Buddhadasa.org
หนังสือเค้าเงื่อนของธรรมะ และอิทัปปัจจยตา › อ่านฉบับเต็ม

📖 เค้าเงื่อนของธรรมะ และอิทัปปัจจยตา

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — เค้าเงื่อนของธรรมะ และอิทัปปัจจยตา

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.11 ท่านที่เป็นราชภัฏลาบวช หรือผู้ที่จะต้องลาสิกขา ทั้งหลาย, ผมทราบว่าเป็นความประสงค์ ที่จะได้ฟังอะไรที่ เป็นประโยชน์ แก่ผู้ที่จะลาสิกขา ก็เลยนึกไปในทางนี้ และ จะพูดตามที่จะนึกได้. การลาสิกขาของผู้ที่มีการบวชจำกัดเวลา โดย ตั้งใจไว้นี้ ส่วนใหญ่มันก็ จะต้องมีความรู้ติดตัวไป ในเมื่อ ลาสิกขาแล้ว . ปัญหาอย่างนี้ไม่ค่อยมี หรือไม่มีเลยในครั้ง พุทธกาล ; เพราะว่าไม่มีใครบวชแบบชั่วคราวอย่างนี้. แต่ ถึงอย่างนั้นก็มองเห็นอยู่ว่า มันก็ เรื่องเดียว ๆ กัน นั่นแหละ คือเรื่องความดับทุกข์ ไม่ต่างกัน ระหว่างผู้ที่อยู่ต่อไป * โอวาทของท่านพุทธทาสภิกขุ แก่นวกภิกขุ ผู้ลาสิกขา เมื่อ ๕ ต.ค. ๒๕๒๕

น.12 ๒ หรือผู้ที่จะลาสิกขา. เรื่องต่างกันนั้นเป็นเรื่องปลีกย่อย ทั้งนั้น, เป็นเรื่องเบ็ดเตล็ดปกิณณกะ, ที่มันจะต่างกันระหว่าง บรรพชิตกับคฤหัสถ์. ถ้าเป็นเรื่องใหญ่เรื่องมีสาระไม่ต่างกัน ; เพราะยังมีปัญหาเรื่องความทุกข์, ความดับทุกข์, การต่อสู้ ควบคุมกิเลส. กิเลสนี้ไม่มีที่เป็นพระเป็นฆราวาส, ความทุกข์ ก็ไม่มีที่เป็นทุกข์อย่างพระ, ที่เป็นทุกข์อย่างฆราวาส, ถ้าเป็น เรื่องทุกข์โดยแท้จริง เราก็มีหลักเกณฑ์เดียวกัน ที่จะป้องกัน หรือทำลายกิเลสหรือความทุกข์ ; เป็นอันว่า จะต้องมีความ รู้เรื่องนี้ให้เพียงพอ และติดตัวไป. ที่จะต้องนึกแปลกออกไปบ้างก็คือว่า ถ้าเราบวช จริง เรียนจริง เป็นคนบวชจริง เรียนจริงเอาจริงนั้น จะต้อง มีอะไรมากที่จะเป็นมรรคเป็นผล หรือเป็นประโยชน์ แล้วก็ จะติดตัวไป; อย่างน้อยก็ขอให้ทุกคน ทบทวนดู ว่าเราได้ทำ อะไรบ้างที่แปลกกว่าฆราวาส ? เรามีโอกาสเรียนปริยัติหลัก วิชามากกว่าฆราวาส ; ดังนั้นเราก็ควรจะมี หรือ ต้องมีหลัก วิชาติดตัวไป อย่างคุ้มค่าดีกว่าผู้ที่ไม่ได้บวช.

น.13 พึงรู้ค่าของการบวชสามเดือน. บวชชั่วสามเดือนนี้รู้ไม่หมดดอก ; ที่จะรู้หมด และรู้แจ่มแจ้งนั้นเป็นไปไม่ได้; แต่มัน จะได้ดีที่สุด อยู่ อย่างหนึ่งคือ รู้วิธี ที่ว่า ต่อไปนี้เรา จะศึกษาอย่างไร , ต่อ ไปนี้เรา จะศึกษาธรรมะกันอย่างไร, แล้วจะรู้ต่อ ๆ ยิ่ง ๆ ขึ้นไปกว่าจะถึงที่สุด. ถ้าใครไม่เหลวไหล ได้รับความรู้อันนี้ไป ก็เรียกว่า ได้รับประโยชน์คุ้มค่า ไม่เสียทีที่บวช, เพียงแต่รู้ว่าจะ ศึกษาอย่างไรต่อไปนี้ก็คุ้มค่า แล้วจะได้ไปศึกษาต่อไป ๆ ให้ มันรู้ดีที่สุด ; เพราะว่าชั่วเวลาสามเดือนนี้ไม่มีทางดอกที่จะรู้ ให้แจ่มแจ้ง ให้หมดทุกเรื่อง. นี้เรื่องที่เ กี่ยวกับปริยัติ หรือหลักวิชา ฉะนั้นขอให้ได้ไปทุกคน. ทีนี้ เกี่ยวกับปฏิบัติ ก็ขอให้ไปนึกดูให้ดี ๆ ถ้าว่า เราบวชจริง ถ้าเราเป็นคนบวชจริง เรียนจริง ปฏิบัติจริง ก็ได้อะไรไปมากเหมือนกัน : "เว้นไว้แต่เราไม่ทำอย่างผู้บวช จริง. โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือว่า เราได้ มีการฝึกฝนบังคับ ตัวเองอยู่ตลอดเวลา ; แปลกจากก่อนบวชที่อยู่ที่บ้าน ซึ่ง ไม่มีใครบังคับเรา, ถ้าเราเป็นพ่อบ้านเสียเองละก็ยิ่งไม่มีใคร

น.14 ๔ บังคับเรา แม้จะมีกฎระเบียบมีกฎหมายอะไรบังคับบ้าง มันก็ ไม่ได้มาบังคับดอก. แต่ถ้าบวชเข้ามา มันก็ มีระเบียบมีวินัย โดย เฉพาะ สิกขาบททางวินัยก็มีมาก; เราจะปล่อยตามสบาย ไม่ได้ เรื่องกิน เรื่องอยู่ เรื่องนุ่ง เรื่องห่ม นี้, อิริยาบถ ทั้งหลาย ก็เลย มีการบังคับตัวเองมากทางวินัย. ทางธรรม ก็มีระเบียบธรรมะ ที่จะต้องบังคับตัวเองมาก. ถ้าไม่เหลว ไหล คนนั้น จะต้องมีการบังคับตัวเองมาก : บังคับ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยเฉพาะ, เรียกว่า บังคับความรู้สึก คิดนึก บังคับจิต บังคับตน ; นั่นแหละสิ่งที่มัน ไม่มี เมื่อเป็นฆราวาส. ฉะนั้นถ้าว่าบวชเข้ามาแล้วไม่เหลวไหล มันก็จะได้ มีโอกาสบังคับตน ทั้งทางวินัย ทั้งทางธรรมะเป็นเวลาสาม เดือน แล้วบางแห่ง อย่างที่นี่เป็นต้น ก็ ต้องมีการทำ ประโยชน์ผู้อื่น มีวันกรรมกร ๗ ค่ำ ๑๔ ค่ำ ต้องเป็นวัน เหน็ดเหนื่อยมากเพื่อผู้อื่น ซึ่งเมื่ออยู่ที่บ้านเมื่อไม่ได้บวช ดูจะไม่มี ที่ทำอะไรเพื่อผู้อื่นดูจะไม่มีเป็นจริงเป็นจัง มีแต่ ปาก.

น.15 ๕ ที่นี่เราให้ มีการทำเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ซึ่งไม่ได้ รับประโยชน์อะไรส่วนตัว, ไม่ได้รับแม้แต่คำว่าขอบใจ. นี่เป็นเรื่องฝึกให้ทำประโยชน์ผู้อื่นโดยแท้จริง เป็นเวลาระยะ ยาว. นี้ก็เป็นธรรมะด้วยเหมือนกัน ที่จะต้องมี คือ ฝึกความ ไม่เห็นแก่ตน, ฝึกการทำลายความเห็นแก่ตน. ถ้าทำได้ จะดี มันก็มีธรรมะมากแหละติดไป เป็นนิสัยขึ้นมาไม่เห็น แก่ตน จึงเรียกว่า ถ้าบวชจริง เรียนจริง ก็ต้องได้รับ อะไรไปตามแบบฉบับของการบวช. ส่วน เรื่องปฏิเวธ นั้น มันก็ แล้วแต่ ใครจะทำได้ เท่าไร, ใครจะได้พบความเย็น ความเยือกเย็นแห่งจิตใจ ที่เรียกว่าชีวิตเย็น ซึ่งไม่เคยพบมาแต่ก่อน, ก็ยังมีบางคน เขาทำได้และได้รับ. แต่บางคนโลเลเหลาะแหละ ไม่เคยพบ กับชีวิตเย็นตลอดเวลาที่บวช นี้ก็มีเหมือนกัน นั่นจึงว่าแล้ว แต่ใครจะบวชจริงเรียนจริง ปฏิบัติจริงอะไรจริง. ถ้าว่ามัน จริงมันก็ได้รับไปคุ้มค่าของการบวช ทั้งในแง่ของปริยัติ ของ ปฏิบัติ และ ปฏิเวธ. ฉะนั้นขอให้ไประลึกซักซ้อม ปรับปรุง ให้มันเป็นรูปเป็นร่างของสิ่งเหล่านี้ ที่เราจะได้พา กลับติดตัวออกไปเมื่อลาสิกขา.

น.16 ๖ นี่คือเรื่องที่จะต้องพูดกับ ผู้ที่จะลาสิกขา ให้เขาได้มี ความรู้สึกเห็นชัดเจนว่า ได้อะไรไปคุ้มค่าที่ได้บวช ; มิฉะนั้น ก็เป็นเรื่องเล่นละคร บ้า ๆ บอๆ เห่อ ๆ อะไรกัน ชนิดหนึ่ง เท่านั้นแหละ ที่บวชทีหนึ่ง ไม่ตรงตามหลักการหรือความมุ่ง หมาย หรือพระพุทธประสงค์อะไรเลย. ถ้ามันเผลอไป มันลืมไป มันไม่ได้สนใจก็ยังมีโอกาส ยังมีเวลา ที่จะสนใจ ไปคิดไปนึก ไปทบทวน เถอะ ใน ฝ่ายปริยัติ ก็ดี ใน ฝ่ายการปฏิบัติ ก็ดี: อย่างน้อย ก็ให้มัน เหลืออยู่ว่าต่อไปนี้ เราเป็นผู้ที่มีนิสัยบังคับตัวเอง ไม่ ปล่อยสบายตามกิเลส เหมือนแต่ก่อน, และว่าต่อไปนี้เรา จะมีนิสัยที่ไม่เห็นแก่ตัว, จะเห็นแก่ส่วนรวมโดยแท้ จริง; ซึ่งกิเลสมันจะไม่เห็นแก่ส่วนรวม, กิเลสมันจะเห็น แต่แก่ตัวเท่านั้นแหละ. ฉะนั้นเราจะต้องดูให้ดี ว่ามันได้เกิด นิสัยการเห็นแก่ผู้อื่น หรือส่วนรวมหรือไม่ ? นี่ขอให้ทุกคนทบทวน สะสางคิดนึก ปรับปรุงสิ่ง ที่ว่านี้ให้ได้รับติดตัวออกไป อย่างที่เรียกว่า เป็นกอบ เป็นกำ คือเห็นอยู่จริงมีอยู่จริง.

น.17 ๗ รู้ธรรมให้พอสำหรับเป็นหลักปฏิบัติในชีวิต. ทีนี้ก็จะทบทวนเรื่องหลักธรรมะ; เข้าใจว่าอ่าน กันมาก ฟังกันมาก เพราะสะดวกนี่, กลัวว่ามันจะเผื่อ เท่านั้น ; ฉะนั้นอย่าให้เผื่อ ให้มันชัดเจน แจ่มแจ้ง ถูกต้อง แล้วก็เพียงพอด้วย. ความรู้ถูกต้องนั้นมันก็ดี แต่ถ้ามันไม่ มากไม่เพียงพอ มันก็จะใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้; ฉะนั้น ต้องรู้ธรรมะ ที่เพียงพอสำหรับถือเป็นหลักปฏิบัติ ตลอดชีวิต, เป็นการก้าวหน้ายิ่งขึ้น ๆ ซึ่งอาจจะถึงที่สุดก่อน ตายก็ได้ หรือว่าอย่างน้อยที่สุดให้มัน รู้จักตายเป็น, ตาย อย่างมีที่สิ้นสุดแห่งธรรมะ, ปล่อยวางสิ่งทั้งปวงเมื่อจะ ต้องตาย จะต้องแตกตายทำลายขันธ์, นี้ก็ดี ถ้าทำได้, อย่างนี้ก็ดี ก็คือไม่เสียทีบวช. อีกอย่างหนึ่งเรา ต้องรู้หลักธรรมะที่ดับทุกข์ได้ สำหรับเราอย่างเดียวนั้นมันไม่ถูกดอก มัน ต้องรู้สำหรับ ผู้อื่นด้วย, เพื่อจะสอนผู้อื่น แม้ที่สุดแต่ว่าคนในครอบ- ครัว แล้วก็อาจจะเป็นผู้อื่น ที่นอกไกลออกไป เป็นเพื่อน ร่วมชาติ และกระทั่งว่าเป็นเพื่อนร่วมโลก, เป็นฝรั่งมังค่า อะไรก็ตามใจ, เราก็ต้องมีความรู้พอที่จะพูดกับเขาได้บ้าง

น.18 ๘ แต่ถ้าว่าที่จริงแล้ว มันก็เป็นความรู้อย่างเดียวกับ ที่เรารู้สำหรับเรานั่นแหละ ; เพราะว่า กิเลส และ ความทุกข์ และ วิธีดับทุกข์ มัน เหมือนกันหมด แหละ สำหรับทุก คนในโลก ที่เป็นมนุษย์มันเหมือนกัน หมด. ฉะนั้นถ้า เรารู้ของเราส่วนของเราดีจริง ถูกต้อง เพียงพอ มันก็ พอที่จะให้ผู้อื่นได้, ช่วยผู้อื่นให้รู้หรือว่า ช่วยให้เขาได้ ปฏิบัติช่วยให้รู้ได้ถูกต้อง. ข้อนี้มันก็เป็นบุญกุศลอันใหญ่- หลวง เพราะว่าจะ ช่วยกันสร้างสันติภาพขึ้นมาในโลก ; เพราะว่า โลกนี้มันมีสันติภาพได้เพราะมีธรรมะ, อย่าง อื่นไม่มี. เมื่อมีธรรมะถูกต้องสำหรับเราอยู่เย็นเป็นสุข ก็ช่วย ให้ผู้อื่นเป็นอย่างนั้นด้วย มันก็ดีหมด เดี๋ยวนี้โลกนี้ไม่มี ธรรมะ คือมีน้อยเกินไป มันจึงมีแต่ความเดือดร้อน ยุ่งยาก, ที่เรียกว่า วิกฤตการณ์ เต็มไปหมดอย่างไม่น่าจะมี. โลกไม่มีธรรมะพอแม้การศึกษาก็สูญเปล่า. คุณสังเกตดูสักนิดเถอะก็จะมองเห็นได้ว่า การศึกษา นี้เขาว่าเจริญก้าวหน้า ไปขนเอาหลักการศึกษา วิธีจัดการ

น.19 ๙ ศึกษา มาจากเมืองนอก เมืองนา มาจัดการศึกษา ในเมือง ไทย, แล้วก็พอใจว่าการศึกษาเจริญก้าวหน้ามาก, แต่แล้วมัน ก็สูญเปล่าทั้งนั้น เพราะพวกอันธพาลมันยิ่งมาก. เขาว่าการศึกษาเจริญก้าวหน้า แต่ยาเสพติดก็เกิด ขึ้นมาได้ในหมู่นักศึกษา เป็นปัญหา ; คนไม่มีมรรยาท ไม่มี สมบัติผู้ดีกลับมีมาก. ต้องพูดกันแต่เรื่องว่า ทิ้งขยะบนถนน จากหน้าต่างรถยนต์ ; นี่มันเลวถึงขนาดนี้: ยุคก่อน ๆ นั้น ไม่เคยได้ยินดอก จะไม่มีคนที่เลวถึงขนาดมีรถยนต์ขี่ แล้ว จะทิ้งขยะจากหน้าต่างรถยนต์ลงบนถนน น่ะ สมัยก่อนมัน ไม่มี, สมัยนี้กลับมี, และกลายเป็นปัญหา. นี่เรียกว่า การ ศึกษามันสูญเปล่า มัน ไม่ช่วยดับทุกข์ หรือแก้ปัญหา ของมนุษย์เลย. มนุษย์อันธพาล เด็กอันธพาล คนอันธพาลนี้หนา- แน่น, กิจกรรมลามกอนาจาร เรื่องโสเภณี เรื่องอะไร ก็ตามมัน มีมากขึ้น, ทั้งที่อวดว่าการศึกษาเจริญ. นี่มัน ไม่มีธรรมะ, มันไม่มีธรรมะอย่างเดียว. ผมเคยพูดยิ่ง กว่าล้อ หรือจะเรียกว่าด่าก็ได้ ว่า เรามีการศึกษาระบบ หมาหางด้วนกันทั้งประเทศหรือทั้งโลก. เมื่อ ๒-๓ วัน

น.20 ๑๐ นี่ได้รับหนังสือของปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ขออนุ- ญาตพิมพ์เรื่องการศึกษาหมาหางด้วน ลงในหนังสือที่ระลึก อะไรของเขา ของกระทรวง. นี่ก็อยากจะเดาหรือเชื่อว่า เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในการศึกษา เริ่มสนใจเรื่องนี้. การศึกษาที่มีแต่เรียนหนังสือกับเรียนวิชาชีพ เทคโนโลยีทั้งหลาย แล้วก็ ไม่มีเรียนธรรมะ, คือไม่มีเรียน ในส่วนที่ว่า จะเป็นมนุษย์กันอย่างไรให้ถูกต้องนั้นไม่ได้ เรียน เรียนแต่หนังสือกับวิชาชีพ เรา เรียกว่าการศึกษา หมาหางด้วน, นี่การศึกษามันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นจึง ไม่ทำให้เกิดศีลธรรมในหมู่ประชาชน. ถ้าแก้ไขเรื่องนี้ไม่ได้ ก็น่าละอายหมาน่าละอายแมว ที่มันยังมีปัญหาน้อยอย่างเดิม แต่คนกลับมีปัญหามาก. ทุกเรื่องมันเป็นอย่างนี้ : ความเจริญทางวัตถุ บ้านเมือง อุปกรณ์ คมนาคมอะไรก็ตามเจริญ, แต่แล้วโลก มันก็ไม่ดีขึ้น ; มันเต็มไปด้วยรถถัง, เต็มไปด้วยเครื่องบินรบ, นี่ก็ไม่ว่าดอก: แต่ว่านี่มันมี ฯ อยู่ธรรมดาสามัญนี้ รถไฟ เรือไฟ อะไรธรรมดา ๆ น่ะ มัน มีความสะดวกสบายมาก ; แต่มนุษย์มันก็ไม่ได้ดีขึ้น. มนุษย์กลับใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อ

น.21 ๑๑ สนองกิเลส ทำให้เพิ่มปัญหา, ทำให้คนอยู่ชนิดที่ต้องใช้เงิน มาก, เงินไม่พอใช้. อย่าง ถนนดี อย่างนี้ คุณก็ดูเอาเถิด มันก็เอาไว้ สำหรับจี้ปล้น และเพื่อหนีไปได้สะดวก : ถ้าถนนไม่ดีแล้ว จี้ปล้นหนีไม่ทัน : เพราะมีถนนดีอย่างนี้จี้ปล้นก็หนีไปได้ สะดวก. การมีถนนก็คล้ายกับว่าช่วยให้มีเรื่องจี้ปล้นมากขึ้น ; คนเราใช้สิ่งที่เรียกว่าความเจริญกันอย่างนี้ มันน่าเศร้า. ไม่แก้ปัญหาด้วยศีลธรรมสันติสุขจึงไม่มี. อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือ ทำลายธรรมชาติมากเกินไป ด้วยความโง่ความหลง ; มัวแก้ปัญหาว่าจะแก้ด้วย เศรษฐกิจ ไม่ได้แก้ด้วยศีลธรรม ; เพราะฉะนั้นก็ทำลาย ธรรมชาติกันมากขึ้น โดยคิดว่ามันจะดีทางเศรษฐกิจแล้วจะ สร้างสันติภาพ. แล้วอีกเรื่องที่น่าสงสารมากก็คือว่า การแพทย์เจริญ เหลือประมาณ ทางวิชาค้นคว้า ทางปฏิบัติการ ทางสถานที่ ทำงาน, การแพทย์เจริญมาก แต่แล้วคนก็มาก คนป่วย ก็จะมากกว่าการเพิ่มความเจริญทางการแพทย์, เพราะ

น.22 ๑๒ ต้นเหตุ ที่จะให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บมีอย่างอื่น มัน มีมาจาก ความไม่มีศีลธรรมของคน. คนจะเป็นโรคประสาทมากขึ้น แมน เป็นบ้ามากขึ้น เพราะการ ดำรงชีวิตจิตใจไว้ไม่ถูกต้อง ซึ่งเขาไม่สนใจ คนเหล่านี้ไม่มีโอกาสจะสนใจ และก็ไม่อยากจะสนใจ ว่าเรา จะไปมีธรรมะอย่างไร สำหรับชีวิตจิตใจที่จะได้สงบ, และ นอนหลับสนิท แล้วก็จะไม่เป็นโรค. โรคที่เป็นพื้นฐานของ โรคอื่น ๆ คือโรคสุขภาพทางจิตไม่ดี พอสุขภาพทางจิตไม่ดี แล้วมันก็เป็นได้ทุกโรค, สร้างโรคใหม่ ๆ ซึ่งหมอไม่รู้ว่าจะ รักษากันอย่างไร, อย่างนี้ก็ยังมีอีกมาก. โรคใหม่ ๆ เกิดขึ้นตาม หรือว่าล้ำหน้าความเจริญ ทางการแพทย์: นี่ก็น่าหัวเพราะว่า เขาไม่มองดูกันที่ ต้นเหตุอันแท้จริงคือ ความไม่มีศีลธรรมของมนุษย์ : อยู่อย่างไม่มีศีลธรรม, เรื่องกิน เรื่องอยู่ .เรื่องนุ่ง เรื่องห่ม เรื่องทุกอย่างทุกเรื่อง และยิ่งกว่านั้น ความไม่มีศีลธรรม ทำให้ฆ่ากัน ทำร้ายกันอย่างรุนแรง ; นี่เรียกว่ามันก็เพิ่ม มาก โรคทางภายนอก เพราะการฆ่ากัน เพราะการยิงกัน การระเบิดกัน มันก็มีมากขึ้นเหมือนกัน. โรงพยาบาลมันก็

