น.10 เชิง ณ บัดนี้จะได้วิสัชนาพระธรรมเทศนา ของพระ ผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญา ส่งเสริม ศรัทธาความเชื่อ และวิริยะความพากเพียร ของท่านทั้ง หลายผู้เป็นพุทธบริษัท ให้เจริญงอกงามก้าวหน้า ตามทาง แห่งพระศาสนา ของสมเด็จพระบรมศาสดาอันเป็นที่พึ่งของ เราทั้งหลาย กว่าจะยุติลงด้วยเวลา. ธรรมเทศนานี้เนื่องด้วยวิสาขบูชา เป็นปุพพา- ปรลำดับ ต่อจากธรรมเทศนาที่ได้กล่าวมาแล้ว ในตอนต้น แห่งราตรี.
น.11 ๒ เรามาคำนึงถึง ข้อที่ วันนี้เป็นวันวิสาขบูชา มุ่ง หมายฉลองชัยชนะของพระบรมศาสดา เหนือกิเลสมาร ซึ่ง เป็นลักษณะของการเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้า, เป็นการตรัสรู้ ของพระพุทธเจ้า, และ เป็นการปรินิพพาน คือการดับไป แห่งกิเลส อันเป็นเหตุให้บรรลุถึงความเป็นพระพุทธเจ้า. ถึงวันสำคัญ ควรรำลึกพระโอวาทที่ตรัสชั้นลึก. โดยหลักใหญ่ ๆ ทั่ว ๆไป พุทธบริษัทควรจะทราบ ไว้ว่า พุทธศาสนา ของเรานั้น มีใจความสำคัญว่าอย่างไร และถือเป็นหลักตรงกันได้ ในระหว่างนิกายทุกนิกาย. เรื่อง นี้ ยุติกันว่า ได้แก่เรื่องอริยสัจจ์ทั้ง ๔ ; แต่เมื่อมีผู้มา ทูลถาม ถึงข้อที่พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนสาวกทั้งหลายเป็น อย่างมาก, พระองค์ตรัสตอบว่า ทรงสั่งสอนสาวกทั้งหลายเป็น อย่างมาก คือข้อที่ว่า รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญา ไม่เที่ยง สังขารไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง รูปเป็นอนัตตา เวทนาเป็นอนัตตา สัญญาเป็นอนัตตา สังขารเป็นอนัตตา วิญญาณเป็นอนัตตา สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา ดังนี้. ข้อนี้กล่าว ตามพระบาลี ซึ่งเป็นที่มา แห่งเรื่องนี้ คือ จูฬสัจจกสูตร.
น.12 ๓ ในตอน สรุป ท้าย ตรัสว่า สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา, ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ; ผิดกันอยู่เล็กน้อยกับที่เราสวด กันอยู่โดยมาก ประโยคแรกที่สวดกันอยู่ ตามหนังสือสวดมนต์ ว่า สังขารทั้งปวงเป็นอนิจจัง, ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ; แต่ ข้อสำคัญ ก็อยู่ตรงที่ว่า เบญจขันธ์นั้นเป็นตัวเรื่องราวใน การตรัสรู้เรื่องอริยสัจจ์ ๔. แต่เมื่อจำแนกอริยสัจจ์ ๔ ก็มีข้อความในที่ บางแห่ง แตกต่างกัน, จะแตกต่างกันโดยตัวหนังสือ แต่ใจความก็ เหมือนกัน. ข้อนี้ก็คือคำกล่าวของพระสารีบุตร มหาหัต- ถิปโทปมสูตร มัชฌิมนิกาย มูลบัญญาสก์. พระสารีบุตร ได้กล่าวว่า ความพอใจ ความอาลัย ความติดตาม ความ หยั่งลงไป ในอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ อันใด อันนั้นเป็นทุกข- สมุทัย. การนำออกเสียซึ่งฉันทราคะ การละเสียซึ่งฉัน- ทราคะ ในปัญจฺปาทานักขันธ์อันใด อันนั้นเป็นทุกขนิโรธ ดังนี้. เมื่อกล่าวถึงพระสารีบุตร จะพบพระพุทธภาษิตในที่ บางแห่งว่า พระองค์ทรงสรรเสริญพระสารีบุตรนี้ว่าเป็น ผู้สามารถประกาศพระธรรมจักร ได้เสมอเหมือนกับ
น.13 ๔ พระพุทธองค์ ข้อความนี้แสดงให้เห็นอยู่ว่า พระสารีบุตร ได้ยกเอา ความพอใจ ความอาลัย ความติดตาม ความ หยั่งลงสู่ปัญจฺปาทานักขันธ์ ว่าเป็น ทุกขสมุทัย คือ เหตุให้เกิดทุกข์, และว่า การนำออก เสียซึ่งฉันทราคะ การละเสียซึ่งฉันทราคะ ในปัญจฺปาทานักขันธ์ นี้เป็น ทุกขนิโรธ คือ ความดับแห่งทุกข์. ควรจะพิจารณา กันดู กับข้อที่เรา ได้ยินได้ฟังอยู่ ตลอดเวลา หรือในที่บางแห่งว่า ทุกขสมุทัยคือเหตุให้เกิด ทุกข์นั้น ได้แก่ตัณหา, ทุกขนิโรธ ความดับแห่งทุกข์นั้น ได้แก่การดับเสียซึ่งตัณหา. สรุป ความว่า อันหนึ่งยกเอาตัณหา เป็นหลัก สำหรับจะมีหรือจะละเสีย , อีกแห่งหนึ่ง ถือ เอาอุปาทาน- ขันธ์ทั้ง ๕ เป็นหลัก ในการที่จะมีหรือจะละเสีย. พุทธ- บริษัทเรา จะเข้าใจอย่างไร ว่าข้อความทั้ง ๒ นี้ขัดแย้งกัน หรือเป็นอันเดียวกัน ? ผู้ที่เข้าใจเรื่องบัญจุปาทานขันธ์ จะ เข้าใจได้เอง. ในที่นี้ประสงค์แต่จะให้ทราบว่า เรื่อง ปัญจุปาทานขันธ์นี้เป็นเรื่องสำคัญ, เป็นเรื่องหัวใจของ พระพุทธศาสนา. จำกัดและอาจกรณี
น.14 ๕ ข้อที่พระสาวกมาประกาศพระธรรม ในฐานะเสมอ กันกับพระศาสดา เช่นสูตร ๆ นี้ก็เป็นสิ่งที่ควรจะสังเกต, คือ เมื่อพระพุทธองค์ตรัสรู้แล้วใหม่ ๆ มารมาทูลให้นิพพาน ใน ทำนองที่ว่า หน้าที่การงานสำเร็จแล้ว ขอเชิญพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าปรินิพพานเถิด พระพุทธองค์ตรัสตอบมารว่า ตลอดเวลาที่ธรรมวินัยของพระองค์ ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย จนพวกเทวดาและมนุษย์เข้าใจ, และประกาศตามได้เสมอ เหมือนพระองค์แล้ว, จะยังไม่ปรินิพพานก่อน. ข้อนี้ฟัง ดูให้ดี ๆ ว่า พระองค์จะยังไม่ปรินิพพานจนกว่าสาวกทั้ง หลาย ทั้งเทวดาและมนุษย์ จะสามารถรู้และประกาศพระ ธรรมวินัยนี้ ได้เหมือนกับพระองค์ นี่เราก็ ควรจะเอามาคิดนึกดูให้ดี ให้เป็นเรื่องของเรา ว่าเราเป็นสาวกของพระองค์ทรงหวังถึงกับว่า ถ้าสาวกยังไม่รู้ ธรรมะ และประกาศธรรมะได้เสมอเหมือนพระองค์ ก็จัก ยังไม่ปรินิพพานก่อน. ข้อนี้มีพระสารีบุตรเป็นเครื่องอ้าง ถึงกับว่าพระบรม ศาสดาเอง ทรงยกย่องสรรเสริญพระสารีบุตร ว่าประกาศพระ ธรรมจักรได้เสมอเหมือนกับพระองค์ ; แต่สาวกทั้งหลาย
น.15 ๖ เหล่าอื่นทั่วไปเล่า สามารถที่จะประกาศพระธรรมวินัยนี้ ได้ เหมือนอย่างพระองค์นั้น มีข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ?. ทรงสอนมากที่สุดเรื่องไม่ยึดมั่นขันธ์ ๕. อาตมาได้สังเกตเห็น คัมภีร์ทั้งหลาย เป็นอันมาก ของทางฝ่ายมหายาน ซึ่งกล่าวไว้ในลักษณะที่เห็นได้ว่า สาวก ในยุคหลังต่อมานั้น ได้รจนาร้อยกรองขึ้นยืดยาววิจิตรพิสดาร เป็นที่น่าพอใจ มากมายหลายสูตรด้วยกัน ; แต่ก็เป็นที่น่า ยินดีว่า ข้อความในสูตรทั้งหลายเหล่านั้น ตรงกันโดยหัวใจ ของเรื่อง คือ เป็นเรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่น ในขันธ์ทั้ง ๕ ; จนกล่าวได้ล่วงหน้าว่า สูตรไหนก็ตาม มันจะเป็นไปในทาง ที่ให้ถอนความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวว่าตนในขันธ์ทั้ง ๕ ทั้งนั้น. แล้วก็มา ตรงกับข้อที่ว่า พระพุทธองค์ตรัสว่า สิ่งที่ทรงสอนสาวกมากที่สุดนั้นก็คือ การแสดงให้เห็น ว่า ขันธ์ทั้ง ๕ เป็นอนิจจัง ขันธ์ ทั้ง ๕ เป็นอนัตตา, ก็คือยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ นั่นเอง. นี่คือหัวใจของพุทธ- ศาสนา; ถ้าจะพูดให้สั้นที่สุด ก็พูดว่า ความไม่ยึดมั่นถือ มั่นในเบญจขันธ์นั้น เป็นหัวใจของพุทธศาสนา.
น.16 ๗ โดยมากก็กล่าวถึง อริยสัจจ์ ๔ ว่าเป็นหัวใจ ของ พุทธศาสนา มันก็มีเรื่องมากเรื่อง ถึง ๔ เรื่อง : คือเรื่อง ทุกข์ เรื่องสมุทัย เรื่องนิโรธ และเรื่องมรรค นั้นเป็นการ แจกออกไป ให้มีข้อความละเอียดพิสดารสักหน่อย. แต่ ถ้าจะสรุปความให้สั้นแล้ว ก็จะเหลืออยู่แต่การไม่ยึดมั่น ถือมั่นในเบญจขันธ์ นั้นเป็นการดับทุกข์, นั้นเป็นหัวใจ ของพุทธศาสนา. ถ้าพิจารณาศึกษาดูให้ดี ก็จะเห็นว่า เป็น เรื่องเดียวกัน ; แม้จะแสดงไปในทางของอริยสัจจ์ ๔ ก็ตาม จะแสดงไปในทางเรื่องอุปาทานขันธ์ก็ตาม. จะเห็นได้อีกอย่างหนึ่งอีกต่อไปว่า เมื่อถูกถาม ว่า ทรงแสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลายเป็นอันมาก ทั้ง หลายนั้น ทรงแสดงอย่างไร ? ก็กลายเป็นว่า ทรงแสดง เรื่องขันธ์ห้า, จนเห็นว่า ขันธ์ห้านี้ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น, และมี พระพุทธภาษิตในที่อื่นตรัสว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลิ อภิ- นิเวสาย - ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น. นี้ ก็หมายถึงบทที่ว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา - ธรรมทั้งหลายทั้ง ปวงเป็นอนัตตา, และธรรมทั้งหลายทั้งปวง ก็ทรงมุ่งหมาย เบญจขันธ์ทั้งห้า ขันธ์ทั้งห้านั้นเป็นประธาน เป็นเบื้อง- ต้น ซึ่งเป็นคำตอบเมื่อถูกเขาถามว่า สอนอะไรมาก.
น.17 ๘ เมื่อเอาข้อความทั้งหมดนี้ มาประมวลเข้าด้วยกัน, หยิบขึ้นมาแต่ใจความแล้ว, ก็จะได้ใจความสั้น ๆ ว่า เบญจขันธ์เป็นสิ่งที่ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น. การตรัสรู้ก็คือการตรัสรู้เรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งใด โดยความเป็นตัวตน, อันนี้ เป็นหลักสำคัญ ในข้อที่ว่า ศาสนาอื่น นอกจากพุทธศาสนานั้น เขาสอนเรื่องมีตัวตน ; ที่เป็นขั้นต่ำสุด เขาก็สอนกันว่า รูปเป็นตัวตน เวทนาเป็นตัวตน สัญญาเป็นตัวตน สังขารเป็นตัวตน วิญญาณเป็นตัวตน คือขันธ์ทั้ง ๕ แต่ละขันธ์เป็นตัวตน. ข้อนี้รู้ได้จากนิครนถ์ชื่อสัจจกะ ผู้เข้าไปทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้านั่นเอง. แล้วก็มีลัทธิอื่น ศาสนาอื่นไม่สอนว่าขันธ์ ๕ เป็นตัวตน, แต่ก็ได้สอนสิ่งบางสิ่งว่าเป็นตัวตน : อย่างที่เหลืออยู่ในปัจจุบันนี้ ก็คือลัทธิที่สอนว่า มีตัวตนอันถาวร ที่เรียกว่าปรมาตมัน หรือเมื่อเรียกเป็น ปุคคลาธิษฐาน ก็เรียกว่าพรหมาหรือ พระพรหม นี้เป็นตัวตนถาวร. ใจความสำคัญของเรื่องก็มีอยู่ที่ว่า พุทธศาสนาไม่มีสิ่งที่เป็นตัวตน โดยตลอด ตั้งแต่ต้นจนปลาย ; ลัทธิ
น.18 ๙ อื่นนั้นมีตัวตน : เอาขันธ์ ทั้ง ๕ เป็นตัวตน ก็มี, เอาขันธ์ทั้ง ๕ ออกไปเสีย เอาสิ่งอื่นซึ่งมิใช่ขันธ์ ๕ เป็นตัวตนก็มี ; รวมความว่าเขาสอนว่า มีสิ่งที่เป็นตัวตน นี้แตกต่างกัน ในระหว่างพุทธศาสนากับลัทธิอื่น. มีข้อความในที่บางแห่ง พระองค์ตรัสว่า ในลัทธิอื่น สอนกันอยู่แต่เพียง ๓ เรื่อง คือเรื่องกามุปาทาน ทิฏฐปาทาน สีลัพพัตตุปาทาน แต่ ไม่มีสอนเรื่องอัตตวาทุปาทาน. ในพุทธศาสนานี้ มีสอนเรื่องอัตตวาทุปาทานด้วย จึงกลายเป็นครบทั้ง ๔ เรื่อง, หมายความว่าในลัทธิอื่น ใน ศาสนาอื่น สอนเพียงการละกามุปาทาน-ยึดมั่นในกาม, ทิฏฐปาทาน - ยึดมั่นด้วยทิฏฐิ, สีลัพพัตตุปาทาน - ยึดมั่นศีลและพรต, ไม่สอนเรื่องยึดมั่นในวาทะว่าตน ; ฉะนั้นจึงไม่ได้สอนให้ละเรื่องยึดมั่นด้วยวาทะว่าตน การยึดมั่นด้วยวาทะว่าตน เป็นสิ่งที่ควรละเสียนั้นมีแต่ในพระพุทธศาสนา เป็นอันว่า เราควรจะจับใจความสำคัญ ของเรื่องนี้ให้ได้ ว่าพระพุทธศาสนา มีหลักคำสอนอันสรุปได้เป็นหัวใจสั้น ๆ ว่าอย่างไร.
