น.9 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาสาฬหบูชา เป็นครั้งที่ ๕ ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงกล่าวเรื่อง หลักพุทธ- ศาสนาที่ยังเข้าใจผิดกันอยู่ ต่อไปตามเดิม และมีหัวข้อย่อย เฉพาะครั้งนี้ว่า การอยู่ด้วยปัจจุบัน ไม่มีอดีต ไม่มี อนาคต. นี่เป็นหัวข้อที่ท่านทั้งหลาย จะต้องกำหนดไว้ให้ดี เพราะ หัวข้อนี้เป็นหัวข้อที่เรากำลังเข้าใจผิดกันอยู่ ; เข้าใจผิดนี้ก็มีแต่โทษ คือว่าเรา เข้าใจผิดในพระพุทธภาษิต * บรรยายเมื่อ ๓๑ ก.ค. ๒๕๒๕
น.10 ๒ นั้นแล้ว ก็เอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ไม่ได้; มันเสียเวลา เปล่า เป็นหมันเปล่า, แล้วยังมีโทษถึงกับว่า เอามาเถียงกัน ถึงกับทะเลาะวิวาทกันด้วยสิ่งที่เรายังเข้าใจผิดกันอยู่ จึงเป็น หน้าที่ ที่จะต้องพยายามแก้ไขความเข้าใจผิดเหล่านั้น ให้ หมดไป. การเข้าใจผิดต่อหลักพุทธศาสนาของตนเอง นี้ เป็นเรื่องน่าเวทนา น่าสงสาร ยิ่งกว่าสิ่งใด. ขอให้คิด ดูเถิดว่า เราเป็นพุทธบริษัท, แล้วเข้าใจผิดต่อหลักพุทธ- ศาสนาของบริษัทเอง, แล้วคุยจ้อเป็นนกแก้วนกขุนทอง มันก็น่าสังเวชหลายซับหลายซ้อน. ทำความเข้าใจภาษาของพระพุทธเจ้าให้ถูกต้อง. การเข้าใจผิดนี้ เนื่องจากพระพุทธเจ้าได้ตรัสข้อ- ความเหล่านั้น ด้วยความหมายที่พิเศษ ด้วยภาษาพิเศษ เป็น ภาษาธรรม ; ไม่ได้พูดภาษาคนธรรมดา แต่พูดภาษาธรรม พูดภาษาของคนที่รู้ความจริงแล้ว ; และบางทีก็เป็นการ ตรัสเฉพาะกรณีนั้น ๆ ไม่ทั่วไปในกรณีอื่นก็มี. ฉะนั้นมัน จึงเป็นถ้อยคำที่แปลกกัน บางทีก็ตรัสกันคนละระดับ พูด
น.11 ๓ สำหรับคนที่มีธรรมะสูงแล้ว ก็ใช้คำพูดอย่างหนึ่ง, คนที่ ไม่มีธรรมะเลย ก็ใช้คำพูดอีกอย่างหนึ่ง, หรือบางทีก็ทรง มุ่งหมายพิเศษ จะแสดงความหมายอะไรพิเศษ คำที่ตรัสนั้น มันก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง. ที่แล้วมา เราเข้าใจไม่ตรงกัน ; เช่นเรื่อง จิต ว่าง โลกว่าง หรือ ความว่าง หรือ การมีชีวิตอยู่ด้วย ความว่าง, อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งได้อธิบายกันแล้วในการบรร- ยายครั้งที่แล้วมา. ทีนี้วันนี้หัวข้อที่จะพูดก็คือเรื่อง การอยู่ด้วย ปัจจุบัน โดยไม่ต้องมีอดีต หรืออนาคต มารบกวน. นี่มัน ผืนความรู้สึกของคนธรรมดาสามัญ ; เพราะ คน สามัญเขาเข้าใจเอาเองว่า เราต้องเอาอดีตมาเป็นครู, เอา อนาคตเป็นความหวัง. ปัจจุบันนี้เราก็กำลังทำหน้าที่อยู่ อย่างใดอย่างหนึ่ง มีความอาลัยอาวรณ์ในอดีต, แล้วก็หวัง อะไรอยู่ในอนาคต, นี่เขาว่ามันต้องทำอย่างนี้ แต่ที่นี้ก็มีถ้อยคำอีกคำหนึ่ง หรืออีกประโยคหนึ่ง ซึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัสว่า บุคคลไม่ควรตามคิดถึงสิ่งที่ล่วงไป
น.12 ๔ แล้วด้วยอาลัย, ไม่พะวงถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึง, แล้วให้กำหนด อยู่ที่ปัจจุบัน ให้ดีที่สุด. นี่คนบางคนเขาว่ามันเป็นไปไม่ได้; ที่เขารอดอยู่ ได้ทุกวันนี้ก็เพราะเขาหวัง ปัจจุบันให้ทำการงาน, หรือว่า คิดถึงอดีตเอามาเป็นครู, แม้จะต้องกังวลอยู่กับอดีตและ อนาคต ก็ยังพอใจ. ทีนี้ พระพุทธเจ้าท่านทรงมุ่งหมายพิเศษว่า เวลา ที่เราจะอยู่กันอย่างไม่มีความทุกข์เลยนั่น จะต้องเป็น อย่างไร, จะต้องทำอย่างไรเกี่ยวกับอดีต ปัจจุบัน หรือ อนาคต. ฉะนั้น ขอให้นึกถึงบทสวดมนต์ที่เราสวดกันอยู่เป็น ประจำ ที่เรียกว่าภัทเทกรัตตคาถา. คนประจำวัดนี้ก็สวด กันได้ทุกคนเรียกว่า ภัทเทกะรัตตะคาถา. อตีตํ นาน . วาค- เมย . ย นป . ปฏิกง . เข อนาคตํ ซึ่งแปลว่า ไม่กังวลถึงสิ่งที่ล่วง ไปแล้ว, และก็ไม่หวังถึงสิ่งที่ยังไม่มา อยู่ด้วยปัจจุบัน อย่างเห็นแจ่มแจ้งอยู่ ในสิ่งที่เป็นปัจจุบัน ชัดเจน แจ่ม แจ้ง แน่วแน่ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน, พยายามทำอย่างนั้น ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป. ฟังดูมันก็ยังยุ่ง แต่จะบอกเป็น ใจความ สั้น ๆ ว่า ถ้าเราต้องการจะอยู่อย่างเป็นสุขสงบเย็นกัน
น.13 ๕ สักวันหนึ่ง, เรียกว่าสักวันหนึ่งก็ได้ ; นั้นเราจะต้องทำ กันอย่างที่ว่านี้. ภทฺท นั้นแปลว่า เจริญงอกงาม เป็นสุขสบาย, เอกรต . ต นั้นแปลว่า คืนหนึ่ง. ในภาษาบาลีนี้ ถ้าจะนับว่า กี่วัน ๆ เขาชอบใช้คำว่า "กี่คืน" คือใช้คำว่าคืนเป็นเครื่อง นับ. พวกเราสมัยนี้ ใช้คำว่า "วัน" เป็นเครื่องนับ ; เช่น ว่าเราจะจากบ้านไปสัก ๓ วัน เราก็จะพูดว่า จะไปสัก ๓ วัน. แต่ถ้าเป็นภาษาโบราณ ในอินเดียครั้งพุทธกาล เขาจะพูดว่า จะไปสัก ๓ คืน. นี่ เพราะฉะนั้นวันหรือคืนนี้เป็นเครื่อง หมายนับรอบ ๒๔ ชั่วโมง ฉะนั้น เอกรตฺต ราตรีเดียว คืนเดียว, นั้นก็หมายความว่า ๒๔ ชั่วโมง ภทฺเทกรตฺต จะมี ความสุขความเจริญสักคืนหนึ่ง, คือสักวันหนึ่ง หรือสัก ๒๔ ชั่วโมง. ภัทเทกะรัตตะคาถา ที่ใช้สวดมนต์ก็มี ใช้สวด ทำวัตรก็มี เป็นคำสอนพิเศษ ที่พระพุทธเจ้าสอนให้ สำหรับผู้ที่ต้องการจะอยู่ ด้วยชีวิตที่ประเสริฐที่สุดสัก วันหนึ่ง. พูดธรรมดาสามัญก็ว่า เราอยากจะมีชีวิตที่ดีที่สุด กันสักวันหนึ่งโว้ย, จะทำอย่างไร.
น.14 ๖ ทีนี้ถ้าทำวันหนึ่งได้ ทำหลายวันมันก็ได้ ; แต่ เดี๋ยวนี้ ที่อยู่กันนี้ กี่วัน ๆ มันก็ไม่ได้, จึงต้องพูดว่า มาอยู่ กันให้ดีที่สุด เป็นสุขกันที่สุดกันสักวันหนึ่งโว้ย, หรือ จะแปลว่า สักชั่วขณะหนึ่งโว้ย, สักครู่หนึ่งโว้ย, สักชั่วโมง หนึ่งโว้ย ก็ได้. ถ้าจะอยู่อย่างมีชีวิตที่เป็นสุข เจริญ, ภัททะ แปลว่า เจริญ หรือที่เราแปลว่า ก็น่าชม ; ถึงแม้จะมีชีวิต อยู่วันเดียวก็น่าชม, คำว่า ภัททะ มันหมายความอย่างนั้น จะใช้ทับศัพท์ว่า ภัททะ ก็ได้ แปลว่า เจริญ ภัททะ, มีชีวิต ที่ภัททะกันสักวันหนึ่งโว้ย. ท่านก็ลองคิดดูเองว่า ตลอดเวลาที่เราเป็นอยู่กันนี้ เรามีสักวันหนึ่งไหม ที่มีชีวิตอันประเสริฐ จนเรียกได้ ว่าเป็นภัททชีวิต, ภัททะชีวิต 2 ถ้ามีได้เป็นที่พอใจก็แล้ว ไป ไม่ต้องพูดกัน ; แต่ถ้า ยังไม่มี, ยังหาไม่พบ ก็มาพูด กัน. นี่คือสิ่งที่กำลังจะพูดกัน ; ว่าเราจะมีการเป็นอยู่ที่ เป็นสุขสูงสุด เป็นที่พอใจของเราสักวันหนึ่ง. เข้าใจเรื่องเวลาให้ถูกต้องด้วย. เรื่องที่จะต้องพูดให้เข้าใจต่อไปอีก ก็คือว่า คือ เรื่อง เวลา นั้นเอง : เวลาที่เป็นอดีต เวลาที่เป็นปัจจุบัน
น.15 ๗ เวลาที่เป็นอนาคต นั้นน่ะมันคืออะไรกันแน่ ? ทำไมท่าน จึงบอกให้ว่า อยู่กับปัจจุบัน แล้วก็ไม่มีอดีต ไม่มี อนาคต ? อย่างนี้แล้วละก็จะดีที่สุด จะพูดถึงประโยชน์ก็จะ เป็นประโยชน์ที่สุด จะพูดถึงมีความสุขก็มีความสุขที่สุด. เราจะมีชีวิตอย่างไร จึงจะเป็นชีวิตที่มีแต่ปัจจุบัน แล้วก็ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ? พูดตรงๆ ก่อนก็ว่า ถ้าเรามี อดีต ก็เรื่องในอดีตมารบกวน, เรื่องหนหลังมารบกวน เราก็ หาความสงบสุขไม่ได้.ฉะนั้นถ้า ใ ครมีเรื่องในอดีตมา รบกวนอยู่ในจิตใจ หาความสุขไม่ได้ ; ก็เข้าใจความ ข้อนี้เสียสิว่า เรามีอดีต, เราเป็นคนมีอดีตมารวมอยู่ด้วย มา รบกวนเราอยู่ตลอดเวลา. ทีนี้ อนาคต ก็เหมือนกัน ใครมีอนาคตที่หวัง, หวังอย่างยิ่ง ที่เขาเรียกว่าสร้างวิมานในอากาศนั้น ; ถ้ามี ความหวังต่ออนาคตอย่างนั้นอยู่ อนาคตนั่นแหละรบกวน, อนาคตมันรบกวน ไม่เป็นความสงบสุข. พูดให้ชัดกว่านั้น ก็ว่า ความหวังนั่นแหละมันรบกวน. แต่เดี๋ยวนี้ในโรงเรียน หรือการศึกษา เขาสอนกัน ว่า ให้มีชีวิตอยู่ด้วยความหวัง. เข้าใจว่าลูกเด็ก ๆ ทั้งหลาย
น.16 ๘ ที่นั่งอยู่ที่นี่ คงจะถือหลักอันนี้ ครูเขาว่า หรือเพื่อนเขาว่า ว่าชีวิตนั้นอยู่ด้วยความหวัง. เราตั้งความหวัง หวังอย่างยิ่ง, กลายเป็นชีวิตอยู่ด้วยความหวัง ก็ได้เหมือนกัน. แต่ดูให้ดี เถอะว่ามันเป็นอย่างไรบ้าง ชีวิตอยู่ด้วยความหวัง มันเย็น หรือมันร้อน ? ชีวิตที่อยู่ด้วยความหวังจักถูกทรมาน. ความหวัง นั้น มันก็ คือ ความต้องการ อะไรสัก อย่างหนึ่ง แล้วยังไม่ได้, แล้วก็ หวังอยู่เรื่อย, นี่มัน เป็นอย่างไรบ้าง มัน สบายดี หรือว่ามันรบกวน ? คน เป็นโรคประสาทกัน ก็เพราะความหวังนั่นเอง. ความหวัง ทรมานจิตใจ ไม่ประสบความสำเร็จตามความหวัง นานเข้า มันก็เป็นโรคประสาท, มันเป็นมากถึงอย่างนั้น เราหวังอะไรก็ได้; เราคิดดูให้ดีว่า เราควรจะได้ อะไร ? เราหวังอะไร ? พอคิดเสร็จ แล้วเรา ก็อย่าหวังมัน เลย; ทำก็แล้วกัน, กระทำ ๆ กระทำ ตามที่ควรจะทำ. อย่าเอาความหวังมาทรมานใจเรา; พอเราหวัง เราก็ ผิดหวังทันที.
น.17 ๙ ไปสังเกตดูเถอะว่า พอเราหวัง เท่านั้น, แล้วเรา ก็ ผิดหวังทันที ที่เราหวัง ; เพราะมันยังไม่มา, มันยัง ไม่ได้. นี่เราจะไปหวังให้ผิดหวังทำไม ? เพราะความผิดหวัง ยังไม่ได้ตามที่หวังนั้น มันทรมานใจเรา มันกัดเรา. ฉะนั้น เราก็ไม่ต้องหวัง เราคิดดีกว่า ว่าเราต้องการ อะไร ? แล้ว คิดเสร็จแล้วเราก็ทำ. ทีนี้ก็ ทำไปด้วยกำลัง ด้วยสติด้วยปัญญา ; ทำด้วยสติปัญญาไม่กัด , ถ้าทำ ด้วยความหวังแล้วมันกัดขบ มันกัด มันขบ. มีชีวิตอยู่ ด้วยความหวังนั้นน่ะ ความหวังมันจะกัด มันจะขบ อยู่ ตลอดเวลาเลย, มันเป็นสัตว์ร้าย ความหวังน่ะ. ทีนี้เรา ไม่มีชีวิตอยู่ด้วยความหวัง เราก็มี ชีวิตอยู่ด้วยสติปัญญา, สติปัญญาระลึกไว้ดีแล้วก็ ทำไป ๆ. เราไม่ต้องหวัง ให้มัน กัดเรา; ทีนี้สิ่งเหล่านั้นมันก็ดำเนินไป ๆ จนถึงเวลาที่ มันมีผล มันก็ได้ผล. ไม่ทำด้วยความหวัง จะไม่ผิดหวัง. ในเรื่องนี้ พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ เหมือนกันว่า แม่ไก่มันไข่ออกมา แล้วมันก็พักไข่ นอนทับไข่ เท่านั้นแหละ
น.18 ๑๐ มันไม่ต้องหวังว่าลูกไก่จงออกมา. ไม่มีแม่ไก่บ้าตัวไหนที่ มันจะหวังว่า ลูกไก่จงออกมา, ลูกไก่จงออกมา, แล้วมันจึง นอนทับไข่ให้ถูกต้อง, ให้ถูกต้อง, ให้ถูกต้อง, จะเห็นว่ามัน คุ้ยบ้าง มันเขี่ยบ้าง มันพลิกบ้าง มันอะไรบ้าง มันก็ทำให้ ถูกต้อง แล้วพอถึงเวลาลูกไก่มันก็ออกมา. ฉะนั้น อย่าทำอะไรด้วยความหวัง, ให้ความหวัง มันกัดเอา, กัดเอา, กัดเอา, ไม่เท่าไรจะเป็นโรคประสาท, ไม่เท่าไรจะเป็นบ้า, หรือว่าอาจจะตาย, นี่เรื่องอนาคต เป็น อย่างนี้. หรือเราเป็นชาวนา เราก็ไถนา แล้วก็ดำข้าว แล้วก็ปลูกต้นข้าว อย่าไปหวังว่าข้าวจงออกมา, ข้าวจงออก มา, ข้าวจงออกมา ; มันจะเป็นชาวนาบ้า. จงรู้จักดำรง จิตใจให้ถูกต้องซิ. เมื่อเราต้องคิดก็คิดเถอะ, คิด ๆ คิด ๆ ครบถ้วน รอบคอบ, จะคิดหน้าคิดหลัง คิดตรงกลาง คิดข้างบน คิด ข้างล่าง: คิดให้ถูกต้องหมดแล้ว, สรุปความว่าเราต้อง ทำอย่างนี้แล้ว ; ทีนี้เราก็ ทำด้วยสติปัญญา อย่าทำด้วย ความหวัง. ทำด้วยความหวัง คือทำด้วยความหิว ความ หิวนั้น ไม่ใช่ของสนุก มันเป็นทุกข์.
น.19 ๑๑ นี่คำสอนของพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้อย่างนี้ ; แต่ คนเดี๋ยวนี้ คนในโลก เดี๋ยวนี้เขาไม่พูดอย่างนี้, เขาไม่สอน อย่างนี้, เขาสอนเด็ก ๆ ให้อยู่ด้วยความหวัง , ให้ทำด้วย ความหวัง ; ให้มันกัดเอา ๆ. ทีนี้ความหวังนั้นมันก็ผิดหวัง เพราะมัน ไม่มาทันตามที่หวัง ก็เท่ากับผิดหวัง. พอเรา ลงมือหวัง มันก็ผิดหวัง ; ทนอยู่ไม่ได้ ก็ขโมย, ก็ต้องทำชั่วอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะมันยังไม่ได้ตามที่หวัง ฉะนั้นเราทำจิตใจปรกติ ; อย่าให้อนาคตมันทรมานใจเรา, อย่าให้ความหวังถึงสิ่งในอนาคต มันทรมานจิตใจของเรา. อย่าคิดเรื่องอดีตอนาคตมาทรมานใจ. ภัทเทกะรัตตคาถา ข้อที่หนึ่งว่า อติตํ นานฺวาคเมยฺย -ไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว,คือไม่เอามาอาลัยอาวรณ์ถึงสิ่ง ที่ล่วงไปแล้ว ; มันแล้วก็แล้วไปแล้ว เอามาอาลัยอาวรณ์ ให้มันเป็นทุกข์ทำไมเล่า ; ฉะนั้น สิ่งที่ล่วงไปแล้วก็เป็น อันว่าอย่าเอามาทรมานใจ. ที่ผิดพลาดไปแล้วก็อย่าเอา มาทรมานใจ ; ที่ทำผิดไปแล้วก็เลิกนึกถึง ถือแต่ว่า จะไม่ทำให้ผิดอีก, จะไม่ผิดซ้ำอีก, แค่นี้ก็พอแล้ว ไม่ต้อง เอามาทรมานใจ
น.20 ๑๒ ส่วนที่จะมา ข้างหน้าก็ไม่เอามาทรมานใจ แล้ว ดูอยู่แต่ว่า เดี๋ยวนี้ ปัจจุบันนี้ เราจะทำอะไร, ก็คือ เราทำ ไปตามที่เราคิดดีแล้ว, คิดดีแล้ว, คิดแล้วคิดอีก, คิดดีแล้ว. อย่างเราเรียนหนังสือ เป็นนักเรียน เราก็ทำให้ดีที่สุดที่เรา จะต้องเรียนอยู่เดี๋ยวนี้, เรียนอยู่เดี๋ยวนี้ทำให้ดีที่สุด. สิ่ง รบกวนในอดีต หรือ สิ่งที่หวังในอนาคตอย่าเอามา, อย่า เอามาทรมานจิตใจ, มันไม่มีประโยชน์อะไร ดังนั้นเราจึงมี ความสบายใจ. ถ้าเราเอาเรื่องอดีตมารบกวน, เอาเรื่องอนาคต มารบกวน เราจะไม่มีความสบายใจ, เราจะมีความสะดุ้ง กลัว หวาดเสียว ว่าจะไม่สำเร็จ หรือว่ามันจะเป็นไปในทาง ที่เราไม่ต้องการ ไม่ประสงค์ นี่ขอให้เอาเรื่องจริงๆ ที่มันเกิดขึ้นแล้วแก่เราทุกคน เป็นหลัก : ถ้ายังไม่เคยมี ต่อไปนี้ก็ลองสังเกต เราอย่า ให้ความคิดหนหลังมาทรมานใจเรา, อย่าให้ความคิด ในอนาคตมาทรมานใจเรา, เราทำดีที่สุด อยู่แต่ปัจจุบัน ถ้าอย่างนี้ก็เรียกว่า เวลาไม่กัดเรา แต่เราเสียอีกกลับกินเวลา.
น.21 ๑๓ เราต้องกินเวลา อย่าให้เวลากินเรา เอ้า, ไหน ๆ ก็พูดแล้วก็พูดให้หมด ว่า มีพระบาลี อยู่ว่า เวลากินสรรพสัตว์ และตัวมันเอง. เวลาวันคืนล่วงไป เราเรียกว่าเวลา แล้วกินสรรพสัตว์, คือให้สัตว์ล่วงเวลา ล่วงเวลา ไปหาความแตกดับ หรือความตาย ; อย่างนี้ก็ เรียกว่า เวลามันกินสรรพสัตว์ แล้วมันกัด เจ็บปวดตรงที่ เราหวังเกี่ยวกับเวลา ; มันยังไม่ได้ตามที่เราต้องการ. นี่เวลา มันกัดเรา ; เพราะว่าเราไม่ได้สิ่งที่เราต้องการ ทันใจเรา เวลา มันกัดเรา เราก็เจ็บปวด. ต้องปฏิบัติ ไม่ให้เวลากัดเอา. เราทำอย่างไร อย่าให้เวลามันกัดเรา ? ก็คือเรา รู้เรื่องของเวลา แล้วเราก็ไม่ ทำอะไรด้วยความหวัง, ทำด้วยจิตที่แจ่มแจ้ง, เป็นจิตที่รู้ เฉลียวฉลาด แจ่มแจ้งอยู่ ในสิ่งที่เราทำ แล้วก็ทำ; ไม่ให้เวลาเข้ามาแทรกแซง, ไม่ให้เวลาเข้ามามีความหมาย. เวลาไม่มีความหมายสำหรับ เรา, สิ่งที่เรียกว่าเวลาไม่มีสำหรับเรา; เพราะเดี๋ยวนี้ เรา ไม่คำนึงถึงอดีต ไม่คำนึงถึงอนาคต เพราะไม่มีความ
น.22 ๑๔ อยาก. ความอยาก มีอยู่ที่เมื่อต้องการสิ่งที่จะได้ข้าง หน้า ถ้าเราไม่คิดถึงสิ่งที่จะได้ข้างหน้า เราก็ไม่มีความอยาก ; เมื่อไม่มีความอยาก เวลามันก็ไม่มี นี่ลูกเด็ก ๆ ทั้งหลาย คงจะรู้จักเวลาแต่ที่เครื่องบอก เวลา ; เช่นนาฬิกาเป็นต้น วันคืน เดือนปี เป็นต้น นั้นมันเป็น เครื่องบอกเวลา, เครื่องกำหนดเวลา. อย่างนี้ ไม่เคยกัด ไม่กัดเรา, กัดเราไม่ได้ เพราะมันเป็นเพียงเครื่อง บอกเวลา. ทีนี้ ตัวเวลาจริงมันอยู่ที่ไหน ? ตัวเวลาจริง ๆ บางคนเขาพูดว่า เวลาตัวจริงนั้นไม่มี ; อย่างนี้ไม่ถูก เรา ไม่เห็นด้วย. เราว่าเป็นคนไม่รู้ ที่จะพูดว่าเวลามันไม่มี. เวลามันมี เป็นสิ่งที่มี; แต่มันจะมีเฉพาะคนโง่ เฉพาะ คนโง่ เวลาจะมีเฉพาะคนโง่, ถ้าคนฉลาดแล้วเวลาไม่มี. คนโง่มันไปต้องการนั้นไปต้องการนี่ ไปหวังนั่น ไปหวังนี่ ; นั่นมันเป็นคนโง่ ถ้าเป็นคนโง่อย่างนี้แล้วก็เวลามันมี เพราะ เรามีความอยาก. จุดตั้งต้นจากความอยาก จนกว่าเรา จะได้รับสิ่งที่เราอยากนั่นแหละคือตัวเวลา.
น.23 ๑๕ รู้จักที่มาของเวลา เพื่อไม่มีทุกข์เพราะเวลา. เราอยาก นี้เป็นจุดตั้งต้น, แล้วกว่าเราจะได้สิ่งที่ เราอยาก นั่นเป็นจุดฝ่ายข้างปลาย ; ระหว่างนั้นคือเวลา, มันจะมีความหมายเพราะเราอยาก. ถ้าเราไม่อยาก มันก็ ไม่มีเวลา, คือมันไม่มีจุดตั้งต้น และมันไม่มีจุดสุดท้าย, ถ้าเราไม่อยาก. ฉะนั้นเวลามีเฉพาะคนโง่ ที่กำลังมีความ อยาก, กำลังมีความหวัง เท่านั้นเอง. ท่านจึงพูดไว้เลยว่า พ ระอรหันต์ไม่มีเวลา, พระ อรหันต์อยู่เหนือเวลา. ความหมายเกี่ยวกับเวลาไม่ใช้แก่ พระอรหันต์เพราะพระอรหันต์ไม่มีเวลา, หรือว่าเครื่องวัด เครื่องกำหนดมาตราวัดกำหนดอะไรต่างๆ ที่มีอยู่ ใช้ไม่ได้กับ พระอรหันต์. พระอรหันต์อยู่เหนือการที่จะถูกวัด ด้วยเครื่อง วัดใด ๆ ทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับเวลา; เพราะ เวลาจะมีตัว เวลามีความหมายแห่งเวลา อะไรขึ้นมา ต้องมี ความอยาก ; ถ้าจะมีความอยากต้องมีความโง่, คือมันไม่รู้ว่า ไม่ต้องอยาก, ไม่ต้องอยาก, ไม่มีสิ่งที่ควรจะอยาก. อย่า ไปอยาก อย่าอยากซิ, อย่างนี้เรียกว่าไม่โง่. ถ้ามันยังโง่อยู่
น.24 ๑๖ จะรู้สึกว่ามีอะไรอยาก, ที่น่าอยาก ที่ต้องอยาก แล้วก็ อยาก ๆ ๆ อยากเอาด้วยความโง่. เมื่อมีความอยาก, แล้วก็มี จุดตั้งต้นที่มันเริ่มอยาก, แล้วกว่ามันจะได้สิ่งนั้นมา, นั้นแหละคือความหมายของ เวลา ซึ่งกัด ๆ, กัดหัวใจของคนนั้น, กัดหัวใจของคนโง่ที่มี ความอยาก และหวังที่จะมีการได้สิ่งนั้นในเวลาหนึ่ง. อยู่เหนือความอยากสักวันเดียวก็เป็นสุข. ทีนี้ ธรรมะก็สอนว่า ไม่ต้องอยาก, ไม่ต้องอยาก, รู้ว่าควรทำอะไร อย่างไร, ทำที่ไหน ทำเมื่อใด, ก็ทำก็แล้ว กัน. อย่ามีความอยากที่เป็นจุดตั้งต้น แล้วก็จะได้ตาม อยาก; นี่เรียกว่าเขาไม่มีเวลา, เขาจะไม่มีการเสียเวลา ; เขาจะไม่เป็นทุกข์เพราะเวลา เพราะว่าเขาอยู่เหนือเวลา, อยู่เหนือความหมายของเวลา, เวลาไม่มีสำหรับเขา, แล้ว คนนี้จะมีสบายใจกี่มากน้อย ? คนที่เวลาไม่กัดเอา แล้วเขาอยู่ เหนือเวลา ไม่มีความอยากความหวังอะไร มาทรมานใจเขา เขาจะเป็นสุขเท่าไร ? จะเยือกเย็นเท่าไร ? จะสวยงามเท่าไร ? นั่นแหละคือภัทเทกะรัตตะ มีชีวิตอยู่ได้อย่างนั้นแม้เพียง
น.25 ๑๗ วันเดียวก็น่าชม, มีชีวิตที่อยู่เหนือความอยาก เหนืออดีต เหนืออนาคต แม้มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียวก็น่าชม. นี้กลัวว่าจะสวดมนต์บทนี้ สวดกันแล้วสวดกันอีก ทั้งพระทั้งเณร ทั้งอุบาสกอุบาสิกา แล้วก็ยังโง่ ไม่รู้ว่า ว่าอะไร ; แล้ว บางคนอาจจะสงสัย ไปพลางว่า เอ, นี่ ไม่ให้สนใจอดีต สนใจอนาคต แล้วจะอยู่กันได้อย่างไร ? ทั้งที่ตัวเองสวดพระบาลีบทนี้อยู่. ฉะนั้น ขอให้ดูให้ดี ให้เข้าใจให้ดี ว่า พระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า ถ้าจะอยู่กันอย่างงดงาม น่าชื่นอกชื่นใจกันสักวัน หนึ่ง แล้วจงอยู่กันอย่างนี้เถิด ; อย่าอยู่อย่างคำนึงถึงสิ่งที่ ล่วงไปแล้ว, อยู่อย่างไม่ต้องหวังถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึง. อะไรมีอยู่ที่นี่ปัจจุบันนี้ จงทำกับมันให้ดี ; ไม่มีความหมายแห่งอดีตเข้ามารบกวน ไม่มีความหมายแห่ง อนาคตเข้ามารบกวน, จิตก็ไม่ถูกรบกวน จิตก็เข้มแข็ง มีกำลัง มีอำนาจ ทำสิ่งที่เป็นปัจจุบันได้ดี. ที่ดีกว่านั้นอีก ก็คือเป็นสุขด้วย, เป็นสุขด้วย ถ้าเป็นผู้ทำงาน ก็ทำงาน ได้ดี. ถ้าไม่ต้องทำงาน ก็คือ เป็นสุขอย่างยิ่ง เรียกว่า ภัทเทกะรัตโต - มีชีวิตอยู่แม้เพียงราตรีเดียวก็น่าชม.
น.26 ๑๘ นี้เป็นเรื่องเปรียบเทียบ คนชนิดนี้อยู่เพียงวันเดียว ก็มีค่ามากกว่าคนชนิดโน้น ที่อยู่ร้อยปี พันปี ก็ไม่มีค่าอะไร เพื่อให้สาวกของพระองค์ มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียวก็มีค่ามาก ท่านจึงสอนอย่างนี้ แล้วเราได้เป็นอย่างนี้กันหรือเปล่า ? แล้วก็ไปเข้าใจให้ชัดเจนว่า ถ้าเรา อยู่ใต้อำนาจ ของเวลา เรียกว่าเป็นทาสของเวลา แล้วเราก็ จะถูกเวลา กัดกินเอาให้เราลำบาก. ความอาลัยอาวรณ์ในอดีตก็มา กัดกิน, ความหวัง, หวังในอนาคตก็มากัดกิน แล้วจะเป็นสุข ได้อย่างไร ? มีความอยากเมื่อใดเวลาจะมีทันที. สิ่งที่เรียกว่า เวลา นั้น จะมีได้เฉพาะคน ที่มี ความอยากด้วยความโง่; เพราะโง่นั่นเองมันจึงอยาก พออยาก แล้วความหมายแห่ง เวลาก็เกิดขึ้นทันที. ถ้าเรา ไม่อยากอะไร ไม่ต้องการอะไร เวลาไม่มี ; เวลาไม่เกิด สำหรับบุคคลนั้น. แต่โดยเหตุที่คนธรรมดาสามัญทุกคน มีความอยาก มีความต้องการ ดังนั้นเวลามันจึงมี สำหรับ ทุกคนที่เป็นคนธรรมดาสามัญ ที่ยังโง่อยู่ ยังอยากอยู่ ยัง ต้องการอยู่ : ฉะนั้นคนทุกคนในโลกจึงมีเวลา
น.27 ๑๙ ขณะที่มีความอยาก และต้องการจะให้ได้สมอยาก นั้นแหละคือเวลา พอไม่มีความอยาก เวลาไม่มี, เวลาหาย ไปหมด, เวลาไม่มีความหมาย ; ฉะนั้น เวลาจะมีเฉพาะ เมื่ออยาก, หรือเมื่อต้องการจะได้. นี้เราอยู่อย่างไม่อยาก อะไร, ไม่ต้องการจะได้อะไร ; เวลาก็ไม่กินเรา ; แต่เรานี่ จะเป็นผู้กินเวลา. พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า ผู้กำจัดตัณหาเสียได้ เป็นผู้ กินเวลา. เวลากินคน, กินสรรพสัตว์อยู่ ; แต่ ผู้ใดหมดตัณหา สิ้นตัณหา ผู้นั้นจะกลับกินเวลา, คือ เวลาเป็นเรื่องเล็กน้อย, เป็นเรื่องหัวเราะเยาะเล่น, เป็น เรื่องของเด็กอมมือไปเลย ไม่มากัดเรา ไม่มากินเรา มันกลับ กันอยู่อย่างนี้. ถ้ามีความอยาก ก็มีเวลา แล้วก็กัดกินผู้อยาก ; ถ้า หมดความอยาก ก็ไม่มีเวลา, ผู้นั้นกลับกินเวลา ; หมาย ความว่าทำให้เวลามันล่วงไป โดยไม่มีความหมายอะไรแก่เรา. เวลาไม่มีแก่เรา, เวลาไม่ทำอะไรแก่เรา, เราอยู่เหนือเวลา ผู้ใดอยู่เหนือเวลา อย่างนี้ เรียกว่า มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว ก็น่าชม.
น.28 ๒๐ ทีนี้ ต้องเข้าใจไปถึงที่ว่าเมื่อตะกี้นี้ ที่ว่าจะไม่มีเวลา นี้ต้องไม่มีอดีต, ต้องไม่มีความหมายแห่งอดีต, ต้องไม่มี ความหมายแห่งอนาคต จึงจะเรียกว่าไม่มีเวลา. เครื่องกำหนดเวลา เช่นนาฬิกา เป็นต้น นี้ มันเป็นเครื่องกำหนดเวลา ซึ่งไม่รู้จะเอาไปใช้กับเวลาไหน ; แล้วแต่จะเอาไปใช้ หรือว่าฤดูฝนปีละครั้ง นี้ก็เป็นเครื่อง กำหนดเวลา, หรือว่าพระอาทิตย์ โผล่มาให้เห็นวันละครั้ง ๆ ก็เป็นเครื่องกำหนดเวลา, อย่างนี้เป็นเครื่องกำหนดเวลา. แต่ ตัวเวลาที่แท้จริง นั้น คื อจุดระหว่างความอยาก กับ ความได้สมอยาก ของคนโง่ ของคนอยาก ของคนที่มีความ อยาก. ฉะนั้น เครื่องกำหนดเวลา ก็เอาไว้กำหนดเวลา พอจะได้พูดกันรู้เรื่อง ว่ามันจะกินเวลาเท่าไร ; ถ้ามันมี เวลา. แต่ถ้าสำหรับผู้ที่ไม่มีความอยาก ไม่มีเวลา เช่น พระอรหันต์ เป็นต้นนี้ มันไม่มีความหมาย, วัน คืน เดือน ปี ไม่มีความหมาย, นาฬิกาไม่มีความหมาย, เอาไปทิ้งให้หมด ก็ได้ มันไม่มีเรื่องเกี่ยวกับเวลา หรือปัญหาของเวลา. แต่ ถ้าเป็นคนธรรมดา ยังจะต้องทำงานเพื่อประโยชน์ ได้รับ
น.29 ๒๑ ประโยชน์ แล้วมันก็จะต้องมีเวลา ; ยิ่งเขาอยู่กัน ผูกพัน กันเป็นสังคม, เป็นหมู่คนทำงานเนื่องกัน แล้วเครื่อง กำหนดเวลาก็ยิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง. ฉะนั้น เรารู้เสียว่า เวลานั้นสำหรับคนโง่ มีความ อยากแล้วโง่ นาฬิกาแขวนข้อมือมันสำหรับคนโง่ สำหรับ คนอยาก สำหรับคนที่ไม่โง่ไม่อยากนั้น ไม่ต้องแขวน ; เพราะมันไม่ต้องการอะไร วัน คืน เดือน ปี มันไม่มีสำหรับ คนที่ไม่อยาก หรือไม่ต้องการอะไร แล้วคนนั้นสบายกี่มาก น้อย. ฉะนั้นถ้าว่ามีชีวิตอยู่วันเดียว ก็จะเจริญ ก็งดงาม นั่นหมายความว่า เป็นพระอรหันต์ลองดูวันเดียวก็แล้วกัน มีชีวิตอยู่วันเดียวก็เจริญ คือเรา ลองเป็นพระอรหันต์ดูสัก วันหนึ่ง แล้วก็ทำอย่างที่ว่านี้, ก็เรียกว่า วันเดียวก็เจริญ. แต่สำหรับ พระอรหันต์ ท่านไม่ใช่วันเดียว ท่านตลอดไปเลย, ท่านจะ มีชีวิตที่สงบเย็น เป็นสุข งดงามที่สุด ตลอดไป เลย ; ถึงไม่ใช้คำว่าวันเดียว. แต่ที่นี้สำหรับคนธรรมดา ที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์นี้ ลองกำหนดกันว่าสักวันหนึ่งเถิด ภัทเทกะรัตโต วันเดียวก็น่าชมนี้ กันดูสักวันเถิด ก็คือทำ อย่างนี้.
น.30 ๒๒ อยู่เหนือเวลาได้ นับว่าทำอย่างพระอรหันต์. ฉะนั้น ถ้าใครอยากจะเป็นพระอรหันต์ หรือเหมือน พระอรหันต์ สักวันหนึ่ง ก็คือทำอย่างนี้ : คือทำอย่าง ที่อยู่เหนือเวลา, อยู่เหนือความหมายของเวลา, อยู่เหนือ คุณค่าของเวลา, ไม่มีความอยาก ไม่มีกิเลส ไม่มีตัณหา ไม่มี อุปาทาน ไม่มีความโลภ ไม่มีความโกรธ ไม่มีความหลง เพราะว่าอยู่เหนือเวลา. ที่ จะมีความโลภ หรือมีตัณหาได้ ก็ เพราะว่าต้อง การเวลาให้ทันแก่ความต้องการ ของตน มันยังอยากอยู่ ; ถ้ามันไม่มีเวลา ก็ไม่รู้จะอยากไปทำไม. เรื่อง ความโกรธ ก็เหมือนกัน มัน ไม่ได้ทันเวลา ก็โกรธ. เรื่อง ความ หลง มันก็ ไม่รู้จะทำอย่างไรให้ทันแก่เวลา มันก็โง่. ฉะนั้นถ้าเรา ไม่ต้องการอะไรเสียอย่างเดียว ก็ ไม่มีปัญหาเรื่อง ความโลภ ความโกรธ ความหลง, ไม่มี ปัญหาว่าทันแก่เวลา หรือไม่ทันแก่เวลา, ไม่มีปัญหาว่าได้ หรือเสีย แพ้หรือชนะ อะไรมันก็พลอยไม่มีไปหมด. ฉะนั้น เรารู้เรื่องเวลา ว่าเราจะอยู่ให้ดีที่สุดสักวัน หนึ่งแล้วนี้ อย่าอยู่ด้วยอดีตหรืออนาคต ; แต่อยู่ด้วย
น.31 ๒๓ ปัจจุบัน. แต่ถ้าเรายังมีอยู่ เราจึงอยู่ด้วยปัจจุบัน ฉะนั้น เราจึงเป็นพระอรหันต์ได้วันเดียว หรือได้ชั่วระยะ ๆ หนึ่ง. ทีนี้ ถ้าเราจะ เป็นพระอรหันต์ตลอดไป ไม่ชั่ว วันเดียว จะต้องทำอย่างไร ? ก็คือ เลิกปัจจุบัน เสียด้วยสิ, เลิกตัวปัจจุบันนั้นเสียด้วย, อดีตก็ไม่มี, ปัจจุบันก็ไม่มี, อนาคตก็ไม่มี ; เพราะว่าไม่มีตัวกู, เพราะว่าไม่มีตัวกูที่ เป็นอยู่. มันไม่มีตัวเราที่เป็นอยู่, ดังนั้นมันก็ไม่มีปัจจุบัน. เพราะว่าไม่มีตัวเราที่เป็นอยู่ มันก็ไม่มีการอยู่ที่เป็นปัจจุบัน, ไม่มีตัวกูที่กำลังอยู่ซึ่งเป็นปัจจุบัน เมื่อไม่มีตัวกูแล้ว อดีต ก็ไม่มี อนาคตก็ไม่มีเอง ยกเลิกหมดทั้งอดีต ทั้งปัจจุบัน ทั้งอนาคต ก็เป็นพระอรหันต์สมบูรณ์ นี่อยู่เหนือเวลาหมด สิ้นเชิง ไม่มีอะไรที่จะกล่าวว่าอดีตหรือปัจจุบัน หรืออนาคต. แต่ถ้ายังไม่เป็นพระอรหันต์ถึงขนาดนั้น จะเป็น เพียงภัทเทกะรัตโต ราตรีเดียวก็น่าชม. นี้ยังมีปัจจุบัน เหลืออยู่ เป็นเครื่องกำหนดอยู่ เพราะว่ามีตัวเราอยู่, ยังมี ตัวเราเหลืออยู่. แต่ถ้าตัวเราอยู่ดีที่สุด ก็มีกันแต่ปัจจุบัน อย่ามีอดีตอย่ามีอนาคต ขอให้เข้าใจว่า ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า อยู่อย่าง ราตรีเดียวก็น่าชม มีแต่ปัจจุบัน , ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคตนั้น
น.32 ๒ ๔ เป็นสิ่งที่พอจะทำได้. เราจะพักผ่อนจิตใจนี้ อดีตไม่มา รบกวน อนาคตไม่มารบกวน อยู่แต่ปัจจุบัน กำหนดแต่ ส่วนที่เป็นปัจจุบัน สิ่งที่ถูกกำหนดนั้นมันก็ไม่ได้ รบกวน ; มันแต่เพียงรู้สึกว่าเราทำอะไรอยู่ มันก็เลย เป็นผู้มีความสุขความเจริญ อยู่อย่างที่มีตัวตน อย่างมี บุคคล ที่เรียกว่า มีราตรีเดียวก็เจริญ, ราตรีเดียวก็น่าชม ; แปลว่า ไม่ได้เพิกถอนความหมายของเวลาจนสิ้นเชิง คือ ยังมีปัจจุบันเป็นเครื่องกำหนดอยู่ ; แต่ถึงอย่างนั้นก็ พูดได้ว่าปัจจุบันนั้นไม่ได้ทรมานจิตใจเรา. เราอยู่กันกี่ปี กี่ปี กี่สิบปีแล้ว มันยังไม่มี ยังไม่เคย มีความสงบสุข : เรา ลองอยู่อย่างมีความสงบสุขดูสัก วันหนึ่ง เป็นไร ; ก็คือการทำอย่าให้มีอดีตและอนาคต กำหนดอยู่แต่สิ่งที่ต้องเห็น ต้องดู ต้องทำ อยู่เฉพาะหน้า ด้วยไม่มีความรู้สึกอยากได้อะไร ต้องการอะไร. ที่จริง ถ้าจะให้ถึงที่สุด ก็จะต้องทำด้วยความ รู้สึกที่ว่า ไม่มีตัวตน เหมือนกัน ; แต่เดี๋ยวนี้มันยังละ ไม่ได้ ยังมีตัวตนอยู่ ก็อย่าให้อดีตและอนาคตมารบกวน. ให้มีแต่จิตใจอย่างเดียว กระทำอยู่ในสิ่งที่ต้องทำ ต้องรู้
น.33 ๒๕ ต้องเห็นนั้นน่ะอยู่อย่างเดียว; ก็ไม่มีความทุกข์, เป็นผู้ที่ อยู่ด้วยความสงบสุข แม้วันเดียวก็ยังน่าชม. อยู่กับปัจจุบันดีที่สุดก็คือจิตหยุดอยู่ในสมาธิ. อยู่กับปัจจุบันที่ดีที่สุด ก็คือสมาธิ, มีสมาธิ กำหนดสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นอารมณ์ของจิต สำหรับจิตจะอยู่ ที่นั่น : แล้วทำสมาธิสำเร็จ ก็มีผลของสมาธิที่เรียกว่า วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ซึ่งเป็นผลของสมาธิ. แล้ว เอกัคคตานี้มีจิตเดียว, จิตกำหนดอยู่ที่สิ่งเดียว ; นั้นก็ เป็นแต่เพียงการกำหนด ไม่มีความหมายแห่งอดีตหรือ อนาคต. จิตที่หยุดอยู่ในสมาธิ ก็เรียกว่าอยู่กับปัจจุบัน ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต. ทีนี้ถ้ายังต่ำไป ยังต่ำอยู่ ก็เลื่อนขึ้นไป เป็นไม่มี วิตกวิจาร เป็นทุติยฌาน มันก็เป็นปัจจุบันที่เข้มข้นขึ้นไป, กระทั่งไม่มีปีติ ไม่มีสุข, มีแต่อุเบกขากับเอกัคคตา . ส่วน ที่เป็นอุเบกขานั้นเป็นปัจจุบันที่สุด, เป็นปัจจุบันที่ สะอาดที่สุด ที่กำหนดได้แล้วจะไม่มีความทุกข์ หรือว่า ปฏิกิริยาที่เป็นทุกข์แต่ประการใด เรียกว่าอยู่ด้วยอุเบกขา.
น.34 ๒๖ จิตที่อยู่ด้วยอุเบกขา, วางเฉยได้ต่อสิ่งทั้งหลายทั้งปวง. นี้ เรียกว่าอยู่กับปัจจุบัน เท่านั้น อดีตอนาคตไม่อาจจะแทรก แซงเข้ามาได้. ทีนี้ อุเบกขานี้จะทำให้ยิ่งขึ้นไป ๆ จนถึงกับว่า สูงสุด เป็นอรูปฌานเป็นสมาบัติ มันก็ยิ่งเป็นอุเบกขา, หรือว่า เป็นปัจจุบันที่ละเอียดยิ่งขึ้นไป, เป็นปัจจุบันที่สูง สุด ; เป็นปัจจุบันที่ละเอียดสูงสุด คือ ไ ม่มีทางที่จะเกิด ความรู้สึกเป็นอดีตหรืออนาคต. และระหว่างนั้นเมื่อ กำหนดอยู่อย่างนั้น ก็ไม่มีทางที่จะเกิดตัวตนเหมือนกัน, จะไม่เกิดความรู้สึกเป็นตัวตน; เหมือนพระอรหันต์ ที่ตัดขาดแล้วจากอุปาทาน ไม่มีตัวตน. แต่เดี๋ยวนี้มันขาด จากตัวตน ชั่วเวลา ที่เรากำหนดอยู่อย่างนี้; พอเราไม่ กำหนดอย่างนี้ มันก็กลับมาอีก. ฉะนั้นจึงเรียกว่า แม้แต่ วันเดียวก็ยังดี, คือชั่วแต่ที่มันกำหนดได้, จะสักวันหนึ่ง หรือสองวัน หรือชั่วโมงเดียวก็ยังดี; ใช้คำว่าอย่างนี้จะฟัง ง่าย. ที่ว่าจะเป็นผู้มีชีวิตอันสูงสุดดูสักวันหนึ่ง หรือดูสัก ครึ่งวัน หรือว่าดูสักชั่วโมงหนึ่ง ก็ขอให้ทำอย่างนี้ คือมี
น.35 ๒๗ จิตกำหนดอยู่แต่ที่เป็นปัจจุบัน อดีตไม่มารบกวน อนาคต ไม่รบกวน. แล้วสิ่งที่เรียกว่าปัจจุบันนั้น ก็คือสิ่งใดที่จิต กำหนดอยู่ ก็เรียกว่าปัจจุบันได้ ; แล้วถ้ากำหนดไป ๆ จน มัน วางเฉยในสิ่งนั้น ๆ ได้ อันนั้น ยิ่งเป็นปัจจุบันอย่าง ยิ่ง. แล้ว อุเบกขา หรือ ความวางเฉย นั้น ก็มีหลาย ระดับมากขึ้นไป ตามที่จิตเป็นสมาธิมากขึ้นไปเท่าไร. กำหนดอยู่ที่อุเบกขา ที่เป็นอารมณ์เอกอารมณ์เดียว เป็น เอกัคคตา อย่างนี้เรียกว่าปัจจุบันที่สุด ไม่เกิดกิเลส ตัณหา อุปาทาน ใด ๆ ได้ นี่เรียกว่าอยู่เหนือเวลา ชนะเวลา. ถ้าเป็นพระอรหันต์ ก็เลิกหมด ทั้งอดีตทั้งปัจจุบัน และอนาคต. ถ้าเป็นเพียงภัทเทกะรัตโต อย่างว่านี้ เอา ปัจจุบันอย่างเดียวไว้, อดีตและอนาคตก็ไม่มี. แต่ถ้าทำ เรื่อยไป ๆ มีความเจริญงอกงามก้าวหน้า มันก็ไปตามทางของ ธรรมะ ที่จะตัดกิเลสให้หมดสิ้นได้ ก็กลายเป็นพระอรหันต์ ในที่สุด. เดี๋ยวนี้เมื่อยังเป็นพระอรหันต์ไม่ได้ ก็จะลองอยู่ อย่างพระอรหันต์ หรือคล้ายพระอรหันต์ ดูสักวันหนึ่ง ๆ.
น.36 ๒๘ นี้เรียกว่า อาการของภัทเทกะรัตโต อยู่ด้วยสิ่ง เป็นปัจจุบัน, ภัทเทกะรัตโต๋ อยู่ด้วยอุเบกขาจิต . แต่ ถ้าเป็นพระอรหันต์ ก็อยู่ด้วยนิพพาน ซึ่งเป็นปัจจุบัน ยิ่งกว่าสิ่งใด. ปัจจุบันที่สุดคือนิพพาน. ถ้าพูดว่า อะไรเป็นปัจจุบันที่สุด ? แล้วก็ต้อง ตอบว่า พระนิพพาน เพราะว่าพระนิพพาน ไม่มีความหมาย ว่าเกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป, ไม่มีความหมายว่าเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป; ความที่ไม่มีอะไรปรุงแต่งพระนิพพาน ; พระนิพพานจึงไม่มีเกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป. ฉะนั้น พระ นิพพาน จึงมีลักษณะที่เรียกได้ว่า เป็นปัจจุบันตลอดเวลา. ฉะนั้น การมีพระนิพพานเป็น อารมณ์ ของพระอรหันต์นั้น เรียกว่าท่านอยู่กับปัจจุบันได้ถึงที่สุดตลอดเวลาจริง ๆ ด้วย. ผู้ที่กำหนดปัจจุบันอยู่ จึงมีอยู่เป็น ๒ พวก : ถ้า เป็นพระอรหันต์ ท่านอยู่ ด้วยพระนิพพาน ซึ่งเป็น ปัจจุบัน ; ถ้ายังไม่ถึงพระอรหันต์ ก็อยู่กับการกำหนด สิ่งที่กำหนดอยู่ ในลักษณะที่เป็นอุเบกขา ก็แล้วกัน
น.37 ๒๙ ฉะนั้น ใครทำจิตให้เป็นอุเบกขาได้อย่างไร ; กำ- หนดอุเบกขานั้นอยู่ อดีตจะไม่รบกวน อนาคตจะไม่รบกวน เขาก็ จะเป็นภัทเทกะรัตโต แม้มีชีวิตอยู่วันเดียวก็น่าชม; ไม่ใช่เป็นเรื่องเสียหาย ไม่ใช่เป็นคนโง่ เป็นคนบ้าที่ไม่รู้ เรื่องอนาคต ไม่รู้เรื่องปัจจุบัน. คนพวกนี้ถ้าเขาต้องการจะต้องรู้เรื่องอนาคต หรือ รู้เรื่องปัจจุบันเขาก็ทำได้ เพราะไม่ได้เป็นคนโง่ ไม่ได้เป็น คนผิดปรกติ ; ถ้าเขาจะ ระลึกถึงอดีต เพื่อจะเอามาเป็น ครูแก่ปัจจุบัน เขา ก็ทำได้ ; แต่ว่า อดีตนั้นจะไม่มาทำ ให้เขาเป็นทุกข์. คนบุถุชน เมื่อนึกถึงเรื่องอดีต แล้ว ก็เอาเรื่องในอดีตมาฟื้นฟูความจำทำให้เป็นทุกข์ เพราะเคย ผิดพลาดมาแล้ว, หรือแม้ว่าอดีตเคยเป็นสุข มันก็เอามาทำ ให้บ้าอีกครั้งหนึ่ง ไม่ใช่ความสงบ. หรือว่า คนที่เป็น ภัทเทกะรัตโต นี้อยากคำนวณ อะไรในอนาคต เขาก็คำนวณได้, เขาจะ คิดถึงสิ่งที่เป็น อนาคตก็ได้ แต่ไม่มาทำให้เขาเป็นทุกข์ได้ ; เพราะ เขาไม่ได้คิดอย่างความหวัง. เขาคิดอย่างที่ว่ามันเป็นอย่างไร, มันควรจะเป็นอย่างไร, จะจัดมันให้เป็นอย่างไร. ดังนั้น
น.38 ๓๐ มันจึง เป็นเพียงส่วนประกอบของความคิด เพื่อจะกำหนด ลงไปว่า เขาควรจะทำอย่างไร, ควรจะได้อะไร, ควรจะเป็น อย่างไร, ตามที่ถูกที่ควร. แต่อย่าลืมว่าเขา ไม่หวัง , เขา ไม่หวังด้วยกิเลส ตัณหา, ไม่อยากด้วยตัณหา ไม่หวังด้วย อาสา ไม่ยึดมั่นด้วยอุปาทาน. ฉะนั้น แม้เขาจะ คิดถึง อนาคตเพื่อวางแผนการอะไรก็ทำได้ แต่ไม่เป็นทุกข์ ; ไม่ใช่ความหวังที่จะมากัดเจ้าของให้เป็นทุกข์ ฉะนั้น เรา จะอยู่ในโลกนี้ ปัจจุบันนี้, เป็นคน ธรรมดานี้ได้ โดยที่ว่า ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ชนิดที่ มันจะกัดเอา, ไม่มีอดีต อนาคต ชนิดที่จะทำอันตรายแก่ จิตใจของเรา ฉะนั้น อดีตจึงเป็นเพียงบันทึก, อดีตจึงเป็น เพียงบันทึกความจำ, จะเอามาใช้เมื่อไรก็ได้. อนาคต จึงเป็นเพียงแผนการ ของสิ่งที่เราควรจะทำ ที่เราร่างไว้, ไม่หวังว่าจะได้ด้วยกิเลสตัณหา ; เพราะเราไม่มีความโง่พอ ที่จะมีตัวตน หรือว่าจะได้อะไรมาเป็นของตน แล้ว รู้ว่าทุก สิ่งมันอย่างนั้นเอง.
น.39 ๓๑ "เช่นนั้นเอง" และ "ความว่าง" เป็นปัจจุบันอย่างยิ่ง นี่เรื่อง อย่างนั้นเอง ตถาตา - อย่างนั้นเอง เคย พูดกันมากี่ครั้ง ๆ แล้ว ; ระวังกันให้ดี จำให้ดี จำไว้ให้ดี มัน จะช่วยป้องกันมิให้เกิดความหวัง ชนิดโง่ ชนิดที่เป็น ทุกข์, ให้เกิดเวลาขึ้นมากัดกินเอา. แต่มันเช่นนั้นเอง, มันก็เช่นนั้นเอง จะไปหลงรักอะไรกะมัน แล้วจะไม่หลงโกรธ หลงเกลียด หลงกลัว หลงอะไรหมดทุกอย่าง. ฉะนั้น ตถาตาช่วยให้เราอยู่ด้วยจิตปรกติ : อดีตก็ไม่ทำอัน- ตราย, อนาคตก็ไม่ทำให้เกิดอันตราย, ปัจจุบันก็ไม่ก่อให้ เกิดปัญหา ชนิดที่จะเป็นอันตราย. ฉะนั้น รักษาความรู้เรื่อง ตถาตา, ตถาตา นี้ไว้ ให้ดีๆ; แล้วเราจะไม่อาลัยอาวรณ์ด้วยอดีต เพราะ ว่ามันเช่นนั้นเอง, แล้วเรา จะไม่หวัง เป็นบ้าในวิมานใน อากาศในอนาคต เพราะว่ าเป็นเช่นนั้นเอง ; แล้วก็อยู่ ด้วยความเป็นเช่นนั้นเอง, คือความรู้ว่ามันเป็นเช่นนั้น เอง, ไม่ก่อให้เกิดความอยาก กิเลส ตัณหา อะไรขึ้นมา ก็ เรียกว่าเป็นปัจจุบัน
น.40 ๓๒ หรือจะพูดเอาเปรียบหน่อยก็ว่า เช่นนั้นเอง คือ ปัจจุบันอย่างยิ่ง ; ถ้าไม่เช่นนั้นเองมันก็เปลี่ยน ; ถ้า เปลี่ยนก็ไม่ใช่ปัจจุบัน. ปัจจุบันอันแท้จริงก็คือความที่ ไม่เปลี่ยน, ความที่ไม่เปลี่ยนนั่นแหละคือปัจจุบัน. ตัว เช่นนั้นเอง, ความหมายที่มันเป็นเช่นนั้นเองนั้นมันไม่ เปลี่ยน เมื่อไม่เปลี่ยนมันก็เป็น เช่นนั้นเอง, แล้วมันก็ เป็นปัจจุบัน เพราะว่ามันคงที่อยู่เป็นปัจจุบัน. ถ้าคิด อะไรไม่ออก ก็คิดความหมายของคำว่า "เช่นนั้นเอง" ขอให้ รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ตถาตา หรือเช่นนั้นเอง ไว้ให้ดีๆ; มันไม่มีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นมันจึงเป็น ปัจจุบัน, หรือว่าเพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง, เห็นเช่นนั้น เอง แ ล้วมันก็มีประโยชน์ คือ ไม่อยากอะไร. ผู้ที่เห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ของสิ่งใด เขาก็จะ ไม่อยากอะไร เกี่ยวกับสิ่งนั้น. ถ้าเขาเห็นเป็นเช่นนั้นเอง ของทั้งหมดของทุกสิ่ง เขาก็ไม่อยากอะไรในทั้งหมดในทุกสิ่ง ; เมื่อเขาไม่อยาก ก็ไม่มีเวลา เวลาไม่ทำอะไรได้แก่ผู้ที่ ไม่อยาก ; - เวลาไม่ทำอะไรได้ ไม่มีอำนาจอะไร แก่ผู้ที่ไม่มี
น.41 ๓๓ ความอยาก เช่นนั้นเองทำให้ไม่อยาก ; เมื่อไม่อยาก เวลา ก็ทำอะไรไม่ได้ เขา ก็ไม่มีความทุกข์เกี่ยวกับเวลา ; เพราะว่าเขาเป็นคนที่ไม่มีอดีต เป็นคนที่ไม่มีอนาคต. นี่ เรียกว่า การเห็นเช่นนั้นเองนั้นมีประโยชน์ที่สุด. หรือจะดูกันอีกทีหนึ่งก็จะเห็นว่า ความว่างนั่นแหละ เป็นปัจจุบันที่สุด, ไม่มีอะไรที่จะเป็นปัจจุบันมากเท่ากับความ ว่าง ; เพราะความว่างนี้มิได้เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป, มัน ไม่มีอะไรจะเปลี่ยนแปลงในความว่าง. นิพพานก็ว่างอย่างยิ่ง ในความว่างไม่มีอะไรจะเปลี่ยนแปลง; เพราะฉะนั้น ความว่างจึงเป็นปัจจุบันอย่างยิ่ง. ถ้าจิตของเรากำหนด อยู่กับความว่าง ก็คือกำหนดอยู่ที่ปัจจุบันอย่างยิ่ง มันก็ไม่ เกิดความอยาก ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับเวลา ไม่มีอดีต ไม่มี อนาคต ที่จะมารบกวน. คำสอนทางศาสนาสูงกว่าการศึกษาในโลกปัจจุบัน นี่เรื่องที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องฝ่ายธรรมะ ฝ่ายพระศาสนา เป็นคำสอนในพระศาสนา. ส่วนการศึกษา ปัจจุบันของชาวบ้าน ของโลกปัจจุบันนั้น เขาอาจจะพูดกัน
น.42 ๓๔ อย่างอื่น, เขาไม่พูดกันอย่างนี้, เราเอามาใช้กันไม่ได้. เรา สามารถจะอยู่เหนือเวลาได้; แต่ชาวบ้านทั่วไป หรือ การศึกษายุคปัจจุบัน ไม่ได้สอนให้คนอยู่เหนือเวลาได้; สอนได้แต่เพียงให้คนรีบทำอะไร, รีบทำให้เสร็จ ๆ ทันเวลา, ทำเร็ว ๆ นี่จึงเป็นโรคประสาทกันเต็มบ้านเต็มเมือง เพราะ ไม่มีความรู้ เรื่องที่ว่าอยู่เหนือเวลาเอาเสียเลย. นี่การศึกษา ของโลกปัจจุบันนั้นไม่สูงพอ ที่จะทำให้คนเรามีความรู้เรื่อง การอยู่เหนือเวลา. ความรู้ในพุทธศาสนาสูงพอ ที่จะทำให้เราสามารถ อยู่เหนืออำนาจของเวลา. ส่วนความรู้ในโลกปัจจุบันนี้ ไม่ อาจจะทำให้รู้ได้ว่า เวลาคืออะไรด้วยซ้ำไป. ความรู้วิทยาศาสตร์ ปัจจุบันนี้ ไม่ทำให้เรารู้ได้ว่าเวลาคืออะไร ; เพราะเขาเอา แต่วัตถุเป็นหลัก, อย่างดีก็เป็นเครื่องกำหนดเวลา. แต่ ความ รู้ในทางธรรมะ ทางศาสนานี้ สอนให้เรารู้ได้ว่า เวลา นั้นคืออะไร. คือบัญญัติลงไปได้เลยว่า เวลา คือจุดระหว่าง ความอยากตั้งต้น กว่ามันจะได้รับผลของความอยาก นั้นคือเวลา, คือความอยากยังไม่ได้ตามความต้องการของ ความอยาก นั้นคือความหมายของเวลา. ถ้าไม่มีความอยาก
น.43 ๓๕ ก็ไม่มีเวลา, ไม่มีความหมายของเวลา. เวลาจะมีค่ามีอำนาจ ขึ้นมาได้ ก็ต้องมีความอยากของบุคคลนั้น. ฉะนั้นมันจึงน่าหัวว่าอยู่ในโลกด้วยกันนี้ ; บางคน อยู่ใต้อำนาจของเวลา, บางคนอยู่เหนืออำนาจของเวลา คนปุถุชนทั่วไปอยู่ใต้อำนาจของเวลา, ถูกเวลาบีบคั้น กัดกินอยู่. แต่ พระอรหันต์อยู่เหนืออำนาจของเวลา, เวลาไม่บีบคั้นกัดกินท่านได้. แล้วเราก็อยู่ในโลกเดียวกัน พวกหนึ่งอยู่ใต้อำนาจของเวลา, พวกหนึ่งอยู่เหนืออำนาจของ เวลา. คนที่อยู่ใต้อำนาจของเวลา ก็ทนทรมานไป, ต้องทนทรมานไปตามอำนาจความบีบคั้นของเวลา เขาก็มี อดีตปัจจุบันและอนาคต. เป็นภัทเทกะรัตโตกันบ้าง จะผาสุกสักวันหนึ่ง. เดี๋ยวนี้เรามาเป็นคนที่อยู่เป็นสุข เหนือเวลากัน เสียบ้าง สักวันหนึ่งคืนหนึ่งจะเป็นไรไป; มาเป็นภัทเท- กะรัตโต มีชีวิตที่ดีที่สุดกันสักวันหนึ่งเอาไหมล่ะ ? ก็ คือมามีชีวิตอยู่เหนือเวลา เหมือนพระอรหันต์กันเสียบ้าง สักวันหนึ่งสักคืนหนึ่ง แม้แต่สักชั่วโมงหนึ่งก็ยังดี, ดีกว่า เปล่า.
น.44 ๓๘ มาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนา, ไม่ต้องโง่จนถึงกับ ขนาดหาว่าคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าผิด. เหมือนกับที่ คราวหนึ่งเขาว่า สันโดษเป็นคำสอนที่ผิด เป็นศัตรูของการ พัฒนา. เดี๋ยวนี้เขาก็เข้าใจว่า ถ้าเราไม่ระวังในอดีต ไม่ระวัง ในอนาคต เราก็จะหมดเนื้อหมดตัว ไม่มีผ้าจะนุ่ง จะเลวจะ ยากจน จนไม่มีผ้าจะนุ่งกันแล้ว ถ้าไม่ระวังอดีตไม่ระวัง อนาคต ; แต่ หารู้ ไม่ว่า ที่เราไปผูกพันกันอยู่กับมัน เราต้องเป็นโรคประสาท, เราต้องเป็นบ้าและตาย มัน ยิ่งกว่าเสียอีก. ธรรมะนี้ ไม่มีทางผิด ดอก หรือว่าที่ พระพุทธ- เจ้าท่านตรัสไว้ไม่มีทางผิดดอก; เรายังไม่ต้องเชื่อท่าน ก็ได้ แต่เราลองเอาไปสังเกตดู ไปคิดดูไปใคร่ครวญดู ไป ลองปฏิบัติดู จะรู้ว่าไม่ผิด. ฉะนั้น อย่ากล้าคิดว่าพระ- พุทธเจ้าตรัสอะไรแล้วก็ยังมีผิด, แล้วผู้ที่เอามาพูดต่อ มา กล่าวต่อ ก็ถูกหาว่า ว่าเอาเอง หรือว่าผิด ๆ โดยว่าเอาเอง. นี่อาตมามีเจตนามุ่งหมายที่จะทำความเข้าใจกัน ใน หลักของพระพุทธศาสนา ที่เรากำลังเข้าใจผิดกันอยู่ต่อไปที่ ละเรื่อง ๆ จนกว่าจะหมดเรื่องที่เรากำลังเข้าใจผิดกันอยู่. ใน
น.45 ๓๙ วันนี้ก็พูดเรื่อง ภัทเทกะรัตโต มีชีวิตอันประเสริฐที่สุด ดูสักวันหนึ่งเป็นไร, มีชีวิตที่ประเสริฐสูงสุดดูสักวันหนึ่ง เป็นไร, คือเรื่องนี้; โดยเพิกอิทธิพลของอดีตและ อนาคตออกไปเสีย, หยุดอยู่กับปัจจุบัน อันบริสุทธิ์ ; แล้วก็ไม่มีความทุกข์ เรียกว่างดงามอย่างยิ่ง น่าชมอย่างยิ่ง, เรียกโดยบาลีว่า ภัทเทกะรัตโต - มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียวก็น่า ชม. การบรรยายนี้สมควรแก่เวลาแล้ว อาตมาขอยุติการ บรรยาย เป็นโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย สวดสาธยาย บทพระธรรม ที่เป็นเครื่องส่งเสริมกำลังใจ ในการประพฤติ ปฏิบัติธรรม ให้ก้าวหน้าสืบต่อไปในบัดนี้.
Buddhadasa