น.23 ๑๓ ไม่พอ, สร้างอีก ๑๐ เท่าที่มีอยู่นี้ก็ไม่พอดอกโรงพยาบาลน่ะ ไม่พอกับความเจ็บไข้ได้ป่วย ที่มันเกิดมาจากความที่ไม่มี ศีลธรรมของมนุษย์ ถ้าว่าคุณมองเห็นปัญหาเหล่านี้ก็จะดีมาก ก็จะได้ไป ช่วยกันพูดจาให้เพื่อนมนุษย์ของเรามีศีลธรรม ปัญหา เลวร้ายทั้งหลายมันก็จะลดลง เนื่องเพราะเขาเห็นแก่ตัว คำเดียวเท่านั้นแหละ. ปัญหาของมนุษย์ทั้งจักรวาลนี้มา จากความเห็นแก่ตัว นี้มันก็ทำออกมาเป็นความโลภ, ออก มาเป็นความโกรธ, ออกมาเป็นความหลง, ออกมาเป็นทุก อย่างแหละ รัก โกรธ เกลียด กลัว วิตก กังวล อาลัย อาวรณ์ หึงหวง อิจฉา ริษยา. เดี๋ยวนี้ โรคริษยากำลังเต็มไปทั้งโลก ที่มัน ทำ สงครามยืดเยื้อ มหาสงครามอยู่ ตลอดเวลานี่เพราะความ ริษยา : เราจะต้องครองโลก, เราจะต้องได้ทรัพยากรทั้งโลก เป็นของเรา, นี้มันคือ ความโลภ และริษยาไม่ให้ผู้อื่นได้ หรือไม่ให้ผู้อื่นมี. เ ขาค้นคว้าอาวุธวิเศษที่จะล้างผลาญ ผู้อื่น นั่นก็เพราะความริษยาผู้อื่นทั้งนั้น. ความริษยา เป็นเรื่องทำลายโลก ตรงตามภาษิต ตามธรรมภาษิต

น.24 ๑๔ อรติ โลกนาฬิกา - ริษยาเป็นเครื่องทำลายโลกให้วินาศ, นาสิกา หรือ วินาศ. โรคร้ายต่าง ๆ มาจากความเห็นแก่ตัว. การที่ได้บวชแล้ว ถ้าได้ฝึกการทำลายความเห็น แก่ตน นั้นแหละวิเศษ เพราะว่า โรคร้ายทางกาย ทางจิต ทางวาจา ทางอะไรก็ตาม มัน มาจากความเห็นแก่ตัว ซึ่ง เป็นต้นตอของกิเลสทั้งหลาย. ได้อ่าน ได้ฟัง ได้ศึกษา มาเท่าไรแต่หนหลัง คุณจะต้องมองเห็น หรือ จับให้ได้ว่า ถ้าเข้าใจหรือถ้าศึกษาถูกต้อง จะมองเห็นว่าทั้งหมดมันไป รวมอยู่ที่ความเห็นแก่ตัว; มันไม่ใช่ว่าโลภ โกรธ หลง มันจะเกิดขึ้นมาได้ง่าย ๆ ดอก, มันล้วนแต่เกิดมาจากความ เห็นแก่ตัว. ความโง่ ให้มีตัว, เห็นแก่ตัว; อยากได้ก็เห็น แก่ตัว มันก็โลภ, เมื่อไม่ได้ตามที่ตัวต้องการ มัน โ กรธก็ เพราะเห็นแก่ตัว, มัน ยังสงสัยอยู่เสมอว่าจะได้มาอย่างไร, จะได้หรือไม่ได้, นี่มันยังวิตก กังวล สนใจอยู่ตลอดเวลา โลภ โกรธ หลง นี้ยังคลอดลูกออกไป เป็นกิเลสชื่ออื่น ๆ ได้ อีกมากมายหลายสิบชื่อ สามชื่อนี้ก็มาจากความเห็นแก่ตัว.

น.25 ๑๕ การได้บวชได้เรียน เพื่อฝึกฝนทำลายการเห็นแก่ตัว นี้วิเศษมาก ผมจึงพูดขอร้องให้คุณเอาติดไป, ลาสิกขาบท กลับไปบ้านแล้ว ขอให้เอาบทเรียน ที่ฝึกเพื่อทำลายความ เห็นแก่ตัวนี้ติดไปด้วย. ความทุกข์ทั้งหมดมาจากความ เห็นแก่ตัวทั้งนั้น : ความทุกข์โลก ๆ, ความทุกข์ทางสังคม ทางการเมือง ทางบ้านทางเรือน ข้างนอกนี้ ความทุกข์ก็ มาจากความเห็นแก่ตัว. ความทุกข์ที่เป็นกิเลสเผาผลาญอยู่ ข้างใน ไม่รู้จักนิพพานนั้นน่ะก็เป็นเรื่องความเห็นแก่ตัว ; ฉะนั้นความเห็นแก่ตัวคือสิ่งเลวร้ายที่สุดจนไม่รู้จะเรียกกันว่า - อย่างไร, ปัญหาทั้งหมดมาจากความเห็นแก่ตัว; คนนอน ไม่หลับเป็นโรคประสาทกันมาก ก็เพราะว่าความเห็นแก่ตัว มันขยายตัว. ทีนี้ถ้า กำจัดความเห็นแก่ตัวได้ หรือ ควบคุมได้ มันก็ไม่เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง. ถ้าปล่อย ให้เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลงเมื่อไร มันก็สะสม ความเคยชิน ที่จะเกิดมากขึ้นทุกทีไป; ฉะนั้นกิเลสจึงเกิด ง่าย, เกิดง่าย ๆ ยิ่งขึ้น ๆ. เพราะว่า เกิดกิเลสที่หนึ่ง มัน เกิดอนุสัยที่หนึ่งด้วยเหมือนกัน.

น.26 ๑๖ อนุสัย คือ ความเคยชิน ที่จะเป็นเช่นนั้น : เกิด ความโลภ มันก็เกิดความเคยชิน ที่จะโลภได้ง่ายกว่า เรียกว่า ราคานุสัย, โกรธที่หนึ่ง มันก็ เ กิดความเคยชินที่จะโกรธ เรียกว่า ปฏิมานฺสัย, เกิดความหลง โมหะ โง่ ที่หนึ่งมันก็ให้ เกิดความเคยชินที่จะโง่ เรียกว่า อวิชชานสัย. นั่นแหละรวม อยู่ในแต่ละคน ๆ มากเหลือเกิน : ความเคยชิน ที่จะโลภ, ความเคยชินที่จะโกรธ, ความเคยชินที่จะหลง, แต่แล้วมัน จะลดลง ในเมื่อเราบังคับได้ทุกที ที่จะโลภ ไม่โลภ บังคับไว้ได้อย่างรุนแรง ทุกทีที่จะโกรธ บังคับไว้ได้ ทุกที ที่จะโง่ บังคับไว้ได้ นั่นแหละความเคยชินที่มีอยู่ก่อนจะ ลดลง ๆ. ฝึกการบังคับตัวเองไว้จักไม่โง่หลง. ฉะนั้นอยู่ด้วยการบังคับจิต บังคับตัว บังคับ- กิเลส ; รังของกิเลสที่อยู่ในเรามันจะลดลง ๆ, จึงพูดว่าขอ ให้ ฝึกการบังคับตัวอยู่ตลอดเวลาที่บวช, สึกกลับออกไป บ้านก็ขอให้เอาไปด้วย ระบบการบังคับตัว. น่ารักก็อย่า ไปรัก, น่าเกลียดก็อย่าไปเกลียด, น่าโกรธก็อย่าไปโกรธ,

น.27 ๑๗ น่ากลัวก็อย่าไปกลัว, วิตก กังวล อาลัย อาวรณ์ อิจฉา ริษยา หึงหวง ต่อสู้ ฆ่าพันอะไรกัน อย่าปล่อยให้มันเป็นไปได้ก็ดี เดี๋ยวนี้มันมีความเห็นแก่ตัวอยู่ มันก็ยากละที่จะบังคับ เรื่องนี้ลึกซึ้งมากลงไปถึงวัฒนธรรม ขนบธรรม- เนียมประเพณี ที่มันไม่ถูกต้อง ที่ได้ใช้แก่เด็ก ๆ ถูกมอบ ให้แก่เด็กทารกตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งโตขึ้นมา. เด็กเกิดมา จากในท้องมันไม่มีอะไรดอก, เหมือนกับว่าจิตเกลี้ยง ๆ ออก มาอย่างนั้น. ทีนี้พอมาพบอะไรเข้า มันก็จะเกิดอะไรขึ้น ตามสมควรแก่ที่มันได้มาพบเข้า. เกิดมาจากท้องแม่ไม่เท่าไรดอก มันก็ต้องกินเป็นต้น คือ ได้อารมณ์ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวหนัง โดยเฉพาะ มันก็ได้รับ แล้วมันก็รู้สึกอร่อย, อร่อย พอใจ ถูกใจ, นี่ฝ่ายหนึ่ง ก็รัก ชอบ โลภ. บางคราวมัน ไม่อร่อย ไม่ถูกใจ มันก็โกรธ -โกรธ-โกรธ, เด็ก ทารกเล็ก ๆ มันก็โกรธ. ถ้าหวังว่าอันนี้จะมีประโยชน์ได้แล้ว ก็สนใจ อาลัย อาวรณ์อยู่นั่นแหละ ; แล้วพ่อแม่ทั้งหลายก็ อยากจะให้ลูกได้กินอร่อย ๆ ทั้งนั้นแหละ, มันเท่ากับว่าอบรม เด็กทารกให้ชอบความอร่อย จนบูชาความอร่อย โดยไม่รู้

น.28 ๑๘ สึกตัว ตั้งแต่เป็นเด็กเล็ก ๆ. สัญชาตญาณมันก็ชวนให้รู้สึก อย่างนั้น, แล้วมนุษย์ก็ชวนส่งเสริมให้เป็นอย่างนั้น, เด็ก ๆ จึงได้รับความอร่อย แล้วก็ปรุงแต่งไปตามกฎเกณฑ์ ของปฏิจจสมุปบาท จนมีกิเลสแน่นหนา มีความทุกข์ มีอนุสัย มีตัณหา มีอุปาทาน เป็นชีวิตที่เป็นทุกข์. นี่ขอให้รู้ว่า ความเป็นอยู่ของมนุษย์ หรือ วัฒน- ธรรม ของมนุษย์มัน ไม่ได้ถูกต้องสำหรับที่จะดับทุกข์มา แต่แรก ; แต่ข้อนี้ก็ไม่รู้ว่าใครจะรับผิดชอบ. ใครจะรับผิด ชอบก็ไม่ได้ทั้งนั้น เพราะมันเป็นขนบธรรมเนียมประเพณี มา ด้วยความรักลูก มันก็จะหาของอร่อยที่สุดให้ลูกกิน ก็จะ หาของสวยงามมาให้ลูก มาให้เล่น ให้หอม ให้ไพเราะ ให้ นิ่มนวล ให้เป็นสุข เอร็ดอร่อย. ฉะนั้นคุณที่จะสึกออกไปคงจะไปมีครอบครัว และ คงไปทำอย่างนั้นอีก คือให้ลูกทุกคนมันโง่ที่สุดตั้งแต่เป็น เด็ก ๆ ออกมา บูชาความเอร็ดอร่อย ; ส่วนธรรมะนี้มันไม่ เป็นอย่างนั้น. ธรรมะมีหลักว่าถ้าอร่อยก็เช่นนั้นเอง ตามกฎอิทัปปัจจยตา. ที่รู้สึกอร่อยเพราะมันตรงกับลิ้น สำหรับจะรู้สึกอร่อย จึงเรียกว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง ตถาตา

น.29 ๑๙ เช่นนั้นเอง. ถ้าไม่อร่อยก็เพราะว่ามันไม่ตรงกับระบบประสาท ที่มันต้องการฝ่ายอร่อยมันก็ไม่อร่อย ฉะนั้นความ ไม่อร่อย มันก็คือเช่นนั้นเอง อีกเหมือนกัน แต่เมื่อคุณบวชอยู่เป็นพระที่ดี ไม่ยินดียินร้ายเมื่อ ฉันอาหาร, บางคำอร่อย, บางคำไม่อร่อย; เมื่อฉัน อาหารปัจจุบันบางคำอร่อย บางคำไม่อร่อย ; แต่ว่าเรามีสติ ฝึกฝนตัวเองให้รู้สึกเหมือนกับไม่ยินดีไม่ยินร้าย. นี่ถ้าลาสิกขา กลับออกไป เอาข้อปฏิบัติอันนี้ไปด้วยได้ยิ่งดี .... อร่อยก็คือ ความรู้สึกของระบบประสาท, ไม่อร่อยคือความรู้สึกของ ระบบประสาท, ดังนั้นมันจึงเท่ากัน จะไปยินดียินร้ายกับมัน ทำไม. ถ้ายินดีก็เกิดโลภะ ราคะ, ถ้ายินร้ายก็เกิดโทสะ โกธะ, ถ้ายังไม่แน่มันก็เกิดโมหะ. ควรจะจำบทเรียน ที่เรา ฝึกอย่างถูกต้องของความเป็นพระ ; เมื่อเราบวชอยู่อร่อยก็ คืออย่างนั้น, ไม่อร่อยก็คืออย่างนั้น; ฉะนั้นจึงไม่ยินดียินร้าย ว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง. ข้อนี้ ไม่ได้หมายความว่าอย่าไปกิน ของอร่อย ; ถ้าอย่างนั้นก็เข้าใจผิดต่อหลักธรรมะ, หลักธรรมะก็กิน เมื่อ

น.30 ๒๐ มันอร่อย; เมื่อคำนี้กินเข้าไปมันอร่อย ก็รู้ได้ว่ามันอร่อย, รู้สึกได้ว่ามันอร่อย; แต่ อย่าไปหลง กับมัน เท่านั้นเอง. ถ้ามันไม่อร่อย คำนี้กินเข้าไปก็รู้สึกว่าไม่อร่อยก็ได้, รู้สึกว่า ไม่อร่อยก็ได้ ; แต่อย่าไปหลงกับมัน, คืออย่าไปโกรธมัน เท่านั้น. ฉะนั้นถ้าเผอิญไปกินของอร่อยเข้า ก็รู้สึกว่าอร่อยได้ ไม่ต้องเดือดร้อน, ไม่ต้องกลัว, ไม่ต้องดิ้นรน ว่ามันอร่อย แล้วก็หยุดเสียแค่ว่ามันอร่อยก็แล้วกัน, อย่าไปหลงมัน ; ไม่อร่อยก็อย่าไปหลงมัน. ถ้ามีวัฒนธรรมอย่างนี้นะ สอนเด็กเล็ก ๆ มาตั้งแต่ เล็ก ๆ นะ แล้วละก็มนุษย์จะดีกว่านี้มาก. ถ้ามนุษย์รู้จักว่า อร่อยก็อย่างนั้นเอง, ไม่อร่อยก็อย่างนั้นเอง กันมาตั้งแต่ เป็นเด็กเล็กๆ มันก็ยากที่จะเกิดกิเลสหนาแน่นเหมือนเดี๋ยวนี้. ผมอยากจะพูด, อยากจะพูด ถ้าว่าขอร้องเดี๋ยวคุณ ก็ไม่ทำตาม ว่าพอมีลูก ได้ครอบครัวมีลูก ก็สอนให้ลูกมัน ได้รู้อย่างนี้ว่า อร่อยก็เช่นนั้นเอง, ไม่อร่อยก็เช่นนั้นเอง. พาลูกไปที่ร้าน ที่ร้านตลาดที่เขาขายของเด็กเล่นสาระพัดอย่าง ของกิน ของเล่น ของอะไรสำหรับเด็กเล่น เด็กชอบ ขาย

น.31 ๒๑ แพงนะ แล้วก็บอกกับลูกเล็ก ๆ นั้นว่า ของทั้งหมดนี้ เขามี ไว้สำหรับทำให้เราเป็นคนโง่ทั้งนั้น แหละลูกเอ๋ย. คุณจะทำได้ไหม ? หรือคุณเคยเห็นใครทำที่ไหนไหม ที่จะพาลูกไปที่ร้านขายของเด็กเล่นแล้วบอกกับลูกว่า ทั้งหมด นี้เขามีไว้สำหรับทำให้เราโง่เท่านั้นแหละ ? เคยเห็นใครทำที่ ไหนไหม ? ถ้าไม่เคยเห็นก็ลองทำดูที่ได้ไหมล่ะ ? คุณลอง ทำดูสักทีได้ไหม ? ถ้ามีลูก มีหลาน มีอะไรก็ตามใจ แล้วมัน จริงนี่ เด็ก ๆ ก็จะมองเห็นนะ. ทั้งหมดนี้ ของกินก็ดี ของ เล่นก็ดี ทั้งถูกทั้งแพง ทั้งหมดนั้นมีไว้สำหรับให้เราโง่. อธิบายนิดเดียวเด็กมันก็พอจะรู้ได้ ว่า ทำให้เราโง่ คือ อย่างไร ? คือ เราต้องเสียสตางค์แล้วเราก็เอามาเล่น เอามาหัว เอามาอะไรพักหนึ่งแล้วเรา ก็ทิ้งไป ไม่เกิดประโยชน์อะไร คุ้มค่ากัน นอกจากโง่. พ่อแม่ก็ชอบซื้อมาให้ลูกเต็มตู้ ของ เล่นแพง ๆ ; ลูกมันก็ดีใจ ว่าเรามีมากกว่าเด็กคนอื่น มัน ก็อวดคนอื่น. นี่คือเรื่องส่งเสริมความโง่. นี้เราจะให้คนมีความรู้ธรรมะมาแต่เล็ก ก็ต้องทำ กันอย่างนี้ หรือจะบอกว่าไอ้ที่อร่อยนี่มันทำให้เราโง่ หลงรัก, ที่ไม่อร่อยนี่มันก็ทำให้เราโง่ สำหรับที่ว่าจะเกิดเรื่อง ไม่ชอบ

น.32 ๒๒ ใจ, ค่าคนนั้น กระฟัดกระเฟียด, มันทำให้เราโง่. ฉะนั้นเรา ควบคุม อร่อยก็อร่อยละ อย่ามาทำให้เราโง่จนถึงหลงรัก หลงอะไรมีเรื่องมีราว ; ถ้าไม่อร่อยก็ไม่อร่อย อย่ามาให้เราโง่ ; เด็กของเราจะต้องฉลาดในทางธรรมะมาตั้งแต่เล็ก แต่ดูซิมันไม่มีขนบธรรมเนียมประเพณีหรือวัฒน- ธรรมไหนที่ทำกันอย่างนี้ ; เมืองไทยก็ดีเมืองนอกก็ดี ที่ไหน ก็ดี มันไม่มีระเบียบวัฒนธรรมอย่างนี้. ฉะนั้นเด็ก ๆ ของ เราก็จะต้องโง่ ๆ โง่ ๆ โง่จนเป็นหนุ่มเป็นสาวโง่ ๆ ๆ ๆ จนกว่า มันจะถึงขีดสุดของความโง่ แล้วมีวิธีมาบวชมาเรียน อย่างนี้ กันที่ไหนนักล่ะ จะมีแต่ในเมืองไทย หรือในหมู่พุทธบริษัท ที่จะมาเรียนให้รู้ว่า ของเหล่านี้มันมีสำหรับให้เราโง่ มันไม่มี ทั่วทั้งโลกมันจะไม่มี. ถ้าเราทำได้และมี มันก็ดี; คนโง่ในโลกก็จะ น้อยลง, ไม่โง่ต่อกิเลส ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ค่อยมีโลภะ โทสะ โมหะ, มีมนุษย์ที่ดีเต็มบ้านเต็มเมือง; เพราะว่ามันไม่หลง ไม่โง่มาตั้งแต่เล็ก ฉะนั้นการที่ทำให้เด็ก ๆ เขา หลงในความสุขความ เอร็ดอร่อย นั่นแหละคือจุดตั้งต้นผิดพลาดของมนุษย์,

น.33 ๒๓ ทำมนุษย์ให้มันหลงอยู่ในฝ่ายดี ฝ่ายอร่อย ฝ่ายสวย ฝ่ายงาม. เมื่อหลงฝ่ายดี ฝ่ายสวย ฝ่ายอร่อย ฝ่ายงดงามแล้ว มันแน่นอน ที่สุด มันจะต้องหลงฝ่ายตรงข้ามด้วย; เพราะมันมีผลตรง กันข้าม มันก็ต้องหลงไปในทางตรงกันข้าม มันก็หลงในทาง ที่จะเป็นร้ายขึ้นมา โกรธเกลียด เกิดเรื่องเพราะเกลียด เป็น ทุกข์ของตนเอง แล้วมันก็จะทำร้ายผู้อื่น พาล พาโล ถ้าเมื่อ เขาไม่ได้อย่างใจ. เหมือนกับเดี๋ยวนี้ที่มีข่าวหน้าหนังสือพิมพ์มาก ขึ้น ๆ; ลูกฆ่าพ่อฆ่าแม่ เพราะไม่ให้เงินไปซื้อเฮโรอีน มีมากขึ้น นี่มันหลงได้อย่างนี้. ถ้ามันรู้มาเสียแต่ทีแรก ว่าอร่อยก็คือทำให้โง่, ไม่อร่อยก็คือทำให้โง่, อย่าไปโง่กับมัน. ให้มันอร่อยก็อร่อยเท่านั้นแหละ รู้ว่านี้อร่อยถูกแล้ว, ไม่อร่อย ก็ไม่อร่อย อย่าไปโง่กับมัน; นั่นคือธรรมะสูงสุด รากฐานทำให้ไม่เกิดความเห็นแก่ตัว. ควรเข้าใจปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเป็นความลับของธรรมชาติเพื่อไม่มีทุกข์. ทีนี้เรื่องหลักสำคัญที่สุดที่มันจะเกิดความรู้สึกเลว- ร้ายตามลำดับ ก็คือ เรื่องปฏิจจสมุปบาท ที่พวกคุณก็คงจะ

น.34 ๒๔ เคยได้ ศึกษา ได้เรียน ได้อ่าน ได้ผ่านสายตา มาแล้ว ; แต่มัน อาจจะไม่เข้าใจก็ได้. ฉะนั้นถ้า ศึกษาเรื่องปฏิจจสมุปบาท ได้ถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ แล้วจะเข้าใจเรื่องนี้ ที่พระ- พุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในฐานะเป็นอาทิพรหมจรรย์, จุด ตั้งต้นของพรหมจรรย์. เรื่องปฏิจจสมุปบาทที่ศึกษาได้ง่าย เข้าใจได้ง่ายๆ ก็มีอยู่ ชนิดหนึ่ง ชุดหนึ่ง, ที่มันเข้าใจยาก เหมือนกับที่ ศึกษากันอยู่ในโรงเรียน : อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร - สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิด นามรูป ฯลฯ อันนี้อธิบายยาก แล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจกัน ดอก แล้วอธิบายไปทางมีตัวมีตน ไปเสียอีก : ให้หลงบุญ เกลียด บาปไปเสียอีก, ไม่ใช่ปฏิจจสมุปบาทที่ถูกต้อง. ปฏิจจสมุป- บาทที่ถูกต้องนั้น จะทำให้ไม่เกิดความรู้สึกว่ามีตัว มีตน มี บุญ มีบาป ; ไม่มี, มีแต่ที่มันจะไปตามกระแสของปฏิจจ- สมุปบาท. พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เป็นหลัก เช่น ตาเนื่องกัน กับรูป ; คือ มันมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ฝ่ายละ ๖ เป็นคู่ ๆ เป็น ๖ คู่.

