Buddhadasa.org
หนังสือฟ้าสางทางธรรมโฆษณ์ › อ่านฉบับเต็ม

📖 ฟ้าสางทางธรรมโฆษณ์

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ แสดง ณ สวนโมกข ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๒๖ — ชุดลอยปทุม · วันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๒๖

📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.9 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาควิสาขบูชา เป็นครั้งที่ ๙ ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงกล่าวเรื่อง ฟ้าสางทาง ธรรมโฆษณ์ ต่อไปตามเดิม [ทบทวน] ขอทำความเข้าใจกับท่านที่เพิ่งมาฟังเป็นครั้งแรก ว่าเรามีความจำเป็นที่จะต้องพูดเรื่องนี้ที่ค้างคาอยู่ ไปจนกว่า จะจบ; ดังนั้นบางเรื่องมันก็ซ้ำกับที่เคยได้ยินได้ฟังมาแล้ว ท่านก็ต้องอดทนหน่อย, แล้วฟังให้ละเอียดให้ลออยิ่ง ๆ ขึ้น

น.10 ๒๓ ไป มันเป็นความจำเป็นที่จะต้องพูดไปตามลำดับของเรื่อง ที่ได้กำหนดไว้แล้วอย่างไร. ฟ้าสางในระหว่างห้าสิบปีที่มีสวนโมกข์ มีหัวข้อ มากมายหลายสิบหัวข้อ หรือตั้งร้อยหัวข้อ ว่าได้มีอะไรที่มี ลักษณะสางขึ้นมา ; นี่เราเรียกว่า "ฟ้าสาง" เนื่องจาก การโฆษณาธรรม คือการเผยแผ่ธรรมของสวนโมกข์ ที่ได้ ทำมาตลอดเวลา ๕๐ ปี โดยประมาณ. ได้พูดมาแล้วเป็นพวก ๆ เป็นหมวด ๆ วันนี้ก็มาถึง ถ้อยคำหรือเรื่อง ที่ต้องอธิบายกันเสียใหม่; เพราะว่า ตามที่อธิบายกันอยู่ก่อน หรือใช้พูดจากันอยู่ก่อนนั้น ยังไม่ สมบูรณ์ หรือถึงกับผิดก็มี, ไม่ตรงจุดของเรื่องก็มี, จึงขอ รื้อฟื้นขึ้นมาอธิบายกันเสียใหม่ บางทีมันก็ผิดไปจากที่ท่าน ทั้งหลายเคยได้ยินได้ฟังอยู่ก่อน ถึงกับตรงกันข้ามก็อาจจะ มีได้, แล้วก็จะลำบากใจ. ข้อนี้ก็ขอให้ทำความเข้าใจจนกว่า จะเข้าใจได้ แล้วก็จะรู้จักเลือกเอาชนิดที่มีประโยชน์ ; คำ อธิบายชนิดที่ไม่มีประโยชน์ก็ยกเลิกไปก็แล้วกัน. คำบางคำ หรือเรื่องบางเรื่อง ซึ่งเป็นการอธิบาย คำนั้น มันก็มีอยู่มากที่ จะต้องอธิบายกันเสียใหม่, เอามาใช้

น.11 ๓ ให้สำเร็จประโยชน์ให้จนได้. คำเช่นคำว่า เผด็จการณ์ หรือ โลกุตตระ หรือ ฆราวาสธรรม นิพพาน เวลา เศรษฐี เป็นต้น; นี่ตัวอย่างเป็นคำที่จะต้องอธิบายกันเสียใหม่ ให้สำเร็จประโยชน์เต็มตามความหมายอย่างถูกต้อง, หรือ อย่างที่มันมีอยู่จริง ๆ แล้วเราไม่สนใจ มันก็เลยไม่เป็น ประโยชน์อะไร. ๑. ว่าด้วยคำว่า "เผด็จการณ์" คำแรกของชุดนี้ก็คือคำว่า เผด็จการณ์ สมัยนี้โดย เฉพาะในเมืองไทย มีคำว่า เผด็จการณ์ใช้ แล้วก็กลัวกัน เหมือนกับกลัวผีกลัวเสือ ถ้าได้มีกลิ่นของเผด็จการณ์แล้วก็ โวยวายกันใหญ่ คำว่า "เผด็จการณ์" นั้น ให้มีใจความ สำคัญแต่เพียงว่า มันเป็นวิธีการที่จะทำอะไรได้อย่าง เฉียบขาด จริงจัง รวดเร็ว หรือ ฉับพลัน โดยเฉพาะ อย่างยิ่งเกี่ยวกับกิเลส. คำว่า เผด็จการณ์ นั้น ต้องเอามาใช้กับสิ่งที่ เรียกว่ากิเลส, ทางการเมืองก็เหมือนกันแหละ, ใช้กันอยู่ ผิด ๆ; พอว่า เผด็จการณ์ แล้วถูกประณามเป็นเลวร้าย

น.12 ๔ ไปหมด, ที่จริงมันไม่ได้เลวร้ายอยู่ในตัวเผด็จการณ์ ; มัน เลวร้ายอยู่ที่การเอาไปใช้. แคนอันธพาลหรือว่าคนคดโกง เอาเผด็จการณ์ไปใช้ คนก็เดือดร้อนกันมาก ; แต่ถ้าคนดี เอาเผด็จการณ์ไปใช้ มันก็ดี ก็มีประโยชน์ คือสำเร็จได้เร็ว. นี้เราได้ยินได้ฟังกันแต่เอาไปใช้อย่างโกง ; อย่างที่เรียกว่า ทุรราช เป็นต้น คือพระราชาที่เลวร้ายที่สุดก็ต้องเป็นเผด็จ- การณ์ นั่นก็เอาเครื่องมือของธรรมชาติ คือวิธีเผด็จการณ์ ไปใช้. เมื่อผู้ใช้เป็นคนเลวเรื่องมันก็เลว ถ้าผู้ใช้เป็นคนดี เรื่องมันก็ดี. ที่เราจะต้องมองดูเป็นสิ่งแรกก็คือว่า การเผด็จการณ์ ของบิดามารดา เมื่อเรายังเป็นเด็ก ๆ นั่นแหละดี : ป้องกันลูกไว้ได้, หรือบังคับลูกให้ดำเนินไปแต่ในทางที่ดี, อย่างนี้มันก็ดี พระพุทธเจ้าท่านก็ใช้วิธีเผด็จการณ์ เมื่อได้ บัญญัติลงไปว่าอย่างนี้ถูก อย่างนี้ดีก็ต้องเผด็จการ ทีนี้มาถึงกรณี ที่สำคัญที่สุด คือจะต้องใช้กับสิ่ง ที่เรียกว่ากิเลส. กิเลสทั้งหลายโดยรายละเอียดมากมายแหละ หลายสิบชื่อหลายร้อยชื่อ มีแม่บทอยู่ ๓ คือ ราคะ โทสะ โมหะ ; แต่ถ้าว่าจะ สรุปให้มันสั้น ให้มันเหลืออย่างเดียว

น.13 ๕ ก็คือ ความยึดมั่นถือมั่น ตัวกู - ของกู นั่นแหละ, ที่เรียกว่า ตัวกู - ของกู นั่นแหละตัวหัวหน้า ที่รวบรวมของสิ่งที่ เรียกว่ากิเลส. ฉะนั้น ราคะ ก็ ตัวกู - ของกู ชนิดหนึ่ง, โทสะ ก็ ตัวกู - ของกู ชนิดหนึ่ง, โมหะ ก็ ตัวกู - ของกูอีก ชนิดหนึ่ง, มันมี ตัวกู-ของกู เป็นความยึดมั่นถือมั่น. หรือ ว่ามันทำให้เห็นแก่ตัวกู - ของกู เห็นแก่ตัวแล้วมันก็ทำไป ตามกิเลส, สิ่งร้ายกาจอันนี้แหละเราจะต้องใช้วิธี เผด็จการณ์กับมัน. ที่แล้วมาหรือตามปรกตินั้น เราไม่ได้ใช้ เรามัน เหลวไหล เราอ่อนแอ เราผัดวันประกันพรุ่ง เราไม่ได้ทำ อะไรจริง. นี่เราไม่รู้จัก ตัวกู - ของกู : เพราะว่ามันยาก ลำบากแหละ. จิตมันมีดวงเดียว จะรู้จักอะไร ๆ มันก็จิต ดวงนั้นแหละ ; เมื่อมันไปรู้ผิดเสียแล้ว มันก็ยากสักหน่อย ที่จะมารู้ถูก, นี้มันรู้ เป็น ตัวกู - ของกู มาตลอดเวลา ตั้งแต่เกิดมา, ไม่มองเห็นว่านี้คือศัตรูอันร้ายกาจ ว่าถ้า เราทำลาย หรือฆ่าศัตรูตัวนี้เสียได้ เรื่องมันก็หมด จบ เรา ก็ไม่เห็น, ก็ไม่รู้ว่าจะไปใช้อำนาจเผด็จการณ์ลงที่ไหน, แล้ว ตามกิเลส, ตามวิสัยของคนมีกิเลส มันก็รัก ตัวกู -

น.14 ๖ ของกู ก็ไม่อยากฆ่า ไม่เคยคิดว่าจะฆ่า ; แล้วมันก็ฆ่าไม่ได้ เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่มีอำนาจ มันเป็นผู้ครองบ้านครองเมือง ครองชีวิตอยู่เอง. ที่นี้เดี๋ยวนี้มันเปลี่ยนเป็นว่า เรามองเห็น จุด ศูนย์รวมของปัญหาทั้งหมด. ความยุ่งยากลำบากทั้งหมด มัน อยู่ที่คำว่า ตัวกู - ของกู ซึ่งหมายถึงแม่บทของกิเลส หรือปัญหา หรือความทุกข์. ศัตรูตัวนี้ต้องใช้วิธีเผด็จการณ์, อย่าโอ้เอ้โลเลเหมือนกับที่แล้วมา. พอไปเผด็จการณ์เข้า นิดหนึ่งมันก็ถอยหลัง ; เพราะว่าเสียดายความสุข อัสสาทะ ความเอร็ดอร่อยที่ได้รับมาก่อนในสิ่งนี้ หรือเนื่องจากมีสิ่งนี้, มันก็เผด็จการณ์ ไม่ลง. แต่ละคน ๆ ก็ทำเฉียบขาดกับ กิเลสไม่ได้ กิเลสก็ยังครองจิตใจหรือครองชีวิตต่อไป. ถ้าพูดตามความรู้สึกแล้ว เป็นการยากที่ใครจะฆ่า ตัวเอง. มันมียาก, เดี๋ยวนี้มันมีความโง่นั่นแหละเป็นตัวเอง คือ ตัวกู-ของกู เป็นความโง่ แล้วเป็นตัวเอง, แล้วใครจะ มาฆ่าตัวเอง มันก็มีไม่ได้. ดังนั้น การกระทำอย่างเฉียบ ขาดนี้มันต้องมีไปตั้งแต่การศึกษา การได้ยิน ได้ฟังการศึกษา

น.15 ๗ ปริยัตินี้ ต้องให้มันเฉียบขาดแน่นอนลงไปว่า เราจะเอา กันอย่างไร, ให้แน่นอนลงไปว่า ที่ถูกนั้นจะเอาอย่างไร. เดี๋ยวนี้ก็เรียนผิด ๆ ไว้มาก แล้ว ติดสำนัก บ้าง ติดครูบาอาจารย์ บ้าง, แล้วก็ยึดถือคำสั่งสอนเหล่านั้นไว้ สลัดออกไปไม่ได้. คนเราจึงเปลี่ยนจากมิจฉาทิฏฐิมาเป็น สัมมาทิฏฐิไม่ได้ ก็เลย ไม่มีเครื่องมือที่จะเผด็จการ ; เพราะว่ามันผิดเสียแล้ว ใช้ไม่ได้เสียแล้ว ตั้งแต่ในส่วน ปริยัติ. ทีนี้ สมมติว่าโชคดี มีการศึกษาดี, มีหลักทาง ปริยัติดี, พอมา ถึงคราวปฏิบัติ ก็ทำจริงๆ ไม่ได้ มัน อ่อนแอเสียอีก มันไม่เอาจริง นับตั้งแต่ว่าผัดวันประกัน พรุ่งซึ่งเป็นโรคร้ายอย่างหนึ่งทีเดียว. ขอให้ สังเกตดูตัวเองว่า มีการผัดวันประกันพรุ่งเป็นนิสัยหรือเปล่า ? แม้แต่ที่จะทำ งานได้เงินได้ประโยชน์แท้ๆ ก็ยังมีการผัดวันประกันพรุ่ง. ทีนี้เรื่อง ฆ่ากิเลสนี่มันฝืนความรู้สึก ก็จะยิ่งผัดวันประ กันพรุ่งมากขึ้นไป การที่จะปฏิบัติกำจัดกิเลสมันก็เป็นไป ไม่ได้ มันล้มเหลว ; ความอดทนไม่พอ ความกล้าหาญก็ ไม่พอ ความเชื่อก็ไม่พอ สติก็ไม่พอ สมาธิก็ไม่พอ ปัญญา ก็ไม่พอ มันก็อ่อนแอ มันก็เลยเผด็จการไม่ได้กับกิเลส.

น.16 ๘ นี่จะต้องปรับปรุงกันเสียใหม่ ให้มันมีพอ คือ สติมีพอที่จะทำหน้าที่, ความเพียรก็มีพอที่จะทำหน้าที่, สมาธิก็พอ, ปัญญาก็พอ, ศรัทธาโดยเฉพาะถูกต้อง. ศรัทธา นั่นแหละ เป็น เรื่องของทิฏฐิ ถ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ศรัทธา มันก็ผิด แหละ : แม้จะเชื่อ, เชื่ออย่างยิ่ง เผลอมันก็ผิด ทั้งนั้น, เป็นศรัทธาผิด, ศรัทธางมงาย. ดังที่ มีปัญหาอยู่ในเวลานี้ คือ ศรัทธานั้นมีราก- ฐานอยู่บนไสยศาสตร์ ไม่ใช่พุทธศาสตร์ แม้มันจะมีมาก อย่างไร มันก็ ไม่มีประโยชน์อะไร ในการที่จะทำลายกิเลส ; ฉะนั้น จึงต้องถอนความเชื่ออย่างไสยศาสตร์นั้นเสีย ก่อน, ข้อนี้มันฝืนความรู้สึกมากแหละ เพราะว่าไสยศาสตร์ นั้นมันง่าย คนก็ชอบในความง่ายของมัน แล้วมันมีเสน่ห์ ยั่วยวน หวังวิมานในอากาศก็ได้ นี้จะต้องรู้เท่าทันสิ่งที่ เรียกว่าไสยศาสตร์ อันมีอยู่ในศรัทธา โดยธรรมชาติแล้ว ทุกคนต้องมีศรัทธา คนแต่ ละคนมีศรัทธาของตนทั้งนั้นแหละ ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ; ที่จะไม่มีศรัทธานั้นมันเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าชีวิตมันอยู่ได้ ด้วยศรัทธา, คือความเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่งตามแบบของตน

น.17 ๙ เชื่อผิดเชื่อถูก ระหว่างผิดระหว่างถูก เชื่อมากเชื่อน้อย เชื่อเข้มแข็ง เชื่ออ่อนแอ นี่เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง. ฉะนั้น ชำระศรัทธาให้พ้นจากความเป็นไสยศาสตร์ มาสู่ความ เป็นพุทธศาสตร์เป็นจุดแรกที่ถูกต้อง, แล้วก็เดินไปอย่าง ถูกต้อง, จุดตั้งต้นมันถูกต้อง มันก็เดินไปได้โดยง่ายใน ทางของความถูกต้อง ; ถ้าเราทำได้อย่างนี้ เราสามารถจะ เผด็จการณ์กับกิเลสได้. กิเลสเป็นสิ่งที่เราต้องใช้วิธีเผด็จการณ์ โดย ธรรมะ โดยความถูกต้องนั่นเอง, มีความถูกต้องมาใช้กับ กิเลสอย่างวิธีเผด็จการณ์ ก็จะสำเร็จประโยชน์ ได้ในการที่จะ หมดกิเลส, หรือแม้แต่ว่ากิเลสมันจะเบาบาง ๆ เรื่อยไป จน กว่ามันจะหมดกิเลส. เดี๋ยวนี้เรามาหลับหูหลับตาเกลียดคำว่า "เผด็จการณ์" ราวกับว่ามันเป็นอุดมคติหรือเป็นลัทธิ. ที่จริงมันไม่ใช่ลัทธิ ไม่ใช่อุดมคติ แต่เป็นเครื่องมือตามธรรมชาติ, ความ เอาจริงเป็นเครื่องมือตามธรรมชาติ เอาไปใช้กับอะไร ก็ได้ : ใช้กับเรื่องผิดก็ได้, ใช้กับเรื่องถูกก็ได้ ที่คนได้กลัว

น.18 ๑๐ กันนัก ก็เพราะว่ามันไม่สำเร็จประโยชน์ แล้วก็เคยใช้แต่ ในทางผิด แล้วก็กลัวคำว่าเผด็จการณ์. เครื่องมือที่เรามี เช่นขวาน เช่นมีด เป็นต้นนี้ มัน คมดี ใช้ได้ผลดี แต่มันมีอยู่ว่า เอาไปใช้เป็นอะไร ? ใช้เป็น เครื่องมือพัฒนา หรือว่าเอาไปใช้สำหรับเข่นฆ่ากัน. ของดี ของมีคม เอาไปใช้ผิด มัน ก็เกิดผลเสียหาย ; ฉะนั้นเราใช้ วิธีเผด็จการ เครื่องมือเผด็จการ ให้ถูกเรื่อง คือเอาไป เผด็จการณ์กับสิ่งที่ควรจะเผด็จการณ์ ; ในกรณีของเรา ชาวพุทธ ทั้งหลายนี้ก็คือ เผด็จการกับกิเลส นั่นเอง. นี่คือความหมายของคำว่า เผด็จการณ์ เป็นคำที่ จะต้องอธิบายกันเสียใหม่, เลิกกลัวคำว่าเผด็จการณ์อย่าง โง่เขลา. แล้วก็เนรคุณต่อคำว่า เผด็จการณ์อย่างโง่เขลา ; เพราะว่าตน เคยรอดตัวมาด้วยวิธีเผด็จการณ์ของพ่อแม่ แล้วก็มาเนรคุณ ไม่รู้จักคุณ. แม้ครูบา อาจารย์นี้ ที่ทำงานสำเร็จประโยชน์ ก็มีการใช้เผด็จการณ์ กับลูก- ศิษย์หรือนักเรียนทั้งนั้น ไม่ใช่ว่าจะต้องเฆี่ยนตี หรือจะ ต้องทำร้ายกันอย่างรุนแรง ; ขอแต่ให้มันเฉียบขาด ให้มัน ตรงไปตรงมา ให้มันแน่นอน. นักเรียนก็จะดี ถ้ามีครู

น.19 ๑๑ ที่ดี เป็นผู้เผด็จการโดยธรรม, ครอบครัวนั้นก็จะดี ถ้ามีพ่อบ้านเป็นผู้เผด็จการโดยธรรม. นี่อาตมาเห็นว่า นี้เป็นคำคำหนึ่ง ซึ่งจะต้องอธิบาย กันเสียใหม่ ท่านทั้งหลายจงเก็บเอาใจความของเรื่องนี้ไป พิจารณาดูต่อไป. ๒. ว่าด้วย คำว่า "โลกุตตระ". ทีนี้คำที่ ๒ คือคำว่า โลกุตตระ เข้าใจว่าทุกคน เคยได้ยินคำคำนี้ว่า โลก, ว่าโลกุตตระ. บางคนอาจจะไม่เคย ได้ยิน หรือว่าเคยได้ยินแล้วไม่สนใจ ฟังไม่ออกว่าอะไรก็เลย ไม่สนใจ, มันก็เหมือนกับไม่เคยได้ยิน, แม้เคยผ่านหูมา หลาย ๆ ครั้งแล้ว มันก็เท่ากับไม่ได้ยิน เพราะไม่สนใจ. ทีนี้ ในส่วนที่ได้ยิน ได้รับคำสั่งสอน เรื่องโลกุตตระ เขาอธิบายไว้มันเหลือเกิน. อาตมาใช้คำว่า "เหลือเกิน" เหนือโลก เหนืออะไร อยู่เกินฟ้าไปอีกนุ่น, แล้วก็เป็น เรื่องที่ต้องรออีกนาน ; โดยเฉพาะคือ นิพพาน นี้ ต้องรอ กันอีกกี่ชาติ กี่สิบชาติ กี่ร้อยชาติ ในอนาคต จึงจะนิพพาน

น.20 ๑๒ จึงจะโลกุตตระ. เขาเอาโลกุตตระไปไว้ไกล, ไกลจนไม่ รู้ว่าจะเอื้อมถึงกันอย่างไร, นั้นคือคำอธิบายผิด ๆ. คำว่า โลกุตตระ ตัวหนังสือแปลว่า เหนือโลก; เหนือโลก ไม่ใช่ใต้โลก, หรือไม่ใช่จมอยู่ในโลก. คำว่า เหนือโลก นั่นแหละ คือ ไม่อยู่ใต้โลก ไม่จมอยู่ในโลก; ดังนั้นเราก็ยังคงมีชีวิตอยู่ในโลก ในสิ่งที่เรียกว่าโลก อยู่ ด้วยกันกับโลก แต่เราไม่อยู่ใต้โลก คือไม่อยู่ใต้อิทธิพล ของสิ่งที่เรียกว่า โลก. ในโลกนี้มันมีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมา- รมณ์ ที่จะเข้ามากระทบเราทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทาง ผิวหนัง ทางจิตใจ. โลกอยู่ข้างนอก คือรูป เสียง กลิ่น รส ฯลฯ อยู่ข้างนอก เป็นตัวโลกที่เราสัมผัสได้ด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ; พอมัน มาสัมผัสเข้ากับเรา เราเป็น อย่างไร เราอยู่ใต้อำนาจสิ่งเหล่านั้นหรือไม่? คือเรา ต้องรักที่มันน่ารัก, ต้องเกลียดที่น่าเกลียด, ต้องกลัวที่น่า กลัว ต้องโกรธที่น่าโกรธ, วิตกกังวลอาลัยอาวรณ์ อิจฉา ริษยา เป็นต้น. นี้เรียกว่าอยู่ใต้โลก, คือ จิตนั้นอยู่ใต้ อำนาจของโลกเสียแล้ว; เมื่อสิ่งเหล่านี้มาท่วมทับจิต

น.21 ๑๓ จิตอยู่ใต้โลกเสียแล้ว เป็นอย่างไร ? ความทุกข์ทั้งนั้น แหละ. เวลาที่เราหายใจสะดวกหายใจสบาย, อย่างเดี๋ยวนี้ก็ ได้ สิ่งเหล่านั้นไม่มาครอบงำย่ำยีท่วมทับเรา เราหายใจ สะดวก, จิตของเรากำลังเป็นอิสระ, ไม่มีโลกอะไรมา ท่วมทับเรา; นี่คือโลกุตตระ, เวลานี้ชั่วขณะนี้เราเป็น โลกุตตระ, เราอยู่เหนืออำนาจบีบคั้นของสิ่งที่เรียกว่าโลก เมื่อใดจิตของเรา ไม่อยู่ใต้อำนาจการบีบคั้น ของสิ่งต่าง ๆ สิ่งใดก็ตาม ซึ่งเรียกรวมกันว่าโลก เมื่อนั้นเรามีสภาพ, มี ภาวะเรียกว่า อยู่เหนือโลก. ถ้าเมื่อใดจิตมันโง่ ทำผิด เมื่อมีผัสสะ, โง่เมื่อมีผัสสะ สิ่งที่เรียกว่า โลก ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ฯลฯ นั้น ทั้ง ๖ ทางนั้น มันก็ท่วมทับ ครอบงำย่ำยีบุคคลนั้น. ที่มานั่งร้องไห้อยู่ ก็เพราะว่า โลกมันท่วมทับเอาเบียดเบียนเอา, หรือมานั่งหัวเราะอยู่ นั่นก็คือโลกนั้นท่วมทับเอาย่ำยีเอา ในลักษณะที่ทำให้หลงรัก พอใจ. นี้ไม่อยู่เหนือโลก, หัวเราะก็ไม่อยู่เหนือโลก, ร้องไห้ก็ไม่อยู่เหนือโลก, มีความทุกข์เพราะว่าสิ่งที่เรียก กันว่าโลกนั่น มันย่ำยีหัวใจ. พูดภาษาชาวบ้านกัน

น.22 ๑๔ สักหน่อยก็ว่า อย่าให้โลก หรือสิ่งที่เป็นโลกนั่นย่ำยีหัวใจ ได้ ก็เป็นโลกุตตระ ; ถ้ามันย่ำยีหัวใจของเราได้ ก็คืออยู่ ใต้โลก เป็นโลกิยะ แฝดเนื่องติดกันอยู่กับโลก แล้วก็อยู่ ใต้ความบีบคั้นของโลก ต้องศึกษาให้รู้จัก ลักษณะนี้กันให้จริง ๆ ว่าเมื่อไร เราอยู่ใต้อำนาจบีบคั้นของโลก ; เมื่อไรจิตของเราไม่อยู่ ใต้อำนาจบีบคั้นของโลก เมื่อนั้นเป็นโลกุตตระ, ถ้า ว่า ถูกโลกย่ำยีแล้วก็เรียกว่าเป็นโลกิยะ. คนธรรมดา สามัญ แม้เป็นชาวไร่ชาวนาก็มีเวลาที่ว่าจิตว่าง ไม่ถูกเบียด เบียนครอบงำย่ำยีเอา ด้วยสิ่งที่เรียกว่าโลก มันก็เป็นโล- กุตตระ. ดังนั้น โลกุตตระ จึงมีอยู่ที่นี่ อยู่เดี๋ยวนี้ ที่นี่ อยู่กับเรา, กลับไปกลับมา ๆ อยู่กับโลกิยะ ในวันหนึ่ง คืนหนึ่งจิตใจของเราอยู่ใต้อำนาจของ โลก หรืออารมณ์ในโลกเท่าไร ? จิตใจของเราอยู่เหนือ อำนาจอารมณ์ในโลกเท่าไร ? ไปคิดดูบ้าง, ดูให้ดีเถอะจะ พบว่า เวลาที่จิตของเราไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของโลกนั้น จะมีมากกว่าเวลาที่เราตกอยู่ใต้อำนาจบีบคั้นของโลกคือ กิเลส มันเป็นเวลาที่สั้นกว่าน้อยกว่า ; โดยเฉพาะเวลาที่

น.23 ๑๕ เราไม่คิดนึกอะไรในทางกิเลสตัณหา, เวลาที่เรานอนหลับ สบายดี, อะไรเหล่านี้ เรามีจิตใจอยู่เหนือการบีบคั้นของสิ่ง ที่เรียกว่าโลก. นี้คือโลกุตตระ ที่อยู่กับเรา ; แม้ว่า เป็น โลกุตตระน้อย ๆ มันก็มีความหมายเหมือนกันแหละ คือ ไม่มีความทุกข์ ไม่มีอะไรมาบีบคั้นให้เป็นทุกข์. ถ้า จะ พูดให้เป็นภาษาปรมัตถ์ สักหน่อยก็ต้องพูดว่า เมื่อใดยึด มั่นถือมั่นในขันธ์ทั้งห้า เมื่อนั้นอยู่ใต้โลก, เมื่อใดจิตไม่ได้ ยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ใดๆ ว่างอยู่ เมื่อนั้นอยู่เหนือโลก. เรื่อง ขันธ์ห้า นี้ก็พูดกันมามากแล้ว ทุกคนก็พอจะ รู้จัก คือชีวิตนั้น ในบางเวลามันมีความหมายอยู่ที่ร่างกาย, บางเวลามันมีความหมายอยู่ที่ ความรู้สึก ที่เรียกว่า เวทนา, บางเวลามันมี ความรู้สึกหมายมั่นอยู่ที่ความมั่นหมาย ที่ เป็นสัญญา นั่นเอง, บางเวลามันก็อยู่ที่ความคิดความนึก รู้สึกว่า มีผู้คิดผู้นึก, แล้วบางเวลามันก็อยู่ที่ วิญญาณ คือ สิ่งที่สามารถรู้สึก ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, ห้าอย่างนี้เรียก ว่าขันธ์ห้า. ถ้าเมื่อใดไปหลงยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ห้านี้ ขันธ์ ใดขันธ์หนึ่งก็ตาม เมื่อนั้นเรียกว่าอยู่ใต้โลก เพราะไป

น.24 ๑๖ ยึดมั่นถือมั่นอยู่ในสิ่งซึ่งเรียกว่าโลก. สิ่งที่เรียกว่าโลกท่วม ทับจิตใจอยู่. ถ้า พูดเป็นภาษาปรมัตถธรรม ตามหลักภาษานั้น ก็พูดอย่างนี้แหละ เมื่อใดจมอยู่ในความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ห้า เมื่อนั้นเรียกว่าเป็นโลกิยะ ทีนี้ บางเวลา มันไม่ได้จมอยู่ มันลอยตัว คือไม่มี เหตุปัจจัยที่จะทำให้เป็นอย่างนั้น มันก็ยังลอยตัวอยู่, ไม่จม อยู่ใต้ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ห้า มัน ก็เป็นโลกุตตระ. ก็แปลว่าเรามีโลกิยะ กับโลกุตตระ สลับกันอยู่ตลอดวันตลอด คืน ตลอดเดือน ตลอดปี ตลอดอายุ ทำไมไม่รู้จัก ? เวลาที่สบายใจ นั่นแหละดูให้ดี ๆ เวลานั้นเป็น เวลาที่จิตอยู่เหนือโลก ; เวลาทุกข์ร้อนทนทรมาน เวลานั้นจิตอยู่ใต้โลก, คือใต้อิทธิพลของโลก ใต้อำนาจ ของโลก, ไม่ต้องเอาไปเก็บไว้อีก ร้อยชาติพันชาติ จึงจะบรรลุ- โลกุตตระ. นั้นเขาพูดแบบเก่า, ใครพูดก็ไม่รู้, พระพุทธเจ้า ก็ไม่ได้ตรัส. แต่ พระพุทธเจ้าท่านก็จะตรัสอย่างหลักนี้ : ถ้า ว่าเมื่อใด ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่มีผัสสะกระทำผิด เป็น ไปผิด, โลกนั้นก็ครอบงำย่ำยีจิตใจ. ถ้าเมื่อใดทำถูก

น.25 ๑๗ มันก็ไม่ครอบงำย่ำยีจิตใจ, หรือว่าเมื่อมันไม่เกิดเรื่องผิด เรื่องถูก มันก็ยังไม่ครอบงำย่ำยีจิตใจ, คือมันยังอยู่ตาม ธรรมชาติล้วน ๆ, มีจิตชนิดที่เป็นไปตามธรรมชาติล้วน ๆ จิตนั้นก็ยังพอที่จะอยู่เหนือโลกได้. สำหรับชาวบ้านที่ไม่รู้ภาษาบาลี ไม่รู้ภาษาธรรมะ อะไรมากมาย ก็ขอให้จำคำว่า เมื่อไรมันมีอะไรมาย่ำยีหัวใจ ของเรา นั้นคืออยู่ใต้โลก, เมื่อไรไม่มีอะไรมาย่ำยีหัวใจของเรา เมื่อนั้นอยู่เหนือโลก คือโลกุตตระ. แล้วก็ไปเทียบกันดูเถอะ มันต่างกันอย่างไร ? ในเวลาที่อยู่ใต้โลก กับเวลาที่อยู่เหนือ โลก มันต่างกันอย่างไร ? เวลาไหนหายใจสะดวก เย็นสบาย เป็นสุข ไม่มีความระคายเคืองแม้แต่น้อย ? ก็จะได้พอใจใน สิ่งที่เรียกว่า โลกุตตระ เป็นเดิมพันกันเสียก่อน แล้วก็ค่อย ขยายให้มันมากออกไป. ถ้าผู้ใด ระวังอย่าให้เกิดอารมณ์ร้ายที่ย่ำยีหัวใจ นั่นแหละพอ. ขอให้ทำอย่างนั้นเถอะ, ให้ทำได้อย่างนั้น พอ, ถูกต้องตามหลักพุทธศาสนาชั้นสูงอย่างเพียงพอทีเดียว. นี่อาตมาก็ถูกด่าอีกแหละ พอพูดอย่างนี้ พวกหนึ่ง เขาด่าว่า เอาเรื่องโลกุตตระมาทำให้เป็นเรื่องง่าย ๆ ของ

น.26 ๑๘ ชาวบ้าน หรือของเด็ก ๆ ไป. มันมีอยู่อย่างนี้, มันอยู่อย่างนี้. ถ้าเอาอะไรมาพูดผิดไปจากที่พวกเขาพูดกันแล้ว เขาก็ว่า มิจฉาทิฏฐิบ้าง เขาก็ด่าบ้าง เขาก็อะไรกันบ้าง ; ไม่เป็นไร อาตมาทนได้ หรือว่าที่จริงก็ไม่ได้ทนดอก เพราะว่ามัน ไม่รู้สึก ไม่ถึงกับต้องทน. แต่ว่า ขอให้ท่านทั้งหลาย ทุกคนรู้จักสิ่งเหล่านี้ ชนิดหรือว่า ใ นลักษณะที่มันเป็น ประโยชน์ ก็แล้วกัน. ถ้าโลกุตตระจะต้องรอกันต่อตายแล้วตายอีก ๆ ไม่รู้กี่สิบชาตินู้น ไกลนู้น จะมีประโยชน์อะไรเล่า ? แต่ ถ้าว่าโลกุตตระมันคอยคุ้มครองเรา คอยพิทักษ์เราอยู่เดี๋ยวนี้ ที่นี่ ให้หัวใจของเราไม่ตกอยู่ใต้อารมณ์หรือกิเลส มันมี ประโยชน์เท่าไรเล่า ? มันต่างกันยิ่งกว่าฟ้าและดินเสียอีก. ฉะนั้น จงทำจิตให้มีลักษณะอยู่เหนือโลก แม้ ตัวเนื้อโดย สมมตินี้ร่างกายนี้มันอยู่ในโลกนี้ แต่จิตอย่าอยู่ในโลกนี้ อย่า จมอยู่ในโลกนี้ ก็อยู่เหนืออำนาจของโลกนี้. โลกนั้นมีได้เพียงเท่าที่รู้สึกทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, มันมีเท่านั้นแหละ, แล้วเท่านั้นแหละ, อย่ามา ย่ำยีหัวใจของเรา อย่ามาทรมานจิตใจของเรา. เราไม่ต้องมี

น.27 ๑๙ ความทุกข์ทนหม่นหมองใจแต่ประการใด เพราะจิตใจ ของเรามันอยู่เหนืออำนาจของสิ่งเหล่านั้น. สิ่งเหล่านั้น จะมีอำนาจก็ต่อเมื่อเราโง่, ขอใช้คำหยาบคายหน่อย รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัมมารมณ์ จะมาทำอันตรายเรา มาอยู่ เหนือเรา ก็ต่อเมื่อเราโง่เท่านั้นแหละ. ถ้าเราไม่โง่ แล้ว เราแถม มีสติดี ด้วย สิ่งเหล่านั้นไม่อาจจะมาครอบงำเรา, ไม่อาจจะมาท่วมทับอยู่ในจิตใจของเรา, จิตใจของเราก็เป็น อิสระ. แม้เป็นไปโดยธรรมชาติโดยบังเอิญ อย่างนี้ ก็ยังเรียกว่า อิสระ นั่นแหละ, เรียกว่า หลุดพ้น นั่นแหละ, เรียกว่า วิมุตติ นั่นแหละ, เป็นวิมุตติโดยบังเอิญ โดย ชั่วคราว ; แม้แต่อย่างนี้ก็ยังคงเรียกว่า วิมุตติหลุดพ้น, หลุดพ้นจากอำนาจบีบบังคับของสิ่งที่เรียกว่าโลก ฉะนั้น เรามีวิมุตติ คือ หลุดพ้นจากอำนาจนั้น ก็เรียกว่า โลกุตตระ คืออยู่เหนืออำนาจนั้น คือเหนือโลก. ใครทำได้มาก คนนั้นก็มีความสงบเย็นมาก, ชีวิตเป็น ของสงบเย็น เป็นนิพพานมาก, ใครทำได้น้อย ก็เย็นน้อย ร้อนมาก. ก็ลองคำนวณดู ตัวเราเองเท่าไร ? เพื่อนของเรา

น.28 ๒๐ เท่าไร ? เพื่อนมนุษย์เป็นอันมากของเราเป็นอย่างไร ? ใคร ร้อนมาก ? ใครเย็นมาก ? บางทีใครร้อนตลอดไปจนเป็นบ้า ไปเลย. นี่ดูให้ดีว่า คำว่า "โลกุตตระ" นั้น เป็นคำที่ต้อง อธิบายกันเสียใหม่ อย่างที่อาตมาพูดนี้. เขาอธิบายไว้แต่ ก่อนนั้นไม่สำเร็จประโยชน์ ไม่รู้จะใช้ประโยชน์ อย่างไร เป็นเรื่องในฝันไปเสียหมด. เดี๋ยวนี้จะ ให้เป็นเรื่องจริง อยู่กันที่นี่ ในลักษณะที่จัดการกับมันได้, ไม่ใช่อยู่ใน ลักษณะที่มันมีอำนาจเหนือเราไปเสียทั้งหมด แต่ให้มันอยู่ ในลักษณะที่เราจัดการกับมันได้ อย่าให้มันมาบีบคั้นเรา ท่วมทับเรา. นี่ก็คือ ธรรมะสูงสุดในพระพุทธศาสนา คือการ ทำจิตให้หลุดพ้น, ทำจิตให้ว่าง, ทำจิตให้อิสระ, ทำจิต ให้ปรกติ, แล้ว มีความสุขจริง, รู้สึกได้ด้วยตนเองจริง ๆ ; ไม่ต้องเหมา ไม่ต้องคาดคะเน ผัน ๆ ว่าสุขเว้ย, หรือกูจะได้ ความสุขในอนาคตเว้ย, นั้นมันฝั่นมาก. แม้ที่อยู่เดี๋ยวนี้ ก็ยังฝั่น คือต้องจูงใจให้เชื่อว่าเรามีความสุข ไม่รู้จักความสุข ลงไปตรง ๆ ด้วยสันทิฏฐิโก.

น.29 ๒๑ ฉะนั้น ขอให้อะไร ๆ มันเป็นสันทิฏฐิโกไปเสีย หมด คือว่า ตัวความทุกข์ก็ให้เป็นสันทิฏฐิโก รู้สึกว่ามัน เป็นทุกข์จริง, เห็นว่ามันเป็นทุกข์จริง, สิ่งที่จะเอามาดับทุกข์ เป็นสันทิฏฐิโก เห็นว่ามันดับได้จริง, แล้วก็มีการดับลงไป จริง ๆ ที่เห็นได้จริงๆ แล้วก็มีผลแห่งการดับ, ดับทุกข์คือ ไม่ยอมให้กิเลสเกิดขึ้น. ถ้าขยายความออกไปก็ว่า ไม่ยอมให้เกิดความยึดมั่น ถือมั่นในเบญจขันธ์, ขันธ์ใดขันธ์หนึ่ง มันก็ไม่มีทุกข์. สิ่งที่เราเรียกชื่อเป็นอย่างอื่น กี่อย่าง ๆ มารวมอยู่ในคำว่า เบญจขันธ์หรือขันธ์ห้าทั้งนั้น : ทรัพย์สมบัติ เงินทอง ข้าวของ วัวควายไร่นา บุตรภรรยาสามี เกียรติยศชื่อเสียง ; แม้แต่ความรู้สึกที่เรียกว่าบุญ ว่าบาป นี่ก็เหมือนกัน มันมา รวมอยู่ในคำว่า ขันธ์ห้า ทั้งนั้น ที่มันรู้สึกอยู่ในเวลานั้น ก็เช่น เวทนา รู้สึกเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือ ไม่สุขไม่ทุกข์. หรือ ที่มันหมายมั่นอยู่ในเวลานั้น เรียกว่า สัญญา, สัญญาว่าหญิงสัญญาว่าชาย สัญญาว่าได้สัญญาว่าเสีย สัญญาว่าผัวสัญญาว่าเมีย สัญญาว่ากำไรสัญญาว่าขาดทุน หรือ

น.30 ๒๒ สัญญาว่าสุขว่าทุกข์ก็ตาม ทั้งหมดนั้นมารวมอยู่ในคำว่า สัญญาขันธ์ อยู่ในขันธ์ห้า คิดนึกเท่าไร ๆ ตามใจเถอะ สรุปแล้วมันมา รวม อยู่ในคำว่า สังขารขันธ์ อยู่ในขันธ์ห้า วิญญาณรู้แจ้ง ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เท่าไร มันก็มารวมอยู่ในคำคำเดียวว่า วิญญาณขันธ์ อยู่ในขันธ์ห้า. ฉะนั้น สิ่งที่จะยึดมั่นถือมั่น มันก็คือขันธ์ห้านั้น เอง ; ถ้าไม่ยึดมั่นถือมั่นเรียกว่าขันธ์ห้า, ถ้ายึดมั่นถือ มั่นเข้าแล้ว เรียกว่า อุปาทานขันธ์ห้า. ขันธ์ล้วน ๆ เรียก ว่าขันธ์ห้า ขันธ์ที่มีอุปาทานยึดมั่นเข้าแล้วเรียกว่าอุปาทาน ขันธ์ห้า มีอยู่ห้า. เมื่อใดมันเกิดเป็นอุปาทานขันธ์ ขึ้น มาแล้ว เมื่อนั้นเราจมอยู่ใต้อำนาจของขันธ์ ใต้อำนาจ ของกิเลส ใต้อำนาจของความทุกข์. หรือว่าเมื่อมันได้อย่างใจ พอใจ หัวเราะร่าเริงอยู่ มันก็อยู่ใต้อำนาจของขันธ์ห้า คือเวทนาขันธ์ที่เป็นสุข เมื่อนั้นก็เรียกว่าจมอยู่. สมมติว่าถูกลอตเตอรี่รางวัลล้าน ๆ ก็มาดีใจอยู่จนเกือบจะเป็นบ้าอยู่แล้ว ทำไมจึงเกือบจะเป็น บ้าเล่า ? เพราะว่า ความรู้สึกนั้นมันครอบงำ นั่นแหละ

น.31 ๒๓ คือ จมอยู่ใต้สิ่งนั้น , จมอยู่ใต้ความพอใจ ที่ว่าถูกลอตเตอรี่ มันบีบคั้นให้เราหัวเราะเป็นบ้าไปก็ได้ มันบีบคั้นให้เราเสียใจ เป็นบ้าไปก็ได้ คือมันไม่ปรกติ เราอย่าให้ทั้ง ๒ อย่างนี้ คือ อย่าให้ทั้งฝ่ายยินดี และทั้งฝ่ายยินร้าย ครอบงำเราได้ เมื่อนั้นแหละคือ โลกุตตระ; เช่นว่า ถูกลอตเตอรี่ ล้าน ๆ อย่างนั้น ก็เห็นว่า โอ๊ย, เช่นนั้นเอง, มันเช่นนั้นเอง, ไม่หวั่นไหวในจิตใจ อะไรเลย; นั่นแหละคือไม่จมอยู่ใต้สิ่งนั้น ยังอยู่เหนือสิ่ง นั้น. หรือว่า เงินหายหมด ไฟไหม้บ้านหมด อะไรหมด ก็ เช่นนั้นเอง, มันเป็นธรรมดาในโลกเช่นนั้นเอง ก็ไม่เสียใจ อะไรเลย, นี้คือไม่อยู่ใต้นั้น ไม่อยู่ใต้อำนาจของขันธ์ห้า หรือของสิ่งที่เป็นโลก นี้เรียกว่า โลกุตตระ. ขอร้องเป็นครั้งสุดท้ายว่า อย่าเห็นว่าคำว่าโล- กุตตระนั้นไม่เกี่ยวกับเรา คำว่า โลกุตตระ หรือตรงกัน ข้ามคือ โลกิยะ นั้นมันเกี่ยวกับเรา , เดี๋ยวพลิกไปเดี๋ยว พลิกมา, คือเดี๋ยวเป็นโลกิยะ เดี๋ยวเป็นโลกุตตระ แล้วแต่ ว่าจิตนั้นมันกำลังโง่ หรือมันกำลังฉลาด มันกำลังจะยึดมั่น หรือมันไม่ได้ยึดมั่น มันสลับกันอยู่กับความยึดมั่นหรือไม่

น.32 ๒๔ ยึดมั่น. เมื่อยึดมั่นก็อยู่ใต้โลก; เมื่อไม่ยึดมั่นก็อยู่เหนือ โลก, อยู่เหนือโลกเรียกว่า โลกุตตระ เวลานั้นสบาย ดี ไม่มีอะไรจะสบายดีเท่านี้ เพราะว่าไม่มีอะไรปรุงแต่ง ให้เป็นทุกข์. นี่ขอร้องว่า อย่าเอาคำว่า โลกุตตระ ไปเก็บไว้ เสียที่อื่น ให้เอามาใช้อยู่เป็นประจำวัน คือระมัดระวัง รักษาปรับปรุงจิตของเรา ให้อยู่เหนืออารมณ์ทั้งหลายอยู่ ตลอดเวลา ; เหมือนกับที่เราทำการงานทำอะไร เราระวังไม่ ให้มันพลาด, ระวังแต่ให้มันถูกต้อง แล้วได้ผล. เราก็ต้อง ระวังจิตอย่างนั้นด้วยเหมือนกัน ; อย่าให้จิตนี้พลาดลงไป อยู่ใต้โลก คือยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งรวม เรียกกันว่าโลก ก็อยู่อย่างเหนือโลก ที่นี่และเดี๋ยวนี้. ตัว อยู่ในโลกนี้ ก็อยู่ในโลกนี้ แต่จิตไม่ได้อยู่ใต้อำนาจของโลกนี้ นี้เรียกว่า โลกุตตระ : ถ้าตัวก็อยู่ในโลกนี้ จิตก็อยู่ในโลกนี้ จิตก็อยู่ใต้อำนาจของสิ่งต่างๆ ที่มีค่ามีความหมายในโลกนี้ เรียกว่าจมโลก ใต้โลก ทนทุกข์ทรมาน ที่นั่นแหละคือนรก อันแท้จริง. นี้คำที่ ๒ คือคำว่า โลกุตตระ.

น.33 ๒๕ ๓. ว่าด้วย คำว่า "ฆราวาสธรรม" ทีนี้ก็คำว่า ฆราวาสธรรม, อาตมาก็รำคาญมานาน คำว่า ฆราวาสธรรม เขาจัดให้เป็นคำที่ต่ำไปอยู่กับชาวบ้าน ไปอยู่กับฆราวาส. ที่จริง ธรรมะนี้เป็นเพียงเครื่องมือ ; สัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ นั่นมันเป็นเครื่องมือ, ใช้เพื่อจะ สำเร็จประโยชน์อยู่ในโลกก็ได้, ใช้เพื่อจะอยู่เหนือโลก ก็ได้, เพื่อไปนิพพานก็ได้. ฆราวาสธรรม มี สัจจะ คือ ความจริงใจ , ทมะ- บังคับตัวเอง, ขันตี-อดกลั้นอดทน, จาคะ -- สละสิ่งที่ไม่ ควรจะมีอยู่ในตนออกไปเรื่อย ๆ. ถ้าทำอยู่อย่างนี้ไปถึง นิพพานก็ได้, แล้วเขามาเรียกเสียว่า ฆราวาสธรรม มันก็มี ความหมายแต่เพียงว่าเป็นธรรมที่จำเป็นที่ฆราวาสจะต้องใช้ อย่างยิ่ง, ฆราวาสที่จมอยู่ในกองทุกข์ในโลกนี้ จะต้องใช้ อย่างยิ่ง. ถ้าฆราวาสนั้นเขาใช้ฆราวาสธรรมทั้ง ๔ นี้ให้ ถูกต้องแล้ว เขาจะโผล่ขึ้นมาเหนือโลก หรือโลกุตตระ ; ถ้าเขาไม่มีธรรมะ ๔ ประการนี้ ฆราวาสนั้นจะจมอยู่ในโลก, ในใต้ก้นลึกของโลก, ทนทุกข์ทรมานอย่างยิ่งตามแบบของ

น.34 ๒๖ ฆราวาส. จิตใจของเขาตกจมอยู่ใต้สิ่งที่เป็นโลก ที่ใคร ๆ ก็ เรียกชื่อกันว่า ทรัพย์สมบัติ เงินทองข้าวของ, วัว ควาย ไร่ นา บุตรภรรยาสามี, เกียรติยศชื่อเสียง, ทั้งหมดนี้คือโลก. ถ้าฆราวาส ไม่มีธรรมะ ๔ ประการนี้ เขาก็จะตกจมอยู่ ใต้โลก แล้วก็จะทนทุกข์, หรือว่าก่อนแต่ที่เขาจะมีเงินทอง ข้าวของ วัวควายไร่นา เขาก็ต้องใช้ธรรมะ ๔ ประการนี้ ฆราวาสนั้นจึงจะมีทรัพย์สมบัติ เงินทองข้าวของ วัว ควายไร่นา. ทีนี้ ครั้นเขาได้มาแล้ว เขาอุดมสมบูรณ์ไปด้วย ทรัพย์สมบัติ เงินทองข้าวของ วัวควายไร่นาแล้ว เขาก็จม อยู่ใต้สิ่งนั้น คือสิ่งนั้นมันทำให้เป็นทุกข์ : มีเงินก็เป็น ทุกข์เพราะเงิน, มีวัวมีควายก็เป็นทุกข์เพราะวัวควาย, มี บ้านเรือนก็เป็นทุกข์เพราะบ้านเรือน, มีเรือกสวนไร่นาก็ เป็นทุกข์เพราะเรือกสวนไร่นา, มีลูกก็เป็นทุกข์เพราะลูก, มีภรรยาก็เป็นทุกข์เพราะภรรยา, มีสามีก็เป็นทุกข์เพราะสามี. ทีนี้ ทำอย่างไรที่จะไม่ให้สิ่งเหล่านี้มันเป็นทุกข์ขึ้น มา ? ก็คือ ใช้ธรรมะนี้ถอนตนขึ้นมา มี สัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ ถอนตนขึ้นมา, ถอนตนขึ้นมา, จนเป็นฆราวาสที่ไม่

น.35 ๒๗ จมอยู่ใต้กองทุกข์ นี้หมายความว่า ต้องใช้ธรรมะ ๔ ประการนี้ตั้งแต่ขั้นต้นที่สุด ในหน้าที่ของฆราวาส ; ตั้งแต่หาทรัพย์สมบัติ มาให้ได้ หรือทุกอย่างที่ฆราวาสควร จะมี หามาให้ได้. ครั้น หามาได้แล้ว ก็ใช้เป็นเครื่อง มือ ถอนตนขึ้นอยู่เหนืออำนาจของสิ่งเหล่านี้, มีจิตใจ เป็นอิสระ หรือเป็นโลกุตตระ หรือหลุดพ้น แล้วก็สบายดี ยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนบรรลุมรรค ผล นิพพาน. ฉะนั้น ฆราวาสธรรมนั้นเป็นเครื่องมือกลาง ๆ แล้วแต่จะใช้ ตั้งแต่ต้นจนปลาย. ถ้าพูดว่า มันเป็น เพียงเครื่องมือของฆราวาสล้วน ๆ อย่างนี้แล้วไม่ถูก, มันไม่ ยุติธรรมแก่ธรรมะชื่อนี้. อีกหมวดหนึ่ง ซึ่งจะมีปัญหาคล้าย ๆ กัน แต่ไม่ เหมือนกันทีเดียว เพราะเขาให้ชื่อเป็นอย่างอื่น เช่น อิทธิ- บาททั้ง ๔ : ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา. ที่เรียกว่า อิทธิบาททั้ง ๔ ใช้ความสำเร็จในโลกก็ได้, เหนือโลก ก็ได้ : แต่โดยเหตุที่เขาไม่เรียกมันว่า ฆราวาสธรรม เขา เรียกว่า อิทธิบาท สิ่งที่ให้เกิดความสำเร็จ เลยเป็นกลาง ๆ สำเร็จที่ไหน ชั้นไหน ก็ได้ ก็เลยรอดตัวไป ไม่ถูกเข้าใจผิด

