น.7 ท่านที่เป็นภิกษุราชภัฏ ผู้ที่จะต้องลาสิกขา ทั้งหลาย, การบรรยายในชุด มหาวิทยาลัยต่อหางสุนัข ๑๐ ชั่วโมง เป็นครั้งที่ ๓ ในวันนี้ ผมจะกล่าวโดยหัวข้อว่า นรกกับสวรรค์. นรก - สวรรค์ เคยมีประโยชน์แก่สังคม. ทำไมจึงต้องพูดโดยหัวข้อนี้ ? เพราะมีปัญหามาก. คนที่โง่ ๆ เขลา ๆ อาจจะเห็นว่า มันพ้นสมัยแล้ว ไม่ต้องมา พูดกัน. แต่ผมเห็นว่า ไ ม่ใช่อย่างนั้น ; ในฐานะที่เป็น พุทธบริษัท เราก็ ต้องรู้เรื่องนี้ และพูดเรื่องนี้ ใน คำบรรยายของท่านพุทธทาสภิกขุ ในชุด มหาวิทยาลัย ฯ ๑๐ ชั่วโมง ครั้งที่ ๓ วันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๒๓ เวลา ๙.๓๐ น.
น.8 ๒ ลักษณะที่มีประโยชน์ สำหรับจะพูดให้ถูกต้อง และ สำหรับ จะปฏิบัติให้ได้รับประโยชน์ เกี่ยวกับเรื่องของ นรกและสวรรค์. อย่าเพ่อหาว่าพ้นสมัย, และไม่เกี่ยว กับเรา. อีกประการหนึ่งนั้น ความรู้เรื่องนรกสวรรค์ นี่แหละ เคยมีประโยชน์อย่างยิ่งแก่สังคม คือทำให้คน มีศีลธรรมดี. ข้อที่สมัยโบราณคนมีศีลธรรมดี ก็เพราะว่า เรื่องนรกสวรรค์นี้มีอิทธิพลอยู่. เดี๋ยวนี้เรื่อง นรกสวรรค์นี้ กำลังไร้อิทธิพลใน การควบคุมหัวใจของมนุษย์ ในสังคมปัจจุบัน, ไม่เป็น เครื่องมือให้คนมีศีลธรรมเหมือนแต่กาลก่อน หรือว่ากลาย เป็นเรื่องที่ใคร ๆ เห็นว่าเกะกะรกหู ไม่คุ้มค่าที่จะมาสนใจ ในระบบความเจริญแห่งยุคใหม่. ผมจึง อยากจะทำความ เข้าใจ กับพวกเรา เกี่ยวกับเรื่องนี้ ให้ยังคงเป็นเรื่องที่มี ความสำคัญ และมีประโยชน์. ถ้าว่าการศึกษาในโลก หรือโดยเฉพาะในประเทศไทย ของเรา ยังทำให้มีความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้อง ในเรื่อง เกี่ยวกับนรกหรือสวรรค์แล้ว การศึกษาก็จะไม่ไปอยู่ในระบบ
น.9 ๓ สุนัขหางด้วน หรือเจดีย์ยอดด้วน เป็นแน่นอน. แต่ เดี๋ยวนี้เขาก็ไม่มีการศึกษาเรื่องนี้, ก็ขาดไป. เราใคร่มาเติม มาต่อ ขอให้คุณ ไ ด้มีความรู้เรื่องนรกสวรรค์ สำหรับ พูดเรื่องนี้ได้ถูกต้อง, และปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่างที่ ว่ามีประโยชน์. เรื่องนรก - สวรรค์ มีในทุกศาสนา. เอกดดด เอาละ, ขอเริ่มด้วยคำว่า ทุก ๆ ศาสนามีเรื่องนรก สวรรค์. บรรดาศาสนาที่สำคัญในโลก ก็มีเรื่องนรกสวรรค์ ด้วยกันทั้งนั้น ; มันจะเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระโดยประการ ทั้งปวงนั้น มันเป็นไปไม่ได้ ทุกศาสนาเคยมี ; สังคม มนุษย์เคยได้รับประโยชน์ จากเรื่องนี้ ซึ่งก็ยังคงมีอยู่ใน คำสอนทางศาสนา. ไม่ว่าศาสนานั้นจะเป็นศาสนาที่มีลัทธิ เชื่อการเวียนว่ายตายเกิด เช่นพุทธศาสนา เช่นศาสนาฮินดู, หรือศาสนาที่ไม่เชื่อเรื่องเวียนว่ายตายเกิด เช่นศาสนาฝ่าย เซมิติคส์ (Semitics) ทั้งหลาย คือศาสนายิว ศาสนาคริสต์ ศาสนาคริสต์เขาถือว่า ตายแล้วก็จะไปรอคำพิพากษา แล้วก็พิพากษาให้ ตกนรก หรือให้ ได้สวรรค์ ชนิดนิรันดร ไปเลย, นิรันดร ไม่มีเปลี่ยนแปลงอีก. ส่วน พุทธ-
น.10 ๔ ศาสนา หรือศาสนาในอินเดียนี้ เปลี่ยนแปลงเรื่อย : เดี๋ยวนรก เดี๋ยวสวรรค์, เดี๋ยวนรก เดี๋ยวสวรรค์, มันสลับ กันอยู่อย่างนี้. เรื่องนี้เป็นเรื่องของความเชื่อ ; เมื่อพูดกัน โดยภาษาคน มันเป็นเรื่องวัตถุ เป็นเรื่องโลกทางวัตถุ, ต้องอาศัยความเชื่อ เพราะพูดถึงเรื่องหลังจากตายแล้ว. แต่ถ้าเป็นเรื่อง ภาษาธรรม ที่ผมกำลังจะพูดนี้ ไม่ใช่เรื่อง ต่อตายแล้ว; ล้วนแต่ เรื่องที่นี่ และเดี๋ยวนี้. นรก - สวรรค์ ยังจำเป็นแก่มนุษย์. ความคิดเรื่องนรกสวรรค์ หรือความเชื่อเรื่องนี้ มันได้ เสื่อมไปเรื่อย ๆ ตามที่วัตถุนิยมเข้ามาครองโลก สามร้อยสี่ร้อยปีมานี้ วัตถุนิยมครองโลกครองยิ่งขึ้นทุกที ๆ จนถึงบัดนี้ มันครองโลกถึงที่สุด. ความเชื่อในวัตถุนิยม, ต้องการวัตถุนิยม, มันก็ เข้มข้น พอที่จะไม่รู้ไม่ชี้กับเรื่องนรกสวรรค์หลังจาก ตายแล้ว. นี้มนุษย์ก็ ไม่ต้องกลัวนรก หรือ ไม่อยากได้ สวรรค์ มนุษย์ก็เปลี่ยน, เปลี่ยนไปจากยุคที่มนุษย์เชื่อ
น.11 ๕ ต้องการจะได้สวรรค์ หรือกลัวนรก หลีกนรก ซึ่งนั่นเป็น เรื่องยึดเหนี่ยวมนุษย์ไว้ในศีลธรรม เพื่อสันติสุข เดี๋ยวนี้ปัญหามันก็เกิดขึ้นในยุคปัจจุบันนี้ว่า เมื่อ ไม่มีความเชื่อเรื่องนรกสวรรค์ แล้วอะไรจะเป็นเครื่อง ยึดเหนี่ยวมนุษย์ไว้ในศีลธรรม ? เราทุกคนนี้ จะต้อง มีความรู้เรื่องนี้อย่างไร จึงจะไม่กลายเป็นคนโง่เง่า คือไม่ได้ รับประโยชน์ จากสิ่งที่เรียกว่านรกสวรรค์ หรือเรื่องนรก- สวรรค์ ? เราก็จะไม่งมงาย ไม่โง่เง่า ชนิดที่มันไม่มีประโยชน์ อะไรก็มี. แต่ว่า เรื่องนี้ยังทำให้เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ และมีความจำเป็นแก่พวกเรา แม้ในยุคนี้ ; เราคงไม่ สามารถจะล้มเลิกเรื่องนี้จนไม่มีใครพูดถึง. นรก - สวรรค์ จะมีประโยชน์ต้องมีสัมมาทิฏฐิ. ทีนี้เราก็ ต้องหาวิธี ที่จะทำให้นรก - สวรรค์ยัง คงมีอยู่อย่างที่มีประโยชน์. นี่อย่างที่ผมกล่าวข้างต้นว่า เราต้องมีความรู้เรื่องนี้ อย่างที่มีประโยชน์, แล้วปฏิบัติ อย่างที่มีประโยชน์ ; เพราะฉะนั้น เราจะต้องแก้ปัญหา เฉพาะหน้า เกี่ยวกับเรื่องนี้,
น.12 ๖ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในที่นี้ก็คือ ช่วยกัน สร้างสัมมาทิฏฐิ ความคิด ความเห็น ความเชื่อ ความเข้าใจ อันถูกต้อง เกี่ยวกับเรื่องนรกหรือสวรรค์ ขึ้น ในวันนี้ ; หมายความว่าในยุคนี้ในวันนี้ ก็เพื่อว่าเรื่องนรก เรื่องสวรรค์ นี้จะไม่ต้องเป็นหมัน. หรือพระคัมภีร์เกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ต้อง เป็นหมัน คือ ให้มีประโยชน์แก่เรา ไม่อยู่อย่างเป็นหมัน. เอาละ, เราจะ พูดถึงเรื่องนรกสวรรค์ อย่างที่ มีอยู่ในศาสนานั้น ๆ ก่อน เราอาจที่จะแบ่งกลุ่มของศาสนา ออกเป็น ๒ ฝ่าย ๒ ซีก คือฝ่ายตะวันออกและฝ่ายตะวันออก ไกล. ที่จริงมันก็ยังอยู่ ในฝ่ายที่ฝรั่งเขาเรียกว่าตะวันออก, ตะวันออกใกล้ที่เกิดศาสนายิว คริสเตียน อิสลาม นี้ มันก็ เป็นตะวันออกใกล้ของฝรั่ง; อินเดียนี้เป็นตะวันออกไกล ออกมา. นี้เรามามองเห็นว่า ซีกตะวันตกไปนั้น เขามี ความคิดเกี่ยวกับเรื่องเวียนว่ายตายเกิดไปอย่างหนึ่ง คือไม่มี. ทีนี้ ฝ่ายตะวันออกเรา โดยเฉพาะในอินเดีย มีความคิด เกี่ยวกับเรื่องเวียนว่ายตายเกิด ; นี่จึงพูดเหมือนกันไม่ได้.