น.35 ๒๕ ยกตัวอย่างคู่แรก คือ ตานี้เนื่องกันเข้ากับรูป เกิด จักษุวิญญาณ, ๓ ประการนี้ ตากับรูป จักษุวิญญาณนี่ ทำงานในหน้าที่ของมันก็เรียกว่าผัสสะ เพราะมี ผัสสะเป็น ปัจจัยให้เกิดเวทนา, เพราะมีเวทนา เป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา, มีตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน ยึดถือ, มีอุปาทาน จึงมี ภพ, ภพจึงมีชาติ, ชาติจึงมีทุกข์ทั้งปวง. ข้อนี้ถ้าเข้าใจถูกต้องก็จะเข้าใจเรื่องนี้; เข้าใจ ความลับของธรรมชาติในด้านจิตใจ ว่ามันเกิดเวทนา อย่างไร, เกิดตัณหาอย่างไร, ตรงนั้นแหละที่ว่าอร่อยหรือไม่ อร่อยมันอยู่ที่ตรงนั้นแหละ. เวทนาอร่อยตัณหาเกิดอย่าง หนึ่ง, เวทนาไม่อร่อยตัณหาเกิดอีกอย่างหนึ่ง เวทนากลาง ๆ ตัณหาก็เกิดอย่างหนึ่ง, เกิดตัณหาคือมันอยากไปตามความ หมายของเวทนา, แล้วมันก็เกิดตัวกูผู้อยาก ความรู้สึกว่าตัวเราตัวกูผู้อยาก ก็เกิดขึ้นมา ทั้งๆ ที่มันไม่มีตัวกู ; แต่มันก็เกิดความคิดว่าเป็นตัวกู ผู้อยาก ผู้ต้องการ ผู้ได้ ผู้เสีย เขาเรียกว่าอุปาทาน. พออุปาทาน อย่างนี้มีแล้ว ก็มีภพ คือจะเป็นชาติ เป็นภพ เป็นชาติขึ้น มาในใจ, พอมีตัวกู - ของกู สมบูรณ์ก็เรียกว่าชาติ, พอมีชาติ

น.36 ๒๖ มันก็เอาสิ่งต่าง ๆ มาเป็นของกู : ความเกิดของกู ความเจ็บ ของกู ความตายก็ไม่มาเป็นของกู ; มันก็เป็นของธรรมชาติ ; ฉะนั้น เรื่อง "ผัสสะ" สำคัญมาก. เราจะมีความ ทุกข์เพราะเราทำผิดในขณะแห่งผัสสะ เราจะไม่มีทุกข์หรือ จะดับทุกข์ เพราะเราทำถูกในขณะแห่งผัสสะ เกือบจะทั้งหมด ในพระบาลี พระพุทธเจ้าทรงระบุทั้งหมดไปตรงที่ ผัสสะ คือตัวการ. ทีนี้เราก็ไม่รู้ผัสสะ, ไม่รู้เรื่องผัสสะ ว่าผัสสะคือ อะไร ? ทำอย่างไร ? มันก็ไปตามบุญตามกรรม มันก็ เป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลา. ของน่ารักมาให้รัก มันก็เป็น ทุกข์ไปตามแบบรัก, ของน่าโกรธน่าเกลียดมามันก็เป็น ทุกข์ไปตามแบบของน่าโกรธ, น่าเกลียด, เพราะมันไม่รู้เรื่อง ผัสสะ มันทำผิดในขณะแห่งผัสสะ. คุณอาจจะไม่เข้าใจก็ได้ในเรื่องนี้ เพราะมันต้อง อธิบายกันหลายที่. ทำผิดในขณะแห่งผัสสะนั้นคืออย่างไร ? ทำถูกในขณะแห่งผัสสะนั้นเป็นอย่างไร ? พูดพอเป็นหลัก เป็นเค้าเงื่อนก็คือ เช่นว่า ตากับรูปถึงกันเข้าเกิดจักษุ วิญญาณ, สามประการนี้เรียกว่าผัสสะ. หูกับเสียงถึงกัน

น.37 ๒๗ เข้าเกิดโสตวิญญาณ, สามประการนี้ทำงานสัมผัสร่วมกัน รู้สึกอารมณ์นั้นร่วมกันเรียกว่า ผัสสะ, จมูกก็เหมือนกัน ลิ้น ก็เหมือนกัน, ผิวหนังก็เหมือนกัน, จิตใจก็เหมือนกัน, เรา มีผัสสะวันหนึ่งนับไม่หวาดไม่ไหว, และเราก็ไม่รู้ ก็ทำผิด ฉะนั้น จิตใจก็ปั่นป่วนเศร้าหมองตลอดวัน. ทำถูกในผัสสะ เช่นว่าสวย ตาเห็นสวยก็แค่นั้นเอง มันสวยก็แล้วกัน ; อย่าไปหลงความสวย. ถ้าไม่สวยก็แล้วไป มันไม่สวย ; อย่าไปหลงในความไม่สวย. ทางหูก็เหมือนกัน ว่าไพเราะหรือไม่ไพเราะมันก็แค่นั้นเอง. จมูก หอมหรือ เหม็นมันก็แค่นั้นเอง; อย่าไปเกิดเรื่องกับเรื่องหอมหรือ เหม็นในทางจิตใจ. ลิ้นอร่อย หรือไม่อร่อยก็แค่นั้นเอง. ผิวหนัง นิ่มนวลเมื่อสัมผัส หรือว่าแข็งกระด้างหยาบคายก็แค่ นั้นเอง. นี่มีสติมีปัญญาพอ แล้วมันก็ไม่ทำผิดในขณะแห่ง ผัสสะ ; กิเลสเกิดไม่ได้ แล้วก็ไม่มีความทุกข์ ฉะนั้นขอให้ถือเป็นหลักว่า เป็นทุกข์เพราะทำผิด ต่อกฎอิทัปปัจจยตาในขณะที่มีผัสสะ, เป็นทุกข์เพราะทำ ผิดต่อผัสสะจากกฎของอิทัปปัจจยตา. ไม่เป็นทุกข์คือ เป็น สุข ก็เพราะทำถูกต่อสิ่งที่เรียกว่าผัสสะ ตามกฎแห่ง

น.38 เป็นธรรมะครอบหมดทั้งพระไตรปิฎก ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์. พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่านี้เป็น อาทิพรหมจรรย์, เป็นตัวพรหมจรรย์, เป็นหลักของพรหมจรรย์ เรื่อง ปฏิจจสมุปบาทนี่ จนพระพุทธเจ้าทรงนำมาท่อง, จะ ต้องใช้คำว่าท่อง ไม่รู้จะใช้คำว่าอะไร, คือพระพุทธเจ้าท่าน ก็เอามาว่าเอง ทั้งที่ท่านก็เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว, ท่านก็ยัง เอามาท่อง มันมากกว่าที่เด็ก ๆ ท่องสูตรคูณกันลืม ; นั่น มันก็ถูกแล้ว. แต่นี่พระพุทธเจ้าท่านไม่ลืมดอก แต่ท่าน ก็ยังอุตส่าห์เอามาท่อง. ในพระไตรปิฎกน่ะ ในพระบาลีมันมีอย่างนี้ และ เราไม่เคยพบเลย ว่าพระพุทธเจ้าจะเอาสูตรไหนข้อความไหน มาท่อง นอกจากสูตรที่ว่านี้ คือเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ : จักบุญจะ ปฏิจจะ รูเป จะ อุปปชชติ จักขุวิญญาณัง ติณณัง ธัมมานัง สังคติ ผัสโส ผัสสะปัจจยา เวทนา เวทนาปัจจยา ตัณหา ตัณหาปัจจยา อุปาทานัง อุปาทานปัจจยา ภโว ภาปัจจยา ชาติ ชาติ ปัจจยา ชรามรณัง โสกะปริเทวะ ทุกขะโทมนัสสุปายาสา สัมภวันติ เอวเมตัสสะ เกาะลัสสะ

น.39 ๒๙ ทุกขักขันธัสสะ สมุทโย โหติ - ทุกข์ทั้งปวงเกิดขึ้น นี่เรื่องตา แล้วท่านท่องชุดหู แล้วชุดจมูก ชุดลิ้น ชุดกาย และชุดใจ. น่าประหลาดที่ว่า พระพุทธเจ้ายังท่องเหมือนกับเด็ก ท่องสูตรคูณกันลืม เด็กถ้าไม่ท่องสูตรคูณมันก็ลืม แต่ว่า พระพุทธเจ้าท่านไม่มีทางจะลืมดอก ไม่มีทางจะลืมได้ แต่ ท่านก็ยังเอามาว่าเล่น, มาว่าเล่นสูตรอื่นไม่มี เนื้อความอย่าง อื่นไม่มี ที่พระพุทธเจ้าจะเอามาท่องเล่นอย่างนี้. ผมเลยตั้งชื่อใหม่ว่าปฏิจจสมุปบาทฮัมเพลง คือพระ พุทธเจ้าท่านเอามาร้อง เหมือนกับร้องเพลงเล่น. อันนี้ เข้าใจได้ง่าย, อธิบายเข้าใจได้ง่าย. แต่ปฏิจจสมุปบาทใหญ่ เช่น อวิชชาปัจจยาสังขารา; อธิบายยาก; แต่ก็เหมือนกัน; พออธิบายถูกแล้วจะเหมือนกัน, จะเข้ารอยเดียวกัน. เอาเป็นว่า เมื่อมีผัสสะแล้วเรามันโง่; ตอน นั้นแหละมันก็ปรุงไปทางเวทนาโง่ ตัณหาโง่ เกิดอุปาทาน เกิดทุกข์. ถ้าเราฉลาดทัน ในเวลาแห่งผัสสะ เป็นผัสสะ ฉลาด, และเวทนาจะฉลาด และไม่เกิดตัณหาโง่, เกิดความ ต้องการที่ฉลาด มันก็ทำไปตามที่ควรจะทำ, มันก็ ไม่เกิด

น.40 ๓๐ ทุกข์. ถ้าเวทนามันโง่, ตัณหามันโง่, มันก็ทำไปตามทางที่ มันผิด ไม่ควรจะทำ นี้เราจะพยายามสอนเรื่องนี้ให้รู้กันทั่วโลก ว่านี้ คือหัวใจของพุทธศาสนา ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า นี้เป็น อาทิพรหมจรรย์. ช่วยกันทำให้โลกรู้หัวใจของพุทธ- ศาสนา ท่านเรียกว่า "อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปปาโท"; ชื่อยาวมาก อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปปาโท. กฎนี้กฎปฏิจจ- สมุปบาทนี่ ถ้าให้สั้น ๆ เรียกสั้น ๆ ก็ เรียกว่า อิทัปปัจจยตา ก็ได้; แต่ถ้าเรียกเต็มยศ ก็เรียกว่า อิทัปปัจจยตาปฏิจจ- สมุปปาโท. สั้นเข้ามาหน่อยก็เรียกว่า ธัมมฐิตตา ธัมมนิยาม ตา, สั้นเข้ามาอีก ก็เรียก อนัญญูถตา อวิตถตา, สั้นเข้ามา อีก ตถาตา สามพยางค์เท่านั้น ตถตา - เช่นนั้นเอง คือมัน เป็นเช่นนั้นเอง ตามกฎอย่างนี้. ถ้าว่าเรา รู้ตถตา-เช่น นั้นเอง นี้แล้ว เรา จะไม่ยินดี เมื่ออร่อย, จะไม่ยินร้าย เมื่อ ไม่อร่อย, เมื่อสวยไม่สวย เมื่อหอมไม่หอม ทุก ๆ คู่แหละ, มันก็ ไม่เกิดตัณหา ไม่เกิดอุปาทาน ไม่เกิดทุกข์; แต่ต้องมีสติมากพอ เร็วพอ ไม่อย่างนั้นมันไปเสียก่อนแล้ว มันนึกไม่ได้.

น.41 ๓๑ ถ้าว่าคุณ มีสติไม่พอ ปฏิจจสมุปบาทมันก็เป็นไป ในทางเป็นทุกข์; ถ้าว่าไม่เคยฝึกหรือไว้ไม่พอ ก็รีบไปฝึก ต่อ ลาสิกขาบทแล้วก็ฝึกได้, ฝึกต่อ ให้มีสติเร็วทันควันเมื่อ มีผัสสะ, อย่าได้มีการกระทำผิดพลาดโง่เขลาในขณะ แห่งผัสสะ แล้วมันจะไม่เกิดตัณหา อุปาทาน มันจะไม่เกิด ทุกข์. เรื่องนี้อยู่ที่นี่ว่าสติไม่พอไม่ว่าใคร สติไม่พอในขณะ แห่งผัสสะ ต้องมีเวทนา ตัณหา ชนิดที่ทำให้เกิดทุกข์. เรื่องหัวใจของพุทธศาสนา ก็คือเรื่องนี้ เรื่อง อิทัปปัจจยตา; เรื่องตั้งต้นก็เรื่องนี้, เรื่องปลายสุดก็เรื่องนี้. ผมกำลังบอกพวกฝรั่งว่า พุทธศาสนาหัวใจคือเรื่องนี้ เรื่อง อิทัปปัจจยตา เป็นตั้งแต่ ก ถึง ฮ, เรื่องปฏิจจสมุปบาทเป็น พุทธศาสนาตั้งแต่ ก ถึง ฮ. พูดกับฝรั่งว่ามันเป็นตั้งแต่ แอลฟ่า ถึง โอเมก้า คือตั้งแต่ ก ถึง ฮ; ฉะนั้นคุณสนใจ เรื่องนี้ อย่างที่ว่าสั้น ๆ เมื่อตะกี้นี้ เป็นสิ่งสูงสุด ทำผิดจะ เกิดทุกข์ ทำถูกจะไม่เกิดทุกข์; แล้ว พระพุทธเจ้า ตรัสรู้ก็คือตรัสรู้เรื่องนี้. เราได้ยินกันแต่ว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องอริย- สัจจ์สี่; แต่ไปดูเถอะมันไม่มีอริยสัจจ์สี่ มันมีเรื่อง

น.42 ๓๒ ปฏิจจสมุปบาทถอยหลังเข้ามา : ทุกข์มาจากชาติ - ชาติมา จากภพ -ภพ มาจากอุปาทาน-อุปาทานมาจากตัณหา-ตัณหา มาจากเวทนา-เวทนา มาจากผัสสะ-ผัสสะมาจากอายตนะ -จนถึง ตัวต้นอวิชชา; นั่นแหละคืออริยสัจจ์สี่ ทุกข์เกิด ขึ้นเพราะผิดอย่างนี้, ทุกข์ดับเพราะถูกอย่างนี้, เรียกว่า อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาท. พระพุทธเจ้าตรัสรู้คือตรัสรู้เรื่องนี้, เรื่องอิทัปปัจจยตา ที่ว่านี้ ; เรื่องอิทัปปัจจยตาที่ว่า. แต่เรามาสอน มาบอก มาพูดกันว่า ตรัสรู้อริยสัจจ์สี่ นี่ก็ถูก แล้ว เพราะเรื่อง เดียวกัน. ทีนี้อิทัปปัจจยตา หรือ อริยสัจจ์สี่ก็ตามเรื่องเดียวกัน เรื่อง อริยสัจจ์สี่ มีในพระบาลี เลย พระพุทธเจ้าท่าน เรียกว่าตถา; ยิ่งสั้นเข้าไปอีก : ภิกษุทั้งหลายตถามี สี่ คือ ทุกขตถา สมุทยตถา นิโรธตถา เรียกตามชื่ออริยสัจจ์สี่ ; แต่ ไม่เรียกว่าอริยสัจจ์; เรียกว่า ตถา. ตถาสั้นกว่าตถตา เสียอีก, ตถา ก็แปลว่า อย่างนั้น; สิ่งที่เป็นอย่างนั้นคือ ทุก สิ่งเป็นอย่างนั้นคือเหตุให้เกิดทุกข์, สิ่งที่เป็นอย่างนั้น คือความดับแห่งทุกข์, สิ่งที่เป็นอย่างนั้นคือทางให้ถึง

น.43 ๓๓ ความดับแห่งทุกข์ ; เรียกว่าตถา คือเรื่องปฏิจจสมุปบาท ตถาน่ะสั้นที่สุด ตถตา อวิตถตา อนัญญูตา ธัมมฐิตตา ธัมมนิยามตา อิทัปปัจจยตา อิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปปาโท นี่กี่คำ ๆ นี้คือสิ่งเดียว, เรื่องเดียวกัน. พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องอิทัปปัจจยตา เป็นกฎ ของธรรมชาติ มีอยู่ตามธรรมชาติ ไม่มีใครแต่งตั้ง, เป็นตัวกฎของมันเอง. กฎของธรรมชาติไม่มีใครแต่งตั้ง, ไม่ใช่กฎหมาย, ไม่ใช่ระเบียบข้อบังคับที่มนุษย์แต่งตั้งสำหรับ มนุษย์, นี่มันเป็นเรื่องสมมุติ ; ถ้าเป็นกฎของธรรมชาติ มนุษย์ไม่ได้แต่งตั้ง มีอยู่ตามกฎธรรมชาติ, พระพุทธเจ้า เป็นผู้ค้นพบ แล้วเอามาบอก, เอามาบอก. บท สวดมนต์แปล เรื่องอิทัปปัจจยตามีอยู่บทหนึ่ง ที่นี่สวดอยู่บ่อย ๆ ที่วัดชลประทานจะสวดหรือไม่สวดก็ไม่รู้ เรียกว่าบทอิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปปาโท คือเรื่องนี้. พระพุทธเจ้าตรัสรู้อิทัปปัจจยตา คือ ทรงพบกฎ ของธรรมชาติ และทรงเคารพเป็นสิ่งสูงสุด. พอตรัสรู้แล้ว ก็มี ปัญหาเกิดขึ้นว่า ต่อไปนี้จะเคารพใคร ? ในที่สุด ทรงพบ เองว่า เคารพสิ่งที่ตรัสรู้ นั่นแหละ ; แล้ว สิ่งที่ตรัสรู้ก็คือ

น.44 กฎอิทัปปัจจยตา. พระพุทธเจ้าเลยเคารพ กฎอิทัปปัจจยตาในฐานะเป็นสิ่งสูงสุด จนถึงประกาศว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ในอดีตก็ดี อนาคตก็ดี ปัจจุบัน ก็ดี ล้วนแต่เคารพธรรม. ธรรมะนี้ธรรมที่ตรัสรู้ อิทัป. ปัจจยตา. ตรัสบอกว่า นี่คือพระเจ้า, พระเจ้าสูงสุดในพุทธ ศาสนา อิทัปปัจจยตานี่สร้างโลก ควบคุมโลก ทำลาย โลก, อิทัปปัจจยตา อยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง เป็นใหญ่ กว่าสิ่งใด ๆ. คุมอะไรก็ได้ทุกแห่ง เหมือนกับว่ารู้ทุกสิ่ง มีความรู้ทุกสิ่ง แต่มิใช่บุคคล. พุทธศาสนามีพระเจ้าชนิดที่มิใช่บุคคล ; ศาสนา อื่น ๆ เขามีพระเจ้าอย่างที่เป็นบุคคล มันผิดหลักกัน. ถ้า พระเจ้ามีความรู้สึกอย่างบุคคล เดี๋ยวก็ทำผิดอย่างบุคคล, เดี๋ยวก็ยินดียินร้ายอย่างบุคคล. แต่ถ้าพระเจ้าเป็นกฎธรรม- ชาตินี้ไม่ได้ จะยินดียินร้ายไม่ได้ จะลำเอียงไม่ได้ ฉะนั้น เป็น พระเจ้าที่แน่นอนกว่า, คือมันเป็นกฎไม่ใช่บุคคล. กฎนี้ถ้าเราทำผิดเมื่อไร เราจะมีความทุกข์ ; ถ้าเราไม่ทำผิด เมื่อไร เราจะไม่มีความทุกข์.