น.36 ๒๘ เหมือนกับคำว่า ฆราวาสธรรม ซึ่งเป็นธรรมที่จะใช้ถอน ตนออกจากกองทุกข์ในระดับใดก็ได้. เอาละเป็นอันว่า นี้ก็เป็นคำอีกคำหนึ่ง ซึ่งต้อง อธิบายทำความเข้าใจกันเสียใหม่ ให้มีความถูกต้องสามคำ แล้วนะ เผด็จการณ์คำหนึ่ง โลกุตตระคำหนึ่ง ฆราวาส ธรรมคำหนึ่ง. ๔. ว่าด้วยคำว่า "ธรรม". ทีนี้ก็มาถึงคำว่า ธรรม นั่นเอง. ธรรม คำว่า ธรรม นั่นเอง ตามธรรมดาในการพูดจาตามปรกติเราใช้กัน แต่ในความหมายสูงและฝ่ายดี. ที่จริงคำว่า ธรรม นี้เป็นคำกลางทั่วไปหมด ไม่ว่า ฝ่ายชั่วฝ่ายดี ฝ่ายต่ำฝ่ายสูงอะไร, คือ เป็นสิ่งที่ทรงตัวอยู่ ตามธรรมชาติ. คำว่า ธรรม นั้น แปลว่า สิ่งที่มันทรงตัวมัน เองอยู่ตามธรรมชาติ, จะเป็นรูปธรรม ก็ทรงตัวมันเองอยู่ ตามธรรมชาติของรูปธรรม, จะเป็นนามธรรม มันก็ทรงตัว มันเองอยู่ได้ตามธรรมชาติของนามธรรม, จะเป็นสังขตธรรม มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง มันก็ทรงตัวมันเองอยู่ได้ด้วยการปรุง- แต่งของเหตุปัจจัย ถ้ามันเป็นอสังขตธรรม ไม่มีเหตุปัจจัย

น.37 ๒๙ ปรุงแต่ง ก็ทรงตัวอยู่ได้ด้วยอำนาจของการที่ปรุงแต่ง. ฉะนั้นทุกสิ่งเรียกว่า ธรรม ได้ทั้งนั้น เป็นวัตถุเป็นรูปธรรม ก็เรียกว่าธรรม, เป็นจิต เป็นวิญญาณ เป็นนามธรรม ที่ดีก็เป็นกุศลธรรม, ไม่ดีก็เป็นอกุศลธรรม กระทั่ง นิพพานก็เป็นธรรม, คือมีการทรงตัวเองอยู่ตามธรรมชาติ, ฉะนั้นเราพูดกันภาษาธรรมดาง่าย ๆ ว่า นับตั้งแต่ขี้ฝุ่นที่พื้น ตั้งแต่ขี้ฝุ่นเม็ดหนึ่งขึ้นไปถึงพระนิพพาน ล้วนแต่เรียกว่า ธรรม, ธรรมในความหมายว่าเป็นธรรมชาติ เป็นปรากฏ- การณ์ของธรรมชาติ นี่ขอให้เห็นแจ่มแจ้งว่า คำว่า “ธรรม" นั้นหมาย ถึงอย่างนี้ หมายถึงทุกสิ่งไม่ยกเว้นอะไร ; แต่โดยมากเรา มาใช้แต่ฝ่ายดี ว่า มันเป็นธรรม มันถูกต้อง และมันสูง หรือมันไม่ต่ำ คือมันจะพาไปในทางสูง นั่นเป็นการใช้เพียง บางส่วนเท่านั้น. ที่ผิดก็ คือธรรมที่นำไปทางต่ำก็ธรรม ; ความต่ำก็เป็นธรรม, ความสูงก็เป็นธรรม, ความชั่วก็เป็น ธรรม ความดีก็เป็นธรรม. ถ้ามองเห็นอย่างนี้แล้ว เรียกว่า เห็นอย่างถูกต้อง ก็จะไม่ยึดถือธรรมใด โดยความเป็นตัวตนหรือเป็น

น.38 ๓๐ ของของตน ; อย่างหลักที่ว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา, คือสิ่งทุกสิ่งมันเป็นอนัตตา ไม่มีสิ่งใดที่ควรจะไปยึดถือเอา โดยความเป็นตัวตน. ถ้าเราเข้าใจคำว่า ธรรม อย่างนี้แล้ว ก็จะไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด ; ถ้าเราไปเข้าใจธรรมว่าดี ว่าสูง ว่าอะไรนี้ เรา จะยึดมั่นธรรม นั้นเอง ; พอยึดมั่นธรรมมันก็ เกิดเรื่องแหละ มัน ก็มีความทุกข์เพราะยึดมั่นธรรม นั่น แหละ, แล้วมันจะไม่ดีไม่สูงไปได้ดอก. ถ้าไปยึดมั่นเข้าแล้ว มันจะไม่ดีไม่สูงไปได้ มันจะกลับตกต่ำลงมาเป็นไฟเผาผลาญ คนนั้น, จะเกิดตกลงมาเป็นสิ่งที่ร้ายกาจ กัดกินคนนั้น ; เพราะว่าธรรมทั้งปวงยึดถือไม่ได้. ธรรมทั้งปวงยึดถือไม่ได้; พอไปยึดถือเอามันก็ กัดเอาคนนั้นแหละ แล้วมันจะไม่อยู่ในสภาพตามที่เข้าใจ กันมาแต่ก่อน. พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนไม่ให้ยึดมั่น โดย ความเป็นสิ่งนั้นทุกสิ่งเลย ตั้งแต่ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม จิต วิญญาณ หรือที่เขารู้กันอยู่ก่อนพุทธกาลว่า เป็น เทวดา เป็นมาร เป็นพรหม เป็นอะไร เป็นนิพพานในที่สุด. อย่าได้ไปยึดมั่นให้เป็นตัวตนขึ้นมา มันเป็นเพียงธรรมชาติ, เป็นเพียงธาตุตามธรรมชาติ.

น.39 ๓๑ คำว่า เป็นธาตุตามธรรมชาติ นั่นแหละ คือความ หมายของคำว่า ธรรม. สังขตธรรมก็ธาตุตามธรรมชาติ, อสังขตธรรมก็ธาตุตามธรรมชาติ, รูปธรรมก็ธาตุตามธรรม- ชาติ, นามธรรมก็ธาตุตามธรรมชาติ, มันจึงเป็นสักว่าธรรม ทั้งปวง, แล้วก็ ยึดมั่นถือมั่นให้เป็นตัวตนไม่ได้ . พอไป ยึดมั่นถือมั่นจะให้เป็นอย่างไร มันก็กัดเอาทันที คือมันไม่ เป็นไปตามที่เราต้องการ เรียกว่ามันกัดเอาทันที; แม้แต่ เพียงหวังเท่านั้นก็ผิดหวังทันที, เพียงแต่ขั้นความหวัง หวัง จะให้เป็นอย่างไร, นี่มันก็กัดเอาทันที คือมันไม่เป็นไปตาม ที่เราหวัง แล้วมันก็ผิดหวังทันทีที่เราหวัง. ถ้าเป็นอย่างนี้ แล้วเรา อยู่ใต้โลกแล้ว โลกมันกัดเอา แล้ว, ไปยึดมั่นสิ่ง ใดสิ่งนั้นแหละมันจะกัดเอา. นี่จงมีชีวิตอยู่อย่างที่ไม่ได้ไปยึดมั่นในสิ่งใด คือไม่ เข้าไปเป็นทาสของสิ่งใด, ให้ธรรมทั้งปวงเป็นธรรมไปตาม ธรรมชาติ : แม้แต่จิตก็ไม่ยึดมั่นว่าจิตของเรา ว่าตัวเรา, อะไร ๆ เข้ามาสู่วิต ก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของเรา. นี่เรียก ว่า ไม่ยึดมั่นว่าเป็นตัวเรา ไม่ยึดมั่นว่าของเรา, ยึดมั่น ตัวเราเขาเรียกว่า อหังการ ยึดมั่นว่าของเราเขาเรียกว่า มมังการ,

น.40 ๓๒ ทีนี้ เ ราโง่มาตั้งแต่แรกคลอดมา พอคลอดมาก็เริ่มโง่, พอคลอดมาเริ่มโง่นี่เข้าใจไหม ? คือพอคลอดจากท้องแม่แล้ว ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันก็ทำงาน เห็นนั่น ได้ยินนี่ ดมนั่นดมนี่, แล้วก็เริ่มหลงรักในสิ่งที่น่ารัก, แล้วก็หลง เกลียดในสิ่งที่น่าเกลียด, นั่นแหละเราเริ่มโง่มาตั้งแต่เริ่มออก จากท้องแม่. หลงรักในสิ่งใดก็ยึดมั่นในสิ่งนั้น หลงเกลียดใน สิ่งใดก็ยึดมั่นในสิ่งนั้น จึงได้รักได้ จึงเกลียดได้ ; ฉะนั้นเรา จึงฝึกหัดยึดมั่นถือมั่นมาตั้งแต่ออกมาจากท้องแม่ เรื่อยมาจน บัดนี้ มันเหนียวแน่น ก็เรียกว่าอนุสัย, คือ ความเคยชินใน ความรู้สึก อย่างนั้น ก็เรียกว่าอนุสัย, เรียกเต็มๆ ก็ว่า อหังการะมมังการะมานานุสัย - ความเคยชินที่จะทำความ หมายมั่นว่าเรา ว่าของเรา. นี่ตัวเลวร้ายที่สุด มีอยู่ใน ทุกคนหนาขึ้น ๆ ตั้งแต่เริ่มออกมาจากท้องแม่จนบัดนี้. ขอให้หยุดคิดสักหน่อยว่า ใครรู้จักสิ่งที่มีอยู่หนา- แน่นในสันดานของเรา ซึ่งชื่อว่า อหังการมมังการมานานุสัย ทุกคนมีอยู่แน่นอัดอยู่ในสันดาน ใครรู้จักบ้าง ? ถ้าไม่ รู้จักเสียเลย นั่นก็คือไม่รู้จักศัตรูอันเลวร้าย ที่กัดกินอยู่ใน ภายใน, แล้วจะทำอะไรได้ เพราะไม่รู้จักแม้แต่ศัตรู, แล้ว

น.41 ๓๓ ก็จะไปปราบศัตรูได้อย่างไรกัน, มันก็ล้มเหลวแหละ ; ฉะนั้น ต้องรู้จักสิ่งที่เรียกว่า ศัตรู ทุกระดับ ทุกขั้นตอน ทุกชนิด เพราะมันมีอยู่ในจิต. เมื่อใดเราเกิดความรู้สึกเป็นทุกข์ แล้วก็ให้รู้เถอะว่า เอาแล้ว เจ้านี่ตัวหนึ่งแล้วทำงานแล้ว, ก็ดูให้ดีว่ามันเป็นอย่างไร ? มันเป็นเรื่องทางตา หรือทางหู หรือทางจมูก เป็นเรื่องเข้าใจผิดอย่างไร ? เป็นเรื่องของ ความหลงรัก หรือเป็นเรื่องของความหลงโกรธหลงเกลียด ? ถ้าไม่สนใจเรื่องอย่างนี้ ไม่มีวันที่จะรู้จักธรรมะ หรือ เข้าถึงพุทธศาสนา อาตมาขอท้าว่า ให้คุณไปสร้างโบสถ์สัก หมื่นหลังแสนหลัง ก็ไม่ได้รับประโยชน์อะไร ที่จะพ้นจาก ความทุกข์ ในข้อนี้ ; เพราะบุญชนิดนั้นมันช่วยไม่ได้. ต้อง เป็นปัญญา จึงเป็นบุญที่แท้จริง คือ มีปัญญา มองเห็น ข้าศึกศัตรูที่มีอยู่ในตนนั่นแหละ แล้วลากหัวมันออก มาฆ่าเสียให้ตาย นั่นแหละจึงจะได้. เดี๋ยวนี้เราคิดอย่างไร หวังอะไรจะทำอะไร แล้วก็ ดูว่า สิ่งที่เราคิดและหวังและทำอยู่นั้น มันกำจัดสิ่งเหล่านี้ หรือไม่ ? มันกำจัดความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวกู - ของกู จนเคยชินเป็นนิสัยหรือไม่ ?

น.42 ๓๔ ความรู้สึกว่า ตัวกู-ของกู บาลีเขาใช้คำว่าอหังกา- ระมมังการะ. เรามีจนเคยชินเป็นนิสัยหรือไม่ ? เรารู้จักมัน หรือไม่ ? ถ้าไม่รู้จักแล้วเราจะไปฆ่าใคร ? จะไปฆ่าศัตรูที่ ไหน ? ศัตรูมันอยู่ในภายใน มันกัดกินเอาทุกวัน. ที่นี้ก็ต้องรู้จัก อย่าโง่เมื่อมีผัสสะ แล้วมันก็จะไม่ ให้โอกาสที่ศัตรูนี้มันเกิดขึ้น หรือจะเจริญงอกงามใหญ่โตไป มิหนำซ้ำมันยังจะตัดอาหารแห่งตัวกู-ของกู เสีย ไม่ให้ได้กิน อาหาร ตัวกู - ของกู นั้นมันจะผอมลง ๆ เรียกว่ามันบรรเทา อนุสัย ถ้าบาลีเขาเรียกว่า บรรเทาอนุสัย อนุสัยมันก็ลด ลง ๆ คือ ตัวกู - ของกู มันก็ผอมลง ๆ สักวันหนึ่งมันก็ หมดแหละ นี่เรียกว่า ธรรมะที่ว่าจะต้องรู้ เพื่อไม่ให้เกิดความ ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด, แล้ว ตัวกู - ของกู มันก็ไม่เกิดจาก สิ่งใด ; ฉะนั้นเราก็จะ อยู่โดยว่างจากความยึดมั่นถือมั่นใน ตัวกู จิตนี้ก็ไม่มีความทุกข์เลย, เป็นจิตที่เป็นอิสระ หยุด นิ่ง สงบเย็น, จะเรียกว่า จิตหลุดพ้น ก็ได้ จะเรียกว่า จิต อยู่ตามปรกติที่สุด ก็ได้, จะเรียกว่า จิตว่าง ก็ได้ ; แต่พูด อย่างนี้ถูกด่า เพราะคนเขาไม่เข้าใจคำว่า "ว่าง" แล้วเขาก็ด่า.

น.43 ๓๕ แต่ถ้าพูดว่า จิตสงบ จิตเย็น จิตหลุดพ้น จิตเป็นอิสระ นี่ ไม่ถูกค่าดอก เพราะเขาเข้าใจความหมายนั้นได้ง่าย. นี้คือคำ ที่เราจะต้องรู้ และอธิบายกันเสียใหม่. ทีนี้ก็มาถึงข้อเท็จจริงอันหนึ่งว่า ชื่อหรือคำที่ใช้ เรียกธรรมะ ทุกชนิดทุกชื่อนั้น ชื่อทุกชื่อนั้นไม่ใช่คำหรือ ภาษาวิเศษวิโสอะไร. ผู้ที่รู้คนแรก รู้ธรรมะชื่อนั้นคนแรก เขา ไปยืมเอาคำของชาวบ้าน ที่ชาวบ้านเขาใช้อยู่ในบ้าน เรือนตามธรรมดา มาใช้เป็นชื่อของธรรมะที่พบใหม่. ยกตัวอย่าง เช่นคำว่า เย็น ชาวบ้านรู้จักดี, อะไร เย็นนั้นมันดีกว่าร้อน มันสบาย มันสงบสุข มันสงบเย็น. เขารู้จักคำว่าเย็นอยู่ก่อนแล้ว นับตั้งแต่ ถ่านไฟเย็น ถ่านไฟ ร้อน, แกงกับมันร้อนกินไม่ได้ เย็นมันกินได้, หรือว่าถ้า อากาศเย็นมันก็สบายกว่าอากาศร้อน. ฉะนั้น คำว่าเย็นนี้ เป็นคำที่มีความหมาย เป็นที่พอใจของมนุษย์เราอยู่แล้วตาม ธรรมดา, มนุษย์ตามธรรมดาก็ชอบเย็น ๆ. ทีนี้ต่อมา มนุษย์ จะเรียกว่ามนุษย์ที่ไม่พอใจเพียง เท่านั้น ออกไปค้นหาความเย็นอื่นในป่าในดง เป็นฤๅษี มุนี โยคี อะไรก็ตาม ไปอยู่ตามถ้ำตามเขา เขาไปค้นหาจน

น.44 ๓๖ พบเย็นอื่นที่ดีกว่านั้น; ในชั้นแรกก็พบเย็นเมื่อจิตสงบ เมื่อจิตเป็นสมาธิ. พอทำสมาธิได้ในขณะที่เป็นปฐมฌาน, จิตได้สัมผัสความเย็นของปฐมฌานนั้น, ธรรมะที่พบใหม่นี้ เขาก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรให้เพื่อนกันฟังถูกเขาก็ต้อง เรียกว่า ความเย็น อยู่นั่นเอง. "ฉันไปพบเย็นใหม่แล้ว จะมาบอก แก" ก็เป็น ความเย็นในอันดับแรก คือปฐมฌาน. คน นั้นจึง เอา ปฐมฌานเป็นความเย็นคือเป็นนิพพาน ก็ บอกให้คน ทั้งหลายรู้ โอ, นี่ความเย็นใหม่ พบใหม่ เย็นจริง เย็นจิตใจ เย็นจริง ก็ตื่นเต้นกันทั้งบ้านทั้งเมือง ก็เอาเย็น คำเดิมนั่นแหละใช้ให้แก่สมาธิในขั้นปฐมฌาน. ต่อมามีมุนีฤๅษีอะไรก็ตาม ที่เขา ค้นต่อไปจน พบสมาธิที่ยิ่งไปกว่านั้น คือทุติยฌาน เย็นกว่า, แล้ว ก็ว่า โอ, เย็นอยู่ที่นี่เว้ย, เย็นอยู่ที่นี่. ขอถอนพวกนั้นที่ แรก มาเย็นกันที่ทุติยฌานนี้ มันมาอย่างนี้, มาอย่างนี้ จน กระทั่งถึงจตุตถฌาน ก็สิ้นสุดฝ่ายรูปฌาน, ไม่มีคำอะไร เกิดขึ้นใหม่ หรือแปลก คือคำว่า เย็น นั่นแหละคือ นิพพาน.