น.19 ๑๐ ก็วันนี้เป็น วันวิสาขบูชา เป็นวันที่ระลึกแก่พระ- ศาสดา ผู้ประดิษฐานพระพุทธศาสนาไว้ เป็นเครื่องช่วย สัตว์โลกทั้งหลายทั้งปวง เราจะสืบคำสอนของพระองค์ไว้ โดยสรุปเป็นใจความสั้น ๆ ได้ว่าอย่างไร ดังนี้. .. อาตมาเห็น ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ จึงได้นำมาวิสัชนา ขอให้ท่านทั้ง หลายตั้งใจฟังให้ดี, สังเกตให้ดี, ทำความเข้าใจให้ดี, จนจับ ใจความสำคัญได้ ในส่วนที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ซึ่ง จะสรุปความสั้น ๆ ว่า การละเสียซึ่งปัญจุปาทานขันธ์นั่น แหละเป็นหัวใจของเรื่องทั้งหมด. ชี้เฉพาะไปยังสิ่งที่มี อยู่จริง ในจิตใจของบุคคล ซึ่งมีมาแต่กำเนิด เกิดมาจากท้อง บิดามารดา โตขึ้นมาก็เจริญด้วยบัญจุปาทานขันธ์ จนเป็น ของประจำชีวิตจิตใจ. ต้องเข้าใจขันธ์ ๕ ให้ถูกต้องตามที่เป็นจริง. สิ่งที่เรียกว่า ขันธ์ห้า นั่นแหละ เป็นเรื่องที่จะต้อง เข้าใจกันให้ดี ให้ถูกตามที่เป็นจริง. อย่าเป็นเพียงว่า ท่องได้ทั้งห้า หรือตามที่เขาสอนกันอยู่บางอย่าง นั้นยังไม่ ตรงกับความจริง
น.20 ๑๑ ความทุกข์ทั้งปวงกี่อย่าง ๆ สรุปโดยย่อแล้วอยู่ที่ ปัญจุปาทานขันธ์ ดังพระบาลีว่า สงฺขิตฺเตน ปญฺปาทานก- ขนธา ทุกขา คือ เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้วเบญจขันธ์ที่มีอุปาทาน ยึดครองอยู่นั้นเป็นตัวทุกข์ นี่คือใจความว่า เบญจขันธ์ที่มี อุปาทานยึดครองอยู่นั้นเป็นตัวทุกข์ ; ถ้าทำลายอุปา- ทานนั้นเสียได้ ไม่มีการยึดถือในเบญจขันธ์แล้ว ความทุกข์ก็ดับไป. ถ้าจะพูดให้เข้าใจได้ง่ายอีกอย่างหนึ่ง ก็ว่า เมื่อใด มีความยึดมั่นในขันธ์ทั้ง ๕ เมื่อนั้นจะต้องเป็นทุกข์, เมื่อใดไม่มีความยึดมั่นในขันธ์ ทั้ง ๕ เมื่อนั้นก็ไม่เป็น ทุกข์ ; หรือจะกล่าวให้เจาะจงลงไปอีกก็ว่า เมื่อคนเรายึด มั่นในขันธ์ โดยความเป็นตัวตน เมื่อนั้นจะเป็นทุกข์, หรือ จะกลับกันว่า เมื่อใดเป็นทุกข์แล้วก็ดูให้ดีเถอะ มันก็ มีการยึดมั่นถือมั่นในเบญจขันธ์. ฉะนั้นเรื่องที่จะต้อง เข้าใจให้แจ่มแจ้งที่สุด ก็คือเรื่องเบญจขันธ์นั่นเอง. เราได้ยินได้ฟังคำสอนไปในทำนองว่า เรามีขันธ์ ทั้ง ๕ อยู่ตลอดเวลา, เราไม่ทราบว่า ขันธ์แต่ละขันธ์นั้น เป็นอย่างไร. ขันธ์ทั้ง ๕ มีอยู่ตลอดเวลาพร้อมกันไม่ได้ ;
น.21 ๑๒ มัน จะมีอยู่ตลอดเวลาได้ ก็แต่ทีละขันธ์ ๆ ; จึงควรจะ ศึกษาดูให้ดีว่า เมื่อไรเรามีขันธ์อะไร, หรือว่าเมื่อไรเรายึดมั่น ในขันธ์อะไร ขอให้ตั้งต้นทำความเข้าใจกันใหม่จะดีกว่า. ขันธ์ ๕ เมื่อไม่ยึดมั่น ต่างจากเมื่อยึดมั่น. ขันธ์ ๕ เมื่อไม่มีการยึดมั่นถือมั่น ก็เรียกว่า ขันธ์ ๕ หรือเบญจขันธ์; แต่ถ้า มีการยึดมั่นถือมั่นแล้ว ก็เรียกว่า อุปาทานขันธ์ห้า หรือ ปัญจฺปาทานขันธ์ ; ชื่อมันต่างกันอยู่ สังเกตดูให้ดีๆ : เรียกว่าขันธ์เฉย ๆ คือ ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น, เรียกว่าอุปาทานขันธ์นั้นเมื่อยึดมั่นถือ มัน, พอไปยึดมั่นถือมั่น มันก็กลายเป็นอุปาทานขันธ์ขึ้นมา, ตามธรรมดาเป็นขันธ์เฉย ๆ. เช่น รูปขันธ์ ถ้าไปยึดมั่นเข้า ก็ เปลี่ยนชื่อเป็น รูปปาทานขันธ์ , เวทนาขันธ์ ก็เวทนาเฉย ๆ เมื่อไปยึดมั่นเข้า มันก็ เปลี่ยนชื่อเป็นเวทนูปาทานขันธ์, สัญญาขันธ์ เป็น สัญญาเฉย ๆ พอไปยึดมั่นเข้า มัน ก็เป็นสัญญูปาทานขันธ์ , สังขารขันธ์ ขันธ์เฉย ๆ เป็นสังขารเฉยๆ พอไปยึดมั่นเข้า มันก็ เปลี่ยนชื่อเป็น สังขารูปาทานขันธ์. วิญญาณขันธ์
น.22 ๑๓ เป็นวิญญาณเฉย ๆ พอไปยึดมั่นถือมั่นเข้า วิญญาณเฉย ๆ ก็ เปลี่ยนชื่อ เป็นวิญญาณูปาทานขันธ์. นี่ขอให้สังเกตในข้อนี้ก่อน ขันธ์ห้าเฉย ๆ เราก็มี ชื่อว่ารูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์. ส่วน ปัญจุปาทานขันธ์ นั้น ก็มีชื่อว่ารูปู- ปาทานขันธ์ เวทนูปาทานขันธ์ สัญญูปาทานขันธ์ สังขารู- ปาทานขันธ์ วิญญาณูปาทานขันธ์ ; ชื่อมันแปลกกันมาก ถ้ายังสังเกตไม่เห็น ก็คงจะแย่มาก ; ควรจะสังเกตเห็นว่า แม้แต่ชื่อก็ต่างกัน อย่างนี้. ขันธ์ที่ไม่มีอุปาทานยึดถือโดยเด็ดขาด ก็คือ เบญจขันธ์ของพระอรหันต์. พระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ ยังมีขันธ์ทั้งห้า ทำหน้าที่ครบทั้งห้าอย่าง แต่ไม่มีความยึด มั่นถือมั่น ; เพราะว่าพระอรหันต์ไม่มีกิเลส ก็คือไม่มี อุปาทาน. ขันธ์ทั้งห้านั้นก็เลยเป็นเบญจขันธ์ที่ปราศจาก อุปาทาน ก็เรียกว่าวิสุทธิขันธ์, ขันธ์ที่บริสุทธิ์. ส่วน ขันธ์ห้า ของ คนธรรมดา นี้ โดยปกติหรือจะ เรียกว่าโดยทั่วไปนั้น มีความยึดมั่นถือมั่นเป็นของ ธรรมดา ; เมื่อยังไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็ยังเป็นขันธ์ล้วน ๆ,
น.23 ๑๔ เป็นการเกิดขึ้นแห่งธรรมชาติล้วน ๆ, ไม่ถูกยึดถือ ยังไม่ยึด ถือ ก็ไม่เป็นความทุกข์. เวลาที่เราไม่ได้รู้สึกเป็นทุกข์ ก็คือเวลาที่ไม่ได้ยึดมั่นขันธ์ ว่าเป็นตัวเป็นตน นั่นเอง. ข้อนี้ จะต้องพิจารณาดูจนเห็น ไม่ใช่คิดคำนวณ, ไม่ใช่เรื่องของการคิดการคำนวณ; แต่จะต้องดูด้วยปัญญา ด้วยดวงตาแห่งปัญญา, ด้วยจิตที่เป็นสมาธิ ที่สามารถจะดู, แล้วก็ดูจนให้เห็นว่า มีความทุกข์ เพราะการยึดมั่นขันธ์ห้า. เมื่อเป็นทุกข์ จะพบว่า มีการยึดมั่นในขันธ์ห้า ขันธ์ใด ขันธ์หนึ่ง, เมื่อไม่มีความทุกข์ สบายดี จิตใจว่าง ไม่เป็น ทุกข์ในบางคราวนั้นก็เพราะว่า เวลานั้นไม่ได้มีความยึด มั่นในขันธ์ห้า หรือขันธ์ใดขันธ์หนึ่ง. นี่คือบทที่จะ ต้องศึกษากันจริงๆ จัง ๆ ตลอดเวลา ทั้งวันทั้งคืน ; ดี กว่า พูดว่าจะต้องคอยศึกษา คอยกำหนด คอยสังเกตคอย ศึกษาให้เห็นความจริงข้อนี้อยู่. วิธีศึกษาให้รู้จักขันธ์ ๕ ต้องดูให้เห็น. ถ้าจะศึกษาให้ดีถึงขนาด ก็ ต้องฝึกจิตให้เป็น สมาธิก่อน; จิตที่เป็นสมาธิแล้ว มองเห็นสิ่งทั้งหลาย
น.24 ๑๕ ทั้งปวงตามที่เป็นจริง. เราจึงศึกษาโดยตั้งต้นทำจิตให้เป็น สมาธิ คือให้เป็นจิตที่ดีเสียก่อน จึงจะมองเห็นอะไรได้โดย ง่าย. อย่าว่าแต่จะศึกษาเรื่องธรรมะอันลึกซึ้งเช่นนี้เลย แม้แต่เราจะคิดนึกศึกษาเรื่องราวธรรมดา เรื่องทำมาหากิน, วิชาความรู้ของลูกเด็ก ๆ ก็ตาม จะศึกษาให้ดีก็ต่อเมื่อมีจิต ดี คือจิต เป็นสมาธิ โดยธรรมชาติ หรือโดยการฝึกฝน ส่งเสริมของเรา. เราจะคิดเรื่องบัญน้ำ บัญชี คิดเรื่องอะไร ก็ตามเถอะ. ถ้าจิตมันดี จิตกำลังสบายก็คิดได้ดี; ถ้า จิตกำลังวุ่นวายด้วยกิเลสด้วยนิวรณ์ มันคิดไม่ได้. ขอให้สังเกตในข้อนี้ให้พบกันเสียก่อน ; เพราะ ว่าทุกคนก็เป็นอย่างนี้กันทั้งนั้น จะนึกคิดอะไรได้ดี ก็ต่อ เมื่อจิตมันดี ปกติ, ไม่มีเรื่องยุ่งอะไรมารบกวนจิตใจ. ถ้า มันมีเรื่องยุ่งรบกวนจิตใจ ก็ต้องกระทำโดยวิธีหนึ่งวิธีใด เพื่อให้มันหายยุ่งเสียก่อน, แล้วจิตมันจึงจะไปคิดอะไรได้ดี. คำว่า "คิด" นี้มีอยู่สองชั้น : คิดอย่างธรรมดา สามัญ ก็เรียกว่าคิด ; แต่ ถ้าจะดูกันอย่างละเอียด ประณีต สุขุม จนเห็นแจ้งโดยไม่ต้องคิด อย่างนี้ก็ เรียกว่าดู,
น.25 ๑๖ แม้จะเรียกว่าคิดก็ยังได้ ; แต่มันคิดอีกวิธีหนึ่ง คือมัน คิด ด้วยการดูให้เห็น ; นั่นแหละเป็นเรื่องสำคัญ เราจะต้อง ดูให้เห็น. คำพูดนี้มันกำกวม เช่นคำว่า "พิจารณา" คน ทั่วไปก็จะถือว่า เป็นการคิดไปคิดมา, ทบทวนไปทบทวนมา ด้วยการคิด แล้วเรียกว่าพิจารณา. แต่ว่าการทำ เพียง เท่านี้ไม่พอ ที่จะมองดูให้เห็นเบญจขันธ์ ว่ายึดมั่นถือ มั่นหรือไม่ อย่างไร ; มันต้องทำให้มากยิ่งขึ้นไปกว่านั้นคือ ดูให้เห็น. ผู้ที่ได้เล่าเรียนมาบ้าง ก็จะได้ฟังได้ยินมาแล้วว่า กัมมัฏฐานนั้นแบ่งเป็นสองขั้นตอน : ตอนแรกเรียกว่า สมถกัมมัฏฐาน หรือสมถภาวนา; ตอนนี้ทำจิตให้เป็น สมาธิเท่านั้นเอง. ตอนที่สองหรือตอนหลังเรียกว่า วิ- ปัสสนากัมมัฏฐาน หรือวิปัสสนาภาวนา; ตอนนี้ก็คือ ใช้จิตที่เป็นสมาธิแล้วนั่นแหละทำการดู ; ไม่ใช่ทำการ คิด; เพราะว่าการคิดนั้น มันคิดไปตามเหตุผล, เป็นวิธี ของความรู้อีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเขา เรียกว่า นิยายะ หรือ นัยยะ แปลว่า คิดไปตามเหตุผล, คำนวณไปตามเหตุผล ; อันนี้
น.26 ๑๗ ไม่พอ จะต้องดู ดูโดยไม่อาศัยเหตุผล. คำว่าดู นี้มัน ก็แปลก เราเคยใช้กันแต่ดูด้วยตาธรรมดา ; แต่นี่มัน ดู ด้วยตาข้างใน, ตาภายในคือตาของปัญญา เป็นจิตที่ เป็นสมาธิถึงที่สุด, สามารถจะเห็นสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง. นี่คือจิตที่เป็นสมาธิดีแล้ว มันทำ หน้าที่ดู แล้วก็ เรียกว่า วิปัสสนา : วิ แปลว่า แจ่มแจ้ง ปัสสนา แปลว่า เ ห็น, วิปัส-สนา แปลว่า ดู จนเห็นอย่างแจ่มแจ้ง, ไม่มีอาการแห่ง ความคิด. การทำสมาธิเพื่อรวมกำลังจิตเพ่งดู. ผู้ที่จะทำวิปัสสนา ควรจะเข้าใจเรื่องนี้ให้ถูกต้อง กันเสียก่อน ว่า สมาธินั้นทำจิตให้เป็นสมาธิ รวมกำลัง ของจิต เป็นอันหนึ่งอันเดียว แล้วก็ดู คือ ส่องลงไป ที่สิ่ง ที่เราจะดู ซึ่งในกรณีนี้ ก็ได้แก่เบญจขันธ์ ถ้าจะ เปรียบอุปมาด้วยวัตถุ ก็เหมือนกับว่า เรา เอาแว่นแก้วกลม ๆ ที่มันหนาตรงกลาง ที่เขาเรียกว่าแว่น ขยาย เอามารวมแสงอาทิตย์ ซึ่งมาตรง ๆ เป็นสายทั่วไป หมด, แต่เรารวมสายแห่งแสงนั้น ให้มารวมอยู่ที่จุดกลาง
น.27 ๑๘ ด้วยอำนาจของแก้วกลม ๆ ชิ้นนั้น ซึ่งมีความหนาตรงกลาง, แสง ทั้งหลายมันก็รวมเข้าเป็นจุดเดียวกัน จนเป็นสีขาวประ- ภัสสรทอตา. แสงนั้นส่องเข้าไปที่ตรงไหน มันไหม้. นี่ แม้เราไม่มีไฟธรรมดา, เรามีแว่นกระจกอย่างนี้สักอันหนึ่ง และมีแสงแดดช่วย เราก็ทำให้เกิดไฟขึ้นมาได้ ด้วยการรวม แสงของแว่นชนิดนั้น แล้วเราก็ได้ไฟ. จิตนี้ก็เหมือนกัน ธรรมดาพร่าเหมือนกับแสงสว่าง ทั่วไป เป็นเส้นแสงขนานกันไปไม่รวม ; แต่ถ้า ทำสมาธิ ทำให้เส้นแสงเหล่านั้นรวมกันเป็นจุดเดียว มันก็ มี อำนาจแรงกล้า พอที่จะส่องลงไปที่ใดแล้ว ก็จะเห็นตามที่ เป็นจริง ตามหน้าที่ของจิตชนิดนี้, คือจิตที่เป็นสมาธิแล้ว จึง เกิดอาการที่เรียกว่าวิปัสสนา คือเห็นอย่างแจ่มแจ้งด้วย จิตที่เป็นสมาธิแล้ว. ฉะนั้นจิตที่เป็นสมาธินี้ จึงเป็นสิ่ง ที่จำเป็น สำหรับผู้ที่จะเห็นธรรม ; ถ้าต้องการจะเห็น ธรรมะแล้ว ต้องมีจิตชนิดนี้. ที่เป็นเองตามธรรมชาติก็ไม่ใช่น้อย คือมากอยู่ เหมือนกัน คือเมื่อเราตั้งใจจะรู้อะไร, จะเห็นอะไร, จะเข้าใจ อะไร, หรือจะเพ่งไปที่สิ่งใด, มันก็เป็นไปได้โดยธรรมชาติ
น.28 ๑๙ ส่วนหนึ่งหรือขั้นตอนหนึ่ง ; ต่อเมื่อมันไม่พอ เราจึงจะ ต้องทำเพิ่มเติม โดยวิธีที่ทำสมาธิ, หรือว่าบางทีธรรมชาติ มันไม่เป็นไปตามที่เราต้องการ มันเป็นไปในทางอื่นที่ตรง กันข้าม, เรา ก็ต้องทำสมาธิ ให้มันมีจิตชนิดที่เป็นสมาธิ สำหรับจะดูหรือส่องลงไปที่ธรรมะ ;. ฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า สมาธินี้ เป็นสิ่งที่ทุกคนควรจะฝึกฝน ให้มากที่สุด ตามที่จะมีได้ อำนาจของสมาธิช่วยให้เข้าถึงธรรมชาติลึกลับ. อาตมาอยากจะให้ท่านทั้งหลายสังเกตดูว่า เมื่อเรา ต้องการสมาธิ ธรรมชาติก็มีให้ เช่นว่าเราจะขว้างก้อนหินให้ ถูกสิ่งใด ให้ถูกนก ถูกปลา ถูกคน ถูกหัวคน เราก็ขว้าง ไปถูก เพราะอำนาจของสมาธิตามธรรมชาติ. หรือว่าเมื่อเด็กๆ เขาจะเล่นหยอดหลุม ทอยกอง เขาต้องการโยนให้มันลงหลุม ก็ดี, หรือเขาต้องการโยนให้มันกระทบกันก็ดี เขาก็กระทำ ได้โดยสมาธิที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ซึ่งก็ไม่น้อยเลย. นี่ทำไมไม่สนใจว่า ตามธรรมชาติก็มีสมาธิให้อยู่ แล้วไม่น้อยเลย ; ถ้าไม่พอ ก็ต้องฝึกฝนเพิ่มเติมให้พอ.
น.29 ๒๐ อย่าไปเข้าใจเสียว่าเป็นเรื่องเหลือวิสัย ที่จริงมัน เป็นเรื่องอยู่ ในวิสัย เพราะว่าธรรมชาติก็ต้องการให้มี, แล้วมันก็ได้ ให้มาแล้วด้วย. ถ้าไม่อย่างนั้นเราก็จะควบคุมอะไรไม่ได้ ใน การเคลื่อนไหวของร่างกาย เราก็จะเหยียบจะย่างลงไป ที่เรา ควรจะเหยียบจะย่างไม่ได้ มันก็ผิด ๆ พลาด ๆ ไปหมด. นี่เราควรจะรู้จักธรรมชาติในส่วนนี้ แล้วก็ปรับปรุง มันให้ดี, จะใช้คำศัพท์ ๆ แสง ๆ ก็ได้ว่า โดยสัญชาตญาณ ของสิ่งที่มีชีวิต มันก็มีความเป็นสมาธิมาแล้วตามสมควร แก่การที่จะมีชีวิตอยู่ได้ ; ถ้าไม่อย่างนั้น มันมีชีวิตอยู่ไม่ได้ มันทำอะไรไม่ถูกเป้าหมายไปเสียหมด. สัตว์เดรัจฉาน ก็มี เมื่อ มันมีความมุ่งมั่น มันจะทำอะไร, มันจะขบจะกัดอะไร, มัน จะพุ่งตัวไปทางไหน มันก็มีลักษณะอันนี้ เท่าที่จำเป็นที่มัน จะต้องมี เพื่อเป็นไปได้. แต่มนุษย์เราต้องการมากกว่านั้น จะเอาเพียงเท่านั้นมันไม่พอ; เพราะว่ามันยังมีเรื่องละเอียด ลึกซึ้งสุขุมกว่าธรรมดา ที่จะต้องเข้าถึง คือ มีความลับของ ธรรมชาติในทางจิตทางใจ ที่ละเอียด ลึกซึ้ง สุขุม, เช่นสิ่งที่เรียกว่ากิเลสนี้ มันเป็นของละเอียดสุขุมเหลือ ประมาณ ยากที่จะจับตัวมันได้. เราจึง ต้องมีจิตชนิดที่ดี
น.30 ๒๑ ที่ เป็นจิตที่เป็นสมาธิแล้ว รู้จักมัน, รู้จักถึงต้นเหตุ ของ มัน, รู้จักถึงวิธีทำลายต้นเหตุ นั้น ๆ เสีย, โดยหลักแห่ง อริยสัจจ์ ทั้ง ๔ ประการนั้นเอง. ความทุกข์เป็นอย่างไร ? มันก็มีชั้นหยาบ ชั้นกลาง ชั้นละเอียด, คนโง่ไม่สามารถจะมองเห็นความทุกข์ชั้น ละเอียด; แล้วจะสำคัญผิดเป็นความไม่ทุกข์, หรือเป็น ความสุขไปเสียก็มี. นี่ความทุกข์ยังเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ยาก ; ถ้ามันเป็นเรื่องเจ็บปวดตามธรรมดาที่เนื้อที่หนัง มันก็เห็น ได้ง่าย. แต่เดี๋ยวนี้ความทุกข์มันยังมีชนิดที่ละเอียดไปกว่า นั้น ที่มันทรมานจิตใจแล้วก็ไม่แสดงให้เห็นว่า มันอยู่ที่ตรง ไหน, หรือเผาไหม้กันอย่างไร, ซึ่งคนในโลกปัจจุบันนี้ กำลังเป็นกันมากที่สุด. อาตมาได้ประสบมาด้วยตนเอง เมื่อจะอธิบายธรรมะ ในพระพุทธศาสนานี้ แก่คนที่ไม่เคยศึกษามาก่อน โดย เฉพาะอย่างยิ่งชาวต่างประเทศ ซึ่งเขาไม่เคยศึกษาพุทธศาสนา มาก่อน เป็นคนธรรมดาสามัญอย่างวิสัยโลก. คนเหล่านี้ ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าความทุกข์, แล้วก็รู้สึกว่าไม่มีความทุกข์ ไม่มีอะไรที่เป็นปัญหา เขาไม่มีความทุกข์. เราจะไปบอก
น.31 ๒๒ เขาเรื่องวิธีดับทุกข์ เราก็บ้าเอง เพราะว่าเขาไม่มีความทุกข์. เราไปบอกเขาว่า เรามีวิธีดับทุกข์ มันก็ไม่ถูกฝาถูกตัว ; เพราะฉะนั้นเราจึงสอนพุทธศาสนากับคนพวกนี้ไม่ได้ ; เรา จะสอนได้ก็เฉพาะแต่พวกที่มีความรู้ว่า ความทุกข์มีอยู่. ผู้ที่รู้สึกว่าความทุกข์มีอยู่. เราจะสอนให้เขาเห็นว่า มัน เป็นอย่างไร, มันเกิดมาจากอะไร. ถ้าเขารู้สึกว่าไม่มีความทุกข์เลย แล้วเขามาเรียน พุทธศาสนาทำไม เมื่อคุณไม่มีความทุกข์ ? เขาก็บอกว่า อยากจะเรียนความรู้มาก ๆ คือมีความรู้มาก ๆ ในโลกนี้มี อะไรบ้าง, จะมีความรู้รอบตัว เขาว่าอย่างนี้, หรือบางทีก็ จะเรียนสำหรับ ไปสอนผู้อื่น เป็นอาชีพเลี้ยงชีวิต. ถ้า อย่างนี้แล้วก็ไม่ถึงเรื่องของพระธรรม, ไม่ถึงเรื่องของพระ ศาสนา ; มันเป็นวิชาความรู้ทั่ว ๆ ไป, เป็นความรู้ท่องจำ, เป็นความรู้คิด ๆ นึก ๆ พูดให้ได้แปลก ๆ ก็แล้วกัน. นี่ การเผยแผ่พุทธศาสนาไม่สำเร็จ เพราะว่าคนเหล่านั้น ไม่มีความทุกข์, ไม่รู้สึกว่าเป็นทุกข์.
น.32 ๒๓ ต้องรู้จัก "ความทุกข์" จึงจะปฏิบัติธรรมมีผล. ทีนี้มาดูใน พุทธบริษัทเรา ก็ระวังให้ดี มันจะ เหมือนกันนั่นแหละ. ผู้ที่เป็นพุทธบริษัท ประกาศตัว เป็นพุทธบริษัท อยู่ในบ้านในเมืองของพุทธบริษัท เช่น ประเทศไทย ก็มีคนเป็นอันมาก ที่ไม่รู้สึกเป็นทุกข์, แล้วกำลังชอบสิ่งที่เป็นทุกข์, ไปทำในสิ่งที่เป็นทุกข์ หรือเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ อยู่ทั่วๆ ไป. พวกนี้สอนยาก ไม่อาจจะเข้าใจได้ มันจึงต้องตั้งต้นกันใหม่ ให้รู้จักสังเกต ความทุกข์. คำว่า "ความทุกข์" นี้ อธิบายยาก เหมือนกัน เขามักจะเห็นเป็นเรื่องเจ็บปวดปรากฏชัด ๆ ความทุกข์ อันละเอียดซ่อนเร้นนี้ มันไม่เห็น. ฉะนั้นคำว่า ความ ทุกข์ มีความหมายชั้นละเอียด ; ที่ไม่หมายถึงความ ปวดเจ็บ ถ้าหมายถึงความไม่ผาสุก ไม่เป็นผาสุก เป็นการ รบกวนไม่มีความสงบสุข เพียงเท่านี้ก็จะเรียกว่าความ ทุกข์. คนที่ จิตใจ หยาบ กระด้าง เขาก็ไม่รู้สึกเป็น ทุกข์ เขาก็ไม่สนใจ ก็เลย ไม่เข้าใจคำว่าความทุกข์. ที่ เรา จะไปสอนเขาว่า มันมาจากความยึดมั่นในเบญจขันธ์
น.33 ๒๔ อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ยิ่งไม่เข้าใจ เ พราะตัวความทุกข์มัน ก็ไม่เป็นที่เข้าใจเสียแล้ว, เหตุของความทุกข์ ก็ไม่เข้าใจ ในบาลีบางแห่ง มีคำของพระเถระบางองค์ กล่าว ไว้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ ตรัสว่า เมื่อใดเห็นทุกข์ เมื่อ นั้นจะเห็นเหตุแห่งทุกข์. เมื่อใดเห็นความดับแห่งทุกข์, เมื่อ นั้นจะเห็นหนทาง แห่งความดับ แห่งทุกข์นั้น อย่างนี้ก็มี ; มันเนื่องกันอยู่อย่างนี้. เพราะฉะนั้นอย่างน้อยก็จะต้องเห็น ความทุกข์ ซึ่งเป็นจุดตั้งต้น เป็นปัญหาแรก. ให้รู้จัก ความทุกข์กันเสียก่อนแล้วจะมองเห็นเอง; เหมือนว่า ของสองอย่างมันซ้อนกันอยู่ ถ้าเราเห็นอันหนึ่งก็ต้องเห็นอีก อันหนึ่งด้วย เพราะมันอยู่ติดกันหรือมันซ้อนกันอยู่. ถ้ามัน ซ้อนกันอยู่ถึงสี่ชั้น เราก็เห็นได้ทีเดียวทั้ง ๔ ชั้น เดี๋ยวนี้ไม่มี การตั้งต้น เห็นลงไปที่สิ่งนั้น หรือกลุ่มนั้น มันก็เลยไม่เห็น อะไร. เอาเป็นว่าเราได้รับคำสั่งสอน ได้รับพระพุทธศาสนา มาแล้ว ตั้งแต่หลายชั่วบรรพบุรุษ มันก็ ควรจะเข้าใจ สิ่ง ที่เรียกว่าความทุกข์ ในระดับที่เป็นปัญหา หรือว่ารวม อยู่ในเรื่องของพระธรรม ตามความรู้สึกของคนทั่วๆ ไป รู้
น.34 ๒๕ สึกแต่หยาบ ๆ ; เราต้องพยามเข้าใจหรือมองเห็นให้ละเอียด ๆ ยิ่งขึ้น. ตัวอย่างเช่นว่า นอนไม่หลับ แล้วก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุอะไร ? มันก็ได้แต่โกรธตัวเองอยู่นั่นแหละ ; นอนไม่หลับมันก็เป็นทุกข์อยู่แล้ว, แล้วก็ไม่รู้ว่า เพราะเหตุอะไรจึงนอนไม่หลับ อย่างนี้มันก็ไม่แก้ไขได้. เขาควรจะรู้ว่าเพราะเหตุอะไรมันทำให้นอนไม่หลับ ก็จะได้แก้ไขสิ่งนั้นเสีย เราจะดูว่า ความทุกข์ นี้ ตามที่เราได้รับคำสั่งสอน ในพระพุทธศาสนา นั้น ก็ว่า ความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่ เป็นทุกข์ ความตาย เป็นทุกข์. สรุปสุดท้ายว่า ความปรารถนา ไม่ได้ตามที่ปรารถนา เป็นความทุกข์, และว่า ปัญจฺปาทานขันธ์ คือขันธ์ทั้ง ๕ ที่ยึดมั่นถือมั่น เป็นตัวตน นั้นเป็นความทุกข์. ที่ว่า ขันธ์ทั้ง ๕ ที่ยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวตน เป็นความทุกข์ นั้น มันยังละเอียดเกินไป ; เดี๋ยวนี้เข้าใจไม่ได้ แล้วมันก็อยู่สุดท้ายด้วย. มา ดูข้างต้นกันเสียก่อน ว่า ความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ นี้มันเป็นอย่างไร แล้วคนมันก็เกิด แก่ ตาย อยู่ตลอดเวลา.
น.35 ๒๖ ข้อนี้เป็นความลำบากยุ่งยากเกี่ยวกับภาษา คำว่า ความเกิด เป็นทุกข์ ความแก่ เป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์นี้ มัน เป็นสัมปรายิกโวหาร ไม่ได้ตรงตามหนังสือทีเดียว. มันต้องพูดให้ชัด ให้เต็ม มาเป็นสามัญโวหารว่า : ความเกิด ที่เขายึดถือว่า เป็น ความเกิด ของเรา นั่นเป็นตัวทุกข์, ความแก่ที่ เขายึดถือ ว่าความแก่ ของเรา นั้นเป็นความทุกข์, ความตาย ที่เขายึดถือ ว่าเป็นความตาย ของเรา นั่นเป็นตัวทุกข์, โสกะปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส ที่เขายึดถือ ว่า มัน เป็นของเรา มันเป็นแก่เรา นั่นแหละมันจึงจะเป็นทุกข์. มีความทุกข์ ขึ้นอยู่กับความยึดมั่นถือมั่น. นี่ดูให้ดี ก็พอจะเข้าใจได้ ว่ามัน ขึ้นอยู่กับความยึดถือ ว่าเป็นของเรา ; เพราะว่าความเกิดของคนอื่นไม่มาเป็นทุกข์แก่เรา, ความแก่ ความตายของคนอื่น ไม่ได้เป็นทุกข์แก่เรา, เพราะว่าเราไม่ได้ไปยึดถือ. แต่ถ้าเราไปยึดถือ มันก็เป็นความทุกข์เหมือนกัน เช่นความเกิด ความแก่ ความตาย ของบุตรภรรยา สามีของเรา เราก็พลอยไป
น.36 ๒๗ ยึดถือ ว่ามันเนื่องกับเรา เกี่ยวกับเรา เป็นของเราด้วย เราก็เป็นทุกข์ได้เหมือนกัน. นั้นมัน สำคัญอยู่ที่ว่าไปยึด ถือ - ว่าเป็นตัวเรา หรือว่าเป็นของเรา ต่างหาก มันจึง จะมีความทุกข์. เช่นว่า เราเป็น ผู้เกิด เราเป็นผู้แก่ เราเป็นผู้ ตาย อย่างนี้มันก็มีภาระเข้ามาแล้ว แล้ว ยึดถือเอาว่าเป็น ของเรา ด้วย มัน ก็เป็นของหนัก ชนิดที่ทำอันตราย ที่เรียกว่ามันเป็นปัญหา ก็มีความทุกข์. เรามีปัญหาเรื่องการเกิด ขึ้นมาเป็นคน มีภาระ หน้าที่อย่างคน ก็มีความทุกข์ไปตามแบบของภาระ. เรา ยึดถือว่า เรามี ความแก่ แก่ชรา ; นี้มัน ก็สร้างปัญหา ทางร่างกายทางจิตใจ ให้เป็นธรรมดา. คนแก่ ๆ ย่อมรู้ ได้ดี, เด็ก ๆ หรือคนหนุ่มสาวยังรู้ไม่ค่อยได้, ต้องรอไว้ให้ มันมีความแก่จริง ๆ เสียก่อน แล้วความยึดถือมันก็เกิดเอง หรือเกิดอยู่แล้ว มันก็มีปัญหายุ่งใจเพราะความแก่ นี่ความ แก่มันเป็นทุกข์. ถ้าคนมันโง่ ไม่รู้จักอะไร มันก็ไม่เป็น ทุกข์เหมือนกัน.
น.37 ๒๘ ส่วน ความตาย นั้น มันก็ มีทางที่จะยึดถือได้มาก เพราะว่าถูกสอนถูกอบรม โดยไม่รู้สึกตัว ให้มันกลัวตาย มันก็เป็นทุกข์ แล้วก็เห็นการตาย เห็นลักษณะแห่งการ ตาย จนเห็นว่าเป็นของน่ากลัว มันก็เป็นทุกข์. ผู้เป็นทุกข์ก็เป็นทุกข์กันไปอย่างนั้นแหละ ไม่ มองเห็นลึกว่า มันเป็น ทุกข์เพราะเหตุอะไร ? คือ ไม่ เห็นว่ามันเป็น ทุกข์ เพราะยึดมั่นถือมั่นว่า ความเกิด ของเราความแก่ของเรา ความตายของเรา. นี่สติปัญญา มันไปไหนเสีย. มนุษย์มันดีกว่าสัตว์เดรัจฉานจริงหรือไม่ ? มันก็จริง แหละที่ว่ามนุษย์มันมีปัญญามาก แต่มันเอาไปใช้อย่างอื่น ; ไม่เอามาใช้ที่ดูว่า เพราะความยึดถือจึงเกิดความทุกข์ ฉะนั้นมันจึงสู้แมว หรือสัตว์เดรัจฉานโดยทั่วไปก็ไม่ได้ ; มันไม่รู้จักยึดถือ มันก็ไม่เป็นทุกข์. สัตว์เดรัจฉาน เช่นแมว เป็นต้น มันอยู่ข้าง ๆ เราตลอดเวลา ; ก็ดูซิว่า มันยึดถือ ไม่เป็น มันก็ไม่เป็นทุกข์. ถ้ามันมากถึงกระทั่งรู้สึก ยึดถือได้ มันก็เป็นทุกข์เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าจะไม่ มีความทุกข์เสียเลย ; แต่ที่มันจะมีความทุกข์มากอย่าง
น.38 ๒๙ คน ที่มีความยึดถือเก่งกว้างขวางนี้มันไม่มี. ฉะนั้น สัตว์ เดรัจฉานก็ไม่ต้องเป็นทุกข์มาก เหมือนกับคน เพราะมัน ยึดถือไม่ค่อยจะเป็น, เพราะมันพูดกันไม่ได้ มัน สอนกัน ไม่ได้ ในการที่จะยึดถือ. มนุษย์นี้มันพูดกันได้ มันสอน กันได้, มันสอนกันได้. ลูกเด็ก ๆ คลอดมาจากท้องแม่ ยัง ยึดถือไม่เป็นไม่เท่าไรก็ยึดถือเป็น ; เพราะว่า การอบรม แวดล้อม ของคนเลี้ยงมันทำให้ยึดถือเป็น : ยึดถือนั่น ยึดถือนี่ ให้เขาเข้าใจว่าของเราของฉัน ตัวเราตัวฉัน. นี้ก็มีอยู่เป็นหลัก ของสิ่งแวดล้อม ที่ทำให้เกิดความยึดถือ หรือรู้สึกยึดถือ. อีกทางหนึ่งมันเป็นภายใน มันยึดถือได้โดยสัญ- ชาตญาณ เช่นว่าเด็กเกิดมาไม่มีความยึดถือ ; แต่ต่อมามัน ก็ได้สัมผัส ได้เกี่ยวข้องกับอะไร ได้กินอะไร ได้เล่นอะไร ได้รับการประคบประหงมอย่างไร ได้รับความสุข ได้รับความ สบาย มันก็เสวยรสแห่งความสุข ความสบาย มันก็ยึดถือ. แม้ที่สุดแต่ว่าของกิน กินแล้วอร่อย มันก็จำได้, มีสัญญา ว่าอร่อยมันก็ยึดถือในการที่จะได้กินอีก มันก็ เลยทุกข์เป็น เพราะความยึดถือ.
น.39 ๓๐ ฉะนั้นขอให้เราตั้งต้น ศึกษา เรื่องความยึดถือ และสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ, สิ่งเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ ก็คือของทั้งหมด ที่เข้ามาแวดล้อมคน ให้เกิดความรู้สึกต่าง ๆ ทางตา หู จมูก ลิ้น กายใจ ; อย่างนี้เรียกว่า เป็นที่ตั้งของความยึดถือ. ส่วน ตัวความยึดถือนั้น เป็นความรู้สึกของจิตใจ, คือความโง่ ที่เราโง่เพิ่มขึ้น ทีละน้อย ๆๆ : อยู่ในท้องไม่ได้โง่ เพราะมันไม่มีความรู้สึกอะไร. พอคลอดออกมาแล้วก็เริ่มโง่ คือเริ่มหลงใหล รักสิ่งที่น่ารัก, เกลียดสิ่งที่น่าเกลียด, กลัวสิ่งที่น่ากลัว, แล้วแต่ว่าคนเลี้ยง คนข้าง ๆ นั้น เขาอบรมอย่างไร, เขาอบรมให้อย่างไร, เขาทำกิริยาท่าทางให้อย่างไร. เด็กเกิดมาไม่รู้ว่าอุจจาระนี่สกปรก มันก็ขยำเล่นก็ได้ หรือมันจะกินก็ได้ ถ้าปล่อยให้ไปตามเรื่องของมัน. คนเลี้ยงต้องทำให้ดู ว่านี่สกปรก ทำท่าสกปรกให้ดู, ทำท่าเกลียดท่ากลัวให้ดู, เด็กโตขึ้นจึงจะค่อย ๆ รู้ว่า อุจจาระนี่มันสกปรก. นี้เรียกว่า สิ่ งแวดล้อมมันช่วยให้เกิดความยึดถือ : ยึดถือในลักษณะเป็นคู่ ๆ เช่นว่าอร่อยหรือไม่อร่อย, สวยหรือไม่สวย สบายหรือไม่สบาย, เป็นเรื่องได้หรือเรื่องเสีย,
น.40 ๓๑ เป็นเรื่องแพ้หรือเป็นเรื่องชนะ เป็นคู่ ๆ ๆ มากมายหลายสิบคู่ ในความรู้สึกของมนุษย์ หรืออาจจะเกินกว่าร้อยคู่ก็ได้แล้วมันก็ยึดถือทั้งสองฝ่าย ตามโอกาสตามเวลา. ไปยึดถือฝ่ายไหน ก็เป็นทุกข์ทั้งนั้นแหละ : ยึดถือฝ่ายสวย มันก็เป็นทุกข์ เพราะมันไม่ได้ ; ไปยึดถือฝ่ายไม่สวย มันก็ลำบากยุ่งยากใจ. ขึ้นชื่อว่าความยึดถือแล้วก็จะต้องเป็นทุกข์ : ยึดถือในความสุขก็เป็นทุกข์, ยึดถือในความทุกข์ก็เป็นทุกข์, ยึดถือในความแพ้ก็เป็นทุกข์, ยึดถือในความชนะก็เป็นทุกข์, ขึ้นชื่อว่ายึดถือแล้วก็จะมีความทุกข์, แล้วเราก็สอนให้ยึดถือกันโดยไม่รู้สึกตัว. ถ้า ได้นี่แหละดี นี้ เด็ก ๆ ได้รับการสั่งสอนอย่างนี้มาก มัน ก็ยึดถือในการได้ แล้วมันก็ เป็นความทุกข์เพราะการได้ ความเสียมันตรงกันข้าม เพราะมันอยากได้มันก็ไม่ชอบการเสีย มันก็ต้องเป็นทุกข์เมื่อเสีย เพราะมันตรงกันข้ามจากการได้ ซึ่งยึดถือไว้อย่างแน่นแฟ้น. นี้คือความโง่ ที่ค่อยโง่ขึ้นทีละน้อย ๆ มันก็โง่มากในที่สุด จนยึดถือสูงสุด แล้วก็โดยไม่รู้สึกตัว ให้สังเกตว่า มันไม่รู้สึกตัว นั่นแหละคือ โมหะ คือ อวิชชา.
น.41 ๓๒ ดูสิ่งเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ, ทีนี้ก็มาดูเรื่อง สิ่งเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ กัน ก่อน. เราเกิดมาเป็นสัตว์อย่างคน อย่างมนุษย์นี้ มันมี ร่างกาย เนื้อหนังร่างกายนี้มัน ส่วนรูป เราก็มีร่างกาย ตาม ธรรมชาติให้มา ระบบร่างกายนี้ มันมีสลับซับซ้อน เป็น ร่างกายล้วน ๆ เป็นดิน น้ำ ลมไฟ ธาตุทั้ง ๔ ประกอบกัน ขึ้นมาเป็นร่างกายล้วน ๆ เป็นเนื้อหนังล้วน ๆ ก็มี แล้วก็ เป็นชนิดที่ดีกว่านั้น คือเป็นส่วนที่เป็นระบบประสาท ที่มัน จะช่วยให้เกิดความรู้สึกอะไรได้มาก นี้ก็มี. ตัดกลิ่นดอกไม้ ในร่างกายนี้ มีร่างกายล้วน ๆ และมี ระบบประสาท มันอยู่ที่ตรง ตา ก็สำหรับจะเห็น มันอยู่ที่ตรง หู ก็สำหรับจะ ได้ยิน อยู่ที่ จมูก ก็สำหรับจะรู้กลิ่น อยู่ที่ ลิ้น ก็สำหรับจะรู้รส อยู่ตาม ผิวหนัง ทั่วไปก็เพื่อจะรู้สัมผัส. นี้ ประสาททั้ง ๕ มันเนื่องอยู่กับกาย เป็นเรื่องของกาย เรียกว่า รูป นี้ที่ จะเป็นรูปขันธ์ ต่อเมื่อใดมันทำหน้าที่ของมัน คือเป็น ที่ตั้งแห่งจิต. ที่เรียกว่า จิต หรือมโน หรือวิญญาณ หรือ
น.42 ๓๓ อะไรแล้วแต่จะเรียก นั้นเป็นฝ่ายจิต. จิต นี้มันทำอะไร ไม่ได้ตามลำพัง มัน ต้องการที่ตั้งที่อาศัยก็คือร่างกาย มันก็อาศัยร่างกาย ซึ่งมีระบบประสาทนั่นแหละเป็นหลัก ฉะนั้น เมื่อใดร่างกายที่มีระบบประสาททำหน้าที่ เมื่อนั้นเราก็เรียกว่า รูปขันธ์ได้เกิดขึ้นแล้ว ทางตาก็ได้ ทางหูก็ได้ ทางจมูกก็ได้ ทางลิ้นก็ได้ ทางกายก็ได้ ห้าทางนี้. รูปขันธ์ ได้เกิดขึ้นแล้ว เมื่อมันทำหน้าที่; พอมันไม่ทำ หน้าที่ ก็เรียกว่ามันดับไป. แต่มันก็ทำหน้าที่อยู่เกือบ ตลอดเวลา ; เช่น ตานี้เห็นรูป หูฟังเสียง จมูกได้กลิ่น อย่างนี้ มันก็จะเป็นอยู่เกือบตลอดเวลา ; มันก็มีเกิด-ดับ, เกิด - ดับอยู่ตลอดเวลา. ตาทำหน้าที่เห็น ดู แล้วก็หยุดไป, หูทำหน้าที่ได้ยินแล้วก็หยุดไป ; นี้เรียกว่า ตาเกิด ตาดับ, หูเกิด หูดับ, ก็คือรูปขันธ์นี่มันเกิดหรือมันดับ เป็นส่วน ของร่างกายที่ทำหน้าที่ร่วมกับส่วนจิตใจ ก็เรียกว่า รูปขันธ์ เกิด. ส่วนนามขันธ์คือฝ่ายจิตนั้น มันก็เรียกว่า เกิด ใน เมื่อมันอาศัยร่างกายทำหน้าที่
น.43 ๓๔ ดูอาการทำงานของนามรูป. นี่เราก็ดูต่อไป รูปข้างนอกเห็นด้วยตา เข้ามา ถูกกับรูปข้างในคือดวงตา ที่มีระบบประสาทพร้อม มัน ก็ เกิดการเห็น เรียกว่า จักษุวิญญาณ คือการเห็นทางตา. นี่รูปข้างในนั่นแหละเป็นหลักสำคัญ คือตัวร่างกาย ที่เป็น ที่ตั้งแห่งลูกตา, ลูกตาที่เป็นที่ตั้งแห่งระบบประสาท ที่มัน จะรู้สึกอะไรได้. ถ้ารูปข้างนอกมันก็เข้ามากระทบระบบ- ประสาทที่ตา เรียกว่า มากระทบตา มันก็เกิดการเห็นทางตา, คือผลของจิตที่มาทำหน้าที่ทางตา เรียกว่า จักษุวิญญาณ- การเห็นทางตา. วิญญาณ นั้น เป็นฝ่ายนามธรรม เป็นฝ่ายจิต ก็เรียกว่า ฝ่ายจิตได้เกิดขึ้นแล้ว เรียกว่า วิญญาณ. นี่ขันธ์ หรือส่วนที่เป็นวิญญาณก็ได้เกิดขึ้นแล้ว, ส่วนที่เป็นตัวตา สำหรับเห็น ทำหน้าที่ก็คือเกิดขึ้นแล้ว, ก็เรียกว่า รูปขันธ์ เกิดขึ้นแล้ว ; เมื่อมีการเห็นแล้ว เป็นวิญญาณแล้ว ก็ เรียกว่า วิญญาณขันธ์เกิดขึ้นแล้ว. วิญญาณขันธ์เกิดขึ้นแล้ว ก็มีสิ่งที่เรียกว่าผัสสะ. ผัสสะนี้ถ้ามองแต่ในด้านรูปธรรม ก็เรียกว่า เป็นสังขารใน
น.44 ๓๕ ฝ่ายรูปธรรม, จะเรียกว่าสังขารขันธ์ในฝ่ายรูปธรรมก็ได้ เหมือนกัน แต่ไม่นิยมเรียก. มีผัสสะแล้ว ก็เกิดความรู้สึก เป็นเวทนา : เวทนาถ้าเห็นทางตาก็สวยไม่สวย, ได้ยิน ทางหูก็ไพเราะหรือไม่ไพเราะ, ทางจมูกก็หอมหรือเหม็น, ทางลิ้นก็อร่อยหรือไม่อร่อย, ทางผิวหนังก็นิ่มนวลหรือ กระด้าง, อย่างนี้เป็นต้น อย่างนี้เรียกว่า เวทนา. ถ้า ความรู้สึกอย่างนี้เกิดขึ้นแล้ว หมายความว่า จิต ในส่วนนี้ ได้ทำหน้าที่ของมันแล้ว ก็เรียกว่าเวทนาขันธ์ ติดตาม หลังมา หลังจากวิญญาณขันธ์. ดูให้ดีจนเข้าใจว่า มันมี พร้อมกันไม่ได้ ; ต้องให้วิญญาณขันธ์ทำหน้าที่ของมัน แล้ว มันจึงจะเกิดเวทนาขันธ์ รู้สึกสุขทุกข์ หรือว่าน่ายินดี ไม่น่ายินดี นี้เรียกว่าเวทนาขันธ์. ทีนี้มันก็ทำให้ เกิดขันธ์ถัดไป เรียก สัญญาขันธ์. เวทนาที่รู้สึกแล้ว ทำให้เกิดความมั่นหมาย มั่นหมายลึกลง ไปอีก ว่าเป็นสุขอย่างยิ่ง เป็นทุกข์อย่างยิ่ง อย่างนี้ก็มี, กระทั่งว่า เป็นความสุขที่มาจากฝ่ายชาย, เป็นความสุขที่มาจาก ฝ่ายหญิง, มีสัญญาสำคัญมั่นหมาย ว่าเป็นชายเป็นหญิง อย่างนี้มันก็มี, นี่เรียกว่า ความสำคัญมั่นหมาย, ตลอด
น.45 ๓๖ ไปถึงว่า มันเป็นการได้ เป็นการเสีย, มันเป็นการได้ที่ดี มันเป็นการเสียที่เลว มันเป็นการแพ้ มันเป็นการชนะ. มันสำคัญมั่น หมายไปตามความรู้สึกที่โง่ ที่หลง ; ไม่สำคัญมั่นหมายเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้ เพราะมัน ยังไม่ได้เล่าเรียน ไม่มีความรู้เรื่องเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ. ฉะนั้น สัญญาขันธ์ของคนธรรมดา มันก็เป็นไปในทาง ให้โง่ เท่านั้นแหละ ให้หลงยึดเป็นอย่างที่ว่า เป็นสุข เป็นทุกข์ เป็นได้เป็นเสีย เป็นแพ้เป็นชนะ, เป็นหญิง เป็นชาย เป็นอะไรก็ตาม มันสำคัญมั่นหมาย แล้วมันจะ สำคัญมั่นหมายเป็นตัวตน สำคัญมั่นหมาย เป็นของตน ก็ยังได้. นี้เรียกว่า สัญญาขันธ์ มัน มีผลออกมาจาก เวทนาขันธ์ มันจึงมีพร้อมกันไม่ได้; มันสัมผัสเวทนา- ขันธ์ แล้วมันเกิดความรู้สึกอันใหม่ออกมา เรียกว่า มันไม่ใช่ สิ่งเดียวกัน. ถ้าจิตกำลังเต็มไปด้วยสัญญาขันธ์ หรือ ทำหน้าที่เป็นสัญญา ที่ทำหน้าที่เป็นเวทนา มันก็หยุดไป; เพราะว่าจิตมันมีดวงเดียว มันทำหน้าที่ทีละอย่าง.
น.46 ๓๗ มีสัญญาขันธ์ อย่างนี้แล้ว สำคัญมั่นหมายอย่างใด แล้ว มันก็เกิดความคิดไปตามความสำคัญมั่นหมาย ; ถ้าสวย มันก็คิดจะเอาจะยึดจะครอง, ไม่สวยมันก็อยากจะฆ่า อยาก จะไปให้พ้น. ฉะนั้นความคิดมันก็เป็นไป โดยสมควรแก่ ความสำคัญมั่นหมาย นี้เรียกว่า สังขารขันธ์เกิดขึ้นแล้ว ; การปรุงแต่งแห่งความคิดเป็นเรื่องเป็นราวนี้มันได้เกิดขึ้น แล้ว เรียกว่า สังขารขันธ์, เป็นกระแสแห่งการปรุง- แต่งของความรู้สึกคิดนึก; สังขารคำนี้มีความหมายอย่างนี้. สังขารคำเดียวกันนี้ ในกรณีอย่างอื่น หมายความ อย่างอื่น เช่น วัตถุสิ่งของเป็นสังขาร อย่างนั้น นั่นมัน หมายถึง ตัวผลแห่งการปรุงแต่ง เดี๋ยวนี้ยังเป็นเพียงการปรุงแต่งภายในจิตอันละเอียด อันไม่มีรูปไม่มีร่าง ไม่ใช่วัตถุ; ความคิด อย่างนี้ เรียกว่า สังขารขันธ์ มันก็คลอดออกมาจากสัญญาขันธ์. ความคิด มันก็เป็นไปเรื่อย เช่นคิดจะได้ คิดจะเอา หรือคิดจะฆ่า คิดจะทำลาย คิดจะรักใคร่ คิดจะถนอม คิดจะส่งเสริม คิดจะหามา คิดได้มากมาย เรียกว่า สังขารขันธ์ กระทั่ง
น.47 ๓๘ กลายเป็นความโง่ความหลงอย่างอื่นต่อไป, กลายเป็น ความยึดมั่นถือมั่นก็ได้. โดยอาการปรุงแต่งดังกล่าวมา เราจึงได้สิ่งที่เรียกว่า ขันธ์ครบ ๕ อย่าง คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ; ฟังแต่ชื่อ ไม่เข้าใจ มันก็ กลายเป็นเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ ก็ไม่สนใจว่าไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเรา เพราะเราไม่เข้าใจ. แต่ที่แท้มันก็คือเรื่องของคนนั่นแหละ ส่วนที่เป็นร่างกาย. มันก็ทำหน้าที่อย่างหนึ่ง, ส่วนที่เป็น จิตใจ มันก็ทำหน้าที่อีกอย่างหนึ่ง, ที่เป็นร่างกายก็มีเพียง ขันธ์เดียว คือ รูปขันธ์, ที่เป็นเรื่อง ฝ่ายจิตใจ ก็มีถึง ๔ ขันธ์ คือ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์. เรื่องขันธ์ ๕ รู้จักกันมาดี ในสมัยพุทธกาล. เป็นที่เข้าใจได้ว่า เรื่องขันธ์ทั้ง ๕ นี้ มนุษย์ รู้แล้ว รู้จักแล้ว ตั้งแต่สมัยพุทธกาล, ประชาชนรู้เรื่องนี้ เป็นความรู้กันอยู่แล้ว ยึดถือกันอยู่แล้ว ; จะเห็นได้ตรง ที่ว่า พระพุทธเจ้าท่าน สอนธรรมะแก่ปัญจวัคคีย์ ท่านก็
น.48 ๓๙ ตรัสขึ้นมาลอย ๆ ว่า รูปเป็นอนัตตา เวทนาเป็นอนัตตา สัญญาเป็นอนัตตา เป็นต้น ; ไม่ต้องมานั่งอธิบายแจกแจงว่า รูปเป็นอย่างไร, เวทนาเป็นอย่างไร, สังขารเป็นอย่างไร, นี้ไม่มีเห็นข้อความ ที่สอนให้รู้จักรูปหรือเวทนา ว่าคืออะไร สอนเลยทีเดียวว่ารูปเป็นอนัตตา เวทนาเป็นอนัตตา ; ก็ หมายความว่า รูปที่แกรู้จักดี และยึดถืออยู่ว่าเป็นอัตตานั้น เดี๋ยวนี้ฉันบอกแกว่า มันเป็นอนัตตา. นี่มาสอนมาบอก ในส่วนที่มันเป็นลักษณะของความทุกข์, เกี่ยวกับความ ทุกข์ : ส่วนที่ตัวมันเองเป็นอย่างไรนี้ เขาเข้าใจกันดีอยู่แล้ว. เรื่องที่ประชาชนเข้าใจกันดีอยู่แล้ว ไม่ต้องสอน นี่ก็มีมาก ; แต่มาสอนให้เห็นว่า สิ่งเหล่านั้นมันเป็นอนัตตา อย่ายึดถือเป็นอัตตา เหมือนที่เคยยึดถืออยู่ก่อนเลย. ฉะนั้น เรา จะต้องมาเรียนเรื่องนี้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะมันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือแล้วก็เป็นทุกข์. อย่าง พระบาลีว่า สง . ขิต . เตน ปญฺจุปาทานก . ขน . ธา ทุก . ขา นี่สำคัญ ที่สุด เป็นเรื่องสำคัญที่สุด เป็นประโยคคำพูดที่สำคัญที่สุด แล้วเราก็ไม่รู้ว่า มันเป็นอะไร, มันคืออะไร.
น.49 รู้ว่า ทุกข์เกิดเพราะยึดมั่นถือมั่น. ฉะนั้นมาสนใจกันเสียใหม่ ศึ กษาให้ดี ๆ ว่า : รูปเป็นอย่างไร, เวทนาเป็นอย่างไร, สังขารเป็นอย่างไร, วิญญาณเป็นอย่างไร. เมื่อตาเห็นรูป มันก็จะมีขันธ์ได้ครบ เมื่อตาเห็นรูป, และเมื่อหูฟังเสียง ได้ยินเสียง มันก็จะมี ขันธ์ห้าได้ครบ, หรือมันจะไปครึ่งท่อน หยุดเสียก็ได้ เหมือนกัน ; แต่แม้กระนั้น ถ้าไปยึดเข้าแล้ว ก็เป็น ทุกข์. ทีนี้เราก็มีชีวิตอยู่ เดี๋ยวเกิดรูปขันธ์ เดี๋ยวเกิด เวทนาขันธ์ เดี๋ยวเกิดสัญญาขันธ์ เดี๋ยวก็เกิดสังขารขันธ์ เดี๋ยวก็เกิดวิญญาณขันธ์ ; ฉะนั้นเราจึงยึดถือขันธ์ใดขันธ์ หนึ่ง คราวใดคราวหนึ่งตามโอกาส. บางคราวจิตมันไม่ได้ สนใจเรื่องอื่น สนใจแต่เรื่องวัตถุ เรื่องร่างกาย ก็ยึดถือ เอาร่างกายนี้ ว่าเป็นตัวตน, เอาร่างกายแท้ที่มีระบบ ประสาทเท่านั้นแหละ เป็นตัวตน เป็นสิ่งที่ทำนั่นทำนี่ ได้รับนั้นได้รับนี่ ; ตัวตนของเราอยู่ที่ตรงนี้. แต่บางเวลา ไม่ได้มาสนใจเรื่องร่างกาย รูปขันธ์ ไปสนใจเรื่องจิต
น.50 ๔๑ คือเวทนา เช่นรู้สึกเป็นสุขสนุกสนาน เอร็ดอร่อย เอา เวทนานั้นเป็นตัวตนก็มี หรือ เอาเวทนานั้นเป็นของของ ตน ก็มี เพราะมันรู้สึกได้ มันคิดว่าความรู้สึกนั้นเป็นตัวตน. แต่ในบางเรื่องมันให้คิดไปในทำนองว่า เป็นของตน เป็น ความสุขสนุกสนานของตน ตัวผู้ที่รู้สึกความสุขสนุกสนาน นั้นเป็นตัวตน อย่างนี้เรียกว่า กำลังยึดถือเอาเวทนาว่าเป็น ตัวตน. ทีนี้ในบางกรณีใน บางคราว จิตไปจดจ่ออยู่ที่ สัญญา ถือความสำคัญมั่นหมาย สำคัญมั่นหมายในสิ่งใด ว่าเป็นตัวตน, ว่าเป็นของตน อะไรเป็นผู้ทำความสำคัญ มั่นหมาย, หรือความสำคัญมั่นหมายนั่นเอง ถูกยึดถือว่า เป็นตัวตน บางทีก็ยึดถือไปในแง่มุมอื่น ว่าเป็นความ สำคัญมั่นหมายของตน ฉะนั้น การยึดถือ นี้ จะมีเป็น สองแขนง เป็นสองชั้น ยึดถือว่าตัวตน ก็มี ยึดถือว่า ของตน ก็มี ในสิ่งเดียวกัน มันแล้วแต่ว่ามันมีเหตุปัจจัย ให้มันยึดถือว่าอย่างไร. พอมาถึง สังขารขันธ์ คิดนึกได้อย่างนั้น คิดนึก ได้อย่างนี้ นี่ยิ่งง่ายมากที่สุด ที่จะยึดถือว่าเป็นตัวเป็นตน
น.51 ๔๒ เพราะมันคิดได้นี่ ฉันคิดได้, ฉันคิดจะทำอย่างนั้น ฉันคิด จะทำอย่างนี้. ผู้ที่คิดได้ มันก็ถูกยึดถือว่าเป็นตัวตนได้ง่าย ที่สุด. ฉะนั้นการยึดถือความคิด ว่าเป็นตัวตนหรือเป็น ของตน นี้จะมีได้มากหรือรุนแรง. เอาตามความรู้สึก ธรรมดาสามัญ มันก็รู้สึกขึ้นมาได้เองว่า มีตัวตน เพราะ คิดได้ เพราะทำได้ , เพราะสั่งให้ทำ ความคิดมันทำ หน้าที่, มันทำหน้าที่คิด แล้วมันยังสั่งให้ร่างกายนี้ทำตาม ความคิดอีกด้วย และความคิดก็มีลักษณะเป็นตัวตน สำหรับ จะยึดถือ. ส่วน วิญญาณ นั้นก็ ง่าย เหมือนกัน ที่จะยึดถือว่า เป็นตัวตน เพราะมันมาคอยรู้สึกเช่นที่ตา รู้สึกทางตา. วิญญาณนั้นจึงยึดถือว่า เป็นผู้รู้สึกที่ตา, วิญญาณนั้นเป็น ผู้รู้สึกที่หู, รู้สึกที่จมูก ที่ลิ้น ที่ผิวหนัง, กระทั่งในใจ จึง ถูกยึดถือว่าเป็นตัวตน, อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ก็วิ่งมารู้สึกที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มาเป็นตัวเป็นตน. วิญญาณอย่างนี้ ก็ถูก ยึดถือเป็นตัวตน หรือเป็นของตนได้ ยึดถือว่าเราเห็นก็ ได้, ยึดถือว่าความเห็นหรือ การเห็น ของเราก็ได้ การได้ ยินได้ฟังของเรา การได้ดมได้ลิ้มของเรา ยึดถือได้ทั้งสองฝ่าย คือทั้งฝ่ายตัวตนและฝ่ายของตน.
น.52 เข้าใจคำว่า "วิญญาณ". ทีนี้ยัง มีคำสั่งสอนว่า วิญญาณ ชนิดนี้ เป็นวิญญาณถาวรมันมาปฏิสนธิ จากภพก่อน ที่มันตายแล้วในภพก่อนโน้น ร่างกายก็แตกสลายไป วิญญาณนั้นก็มาปฏิสนธิใหม่ เพราะว่าวิญญาณเป็นตัวตนที่เที่ยงที่ถาวรไม่รู้จักตาย ; ถ้ายึดถืออย่างนี้ ถ้าเข้าใจอย่างนี้ รู้อย่างนี้ มันก็ ยิ่งยึดถือวิญญาณนั้นว่าเป็นตัวเป็นตนมากขึ้น. เขาเรียกว่าปฏิสนธิวิญญาณ จากภพก่อนโน้นมาสู่ภพนี้, แล้วก็ถือว่า วิญญาณชนิดนี้ มีอยู่ตลอดกาล ตลอดไป เลย เรียกตัวตน เสียก็มี เรียกว่าเจตภูต เรียกว่าบุรุษ เรียกว่าบุคคลเรียกว่าอาตมัน ก็มี แล้วแต่ภาษาของคนพวกไหน ; แต่ใจความเหมือนกันหมด ว่ามันมีสิ่งหนึ่งซึ่งไม่รู้จักตาย เวียนว่ายไปผุดไปเกิด ไม่มีที่สิ้นสุด. ภิกษุองค์หนึ่ง ชื่อสาติ บวชอยู่ในพุทธศาสนายังเข้าใจไปอย่างนี้ วันหนึ่งเขาอวดโอ้ความรู้นี้ กับเพื่อนภิกษุด้วยกัน ว่ามีวิญญาณแล่นไปแล่นมา ; ทราบถึงพระศาสดารับสั่งให้ไปเฝ้า, ทรงซักไซ้ไล่เลียงว่าเขามีความรู้ อย่างนี้, แล้วพระองค์ก็สอนเสียใหม่ให้เขาเกิดความคิดว่า มันเป็น
น.53 ๔๔ เพียงการปรุงแต่ง ไม่ใช่เป็นตัวตนที่แท้จริง สำหรับจะวิ่งไปวิ่งมา. ในพุทธศาสนา มีวิญญาณ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ วิญญาณชนิดนี้ ไม่ต้องวิญญาณชนิดอื่นดอก ; เราจะเรียกมันว่าปฏิสนธิวิญญาณก็ได้เหมือนกัน เพราะ มันเป็นจุดตั้งต้นการรู้แจ้ง ที่ตา ที่หู ที่จมูก มันเป็นจุดตั้งต้น เหมือนกับว่า ก่อปฏิสนธิ. ถ้าไม่มีการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น มันก็ไม่เกิดเรื่อง, มันไม่เกิดเรื่องเป็นรูป เป็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณอะไรได้. ฉะนั้นวิญญาณที่ทำหน้าที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เราจะถือว่าเป็นปฏิสนธิวิญญาณหรือเป็นจุดตั้งต้นของเรื่องราวก็ได้, หรือว่าจะเป็นเงื่อนต่อกันกับเรื่องแต่ก่อนก็ได้, เรื่องทางตารายแรก มาต่อกับรายหลังก็ได้, หรือว่าเรื่องทางตาไปต่อกับเรื่องทางหู รายก่อน ๆ โน้นก็ได้, มันทำหน้าที่ให้มีความรู้สึกที่สืบต่อกันไปในสังขาร กลุ่มนี้ คือในมนุษย์คนนี้ ซึ่งมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นผู้ก่อให้เกิดเรื่อง หรือสืบต่อเรื่องหลาย ๆ เรื่อง ให้มันติดต่อกันไป.
น.54 ๔๕ ศึกษาขันธ์ ๕ เกี่ยวข้องกับอายตนะ ๖. ฉะนั้นเรามารู้จักสิ่งทั้งห้านี้กันให้ดี ๆ, รู้จัก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในส่วนลึก ว่ามันมีระบบที่ทำให้รู้สึกได้ คือมีประสาท ร่างกายเหมือนกับเป็นออฟฟิศของจิต ทั้ง กาย และทั้ง จิต มันเป็นออฟฟิศของความรู้ผิดรู้ถูก, หรือออฟฟิศของสังขารการปรุงแต่ง. ถ้าไม่มีกายจิตก็ทำงาน ไม่ได้ เหมือนกับคนไม่มีออฟฟิศ ทั้งกายทั้งจิตรวมกันเข้า เป็นออฟฟิศสำหรับความปรุงแต่งในทางจิต, หรือที่เรียกว่า ธรรมะในฐานะที่เป็นสังขาร คือการปรุงแต่ง. ฉะนั้น การปรุงแต่ง ก็เป็นไปได้ ที่ร่างกายและจิตใจ, เป็นกระแส ยืดยาว ที่เรียกว่าอิทัปปัจจยตา หรือปฏิจจสมุปบาท ; นี้เป็นธรรมชาติเท่านั้น ไม่ต้องมีตัวตน. แต่ที่มันจะ เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือนั้น มัน หมายถึงในขณะที่เป็น ขันธ์ เรียกว่าขันธ์ เรียกว่ารูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญา- ขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ดังที่กล่าวมาแล้ว. สังเกตดูเองง่าย ๆ สั้น ๆ ว่าบางคราวเรา, คือจิต ของเรา มาสนใจอยู่ที่ร่างกายเป็นอย่างยิ่ง. บางคราว จิต ของเราไป สนใจอยู่ที่ความรู้สึก เอร็ดอร่อยหรือไม่เอร็ด
น.55 ๔๖ อร่อย ไม่ยินดีหรือน่ายินดี ไปสนใจอยู่ที่นั่นเป็นอย่างยิ่ง บางคราว จิตของเราไป สนใจอยู่ที่ความมั่นหมาย ว่า อย่าง นั้น มั่นหมายว่าอย่างนี้, มั่นหมายว่าได้ว่าเสีย ว่าแพ้ว่าชนะ ว่าหญิงว่าชาย ไปสนใจอยู่ที่นั่นอย่างเดียว, บางคราวมัน เป็นอย่างนั้น. บางคราวไปสำคัญมั่นหมายมาก ตรงที่ ความคิดนึก, คิดนึกอย่างไร คิดดีคิดชั่ว คิดชนิดที่จะ ทำลายผู้อื่น หรือคิดว่าจะส่งเสริมผู้อื่น มันก็แล้วแต่เรื่อง ; จิตมันไปสนใจอยู่แต่ที่เรื่องนั้นหรืออย่างนั้น บางคราว ก็ไปสนใจเรื่องความรู้แจ้ง ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นเรื่องใหญ่กว่าเรื่องใด. นี้ขอให้เรียนจากของจริง แล้วก็เรียนจากความรู้สึก จริง ๆ ว่าตัวความรู้สึกที่เรียกว่าจิต ว่ามโนอะไรก็ตาม มัน ไปเที่ยวโง่ เที่ยวหลง เที่ยวสนใจ อยู่ในจุด ๕ จุดนี้ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ. นี่ก็เรียกว่ามัน เกิดสิ่งที่เรียกว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนี้ อยู่เป็นประจำ ; แต่ถ้าเกิดแล้ว ไม่มีการปรุงแต่ง ชนิด ยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นตัวเรา หรือเป็นของเรา มันก็ไม่ เป็นไร มันก็ ไม่เป็นทุกข์.
น.56 ๔๗ เวลานี้ทุกคนก็ลืมตา ไม่ใช่ตาบอด และตาก็ลืมอยู่ก็เห็นรูปทั้งหลาย ที่อยู่รอบตัว ; แต่มัน ก็ไม่ได้ปรุงแต่งไปในลักษณะที่จะเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ คือไม่มีเวทนาจากทางตา ไม่มีสัญญาจากทางตา ไม่มีสังขารจากทางตา ; การเห็นนี้มันก็หยุดอยู่เพียงแค่นี้ มันยังไม่เป็นทุกข์. แต่ในกรณีที่เห็นรูปนี้แล้ว มันพอใจอย่างยิ่ง หรือไม่พอใจอย่างยิ่งทางตา มันก็เกิดเวทนาทางตา, เวทนาที่เกิดมาจากความสัมผัสทางตา แล้วเกิดสัญญาลงบนเวทนานั้น, แล้วมันก็เกิดสังขาร อันเกี่ยวกับเวทนานั้น ; อย่างนี้แหละจะยึดถือ. สังขารนั้นมีความคิดหลายรูปแบบ แบบที่มันยึดถือละก็ จะต้องเป็นอุปาทาน มันก็ เป็นที่ตั้ง หรือเป็นที่กำเหนิด แห่งความรู้สึกที่เป็นทุกข์. จะดูในแง่ของปฏิจจสมุปบาทก็ได้ : มีนามรูปคือกายกับใจ มันทำหน้าที่แล้ว อายตนะนั้นทำหน้าที่ได้เกิดผัสสะแล้วเกิดเวทนา เกิดตัณหา เกิดอุปาทาน ; ตอนที่เกิดอุปาทานนั้นเป็นความยึดถือ แล้วมันก็ทุกข์. ฟังดูมันก็ค่อนข้างจะลึกลับซับซ้อน มืดมนท์อยู่แต่ถ้าเราสนใจ พยายามอย่างยิ่งที่จะเข้าใจ ศึกษามันเรื่อย ๆ
น.57 ๔๘ ไป ไม่เท่าไรเราก็ จะรู้จัก สิ่งที่เรียกว่าขันธ์ทั้งห้า, และรู้จักดีถึงขนาดว่า เมื่อไรมีความยึดถือ เมื่อไรไม่มีความยึดถือ, เมื่อไรเห็นรูปสักว่าเห็นรูป แล้วก็เลิกกัน ไม่ได้เกิด เวทนา สัญญา สังขาร อะไร มันก็ไม่ยึดถือ. เมื่อไรฟังเสียง ได้ยินเสียง ได้ยินแล้วก็เลิกกัน ถ้าได้ยินเสียงไก่ขัน เสียงแมลงร้อง นี้มันก็เลิกกัน. ความคิดมันไม่ไต่ไปถึงว่าอะไร เสียงอะไร จะได้ จะเสีย จะมีค่าไม่มีค่าอย่างไร มัน ก็หยุดไม่ยึดถือ. แต่พอได้ยินเสียงซึ่งแสดงให้ เห็นคุณค่า ให้เห็นเรื่อง ให้เห็นอัสสาทะ ความเป็นเสน่ห์ของมัน คุณค่าของมัน แล้วมัน ก็ต้องคิดนึกไปจนยึดถือ. นี่แยกกันให้เห็นชัด ว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่ถูกยึดถือนั้น มันเป็นอย่างไร ? ที่มันไม่ได้ยึดถือ สักว่าเกิดขึ้นมาแล้วก็ดับไป อันนั้นมันเป็นอย่างไร ? อุตส่าห์แยกความหมายของถ้อยคำ ที่มันคนละอย่าง. บางคราวเราจะ ได้ยินคำสวดว่าปัญจักขันธา : รูปักขันโธ เวทนากขันโธ สัญญากขันโธ สังขารักขันโธ วิญญาณักขันโธ เราได้ยินอย่างนี้ก็มี ก็รู้ว่ามันเป็นอย่างไร.
น.58 ๔๙ แต่ บางคราว เราจะได้ยินว่า รูปปาทานักขันโธ เวทนูปาทานักขันโธ สัญญูปาทานักขันโท สังขารูปาทานัก- ขันโธวิญญาณปาทานักขันโท นี้มันผิดกันลิบ อย่างกับฟ้ากับ ดินอันหนึ่งมัน ไม่มีความยึดถือ มัน เป็นขันธ์ล้วน ๆ, ขันธ์เฉย ๆ เรียกว่าเป็นการเกิดขึ้นแห่งธรรมชาติล้วน ๆ เป็นสุทธิขันธ์ล้วน ๆ ไม่มีกิเลสเข้าไปยึดถือ ; แต่ บางคราว มันไม่ใช่อย่างนั้น มัน มีกิเลสเข้าไปยึดถือ เรียกว่า อุปา- ทานเข้าไปยึดถือ มันก็เปลี่ยนชื่อ เป็นอุปาทานขันธ์. เขาเรียกกันสั้นๆ ว่า ขันธ์เฉย ๆ ก็มี, เรียกว่าอุปาทานขันธ์ ก็มี, อย่างหลังนี่ระวังให้ดี มันเป็นความทุกข์ เพราะมีความ ยึดถือ. มันเป็นธรรมชาติที่ยึดถือไม่ได้ พอยึดถือเข้ามัน ก็เกิดเรื่อง เหมือนกับว่ามันกัดเอา ; ไม่ว่าอะไรจะอยู่ใน รูปของขันธ์ไหน ไม่ยึดถือก็แล้วไป พอยึดถือ มันก็กัดเอา เหมือนกับอสรพิษ อย่าไปจับไปเกี่ยวข้องกับมันก็ไม่เป็นไร พอไปเกี่ยวข้องเข้ามันก็กัดเอา. นี่เรียกว่าเรื่องที่มันเป็น เรื่องสำคัญ เป็นที่รวมแห่งเรื่องทั้งปวงนั้น คือเ รื่อง เบญจขันธ์.
น.59 ๕๐ พระพุทธองค์ทรงสอนเรื่องขันธ์ ๕ มาก. เพราะฉะนั้น เมื่อพระพุทธองค์ ถูกเขามาถามว่า สอนอะไรมาก ? ท่านก็ตอบว่า ฉันสอนเรื่องรูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขารไม่เที่ยง วิญญาณไม่ เที่ยง ; รูปเป็นอนัตตา เวทนาเป็นอนัตตา สัญญาเป็น อนัตตา (สังขารเป็นอนัตตา ) วิญญาณเป็นอนัตตา ; สังขารทั้งปวงเป็นอนิจจา ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา. ฉันสอน มากแต่อย่างนี้ ด้วยเรื่องนี้ก็ฟังดูซิ ก็คือเรื่องขันธ์ทั้ง ๕ นั้นเอง. เมื่อพูดถึง ความทุกข์ ท่านสรุปว่า สงฺขิต . เตน ปญ . - จุปาทานก . ขน . ธา ทุก . ขา . ตอนนี้ ห มายถึงขันธ์ที่ถูกยึดมั่น ถือมั่น ‘จนเป็นทุกข์เสียแล้ว, ว่าขันธ์ห้าที่ยึดมั่นถือมั่น จนเป็นทุกข์เสียแล้ว เรียกว่า ปัญจฺปาทานขันธา ทุก . ขา . ส่วน ตามธรรมดานี้จะสอนเป็นกลาง ๆ ว่า รูปไม่เที่ยง เวทนา ไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขารไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง, กระทั่งว่า รูปเป็นอนัตตา เวทนาเป็นอนัตตา. ท่านบอก ว่ามันเป็นอย่างนี้นะ มันเป็นอนัตตาอย่างนี้นะ อย่าไปยึดถือ เข้านะ; แต่ไม่ได้บอก, บอกแต่ว่ามันๆไม่เที่ยงและปืน
น.60 ๕๑ อนัตตา. ถ้าใครไปยึดถือมันเข้ามันจะกัดเอา มันจะ เป็นทุกข์. เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า เมื่อจะทรงสอนหรือชี้ ให้เห็นว่า มัน เป็นทุกข์ หรือว่ามันยัง ไม่เป็นทุกข์ ก็คือ เรื่องขันธ์ทั้งห้า. ฉะนั้นทั้งหมดในพระพุทธศาสนา ก็ คือสอนเรื่องยึดถือหรือไม่ยึดถือ ในขันธ์ทั้งห้า; ถ้า อริยสัจจ์จะพูดว่า ความทุกข์, แล้วก็ตัณหาเป็นเหตุให้เกิด ทุกข์ คำว่าตัณหา มันเต็มอยู่ด้วยขันธ์ทั้งห้า คือมันผ่าน มาทางรูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ รวมอยู่ในคำว่าตัณหา ; หมายความว่า มี ความยึดถือในขันธ์เมื่อไร ก็จะมีความทุกข์เมื่อนั้น. นี่คำของพระสารีบุตร ที่พูดว่า ฉนฺท - ความพอใจ อาลโย - ความอาลัย อนุนโย - การติดตามไป อชโฌสานํ - การหยั่งลงสู่ , ปัญจุปาทานขันธ์ เป็นตัวทุกข์ มันต้อง พอใจ เมื่อได้เกิดการยึดถือแล้ว จึงจะมีความหมาย; ถ้ามันไม่พอใจ ไม่เกี่ยวข้อง มันก็ไม่มีความหมายอะไร.
น.61 ๕๒ ทีนี้ ในฝ่ายที่จะดับทุกข์ ก็คือถอน ฉันทราคะ คือความกำหนัดด้วยพอใจ คือถอนเสียทั้งความพอใจและ ความกำหนัด, ทำลายเสียซึ่งความพอใจและความกำหนัด ในปัญจุปาทานขันธ์ ; นั้นจะเป็นความดับแห่งทุกข์จะเป็น อดีต อนาคต ปัจจุบัน อย่างไรก็ได้ ถ้า ไ ม่มีความพอใจ ในขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือแล้ว มันก็ไม่มีเรื่อง อะไร คือ ไม่มีทุกข์ . พอมีความพอใจแล้วมันก็ต้อง เป็นทุกข์ ; ฉะนั้น จงพยายามถอนความพอใจ ทำลาย ความพอใจ สะกัดกั้นความพอใจ อย่าให้เกิดความพอใจ ในเบญจขันธ์ขึ้นมา. หลักปฏิบัติพุทธศาสนาอยู่ที่เบญจขันธ์. อาตมามองเห็นว่า หัวใจของพุทธศาสนา ก็คือ เรื่องความยึดถือหรือไม่ยึดถือ ในเบญจขันธ์ นั้นเอง. ถ้าไม่ยึดถือก็ไม่เป็นทุกข์. นี้อย่าเรียนแต่ตัวหนังสือในพระ ไตรปิฎก เรียนเข้าไปในหัวใจของตนเอง ; ตนเองมีหัวใจ มี เบญจขันธ์อยู่ในกลุ่มนี้ สังขารร่างกายนี้ คือทั้งทางกายและ ทางใจ, เรียนเข้าไปข้างใน ดูหนังสือข้างใน ศึกษาข้างใน
น.62 ๕๓ ให้พบสิ่งเหล่านี้ ; เข้าใจมันดีแล้ว ก็ควบคุมให้ได้ ไม่ยึด ถือก็ไม่เป็นทุกข์, ยึดถือเมื่อใดก็เป็นทุกข์. นี่คือหลักแห่งพระพุทธศาสนา คือ แสงสว่างของ พระศาสนา ที่มอบให้เราทั้งหลายใช้เป็นแสงสว่าง เพื่อจะ ดำรงชีวิตอยู่อย่างที่ไม่ต้องเป็นทุกข์. ทีนี้ก็อยากจะพูดถึง คัมภีร์ฝ่ายนิกายอื่น. คำว่า นิกายอื่นนี้ไม่ใช่นิกายธรรมยุติ มหานิกายในเมืองไทย นี้มันเหมือนกันทุกตัวหนังสือ ที่เล่าเรียนกัน ปฏิบัติอย่าง เดียวกัน ที่พูดจะเล็งถึงนิกายมหายาน. เรานี้เป็นเถรวาท พวกมหายานนี้มีอีกพวกหนึ่ง มากมายเหมือนกัน เกิดขึ้นใน ประเทศอินเดียตอนเหนือ ๆ แล้วก็แผ่มายังประเทศจีน ญี่ปุ่น ธิเบต. คัมภีร์มหายานนี้มีมาก อาตมาพยายามที่จะสำรวจ ดู อุตส่าห์ ทนอ่านด้วยความยากลำบาก เพราะสำนวนมันฟัง ยาก ก็อุตส่าห์ทนอ่านทนดู ตาเบียกตาแฉะ ในที่สุดมันก็ ไม่พบอะไรแปลกออกไปจากนี้ สูตรนั้นจะยาวยืดอย่างไร เป็นสูตรพิเศษสำคัญที่สุดของมหายาน มันก็มาพบที่เรื่องนี้
น.63 ๕๔ เรื่องนี้นิดเดียว ใจความก็คือไม่ยึดถือในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ. มีสมาคมกำลังพยายามทนทุกข์ทรมานในการที่จะ แปลหนังสือที่ตกค้างอยู่ในภาษาธิเบตที่ยุ่งยากลำบาก อุตส่าห์ แปลกันตาเปียกตาแฉะ มากมายด้วย ออกมาแล้วมันก็ไม่ผิด แปลกแตกต่างไปจากคำสอนที่เรามีอยู่หรือได้รับกันอยู่ คือ อย่ายึดมั่นถือมั่นในเบญจขันธ์ทั้งนั้น , เป็นเรื่องไม่ยึดมั่น ถือมั่นในเบญจขันธ์ทั้งนั้น จึงจะดับทุกข์ได้ ; แต่เขาพูด มาก แจกเป็นฝอยละเอียดออกไปไกล ๆ ๆ รอบตัว เป็นเรื่อง ยาว เป็นเรื่องยุ่งยากลำบากในทางตัวหนังสือ มันมาก. คำสอนทั้งปวงในพุทธศาสนาสำคัญที่ไม่ยึดมั่น ฯ. เป็นอันว่าไม่ต้องสนใจ อาตมาบอกได้ คือรับ ประกันได้ ว่า อย่าไปเสียเวลาศึกษาคัมภีร์นั้น คัมภีร์นี้ โดยเฉพาะฝ่ายมหายานที่มากมาย เสียเวลาเปล่า ๆ แหละ, ในที่สุดมัน จะมาพบเพียงเท่านี้ เพียงว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ; อย่าไปยึดถือให้เป็นอุปาทาน ขันธ์.
น.64 ๕๕ แม้ว่า พุทธศาสนาอย่างเซ็น ที่ดูโลดโผนคล้ายกับ แปลกประหลาดอย่างยิ่ง แต่ไป ๆ มา ๆ เนื้อความ ก็มาอยู่ที่ ตรงนี้ อยู่ที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นในเบญจขันธ์ ; แต่วิธีพูด ของเขามันโลดโผนแปลกประหลาดชวนความสนใจ ไม่มี อะไรแปลก ในที่สุดมันก็ ไม่มีอะไรแปลกไปจากใจความ สำคัญว่า อย่าไปยึดมั่นขันธ์ห้า ขันธ์ใดขันธ์หนึ่ง โดย ความเป็นตัวตน. สรุปความว่า พุทธศาสนาในรูปของเถรวาท นี้ ก็ดี, ในรูปของมหายาน นั้นก็ดี, ที่สอนไปเรียบ ๆ ง่ายๆ ก็ดี, สอนอย่างโลดโผนก็ดี, สอนอย่างใช้คำลึกลับก็ดี, คำตื้น ๆ ก็ดี, มัน เหมือนกันหมด ตรงที่ว่าอย่าไปยึดมั่น ถือมั่นในเบญจขันธ์ ก็เลยเอามาพูดกันวันนี้. วันวิสาขบูชาเป็นวันแห่งแสงสว่างของพระพุทธ- ศาสนา พระพุทธเจ้าท่านได้มอบให้เรา พระองค์ทรงชนะ ความมืดได้รับแสงสว่างมา แล้วมาแจกจ่ายกัน. จงรับ ไว้ให้ดีๆ ให้ถูกต้อง, ให้วัน ๆ นี้เป็นวันฉลองแสงสว่าง หรือฉลองความชนะ ที่มนุษย์ได้ชนะศัตรูอันร้ายกาจ คือ ความทุกข์ โดยมีพระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้นำ, เป็นวีระบุรุษ
น.65 ๕๖ เป็นมหาวีระบุรุษนำกองทัพของมนุษย์เอาชนะศัตรู คือมาร ทั้งหลายได้, ทำให้มารทั้งหลายพ่ายแพ้หนีไป, ให้มนุษย์ ได้รับความพอใจ เป็นความสงบสุข ก็โดยบอกเรื่องว่า อย่าไปยึดถือขันธ์ห้า โดยความเป็นตัวตน. ไม่ยึดมั่นจักน้อมไปสู่ความเย็นเป็นนิพพาน. นี่วันนี้เราก็ไม่พูดถึงเรื่องอะไรกัน นอกจากเรื่อง อย่าไปยึดถือขันธ์ห้า โดยความเป็นตัวตนหรือของตน, เห็นเป็นของว่างจากตัวตน แล้วจิตก็จะน้อมไปหาความ หยุด ความสงบ ความสุข ความเยือกเย็น คือพระ- นิพพาน. พระนิพพานนี้แปลว่า เย็น , ตัวหนังสือคำพูดว่า นิพพาน ๆ นี้ แปลว่า เย็น ใช้พูดกันอยู่ในอินเดียในครั้ง พุทธกาล ก่อนพุทธกาล มาแต่แรกเริ่มเดิมที. ถ้าเป็น ภาษาบาลีคำว่า นิพพาน แปลว่า เย็น อะไรเย็นก็เรียกว่า นิพพานทั้งนั้นแหละ ข้าวต้มข้าวสวยเย็นก็เรียกว่า มัน นิพพาน กินได้แล้ว, อะไร ๆ ที่มันร้อน พอมันเย็นก็เรียกว่า นิพพาน นี่เขาแปลว่าเย็นอย่างนี้.
น.66 ๕๗ ทีนี้ก็เอามาใช้ในวงของธรรมะ ในพระพุทธศาสนา เอาคำว่าเย็นนั้นมาใช้ ยืมคำว่าเย็นนั้นมาใช้ เพราะว่าคนเขา ชอบเย็นไม่ชอบร้อน. พระองค์ ทรงยืมคำว่าเย็นมาใช้ เพื่อจะให้คนสนใจ เย็นอกเย็นใจก็เรียกว่านิพพาน, เย็น เพราะไม่วุ่นวายด้วยประการใด ๆ ก็เรียกว่า นิพพาน. สัตว์ เดรัจฉานที่ไม่มีพิษไม่มีภัยอะไร เพราะมันเป็นสัตว์ที่เชื่อง ดีแล้ว ก็เรียกว่ามันนิพพานแล้ว คือมันเย็นแล้วเหมือนกัน. ฉะนั้นขอให้สังเกตดูให้ดีว่า คำว่าเย็น คำนี้ เมื่อ ถูกยืมมาใช้ในฝ่ายธรรมะแล้ว ความหมายมันลึกลับ มันลึกมาก ; มันไม่ใช่เย็นที่เป็นคู่กับร้อน. ถ้าเย็นที่เป็น คู่กับร้อน หวานคู่กับขม เป็นคู่ ๆ อย่างนี้ยังไม่ใช่; แล้ว ใคร ๆ ก็ไม่ชอบเย็น ถ้าหนาวต้องห่มผ้ากันหนาว นี้มันก็ ลำบากเหมือนกัน, ร้อนมันก็ลำบากเหมือนกัน, เย็นมันก็ ลำบากเหมือนกัน. ฉะนั้นขอให้เอาออกไปเสียให้หมด ทั้งเย็นและ ร้อน จึงจะพบเย็นที่เป็นนิพพาน นี่จะต้องเรียกว่าพูดโดย สัมปรายิกโวหาร อีกแล้ว ; เย็นที่เป็นคู่กันกับร้อนนั้น โกยทิ้งไปเสียทั้งเย็นและร้อน แล้วจึงจะพบเย็นชนิดที่เป็น
น.67 ๕๘ นิพพาน ; เพราะว่าหนาวสั่นงก ๆ ๆ อยู่ก็ไม่ไหว, ร้อน จนต้องอาบน้ำอยู่ตลอดเวลามันก็ไม่ไหว, ฉะนั้นเอาปัดทิ้ง ไปเสียทั้งคู่ทั้งเย็นและทั้งร้อน แล้วก็จะพบเย็นอกเย็นใจ ชนิดที่เป็นนิพพาน. ดับทุกข์สิ้นเชิงได้ขึ้นอยู่ที่ไม่ยึดมั่น. จะปัดอย่างไร ออกไปเสียทั้งเย็นและทั้งร้อน ทั้งดีและทั้งชั่ว ทั้งบุญทั้งบาป • ทั้งสุขทั้งทุกข์ ทุกๆ คู่, ปัดออกไปอย่างไร ? ก็ อย่าไปยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวตน ; ซึ่งนั่นรวมอยู่ในเบญจขันธ์ แล้ว, เย็นร้อน ได้เสีย สุขทุกข์ แพ้ชนะอะไร มันรวมอยู่ในเบญจขันธ์. ฉะนั้น ทุกคู่ปัดทิ้งไป มันจึงจะพบเย็น ที่เป็นความหมายของพระ- นิพพาน. เย็น อย่างน้ำแข็ง ก็ไม่ไหว, ร้อน อย่างน้ำร้อน ก็ไม่ไหว, เอาออกไปเสียทั้งน้ำแข็งและน้ำร้อน นั่นแหละ จึงจะพบเย็นชนิดที่เป็นนิพพาน; จึงขอเตือนว่า ให้ จำคำว่า เย็น คือพระนิพพานนี้ไว้ให้ดีๆ, แล้วก็รู้ ความหมายอันแท้จริง ของคำว่า นิพพาน นั้นอยู่เหนือเย็น
น.68 ๕๙ และเหนือร้อนตามความหมายของชาวบ้าน จึงจะเป็นความ เย็นอย่างนิพพานในโลกุตตรโวหาร หรือที่เรียกว่า สัมปรายิก- โวหาร. โวหารอื่นนอกจากที่ชาวบ้านเขาใช้พูดจากัน ; ชาวบ้านพูดว่าเย็น มันก็ต้องซื้อเครื่องกันหนาวมา ยุ่ง ; แต่ ถ้าธรรมะพูดว่าเย็นเป็นนิพพาน ไม่ต้องใช้เครื่องกันหนาว เครื่องกันร้อน, ไม่ต้องใช้อะไรหมด เพราะมัน ว่างจาก สิ่งรบกวน โดยประการทั้งปวง. นี่คือความดับทุกข์ที่พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้ ได้ค้น พบ ได้มอบหมายให้แก่เรา. เราเป็นสาวกของพระองค์ ก็อย่าได้เสียทีที่ได้เป็นสาวกของพระองค์ ให้ได้รับสิ่งนั้น อย่างถูกต้องตรงตามพระพุทธประสงค์, เป็นมนุษย์ที่ออก จะประหลาดสักหน่อย. ต่อไปนี้คือ ไม่มีความทุกข์ ทุกข์ ไม่เป็น. ฟังออกไหมว่า ต่อไปนี้มีความทุกข์กับเขาไม่ได้ ทุกข์กับเขาไม่เป็น ? เอาแต่เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว, อย่าให้ มากไปถึงว่า ต้องการความสุขเลย ; นั่นมันเป็นเพียงคำพูด โฆษณาชวนเชื่อ เป็นสามัญโวหาร ชาวบ้านเขารู้กันดี ใช้ โฆษณาได้ ใช้จูงใจได้ แต่ถ้าว่าไม่พูดชนิดจูงใจ ไม่โฆษณา ชวนเชื่อกันแล้ว ก็พูดว่าหมดทุกข์ก็แล้วกัน, ที่สุดแห่ง
น.69 เชิงก็พอแล้ว. ใช้คำหยาบ ๆ ว่า อย่าเอื้อมไปเอาความสุขเข้าอีก มันจะย้อนกลับมาสำหรับเกิด ความยึดถือ แล้วมันจะกัดเอาอีก. ฉะนั้นดับทุกข์สิ้นเชิงก็พอแล้ว, ดับทุกข์อย่างเดียว พอแล้ว, ที่สุดแห่งความทุกข์ คือพระนิพพาน มันก็ หมดปัญหา เพราะว่าไม่ยึดมั่นถือมั่นในเบญจขันธ์ หรือ ขันธ์ใดขันธ์หนึ่งอีกต่อไป. นี่เรื่อง ไม่ยึดมั่นเบญจขันธ์ นั้นเป็นหัวใจแห่งพระพุทธศาสนา เอามาพูดกันในวันนี้ มันก็ถูกกาละเทศะอย่างยิ่ง มีเหตุผลอย่างยิ่ง ที่จะต้องเอามา พูดกันในวันนี้ คือวันวิสาขบูชา. อาตมาเห็นว่า การบรรยายนี้สมควรแก่เวลา. ขอ กำชับท่านทั้งหลายว่า จงจำไว้ให้ดี เอาไปคิดไปนึกให้ดี ให้รู้จักเบญจขันธ์ ที่มันเป็นเนื้อเป็นตัวของเรา, แล้วเรา จะโง่ไปถึงไหนกัน ที่ไม่รู้จักสิ่งที่มันเป็นเนื้อเป็นตัวของเรา อยู่, แล้วก็อย่าไปยึดมั่นถือมั่นมันก็พอแล้ว. ทุกอย่างก็ จบลงที่ตรงนี้ คือ ไม่ยึดมั่นถือมั่นในธรรมทั้งปวง แล้ว ก็ไม่มีความทุกข์เลย. ขอให้สนใจเรื่องนี้ให้มาก ที่บ้าน ก็ได้ ที่วัดก็ได้ ที่ไหนก็ได้ ทำจิตใจให้ดีๆ ให้สงบ ให้ปกติ
น.70 ๖๑ แล้วก็จะมองเห็นชัดแจ้ง เป็นวิปัสสนา, เป็นวิปัสสนาจริง ไม่ใช่วิปัสสนาพิธีรีตอง วิปัสสนาเห่อ ๆ ทำไม่เท่าไร ก็ไม่ได้ผลคุ้มค่าข้าวสุก. ขอให้มองเห็นตามที่เป็นจริง ซึ่งเรียกในภาษาบาลีว่า ยถาภูตํ สม . มป . ปญฺญาย ปส . สติ - เห็นชอบตามที่เป็นจริง ด้วยปัญญาอันชอบ. ขอยุติธรรมเทศนาในวันนี้ ไว้แต่เพียงเท่านี้ เอวํ ก็มี ด้วยประการฉะนี้.
Buddhadasa