น.13 ๗ ถ้าว่าเป็น นรก สวรรค์ ฝ่ายศาสนาฝ่ายตะวันตก ตะวันตกคือของเรา ซึ่งรวมเรียกว่าศาสนาของพวกเซมิติคส์ ยิว คริสต์ อิสลาม นี้ เขาก็มีสวรรค์นิรันดร, นรกนิรันดร. เมื่อได้รับการพิพากษาให้ตกนรกแล้ว ก็ตกนิรันดร ไม่มี เปลี่ยนแปลง ; เมื่อได้รับการพิพากษาให้ขึ้นสวรรค์ แล้ว ก็เป็นสวรรค์นิรันดร. อย่างนี้มัน เข้ากันไม่ได้ กับนรกสวรรค์ฝ่าย ตะวันออกนี้ คืออินเดีย. เรา ไ ม่มีนรกสวรรค์นิรันดร มี แต่นรกสวรรค์ที่เปลี่ยนแปลงเรื่อยตามเหตุ ตามปัจจัย : ขึ้นมาก็ได้, กลับไปตกใหม่อีกก็ได้. เพราะเรามีหลัก เรื่องเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จักสิ้นสุด. นรก - สวรรค์ มีได้ทั้งภาษาคน - ภาษาธรรม. ทีนี้เรื่องที่จะต้องทราบต่อไปอีก ก็คือว่า สวรรค์ หรือนรกก็ตามนี้ มันมีเป็นอย่าง ภาษาคน คือ ทางวัตถุ, เป็นอย่าง ภาษาธรรม คือ ทางนามธรรม หรือ จิตใจ. ในอดีตที่ แล้วมา ความรู้เรื่องนี้มี แต่นรกสวรรค์ ภาษาคน เท่านั้น. ฝ่ายโน้นฝ่ายตะวันออกไกล ก็มีสวรรค์ นรกชนิดที่เป็นคนแล้วไปตก, แล้วไปอยู่กับอะไรต่ออะไร,
น.14 ๘ ตามแต่ว่ามันจะเป็นนรกหรือสวรรค์ ; เป็นเนื้อตัวของคน เข้าไปอยู่ในนรกหรือสวรรค์นี้ ตามรายละเอียดเหล่านั้น เราเรียกว่า ภาษาคน ; ไม่มี ภาษาธรรม อย่างที่ พระ- พุทธเจ้าตรัสว่า มัน มีที่อายตนะ. ในอินเดียมีศาสนาฮินดู ศาสนาพุทธ ก็กล่าวนรก สวรรค์อย่างภาษาคน ; อย่างที่ติดมาถึงประเทศไทย เป็น นรกสวรรค์อย่างภาษาคนทั้งนั้นแหละ มาสู่ประเทศแถบนี้ เช่นพม่า ลังกา ไทย อะไรก็ เป็นนรกสวรรค์ภาษาคนทั้งนั้น ; อย่างที่มาเกิดเป็นหนังสือ ไตรภูมิพระร่วง ขึ้นมา. นั่นก็คือ ความคิดเดิม ๆ ในอินเดีย นรกสวรรค์ภาษาคน ซึ่งเราก็จะ ต้องวินิจฉัยบ้างเหมือนกัน. คนเชื่อนรก-สวรรค์อย่างภาษาคนมาก่อนพุทธ ฯ. ทีนี้มันมีข้อที่สะดุดอยู่ว่า พระพุทธเจ้าท่านได้ ตรัสนรกสวรรค์ในภาษาธรรม คือทางอายตนะ ; แต่ ทำไมพุทธบริษัทเราจึงไม่รู้เรื่องนี้เสียเลย ? ยังคงรู้แต่ เรื่องนรกสวรรค์ในภาษาคน อย่างเดียวกับฝ่ายฮินดู มัน ตรงกันดิกอย่างนี้ จึงถือว่าเราไปยืมเขามา เขาพูดกันอยู่ก่อน.
น.15 ๙ ก่อนจะมีศาสนาพุทธ เขามีพูดเรื่องนรกสวรรค์อย่างในแบบ ภาษาคนนี้กันอยู่แล้ว ; คงประชาชนก็เชื่ออย่างนั้นอยู่แล้ว ถือกันอย่างนั้นอยู่แล้ว. พอพระพุทธเจ้าท่านเกิดขึ้น ปฏิปทาของพระ- พุทธเจ้า ก็เป็นอย่างที่ผมเคยพูดให้ฟังว่า ท่านจะไม่คัดค้าน ใคร ; เมื่อคนอื่นเขามีอย่างอื่น ไม่ตรงกับของท่าน ท่าน ก็บอกว่า ก็ถูกตามเรื่องของท่าน ; แต่เราจะพูดอย่างนี้. ท่านคงจะนิ่งเฉยเกี่ยวกับนรกสวรรค์ชนิดนั้น ; แต่ท่านก็ เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเพียงแต่ว่า ถ้าท่านต้องการสวรรค์ที่ เป็นที่พอใจของท่าน ท่านก็ต้องปฏิบัติอย่างนี้ ๆ จึงจะ ไปสวรรค์ ; เช่นปฏิบัติกุศลกรรมบถ ๑๐ ก็ไปสวรรค์. นี้ก็ไม่ละทิ้งคำสอนเก่า ๆ ด้วยเหมือนกัน. คำสอนเก่า ๆ นั้น ไม่ใช่มีแต่ว่าให้บูชายัญ หรือ ทำอะไรทำนองนั้น จึงจะไปสวรรค์ เขา มีเรื่องประพฤติดี ประพฤติชอบ เหมือนกัน จึงจะไปสวรรค์ ; แต่ยังมี ความหมาย นรกสวรรค์อย่างภาษาคน, คือคนตายแล้ว ก็เข้าไปสู่ที่แห่งหนึ่ง ทนทุกข์ทรมานอยู่ในนรก, หรือไป สู่ที่อีกแห่งหนึ่ง เป็นสุขสบายอย่างสวรรค์.
น.16 ๑๐ สวรรค์ในอกนรกในใจตรงกับที่พระพุทธเจ้าทรงสอน. ทีนี้ นรกสวรรค์ทางอายตนะนี้ ทำไมจึงไม่มี การเอามากล่าวถึง ? ผมไปพบเข้าผมก็สนใจ ว่านี่มันเป็น ของพุทธเรา นรกสวรรค์ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนี้ นรก สวรรค์ที่นี่ คือของพุทธเรา ; ส่วนนรกใต้ดินสวรรค์ บนฟ้าน่ะ ของพวกก่อนโน้นเขา. ทำไมจึงไม่สนใจตาม หลักของเราบ้าง ? ผมจึงเอามาพูดขึ้น ทำให้มันแพร่หลาย. แต่ผมจะไม่ถือว่าผมเป็นคนแรก บางทีจะเป็นคนแรก ที่ พิมพ์ขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร เรื่องนี้ก็ได้; แต่อย่าลืมว่า ปู่ ย่า ตา ยาย ของเราโน้น ท่าน ได้พูดมาก่อนแล้วว่า สวรรค์ในอก นรกในใจ, สวรรค์ในอก นรกในใจนี้ ปู่ย่าตายายพูดกันมานานแล้ว. นี้แปลว่า ปู่ย่า ตายาย ชุดนั้นน่ะ มองเห็น นรก- สวรรค์ที่แท้จริง ไม่พูดว่านรกอยู่ใต้ดิน สวรรค์อยู่บน ฟ้า อย่างที่เขาพูดกันมาแต่ก่อน, หรืออย่างที่เชื่อ ๆ กัน อยู่. ที่ปู่ย่าตายายของเราพูดว่า สวรรค์ในอก นรกในใจ นี้ ตรงกับคำที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้เป็นหลักว่า มัน อยู่ที่อายตนะ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ; ไม่ได้อยู่ ใต้ดิน หรืออยู่บนฟ้า.
น.17 ๑๑ นี้มันก็เกิดเป็น ๒ อย่างขึ้นมา สวรรค์ในอก นรก ในใจ ตรงกับคำตรัสของพระพุทธเจ้า ที่ว่ามีอยู่ที่ อายตนะ ; ทำอายตนะนั้นให้เป็นสวรรค์ก็ได้ เป็นนรก ก็ได้. อย่างนี้เราจะเรียกว่า นรกสวรรค์ในภาษาธรรม คือ ภาษานาม ภาษาจิต ภาษาวิญญาณ. ถ้า นรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้า นั้น นั่นมัน เป็น เรื่องภาษาคน. คนธรรมดาพูดแล้วก็เอาวัตถุเนื้อหนังเป็น หลัก ของเก่าของเขาในศาสนาฮินดู ศาสนาพราหมณ์ก็มีอยู่ แล้วอย่างนั้น ; คงจะได้ไปยืมเอามา หรือไม่ยืมเอามา ก็ประชาชนเขาเชื่ออยู่อย่างนั้นแล้ว ไปเปลี่ยนเขาไม่ได้ เพราะประชาชนทั้งหลาย เชื่ออยู่อย่างนั้นแล้ว ก็เลยต้องทำ ให้มันกลมกลืนกันไป. นรก-สวรรค์ที่กล่าวในไตรภูมิพระร่วง. ทีนี้ก็จะ พิจารณาดูนรกสวรรค์ที่มีอยู่ก่อน. ถ้า คุณเคยศึกษาหนังสือเรื่องไตรภูมิพระร่วง ซึ่งเป็นหนังสือ สำหรับระดับมหาวิทยาลัย เห็นรูปภาพเหล่านั้นแล้ว คุณก็ เข้าใจได้ง่าย. ของเก่า ๆ รูปภาพในเรื่องไตรภูมิพระร่วงนั้น มีหมด ; เกี่ยวกับนรกสวรรค์ทำนองนี้ คือภาษาคน.
น.18 ๑๒ อะไร ๆ เขาก็เอาไปรวมไว้ที่เขาสุเมรุ, จุดอยู่ที่เขา สุเมรุ คือที่เรียกว่าภูเขาหิมาลัย. เขาเรียกกันในพระคัมภีร์ ว่า เขาสุเมรุ, สุเมรุ. เอาเขาสุเมรุตั้งเป็นหลัก; แล้ว มนุษย์ เราก็อยู่ในระดับตีนเขา คือแผ่นดินธรรมดา. ยัง แบ่งออกเป็น ๔ ทวีป ทำนองตะวันออก ตะวันตก เหนือ ใต้ เขาเรียก ชมพูทวีป คือฝ่ายนี้ ฝ่ายที่เราอยู่นี้, ปุพพวิ- เทหะ เป็นตะวันออก, อมรโคยาน จะเป็นตะวันตก, อุตตรกุรุทวีป ก็จะอยู่ข้างเหนือ ทางประเทศรัสเซียโน้น. จุดมันอยู่ที่ภูเขาหิมาลัย. ยอดภูเขาหิมาลัยขึ้นไป เขาก็บรรยายเป็นชั้น ๆ สำหรับพวกสวรรค์ คือพวกเทวดา จนสุดยอดขึ้นไปยอดเขา หิมาลัยนั้น, เป็นเรื่องของพวกเทวดาในสวรรค์ทั้งนั้น. ส่วน ใต้พื้นดินลงไปจากภูเขาหิมาลัยนี้ จะเป็นเรื่อง เมือง บาดาล เมืองนรก พญานาค อสูร อะไรนี้ก็อยู่ที่ชั้นบาดาล ใต้นั้นลงไป. แล้วก็นรกก็อยู่ใต้นั้นลงไปอีก เป็นชั้น ๆ ๆ หลายขุม : มีตั้งแต่ขุมเล็กขุมใหญ่ ; หมายความว่าขุมที่ ไม่สู้ร้ายกาจ ลงไป จนถึงขุมที่ร้ายกาจที่สุด, แล้วก็หมด จบกันเรื่องนรก. ฉะนั้นคุณหลับตา เห็นภาพภูเขาหิมาลัย :
น.19 ๑๓ บนภูเขาหิมาลัยขึ้นไปทางยอดเป็นสวรรค์, รอบเชิงเขาเป็น มนุษย์ ๔ ทวีป, ใต้นั้นลงไปก็เป็นพวกนรก. ทีนี้ก็มีเรื่องละเอียด นรกก็มีความหมาย คือเต็ม ไปด้วยการทนทรมาน เจ็บปวดอย่างยิ่ง ในรูปแบบที่ ต่าง ๆ กัน จนถึงสุดที่ที่จะทรมานอย่างยิ่ง. ที่เขาเรียก ชั้นอวิจี, อเวจี หรือ อวิจี, บาลีว่า อวิจี. ในบางนรก ก็ถูกต้มในน้ำทองแดง, ให้กินน้ำทองแดง, บางนรกก็ทิ่ม แทงด้วยของมีคม, บางนรกก็มีสัตว์กัด, บางนรกก็บังคับ ให้ขึ้นต้นไม้หนาม, บางนรกก็เต็มไปด้วยของเหม็น, กระทั่ง นรกน้ำตา ร้องไห้คร่ำครวญอยู่เสมอ. ผมไม่ได้จำดอก ผมมาพูดให้เรียงลำดับไม่ได้; เพราะว่าไม่ได้จำ เพราะไม่ อยากจะจำ, ก็จำเค้า ๆให้มันจบลงที่อเวจี คือร้อนที่สุด. อวิจี นี่แปลว่า ไม่มีเปลวไฟ คือไฟที่ไม่มีเปลวไฟนี่ มัน ร้อนที่สุดเลย โยนลงไปในไฟนั้นคือ ตกนรกอวิจี. นี้ลองพิจารณาดูเถอะว่า มันจะเป็นได้อย่างไร ? แล้วมันยังมีหลักสำคัญว่า ถูกทำโทษจนตายลงไป แล้ว มันกลับเป็นขึ้นมาทันที, แล้วก็ถูกทรมานจนตายลงไป แล้วก็กลับเป็นขึ้นมา, ซ้ำ ๆ ซาก ๆ ให้มันสาสม. ถ้า
น.20 ๑๔ ตายทีเดียวแล้วมันเลิกกัน ; แล้วมันก็ไม่ค่อยจะสาสมอะไร. ฉะนั้นมันจึงมีคำบัญญัติว่า ถูกทรมานจนตายลงไป แล้วเป็น ขึ้นมา เพื่อรับโทษนี้อย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ. วิจารณ์อบาย ๔. ทีนี้ จะวิจารณ์กันบ้าง ก็ได้ มันก็มีทางที่จะแปล ความหมาย ถูกต้ม ถูกทำให้ร้อน มันก็คือเมื่อมีความ ร้อนใจ. ผมแปล นรก คือ ความร้อนใจ, สัตว์เดรัจฉาน คือความโง่, เปรต คือความหิว, อสุรกาย คือความ กลัว. เมื่อใดเรา ร้อนใจ ก็เ ป็นสัตว์นรก ; เมื่อใดเรา โง่ เราก็ เป็นสัตว์เดรัจฉาน; เมื่อใดเราหิว หิวด้วย กิเลส เราก็เป็นเปรต; เมื่อใดเรา กลัวอย่างไม่มีเหตุผล เราก็ เป็นอสูรกาย ในร่างมนุษย์นี้. ส่วนเขายืนยันไปเป็น แบบภาษาคน ว่า นรกก็ ต้องไปอยู่ที่ว่า นรกดังที่ว่า, เดรัจฉาน ก็ไปเป็นวัวเป็น ควายตามทุ่งนา, เปรต ก็เปรต อย่างที่เขาเขียน, เขาพูด, เขาเล่าถึงกันอยู่ ; ทนทรมานด้วยความหิว ผอมโซ ปาก เท่ารูเข็ม ท้องเท่าภูเขา อะไรทำนองนั้น รูปร่างก็ต่าง ๆ กัน
น.21 ๑๕ นั้นมันเปรต. อสุรกาย ก็ คือผีชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่ต้องการ แสดงตัวให้ใครเห็น ; เพราะเขากลัว เขามีความขลาด ถ้าอสุรกาย นี้ หมายถึงพวกอสูร ละก็ ก็มีเล่าเรื่อง ว่า มี อยู่ใต้บาดาล. ภพของเขาอยู่ใต้บาดาล, บางทีก็ขึ้นมา ตั้งสำนักงานอยู่ที่ไหล่เขาหิมาลัยแห่งใดแห่งหนึ่ง เพื่อรบกับ พระอินทร์. พระอินทร์รบชนะอสูร ; อสูรหนี ในบาลี ยังมีพูดถึงว่า ทำตัวให้เล็กหนีลงไปตามรูสายบัว, ลงไป เมืองบาดาลของเขา นี้ก็มี นี้มันเป็นภาษาคน คนพูด เป็น วัตถุ. เทียบนรกในภาษาธรรมกับภาษาคน. นี้ผมชอบภาษาธรรม ; แต่ไม่ได้ยกเลิกของ เขานะ. คุณช่วยเป็นพยาน. ผมพูดตลอดเวลาว่า ไม่ได้ยก เลิกเหล่านั้น ที่เขาเชื่อกันอย่างนั้น. เขาพูดกันอย่าง นั้น ผม ไม่ได้มีสิทธิที่จะไปยกเลิกเขา และก็ไม่ได้ยกเลิก แต่ขอให้มาเข้าใจอีกอย่างหนึ่งซึ่งมีประโยชน์กว่า ; ประโยชน์ที่เราจะเห็นได้, แล้วเราจะควบคุมมันได้ นรกร้อนใจเป็นไฟเผา, เดรัจฉาน ก็ต้องเมื่อ โง่ ; บางทีเราโง่อย่างที่เราหมดความนับถือตัวเอง, บางที
น.22 ๑๖ เราก็หิวกระหายด้วยความอยาก ด้วยกิเลส, บางทีเราก็กลัว อย่างไม่มีเหตุผล. นี่ถ้าอย่างนี้เป็นภาษาธรรม. ไม่ได้มี ทีนี้ นรกในภาษาธรรม ก็ลองคิดดูเถอะ นรก ที่ถูกทีมถูกแทง มัน ก็เหมือนกับเราเจ็บปวด เหมือนกับ มีอะไรมาแทง. เรา ร้อนใจ เพราะถูกต้ม ถูกเผา ก็คุณจะ ไม่เคยบ้างหรือ ? บางทีทำอะไรผิดพลาด จะต้องเสียหาย จะต้องเสียชื่ออะไรก็ตาม, มัน ร้อนใจ นอนไม่หลับ ให้ ความหมาย หรือคุณค่า ของความร้อนใจนั่นแหละ คือนรก แบบที่ว่าไฟเผา. ทีนี้บางคราวเราทำอะไรชนิดที่เราก็ขยะแขยงตัว- เอง; นั่นเรา ตกนรกเหม็น, นรกที่เต็มไปด้วยอุจจาระ ของเหม็น, ก็คือ เ ราทำเลวเสียจนเหม็นตัวเอง นี้, แล้ว มันก็หมดสุขเหมือนกัน. หรือว่า เรา ขึ้นต้นงิ้ว ต้นหนาม เมื่อเราจำเป็นที่จะต้องทำสิ่งที่เราไม่ปรารถนา ก็ทิ่มแทงเอา เหมือนกับเราถูกบังคับให้ขึ้นต้นไม้หนาม อย่างนี้เป็นต้น. แล้ว อวิธี อันสุดท้ายนี้ มันก็คือ ร้อนถึงที่สุด, ร้อนถึงกับเป็นบ้าตายไปเลย, ขาดใจตายไปเลย
น.23 ๑๗ ความหมายตามชื่อของนรกนั้น ๆ สามารถจะ แปลจากภาษาคนมาเป็นภาษาธรรมได้ทั้งนั้น .. ฉะนั้นจึงขอให้คุณสังเกตตัวเองต่อไปข้างหน้า ที่จะ มีความทุกข์ทางจิตใจ ในรูปแบบต่าง ๆ กันอย่างไร ; แล้ว กำหนดให้ดี เถอะ จะเอามาปรับเข้ากับความหมาย ของนรกชนิดหนึ่ง ๆ ในพระคัมภีร์นี้ได้ทั้งนั้น. นี่เรียกว่า นรกในภาษาคน ที่ว่าถูกทรมานตาย ลงไป แล้วเกิดขึ้นมาทันทีรับโทษอีก, ตายลงไปเกิด ขึ้นมารับโทษอีก; นี้มันก็เห็น ๆ อยู่ ; คนอันธพาล ทั้งหลายไม่รู้จักเข็ดหลาบ ; มันเจ็บปวดรวดร้าวอย่างยิ่ง แล้วก็คิดว่าจะเลิก แต่แล้วมันก็ไม่เลิก, โดยเฉพาะเรื่อง กามารมณ์นี้ จะเสียหายเจ็บปวดวินาศลงไปแล้ว ก็ยังไม่เข็ด หลาบ มันก็มาเอาอีก มันก็ซ้ำ ๆ ซาก ๆ อยู่อย่างนี้ นี่เหมือนกับว่า สัตว์นรกถูกลงโทษจนตาย แล้ว ก็กลับเกิดขึ้นมาทันทีอีกเพื่อรับต่อไป ตายเกิด ๆ ๆ รับโทษ ต่อไปอยู่ในนรกนั้น ; เหมือนกับคนอันธพาลทำบาป ไม่รู้จักเข็ดหลาบ, ทำซ้ำ ๆ ซาก ๆ.
น.24 ๑๘ ฉะนั้นเรามีนรกในความหมายอย่างนั้น แล้วก็ ที่นี่และเดี๋ยวนี้; ไม่ต้องรอต่อตายแล้ว แล้วก็ไม่ต้อง ลงไปใต้โลกใต้บาดาลอะไร. นี่เป็นนรก ๒ ชนิดด้วยกัน เป็นคู่กันขึ้นมา. พิจารณาดูสวรรค์ที่เขาเชื่อกัน. เอ้า, ทีนี้พูดถึงเรื่องสวรรค์สักที ตามที่เขาเชื่อกัน อยู่ในอินเดีย แล้วก็มาเขียนเป็นรูปภาพไตรภูมิพระร่วง คุณไปแสวงหาดูเถอะ. ภาพไตรภูมิพระร่วงนี้จะพบอย่างนี้ มากมายละเอียดเหลือที่จะเอามาพูด. มีเรื่อง สวรรค์ ขึ้นไป เป็น ชั้นจาตุมมหาราช เป็น ชั้น ดาวดึงส์ ดุสิต ยามะ นิมมานรดี ชั้นสุดยอดเรียกว่า ปรนิมมิตวสวัตติ ; รวม ๖ ชั้นนี้เป็น สวรรค์ชั้นกามาวจร. คุณลองจำคำ ๓ คำนี้ไว้บ้างเถอะ มีประโยชน์ กามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร ; จะดูเป็นศัพท์ในวัด ครึกระอยู่มาก. แต่คุณลองจำไว้จะมีประโยชน์ คือเขา จัด ระดับความสุขไว้เป็น ๓ ชั้น นี้. กามาวจร นั้นสุขด้วยกาม ต้องเรื่องกาม, เรื่อง กามเต็มเปี่ยม อัดเต็มไปหมดด้วยกาม นี่เรียกว่า กามาวจร.
น.25 ๑๙ แล้วสูงขึ้นไปจากนั้น ก็สุข รูปาวจร เอารูปธรรม บริสุทธิ์ คือไม่เกี่ยวกับกาม มาเป็นปัจจัยของความสุข หรือว่าจะทำให้เกิดเป็นสมาธิ เพราะรูปธรรมเพื่อความสุข นี้ก็ยังเรียกว่า รูปาวจร. อย่าไปเกี่ยวกับกามก็แล้วกัน ; เกี่ยวกับสิ่งที่มีรูปอันบริสุทธิ์. ทีนี้ก็ยังต่ำไป สูงกว่านั้นให้มันละเอียดประณีตกว่า นั้น ก็เลยเป็น อรูป คือไม่ต้องมีรูป เรียกว่า อรูปาวจร. ผมจะเทียบเป็นตัวอย่างนะ; อุปมาก็ได้ว่า กามาวจร คือกาม, เพศนี่ เรื่องเพศนี้ กามาวจร มีความสุข ไปแบบหนึ่ง. คนเขาลุ่มหลงกันมากกว่าพวกไหนหมด. ทีนี้ บางคนไม่บูชากาม แต่ไปบูชาทรัพย์สมบัติ รูปธรรมอันไม่เกี่ยวกับกาม เป็นสิ่งของที่ไม่เกี่ยวกับกาม แม้ ที่สุดแต่การเล่นหัว อะไรต่าง ๆ ก็ยังได้. นี่เขาเรียกความสุข ที่ค่อยสะอาดขึ้นมาหน่อย. ทีนี้ ถ้าความสุขสูงขึ้นไปอีก ไม่มีรูป ก็เป็นเรื่อง ของนามธรรม : เป็นเกียรติยศชื่อเสียง บุญกุศล อะไรก็ได้ ; ก็มีความสุขสูงขึ้นไปอีกแบบหนึ่ง พอจะสงเคราะห์ในพวก อรูปาวจร.
น.26 ๒๐ อย่าเห็นเป็นคำครึกระ เพราะมันมีหลักดี แสดง จตใจของมนุษย์ว่ามีอยู่ ๓ ระดับ ดังนี้. บางทีตัวคุณเอง นั่นแหละ ไม่ต้องใครอื่นที่ไหน ในบางขณะคุณก็บ้ากาม ; ในบางขณะคุณก็บ้าวัตถุล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับกาม ; ในบางขณะ คุณก็บ้าสิ่งที่เป็นนามธรรม ไม่มีรูป เช่นเกียรติยศชื่อเสียง อะไรอย่างนี้ เป็นต้น. คนคนเดียวกัน มีความเปลี่ยน- แปลงได้ถึง ๓ อย่าง อย่างนี้, เมื่อเรากล่าว โดยภาษา ธรรม. เทียบสวรรค์ภาษาคนกับภาษาธรรม. ฉะนั้น ถ้าเป็นภาษาคน อย่างที่มีมาแต่กาลก่อน แล้วมาเป็นหลักอยู่อย่างนี้ เขาจัดเป็นสวรรค์ เป็นชั้น ๆ เป็นชั้น ๆ เหมือนกับบ้านเรือนนั้น. ชั้น ๖ ชั้นทีแรก นี้เป็น กามาวจร ; อีก ๑๖ ชั้น เป็นพวก รูปาวจร อีก ๔ ชั้น เป็น อรูปาวจร. นี่เป็น ชั้น ๆ ๆ ไปเลย ทีนี้เดี๋ยวนี้เรามาชี้ ที่นี่เดี๋ยวนี้ ในจิตใจของคน บางเวลามีสภาพอย่างนี้จัดเป็นกี่ชนิดก็ได้. บางเวลา
น.27 ๒๑ อยู่ในสภาพอย่างนี้, คือสูงไปกว่า บางเวลาสูงกว่า จะเป็น กี่ชั้นก็ได้. นี่การจัดชั้นสวรรค์โดยภาษาคนมันก็อย่างหนึ่ง, โดยภาษาธรรม มันก็อีกอย่างหนึ่ง. มีความสุขเฉพาะแบบ ๆ ของตน : กามาวจรก็สุขเพราะกาม, รูปาวจรก็สุข เพราะรูปบริสุทธิ์, อรูปาวจรก็สุขเพราะอรูป คือไม่มี รูป. แต่ที่มันน่าหัวก็คือว่า เทวดาทั้งหลายเหล่านี้ยัง มีกิเลส, ยังมีความโลภ ความโกรธ ความหลง ตามแบบ ของตน ๆ. ชั้นพรหมรูปาวจร อรูปาวจร อาจจะไม่มีกิเลส ประเภทกาม หรือโลภ หรือโกรธ อะไรมากนัก แต่ก็ มีโมหะมีตัวตนอย่างยิ่ง ; ยิ่งกว่าพวกชั้นล่าง ๆ เสียอีก. พวกพรหมยิ่งกลัวตายยิ่งกว่าคนชั้นธรรมดาเสียอีก เพราะมีตัวตนที่เป็นที่พอใจมาก. เรียกว่า เป็นสวรรค์เป็น เทวดา แล้ว ก็ยั งมีกิเลสหยาบ ละเอียดตามลำดับ จน กระทั่งละเอียดที่สุด ยึดถือตัวตนอันบริสุทธิ์ เป็นชั้น พรหมสูงสุด.
น.28 ๒๒ เมื่อยัง มีความยึดถือ ที่เรียกว่า อุปาทาน มันช่วย ไม่ได้ ก็ต้องเป็นทุกข์ ; อย่างที่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า สงฺขิต . เตน ปญฺปาทานก . ขน . ธา ทุก . ขา - ยึดถือในขันธ์แล้ว ก็ต้องเป็นทุกข์ ; ยึดถือทั้ง ๕ ขันธ์ก็เป็นทุกข์, ยึดถือ เพียงขันธ์เดียว เช่นพวกอสัญญีสัตว์ มีแต่รูปนี้ มันก็เป็น ทุกข์ เพราะมันก็ยึดถือ ; พวกที่เป็นอรูป มีแต่เวทนาขันธ์ ๔ ขันธ์ ก็ ยังเป็นทุกข์ เพราะยึดถือ ๔ ขันธ์นั้น. ฉะนั้น เทวดา ทั้งหลายก็ยังมีกิเลส และยั งมีความยึดถือ ดังนั้น จึงมีความทุกข์. เอ้า, ทีนี้มัน มีจุดที่คนทั่วไปจะยอมรับได้ยาก ; เว้นไว้แต่หลับตาเชื่อ อย่างใน สวรรค์กามาวจร นี้ เ ทวดา ผู้ชายนั้น ก็มีนางฟ้าตั้งร้อย ตั้งพัน ตั้งหมื่น. คนสวย ๆ ที่เต็มไปด้วยปัจจัยแห่งความรู้สึกทางกามหลาย ๆ ร้อยคน มา รุมกระทำแก่คุณคนเดียว. คุณจะทนไหวหรือ? คุณเป็น ผู้ชายคนเดียว แล้วผู้หญิงตั้งหลาย ๆ ร้อย ที่สมบูรณ์ด้วย ปัจจัยทางเพศ มารุมแก่คุณคนเดียว มันคงตายเลย ; อย่างนี้ มันเข้าใจยากที่เขาพรรณนาไว้ในสวรรค์ หรือว่าชั้น ปรนิมมิตวสวัตตี นี้ แปลว่า ไม่ต้องทำ อะไรหมด, ไม่ต้องเคลื่อนไหวอะไรหมด ; อะไร ๆ ก็มาช่วย
น.29 ๒๓ ทำให้ ; คล้ายกับว่ากินอาหารก็มีคนป้อนให้. นี่สวรรค์ชั้นนี้ ชั้นสุดที่ เป็นที่อยู่ของพญามารวสวัตติ เป็นชั้นที่จะมีคนอื่น ช่วยทำให้, เขาเรียกว่า ปรนิมมิต. คนอื่นมาทำให้ คือ นิมิตให้, มันก็รับไม่ค่อยลง. คนอื่นจะไปช่วยถ่ายอุจจาระ แทน ถ่ายปัสสาวะแทน ; มันเป็นสิ่งที่เข้าใจไม่ได้ มันก็ เกินไป. เทียบพรหมชั้นต่าง ๆ อย่างภาษาธรรม . แล้ว เทวดาพวกอสัญญีมีแต่ร่างกายลุ่น ๆ เขาเรียก กันว่า พรหมลูกฟัก แต่เขาก็ต้องอธิบายอย่างอื่น มีเหตุ ปัจจัยเป็นอย่างอื่น ที่มันยังเป็นสัตว์อยู่ได้ ไม่มีจิตมีแต่กาย. ผมอธิบาย พรหมไม่มีจิต มีแต่กาย หรือเรียกว่า ขันธ์เดียว นี้ มันเหมือนกับ บางเวลา เราไม่สนใจเรื่อง จิตใจเลย เราทำความรู้สึก สนใจแต่เรื่องร่างกาย เท่านั้น มีความหมายในเรื่องร่างกาย. นี่จะพอ สงเคราะห์สรุปรวม ลงในพรหมชั้นนี้ได้. ทีนี้อรูปพรหม ก็ไม่มีรูปมีแต่จิต จะมีได้อย่างไร ? ล้วนแต่เป็นแง่มุมที่เป็นปมด้อย ให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่าง ที่ยอมรับไม่ได้ ถ้ากล่าวในภาษาคน.
น.30 ๓๔ ห่วงอะไร ; มันก็ต้องไปสวรรค์อย่างที่เขาพูดกัน ถ้ามันมี. ถ้ามันไม่มีก็ไม่เป็นไร ; เราได้ที่นี่พอแล้ว นิพพานเสีย ตั้งแต่ก่อนตาย นี่ มันก็ไม่ขาดทุนแล้ว. ฉะนั้น การมีนรกสวรรค์ในภาษาธรรมะนั้น มี ประโยชน์ อย่างนี้ ; แล้วบีดนรกกันเสียที่นี่, เปิดสวรรค์ กันเสียที่นี่ ซึ่งอาจจะทำได้ในความหมายทางภาษาธรรม ควบคุมอายตนะได้ ก็ขีดนรกได้. เอ้า, ทีนี้ก็ว่า วิธีปฏิบัติไม่ให้เกิดนรก หรือปิด นรก ก็ควบคุมอายตนะ คือหลักปฏิบัติที่มีอยู่ทั่วไปว่า ควบคุมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่าให้เกิดกิเลส ; มีสติ ปัญญาเป็นเครื่องมือ ปัญญารู้ว่าอะไรเป็นอะไร มันก็ไม่ โง่ ; เมื่อไม่โง่ ก็ไม่เกิดกิเลส ; เมื่อไม่โง่ ไม่มีอวิชชา มันก็ไม่เกิดโลภะ โทสะ โมหะ. เราศึกษาเรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้ดีที่สุด เราก็ควบคุมได้ นรกมันก็ไม่มี เดี๋ยวนี้เราไม่มีความรู้เรื่องนี้ เราไม่มีสติปัญญา ที่ จะควบคุมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ; เมื่อไปกระทบกับอารมณ์ คือรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธัมมารมณ์ มันโง่ ก็เกิดกิเลส ก็เป็นทุกข์ ก็ตกนรกทุกอย่างที่ว่า, แล้วยังพลอยให้คนอื่น
น.31 ๓๕ เดือดร้อนด้วย ; เปรียบดุจอันธพาลทั้งหลาย ทำให้คนอื่น ทุกคนเดือดร้อนด้วย, เอานรกไปใส่เพื่อนมนุษย์กันอีกด้วย, นี่มันไม่ไหว. ไปศึกษาเรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้ดี ๆ นั้นแหละเรื่องสำคัญที่สุดของพระพุทธศาสนา. เราควร จะ เริ่มต้นการศึกษาพุทธศาสนากัน ด้วยเรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ; เรื่องอื่นเก็บไว้ก่อน. ตา คู่กับ รูป, หู คู่กับ เสียง, จมูก คู่กับ กลิ่น อะไรทำนองนี้. ตา เมื่อเห็น รูป ก็เกิด จักษุวิญญาณ ; เมื่อตา เห็นรูปเกิดอะไรขึ้น นั่นเราเรียกว่า จักษุวิญญาณ. เรา เรียนจากของจริง ไม่ต้องเรียนจากหนังสือ ; เรียนจาก หนังสือก็เป็นตัวหนังสือ เป็นความจำ. "เรียนจากของจริง คือ ตา เห็นรูป แล้วเกิดการเห็นทางตา นี่เรียกว่า จักษุ- วิญญาณ : รู้จักตาตัวจริง รู้จักรูปตัวจริง รู้จักจักษุวิญญาณ ตัวจริง. แล้วรู้ว่า สามอย่างนี้ทำงานร่วมกัน เขาเรียกว่า สงฺคติ ติณฺณํ ธมฺมานํ สงฺคติ ผสฺโส. ธรรมสามอย่างนั้น ถึงกันเข้า เรียกว่า ผัสสะ คือการเห็นรูปเป็นไปถึงที่สุด แล้ว.
น.32 ๓๖ ควบคุมผัสสะโง่ไม่ได้ ก็ต้องตกนรก. ที่นี้ ผสสปจฺจยา เวทนา -เพราะผัสสะนี้เป็น ปัจจัย ก็เกิดเวทนา รู้สึกว่ารูปสวย ก็รัก รู้สึกว่ารูปน่าเกลียด ก็โกรธ ก็เกลียด หรือถ้าไม่แน่ ก็สงสัย ลังเล วนเวียนอยู่ ; ฉะนั้น ความโลภ ความโกรธ ความหลง มันก็เกิดขึ้นเพราะ ผัสสะโง่. จำคำว่า ผัสสะโง่ ไว้สักคำหนึ่ง อย่าให้มันเป็น ไปได้. บาลีเขาว่า อวิชชาสัมผัส ก็แปลว่า ผัสสะโง่ ; เมื่อ เห็นรูปแล้วก็โง่ แล้วก็หลงรักหลงเกลียด. เมื่อได้ฟังเสียง ก็โง่ หลงรักหลงเกลียด, เมื่อได้กลิ่นก็ผัสสะโง่ หลงรัก หลงเกลียด, เคยได้รสที่ลิ้นก็โง่ หลงรักหลงเกลียด, เมื่อ สัมผัสผิวหนังก็เหมือนกัน หลงรักโดยเฉพาะทางกามารมณ์ เรื่องผิวหนังสำคัญกว่าเรื่องอื่น ก็หลงรักหลงเกลียด, ความ รู้สึกเกิดขึ้นเป็นสัญญาในอดีต มันก็หลงรักหลงเกลียด, นี้คือ ผัสสะโง่. ถ้าคุณควบคุมผัสสะโง่ไม่ได้ ละก็ ต้องตกนรก ไม่มีใครช่วยได้, ต้อง ตกนรกที่นี่และเดี๋ยวนี้ เพราะ ความโง่หลงรักหลงเกลียด. เดี๋ยวก็จะ ร้อนเป็นไฟ บ้าง,
น.33 ๓๗ เดี๋ยวก็จะ หิวเป็นเปรต บ้าง, เดี๋ยวก็จะ ขี้ขลาดกลัว นั่น กลัวนี่. อย่าตกนรกที่นี่ คืออย่าทำให้ผิดที่อายตนะทั้ง ๖ ; อย่าให้เกิดผัสสะโง่. ให้วิชชา ความรู้ ปัญญา สติ ที่เราได้ร่ำเรียนอบรมมา มาช่วยทันท่วงทีในขณะแห่ง ผัสสะ ; มันก็เป็นผัสสะฉลาด. .. เมื่อเป็นผัสสะฉลาด ก็รู้จักสิ่งต่าง ๆ ดี ไม่หลงรัก หลงเกลียดในสิ่งใด. นี้ จะสร้างสวรรค์ ขึ้นตอนนี้. ฉะนั้นรู้จักนรกทางอายตนะ กันเสียก่อน แล้วปิดมันเสียให้ได้ ควบคุมอายตนะ ๖ ได้ สวรรค์ก็เกิดขึ้น นี่คือข้อปฏิบัติ, ข้อปฏิบัติที่จะต้องเชี่ยวชาญ ควบคุมอายตนะทั้ง ๖ ให้ได้ ก็ไม่มีนรกขึ้นมา. ทำให้ ถูกต้องตามเรื่องของอายตนะ ก็จะได้รับผลสมตามประสงค์ ก็มีสิ่งที่เรียกว่า สวรรค์. อย่าทำให้ผิดพลาดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วก็จะเกิดสวรรค์ขึ้นมา คือสบาย, เอา เป็นสบายกันก่อน. ถ้าจะให้เป็น สวรรค์ทางกามารมณ์ เหมือนที่เขา ใช้สอนกันอยู่ ก็ต้องเป็นกามารมณ์ที่ถูกต้อง; อย่าไป
น.34 ๓๘ เอากามารมณ์ทุจริต ซึ่งเป็นเรื่องหลอกลวง เป็นเรื่องกิเลส บ้าง มันจะเอามาสำหรับเป็นทุกข์แน่นอน. ฉะนั้นเราต้องการความสุขทางอายตนะก็ได้ เหมือนกัน คือ ไม่ใช่เป็นเรื่องผิดสำหรับบุถุชน ; เพราะ ยังเป็นปุถุชนคนธรรมดา ขอแต่อย่าสร้างนรก ร้อนใจขึ้น มาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้สร้างขึ้นมาแต่สิ่งที่มันจะให้ ความสบาย. จุดปลายทางพุทธศาสนามิใช่สวรรค์ แต่อยู่ที่นิพพาน เอาละ, ทีนี้ก็อยากจะบอกให้รู้ว่า พุทธศาสนาไม่ได้ ต้องการให้คนมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่สวรรค์. ถ้ายังไม่เคยฟังก็ ฟังเสียซิว่า จุดหมายปลายทางของมนุษย์ในพุทธศาสนา นั้น ไม่ใช่สวรรค์ ; ต้องเลยสวรรค์ไป ที่เรียกว่า นิพพาน คือ เย็นโดยแท้จริง. ฉะนั้นปัญหาเรื่องนรกสวรรค์ ไม่ควรจะมีสำหรับ พุทธบริษัท ; เพราะว่าพุทธบริษัทไม่ต้องการเพียงสวรรค์ นั้นมันคำสอนก่อนพุทธกาล สอนเรื่องสวรรค์ ให้หลงใหล เพื่อไปสวรรค์ ให้ศีลธรรมมันดี นั้นยังไม่จบ มีสวรรค์แล้ว ให้รู้จักความหลอกลวงของสวรรค์. พระพุทธเจ้าตรัส
น.35 ๓๙ เรื่อง กามาทีนพ คือ โทษของกาม หรือโทษของสวรรค์ ก็จะ ออกไปเสียจากกาม เป็นเนกขัมมะ ฉะนั้นเราจะไปมัวเสียเวลากับนรกสวรรค์ทำไม ? เรา ไม่ต้องการนรก เพราะมันทนไม่ไหว ก็ไม่เอา, แล้วก็ ไม่เสียเวลาไปหลงอยู่ในสวรรค์ ซึ่งมันช่วยอะไรไม่ได้นัก ; มันดีแต่ทำให้หลงติด ไม่เอา ไม่เสียเวลากับสวรรค์ชนิดนั้น ชนิดกามารมณ์, แต่ผมจะบอกสวรรค์อีกชนิดหนึ่ง ซึ่ง เป็นปัจจัยแก่นิพพาน. สวรรค์ชนิดที่เป็นกามารมณ์ทางเพศนั้น สวรรค์ ชนิดนี้สอนกันมานมนาน ล่อหลอก ชักจูง กันมานาน. แต่ สวรรค์ชนิดนี้ ไม่เป็นปัจจัยแก่นิพพาน. พระพุทธเจ้าจึง ทรงแสดงโทษ เป็นกามาทีนพ, แล้ว ไปสู่เนกขัมมะ นี้มัน ยังมีสวรรค์อีกชนิดหนึ่ง ที่เป็นปัจจัยแก่พระ นิพพาน ; อย่างนี้เราจะเรียกว่า ธรรมปีติ. ธรรมปีติเป็นปัจจัยแก่พระนิพพาน. ขอร้องให้ ช่วยจำคำนี้ว่า ธรรมปีติ เมื่อเราทำ หน้าที่ถูกต้องของมนุษย์ แล้วเราพอใจ เรามีปีติ ; นี้เรียกว่า ธรรมปีติ จะระบุไปที่การทำงานทั้งหลายเลย.
น.36 ๔๐ ถ้าคุณมองเห็นคุณจะเห็นว่า การทำงานในหน้าที่ทั้งหลาย นั้นเป็นการปฏิบัติธรรม. คำว่า "ธรรม" นี้มีความหมายว่า ธรรม คือธรรม- ชาติ คือตัวเราก็ได้, ธรรม คือ กฎของธรรมชาติ ที่ควบคุม ตัวเราอยู่, ธรรม คือหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติที่เราจะ ต้องทำ ; เมื่อเราทำหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ที่เรา จะต้องทำนั้นก็คือเราประพฤติธรรม. ถ้าเราไม่ทำหน้าที่นี้ เราก็ต้องตาย, เราไม่กิน อาหาร เราไม่อาบน้ำ เราก็ต้องตาย. ถ้าเรามีแต่เพียงว่า ไม่ตาย ก็ไม่ได้อะไรที่ดีไปกว่านั้น ; เราก็ต้องทำอะไรที่ มันดีขึ้นไปกว่านั้น : ประพฤติธรรมให้มันดี ให้มีความสุข ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น. พอรู้สึกว่า อ้าว, นี้เรา ประพฤติธรรม มัน ก็ปีติ พอใจ. นี่เรียกว่า ธรรมปีติ. ธรรมปีติ ที่บอกที่แรก ช่วยจำไปด้วย. จงสร้างธรรมปีติให้เกิดขึ้นทั้งกลางวัน และกลางคืน ; พอธรรมปีติเกิดขึ้นในใจ นั้นแหละคือ สวรรค์. ธรรมปีติจะทำให้จิตเป็นสุข ทำให้พอใจตัวเอง ; พอใจตัวเอง หนักเข้า ๆ ก็จะยกมือไหว้ตัวเองได้. เมื่อไร
น.37 ๔๑ มัน ยกมือไหว้ตัวเองได้ เมื่อนั้นแหละคือสวรรค์ที่ถูกต้อง สวรรค์สูงสุด, คือสวรรค์ที่เป็นไปเพื่อนิพพาน. สวรรค์อย่างโน้นอย่างกามารมณ์ มันจะลวงคนลง นรก จากสวรรค์แล้วจะไปสู่นรก - จากนรกจะมาสู่สวรรค์ - จากสวรรค์มาสู่นรก, สลับกันอยู่อย่างนี้ ; อย่างที่มีพระบาลี ว่า สุขสุสานนตรี ทุกข์ - ทุกข์เกิดในลำดับแห่งสุข, ทุก- ขสสานนตร์ สุขํ - สุขเกิดในลำดับแห่งทุกข์ มันสลับกันอยู่ อย่างนี้ ; นั่นคือ สวรรค์ชนิดกามารมณ์. เดี๋ยวมันลงไป นรก เดี๋ยวมันขึ้นมาสวรรค์ ;# เพราะว่ายิ่งหลงในสวรรค์ ชนิดนั้น มันก็ยิ่งมีกิเลสมาก มันก็เลิกสุขไปเป็นทุกข์ ; เบื่อ เข้าก็เลิกทุกข์มาเป็นสุข, สลับกันอย่างนี้ เป็นสวรรค์ลวง ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน. นี้คุณ ปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องตามธรรม จนมี ธรรมปีติ ยกมือไหว้ตัวเองได้ ; เมื่อนั้นเป็นสวรรค์ แท้จริง และสูงสุด เป็นสวรรค์ที่จะทำให้เลื่อนชั้นไปสู่ นิพพาน. เพราะปฏิบัติธรรม-ปฏิบัติธรรม-ปฏิบัติธรรม ถูกต้องถึงที่สุดมากขึ้น ๆ และก็จะเกลียดสวรรค์กามารมณ์, จะมาสู่สวรรค์ที่เป็น รูปาวจร อรูปาวจร แล้วเลื่อนขึ้น.
น.38 ๔๒ ไปสู่นิพพาน. สวรรค์นี้ ที่มีธรรมปีติ ยกมือไหว้ตัวเอง ได้นั้น ก็เสวยสุขของพระธรรม, เสวยสุขอันเกิดจาก พระธรรม ในรูปแบบธรรมดา, หรือรูปแบบสูงขึ้นไป เป็น พวกเขาเรียกว่า มหคฺคต คือ รูปาวจร อรูปาวจร มันก็ล้วน แต่ผลักไปทางพระนิพพาน ; ไม่ให้มัวเมาจนเกิดกิเลส แล้วกลับไปตกนรกอีก. ฉะนั้นเราจะพูดกันเสียก็ได้ว่า สวรรค์มีเป็น ๒ รูป แบบ : แบบหนึ่งไม่ส่งไปนิพพาน ; แบบหนึ่งจะช่วยส่ง ไปพระนิพพาน, สวรรค์นั้นคือธรรมปีติ. เมื่อได้ปฏิบัติ ธรรมะแล้วก็พอใจ นี้คือสวรรค์ชนิดที่จะส่งไปสู่พระ- นิพพาน มีอยู่ที่นี่ และเดี๋ยวนี้. ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ; ไม่ได้อยู่บนฟ้า เหมือนสวรรค์ชนิดโน้น. ฉะนั้นขอให้มองดูให้ดี นรก สวรรค์ โดยภาษา ธรรม อยู่ที่นี่ ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. ปิดนรกเสีย ให้ได้ แล้วก็ เป็นปิดนรกหมดทุกชาติ , แม้จะมีข้างหน้า ทำสวรรค์ที่นี่ให้ได้ ก็เป็นสวรรค์โดยสมบูรณ์ ที่นี่ ในชีวิตนี้ มีค่าเหลือประมาณ, แล้วเป็นไปเพื่อนิพพาน. ถ้ายังไม่ นิพพาน ถ้าว่ายังจะต้องเกิดอีกข้างหน้า มัน ก็จะได้สวรรค์ ที่พึงปรารถนาอีก นั่นแหละ ถูกต้องเรื่อยไป.
น.39 ๔๓ นรกสวรรค์โดยภาษาธรรมมีที่นี่เดี๋ยวนี้. ขอให้คุณสนใจนรกสวรรค์ที่เป็นภาษาธรรม พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นไปทางอายตนะ คืออยู่ที่อายตนะ แล้วก็ต้อง ของคนที่ยังมีชีวิตเป็น ๆ ด้วยไม่ใช่ของคนตาย แล้ว. ธรรมะไม่ใช่เรื่องของคนตายแล้ว. พระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า ในร่างกายที่ยาววาหนึ่ง ที่ยังเป็น ๆ มีสัญญา และใจ ; นี้เป็นเรื่องของธรรมะ. นรก สวรรค์ ต้องเป็น เรื่องของคนที่ยังมีชีวิตเป็น ๆ อยู่ เพราะมันรู้สึกได้; ถ้า รู้สึกไม่ได้แล้ว มันก็ไม่มีความหมายอะไร. ฉะนั้น ยัง มีชีวิตอยู่ นี่ระวังให้ดี อย่าให้เกิดนรก ขึ้นมา, ให้สร้างสวรรค์ขึ้นมา, และก็จะเป็นไปเพื่อ นิพพาน ที่นี่ และเดี๋ยวนี้. นี่เวลามันหมดแล้ว เราจะพูด นิพพานที่นี่และ เดี๋ยวนี้ ในการบรรยายครั้งหลัง. เดี๋ยวนี้เวลาก็หมดแล้ว ผมพูดเผลอเกินเวลาทุกที. เอาละ, สำหรับวันนี้เรา พูดเรื่อง นรกและสวรรค์ ที่เหมาะสมจำเป็น แก่พวกคุณ ที่เป็นพุทธบริษัท :
น.40 ๔๔ อุตส่าห์บวช อุตส่าห์เรียน ต้องรู้ให้ถูกต้องครบถ้วนเพียง พอ เพื่อว่าถ้าไปพูดกับคนอื่น ก็พูดให้ถูก. เมื่อพูดกับ คนต่างชาติ ต่างศาสนา ต่างประเทศออกไป ต้องพูดให้ถูกว่า นรกสวรรค์ ในพุทธศาสนาเป็นอย่างนี้นะ. ทีนี้ส่วนตัวคุณเอง จะต้องปฏิบัติให้ได้นะ. อย่า ตกนรกที่นี่และเดี๋ยวนี้, ให้มีสวรรค์ที่นี่และเดี๋ยวนี้, แล้วมันจะส่งไปพระนิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ ก็คงจะได้ผล คุ้มค่าที่บวชมาทีหนึ่ง, คุ้มค่าหรือเกินค่าที่ได้บวช. นี่เอา ความรู้นี้ไปต่อกันเข้ากับความรู้ที่ไม่มี ความรู้นี้ นี่เราเรียกว่า เราจะพูดกัน ๑๐ ชั่วโมง ต่อจาก ความรู้ที่เราเคยมีอยู่ก่อน ซึ่งมันยังไม่สมบูรณ์. เอาละ, วันนี้พอกันที แล้วขีดประชุม
น.41 รายชื่อหนังสือ ชุดลอยปทุม อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑. คู่มือมนุษย์ ๖ ๒๑. การปรุงเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ๒. ศิลปแห่งการดู ด้วยยถาภูตสัมมัปปัญญา ๑ ๓. ศิลปแห่งการมีพระพุทธเจ้า ๒๒. อาหารหล่อเลี้ยงใจ ๒ อยู่กับเนื้อกับตัว ๑ ๒๓. ปุญญกิริยาวัตถุ ๑ ๔. ธรรมะสำหรับคนเกลียดวัด ๑ ๒๔. พ่อแม่สมบูรณ์แบบ ๑ ๕. ธรรม ๒๔ เหลี่ยม (มีภาษาจีน) ๔ ๒๖. ธรรมคติและธรรมคีตา ๑ ๖. พูดกับเณร ๑ ๒๗. ความมั่นคงภายใน ๑ ๗. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๑ ๒ ๒๘. โลกพระศรีอารย์ ๘. เห็นธรรมชาติ อยู่แค่ปลายจมูก ๒ คือเห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ๑ ๒๙. การทำงานเพื่องาน ๑ ๙. ธรรมโอสถสำหรับโลก ๑ ๓๐. สันโดษไม่เป้นอุปสรรค ๑๐. ความมีสุขภาพอนามัยทางจิต ๒ แก่การพัฒนา ๑ ๑๑. ปรมัตถธรรมคำกลอน ๑ ๓๑. ปฎิจจสมุปบาทคืออะไร? ๑ ๑๒. นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ ๒ ๓๒. เค้าเงื่อนของธรรมะ ๑๓. ธรรมพรปีใหม่ ๒ และ อิทัปปัจจยจา ๑ ๑๔. ตถตาช่วยได้ ๑ ๓๓. การอยู่ด้วยปัจจุบัน ๑๕. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๒ ๑ ๓๔. พุทธศาสนา กับไสยศาสตร์ ๑ ๑๖. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๓ ๑ ๓๕. อานาปนสติภาวน่ (มีภาษาจีน) ๒ ๑๗. ค่าของครู ๒ ๓๖. อิทัปปัจจยต่ในฐานะ ๑๘. พระผู้มีพระภาคเจ้า สิ่งสูงสุดแห่งพระพุทธศาสนา ๑ ทรงเป็นกัลยาณมิตร ๑ ๓๗. นรกกับสวรรค์ ๑ ๑๙. ถอยหลังเข้าคลองกันเถิด ๑ ๓๘. ดับทุกข์สิ้นเชิง ๑ ๒๐. การเก็บความโกรธใส่ยุ้งฉาง ๒ ๓๙. มรดกธรรมคำกลอน ๑ พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๙๒-๙๖ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา พ.ศ. ๒๕๒๖ โทร. ๒๒๑๒๓๓๗, ๒๒๒๑๖๗๔
น.42 เป็นอยู่ ด้วยจิตว่าง จงทำงาน ทุกชนิด ด้วยจิตว่าง ยกผลงาน ให้ความว่าง ทุกอย่างสิ้น กินอาหาร ของความว่าง อย่างพระกิน ตายเสร็จสิ้น แล้วในตัว แต่หัวที ท่านผู้ใด ว่างได้ ดังว่ามา ไม่มีท่า ทุกข์ทน หม่นหมองศรี "ศิลปะ" ในชีวิต ชนิดนี้ เป็น "เคล็ด" ที่ ใครคิดได้ สบายเอย ฯ พุทธทาส อินทปัญโญ
Buddhadasa