น.45 ๓๗ ต่อมาเขาค้น ๆ ไปจนพบประเภทอรูปฌาน ซึ่ง ละเอียดกว่าประณีตกว่า กระทั่งถึงอากิญจัญญายตนะ เรียก ชื่อว่านิพพานอยู่นาน ทีเดียว. ถ้าดูตามพระบาลีแล้ว อากิญจัญญายตนะเป็นชื่อของนิพพานมานาน แล้วก็ในหลาย ลัทธิหลายศาสนาในยุคนั้น จนกว่าจะพบเนวสัญญานาสัญญา- ยตนะ. พระพุทธเจ้า พอออกบวชก็เข้า ไปศึกษา ในลัทธิ พวกนี้ ท่านก็พบว่า "โอ้, เย็นเท่านี้ไม่ใช่ที่สุด ฉันไม่เอา ยังไม่เอา" จึงไม่ยอมหยุดอยู่เพียงเท่านั้น ไปค้นหาความเย็น ตามแบบของพระองค์ ก็ได้พบความสิ้นไปแห่งกิเลส, ความสิ้นไปแห่งราคะ โทสะ โมหะ, โอ, เย็น ๆ. ทีนี้ไม่มี ใครอาจจะหาพบให้เย็นกว่านั้นอีกแล้ว เรื่องมันก็จบ. ความ เย็นหรือนิพพาน มันก็ไปสิ้นสุดอยู่ตรงที่ความสั้นไป แห่งราคะ โทสะ โมหะ ก็ยังเรียกว่า เย็น อยู่นั่นเอง, คำ เดียวกับคำว่า นิพพาน ๆ ที่เด็ก ๆ มันร้องตะโกนมาแต่ใน ครัวว่า พี่หรือแม่ก็ตามเดี๋ยวนี้ข้าวนิพพานแล้ว ข้าวต้ม นิพพานแล้ว มากินได้แล้ว.

น.46 ๓๘ นี่มันน่าหัวใช่ไหม ? คำว่า "นิพพาน" มันหมายถึง อย่างนั้น : ทำของที่มันร้อนอยู่ให้เย็น บาลีใช้ปรากฏอยู่ ในพระไตรปิฎก ช่างทองเอาน้ำรดโลหะที่ร้อน ๆ ให้เย็น ก็ ใช้คำว่า ทำให้มันนิพพาน. เขาเผาทองจนลุกโชนแล้วคีบ ออกมารอโอกาสหนึ่งเอาน้ำรดลงไป นี้เรียกว่า ทำให้มัน นิพพาน นิพพานเปยย เรียกว่า ทำให้มันนิพพาน. นี่ขอให้มองให้เห็นตรงที่ว่า คำธรรมะทั้งหลาย นั่น คือคำชาวบ้านธรรมดาสามัญนี้ ถูกยืมไปใช้, ถูก ยืมคำว่า เย็น ไปใช้เรียกความสิ้นไปแห่งกิเลส เรียกว่า นิพพาน ตามเดิม. คำเดียวกับที่เด็กใช้อยู่. พูดอยู่ในครัว คำว่า นิพพานตามเดิม แต่เดี๋ยวนี้เป็นความเย็นของความสิ้น ไปแห่งกิเลส. ทีนี้ในทางสิ่งที่ตรงกันข้าม เรารู้จักของสกปรก อุจจาระ ปัสสาวะอะไรที่มันสกปรก เรียกกันว่า ของ สกปรก, ของสกปรก อยู่เป็นประจำ. ทีนี้ฤๅษีมุนี คนใดก็ ตาม เขาไปรู้จักกิเลส คือความรู้สึกเลวร้ายที่เกิดขึ้นในใจ ที่ เรามาเรียกทีหลังว่า โลภะ โทสะ โมหะ นี้ เรียก มันว่ากิเลส ก็คือของสกปรก, ของสกปรกที่ลึกลับ โลภะ โทสะ โมหะ

น.47 ๓๙ หรือชื่ออะไรก็ตามอีกมาก ที่ล้วนแต่เรียกว่า กิเลส, กิเลส คือของสกปรก. ทีนี้ก็ เรื่องที่ดับกิเลส คือคำว่า มรรค มคฺค คือ หนทาง, ถนนหนทาง ที่เรียกว่ามรคา มรรคา ถนนหนทาง ที่เดินไปไหนมาไหน ใครๆ รู้จักดี ก็เรียกว่ามรรค อยู่แล้ว. ทีนี้เมื่อเขาค้นพบเย็นสูงสุด คือนิพพาน, เขาค้นหาวิธีที่จะ ถึงนิพพาน, พอพบเข้าว่าทำอย่างนั้น ๆ จะถึงนิพพาน, เขา ก็ยืมคำว่า ถนนมุดมาใช้อีกทีหนึ่ง เรียกว่า มคฺค มีองค์ แปด, อัฏฐังคิกมัดค-มัดคะมีองค์แปด, มันคือ ถนนสำหรับ เดินนั่นเอง. นี่คอยสังเกตดูให้ดี ๆ ว่า ใจความสำคัญนั้น ต้องการ ให้รู้ว่า คำธรรมะนั้นไม่ใช่คำวิเศษวิโสอย่างไรก็ไม่ใช่ คือคำธรรมดาที่ชาวบ้านใช้พูดอยู่ก่อนแล้ว, แต่เมื่อเขา ไปพบเรื่องทางจิตทางวิญญาณ ไม่รู้จะเรียกชื่อมันว่าอย่างไร ก็ต้องยืมเอาคำเหล่านี้ไปใช้. ครั้นมาถึงยุคนี้ เราไม่ได้ เข้าใจอย่างนั้น ไม่ได้รู้สึกอย่างนั้น ไม่ได้เห็นเหตุการณ์ อันนั้น. เราได้รับการสอนมาในฐานะเป็นของศักดิ์สิทธิ์ สูงสุด, สูงสุดจนไม่รู้ว่าจะสูงสุดกันอย่างไร เลยเป็นคำที่เข้าใจ

น.48 ๔๐ ยาก เพราะ เราให้ความศักดิ์สิทธิ์หรือความสูงสุดมาก เกินไป หรือว่า ให้ความหมายไปในทางที่มันผิดธรรมดา เราจึงไม่รู้จักความหมายของคำว่า นิพพาน, ไม่รู้จัก ความหมายของคำว่ากิเลส ไม่รู้จักความหมายของคำว่า มรรค มคฺค. ดังนั้นเราอย่าสะดุ้ง หรืออย่ายึดถือให้มันมากมาย เกินไปนัก มันจะเหลือวิสัย. ความโง่ของเรานี่มันจะทำ ให้ธรรมะเหลือวิสัย, เช่นคำว่า นิพพาน มันจะเหลือวิสัย ของเรา. ถ้าเราไปให้ความหมายยึดมั่นถือมั่นสูงสุดไป มัน จะเหลือวิสัย ; ถ้าเอามาให้เห็นว่า ธรรมดาก็หมายถึงความ เย็น ความสงบเย็น ในความหมายที่ลึก ๆ ไปเท่านั้น ก็พอ จะรู้สึกว่าไม่เหลือวิสัย, แล้วก็จะเข้าใจคำเหล่านั้นดีขึ้น ว่า นิพพาน คืออะไร, กิเลสคืออะไร, มรรคมีองค์แปดคืออะไร. ทีนี้ที่ใกล้เข้ามาอีก ก็คือคำว่า พุทธะ ธัมมะ สังฆะ เรารู้สึกสูงจนต้องยกมือไหว้ท่วมหัวทันที เมื่อได้ยินคำว่า พุทธะ. ในศาสนาไหนก็เหมือนกัน พอเขาออกชื่อสิ่งสูงสุด พระเจ้า เป็นต้น เขาจะต้องยกมือขึ้นเหนือหัว แล้วกล่าว คำใดคำหนึ่งออกมาทันที ให้มันเป็นสิ่งสูงสุดไปเลย. นี่

น.49 ๔๑ เป็นเรื่องปิดบังตัวเอง ให้เห็นยากให้เข้าใจยาก ไม่เห็นว่าที่แท้ มันก็คือความหมายอย่างนี้ ๆ แต่ให้มันจริงกว่าให้มันลึกกว่า. ยกตัวอย่าง ด้วยคำว่า พุทธะ ธัมมะ สังฆะก็ได้ คำว่า พุทธะ นั่นแปลว่า คนตื่นนอน , พุทธะ แปลว่า คนตื่นนอน. คนที่หลับนั้นเห็นอยู่ว่ามันไม่ไหว ต่อเมื่อตื่นนอนแล้วจึงจะ ทำอะไรได้ หรือจะปลอดภัย. ทีนี้ โยคี มุนี เขามาพบว่า ยังมีความหลับอย่างอื่น คือหลับของกิเลส ; ถ้าเราตื่นจาก หลับนั้น ก็คือ คนตื่นนอน ก็เรียกว่า พุทธะ , คือคนตื่นนอน. พุทธะ แปลว่า คนตื่นนอน แต่หมายถึงนอนชนิดที่นอนด้วย กิเลส, หลับด้วยกิเลส ตื่นมาเสียจากกิเลสก็ตื่นนอน. ถ้าเรา ถือเอาความหมายอย่างนี้เป็นมาตรฐานแล้ว เราก็จะเข้าใจคำว่า พุทธะ ดีขึ้น, อย่าเป็นคนหลับ จงเป็นคนตื่นจากหลับ. ธัมมะ ก็เหมือนกัน คือ ความหมายว่า ทรงตัวอยู่ได้ ตามธรรมชาติ, เป็นของที่ทนต่อการกระทบกระทั่ง, เป็นสิ่ง ที่ทรงตัวอยู่ได้ เพราะไม่มีอะไรทำให้เปลี่ยนแปลง. คำว่า ธาตุ ตามธรรมชาติ, ธาตุตามธรรมชาติมันทรงตัวอยู่ได้ อย่างที่ไม่มีใครจะไปเปลี่ยนแปลงมันได้. แม้ว่าคนเดี๋ยวนี้ เขาจะเปลี่ยนแปลงปรมาณูหนึ่ง ๆ ให้เป็นอย่างอื่นไปได้, มัน

น.50 ๔ ๒ ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงถึงที่สุดดอก มันยังมีส่วนที่เปลี่ยนแปลง ไม่ได้ อยู่ในส่วนที่มันได้เปลี่ยนแปลงกระจัดกระจายออก ไปแล้ว. ฉะนั้น จึงถือเอาความหมายว่า มันเป็นสิ่งในตัว มันเอง, เข้มแข็ง เฉียบขาด เปลี่ยนแปลงไม่ได้ นั่นแหละ เป็นความหมายของคำว่า ธรรม, ธรรมะมีค่าเหมือนกับ พระเจ้า แหละ ถ้าเขามองเห็นว่า โอ, สิ่งนี้มีอยู่ ในทาง โลกมันก็มี ในทางภาษาชาวบ้านธรรมดาก็มีอยู่ แต่ไม่ลึกซึ้ง เท่าทางจิตใจ. เรายืมคำธรรมดาที่ใช้อยู่ในภาษาชาวบ้าน ไปใช้เป็นภาษาธรรมะ คือเรื่องที่พบใหม่. ทีนี้ก็มาถึงคำว่า สังฆะ หรือ สังโฆ วัวควายที่เดิน อยู่เป็นฝูง ๆ, ความเป็นฝูง ๆ นั่นเรียกว่า สังโฆ. สังโฆ คือฝูงควาย, สังโฆ คือฝูงวัว ฝูงแพะ ฝูงแกะ อะไรก็ได้. ต่อมาเขาไปพบฝูงของพระอริยเจ้า ฝูงของบุคคลผู้หลุดออกมา จากโลก มาอยู่เหนือโลก เลยต้องแยกฝูงออกไปจากคน ธรรมดา. ท่านไม่อยู่ในฝูงคนธรรมดาเสียแล้ว ก็ไปอยู่ใน ฝูงแบบของท่าน, ฝูงของพระอริยเจ้า เลย ยืมเอาคำว่า ฝูง ๆ

น.51 ๔๓ นี่ เช่น ฝูงวัวฝูงควายนี่ ไปใช้กับฝูงของพระอริยเจ้า ขึ้น มาอีก. นี่ ไม่ใช่มุ่งหมายจะลบหลู่ สิ่งสูงสุดเหล่านั้น แต่ บอกให้รู้เกี่ยวกับชื่อ. ถ้าเราเข้าใจความหมายของชื่อ นั้น ๆ ดีแล้ว เราจะเข้าใจความหมายของคำนั้น ที่เปลี่ยน ไปอยู่ในระดับสูงได้ดี ง่าย, และโดยง่าย. ขอให้ใช้วิธีนี้ เป็นเครื่องมือ ศึกษาให้เข้าใจธรรมะ. ฉะนั้น อย่ารำคาญที่เขาจะต้องบอกท่านทั้งหลาย ก่อนเสมอว่า คำคำนี้โดยพยัญชนะหมายความว่าอะไร, โดย อรรถะหมายความว่าอะไร. โดยการปฏิบัติได้, ใช้ปฏิบัติได้ หมายความว่าอะไร.ศินักศึกษาสมัยนี้โง่ โง่ที่สุดเลย พอ ได้ยินอธิบายว่าโดยพยัญชนะอย่างไร, วก โดยอรรถะอย่างไร ๆ ก็ว่าเสียเวลา ขว้างทิ้งเลย ไม่อ่านแล้ว คือไม่รู้ว่ามัน จะต้อง ศึกษาจนถึงขนาดว่า โดยพยัญชนะนั้นเป็นอย่างไร, โดยอรรถะนั้นเป็นอย่างไร. คำว่า พุทธะ โดยพยัญชนะ ก็แปลว่า ผู้ตื่นนอน เข้าใจได้ทันทีว่า ผู้ตื่นนอน, โดยอรรถะ มันก็ตื่นจากการ นอนหลับของกิเลส. นี้ชัดขึ้นไป โดยประยุกต์ ก็ว่า มัน

น.52 ๔๔ เป็นสิ่งที่เราจะต้องตื่นนอน, เราจะต้องตื่นนอน คือตื่น จากหลับของกิเลสให้จนได้ ถ้าเข้าใจทั้งโดยอรรถะ โดยพยัญชนะ โดยประยุกต์ ประยุตต์ นี่ก็จะดี, จะเข้าใจในคำเหล่านั้นได้ดี. ฉะนั้น อย่าเบื่อที่จะฟังคำเทศน์ คำอธิบาย โดยพยัญชนะ โดย อรรถะ โดยประยุกต์ จะช่วยให้เข้าใจความหมายของธรรมะ นั้นเร็วขึ้น. นี่ข้อนี้คือบอกให้ทราบว่า ภาษาธรรมะทั้งหลาย สูงสุด แม้คำว่านิพพาน สูงสุดเท่าไร, เหมือนคำเดียวกับ คำว่า นิพพานของถ่านไฟ นิพพานของข้าวของแกง ของ ที่มันร้อน ๆ กินไม่ได้ ต้องรอให้เย็นจึงกินได้นั่น ความหมาย เดียวกัน ทีนี้เราก็นึกถึงเรื่องต่ำ ๆ นี้ว่า ถ้าเย็นเหมือนกับ อาบน้ำ มันก็ดี แต่มันยังเย็นไปกว่านั้นอีก เพราะมันอาบ จิตใจ อาบน้ำธรรมะให้จิตใจมันเย็น มันก็เย็นกว่าอาบน้ำ ธรรมดา ; แต่มันเย็นในความหมายที่สูงกว่านั้น, ถ้าจะเย็น อย่างน้ำแข็งก็คงไม่ไหวเหมือนกัน, เดี๋ยวมันเย็นจนตายเสีย อีก, มันเย็นชนิดที่ปลอดภัย. เย็นของนิพพาน เมื่อใด ไม่มีกิเลส เมื่อนั้นก็ไม่ร้อน, และก็ไม่เย็นตามภาษา