น.45 ๓๕ นี่เราบอกพวกฝรั่งว่า พุทธศาสนามีพระเจ้าคือ อย่างนี้ ; แล้วมันเผอิญกันเสียด้วย มันกลายเป็นเรื่องตลกไป เฉพาะในภาษาไทยเท่านั้น ภาษาอังกฤษไม่ได้ ภาษาไทยเรา เรียกว่ากฎ. กฎอิทัปปัจจยตาคือกฎของธรรมชาติ. ถ้าคุณ ออกเสียงคำว่ากฎนี้ให้มันยาว มันก็เป็น God นั่นเอง, เลย หัวเราะกัน. พุทธศาสนาก็มี God แต่ว่าเราออกเสียงมันสั้นไป เหลือแต่กฎ. เรายังจะพูดกันไปอีกนาน ว่า พุทธศาสนามีกฎ, ไม่มีพระเจ้าไหนจะมาสร้างกฎ ดอก ; ถ้าว่าสิ่งใดสร้างขึ้นได้ สิ่งนั้นไม่ใช่กฎสิ่งที่เรียกว่าเป็นกฎของธรรมชาติ ต้องไม่มี ใครสร้างขึ้น มันเป็นตัวมันเอง. ฉะนั้น พระเจ้าของชาว พุทธนี้พิสูจน์ได้ทุกเมื่อ, นักวิทยาศาสตร์จะยอมรับได้ ; แต่นักวิทยาศาสตร์ไม่ยอมรับ พระเจ้าทั้งหลาย ที่เขามี ๆ กันอยู่ก่อน ที่เป็นอย่างบุคคล. เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้วมา อาทิตย์ที่สามของเดือนนั้น ผมพูดวิทยุ เล่าเรื่องพระอิศวรกินกุ้ง, คุณพังหรือเปล่า ? เคย เล่าทางวิทยุตั้งสองหนแล้ว, พระอิศวรกินกุ้ง. นี้ถ้าเป็นพระเจ้า มีความรู้สึกอย่างบุคคล มันก็ลำเอียงซิ, ลำเอียงได้. ที่เป็น

น.46 ๓๖ อย่างบุคคล มันมีอะไรปรุงแต่งได้ ; ถ้าเป็นกฎธรรมชาติ อะไรจะปรุงได้ล่ะ เรื่องมีว่า สัตว์ไปพ้องพระอิศวรว่า มนุษย์เบียด- เบียนนักขอให้ช่วยที กุ้งก็ไปเฝ้าด้วย. กุ้งร้องทุกข์มากกว่า สัตว์ใด ๆ ว่า มนุษย์กินกุ้งอย่างทารุณ โหดร้าย, กุ้งร้องทุกข์ มากกว่าสัตว์ใด ๆ พระอิศวรก็เลยพูดว่า ถ้าอย่างนั้น เนื้อของ แกคงกินอร่อยมากกว่าสัตว์ใด ๆ ฉันก็อยากจะลอง. นั่น พระเจ้าเกิดรู้สึกอย่างนั้นขึ้นมา เป็นนิทานสำหรับเด็ก กุ้งก็ถอย ถอยหลังมา ไม่ได้กลับหน้า, กลับหลังหัน ไม่ทัน เอาหลังโก่งไว้ เดินมา, จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ กุ้งก็เอา หลังไปอยู่นั้น. คนแก่ ๆ เขาเล่าให้พวกเราเด็ก ๆ ฟัง ว่าทำไม กุ้งจึงมีขี้ขึ้นไปอยู่บนขมองหัว เพราะมันตกใจว่าพระอิศวร จะกิน, แล้วมันกลับหลังหันไม่ทัน มันเลยเอาหลังไปทั้งนั้น. ถ้าคุณไม่รู้ก็รู้เสีย กุ้งมันไปไหน มันเอาหลังไปทั้งนั้น, การ ว่ายน้ำของกุ้งเอาหลังไป, เราเลยเอามาล้อเล่นว่า ถ้าพระเจ้า มีลักษณะเป็นบุคคล มีความรู้สึกอย่างบุคคลแล้ว มันก็จะ ไม่อยู่ในร่องในรอย, ลำเอียงได้.

น.47 ๓๗ นี่ พระเจ้าอย่างเป็นวิญญาณ มีความรู้สึกเป็นอย่าง บุคคลนี้ มันก็ลำเอียงได้ เพราะว่าถูกปรุงแต่ง มันไม่ไป อยู่ในทุก ๆ ปรมาณูของทุกสิ่งได้ พระเจ้าชนิดนี้. พระเจ้าที่ เป็นกฎอิทัปปัจจยตาเท่านั้น ที่ว่าจะเข้าไปอยู่ในทุก ๆ ปรมาณู ที่รวมกันเป็นจักรวาล ฉะนั้น พระเจ้าอิทัปปัจจยตา จึงเป็น พระเจ้าที่แท้จริง ที่นักวิทยาศาสตร์ยอมรับได้. นี่เราจะพูดอย่างนี้เรื่อย ๆไปในอนาคต เป็นพระ- เจ้าสูงสุดที่แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ยอมเคารพ. ถ้าใครทำผิด ต่อกฎนี้ คนนั้นจะมีความทุกข์ทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเวลาที่ผัสสะเข้ามากระทบ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวหนัง ทางจิตใจ. ฉะนั้น จำไว้สั้น ๆ คำเดียวว่า ถ้าทำ ผิดต่อกฎนี้ ในขณะผัสสะแล้ว จะมีความทุกข์ ; ทำไม่ ผิดต่อกฎนี้ในขณะแห่งผัสสะ จะไม่มีความทุกข์เลย ; อธิบาย เท่าไรก็ได้ไม่ติดต้น. ฉะนั้นเมื่อใดเกิดความทุกข์ขึ้นในใจ แล้วรีบค้นหาเถอะ คุณได้ทำผิดเกี่ยวกับผัสสะอย่างใดอย่าง หนึ่งเข้าแล้วละ ต่อไปในอนาคตนั้นน่ะ. ฉะนั้นขอให้เอาความรู้ ที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา นี้ติดตัวไปด้วย เมื่อจะลาสิกขาออกไป คือให้รู้ว่า ถ้าทำผิด

น.48 ๓๘ ต่อกฎของอิทัปปัจจยตา ในขณะที่มีผัสสะแล้วเราจะต้อง เป็นทุกข์ ; ถ้าไม่ผิดก็ไม่มีทุกข์. นี่คือเรื่องหัวใจหรือ ทั้งหมด, ทั้งเนื้อทั้งตัวทั้งหมด ทั้งตั้งต้นทั้งเบื้องปลายทั้งตรงกลาง ของพระพุทธศาสนาคือ กฎอิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาท. ถ้าได้ความรู้อันนี้ไป ใช้อย่างถูกต้องก็เรียกว่า การบวชของคุณครั้งหนึ่งไม่เสีย, ไม่ เสียเวลาเพราะว่าได้ความรู้ทางปริยัติที่สมบูรณ์ที่สุด ความรู้ ทางปริยัติที่สมบูรณ์ที่สุดในพุทธศาสนา เอาไปบ้านกลับไป ด้วย. ทีนี้ ถ้าปฏิบัติได้ ด้วย, ปฏิบัติอย่างว่าได้ด้วย ก็ ได้ปฏิบัติในพุทธศาสนาทั้งหมดทั้งสิ้น. เอาไป, กลับไปบ้าน แล้วไม่ต้องสงสัยละ ก็ได้ปฏิเวธ คือผลของมันทั้งหมดทั้งสิ้น เพราะว่าจะมีแต่ความไม่ทุกข์ ชีวิตเยือกเย็นเป็นนิพพาน. การบวชนี้ก็ไม่เสียที ไม่เสียผ้าเหลืองเปล่า เหมือนที่บวช ๆ กันโดยมาก, ได้ไปอย่างสมบูรณ์ทั้งโดยนัยะแห่ง ปริยัติ, โดยนัยะแห่ง ปฏิบัติ, โดยนัยะแห่ง ปฏิเวธ เพราะรู้เรื่อง อิทัปปัจจยตาปฏิบัติได้ แล้วก็ได้รับผล.

น.49 ๓๙ ผมคิดว่าพอแล้ว เวลาเกือบชั่วโมงครึ่ง สำหรับ พูดวันนี้เป็นวันแรก ว่า จะต้องได้อะไรในการบวชครั้งนี้ แม้ บวชตามประเพณี ; เพราะว่าเพียงแต่ได้ความรู้ว่า ต่อไปนี้ จะเรียนกันอย่างไรก็พอ ก็คุ้มค่าแล้ว. เดี๋ยวนี้ได้รู้ไปจน ถึงกับว่า ทำอย่างไรจึงจะไม่เกิดความทุกข์เลย. เรื่องมัน ไม่มาก แต่ว่าเราสอนกันไม่ถูกวิธี เราเรียนกันไม่ถูกวิธี มันจึงไม่พบจุดที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา จึงหวังว่าเราจะ แก้ปัญหานี้ได้ในอนาคต เรียนเสียให้ถูกวิธี, เข้าใจ เสียให้ถูกวิธี, ปฏิบัติให้ถูกวิธี, ได้รับผลตามที่ควรจะได้ เอาละ, วันนี้ก็พูดเท่านี้

น.50 ศึกษาให้รู้จักอิทัปปัจจยตา* แม้การพูดครั้งนี้ ก็จะพูดเรื่องที่จะมีประโยชน์ แก่ผู้ที่จะลาสิกขาต่อไปตามเดิม. ในครั้งที่แล้วมา ก็ได้พูด ถึงสิ่งที่เรียกว่า อิทัปปัจจยตา มาบ้างแล้ว แต่ยังไม่เป็นที่ กระจ่าง ; เพราะเรื่องมันยังมีมากกว่านั้น, และที่จำเป็น อย่างยิ่ง ก็คือที่จะเอาไปใช้ให้เป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวัน อย่างที่เรียกกันว่า ในชีวิตประจำวัน. คนเรามีหน้าที่ที่จะทำตัวไม่ให้เป็นทุกข์ และช่วย ให้ผู้อื่นก็ไม่เป็นทุกข์, เรียกว่าเราจะต้องมีความรู้หรือการ กระทำ ชนิดที่ไม่ให้ใครเป็นทุกข์, ให้ทุกคนอยู่ร่วมกัน โดยไม่ต้องเป็นทุกข์ นี่เป็นสิ่งสูงสุดของมนุษย์. เดี๋ยวนี้ก็ อยู่กันอย่างที่เรียกว่ามีความทุกข์ ไม่ อย่างนั้นก็อย่างนี้ ; มีความทุกข์ส่วนตัว, มีความทุกข์ที่ เนื่องด้วยสังคม, มีความทุกข์กันทั่วโลก, เรียกว่าชีวิตนี้มัน * โอวาทแก่พระภิกษุราชภัฏ จากวัดชลประทาน เมื่อ ๖ ต.ค. ๒๕ ๔๐

น.51 ๔๑ เกือบจะไม่มีค่า หรือว่าโลกนี้ไม่มีค่า. ถ้าจะให้มันมีค่า มันก็หมายความว่า มีสันติสุขส่วนบุคคล, มีสันติภาพเป็น ส่วนรวม แล้วเรื่องนี้ มันขึ้นอยู่กับเรื่องอิทัปปัจจยตา โดยตรง. เหตุผลที่ใช้คำอิทัปปัจจยตา. ทีนี้ บางคน สงสัยว่าเรื่องอิทัปปัจจยตาอะไรกันไม่ เคยได้ยิน, บางคนก็จะคิดว่าว่าเอาเอง, ก็เลยขอบอกให้รู้กัน เสียที. ให้รู้อย่างตลอดกาลเลย ว่า เรื่องในพระไตรปิฎก ทั้งหมดยังมีตกค้างอยู่หลายเรื่อง ที่ไม่ได้เอามาพูดกัน, หรือว่าคำชนิดนั้นไม่ได้เอามาพูดกัน ยังตกค้างอยู่ในพระ- ไตรปิฎก. พอผม เอามาพูดเข้า เขาก็สงสัยว่า นี่ทำไมมัน แปลกนักล่ะ ? ชื่อก็แปลก, อะไรก็แปลก, ว่าเอาเอง ละกระมัง. อย่างนี้ก็ขอบอกเสียได้เลยว่า ไม่ได้ว่าเอาเอง แต่ มีอยู่ในพระไตรปิฎก นั่นแหละ, มีอยู่ทั่ว ๆ ไปด้วยซ้ำไป. แต่ว่าเขาไม่ได้เอามาพูด ; จะเพราะเหตุใดก็ไม่แน่นัก ; แต่ รู้ว่า เพราะเหตุที่ว่า เขาไม่เอามาพูด เพราะเขาไม่ชอบที่จะ

น.52 ๔๒ เอามาพูด หรือไม่อยู่ในวิสัยที่จะเอามาพูด ; คำแปลก ๆ จึง ตกค้างอยู่. โดยเฉพาะเช่นคำว่า อิทัปปัจจยตา ซึ่ง เป็น คำพิเศษ แปลกมาก มีความหมายพิเศษมาก มีค่ามาก อะไรมาก. คำอื่นอีกมาก เช่นคำว่า เกพลี อย่างนี้ คุณได้ยิน ไหม ? เข้าใจว่าอะไร ? เรียนนักธรรมจบ, เรียนเปรียญจบ ก็ยังไม่เคยได้ยินคำว่า เกพลี ซึ่งมีอยู่หลายแห่งในพระไตรปิฎก. เกพลี เป็นคำแทนชื่อของพระอรหันต์. เกพลี แปลว่า มีทั้งหมด, เป็นทั้งหมด ; แต่เขาไม่แปลกันดอกคำนี้. ถ้า ไปเกิดแปลเข้า ก็เลยไม่รู้ ไม่ได้ยินคำว่า "เกพลี" ไปแปลว่า อย่างไรเสีย แล้วก็ไม่ถูก. นี่เป็นคำที่ชาวบ้านเขารู้กันใน ประเทศอินเดียสมัยนั้น ; ไม่ต้องแปล. แล้วก็เป็นคำสูงสุด สำหรับใช้เรียกมนุษย์ที่สูงสุด เช่นพระอรหันต์ เป็นต้น. แล้วคำที่คล้าย ๆ กับ อิทัปปัจจยตา คือคำว่า อตมฺม- ยตา ; คุณก็คงไม่เคยได้ยินแน่. ผมไม่ใช่ว่าจะประมาทดู ถูกคุณดอก, คุณคงไม่เคยได้ยินดอก อตมฺมยตา, อ๋ แล้วก็ ตํ แล้วก็ มยตา - ความที่ไม่ได้สำเร็จออกมาจากสิ่งนั้น คือ ความที่ไม่ถูกปรุงแต่ง, ความที่ไม่ถูกปรุงแต่งโดยสิ่งใด, แล้ว

น.53 ๔๓ ก็มีขึ้นมา นั่นก็เป็นชื่อของ อสังขตธรรม หรือวิสังขาร, เป็นธรรมธาตุชนิดหนึ่งซึ่งมีอยู่. ก็มีคุณสมบัติ คือ ไม่ถูก ปรุงแต่ง, ไม่ทำให้ถูกปรุงแต่ง, แล้วมันก็ เป็นที่ดับแห่งทุกข์ ทั้งปวง, อย่างนี้เป็นต้น. เอาละ, ถ้าจะพูดกันด้วยเรื่องอย่างนี้มีอีกมาก เสีย เวลาเปล่า, พูดทั้งคืนก็ไม่จบ ; เพราะมันมีคำอีกมาก ที่ ไม่ได้เอามาพูดกัน, แล้วถ้าเขาเอามาแปล เป็นพระไตรปิฎก แปลไทย เขาก็แปลเสียจนไม่รู้ว่า มันเรียกว่าอะไร, เป็นคำ ธรรมดาไปหมด, ที่จริง คำเหล่านี้ต้องไม่แปล. คำ อิทัปปัจจยตา มีความหมายลึก. ทีนี้ก็จะพูดถึงเรื่อง อิทัปปัจจยตา สังเกตดูมันคล้ายๆ กับว่า เขาเห็นว่า สูงเกินไปหรือลึกเกินไป ไม่เอามาพูด, หรือ คิดว่าคนคงจะฟังไม่ออก, แล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไร. ฉะนั้น เราจึงได้ยินคำที่น้อยมาก แม้ในหมู่ชาวพุทธ, พุทธบริษัท, กลับได้ยินคำที่สำคัญที่สุด มีค่าที่สุดในพระพุทธศาสนานี้ น้อยมาก.

น.54 ๔๔ นี่ผมจะถูกหาว่า ทำให้เสียเวลาบ้าบออะไรก็ได้ ที่ เอาคำลึก ๆ แปลก ๆ มาให้ศึกษา มาให้ถือเป็นหลัก. นี้ก็ ไม่ได้มีเจตนาจะทำให้ยุ่งยากลำบากอย่างนั้น ; แต่ เห็นว่า มัน เป็นคำที่ควรจะรู้จริงๆ แล้วก็มัน สำ คัญมาก คือเป็นหัวใจ ของพุทธศาสนา, แล้วมันก็มีค่ามาก คือมันเป็นเรื่องที่ ดับทุกข์ได้ ; ฉะนั้นขอให้ฟัง ใจความสำคัญว่า มีความ ทุกข์เพราะทำผิดต่อกฎอิทัปปัจจยตา . นี่ใครก็ตาม เทวดา มนุษย์ สัตว์เดรัจฉาน อะไรก็ตาม มันจะมีความทุกข์ เมื่อ ทำผิดต่อกฎของอิทัปปัจจยตา, และ จะไม่มีความทุกข์เมื่อ ไม่ทำผิดต่อกฎอิทัปปัจจยตา มันมีเท่านี้. แล้วมันชั้นละเอียด ชั้นที่ลึก ที่ละเอียด เ กี่ยวกับ จิตโดยตรง, แล้วก็ รวดเร็วเป็นสายฟ้าแลบ ; ไม่ใช่ จะมานั่งพูดว่า ทำถูก สุจริต ทางกายวาจาใจ เป็นสุข, ทุจริต ทางกาย วาจา ใจ เป็นทุกข์ ; อย่างนั้นมันยืดยาด, แล้ว มันก็ไม่เฉียบขาด, เรียกว่าไม่ขลังไม่ชะมัด เหมือนกับยาตัด โรคอันเด็ดขาด. คุณค่อยฟังเอาเองก็แล้วกัน ว่ามันหมาย ความถึงอะไร.

น.55 ๔๕ ถ้าทำผิดกฎของอิทัปปัจจยตาแล้วจะเป็นทุกข์, หรือถ้าเป็นเรื่องใหญ่ ๆ เรื่องทั้งหมด ก็เรียกว่ามันจะไม่เจริญ จะไม่มีสันติภาพ. ถ้าเป็นส่วนบุคคลคนหนึ่ง มันจะเป็น ทุกข์ ถ้ามันทำผิดกฎของอิทัปปัจจยตา. ที่นี้ถ้าไม่ทำผิด คือ ทำถูกต้องตามกฎของอิทัปปัจจยตา บุคคลก็จะไม่ เป็นทุกข์, สังคมก็จะไม่เป็นทุกข์, กระทั่งว่าโลกนี้มันก็จะ ไม่เป็นทุกข์, เพราะมันประกอบขึ้นด้วยบุคคล เมื่อบุคคล แต่ละคนไม่มีความทุกข์ ทั้งโลกมันก็ไม่มีความทุกข์ ; อย่างนี้ควรจะเห็นได้เอง. แล้วที่มันละเอียด, มันเป็นเรื่องทางจิตใจโดยตรง, และมันเร็วเหมือนกับสายฟ้าแลบ ตามแบบของจิตใจ, แป๊บ เดียวมันก็ไปถึงความทุกข์แล้ว ; ไม่ใช่มานั่งรอให้นับนั่น นับนี่อยู่ได้. - สังเกตดูเถอะที่มันโกรธขึ้นมานี้ มันก็แว็บ เดียว เหมือนกับฟ้าแลบ ; ได้เห็นหรือได้ฟังเสียงอะไรเพียง คำเดียวแป๊บเดียว ก็กลายเป็นเรื่องโกรธ เรื่องเกลียด เรื่อง กลัว. เป็นความทุกข์ที่สมบูรณ์แล้ว. นี่มันรวดเร็วอย่างนี้, เหมือนกับสายฟ้าแลบ เพราะมันเป็นเรื่องจิตโดยตรง.

