น.10 ความมุ่งหมายของอานาปานสตินี้ มันผิดกันกับ กัมมัฏฐานอื่น คือต้องการจะให้มีการปฏิบัติครบหมดอยู่ใน เรื่องที่เกี่ยวกับลมหายใจอย่างนี้ ไม่ต้องโยกย้ายไปที่ไหน ไม่ต้องเปลี่ยนเรื่องราวอะไร. เราปฏิบัติอยู่แต่กับลมหายใจ ตั้งแต่ต้นจนปลาย คือจนบรรลุมรรค ผล นิพพาน ก็เป็น กัมมัฏฐานที่สะดวก. เราไม่ต้องหอบหิ้วอะไรไปที่ไหน ไปนั่งตรงไหน มันก็มีลมหายใจที่นั้น ไม่ต้องอาศัยของ ข้างนอก; เช่น ไม่ต้องอาศัยวงกสิณ ไม่ต้องอาศัยซากศพ ไม่ต้องอาศัยของใด ๆ มาช่วย ; อาศัยลมหายใจมันอยู่ในตัว ไปที่ไหนก็ทำได้ มันก็สะดวก. แล้วอีกอย่างหนึ่ง มันก็
น.11 ๒ เป็นเรื่องละเอียด ประณีต สุขุม ไม่น่ากลัว ไม่ตื่นเต้น ไม่โกลาหลวุ่นวาย ; ไม่เหมือนกับเรื่องอสุภ หรืออะไร ทำนองนั้น มันก็เลยไม่มีอันตราย, ไม่มีช่องทางที่จิตจะ. เป็นอันตราย, มันมีอยู่ก็แต่ว่าทำไม่ได้ ถ้าทำไม่ได้ ก็ไม่ได้ ที่เป็นอันตรายนั้นไม่มี อย่างจะเป็นบ้า เป็นอะไรไปไม่มี ถ้าใครพูดว่า เขาทำอานาปานสติแล้วเป็นบ้าไป อย่างนี้ มันไม่จริง. เขาพูดนั้นจริง แต่เขาเข้าใจผิด ทำ อานาปานสติอย่างอื่น ไม่ใช่อย่างนี้, ไม่ใช่อย่างที่พระ- พุทธเจ้าตรัสไว้ในบาลี เหมือนที่เราเอามาใช้เป็นหลัก. อานาปานสติแบบนี้ ไม่มีทางที่จะเป็นบ้า ; ทำไม่ได้ มันก็ ไม่ได้. ถ้ามันเกิดเป็นบ้า มันก็เป็นหลักทั่วไปที่ว่า คนนั้น มันจะบ้าอยู่แล้ว. นี่ถ้าคนมันจะบ้าอยู่แล้ว ไปทำเข้า ก็เป็น บ้าได้ง่าย ๆ; แล้วอีกทีหนึ่ง มันเป็นบ้า เพราะว่ามันอยาก จะทำเพื่ออย่างอื่น คือไม่ใช่ทำเพื่อธรรมะ ไม่ใช่ทำเพื่อจิตใจ สงบรำงับ มันจะทำเพื่อให้เกิดฤทธิ์เกิดปาฏิหาริย์ เกิดอะไร อย่างนี้, นี้ก็เป็นบ้าได้เหมือนกัน. เรื่องที่เป็นบ้านี้ ก็เห็น มีอยู่ ๒ อย่าง คือ เจตนา ไม่บริสุทธิ์มาแต่ทีแรก ขบถต่อธรรมะที่เขามีไว้สำหรับความ
น.12 ๓ สงบ : กลับเอาไปทำจะให้มันเป็นปาฏิหาริย์ มีฤทธิ์มีเดช เอาประโยชน์ใส่ตัว นี้ก็บ้าได้ ; หรืออย่าง คนมันจะบ้าอยู่ รอมร่อแล้ว, หรือว่ามันเป็นคนบ้าอยู่แล้วโดยไม่รู้สึก พอ มาทำจิตใจ บังคับจิตใจอะไรอย่างนี้เข้า มันก็จะอาละวาดขึ้น มาได้เหมือนกัน. ทีนี้คนปกติธรรมดาทำอานาปานสติตามแบบฉบับนี้ ไม่มีทางที่จะเป็นบ้า นี่แหละเรื่องทั่วไปควรจะทราบกันไว้ อย่างนี้. ทีนี้ ก็พิจารณาดูอานาปานสติทั้งหมด ซึ่งมีอยู่ ๑๖ ขั้น. อานาปานสติแบบนี้จะมี ๑๖ ขั้น ตามที่ปรากฏอยู่ใน บาลี อานาปานสติแบบอื่นอาจจะมีอย่างอื่น ซึ่งไม่ใช่ของ พระพุทธเจ้าก็มี เป็นของใครอื่นก็มี. สำหรับอานาปานสติ ในบาลี อานาปานสติแล้ว มันมีแต่อย่างนี้ มี ๑๖ ขั้นอย่างนี้ ที่เอาไปตรัสไว้ที่แห่งอื่น ก็ ๑๖ ขั้นอย่างนี้เสมอไป. คุณก็ จะต้องสังเกต พอรู้เค้าว่า ๑๖ ขั้นนี้มันทำอะไรกันตั้ง ๑๖ ขั้น หมวดที่ ๑ - ๔ ขั้นแรก ก็เพื่อทำจิตให้เป็นสมาธิ การฝึกหัดใน ๔ ขั้นแรก ปรับปรุงลมหายใจ แล้วก็ทำลม
น.13 ๔ หายใจให้ละเอียดรำงับ แล้วก็ได้ผลเป็นสมาธิ. ๔ ขั้นแรก มันอย่างนี้. แล้ว หมวดที่ ๒ - ๔ ขั้นถัดไปอีก จะพิจารณาปีติและ ความสุข ที่ได้รับจากสมาธิว่า นี้มันเป็นเครื่องกระตุ้นให้ เกิดความคิดนึก หรือเกิดจิตที่ฟุ้งซ่าน กระสับกระส่าย อะไรก็สุดแท้ ได้มากอย่างด้วยกัน ก็เริ่มรู้ว่าอะไรมันปรุงแต่ง จิต ก็มีตั้ง ๔ ขั้น ขั้นที่ ๕ ถึงขั้นที่ ๘. นี้ก็หมวดหนึ่ง. ทีนี้ หมวดที่ ๓ มันก็มาดูจิตโดยเฉพาะว่าจิตนี้มัน เป็นอะไรได้กี่อย่าง ? ลองบังคับอย่างนั้น อย่างนี้อย่างโน้น ดูให้ได้ตามต้องการ นี้ก็มีอยู่ ๔ ขั้น ก็หมวดหนึ่ง. ทีนี้ หมวดสุดท้ายที่ ๔ ก็คือพิจารณา ไม่เที่ยง คือเป็นเรื่องปัญญา ไม่ใช่จิตล้วน ๆ เป็นเรื่องปัญญาพิจารณา ความไม่เที่ยง จนกระทั่งจิตเบื่อหน่าย คลายกำหนัด จน กระทั่งจิตหลุดพ้น มันก็อยู่ในหมวดนี้ นี้หมวดสุดท้ายเป็น อย่างนี้. คำอธิบายที่ละเอียดออกไป พึงมีดังนี้ :–
น.14 ๕ หมวดที่ ๑ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน. หมวดที่ ๑ จัดการกับลมหายใจ คือร่างกาย ให้จิต สงบระงับ เขาเรียกว่า กายสังขารสงบระงับนี้ได้สมาธิมาเพียง เท่านี้ ก็ได้รับผลเป็นความสุขทันแก่ความต้องการ. ถ้า กายสังขารระงับ จิตเป็นสมาธิ ก็ได้รับความสุขทันที ความ สุขเหมือนอย่างได้รับจากนิพพาน ; แต่ว่ามันอย่างน้อย ๆ ไม่ถาวร อย่างที่เรียกว่า เป็นนิพพานแท้. ๑. รู้จักลมหายใจยาวขั้นหนึ่ง. ๒. รู้จักลมหายใจสั้นขั้นหนึ่ง. ๓. รู้จักความที่ลมหายใจปรุงแต่งร่างกายนี้ขั้นหนึ่ง. ๔. ทำลมหายใจ ที่เป็นเครื่องปรุงแต่งร่างกายนี้ให้ รำงับลง ๆ ๆ จนมีสมาธิเกิดขึ้น. สี่ขั้นอย่างนี้ ต้องศึกษาหลักนี้ เหมือนกับหลับตา เห็นเสียก่อนว่า :- ขั้นที่ ๑ เราศึกษาเรื่องลมหายใจยาว จนรู้เรื่อง ลมหายใจยาวไป ทุกแง่ทุกมุม, “ ลมหายใจยาวคืออย่างไร ? เกิดขึ้นแล้ว มันเป็นอย่างไร ? จนกระทั่งรู้ว่า มันมีอิทธิพล อย่างไรแก่ร่างกายของเรานี้ นี้เรียกว่า ขั้นที่ ๑.
น.15 ๖ ขั้นที่ ๒ ดูลมหายใจสั้น ว่ามันเป็นอย่างไร ? ลักษณะอย่างไร ? มีอิทธิพลแก่ร่างกายของเรา ต่างจากลม- หายใจยาวอย่างไร ? มันก็เลยได้การเปรียบเทียบระหว่างลม หายใจยาวกับลมหายใจสั้น. นี้บางทีเราก็กำหนดความที่มัน ยาวเป็นอย่างไร ? แล้วมีผลอย่างไร ? ขั้นต่อมากำหนดที่มัน สั้น มันสั้นอย่างไร ? มีผลอย่างไร ? จนให้รู้จักลมหายใจอย่าง ทั่วถึง. รู้จักลมหายใจ รู้จักเหตุของลมหายใจ รู้จักผลของ ลมหายใจ รู้จักอิทธิพลของลมหายใจ ให้มันคุ้นเคยกับ ลมหายใจ เสียก่อนซิ. เดี๋ยวนี้เราไม่รู้จัก ? ก็เลยต้องทำ ให้รู้จัก. ทำขั้นที่ ๑ ก็อยู่กันกับลมหายใจยาว จนคุ้นเคย กันดี. ขั้นที่ ๒ อยู่กับลมหายใจสั้นจนคุ้นเคยกันดี. พอมา ขั้นที่ ๓ ก็ดูในส่วนที่ว่า ลมหายใจทั้ง ๒ ชนิดนี้ มันเนื่องกันอยู่กับร่างกาย ; เขาเลยเรียกมันว่า "กายสังขาร" เครื่องปรุงแต่งกาย. มันเนื่องกันอยู่กับ ร่างกาย : ถ้าลมหายใจหยาบ ร่างกายมันก็พลอยหยาบ คือ กระสับกระส่าย ; ถ้าลมหายใจละเอียด ร่างกายมันก็ละเอียด คือสงบรำงับ ; ลมหายใจยาวนั้นเมื่อร่างกายปกติ ฉะนั้น เมื่อมีลมหายใจยาว มันก็ทำร่างกายให้ปกติ. ลมหายใจสั้น
น.16 ๗ นั้น เมื่อร่างกายไม่ปกติ เช่น โกรธ เช่นเหนื่อย เช่นจิต มันไม่ปกติลมหายใจมันสั้น มันไม่ปกติ ก็ทำให้ร่างกายไม่ปกติ รู้ความลับของลมหายใจที่ปรุงแต่งร่างกายอยู่ตลอด เวลา ต้องรู้จักในแง่นี้ ที่เรียกว่าขั้นที่ ๓ แต่ในคำบาลีนั้นว่า "กายทั้งปวง" รู้จักกายทั้งปวง. กายทั้งปวง ก็คือลม หายใจที่มันปรุงแต่งร่างกาย อยู่ในทุกอย่างทุกประการ นี้ก็ คือกายทั้งปวง. ลมหายใจ ก็เรียกว่ากายเหมือนกัน. ร่างกาย เนื้อก็เรียกว่ากาย. ลมหายใจนั้น ก็เรียกว่ากาย ; ต้องรู้ ทั้ง ๒ อย่าง จึงจะเรียกว่า ทั้งปวง แล้วแต่ละอย่าง ๆ มัน ก็มีนั้นนี้โน้น มากหลาย ๆ แง่ ก็ดูให้หมด ก็เลยรู้เรื่อง ที่ เกี่ยวกับกายลมและกายเนื้อนี้ละเอียดหมด ก็เลยรู้ดีว่า อ้าว ! มันเนื่องกัน ปรุงแต่งกัน เนื่องกัน ; ทำอย่างนี้อยู่ ชัดเจน อยู่ในใจทุกครั้งที่หายใจออก - เข้า หายใจออก - เข้า เห็น ความจริงข้อนี้อยู่ คือเห็นกายลมปรุงแต่งกายเนื้อ นี้ก็เรียกว่า การปฏิบัติในขั้นที่ ๓. ทีนี้ มันทำได้แล้ว ต่อไปนี้จะทำให้เป็นสมาธิใน ขั้นที่ ๔. ขั้นที่ ๔ ที่ว่า ทำกายสังขาร คือลมหายใจให้ รำงับอยู่. รำงับลง ๆ ๆ หายใจออกอยู่ หายใจเข้าอยู่หายใจ
น.17 ๘ ออกอยู่ หายใจเข้าอยู่. ลมหายใจมันรำงับลง ๆ ๆ ๆ ร่างกาย ก็รำงับลง ๆ ๆ จิตก็ถูกทำให้เป็นสมาธิ ข้อนี้ มันมีเคล็ด มีเทคนิค มีเคล็ดอะไรอยู่ในตอน นี้เอง ขั้นที่ ๔ นี้ ขั้นอื่นไม่ค่อยมี. ขั้นที่ ๔ นี้ มันมีวิธีที่ เรียกได้ว่า มันเป็นเคล็ด เป็นอุบาย เหมือนเราเรียกเดี๋ยวนี้ว่า เทคนิค ก็คือการที่จะทำให้ลมหายใจรำงับลง ๆ ๆ นี้ต้องใช้ อุบาย จะเรียกว่าเล่นกล ก็เล่นกลกับลมหายใจใช้อุบายที่จะ ทำให้ลมหายใจให้มันละเอียดลง ให้จนได้ ที่นี้ ก็มีวิธีตั้งแต่ว่า รู้จักกำหนดลมหายใจที่มันเข้า ออก ๆ ๆ ๆ อยู่ เหมือนกับว่าติดตาม "วิ่งติดตาม " สติวิ่งติด ตามลมหายใจ ที่เข้าอยู่ ออกอยู่, เข้าอยู่ ออกอยู่. ตั้งจุดไว้ ๒ จุด ข้างนอกที่ปลายจมูก ข้างใน สมมติว่าที่สะดือ ตั้งจุด ๒ จุดนี้ไว้. สมมติขึ้นเท่านั้นแหละ ! เราหายใจเข้ามันตั้งต้น ที่จมูก ผ่านจมูกแล้วก็ออกไปสุดบริเวณสะดือ เลยนั้นไป ก็ไม่สนใจ. ถ้าหายใจออกก็ตั้งต้นที่สะดือ ความกระเทือน หรือความกระเพื่อมอะไร ตั้งต้นที่สะดือ แล้วก็ออกมาทางที่ จมูกจนมันหมด ; ก็ได้ความรู้เป็น ๒ อย่าง คือหายใจเข้า ตั้งต้นที่ไหน ? จบลงที่ไหน ? หายใจออกนั้นแล้วจบลงที่
น.18 ๙ ไหน ? นั่งดูอยู่แต่อย่างนี้สักระยะหนึ่งก่อนตั้งต้นที่ไหน ? ซึ่งมันมีอาการคล้าย ๆ กับวิ่งติดตามลมหายใจ. ลมหายใจวิ่งเข้า สติก็กำหนดตั้งแต่จมูกถึงสะดือ ลมหายใจวิ่งออก สติก็กำหนดตั้งแต่สะดือถึงปลายจมูก. สมมติว่ามันมีคลอง มีท่ออะไรจากจมูกถึงสะดือ สมมติว่า เพื่อให้จิตมันกำหนดง่าย ลมหายใจวิ่งไปวิ่งมาอยู่ในคลองนั้น แล้ว จิตก็วิ่งตามไปวิ่งตามมา อยู่ในคลองนั้น. นี้ต้องจัดให้ เป็นรูปร่างอย่างนี้จะได้ไม่ง่วงนอน ; ถ้ามันเฉยไปมันเฉื่อย ไปก็หายใจให้มันแรงเข้า ๆ ให้กำหนดได้ง่าย ๆ มันก็จะระงับ ความเฉื่อยชา หรือว่าระงับที่มันจะเฉยไป หรือว่าที่มันจะ ง่วงนอนนั้นได้. ถ้าจำเป็นก็หายใจให้แรงจนมีเสียงเกิดมา จากการหายใจก็ได้ ทำเสียงให้ยาวไปตามลมหายใจ หูมันจะ ได้ช่วยเข้าอีกแรงหนึ่ง. การกำหนดลมหายใจ คือหูมัน ได้ยินด้วยแล้วจิตมันก็กำหนดอยู่ที่ความรู้สึกที่เข้าออก ๆ นั้น ด้วย อย่างนี้มันก็ดี คือดีที่มันง่ายขึ้น. ครั้งแรกหัด แรกฝึก เขาหายใจกันแรง ๆ ทั้งนั้น จนดังซุดซาดบ้างก็ได้ ในที่สุดมันก็ดังหวีด ๆ เบา ๆ จนสม่ำ- เสมอ จนคนที่อยู่ข้าง ๆ เขาได้ยิน ว่ามันสม่ำเสมอที่สุด.
น.19 ๑๐ ถ้าเป็นนักเลงแล้วก็เป็นถึงขนาดนี้. นี้เรียกว่า วิ่งตาม คือ สติกำหนดลมหายใจที่เข้าออก ๆ ในลักษณะที่วิ่งตาม ได้ดี แน่วแน่ ไม่เหลวไหล นี้เรียกว่าขั้นวิ่งตามสำเร็จไป. ทีนี้ ต่อไปก็ถึงขั้นที่ "เฝ้าดู" คือไม่วิ่งตาม. ที่ที่ จะเฝ้าดูที่เหมาะที่สุด ก็คือ ช่องจมูก สติคอยเฝ้าที่ตรง นั้นกำหนดเฝ้าที่ตรงนั้น เมื่อลมมากระทบที่ตรงนั้นก็รู้สึก ไม่ทำเหมือนกับวิ่งตามลงไปถึงสะดือ แล้วกลับออกมาอีก. เมื่อหายใจเข้า ก็เฝ้าดูที่จมูก เมื่อหายใจออก ก็เฝ้าดูที่จมูก มันก็ไม่มีโอกาสที่จิตจะหนีไปที่อื่นเหมือนกัน ถ้าเฝ้าดูมัน ให้จริง ๆ แต่มันก็มีระยะหนึ่ง เช่นว่าพอหายใจสุดเข้าไป ข้างใน ก่อนที่จะกลับออกมา ตรงนั้นมันเป็นระยะว่างนิด หนึ่ง ซึ่งสติจะต้องกำหนดระยะว่างตรงนั้นหน่อยหนึ่ง ; ถ้า ไม่กำหนดระยะนั้น จิตอาจจะหนีไปเสียตอนนั้นก็ได้ คือ ตอนที่หายใจออกสุดแล้ว ก่อนจะกลับเข้าไปนั้นมันมีระยะว่าง อยู่นิดหนึ่ง. เมื่อหายใจเข้าไปสุดแล้ว ก่อนที่จะกลับออกมา มันก็มีระยะว่างอยู่นิดหนึ่งตอนนี้ มันก็หนีได้. ถ้าเราฝึกดี มาแต่ขั้นที่วิ่งตามมันก็ไม่หนี. . นี่แหละคือความจำเป็น ความสำคัญอย่างยิ่งว่าต้องฝึกให้ดีที่สุดมาทุก ๆ ขั้น ตามลำดับ;
น.20 ๑๑ ถ้าขั้นแรกทำได้ไม่ดี ขั้นต่อมาจะทำได้ไม่ดี. ตอนนี้ หยุด วิ่งตาม เหลือแต่นั่งเฝ้าดูอยู่ที่ช่องจมูก, ฝึกให้มีสติ ; สมมติว่าเป็นคนมานั่งเฝ้าดูอยู่ที่ตรงนั้น ก็ต้องทำให้ได้ ทำ จนได้เหมือนกับนั่งเฝ้า ดูนะ. ไม่หนีไปไหน ลมก็หายใจ อยู่เรื่อย หยาบก็รู้ว่าหยาบ ละเอียดก็รู้ว่าละเอียด เข้าก็รู้ว่า เข้า ออกก็รู้ว่าออก อยู่อย่างนั้นนี่แหละขั้นเฝ้าดูเป็นอย่างนี้. ขั้นที่ ๑ วิ่งตาม. ขั้นที่ ๒ เฝ้าดู. แบ่งเป็นอย่างนี้ก็พอ จะแบ่งให้ละเอียดกว่านี้ก็ได้ แต่ไม่ จำเป็น. ทีนี้ ถ้าทำได้ดีแล้ว ในขั้นเฝ้าดู ก็จะต้องทำต่อไป ถึงขั้นที่เรียกว่า กำหนด หรือ "สร้างนิมิต" ที่เห็นได้ด้วยตา ข้างใน ขึ้นที่ตรงจุด ที่นั่งเฝ้าดูนั้นแหละ คือที่จะงอยจมูก ตรงนี้ ที่ว่าเฝ้าดูกันอยู่ตรงนั้น ก่อนนี้ มันก็เฝ้า คือสังเกต เพียงลุมมันผ่าน เดี๋ยวนี้ มันแน่แน่ว แน่วแน่เข้าจนคล้าย ๆ เกิดภาพ หรือดวง หรืออะไรขึ้นมาสำหรับจิตกำหนด แทนที่ จะกำหนดที่ที่ลมมันกระทบ เพราะเราเคยกำหนดอยู่ที่ที่ลม มากระทบจุดนั้นอยู่.
น.21 ๑๒ เดี๋ยวนี้เปลี่ยนเป็นว่า ให้มีอะไรเกิดมาแทนที่จุดนั้น แต่ว่ามันเป็นเพียงมโนภาพ เป็นนิมิตขึ้นมา จะเป็นนิมิต ดวงแก้ว หรือนิมิตดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ หรือนิมิตที่มัน จะง่ายที่สุด สำหรับที่มันจะเห็นแล้วก็ใช้ได้ทั้งนั้น แล้วก็ไม่ ค่อยจะเหมือนกันทุกคนด้วย. มันเหมือนกับหลับตาแล้วเห็น แสงสว่างอยู่กลางที่มืด อยู่ที่จุดนั้น เป็นดวง เป็นสี เป็น อะไรก็สุดแท้ แล้วแต่ว่าจิตและร่างกายของเราจะทำให้เห็นไป ได้. มันอาจเหมือนกับน้ำค้างอยู่ที่กลางแสงแดด เป็นจุด อยู่ที่ตรงนั้นก็ได้ บางทีมันไม่เป็นจุดเหมือนกับจุดน้ำค้าง มันเป็นใย เหมือนกับใยแมงมุม ที่ลุกวาว ๆ อยู่ที่กลางแสงแดด นี้ก็ได้ ; เป็นเมฆ กลุ่มเมฆขาว ๆ ก็ได้ เป็นดวงจันทร์ เล็ก ๆ ก็ได้ อะไรก็ได้แล้วแต่ว่าจะทำให้เกิดขึ้นได้อย่างไร เพื่อจะกำหนดเท่านั้น ไม่ใช่ของจริง ไม่ใช่เราสร้างสิ่ง เหล่านั้นขึ้นมาได้จริง แต่ว่าจิตมันสร้างเป็นภาพขึ้นมา นี่ก็ เพื่อว่าจะได้กำหนดชั้นละเอียดขึ้นไปเท่านั้นแหละ ถ้ากำหนดได้อย่างนี้ ก็หมายความว่าลมหายใจก็จะ ละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก กายรำงับยิ่งขึ้นไปอีก แล้วมาเทียบดูเถอะ ว่าเมื่อเราวิ่งตาม ปฏิบัติอย่างวิ่งตามลมนั้น มันก็รำงับอยู่
น.22 พอเรากำหนดอย่างเฝ้าดูอยู่ที่จุดหนึ่ง มันก็รำงับ กาย จิต ระงับยิ่งขึ้นไปอีก. เมื่อทำจนถึงเกิด เห็นนิมิตให้ได้ตรงนั้น มันยิ่งระงับลงไปอีก. นี้เรียกว่า อุบาย หรือเคล็ด ที่ทำให้จิตรำงับลง ๆ ๆ นี้แหละเรียกว่า สร้างอุดคหนิมิตขึ้นมาได้ ที่ตรงจุดนั้นสำเร็จแล้ว. ทีนี้ ต่อไปก็เปลี่ยนนิมิต นั้นตามที่เราต้องการก็ เลื่อนขึ้นไปในพวกที่เรียกว่า ปฏิภาคนิมิต. สมมติว่า เราสร้างเป็นดวงแก้ว หรือหยดน้ำค้าง ขึ้นมาที่ตรงนั้นได้ ขาวใสอยู่กลางแสงแดด ที่จุดนั้นได้ เพ่งดู อยู่แล้วตลอดเวลา อย่างนี้เรียกว่ามีอุดคหนิมิต สำเร็จในขั้น ที่ว่า สร้างนิมิตขึ้นมาได้ ทีนี้ ต่อไปจะน้อมจิตเปลี่ยนนิมิตนั้นตามต้องการซึ่ง เรียกว่า ปฏิภาคนิมิต นี้ก็ บังคับจิตที่ละเอียด ที่ประดับ- ประคองอย่างละเอียดที่สุด ให้นิมิตที่เห็นนั้นมันเปลี่ยนจาก หยดน้ำค้างเล็ก ๆ เป็นใหญ่ ๆ เท่าไรก็ได้, เล็กลงมาอีกก็ได้, ให้มันเปลี่ยนสีก็ได้, ให้มันเปลี่ยนลักษณะรูปร่างก็ได้, ให้ มันลอยไปก็ได้ให้มันลอยมาก็ได้ " นี้แหละ ถ้าไปคิดว่าเรื่อง
น.23 ๑๔ จริงก็อาจจะบ้า ; แต่ถ้ารู้ว่า นี้มันเรื่องที่เราบังคับให้มันเป็น ไป เพื่อให้จิตมันละเอียด ประณีต ก็ไม่เป็นไร ; ทำได้ก็ได้ ทำไม่ได้ก็ไม่ได้มันไม่บ้าดอก อย่าไปหวังมากกว่านั้น. อุบายบังคับจิตให้เกิดปฏิภาคนิมิต คือบังคับสิ่งใด สิ่งหนึ่งติดอยู่ในตาข้างใน ให้ทำอย่างไร ให้มันเปลี่ยนอย่างไร อะไรก็ได้ อยู่ทุกครั้งที่หายใจออกเข้า ออก - เข้าออก - เข้า. นี่มันก็มีอยู่ ๔ ตอนอย่างนี้. ถ้าทำอย่างนี้ได้ทั้ง ๔ ตอนก็เรียก ว่า เรามีความสำเร็จในการบังคับจิต บังคับกาย บังคับลม หายใจ. ที่แท้ก็คือการบังคับที่ลมหายใจ มันมีผลไปยังกาย กายถูกบังคับ มีผลไปยังจิต จิตถูกบังคับ ; ฉะนั้นในขั้นนี้ จิตก็รำงับ กายก็รำงับ ลมหายใจก็รำงับ เรียกว่า รำงับ กัน หมด ยังเหลือแต่ จะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า "ฌาน". ต่อไปนี้ก็มีแต่ ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าฌาน ต้อง ทำให้คล่องแคล่วในพวกปฏิภาคนิมิต. แล้วกำหนดให้ มีนิมิตนั้นหยุดเปลี่ยน แต่ให้ปรากฏชัดอยู่ได้อย่างหนึ่ง ; บังคับได้อย่างนี้. เมื่อมาถึงขั้นนี้ เรียกว่ามันพร้อมแล้ว มันได้ที่แล้วที่จะทำให้เกิดองค์ฌาน. หมายความว่าจิตนี้ เราฝึกมาดีแล้ว ถึงขนาดนี้แล้ว มีความแคล่วคล่องว่องไว
น.24 ก็ตั้งกำหนดจะให้มีองค์ฌาน คือจะดู จะสังเกตดูให้พบความรู้สึก ๕ ประการ ที่เรียกว่า วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา นั้น, ชื่อเหล่านี้บางคนก็จำได้ บางคนก็จำไม่ได้ ถึงจำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร. ความรู้สึกต่อ วิตก นั้น คือรู้ความที่เดี๋ยวนี้จิต กำหนดอยู่กับอารมณ์, จิตเกาะอยู่กับอารมณ์คือปฏิภาค นิมิตนั้น นี้เรียกว่า วิตก. จิตมัน ซึมซาบต่ออารมณ์ นั้น อยู่อย่างละเอียดทั่วถึง นี้เรียกว่า วิจาร. ทีนี้ ในขณะนั้น แหละหยั่งดูความรู้สึกอีกอันหนึ่ง เป็นความรู้สึกปีติที่เรียกว่า พอใจ บีตินี้ก็ต่างกันตามบุคคล บางคนก็แรง บางคน ก็น้อย บางคนก็แสดงอาการอย่างหนึ่ง บางคนก็แสดงอาการ อย่างอื่น นี้เรียกว่า ปีติ พอใจ. ประสบความสำเร็จแล้ว พอใจ เรียกว่า ปีติ. ทีนี้ ดูความรู้สึกอันหนึ่ง รู้สึกเป็นสุข เวลานั้นเป็นสุขเหลือเกิน ก็เรียกว่า สุข. ทีนี้ ดูที่เดี๋ยวนี้ จิตมารวมยอดอยู่ ที่นี้ ไม่มีความฟุ้งซ่านไปทางไหนแล้ว นี้เขาเรียกว่า เอกัคคตา. ดูให้พบลักษณะ ๕ ประการนี้คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ครบทั้ง ๕ นี้ เรียกว่า ความที่จิตสงบรำงับ
น.25 ๑๖ มันถึงระดับที่จะเรียกได้ว่า ปฐมฌาน ฌานที่หนึ่ง. เราก็ ทำความรู้สึกได้ ๕ ชนิดนี้ รู้สึกได้พร้อมกัน ว่าจิตก็กำหนด ที่อารมณ์ จิตก็ซึมซาบอยู่ที่อารมณ์ ปีติก็มี ความสุขก็มี ความเป็นอันเดียวแห่งจิตในอารมณ์นี้ก็มี ก็เรียกว่าปฐมฌาน ประกอบไปด้วยองค์ ๕ ประการ ; หายใจเข้าออกอยู่ด้วย ความรู้สึกอันนี้ ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก ตอนนี้คือตอนที่ท้า ยากเพราะมันละเอียดประณีต แยบคายเหลือเกิน ถ้าเรื่องยุ่ง ๆ เข้ามากวน มันทำไม่ได้ แต่มันก็ ไม่แน่ ; ถ้ามีโอกาสทำก็ทำไปเถอะ. แม้ที่บ้าน ถ้าคน เขามีห้องส่วนตัว เขามีเวลาที่จะปลีกตัว เป็นส่วนตัวก็ทำ ๆ ไปเถอะ มันก็มีทางที่จะทำได้. ถ้ายุ่งมากอย่างชาวบ้าน ธรรมดา มันคงทำไม่ได้ ; ฉะนั้นมันจึงเหมาะสำหรับทำ ในป่า ในที่สงบสงัด แบบที่จัดไว้ในป่าหรือเฉพาะจริง ๆ. ถ้าได้ถึงปฐมฌาน อย่างนี้ ก็เรียกได้ว่าเดี๋ยวนี้ เราทำกาย สังขาร คือ ลมหายใจให้สงบรำงับได้เต็มตามความหมาย. ใน ขณะที่มีปฐมฌาน นั้น จะรู้สึกเป็นสุขด้วย แล้ว ก็พอใจด้วย รู้สึกว่า จิตแน่วแน่เป็นอารมณ์เดียว ด้วย. อาการที่จิตซึมซาบทั่วถึงต่ออารมณ์นั้นก็รู้ ต้องทำ
น.26 ๑๗ ความเข้าใจบ้างจะง่ายขึ้น จิตเกาะอยู่กับอารมณ์นั้นมันอย่าง หนึ่ง, แล้วจิตมันซึมซาบรู้ทั่วถึงต่ออารมณ์นั้นอีกอย่างหนึ่ง, แล้วเมื่อทำได้สำเร็จอย่างนี้ มันพอใจ เรียกว่า ปีติ. แล้ว ขณะนั้นมันเป็นสุขจากความพอใจ มีความสุข แล้วความที่ จิตมันแน่วอยู่แต่กับสิ่งนี้ ก็เรียกว่า เอกัคคตา ฉะนั้นควรจะ นึกถึง วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคตา ๕ คำนี้ ไว้เป็นหลัก นี้ขั้นที่ ๔ ทำกายสังขารให้สงบรำงับ มีผลทำให้ได้ฌาน ได้สมาธิที่แน่วแน่ถึงขนาดที่เป็นฌาน. ทบทวนหมวดที่ ๑ อีกครั้งหนึ่ง. ทบทวนอีกทีหนึ่ง ก็ว่าขั้นที่ ๑ กำหนดลมหายใจ ยาว จนเป็นเกลอกับลมหายใจยาว คือรู้เรื่องทุกเรื่องที่เกี่ยว กับลมหายใจยาว เพราะว่าคอยกำหนดมันอยู่เรื่อย. ทีนี้ขั้นที่ ๒ รู้จักลมหายใจสั้นโดยทำนองเดียวกัน. พอขั้นที่ ๓ รู้จักว่าลมหายใจทุกชนิดนี้ปรุงแต่ง ร่างกายอยู่ แล้วก็สัมพันธ์กันอยู่กับร่างกาย หยาบด้วยกัน ละเอียดด้วยกัน ฟุ้งซ่านด้วยกัน รำงับด้วยกัน จะดูแต่ใน แง่นี้.
น.27 ๑๘ พอขั้นที่ ๔ ก็เริ่มทำให้ลมหายใจนี้อยู่ในอำนาจด้วย การบังคับให้ละเอียดลง, ละเอียดลง, ตามวิธีที่เรียกว่า วิ่งตามแล้วก็เฝ้าดู แล้วก็สร้างอุดคหนิมิตขึ้นมาในมโนภาพ แล้วก็บังคับมโนภาพนั้นได้; พอทำได้อย่างนี้ จิตพร้อม แล้วที่จะกำหนดองค์ฌานทั้ง ๕ องค์ได้ ก็เกิดเป็นปฐมฌาน ขึ้นมา. เรื่องก็มีเท่านี้ในหมวดที่ ๑ ที่เรียกว่า กายานุ- ปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นหมวดที่ ๑ มีอยู่ ๔ ขั้น มีปัญหา อย่างไร ก็ไปทำดู. ทีนี้ จะทำเป็นทุติฌาน ตติยฌาน จตุตถฌานนั้น ไม่ลำบากแล้ว มันเป็นส่วนย่อยแล้ว คือลดองค์ฌาน ๕ องค์ นั้นออกเสียบ้างตามลำดับ ฌานนั้นก็ลึกประณีตยิ่งขึ้นเป็น ทุติยฌาน ตติยฌานจตุตถฌานได้ ; นี้ก็ไม่ต้องอธิบายแล้ว เพราะว่าจะอธิบายแต่เค้าโครง. นี้หมวดที่ ๑ เรียกว่ากายานุ- ปัสสนาสติปัฏฐานก็จบไป. ทำไมจึงเรียกว่า กายานุปัสสนา เพราะว่าลมหายใจ นั้นคือกาย. ร่างกายเนื้อนี้ก็คือกาย ลมหายใจนั้นก็คือกาย สัมพันธ์กันอยู่แยกกันไม่ออก เดี๋ยวนี้เราทำให้ลมหายใจรำงับ
น.28 ๑๙ ให้กายรำงับถึงที่สุดแล้ว สติที่เป็นไปในกายนั้น ก็สมบูรณ์ แล้วหมวดที่ ๑ จบ. หมวดที่ ๒ เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน. ทีนี้ ก็ขึ้นหมวดที่ ๒ ที่เรียกว่า เวทนานุปัสสนา- สติปัฏฐาน หมวดนี้ ก็มี ๔ ขั้น แล้วก็จะยุ่งกันอยู่แต่กับ เวทนาเท่านั้น. เวทนามาจากไหน ? เวทนาก็เอามาจากปีติและ สุขที่มีในปฐมฌาน นั้นเอง ถ้ายังจำได้ ก็จำได้ว่า ตอนทำ กายสังขารให้รำงับได้ปฐมฌานนั้น มันมีวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา. ทีนี้ก็เอาปีติและสุขนั้นแหละมา มาใช้ในหมวด ที่ ๒ มาใช้ในการปฏิบัติหมวดที่ ๒. พอถึงขั้นนี้ ก็ไม่คำนึง อันอื่นแล้ว คำนึงแต่สิ่งที่เรียกว่า ปีติ ปีติที่ได้จากตอนจบ ของหมวดที่ ๑. เอาบีตินี้มารู้สึกอยู่ในใจ หายใจเข้าออกอยู่ หายใจเข้าออกอยู่ ๆ ด้วยความรู้สึกที่เรียกว่าปีตินี้ มันจะสบาย มันจะเป็นสุข จนให้ชิน จนให้รู้จักปีติดี ทั่วถึงเหมือนกับ ที่ในหมวดโน้นที่มันรู้จักลมหายใจยาว แต่เดี๋ยวนี้กายมาเป็น รู้จักบีตินี้ดีที่สุด ละเอียดลออทั่วถึงว่า ปีติคืออะไร ? มี
น.29 ๒๐ ลักษณะอย่างไร ? มีเหตุอย่างไร ? มีอิทธิพลอย่างไร ? นี้เรียก ว่าขั้นที่ ๕. ขั้นที่ ๕ ของทั้งหมด แต่ว่าขั้นที่ ๑ ของ หมวดที่ ๒ มันคือขั้นที่ ๕ ของทั้งหมด แต่จะเรียกว่า ขั้นที่ ๕. พอ ขั้นที่ ๕ กำหนดปีติได้ดี อย่างนี้แล้ว ก็เลื่อน เป็นขั้นที่ ๖ คือกำหนดแต่ส่วนที่เป็นสุข. ส่วนที่เป็น ปีตินั้นคือ ความพอใจ อันนั้นมันยังหยาบกว่า ทีนี้มากำหนด ที่ความสุขซึ่งมันรำงับกว่า. ขอให้สังเกตเปรียบเทียบว่า ความพอใจกับความสุข นี้ มันไม่ใช่อันเดียวกัน เราทำอะไรสำเร็จ เราพอใจอาจ จะเนื้อเต้นก็ได้ ฉะนั้นที่เรียกว่าปีติ หรือความพอใจนั้นมัน ยังทะลึ่งตึงตังอยู่ อาจจะตัวสั่น หรือว่าแสดงผลออกมารุนแรง ก็ให้รู้จักเสีย พออันที่ ๖ ก็เลื่อนมาอยู่ที่ความสุข เมื่อพอใจแล้ว มันต้องเกิดความสุขตามมาทีหลัง. ทีนี้ อาการที่พอใจนั้นบัดออกไป ถ้าปนกันแล้วมัน ไม่รู้จักว่า อันไหนเป็นความพอใจ, อันไหนเป็นความสุข
น.30 ๒๑ ฉะนั้นความสุข มันก็รำงับ มันก็ประณีต แล้วก็สงบกว่า สบายกว่า. ขั้นนี้จึงกำหนดแต่ที่ความรู้สึกอันเป็นสุข หายใจ ออกอยู่ หายใจเข้าอยู่, หายใจออกอยู่ หายใจเข้าอยู่, เรียกว่า ขั้นที่ ๖ จนกว่าจะชำนาญ จนกว่าจะคุ้นเคยกับความรู้สึกที่ เรียกว่าความสุข ว่าความสุขนี้เป็นอย่างไร ? มีลักษณะ อย่างไร ? มีเหตุอย่างไร ? มีผลอย่างไร ? มีอิทธิพลอย่างไร ? นี้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ความสุขดี เหมือนกับที่เรารู้จักลมหายใจ ยาว หายใจสั้น ; แต่เดี๋ยวนี้ มารู้จักปีติและสุข ๒ อย่างนี้ ดี. ขั้นที่ ๕ ขั้นที่ ๖ เป็นอย่างนี้. ทีนี้ ก็เลื่อนไป ขั้นที่ ๗ รู้จิตตสังขาร เครื่องปรุง แต่งจิต. จิตตสังขารเครื่องปรุงแต่งจิต คือปีติและสุข นั่นเอง. ความรู้สึกที่เป็นปีติและความรู้สึกที่เป็นสุขนั้นเอง ๒ อย่างนี้ เรียกว่า เวทนา. Interestingศึก เวทนานี้จะปรุงแต่งจิต ให้คิดอย่างนั้น ให้คิดอย่างนี้ ให้คิดอย่างโน้น. พอเป็นสุขขึ้นมา มันก็ปรุงแต่งความคิด อย่างใดอย่างหนึ่งแหละ เช่นจะเอาจะได้ จะยึดครอง จะอะไร ก็สุดแท้ แล้วมันก็เป็นความทุกข์ เป็นกิเลส
น.31 ๒๒ เราจึงดูเวทนานี้ มันปรุงแต่งจิตอย่างนี้ เรียกว่า เวทนาทั้งหลาย เป็นจิตตสังขาร คือเครื่องปรุงแต่งจิต เวทนาที่เป็นสุข ก็ปรุงแต่งจิตไปแบบหนึ่ง เวทนา ที่เป็นทุกข์ ก็ปรุงแต่งจิตไปอีกแบบหนึ่ง. ขึ้นชื่อว่าเวทนา แล้ว ย่อมปรุงแต่งจิตทั้งนั้น. ในขั้นที่ ๗ นี้ จะดูกันแต่ว่า เวทนา นี้ มันปรุง แต่งจิต ปีติและสุข มันปรุงแต่งจิตอย่างนั้น ๆ หรือบางที มันปรุงแต่งจิตอย่างนั้น ๆๆ รู้จักตัวเครื่องปรุงแต่งจิตนี้ เสียให้ทั่วถึง ; หายใจเข้าออกอยู่, หายใจเข้าออกอยู่, ตลอด เวลากำหนดแต่เครื่องปรุงแต่งจิต ; นี้ก็ เพื่อว่าจะได้รู้จัก ทอนกำลังของมันในขั้นที่ ๘ ที่เป็นขั้นสุดท้ายของหมวด ที่ ๒ นี้. ขั้นที่ ๘ มันก็มีว่า ทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่ คือ ทำจิตตสังขารเครื่องปรุงแต่งจิตให้ถอยกำลังลง, ให้ถอยกำลัง ลง. อย่าให้ปรุงแต่งจิตตามที่มันจะปรุงแต่งของมันเอง, หรือมันจะปรุงแต่งไปแต่ในทางกิเลส. เช่น มีความสุขขึ้น มา ก็จะปรุงไปในทางยึดมั่นถือมั่น นี้เราก็จะลดกำลังของ มันเสีย โดยพิจารณาให้เห็นว่า ความสุขนี้มันไม่เที่ยง มัน
น.32 ๒๓ หลอกลวง มันเป็นมายา อะไรอย่างนี้ แล้วกำลังของความสุข มันก็ถอยลงไปเอง คือจิตมันไม่พอใจสิ่งที่หลอกลวงและเป็น มายา. ถ้าเราปล่อยตามธรรมดา มันก็พอใจยินดีมาก ใน สิ่งที่เป็นความสุข หรือปีติ. แต่ถ้าเรารู้ว่าผลที่เกิดขึ้นนี้ มันเป็นกิเลส มันเป็นความทุกข์ ก็เลยไม่ปล่อยให้มันปรุง แต่ง หรือมันจะถอยกำลังลงเอง. ถ้ารู้ความจริงว่า ความ คิดที่เกิดขึ้นนี้มันเป็นกิเลส มันจะมีผล คือทำให้เราทอน กำลังของจิต ที่จะคิดอย่างพลุ่งพล่าน ที่จะไปยึดมั่น ถือมั่นนี้ มันจะถูกทอนกำลังลง ด้วยการปฏิบัติบทนี้ เรียกว่า ปสฺสมฺภยํ จิตฺตสงฺขารํ อสฺสสิสฺสามีติ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ - ทำจิตต- สังขารให้รำงับอยู่ หายใจเข้าอยู่ หายใจออกอยู่. นี้ขั้นที่ ๘ มันจบลงแล้ว ก็เรียกว่า หมวดที่ ๒ ที่ จัดการอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า เวทนานี้ สมบูรณ์แล้ว เรียกว่า เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน. นี้หมวดที่ ๒ ก็มีอยู่ ๔ ขั้น. เข้ามาถึง ๘ ขั้น หรือ ๒ หมวดแล้ว.
น.33 ๒๔ หมวดที่ ๓ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน. ทีนี้ หมวดที่ ๓ ที่เรียกว่าจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน นี้ ปฏิบัติลงไปเกี่ยวกับจิตโดยตรง ก็เริ่มขั้นที่ ๙ ที่ ๑๐ ที่ ๑๑ ที่ ๑๒ ๔ ขั้นนี้ เรียกว่า หมวดที่ ๓ เกี่ยวกับจิตโดยตรง ก็เรียกว่า จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน. ขั้นที่ ๑ ของหมวด ที่ ๓ ก็คือ ขั้นที่ ๙ ของทั้งหมด ; เราจะเรียกว่าขั้นที่ ๙. ขั้นที่ ๙ นี้ กำหนดที่ตัวจิตนั้นเอง อยู่ทุกลม หายใจเข้าออก จิตกำลังเป็นอย่างไร ? เราหายใจเข้าอยู่หายใจ ออกอยู่ หายใจเข้าอยู่ หายใจออกอยู่นี้ จิตกำลังเป็นอย่างไร ? นี้ก็ต้องแล้วแต่จิตกำลังเป็นอย่างไร ว่าจิตกำลังมีปีติ หรือว่า จิตกำลังมีสุข จิตกำลังมีโลภะ หรือจิตไม่มีโลภะ จิตกำลังมี ปฏิฆะหงุดหงิด หรือไม่มีปฏิฆะ จิตกำลังกลัว หรือกำลัง ไม่กลัว. นี้รายละเอียดนี้มีมากเป็นบัญชีหางว่าวเลย คือให้ เรารู้จักจิตที่มันเป็นไปได้กี่ชนิดแก่เรานี้ จิตดีหรือไม่ดี จิตสูง หรือต่ำ ก็รู้ได้เองว่าจิตกำลังเป็นอย่างไร ก็นั่งดูมันอยู่ก็แล้ว กัน. นี้เรียกว่าขั้นที่ ๙ จนคล่องแคล่วดี จนคุ้นเคยกันดี จนรู้จักกันดี ก็เลื่อนเป็นขั้นที่ ๑๐.
น.34 ๒๕ อ้าว! ทีนี้ฉันจะบังคับแกแล้ว ขั้นที่ ๑๐ ก็บังคับ ให้ปราโมทย์อย่างเดียว ให้รู้สึกบันเทิงเริงรื่น ให้ปราโมทย์ อย่างเดียว ที่ว่า อภิปฺปโมจยํ จิตฺตํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปสฺสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ควบคุมบังคับ หรืออะไรก็ตามทำ แต่ให้ดำรงไว้ให้มันรู้สึกแต่ อภิปฺปโมทยํ. อภิ แปลว่า อย่างยิ่ง ปโมทย แปลว่า ปราโมทย์. ให้มันมีปราโมทย์ อย่างยิ่งอยู่ตลอดที่หายใจเข้าอยู่ออกอยู่ หายใจเข้าอยู่ออกอยู่ จนทำมันได้ มันไม่ใช่ทำง่ายนักดอก ; แต่ว่าเมื่อทำได้ก็ได้ ก็เรียกว่าขั้นนี้ ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่งอยู่ หายใจออกเข้าเป็น ขั้นที่ ๑๐ เรียกว่าบังคับอยู่ในอำนาจของเรา ว่าแกต้องมี ความปราโมทย์อย่างนี้อยู่ตลอดเวลา. ที่นี้ ขั้นที่ ๑๑ มันก็เปลี่ยนเป็นว่า ทีนี้ จะบังคับ ให้หยุด ให้ตั้งมั่น ให้แน่วแน่ ให้มั่นคง ไม่ให้รู้สึก ปราโมทย์แล้ว จะอยู่อย่างนิ่ง หรือหยุด เรียกว่า สมาทหํ จิตฺตํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปสฺสิสฺสามีติ สิกฺขติ ให้แน่วแน่เพื่อ ให้เป็นสมาธิชนิดที่แน่วแน่ ไม่เนื่องด้วยองค์ฌาน ไม่เนื่อง ด้วยอะไรหมด ให้มันหยุด ทำให้มันหยุดให้จนได้ ก็เรียกว่า ขั้นที่ ๑๑ นี้. แต่ตลอดเวลานั้น ก็หายใจเข้าอยู่ หายใจออก
น.35 ๒๖ อยู่ ; ตลอดเวลาที่หายใจเข้าจิตก็หยุด หายใจออกจิตก็หยุด หยุดอยู่ตลอดเวลา ดูจิตมันหยุดอยู่ตลอดเวลา หายใจเข้า - ออกอยู่ นี้ทำสำเร็จได้ก็เรียกว่า มันสำเร็จในขั้นนี้ บังคับ ให้มันหยุด ให้มันแน่วแน่ ให้มันตั้งมั่น ทีนี้ ก็เปลี่ยนเป็น ขั้นที่ ๑๒ วิโมจยํ จิตฺตํ อสฺสสิส- สามีติ สิกฺขติ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ. นี้บังคับจิตให้ปล่อย อยู่ คือทำให้จิตเกลี้ยง ; ถ้ามีอะไรมาเกาะเกี่ยวจิต ก็ให้ จิตมันเปลื้องออกไปเสีย, จะเปลื้องจิตจากอารมณ์นั้น ก็ได้, เปลื้องอารมณ์จากจิต ก็ได้ มันมีผลเท่ากัน. อะไรมันมาเกาะเกี่ยวจิต ก็เปลื้องออกไปเสีย หรือ ว่าดึงจิตออกมาเสียจากสิ่งที่มาเกาะเกี่ยวจิต. คำนี้ใช้ได้ทั้ง เข้าทั้งออก ทำจิตให้ปล่อยอยู่ ให้ปลดเปลื้องอยู่จากอารมณ์ หายใจออกอยู่ หายใจเข้าอยู่ บังคับจิตให้เปลื้อง หรือให้เกลี้ยง จากอารมณ์ที่มาเกาะเกี่ยวจิต จนตลอดเวลาที่ปฏิบัติในขั้นนี้ นี้เรียกว่า ขั้นสุดท้ายของหมวดที่ ๓ เรียกว่าขั้นที่ ๑๒. ทบทวนหมวดที่ ๓ นี้ ก็ขั้นที่ ๙ เฝ้าดูลักษณะจิต ต่าง ๆ. ขั้นที่ ๑๐ บังคับจิตให้ปราโมทย์. ขั้นที่ ๑๑ บังคับ
น.36 ๒๗ จิตให้มั่นคงแน่วแน่. ขั้นที่ ๑๒ บังคับจิตให้ปล่อยให้ปลด เปลื้อง.หมวดนี้ เรียกว่า จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน. เห็นไหม ? สติมันเล่นงานอยู่บนจิตตลอดเวลา จึงได้เรียกว่า หมวดจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน. นี่เข้ามาถึง ๑๒ ขั้นแล้ว. หมวดที่ ๓ จบไปแล้ว. หมวดที่ ๔ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน. ทีนี้ ก็มาถึงหมวดที่ ๔ หมวดนี้ เรียกว่า ธัมมานุ- ปัสสนาสติปัฏฐาน หมายความว่าจะศึกษา จะทำลงไปในสิ่ง ที่เรียกว่า ธรรม หรือ ธรรมะ ทั้งนั้น ก็มี ๔ ขั้นอีกตามเคย ขั้นแรกของหมวดนี้ ก็เป็นขั้นที่ ๑๓ ของทั้งหมด มีขั้นที่ ๑๓, ๑๔, ๑๕, ๑๖, มีอยู่ ๔ ขั้นของหมวดนี้. ขั้นแรก ก็คือ ขั้นที่ ๑๓ ของทั้งหมด นี้เรียกว่า อนิจฺจานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ - เห็นชัดแจ้งอยู่ในความเป็นอนิจจัง ของสังขารทั้งปวง หายใจออกอยู่ หายใจเข้าอยู่ อยู่ด้วยความเห็นแจ้งแห่งอนิจจัง. เห็นอนิจจังที่ไหน ? ต้องเห็นอนิจจังข้างใน. ใน การปฏิบัติอานาปานสตินี้ ไม่ไปเที่ยวดูข้างนอก ไม่ไปดู
น.37 ๒๘ อนิจจังที่ข้างนอก ที่คนอื่น หรือที่สิ่งเหล่าอื่น แต่ให้ดู อนิจจังที่ข้างใน. ที่ข้างในนี้ก็ให้ดูอย่างละเอียด อย่างวิเศษ เลย ก็คือให้ดูที่ว่าแม้แต่ลมหายใจยาวนี้ก็ไม่เที่ยง, ลมหายใจ สั้นนี้ก็ไม่เที่ยง, การปรุงแต่งกายของลมหายใจนี้ก็ไม่เที่ยง ลมหายใจที่สงบรำงับอยู่ จิตตสังขารที่รำงับอยู่นี้ก็ไม่เที่ยง, ปฐมฌานก็ไม่เที่ยง วิตกก็ไม่เที่ยง วิจารก็ไม่เที่ยง ปีติ ก็ไม่เที่ยง สุข ก็ไม่เที่ยง เอกัคคตา ก็ไม่เที่ยง, อะไรที่ เกี่ยวกับกายทั้งหมด นี้ก็ล้วนแต่ไม่เที่ยง. ทีนี้ ก็มาดูที่หมวดที่ ๒ ที่ว่าปีติ ก็ไม่เที่ยง สุขก็ ไม่เที่ยง อาการที่ปีติ และสุขที่ปรุงแต่งจิตนี้ ก็ไม่เที่ยงกระทั่ง จิตรำงับอยู่ ความที่รำงับอยู่แห่งจิตนี้ก็ยังไม่เที่ยงเดี๋ยวก็ เปลี่ยนอีก ; เห็นไม่เที่ยงเข้ามาทุกขั้น หรือว่าเลื่อนมาดู หมวดที่ ๓ ว่าลักษณะจิต ที่กำลังเป็นอย่างนั้น อย่างนี้อยู่นี้ ก็ไม่เที่ยง จิตที่กำลังปราโมทย์อยู่ก็ไม่เที่ยง จิตที่กำลังตั้งมั่น อยู่ ก็ไม่เที่ยง จิตที่กำลังปล่อยอยู่ ก็ไม่เที่ยง ไม่ต้องดูข้าง- นอก ดูมันแต่ข้างในที่เราทำได้ ที่เราปฏิบัติได้ ปฏิบัติอยู่ จริง ๆ ว่าแต่ละอย่าง ๆ มันไม่เที่ยง.
น.38 ๒๙ ตัวฌาน ตัวสมาธิเอง ก็ยังไม่เที่ยง ฟังดูแล้วน่าหัว ไหม ? เราว่าทำจิตแน่วแน่เป็นสมาธิแล้ว พอมาดู อ้าว ! มันก็ยังไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มีความไม่เที่ยง ก็เลยไม่ ต้องไปดูข้างนอกดูข้างในทุกอย่าง อย่างละเอียด ก็พบแต่ ความไม่เที่ยง นี้คือการปฏิบัติในขั้นที่ ๑๓ ที่เรียกว่า อนิจจา นุปัสสี ดูความไม่เที่ยงอยู่. ขั้นนี้เป็นขั้นที่สำคัญที่สุดของทั้งหมด ขั้นที่จะรอด ตัวหรือไม่รอดตัว ก็คือขั้นนี้ ถ้าไม่เห็นก็ไม่มีผล, ถ้าไม่ เห็นความไม่เที่ยง แล้วก็ไม่มีผล; ถ้าเห็นความไม่เที่ยง แล้วจะมีผลต่อไป, ถ้าเห็นความไม่เที่ยงจริง ๆ หนักขึ้นทุกที ลึกขึ้นทุกที ชัดเจนขึ้นทุกที ละเอียดขึ้นทุกที ก็เรียกว่า เห็นความไม่เที่ยง แล้วมันจะมีผลให้เกิดขึ้นต่อไป คือ ขั้น ๑๔ เรียกว่า วิราคานฺปัสสี - เห็นอยู่ซึ่งความคลายออก แห่งความยึดมั่นถือมั่น. วิราค แปลว่า คลายออก จางออก หน่ายออก หน่าย ออก เหมือนกับสีมันจางออก กิเลสมันจางออก. พอเห็น ความไม่เที่ยงหนักเข้า ๆ มันเกิดความจางคลายของความยึดมั่น ถือมั่น ; หันมาดูความจางคลายของความยึดมั่นถือมั่น นี้
น.39 ๓๐ เรียกว่า วิราคานุปัสสี, นั่งเฝ้ากำหนด วิราคานุปัสสี ความ จางคลายแห่งความยึดมั่นนี้ อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งอยู่ในใจ หายใจออกอยู่ หายใจเข้าอยู่ ออกอยู่, เข้าอยู่ ออกอยู่, เข้าอยู่ ล้วนแต่เห็นความที่จางคลายแห่งความยึดมั่น ถือมั่นน้อยลง ยึดมั่นน้อยลง. กิเลสที่ยึดมั่นจะเรียกว่า กำหนัดก็ได้ ใน สังขารทั้งปวง มันจางออก ๆๆ ดูว่าเรามันมีความจางออก แห่งความยึดมั่นนี้ คือวิราคานุปัสสี นี้เป็นผลที่ได้รับมา จากขั้นที่ ๑๓. ขั้นที่ ๑๔ เห็นความจางออกนี้ เป็นผลมาจาก การที่เห็นอนิจจานุปัสสี. ขั้นที่ ๑๓ มีผลดีเท่าไร ขั้นที่ ๑๔ ก็จะมีผลดีเท่านั้น หมายความว่าเป็นความไม่เที่ยงเท่าไร มันก็เห็นความจางคลายออกเท่านั้น. ทีนี้ความจางคลาย ออกนี้หมายความว่า ส่วนนั้นมันดับไป ส่วนที่มันจางออก หายไป ๆ นั้น คือความดับของกิเลส ความดับของความ ยึดมั่นถือมั่น ความดับของความทุกข์. ขั้นถัดไป คือ ขั้นที่ ๑๕ จึงดูที่ นิโรธานุปัสสี - เห็นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งความดับลง ๆ แห่งความยึดมั่น, และความทุกข์ คือกิเลสดับไป ความทุกข์ดับไป นั่งดูแต่
น.40 ๓๑ อันนี้ ว่ากิเลสดับไป ความทุกข์ดับไปอย่างไร หายใจออกอยู่ หายใจเข้าอยู่ นี้เรียกว่า นิโรธานุปัสสี. นี่ก็พอแล้ว ที่จริงขั้นที่ ๑๕ มันก็พอแล้ว เพราะเป็น การบรรลุมรรคผลกันที่ตรงนี้ ระหว่างขั้นที่ ๑๔ กับ ๑๕ นั้น คลายเท่าไร แล้วมันก็ดับเท่านั้น การคลาย เขาเรียกว่า มรรค การดับ เขาเรียกว่า ผล. แต่แล้วยังมี ขั้นที่ ๑๖ เหลืออยู่อีก สำหรับจะดู. เหมือนกับดูการประสบความสำเร็จ นี้เรียกว่า ปฏินิสสัคคา- นุปัสสี - เห็นความสลัดคืนอยู่ตลอดเวลาหายใจเข้าอยู่ ออกอยู่. นี้คล้าย ๆ กับว่า เห็นว่าพ้นแล้วเลิกกันอะไรทำนอง นั้น ว่าเลิกกันทีกับสิ่งต่าง ๆ ที่มาทำให้เป็นทุกข์ มาทำให้ ยึดถือ นี้เลิกกันที. อุปมาเหมือนอย่างว่าสลัดคืน ก่อนนี้ ไปเอามาถือไว้ ทำให้เป็นทุกข์ หรือทำอย่างนี้ ทำเรื่อย ๆ มาจนดับทุกข์ ก็คล้ายกับว่าโยนกลับไป. นี้ขั้นสุดท้าย มันจึงเป็นเพียงการแสดงอุปมาอย่างหนึ่งของความสำเร็จผล ขั้นสุดท้ายว่าสลัดกลับออกไป อุปมาให้ชัดเจน ก็ว่าคืนเจ้าของ ก่อนนี้เราเป็นขโมย ไปปล้นเอาของธรรมะ ของธรรมชาติ
น.41 ๓๒ มาเป็นของกู อ้าว ! พอมีความทุกข์เกิดขึ้นมากเข้า ๆ ก็ทำไป ๆ ในฝ่ายดับทุกข์ก็คือคืนเสีย คืนเจ้าของเดิมเสีย จบชั้น ๑๖. อนิจจังก็ดี วิราคะก็ดี นิโรธะก็ดี ปฏินิสสัคคะก็ดี เป็น ธรรมะอย่างหนึ่ง ๆๆ มันมีอยู่ ๔ ธรรมะ หมวดนี้ พิจารณากำหนดกันแต่ที่ธรรมะ ๔ อย่างนี้. " ฉะนั้น จึงได้ ชื่อว่า ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นหมวดสุดท้าย, แล้ว เรื่องมันก็จบเพราะว่ากิเลสหมดไปแล้ว, ความทุกข์ไม่มีแล้ว, เห็นความสิ้นสุดของพรหมจรรย์แล้ว, นี้แหละทบทวนดู :- หมวดที่ ๑ มี ๔ ขั้น เรื่องลมหายใจทั้งนั้น เกี่ยวกับ กายทั้งนั้น เรียกว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน. หมวดที่ ๒ เกี่ยวกับเวทนาคือปีติและสุขทั้งนั้น จึง เรียกว่า เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมวดที่ ๓ เกี่ยวกับจิตทั้งนั้น จิตอย่างนั้น จิต อย่างนี้ จิตอย่างโน้น บังคับมันอย่างนั้น บังคับมันอย่างนี้ เรียกว่า จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน. ทีนี้ หมวดสุดท้ายที่ ๔ เกี่ยวกับธรรมะทั้งนั้น คือ อนิจจัง วิราคะ นิโรธะ ปฏินิสสัคคะ นี้ล้วนแต่เป็นธรรมะ อย่างหนึ่ง จึงเรียกว่า ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน.
น.42 ๓๓ รวมด้วยกัน ๔ หมวด เรียกว่า สติปัฏฐาน ๔ ถ้า สติปัฏฐาน ๔ ทำได้สมบูรณ์อย่างนี้มันก็เป็นผลคือดับความ- ทุกข์หมด เมื่อเราเจริญสติปัฏฐาน ๔ อยู่อย่างนี้ โพชฌงค์ ๗ มีตามขึ้นมาด้วย มันก็สมบูรณ์ด้วยกัน พร้อมด้วยกัน. เมื่อ สติปัฏฐาน ๔ สมบูรณ์ ก็ชื่อว่า โพชฌงค์ ๗ สมบูรณ์ : มี สติธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติ บัสสิทธิ สมาธิ อุเบกขา อยู่ครบ ถ้วน ในเมื่อเราปฏิบัติอยู่ใน ๑๖ ขั้นนี้. ฉะนั้นพระพุทธเจ้า จึงตรัสว่าเมื่อทำสติปัฏฐาน ๔ สมบูรณ์ โพชฌงค์ ๗ ก็ สมบูรณ์, เมื่อโพชฌงค์ ๗ สมบูรณ์ วิชชา และวิมุติก็ สมบูรณ์. ญาณทั้งหลายเรียกว่า วิชชาก็สมบูรณ์ ก็ตัดกิเลส แล้วก็เป็นวิมุติเรื่องมันก็จบกันเท่านั้น ; วิมุติ คือความ หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง. ฉะนั้นที่ว่า ปฏิบัติอานา- ปานสติ ๑๖ ขั้นนั้น คือปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ พร้อมกัน ไปกับโพชฌงค์ ๗ อยู่ในตัวมันเอง ประสานกลมเกลียว กันไป พอถึงที่สุดก็เป็นวิชชาและวิมุติ เค้าเรื่องมีเท่านี้. เห็นไหม ? มันละเอียด ประณีตอย่างไร คุณถ้าจะ ไม่เอาแล้วกระมัง ทีแรกคิดว่าจะเอา กลัวว่าพอเห็นเข้า อย่างนี้จะไม่เอา ถ้ายังสู้อยู่ ก็ทำไปทีละขั้น ๆ นี้แหละเต็มที่
น.43 ๓๔ หรือสมบูรณ์แบบ มันมีอยู่อย่างนี้ ๑๖ ขั้นอย่างนี้ แต่ละขั้น เป็นอย่างนี้ ๆ เอาไปพิจารณาดู. วิธีปฏิบัติอย่างลัดสั้น. เอ้า, ทีนี้ พูดกันชุดใหม่ ชุดโน้นชุดสมบูรณ์แบบ ยากนักแพงนัก ลงทุนมากนัก สู้ความง่วงนอนไม่ได้ ก็พูด ชุดที่สอง ซึ่งค่อยยังชั่ว คือชุดนี้จะไม่ระบุเป็น ๑๖ ขั้นอย่าง นั้น แต่ก็แนวเดียวกันแหละ คือ หมวดที่ ๑ ทำจิตให้ เป็นสมาธิพอสมควร พยายามทำจิตให้เป็นสมาธิพอสมควร โดยวิธีใดวิธีหนึ่งเท่าที่จะทำได้. พอจิตเป็นสมาธิพอใช้ได้แล้ว ก็ไปพิจารณา ความไม่เที่ยงเลย. พิจารณาอนิจจังเลย นี้ ๒ ขั้นแล้ว ขั้นที่ ๓ ก็คือได้ผล. ได้ผลเป็น วิราคะ นิโรธ อะไรรวมกัน หมด. หาวิธีทำจิตให้สบาย ให้ปลอดโปร่ง ให้เข้มแข็งให้ สดใส โดยวิธีใดแล้วแต่จะทำได้. เอาละ ! ทำอานาปานสติ นั่นแหละ ทำพอสักว่าให้ จิตมันสบายปลอดโปร่ง เข้มแข็ง มีกำลัง ได้ความสุข. พอ
น.44 ๓๕ อย่างนี้แล้วก็พยายามยกไปหาอนิจจัง กองอนิจจัง อะไรที่มัน อยู่ในเรา ดูให้มันเป็นอนิจจัง : จะดูร่างกาย ก็ดูให้มันเป็น อนิจจัง, จะดูสุขเวทนา ทุกขเวทนาที่เกิดอยู่ ก็ให้เห็นเป็น อนิจจัง, สังขารความคิดนึก รู้สึกของเราก็เป็นอนิจจัง สัญญาก็เป็นอนิจจัง, วิญญาณก็เป็นอนิจจัง, รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นอนิจจัง, แม้จะไม่เรียกชื่อก็ได้ แต่ว่าอะไรที่มันรู้จักได้ในตัวเรานี้ แล้วก็ดูว่ามันอนิจจัง : กายก็อนิจจัง ใจก็อนิจจัง ธาตุดินก็อนิจจัง ธาตุน้ำก็อนิจจัง ทุกธาตุอายตนะ ก็อนิจจัง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็อนิจจัง, รูป เสียง กลิ่น รส อนิจจัง. ดูอนิจจังแต่ข้างในนี้ก็พอ เพื่อว่าอย่าให้ไปหลงเข้าว่า อร่อยนี้มันเที่ยงแท้ถาวร, หรือ ว่าไม่อร่อยนี้เที่ยงแท้ถาวร. นี้คือ รู้สึกว่าอนิจจัง อยู่ใน สิ่งนั้นตลอดเวลาที่หายใจออกเข้า. มันจึงต้องมีสติ สำหรับรู้ทัน ที่จิตมันเกิดอะไรขึ้นมา ให้รู้ว่าไม่เที่ยงแท้ ถาวร : เห็นรูป ก็รูปมันไม่เที่ยงแท้ถาวร. ได้กลิ่น ก็ กลิ่นมันไม่เที่ยงแท้ถาวร, ได้รสอร่อย หรือไม่อร่อยก็ไม่ เที่ยงแท้ถาวร, อย่างนี้ เรียกว่าลัดเต็มที่แล้ว จากสมาธิน้อยๆ พอสมควร กระโดดพรวดไปหาอนิจจังเลย คล้ายกับว่า
น.45 ๓๖ ทำขั้นที่ ๑ ที่ ๒ พอสมควร แล้วกระโดดไปยังขั้นที่ ๑๓ เลย คือ อนิจจัง ; แล้วทำอนิจจังนี้ได้เท่าไร มันจะมีวิราคะ นิโรธะเท่านั้น."เห็นอนิจจังเท่าไร มันก็จะคลายออก เท่านั้น มันก็จะหลุดพ้นไปเท่านั้น. นี้ขั้นนี้ แบบนี้มันก็ง่ายและน้อย ไม่ละเอียดถี่ยิบ หรือว่าแยกถึง ๑๖ ขั้น แยกเพียงว่าทำจิตให้เป็นสมาธิพอ สมควร แล้วที่ ๒ ก็ดูอนิจจังข้างใน แล้วมันก็คลาย เบื่อ- หน่ายคลายกำหนัดออกมาเอง แล้วก็พ้นทุกข์ตามสมควร คล้าย ๆ มันมีอยู่เพียง ๓ ขั้น ก็ใช้ลมหายใจเหมือนกัน ; เพราะว่าลมหายใจมันเป็นหลัก ให้ร่างกายปกติให้ใจคอปกติ ด้วยลมหายใจ. การบังคับลมหายใจ โดยวิธีนี้ มันยัง มีผลพิเศษ นอกเรื่องอีก คือว่า ร่างกายสบายดี จัดลมหายใจอยู่ด้วยวิธีนี้ ร่างกายจะสบายดี. ในที่บางแห่ง หรือ บางพวก เขาทำอานาปานสติ ในขั้นต้น ๆ นี้ เพียงเพื่อให้ร่างกายสบายดี เท่านั้นก็มี ไม่ ต้องการอะไรอีก เรื่องจิต เรื่องอะไรไม่ต้องการ เพียงให้
น.46 ๓๗ ร่างกายทั้งหมดนี้มันสบายดี ๆ แล้วก็ทำอานาปานสติทุกวัน ตอนเช้าเพื่อผลเพียงเท่านี้ อย่างนี้ก็มีอยู่มากในประเทศ อินเดีย ; ไม่ต้องการมรรค ผล นิพพาน ต้องการแต่ความ ผาสุก สบายดีปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ เพราะว่าลมหายใจนี้ มันเป็นของลึกลับนะ ถ้ามันถูกต้องร่างกายมันสบายดี. อานาปานสติแบบนอกพุทธศาสนา. อธิบายตามแบบอื่นนอกแบบของพุทธศาสนา เขา อธิบายว่า การหายใจที่ดี ที่ถูกต้องนี้ มันสูดเอาสิ่งที่ เรียกว่า ปราณ ปราณหรือชีวิตจากข้างนอกนี้ เข้าไปข้าง ในไปหล่อเลี้ยงร่างกาย. เขาถือว่าในอากาศนี้มีปราณ เราต้องหายใจวิธีนี้ เราจึงจะสูดเอาปราณข้างนอกเข้าไปเพิ่ม ให้ข้างใน, แล้วเราก็สบายดี. เขาทำอานาปานสติเพียงเท่านี้ ก็มีในประเทศอินเดีย แล้วทำกันมาแต่ดึกดำบรรพ์ เรียกว่า "ปราณายามะ" มีความมุ่งหมาย เพื่อให้มีปราณหล่อเลี้ยงชีวิต มาก คือมีชีวิตมากขึ้น อายุยืนสบายดี. อาณาปราณยามะ เขาเรียกชื่ออย่างนี้ เป็นชื่อของ ลมหายใจเข้าออก ก็ลองดู มันก็มีผลทำให้ลมหายใจดี ทำให้
น.47 ๓๘ ร่างกายสบายดี แล้วจึงค่อยยักมาทำอานาปานสติอย่างพระ- พุทธเจ้าที่หลังก็ได้.มา ทำแบบให้ร่างกาย สบายดีเสียก่อน ก็ได้ มันจะได้หายง่วงนอน มันจะได้หายอุปสรรคต่าง ๆ แล้ว ในที่สุด มันมารวมอยู่ที่คำคำเดียวว่า สติ เรามีสติอยู่อย่างถูกต้อง รอดตัวไม่ยินดียินร้าย ในสิ่งที่มากระทบ ก็ไม่เกิดกิเลส; นี้มีสติอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราฝึกอานาปานสติแบบที่ว่านี้ จะมีสติดีที่สุด สูงที่สุด เข้มแข็งที่สุด อะไรที่สุดตลอดเวลา. อานาปานสติแบบผสม. เราอาจจะฝึกอย่างอื่นก็ได้ แต่มันไม่มีเคล็ด ไม่เป็น เทคนิค ไม่เป็นเคล็ดที่ดีเหมือนกับอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัส ไว้. ถ้ามีเวลา มีความสามารถ ก็ปฏิบัติแบบ ๑๖ ขั้นนี้. ถ้าไม่มีเวลา ไม่สามารถ ก็เอาอย่าง ๓ ขั้นนั้น ตะล่อม จิตให้เป็นสมาธิพอสมควร แล้วพิจารณาอนิจจัง พิจารณาได้เท่าไร มันจะคลายความยึดมั่นถือมั่นเท่านั้น นี้ก็ ได้พอ. มันเหมือนกันโดยใจความ แต่ว่าไม่ทำโดยรายละเอียด ครบถ้วนเท่านั้น.
น.48 ๓๙ ถ้าทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้ ก็ทำเท่านี้ หรือทำเท่านี้ ก็ไม่ได้แล้ว ก็ให้มันเหลือแต่ว่าสติตัวเดียว. สตินึกได้ รู้สึกตัวก่อนเสมอ ที่จะคิด จะพูด จะทำ เมื่ออารมณ์มา กระทบเรา เราต้องรู้สึกตัวเสียก่อนเสมอ ก่อนที่จะพูดอะไร ออกไป ก่อนจะทำอะไรลงไป หรือว่าก่อนแต่ที่จะคิดอะไร ต่อไปอีก ; เช่นว่าก่อนแต่จะโกรธ หรือว่าอะไร ต้องมีสติ ก่อนที่จะพูดออกไป จะไปด่าเขา นี้ต้องมีสติ คือไม่ด่า ก่อน แต่ที่จะตีเขานี้ก็คิด มีสติแล้วก็ไม่ตี เหล่านี้เรียกว่า มีสติ ก่อนแต่ที่จะคิด จะพูด จะทำ ให้มีสติเสมอ. ถ้าฝึกอานาปานสติแบบสมบูรณ์แบบ ๑๖ ขั้นแล้ว มันจะเป็นอย่างนั้นเอง มันจะมีสติสมบูรณ์มันจะไม่ทำอะไร ผลุนผลัน. แต่นั่นเราเรียกว่าปฏิบัติออกมาจากข้างใน มัน ก็ต้องมีเรื่องมากหน่อย. ทีนี้ ปฏิบัติจากข้างนอก เอาว่าฝึกสติกันดื้อ ๆ จะมี สติว่า จะไม่ทำ ไม่พูด ไม่คิด จะไม่เคลื่อนไหวทางกาย วาจา ใจ ก่อนแต่จะมีสติเสียก่อน มีสติแล้วจึงจะเคลื่อนไหว ทาง กาย คือกระทำ ทางวาจา คือพูด ทางจิต คือคิดนึก หรือ รู้สึก หรือว่าบันดาลอะไรออกมา นี้ก็เรียกว่า สติ
น.49 ๔๐ ผลสุดท้ายมันเป็น ประโยชน์ที่ได้มาจากสติที่ฝึก ดีแล้ว ฝึกสมบูรณ์แบบเรียกว่า อานาปานสติ ๑๖ ขั้น, ไม่สมบูรณ์แบบเรียกว่าสัก ๒ ขั้น มีเท่านี้เอง. นอกนั้น ก็เหลือปัญหาเบ็ดเตล็ดไปแก้ไขได้. ถ้าง่วงนอนลุกขึ้นเสีย แล้วล้างหน้าล้างตาทำใหม่ หรือถ้ามันง่วงนอนเก่งนัก ก็ตีมันเข้าบ้าง เอาไม้สักอันหนึ่ง ตีหัวมันเข้า แบบวัดเซ็น เขาทำอย่างนั้น นั่งฝึกสมาธิกัน อยู่เป็นแถว หลับตาทำสมาธิอยู่ แต่ว่ามีนายตรวจอยู่องค์หนึ่ง เดินไปเดินมา อยู่ข้างหลังแถว ถือไม้อย่างไม้พายเรือ ถ้า องค์ไหนมันง่วงหงกลงไป ก็ไหว้เสียก่อนแล้วเอาไม้พายนี้ ฟาดผางลงไปบนไหล่ มันก็หายง่วงแหละ. มันหายง่วงเลย วันนั้นไม่ต้องง่วงกันอีก วัดเซ็นเขาใช้กันอย่างนั้น เขาตีด้วย ไม้พายแบน ๆ เบา ๆ มันดังผางใหญ่ ไม่ถึงกับเป็นอันตราย แต่ว่า มันก็หายง่วง. นี้เรียกว่าเป็นเคล็ดไปคิดเองเถอะ ให้เคล็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้มันช่วยได้ แก้ไขได้. ควน อย่าฉันอาหารให้มากนัก, อย่ารับประทานห้มันมากนัก แล้วก็อย่าไปทำอะไร ที่มัน ทำให้ร่างกายไม่ค่อยจะปกติ, บริหาร กิน อยู่ นั่ง นอน
น.50 ๔๑ อะไรให้มันถูกต้อง แล้วมันก็ไม่ค่อยง่วง. อากาศดีก็ไม่ค่อย ง่วง อากาศไม่ดีในที่อับ ๆ ทึบ ๆ มันก็ง่วง. นี้ปัญหาเท่านี้ ไม่ต้องสอน เป็นสิ่งที่ควรจะรู้เอาเอง. สรุปความ รวมความว่า กัมมัฏฐานแบบอานาปานสตินี้ มัน ต้องเนื่องกันอยู่กับการหายใจออกเข้า ตลอดเวลา มีสติ ผูกพันอารมณ์ คือการหายใจออกเข้าตลอดเวลา จึงได้เรียกว่า อานาปานสติ. ถ้าเอาเรื่องกายมาเป็นหลัก ก็เรียกว่า กายานุ- ปัสสนาสติปัฏฐาน. เอาเรื่องเวทนามาเป็นหลักก็เรียกว่า เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน. เอาเรื่องจิตมาเป็นหลักก็ เรียกว่า จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน. เอาธรรมมาเป็นหลัก ก็เรียกว่า ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ; แล้วสำเร็จ รอด ตัวได้ เพราะธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ในข้อที่เรียกว่า อนิจจานุบัสสี เห็นความไม่เที่ยงของสังขารทั้งปวงอยู่ตลอด เวลา ที่หายใจออกหายใจเข้า, หายใจออกหายใจเข้า. เอาละ ! มีเท่านี้.
น.51 ตา ยก่อนต าย ตายเมื่อตาย ย่อมกลาย ไปเป็นผี ตายไม่ดี ได้เป็นที่ ผีตายโหง ตายทำไม เพียงให้ เขาใส่โลง ตายโอ่โถง นั้นคือตาย เสียก่อนตาย ตาย ก่อนตาย มิใช่กลาย ไปเป็นผี แต่กลายเป็น สิ่งที่ ไม่สูญหาย ที่แท้คือ ความตาย ที่ไม่ตาย มีความหมาย ไม่มีใคร ได้เกิดแล คำพูดนี้ ผันผวน ชวนฉงน เหมือนเล่นลิ้น ละวน คนตอแหล แต่เป็นความ จริงอัน ไม่ผันแปร ใครคิดแก้ อรรถได้ ไม่ตายเอย ฯ พุทธทาส อินฺทปัญฺโญ
น.53 結論 總括而言,出入息觀修持法,自始至終一直在呼吸上修行,知覺所緣即氣息連結在一起,故稱為出入息觀。如果以身為主觀,稱為身觀念處。以受為主觀,稱為受觀念處。以心為主觀,稱為心觀念處。以法為主觀,稱法觀念處。修持成功了,便得到解脫。因為在法觀念處一段上親見諸行無常,在每一呼每一吸之間慎密修持念,完全。 28 ภาษาจีน ไม่สามารถตรวจสอบได้ค่ะ
น.54 口、意三業修為,這便是知覺。 最後就是由知覺修行完成的功果,圓滿的有十六階 ,不圓滿的兩階或三階而已。餘下的零瑣問題可以自 行解決。如果眼倦便起立洗一下臉,然後再繼續修行, 或者睡意太濃,可備一條木尺鞭打自身,有一些禪院便 如此作法,修持禪定的人列排而坐,閉眼靜修,巡察者 手提木槳在身後行察,如果見到那一位修士打瞌睡,禮 拜之後,舉樂在肩便打,「噗」的一聲,立刻便把睡魔趕走, 但並不會傷及身体。因為木槳輕薄,打時只有聲響不會 傷痛。禪院便是用這個法子趕走睡魔,不妨習用。這也 屬技巧之一。其他如修行前不可食得太飽,不要作不正 當的行為,衣、食、住、行要適中,空氣要清爽,等~。這些 都用不着他人指教,應該自行体会才好。 27
น.55 混合式的出入息观 我们也许可以再修持另一种出入息观,但那并没有 技术性,不比佛世尊所传的高明。如果有时间耐力, 便修十六阶的一种。若没有时间耐力,便只修三阶的简 法,由定心而观变无常,由观变无常而达解脱,虽然只 有三阶,其实也是一式。再不然连三阶简法也不能修, 那只有修「知觉」两字,时刻提醒警觉,在想言行之「前」必须 先有这个知觉。接触好、坏也要有知觉。比如要生气时有 知觉在身便可平气,不要骂人时,有了知觉便不骂人。要 打人时,知觉提醒便不打人。这便是有了知觉的功用。无 论想什么事情,说话,作任何行动,都要先提起知 觉,后才行。修持出入息观全套十六阶的人便会这样做, 有健全的知觉,便不会冲动与疏忽。不过那必须从内功修 起,比较吃力。 现在的修持的是外功,致力於知觉修為,主念非有知 觉不、不言、不动,有了知觉方才思想言行,也即限制身、 26
น.56 行得法,可獲益不少。 教外的出入息觀 若根据外教的出入息觀而言,他们認為運行出入息 得当,可以延年益寿,因為空氣中有養生質,如果我们 運行出入息以吸進无量的養生質,便能保安身体,延長 寿命,他们稱这种出入息觀為「養生氣功」(pranayama),目的在 於生命的健全。这也是好的,不妨尝试行这种氣功,然 後轉修佛门的出入息觀,先把身体整理妥当了才整理心 理方面。这样便不会感覺到困倦,减少了一些问题。综 而言之,一切完全着重在「知覺」两字,我们有正念(正确的 知覺性)在身,便不為外界所動,不生煩惱。修持这种出 入息觀,便能得到最高与最坚强的知覺性。 25
น.57 美味的東西是永恒的,或認為不美味的東西也是永恒的。这便是無常观,在每一呼吸之间警觉着。 因此必须有正念的知觉,心发生感想時便知道是無常,见色也知道色無常,闻香也知道香無常,嚐味也知道味無常。这样便是再简单没有了,由小々的一点心定,便一直跳上無常视的頂級上,好像只修第一階和第二階,便一直跳上第十三階一般,視察無常的程度如何,離貪的程度也同等,熄滅、亦捨弃也如是,結果也能得到解脱,这是最简单的修法,不必分别十六階,唯有三階修程:即第一修定,第二观無常,第三離貪乃至解脱。 同样的以呼吸为基本。因呼吸能支配身心,调制呼吸也就即调制身心,呼吸平息身心也跟着平息。同时还有一种益处即调节呼吸能使身心爽快。 有些地方或一些人,他们只作初步出入息视以求身体爽快而已,不求其他功果,对于心理方面并不注意,只要身体爽快便够,每天早晚运行不断,在印度最为盛行,不求道果而唯求安乐。出入息视是深奥行为,若运 24
น.58 最簡單的修法 現在再講一套新的修持法,上套太過完整,必須費一點力,時間太長,下本太大,恐怕抵不住睡魔侵擾,不如這一套的容易。這一套不大細分十六階,但大意卻相同。即第一階修心達到平定,只要能夠平定,用什麼方法都可以,然後一直觀察無常,這是第二階。第三階便是得到果報,包括離貪與熄滅等道果。首先必須設法平心,使心開朗與堅定。只要能作得到,隨便什麼方法都可用。 就以調節呼吸的方法使心趨於平定吧!心開朗平定之後便一直觀察無常,觀察我們在身上的一切幻變,身也無常,受也無常,想也無常,行也無常,識也無常,凡屬五蘊都無常,心口意三業也無常,水土火風都無常,眼耳鼻舌身意身色聲香味觸法內外六塵都無常,凡屬身體的一切都無常。只要明白一切都幻生幻滅及有常定的道理,再從自身內觀察無常,以便提覺不貪迷這些認為 23 心 能
น.59 圓滿,便能得到滅苦之果,同時「七覺支」也隨著圓滿。即 在修持「四念處」時,「七覺支」跟著發生,「四念處」修持圓滿了 ,「七覺支」便跟著圓滿,有念、擇法、精進、喜、輕安、定、中性七種 覺支全備。故佛世尊曰「修『四念處』圓滿,七覺支也圓滿, 七覺支圓滿,一切智慧與解脫也圓滿」。智慧圓滿便能斷滅 煩惱,煩惱滅了便能解脫痛苦,痛苦解脫了一切便完結 。所以修持十六階出入息觀,等於修持「四念處」與「七覺支」 一樣,結果都能得到一切智與解脫。 看見了嗎?這是多麼的柔微與精緻,恐怕有的人見 了要退避三舍。起初也不妨一試,逐階逐層的慢々修練, 一直修完十六階為止,功德無量。這便是正法云「入息觀 十六階全套內容,依經講辭以供學者研究。 22
น.60 自然境物為己有,一旦碰到 了 痛苦,便设法解除,把一切物歸还原主,去妄歸真。第十六階修程到此為止。 無常也好,離貪也好,斷滅也好,捨弃也好,都称为法,在这一段上观察四种法的演变,故称「法念处」,是最末的一段。修完了这一段便告功德圆满,因为烦恼已经滅尽 了 ,痛苦也熄滅 了 。本梵行因此也告结终 了 。 再從头回視一下: 第一段有四階,完全搭理呼吸与身体互相支配的关係,称为「身念处」。 第二段观察享受与感受的生灭,称为「受念处」(也有四階)。 第三段观心与御心作种变化,称为「心念处」(也分四階)。 第四段观照無常离贪断灭舍弃四种法的演变,称为「法念处」(共有四階)。 合共四段,称为「四念处」(Satipatthana)。 如果四念处修持 21
น.61 程,觀見脫離貪著。 第十四階脫離貪著之果,乃得自第十三階觀見無常之因。故第十三階修持火候如何精純,第十四階的造果也跟著同樣的深厚。也即是說:觀見無常的程度如何,離貪的程度也跟著那樣。這裏「離貪」的解義,離即是漸次消滅,貪即慾念,「離貪」就是漸次消滅煩惱慾念,漸次消滅執著,漸次消滅痛苦。 接下第十五階「滅觀」(Nirodhanupassana),觀見煩惱與痛苦消滅殆盡。貪著消滅,煩惱與痛苦便跟著消滅殆盡。在每一呼吸之間觀見慾妄盡滅,稱為「滅觀」。 其實修完第十五階便夠了,已經達到最後的道果。在第十四階與第十五階之間,由離而滅,離便是道,滅便是果。 但還有第十六階在後,用以觀察修行的成功,稱為「捨棄觀」,在每一呼吸之間觀見捨棄的情境。其情形正如已經斷絕完盡了,斷絕完盡了一切煩惱與痛苦,完全捨棄歸還原主—大自然。以前我們偷盜大 20
น.62 的情境也無常,就是心行定止了也終變化,同樣的無常 ,又再觀第三階心的各種形態都無常,心生極喜也無常 ,心安泰也無常,心解放也無常。用不着觀別的,只要 觀察我們正在練習的每一階修程,都充滿着無常的境相 . 禪定也無常,那真是可笑!當我們修持達到禪定境 界了,但回頭一觀,呀!那裡有定,只有無常,前後左 右都屬無常。所以用不着外觀,只要內觀便得。這便是 第十三階的修程,叫作無常觀(aniccanupassana)。 這一階是全部最緊要的一階,能不能脫身完全在這 一階上,如果不見無常便得不到道果,如果能見無常便 得到道果;無常觀越濃厚道果越深,無常觀越詳細道果 越顯明。為第十四階修持離貪觀的先決要件。 「離貪觀」(viraganupassana)即觀見脫離貪着慾念。如色染之消 退,慾念層次脫離。由觀見無常而脫離執着,這一階便 是坐着觀察脫離執着的情形,故稱為「離貪觀」。在每一呼 每一吸之間顯明的觀見貪慾消退,這便是第十四階的修 10
น.63 心令其释放,这一阶段称为「心观念处」,看住了吗?知觉一直控制着心,故有心观念处之称。第三阶段到此为止。 第四段:法观念处 (Dhammanupassana) 第四阶段「法观念处」,乃观察法的演变,共有四阶,本段的第一阶,也即全部的第十三阶,包括第十三阶至第十六阶,成为一段。 第十三阶圣典曰「于出入息间学习观无常」,必须在每一呼每一吸之间观察诸行无常,直至透彻了悟为止。 要从什么地方观无常呢?本修法不于外境不于外人不于外物观无常,唯于修者本身观无常,详细观察自身内所有的一切,即从呼吸观起,长呼吸无常,短呼吸也无常,身行也无常,身行定止与心行定止都无常,禅定也无常,寻也无常,伺也无常,喜也无常,乐也无常,一境性也无常,凡属身体的一切都无常。 再观第二段的喜也无常,乐也无常,喜与乐支配身 18
น.64 極喜必須學習到能控制自如,在每一呼每一吸之间全心都沈浸在極喜的感覺中。這一階也許比較難修,但鍛煉純熟了心便被降伏,受我們控制。這是第十階修程,御心生極喜。 第十一階控制心使靜定。心由極喜轉為靜定,不再喜悅了。聖典曰『於出入息間學習心靜定』,必須學到想喜即喜想定即定的地步,不用依靠禪定,在每一呼每一吸之间御心停定,控制成功了,便算是完成了这一階。 接下第十二階令心釋放,聖典曰『於出入息間學習心釋放』,即令心情淨,了無一物,釋放一切雜念。也可說釋放心脱去雜念。 有什么染着于心,便把它解除去,或者將心拔去染着,两种说法都行得通。在每一呼每一吸之间解放心,這裡稱為第十二階。也即第三段最末一階,這 再復習第三段課程:第九階观心各种形態,第十階御心令其生極喜,第十一階御心令其定止,第十二階御 17
น.65 真諦,其结果使我们能够抑制心行执着的力量。聖典曰 「於出入息间學習抑止心行」。这便是第八階課程,到此為 止。现在已经完成了第二段受观念处的修持,共有四階 ,连前合共八階,也即修完了两段。 第三段:心观念处 (cittānupassanā) 第三段名为「心观念处」,直接修行御心。从第九階开 始至第十二階,共有四階;第三段的第一階,也即全部 的第九階,以下作第九階綜。 第九階在每一呼吸之间观察心的現狀:「眼前心正处 在什么情形?是喜还是樂?有貪还是不貪?紛乱还是静 定?污穢还是清净?等等,不一而足,我们都要完全视透 ,是非善恶好坏完全知道。如此生视明察,便是第九階 修行的课程。直至了然純熟,便可移上第十階。 呵!现在我要控制你了!第十階便是控制心使其生 極喜。处在喜悦的情境中。聖典曰『於出入息间學習心生 16
น.66 「受」乃心的支配者,驅使心作種々的妄想,想要這樣 ,想要那樣;樂受發生時,便生愛念,想要佔有,結果 造成煩惱與痛苦。 我們便是觀察這種「受」支配心的情形。受即是心行, 是心的真正支配者。 樂受有樂受支配心的一種方式,苦受有苦受支配心 的另一種方式。總之凡名為受,都是心的支配者。 在這第七階上,唯一視受支配心的情境,喜與樂對 心的一切感應都要完全透視,在每一呼每一吸之間修行 觀察,以備作第八階抑制心行的力量。 第八階也即第二段最末的一階,抑制心行以達定止 。其法在於消退心行的力量,不令其自行支配於心,如 樂受發生時,引起煩惱與執著,我們便抑制其支配心的 力量,思維樂乃屬無常,虛偽欺詐,不執著於它,樂念 便會自然而退。盖心的本性不喜歡虛偽欺詐,如果不思 維觀察,便易受騙,但若明白那是煩惱與痛苦的禍源, 不受其支配,心行力量便會消退。故知道思想乃煩惱的 15
น.67 一切一样,知道什么叫作「喜」?其状态如何?为什么会发 生,有什么威力?这便是第五阶的修程。乃全部的第五 阶,也即第二段的第一阶,以下皆以全部阶数称。 第五阶观察「喜」纯熟了,便移视第六阶的「乐」受。喜受 性粗,乐受性重。 必须分别清楚,喜与乐并不相同。当我们作事成功 时,会欢喜得肉跳,有时更会高呼踊跃,表现出各种激 烈的举动,这便是「喜」。 到了第六阶,极喜之后必生安乐。 必须抹开喜念,以便露出乐念,易于分别观察。乐 念比较温柔定静,更加舒适,心广神怡。这一阶便视 察这种乐受,在每一呼每一吸之间详细观察,直至纯熟 洞识,知道什么叫作乐?其状态如何?因何而生?有何 结果?有什么威力?正如我们洞识长短呼吸一样,洞识 了第五阶的「喜」和第六阶的「乐」。 现在再继修第七阶「心行(sankhara)」,「心行」即心的支配者 ,也即「喜」与「乐」,这两种感觉称为「受(vedana)」。 14
น.68 困難,乃枝節問題,只要縮次減低禪支分量,便可如願以償,用不着累述。第一段「身觀念處」到此為止。 為什麼要稱為「身觀念處」呢?因為呼吸氣息與肉身同體,肉體稱為身,氣息也稱為身,兩者有不能分隔的關係,現在我們已經平定了氣息,身體也跟着平定,知覺便十分圓滿,第一段也就此圓滿。 第二段:受觀念處 (VEDANANUPASSANA) (เวทนานุปัสสนา) 現在繼續修持第二段,稱為「受觀念處」,這一段也分四階,完全與「受」(感覺)搞在一起。 「受」從何而來?這裡的「受」便是指禪定裡的喜樂感受而言,大家定必記得,當我們修習身行定止的氣功而達到初禪地時,發生尋伺喜樂一境性五種感受,便是以其中喜樂兩種感受作本段修持的基礎,到了這第二段,什麼都不管,只要在喜樂的感受上着手,在每一呼每一吸上觀察喜發生的情形,熟識其面目,有如上段 洞識呼吸的 13
น.69 ,並透澈了知,這裡必須分別清楚,心攀于所緣是一件事,心透澈了知所緣是另一件事,修行達到成功了便感覺到喜、慰與快樂,心神完全集中在所行的事業上,这便是尋、伺、喜、樂、一境性五种禪分的鮮义,學者必須知曉。第四階修程到此為止,由修行身行是止而進入初禪的境地得到了正定。 第一段複習提要: 再從头複習一次, 第一階視察長呼吸,直到與其混熟,洞識長呼吸的一切情形。 第二階觀察短呼吸,作同樣的修法。 第三階觀察呼吸支配身体体樣的關係,同粗同幼,同動同静,知道这两种身乃屬一体的原理。 第四階调呼吸使其通断平息,以跟走守、視、取相、似想、的技巧引心達到初禪境地,視覺禪分而得到正定。 这是第一段「身觀念处」的修程,若有四階,有什麼疑問,不妨試行探討。 若要接續修持第二禪,第三禪,乃至第四禪,並不 12
น.70 覺,有如作事成功時覺得十分滿意的情境一樣,随人而 異,有的喜在心头,有的喜露於形色,这叫做「喜」。同时 又因定靜而感覺到安樂,心廣神怡,这叫做「樂」。这时心 集中在一处,堅定不移,不動不摇,这叫做「一境性」。 現見「尋、伺、喜、樂、一境性」五种感覺,一斉而生,表示心 已经定止,達到初禪或第一禪的境界,心繫於所缘也知 道,心渗透於所缘也知道,喜也知道,樂也知道,心集 中於一境也知道,五种禪支完全感覺到,这便是第一禪 地的特徵。在每一呼吸之间観察修持,这一階最難 修,因为太过精微,如果有雜事紛擾便修不成,但也不 一定,関鍵在於修持的人耐性如何,有忍耐力的不妨埋 头苦修,便是在家也好,只要有空便可找比較安静的地 方修練,有私室的人更好,不过太嘈雜的地方便不適合 ,因为这种修持適合於山林幽静的地方,故最好有特設的 靜室或園林為標準。如果達到这个初禪境界,便等於完 成了身行定止階段,也即平息呼吸的最後目标。 達到初禪時,会感覺到又喜又樂,一心集中在所缘 11
น.71 的相体作用,的变化及移动,在每一呼每一吸上逐其運。心修練,甚有四阶修程。如果修完了这四阶修程,便等於完成了御心、御身及御氣的工夫,原来调制呼吸其效果連及於身,身受调制其效果連及於心,心身氣同时齐被调制。所以到了这个阶段,氣平息了,身也平息,心也平息了,一切都平息了。餘下的唯有修持禅定而已。 达到了禅定的先决條件便是先要習熟「似相」,能变化相境操縱自如,然後攝念定现在一个明晰的化相上,修到了这個地步,可以说一切已经齐備,就此可以提覺禅支了。这就是说我们的心已经鍛煉到十分精纯,达到能夠控制自如的程度,可以开始了提现禅地五种感觉,術語叫作「尋」(vitakka)、「伺」(vicara)、「喜」(pīti)、「樂」(sukha)、「一境性」(ekaggatā)。五禅支。 这些名词有的人能记得,有的人过目即忘,不能记得的也不要紧,只要知其义便算。 「尋」的解义是心規注於所缘的感觉,如眼前心正在注視着所凝构相境上,相境是所缘,心繫於所缘便是「尋」。心渗透於所缘叫作「伺」。在同一時間,又会發生欢喜的感 10
น.72 知覺跟著氣息走,心已經定靜了一個程度,再修守視的 一階,知覺集中在一點,心身更加定止高一級,現在能 够凝構相境,那便愈更定止了。這就是秘訣或技巧,引 導心逐步逐步的定止,而達到了「取相」(patibhaga)的階段。 接下去便是運心變化相境,達到隨心現化的地步, 稱為「似相」(uggaha)。 比方我們能够思構一粒光潔的珠球相境,一直凝視 著它不放,这叫作「取相」。 及後再運心变化所得相境,使它作种种之需要的形体 ,这叫做「似相」。这時已經能够御心达到精華頂点,能够使 原有的相境由一粒小珠球化至极大,或缩至极小,能令 它变化各种的顏色,变成种种的形体,能够移至极近,也 能退到極遠。如此这般,如果是認為是实相,那也许会发 狂,但如果明白这是心造的幻境,目的在於御心加強定 力,便无问题。作得到的便作,作不到的也不要緊,慢 慢的修練,不要作非分之想,绝对不会发狂。 御心达到「似相境」界的方法,便是強制由内视所見到 9
น.73 云入门户的人,瞬眼不离。气息运行时,粗也知其粗,细也知其细,进也知其进,出也知其出,这便是守视。 第一阶「跟走」。 第二阶「守视」。 如此分阶已经够,如果要再详细的分拆也可以,不过不需要。 守视的一阶练的纯熟了,便可继续修持观照相境。以内眼观视鼻端,不过以前观察的是气息,现在心已经坚定了,在鼻端逐渐浮现出相境,代替气息的存在。但这相境只是幻相而已,有的如珠球,有的如日月,只要能够凝摄察觉,什么相体都可以,而且这些相境随人而异,有如闭着眼睛时所见到的光影一般,有种种的形色,有的好像一粒日下的露珠,有的好像一面光铜,有的好像一片白云,有的好像一轮月亮,不一而足。这些都是心造的幻境,并不是实体,作用在于训练心的定力。如果修到了这个阶段,表示气息已经十分柔微,身体也更加定静,试从头作一番比较,当我们修「跟走」一阶 8
น.74 淡,凡修行家都會這樣。這叫做「跟走」,即知覺視注着氣 息一呼一吸的來回奔走,好像緊跟着隨走一般。如果能 修到知覺緊跟着氣息不放,堅定不移,不會走失,便算 是完成了「跟走」的一階。 接下的「一」階叫做「守視」,即知覺不再跟着氣息上下奔 走了,只堅守在一個適當的地點觀望。這個適當的地點 就是鼻端或鼻門,知覺在鼻門守視,氣息走過鼻門時便 立刻知道,但並不跟着走,坐着觀望而已。氣息由肚臍 走至鼻門時,也同樣守在鼻門觀望,不跟着走。如此知 覺也不會走失,只要守視得定。不過有一段時間必須注 意,便是氣息走近鼻門到終點而還沒有呼出之前,有 一個停頓時間,必須提高警惕,以防知覺走失,呼氣時也 一樣。不過在「跟走」的一階鍛煉得好便無問題。如果第一 階鍛煉不好,下一階也跟着不好。所以最要關鍵在於每 一階每一段都要循次熟練,不可馬虎,才能獲得良好功 果。這是學者所極需知道的。現在已經停止跟走,只在 鼻門守視,應如守門人嚴坐執行。我守的一般,瞪眼視察 7
น.75 不離。假定兩個距点,上方在於鼻端,下方在于肚臍, 这只是假定而已。我们吸氣進時氣息從鼻端遊入一直連 到肚臍,以此為終点别处不管。呼氣出時氣息又從肚臍 开始走至鼻端,以氣息上下奔走碰撞所得的感覚作追踪 的目標。这樣便可得到两点知识,即吸氣以何处為起点 何处为结点,呼氣又以何处為起点何处為终点。这樣坐 視一段时间,好象追走一样。 氣息走進時知覺也跟着從鼻端走到肚臍,氣息走出 時知覺也跟着從肚臍走到鼻端,假定有一條空管從鼻端 通到肚臍,氣息在这條空管裡来回奔走,知覺也跟着 氣息来回奔走,这樣設想就不会感到困倦。如果知覺走 失便用力呼吸,使容易覺察,必要時可以大力呼吸以至 发声,声随氣的加強感觉,即耳听到声音而心视注於氣 息,这樣双管齐下也是好的,好在容易视察。 刚始学習的人大都要用力呼吸,起初发出嘶嘶! 的声音,及後声音慢々減低,最後只剩輕微鼻声而已, 在旁的人可以听到,其息如何匀均。可以辨别工夫之深, 6
น.76 呼吸一直在支配着身体的秘密,為第三階應學課程。巴 利聖典稱為「知道一切身」,便是知道呼吸支配身体的一切 情形與原理。肉体稱為身,呼吸也稱為身,两者不能分 開,必須知道两种身的一切,才可稱為知道一切身。而 且每一种身中又分多种之相,必須每一相都詳視明察, 直到明白開悟这两种身同屬一体的真諦。在每一呼每一 吸上運行視察,完成第三階修程。 至此便可繼續修持第四階禪定。第四階之所謂「身行 定止」,便是調節呼吸使其逐漸逐漸的平息,在每一呼每 一吸上用工修行。呼吸逐漸平息,身体也跟着逐漸静定 ,心因此也達到禪定。 這一階藏有祕訣比別階殊異。第四階修行方法也可 稱為祕訣或善巧,也即現代之所謂「技術」,乃用技巧誘使 呼吸逐漸逐漸的平息。或稱為「幻術」也可以,即对呼吸施 行幻術,使之就範平息。 其法便是在開始運行長短呼吸時,对它慎密監視, 好像在跟随着它走一樣,知覺一直緊跟着氣息上下奔走 5
น.77 長呼吸每一角度的一切詳情,如什么是長呼吸?發生時 有什么感覺?对身体有什么影响?等~。这是第一階應 学的課程。 第二階同樣的視察短呼吸一切詳情,在運氣感覺及 对身体的影响等方面,與長呼吸作一番比較。两种呼吸 反復運行,互相比較,结果便会洞識呼吸,明瞭呼吸 知道呼吸的因,知道呼吸的果,知道呼吸的影响力,必 須如此認識呼吸。因為眼前我們对呼吸認識还不够,所 以應該和它打交道,与它混熟。第一階便是和長呼吸混 熟,第二階也和短呼吸混熟。 及至第三階,便觀察这两种呼吸对身体的関係,稱 為「身行」,即身体的支配者,与身体有連帶関係。如果呼吸 粗急,身体也跟着粗急,即偏促不安;如果呼吸温柔, 身体也跟着温柔,即寂静安定。呼吸長是正常的表現, 故長呼吸能助身体進入正常;呼吸短是不正常的表現, 當身体不正常如發怒、疲勞、心情衝動時,呼吸便跟着短促 、反之呼吸短促不正常,身体也跟着不正常。知道这些 4
น.78 至第八階,成為一段。至於第三段乃視心的變化,而試行御心達到種種所需的意境,也有四階為一段,即第九階至第十二階。到了最末的第四段,乃視無常,屬於慧而不止於定,要用智慧視察無常,直至心生厭念,離貪欲,結果得到解脫。這是最後一段的概況。至於詳細內容解釋如下: 第一段:身觀念處 (กายานุปัสสนา) 第一段調節呼吸也即調節身體,使心平定,稱為「身行定止」(กายสังขารระงับ) 而達到「奢摩他 (禪定สมถะ)」。因身行定止而心達到禪定,便立刻得到安樂之果,有如涅槃的極樂境界一般,但是暫時性的,不是真正永恆的涅槃。其修程分階如下: 一、認識長呼吸為一階。二、認識短呼吸為一階。 三、認識呼吸支配身為一階。四、調節呼吸使其逐漸平息,而結果達到禪定為一階。必須根據這四階要點學習修行,一直達到閉眼即得的地步,即第一階要學習視察 3
น.79 断灭烦恼,而只妄求神通法力,希图财利,这是会引起 狂病的。 所以,奔狂的原因有二:一乃居心不正,违反修行 定止正法,妄修旁门利益邪法,导致邪魔附体。一乃其 人已经有狂病在先,习法时动用心神而引起狂病发作。 至于普通的人修行真正佛门正入息观,是不会发生 狂病的。这是习法的人所必应知道的一般情形。 现在,再研究正入息观十六阶的内容。本佛门正 入息观一定要有十六阶,无论在那一部经典都是一样 ,也许有其他不同法式的正入息观,但那并不是佛世尊 所传,是属于旁门别教的,真正合于巴利圣典的正法入息 一定有十六阶。学者必须要知道这十六阶的内容,究竟修 些什么?第一段最初四阶是修心使达到禅定,在这四阶 上学习调节呼吸,平衡气息,结果进入禅定,这是第一 段的概况。接下第二段四阶,是观察,由禅定而生 的喜乐感受,使知道这些都是思想的来源,促使心情荡 动不安。而明白什么在支配着心,共有四阶,即第五阶 2 )
น.81 且備有俗人宿舍三十餘座,以及各種佛學設備,以供僧俗各界人士參研學習佛法之用,殊與其他專供人燒香膜拜之寺廟迥異。乃泰國名勝佛寺之一,遊覽參謁者日以數百計。 法師所著《入息觀修持法》共有四本,一曰《俗家之入息觀修持法》(อานาปานสติภาวนาสำหรับชาวบ้าน),言詞淺白易解,容易學習。二曰《大學界之入息觀修持法》(อานาปานสติภาวนาสำหรับนักศึกษา),以神學立場分析講解,適合于知識份子研究習行。三曰《之入息觀修持法大全》(อานาปานสติภาวนาแบบสมบูรณ์),為最精密最完整的一本,全書厚達五百餘頁大開本,既稱佛學,也富科學與哲學意味。四曰《之入息觀修持法要》(อานาปานสติภาวนาโดยย่อ),即本編譯文,是最簡短的一本。以上皆根據佛教主釋迦文佛聖言而編訂,亦自三藏教典,法師以數十年參修心得弘揚于世。譯者本自淺陋,不敢懵然妄譯,唯恐有失旨意,然因本著弘法志願,乃大膽試作引玉之舉,但願有識者對此泰國佛教至寶有所注視,從而共担弘法天職,期望法雨遍灑人間,眾生同沾法益。
น.82 譯者序 本譯文原著者佛使比丘(พุทธทาสภิกขุ),乃泰国現代有 道高僧,法号「因陀罗般若(อินทปัญโญ)」,泰皇賜封拍貼威戌铁 默提(พระธรรมโกศาจารย์)昭坤僧爵。然師素性清高明潔,不重名 利,一向唯以「佛使比丘」名稱現著於世,故極少人知其真 正爵名。 師誕生于佛曆二四四九年,距今曆七十七寒暑。俗 籍泰国素叻府猜耶縣蓬良村,父母業商,自小喜愛天然 ,樂聞經法。二十歲祝髮為僧,凡五十七僧臘,畢生致 力於三藏教典,及国内及大小兩乘諸宗派别之一切佛法 教義皆貫解圓通。所講演佛法编成書本達数百部之多, 力倡解脱生死之道,學行双修。又自創萱木林寺(สวนโมกข- พลาราม) 于猜耶縣屬金佛山冉人愛山两峰之间,寺廣三百 十八萊,寺内林木滿布,奇卉異草雅禽怪獸玲瓏璀璨目。 四下風清氣爽,陰涼寂靜,僧舍隱藏林下,約七十餘座,間 隔遠離各不相攘,實为佛门弟子修真養性優良聖地。並
น.83 了解佛法者,不生吾見,無自私心,而憫人之心易發。法雖有深淺高低之分,但行者一 律皆感受其樂,蓋自滿道德行爲,或已盡于人類所應履行之天職,其樂乃出于自敬心, 而非出于虚偽,(即由眼、耳、鼻、舌、身、意所生之樂。) 法使我人明瞭生命之真諦,認識環境,而能適當利用之,故也可以有工作、職業、 財産、名譽、友誼、這交等等正當行爲,用以維護個人之安全與社會之安全一途而已。 不造作損害他人、畜生,以及一切動植物之種種危機,不作世界之破壞者與地球之沉滅 者,故無所謂罪業、孽障、衰運與倒運發生于守法者,修行佛法的人只有天堂而無地獄 ,自始至終一直如是。 吾人有眼、耳、鼻、舌、身、意,乃用于學習求知萬物之真理,俾使生活正常安樂 ,而非有眼、耳、鼻、舌、身、意作煩惱之奴隸,乃至不能抬頭,如眼前世界缺乏佛法 所生之境象然。我們雖不能驅策身外法界,但我們能够驅策自己的眼、耳、鼻、舌、身 、意,使接觸法界而不為害,依藉佛法之功而成就此目的,如果世人皆能行此,則世界 將變成美滿安樂之瑰麗世界,也即彌勒尊佛之昇平世界也。因為世間充滿佛法之故。 眼前世界解脱危機之道唯有一途,便是依循佛法之道而行,凡贊助世人行此佛法之 道者,將獲得無上最高功德,故祝贈印經書諸善者,皆達到心願之果報,包括此生與來 生。特此讚歎隨喜。 謝 喜 佛曆二五二二年内,加甘于宣木園き
น.84 隨 吉 際此佛法貪缺之世,有能贈印經書善行法施者,乃極智之舉,甚值讚揚,故作序隨 喜。 「法」之一字,含義極廣,講解殊多,唯其中最大要義解作「天職」,乃人類所必 正法之所以貧缺,乃因世人不懂得法之真正意義,而沉迷于非法所生之色情誘惑。 蓋人心之慾念喜欲這些色情誘惑也。久而逐漸加深乃至全心整體沉浸于感染煩惱慾海中 ,崇拜色情如生命,認為此生除情慾外別無他法,別無他求,其天職乃在于尋求縱意恣 情而已。 眼前世界正陷于上述情境中,故謂之佛法貧缺之世,唯有陷世于毀滅之非法,而無 扶世于永恒之正法,雖有至高學問、富貴、繁榮、艷麗、歡樂等等,也不外更增加世界 之醜惡而已。舉如眼前所發生的吸毒、貪污、賊亂、社會敗類、蹂躪人權、經濟戰争、 權益戰争,乃至階級戰争,永無止時,震動全球人類,雖守于法者也不能避免。如果佛 法存在于世,則這些非法之果便不能生。 或有人認爲勢之所趨難于更改,逆流不如順流,甘願同流合污,毫不恥于畜生行爲 。但信崇佛教者卻認為諸法無常,乃隨因緣而變化,吾人只要共種和平安樂之因,自不 難獲和平安樂之果,推世界轉向和平安樂之道邁進,唯佛法能實現此意願,故極力宣揚 佛法,引召眾生作種種善舉,以期佛法回歸人間,贈印經書之善舉目的便在于此。 認識佛法也即認識世間萬物之真理,不受其迷,雖最高享樂也不能動其心,故真正
น.85 ท่านเจ้าคุณพระเทพวิสุทธิเมธี 昭坤拍貼威素鐵默提一 ( พุทธทาส อินทปัญโญ) 佛使 因陀羅邦育法師法照
Buddhadasa