น.53 ๔๕ คน ; ไม่ร้อนไม่เย็น นั่นแหละคือ เย็น ตามภาษา นิพพาน, เย็นชนิดที่ไม่ร้อนไม่เย็น นั่นแหละคือ เย็นอย่าง ภาษาธรรมะสูงสุด. ทีนี้ก็มาถึงคำอีกคำหนึ่ง เมื่อตะกี้นี้ยังลืมไปอีกคำ หนึ่ง คือคำว่า มรรค คือ หนทาง . ทีนี้คำว่า ผล ก็คือ ลูกไม้, ผลก็คือลูกไม้. มรรค ผล นิพพาน : มรรค คือหนทาง, ผล คือลูกไม้ที่กินได้, เ รารู้จักผลไม้ว่ากินได้ แล้วก็พอใจที่จะ ได้ผล และมีผล. พอเรื่อง ทางจิตใจ คำว่า ผลก็คือลูกไม้ ลูกไม้ที่ได้มาจากการ ปฏิบัติคือมรรค. นี่รวมอยู่ในเรื่อง ที่ว่า ทุกคำนี้ยืมมาจากคำชาวบ้านธรรมดา ซึ่งเด็ก ๆ ก็พูด กันอยู่. ๕. ว่าด้วยคำว่า "เวลา". ทีนี้มาถึงคำที่ต้องอธิบายกันเสียใหม่ คือคำว่า เวลา. คำว่าเวลา นี้ เรามักจะเข้าใจผิด จนพูดว่า เวลาหนึ่งเดือน หนึ่งปี หนึ่งนาที หนึ่งวินาที เวลาแค่นั้น นั้นไม่ใช่เวลา, นั้นมัน เป็นเครื่องกำหนดเวลา ว่ายาวเท่าไร นานเท่าไร สมมติบัญญัติกันขึ้นมาเอง ว่าหนึ่งขณะจิต หนึ่งวินาที

น.54 ๔๖ หนึ่งนาที หนึ่งชั่วโมง หนึ่งวัน หนึ่งเดือน หนึ่งปี นั้นไม่ ใช่เวลา, มันเป็นเพียงคำบัญญัติสำหรับวัดเวลา หรือกำหนด เวลา ; ตัวเวลาที่แท้จริงไม่ใช่สิ่งนั้น. ตัวเวลาที่แท้จริงร้ายกาจมาก, เป็นสิ่งที่ร้ายกาจ ที่สุดเลย. สิ่งที่เรียกว่า เวลา เป็นความหมายถึงสิ่งที่เป็น ผลของกิเลสหรือความทุกข์. จะพูดนำเสียก่อนก็ได้ว่า เวลา คือสิ่งที่กัดกินเราอยู่ตลอดกาล, สิ่งที่กัดกินเราอยู่ เป็นประจำคือเวลา. เวลาคือระยะอันหนึ่ง ตั้งต้นที่ความ อยาก แล้วจนกว่าจะสมอยาก. พอเราลงมืออยากก็เป็น จุดตั้งต้นของเวลา แล้วทำไป รอไป ๆ จนกว่าอันนั้นมันจะ เลิกอยาก เพราะสมอยาก หรือทำไม่ได้อะไรก็ตามใจ ; มัน เลิกอยากจากความอยากถึงความเลิกอยากนั้นคือเวลา, ตลอด ระยะนั้นมันกัดเราเจ็บปวด. พอเราอยากแล้วกว่าจะได้ สมอยาก นั้นคือเวลาหนึ่ง ๆ, มันจะนานหนึ่งเดือน หนึ่งวัน หนึ่งชั่วโมง ก็ตามใจ สิ่งที่เรียกว่า เวลา นั้นคือ อย่างนี้. อย่าเข้าใจว่า เวลาไม่มี อย่าเข้าใจผิด ๆ ว่า เวลาเป็น เรื่องมายา ลม ๆ แล้ง ๆ ไม่มีตัวจริง มันจริงยิ่งกว่าจริง คือ

น.55 ๔๗ มันกัดเราอยู่จริงๆ. พอเริ่มต้นอยากมันก็เริ่มกัด, แล้วกัดๆ กัด ๆ กัดอยู่ จนกว่าจะหยุดเลิกความอยากอันนั้น นั่น- แหละคือเวลา, นั้นคือตัวปัญหา ที่เราจะต้องกำจัดเวลา เสีย อย่าให้มันกัดเรา. ถ้าเรากำจัดเวลานั้นเสียได้ ไม่มีความ หมายและไม่กัดเรา เราเป็นพระอรหันต์. พระอรหันต์เป็นผู้กัดกินเวลา, เวลาเป็นสิ่งที่ กัดกินมนุษย์ปุถุชน. เวลากัดกินเรามนุษย์ปุถุชน แต่พระ อรหันต์เป็นผู้กัดกินเวลา คือยกเลิกเวลาเสียได้. ท่านอยู่ เหนือการถูกกัดกินโดยเวลา; ท่านไม่ถูกกัดกินโดยเวลา เรียกว่าหลุดพ้น เป็นพระอรหันต์. ฉะนั้นเราทนทุกข์- ทรมานอยู่ ด้วยความอยาก จนกว่าจะหยุดอยาก. ข้อนี้ต้องเป็นสันทิฏฐิโกแก่ท่านทั้งหลายเสียก่อน เพียงแต่ได้ยินอาตมาว่านี้ไม่สำเร็จประโยชน์ดอก มันเป็น คำพูด, ต้องไปดูให้เห็นเป็นสันทิฏฐิโก ว่าเราเป็นอยู่ จริง ทั้งวันทั้งคืน. เรามีเวลาที่กัดกินเราอยู่จริง กัดแรงบ้าง กัดอ่อนบ้าง กัดเจ็บปวดบ้าง ไม่สู้เจ็บปวดบ้าง. ขอให้รู้ และเห็นสิ่งที่เรียกว่าเวลา ซึ่งมีอยู่จริง กัดเราจริง อยู่เป็น ประจำ.

น.56 ๔๘ นี่คือการศึกษาธรรมะอย่างแท้จริง จะพูดว่า ดีกว่าศึกษาพระไตรปิฎก ก็ได้เหมือนกัน แต่เดี๋ยวจะหาว่าเหยียด-หยามพระไตรปิฎกเสียอีก. ถ้าว่าท่านทั้งหลายจะย้อนวกเข้าไปศึกษาในภายใน ว่าเวลามันกัดกินเราอย่างไร ? พอเราอยากก็คือเกิดกิเลสแห่งความอยาก กิเลสแห่งความอยากเกิดเวลาก็ตั้งต้น. แล้วมัน กัดกินหัวใจเราอย่างไร ? เราก็ ดูให้เห็น นั่นแหละคือ เห็นธรรมะอย่างยิ่ง อย่างแท้จริง ดีกว่าอ่านพระไตรปิฎก เสียอีก. หรือจะให้พูดก็ต้องขอพูดว่า อ่านพระไตรปิฎกเล่มข้างในกันบ้าง อย่ามัวอ่านแต่พระไตรปิฎกเล่มข้างนอกในตู้. ทุกคนแหละ ต้องไป ทำให้เป็นสันทิฏฐิโก เห็นชัดลงไปว่า ราคะอย่างไร, โทสะอย่างไร, โมหะอย่างไร, เกิดขึ้นแล้วเป็นอย่างไร, โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวร้ายที่สุดคือตัณหา. ตัณหา แปลว่า ความอยาก ; แต่มันจำกัดความนะต้อง อยากด้วยความโง่จึงจะเป็นตัณหา, ต้องการด้วยความโง่จึงจะเรียกว่าความอยาก. ถ้าต้องการอย่างปรกติธรรมดาสามัญ หรือต้องการด้วยสติปัญญา ท่าน ไม่เรียกว่าตัณหา, ที่พบท่าน เรียกว่า สังกัปปา โดยมาก, สังกัปปา คือ ความต้องการตามปรกติ ไม่ด้วยกิเลสตัณหาแต่ด้วยสติปัญญา.

น.57 ๔๙ นี่เรามันโง่ ; เ มื่อมีอะไรมากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วมันก็ เกิดความอยากด้วยความโง่ นี้เรียกว่าตัณหา. ตัณหานั้นคือความอยาก, ที่พอตั้งต้นแล้วมันกัด. จุดตั้งต้นของตัณหา กว่าตัณหาจะสิ้นไป ดับไป ระยะหนึ่งนั้นเรียกว่า เวลา, กัดเท่าไร กัดอย่างเจ็บปวดรวดร้าวอย่างไร หรือกัดเนือย ๆ อย่างทนทรมานอย่างไร. ไปศึกษาข้อนี้เถอะ จะวิเศษที่สุด ตามพระพุทธประสงค์. ท่านทั้งหลายจง ศึกษาลงไปที่ตัวความทุกข์, ตัวความทุกข์ ทุกขอริยสัจจ์อย่างแท้จริงแล้ว, เห็นชัดแจ้งแล้ว, แล้วค่อย ศึกษาเหตุให้เกิดทุกข์ คือ โง่เมื่อผัสสะ, แล้ว ศึกษาให้เห็นความดับแห่งความทุกข์ คือไม่โง่เมื่อมีผัสสะ, แล้ว วิธีที่จะไม่โง่เมื่อมีผัสสะ ก็คือเป็นอยู่ให้ถูกต้อง อย่างอริยมรรคมีองค์แปดประการ. เห็นจากข้างในล้วน นี่ไม่เท่าไรก็ จะบรรลุ สิ่งที่เรียกกันว่า มรรค ผล นิพพาน. เดี๋ยวพูดสั้นเกินไปก็หาว่าพูดเอาเองหลอกชาวบ้านอีกแหละ, มันเป็นอยู่อย่างนี้แหละ. นี่เวลา ๆ นั่นแหละสำคัญ ถ้า เราเป็นปุถุชน เวลามันกัดเรา ; พอเราฆ่าเวลาเสียได้ ก็กลายเป็นพระอรหันต์.

น.58 ๕๐ พระอรหันต์คือผู้ที่ทำลายเวลา ใช้ภาษาตลก ๆ ก็ว่า กัดกิน เวลา, เวลากัดกินเรา พระอรหันต์กัดกินเวลา, กลับกัน อยู่อย่างนี้. ถ้าว่า ความอยากมันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความโง่ เวลาก็ไม่ได้ตั้งต้น. เวลาไม่ได้ตั้งต้นที่ดวงอาทิตย์ขึ้น หรือดวงอาทิตย์ตก. เวลามันตั้งต้นที่ว่าตัณหาเกิดขึ้น เพราะ ความโง่ในขณะแห่งผัสสะ คือมีอะไรมากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในขณะแห่งผัสสะ เรามีความโง่ ก็เกิดตัณหา ในสิ่งนั้น ; นั่นแหละคือเวลามันตั้งต้น, แล้วมันก็กัด ๆ กัด ๆ จนกว่าจะสิ้นสุดเรื่องของความโง่ หรือความอยากหรือ ความโง่. เวลาระยะหนึ่งคืออย่างนี้ จะนาน ๒-๓ นาทีก็ได้, หลายชั่วโมงก็ได้, วันหนึ่ง เดือนหนึ่ง ปีหนึ่ง ก็ได้, ความ อยากอาจจะยืดเยื้อเป็นหลายปีก็ได้. รู้จักเวลาอย่างนี้ คือรู้ ธรรมะสูงสุด ไม่ใช่เรื่องของนาฬิกา ที่สอนเด็ก ๆ ให้ดู นาฬิกา แล้วก็รู้จักเวลา นั้นมันภาษาคน ภาษาโลก สอน เด็ก ๆ ให้ดูนาฬิกาเป็น แล้วก็พูดว่าเด็ก ๆ รู้จักเวลา นี้มัน

น.59 ๕๑ น่าหัว. ถ้าเอามาเปรียบเทียบกับรู้จักเวลาชนิดนี้มันไกลกัน ลิบ เฒ่าหัวหงอกก็ยังไม่รู้จักเวลา อย่าว่าเด็ก ๆ เลย. ดูให้เห็นเสียว่า เมื่อความอยากหรือตัณหาตั้ง ต้น นั่นแหละคือเวลาตั้งต้น ; แล้วมันกัด ๆ กัด ๆ แล้วก็ หยุดตัณหาเสียได้, นั้นก็เวลาหนึ่งสิ้นไป แล้วก็ตั้งต้นเวลา ใหม่อีก เกิดตัณหาทางอื่นอีก, เพราะมันมีเกิดได้ตั้ง ๖ ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ๖ ทาง. เดี๋ยวเกิดทางนั้น เดี๋ยว เกิดทางนี้, เดี๋ยวเกิดเรื่องนั้น เดี๋ยวเกิดเรื่องนี้, เดี๋ยวเกิด ได้ด้วยเรื่องในอดีต, เดี๋ยวเกิดด้วยเรื่องในอนาคต มันมากที่ จะเป็นจุดตั้งต้นของเวลา. เคยได้ยินคำอธิบายอย่างนี้ไหม ? ถ้าไม่เคยได้ยิน อาตมาก็ต้องถือสิทธิพูดว่า นี้คือคำที่เราต้องอธิบายกันเสีย ใหม่. นี้คือคำที่เราจะต้อง มาทำความเข้าใจกันเสียใหม่ อธิบายกันเสียใหม่ คือคำว่า เวลา; เช่นเดียวกับคำว่า เผด็จการณ์, คำว่า โลกุตตระ, คำว่าฆราวาสธรรม, คำว่า อิทธิบาท, คำว่า ธรรมะ นิพพาน พุทธ ธรรม สงฆ์ กิเลส มรรค ผล, มาถึงคำว่า เวลา.

น.60 ๕๒ เครื่องวัดเวลาไม่ใช่เวลา, เวลาไม่ได้เกิดเพราะ เครื่องวัดเวลา, เวลาไม่ได้เกิดเพราะนาฬิกาบอก. เด็ก ๆ คิดอย่างนั้น เวลาเกิดเพราะนาฬิกาบอก หรือดวงอาทิตย์ ขึ้น ; นั้นเด็ก ๆ แต่ถ้าเป็นผู้รู้ธรรมะแล้ว ก็รู้ว่า โอ้ เวลามันเกิดหรือมันตั้งต้น เมื่ออวิชชามันได้เกิดขึ้นมาใน ขณะแห่งผัสสะ แล้วก็เกิดตัณหา จุดนั้นจุดเกิดของเวลา จุดเกิดของตัณหาคือจุดเกิดของเวลา จุดเกิดของตัณหาคือจุด เกิดของความทุกข์. ดังนั้น การเกิดขึ้นแห่งเวลา ก็เป็น อันเดียวกันกับการเกิดขึ้นแห่งความทุกข์. ทำเล่นกับ เวลาสิ เดี๋ยวมันกัดเอาตายเลย ถ้าไม่รู้จักมัน. จะหมดเวลาอีกแล้ว พูดไม่ได้กี่เรื่องจะหมดเวลา อีกแล้ว ถ้ายังอยากจะพูดอยู่ เวลามันก็กัดกินเอา ; ถ้ายัง อยากจะฟังอยู่ เวลามันกัดกินเอา ; ถ้าเราไม่ต้องอยาก เวลา มันก็หยุด เวลามันก็หยุดสำหรับผู้ที่ไม่มีความต้องการ ๖. ว่าด้วยคำว่า "เศรษฐี" เอ้า, มาถึงคำที่พูดกันอย่างซ้ำซากจน จะเบื่อแล้วก็ ได้ คือคำว่า เศรษฐี. เศรษฐี คำนี้ขอโอกาสอธิบายใหม่

น.61 ๕๓ เพราะมันไม่มีความหมายเหมือนกับที่พูดกันอยู่ก่อนว่าเศรษฐี คืออะไร ? เดี๋ยวนี้เขาถือว่า เศรษฐี คือคนมีเงินมาก เป็น พวกนายทุน แล้วสูบเลือดคนจน เรียกว่าเศรษฐี. ถ้าอย่าง นี้มันก็ กลายเป็นว่าพวกเศรษฐีนี้ต้องกำจัดเสียให้หมด เพราะ เป็นคนมีเงินมาก แล้วสูบเลือดคนจน, ต้องฆ่าให้ตายให้ หมด. เศรษฐี ที่แท้จริงไม่ใช่อย่างนั้น เป็นบุคคลที่พึง ปรารถนา; เสฏฐ นั้นแปลว่า ประเสริฐที่สุด. เสฏฐี แปล ว่า มีความประเสริฐที่สุด นั่นแหละเศรษฐี ไม่ใช่นายทุน ขูดรีด. อย่าเอาไปปนกัน จะเลอะหมด จะเข้าใจอะไรไม่ได้. เศรษฐี ประเสริฐที่สุด ก็คือว่าเขามีธรรมะ มีธรรมะที่ ควรจะมี, มีความรักใคร่เมตตาอารีนี้ เขาก็เลี้ยงคน, เลี้ยง เพื่อนมนุษย์ ไว้เป็นเพื่อนร่วมงาน ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็จะเรียกว่าลูก จ้างแหละ .. แต่ถ้าว่า เศรษฐีแล้วละก็ไม่ใช่มีลูกจ้าง, เศรษฐีมีเพื่อนร่วมงาน มีเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ผู้มี ความสามารถน้อย; ครั้นได้มาอาศัยเศรษฐีแล้ว คนที่มี ความสามารถน้อยก็รวมกำลังกันทำงาน มีความสามารถ

น.62 ๕๔ มาก. เศรษฐีมีธรรมะ รวบรวมคนได้ แล้วก็ทำงานกัน สนุก เพราะมีธรรมะ ทำงานกันสนุก, เป็นสุขเมื่อทำงาน, เป็นผู้มีธรรมะต้องทำงานสนุก และเป็นสุขเมื่อทำงานมัน ก็ทำได้มาก; ทำได้มากมันก็เหลือกินเหลือใช้ เหลือเก็บ เขาก็ช่วยผู้อื่น เหลือกินและเหลือเก็บ เอาส่วนนั้นแหละไป ช่วยผู้อื่น. ดังนั้น เศรษฐีที่แท้จริงตามหลักธรรมะใน พุทธศาสนา หรือเศรษฐีที่เป็นพุทธบริษัทนั้น มีโรงทาน ทุกคน เลย ; ถ้าไม่มีโรงทานไม่เรียกว่า เศรษฐี ถ้าคนมีเงิน มากก็ไม่เรียกว่าเศรษฐี เพราะเขาเป็นนายทุนสูบเลือด ไม่ ใช่เศรษฐี. แต่ถ้าเขาเป็นเศรษฐีเขาจะทำอย่างนี้ เหลือกิน เหลือเก็บแล้วก็ช่วยผู้อื่น. เขาก็ตั้งโรงทาน เก็บทรัพย์ สมบัติซ่อนไว้ เพราะเมื่อก่อนไม่มีธนาคาร ใครมีทรัพย์ สมบัติเงินทองก็รับผิดชอบเอง เอาไปซ่อนเอง ไปฝั่ง เอง ไม่มีธนาคารเหมือนเดี๋ยวนี้. .. เขาจึงเอาไปฝังซ่อนไม่ให้ ใครรู้ : ถ้าขโมยรู้มันก็ขุดเอาไปเสีย หรือว่าฝั่งตรงที่นั้นแล้ว มันใกล้ตลิ่งใกล้ลำธาร ลำธารน้ำเซาะพังเข้ามา เอาทรัพย์ สมบัติละลายน้ำไปเสียอย่างนี้.

น.63 ๕๕ เขาซ่อนทรัพย์ไว้ ฝั่งทรัพย์ไว้ เพื่อหล่อเลี้ยง โรงทาน นั่นแหละคือเศรษฐี ไม่มีเอาเข้ามาเป็นของกู, ไม่เก็บไว้เป็นของกู ที่เหลือกินและเหลือเก็บแล้วช่วยผู้ อื่น ดังนั้นจึง ตั้งโรงทาน เพราะมีน้ำใจเมตตากรุณา ปรานี เหมือนที่แรก มีน้ำใจเมตตากรุณาปรานี ไปเก็บ คนมาเป็นพรรคเป็นพวกเป็นบริวาร แต่ไม่ใช่ข้าทาส อย่าไปใช้คำว่า ข้าทาส กับคนของเศรษฐีที่บริสุทธิ์ มันไม่ ใช่เป็นทาสชนิดที่หมดอิสระภาพ ; แม้เป็นทาส ก็เป็นทาส แห่งความรักความเมตตา. อาตมาคิดว่าทาสชนิดนี้บวชได้ ไม่ใช่ทาสชนิดที่เขาซื้อหามาด้วยความผูกพัน มันมาอยู่กัน ด้วยความรักความเมตตากรุณาปรานี . เศรษฐี คือผู้ที่ทำงานสนุก เพราะมีธรรมะ เป็น สุขในการทำงาน ก็ทำได้มาก ก็เหลือกินและเหลือเก็บ แล้วเขาก็เอาไปช่วยผู้อื่น. ทุกคนนี้เป็นเศรษฐีได้ ถ้าทำ อย่างนี้ ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่เป็นเศรษฐีได้ ขอให้ทำอย่างนี้ เถอะ แล้วอยากจะพูดให้มันมากไปกว่านั้นว่า ขอทานกลาง ถนนก็เป็นเศรษฐีได้ ถ้าขอทานคนนั้นปฏิบัติหน้าที่ขอทาน อย่างถูกต้อง : ทำงานสนุก เป็นสุขเมื่อทำการงาน ก็ขอ

น.64 ๕๖ ทานได้มาก ก็เหลือกินเหลือเก็บ ขอทานนั้นก็ไปบริจาคเงินที่ขอทานมาได้เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น ขอทานคนนั้นก็เป็นเศรษฐีด้วยเหมือนกัน. นี่เศรษฐีในความหมาย นี้ต้องอธิบายใหม่ใช่ไหม ? เพราะก่อนนี้ไม่เคยได้ยินอย่างนี้ใช่ไหม ? จึงเรียกว่าคำที่ต้องอธิบายกันเสียใหม่ คือคำว่า เศรษฐี เมื่อขอทานก็ยังเป็นเศรษฐีได้. แล้วทำไมเราที่นั่งอยู่ที่นี่จะเป็นเศรษฐีไม่ได้. แต่นี้เราเก็บจนไม่มีจะทำบุญใช่ไหม ? หรือว่าเราเก็บจนไม่มีจะช่วยเหลือผู้อื่นใช่ไหม ? ถ้าอย่างนั้นแล้วก็เป็นเศรษฐีไม่ได้ มันก็ต้อง กิน และ เก็บแต่พอดี มีส่วน เหลือที่จะทำประโยชน์แก่ผู้อื่น. ทีนี้จะต้องพูดกันต่อไปอีกนิดหนึ่งว่า การที่ให้ผู้อื่นช่วยผู้อื่นนั้น มันเป็นสิ่งที่สูญหายไป หรือว่ามันเป็นสิ่งที่กลับมามากกว่าเดิม ? คนโบราณเขามองเห็นในข้อนี้ว่า ที่เก็บไว้นั่นแหละฉิบหายหมด ที่ให้ไปนั่นจะกลับมามากกว่า เดิม. ที่คุณ เก็บไว้นั่นแหละมันจะฉิบหายหมด, หรือบางทีมัน จะกัดกินหัวใจ ของคุณ เพราะมันเป็นที่ตั้งแห่งตัณหา. ที่ให้ไปนั่นจะไม่ทรมานใจ จะไม่กัดกินหัวใจ แล้ว

น.65 ๕๗ มันนำเอาความดี ความงาม ความสิ้นกิเลสมาให้. ส่วนที่ให้ไป มันจะนำเอาความหมดกิเลสมาให้เรา ; เพราะส่วนที่ให้ไปมันกลับได้มากกว่าเดิม, ส่วนที่เก็บไว้ที่สูญหายไปหมด, แล้วจะ กัดเจ้าของ ด้วย. ลองคิดดู. เพราะฉะนั้น การให้ทานนั้นไม่ใช่เป็นการสูญหายไป ; แต่จะเป็นการกลับมาหรือเก็บไว้ที่ดีที่สุด ที่มีค่าที่สุด. นี้ก็เรียกว่าเป็นคุณสมบัติของเศรษฐี ที่เขาเหลือกินเหลือเก็บ แล้วก็ช่วยผู้อื่น แล้ว สิ่งนั้นแหละมันจะเป็นของเขาโดยแท้จริง. สิ่งที่เขากินและเก็บเองนั้น จะไม่เป็นของเขาโดยแท้จริง ; แต่ที่ให้ไปแล้วนั่นแหละจะเป็นของเขาโดยแท้จริงเพราะว่ามันช่วยทำลายกิเลสของเขานี่, ทำให้เขาได้รับประโยชน์จากการหมดกิเลสมันเป็นกำไรมหาศาล. ถ้าคิดอย่างนักการค้า ถ้าได้ความสิ้นกิเลสมานี้มันเป็นกำไรมหาศาล ฉะนั้นที่ให้ไปนั้นเป็นของเรา ที่เก็บไว้กินเองนั้นจะละลายสูญหายหมด ไม่อยู่เป็นของเรา. แต่ไม่ได้บอกว่าให้เอาเงินมาทำบุญที่วัดนะ. ที่พูดนี้ไม่ได้บอกให้เอาเงินมาทำบุญที่วัด, หมายความแต่เพียงว่า ที่เหลือจากกินและเก็บนั้นจงช่วยผู้อื่น.

น.66 ๕๘ ทีนี้ก็เรื่อง ทำบุญทำทาน แล้วละ จะช่วยผู้อื่นโดยวิธีใด ? ก็ระวังให้ดี : จะเอาไปสร้างวัดสร้างโบสถ์หรือว่าทำอะไรก็ตามใจ, ดูให้ดี ให้มันเหมาะสม. ถ้าสร้างโบสถ์ไว้ปิดก็ดูจะไม่ได้ประโยชน์อะไร, ถ้าว่าสร้างโบสถ์ไว้ทำคนให้รู้ธรรมะให้เป็นพระได้ สร้างโบสถ์นี้ยังมีอานิสงส์. แต่ว่า ทำเองเสียดีกว่า กระมัง ไม่ต้องโยกโย้ไปสร้างโบสถ์สร้างอะไร, ทำเสียเดี๋ยวนี้ ทำเองด้วยการทำให้คนลืมหู ลืมตา มีศีลธรรม ประพฤติตามอย่าง, อย่างนี้กันต่อไป. นี่วิเศษที่สุด ; เพราะว่ามันทำให้เกิดพระอริยเจ้ามากขึ้นมาในโลกนี้โดยเร็ว. สร้างโบสถ์ไว้ปิดนั้นไม่แน่ บางทีจะเป็นเรื่องกักขังเสียก็ได้, ไปยึดมั่นมหากุศลอะไรกันกับเรื่องนั้น ก็เกิดตัณหาชั้นดี เกิดกิเลสชั้นดี มันก็กัดอย่างดี, กัดอย่างไม่รู้สึกตัว, กัดจนเหลือแต่กระดูกก็ไม่รู้สึกตัว นี่กัดชั้นดี. ฉะนั้น ใช้เวลาตามที่จะมี ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์บ้าง, อุตส่าห์ชี้แจง เขาไม่เชื่อก็อย่าโกรธ, อุตส่าห์ทำไปเรื่อย ๆ จนกว่าเขาจะเชื่อ มันก็คงจะสำเร็จ. คนก็จะค่อยลืมหูลืมตา ตายจากปุถุชนมาเป็นพระอริยเจ้ากันมากขึ้น ๆ นี้ก็เรียกว่า สร้างคน, แล้วสร้างคนชั้นดี, คือสร้างพระอริยเจ้า นี่สร้างพระที่แท้จริงยิ่งกว่าสร้างพระพุทธรูป.

น.67 ๕๙ เศรษฐี อย่างนี้เคยได้ยินไหม ? อธิบายคำว่า เศรษฐีอย่างนี้เคยได้ยินไหม ? แล้วโดยเฉพาะที่เขาพูดกันอยู่เวลานี้ เศรษฐีคือนายทุนขูดรีดทั้งนั้นแหละ, มีเงินมากก็ขูดรีด ทำนาบนหลังคนจนทั้งนั้น. เศรษฐีอย่างนั้นไม่ใช่เศรษฐีในพุทธศาสนา ที่เรากำลังพูดนี้ คือ เศรษฐีในพระพุทธ-ศาสนา. รักผู้อื่น, รักผู้อื่นก่อน, ตั้งต้นว่ารักผู้อื่นก่อนแล้วก็รวบรวมกันมาเป็นกลุ่มเป็นก้อน เป็นหมู่เป็นคณะ อยู่ด้วยกันอย่างผาสุก แล้วก็ทำงานสนุก ; ทำงานสนุกเพราะมีธรรมะ. คนไม่มีธรรมะนั้นทำงานไม่สนุกดอก มันเห็นแก่ตัว ทำงานไม่สนุก, ความอยากมันรบกวนแผดเผาอยู่ตลอดเวลา : เมื่อไรจะรวย, เมื่อไรจะกำไร, ทำงานไม่สนุกทรมานใจ. ถ้ามีธรรมะรู้ว่าหน้าที่ ก็ทำไป ๆ ได้ปฏิบัติหน้าที่ คือมีธรรมะมากขึ้นก็พอใจ แล้วก็เป็นสุข, ทำงานสนุก เป็นสุขเมื่อทำงาน มันก็ เว้นอบายมุขเองแหละ ; เพราะเป็นสุขในการทำงานเสียแล้ว มันไม่ไปเอาอบายมุข ซึ่งเป็นความหลอกลวง ไม่ใช่ความสุข. ผลก็ได้มาก แล้วมันก็กินไม่หมด เก็บไว้แต่พอดี เจียดให้มีส่วน

น.68 ๖๐ ออกมาช่วยผู้อื่น. ช่วยจำไว้เถอะ แล้วลองทำดู เป็นเศรษฐี ได้จริงทันที. ทำงานสนุก เป็นสุขเมื่อทำงาน รักผู้อื่น แล้ว ก็รวบรวมพวก, แล้วก็ทำงานสนุก เป็นสุขเมื่อทำงาน ทำงานได้มาก กินเก็บแต่พอดี เหลือช่วยผู้อื่น. ที่ว่า ช่วยผู้อื่นนั่นแหละกลับมาเป็นของเรา, ที่เก็บไว้กินเองไม่เท่า ไรถ่ายออกเป็นอุจจาระหมด ที่ช่วยผู้อื่นนั้นมันจะอยู่ตลอด กาล เป็นความดีเป็นบุญเป็นกุศลอยู่ตลอดกาล เป็นของ เรา. พูดโดยสมมตินะ ที่จริงมันไม่มีอะไรที่จะเป็นตัวเรา เป็นของเรา. แต่เดี๋ยวนี้เรา พูดอย่างภาษาธรรมดา ๆ ว่า มันจะอยู่กับบุคคลนั้น มันจะอยู่กับจิตดวงนั้นมันฝั่งอยู่ในจิต ดวงนั้น ไม่ถ่ายออกมาเป็นอุจจาระปัสสาวะออกไปได้. ถ้า เรากินเองเดี๋ยวมันก็ถ่ายอุจจาระปัสสาวะออกไปหมด, ไม่มี เหลือดอก. ที่ให้ผู้อื่นไปกลับยังอยู่ แล้วก็อยู่ที่พอกพูนมาก ขึ้น สูงขึ้น ๆ, ทำไป ๆ ก็ลดความเห็นแก่ตัวลง ลดความ เห็นแก่ตัวลง จนเป็นพระอริยเจ้า เป็นพระอรหันต์ในที่สุด เมื่อหมดความเห็นแก่ตัว ; ฉะนั้น ความเป็นเศรษฐีนั่น แหละจะทำให้เป็นพระอริยเจ้า.

น.69 ๖๑ นี้เขาสอนว่า มันตรงกันข้ามคนละทิศคนละทาง เป็นเศรษฐีก็ไปทิศหนึ่งเป็นพระอริยเจ้าก็ไปอีกทิศหนึ่ง เอา มาเกี่ยวข้องกันไม่ได้. พออาตมาพูดว่า มันต้องทำคู่ ๆ กัน ไปก็ถูกด่า ถูกเขียนค่าในหนังสือพิมพ์อยู่หลายวัน อย่าต้อง ออกชื่อว่าหนังสือพิมพ์ไหน หรือใครเขียนเลย เพราะพูดว่า โลกุตตระโลกิยะนี่เอามาสัมพันธ์กันได้ก็เลยถูกด่า. ๗. ว่าด้วย คำว่า นิพพานธาตุ. ทีนี้มาถึงคำที่พูดไปบ้างแล้ว คือคำว่า นิพพานธาตุ นิพพานธาตุ นี้มันจะเป็นเรื่องในโรงเรียนมากไป, ขออภัย อาจจะรำคาญก็ได้ คนที่ไม่เคยเข้าโรงเรียนอาจจะฟังไม่ถูก ถ้าพยายามจะฟังคงจะพึ่งถูก. นิพพานธาตุ ธาตุแห่งนิพพาน : ธา-ตุ นิพพาน ธาตุ มีอยู่ ๒ อย่างคือ สอุปาทิเสส และ อนุปาทิเสส นิพพาน ธาตุ. เขาสอนกันว่า นิพพานสอุปาทิเสส นั้น คือพระอรหันต์ สิ้นกิเลสก็ยังมีชีวิตอยู่ เรียกว่าท่านบรรลุ สอุปาทิเสสนิพพาน ธาตุ. ครั้น พระอรหันต์ องค์นั้น ตายลง ดับลง ก็เรียกว่า ท่าน บรรลุ อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ.

น.70 ๖๒ คำแรก แปลว่า การดับที่มีอุปาทิเหลือเชื้อ, คำ หลัง แปลว่า การดับที่ไม่มีอุปาทิเหลือเชื้อ, ตัวหนังสือว่า อย่างนี้. เขาไปแปลไปเสียว่า ดับแล้วยังเป็น ๆ อยู่ สิ้นกิเลส แล้วยังเป็น ๆ อยู่ เรียกว่า นิพพานอย่างที่แรกที่มีเชื้อเหลือ อยู่, สิ้นกิเลสแล้วตายลง เรียกว่า ดับสิ้นเชื้อ. นี่สอนกันอยู่อย่างนี้ ในอรรถกถาก็สอนกันอยู่อย่าง นี้ ในคัมภีร์ขั้นหลัง เช่น วิสุทธิมรรค ก็สอนอยู่อย่างนี้ แบบเรียนนักธรรมก็เอามาจากคัมภีร์เหล่านี้ ดังนั้นจึงเอามา สอนอยู่อย่างนี้. ภิกษุสามเณรก็สอนต่อ ๆ กันไปอย่างนี้ ว่า นิพพานชนิดมีเชื้อเหลือ คือคนยังเป็น ๆ อยู่ พระอรหันต์ ยังเป็น ๆ อยู่ นิพพานไม่มีเชื้อเหลือคือพระอรหันต์ตายแล้ว นิพพานได้ต่อตายแล้ว. นี้ เรามีตั้งข้อสังเกตว่า มันไม่มีประโยชน์อะไร นิพพานต่อตายแล้ว. ไปดูบาลีกันใหม่ ไปดูบาลีต้นตอเดิม ในพระไตรปิฎก ในคัมภีร์อิติวุตตกะ หมวด ๒ กันเสีย ใหม่ ก็พบคำอธิบายเป็นอย่างอื่น ว่า ไม่ได้ตาย, ไม่ได้ เกี่ยวกับตาย อย่างที่บอกท่านทั้งหลายแล้วว่า นิพพานไม่ ใช่ตาย, นิพพานไม่เกี่ยวกับตาย, นิพพานได้โดยไม่ต้องตาย.