น.56 ๔๖ คำว่า อิทัปปัจจยตา นี้ ถ้าว่ากัน โดยตัวหนังสือ นะ มันแปลว่า เพราะมีสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ; เพราะ มีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. คุณคิดดูเถอะ มันเป็น หลักพุทธศาสนา ที่ว่า พุทธศาสนานี้ เป็นศาสนา แห่งเหตุปัจจัย, มันไม่มีตัวตน ไม่มีพระเจ้า ไม่มีผีสางอะไร อื่น นอกไปจากเหตุปัจจัย คือสิ่งที่เป็นเหตุเป็นปัจจัย. เพราะ มีสิ่งที่เป็นปัจจัย สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น: เหมือนกับที่เรียนพุทธ ประวัติมาแล้ว : เรื่องพระอัสสชิถูกถามถึงว่า อะไรเป็นหัวใจ อะไรเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา คือธรรมะที่ท่านชอบ ? พระอัสสธิก็ตอบคาถาพระอัสสธิ ที่ว่า เย ธมฺมา เหตุปป . ภวา เป็นต้น ; ล้วนแต่บอกเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย, จะเกิดหรือ ดับก็ตามเหตุตามปัจจัย พระศาสดาของเรารู้เรื่องนี้. และเขาก็ถือว่า คำตอบของพระอัสสชิ เป็นหัวใจของ พุทธศาสนา มาจนกระทั่งทุกวันนี้. พุทธศาสนาจะต้อง มีหัวใจเป็นเรื่องเหตุผล, เหตุและปัจจัย และผลของมัน ไม่ขึ้นอยู่กับผีสางเทวดา , บูชาบวงสรวงอ้อนวอนอะไร เหมือนกับลัทธิอื่น ๆ ที่มีอยู่ในประเทศอินเดียหรือในโลก

น.57 ๔๗ คำนี้แปลว่า เพราะมีสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ; ถ้ามีคำว่า ปฏิจจสมุปปาโท ต่อท้ายอีกทีหนึ่ง ก็แปลว่า คือ การอาศัยกันแล้วเกิดขึ้น เพราะมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น, คือการอาศัยกันแล้วเกิดขึ้น. มันก็เหมือน กับหลักกฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ ; เพราะมีเหตุปัจจัย บัดนี้กระทำแก่กัน สิ่งนี้ก็เกิดขึ้น เป็นสิ่งใหม่เรื่อยไป. ดังนั้น การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ จึงสามารถพบสิ่งใหม่แปลก ประหลาดยิ่งขึ้นไปเรื่อย. นั่นคือกฎแห่งเหตุและปัจจัย ซึ่ง เรียกในที่นี้ว่า กฎของอิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปบาท ตัว หนังสือมันว่าอย่างนี้. ตัวกฎนี้เป็นกฎของธรรมชาติ. ทีนี้ ตัวจริง ของมัน ก็คือ กฎของธรรมชาติ ที่ ควบคุมธรรมชาติอยู่ ซึ่งมัน จะต้องเป็นอย่างนั้น, อย่าง ที่เรียกว่าตายตัว เฉียบขาด เหมือนกับว่าเป็นพระเจ้า, เป็นพระเป็นเจ้าสูงสุดกว่าสิ่งใด. ทุกสิ่งอยู่ใต้กฎอันนี้ ทุก สิ่งที่เราจะรู้สึกได้ เห็นได้ พึ่งได้ ดมได้ ดูได้. ทุกสิ่งที่เป็น ปรากฏการณ์อยู่ในโลก มันก็เป็นไปตามกฎนี้ แล้วเกิดขึ้น

น.58 ๔๘ โดยกฎนี้ ; เพราะว่า กฎนี้สิงอยู่ในที่ทุกแห่ง แต่ไม่ใช่ อย่างผีสิง. เรื่องผีสิงเป็นเรื่องเล่นละคร เรื่องเล่นตลก แต่ กฎของธรรมชาติสิงอยู่ในสิ่งนี้. เช่นว่าก้อนหินนี้ มันมีกฎ ของธรรมชาติ สิงอยู่ในทุก ๆ ปรมาณูของหินก้อนนี้ ; ฉะนั้น หินก้อนนี้ มันก็เลยต้องเป็นไปตามกฎนั้น แล้วแต่มันจะเป็น อย่างไรต่อไปนั่นแหละ, ดูทำงานของอิทัปปัจจยตา, กฎ ของอิทัปปัจจยตา แต่ที่สิงสถิตอยู่ในทุก ๆ ปรมาณู ของทุก สิ่งที่ประกอบกันขึ้นเป็นสากลจักรวาล. คำว่า "จักรวาล" นั้นมีมากนะ ; แล้วทุก ๆ จักรวาล มัน ประกอบอยู่ด้วยส่วนประกอบย่อยลงมา, ย่อยลงมา จน เล็กที่สุดก็คือปรมาณูของมัน ซึ่งทำให้เป็นหนึ่งอณู, แล้วก็ ทำขึ้นมามากกว่าหนึ่งอณู เป็น tissue เป็นธาตุเป็นอะไร, จนกระทั่งว่าเป็นส่วนประกอบของสิ่งต่าง ๆ ที่มีชีวิต มีร่าง- กาย ของคนก็ดี ของสัตว์ก็ดี ของต้นไม้ก็ดี. เมื่อมันแยกเล็กลงไป, เล็กลงไป, เล็กลงไป, มันก็ ไปสุดอยู่ที่หนึ่งปรมาณู. หนึ่ง ๆ ปรมาณูประกอบอยู่ด้วย

น.59 ๔๙ ส่วนประกอบหรือทำอะไรบ้าง ก็ไปศึกษาดูเอาเอง จากเรื่อง ทางวิทยาศาสตร์ ; มันเสียเวลาเอามาพูด แต่เอามาเป็นส่วน เล็กที่สุด ที่มันไม่มีแบ่งกันอีกแล้ว. ทุกปรมาณูประกอบอยู่ด้วยกฎของอิทัปปัจจยตา ; ทุกปรมาณู จึงเป็นไปตามหน้าที่ของหนึ่งปรมาณูจะต้องทำ อย่างไรบ้าง, แล้วมันก็ประกอบกันขึ้นมาเป็นหนึ่งอณู แล้ว ก็เป็นหนึ่งอะไรก็ไม่รู้ เรียกเป็นภาษาไทยก็ยากลำบาก แต่ว่า ทุกส่วน ๆ จนเป็นธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม เป็น เนื้อหนังมังสา ให้เกิดเป็นความรู้สึกทางจิตใจออกมานี้ มันมา จากทุก ๆ ปรมาณู ที่มันประกอบกันขึ้น. กฎธรรมชาติมีอำนาจลึกซึ้ง. นี้เราเรียกว่า มันมีอำนาจลึกซึ้งถึงที่สุด เรียกว่า กฎธรรมชาติ ซึ่งมีหลักเกณฑ์ว่า เพราะมีสิ่งนี้เป็น ปัจจัย สิ่งนี้ต้องเกิดขึ้น, และว่ามันไม่อยู่เฉย ๆ มันทำหน้าที่ ของมัน ; เพราะฉะนั้นมันก็ ปรุงแต่งสิ่งใหม่เรื่อย อย่างที่ เราเรียกว่า วิวัฒนาการ ไม่รู้จักหยุด วิวัฒนาการนี้ไม่มีรู้จัก หยุด ; เพราะฉะนั้นจึงอยู่ในฐานะเป็นสิ่งสูงสุด มีอำนาจ

น.60 ๕๐ ที่สุดมันก็กฎของความจริงที่ว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกฎนี้, ทุกอย่างเป็นไปตามกฎนี้ ความตั้งอยู่ ของมัน หรือ ความ เปลี่ยนแปลง ของมัน หรือว่า ความเกิดใหม่ ของมัน เป็นไป ตามกฎนี้. ความหมายที่สำคัญที่สุด ก็คือมันเป็นสักว่า อย่างนี้เท่านั้น มันจะ ไม่มีความหมายแห่งตัวตน อัตตา อาตมัน ตัวเรา ตัวตน สัตว์บุคคลอะไรขึ้นมาได้ มันเป็น เพียงอย่างนี้เท่านั้น. ทีนี้ ความรู้สึกว่าเป็นตัวเป็นตนเป็นสัตว์เป็น บุคคลนี้ มัน เป็นความคิด ที่คนหรือสัตว์คิดเอาเอง. เมื่อมีร่างกาย, มีจิตใจ แล้วก็ คิดเอาเองว่ามีตัวมีตน, มีเรา มีเขา มีสัตว์มีบุคคล ; นั่นแหละคือเรื่องที่ จะเกิดความทุกข์ ขึ้นมา, เพราะมันไม่จริง มัน คิดเอาเอง, เมื่อมีตัวมีตน มันก็มีตัวฉัน มีตัวเรา มีตัวเขา, แล้วมันก็มีของเรา ของฉัน ของเราของกู หรือของเขา ; แล้วมันก็ได้กระทบกันเกี่ยว กับเรื่องตัวกู-ของกู ตัวเขาของเขา แล้วก็ได้มีความทุกข์. ถ้าเรารู้ชัดว่า โอ, เป็นแต่เพียงกระแสเปลี่ยน แปลงแห่งอิทัปปัจจยตา ให้เกิดรู้สึกเป็นตัวเรา ตัวกู ตัวเขา

น.61 ๕๑ ละก็ มันก็ ไม่มีเรื่อง, มันไม่มีเรื่องที่จะไป หลงรัก หรือ หลงเกลียด หลงโกรธ หลงกลัว อะไรทุกอย่าง ในสิ่งใด ; เพราะเห็นว่า เป็นเช่นนั้นเอง. คำนี้ฟังดูแล้วมันบ้า ๆ บอ ๆ อย่างไรก็ไม่รู้ "เช่นนั้นเอง" เราก็เอามาบอกกัน ให้ถือ เป็นหลักว่า ตถตา-มันเป็นเช่นนั้นเอง. ให้สั้นกว่านั้น ก็เป็น ตถา เท่านั้น. ตถา ก็แปลว่า เช่นนั้น เหมือนกัน, เช่นนั้นเอง เหมือนกัน. ตถา-เช่นนั้น, ตถตา-ความเป็น เช่นนั้น, ตถาตา-ความเป็นเช่นนั้น, อวิตถตา ไม่ผิดไปจาก ความเป็นเช่นนั้น, อนัญญาตาไม่เป็นโดยประการอื่นไปจาก ความเป็นอย่างนั้น, ธัมมัฏฐิตตา คือ การตั้งอยู่ตามธรรมดา, ธัมมนิยามตา เป็นกฎตายตัวของธรรมดา, อิทัปปัจจยตา คือ ความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น, คือการอาศัยกันแล้วเกิดขึ้น. พูดยาวมาก, เป็นคำใช้ แทนกันได้ในคำเหล่านี้ตั้งแต่คำสั้นที่สุด ตถา ตถตา อวิตถตา อนัญญูตา ธัมมัฏฐิตถา ธัมมนิยามตา อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปปาโท. คำที่ สั้นที่สุด คือคำว่า ตถา, ตถา แปลว่าเช่นนั้น, เช่นนั้นคือเช่นที่มันเป็น. ตถตา ความเป็นเช่นนั้น, คือ

น.62 ๕๒ มัน เป็นตามที่มันเป็น, มันไม่เป็นอย่างอื่น คือ ความที่มี สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้ก็เกิดขึ้น, ความมีสิ่งนี้เป็นปัจจัยสิ่งนี้ เกิดขึ้น ; นี่คือความเป็นเช่นนั้น. ฉะนั้นถ้าคุณเหลียวไปทางไหน คุณ เห็นความ เป็นเช่นนั้น แล้วคุณก็จะไม่รู้สึกว่ามันเป็น ต้นไม้ เป็น หมา เป็นแมว เป็นคน เป็นอะไร, คือ มันเป็นเช่นนั้น, มันเป็นแต่กระแสแห่งความเป็นเช่นนั้น ตามกฎของ อิทัปปัจจยตา ; จะเรียกว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ก็ได้ ; แต่ ใจความสำคัญ คือมัน เป็นเช่นนั้นตามกฎ ของมันเอง. เดี๋ยวนี้เราเห็นก้อนหินก้อนนี้ เราไม่ได้รู้สึกว่า เป็นเช่นนั้นเอง เราเห็นเป็นก้อนหินเสียเรื่อย. บางทีจะ มองไปว่า เข้าทีไม่เข้าที สวยไม่สวย เอาไปทำสวนญี่ปุ่นได้ หรือไม่ ; มันคิดไปในทางนั้น ไม่ได้รู้สึกว่า โอ๊ะ มันเช่น นั้นเอง. นี่เรียกว่า ไม่เห็นอิทัปปัจจยตา หรือไม่เห็น ตถตา. อริยสัจจ์ ๔ เป็นตถา, ตรัสไว้ชัด. อริยสัจจ์ทั้งสี่นั้น พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่า ตถา, ตถา คือความเป็นอย่างนั้น; เป็นอริยสัจจ์ทั้งสี่คือความ

น.63 ๕๓ เป็นเช่นนั้น, คือเป็นอริยสัจจ์ทั้งสี่มีอยู่ ; แต่ คำเหล่านี้ ทำไมเขาไม่เอาออกมาจากพระไตรปิฎก มาสอนมาพูดให้คน ได้ยินเล่า ? แต่แล้วมันก็ มีอยู่ในพระไตรปิฎก เราพยายาม ที่จะเอามาพูดให้ได้ยินว่า ที่เรียกว่า อริยสัจจ์สี่ กันทั่วไป นั้น ในบาลีเขาเรียก เฉย ๆ ว่า ตถาสี่, ตถาสี่อย่าง ; ตถา คือทุกข์, ตถา คือทุกขสมุทัย, ตถา คือทุกขนิโรธ, ตถา คือทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา, เรียกว่า ตถา ตถา . ทั้งนั้น. ผู้ใดถึงซึ่งตถา คือเห็นตถา, ผู้นั้นคือ ตถาคต, ตถาคต. คำว่า ตถาคต นี่ ถ้าเอาตามที่เขาใช้กันอยู่ในครั้ง พุทธกาลแล้วละก็ คือ ผู้ที่ถึงที่สุดแห่งความเป็นผู้ประ- เสริฐ เป็นอริยบุคคลผู้ถึงซึ่งตถา, ถึงซึ่งความเป็นอย่างนั้น แล้วมันไม่เปลี่ยนเป็นอย่างอื่น แล้วก็เรียกว่าถึงที่สุด, หรือ ว่า ถึงซึ่งความจริงของตถา คืออริยสัจจ์สี่ แล้วก็ ดับทุกข์ ได้ ; ฉะนั้นเขาจึงเรียกว่า ตถาคต. พระอรหันต์ทุกองค์เป็นตถาคต; ถ้าตามหลัก ในบาลี. พระพุทธเจ้าก็เป็นตถาคต, พระอรหันต์ทุกองค์ ก็เป็นตถาคต, เพราะว่าถึงแล้วซึ่งตถา. ฉะนั้น การที่

น.64 ๕๔ ถึงซึ่งตถา ก็คือสูงสุดของความประเสริฐ ของความที่ เป็น ก็เป็นมนุษย์ : ฉะนั้นจึงหมดเรื่อง หมดปัญหา ไม่มีปัญหาที่จะเกิดความทุกข์ ในจิตใจของบุคคลนั้นจะไม่ เกิดความทุกข์อีกต่อไป เพราะว่าถึงซึ่งสิ่งสูงสุดแน่นอน ตายตัวเสียแล้ว. นี่คำว่า ตถาเป็นคำแทนชื่อของอิทัปปัจจยตา ตถากับอิทัปปัจจยตาเป็นเรื่องเดียวกัน นี่ก็แปลว่า มัน เป็น สิ่งที่ตายตัวอย่างนั้นเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไม่ได้ สมกับที่ ว่าเป็นกฎ, กฎของธรรมชาติ มีอำนาจเหนือสิ่งใด, ไม่ใช่กฎที่ใครไปแต่งตั้งบัญญัติ, และ ไม่เกี่ยวกับพระเจ้า. พระเจ้าไม่อาจจะแต่งตั้งกฎ เพราะว่าถ้ามีอะไรมา แต่งตั้งกฎ นั้นก็ไม่ใช่กฎ. ถ้าเป็นกฎ คือเป็นสัจจะ เป็น ของจริง มันต้องเป็นอสังขตะ เป็นวิสังขาร เสมอ คือว่า ไม่มีอะไรมาแต่งตั้งมันได้, ไม่มีอะไรทำมันได้, มันจึงจะ เป็นสัจจะหรือกฎ; เพราะฉะนั้น กฎอันนี้จึงสูงสุดเหนือ สิ่งใด เหมือนกับว่าเป็นพระเจ้าสูงสุด ตามมติแห่ง พุทธศาสนา.

น.65 ๕๕ ส่วน พระเจ้าหรือสิ่งสูงสุดในศาสนาอื่น เช่น ศาสนาฮินดู กระทั่งศาสนายิว ศาสนาคริสเตียน ศาสนา โมฮัมหมัดอะไรก็ตาม เขามีพระเจ้าแบบอื่น มีชื่ออย่างนั้น มีชื่ออย่างนี้; เช่นพระพรหม พระอิศวร พระนารายณ์ บ้าง พระยโฮวาบ้าง พระอาล่าห์บ้าง แล้วแต่จะมีชื่อเรียก กันมา. เขาอธิบายไว้ในลักษณะที่ว่ามีความรู้สึก, มีความ รู้สึกเหมือนคนหรือสัตว์ที่มีความรู้สึก. พระเจ้ามีความรู้สึกอย่างบุคคล คิดดู. ก็ยินดียินร้าย ได้ พอใจได้ไม่พอใจได้ ; นั่นพระเจ้าของฝ่ายโน้น, เอาไป เถิด เอาไปเถิด, เราไม่ต้องการ เราจะมีแต่พระเจ้าอย่าง ของพุทธศาสนา คือกฎที่มีหลักเกณฑ์อะไรตายตัว, คือ กฎอิทัปปัจจยตา. ถ้าทำอย่างนี้ผลจะเกิดอย่างนี้, ถ้า ทำอย่างนี้ผลจะเกิดอย่างนี้, ถ้าอย่างนั้นผลจะเกิดอย่างนั้น ตามกฎของอิทัปปัจจยตา. กฎนั้นไม่รู้สึกอะไร ; ไม่ใช่ สัตว์ หรือ ไม่ใช่คน ไม่ใช่สิ่ง ที่มีความรู้สึก ; มันเป็น แต่กฎ, ถ้าทำผ่ายอย่างนั้น มันจะเกิดอย่างนั้นขึ้นมา, ถ้าทำฝ่ายอย่างนี้ มันจะเกิดอย่างนี้ขึ้นมา, คือ ฝ่ายทุกข์ หรือ ฝ่ายไม่มีทุกข์ นั่นเอง.

น.66 ๕๖ ฉะนั้นจึงให้ถือหลักง่ายๆ ว่า ถ้าทำถูกกฎของ อิทัปปัจจยตา ก็คือ ไม่มีความทุกข์ ; ถ้าทำผิดกฎของ อิทัปปัจจยตา คือผิดจากฝ่ายถูก มันก็ผิด มันก็มีทุกข์เท่านั้น. ฉะนั้น จิต นี่ คิดไปผิด หรือ คิดไปถูก ? ถ้าคิดไป ถูกก็ ไม่มีความทุกข์ พอคิดผิดก็เกิดความทุกข์ขึ้นมา, คือ ไปรัก ไปโกรธ ไปเกลียด ไปกลัวอะไรเข้า. ถ้า คิดถูก มันก็โอ, อย่างนั้นเอง ไม่เกิด ความรัก ความโกรธ ความ เกลียด ความกลัว ความวิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ อิจฉาริษยา หึงหวง จนกระทั่งฆ่าฟันกันแหละ ; ที่เกิดเรื่องนั่นเพราะว่า ผิดกฎอิทัปปัจจยตา มีความทุกข์. ฉะนั้นจงรู้สึกกันไว้เถอะ ว่ามันมีสิ่งสูงสุดควบคุม สิ่งทั้งปวงอยู่อย่างนี้. ถ้าเรา ทำผิดต่อกฎนี้ เราจะมีความ ทุกข์ ไม่ว่าใครละ, ถ้า ทำไม่ผิดต่อกฎนี้ ก็จะไม่มีความ ทุกข์. รู้และปฏิบัติตามกฎอิทัป ฯ จะไม่เป็นทุกข์. ทีนี้ก็แยกดูเอาเองซิ เฉพาะเราคนหนึ่ง ; เนื้อ หนังร่างกายของเรานี้ ถ้ามันเกิดเป็นไปผิดจากกฎอิทัป- ปัจจยตาฝ่ายที่จะเป็นสุข มันก็ต้องมีความทุกข์ละ. ถ้าเป็น

น.67 ๕๗ ไปถูก อย่างถูกต้องตามกฎอิทัปปัจจยตาฝ่ายที่จะไม่ทุกข์ มันก็ไม่ทุกข์. ฉะนั้นการที่เราจะเกิดโรคภัยไข้เจ็บอะไร ขึ้นทางเนื้อหนังร่างกาย มันก็อยู่ที่ว่า มันกำลังเป็นตามกฎ ของอิทัปปัจจยตาในลักษณะอย่างไร ; แต่ว่านั่นมันส่วน ร่างกายเท่านั้น ไม่สำคัญดอก ทีนี้ส่วน จิตใจ ซิ พ อจิตใจคิดผิด ปรุงแต่งผิด ตามกฎอิทัปปัจจยตาฝ่ายที่จะไม่มีทุกข์ มันก็เป็นทุกข์ แหละ, นั่นก็คือไปทำผิดทางจิต ; เช่น ไปหลงรัก มันก็ เป็นทุกข์ตามแบบของความหลงรัก, ถ้าไปหลงโกรธ หลง เกลียด มันก็เป็นทุกข์ตามแบบ หลงเกลียด หลงโกรธ กลัว วิตกกังวล อาลัยอาวรณ์, แจกลูกออกไปมากมายหลายสิบชื่อ ; ทุกข์ทั้งนั้น. ฉะนั้นคุณรู้ เรื่องอิทัปปัจจยตา ฝ่ายที่มัน จะไม่เป็นทุกข์ซิ, แล้วก็ปฏิบัติตามนั้น แล้วก็จะไม่มี ความทุกข์ดอก. ทีนี้ปฏิบัติผิดหรือปฏิบัติถูกนั้น ปฏิบัติเมื่อไร กัน ? ก็ตอบว่า เมื่อมีผัสสะนั้น. ผัสสะมีเมื่อไรกัน ? ก็มี เมื่ออายตนะนี้มันทำหน้าที่ของมัน : อายตนะภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีอยู่ในเรา, อายตนะภายนอก คือ

น.68 ๕๘ รูป เสียง กลิ่น รส โผฎสัพพะ ธัมมารมณ์ มันมีอยู่นอกเรา. ทีนี้ตามธรรมดานั้น มันก็ถึงกันตามคู่ของมัน เช่น ตาเห็น รูป. หูได้ยินเสียง, จมูกได้ดมกลิ่น, ลิ้นได้รู้รส, ผิวหนังได้ สัมผัสสิ่งที่มาสัมผัสผิวหนัง, จิตก็รู้สึกต่อสิ่งที่ปรุงขึ้นในจิต เป็นความรู้สึกหรือเป็นความคิดนึกอะไร, เรียกว่ามัน มีการ ถึงกันระหว่างอายตนะ แล้วมัน เกิดความรู้สึกขึ้นที่นั่น อย่างนี้เรียกว่า ผัสสะ ยก ตัวอย่าง คู่แรกนะ คู่แรกคือตากับรูป. ตา กับรูปถึงกันเข้าจะเกิดจักษุวิญญาณ คือการเห็นทางตา เรียกว่า จักษุวิญญาณ ; นี้เรียกว่า จักษุ คือตา, "นั้นเรียก ว่ารูป คือสิ่งข้างนอก ถึงกันเกิดจักษุวิญญาณ ก็เลยได้สาม เรื่อง คือได้จักษุ, ได้รูป, ได้จักษุวิญญาณ. สามเรื่องกำลัง ทำงาน คือสัมผัสกันถึงกัน, นี่ในหน้าที่ของมัน สามอย่าง นี้ทำหน้าที่ของมันพร้อมกัน นี้เรียกว่าผัสสะ. ทีนี้คุณก็รู้ผัสสะแต่ในหนังสือ, รู้ผัสสะแต่ได้ยิน เขาอ่านหนังสือ, ทั้งที่ว่า ตัวเองมีผัสสะทั้งวันทุกวัน : เดี๋ยวทางตา เดี๋ยวทางหู เดี๋ยวทางจมูก ทางลิ้น ทั้ง ๖ ทาง แหละ : แต่ก็ ไม่ได้รู้สึก ดอก คือไม่ได้รู้สึกกับมันลงไป

น.69 ๕๙ ตรงๆ: มันจึงเหมือนกับว่าไม่มี: เพราะว่าเราไม่รู้สึก ถึงขนาดนี้, เราไปรู้สึกรัก โกรธ เกลียด กลัว อะไรไปเสีย แล้ว ตอนโน้นน่ะ แปล๊บเดียวก็อยู่ ที่รัก โกรธ เกลียด กลัว แล้ว, ไม่ได้มาแยกอยู่ว่า อ้าว ! นี่ผัสสะ, แล้วนี่เวทนา, แล้วนี่ตัณหา, แล้วนี่อุปาทาน แล้วเกิดรู้สึก ไปตามอุปาทาน สำหรับจะรัก จะโกรธ จะเกลียด จะกลัว จะอะไรต่าง ๆ; นี่ แวบเดียวยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ. เ มื่อมีการสัมผัสทางอายตนะ เป็นผัสสะ แล้วก็ปรุงแต่งไปตามแบบของอิทัปปัจจยตา. นี่การที่ มีตานี้จึงเป็นเหตุให้มีรูป; ถ้าไม่มีตา ก็ไม่มีรูป เพราะมันไม่มีอะไรจะไปรู้จักรูป ; เพราะถ้าไม่มี ตากับรูป มันก็จะไม่เกิดจักษุวิญญาณ, คือการเห็นทางตา : ถ้าเราไม่มีสามอย่างนี้ สัมผัสกันแล้วก็ไม่มีผัสสะดอก. ถ้า ไม่มีผัสสะก็ไม่มีเวทนา ไม่มีเวทนาก็ไม่มีตัณหา ไม่มีตัณหา ก็ไม่มีอุปาทาน ไม่มีภพ ไม่มีชาติ แล้วก็ไม่มีทุกข์. แต่ เดี๋ยวนี้มันมี มันมี มีตามลำดับอย่างนี้, ปรุงแต่งกันอย่างนี้ ; นี่คือตัวอิทัปปัจจยตา. ถ้าเอามาพูดให้ละเอียดแยกแยะให้เห็น ก็พูดกันตั้ง หลายนาที ว่าตั้งแต่ต้นจนจบ ; แต่เวลาทำงานของ

น.70 ๖๐ อิทัปปัจจยตาแว็บเดียว ยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ : จากการเห็น รูปไปอยู่เป็นความรัก โกรธ เกลียด กลัว อะไรอยู่ทางนั้นเสร็จ แล้ว, เร็วเป็นสายฟ้าแลบ เราก็ยิ่งไม่เห็นซิ, เราก็ยิ่งไม่รู้สึก ว่า เรามีผัสสะ มีเวทนา มีตัณหา มีอุปาทาน มีอะไรตามกฎ อิทัปปัจจยตา. เราดูไม่ทัน, เรารู้สึกไม่ทัน เพราะเรา ไม่รู้เรื่องนี้. พอเราเห็นรูป เราก็โง่ รัก โกรธ เกลียด กลัว อะไร ไปตามเรื่องแล้ว. ได้ฟังเสียง ก็โง่ เพราะไม่รู้อิทัปปัจจยตา เรียกว่าโง่, มันก็เกิดรัก โกรธ เกลียด กลัว ไปตามนั่นแล้ว. ดมกลิ่นก็ดี, ลิ้มรสก็ดี, สัมผัสผิวหนังก็ดี, พอสักว่าสัมผัส มันก็ไปโน้นแล้ว ไปเป็นความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความวิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ อิจฉาริษยาหึงหวง ; ควบคุมไว้ไม่ได้ ก็ฆ่ากันแล้ว, ฆ่ากันตายแล้ว. เช่นว่าคนโหดร้ายคนหนึ่ง พอสักว่าเห็นภาพนี้ มัน ก็รู้สึกว่ามันเห็นภาพนี้ คือศัตรูของเรา แล้วมันก็ฆ่าฟันกัน จนตายไปแล้ว จึงรู้สึกตัว มานอนตายอยู่ที่นี่ : มันไม่ได้ มีความรู้สึกว่า เห็นรูป เกิดผัสสะ เกิด เวทนา ตัณหา อุปา-

น.71 ๖๑ ทาน ภพ ชาติ รัก โกรธ เกลียด กลัว อาลัยอาวรณ์อะไร แล้ว ก็ฆ่ากันแล้ว. ฉะนั้นเราสังเกตดูที่คนมันฆ่ากันตาย มันตั้งต้นที่ การเห็นรูป หรือฟังเสียง หรือดมกลิ่น หรืออะไรก็แล้วแต่ ; มันเห็นศัตรูมันก็ไม่ต้องมีอะไร แล้วมันก็กระโจนเข้าฆ่าพัน กันตายไปแล้ว. เมื่อได้ฟังเสียงศัตรูนี้ มันก็ยิ่งแล้วมันก็ ไปนอนตายอยู่แล้ว, มัน ไม่มีเวลาจะมาศึกษาอิทัปปัจจยตา แต่ตาม ความจริง นั้น มันเป็นไปตามกฎของอิทัปปัจจยตา ตามลำดับ ๆ ๆ จนถึงที่สุดของมัน. ถ้าเรามีความรู้เรื่องนี้, เรา ควบคุมได้ ก็ไม่ต้องเป็นอย่างนั้น : ก็ต้องไม่เกิด ผัสสะโง่ แล้วก็เวทนาโง่ ตัณหาโง่ อุปาทานโง่ มีตัวกู-ของกู แล้วก็ทำร้ายกันฆ่าพันกัน หรือว่าไม่อย่างนั้นก็เป็นทุกข์ร้อน นอนไม่หลับอยู่คนเดียว, ทนทรมานอยู่คนเดียวก็ตามใจ เพราะมันไม่มีคู่จะฆ่ากัน. นี่คือ สิ่งที่เป็นอยู่จริงในหมู่มนุษย์ ทำผิดกฎของ อิทัปปัจจยตาก็เกิดความรู้สึกที่เป็นทุกข์ขึ้นมา : ถ้าทำไม่ผิด กฎอิทัปปัจจยตา ส่วนที่จะไม่เป็นทุกข์ มันก็ไม่เป็นทุกข์ขึ้น มา ก็สบายดี. ฉะนั้นจึง สรุปความสั้น ๆ ว่า ทุกข์

น.72 ๖๒ ก็เกิดมาเพราะทำผิดกฎของ อิทัปปัจจยตา, โดยเฉพาะ อย่างยิ่งเมื่อมีผัสสะ การที่ไม่เป็นทุกข์มันสบายดี เพราะ ความที่ไม่ทำให้ผิดกฎอิทัปปัจจยตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ มีผัสสะ. ศึกษาให้รู้จักและรู้ทันผัสสะ. ฉะนั้นเราจงรีบ ศึกษาให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่าผัสสะ, ศึกษาให้รู้จักตากับรูป หูกับเสียง จมูกกับกลิ่น ลิ้นกับรส ผิวกายกับสิ่งที่มาสัมผัสผิวกาย ใจกับสิ่งที่มันจะเกิดรู้สึกขึ้นมา ในใจ : พยายามศึกษานี้ เหมือนที่บอกคืนก่อน ว่านี่คือ ก.ข. ก.กา ของธรรมะ. ถ้าเรียนพุทธศาสนาละก็ ขอให้ ตั้งต้น ก.ข. ก.กา ที่นี่ : ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่วิญญาณ ที่ผัสสะ ที่เวทนา ตัณหา. เดี๋ยวนี้ไปเรียนพุทธศาสนาเรื่อง อื่นหมด มากมายก่ายกอง ; ไปเรียนเป็นปรัชญาเสียบ้าง, ไปเรียนไปทางทิศไหนก็ไม่รู้, ไม่เรียนเรื่อง ตา หู จมูก ลิ้น กายใจ มันทำงานกันอย่างนี้, แล้วก็ผิดกฎอิทัปปัจจยตา แล้ว ก็เป็นทุกข์ ; ถ้าไม่ผิดกฎอิทัปปัจจยตา แล้วก็ไม่เป็นทุกข์. ทีนี้ พวกอื่นก็ช่างเขาซิ : พูดหยาบคายอย่างนี้ ช่างเขาซิพวกอื่น. แต่พวก ชาวพุทธ นี่ ต้องทำให้

น.73 ๖๓ ถูกตามกฎ อันนี้ เพื่อจะไม่เป็นทุกข์. ถ้าเกิด เป็นทุกข์ ขึ้นมา แล้วก็ รู้เถอะว่ามันสูญเสียความเป็นพุทธ. เมื่อ ใครเป็นทุกข์, มีความทุกข์ขึ้นมา มันสูญเสียความเป็นพุทธ แล้ว ; ถ้าไม่มีความทุกข์ ก็ยังรักษาความเป็นพุทธไว้ได้. ฉะนั้น น่าละอาย อย่างยิ่ง น่าเกลียดน่ากลัว อย่างยิ่ง ที่ไม่ได้เป็นชาวพุทธ เพราะมันเป็นทุกข์เสียแล้ว นี่. นี้ใครรู้สึกอย่างนี้บ้าง ? ไม่รู้สึกดอก มันไม่สนใจจะรู้สึก อย่างนี้ ; ทุกข์ก็ทุกข์, ทุกข์ก็ไม่รู้ว่าทุกข์, ทุกข์กี่ร้อยครั้ง มันก็ไม่รู้ว่าทุกข์, เขาเห็นเป็นธรรมดาอย่างนั้นเอง. แม้ว่า จะไปนั่งร้องไห้อยู่ มันก็ไม่เห็น จะไปกระโดดน้ำตาย กิน ยาตาย ก็ไม่รู้ว่าเป็นทุกข์หรือว่าทำผิดอะไร. ถ้าเราเป็น พุทธบริษัทแท้จริง เรา ต้องรู้ เรื่องนี้ แล้วเรา ต้องควบคุม ไว้ได้, แล้วก็ไม่เป็นทุกข์ ให้สมกับที่ เราสวดอยู่ทุกวัน ๆ : พระพุทธเจ้า พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิก บาน. ถ้ารู้ก็ต้องรู้ซิ: เดี๋ยวนี้ไม่รู้ ไม่รู้จัก แม้แต่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วยังไม่ตื่น, คือยังหลับอยู่ด้วยความโง่ แล้วมันจะเบิกบานอะไรได้, มันจะเป็นสุขอย่างไรได้ เพราะ ว่ายังหลับอยู่ด้วยความโง่ ไม่รู้จักอะไร, แล้วก็ทำผิด มีความ

น.74 ๖๔ ทุกข์อยู่ มันก็ไม่เบิกบาน. เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จึงจะเรียกว่า เป็นพุทธบริษัทของพระพุทธ- เจ้า. ที่พูดนี้ ก็พูดสำหรับว่า ลาสิกขาบทออกไปอยู่บ้าน แล้วก็ยังไม่พ้น, ยังไม่พ้นเรื่องนี้, ยังต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง ต่อเรื่องนี้ ; ถ้ามิฉะนั้นแล้ว ก็ไม่มีความเป็นพุทธบริษัท; แล้วก็ไปมีความทุกข์อยู่ที่บ้านที่เรือน ที่ครอบครัวลูกเมีย พลอยเป็นทุกข์หมด, บ้าเลย ไม่มีความเป็นพุทธบริษัทอะไร เหลืออยู่แล้ว; ฉะนั้น เราจงรับผิดชอบ ที่ว่าเป็นพุทธ บริษัท ละก็คืออันนี้ คือผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน, ผู้รู้กฎ อิทัปปัจจยตา, ผู้หายโง่ ตื่นขึ้นมาทันเวลา ที่มันเกิด เรื่องทางอิทัปปัจจยตา, ควบคุมได้ เมื่อมีผัสสะ แล้วก็ โอ, มันก็ผัสสะนี่คือเป็นอย่างนี้เอง, อย่างนี้เอง : ตากับรูป ถึงกันเข้า เกิดจักษุวิญญาณ ทำงานแล้วก็เรียกว่าสัมผัสรู้สึก ตัวว่าเป็นอิทัปปัจจยตา คือกระแสปรุงแต่งตามกฎของอิทัป- ปัจจยตา. ถ้ารู้ อย่างนี้ จ ะไม่เกิดความรู้สึกเป็นตัวกู-ของ กู มีตัณหา มีอุปาทาน มันเห็นเป็นของธรรมดาไปหมด เช่น

น.75 ๖๕ เห็นรูปสวย มันก็สวย ก็รู้ว่าสวย, นี่คือความสวย, นี้เรียก กันว่าความสวย, แต่กูไม่เอากับมึง กูไม่หลงกับมึง ไม่หลง รักมึง. เมื่อเห็นว่านี่ไม่สวย มันก็ไม่สวย เท่านั้นแหละ, รู้อยู่กับความไม่สวย กูก็ไม่ต้องโกรธมึง ไม่เกลียดมึง ไม่ไป วุ่นวายใจกับมึง ทุกคู่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. นี้ ไม่ใช่ว่าเราจะต้องหลีกไม่พบอะไร; เราก็เห็น ติดต่อสัมผัสกับอะไร : สวยก็ได้ ก็ไม่ทำอะไรเราก็แล้วกัน. ถ้าเราโง่ ความสวยมันทำให้เราหลงรัก อยากได้ เกิดกิเลส หรือว่ารุนแรงกว่านั้น มันก็เป็นเรื่องที่จะเอามาเป็นผัวเป็น เมียอะไรก็ตามใจ นั่นมันมากไปแล้ว. ฉะนั้นเรามา รู้เรื่องอิทัปปัจจยตาให้เพียงพอ ให้ ถึงขนาดว่าถ้าสวยมันก็นั่นคือสวยเท่านั้นแหละ; เราควบคุม ความหมายหรือคุณค่าของความสวย อย่ามาครอบงำจิตใจเรา. ฉะนั้นเราจึงไม่รัก ไม่หลงรัก ; ถ้าเราหลงรัก ก็เรียกว่ามัน ไม่มีเราคือไม่มีตัวเราที่จะคุ้มครองตัวเราแล้วมันโง่ไปหมด แล้ว. จิตนั้นมันเป็นจิตที่โง่ มันก็สร้างความโง่, เป็นตัว เราที่โง่, เราก็ได้หลงรัก หรือได้หลงโกรธ ได้หลงเกลียด ได้หลงกลัว ; เพราะว่าที่แท้นั้น มันมีแต่จิตเท่านั้นแหละ,

น.76 ๖๖ แล้วจิตนั้นมันมีความรู้สึกได้ตามแบบของจิต. ถ้าจิตนั้นมันรู้ สึกผิดไปจากกฎอิทัปปัจจยตา คือไปหลงรัก หลงโกรธ เกลียด กลัว แล้วมันก็ต้องเป็นทุกข์ จิตนั้นแหละต้องเป็นทุกข์ แล้วจิตนั้นก็มีความรู้สึกคิดนึก ว่ากูเดือดร้อน กูเป็นทุกข์ กูจะตายอะไร, นั้นน่ะเป็นความคิดของจิตที่มีตัวกูขึ้นมา. ฉะนั้น ตัวตนเกิดมาจาก ความไม่รู้อิทัปปัจจยตาของจิต นั่นเอง ; จิตมันมีอวิชชา คือไม่รู้ ก็ไม่รู้กฎอิทัปปัจจยตา แต่รู้ด้วยอวิชชา รู้ด้วยความโง่ รู้สึกว่ามีตัวกู. เมื่อ มีผัสสะแล้วก็มีเวทนา มีเวทนาสุข ทุกข์ เวทนาที่ยั่วให้รัก หรือเวทนาที่ยั่วให้เกลียด ให้โกรธให้กลัว มันก็เกิดเป็นเวทนา แล้วจิตมันก็ยังโง่ต่อไป ว่า กูจะรักที่มัน น่ารัก กูรักที่มันน่ารัก กูมันเกลียดที่น่าเกลียด กูมัน กลัวที่น่ากลัว. นี่ความโง่ของจิตในขั้นต่อไป, แล้วมันก็ เกิดความอยาก : ที่น่ารักก็ อยากเอา, ที่ไม่น่ารักก็ อยากทำ- ลาย เสีย. นี่มันจึงเกิดการกระทำที่ตรงกันข้าม คือ เอา หรือ ว่า ทำลาย เสีย หรือว่าอีกอย่างหนึ่ง ก็ทึ่งสงสัยวนเวียนอยู่ ; เราจึง มีกิเลสอยู่ ๓ ชนิด คือ โลภะหรือราคะ นี่มันจะเอา เข้ามา, อีกชนิดหนึ่งมันก็ โกรธ เกลียด ไม่เอา คือ เป็น

น.77 ๖๗ โทสะ โกธะ, ถ้า ตัดสินใจไม่ได้ ว่าจะน่าเอาหรือไม่ น่าเอา มันก็ยัง พะวงสงสัยอยู่ มันก็ยังวนเวียนอยู่ ก็เรียก ว่า โมหะ. ถ้าเขียนสัญญลักษณ์ก็เขียนได้ง่าย ๆ เลย โลภะ ราคะ นี้เขียน ดึงเข้ามา เพื่อเอา, โทสะโกธะ นี้ก็มีสัญญ- ลักษณ์ คือ ผลักออกไป หรือฆ่ามันเสียให้ตาย, ถ้าเป็น โมหะ ก็ เวียนอยู่รอบ ๆ, เวียนอยู่รอบ ๆ สิ่งที่มันเป็นที่ตั้ง แห่งความรู้สึก. ฉะนั้น จงรู้จักกิเลส ของเรา ว่ามี, คลอดออกมา จากความยึดถือนี้ ว่า เป็น โลภะ โทสะ โมหะ ; อันหนึ่งจะ เอา, อันหนึ่งจะไม่เอา, อันหนึ่งสงสัยอยู่ ทำอะไรไม่ถูก ก็วนเวียนอยู่นั่น. สิ่งเหล่านี้เป็นไปเหมือนกับ สังสาระ คือไม่ได้รู้สึก เป็นช่วง ๆ เป็นช่วงอย่างนี้ เว้นไว้แต่เราจะ ศึกษาให้รู้เรื่อง นี้, แล้วเรา ควบคุมมันไว้ได้ ตอนแรก, แล้วมันไป ไม่ได้ ; มันไม่ไปเป็นเวทนา ตัณหา อุปาทาน หรือเป็น ทุกข์ได้. จะรู้สึกอย่างนี้ได้ ต้องเป็นผู้มีสติมาก ฝึกฝน ให้มีสติมาก, มีสติเร็วพอ, แล้วมีความรู้ที่เพียงพอสำหรับ

น.78 ๖๘ สติจะเอามา คือ ทำให้รู้สึกได้ เมื่อมีการกระทบทาง อายตนะ. ถ้าพูดให้เป็น วัตถุ สิ่งของ เห็นได้ง่าย ๆ ก็คือว่า สติเกิดขึ้นเหมือนกับว่ามันมาเร็วทันเวลา ที่มีการกระ- ทบทางอายตนะ, แล้วความรู้เรื่องอิทัปปัจจยตา, เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้ศึกษาไว้ก่อนแล้ว ศึกษาไว้พอ แล้ว, สติจึงระลึกได้. นี่เท่ากับว่าสติเอาความรู้เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มาทันเวลา ที่กระทบผัสสะ. ฉะนั้น สติเอาสติปัญญามาควบคุมจิต, ควบคุม กระแสของจิต ควบคุมการปรุงแต่งของจิต ให้ดำรงอยู่แต่ ในความถูกต้อง ตามกฎเกณฑ์ของอิทัปปัจจยตา. ดังนั้น จิตจึงไม่ปรุงแต่งอย่างโง่เขลาไปหาความทุกข์ ; มันหยุด อยู่ได้ด้วยสติปัญญา, แล้วมันยังรู้ต่อไปว่า ควรจะทำอะไร กับสิ่งนี้, ที่มันมาเห็นนี้ มาถึงกันเข้าแล้ว ควรจะทำอย่างไร จิตมันก็ยังรู้อีก; เพราะว่ามีปัญญา, แล้วมันก็ทำไปได้. เรา จะใช้จะกิน หรือจะไม่กินไม่ใช้ หรือจะไม่เกี่ยวข้องด้วย หรือ จะไม่ทำอะไรเลยนี้ก็ได้ จิตก็มีแต่ ทำถูกตามกฎเกณฑ์ของ

น.79 ๖๔ อิทัปปัจจยตา แล้ว เรื่องนั้นก็ไม่เกิดความทุกข์แก่จิตเลย. นี่คำอธิบายมันเป็นอย่างนี้. ถ้าเราทำผิดต่อกฎอิทัปปัจจยตาใน ขณะแห่งผัสสะ เราต้องเป็นทุกข์แน่นอน ถ้าเราทำถูกต้องตามกฎอิทัปปัจจ- ยตาในขณะแห่งผัสสะ เราก็ไม่เป็นทุกข์เลย แต่การที่เราจะ ไม่ทำให้ผิดน่ะ จะทำให้ถูกต้องมันก็ต้องมีสติ มีปัญญาเกี่ยว กับเรื่องนี้ที่ได้ศึกษาอบรมมาแล้วอย่างพอตัว. ฝึกมีสติปัญญาให้พอจะไม่เกิดทุกข์. อะไรที่สอนให้, ให้รู้ก็ความทุกข์นั่นแหละ ; เมื่อ ทำผิดพลาดและเป็นทุกข์มันจะสอนให้ : อย่างนั้นผิดแล้ว โดนหลาย ๆ ครั้งเข้ามันรู้จักเข็ด รู้จักหลาบ มันก็ไม่ทำอย่าง นั้นอีก, หรือสติที่เคยมาช้างุ่มง่าม มาช้า มันก็เกิดเร็วขึ้น เราก็เลยเปลี่ยน เปลี่ยนจากคนโง่ เปลี่ยนจากอืดอาด เฉื่อยชา เชื่องช้า มาเป็นรู้เร็ว ควบคุมจิตได้ดี ไม่เกิดความรู้สึกที่ เป็นทุกข์. ฉะนั้นรู้ไว้เถอะว่า ชีวิตที่เหลือของคุณต่อไปข้าง หน้า ชีวิตที่มันเหลืออยู่ มันจะพบกับปัญหานี้ จะทุกข์

น.80 ๗๐ หรือจะไม่ทุกข์ ก็เพราะว่าทำผิดหรือทำถูก ต่อกฎของ อิทัปปัจจยตา ในเมื่อมันมีผัสสะ ที่บ้านก็ได้ กลางถนน หนทางก็ได้ ที่ออฟฟิศทำงานก็ได้ ที่ไหนก็ได้ ล้วนแต่มัน มีเรื่องที่จะมากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สำหรับจะทำผิด หรือทำถูก ต่อกฎอิทัปปัจจยตา ถ้าเรา มีสติปัญญาพอตัว อบรมศึกษาให้รู้ เรื่อง นี้ไว้ ตั้งแต่เมื่อยังบวช สึกออกไปมันคงดีกว่าแต่ก่อน คือ มี ความรู้สึกตัวรวดเร็ว คือ มีสติ มีปัญญา มีอะไรพอ มันก็ จะควบคุมได้ บ้างไม่มากก็น้อย. ฉะนั้น ความทุกข์มันก็ จะมีน้อยลง; ถ้าควบคุมได้มากหรือได้หมด มันก็ไม่มี ความทุกข์เลย. นี่เรื่อง อิทัปปัจจยตา จำเป็นที่สุดที่จะต้องรู้ และปฏิบัติให้ถูกต้อง ทุก ๆ ครั้ง ทุก ๆ คราวที่มีผัสสะ ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. พุทธศาสนามีเท่านี้ แล้วก็ไม่มี ใครเชื่อ แล้วผมก็ถูกหาว่าบ้า ; พูดว่า พุทธศาสนามีเท่านี้ แล้วก็ถูกหาว่าบ้า, พูดว่าพุทธศาสนามีเท่านี้ แต่มันจริงที่สุด ละ มันมีเท่านี้จริงๆ นะ : ทำผิดต่อกฎอิทัปปัจจยตาก็เกิด

น.81 ๗๑ ความทุกข์, ทำถูกต่อกฎอิทัปปัจจยตามันก็ไม่มีความทุกข์ แล้วมันก็เมื่อมีผัสสะ นั่นเอง; พุทธศาสนามีเท่านี้. เมื่อพระพุทธเจ้าท่านเอาสูตรอิทัปปัจจยตา มาท่อง เล่นอยู่พระองค์เดียว แล้วภิกษุองค์หนึ่งมาแอบฟังอยู่ข้างหลัง ท่านเหลียวมาเห็นเข้า ท่านบอกว่า “อ้าว, ดีแล้ว ๆ นี่คือ อาทิพรหมจรรย์ คือตัวพรหมจรรย์ที่เป็นขั้นพื้นฐาน ขั้นสำคัญ มันก็มีเท่านั้นแหละ. เรื่องอื่น ๆ มากมายก่ายกอง ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์ นั้น มันเป็นคำอธิบายปลีกย่อยทั้งนั้น, เดี๋ยวนี้ เรื่อง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อธิบายกันมากมาย, รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ก็อธิบายกันมากมาย, เรื่อง สติ ก็อธิบายกันมากมาย. เรื่องสัมปชัญญะ อธิบายกันมาก มาย เรื่อง ปัญญา อธิบายกันมากมาย, หรือมีเรื่องที่ไม่จำเป็น อีกเยอะแยะเหมือนกัน ไม่ใช่จะดูถูกพระไตรปิฎกหรอก ที่มันไม่จำเป็นจะต้องรู้ต้องเรียน ก็มีอยู่ แยะเหมือนกันใน พระไตรปิฎก ; แต่ว่ารู้ก็มีประโยชน์เหมือนกันแต่ว่าไม่จำเป็น จะต้องรู้ก็มี. พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสว่า สิ่งที่ตรัสรู้มีมาก ที่เอา มาต้องสอนต้องบอกมีน้อย, ที่จะต้องเอามาบอกมาสอน

น.82 ๗๒ เปรียบเหมือนกับใบไม้ที่กำขึ้นมากำมือหนึ่ง, ที่ไม่ต้องเอามา บอกเอามาสอน เท่ากับใบไม้ทั้งบ่าเลย. พระสูตรนี้เป็น หลักอยู่ แล้วก็ตรัสเมื่อกำลังหยุดพักอยู่กลางป่า, ป่าไม้ สีสะกา พวกไม้สีเสียดใบฝอย ๆ ; ทรงกำใบไม้ขึ้นมากำมือ หนึ่งบอกว่า ที่รู้และควรจะสอนเท่ากับใบไม้กำมือเดียว. ที่รู้ แล้วไม่ต้องสอนไม่ต้องพูดเท่ากับใบไม้ทั้งป่า, นี่ ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์นั้นมันคงจะอยู่ในพวกฝ่ายที่เป็นใบไม้ทั้งป่า ; ส่วนที่ต้องนำมาสอนเท่ากับใบไม้กำมือเดียวนั้นก็คือ เรื่องอิทัปปัจจยตา ; เพราะพระพุทธเจ้า ตรัสว่า ฉันพูด เอามาพูด เอามาจัด เอามาบัญญัติ เฉพาะเรื่องทุกข์กับ ดับทุกข์เท่านั้น เรื่องอื่นไม่ต้องพูด. เรื่องที่ไม่จำเป็นต้องพูดมีมาก. ที่ว่าเรื่องตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิดนี้ ไม่ ต้องพูด ; มันจะตายแล้วเกิดหรือตายแล้วไม่เกิดก็ช่าง หัวมัน; แต่ว่า จะดับทุกข์ต้องดับอย่างนี้เท่านั้นแหละ. คนนี้เชื่อว่าตายแล้วเกิด ถ้าจะดับทุกข์ก็ต้องดับตามกฎเกณฑ์ อันนี้. คนนี้เชื่อว่าตายแล้วไม่เกิดก็ช่างหัวมัน ถ้าจะ ดับทุกข์แล้วต้องดับตามกฎเกณฑ์อันนี้. ฉะนั้นเราไม่ต้อง

น.83 ๗๓ ถามเรื่อง ตายแล้วเกิดตายแล้วไม่เกิด, โลกเที่ยง โลกไม่ เที่ยง ไม่ต้องถามมัน มากมายก่ายกองนั้นไม่ต้องถาม, ไม่ ต้องมาถามว่า ผีมีหรือไม่มี นี้มันคนขี้ขลาด ไม่ต้องถามไม่ ต้องรู้. ถ้าผีมีก็ต้องดับทุกข์อย่างนี้ ผีไม่มีก็ต้องดับทุกข์ อย่างนี้ ; เพราะฉะนั้นอะไรคำถามต่าง ๆ ที่ชอบถามกันนัก มันไม่จำเป็น ไม่ต้องรู้: รู้แต่ว่าต้องดับทุกข์อย่างนี้ ก็แล้วกันคือตามกฎของอิทัปปัจจยตา. ฉะนั้น คุณอย่าไปตั้งปัญหาเสียเวลา ตั้งปัญหาแต่ ว่าจะดับทุกข์อย่างไร ? คือเลือกถามว่าอิทัปปัจจยตาเป็น อย่างไร ก็พอแล้ว; ฉะนั้นจะถือลัทธิต่างกัน เรื่องพระเจ้า เรื่องศาสนา เรื่องอะไรอย่างคนเดี๋ยวนี้ในโลกมีมาก ๆ ก็ช่าง หัวมัน ; แต่ทุกคนในโลก ถ้า จะดับทุกข์ต้องดับอย่างนี้ คือทำให้ถูกตามกฎของอิทัปปัจจยตา. เราพูดอย่างนี้เขา ก็โกรธแหละ เขาก็หาว่าดูถูก. คุณจะเป็นยิวก็ตามใจคุณ, คุณจะเป็นคริสเตียน ก็ตามใจคุณ, คุณจะเป็นโมฮัมหมัดก็ตามใจคุณ, คุณจะเป็น อิสลาม, ฮินดูก็ตามใจคุณ, แต่ความทุกข์ของคุณต้องดับ อย่างนี้. ถ้าทำผิดอันนี้คุณจะต้องเป็นทุกข์ ทั้งที่คุณเป็น คริสเตียน เป็นยิวเป็นโมฮัมหมัด ; เป็นอะไรตามใจคุณ.

น.84 ๗๔ แต่ความทุกข์ของคุณต้องดับอย่างนี้ ตามกฎของอิทัปปัจจยตา. ถ้าพูดอย่างนี้มันก็เป็นรุกล้ำ แทรกแซงกิจการภายในของ ประเทศอื่น, ภาษาการเมือง ; แต่เราก็ยังจะบอกอยู่อย่างนี้ ว่า ดับทุกข์ มันต้องทำอย่างนี้, ไม่อยากจะเป็นทุกข์ ก็ต้องทำอย่างนี้ : ทำให้ถูกต้องเมื่อมีผัสสะ. แต่พวกอื่นเขามีวิธีอย่างอื่น เขาเชื่อว่าความทุกข์ มาจากพระเจ้า ก็ต้องไปหาพระเจ้า ต้องไปอ้อนวอนพระเจ้า, ไปจุดธูปจุดเทียนอะไร บูชาอ้อนวอนพระเจ้า จึงจะดับทุกข์ ก็แบบของเขาก็ตามใจเขาซิ. แต่เราไม่เอาดอก เพราะมัน ดับทุกข์ไม่ได้; เพราะเหตุว่า ความทุกข์นี้มันเกิดขึ้น เพราะการทำผิดกฎอิทัปปัจจยตา, แล้วเรามาทำเสียใหม่ให้ ถูกตามกฎอิทัปปัจจยตา เราก็ไม่เกิดทุกข์ ส่วนที่เขาถือศาสนาต่าง ๆ ตามแบบของเขา ต้องไป อ้อนวอนพระเจ้า ต้องไปอาบน้ำ ต้องไปล้างบาปต้องอะไร ก็ตามใจเขาเถิด เขาก็ไปทำของเขาก็แล้วกัน. แต่ ชาวพุทธ จะมีหลักว่า ให้ทำให้ถูกต้องตามกฎของอิทัปปัจจยตา แล้วก็ไม่ต้องเป็นทุกข์ ; ถ้าทำผิดไปแล้ว ก็เลิกความคิด หรือความตั้งใจที่จะไปทำมันอีก. ที่ผิดไม่ทำอีก, ทำแต่ให้ถูก เรื่อยไป ต่อไปข้างหน้า แล้วเราก็จะไม่เป็นทุกข์ : แม้ว่าผล

น.85 ๗๕ บาปผลกรรมอะไร จะมาทำให้เราเป็นทุกข์ เราก็ต้อนรับ ด้วยกฎอิทัปปัจจยตา. ผลกรรมเลวกรรมชั่วอะไรก็เป็นหมันไปเอง ยกเลิก ไปเอง เพราะเรา ทำจิตชนิดที่อยู่ด้วยกฎอิทัปปัจจยตา เป็นทุกข์ไม่ได้. นี่เรื่องของชาวพุทธ มันตายตัว มันเฉียบ ขาด มันแน่นอน, หรือว่ามันกว้างขวางอย่างนี้ ถ้าเรามีกฎของอิทัปปัจจยตาควบคุมใจอยู่ ไม่มี ใครมาทำให้เป็นทุกข์ได้ เรื่องโชคชะตาราศี โชคลาง ดวงดาว ผีสาง ไม่ทำให้เป็นทุกข์ได้ดอก ; ถ้าว่าเรามีอิทัป- ปัจจยตาสำหรับควบคุมจิตอยู่. ฉะนั้นเราไม่ต้องพึ่งไสยศาสตร์ ดอก แต่ว่าคนมีธรรมะไม่ได้ ถึงพุทธศาสนาไม่ได้ ก็ต้อง มีไสยศาสตร์ไปก่อน, ก็ต้องแขวนพระเครื่องไว้ ยกแก้ว เหล้าข้ามหัวไปก่อน, เขาแขวนพระเครื่องไว้ยกแก้วเหล้า ข้ามหัวนี่ มันจะมีกฎอิทัปปัจจยตาได้อย่างไรคิดดูเถอะ ? เรื่องแขวนพระเครื่องก็เพราะไม่รู้อิทัปปัจจยตา. ถ้าว่าพวกคุณนี่สึกออกไปแล้ว ไปแขวนพระเครื่อง ตามเดิม แล้วยกแก้วเหล้าข้ามหัวนี่ ; ก็คือคุณ ไม่มีความรู้

น.86 ๗๖ เรื่องอิทัปปัจจยตา นั่นเอง. ถ้าเอามาแขวนตรงนี้ แขวน อิทัปปัจจยตากันดีกว่า ; เหมือนพวกคริสตังเขาแขวนกาง เขน เขาต้องมีความหมายที่จะช่วยให้ระลึกอะไร อย่างตาม แบบของเขา. เราเป็นชาวพุทธ ก็แขวนเครื่องสัญญลักษณ์ อิทัปปัจจยตาไว้เพื่อกันลืม ที่ตรงนี้ก็ได้ ยกแก้วเหล้าข้ามหัว ก็ไม่เป็นไร ; เอาซิ, ก็มันศักดิ์สิทธิ์นี่ มันศักดิ์สิทธิ์เข้มแข็ง การพูดครั้งนี้ก็ไม่มีเรื่องอะไร ว่า อิทัปปัจจยตาคำ เดียว เท่านั้นแหละ ที่จะช่วยได้, แก้ปัญหาได้. เมื่อไร เรามีความรู้เรื่องอิทัปปัจจยตาอยู่ในใจ เมื่อนั้นแหละมี พระพุทธเจ้าอยู่ในใจ, มีพระธรรมอยู่ในใจ, มีพระสงฆ์ อยู่ในใจ. พระพุทธเจ้าเป็นพระพุทธเจ้า เพราะพระองค์ ตรัสรู้อิทัปปัจจยตา . ถ้าเรา มีความรู้เรื่องอิทัปปัจจยตา อยู่ในใจ ก็เท่ากับว่าพระพุทธเจ้าอยู่ในใจของเรา. พระพุทธเจ้าที่แท้จริงนะ ไม่ใช่พระเครื่อง ไม่ใช่พระพุทธ- เจ้าอย่างเป็นคนที่เดินไปเดินมา ; นั้นก็ไม่เอาดอก, ไม่ต้อง เอา เพราะความรู้เรื่องอิทัปปัจจยตา นั่นแหละคือพระพุทธ- เจ้าที่แท้จริง. เมื่อใดความรู้นั้นมีอยู่ในใจ เมื่อนั้นเรามี พระพุทธเจ้าจริง อยู่กับเราอยู่ในใจ.

น.87 ๗๗ ขอให้ทุกคนสามารถ ที่จะมีพระพุทธเจ้าจริงอยู่กับ เราตลอดเวลา : อยู่ที่บ้านก็ดี อยู่กลางถนนก็ดี อยู่ที่ออฟฟิศ ทำงานอยู่ก็ดี ที่ไหนก็ตามใจเถอะ, ขอให้คุณมี ความรู้เรื่อง นี้ประจำใจอยู่ เรียกว่ามีพระพุทธเจ้าแท้จริง อยู่กับเรา ตลอดเวลา , แล้วไม่มีอะไรแล้ว ไม่มีปัญหาแล้ว. ถ้าจะใช้คำว่า พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ช่วย ก็คือ อิทัปปัจจยตา ที่รู้อยู่แก่ใจนั่นแหละช่วย; เพราะว่านั่นเป็น พระพุทธเจ้าองค์จริง. พระพุทธเจ้าเกิดเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา : ก่อนนี้ เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ. ที่เกิดเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา คือ ตรัสรู้ ก็เพราะ ตรัสรู้อิทัปปัจจยตา รู้ตถา รู้ตถตา รู้อิทัปปัจจยตา. พระพุทธเจ้าเป็นพระพุทธเจ้าเพราะรู้ อิทัปปัจจยตา ; เพราะฉะนั้น ความรู้เรื่องอิทัปปัจจยตานั้น คือพระพุทธเจ้า. ตัวปัญญาที่มีอยู่ในจิต เรื่องอิทัป ปัจจยตานั้นเป็นพระพุทธเจ้า ; เพราะฉะนั้น เมื่อไรจิต ของเรามีความรู้อันนี้ เราก็มีพระพุทธเจ้า. รู้อิทัปปัจจยตาทำให้มีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้น. ถ้าจะให้พูดก็อาจจะพูดได้ว่า เป็นพระพุทธเจ้าเอง ก็ได้นี่ แต่คนเขาจะหาว่า นี่บ้าแล้ว ; นี่เบ่งเกินไปแล้ว.

น.88 ๗๘ แต่ที่จริงพูดได้ ถ้าจิตนี้มันมีอิทัปปัจจยตาดับทุกข์ได้ คนนั้นก็ เป็นพระพุทธเจ้าได้ เหมือนกัน ; เพียงแต่ว่า ไม่เป็นสัมมาสัมพุทธเจ้า เท่านั้นแหละ เพราะไม่ได้ตรัส รู้เอง ; เพียงแต่ได้ยิน ได้ฟัง ได้ศึกษา ปฏิบัติมาจากพระ- สัมมาสัมพุทธเจ้า ; มันต่างกันอย่างนี้. เราก็เป็นพระพุทธเจ้าตามแบบน้อย ๆ ตามแบบ ของเรา; เป็นพระพุทธเจ้าน้อยๆ เพราะได้ยินได้ฟังมา ปฏิบัติ ได้เท่านี้. ละได้เท่านี้ ก็เรียกว่าเป็นพระพุทธเจ้าได้. แต่ถ้า มันจะโอหังมากนัก ก็เอาเพียงว่ามี เรามีพระพุทธเจ้าอยู่ กับเรา เพราะความรู้เรื่องอิทัปปัจจยตา กำลังโชติช่วง สว่างไสว อยู่ในจิตใจของเรา, ไม่มีความทุกข์และเป็นทุกข์ ไม่ได้, อะไร ๆ จะทำให้เป็นทุกข์ไม่ได้ดอก ถ้าว่ามีพระ- พุทธเจ้าอยู่กับใจ คือความรู้เรื่องอิทัปปัจจยตา, เท่านี้พอ, เท่านี้หมดแล้วสำหรับพุทธศาสนา, ไม่มีอะไรดีกว่านี้ ไม่เชื่อ ก็ตามใจ. ผมยังพูดอย่างนี้ว่ามันไม่มีอะไรมากกว่านี้ มันหมด แล้ว มันมีเท่านี้ ; พุทธศาสนามีเท่านี้ มันเหลืออยู่แต่ว่า คุณจะเอาได้ มีได้หรือไม่เท่านั้นแหละ ; มันมีเท่านี้ ถ้ามัน ได้เท่านี้มันก็พอ ; จริงเหมือนกัน.

น.89 ๗๙ ฉะนั้นเอาไปศึกษา ใคร่ครวญ ค้นคว้า หรือว่า พิสูจน์ดูเอาเองเถอะ ว่ามีไหม ? มีความรู้เรื่องอิทัปปัจจยตา ทันเวลาที่อารมณ์มากระทบจิตไหม ? ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ คุ้มครองไว้ได้ดีไหม ? มันมีเท่านี้ อื่น ๆ มันจะ มีมาเองหมดละ ธรรมะอีก ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์จะมีมาเอง หมด ; เพราะความรู้นี้มันลากเอามา. เราเรียนนักธรรมตรีนักธรรมโท นักธรรมเอก ถ้านับเป็นเรื่อง ๆ ละก็หลายสิบเรื่องหลายร้อยเรื่อง แล้วทั้ง หมดมันไม่มากไปกว่าความรู้เรื่องอิทัปปัจจยตา, มันเป็น บริวารของเรื่องอิทัปปัจจยตา หรือว่าถ้า มีความรู้เรื่อง อิทัปปัจจยตาเพียงพอแล้ว ทั้งหมดนั้นมันมาเอง มีได้ เอง, มีโดยอัตโนมัติเอง มีศีล มีสมาธิ มีปัญญา มีอะไร ต่าง ๆ นานาโดยอัตโนมัติเอง. นี่คุณจะคิดว่า มาสวนโมกข์ทั้งที่ได้อะไรนิดเดียว ; ถูกที่สุดแล้ว มันมีนิดเดียวมีเท่านี้ มีนิดเดียวเท่านี้ มันอยู่ที่ว่าคุณจะเอาไปได้หรือไม่ ? แล้วมัน มีนิดเดียวเท่านี้, เอาไว้กับตัวได้จนตายก็ยิ่งดี ไม่มีเรื่อง ไม่มีปัญหา เป็นผู้ ปลอดภัย, เป็นผู้รอดปลอดภัย ในโรงเรียนนักธรรมเขาไม่ได้สอนเรื่องนี้, แล้วบาง ที่จะไม่เคยได้ยินคำว่าอิทัปปัจจยตา ตลอดเวลาที่เรียนนักธรรม

น.90 ๘๐ ก็ได้. เรื่องที่ไม่เอามาพูดกันให้ชัดเจนให้ถูกต้อง นี้ ยัง เหลืออยู่ในพระไตรปิฎกมาก ; แต่ไม่เป็นไร เพราะมัน จะมารวมอยู่ที่เรื่องนี้เรื่องเดียว เรื่องอิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปปาโท แล้วก็ เรียนเอาจากความทุกข์นั้น- แหละ. ทุกคราวที่เราทำผิดแล้ว มีความทุกข์ แล้วรีบ เรียน ๆ จากอันนั้น, แล้วจะค่อย ๆ รู้ขึ้นมาเอง ว่า มันทำ ผิดตรงไหนหรือส่วนไหน ตอนไหน ขั้นตรงไหนของอิทัป- ปัจจยตา. บทเรียนที่ดีคือความทุกข์ ที่มันมีขึ้นแล้ว แล้ว ก็ต้องรู้จักเข็ดหลาบ เกลียดกลัวด้วยเพราะเรียนจากความ ทุกข์. ความทุกข์เป็นกำลังให้ดับทุกข์. ความทุกข์เป็นกำลังสำหรับให้ดับทุกข์ เป็น ปัจจัยที่มีกำลังสำหรับให้เราดับทุกข์. ถ้าเราไม่มีความทุกข์ เราจะไม่มีความคิดที่จะดับทุกข์ แล้วอะไรเล่าที่จะมาทำให้เรา รีบดับทุกข์ ? ก็คือความกลัว กลัวต่อความทุกข์. ฉะนั้น ตัวความทุกข์นั้นทำให้มั่นคงในธรรมะ ; อย่าง พระบาลี

น.91 ๘๑ ก็มีอยู่ชัดเจนว่า ความทุกข์ทำให้เกิดศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือในพระศาสนา ความทุกข์ให้เกิด ศรัทธา, เกิดศรัทธาแน่นอนก็ทำให้ เกิดปราโมทย์, ปรา- โมทย์ทำให้ เกิดปีติ, ปีติให้ เกิดปัสลัทธิ, ปัสสิทธิให้ เกิดสุข, สุขให้ เกิดสมาธิ, สมาธิให้ เกิดปัญญา จน เกิดนิพพิทาวิมุติ หลุดพ้น. ความทุกข์เป็นผู้บังคับเรา ให้ศึกษาธรรมะ มีธรรมะ ปฏิบัติธรรมะเพื่อจะดับทุกข์ ; แต่ คนโง่ไม่ได้ ทำอย่างนั้น ดอก เขาก็ไปนั่งร้องไห้ หรือไปหาทางออก อย่างอื่นเกี่ยวกับความทุกข์. เขา ไม่ได้ใช้ความทุกข์ให้ เป็นครู สำหรับสั่งสอนให้เขารู้จักความทุกข์ แล้วรู้จักสิ่งที่ ตรงกันข้าม คือทำให้มันตรงกันข้าม แล้วมันก็จะไม่เป็น ทุกข์. นี้รู้จักใช้ประโยชน์จากความทุกข์ ไม่ต้องไปเกลียด ความทุกข์ ไม่ต้องไปกลัวความทุกข์ ให้มันเป็นทุกข์เพิ่มขึ้น ; รีบใช้ความทุกข์นี้เพื่อจะรู้เรื่องความทุกข์ และดับความทุกข์ เสีย. นี้จึงพูดว่า ที่ความทุกข์นั่นแหละ มีความรู้เรื่อง ความดับทุกข์, ในท่ามกลางวัฏฏสงสาร นั้น มีเรื่องพระ

น.92 ๘๒ นิพพาน, กลางเตาหลอมเหล็กมีจุดเย็นที่สุด ก็ต้องค้นให้พบ. นี่เขาพูดเป็นอุปมาไว้อย่างนี้. ยิ่งทุกข์มากยิ่งจะรู้ - รู้ - รู้. รู้จักความทุกข์มาก, จะดับทุกข์ได้มาก ถ้าว่ามีทุกข์มาก. ถ้ามันมีทุกข์น้อย มันก็รู้ความทุกข์น้อย มันก็ดับทุกข์ได้น้อย. นี่เรียกว่าเรา กระทำตอบต่อความทุกข์ถูกต้องที่สุดแล้ว คือเอาเป็นตัว ความรู้ และดับทุกข์เสียได้. คำพูดกลางบ้านที่เขาว่า หนามยอกแล้วก็เอาหนาม นั่นแหละบ่ง ; ที่จริงเขาก็มีความหมายต่ำ ๆ นะ ; แต่เราเอา มาใช้ในความหมายสูงก็ได้. ถ้าหนามยอกแล้วเอาหนามนั้น แหละบ่ง เมื่อความทุกข์มันเผาลนเรา ก็เอาความทุกข์นั่น- แหละเป็นความรู้เรื่องที่จะดับทุกข์เสีย. คนโบราณเขารู้เรื่องนี้ เขาจึงพูดไว้ ได้ว่า หนามยอกเอาหนามบ่ง ; แต่มันใช้กัน คนละวิธี. เอาความทุกข์ที่สำหรับจะเป็นทุกข์, เอาความ รู้สำหรับสอนให้รู้ความทุกข์ แล้วก็ ดับทุกข์เสีย. ผิดก็เป็นครู ถูกก็เป็นครู คนโบราณเขาพูด : ทำผิดมันก็สอน ดีกว่าทำถูก เสียอีก. ทำถูกแล้วมันเหลิง มันมักจะเหลิง, ถ้าทำถูกมันดีใจแล้วมันมักจะเหลิง ; ถ้าทำ

น.93 ๘๓ ผิดมันก็ทุกข์เสียอีก มันก็ไม่ได้เรียนเหมือนกัน. ฉะนั้นถ้า ว่าทำผิดเป็นทุกข์ ก็รีบใช้ให้เป็นครู ; ถ้าทำถูกอย่าไปเหลิง กับมัน เอามาใช้เป็นครูให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป, ให้ความที่ทำถูกสอน ยิ่ง ๆ ขึ้นไป, ให้การที่ทำผิดสอนเดี๋ยวนี้ สอนเรื่องนี้ โดย เฉพาะนี้ ให้มันถูกเสีย เพราะฉะนั้นถ้าใครปฏิบัติตามคำพูดประโยคนี้ได้ แล้วคนนั้นแหละจะไปเร็ว, จะออกไปจากความทุกข์ได้เร็ว ; เพราะว่า ความผิดก็เป็นครูความถูกก็เป็นครู. ความผิด ก็สอน, ความถูกก็สอน, เขาก็เรียนได้มากซิ จะดับทุกข์ได้. แต่เดี๋ยวนี้คนไม่ทำกันอย่างนั้นดอก พอทำถูกก็ดีใจ เป็นบ้าไปเลย, เหลิงระเริงไปแต่ในเรื่องกิเลสเลย, เพราะ ทำถูกได้เงินมา. ถ้าทำผิดก็มานั่งร้องไห้อยู่ ไม่ได้ประโยชน์ ไม่ได้ความรู้อะไรเลย หรือว่าไปฆ่าตัวตาย หรือว่ามันไม่ ทันใจ มันก็ไปขโมย ไปฆ่าผู้อื่น แก้ความผิดพลาดของตน เขาทำกันอยู่แต่อย่างนี้ในโลก เราเห็นชัดข้อนี้แล้ว ปรับปรุงเสียใหม่เถอะ ให้ ความถูกก็สอน ความผิดก็สอน, ความทุกข์ก็สอน, ความ สุขก็สอน, สอนเพื่อจะไม่ให้มีปัญหา สำหรับจะเป็นทุกข์อีก

น.94 ๘๔ ต่อไป. แล้วให้มองเห็นจนกระทั่งเชื่อแน่ลงไปว่า ทุกอย่าง เป็นไปตามกฎของอิทัปปัจจยตา ; เพราะว่ากฎของอิทัป- ปัจจยตา สิ่งสถิตอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งที่เป็นรูปธรรม และทั้งที่เป็นามธรรม, คือทั้งสิ่งที่เป็นร่างกาย และทั้งสิ่งที่ เป็นจิตใจ. อิทัปปัจจยตานี้เป็นกฎ ไม่ใช่เป็นรูป ไม่ใช่ เป็นนาม; อย่าเข้าใจผิดว่า กฎอิทัปปัจจยตานี้ก็เป็นนาม ธรรม, นั้นใช้คำพูดผิด. ถ้าเป็นนามธรรมมันต้องเป็น สังขตะ, เป็นสังขารปรุงแต่งได้. กฎของอิทัปปัจจยตาที่ เหมือนกับพระเจ้านี้ ไม่ใช่รูปและไม่ใช่นาม คือไม่ใช่กาย ไม่ใช่จิต ไม่ใช่วิญญาณอะไรที่ไหน, มันเป็นตัวมันเอง ก็ เรียกว่าไม่ใช่รูป ไม่ใช่นาม มันเหนือนั่นขึ้นไป การที่ว่าอะไร ๆ ไม่มีรูป แล้วจะเรียกว่านามไปหมด นี้ มันผิด, มันผิดหมด. เดี๋ยวเอาพระนิพพานเป็นนามเข้า อีก แล้วมันก็หมดนิพพานแหละ ; นิพพานไม่ใช่นามดอก. ถ้าเป็นนามต้อง อยู่ใต้เหตุปัจจัยปรุงแต่งได้, แล้ว นิพพานนั้นเหนือรูปเหนือนาม, เป็นธรรมธาตุของพระ-

น.95 ๘๕ นิพพาน, เป็นอิทัปปัจจยตาประเภทที่ตายตัว, มีเหตุมี ปัจจัยปฏิบัติแล้วถึงนิพพานก็มีได้. - นี่ก็พูดชั่วโมงครึ่ง ยังขาดนิดหน่อย พูดคำเดียว เรื่องอิทัปปัจจยตา เพื่อเสริมคำพูดเมื่อวาน ให้สมบูรณ์ เมื่อวานเราพูดกันแต่เค้า ๆ เค้าเงื่อน ; บวชนี้ก็ศึกษาเรื่อง ธรรมะในชั้นลึก คือเรื่องอิทัปปัจจยตา แล้วก็เอาไปประพฤติ ปฏิบัติ. อย่าให้มีการกระทำผิดต่อกฎอิทัปปัจจยตา ที่เกี่ยว กับความสุขและความทุกข์ ก็จะกลายเป็นผู้ที่ ไม่มีอะไรมาทำ ให้เป็นทุกข์ได้ ก็ถึงตถาคือเป็นตถาคตไปเลย สัตว์ผู้คงที่ ตายตัวคงที่ เปลี่ยนเป็นทุกข์ ๆ สุข ๆ ไม่ได้ นี่ก็เรียกว่าไม่มี ความทุกข์. พูดเรื่องเดียว คำเดียว พูดหลายเรื่อง ยุ่งหมด ลืม หมด จำอะไรไม่ได้สักนิดหนึ่ง ฉะนั้นจึงพยายามพูดเรื่องเดียว คำเดียว. พูดตั้งชั่วโมงครึ่ง ก็เพื่ออธิบายคำเดียว เรื่อง อิทัปปัจจยตา ถือไว้ในฐานะเป็นสิ่งสูงสุด ซึ่งพระพุทธ- เจ้าก็เคารพอิทัปปัจจยตา, เคารพกฎของอิทัปปัจจยตา, เคารพกฎของอิทัปปัจจยตา โดยที่ตรัสว่า พระพุทธเจ้าทุก พระองค์เคารพธรรมะที่ตรัสรู้นั้นเอง, ธรรมะที่ตรัสรู้ ก็คือ

น.96 ๘๖ เรื่องกฎของอิทัปปัจจยตานั่นเอง, สูงสุดจนพระพุทธเจ้าทุก พระองค์ก็เคารพ เราก็เคารพ : คือเชื่อฟังและปฏิบัติให้ ถูกต้อง. เผยแพร่ " อิทัปปัจจยตา" เพื่อดับทุกข์กันต่อไป. เอ้า, ทีนี้ก็มาถึงว่า เราไม่เป็นทุกข์ เพราะมีสิ่งศักดิ์ สิทธิ์สูงสุด คอยคุ้มครองไว้ไม่ให้เป็นทุกข์ ; เราก็ควรจะ ช่วยทำให้เพื่อนของเรา รู้เรื่องนี้ด้วย, เป็นเพื่อนไม่ทุกข์ กันซิ เป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย กันนั้น มันไม่ต้องทำ อะไรดอก มันเป็นเองแหละ. เราอยู่อย่างเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย อย่างนี้ มันไม่ต้องทำอะไรดอก มันเป็นของ มันเอง. เดี๋ยวนี้เรามาเป็นเพื่อนไม่ทุกข์ ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ เจ็บ ไม่ตาย กันดีกว่า. ฉะนั้นไป ช่วยบอกกัน ปฤกษาหารือกัน ปฤกษา ปฏิบัติกันเรื่องอิทัปปัจจยตา; ในที่สุดเราก็จะไม่เกิด ไม่ แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย เพราะว่ามันไม่มีตัวเรา ไม่มีตัวกู ไม่มีตัวสู ไม่มีตัวตน, มีแต่กระแสแห่งอิทัปปัจจยตา ซึ่งปรุงแต่งจิต. ถ้าจิตมีความรู้เรื่องอิทัปปัจจยตา

น.97 ๘๗ มันไม่ปรุงแต่งว่าเป็นตัวกู ไม่ปรุงแต่งว่าเป็นตัวตน ; มันมีแต่จิต ที่กระทำถูกต้องอยู่ตามกฎของอิทัปปัจจยตา แล้ว มันก็ไม่เป็นทุกข์ จิตไม่เป็นทุกข์, จิตของเราก็ไม่เป็นทุกข์, จิตของเพื่อนของเราก็ไม่เป็นทุกข์, เลยไม่มีใครเป็นทุกข์. เรื่องมันจบมากออกไปอีก เรื่องมันจบออกไปทั้งโลกเลย ไม่ใช่จบแต่เรื่องของเราคนเดียว. เราจะต้องถือว่า เป็นหน้าที่ที่จะทำให้ไม่มีใคร เป็นทุกข์ แม้แต่คนเดียว ให้ไม่มีทุกข์กันทั้งหมด. ถ้า ปล่อยไปตามบุญตามกรรม มันก็เป็นทุกข์กันทั้งนั้นแหละ, คนรวยก็เป็นทุกข์ตามแบบของคนร่ำรวย, คนยากจนก็เป็น ทุกข์ไปตามแบบของคนยากจน, คนมีอำนาจวาสนา ก็มี ความทุกข์ไปตามแบบคนมีอำนาจวาสนา. ฉะนั้นคุณอย่าไปบูชาความมั่งมีหรือความมีอำนาจ วาสนานัก มันยังไม่พ้นทุกข์ดอก มันต้องรู้เรื่องนี้ด้วย มันจึงจะไม่เป็นทุกข์ ทั้งคนมั่งมี, ทั้งคนไม่มั่งมี, คนยากจน, คนไม่มีอำนาจวาสนา หรือกระทั่งว่าเป็นเทวดา. เทวดาโง่ มันก็เป็นทุกข์แบบเดียวกันแหละ ต้องเป็นเทวดาที่รู้ อิทัปปัจจยตา จึงจะไม่เป็นทุกข์. ฉะนั้น ความรู้นี้จึง

น.98 ๘๘ ช่วยได้ ทั้งเทวดาและมนุษย์ ตามคำตรัสของพระพุทธเจ้า ไปประกาศพรหมจรรย์ให้ถูกต้อง ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ เป็น ประโยชน์เกื้อกูลแก่มหาชน ทั้งเทวดาและมนุษย์. เทวดานี้สมมุติเอาคนร่ำรวย ไม่ต้องทำอะไร นอน อยู่ก็ได้กิน ไม่ต้องเหน็ดไม่ต้องเหนื่อยอะไร ก็โดยกฎอิทัป- ปัจจยตา ทำให้เป็นเทวดาได้อย่างนั้น. ถ้าทำผิดกฎอิทัป. ปัจจยตา ก็ไม่เป็นเทวดาได้อย่างนั้นดอก ; แต่มันยังเป็น อิทัปปัจจยตา ชนิดที่ยังมีความทุกข์อยู่. ฉะนั้นพวกเทวดา ทั้งหลาย ก็ต้องรู้อิทัปปัจจยตาเรื่องจะไม่มีความทุกข์ต่อไปอีก. ส่วน คนยากจน นั้นมันก็เป็นทุกข์ละ เพราะไม่มี อะไรจะกิน, มันต้องดิ้นรน อาบเหงื่อต่างน้ำอยู่เรื่อย ก็ เพราะทำผิดกฎอิทัปปัจจยตา จึงทำให้ยากจน. เห็นได้ ง่าย ๆ แหละ คนยากจนนั้นมันทำผิดกฎของความร่ำรวย, ผิดกฎของอิทัปปัจจยตาฝ่ายที่ทำให้ร่ำรวย, แล้วก็ไปโทษผีสาง เทวดา โชคลาง ฤกษ์ยามอะไรไปตามเรื่อง มันจึงโง่หนักเข้า ไปอีกแหละ, มันไม่มีทางที่จะพ้นไปได้. ฉะนั้นคนจน คน อาบเหงื่อต่างน้ำ ก็รู้เรื่องอิทัปปัจจยตาของคนร่ำรวยเสีย บ้างซิ แล้วทำให้ถูกตามกฎสำหรับที่จะร่ำรวย มันก็ร่ำรวย

น.99 ๘๙ แต่พอร่ำรวยแล้ว มันก็ยังไม่ดับทุกข์อันที่สูงขึ้นไป ฉะนั้น คนที่ร่ำรวยแล้ว ก็รู้อิทัปปัจจยตาเรื่องสูงขึ้นไป เพื่อจะไม่ ทุกข์ตามแบบของคนร่ำรวย. ฉะนั้น ทั้งคนร่ำรวยและคนยากจน มาเป็นเพื่อน เป็นเกลอกันดีกว่า ; อย่ามีคอมมิวนิสต์, อย่ามีนายทุนเลย. ทุกคนเดินตามกฎของอิทัปปัจจยตาให้ถูกต้อง แล้วก็ จะไม่มีความทุกข์กันทั้งคนยากจนและคนร่ำรวย, จะแก้ ปัญหาได้อย่างนี้. ฉะนั้นจึงหวังว่าทุกๆ องค์สึกออกไปแล้ว ก็รู้จักใช้ ความรู้นี้แก้ปัญหาของตน แล้วก็ช่วยแก้ปัญหาของเพื่อน ตามโอกาสด้วย. เอ้า, ทีนี้จบจริงแล้ว หยุดการบรรยายสำหรับวันนี้. -------------------------- ผู้บริจาคในการพิมพ์ครั้งนี้ คือ :- - แพทย์หญิงเสริมทรัพย์ ดำรงรัตน์ ๑๑,๘๐๐ .- บาท - คุณปรียพรรณ ศัลยวุฒิ ๓๐๐. - บาท

น.100 มีโดยไม่ต้องเป็นของกู ถ้าจะอยู่ ในโลกนี้ อย่างมีสุข อย่าประยุกต์ สิ่งทั้งผอง เป็นของฉัน มันจะสุม เผากระบาล ท่านทั้งวัน ต้องปล่อยมัน เป็นของมัน อย่าผันมา เป็นของกู ในอำนาจ แห่งตัวกู มันจะดู วุ่นวาย คล้ายคนบ้า อย่างน้อยก็ เป็นนกเขา เข้าตำรา มันคึกว่า "กู - ของ - กู" อยู่ร่ำไป จะหามา มีไว้ ใช้หรือกิน ตามระบิล อย่างอิ่มหนำ ก็ทำได้ โดยไม่ต้อง มั่นหมาย ให้อะไร ๆ ผูกยึดไว้ ว่า "ตัวกู" หรือ "ของกู" พ. อินฺทปัญฺโญฺ

น.101 รายชื่อหนังสือ ชุดลอยปทุม อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑. คู่มือมนุษย์ ๖ ๑๙. ถอยหลังเข้าคลองกันเถิด ๑ ๒. ศิลปแห่งการดู ๒๐. การเก็บความโกรธใส่ยุ้งฉาง ๒ ด้วยยถาภูตสัมมัปปัญญา ๑ ๒๑. การปรุงเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ๓. ศิลปแห่งการมีพระพุทธเจ้า การดับเป็นสุขอย่างยิ่ง ๑ อยู่กับเนื้อกับตัว ๑ ๒๒. อาหารหล่อเลี้ยงใจ ๒ ๔. ธรรมะสำหรับคนเกลียดวัด ๑ ๒๓. ปุญญกิริยาวัตถุ ๑ ๕. ธรรม ๒๔ เหลี่ยม ๓ ๒๔. พ่อแม่สมบูรณ์แบบ ๑ ๖. พูดกับเณร ๑ ๒๕. อานาปานสติและดับไม่เหลือ ๒ ๗. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๑ ๒ ๒๖. ธรรมคติและธรรมคีตา ๑ ๘. เห็นธรรมชาติ ๒๗. ความมั่นคงภายใน ๑ คือเห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ๑ ๒๘. โลกพระศรีอารย์ ๙. ธรรมโอสถสำหรับโลก ๑ อยู่แค่ปลายจมูก ๒ ๑๐. ความมีสุขภาพอนามัยทางจิต ๒ ๒๙. การทำงานเพื่องาน ๑ ๑๑. ปรมัตถธรรมคำกลอน ๑ ๓๐. สันโดษไม่เป็นอุปสรรค ๑๒. นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ ๒ แก่การพัฒนา ๑ ๑๓. ธรรมพรปีใหม่ ๒ ๓๑. ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร ? ๑ ๑๔. ตถตาช่วยได้ ๑ ๓๒. เค้าเงื่อนของธรรมะ ๑๕. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๒ ๑ และ อิทัปปัจจยตา ๑ ๑๖. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๓ ๑ ๓๓. การอยู่ด้วยปัจจุบัน ๑๗. ค่าของครู ๒ ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ๑ ๑๘. พระผู้มีพระภาคเจ้า ๓๔. พุทธศาสตร์ กับไสยศาสตร์ ๑ ทรงเป็นกัลยาณมิตร ๑ ---------------------------------------------------------------------------------------------- พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๙๒-๙๖ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา พ.ศ. ๒๕๒๖ โทร. ๒๒๑๒๓๓๗, ๒๒๒๑๖๗๔

น.102 (รูปภาพดอกบัวและใบบัว มีนกจับใบหญ้า) ส. ค. ศ. ๒๕๒๖. ๏ ปีใหมมี สำหรับดี กว่าปีเก่า พืชมีเหง้า ครบปี ทวีหัว ทั้งขนาด และจำนวน ล้วนเกินตัว แต่คนชั่ว กลับถอยถด ดีลดลง ๏ คือปีหน้า เลวลงกว่าในปีนี้ ไม่กี่ปี จะหมดดี เพราะมีหลง รู้สึกตัว ละชั่ว,เพราะเห็นตรง ดีจะคง ดีขึ้นไป ชื่นใจ เอยฯ พุทธทาส อินฺทปัญฺโญ

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต