, รสตัณหา ตัณหาในรส, โผฏฐัพพตัณหา ตัณหา ในสัมผัสผิวหนัง, ธัมมตัณหา ตัณหาในธรรมารมณ์. ที่นี้ ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน. อุปาทาน คือ อะไร ? อุปาทานนี้ตรัสว่า : จตฺตาริมานิ ภิก . ขเว อุปาทานานิ : กามุปาทานํ ทิฏฺฺฐ . ปาทานํ สีลพ . พตุ- ปาทานํ อตฺตวาทุปาทานํ ; คืออุปาทาน ๔ มี กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน ดังที่เรารู้กัน ดีอยู่แล้ว. อุปาทานเป็นปัจจัยให้เกิดภพ. ภพ คืออะไร ? ภพมี ๓ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ภพเป็นปัจจัยให้เกิดชาติ
น.69 ๔๗ ชาติ คืออะไร ? ชาติคือ การเกิดขึ้น หรือการก้าวลง หรือการเป็นพร้อมขึ้นมาในหมู่สัตว์นิกาย, การปรากฏแห่ง ขันธ์ทั้งหลาย, การได้อายตนะเฉพาะ ; นี้เรียกว่าชาติ ชาติเป็นปัจจัยให้เกิดชรามรณะ. ทีนี้ชรามรณัง นั้นก็คือ หัวหงอก ฟันหักหรืออะไร ก็ตาม คืออาการของชรา ความเสื่อมแห่งอินทรีย์เรียกว่าชรา; และความตายนั้นก็เรียกว่า การจุติ การแตก การทำลาย การ ทำกาลกิริยา การแตกแห่งขันธ์ การทอดทิ้งซากศพ การ ขาดแห่งชีวิตตินทรีย์นี้เรียกว่าความตาย. นี่มันมีปัญหาที่ทำให้เกิดความเข้าใจยาก ตรงที่คำพูด นี้เป็นคำพูดอย่างธรรมดาสามัญ แต่ความหมายมันไม่ใช่ ธรรมดาสามัญ : ที่พูดว่า ชาติความเกิดนี้ มันคือความเกิด แห่งตัวกู ซึ่งเป็นเพียงความรู้สึก ; ไม่ใช่การเกิดจากท้อง แม่. สำหรับการเกิดจากท้องแม่นั้น คนเราเกิดทีเดียว ครั้งเดียวแล้วเลิกกัน. แล้วต่อมายังมีการเกิดอีก เกิดแล้ว เกิดอีก วันหนึ่งหลาย ๆ เกิดนี้ คือเกิดด้วยอุปาทาน ด้วยภพ ที่มีความรู้สึกว่าตัวกูเป็นอย่างไรที่หนึ่ง ก็เรียกว่าเกิดชาติหนึ่ง,
น.70 ๔๘ พอเกิดชาติอย่างนี้ขึ้นมาแล้ว ก็ยึดถือเอาความเกิดจากท้องแม่ หรือความเกิดตามธรรมดานั้น เป็นความทุกข์ เพราะมีความ กลัวความหวั่นวิตกกังวลต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการเกิดทั้งหมด. ครั้นเกิดชาติอย่างนี้ขึ้นมาแล้วก็จะลามปามไปวิตก กังวล เรื่องความเจ็บความไข้ หรือความตายที่จะมาถึงข้าง หน้านี้ต่อไปอีก. ที่จริงความเจ็บไข้ ความตาย ยังไม่มาถึง เราก็เป็นทุกข์แล้ว เพราะมองไว้เสมอว่า ความเจ็บของกู ความแก่ของกู ความตายของกู ; ยิ่งพอมันแสดงวี่แววอะไร ให้เห็น ก็ยิ่งเป็นทุกข์หนัก. เดี๋ยวนี้เรากลัวตายอยู่ตลอดเวลา โดยไม่รู้สึกตัว, เราเกลียดความแก่ ความชรา เพราะเรา คิดว่าจะมาถึงกู. ถ้าอย่ามีกูเสียอย่างเดียว ความแก่ ความชรา ความ ตายนี้ไม่มีความหมายอะไร. ฉะนั้น ปฏิจจสมุปบาทรอบ หนึ่งสายหนึ่งก็คือ ความโง่ที่ทำให้เป็นความทุกข์อย่างใด อย่างหนึ่งครั้งหนึ่ง : ทุกข์เพราะได้ของถูกใจก็ได้, ทุกข์ เพราะได้ของไม่ถูกใจก็ได้, ทุกข์เพราะได้ของที่ยังไม่รู้ว่าถูกใจ หรือไม่ถูกใจก็ได้ เมื่อยึดมั่นแล้วเป็นทุกข์ทั้งนั้น. นี้คือคำ ขยายความของปฏิจจสมุปบาทมันมีอย่างนี้.
น.71 ๔๙ ความหมายของคำในปฏิจจสมุปบาท. ที่นี้สิ่งสำคัญที่สุดก็มาถึงคือ ความหมายของคำใน ปฏิจจสมุปบาทเหล่านี้. ความหมายของคำแต่ละคำเหล่านี้ เป็นความหมาย ในทางภาษาธรรม ของ ผู้รู้ธรรม ; ไม่ใช่ความหมายของ ชาวบ้านผู้ไม่รู้ธรรม. เราได้แยกออกไว้เป็น ๒ ภาษา คือ ภาษาคน หมายถึงภาษาคนธรรมดาที่ไม่รู้ธรรม ; แล้วก็ ภาษาธรรมคือภาษาของผู้รู้ธรรม ; ภาษาปฏิจจสมุปบาทนี้ เป็นภาษาธรรม เดี๋ยวจะแสดงให้เห็นเป็นลำดับไป. ถ้าเราถือเอาความหมายของปฏิจจสมุปบาทในภาษา คนแล้ว ก็จะเกิดความยุ่งยาก และจะเข้าใจไม่ได้; จะยก ตัวอย่างให้ฟังว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้ที่โคนต้นโพธิ์นั้น การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าก็คือการทำลายอวิชชาเสียได้ : พระพุทธเจ้าทำลายอวิชชาเสียได้ก็คืออวิชชาดับ ; อวิชชาดับ สังขารก็ดับ ; สังขารดับ วิญญาณก็ดับ ; วิญญาณดับ นามรูปก็ดับ ; แล้วทำไมพระพุทธเจ้าไม่ตาย ? คิดดูทีหรือ ว่าดับอวิชชาเสียได้ ที่การตรัสรู้ที่ต้นโพธิ์นั้น เพราะอวิชชา
น.72 ๕๐ ดับสังขารก็ดับ คืออำนาจปรุงแต่งวิญญาณ และนามรูปก็ดับ, แล้วทำไมพระพุทธเจ้าไม่ สิ้นพระชนม์คาที่ที่โคนต้นโพธิ์ นั้น ในวินาทีนั้น ? นี้ก็เพราะว่าคำพูดในปฏิจจสมุปบาทนี้มันเป็น ภาษาธรรม : คำว่าดับนี้ก็เป็นภาษาธรรม ; คำว่า เกิด นี้ก็เป็น ภาษาธรรม ; ไม่ใช่เกิดทางเนื้อหนัง ไม่ใช่ดับทางเนื้อหนัง เมื่อเข้าใจไม่ถูกแล้วปฏิจจสมุปบาทสายหนึ่งก็จะเข้าใจ เป็นว่าเกิด ๒ หน : เกิดตรงนามรูปนี้ทีหนึ่ง แล้วไปเกิดตรง ชาติโน้นอีกทีหนึ่ง ก็เลยเข้าใจว่าเกิด ๒ หน. เมื่อเข้าใจว่า เกิด ๒ หน ก็เลยมีสายปฏิจจสมุปบาททำให้เป็น ๓ ชาติ คือ ชาติในอดีต ชาติปัจจุบัน ชาติอนาคต มันเลยเตลิด เปิดเปิงยุ่งกันไปใหญ่ไม่ตรงตามเรื่อง ; และที่น่าขันที่สุด ก็คือเมื่อเกิดพูดว่า เกิด ๒ หนได้, แต่พอถึงที่ดับ หรือ ตายก็หากล้าพูดว่า ตาย ๒ หนไม่ เพราะไม่รู้ว่ามันจะตาย ๒ หนได้อย่างไร คำว่าภพ คำว่าชาติ ที่แปลว่า ความมีความเป็น หรือความเกิดขึ้นในกรณีของปฏิจจสมุปบาทนี้ มิได้หมายถึง ความเกิดทางมารดา ไม่ใช่เกิดจากครรภ์มารดา ; "มันเกิด ทางนามธรรม ที่เกิดด้วยอุปาทาน ที่ปรุงขึ้นมาเป็นความ
น.73 ๕๑ รู้สึกว่า "ตัวกู" นั่นแหละคือเกิด. ข้อนี้ก็มีพระบาลีที่ตรัส ไว้ชัดที่จะอ้างเป็นหลักได้ก็คือบาลี มหาตัณหาสงขยสูตร อีก เหมือนกัน : - พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ในสูตรนั้นว่า "นันทิ ใดในเวทนาทั้งหลาย นั้นคืออุปาทาน". หมายความว่า เมื่อเรามีการกระทบทางอายตนะ เกิดเวทนา เป็นสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนาอะไรก็ตาม, ก็มีนันทิในเวทนา นั้น* นั่นแหละคืออุปาทาน ; นันทิคืออุปาทาน เพราะว่า นันทินี้มันเป็นที่ตั้งของความยึดถือ : ถ้ามีนันทิแล้วก็หมาย ความว่าต้องมีความยึดถือ. นันทิแปลว่าความเพลินหรือความพอใจ. นันทิ นั้นเองคืออุปาทานชนิดที่พระองค์ตรัส. เราพอใจสิ่งใดหมาย ความว่าเรายึดถือสิ่งนั้นเข้าแล้ว เพราะฉะนั้นนันทินั้นเอง คืออุปาทาน แล้วนันทินั้นเองเป็นสิ่งที่ต้องมีในเวทนา ; เพราะฉะนั้นเป็นอันว่าเมื่อใดเรามีเวทนา แล้วเมื่อนั้นมีนันทิ *เราเพลินไปในสุขเวทนา ด้วยความรู้สึกของราคะ, เพลินในทุกขเวทนา ด้วยความรู้สึกของ โกธะ หรือโทสะ, เพลินในอทุกขมสุขเวทนา ด้วยความรู้สึกของโมหะ.
น.74 ๕๒ แล้วเมื่อนั้นมีอุปาทาน ; "เพราะมีอุปาทานนี้ก็มีภพ, เพราะ มีภพนี้ก็มีชาติ, เพราะมีชาตินี้ก็มีชรามรณะเกิดขึ้นพร้อมเป็น ความทุกข์" นี้แสดงว่าภพกับชาตินี้ มันมีติดต่อกันไปจากเวทนา จากตัณหา จากอุปาทาน ไม่ต้องรอต่อตายแล้วไปเกิดใหม่ ; ไม่ต้องรอให้ตายแล้วไปเกิดใหม่ จึงจะมีภพมีชาติ. สิ่งที่ เรียกว่าภพว่าชาตินั้นจะมีอยู่ที่นี่ ในวันหนึ่ง ๆ ไม่รู้กี่ครั้งกี่ คราว ; และ จะมีทุกคราวที่มีเวทนา ; แล้วประกอบอยู่ด้วย อวิชชาซึ่งเพลิดเพลินเป็นนันทิ ; และนันทินั้นคืออุปาทาน ; อุปาทานก็สร้างภพสร้างชาติ; ฉะนั้นคำว่าภพว่าชาตินั้นมีอยู่ ที่นี่เดี๋ยวนี้ ในวันหนึ่ง ๆ ไม่รู้กี่ครั้งกี่ครา ไม่ต้องรอต่อตาย แล้วไปเกิดใหม่. คำว่าภพว่าชาติในลักษณะอย่างนี้ มันเป็นภาษาธรรมะ ภาษาธรรมของผู้รู้ธรรม ไม่ใช่ภาษาชาวบ้าน. ถ้าเป็นภาษา ชาวบ้าน ต้องรอต่อตายแล้วไปเกิดใหม่จึงจะมีภพมีชาติ แล้ว ก็มีทีเดียวเท่านั้น เพราะคนเรามันเกิดมาทีเดียวแล้วก็ตายเข้า โลงไปแล้วจึงจะมีภพมีชาติใหม่อีก. เดี๋ยวนี้ภพหรือชาติใน ภาษาธรรมมีวันหนึ่งหลายหน คือเกิดตัวกู - ของกูหนหนึ่ง
น.75 ๕๓ ก็เรียกว่ามีภพมีชาติหนหนึ่ง ; แล้วเดือนหนึ่งก็มีได้หลาย ร้อยหน, ปีหนึ่งก็มีหลายพันหน, หลายพันภพชาติ ; แล้ว ตลอดชาตินี้ก็มีหลายหมื่นหลายแสนภพชาติ. ฉะนั้นเราจะต้อง รู้จัก สิ่งที่เรียกว่าภพว่าชาติ ที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน วันหนึ่ง หลาย ๆ หนนี้. ทีนี้จะเห็นได้ทันทีว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นเรื่อง ที่นี่ และ เดี๋ยวนี้ ; ไม่ใช่รอต่อตายแล้ว หรือต้องกินเวลา ตั้ง ๓ ชาติจึงจะมีปฏิจจสมุปบาทสักรอบหนึ่ง. ที่แท้ใน วันหนึ่ง ๆ มีตั้งหลาย ๆ หน : เมื่อใดมีเวทนา มีตัณหา อุปาทาน เมื่อนั้นมีรอบของปฏิจจสมุปบาท แล้วมีภพมีชาติ ; ทำให้เห็นได้ว่ามันมีในชีวิตประจำวันของคนทุกคน เหมือน กับยกตัวอย่างเมื่อตะกี้นี้แล้วว่าเด็กสอบไล่ตก, หรือว่านางสาว คนนั้นเขาเป็นทุกข์เพราะแฟน ; นี้เป็นตัวอย่างธรรมดา สามัญในชีวิตประจำวัน ทีนี้ปัญหามันก็เหลืออยู่ว่าจะอธิบายกันอย่างไรจึงจะ เห็นได้ว่า มือวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ ครบถ้วน ก่อนจะเกิดเวทนาขึ้นมาได้ เท่านั้นเอง.
น.76 ๕๔ เรื่องนี้ไม่ยาก : ตัวการร้ายตัวที่เป็นเรื่องยุ่งยาก มันอยู่ที่เวทนา. เวทนาเราก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว มันก็เกิด อยู่เป็นประจำแล้ว รู้จักเวทนาก็แล้วกัน. ถ้าอยากรู้มากไป กว่านั้น ก็สาวขึ้นไป ๆ ว่า เวทนาก็มาจากผัสสะ ; ผัสสะ ก็มาจากอายตนะที่ปรุงขึ้นเฉพาะ ; อายตนะก็มาจากนามรูป ที่ปรุงขึ้นเฉพาะ ; นามรูปก็มาจากวิญญาณที่ปรุงขึ้นเฉพาะ ; วิญญาณก็มาจากสังขารที่ปรุงขึ้นเฉพาะ ; แล้วสังขารก็มาจาก อวิชชาอันเป็นต้นตอ : อย่ามีอวิชชาอย่างเดียว สิ่งเหล่านี้ เป็นมีไม่ได้. คือนามรูปอย่างที่จะเป็นทุกข์นี้จะไม่เกิด ; อายตนะอย่างที่จะเป็นทุกข์นี้จะไม่เกิด ; ผัสสะอย่างนี้จะ ไม่เกิด ; มันเกิดอย่างอื่น คือเกิดอย่างที่ไม่เป็นทุกข์. ดังนั้น อวิชชาอย่างเดียวเท่านั้นที่มันสร้างนามรูป, กายใจ, อายตนะ, ผัสสะ, เวทนา, ในทางที่จะเป็นทุกข์ทั้งนั้น. นี่ขอย้ำ ขอเตือนอยู่เสมอ, ให้เข้าใจคำว่าภาษาธรรม กับภาษาคนให้ดี. คำว่า "เกิด" ในทางภาษาคน หมายความ ถึงการเกิดจากท้องแม่ ; คำว่า "เกิด" ในภาษาธรรมหมายถึง มันเกิด เมื่อสิ่งนั้นมันทำหน้าที่ของมัน ในลักษณะที่จะ เป็นทุกข์ คือประกอบอยู่ด้วยอวิชชาเป็นมูลเหตุ. นี่เวลานี้
น.77 ๕๕ นามรูปยังไม่ได้เกิด เพราะยังไม่ได้ทำหน้าที่ "ตัวกู" - "ของ- กู" อะไร แม้แต่ว่านั่งฟังเทศน์อย่างตั้งใจอย่างนี้ก็ไม่ใช่ ตัณหาอุปาทานอะไร มันเป็นเรื่องที่เป็นไปตามธรรมดายัง ไม่มีปฏิจจสมุปบาท. ที่พูดมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้เป็นการเข้าใจ ล่วงหน้าว่า ภาษาปฏิจจสมุปบาท นั้นเป็นภาษาธรรม มี ความหมายเฉพาะ ; อย่าเอาความหมายภาษาชาวบ้านไปใช้ เข้า จะฟังไม่ถูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเช่นคำว่า "เกิด". ข้อสำคัญข้อต่อไปก็คืออยากจะให้ท่านทั้งหลายทราบ ว่า ปฏิจจสมุปบาทนั้นมันคือเรื่องอริยสัจจ์สี่โดยพิศดาร : ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทยวาร คือฝ่ายเกิดนั้นมันเป็นเรื่อง สมุทัยในอริยสัจจ์ : อวิชชาให้เกิดสังขาร, สังขารให้เกิด วิญญาณ, วิญญาณให้เกิดนามรูป, เกิดอายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน, ตลอดสาย. นี้เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทฝ่าย สมุทยวาร. นี้แหละคือทุกขสมุทัยในอริยสัจจ์สี่ ทีนี้ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวารที่ว่าเพราะอวิชชา ดับ, สังขารดับ, เพราะสังขารดับ, วิญญาณดับ, เพราะ วิญญาณดับ นามรูปดับ, เพราะนามรูปดับ สฬายตนะดับ, ผัสสะดับ, เวทนาดับ, ตัณหาดับ, อุปาทานดับ, ภพดับ,
น.78 ๕๖ ชาติดับ ; นี้เป็นเรื่องดับ ; อย่างนี้เรียกว่านิโรธวาร. นี้ก็คือ ทุกขนิโรธอริยสัจจ์ ในเรื่องอริยสัจจ์สี่ ส่วนตัวความทุกข์นั้นตรัสเหมือนกับในที่อื่น ๆ. ส่วนตัวหนทางให้ถึงความดับทุกข์ก็ตรัสเหมือนกัน คือตรัส มรรคมีองค์แปด; ฉะนั้น ปฏิจจสมุปบาทนั้น คือเรื่อง อริยสัจจ์สี่ ที่กล่าวโดยละเอียด : แทนที่จะกล่าวว่าตัณหา ให้เกิดทุกข์สั้น ๆ ลุ่น ๆ เช่นนี้ ; ก็แยกตรัสกล่าวเป็น ๑๑ ตอน เป็น ๑๑ อาการเป็นปฏิจจสมุปบาทไปเลย : แทนที่จะพูด สั้น ๆ ว่า ดับตัณหาเสียเป็นการดับทุกข์อย่างนี้ ก็กลายเป็น ดับอวิชชา, ดับสังขาร, ดับวิญญาณ ฯลฯ เรื่อยมา เป็น ๑๑ อาการ ; นี้มันละเอียดกว้างขวางอย่างนี้. แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่พ้นจากความเป็นเรื่องเดียวกัน คือเรื่องอริยสัจจ์สี่นั่นเอง. การอธิบายปฏิจจสมุปบาทที่ผิดหลัก. ทีนี้เราก็ดูกันต่อไปถึง เหตุการณ์ที่สำคัญที่สุด คือ การอธิบายปฏิจจสมุปบาทผิดหลัก แล้วก็ไม่เป็นพุทธ- ศาสนา ; แล้วก็ไม่มีประโยชน์ แล้วก็มีแต่ให้โทษ.
น.79 สายเดียวคร่อมถึง ๓ ชาติ นั้น ผิด : ผิดหลักในพระบาลี ; ผิดทั้งโดยพยัญชนะและ โดยอรรถะ : โดยพยัญชนะนั้น พระพุทธเจ้าก็ตรัสติดต่อกันมา อย่างไม่มีอะไรแทรกแซงได้ ดังข้อความในตอนที่ได้อ่าน พระบาลีเรื่องการค้นคว้าปฏิจจสมุปบาทก่อนตรัสรู้ให้ฟังแล้ว ว่าอวิชชาให้เกิดสังขาร, สังขารให้เกิดวิญญาณ, วิญญาณให้ เกิดนามรูป, นามรูปให้เกิดอายตนะ, อายตนะให้เกิดผัสสะ. แล้วมันติดต่อกันมาอย่างนี้ไม่มีขาดตอนไม่มีตัดตอน - ไม่มี ไขว้ ไม่มีเขว. พอไปพูดให้ไขว้ให้เขว มันก็ผิดหลักทาง พยัญชนะนี้. ในทางอรรถะมันก็ผิด : ผิดที่เห็นได้ง่ายๆ ก็คือ ว่าการตรัสปฏิจจสมุปบาทนี้ เป็นการตรัสเพื่อให้คนรู้เรื่อง มิจฉาทิฏฐิ แล้วทำลายความยึดมั่นถือมั่นว่าอัตตา ว่าสัตว์ ว่าบุคคลเสีย จึงได้ตรัสให้มันติดต่อกันไปเรื่อยทั้ง ๑๑ อาการ เพื่อให้มองให้เห็นว่าไม่มีตรงไหนจะเป็นอัตตาตัวตนได้ ที่นี้มีผู้มาอธิบายกันเสียใหม่ โดยให้ปฏิจจสมุปบาท สายเดียวคร่อม ๓ ชาติ แล้วให้เนื่องเป็นคน ๆ เดียวกัน : กิเลส
น.80 ๕๘ ของคนในชาติก่อนทำให้เกิดวิบากในชาตินี้, ตอนหนึ่ง ; วิบากในชาตินี้มีแล้วทำให้เกิดกิเลสในชาตินี้ใหม่ แล้วทำให้ เกิดวิบากในชาติหน้า. เมื่อสอนปฏิจจสมุปบาทอย่างนี้ มันกลายเป็นสอน เรื่องอัตตา กลายเป็นสอนว่ามีอัตตาตัวตน สัตว์บุคคล เวียนว่ายในสังสารวัฏฏ์เหมือนกับมิจฉาทิฏฐิของภิกษุชื่อ สาติ เกวัฏฏบุตร ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น. เรากลับไปสอนให้มี อัตตา ในเมื่อพระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ สอนเพื่อไม่ให้มีอัตตา. ท่านได้ตรัสเป็นหลักชัด ๆ ไว้อย่างนั้น แล้ว เรากลับมาอธิบายไปเสียใหม่กลายเป็นมีอัตตาอีก. ข้อนี้ถ้าเราเอาหลักเช่นมหาปเทสมาเป็นเครื่องวัด เป็นเครื่องทดสอบ เราจะรู้ทันทีว่า สอนอย่างนี้ผิด ; อธิบาย อย่างนี้ผิด; เพราะมันย้อนกลับไปมีอัตตา : มันไปเข้ากันได้ กับฝ่ายที่ว่ามีอัตตา แล้วมันเข้ากันไม่ได้กับฝ่ายที่ว่าไม่มีอัตตา ; เพราะฉะนั้นที่ว่ามีอัตตา, จึงผิดหลักพระพุทธศาสนาซึ่งสอน ว่าไม่มีอัตตา ; ฉะนั้นถ้าท่านผู้ใดเข้าใจปฏิจจสมุปบาทไปใน ลักษณะที่จะไม่ให้มีอัตตาได้แล้วนั้น นั่นแหละคือถูก. แต่ถ้า เข้าใจไปในทำนองที่มีอัตตาขึ้นมามันก็คือผิด : การอธิบาย
น.81 ในลักษณะคร่อมกัน ๓ ชาติจึงผิด เพราะสอน ให้เกิดความคิดว่ามีอัตตา. ถ้าอธิบายติดต่อกันไปอย่างหลัก ในพระบาลีโดยตรงอย่าไปแก้ไขอะไร ไม่มีทางจะเกิดอัตตา นั้นแหละจึงถือว่าถูก. อธิบายผิดกันมาตั้งแต่เมื่อไร. เอาละทีนี้จะพูดต่อไปถึงความรู้ที่มันจะแน่นแฟ้นยิ่ง ขึ้นว่า ทำไมจึงอธิบายผิด ? และ อธิบายผิดกันมาตั้งแต่ เมื่อไร ? เดี๋ยวนี้ในเมืองไทยก็ดี ในประเทศพม่าก็ดี ใน ประเทศลังกาก็ดี สอนเรื่องปฏิจจสมุปบาทอย่างเดียวกัน แทบทั้งนั้น คือสอนตามข้อความที่มีอธิบายอยู่ในคัมภีร์ วิสุทธิมรรค. เรื่องมี ๓ ชาติ คร่อม ๓ ชาตินี้ พวกฝรั่ง ชั้นเก่งที่สุดก็มาถือเอาตามนี้, อธิบายเอาตามนี้เป็นกุ้งเป็น แควไปเลย. แปลว่าทุกๆ ประเทศที่เป็นพุทธบริษัทเขา กำลังสอนปฏิจจสมุปบาทชนิดที่คร่อม ๓ ชาติ, สายเดียว คร่อม ๓ ชาติ; กันอยู่ทั้งนั้น. นี่เมื่อพูดอะไรแปลกออก ไปมันก็จะต้องถูกด่าจากคนทั้งโลกก็ว่าได้. ผมกำลังพยายามที่ จะชี้ให้เห็นว่าไม่มีทางที่จะคร่อมถึง ๓ ชาติ ; ดังนั้นเราก็
น.82 ๖๐ ต้องติดตามว่ามันอธิบายผิดได้อย่างไร ? ขอ อธิบายผิดกันมา ตั้งแต่เมื่อไร ? อธิบายกันมาผิดตั้งแต่เมื่อไรอันนี้รู้ได้ยาก ; แต่ข้อ ที่ว่าอธิบายผิดรู้ได้ง่าย เพราะมันผิดจากพระบาลีเดิม และ เพราะผิดความมุ่งหมายของปฏิจจสมุปบาท ที่ทรงสอนเพื่อ ให้ทำลายอัตตา ฉะนั้นจึงถือว่าอธิบายผิด. สมเด็จพระ สังฆราชเจ้ากรมพระวชิรญาณวงศ์ วัดบวรนิเวศ ; ท่านทรง มีความเห็นว่าเรื่องนี้อธิบายผิดกันมาตั้งพันปีแล้ว ; ท่าน ก็ไม่ทรงศรัทธาในการที่จะอธิบายปฏิจจสมุปบาทคร่อม ๓ ชาติ; แล้วท่านก็อธิบายไปในทำนองว่ามันคร่อมอยู่เพียง ชาติเดียว ; แต่แล้วก็ไม่แน่พระทัยที่จะอธิบายรายละเอียด ก็เลยทิ้งไว้ลุ่น ๆ แต่ข้อที่ท่านทรงยืนยันความเข้าใจของท่าน ก็คือ มันคงจะอธิบายผิดกันมาตั้งพันปีแล้ว. ข้อนี้ผมก็เห็น ด้วยพระองค์ท่าน ; แต่ผมก็อาจจะเลยไปถึงว่าเกินกว่าพันปี อธิบายกันมาผิด เกินกว่าพันปี เพราะว่าหนังสือวิสุทธิมรรค นี้มีอายุตั้ง ๑,๕๐๐ ปีแล้ว. ในหนังสือวิสุทธิมรรคนั้นอธิบายปฏิจจสมุปบาท เป็น ๓ ชาติทั้งนั้น คร่อม ๓ ชาติทั้งนั้น แล้วในการแต่ง
น.83 ๖๑ คัมภีร์วิสุทธิมรรคนั้น พระพุทธโฆษาจารย์ก็ยังเขียนไว้ว่า อธิบายตามที่เขามีมีกันอยู่ก่อนแล้ว ด้วย ประเดี๋ยวจะเอามา อ่านให้ฟังสำหรับคำพูดของพระพุทธโฆษาจารย์. เรื่องมันมี หลักฐานว่าท่านอธิบายตามที่มีอธิบายกันอยู่ก่อนแล้ว ฉะนั้น สมัยของท่านมันก็ตั้ง ๑,๕๐๐ ปีแล้ว และถ้าต่อไปจากนั้น อีกมันก็เกือบ ๒,๐๐๐ ปีหรือเกิน ๒,๐๐๐ ปี ผมมีความเห็น ว่าอาจจะอธิบายผิดกันมาตั้งแต่หลังสังคายนาครั้งที่ ๓ คือ พ.ศ. ประมาณ ๓๐๐ ก็ได้ ; "ดังนั้นก็แปลว่าผิดกันมาตั้ง ๒,๒๐๐ ปี มันจะต้องอธิบายผิดกันมาตั้ง ๒,๒๐๐ ปีมาแล้ว ไม่ใช่ ๑,๐๐๐ ปีอย่างสมเด็จพระสังฆราชเจ้าท่านว่า ประเดี๋ยว จะชี้ให้ดู. ถ้าจะพูดว่าเมื่อไรให้แน่นอนนั้น ต้องค้นหาหลักฐาน ทางโบราณคดี ; มันลำบากมากไปอีก. แต่เมื่อเราพูดกัน อย่างนี้ที่ไม่มีทางจะผิดได้ มันก็ต้องพิจารณาถึงข้อที่ว่า ทำไม จึงเกิดการอธิบายอย่างนี้ขึ้น. ขอให้ฟังดูให้ดี ๆ ว่า ทำไม มันจึงเกิดการอธิบายแหวกแนวของพระพุทธเจ้าไปได้ ในเมื่อ พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้เป็นหลัก ๆ อย่างนี้ ไม่มีทางจะ คร่อม ๓ ชาติ , ทำไมมันจึงไปคร่อม ๓ ชาติ และให้มี อัตตาขึ้นมาได้.
น.84 ๖๒ ข้อนี้ผมตั้งข้อสันนิษฐานว่ามันมีได้โดยที่ไม่รู้, เกิด ไม่รู้, เกิดเข้าใจไม่ได้ แล้วก็เดาหรือสันนิษฐานกันโดยไม่ เจตนานี้อย่างหนึ่ง. เพราะว่าเรื่องปฏิจจสมุปบาทเป็นเรื่อง ที่ลึกซึ้งที่สุดในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าก็ตรัส และ ใคร ๆ ก็ยอมรับว่ามันเป็นเรื่องลึกซึ้งที่สุด. ทีนี้พอมาถึงสัก ประมาณ ๓-๔๐๐ ปี เกิดเข้าใจไม่ได้ ก็เริ่มเกิดความคิดแตก แยก. ทีนี้ต่อมาอีกมันก็แตกแยกหนักเข้า ๆ จนกระทั่งกลาย เป็นตรงกันข้ามไป. อย่างนี้เรียกว่าไม่มีใครเจตนาอธิบาย ให้ผิด มันเป็นเพราะความไม่รู้. ทีนี้มาเดากันดูอีกทางหนึ่งดีกว่าว่า จะมีทางเป็นได้ ไหมว่าอาจจะเกิดมีหนอนบ่อนไส้ขึ้นในพุทธศาสนา : มีคน ขบถทรยศเป็นหนอนบ่อนไส้เกิดขึ้นในพุทธศาสนา แกล้ง อธิบายเรื่องปฏิจจสมุปบาทซึ่งเป็นหลักของพุทธศาสนาให้ผิด เสีย คือให้เป็นสัสสตทิฏฐิในฮินดู หรือกลายไปเป็นศาสนา พราหมณ์. ปฏิจจสมุปบาทของพระพุทธเจ้าไม่มีทางที่จะมี อัตตา, ชีโว, อาตมันหรืออะไรทำนองนั้น ; ไม่มีทางที่จะเป็น อย่างนั้น เพราะว่าเป็นของพุทธ. แล้วถ้ามีใครมาอธิบาย ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเป็นหัวใจของพุทธศาสนาให้มันเกิดคร่อม
น.85 ๖๓ ๓ ชาติอย่างนี้มันก็เกิดเป็นอัตตาขึ้นมา เขาก็กลืนพุทธศาสนา สำเร็จ. ถ้าว่ามีเจตนาเลวร้ายกันถึงขนาดนี้ ก็แปลว่าต้องมี คนแกล้งอธิบายขึ้นมาให้มีช่องให้เกิดอัตตาขึ้นมาในพุทธ ศาสนา แล้วศาสนาพราหมณ์ก็กลืนศาสนาพุทธวูบเดียว หมดโดยกะทันหัน. นี้เป็นเรื่องสันนิษฐานในแง่ที่เลวร้าย อย่างนี้ก็มีได้. อีกทางตรงกันข้ามก็คือเผลอไปหรือโง่ไป อธิบายไป ด้วยทุนรอนคือความรู้ที่ผู้อธิบายมีอยู่เดิม, ก็อาจจะผิดไป โดยไม่ทันรู้ เพราะว่าเข้าใจไม่ได้, ก็อาจจะมีได้เหมือนกัน แต่อย่างไรก็ตาม จะเจตนาหรือไม่เจตนาผลมันก็เหมือนกัน. พุทธศาสนาสูญไปจากประเทศอินเดีย รู้ไหม ? ว่า เพราะอะไร ? เขาว่ากันว่าเพราะอย่างนั้น เพราะอย่างนี้ เพราะอย่างโน้น เช่นเพราะข้าศึกภายนอกเข้ามาย่ำยี ผมว่า ไม่น่าเชื่อ; ผมเห็นว่า พุทธศาสนาสูญไปจากประเทศอินเดีย เพราะว่าพุทธบริษัทเริ่มตีความของหลักพุทธศาสนาผิดเอง : อธิบายพุทธศาสนาผิดเสียเอง เช่น อธิบายปฏิจจสมุปบาท ที่เป็นพุทธแท้ ๆ ให้กลายเป็นฮินดู หรือเป็นพราหมณ์ไป ; คือกลายเป็นคร่อม ๓ ชาติ กลายเป็นมีอัตตาไป. เพียงเท่านี้
น.86 ๖๔ เท่านั้น. มันก็เป็นไปโดยพฤตินัยแล้ว ; นั่นแหละโดยความ จริงแล้วพุทธศาสนาหมดไปจากประเทศอินเดียทันทีเลย : พอ อธิบายปฏิจจสมุปบาทผิด กลายเป็นมีอัตตามีตัวตนไปแล้ว ก็แปลว่าพุทธศาสนาหมดแล้ว ไม่มีเหลืออยู่แล้วในประเทศ อินเดีย คือได้ไปผนวกเป็นศาสนาพราหมณ์ที่มีอาตมันเสีย แล้ว ! นี้แหละต้องอธิบายผิดกันมาตั้งแต่ เมื่อมีเหตุการณ์ อย่างนี้ โดยเจตนาหรือโดยไม่เจตนาก็ยังรู้กันได้ยาก. ศาสนา พราหมณ์ก็เป็นข้าศึกแก่พุทธศาสนา ต้องการจะกลืนพุทธ- ศาสนา ฉะนั้นก็ต้องมีผู้พยายามจะกลืน. นี้จะเป็นสิ่งที่มีได้ ไม่ใช่แกล้งใส่ร้าย. พุทธศาสนาไม่ใช่สัสสตทิฏฐิ จึงไม่ได้ พูดว่ามีสัตว์, บุคคล, ตัวตน : มีคนนั้นเวียนว่ายตายเกิดเป็น คนนั้นไปเรื่อย. พุทธศาสนาไม่มีสัตว์ ไม่มีคน แต่แล้วก็กลาย มาเป็นพูดให้มีสัตว์มีคน เวียนว่ายไปในกระแสแห่งปฏิจจ- สมุปบาท ๓ ภพ ๓ ชาติเรื่อยไปอย่างนี้พุทธศาสนาก็สลายหมด. ทีนี้หลักฐานอะไรก่อนหน้านี้มันไม่เป็นตัวลายลักษณ์ อักษร ,เพิ่งมีลายลักษณ์อักษรชัดในสมัยที่มีหนังสือ วิสุทธิมรรค : ข้อความในหนังสือวิสุทธิมรรคได้แสดงไปใน
น.87 ๖๕ ลักษณะที่ว่ามี ๓ ภพ ๓ ชาติ มีปฏิสนธิวิญญาณ ที่เป็นตอน ต้นของปฏิจจสมุปบาท แล้วไปเกิดภพใหม่มีวิบาก, แล้วก็ มีกิเลสสำหรับจะไปเกิดในภพหน้าอย่างนี้. หลักฐานที่เป็น ตัวหนังสือชัดเช่นนี้ ก็มีที่คัมภีร์วิสุทธิมรรค ; นี้มันก็เพียง ๑,๕๐๐ ปี. ถ้าก่อนหน้านั้นน่าจะนึกไปถึงว่า เมื่อสมัยทำสังคายนา ครั้งที่ ๓ ซึ่งมีการจับพระสึก ว่าพระองค์ไหนเป็นพระปลอม ก็จับสึก พระองค์ไหนเป็นพระแท้ไม่ต้องสึก. ในการ ชำระนั้นก็มีการถามเรื่องหลักธรรมว่าท่านมีความเห็น อย่างไร เกี่ยวกับหลักพุทธศาสนา. ถ้าองค์ไหนตอบไปในทำนอง อวิภัชชวาที คือว่าไม่แบ่งแยกชีวิตเป็นปฏิจจสมุปบั่นนธรรม, เป็นขันธ์, เป็นธาตุ, เป็นอายตนะ, แล้วก็ไปพูดเป็นมีตัวมีตน อย่างนี้ที่เวียนว่ายตายเกิด อย่างที่ภิกษุสาติเกวัฏฏบุตรพูดนั้น แล้ว ก็ถือว่าผู้นั้นเป็นพวกอวิภัชชวาที่เป็นมิจฉาทิฏฐิชนิด สัสสตทิฏฐิแล้วก็จับสึก. ข้อนี้หมายความว่าในสังคายนาครั้งที่ ๓ นั้น เขาจับ พระที่ถือลัทธิว่ามีอัตตา ตัวตนนั้นสึก เหลือไว้แต่พระที่ ไม่ถือว่ามีอัตตาตัวตนเท่านั้น ; เพราะฉะนั้นเค้าเงื่อนมันมี
น.88 ๖๖ หมอกควันมาตั้งแต่สมัยสังคายนาครั้งที่ ๓ นั้น มันก็ ๒,๒๐๐ ปีมาแล้ว ที่ยอมรับกันว่ามีคนมาปลอมบวชเป็นพระในพุทธ- ศาสนา แล้วก็มีความเห็นเป็นตัวเป็นตนว่ามีตัวมีตนนี้. ข้อนี้เองพอที่จะเป็นเค้าเงื่อนที่จะทำให้เกิดการอธิบาย ชนิด ที่มีตัวตนขึ้นมาในพระพุทธศาสนา, แม้จะถูกจับสึก ก็คง ไม่หมด คงเหลือรอดอยู่, หรือแม้ที่ถูกสึกไป ก็ยังไปพูดไปสอน ได้อีกอยู่ดี, ในฐานะเป็นคนปลอมเข้ามา สรุปความแล้วก็อยากจะกล่าวว่าก่อนสังคายนาครั้งที่ ๓ ขึ้นไป คือว่าก่อน พ.ศ. ๓๐๐ ขึ้นไปนั้น หลักธรรมยัง บริสุทธิ์อยู่ , พอหลังจากนั้นก็เริ่มเลอะเลือนมาในทางที่จะ มีตัวมีตน. นี่มันเริ่มผิดกันมาตั้งแต่เมื่อนี้. พระพุทธศาสนา สูญไปจากอินเดียก็เห็น ๆ กันอยู่. แล้วทำไมศาสนาไชนะหรือ ศาสนานิครนถ์ ที่เขาเรียกกันผิด ๆ ว่าศาสนาเชน มันไม่สูญ จากอินเดียเล่า ? ก็เพราะยังไม่เปลี่ยนหลักอะไร ; มีหลักเดิม อย่างไร ก็มีอยู่อย่างนั้น ดังนั้นจึงไม่สูญ. พุทธศาสนาเกิดไปเปลี่ยนหลัก จากไม่มีตัวตน กลับ มามีตัวตน มันก็สูญ ก็เรียกว่าสูญได้โดยอัตโนมัติในทันทีนั้น, "พอมันเริ่มมีตัวตนเข้ามาในพุทธศาสนาแล้ว พุทธศาสนา
น.89 ๖๗ ก็สูญจากอินเดีย นี้ก็คือเหตุการณ์ที่ว่าปฏิจจสมุปบาทเริ่ม อธิบายผิด. แต่หลักฐานที่มีอยู่เป็นลายลักษณ์อักษรก็คือ หนังสือคัมภีร์วิสุทธิมรรค. ประเดี๋ยวเราจะลองวิจารณ์หนังสือ คัมภีร์วิสุทธิมรรคกันดู. ในตอนนี้ต้องการจะพูดแต่เพียงว่า ได้มีการอธิบายปฏิจจสมุปบาทผิดพระพุทธประสงค์ดั้งเดิมกัน มาตั้งแต่เมื่อไร เหตุที่ทำให้อธิบายผิด ทีนี้เหตุที่ทำให้อธิบายผิด อย่างที่เรียกว่าไม่ใช่ใน ทางร้าย ไม่ใช่มีใครแกล้งเป็นหนอนบ่อนไส้ แต่เป็นไปใน ทางที่มันผิดเองเพราะโง่ไม่รู้ มันก็มีอย่างที่ว่ามาแล้วว่า เพราะไม่เข้าใจในภาษาธรรม ; เข้าใจแต่ภาษาคน ; ภาวะที่ เคยเข้าใจในภาษาธรรมมันก็เลือนหายไปหมด จนเหลือแต่ ภาษาคน. ทีนี้ก็อธิบายกันไปตามภาษาคน มันก็เป็นสัสสด- ทิฏฐิขึ้นมา. เพราะฉะนั้นเราจะต้องทำความเข้าใจในภาษาคน และภาษาธรรมกันในส่วนที่สำคัญที่สุดอีกครั้งหนึ่ง คือคำว่า "คน" กับคำว่า "นามรูป". ถ้าเราเรียกกันตามภาษาชาวบ้านหรือภาษาคนก็เรียก ตัวเรานี่ว่า "คน" : ถ้าเรียกในภาษาธรรมเราไม่เรียกว่า "คน"
น.90 ๖๘ แต่เราเรียกว่า "นามรูป" คือกายกับใจ. ทีนี้จะเรียกว่าคน หรือจะเรียกว่านามรูปก็ตามใจเถิด มันยังมีปัญหาอยู่ที่ว่า มันมีการเกิดดับเท่าไร ? อย่างไร ? คนหรือนามรูปนี่แหละ มันมีการเกิดดับอยู่อย่างไร ? ถ้าถามอย่างนี้คำตอบมีถึง ๓ ชั้น ลึกซึ้งกันอยู่ถึง ๓ ชั้น คือ :- ๑. นามรูปเกิดดับ เกิดดับ ๆ ๆ ๆ อยู่ทุกขณะจิตนี้ จัดเป็นชั้นที่ไม่มีใครรู้ หรือไม่มีใครอยากรู้ และไม่จำเป็น จะต้องรู้ ว่านามรูปกายใจของเราเกิดดับ ๆ ๆ ๆ อยู่ทุกขณะจิต นี้เป็นภาษาอภิธรรมเกินความต้องการ ; เพราะจิตนั้นมันมี การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ตามระยะของสิ่งที่เรียกว่าภวังคจิต : เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปรอบหนึ่งนี้เรียกว่าขณะจิตหนึ่ง ; แล้วก็ยัง เร็วยิ่งกว่ากระพริบตาเสียอีก ; ฉะนั้น ตามความหมายนี้ เขาถือว่า “นาม - รูป" หรือว่าคน ๆ หนึ่งนี้เกิดดับ ๆ ๆ ๆ อยู่ทุกขณะจิต นับไม่ทัน : เราไม่มีปากที่จะนับมันทันเพราะ ว่าขณะจิตมันเร็วกว่าที่ปากจะนับทัน. นามรูปหรือคนนี้เกิดดับอยู่ทุกขณะจิต นี้ความหมาย หนึ่ง . มันเหมือนกับ frequency ของ ไดนาโม ไฟฟ้านั้น :
น.91 ๖๙ รอบหนึ่งก็คือไฟฟ้าออกมาทีหนึ่ง รอบหนึ่งไฟฟ้าก็ออกมา ที่หนึ่ง ทีนี้มันนาทีละพันกว่ารอบมันก็เลยดูไม่ทัน แต่มัน ก็อาจติดกันเป็นดวงแดงโร่ที่หลอดไฟไม่มีกระพริบที่หลอด อย่างนี้. ทีนี้ขณะจิตก็เหมือนกัน : มันถี่ยิบขนาดนั้นจน เราไม่รู้สึกว่าเราเกิดดับ ๆ ๆ เราต้องอาศัยการศึกษาเรื่องทาง จิตชนิดนั้น จึงจะรู้ว่านามรูปหรือคนนี้มันเกิดดับ ๆ อย่างถี่ยิบ อยู่ทุกขณะจิต หรือเร็วยิ่งกว่า frequency ของกระแสไฟฟ้า ที่เราใช้อยู่ทุก ๆ วันนี้เสียอีก. . นี้มันเป็น เรื่องเกิดดับ ๆ อีก ชนิดหนึ่งไม่เกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท. ปฏิจจสมุปบาทไม่ได้ หมายถึงการเกิดดับชนิดนี้. การเกิดดับทุกขณะจิตนี้มันเป็นกลไกทางจิตล้วน ๆ เป็นความรู้ส่วนเกิน ประเภทอภิธรรมเพ้อโดยไม่ต้องเกี่ยวกับ ปฏิจจสมุปบาท. และคำว่า "เกิด" ในกรณีอย่างนี้ เขาไม่ใช้ คำว่า "ชาติ" แต่เขาไปใช้คำอื่นว่า อุปาทะ มี "อุปาทะ" : อุปาทะ - ฐิติ - ภังคะ, อุปาทะ - ฐิติ - ภังคะ, อุปาทะ - ฐิติ - ภังคะ ฯลฯ อย่างนี้เรื่อยไป. อุปาทะ - เกิด, ฐิติ = ตั้งอยู่, ภังคะ = ดับไป. ใช้คำว่า อุปาทะ, มิได้ใช่คำว่าชาติ ; แต่ก็แปลว่า "เกิด" เหมือนกัน. เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป ๆ
น.92 ๗๐ ถี่ยิบนับไม่ทัน นั่นแหละนามรูปหรือคนเราเกิดดับอยู่อย่าง นั้นชนิดหนึ่ง. (๒) อีกชนิดหนึ่ง, นามรูปเกิดดับเหมือนคน ธรรมดาสามัญรู้ คือว่า พอเกิดจากท้องแม่ก็เรียกว่าเกิดออกมา; พอตายเข้าโลงเรียกว่าดับ. ตั้งอยู่ ๘๐ ปีบ้าง ถึง ๑๐๐ ปี ก็มี ; ตามธรรมดานี้ชั่ว ๘๐ ปี ๑๐๐ ปี นี้มีเกิดหนเดียวมีดับหน เดียว , มนี้เกิดดับแค่คำพูด ๒ คำนี้เท่านั้นเอง. พูดว่า "เกิด" ขึ้นมาคำหนึ่งแล้วทิ้งระยะไว้นานถึง ๘๐ ปี หรือ ๑๐๐ ปี จึงพูดว่า "ดับ" นามรูปหรือคนเกิดหรือดับทำนองนี้ กินเวลา ตั้ง ๘๐ ปีหรือ ๑๐๐ ปี นี้อย่างหนึ่ง เป็นคำพูดในภาษาคน. ส่วนภาษาอภิธรรมเพื่อนั้นถี่ยิบจนนับไม่ทัน : คนเกิดดับ ๆ ถี่ยิบจนนับไม่ทัน. ทีนี้เกิด - ดับอย่างภาษาโลกนี้มันกิน เวลาตั้ง ๘๐ ปี ๑๐๐ ปี ทนนับไม่ค่อยไหว : นับว่า "เกิด" ครั้งหนึ่ง แล้วรอไปอีก ๑๐๐ ปี จึงจะนับว่า "ดับ". ภาษา อภิธรรมเพื่อฝ่ายโน้นมันก็เกินไป ภาษาคนฝ่ายนี้มันก็เกินไป. (๓) ทีนี้มันยังมีที่ตรงกลาง คือที่เป็นภาษาปฏิจจ- สมุปบาทที่กำลังกล่าวถึงนี้. ความเกิดดับของภาษาปฏิจจ- สมุปบาทก็คือเกิดขึ้นแห่งเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วก็เกิด
น.93 ๗๑ ตัณหา แล้วก็อุปาทาน แล้วก็ภพ แล้วก็ชาติ ; นี้นับทัน พอจะนับได้ แล้วเห็น ๆ อยู่ด้วย." " ในหัวใจของคนเราเกิด ความรู้สึกเป็น "ตัวกู" ครั้งหนึ่งก็เรียกว่าชาติหนึ่ง ภพหนึ่ง ; และมันก็อาจนับได้. ถ้าขยันสังเกตก็จดไว้ วันหนึ่ง ๆ เราอาจ จะพบและจดได้เลย ว่าวันนี้เราเกิด "ตัวกู" กี่ครั้ง พรุ่งนี้เกิด กี่ครั้ง มะรืนกี่ครั้งก็คอยจดไว้ได้. นี้ไม่ได้ถี่ยิบจนนับไม่ทัน แล้วก็ไม่ได้หมายความว่าเกิดจากท้องแม่ แล้วดับคืนเข้าโลง. มันเป็นการเกิดดับ, เกิดดับของคนเราหรือนามรูปในลักษณะ ที่เป็น "ตัวกู -ของกู" ที่ถูกปรุงด้วยอวิชชาครั้งหนึ่ง ๆ. นามรูปนี้ประกอบด้วยอวิชชาปรุงเป็นอุปาทานว่า "ตัวกู - ของกู" เมื่อมีทุกข์ครั้งหนึ่ง ๆ ; นี้เรียกว่าชาติหนึ่ง ๆ หรือเกิดดับครั้งหนึ่ง ๆ ที่เราเห็น ๆ กันอยู่. เหมือนตัวอย่าง ที่เล่าให้ฟังข้างต้น นี่แหละวันหนึ่ง ๆ ก็หลายเกิดหลายดับ เหมือนกัน. "เพราะฉะนั้นขอให้เข้าใจว่า คำว่าเกิดดับ ๆ ใน ภาษาปฏิจจสมุปบาทนั้นมีความหมายเฉพาะ คือหมายถึงเกิด ดับของ "ตัวกู” เท่านั้น. ส่วนการเกิดดับในภาษาอภิธรรมเพ้อ หรือภาษาชาวบ้านธรรมดาที่ว่าเกิดจากท้องแม่แล้วเข้าโลง นั้นมันอีกภาษาหนึ่ง ; อย่าเอาไปปนกันระหว่าง ๓ ภาษานี้.
น.94 ๗๒ ถ้าปนกันเป็นไม่รู้เรื่องปฏิจจสมุปบาทแน่ เพราะปฏิจจ- สมุปบาทจะหมายเอาแต่เพียงเรื่องตรงกลาง ; ไม่ถี่จนกำหนด ไม่ได้, และไม่ห่างจนชาติหนึ่งมีเพียงหนเดียว, กล่าวคือ หมายเอาการเกิดดับแห่งอุปาทานว่า "ตัวกู" ครั้งหนึ่ง ; แล้วยิ่งกว่านั้นก็คือให้เห็นการเกิดดับอย่างนี้ว่าเป็น ปฏิจจ- สมุปปั่นนธรรม คือเป็นเพียงธรรมชาติที่อาศัยกันแล้วเกิดดับ: อาศัยกันเกิดขึ้น หรืออาศัยกันดับลงไป. ในคนเราคนหนึ่ง ๆ เป็นเพียงปฏิจจสมุปปั่นนธรรม ขณะหนึ่ง ๆ ในกรณีหนึ่ง ๆ; อย่าให้เป็นตัวเป็นตนเป็น อาตมันอะไรขึ้นมา ; เป็นเพียงธรรมชาติที่อาศัยกันเกิดขึ้น แล้วดับลงอยู่เสมอ ; จะสมมติเรียกว่าคนก็ได้, จะเรียกว่า นามรูปคือกายใจที่กำลังไปด้วยกันก็ได้ ; มันเป็นเพียง ปฏิจจสมุปปั่นนธรรม. มันเป็น "คน" ขึ้นมาเพราะอวิชชา ตัณหา อุปาทาน ที่ทำให้คิดว่าเป็นตัวกู "คน" ชนิดนี้เรา จะต้องฆ่ามันเสียให้ตาย พอฆ่าคนชนิดนี้เสียได้ นั่นแหละ คือการดับทุกข์ ; เพราะคนชนิดนี้เองมันเป็นต้นเหตุของ ความทุกข์. การที่พระองค์ทรงแสดงปฏิจจสมุปบาทก็เพื่อ จะให้รู้จักป้องกัน อย่าให้มีคนชนิดนี้เกิดขึ้นมา แล้วจะได้
น.95 ๗๓ ไม่เป็นทุกข์. นี้เรียกว่าเกิดดับ ๆ ชนิดที่มันเป็นเรื่องของ ปฏิจจสมุปบาทคืออย่างนี้ ทีนี้เกิดดับอีกชนิดหนึ่งที่เป็น การเกิดดับของวัตถุ ล้วน ๆ ที่เราไม่ถือว่ามีความคิดนึกหรือมีความรู้สึกเช่นการ เกิดของหญ้าบอนอะไรเหล่านี้มันเป็นอีกเรื่องหนึ่งอย่าเอามา ปน ; เพราะมันไม่เกี่ยวกับอวิชชาอุปาทานอะไร. ต้นหญ้า ต้นบอนมันก็มีชีวิต มันก็เกิดมันก็ดับ แต่มันไม่เกี่ยวกับ อวิชชาตัณหาอุปาทานอะไร. อย่าเอามาปนกัน ; มันเป็นการ เกิดดับอีกชนิดหนึ่ง. เรารู้จักคน หรือนามรูปที่เกิดดับ ในแง่ของปฏิจจสมุปบาทเหล่านี้ก็แล้วกัน. ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้ แยกออกจากกันเสียให้ขาด; ให้เด็ดขาดว่า ปฏิจจสมุปบาทตาม บาลีเดิมของพระพุทธองค์นั้นไม่แยกเป็น ๓ ชาติ แล้วก็เป็น เรื่องที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน วันหนึ่ง ๆ มีได้หลาย ๆ รอบ หลาย ๆ วง. ที่ไปอธิบายคร่อมชาติเป็น ๓ ชาตินั้นเป็นของใคร พูดขึ้นเมื่อไรก็ไม่รู้ เพิ่งปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรอยู่ใน คัมภีร์วิสุทธิมรรคเป็นแห่งแรก ; แต่เค้าเงื่อนดูจะมีมาก่อน นั้น. ถ้าอยากจะรู้เรื่องนี้ โดยละเอียดเราก็ไปดูตำราเรื่อง
น.96 อย่างคร่อมชาติ ที่ครูสอนกันอยู่ในโรงเรียน นักธรรมตลอดถึงคัมภีร์วิสุทธิมรรคเอง ก็จะมองเห็นการ อธิบายปฏิจจสมุปบาทในลักษณะคร่อม ๓ ชาติ. .. โดย หลัก ใหญ่ ก็คือเอาอวิชชากับสังขารเป็นอดีตเหตุในอดีตชาติ ; แล้วเอา วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา เป็น ปัจจุบันผลในปัจจุบันชาติ; แล้วก็เอาตัณหา อุปาทาน กับ ภพส่วนที่เป็นกรรมภพนี้มาเป็นปัจจุบันเหตุ ในปัจจุบันชาติ : แล้วก็เอาภพส่วนที่เป็นอุบัติภพกับชาติชรามรณะนั้น ไปเป็น อนาคตผล ในชาติหน้าโน้น มันจึงได้เป็น ๓ ชาติ. ทบทวนอีกก็ว่า ๑๑ ปัจจยาการนี้ เอา ๒ อันแรกไป ไว้ชาติอดีต, เอา ๘ อัน ตรงกลางมาไว้เป็นชาติปัจจุบัน, แล้วเอาอีก ๑ นี้หรือ ๒ ของผลนั้นไปไว้ในชาติที่จะมาทีหลัง, มันคร่อมชาติ ๓ ชาติอย่างนี้, และมีเงื่อนต่อเรียกว่าสนธิตรง ระหว่างอดีตชาติจะมาต่อกับปัจจุบันชาตินี้ที่หนึ่ง แล้ว ระหว่างตรงกลาง ของปัจจุบันชาติ ที่มันต่อกันระหว่างเหตุ กับผลนั้นอีกทีหนึ่ง, แล้วก็ไปต่อกันตรงที่ว่าปัจจุบันชาติ ไปต่อกับชาติ อนาคตนั้นก็อีกทีหนึ่ง ; มันมีสนธิชัด ๆ ลงไป อย่างนี้ แล้วยังมีแปลกใช้คำว่า "อัทธา" แปลว่ากาลไกล
น.97 ๗๕ เป็นอดีตัทธา ปัจจุบันนัทธา อนาคตัทธา นี้ผิดจากในบาลีที่ ไม่เคยมีปัจจุบันนัทธา จะมีก็แต่อดีตัทธา และ อนาตัทธา คือไกลฝ่ายอดีต และไกลฝ่ายอนาคต ; ส่วนปัจจุบันไม่พูดว่า ไกล. เดี๋ยวนี้เขาแปลคำ อัทธานี้ว่า "เวลา" เสีย มันก็เลยใช้ ได้ทั้ง ๓ กาละ คือทั้งอดีตทั้งปัจจุบันทั้งอนาคต. ทีนี้ก็จัดให้อาการต่าง ๆ ทั้ง ๑๑ อาการนั้นเป็นกิเลส บ้าง เป็นกรรมบ้าง เป็นวิบากบ้าง คืออวิชชาเป็นกิเลสใน อดีตชาติ, สังขารเป็นกรรมในอดีตชาติ, อิแล้วก็วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา เป็นวิบากทั้งหมดในปัจจุบัน ชาติ, ตัณหา อุปาทาน เป็นกิเลสในปัจจุบันชาติ, แล้วภพ ส่วนที่เป็นกรรมภพก็เป็นกรรมแห่งปัจจุบันชาติ ซึ่งก็จะปรุง ชาติอนาคต. ทีนี้ภพส่วนอุบัติภพ กับ ชาติ ชราก็กลาย เป็นวิบากในชาติอนาคต ; มันเลยได้อดีตชาติ ปัจจุบันชาติ อนาคตชาติเป็น ๓ ชาติอย่างนี้. อธิบายอย่างนี้เรียกว่าปฏิจจ สมุปบาทที่คร่อมไว้ถึง ๓ ชาติ ในวงเดียวสายเดียว กินเวลา ๓ ชาติ ลองคิดดู. เรื่องนี้ สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมพระวชิรญาณวงศ์ ท่านตรัสว่า “อธิบายกันผิดมาตั้งพันปีแล้ว. ท่านเชื่อ
น.98 ๗๖ อย่างนั้น แล้วท่านก็ไม่ทรงแน่ใจว่าจะอธิบายอย่างไรแน่ ท่านจึงสันนิษฐานว่ามันคงจะสักชาติเดียวละกระมัง. ทีนี้ ผมก็ยังคงเป็นเด็กดื้อ ที่จะดันทุรังถือเอาตามตัวหนังสือใน บาลีที่ว่ารอบหนึ่งของพฤติของจิต ในปฏิจจสมุปบาท นี้มัน เหมือนสายฟ้าแลบ เมื่อมันเกิดการปรุงแต่งด้วยอำนาจอวิชชา นี้เรียกว่ารอบหนึ่ง สายหนึ่ง. เพราะฉะนั้นปฏิจจสมุปบาท นั้นเพียงวันเดียวก็มีได้หลาย ๆ สิบปฏิจจสมุปบาท. การอธิบายอย่างคร่อม ๓ ชาติ นี้มันผิดไม่ตรงตาม พระบาลีที่เห็นอยู่ในบาลีเดิม ๆ ในพุทธภาษิตในสุตตันตะ ทั้งหลายอย่างหนึ่ง แล้วมันผิดเพราะนำมาซึ่งความคิดที่เป็น อัตตาหรืออาตมันซึ่งเป็นสัสสตทิฏฐินี้อีกอย่างหนึ่ง , แล้ว ที่ร้ายที่สุดมันผิดเพราะใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลยนี้อย่างหนึ่ง. การอธิบายปฏิจจสมุปบาทให้เป็น ๓ ชาติคร่อมกันนี้ ไม่มีประโยชน์อะไรเลย เพราะมันใช้ปฏิบัติอะไรไม่ได้. เมื่อ เหตุมันอยู่ชาติโน้น ผลมันอยู่ชาตินี้แล้วจะแก้ไขอะไรได้ ; แล้วเหตุมีอยู่ชาตินี้จะได้ผลต่อในชาติหน้า แล้วมันจะได้ ประโยชน์อะไรกับใคร นอกจากพวกที่ถือสัสสตทิฏฐิ แล้วก็ ฝันเอาเท่านั้นเอง.
น.99 ๗๗ เชิงภาพ อนึ่งลักษณะอย่างนี้ไม่ใช่สันทิฏฐิโก ไม่ใช่อกาลิโก ไม่ใช่ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ เพราะฉะนั้นจึงถือว่า อธิบายปฏิจจสมุปบาทคร่อม ๓ ชาตินี้ผิด เพราะไม่สบหลัก สันทิฏฐิโก อกาลิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ ด้วย ; และไม่เป็นประโยชน์อะไรด้วย เพราะใช้ปฏิบัติอะไรไม่ได้ ; เพราะนำมาซึ่งสัสสตทิฏฐิ ความเห็นว่าอัตตา ว่าตัวตน ฉะนั้นจึงขอให้เลิกเสียเถอะ แล้วไปถือเอาตามพระบาลีเดิมให้ ตรงตามตัวอักษร ให้ตรงตามอรรถะ ตรงตามพยัญชนะ. พระพุทธโฆษาจารย์ ทีนี้ก็จะพูดถึงพระพุทธโฆษาจารย์กันบ้าง เพราะ ผมได้พูดค้างไว้แล้วว่าจะพูดถึง. สำหรับพระพุทธโฆษาจารย์องค์นี้ พุทธบริษัทแทบ ทั้งหมดเชื่อว่าเป็นพระอรหันต์. ฟังให้ดี ๆ นะพระพุทธโฆษา- จารย์นั้นเขาเชื่อกันว่าเป็นพระอรหันต์ ทีนี้ผมไม่มีความเชื่อ อย่างไหนหมด : ผมดูแต่ว่าท่านทำอะไร, ท่านพูดอะไร, แล้ว อะไรเป็นประโยชน์ก็ถือว่าถูก, อะไรไม่เป็นประโยชน์ก็ถือว่า ผิด: โดยส่วนใหญ่จะเห็นว่าท่านเป็นผู้มีความรู้มากที่สุด แล้ว
น.100 ๗๘ ก็มีประโยชน์มากที่สุด อธิบายเรื่องที่มีประโยชน์ไว้หลายสิบ หลายร้อยเรื่อง แต่เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ผมไม่เห็นด้วยเลย เพราะพูดไปในรูปที่เป็นอาตมันเป็นศาสนาพราหมณ์ ไป ผมไม่ได้เคารพหรือเชื่อพระพุทธโฆษาจารย์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะมีส่วนที่ผมไม่เห็นด้วยอยู่หลายเปอร์เซ็นต์ เหมือนกัน : ผมจะเคารพได้ตั้ง ๙๐-๙๕ เปอร์เซ็นต์ คือว่า ในร้อยเรื่องนั้นเห็นด้วย ๙๕ เรื่อง แต่ ๔-๕ เรื่องนี้ไม่เห็น ด้วย เช่น เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นต้น. ถ้าพูดโดยน้ำหนัก แล้วก็จะเห็นว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาทเพียงเรื่องเดียวนี้มันจะ ทำลายน้ำหนักของเรื่องอื่นไปเสียทั้งหมดก็ได้. เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ยาก ยากเย็นลึกซึ้งด้วยเหตุ อะไรก็ตามใจ แต่ทุกคนยอมรับว่ายากเย็นลึกซึ้งจนถึงกับว่า พระพุทธโฆษาจารย์เมื่อจะอธิบายเรื่อง ปฏิจจสมุปบาทนี้ท่าน ถ่อมตัวท่านออกตัวน่าประหลาด ! ถ้าเรื่องอื่นแล้วท่านเปล่ง สีหนาทองอาจเป็นราชสีห์ ! เมื่อพระพุทธโฆษาจารย์ท่านจะ อธิบายเรื่องอะไรก็ตาม จะแต่งคัมภีร์อะไรก็ตาม จะขึ้น ปณามคาถา หรือคำเริ่มเรื่องอย่างองอาจเป็นราชสีห์. แต่ พอถึงเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ท่านกลับถ่อมตัว ในการถ่อมตัว
น.101 ๗๙ ของท่านนั้นแสดงความลังเล, แล้วออกตัวไว้เต็มที่ เพื่อจะ ไม่ให้มีทางผิดเข้ามาหาตัว. คำออกตัวของท่านเป็นคำประ- พันธ์ไพเราะมาก ผมจะอ่านตามตัวหนังสือที่ท่านได้เขียนไว้ เกี่ยวกับเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ว่า :- “การอธิบายอรรถะแห่งปฏิจจสมุปบาท ทำได้ ยากนัก สมดังที่โบราณาจารย์กล่าวไว้ว่า ธรรมะ ๔ เรื่อง คือสัจจะ ๑, สัตตะ ๑, ปฏิสนธิ ๑, และปัจจยาการ คือ ปฏิจจสมุปบาทนี้ ๑, นี้เป็นเรื่องที่เห็นได้ยาก เอามาพูดมา แสดงได้ยาก ข้าพเจ้าคำนวณโดยดน้ำหนักแล้วเห็นได้ว่าการ อธิบายเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้โดยง่ายเว้น เสียแต่จะทำโดยท่านผู้แตกฉานในอาคม และอธิคม. วันนี้ ข้าพเจ้าตั้งใจจะอธิบายปัจจยาการแห่งปฏิจจสมุป บาท แต่ก็ มิได้ไว้ใจว่าจะถึงความสมบูรณ์ของแก่น เพราะเป็นเหมือน กับการหยั่งลงไปในมหาสมุทร. แต่ว่าพระศาสนานี้มีนัยแห่ง การอธิบายที่อาจจะอธิบายได้มากมายหลายแง่หลายมุม, ทั้ง แนวที่ท่านบูรพาจารย์เคยอธิบายไว้ก็ยังมีอยู่ไม่สูญหายไป. อาศัยเหตุ ๒ ประการ นี้ข้าพเจ้าจักปรารภการ อธิบายให้กว้าง ขวาง ขอให้ท่านทั้งหลายจงสดับเถิด".
น.102 ๘๐ นี้คือคำออกตัวอย่างไพเราะที่สุดของพระพุทธ โฆษาจารย์ เมื่อท่านจะอธิบายเรื่องปฏิจจสมุปบาท. ถ้าอธิบาย เรื่องอื่นแล้วท่านองอาจเหมือนราชสีห์เลยไม่ออกตัว แล้วไม่ ขอโอกาสอะไรไว้เลย แต่อันนี้ท่านว่ามันยาก แต่กล้าทำเพราะ เหตุว่า ถือเสียว่าพระพุทธศาสนานี้อธิบายได้หลายแง่หลาย มุม เพราะฉะนั้นเราต้องอธิบายได้สักแง่หนึ่งมุมหนึ่ง ; แล้ว อีกประการหนึ่งก็คือ ว่าพระอาจารย์แต่ก่อน ๆ ก็ได้เคย อธิบายปฏิจจสมุปบาทไว้บ้างแล้ว ฉะนั้นเราก็ถือเอาคำอธิบาย นั้นได้. แต่ถึงอย่างนั้นท่านก็ยังลังเลว่าการกระทำครั้งนี้ของ ท่าน จะไม่ดิ่งลงถึงก้นสมุทร เหมือนมหาสมุทรมันลึกมากที่ เราจะหยั่งมันไม่ถึงกันอยู่นั่นเอง; ฉะนั้นที่ท่านอธิบายไว้มาก มายละเอียดลออเท่าไร ก็ไม่เป็นการรับรองว่าจะถึงกันของ มหาสมุทร. นี่สรุปแล้วเห็นว่าท่านยอมรับว่ามันยากอย่างยิ่ง แล้ว ท่านไม่แน่ใจว่าท่านจะหยั่งลงได้ถึงก้นสมุทร คือหัวใจของ เรื่อง คำอธิบายเก่า ๆ มีอยู่แล้ว แล้วท่านก็อาจจะอธิบายได้ แง่ใดแง่หนึ่งตามความปรารถนาของท่าน เพราะฉะนั้นจึงตัด สินใจอธิบายปฏิจจสมุปบาท และแล้วคำอธิบายของท่านมัน
น.103 ๘๑ ก็ปรากฏออกมาในรูปที่ว่าคร่อม ๓ ชาติ เพราะมีปฏิสนธิ วิญญาณจากอดีตชาติมาสู่ชาติปัจจุบัน และชาติปัจจุบันก็ทิ้ง ปฏิสนธิวิญญาณให้แก่ชาติต่อไป. เมื่อมีแววแห่งการคร่อม ๓ ชาติมาแล้วเช่นนี้ ต่อมาก็มีการขยายให้แรง ให้หนัก ให้ ชัดยิ่งขึ้นในโอกาสหลัง ๆ โดยพวกเรารุ่นหลัง ๆ นี่เอง เมื่ออธิบายกันแบบนี้ ปัญหามันเกิดขึ้นว่า เมื่อ กิเลสและกรรมเช่น อวิชชาและสังขารซึ่งเป็นกิเลสและกรรม แห่งชาตินี้ มันจะไปมีผลต่อชาติหน้าโน้น มันก็เป็นอันว่า ไม่มีวิบากของกรรมไหนที่เราจะได้รับในชาติที่ทำนั้นเลย ; ก็ แปลว่าเราไม่มีโอกาสได้รับผลกรรมทันชาติที่เรามีตาเห็นเลย. ผู้มีกิเลสหรือผู้ทำกรรมจะไม่ได้รับผลของกรรมในชาติปัจจุบัน ทันตาเห็นเลย ต้องรอไว้ต่อชาติหน้าเรื่อย. ถ้าท่านใช้คำว่า ชาติในภาษาธรรมเป็นอย่างที่ผม พูดเมื่อตะกี้แล้ว มันก็ได้รับผลทันตาเห็นทุกวัน ๆ ๆ เลยเป็น อกาลิโก เป็นสันทิฏฐิโกเต็มที่อย่างนี้. การที่จะไปยืนยันว่า กิเลสและกรรมในชาติอดีตให้ผลในชาติข้างหน้านี้มันก็ไม่ไหว อยู่แล้ว ; ทีนี้เมื่อกล่าวให้เป็นคน ๆ เดียวกัน ทั้งชาติอดีต
น.104 ๘๒ ชาติปัจจุบัน ชาติอนาคต มันก็กลายเป็นสัสสตทิฏฐิ เป็น อันตคาหิกทิฏฐิไป. มันก็เลยยิ่งขัดขวางกับเรื่องปฏิจจสมุป- บาทที่พระองค์ตรัสไว้ เพื่อจะทำลายสัสสตทิฏฐิ และ อันตคาหิกทิฏฐิ นั่นเอง. ความเสียหายใหญ่หลวง ก็คือเราหมดอิสระ- ภาพที่จะควบคุมกิเลสหรือกรรม เพราะมันอยู่เสียคนละชาติ กับเราเรื่อยไป. ชาตินี้เป็นวิบาก, ตัวเรานี้เป็นวิบาก, เรานั่ง อยู่ที่นี่เป็นวิบาก, แล้วต้นเหตุ ของวิบากนี้คือกรรมและกิเลส นี้อยู่ชาตินู้น ชาติที่แล้วมา ; แล้วกิเลสและกรรมที่ชาตินี้มัน จะไปมีผลเป็นวิบากชาติหน้าโน้น เราก็ ไม่ได้รับประโยชน์ อะไร. นี้เรียกว่าเราไม่มีอิสระภาพในการที่จะได้รับผลแห่ง การกระทำของเราทันตาเห็นในชาตินี้ ; คือไม่อาจจะทำอะไร แล้วได้รับผลเป็นที่พอใจในชาตินี้ได้ ถ้าอธิบายอย่างนี้ ทำกรรมในชาตินี้ต้องรอรับผลในชาติหน้า แล้วมัน จะน่าชื่นใจที่ตรงไหน ? นั่นแหละมันเป็นข้อที่ผิดหลักความ เป็น สวากขาตธรรม : สวากขาโต ภควตา ธมฺโม-ธรรม อันพระผู้มีพระภาคเจ้ากล่าวไว้ดีแล้ว เป็น สนทิฏฐิโก อกาลิ โก เอหิปฺสิโก ; นี้มันผิดไปหมดเลยไม่เป็นสันทิฏฐิโก,
น.105 ๘๓ ไม่เป็นอกาลิโก, ไม่เป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพ; เพราะอธิบาย คำว่าชาติผิด เกิดไปคร่อม ๓ ชาติขึ้นมาในปฏิจจสมุปบาท สายหนึ่ง, นี่อย่าลืมว่าภาษาที่ใช้นี้แหละทำยุ่ง ! เรื่องส่วนตัวพระพุทธโฆษาจารย์. ทีนี้จะวิจารณ์เรื่องส่วนตัวของพระพุทธโฆษาจารย์ กันบ้าง. ไม่ใช่จ้วงจาบ ไม่ใช่นินทา ไม่ใช่ใส่ร้าย; แต่เอา มาเป็นเหตุผลสำหรับประกอบการอธิบาย ปฏิจจสมุปบาท ของท่าน ซึ่งมันมีแง่ให้เราตั้งข้อสังเกต. เพียงแต่ตั้งข้อสังเกต ว่าพระพุทธโฆษาจารย์นั้น ท่านเป็นพราหมณ์ โดยกำเนิด, ท่านเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของพราหมณ์, ท่านจบไตรเพทอย่าง พราหมณ์คนหนึ่ง, มีวิญญาณอย่างพราหมณ์ แล้วจึงมาบวช ในพุทธศาสนานี้ แล้วได้รับสมมติกันในหมู่คนบางพวกว่า เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง เมื่อ พ.ศ. ร่วมพันปี. นักโบราณ คดีถือว่าท่านเกิดทางอินเดียใต้, มิใช่ชาวมคธ, บางพวกดึง ท่านมาเป็นมอญก็มี, ไม่เหมือนในอรรถกถา ที่ถือว่าท่านเป็น ชาวมัธยมประเทศ. ท่านเป็นพราหมณ์ โดยเลือดเนื้อ แล้ว
น.106 ๘๔ มาเป็นพระอรหันต์ในพุทธศาสนานี้ แล้วถ้าเกิดไปอธิบาย: ปฏิจจสมุปบาทของพุทธให้กลายเป็นพราหมณ์อย่างนี้ มันยิ่ง สมเหตุสมผล คือท่านเผลอไปก็ได้. ถ้าท่านเผลอท่านก็ไม่ใช่ พระอรหันต์เป็นแน่นอน. ข้อนี้จะว่าอย่างไรก็ต้องพูดอย่างที่ เรียกว่า ขอฝากไว้ให้ท่านผู้มีสติปัญญาพิจารณาดูเถิด. ทีนี้ของที่ประหลาด ๆ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ของ พระพุทธโฆษาจารย์นั้นยังมีอีกบางเรื่องดังที่ผมพูดเมื่อตะกี้นี้. เรื่องปฏิจจสมุปบาทคร่อม ๓ ชาตินี้ก็เรื่องหนึ่งแล้ว เราพูด กันเข้าใจแล้ว. ทีนี้ก็เรื่องที่ท่านอธิบายอะไร ๆ ในพุทธศาสนา กลับกลายไปเป็นพราหมณ์อย่างนี้มันมีอยู่หลายเรื่อง โดย เฉพาะอย่างยิ่งเช่นเรื่องโลก, หรือเรื่องโลกวิทู. เมื่อท่านอธิบายบทโลกวิทู ซึ่งเป็นพระพุทธคุณบท นี้ ท่านอธิบายโลกแบบโลกอย่างพราหมณ์ไปหมด ตามที่เขา พูดกันอยู่ก่อน. ท่านไม่อธิบายโลกอย่างที่พระพุทธเจ้าอธิบาย โลกอย่างพระพุทธเจ้าอบายนั้น ท่านอธิบายว่าโลกก็ดี เหตุ ให้เกิดโลกก็ดี ความดับสนิทแห่งโลกก็ดี ทางให้ถึงความดับ สนิทแห่งโลกก็ดี ตถาคตได้บัญญัติไว้ในร่างกายที่ยาวประมาณ วาหนึ่งที่ยังเป็น ๆ ที่มีสัญญาและใจ.
น.107 ๘๕ ข้อนี้หมายความว่าในร่างกายที่ยาววาหนึ่งเท่านั้น มี ทั้งโลก มีทั้งเหตุให้เกิดโลก มีทั้งความดับสนิทแห่งโลก และทางให้ถึงความดับสนิทแห่งโลก คือพรหมจรรย์ทั้งหมด มีอยู่ในร่างกายที่ยาววาหนึ่ง และเป็นร่างกายที่ยังเป็น ๆ อยู่ ; ตายแล้วไม่มี. ในร่างกายที่มีชีวิตมีความรู้สึกปกตินี้ในนั้น มันมีครบ. พระพุทธเจ้าท่านเป็น "โลกวิทู" เพราะท่าน รู้โลกอันนี้ : เพราะว่าโลกอันนี้คืออริยสัจจ์ทั้งสี่ : โลก, เหตุให้เกิดโลก, ความดับสนิทของโลก, ทางให้ถึงความดับ สนิทของโลก, มันคือเรื่องอริยสัจจ์ ถึงที่จะอธิบายโลกวิทูให้พระพุทธเจ้าหรือถวายพระ- พุทธเจ้า พระพุทธโฆษาจารย์ท่านไม่อธิบายโลกอย่างนี้. ที่ ท่านอธิบายนั้นผมว่ามันไม่เป็นพุทธ, คือท่านไปอธิบายโลก อย่างที่เป็นโอกาสโลกเหมือนที่เราได้ยินได้ฟังเรื่องปรัมปราใน ไตรภูมิพระร่วงอะไรทำนองนั้น. มันมาจากความเชื่อปรัมปรา ของพวกพราหมณ์ว่าโลกกลมเท่าไร กว้างเท่าไร ยาวเท่าไร จักรวาลโตเท่าไร แผ่นดินหนาเท่าไร น้ำหนาเท่าไร ลมหนา เท่าไรเขาพระสุเมรุสูงเท่าไร เขาบริวารสูงเท่าไร หิมวันต์ใหญ่ เท่าไรต้นหว้าใหญ่เท่าไร ไม้ประจำโลก ๗ ต้นเป็นอย่างไร ดวง
น.108 ๘๖ อาทิตย์ขนาดเท่าไร ดวงจันทร์ขนาดเท่าไร ทวีปอีก ๓ ทวีป ใหญ่เท่าไร ฯลฯ นี่มันไม่ใช่เรื่องของพุทธเลย. อธิบาย โอกาสโลกอย่างนี้ เพื่ออธิบายคำว่าโลกวิทู ว่าพระพุทธเจ้ารู้ เรื่องนี้อย่างนี้, นี่ผมไม่เชื่อเลย. นี่ขอให้คิดดู อธิบายโอกาส โลก อย่างนี้มันเป็นเรื่องของพราหมณ์, เรื่องของฮินดูเก่า ก่อนพุทธกาล. ทีนี้พออธิบายขึ้นมาถึงสัตว์โลก ท่านก็ไปอธิบาย เรื่องว่าคือสัตว์ทั้งหลายมีอินทรีย์ต่างกัน มีธุลีในนัยน์ตาน้อย บ้างมากบ้าง, อินทรีย์กล้าอ่อนบ้าง, รู้ง่ายบ้าง, รู้ยากบ้าง เป็นภัพพะบ้าง เป็นอภัพพะบ้าง ; ไม่มีโลกอริยสัจจ์ ๔ เลย. พออธิบายถึงสังขารโลก ท่านอธิบายแต่เพียงว่า พระพุทธเจ้าทรงทราบเรื่องนามรูป, เรื่องเวทนา เรื่องอาหาร, เรื่องอุปาทาน, เรื่องอายตนะ, เรื่องวิญญาณฐิติ, เรื่องโลก ธรรม ๘, เรื่องสัตตาวาส ๙, เรื่องอายตนะ ๑๐, และอายตนะ ๑๒, ธาตุ ๑๘, อย่างนี้ มันมีแต่เรื่องอย่างนี้ ; ไม่มีเรื่อง อริยสัจจ์ซึ่งอธิบายโลกครบทั้ง ๔ ความหมาย. เพราะเหตุดังกล่าวมาจึงถือว่า พระพุทธโฆษาจารย์ อธิบายคำว่าโลกวิทู นี้เป็นพราหมณ์โต้ง ๆ เสียเป็นส่วนใหญ่,
น.109 ๘๗ แล้วที่อธิบายเป็นพุทธบ้างก็กระเส็นกระสาย ไม่ตรงตัวโลก ทั้ง ๔ ความหมาย คือ โลกอย่างหนึ่ง, เหตุให้เกิดโลกอย่าง หนึ่ง, ความดับสนิทของโลกอย่างหนึ่ง, ทางให้ถึงความดับ สนิทของโลกอย่างหนึ่ง, ซึ่งมีอยู่ในร่างกายที่ยาวประมาณว่า หนึ่ง พร้อมทั้งสัญญาและใจซึ่งพระพุทธเจ้าท่านตรัสเอง ตรัส แล้วตรัสอีก. เมื่อท่านอธิบายอย่างนี้ ผมว่า "โลกวิทู" ตามแบบของพระพุทธโฆษาจารย์อย่างนี้ไม่เป็นพุทธ สมตาม ที่ว่าเป็นหัวใจของเรื่อง. ที่แท้นั้นเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี่แหละเป็นเรื่องอธิบาย โลก, อธิบายเหตุให้เกิดโลก, อธิบายความดับสนิทของโลก, ทางให้ถึงความดับสนิทของโลก, ไว้ในร่างกายที่ยาวประมาณ วาหนึ่ง. ข้อนี้หมายความว่าเรื่องปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทยวาร ก็ดี ฝ่ายนิโรธวารก็ดี มันมีอยู่ในคนที่ยังเป็น ๆ ที่ยาว ประมาณวาหนึ่งนี้. คนยังเป็น ๆ ยังไม่ตายยาวประมาณ วาหนึ่งนี้มีปฏิจจสมุปบาททั้งฝ่ายสมุทยวาร ทั้งฝ่ายนิโรธวาร อยู่ในนั้น แล้วไม่มีทางที่จะเป็นอัตตาตัวตนสัตว์บุคคล อะไรได้.
น.110 ๘๘ ที่นี้ยังมีเรื่องบางเรื่องที่ว่าทำความยุ่งยากเช่น จตุปาริสุทธิศีล, หรือศีล ๔ อย่างนี้ก็ไม่เคยพบในที่อื่น นอกจากในคัมภีร์ของพระพุทธโฆษาจารย์ : ท่านไปดึงเอา อินทรีย์สังวรมาเป็นศีลข้อหนึ่ง, แล้วทำให้นักเรียนเรียน ลำบาก ; แล้วไปดึงเอาอาชีวปริสุทธิมาเป็นศีลข้อหนึ่งซึ่งทำ ความลำบาก ; แล้วไปดึงเอาปัจจเวกขณ์ปัจจัยทั้งสี่คือจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ เภสัช มาเป็นศีลอีกข้อหนึ่ง; มันทำ ให้เป็นศีลที่มีความหมายก้าวก่ายกันยุ่งไปหมด ลำบากแก่การ ศึกษาที่มีหลักมีเกณฑ์. การบัญญัติศีลอย่างนี้ไม่มีในพระบาลี มีแต่ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคของพระพุทธโฆษาจารย์อย่างนี้ เป็นต้น. เรื่องอื่น ๆ เช่นเรื่องนิพพาน ๒ อธิบายอย่างพระ- อรหันต์ตายแล้วจึงจะเป็นอนุปาทิเสสนิพพาน ; พระอรหันต์ ที่ยังเป็นอยู่เป็นสอุปาทิเสสนิพพาน ; นี้ยืนยันมากในคัมภีร์ วิสุทธิมรรค แล้วก็ ไม่ตรงตามพระบาลีในพระไตรปิฎก เช่น ในอิติวุตตกะเป็นต้น. มีเรื่องหลายเรื่องที่ว่าเราไม่อาจจะเห็น ด้วยกับพระพุทธโฆษาจารย์นี้ : ผมไม่เห็นด้วยเต็มที่ ทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะมีส่วนที่ยังไม่เข้าใจ หรือว่าปรับกันไม่ได้
น.111 ๘๙ อย่างนี้. นี่ผมพูดมากไปก็ถูกด่าโดยผู้ที่เขาถือว่าพระพุทธ- โฆษาจารย์เป็นพระอรหันต์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์. แต่เราแอบ มาพูดกันแต่พวกเรา ก็เอาไปวิจารณ์ดูไม่ต้องเชื่อผมก็ได้. ต่อไปนี้จะพูดถึง เหตุผลที่ว่าเรื่องปฏิจจสมุปบาท นี้ไม่ใช่เรื่องที่คร่อม ๓ ชาติแน่, แล้วมันมีเหตุผลอย่างไร ? มันมีเหตุผลมากเหลือเกิน. ข้อ ๑. เหตุผลอันแรกก็เกี่ยวกับภาษาคนภาษาธรรม นั่นเอง ; ปฏิจจสมุปบาทไม่ใช่ภาษาคนแน่ ตะกี้ก็พูดที่หนึ่ง แล้ว ถ้าเรื่องปฏิจจสมุปบาทเป็นภาษาคน เรื่องก็จะเป็นไปว่า พอพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วจะต้องสิ้นพระชนม์คาต้นโพธิ์นั้น เอง : พออวิชชาดับ, สังขารดับ, วิญญาณดับ, นามรูปก็ดับ ; ก็ตายกันที่ตรงนั้นเอง. นี่แหละคือข้อที่แสดงว่า เรื่องปฏิจจ- สมุปบาทไม่ใช่คำพูดในภาษาคน. อวิชชาดับ สังขารดับ วิญญาณดับ นามรูปดับ พระพุทธเจ้าก็ยังไม่ได้สิ้นพระชนม์ที่ ตรงนั้น, ยังอยู่ต่อไปอีก ๔๕ ปีสอนพวกเรา. คำที่ใช้ใน ภาษาปฏิจจสมุปบาทนั้นไม่ใช่ภาษาคนอย่างนี้เอง. ถึงแม้ปฏิจจสมุปบาทในฝ่ายเกิดก็เหมือนกัน : อวิชชา เกิด สังขารเกิด วิญญาณเกิด นามรูปเกิดอย่างนี้ มันไม่ใช่
น.112 ๙๐ เกิดอย่างภาษาคน เพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัสยืนยันว่า เมื่อ เวทนาเกิดเป็นนันทิแล้วเกิดตัณหา อุปาทาน ภพชาติ ; คนก็ ไม่ได้ตายทางร่างกายคนก็ไม่ได้เกิดทางร่างกาย, คน ๆ นั้นก็ ยังเป็นอย่างนั้น แต่ว่าในใจของเขานั้นมีเกิดมีดับ; มีตัวกูเกิด มีตัวกูดับ ; ฉะนั้นคำว่านามรูปในกรณีนี้ มันหมายถึง นามรูปในภาษาธรรม. นามรูปภาษาคน คือกายกับใจที่เรา มีกันอยู่ตลอดเวลา เรียกว่าเกิดแล้วตั้งอยู่ตลอดเวลา. นี่เป็น ภาษาปุถุชนอย่างยิ่ง ว่าเกิดแล้วตั้งอยู่ตลอดเวลา. ภาษา ปรมัตถ์เพื่อ อภิธรรมเพื่อ ก็ว่าเกิดถี่ยิบอยู่ทุกขณะจิต. แต่ ภาษาพระพุทธเจ้าที่เป็นภาษาธรรมแท้เกี่ยวกับเรื่องนี้กล่าวว่า เกิดอยู่ทุกที่ที่กระทบอารมณ์ทางอายตนะแล้วก็มีอวิช ชาเป็น เจ้าเรือน จนกว่าจะดับไปด้วยกันครั้งหนึ่ง ๆ ทีนี้ถ้าถือเอา โดยภาษาคนตลอดสายของปฏิจจสมุปบาทแล้ว ในสายหนึ่งนี้ จะมีเกิด ๒ หน; เลยกลายเป็นเรื่องที่เข้าใจไม่ได้; นั่นแหละ ทำให้ต้องอธิบายเป็น ๓ ภพ ๓ ชาติต่อไปจนเป็นสัสสตทิฏฐิ นี่แหละภาษาคนกับภาษาธรรมต่างกันอย่างนี้ ในตอนนี้ผมจะพูดเรื่องที่เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด ที่มันแตกต่างกันเหลือประมาณระหว่างภาษาคนกับภาษา
น.113 ๙๑ ธรรม คือจะยกตัวอย่างด้วยคำว่า สัมภเวสี. เมื่อเรากรวด น้ำเราว่า, ภูตา วา สมฺภเวสี วา สพฺเพ สตฺตา ภวน . ตุ สุขิตตฺตา ดังนี้เป็นต้น. นี้หมายความว่ามีสัตว์อยู่ ๒ ประเภท : สัตว์ ภูตาคือสัตว์ที่เกิดแล้วหนึ่ง ; สัมภเวสี คือสัตว์ที่กำลังแสวง หาที่เกิดเพื่อจะเกิดหนึ่ง. โดยทั่วไปในเมืองไทยหรือใน ประเทศไหนก็ตามเขาอธิบายอย่างนี้ ว่าที่เกิดแล้วเป็น ๆ เช่น พวกเราที่นั่งอยู่ได้ นี้เรียกว่าภูตา, คือเกิดแล้ว. ส่วน สัมภเวสีนั้นมันเป็นเพียงวิญญาณ ไม่มีร่างกายเที่ยวลอยล่อง อยู่ในอากาศธาตุ เที่ยวหาที่เกิด; เป็นวิญญาณเที่ยวหาที่เกิด; นั่นเขาเรียกว่าสัมภเวสี. คำอธิบายนี้เป็นภาษาคนธรรมดา, แล้วยังเป็นฝ่าย อื่นด้วยคือไม่ใช่ฝ่ายพุทธ ; เพราะฝ่ายพุทธไม่ได้ยืนยันว่ามี วิญญาณตัวตนอย่างนั้นเที่ยวลอยล่องเป็นตัวเป็นตนเที่ยวหาที่ เกิดอย่างนั้น มีแต่ในพวกสัสสตทิฏฐิ ; ในศาสนาพุทธไม่มี. สิ่งที่เรียกว่า "วิญญาณ" ต้องเป็นปฏิจจสมุปบั่นนธรรมเสมอ: เกิดดับตามเหตุปัจจัยเฉพาะหน้าเสมอ, วิญญาณลอยล่องอย่าง นั้นไม่มี ; เพราะฉะนั้นสัมภเวสีอย่างภาษาคนของพวกนั้นไม่ ใช่สัมภเวสีในพุทธศาสนา. นี้ตามความเห็นของผม ! สัมภเวสี
น.114 ๙๒ ในความหมายของพุทธศาสนานี้ มีความหมายในทางภาษา ธรรม แตกต่างออกมาจากนั้นไม่เหมือนกันเลย : สัมภเวสี คือจิตของคนปุถุชนธรรมดาในเวลาที่ยังไม่มีตัณหาอุปาทาน ยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวเป็นตน. นี่ถ้าฟังไม่ดีไม่รู้เรื่องนะ ; คือในวันหนึ่ง ๆ ตาม ปกติของคนเรานี้บางเวลาเรามีตัณหาอุปาทานยึดมั่นเป็นตัวกู เป็นของกูขึ้นมา ; แต่เวลาส่วนมากมันเฉย ๆ นะ; เช่นคุณ นั่งอยู่นี้มันไม่มีตัวมีตนดอก เพราะไม่ได้มีตัณหาอุปาทาน อะไร : นั่งอยู่ตามปกติใจคอตามปกติ จิตว่างตามปกติ นั่งฟัง ผมพูด; แต่บางเวลาคุณมีตัณหาอุปาทานที่เดือดจัดจนเกิด ; ทุกข์. มันมีอยู่ ๒ อย่างอย่างนี้ : ในเวลาใดเกิดตัณหาอุปาทาน เป็นตัวกูเร่า ๆ ร้อน ๆ อยู่นั่นแหละเป็น “ภูตา" คือเกิดแล้ว ; ซึ่งเวลาปกติมันเป็นสัมภเวสีรอจนกว่าเมื่อไร จะมีการเกิด เตรียมพร้อมที่จะเกิด นี่แหละสัตว์ทั้งสองพวกนี้ควรกรวดน้ำ อุทิศให้มัน : เมื่อเกิดอยู่ก็โง่ ส่วนที่ไม่ได้เกิดอยู่ก็ไม่รู้อะไร. ถ้าพูดภาษาอภิธรรมกันหน่อยก็ว่า จิตที่มันมิได้ อยู่ในภวังค์ คือว่าตื่นจากภวังค์ มี อาวัชชนะบ้าง แต่ไม่ถึง กับเป็นตัวกู-ของกู ; เป็นจิตธรรมดาไม่มีกระแสแห่งปฏิจจ-
น.115 ๕๓ สมุปบาท, เป็นจิตที่ว่างอยู่เองตามธรรมชาติตามธรรมดาใน ชีวิตคนธรรมดาสามัญทั่วไปนี้คือ สัมภเวสี นี้หมายความว่า เมื่อคนมีความรู้สึกคิดนึกอยู่ตาม ธรรมดาไม่เกิดกิเลสตัณ หา เป็นตัวกู-ของกู นั่นแหละเป็นสัมภเวสี. คุณก็สัมภเวสี ใคร ก็สัมภเวสี คือมันรอว่าเมื่อไหร่จะเกิดตัวกู-ของกู : เป็น สัมภเวสีที่น่าสงสาร คือ พร้อมที่จะเกิดตัวกู-ของกูเมื่อไร ก็ได้. ทีนี้พอได้อารมณ์ สบเหมาะเผลอสติไป มีอวิชชา ครอบงำ เกิดเป็นตัวกู-ของกูขึ้นมา นี้เป็นภูตา ก็น่าสงสาร อย่างยิ่งขึ้นไปอีก : ควรได้รับความเมตตาปรานี กรวดน้ำ อุทิศให้มันทั้งภูตาและสัมภเวสี แต่ว่าเมื่อมันมีตัวกู-ของกู จัดขึ้นมาเป็นภูตา เดี๋ยวมันก็หมดฤทธิ์ เช่นมันโกรธหรือ มันรักขึ้นมาเดี๋ยวไม่ถึงชั่วโมงมันก็หมดฤทธิ์แล้ว ภูตาตายไป อีกกลายเป็นสัมภเวสีอีก; แล้วสัมภเวสี รอเวลาอยู่อย่างนั้น เดี๋ยวก็มีภูตาเป็นตัวกู-ของกูขึ้นมาอีกด้วยรักบ้าง ด้วยโกรธ บ้าง ด้วยเกลียดบ้าง ด้วยกลัวบ้าง ด้วยอะไร ๆ ที่เป็น ปฏิจจสมุปบาทขึ้นมาที่หนึ่งก็เป็นภูตาทีหนึ่ง แล้วประเดี๋ยว เหตุปัจจัยของกรณีนั้นเสื่อมสลายดับตายลงไป มันก็ไปเป็น สัมภเวสีอีก
น.116 ๕๔ นี่ผมยืนยันว่าสัมภเวสีอย่างนี้มันเป็นเรื่องที่ใช้ ประโยชน์ได้ปฏิบัติได้ ควบคุมได้ อะไร ๆ ได้ แล้วก็มีประโยชน์; มันต่างกันกับสัมภเวสีที่เขาพูดว่า พอคนตายเอาร่างใส่โลง แล้ววิญญาณเที่ยวลอยล่องหาที่เกิดนั้นเป็นสัมภเวสี. ผมไม่ ถือว่าอย่างนั้นเป็นสัมภเวสี ; แล้วก็ไม่เกี่ยวข้องด้วย เพราะ มันไม่มีประโยชน์อะไร แล้วก็มองเห็นไม่ได้ เข้าใจไม่ได้ ต้องเชื่อตามคนอื่น ; แล้วยังแถมเป็นสัมภเวสีสัสสตทิฏฐิ อีกด้วย. ทีนี้บาลีที่จะช่วยรับสมอ้างในความคิดเห็นอันแหวก แนวของผมอย่างนี้มันมี คือพระบาลีเรื่องอาหาร ๔ ในสูตร ที่ ๓-๔ มหาวัดค์, อภิสมัยสังยุตต์ (๑๖/๑๑๘/๒๔๐). พระ พุทธเจ้าตรัสอาหาร ๔ คือ กวพิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร คุณเรียนนักธรรมโทกัน มาแล้วคุณก็จำได้แม่นอยู่แล้วว่า อาหาร ๔ นั้นคืออะไร แล้ว อาหาร ๔ นี้พระพุทธเจ้าตรัสว่า ภูตานํ สตฺตานํ ธิติยา เพื่อความตั้งอยู่ ได้แห่งสัตว์ที่เกิดขึ้นแล้ว คือภูตสัตว์ ; สมุภ. เวสีนํ สตฺตานํ อนุดหาย เพื่อความอนุเคราะห์แก่สัตว์ที่ ยังเป็นสัมภเวสี.
น.117 ๕๕ อาหารทั้งสี่นี้ทรงอธิบายพร้อมทั้งอุปมาอันแสดง ให้เห็นว่าเป็นเรื่องในชีวิตประจำวันของคนเป็น ๆ ใน วันหนึ่ง ๆ ทั้ง ๔ อาหาร ; ดังนั้นสัตว์ทั้งสองชนิดนั้น ก็คือ คนเราในวันหนึ่ง ๆ อาหาร ๔ นี้ทำหน้าที่อนุเคราะห์ เท่านั้นเองแก่พวกสัมภเวสี ; แต่ว่าทำหน้าที่ที่จำเป็นอย่างยิ่ง คือเป็นที่ตั้งที่รองรับภูตสัตว์ที่เกิดแล้ว ; มันไม่เหมือนกัน อย่างนี้ ตัวอย่างนี้ชักมาเพื่อให้เข้าใจว่าแม้แต่คำว่าสัมภเวสี กับคำว่า ภูตา ก็ยังมีความหมายเป็น ๒ แบบ : แบบภาษาคน แบบหนึ่ง ; แบบภาษาธรรมแบบหนึ่ง ; และแบบซึ่งจะใช้ เป็นประโยชน์ได้ในการศึกษาธรรมและปฏิบัติธรรมและอยู่ ในอำนาจที่เราควบคุมได้เกี่ยวข้องได้อะไรได้นี้ มันต้องอธิบาย ในแบบภาษาธรรม. ดูมันออกจะประหลาดซึ่งทุกคนตาม ปกติยังไม่มีกิเลสเกิดนี้เป็นสัมภเวสี พอกิเลสเกิดมีตัณหา อุปาทาน ก็กลายเป็นภูตสัตว์ไป; ฉะนั้นคนที่ยังไม่สิ้นภพ สิ้นชาติคนเดียวกันนั่นแหละ เดี๋ยวเป็นสัมภเวสี เตี๋ยวเป็น ภูตสัตว์, เดี๋ยวเป็นสัมภเวสี เดี๋ยวเป็นภูตสัตว์.
น.118 ๙๖ ทีนี้เราต้องการจะระงับเสียทั้งภูตสัตว์และสัมภเวสี ก็ต้องอาศัยการปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักของปฏิจจสมุปบาท : อย่าให้มีตัวตน อย่าให้มีตัวกูเกิดอย่างเต็มรูปหรือว่าเกิดชนิด ที่รอเวลาอย่างสัมภเวสีนั้นด้วย; หมายความว่าอย่าเป็น ทั้งสัมภเวสี อย่าเป็นทั้งภูตสัตว์ ก็เพิ่งจะกำจัดอาหารทั้ง ๔ ให้หมดไป อย่าให้มีความหมาย อย่าให้อาหารทั้ง ๔ ปรุงแต่ง ได้; นี้คือความรู้เรื่องปฏิจจสมุปบาทให้ประโยชน์อย่างนี้. นี้ภาษาคนกับภาษาธรรมที่เกี่ยวกับคำว่าสัมภเวสี. ทีนี้ไหน ๆ ก็พูดแล้วไม่กลัวเสียเวลาแล้วพูดกันไป เรื่อยดีกว่า : จะยกตัวอย่างภาษาธรรมอีกสักคำหนึ่ง คือ คำ ว่าทุกข์. ความทุกข์นี้มันมีอยู่หลายระดับ : ในภาษาธรรมชั้น สูงสุดก็คือคำว่าทุกข์ในปฏิจจสมุปบาทนั่นแหละ. ในบาลี ปฏิจจสมุปบาทมีคำว่าทุกข์, มีการเกิดขึ้นแห่งทุกข์, การดับ ลงแห่งทุกข์, ซึ่งเป็นปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทยวารและฝ่าย นิโรธวาร. คำว่าทุกข์ในกรณีนี้ไม่เหมือนใครอื่น : มีความ หมายใช้เฉพาะแต่ในเรื่องปฏิจจสมุปบาท เพราะมันผิดจาก ที่อื่นเขา. ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทยวาร คือฝ่ายเกิดขึ้นนั้น
น.119 ๙๗ ก็คือ อวิชชาให้เกิดสังขาร สังขารให้เกิดวิญญาณ ไปจน ถึงเกิดทุกข์นั้น นี้เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทยวาร. ปฏิจจสมุปบาททั้งสายส่วนนี้บัญญัติไว้เป็นมิจฉาปฏิ- ปทา ไปดูในบาลีสูตรที่ ๓ พุทธวรรค นิทาน. สํ. ๑๖/๕/ ๒๐. มิจฉาปฏิปทา คืออะไร? มิจฉาปฏิปทา คือปฏิจจ- สมุปบาทฝ่ายสมุทย์วารเกิดขึ้นเป็นทุกข์. แล้วสัมมาปฏิปทา ความถูกต้องคืออะไร? ก็คือปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวาร ดับลง ๆ จนหมดทุกข์; เรียกว่าสัมมาปฏิปทา คือฝ่ายความ ถูกต้องฝ่ายที่เกิดขึ้น ๆ นั้นเป็นมิจฉัตตะ คือฝ่ายผิด. ทีนี้คำว่า "ทุกข์"ในฝ่ายสมุทยวารก็มีการเกิดขึ้นแห่ง ทุกข์; ฝ่ายนิโรธวารก็มีการดับลงแห่งทุกข์. คำว่าทุกข์ใน กรณีนี้ไม่เหมือนใครเพราะมันหมายเอาเฉพาะการเป็นทุกข์ ที่มีอุปาทานยึดถือแล้วเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้น บุญก็เป็นทุกข์ บาปก็เป็นทุกข์ อเนญชาก็เป็นทุกข์; อย่างที่จำแนกไว้ว่า ปุญญาภิสังขาร, อปุญญาภิสังขาร, อเนญชาภิสังขาร. คำว่าสังขารของปฏิจจสมุปบาทนั้นมันเป็นที่ตั้งของ ทุกข์ทั้งนั้นเลย เพราะสังขารคำนี้เป็นคำที่หมายถึงปัจจัย
น.120 ๙๘ ที่จะส่งไปถึงความทุกข์. ปุญญาภิสังขารจึงเป็นไปเพื่อทุกข์ ; แต่ชาวบ้านไม่เข้าใจอย่างนั้น ; เขาเข้าใจว่าบุญแล้วก็ต้อง เป็นเรื่องสุข. นี้เป็นพวกปุญญาภิสังขารที่ปรุงแต่งบุญ ทำให้ ได้บุญขึ้นมา. ส่วนอปุญญาภิสังขาร ปรุงแต่งบาปได้บาป ขึ้นมา อเนญชาภิสังขาร ปรุงแต่งภาวะไม่หวั่นไหว ได้ความ ไม่หวั่นไหวขึ้นมา. ทั้ง ๓ อย่างนี้ยังเป็นทุกข์ เพราะว่า มันเป็นที่ตั้งของอุปาทาน : อุปาทาน ยึดครองบุญ ยึด ครองบาป ยึดครองอเนญชา ทั้ง ๓ อย่างจึงเป็นทุกข์หมด เพราะฉะนั้น คำว่าทุกข์ ในปฏิจจสมุปบาทมีความหมายเป็น พิเศษกว่าความทุกข์ในที่อื่น. บาปนั้นเป็นมิจฉัตตะ เป็นทุกข์ก็ง่ายแล้ว ; แต่ว่า บุญหรืออเนญชาก็ยังเป็นทุกข์ และเป็นมิจฉัตตะอยู่นั่นแหละ; แม้ว่าจะปืนบุญหรืออเนญชาก็ยังเป็นมิจฉัตตะ เพราะว่ามัน กำลังเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน. สำหรับอเนญชานั้นที่จริงมันก็ เอียงไปในทางเป็นบุญ แต่เขาไม่เรียกว่าบุญ เรียกเป็นความ ไม่หวั่นไหว ไม่กระดุกกระดิกไปตามบาปและบุญ แต่ยังมีตัวกู พวกอเนญชานี้ก็คือที่ชอบเรียกกันว่า "พรหม" ทั้งหลาย. พวกนี้ก็ยังมีตัวกู ไม่ติดบาปติดบุญอะไร แต่มี
น.121 ๙๙ ตัวกู ; ถึงแม้จะไม่หวั่นไหว มีจิตไม่หวั่นไหวในฌานใน สมาบัติอยู่แล้วก็ยังเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน เพราะมีตัวกู : มือเนญชาของกูมันก็เป็นทุกข์. ฉะนั้นจึงขอให้ถือว่า คำว่า บุญหรือคำว่าทุกข์นี้สับสนกันหมดเลย. ชาวบ้านพูดว่าบุญแล้วก็ต้องเป็นสุขและดี แต่ภาษา ปฏิจจสมุปบาทแล้วเป็นทุกข์เหมือนกันหมด : บุญก็เป็นทุกข์ ดีก็เป็นทุกข์ กุศลก็เป็นทุกข์ เพราะว่าถูกปรุงขึ้นมาแล้วก็ ปรุงต่อไป เพราะฉะนั้นจึงจะจัดเป็นปฏิจจสมุปบั่นนธรรม ที่จะต้องเป็นทุกข์. ถ้าเรามองเห็นเข้าใจจนยอมรับว่า ภาษาคน กับภาษาธรรมต่างตรงกันข้ามกันอย่างนี้ ; แล้วเลือกเอา ภาษาธรรมมาใช้กับปฏิจจสมุปบาทแล้ว ก็จะเข้าใจปฏิจจ- สมุปบาทได้ง่ายเข้า. ข้อ ๒. ทีนี้ก็มาถึงตอนที่มันยาก เข้าใจยากอยู่นิด หน่อยว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้มันจำกัดความไว้เฉพาะแต่ใน ขอบเขตของการยึดมั่นถือมั่นเท่านั้น : มิได้หมายความว่าถ้า มีชีวิตจิตใจมีความรู้สึกคิดนึกได้แล้ว จะเป็นปฏิจจสมุปบาท ไปหมด เพราะฉะนั้นกฎเกณฑ์ของปฏิจจสมุปบาทไม่ใช้ แก่เด็กในครรภ์.
น.122 ๑๐๐ เพื่อจำง่ายก็พูดอย่างนี้ดีกว่า ว่าหลักเกณฑ์เรื่อง ปฏิจจสมุปบาทนี้ เราไม่ใช้แก่เด็กในครรภ์ เพราะเด็ก ในครรภ์ยังไม่มีความรู้สึกชัดเจนถึงกับจะมีอวิชชา ตัณหา อุปาทานได้. มีพระบาลีที่กล่าวเกี่ยวแก่การเกิดของเด็กจน กว่าจะเกิดปฏิจจสมุปบาท คือบาลีมหาตัณหาสังขยสูตร มูลบัณณาสก์ มัชฌิมนิกาย (๑๒/๔๘๗/๔๕๒) ; ให้คำอธิบาย ความข้อนี้ไว้ชัดเจนที่สุด. พระพุทธเจ้าตรัสว่า ชีวิตคน มันตั้งต้นขึ้นมาอย่างไร. ตรัสว่าเมื่อบิดามารดาอยู่ร่วมกัน แล้วมารดาก็มีระดู แล้ว แล้วมีคันธัพพะเข้าไปตั้งอยู่เฉพาะสัตว์จึงจะเกิด. ถ้าบิดา มารดาไม่อยู่ร่วมกัน มันก็ไม่มีโอกาสจะเกิด ; บิดามารดาอยู่ ร่วมกัน แต่มารดาไม่มีระดูแล้ว มันก็ไม่มีทางจะเกิด ; หรือว่า อยู่ร่วมกันมีระดูแล้วแต่ถ้าคันธัพพะไม่เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะมันก็ ไม่เกิดเหมือนกัน มันต้องประกอบด้วยองค์ ๓ : บิดามารดา อยู่ร่วมกัน มารดามีระดูแล้ว แล้วก็คันธัพพะ ซึ่งไม่รู้ว่า จะแปลว่าอะไรเป็นภาษาไทย ก็เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะ ถ้าพูด อย่างวิชาสมัยนี้ก็ว่าคันธัพพะนี้ก็หมายถึงเชื้อของฝ่ายบิดาแล้ว มันเข้าไปตั้งอยู่เฉพาะในไข่ของมารดา ต้องมีอย่างนั้นมันจึง
น.123 ๑๐๑ จะเกิดสัตว์ขึ้นมาได้. ถ้าบิดามารดาอยู่ร่วมกันและมารดาก็มี ระดูแล้ว แต่ว่าคันธัพพะ ไม่เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะมันก็เกิด ไม่ได้ คือว่าเชื้อบิดาไม่ได้ผสมในไข่ฝ่ายมารดามันก็เกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงว่าต้องครบทั้ง ๓ อย่าง แล้วมันก็ตั้งครรภ์ขึ้น มาได้. ทีนี้พอครรภ์แก่ ๙ เดือนบ้าง ๑๐ เดือนบ้าง แล้ว มารดาก็คลอดบุตร ; มารดาคลอดบุตรออกมาแล้ว โตเป็น เด็กทารกแล้วเล่นของเล่น เล่นทราย เล่นดิน อย่างเด็ก เล่น, นี่ก็ยังเฉยอยู่ ; จนกระทั่งเด็กที่เป็นขนาดกุมารแล้วนี้ ได้รับการบำเรอ ทางรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส แล้วเกิดความ ยินดียินร้าย ; นี่แหละปฏิจจสมุปบาทจึงจะตั้งต้น. ปฏิจจสมุปบาทชนิดนี้ไม่อาจจะตั้งต้นแก่เด็กในครรภ์ หรือแก่เด็กที่ยังเล็กเกินไป ปฏิจจสมุปบาทจะตั้งต้นได้เฉพาะ เด็กที่เริ่มมีความรู้สึกรู้จักในทางยึดมั่นถือมั่น ฉะนั้นจึงมีบาลี เขียนไว้ชัด เป็นพระพุทธภาษิตตรัสไว้ชัดว่า โส (กุมาโร) จกขุนา รูํป ทิสฺวา ปี่ยรูเป รูเป สารชฺชติ - กุมารนั้นครั้นเห็น รูปด้วยจักษุแล้ว ย่อมมีความกำหนัดในรูปอันเป็นที่รัก, อปฺปียรูเป รูเป พฺยาปชฺชติ - ย่อมมีความขัดเคืองในรูปอัน
น.124 ๑๐๒ ไม่เป็นที่รัก ; อนุปฏฺจิตกายสติ จ วิหรติ - เขาอยู่ด้วยกายสติ ที่ไม่ได้เข้าไปตั้งไว้ คือไม่มีสติ ; ปริตฺตเจตโส - มีจิตเบา คือปราศจากความรู้ ปราศจากวิชชา เต็มไปด้วยอกุศล ; ตญจ เจโตวิมุตฺติ ปญฺญาวิมุตติ ยถาภูติ นปปชานาติ - เขาไม่รู้จัก เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ ตามที่เป็นจริง ; ยตฺถสฺส เต ปาปกา อกุสลา ธมฺมา อปริ เสสา นิรฺุณฺติ - ชนิดที่รู้แล้ว บาป อกุศลธรรมทั้งปวงจะดับไปไม่มีเหลือ นี่ฟังดูให้ดี ผมจะทบทวนเฉพาะแต่ภาษาไทยเอาใจ ความอีกครั้งหนึ่งว่า เด็กอยู่ในครรภ์ ครบกำหนดคลอด ออกมา ; ยังเล็กอยู่ เล่นดินเล่นทรายไปตามเรื่องจนกว่าจะถึง ระยะหนึ่ง ซึ่งเด็กนั้นได้รับการเกี่ยวข้องกับกามคุณ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ; เมื่อเห็นรูปที่น่ารักก็รักหรือ กำหนัด เมื่อเห็นรูปที่ไม่น่ารักก็ขัดเคือง ; เขาอยู่ด้วยจิตใจ ที่ปราศจากสติที่ตั้งไว้ดีแล้ว, หมายความว่าไม่มีความรู้เรื่อง ที่จะตั้งสติไว้อย่างไร มีแต่อวิชชา มีจิตใจที่เบาหวิวไปตาม อารมณ์ที่มากระทบ. ที่แปลกประหลาดอย่างยิ่งตรงนี้ ก็มีว่า กุมารนั้นไม่รู้ เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ ตามที่เป็นจริงชนิดที่จะดับบาปอกุศล
น.125 ๑๐๓ ทั้งหลายได้ ; นี้มันน่าหัว ; แต่ว่ามันจริงที่สุดคือ เด็กกุมาร นี้ไม่เคยรู้เรื่อง เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ คือวิธีที่จะทำจิตให้ว่าง, ให้ปล่อยวางกิเลสจากอารมณ์ ; มันไม่รู้อะไรในเรื่องนี้เลย, แปลว่าเด็กนั้นไม่รู้เรื่องวิมุติเลย แล้วก็ไม่มีสติด้วย. ทีนี้เด็กนั้นมันถึงพร้อมอยู่ด้วยอนุโรธะและวิโรธะ คือยินดียินร้ายกลับไปกลับมาอยู่อย่างนี้; ได้เสวยเวทนาอัน เป็นสุขบ้าง อันเป็นทุกข์บ้าง เป็นอทุกขมสุขบ้าง ; เด็กนั้น ก็ยินดีเพลิดเพลิน กล่าวสรรเสริญมัวหมกอยู่ในเวทนานั้น ; เมื่อเป็นเช่นนั้น นันทิย่อมเกิดขึ้นแก่กุมารนั้น. นันทิใด ในเวทนาทั้งหลาย ; นั่นคืออุปาทาน. เพราะมีอุปาทานจึง มีภพ, เพราะมีภพจึงมีชาติ, เพราะมีชาติจึงมีชรามรณะ. นี่เรื่องของเด็กเล็ก ๆ ตั้งอยู่ในครรภ์ในท้องแม่คลอด ออกมายังไม่รู้เรื่อง ยังไม่เกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท; จนกว่าจะ ได้เกี่ยวข้องกับกามคุณ ๕ แล้วรู้จักยินดียินร้าย และในใจไม่มี ปัญญาไม่มีวิชชาไม่มีความรู้เรื่องวิมุติ คือความหลุดพ้นจาก ความทุกข์ และสติก็ตั้งไว้ไม่เป็น เพราะไม่รู้เรื่อง. ทีนี้ได้เสวยเวทนาจากเบญจกามคุณนั้น สุขบ้าง ทุกข์บ้างอทุกขมสุขบ้าง แล้วมันก็ อภินฺทติ-เพลิดเพลิน
น.126 ๑๐๔ อย่างยิ่ง, อภิวทติออกปากสรรเสริญชมเชยอยู่ ว่าดีโว้ย อร่อยโว้ย, นี่คืออภิวทติ แล้วก็ อชฺโฌสาย ติฏฐติ-มัวเมา หมกมุ่นจมอยู่ในรสของเวทนานั้น. เมื่อเป็นอยู่อย่างนั้น สิ่งที่เรียกว่านันทิ ก็เกิดขึ้นในจิตของเด็กนั้น : เมื่อเห็นรูป ที่น่ารักก็กำหนัด, เห็นรูปไม่น่ารักแล้วขัดเคือง: อย่างนี้คือ นันทิเกิดขึ้น นันทินั้นคืออุปาทาน. นี่แหละคือการตั้งต้น ของปฏิจจสมุปบาทที่ตรงนี้. เพราะฉะนั้นในกรณีของปฏิจจ- สมุปบาทนี้เด็กต้องโตขนาดที่รู้ความหมายของเบญจกามคุณ ; แล้วจิตธรรมดาสามัญของเด็กนั้น ประกอบอยู่ด้วยอวิชชา คือไม่มีความรู้เรื่องวิมุติ. นี่การที่จะเกิดปฏิจจสมุปบาทขึ้นมาได้ต้องประกอบ ด้วยองค์อย่างนี้ว่า เด็กต้องโตพอที่จะรู้เรื่องเบญจกามคุณ ; แล้วก็ไม่มีความรู้เรื่องธรรมะหรือเรื่องวิชชา; เมื่อได้เสวย เวทนาใดแล้วก็มีอาการเพลิดเพลินอย่างยิ่ง ชมเชยอย่างยิ่ง มัวเมาหมกมุ่นอย่างยิ่ง สิ่งนั้น ๆ คือนันทิ, นันทินั้นคือ อุปาทาน. นี่แหละปฏิจจสมุปบาทตั้งต้นอย่างนี้. เด็กโต มากแล้ว ถึงแม้จะไม่ถึงขนาดที่จะแต่งงานมันก็มีอาการอย่าง นี้ได้. เด็กเริ่มรู้เรื่องอารมณ์ทางเบญจกามคุณแล้ว ปฏิจจ- สมุปบาทจึงจะเริ่มต้นลงไปในเด็กนั้นได้
น.127 ๑๐๕ นี้เราเคยเข้าใจผิดไขว้ ๆ เขว ๆ กันอยู่มากเกี่ยวกับ เรื่องนี้. เดี๋ยวนี้ก็พบพระพุทธภาษิตที่แสดงไว้ชัดอย่างนี้ เด็กนี้ก็มีภพ มีชาติ : เด็กตัวน้อย ๆ นี้มีภพมีชาติขึ้นมาใหม่ มันก็ไม่ใช่ภพชาติที่ออกมาจากท้องแม่ แล้วเด็กตัวน้อย ๆ นี้จะมีภพชาติเรื่อย ๆ ไปทุกคราวที่ประสบอารมณ์ทางกามคุณ ห้า ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น ทุกวัน ๆ ทุกเดือน ทุกปี จนไม่รู้ ว่ากี่ภพ กี่ชาติ ไม่ต้องตายเข้าโลงก็มีภพมีชาติใหม่อยู่ทุกวัน. ร่างกายไม่ต้องตายก็มีภพมีชาติอยู่เรื่อยไปอย่างนี้. นี้เป็นเรื่อง ของปฏิจจสมุปบาท ; เป็นกระแสของปฏิจจสมุปบาทในกุมาร น้อยที่เพิ่งเกิดนั้น. สรุปใจความได้สั้น ๆ นิดเดียวว่า ปฏิจจสมุปบาท เกิดเพราะมีความยินดียินร้าย, และไม่มีสติ, เพราะไม่รู้ว่าจะ ตั้งสติอย่างไร, แล้วก็ไม่รู้สิ่งที่จะดับทุกข์คือวิมุติเลย ; จิตใจ ต้องมีอาการอย่างนี้จึงจะมีปฏิจจสมุปบาท แล้วมีในชาตินี้เอง ที่นี่เดี๋ยวนี้ ติดต่อกันไป ๆ จนกว่าจะตายไม่รู้ว่ากี่รอบ กี่สาย กี่ร้อยรอบ กี่พันรอบของปฏิสมุปบาท ; ฉะนั้นการอธิบาย ปฏิจจสมุปบาทรอบเดียวคร่อมตั้ง ๓ ชาติ นี้ผมเห็นว่าผิดแน่
น.128 ๑๐๖ ข้อ ๓. ทีนี้ก็มาถึงตอนที่สำคัญที่สุดที่ว่า ความเกิด ขึ้นแห่งปฏิจจสมุปบาทตลอดทั้งสายนี้ มันเร็วขนาดที่เรา กำหนดไม่ได้ ; เรียกว่าสายฟ้าแลบดีกว่า. ฟ้าแลบแปล๊บ อย่างนี้ เราจะเห็นว่าฟ้าแลบแปล๊บเดียวเท่านั้น. ในนั้น จะมีอะไรเป็นลำดับ ๆ อยู่ตั้ง ๑๑-๑๒ ลำดับ อย่างที่เราไม่รู้ เช่น พอเราโกรธเป็นทุกข์ขึ้นมา แว่บเดียวเท่านั้นเราก็โกรธ และเป็นทุกข์เสร็จแล้ว : เราไม่รู้ว่า ในแว่บเดียวแว่บนั้น มีตั้ง ๑๑ ระยะ : ตั้งแต่อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ตั้ง ๑๑ ระยะในแว่บเดียวนั้น. เรากระทบอารมณ์ทางตาเป็นต้น แว่บเดียว เป็นความรักหรือความโกรธอะไรเสร็จแล้วเรียกว่า สายฟ้าแลบ. แต่ในสายฟ้าแลบนั้น แบ่งออกเป็น ๑๑ ตอนได้ มันจึงจะเป็นปฏิจจสมุปบาท มีพระพุทธภาษิตแสดงเรื่องโลกอย่างที่ว่า เมื่อ ตะกี้นี้ว่าโลก, เหตุให้เกิดโลก, ความดับของโลก, ทางให้ถึง ความดับของโลก มีอยู่ในกายเป็น ๆ ที่ยาววาหนึ่งนี้. ใน โลกสูตร โยคเขมิวัคค์, สฬายตนสังยุตต์, พระพุทธเจ้า ท่านตรัสการเกิดขึ้นแห่งโลก และความดับลงแห่งโลก โดย นัยแห่งปฏิจจสมุปบาทว่า :
น.129 ๑๐๗ "ภิกษุทั้งหลาย ! ความเกิดขึ้นแห่งโลกเป็นไฉน ? อาศัยจักษุและรูปเกิดจักษุวิญญาณ ; ประชุมพร้อมแห่งธรรม ทั้ง ๓ นั้นคือผัสสะ; เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีเวทนา เพราะ เวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัยจึงมี อุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ; เพราะภพเป็น ปัจจัยจึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข โทมนัส อุปายาส ; ภิกษุทั้งหลาย ! นี้แลความ เกิดขึ้นแห่งโลก". การเกิดแห่งปฏิจจสมุปบาทอย่างที่พูดกันอยู่ทั่วไปนี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่านี่แหละคือการเกิดขึ้นแห่งโลก. การเกิด ขึ้นแห่งทุกข์นั้นก็คือการเกิดขึ้นแห่งโลก; แล้วก็เพิ่งมีเมื่อ อายตนะภายใน อายตนะภายนอกกระทบกัน เกิดวิญญาณ ขึ้น. ทีนี้มันยากลำบากตรงที่ว่าตั้งแต่อวิชชาปรุงแต่ง สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะนี้ เราแยกไม่เป็นว่ามัน ได้มีการปรุงแต่ง ๆ ตั้ง ๒-๓-๔ ระยะที่ตรงนั้น เพราะมันเร็ว ยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ มารู้สึกเป็นเวทนาเป็นสุขหรือทุกข์สบายใจ
น.130 ๑๐๘ หรือไม่สบายใจเสียแล้ว ส่วนความดับแห่งโลกก็เหมือนกัน อีก คือว่าดับแห่งอวิชชา สังขาร วิญญาณ ฯลฯ ก็เป็นการดับ ลงแห่งทุกข์แล้ว ก็คือความดับแห่งโลก. ความเกิดแห่งโลก ความดับแห่งโลก ทรงแสดงไว้อย่างนี้; แล้วความเกิดขึ้นแห่ง โลกเร็วยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ ความดับลงแห่งโลกก็เร็วยิ่งกว่า สายฟ้าแลบ; ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่ว่าถ้าไม่สนใจกันเป็นพิเศษ อย่างละเอียดลออแล้วไม่มีทางจะเข้าใจได้ในเรื่องของปฏิจจ- สมุปบาท ว่าในระยะสายฟ้าแลบแว่บนั้นมันมีตั้ง ๑๑ อาการ ข้อ ๔. ทีนี้จะพูดเรื่องภพเรื่องชาติให้ชัดขึ้นไปอีก ว่าไม่ใช่ต่อเมื่อเข้าโลงแล้วจึงไปเกิดใหม่ มันเกิดอยู่ในวันเดียว ตั้งหลายภพหลายชาติอย่างนี้. เดี๋ยวนี้อยากจะพูดว่าแม้กำลังเคี้ยวอาหารอยู่ในปาก ยังไม่ทันจะกลืน : เคี้ยวอาหารคำเดียวนี้เคี้ยวไปเคี้ยวมาอยู่ใน ปาก ยังไม่ทันจะกลืน ชั่วเวลาเพียงเท่านั้นก็อาจมีภพมีชาติได้ ตั้งหลายหนหลายครั้งหรือหลายรอบ. เพราะว่าเราเคี้ยวอาหาร อยู่ในปากกว่าจะกลืนเข้าไป, สมมติว่า ๒ นาที หรือนาทีเดียว ก็เถอะ; นาทีหนึ่งตั้ง ๖๐ วินาที ใน ๖๐ วินาทีนี้ ความคิด อาจจะน้อมไปน้อมมาเรื่องความอร่อย, เรื่องความไม่อร่อย,
น.131 ๑๐๙ หรือว่าคิดอย่างอื่นเพลินไปเนื่องจากความอร่อยนี้เป็นต้น. ชั่วเวลาเพียงเท่านี้มันอาจจะเกิด "ตัวกู-ของกู" ได้ ; เดี๋ยว อย่างนั้นเดี๋ยวอย่างนี้กว่าจะได้กลืนลงคอลงไป แล้วเคี้ยวคำ ใหม่อีกกว่าจะอิ่ม; กว่าจะกินอาหารอิ่มนี้เกิดภพเกิดชาติได้ นับไม่ถ้วน. ถ้าคนมันคิดเก่ง รู้สึกเก่งหรือไวต่อความรู้สึก หรือว่ามันมีอะไรมาแวดล้อมมากเกินไป ชั่วเคี้ยวอาหารกว่าจะ อิ่มใน ๑ มื้อนี้เกิดภพเกิดชาติได้นับไม่ถ้วน ในเรื่องนี้พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ในสูตรที่ ๔ มหาวัดค์ อภิสมยสังยุตต์ สังยุตตนิกายเล่ม ๑๖ หน้า ๑๒๒ ว่า "ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าราคะ นันทิ ตัณหา มีอยู่ใน กวฬิง การาหาร ไซร้ วิญญาณก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่เฉพาะ และเจริญ งอกงามในกวฬิงการาหารนั้นน ; ที่ใดวิญญาณตั้งอยู่เฉพาะ และเจริญงอกงาม การก้าวลงแห่งนามรูปย่อมมีในที่นั้น" ดังนี้ ฟังถูกไหม ? มันอาจจะลึกเกินไปจนฟังไม่ถูก ขอกล่าวซ้ำใหม่ ว่า "ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าราคะ นันทิ ตัณหา มีอยู่ในกวฬิง- การาหารไซร้ วิญญาณก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่เฉพาะ และเจริญ งอกงามในกวฬิงการาหารนั้น".
น.132 ๑๑๐ เมื่อเราเคี้ยวข้าวอยู่ในปากแล้วรู้สึกอร่อย ด้วยราคะ นันทิ ตัณหาอยู่ เมื่อนั้นวิญญาณจะตั้งอยู่ในขณะแห่งการ เคี้ยวคำข้าวนั้นและเจริญงอกงามในคำข้าวนั้น นี่หมายความ ว่ามันละเอียดจนถึงกับว่าคำข้าวคำเดียว เคี้ยวกว่าจะแหลก กว่าจะกลืนเข้าไปนี้ มันมีหลายระยะที่จะให้วิญญาณเกิดขึ้นได้ เป็นวิญญาณ หลาย ๆ วิญญาณ : อร่อยที่หนึ่ง อร่อยแว่บ หนึ่ง อร่อยอย่างหนึ่งเปลี่ยนไปอร่อยอีกอย่างหนึ่ง นี้วิญญาณ จะเกิดขึ้นใหม่ทุกที. ถ้าวิญญาณเกิดขึ้นแล้วก็หมายความว่า สร้างนามรูปใหม่ทุกทีไปด้วยเหมือนกัน. ความรู้สึกในใจถูกตั้งขึ้น เดี๋ยวอย่างนั้น เดี๋ยวอย่างนี้ เป็นไปตามอำนาจของวิญญาณ: มีกายกับใจที่จะเปลี่ยนไป และเรียกว่ามันทำหน้าที่ของมัน. ก่อนนี้มันไม่ทำหน้าที่ ; เดี๋ยวนี้มันเกิดทำหน้าที่ไปตามกำลังของวิญญาณ วิญญาณ เกิดหลายหน นามรูปก็เกิดและดับหลายหนในขณะที่เคี้ยว ข้าวอยู่เพียงคำเดียว เพราะฉะนั้นพระองค์จึงตรัสว่า ใน ที่ใด; หมายความว่าในคำข้าวใด, วิญญาณตั้งอยู่เฉพาะและ เจริญงอกงาม; การก้าวลงแห่งนามรูปย่อมมีในที่นั้น, คือใน คำข้าวนั้น. นี้หมายความว่านามรูปที่ถูกสร้างขึ้นด้วยอวิชชา
น.133 ๑๑๑ สังขาร นี้มันจะเกิดขึ้นเป็นแบบหนึ่ง ๆ เนื่องกับคำข้าวที่ กำลังเคี้ยวอยู่นั้น; เพราะว่าเคี้ยวลงไปที่หนึ่ง ๆ ไม่ใช่ว่ามัน เหมือนกันไปทุกที; มันมีความรู้สึกที่เปลี่ยนไป ๆ ฉะนั้น จึงสร้างนามรูปใหม่ได้หลายแบบ กว่าจะกินข้าวเสร็จคำหนึ่ง กลืนลงไปในคอ. เรื่องซับซ้อนในพระบาลีนั้นยังมีต่อไปว่า “การ ก้าวลงแห่งนามรูปมี ในที่ใด คือในคำข้าวใด ความเจริญ แห่งสังขารย่อมมีในที่นั้น". นี่มันจะย้อนไปทำให้อำนาจ ปรุงแต่งที่เป็นสังขารนั้นเกิดขึ้นอีก เกิดขึ้นอีกๆ หรือมาก ขึ้นหรือแรงขึ้น จนกลายเป็นกรรมทางมโนกรรมอย่างแรง ขึ้นมาแล้ว. เรื่องยังมีต่อไปว่า "ความเจริญแห่งสังขารย่อม มีในที่ใด; อายตึ ปุนพฺภวาภินิพฺพตฺติ - คือการเกิดขึ้น เฉพาะในภพใหม่ต่อไป ย่อมมีในที่นั้น". เมื่อนั่งกินข้าว เคี้ยวข้าวอยู่มีความปรุงแห่งสังขารในที่นั้น ก็จะมีการเกิดขึ้น แห่งภพใหม่สืบต่อไปในที่นั้น ไม่ทันลุกจากการกินข้าวก็มี ภพใหม่เกิดขึ้นเฉพาะต่อไปในที่นั้น. ที่นี้ การเกิดขึ้นแห่งภพ ใหม่ต่อไป มีในที่ใด; ชาติ ชรา มรณะ ต่อไปก็ย่อมมี ในที่นั้น.
น.134 ๑๑๒ ข้อนี้ถ้าอธิบายอย่างภาษาคนที่เขาอธิบายกัน มัน กลายเป็นเรื่องชาติหน้า ชาติต่อไปหมด. แต่ตัวหนังสือบาลี พระพุทธภาษิตไม่ยอมให้เป็นไปเช่นนั้นได้ : มีพูดถึงเรื่องที่ เกิดนันทิ ราคะ ตัณหา ในเมื่อกำลังเคี้ยวข้าวอยู่ในปาก เท่านั้น ไม่ได้พูดอะไรใหญ่โตมากมาย นี่เรื่องกวฬิงการาหาร คืออาหารคำข้าวที่เคี้ยวด้วย ปากก็เป็นอย่างนี้. ทีนี้ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร อีก ๓ อย่างก็เป็นอย่างนี้คือถือหลักเดียวกัน. นี้จะยิ่งทำให้ เห็นได้ว่า หน้าที่ฝ่ายรูปธรรมคือคำข้าวแท้ ๆ มันยังเป็นได้ อย่างนี้; ที่นี้อาหารฝ่ายนามธรรมเช่น ผัสสาหาร มโนสัญ- เจตนาหาร วิญญาณาหาร มันยิ่งรวดเร็วกว่านี้: ฉะนั้น อาหารฝ่ายนามธรรมที่กระทำด้วยจิตใจโดยเฉพาะ มันสร้างให้ เกิดภพใหม่ชาติใหม่ได้รวดเร็วยิ่งกว่านี้. นี้คือข้อเท็จจริงที่จะ ต้องมองดูให้เห็นเกี่ยวกับพระสูตรนี้. หลักเกณฑ์อันนี้เรามีว่า ราคะ หรือนันทิ คือความ กำหนัด ความพอใจ ในความอร่อยนั้นมันเกิดมีอยู่ได้แต่ใน ขณะที่กำลังลิ้มรสอยู่เท่านั้น พอไม่มีการเคี้ยวการกินการอะไร
น.135 ๑๑๓ มันเกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งทั้งหลายจะเกิดได้ ก็แต่ใน ขณะที่มันมีความรู้สึกอร่อยอยู่ที่ลิ้น, ราคะ นันทิมันมีอยู่เฉพาะ เมื่อรู้สึกอร่อยอยู่ที่ลิ้นในขณะเคี้ยวอาหารนั้น ; ดังนั้นชิวหา- วิญญาณที่อาศัยรสกับลิ้นนั้น มันก็เข้าไปตั้งมั่นในอาหารนั้น แล้วเจริญงอกงามมากออกไป ยิ่งนานเท่าไรมันก็ยิ่งมีวิญญาณ เกิดงอกงามมากออกไปเท่านั้น นี้เป็น วิญญาณตามความหมายในปฏิจจสมุปบาท ที่ว่าสังขารให้เกิดวิญญาณ ไม่ใช่ปฏิสนธิวิญญาณ; แล้วก็ถูก ตู่เอาไปเป็นปฏิสนธิวิญญาณหมด โดยพวกที่รู้แต่ภาษาคน พูดเป็นแต่ภาษาคน มีตัวตน คร่อมภพคร่อมชาติเสียเรื่อย แต่ถ้าจะพูดกันอีกทีหนึ่งก็พูดได้เหมือนกันว่า วิญญาณอะไร ก็ตามที่ทำหน้าที่ให้เกิดอุปาทาน ภพ ชาติ ในปฏิจจสมุปบาท ได้ตามนัยที่ผมกล่าวมาแล้วข้างต้น ก็อาจเรียกวิญญาณนั้นว่า "ปฏิสนธิวิญญาณ" ได้เหมือนกัน เพราะมันสืบต่อการเกิด "ตัวกู" ให้ติด ๆ กันไป. ขอให้ท่านทั้งหลาย ได้รู้ว่าวิญญาณอย่างนี้ที่เจริญงอก งามมาจากราคะและนันทิ เมื่อกำลังเคี้ยวอาหารอยู่นั้นเป็น วิญญาณธรรมดา ไม่ใช่ปฏิสนธิวิญญาณอย่างชาวบ้านพูด.
น.136 ๑๑๔ แต่วิญญาณธรรมดาในแบบของปฏิจจสมุปบาทนี้ จะสร้างภพ สร้างชาติตามนัยแห่งปฏิจจสมุปบาทที่แท้จริง ที่นี่เดี๋ยวนี้มาก มายก่ายกอง ที่ใช้คำว่า "นามรูปหยั่งลง" หมายความว่า เพิ่งหยั่งลง เมื่อรู้สึกอร่อยในอาหารที่กำลังเคี้ยวอยู่ในปาก : นามรูป เพิ่งทำหน้าที่ของนามรูป เต็มที่ตอนนี้; ไม่ใช่ว่า นามรูปทางกายและใจที่เกิดเหมือนอย่างที่เขาเรียกว่าตายเข้า โลงแล้วไปเถิด สิ่งที่เรียกว่า "ความเจริญแห่งสังขาร" ก็หมาย ถึงสังขารในปฏิจจสมุปบาท คือสิ่งที่จะปรุงแต่งกายวาจาใจ ให้ทำหน้าที่ ให้มันรุนแรงมากขึ้น เรียกว่ามี, ว่าแก่กล้า กว้างขวางมากขึ้น. ในพระบาลีเรียกว่า "ความเจริญแห่ง สังขาร" ก็คือเป็นไปรวดเร็วในขณะนั้น ในขณะที่เคี้ยว อาหารอร่อยอยู่ เพราะฉะนั้นมันจึงสามารถที่จะสร้างภพใหม่ ชาติใหม่ คือ "ตัวกู" ใหม่ ๆ "ตัวกู" "ตัวกู" "ตัวกู" ใหม่ ๆ ทะยอยขึ้นมาเรื่อยอย่างมากมายอย่างกว้างขวาง. นี้เรียกว่า ความเจริญแห่งสังขาร. เมื่อเป็นดังนั้นปัญหาของ "ตัวกู" ที่เกี่ยวกับการเกิด แก่ เจ็บตายหรืออะไรก็ตาม มันก็มีมากและเป็นทุกข์มาก
น.137 ๑๑๕ ดังนั้นจึงมีการตรัสต่อไปเป็นข้อสุดท้ายว่า "ภิกษุทั้งหลาย อายตึ ชาติ ชรามรณํ ย่อมมีในที่ใด เรากล่าวสิ่งนั้นว่า สโสกํ สรชํ สอุปายาสํ" . ปัญหายุ่งยากใจเกี่ยวกับเรื่องชาติ เรื่อง ชรา เรื่องมรณะ คือปัญหาเรื่องยุ่งยากกวนใจเนื่องมาจากความ ยึดมั่นถือมั่นเอาเป็นของตัว. ปัญหาเกี่ยวกับชาติ ชรา มรณะ นี้มันอยู่ในที่ใดหรือ ในสิ่งใด พระองค์ทรงเรียกสิ่งนั้นว่า มีความโศก มีธุลี เป็น ไปด้วยอุปายาส. นี่ก็หมายความว่าภาวะใหม่ของ "ตัวกู" นี้เต็มไปด้วยความโศก เต็มไปด้วยกิเลส เต็มไปด้วยความ คับแค้น. รวมความว่า ภพใหม่หรือชาติใหม่นี้มีได้มากมาย แทบจะนับไม่ไหวในขณะที่ปากเคี้ยวอาหารกินอร่อยอยู่ยังไม่ ทันจะสิ้นคำ และในนั้นก็มีราคะ มีตัณหามีนันทิเกิดอยู่ด้วย แล้วทำให้เกิดสังขารด้วย เป็นเรื่องที่สมบูรณ์สำหรับที่จะเป็น ปฏิจจสมุปบาทรอบหนึ่ง ๆ. หลักปฏิบัติหรือจะเรียกว่าจักรราศีของ ปฏิจจสมุปบาท. ทีนี้ก็มาถึงเรื่องที่เรียกว่าเป็น หลักปฏิบัติ. นี่มันก็ เกินเวลามามากแล้ว เรื่องมันยังไม่จบ; แล้วเราไม่มีโอกาส
น.138 ๑๑๖ จะพูดอีก และเราก็ได้วางหัวข้อไว้แล้วว่าจะพูดเรื่องหลัก ปฏิบัติเกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท ดังนั้นก็ต้องพูดต่อไป. หลักโดยวงกว้างนี้มัน น่าประหลาดที่สุด. ผมจะ เรียกมันว่า "จักรราศี" ของปฏิจจสมุปบาท ; ตั้งต้นติดต่อกัน ไปตั้งแต่สมุทยวาร จนไปถึงนิโรธวาร แล้วน่าหัวก็ตรงที่ว่า มันจะแสดงให้เห็น "อานิสงส์ของความทุกข์" ขอให้ฟังต่อไป. พระพุทธภาษิตนี้ตรัสลำดับ เรื่องดับทุกข์ไว้อย่าง น่าประหลาด : พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "สำหรับผู้รู้ ผู้เห็น เราจึงกล่าว ; สำหรับผู้ไม่รู้ไม่เห็น เราก็ไม่กล่าวถึงความ สิ้นไปแห่งอาสวะ". ความสั้นไปแห่งอาสวะย่อมมี เมื่อรู้เห็น ลักษณะความเกิด ความดับ แห่งขันธ์ทั้งหลาย ; นี่ทรงยกเอา ความสิ้นแห่งอาสวะนั้นว่า มีได้ เมื่อมีการรู้ การเห็น ใน ความเกิดขึ้นและความดับไป และรู้เห็นลักษณะแห่งความเกิด และความดับของเบญจขันธ์ที่เกิดขึ้นด้วยอุปาทาน คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ๕ อย่างนี้. ถ้ารู้ว่าลักษณะ มันเป็นอย่างไร เกิดอย่างไร ดับอย่างไร โดยแท้จริงแล้วจะ เป็นไปเพื่อสิ้นอาสวะ ; หรือความสิ้น อาสวะมีได้เพราะ
น.139 ๑๑๗ รู้เรื่องนี้. นี่พระพุทธองค์ทรงยืนยันว่าตถาคตรู้เห็นเรื่องนี้ จึงได้กล่าว ; ถ้าไม่รู้ไม่เห็นจะไม่กล่าว คือจะไม่ทรงเอา เรื่องที่ไม่ได้รู้ไม่ได้เห็นมากล่าวเป็นอันขาด ความสิ้นอาสวะนั้น ถ้ามีขึ้นแล้ว จักทำให้เกิดญาณ ที่รู้ว่าจิตสิ้นอาสวะแล้ว ; - ญาณในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่ง อาสวะ นี้จะมีได้ต่อเมื่อมีวิมุติมาแล้ว; - วิมุติคือความ หลุดพ้นจะมีก็เพราะมีวิราคะ, มันอิงวิราคะ มีวิราคะเป็นที่ อาศัย ; - วิราคะนี้มันต้องอาศัยนิพพิทา; - นิพพิทานี้ ต้องอาศัย ยถาภูตญาณทัสสนะ คือเห็นสิ่งทั้งปวงตามที่เป็น จริง ; - ยถาภูตญาณทัสสนะ นี้ต้องอาศัยสมาธิ ; - สมาธิ ต้องอาศัยความรู้สึกที่เป็นสุข : - สุขนี้ต้องอาศัยบัสสิทธิคือ ความรำงับ; - บัสสัทธินี้ต้องอาศัยปีติ; - ปีติต้องอาศัย ปราโมทย์; - ปราโมทย์ต้องอาศัยศรัทธา; - และก็แปลก ตรงที่ว่า ศรัทธานี้ต้องอาศัยความทุกข์. ทีนี้ก็วกเข้าหาปฏิจจสมุปบาทว่า - ความทุกข์นั้น ต้องอาศัยชาติ - ชาติต้องอาศัยภพ - ภพต้องอาศัยอุปาทาน - อุปาทานต้องอาศัยตัณหา - ตัณหาต้องอาศัยเวทนา
น.140 ๑๑๘ - เวทนาอาศัยผัสสะ - ผัสสะอาศัยอายตนะ - อายตนะ อาศัยนามรูป - นามรูปอาศัยวิญญาณ - วิญญาณอาศัย สังขาร - แล้วสังขารอาศัยอวิชชา ; แล้วก็จบกัน. นี้แปลว่าการสิ้นอาสวะนั้นจะต้องได้อาศัยสิ่งที่เป็น ปัจจัยลงมาตามลำดับ ตามลำดับ ๆ ตามนัยที่กล่าวแล้วจนมา ถึง ศรัทธา . เรามีศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ศรัทธาในการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์นี้ : นี้เรียกว่าเรามีศรัทธา ที่นี้ลองย้อนกลับขึ้นไปอีกทีว่า พอมีศรัทธา ก็มีปราโมทย์ - มีปราโมทย์ก็มีปีติ - มีปีติก็มีปัสสัทธิ - มีปัสสิทธิก็มีสุข - มีสุขก็มีสมาธิ - มียถาภูตญาณทัสนะ - มีนิพพิทา - วิราคะ - วิมุติ; แล้วมีญาณที่รู้ว่ามีวิมุติแล้ว; ก็มี ความสิ้นไปแห่งอาสวะนั้น ; นี่แสดงว่ามันต้องตั้งต้นที่ ศรัทธา. ที่นี้ศรัทธาเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยทุกข์ นี้เป็นของแปลก เข้าใจว่าคงไม่เคยได้ยินกันสักกี่คนนักว่า ศรัทธาที่เรามีกันอยู่ นั้น มันตั้งอยู่ได้เพราะอาศัยความทุกข์ : ถ้าไม่มีความทุกข์ บีบคั้น เราไม่วิ่งมาหาพระพุทธเจ้าจริงไหม ? เราวิ่งมาหาพระ พุทธเจ้า เอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง, มีศรัทธาในพระพุทธเจ้า
น.141 ๑๑๙ อย่างเคร่งครัด, นั้นเพราะว่าเราถูกความทุกข์บีบคั้น. ความ เป็นอยู่ในชีวิตจึงกลายเป็นว่าความทุกข์เป็นเหตุให้เกิดศรัทธา ความทุกข์เลยกลายเป็นของดี เหมือนกับ เพชรมีอยู่ในหัว คางคก ที่แสนจะน่าเกลียด : ในความทุกข์กลับมีเพชรคือสิ่ง ที่บังคับให้เราวิ่งมาหาพระพุทธเจ้าแล้วก็มีศรัทธา ในพระพุทธภาษิตนี้ตรัสความทุกข์เป็นที่ตั้งแห่ง ศรัทธา แล้วความทุกข์ก็มาจาก อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป ฯลฯ คือปฏิจจสมุปบาท ; ก็แปลว่าเป็นการแสดง ให้เห็นว่าอย่าเสียใจเลย อย่ากลัวเลย อย่าน้อยใจเลย : เรื่อง ปฏิจจสมุปบาทนี้ ถ้าเราทำให้ดีความทุกข์นั้นจะกลายเป็น ที่ตั้งของศรัทธา ; แล้วศรัทธาก็จะทำให้เจริญงอกงามในธรรม เรื่อยๆ ไปจนถึงความสิ้นอาสวะ. การมองความทุกข์กันใน แง่นี้ จะมีอาการเหมือนกับว่าพบเพชรพลอยอยู่ในหัวคางคก ที่แสนจะน่าเกลียด แต่ทีนี้คนก็เกลียดก็กลัวกันเสียหมด ; คางคก ลูกหนู กิ้งกือ ไส้เดือนอะไรก็กลัวกันเสียหมด ; แต่ถ้ามารู้ว่าความทุกข์นี้เป็นปัจจัยแห่งศรัทธา เป็นที่ตั้ง ที่เจริญงอกงามแห่งศรัทธาแล้ว เรื่องก็เป็นอันว่ากลายเป็น สิ่งที่ใช้ให้เป็นประโยชน์ได้.
น.142 ๑๒๐ เอาละนี่มันก็เลยเวลามามากแล้ว; เรื่องก็มาก ประเด็น เชื่อว่าคงจำไม่ไหว ; นอกจากจะไปทบทวนเอาใหม่ จากเทปบันทึกเสียงนี้ ๆผม แต่ผมสรุปความให้ได้ว่า เรื่อง ปฏิจจสมุปบาททั้งหมดนี้มันมีประโยชน์อย่างไร. สรุปความ เกี่ยวแก่ปฏิจจสมุปบาทสรุปความได้ว่า :- ๑. โลกก็ดี เหตุให้เกิดโลกก็ดี ความดับโลกก็ดี ทางแห่งความดับโลกก็ดี ทั้งหมดนี้มันมีขึ้นเมื่อมีการรับ อารมณ์ทางอายตนะในปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทย์วาร และ นิโรธวารนั่นเอง ; และทั้งหมดนั้นอยู่ในร่างกายที่ยาววาหนึ่ง ที่ยัง เป็น ๆ ตายแล้วไม่มี ๒. ปฏิจจสมุปบาททั้งสายนั้นไม่มีทางจะแยกเป็น ๓ ภพ ๓ ชาติ หรือคร่อมภพคร่อมชาติอย่างที่พูดกันใน ภาษาคนไม่มีเหตุผลแม้ในทางพยัญชนะคือตัวหนังสือ คือ คำว่า "ปฏิจจ" นั้นเอง. คำว่า ปฏิจจ มันแปลว่าอาศัย แต่เป็นการอาศัย ชนิดที่ติดเนื่องกันไปที่เดียวไม่มีขาดตอน : ตรงนี้สอนบาลี
น.143 ๑๒๑ กันอีกนิดหนึ่งว่า "ปฏิจจ" แปลว่าอาศัย คือสืบเนื่องกันไป ไม่ขาดตอน. อุปมาเหมือนอย่างว่ามีดวงอาทิตย์ : เพราะ มีดวงอาทิตย์จึงมีโลก ; เพราะมีโลกจึงมีน้ำในโลก ; เพราะ มีน้ำในโลกจึงมีการระเหยขึ้นไปเป็นไอน้ำ ; เพราะมีการระเหย เป็นไอน้ำจึงมีเมฆฝน ; เพราะมีเมฆฝนจึงมีฝน ; เพราะ มีฝนจึงมีการตกลงมา ; เพราะมีการตกลงมาถนนจึงเปียก ; เพราะถนนเปียกมันจึงลื่น ; เพราะถนนลื่นนาย ก. จึงหกล้ม ; เพราะนาย ก. หกล้มศีรษะของนาย ก. จึงแตก ; เพราะ ศีรษะแตกนาย ก. จึงไปหาหมอ ; เพราะนาย ก. ไปหาหมอ หมอต้องทำการรักษา ; เพราะมีการรักษามันจึงมีการหาย. อย่างนี้คุณไปตัดตอนมันได้หรือ ? นี่หมายความว่า มันต้องเนื่องกันไปอย่างนี้ไม่มีอะไรแทรกแซงให้ขาดตอนได้ นั่นแหละคือความหมายของคำว่า "ปฏิจจ". ดังนั้นปฏิจจ- สมุปบาทก็แปลว่ามันอาศัยเนื่องกันอย่างนี้เกิดขึ้น ; ฉะนั้น มันแบ่งเป็น ๓ ภพ ๓ ชาติไขว้กันไม่ได้ ; มันไม่มีเหตุผล แม้ในทางตัวหนังสือที่จะไปแยกมันเป็น ๓ ภพ ๓ ชาติ. ไม่มีเหตุผลจะต้องแยก เพราะว่าเรื่องปฏิจจสมุปบาท นี้เป็นเรื่องอริยสัจจ์สี่แท้ ๆ เป็นอริยสัจจ์ในชีวิตประจำวัน.
น.144 ชนิดคร่อม ๓ ชาติแล้ว ไม่มี ประโยชน์อะไรเลยแก่เรา ; และไม่อาจจะเป็น สันทิฏฐิโก อกาลิโก และปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ ; และถ้าไปเกิดถือว่าปฏิจจสมุปบาทคร่อม ๓ ภพ ๓ ชาติ ก็จะมีสัสสตมิจฉาทิฏฐิอย่างภิกษุสาติเกวัฏฏบุตร. แล้วถ้าเขาจะแยกเป็น ๓ ภพ ๓ ชาติ ก็มีไว้เรียน กันเล่นสนุก ๆ แล้วไม่มีความจริงเลย : สอนปฏิจจสมุปบาท กันอย่างสนุก ๆ เถียงกันสนุก ๆ ; ยิ่งลึกซึ้งยิ่งสนุกแล้ว ไม่มีประโยชน์อะไรเลยเพราะปฏิบัติไม่ได้ .. มันต้องเป็น ปฏิจจสมุปบาทที่ถูกต้องตามพระบาลีเดิม "แล้วก็ปฏิบัติได้, ควบคุมได้, ล้วนแต่ที่นี่, อยู่ในเขตที่มือคว้าถึงทั้งนั้น หมายถึงเราอาจปฏิบัติได้จัดการได้ทั้งนั้น. ฉะนั้นปฏิจจสมุป- บาทคร่อม ๓ ชาติ นั้นมันเป็น เนื้องอก เป็น โรคมะเร็ง เนื้องอกทางปริยัติ ที่รักษาไม่หายอย่างโรคมะเร็งทั่วไป ๓. ใจความของมันก็มีว่า ปฏิจจสมุปบาทเกิดทุก คราวที่กระทบอารมณ์ ต้องมีการกระทบอารมณ์, แล้วผู้นั้น ต้องเป็นผู้ที่โตพอสมควรแล้วไม่ใช่เด็กในครรภ์ ไม่ใช่เด็ก
น.145 ๑๒๓ อ่อนอ้อแอ้ ไม่ใช่เด็กที่ยังไม่รู้จักคิดนึก ต้องโตเป็นเด็ก ขนาดที่รู้อะไรได้แล้ว, แล้วเขากระทบอารมณ์ โดยปราศจาก สติ หรือวิชชา, มีแต่อวิชชา, อายตนะข้างนอกอายตนะข้าง ในของเขาช่วยให้เกิดการสร้างวิญญาณขึ้นมา, วิญญาณก็สร้าง นามรูปในทันใดนั้น สร้างอายตนะในทันใดนั้น เพื่อให้กลาย เป็นนามรูป หรืออายตนะอันใหม่ ที่จะทำอะไรไปตามอวิชชา; การสร้างนั้นเป็นแบบสายฟ้าแลบ, ถ้าเป็นมากจะถึงกับสะดุ้ง. ขอให้จำคำว่า ถ้าเป็นมากจะถึงกับสะดุ้ง; เช่นเมื่อ เราเหลือบตาไปเห็นอะไร เราสะดุ้ง, ได้ยินเสียงอะไรเราสะดุ้ง หรือว่าเห็นเหตุการณ์อะไร ถึงกับขนลุกสะดุ้ง มันเป็นมาก ถึงอย่างนั้นเป็นอติมหันตารมณ์อย่างยิ่ง มันก็ถึงกับสะดุ้ง ในกรณีที่สังขารสร้างวิญญาณถึงกับสะดุ้ง, ในแวบของการ สะดุ้งนั้นมันมีอาการของปฏิจจสมุปบาทตั้งหลายตอน อวิชชา สร้างสังขาร, สังขารสร้างวิญญาณ, วิญญาณสร้างนามรูป, นามรูปสร้างอายตนะขึ้นมา, ผัสสะนั้นจึงรุนแรงถึงกับสะดุ้ง ถ้ารุนแรงจนถึงกับสะดุ้งแล้ว ทั้งหมดนั้นจะต้องมีลำดับถูก ต้องตรงตามปฏิจจสมุปบาท.
น.146 เป็นเรื่องแสดงข้อเท็จจริง ของ ความทุกข์, ทั้งที่เกิดและที่ดับ; ไ ม่ใช่แสดงเรื่องคนที่เป็น เจ้าของความทุกข์, ที่หอบหิ้วความทุกข์คร่อมภพคร่อมชาติ คนที่เป็นเจ้าของความทุกข์ไม่มี, เกิดความทุกข์ โดยไม่ต้อง มีผู้ทุกข์. ฉะนั้นขอให้ทุกคนมองเห็นว่าปฏิจจสมุปบาทมุ่ง แสดงความเกิดและดับแห่งความทุกข์, ไม่ได้แสดงตัวบุคคล ที่เป็นเจ้าของความทุกข์ที่เกิดและดับ, แล้วยังเป็นเรื่องแสดง กฎเกณฑ์แห่งเหตุและปัจจัย อย่างละเอียดอย่างมีประโยชน์, อย่างที่ไม่มีที่ไหนในโลกจะแสดงได้. นี่เราคุยโวแทนพระพุทธเจ้าว่าเรื่องปฏิจจสมุปบาท นี้เป็นเรื่องแสดงกฎเกณฑ์เกี่ยวกับเหตุและปัจจัยอย่างที่ไม่มี ที่ไหนในโลกแสดงได้ ! ในที่สุดนี้ ก็อยากจะพูดว่าเรามาปลงอาบัติกันเถิด : ผมก็เคยเรียนปฏิจจสมุปบาทมาอย่างผิดต่อพุทธประสงค์; ช่วย ไม่ได้เมื่อเรียนนักธรรม; แล้วผมก็ยังเป็นครูสอนนักธรรม อีก ๑ ปี แล้วก็สอนปฏิจจสมุปบาทผิดต่อความจริงทั้งนั้น นี่ผมเองเคยเรียนผิดและสอนผิด เรื่องปฏิจจสมุปบาทชนิด คร่อม ๓ ชาติ; ฉะนั้น ขอปลงอาบัติ ขอแสดงการขออภัย
น.147 ๑๒๕ ขอโทษ กันที่นี่ในเวลานี้ในความผิดแต่หนหลัง; และขอ ยืนยันว่าที่ได้พยายามค้นคว้าต่อมาตลอดเวลาหลายสิบปีนี้ ได้ พบปฏิจจสมุปบาทในลักษณะอย่างนี้คือ ปฏิจจสมุปบาท ที่อยู่ในขอบเขตที่เราควบคุมได้, ปฏิบัติได้, มีสติถูกต้อง ป้องกันได้ ทันควันในขณะที่อารมณ์มากระทบ อย่างเดียว ที่เป็นเรื่องปฏิจจสมุปบาทที่มีประโยชน์. ที่เป็น หลักของ การปฏิบัติ ถ้าถามว่าปฏิบัติอย่างไร ? ไม่มีคำตอบอย่างอื่นนอก จากว่า มีสติ เมื่อมีอารมณ์มากระทบ อย่าเผลอสติ อย่า ให้เกิดอวิชชาปรุง สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ชนิดที่จะไปเป็นทุกข์ : รักษาให้เป็นอย่างเดิมไว้เสมอ; เป็น สัมภเวสีที่ไม่ต้องเกิดก็ยังดีกว่า เพราะมันไม่เกิดทุกข์. ทีนี้ขอให้พรว่า ต่อไปนี้จงมีความรู้ที่ถูกต้อง; พวกที่ เป็นฆราวาสกลับไปถึงบ้านแล้วก็ให้รู้จักปฏิจจสมุปบาทให้ถูก ต้อง แม้ในครัวที่กำลังเคี้ยวอาหารเอร็ดอร่อยอยู่ในครัว นั้นก็ให้รู้ว่าภพชาติอาจจะเกิดได้หลายสิบหลายร้อย การแสดงอธิบายปฏิจจสมุปบาทอย่างนี้ผมจะต้องถูก ด่าลั่นโลกไม่เฉพาะแต่เมืองไทย; เพราะว่าในประเทศไหนเขา
น.148 ๑๒๖ ก็สอนกัน แต่เรื่องคร่อมภพคร่อมชาติ, เพียงแค่การพูดถึง เรื่องสุญญตา และอภิธรรมนี้ ยังถูกด่าแต่ในเมืองไทย ลั่น เมืองไทย ; แต่การพูดเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ ผมรู้แล้วว่า จะต้องถูกด่าอย่างลั่นโลก แต่ว่าในฐานะที่เป็น "พุทธทาส" ก็ต้องทำ เราเป็นทาสของ พระพุทธเจ้ารู้อะไรว่าเป็นอย่างไร, อะไรเป็นที่เสียหายแก่พระพุทธเจ้าแล้วต้องต่อสู้ แล้วต้องทำ; เพราะฉะนั้นไม่กลัว ให้ใครพากันด่ากันลั่นจักรวาลก็ไม่กลัว; อย่าว่าเพียงถูกด่าลั่นโลกเลย. นี้คือเรื่องปฏิจจสมุปบาทที่ไม่คร่อมภพคร่อมชาติ กับปฏิจจสมุปบาทที่คร่อมภพคร่อมชาติ มันต่างกันอย่างนี้ : ที่คร่อมภพคร่อมชาติไม่มีประโยชน์อะไร ปฏิบัติไม่ได้, ไว้ คุยโม้เป็นนักปราชญ์ที่ไม่รู้จักตัวเอง ; ส่วนปฏิจจสมุปบาท ที่ปฏิบัติได้นั้น พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ ; เราถือเอาตาม นั้นแล้วดับทุกข์ได้ ไม่ข้องแวะกับสัสสตทิฏฐิ หรือ อันตคา- หิกทิฏฐิ ; ไม่มีอัตตาตัวตนในปฏิจจสมุปบาท ; เป็น อริโย, เป็นอัตถสัญหิโต, เป็นของประเสริฐเต็มไปด้วยประโยชน์.
น.149 ๑๒๗ เป็นอันว่าเรื่องปฏิจจสมุปบาทอันยืดยาวนี้ มันก็ต้อง พูดกันยืดยาวหน่อย แล้วมันพูดทีเดียว อาจจะไม่มีโอกาส พูดอีก ก็ต้องขออภัยตรงที่ว่าเลยเวลามากจนทำให้คนบางคน รำคาญ เอาละพอกันที.
Buddhadasa