น.71 ๖๓ แต่จะทำอย่างไรได้ ในโรงเรียนสอนมาผิด ๆ เสียแล้ว ; สอนเด็ก ๆ เรียนภาษาไทย ตายของคนเรียกว่า อย่างนั้น, ตายของพระเจ้าแผ่นดินเรียกว่าอย่างนั้น, ตาย ของเจ้านายเรียกว่าอย่างนั้น, ตายของพระเรียกว่าอย่างนั้น ตายของช้างเรียกว่าอย่างนั้น, จนตายของพระอรหันต์เรียก ว่านิพพาน. เด็ก ๆ ก็ได้รับความรู้ที่ผิด มาตั้งแต่เด็ก ว่า ตาย คือนิพพาน, นิพพาน คือตาย ตายของพระอรหันต์. แต่ ในพระบาลีแท้ๆ นิพพานไม่ได้เกี่ยวกับตาย ; นิพพานคือดับไปแห่งของร้อนคือกิเลส. ถ้ากิเลสมันดับ ก็คือความร้อนมันดับ ก็เรียกว่าเย็น, ความร้อนมันดับก็ เรียกว่าเย็น. การที่กิเลสซึ่งเป็นของร้อนดับ เรียกว่า นิพพาน คือเย็น. ทีนี้ ดับอย่างไรมีเชื้อเหลือ ? ดับอย่างไรไม่มีเชื้อ เหลือ พระบาลีแท้ ๆ มีข้อความว่า สิ้นราคะ โทสะ โมหะ มีประโยชน์ตนถึงที่สุดแล้ว คือ หมดกิเลสแล้ว แต่ว่าอินทรีย์ยังไม่ถูกกำจัด ยังรู้สึกเจ็บปวดได้เหมือน คนธรรมดาอยู่ เวทนาทั้งหลายของเขายังไม่เย็น คือว่า เครื่องรู้สึกทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ยังไม่ถูกกำจัดถึงที่

น.72 ๖๔ สุด, มันยังรู้สึกกระวนกระวายด้วยสิ่งที่มากระทบบ้างตามสม ควร, เวทนาทั้งหลายของบุคคลนั้นจึงยังไม่เย็นสนิท นี่คือนิพพานที่มีเชื้อเหลือ. ส่วน นิพพานที่ไม่มีเชื้อเหลือนั้น เขาก็สิ้น กิเลสหมดแล้ว, เวทนาเย็นสนิท อินทรีย์ถูกกำจัด, เวทนาเย็นสนิท. เวทนาอย่างไร จะเกิดขึ้นมาแก่เขา มัน เย็นทั้งนั้น, จะมาโดยเวทนาอย่างไร เมื่อจะเจ็บไข้ได้ป่วย จะถูกฆ่าถูกตัดถูกพันอะไรก็ตาม, เวทนานั้น จะเป็นของ เย็น ไม่ร้อนได้ คือไม่เป็นทุกข์ได้ นี่คือว่านิพพานถึง ที่สุด คือไม่มีเชื้อเหลือ. คนนั้นก็ไม่ได้ตาย พระ อรหันต์นั้นไม่ได้ดับไม่ได้ตาย จะเหลือชีวิตอยู่ เป็น อยู่ต่อไป, ชนิดที่อินทรีย์ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของเขา ได้รับการควบคุมถึงที่สุด จนเวทนาทั้งปวงเป็นของเย็น เย็น สนิท. พระอรหันต์ทีแรก นั้นคล้าย ๆ กับพระอรหันต์ ใหม่ ๆ เวทนายังไม่เย็นสนิท. อาตมาเรียกอย่างนี้ มีคน คัดค้าน ว่าพระอรหันต์ใหม่ พระอรหันต์เก่า เขาไม่ชอบ ฟัง ; แต่ที่จริงมันคล้าย ๆ กับอย่างนั้น. พระอรหันต์

น.73 ๖๕ ที่ยังใหม่ ๆ อยู่ อะไร ๆ มันยังไม่ลงถึงที่สุด เวทนายังเป็น ของร้อนอยู่บ้าง ; แต่ไม่มีกิเลส ดอก คือไม่เกิดเวทนา ชนิดที่ทำให้เกิดกิเลส แต่มันก็ยังไม่เย็น เพราะมันรู้สึกเจ็บ ปวดอยู่บ้าง. ในพระบาลีมีเล่าเรื่องนี้ พอที่จะเป็น อุปมาได้ว่า ช่างเผาหม้อเขาเผาหม้อในเตา ไฟลุกโชนแดงจนหม้อสุก, หม้อกระเบื้องสุก ; แล้วเขาก็เห็นว่า ควรจะเอาออก เขา เขี่ย เขาปิดเตา เขาเขี่ยหม้อแดง ๆ นั้น ไฟลุกแดงนั้นออก มาจากเตา. พอมันออกมาจากเตา มันก็เริ่มเปลี่ยนเป็น สีดำ, ดำสนิทแหละ, แต่ไปจับเข้ามือยังพอง ; แม้มัน จะดำอย่างนั้นแล้วมือยังพอง. เขาต้องรอไว้อีกระยะหนึ่ง ทิ้งไว้นานต่อไปอีกระยะหนึ่ง จนกว่าไปจับเข้าได้มือไม่พอง ไม่มีความร้อนเหลือ. นี่อุปมาของสอุปาทิเสสนิพพาน และอนุปาทิเสสนิพพาน ทีแรก มันเพียง สักว่าดับ ; แต่ความร้อนยังเหลืออยู่ในนั้น. ต่อมาความร้อนมัน ระเหยไปหมด, ไม่ร้อนเหลืออยู่เลย, นั่นคืออนุปาทิเสส- นิพพาน ดับไม่มีเชื้อเหลือ.

น.74 99 พอจะเรียกได้ไหมว่า พระอรหันต์ใหม่ พระอรหันต์ เก่า กับจีนใหม่จีนเก่า เพิ่งมาจากเมืองจีน ยังเป็นจีนอยู่มาก ยังไม่หมดจีน, แต่อยู่ไปนาน ๆ หมดความเป็นจีน เป็นไทย ลูกจีนเก่า. นี้พระอรหันต์ใหม่ พระอรหันต์เก่าก็คล้าย ๆ กัน โดยอุปมานะ เพิ่งสิ้นกิเลสชนิดที่อินทรีย์ยังไม่เย็น ก็มี, สิ้น กิเลสทันที อินทรีย์เย็นทันที ก็มีเหมือนกัน. ไม่ใช่ว่าจะ ต้องรอนานนัก; เพราะว่าที่อินทรีย์ยังไม่ถูกกำจัด เวทนา ยังไม่เย็น อาจจะระยะยาวก็ได้, พระอรหันต์พวกนี้ยังรู้สึก เจ็บปวดมาก. เมื่อมีกล่าวถึงเรื่องพระอรหันต์ทำลายชีวิตตนเอง เพราะทนต่อความเจ็บปวด ทุกขเวทนาของโรคไม่ไหว ฆ่า ตัวตาย. ถ้าว่ามันจริงอย่างนั้น ว่าพระอรหันต์มีการฆ่า ตัวตายแล้ว ก็คือพระอรหันต์ใหม่นั่นเอง, พระอรหันต์ที่ อินทรีย์ยังไม่ถูกกำจัด, เวทนายังไม่เป็นของเย็น ; เพราะ จิตใจของท่านไม่ได้เปลี่ยนถึงที่สุด ; อย่างนี้ก็มีพูดถึงเหมือน กัน แต่อาตมาไม่ค่อยเชื่อดอก พระอรหันต์ฆ่าตัวตาย ยัง ต้องสอบสวนดูกันอีก แต่ในบาลีมันมี ฆ่าตัวตายเพราะความ

น.75 ๖๗ เจ็บปวดด้วยทุกข์ด้วยโรคเกิดทรมาน ก็เลยทำลายชีวิต ตนเอง. เรื่องนี้มันอธิบายยาก ถ้าสำหรับพระอรหันต์ก็ไม่มี ความหมายดอก แต่ถ้าคนธรรมดาฆ่าตัวเองแล้วมันมีความ หมายมาก, ฆ่าตัวเอง เพราะว่าไม่อยากจะทนทุกขเวทนาอัน เจ็บปวด. เอาละนี้คือคำว่า "นิพพาน" ที่จะต้องอธิบายกัน เสียใหม่ เพื่อเอาใจความนิดเดียวเท่านั้นแหละว่า นิพพาน ๆ นี้แปลว่าเย็น, และไม่เกี่ยวกับความตาย. ความตายไม่เย็น, ความตายไม่ช่วยให้เย็น และ นิพพานไม่เกี่ยวกับความตาย. นิพพานถึงที่สุดเป็นอนุปาทิเสสนิพพาน แล้วก็ไม่ต้อง ตาย ยังอยู่ไปจนกว่าสังขารร่างกาย ร่างกายนั้นมันจะดับลง ก็ดับลงโดยอำนาจแห่งนิพพานชนิดนั้น. พระอรหันต์บาง องค์อาจจะนิพพานลงด้วยสอุปาทิเสสนิพพานก็ได้, ไม่น่าดู, พระอรหันต์บางองค์หรือส่วนมาก จะนิพพานด้วยอนุปาทิ- เสสนิพพานธาตุ พระอรหันต์ไม่ได้นิพพาน, ร่างกาย ของพระอรหันต์ดับลง ด้วยอำนาจของนิพพานชนิดใด ชนิดหนึ่งใน ๒ ชนิดนั้น.

น.76 ๖๘ ถ้าเข้าใจอย่างนี้แล้ว ก็เรียกว่าเข้าใจเรื่องนิพพาน ถูกต้อง ถูกต้องอย่างอาตมาว่า แต่ก็ไม่รับรองว่าจะไม่ถูกด่า โดยคนบางพวก คณาจารย์บางพวก เขาจะไม่อธิบายอย่างนี้. นี่คือคำว่า นิพพาน, นิพพาน แปลว่า เย็น ; ถ้า แปลว่าดับ ต้องหมายความว่าดับแห่งความร้อน. คำว่า นิพพาน โดยพยัญชนะ ชั้นแรก ชั้นที่ ๑ นั้นแปลว่า เย็น, แล้วความหมาย ชั้นที่ ๒ เลื่อนออกมาเป็น ความดับ เพราะว่าความร้อนมันดับ ความหมาย ชั้นที่ ๓ นั้นเลื่อน ออกมาว่า ไม่เสียบแทง ไม่ร้อยรัด, เพราะไม่มีกิเลส เครื่องร้อยรัด, เพราะไม่มีความร้อน. ความหมายมัน เลื่อน ๆ เลื่อน ๆ ออกไป ห่างออกไป ๆ แต่ความหมายต้น ความหมายแรกที่สุด. คำว่า นิพพาน แปลว่า เย็น เมื่อถ่าน ไฟแดง ๆ เย็นลง ก็เรียกว่าถ่านไฟนิพพาน ข้าวร้อนกินไม่ ได้ ก็ต้องรอจนกว่าจะนิพพานจึงจะกินได้ ; โดยเฉพาะ ข้าวต้ม ต้องรอจนกว่ามันจะนิพพานพอสมควรแล้วจึงจะกิน ได้. นี่จำตัวอย่างนี้ไว้สิกันลืม เพราะมันเข้าใจดี แม้แต่ ข้าวต้มก็ต้องรอจนกว่ามันจะนิพพานก่อนจึงจะกินได้.

น.77 ๖๔ เอาละ, เป็นอันว่าเราได้พูดกันถึงคำสำคัญ ๆ ที่จะ ต้องอธิบายกันใหม่ให้ถูกต้อง เพื่อจะได้รับประโยชน์จาก ธรรมะ ; ถ้ามันไม่ถูกต้องแล้ว ไม่มีทางดอกที่จะได้รับ ประโยชน์จากธรรมะ. สรุป คำที่ต้องอธิบายกันเสียใหม่คำแรก คือคำว่า เผด็จการณ์ ขอให้ทุกคนใช้วิธีเผด็จการณ์กับกิเลสของตน. คำต่อไปว่า โลกุตตระ อย่ามองข้าม ว่าจิตใจอยู่ เหนืออารมณ์เมื่อไรเรียกว่า โลกุตตระ เมื่อนั้น เรามีโลกุต- ตระสลับกันอยู่กับโลกิยะ ในชีวิตแต่ละวัน ๆ. คำต่อไปเรียกว่า ฆราวาสธรรม อย่ามุ่งหมายเป็น เรื่องฆราวาสล้วน ๆ ถ้าจะให้เป็นเรื่องของฆราวาส ก็ให้ ฆราวาสใช้เพื่อถอนตนขึ้นจากความเป็น ฆราวาส ไปสู่โล- กุตตระ. คำว่า ธรรม ธรรม ธรรมะ นี้ หมายถึงทุกสิ่ง ไม่ ยกเว้นอะไร. คำว่า ภาษาธรรม ภาษาพระศาสนานั้น ล้วนแต่ ยืมเอาภาษาชาวบ้านธรรมดา ๆ มาใช้ทุกคำเลย ไม่ยกเว้นสัก คำเดียว, อาตมากล้าท้าอย่างนี้ คำว่า นิพพาน แปลว่า เย็น

น.78 ๗๐ คำว่า พุทธะ แปลว่า ตื่นนอน. คำว่า ธัมมะ สิ่งที่ทรงตัว อยู่ได้. คำว่า สังฆะ คือ หมู่หรือฝูง. คำว่า กิเลส คือ ของสกปรก. คำว่า มรรค คือ หนทาง คำว่า ผล คือ ลูกไม้. ทีนี้ก็ เวลา สำคัญมาก เวลากัดกินเราอยู่ตลอด เวลา ที่มีความอยาก พอมีความอยากก็เกิดเวลา กว่าจะหยุด อยาก. ถ้าใครระงับเวลาเสียได้ ไม่มีเวลา คือไม่มีความอยาก แล้วคนนั้นเป็นพระอรหันต์. เวลากัดกินปุถุชน, แต่พระ- อรหันต์กัดกินเวลา. เราพยายามกัดกินเวลา คือควบคุมเวลา ทำให้เวลาไร้ความหมายไร้คุณค่า นั่นแหละคือปฏิบัติเพื่อเป็น พระอรหันต์. คำว่า เศรษฐี แปลว่าผู้ที่ประเสริฐที่สุด ไม่ใช่นาย ทุนขูดรีด นายทุนขูดรีดเป็นเศรษฐีไม่ได้ ถ้าเป็นเศรษฐี ได้ก็เป็นเศรษฐีอีกแบบหนึ่ง ในความหมายหนึ่ง อย่างชาว บ้านธรรมดา เศรษฐีคือผู้ทำงานสนุก เป็นสุขในการ งาน มีบริวารมาก ทำได้มาก เหลือกิน เหลือเก็บ แล้ว ใช้ช่วยเหลือผู้อื่น ตั้งสำนักงานใหญ่ ๆ ช่วยเหลือผู้อื่น.

น.79 ๗๑ นี้คำว่า นิพพานธาตุ ไม่เกี่ยวกับความตาย นิพพาน ไม่เกี่ยวกับความตายโปรดทราบไว้ว่า นิพพานไม่ได้เกี่ยวกับ ความตาย ถึงจะอยู่มาจนถึงกับร่างกายแตกดับ ก็ไม่ใช่ บุคคลนั้น หรือพระอรหันต์นั้นตาย. พระอรหันต์จะต้องอยู่ ตลอดกาล, คุณธรรมที่เรียกว่าพระอรหันต์นั้นจะต้องอยู่ ตลอดกาล ; เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้าไม่มีนิพพาน ท่านจะ อยู่ตลอดกาล. เราได้อาศัยเป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง หรือทำให้ ปรากฏแก่ใจได้เมื่อไรก็ได้. นี่พระอรหันต์ไม่ได้นิพพาน พระพุทธเจ้าไม่ได้นิพพาน กิเลสสิที่มันนิพพาน กระทั่งว่า ร่างกาย เปลือกของท่านก็นิพพานได้ คือตายได้เหมือนกัน นิพพานไม่เกี่ยวกับความตาย ไม่ใช่ความตาย นี่คือ ความหมายที่จะต้องเข้าใจกันเสียใหม่. เอ้า, เวลากินเราแล้ว เวลาหมดแล้ว ขอให้กำหนด ความหมายของคำเหล่านี้ไว้ให้ดีๆเอาไปใช้ให้สำเร็จประโยชน์ ในการที่เข้าใจธรรมะถูกต้อง ลึกซึ้ง ยิ่งขึ้นทุกที. รู้ธรรมะ อย่างถูกต้อง อย่างเพียงพอยิ่งขึ้นทุกที, แล้วก็จะเจริญงอก

น.80 ๗๒ งาม ในพระศาสนาของสมเด็จพระศาสดา ไม่เสียทีที่เกิดมา เป็นมนุษย์และพบพระพุทธศาสนา. คำบรรยายสมควรแก่เวลาแล้ว ขอยุติการบรรยาย ไว้เพียงเท่านี้ เป็นโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย จะได้สวดบท บาลีคณะสาธยาย ส่งเสริมกำลังใจของท่านทั้งหลาย ในการ ประพฤติปฏิบัติธรรมะให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ในบัดนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต