น.9 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายเป็นครั้งที่ ๗ ประจำวันเสาร์ ภาค อาสาฬหบูชาในวันนี้ อาตมาก็ยังคงกล่าวเรื่องฟ้าสางในทิศ ทางต่าง ๆ ต่อไปตามเดิม. ต้องขออภัยที่ว่า จะต้องมีการ บรรยายชุดนี้เรื่อย ๆ ไปจนจบ, ยังไม่อาจจะเปลี่ยนเรื่อง แม้ ว่าจะมีผู้มาใหม่ หรือผู้ที่ไม่เคยได้พังเรื่องนี้. ( ปรารภ, ทบทวน.) เรื่องฟ้าสาง นี้เป็นความมุ่งหมายทั้งหมด คือ ต้อง การให้สิ่งต่าง ๆ มันสางขึ้น ไปในทางที่ดี. เรามีความมืด
น.10 ๒ มนท์หรือมีความหยุดชะงัก ไม่สำเร็จประโยชน์ อยู่หลาย ๆ อย่าง หรือเกือบจะทุกอย่าง เพราะว่าทุกอย่างนั้นสามารถจะ ทำให้ดีกว่านี้ได้ นั่นแหละจึงต้องนึกถึงเรื่องฟ้าสางของทุก ๆ อย่าง. อาตมาก็เลยถือโอกาสว่า บรรยายกันเสียให้หมด ในโอกาสที่เรียกว่า "สวนโมกข์ครบรอบ ๕๐ ปี". ครั้งที่ แล้วมา พูดเรื่องฟ้า สางทางอุบาสกอุบาสิกาคือฆราวาส ใน วันนี้จะพูดถึง ฟ้าสางทางฝ่ายบรรพชิต. (เริ่มบรรยายครั้งนี้.) ข้อแรกนั้นจะ ต้องนึกถึง ความหมาย ของสองคำ นี้เป็นส่วนสำคัญ. อย่าเอาลักษณะภายนอกเป็นหลัก ; เช่น คำว่า เพศ มีคำว่า เพศบรรพชิต หรือ เพศคฤหัสถ์ ; อย่างนี้ อาจจะถือเอาความหมายชนิดที่ตรงกันข้ามเกินไปก็ได้: เพศ บรรพชิตอยู่ในป่า, เพศคฤหัสถ์อยู่ที่บ้าน, ที่จริงมันก็มี ความสำคัญอยู่ที่นั่นแหละ แต่ว่า ต้องถือเอาความหมายให้ พอดี. พุทธสาวกมีสองพวก. สาวกของพระพุทธเจ้า นี้แบ่งออกเป็น สองพวก คือพวกที่อยู่บ้านเรือน เรียกว่า อาคาริกสาวก, แล้วพวกที่
น.11 ๓ ไม่มีบ้านเรือน ก็เรียกว่า อนาคาริกสาวก. แต่แล้วดูให้ดีว่า ทั้งสองพวกนี้จะไปไหน ? ต้องการอะไร? ถ้ามันถูกต้อง ตามความหมายของสาวก ก็เรียกว่า มุ่งหมายจะไปนิพพาน เป็นที่สุด, จะบรรลุนิพพานเป็นที่สุดด้วยกันทั้งนั้น. อย่า เข้าใจไปว่า มันเดินคนละทาง อย่างที่ว่าหันหลังให้กัน ; พวกหนึ่งเดินไปทางนี้, แล้วพวกหนึ่งก็หันหลังให้ เดินไปอีก ทางหนึ่ง, อย่างนั้นมันผิดหมด. จะต้องมองให้เห็นภาพว่า ทั้งบรรพชิตและทั้งคฤหัสถ์ มุ่งเดินไปทางเดียวกัน พวกที่ยังละจากบ้านเรือนไม่ได้ ยัง ต้องอยู่กับบ้านเรือน นี้ก็มีความจำเป็น ที่จะต้องประพฤติ- ปฏิบัติอยู่ที่บ้านเรือน เพื่อความมุ่งหมายอย่างเดียวกันกับ บรรพชิต ที่ว่าเพื่อการบรรลุถึงนิพพาน. พวก บรรพชิตที่ยังไม่ต้องการจะบรรลุนิพพานก็มี เพื่ออยู่อย่างมีความทุกข์น้อย ตามที่จะเป็นไปได้. ฆราวาส ยังไม่ต้องการจะบรรลุถึงนิพพานก็มี ; แต่จะอยู่อย่างความ เป็นผู้มีความทุกข์น้อย, มีความทุกข์น้อย, อย่างนี้ก็มี ใจความสำคัญมันจึงไปอยู่ตรงที่ว่า ไม่มีความทุกข์ หรือมีความทุกข์แต่น้อยที่สุด เท่าที่จะทำได้. บางคนเข้าใจ
น.12 ๔ ผิดเอามาก ๆ ถึงกับว่าตรงกันข้าม. แล้วพวกที่ยังต้องอยู่ที่ บ้านที่เรือนนั้น ก็ทอดอาลัย เหมือนกับว่าตายอยาก คิดว่า ไม่ไหว ไปไม่ได้ ทำไม่ได้ มันก็เลยทำไม่ได้เอาจริง ๆ เมื่อ คิดว่าทำไม่ได้, เมื่อจิตมันคิดว่าทำไม่ได้ มันก็ทำไม่ได้ จริง ๆ เหมือนกัน ; ฉะนั้นอย่าได้ปล่อยให้ความคิดชนิดนี้ เข้ามา. ความหมายของคำบรรพชิต. สำหรับคำว่า "บรรพชิต" นี้ มีความหมายที่สำคัญ อยู่เพียงว่า เว้นหมด ที่มันควรจะเว้น แล้วก็ถึงให้หมด เท่าที่มันควรจะถึงได้ ; ฉะนั้นอะไร ๆ ที่พวกที่ อยู่ที่บ้านหรือ ที่วัด ก็ตามเถอะ จะเว้นได้ ก็เว้นให้หมด และส่วนที่มันจะ ทำให้ถึงได้ ก็ถึงให้หมด จึงจะ เรียกว่าบรรพชิต, ไม่ได้ เอาเรื่องบ้านหรือเรื่องวัดเป็นหลัก. ไปคิดดูเอาเองว่า อะไรเราจะเว้นได้กี่อย่าง ? เกี่ยว กับ ศีล ก็ดี เกี่ยวกับ มารยาท ก็ดี เกี่ยวกับ โคจร ที่เที่ยว ไปเที่ยวมา ก็ดี นี่อะไรที่จะเว้นได้ ก็เว้นเสียให้หมด, ที่จะ ถึงได้ กี่อย่าง ก็ ถึงเสียให้หมด ว่าจะปฏิบัติอะไรได้บ้าง ก็
น.13 ๕ ปฏิบัติเสียให้หมด ไม่เห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย. เรื่องที่ ควรละ ก็ละ ไม่เห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย, เรื่องที่จะต้องถึงให้ได้ ก็ไม่ ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย, มันจะเล็กน้อยเท่าไร ก็ถือว่ามี ความสำคัญมาก ที่ละก็ต้องละ ที่จะถึงก็ต้องถึง. คำว่า "บรรพชิต" มีความหมายได้เป็นสองฝ่าย คำ คำนี้ เราจะ แปลว่า "เว้น" ก็ได้, แปลว่า "ถึง" ก็ได้. เมื่ออยู่ที่บ้าน ถ้าเว้นทุกอย่างที่ควรเว้น และพยายามให้ ถึง ทุกอย่างที่ควรถึง มันก็ เป็นบรรพชิตอยู่ที่บ้าน. นี่ฟังแล้ว แปลกหู ว่า เป็นบรรชิตอยู่ที่บ้าน ; บางคนก็จะไม่เชื่อ, แล้ว ก็หาว่าว่าเอาเอง. จะว่าเอาเองหรือไม่ว่าเอาเอง ก็ดูที่คำคำ นั้น เป็นบรรพชิตอยู่ที่บ้าน มันแปลกหู แต่ถ้าเนื้อแท้ของ เรื่อง ใจความของเรื่อง มันอยู่อย่างนี้. ลอง เว้นที่ควรเว้น ให้หมด และ ถึงที่ควรลุถึง ให้หมด มัน ก็เป็นบรรพชิต ; แล้วมันก็อยู่ที่บ้านก็ได้ตามความสะดวก. เพราะเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า พระโสดาบัน พระ- สกิทาคามี พระอนาคามี สามพวกนี้ อยู่ที่บ้านก็ได้ ; แล้วจะ ไม่จัดให้เป็นบรรพชิตได้อย่างไร เพราะว่า เป็นสมณะโดย สมบูรณ์ แล้วด้วยซ้ำไป.
น.14 ๖ อย่าแยกออกจากกัน ให้มากเกินความจริง, อย่าแยก วัดออกจากบ้าน ให้มันมากเกินความจริง, อย่าแยกฆราวาส ออกจากพระ ให้มันมากเกินความจริง. ถ้าเรา ทำอย่างพระ อยู่ที่บ้าน มัน ก็เป็นพระที่บ้าน. ถ้าเป็นฆราวาสปฏิบัติดี ที่สุดโดยความหมายนี้ มันก็เป็นพระอยู่ที่บ้าน. อย่างนี้จะเรียกว่าฟ้าสางได้หรือไม่ ? ถ้าแต่ก่อนไม่ เคยคิดอย่างนี้ เดี๋ยวนี้มีความคิดอย่างนี้ มันก็น่าจะถือว่า เป็นฟ้าสาง ลืมหูลืมตามากกว่าเดิม. บรรพชิตโดยภาษาคนก็อย่างหนึ่ง, บรรพชิตโดย ภาษาธรรม ก็อย่างหนึ่ง. บรรพชิตโดยภาษาคนก็สำหรับ เด็ก ๆ เห็นพระแดง ๆ มา ก็สาธุ ยกมือไหว้ ; นั้นมันเอาข้าง นอกเป็นหลัก ตามประสาเด็ก ๆ ประสาคนที่ไม่รู้ว่า บรรพชิตนั้นมีหัวใจอยู่ที่ไหน. นี่บรรพชิตอย่างนี้เป็นบรรพ- ชิตในภาษาคน. ถ้ามาศึกษารู้ว่า บรรพชิต นั้น เว้นสิ่งที่ควรเว้น แล้วก็ถึงสิ่งที่ควรถึง มัน อยู่ที่หัวใจ ไม่ได้อยู่ที่ร่างกาย ข้างนอก ; มุ่งหมายความเป็นบรรพชิตที่ตรงนั้น ; อย่างนี้ก็ เรียกว่า บรรพชิตในภาษาธรรม.
น.15 ๗ เรื่องภาษาคนภาษาธรรมนี้แหละมีประโยชน์มาก ขอให้ช่วยกำหนดจดจำไว้ให้ดี เอาไว้ใช้เป็นประโยชน์ให้ มากที่สุด ในทุก ๆ เรื่อง ซึ่งจะมีมาข้างหน้า. ภาษาคน ภาษาธรรม อันหนึ่งมองข้างนอก, อันหนึ่งมองข้างใน, อัน หนึ่งมองที่ชื่อ หรือ คำ, อันหนึ่งมองที่ความหมายอันลึกซึ้ง. ความมุ่งหมายของบรรพชิตภาษาธรรม. ทีนี้ก็จะพิจารณาให้ละเอียดต่อไปถึงว่า ความมุ่ง- หมายหรือความหมายของบรรพชิต มันอยู่ที่ไหน ? บรรพชิต เว้นที่ควรเว้น แล้วก็ทำที่ควรทำ แล้วก็ไปที่ควรไปนี่ เพื่อไปสู่สิ่งสูงสุด ที่มนุษย์ควรจะได้ ควรจะถึง, เขาเรียก กันว่า จุดหมายปลายทางหรืออะไรทำนองนี้. ปลายทางอยู่ที่ ไหน ก็ไปที่นั่น. สำหรับ พุทธบริษัท ปลายทางมันก็อยู่ที่พระนิพพาน คือความหลุดพ้น ; จะเป็นฆราวาสที่บ้านเรือน หรือเป็น บรรพชิตอยู่ที่วัดที่ป่า ล้วนแต่มีจุดหมายปลายทางเดียวกัน. ทุกคน ต้องพยายามที่ให้เป็นการเดินทาง, ให้ชีวิตนี้เป็นการ
น.16 ๘ เดินทาง คือ ดีขึ้น ๆ ดีขึ้น, แล้วก็ไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่อยู่บ้านเรือน หรือว่าผู้ที่ไม่มีบ้านเรือน. บรรพชิตสมัยพุทธกาลไม่อยู่อย่างคหบดี. ทีนี้ จะต้องพูดกันตรง ๆ นิดหน่อย อย่าหาว่ากระ- ทบกระเทียบ: เพราะบรรพชิตสมัยนี้ จะกลายเป็นอยู่ บ้านเรือนไปเสียแล้วก็มี, เพราะว่าวัดวาอารามกุฏิวิหาร บางแห่ง มันคล้ายกับบ้านเรือนของเศรษฐีคฤหบดีไปเสียก็มี, ไม่เป็นอย่างสมัยพุทธกาล. ครั้งพุทธกาลจะไม่มีภิกษุองค์ใดองค์หนึ่ง ที่อาจจะ มีกุฏิวิหารอยู่อย่างกับบ้านของคฤหบดี ; อยู่กระท่อมดินเล็ก ๆ นั้นน่ะ วิเศษที่สุดแล้ว เป็นเรื่องส่วนตัว, โดยมากก็จะอยู่ ที่รวม ๆ กัน เรียกว่าวิหาร คือโรงใหญ่ ๆ หลังคาเตี้ย ๆ มุดเข้า ไป, ตั้งเตียง เตียงทำด้วยไม้เป็นแถวไป ก็อยู่ในนั้น ชั้น ธรรมดา เหมือนกับว่าไปอยู่ โรงพยาบาลชั้นอนาถา ไปนอน เตียงเป็นตับไป, ถ้าชั้นพิเศษก็ไปอยู่ห้องคนเดียวพิเศษ. แต่ครั้งพุทธกาล ชั้นพิเศษก็กุฏิดินเล็ก ๆ เพราะทำใหญ่เกิน กว่านั้นไม่ได้ มันผิดวินัย, แล้วจะมีอะไรอย่างที่มีอยู่เดี๋ยวนี้
น.17 ๙ ไม่ได้ มันผิดวินัย. นั่นแหละคำว่า บ้านเรือน หรือคำว่า ไม่มีบ้านเรือน นี้มันผิด มันเปลี่ยนแปลงไปจนผิดกับสภาพ เดิม. ขอให้นึกถึงสภาพเดิม แล้วก็จะเข้าใจเรื่องนี้ได้ดี. ที่ว่า บรรพชิตไม่มีบ้านเรือน มันใช้ได้สำหรับ บรรพชิตสมัยหนึ่งยุคหนึ่ง ในสถานการณ์อย่างหนึ่ง. เดี๋ยวนี้ เรียกชื่อว่าบรรพชิต แต่ไม่อยู่ใน ฐานะที่ไม่มีบ้านเรือน, กลับจะมีบ้านเรือนยิ่งกว่าบ้านเรือน. ถ้าไปเทียบกับคน ยากจนบางคน, ชาวไร่ชาวนาอยู่กระท่อมอยู่บ้านอย่างที่เรียก ว่าของคนจน มันก็จะรู้สึกขัดแย้งกันมากทีเดียวสำหรับจะ พูดว่า อยู่บ้านเรือนหรือไม่อยู่บ้านเรือน. ทีนี้ถ้าว่าอยู่ที่วัด เอาละ อยู่ที่วัด หรืออยู่ในป่าก็ตาม ถ้าไม่เว้นที่ควรจะเว้น แล้วไม่ลุถึงที่ควรจะลุถึง จะเป็น อย่างไร ? จะแต่งตัว อย่างบรรพชิต กินอยู่อย่างบรรพชิต อะไร ๆ อย่างบรรพชิต อยู่ในป่าด้วย แล้วก็ไม่เว้นสิ่งที่ควร เว้น แล้วก็ไม่ลุถึงสิ่งที่ควรลุถึง จะเป็นอย่างไร ? จะเป็น บรรพชิตได้ที่ตรงไหน ?
น.18 ๑๐ บรรพชิตไปสู่นิพพานสะดวกกว่าฆราวาส. ทีนี้ จะบอกความหมายสำคัญ ว่า ความหมายที่ แท้จริงของ บรรพชิต กับ ฆราวาส นั้น มัน ต่างกันอยู่ตรงที่ว่า ออกไป เป็นบรรพชิต เพื่อ ได้รับความสะดวก ในการที่จะ บรรลุนิพพาน, ในการที่จะเดิน, เดินไปทางไกล ไปสู่ นิพพานอยู่อย่างบรรพชิตสะดวกกว่า. เปรียบเทียบให้เห็นง่าย ก็เหมือนว่า คนจะเดินทาง ไกลสองคน, คนหนึ่งมันแบกหาม หิ้วของนุงนัง ๆ ไปหมด, แล้ว อีกคนหนึ่งมันตัวเปล่า ไม่ได้ถือแบกอะไร, แล้วสองคนนี้ คนไหนมันจะเดินสะดวก ? นั่นแหละคือความต่างกัน. ฉะนั้น การที่จะออกมา เป็นบรรพชิต ก็เพื่อออกมาสู่ความ สะดวก ที่จะเดินทางไกลไปนิพพาน. อ่านดูทุกสูตรหรือทุกเรื่องในพระบาลี ที่เกี่ยวกับ คนออกบวช นั้น จะพบว่า เขาได้ฟังธรรมะที่พระพุทธเจ้า แสดงแล้ว, เข้าใจชัดเจนว่าอย่างนั้น ๆ แล้วดับทุกข์ได้จริง. นี่เขาเข้าใจชัดเจน แล้วเขาก็ เกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า การที่จะ ปฏิบัติ อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงให้ฟังนั้น ในเพศฆราวาส
น.19 ๑๑ ทำยาก, ใช้คำว่า "จะประพฤติพรหมจรรย์ ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ด้วยดี เหมือนสังข์ที่ขัดดีแล้ว ในเพศฆราวาสนั้นทำไม่ได้. ฆราวาสคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี ก็ทำไม่ได้หรือทำได้ยาก เมื่อเราต้องการ เราก็ละเสียจากฆราวาส จึงออกมาบวช ออกจากเรือน, บวชเป็นผู้ไม่มีเรือน เพื่อว่าจะประพฤติ พรหมจรรย์นั้น ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ด้วยดี, เหมือนหอยสังข์ ที่เขาขัดแล้วดี ได้โดยง่าย นี้จึงบวช" อย่างนี้ทั้งนั้น. ทุก สูตรและทุกเรื่องของการที่ออกบวชจะเป็นอย่างนี้ทั้งนั้น มันก็เหลืออยู่นิดเดียว ที่ว่า เพื่อความสะดวกในการที่จะ ประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ด้วยดี เหมือนสังข์ ที่เขาขัดแล้ว. ดังนั้นมันอยู่ที่นั้น อยู่ที่สะดวกกว่า พูดได้ว่า สะดวกกว่า. ฉะนั้นอย่าเอามาเป็นคู่ปรปักษ์ขนาดตรงกันข้าม ถ้า ว่า ออกบวช ไม่ได้ มัน ก็ไปอย่างคนเดินช้า ๆ แบกของหนัก พะรุงพะรัง ; เหมือนกับแบกบ้านแบกเรือนไปด้วย อย่างนี้ มันก็ไปช้า. ฉะนั้น ถ้าเราไม่มีภาระอย่างนั้น เราก็ไปเร็ว อย่าถือว่า จะไป ไม่ได้เสียเลย.
น.20 ๑๒ ทั้งฆราวาสและบรรพชิตประพฤติพรหมจรรย์ได้. ทีนี้ถ้าว่าเดี๋ยวนี้ คนที่บ้านที่เรือนบางคน เป็นพ่อ บ้านแม่เรือนก็ได้ที่อิสระ, เป็นผู้อิสระแก่บ้านแก่เรือน ; เขา อาจจะจัดบ้านเรือนของเขา ให้มีความเป็นอยู่ที่สะดวกแก่เขา ในการที่จะประพฤติพรหมจรรย์ ให้คล้ายกับพวกที่อยู่ที่วัดก็ได้ ถ้าเราเป็นคนมีทรัพย์มีกำลัง เป็นผู้อิสระ จัดบ้านจัดเรือน ในบ้านในเรือนนั้นให้สะดวกแก่การประพฤติพรหมจรรย์ให้ดี กว่าที่วัดบางวัด ก็อาจจะได้. นี่พูดอย่างนี้มันจะรุนแรงไป แต่ว่ามันเป็นความ จริง จึงขอให้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ให้มันเกิดฟ้าสาง คือเปลี่ยนไปในทางที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบรรพชิต. มันมีปัจจัยของความสำเร็จ และความไม่สำเร็จ ไม่ว่าจะศึกษาอะไร จะปฏิบัติอะไร ทำงานอะไร มองดู ให้ดี มันมีปัจจัยแห่งความสำเร็จ และปัจจัยแห่งความไม่ สำเร็จ อยู่ด้วยกัน ทั้งนั้น, แล้วก็ขอให้มุ่งหาปัจจัย แห่ง ความสำเร็จเถอะ. เมื่อมันมีอะไรกี่อย่าง ๆ ก็ทำไป เท่าที่จะ ทำได้ มันก็จะได้รับความสำเร็จ,
น.21 ๑๓ บางทีการบวชนี้ เป็นเพียงการกระทำชั่วคราวเหมือนสมัยนี้ที่นิยมกันสมัยนี้ ออกมาบวชเพื่อศึกษาทดลองจนถึงที่สุด แล้วก็กลับไปเป็นฆวาวาส อย่างนี้ก็มี ; แม้ว่าจะไม่ตรงตามความประสงค์เดิม. แต่โบราณนั้นไม่มีแหละที่จะบวชแล้วกลับไปเป็นฆราวาส, เอาความรู้ไปใช้ นั้นไม่มี ไม่มีระเบียบ ไม่มีประเพณี. แต่เดี๋ยวนี้มี ก็ยังนับว่ามีส่วนดีแหละ, ดีกว่าไม่ได้บวช. แม้จะเป็นการบวชชั่วคราว ก็ยังดีกว่าไม่ได้บวช, เพราะจะได้รู้เรื่อง ว่าบวชนั้นมีอะไรบ้าง, ทำอย่างไรบ้าง, แล้วไปครองเรือนอยู่ที่บ้านที่เรือน ให้มันมีความหมายของคำว่า "บวช" ได้มากขึ้น ก็ได้รับประโยชน์อยู่เหมือนกัน. เราจึงมองดูกันว่าเป็นบรรพชิตกันที่ไหน ? เป็นบรรพชิตอยู่ที่ไหน ? เป็นบรรพชิตที่บ้านก็ได้ อย่างที่พูดมาแล้ว, เป็นบรรพชิตในป่า ซึ่งมิใช่บ้านก็ได้. แต่ถ้า ดีที่สุด ถูกต้องที่สุด ต้องพูดว่า เป็นบรรพชิตอยู่ในหัวใจ. ความเป็นบรรพชิตนั้นอย่าเอาไว้ที่บ้าน, อย่าเอาไว้ที่ป่าเลย, เอาไว้ในหัวใจซิ. หัวใจมันอยู่ที่ไหนก็รู้กันอยู่แล้ว ให้มีความเป็นบรรพชิตอยู่ในหัวใจ. ถ้าอย่างนี้แล้วก็ ทำบ้านให้เป็นวัดได้, มีวัดอยู่ที่บ้านได้โดยความหมายภายใน.
น.22 ๑๔ เพราะเป็นทาสวัตถุความเป็นบรรพชิตจึงมืดมัว. เดี๋ยวนี้เรามันประสบความลำบากตรงที่ว่า โลกมันเปลี่ยนมากเกินไป, อะไร ๆ มันเปลี่ยนมากเกินไป จนสับสนกันไปหมด. ความเจริญแผนใหม่ นั้นมันกลายเป็นว่ายุ่ง, ยิ่งยุ่งยิ่งดี ยิ่งมีเรื่องมากยิ่งดี ยิ่งมีภาระมากยิ่งดี, มันก็เลย ขัดขวางกันบ้าง เป็นธรรมดากับการที่จะถือหลักว่าจะบรรลุความสงบ, จะพ้นจากความรบกวนแห่งกิเลส ; เพราะเราบูชาวัตถุ. บูชาวัตถุนั้น คือบูชาความสุขสนุกสนาน, เอร็ดอร่อยทางวัตถุ จนเป็นทาสของวัตถุไปหมดแล้ว. ที่บวชไม่ได้ หรือ บวชไม่จริง บวชแล้วก็ไม่จริงนี้ เพราะว่าเป็นทาสของวัตถุ. ระวังว่า ความเป็นทาสของวัตถุนี้เป็นข้าศึกของพรหมจรรย์ ; ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้าน หรืออยู่ที่วัด อยู่ที่ไหนก็ตามเป็นทาสของวัตถุได้ทั้งนั้นแหละ. ถ้าที่ไหนมันมีปัจจัยแห่งความสุขทางวัตถุมาก แล้วที่นั่นก็เป็นทาสของวัตถุมาก ไม่ว่าที่บ้าน ไม่ว่าที่วัด.
น.23 ๑๕ เดี๋ยวนี้คนเคยชินกับความสุขสนุกสนานเอร็ดอร่อย ทางวัตถุ จึงสั่นหัว ที่จะมาประพฤติพรหมจรรย์เอาชนะ กิเลส มันก็เลยหาคนที่จะบวชจริงยาก คือคนที่จะสมัครบวช ประพฤติพรหมจรรย์นั้นก็ยิ่งหายาก. บวชแล้วก็ยังไม่ประพฤติ ให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์อันนั้น ก็หาคนบวชจริง ๆ มันก็ยาก นี่แหละความเป็นบรรพชิตมันก็มืดมัวลง มืดมัวลง มันควร จะรู้จักสางกันเสียที. ถ้าเรายังนิยมความรู้สึกสงบ ไม่วุ่นวาย พอใจความ เรียบง่าย อยู่อย่างเรียบง่าย ไม่มีความวุ่นวาย นั้นแหละจะง่าย ในการที่จะเป็นบรรพชิต, มีการดำรงชีวิตไปในทางที่จะได้ เปรียบแก่กิเลส. ฟังยากหน่อยนะ : มีการดำรงชีวิตชนิดที่ ได้เปรียบฝ่ายกิเลส, ทั้งคนอยู่บ้านทั้งคนอยู่วัด มีการ ดำรงชีวิต ชนิดที่ได้เปรียบแก่ฝ่ายกิเลส. ฝ่ายพญามาร ได้เปรียบ ฝ่ายที่จะเป็นพระเป็นอะไรนี้ กลับยากลำบาก หรือเสียเปรียบ; เพราะว่า จิตของเขานั้นมันไปบูชาวัตถุ เสียแล้ว. จิตของประชาชนไปบูชาวัตถุเสียแล้ว มันก็ได้ เปรียบแก่ฝ่ายกิเลสหรือฝ่ายพญามารไปตั้งแต่ต้น.
น.24 ๑๖ นี่จะเป็นเหตุให้เปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง จน ที่วัดมันก็กลายเป็นที่รวบรวมสมบัติพัสถาน ภาระอะไรต่าง ๆ ยิ่งกว่าที่บ้าน. ถ้าให้พูดตรง ๆ ก็พูดว่า บางคนที่อยู่ที่บ้าน กลับมีความสงบมากกว่าบางคนที่อยู่วัด ที่เป็นบรรพชิต บรรพชิตบางคนมีภาระอย่างชาวบ้านมากเกินไป ทั้งที่ชาว บ้านบางคนอยู่ที่บ้าน เขาก็มีภาระอย่างชาวบ้านน้อยกว่า. นี่แหละ ความมืดของบรรพชิต ซึ่งมันควรจะสาง ควรจะสาง ฉะนั้น จึงขอพูดถึงอาการที่จะสางกันได้อย่างไร. สางได้ด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา. ขอให้ทุกคน เตรียมพร้อมที่จะเดินทาง. บรรพชิต อยู่บ้านหรือบรรพชิตอยู่วัด นี้กลายเป็นพูดคำที่ตลก ว่า บรรพชิตอยู่บ้านหรือบรรพชิตอยู่วัดก็ตาม เตรียมตัวเดินทาง ทั้งพวกที่อยู่ที่บ้านและทั้งพวกที่อยู่ที่วัด : ใช้คำว่าพุทธ- บริษัทดีกว่า ทั้งพวกที่อยู่ที่บ้าน และทั้งพวกที่อยู่ที่วัด ล้วนแต่เป็นบรรพชิต. ขอให้เตรียมพร้อมเพื่อการเดินทาง,
น.25 ๑๗ ไม่สร้างอุปสรรคที่จะขวางทาง, มีศีล มีสมาธิ มีปัญญา สุด ฝีมือด้วยกันทั้งนั้น. มา ถือหลัก อย่างนี้ว่า อยู่ที่บ้านก็ตาม, อยู่ที่วัดก็ตาม มันจะทำได้มากเท่าไร ก็ทำให้สุดความสามารถเท่านั้น ใน การที่จะมีศีล เต็มที่ของฆราวาส, มีสมาธิ อย่างเต็มที่ของ ฆราวาส, มีปัญญา อย่างเต็มที่ของฆราวาส, ไม่หลงใน อารมณ์ที่เป็นที่ตั้งของกิเลส ที่เป็นการหน่วงเหนี่ยวให้เนิ่น ช้า คือสิ่งที่ให้เกิดสนุกสนานเอร็ดอร่อยทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. ฆราวาสแม้จะมีศีลไม่เท่าพระ แต่ถ้าฆราวาสถือศีล ฆราวาสเต็มที่ ก็มีผลเท่ากัน. มันจะมีผลเท่ากันสำหรับ ความเป็นฆราวาส ที่จะ เดินไปอย่างช้าๆ. บรรพชิตมี ศีลมากกว่า ก็มีผลเท่ากัน ที่จะเดินไปอย่างเร็ว ๆ ; เพราะ ว่ามันแยกกันแล้วว่า จะเดินช้าหรือจะเดินเร็ว. สมาธิ นั้น ก็มีกำลังใจเท่ากันได้ มุ่งมั่นต่อปลาย- ทาง. มีคำบัญญัติดีที่สุดอยู่คำหนึ่ง คือคำบัญญัติที่ว่าสมาธิ คืออะไร ? สมาธิคือเอกัคคตาจิต ที่มีพระนิพพานเป็น อารมณ์. ที่จริงคำนี้ก็เคยเอามาพูดให้ฟังหลายหนแล้ว กลัว
น.26 ๑๘ ว่าจะไม่ค่อยสนใจ. โดยส่วนใหญ่ให้ถือว่า เอกัคคตาจิตคือ จิตที่มีอารมณ์เดียว, มีนิพพานเป็นอารมณ์ คือนิพพานเป็น เพียงอารมณ์เดียวของเอกัคตาจิตนั้น ; นั้นแหละคือสมาธิ. อยู่บ้านก็ ได้ อยู่วัดก็ได้ ขอให้มีจิตชนิดที่มีพระนิพพาน เป็นอารมณ์ สมาธินั้นสมบูรณ์ ; เมื่อข้างภายในคือจิตเป็น อย่างไรแล้ว ข้างนอกมันจะหมุนตามไปเอง. ให้ทุกคนเลย อยู่ที่บ้านหรืออยู่ที่วัดก็ตาม มีปณิธาน ที่ว่า มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ มุ่งพระนิพพานกันทั้งนั้น ; ยังอยู่ไกลก็มุ่งแต่ที่ไกล ใกล้แล้วก็มุ่งใกล้ ๆ นั้นแหละ ; ไม่ ว่าอยู่ใกล้หรืออยู่ไกล, ไม่ว่าเป็นผู้ครองเรือนหรืออยู่อย่างไม่ มีเรือน ก็จงมุ่งพระนิพพานเป็นอารมณ์ด้วยกัน. นั่นแหละ คือสมาธิที่มีความหมายเต็มที่. ทีนี้เรื่อง ปัญญา มาสุดอยู่ง่าย ๆ ตรงที่ว่า ทุกอย่าง มันเป็นเช่นนั้นเอง ตามกฎของอิทัปปัจจยตา. อย่าไปมัว ทะเลาะกับมัน, ทะเลาะกับมันก็คือว่า จะเอาให้ได้อย่างที่กู ต้องการ จะเอาให้ได้อย่างที่กูต้องการ แล้วคนนั้นมัน จะเจ็บปวด มันจะลงนั่งน้ำตานองหน้าอยู่เรื่อย ๆ ไปแหละ.
น.27 ๑๙ เพราะไม่รู้ว่าทุกอย่างมันเป็นเช่นนั้นเอง ตามกฎของอิทัป- ปัจจยตา. แม้จะเป็นฆราวาสก็อย่าต้องร้องไห้แหละเป็นการดี ในเมื่อสิ่งต่าง ๆ มันไม่เป็นไปตามที่ตัวต้องการ ; เพราะสิ่ง ต่าง ๆ มันจะต้องเป็นไปตามกฎของอิทัปปัจจยตา. เราจะเป็น อะไร ก็ ไม่ต้องเป็นทุกข์. จะพูดให้ลืมยากสักหน่อยหนึ่ง ว่า เกิดเป็นคนทั้งทีอย่าเป็นทุกข์ให้ละอายแมว ; เพราะแมว มันไม่เป็นทุกข์นี่ แล้วคนเป็นทุกข์จะดีกว่าแมวได้อย่างไร, ถ้าอนุญาตให้พูดแรงกว่านั้น ก็ต้องพูดว่าอย่าให้ละอายหมาซิ ; เพราะว่าหมามันก็ไม่เป็นทุกข์เหมือนกัน. เราเลี้ยงไว้หลาย ตัวไว้ศึกษา ไว้เป็นครู ดูอยู่ทุกวัน ทุกอิริยาบถมันไม่ได้ เป็นทุกข์เหมือนชนิดที่ท่านสมภารเป็นทุกข์นี่ ก็เลยว่าเกิด เป็นคนทั้งที อย่าต้องเป็นทุกข์ให้ละอายแมว. นั้นแหละคือ ปัญญา ที่มันพอแก่ความหมายทุก อย่าง, มีความเป็นเช่นนั้นเอง เรียกว่า ตถตา, ตถตา เป็น ไปตามเหตุตามปัจจัยของอิทัปปัจจยตา ไปยินดี ไปรักให้ โง่, ไปเกลียดให้โง่, ไปกลัวให้โง่ ไปอะไรให้มันโง่ทำไมเล่า. ไม่ต้องไปรัก ไปโกรธ ไปเกลียด ไปกลัว ไปวิตกกังวล อาลัย
น.28 ๒๐ อาวรณ์กับมันซิ, แล้วมันก็ไม่มีความทุกข์ดอก. นี่เรียกว่า ปัญญา, ปัญญา ถึงที่สุด เลย. ปัญญาในพระพุทธศาสนา ไม่ใช่ว่าต้องไปทำ วิปัสสนาทุกรูปแบบ, ทำอะไรทุกรูปแบบ ถ้า เพียงแต่เห็นว่า สิ่งทั้งปวงเป็นเช่นนั้นเอง จนไม่ไปยินดียินร้ายกับมัน แล้ว ก็นั่นแหละปัญญา มันถึงที่สุดได้เพียงแค่นั้น มันจะทำ วิปัสสนาไปถึงไหน มันก็ไปจบอยู่ที่ตรงนั้นแหละ, ตรงที่ เฉยได้ต่อสิ่งทั้งปวง ว่าเป็นเช่นนั้นเอง, มันเป็นตถาตา. ฉะนั้นอยู่ที่บ้านหรืออยู่ที่วัดมันก็มีปัญญาเดียวกัน นี้แหละ, ไม่ใช่คนละปัญญาเลย. มันจะเพียงแต่ว่ามากหรือ น้อยกว่ากัน. ถ้าอยู่ที่วัดสะดวก ฝึกฝนอยู่มาก มันก็อาจจะ มีมาก มีง่าย มีเร็ว, อยู่ที่บ้านมันงุ่มง่ามหน่อย แต่ก็ต้องมี อย่างนี้แหละ ฉะนั้น อะไรเกิดขึ้น ก็เอาตถตา นี่แหละ มารับ หน้าไว้ก่อน โดยไม่ต้องยินดียินร้าย. ไม่ว่าอะไรที่มันจะเกิด ขึ้นในลักษณะไหน จะดีจะชั่ว จะกำไรจะขาดทุน จะแพ้ จะชนะ จะกี่อย่าง ๆ มันก็ต้องตถาตาไว้ก่อน, คือตั้งตัวให้ได้
น.29 ๒๑ ด้วยคำว่า "ตถตา" ตั้งตัวให้คงที่อยู่ได้. อย่าให้เอียง อย่าให้ เซ ตั้งตัวไว้ให้มั่นคงได้ ด้วยคำว่า ตถตา - มันเช่นนั้นเอง. ครั้น ตั้งตัวได้ อย่างนี้แล้ว ก็ดูต่อไปว่า จะทำอย่างไร ต่อไป ให้มันสมหรือให้มันเข้ากับตถตาในเรื่องนี้ แล้วก็ แก้ไขไปซิ, ทำไปซิ, มันก็ต้องประสบความสำเร็จ. นี่ เรียกว่า ไม่ต้องร้องไห้ ไม่ต้องหัวเราะ ไม่ต้องยินดี ไม่ต้อง ยินร้าย, เป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์ของพระพุทธศาสนา หรือ ของพระธรรม. บรรพชิตต้องรับผิดชอบในการดำรงศาสนา. เดี๋ยวนี้เราพูดถึงบรรพชิต เรื่องของบรรพชิต, เรื่อง ฟ้าสางของบรรพชิต. บรรพชิตยังจะต้องมีความรับผิดชอบ แปลกออกไปจากฆราวาส. เมื่ออยู่ในเพศบรรพชิต บริโภค อาหารของชาวเมืองนี้ ; ถ้าเป็นฆราวาสธรรมดา บริโภค อาหารของตนเอง ความรับผิดชอบ ในการที่จะต้องปฏิบัติ ให้สม กับการที่จะบริโภคอาหารของชาวเมือง มันยังมีอีก ส่วนหนึ่ง.
น.30 ๒๒ ฉะนั้น พวกบรรพชิตที่ออกจากบ้านจากเรือน มาอยู่ อย่างนี้แล้ว บริโภคอาหารของชาวบ้านชาวเมือง ต้องนึกถึง ข้อที่เขาถวายด้วยศรัทธา และด้วยความเคารพ. เอาอาหาร มาถวายพระนี้ถวายด้วยศรัทธา หวังว่าจะได้มีผลมีอะไรใหญ่ โตกว้างขวาง, แล้วถวายด้วยความเคารพ. เมื่อคนคนหนึ่งเขาอาละวาด เขาชื่อนายนรินทร์กลึง เขาด่าพระอย่างนี้ ว่า "เอามาให้ฉันแล้วยังต้องไหว้อีก, เอา มาให้ฉันทั้งที่แล้วยังต้องไหว้อีก เขาว่าอย่างนี้ ; แล้วพระ เหล่านี้ปฏิบัติไม่สมกับการที่เขาเอามาให้ฉันทั้งที่ แล้วยัง ต้องไหว้อีก. เขาก็โฆษณาเป็นเรื่องครึกโครมมากที่สุดอยู่ หลายปี. นี้ เขาให้สำนึกในข้อที่ว่า บรรพชิตบริโภคอาหาร ของชาวเมือง ที่ถวายด้วยศรัทธา แล้วยังไหว้อีก. พูดภาษา หยาบคายก็ว่า เอามาให้กินแล้วยังต้องไหว้อีก, แล้วทำไม ไม่ทำให้สมกับอาการอย่างนั้น ๆ เล่า ? นี่แหละ จะต้องร่วมมือกัน, ผู้ให้และผู้รับร่วมมือกัน ทำให้เกิดประโยชน์ สำเร็จตามความมุ่งหมายของการมีพรหม- จรรย์ แห่งพระพุทธศาสนา, ซึ่ง พระองค์ตรัสว่า ธรรม วินัยนี้เพื่อประโยชน์สุขเกื้อกูลแก่มหาชน ทั้งเทวดาและ
น.31 ๒๓ มนุษย์ จงช่วยกันรักษาสืบอายุธรรมวินัยนี้ไว้ เพื่อประโยชน์ แก่มหาชน ทั้งเทวดาและมนุษย์ , แล้วช่วยกันอบรมสั่งสอน จนกระทั่งว่า มหาชนเหล่านั้นจะบอกกล่าวสั่งสอนกันได้สืบ ต่อ ๆ ไป ในลำพังมหาชนเหล่านั้น ; หมายความว่า ให้ ชาวบ้านรู้ธรรมะ จนสามารถบอกสอนต่อ ๆ สืบกันไป โดย ไม่ต้องมีบรรพชิตก็ยังได้. ท่านหวังมากถึงขนาดนี้ มันก็ เป็นหน้าที่ของบรรพชิต. บรรพชิตไม่มีบ้านเรือน ไม่ได้ทำนาเอง ไม่ได้ ปรุงอาหารเอง แต่บริโภคอาหารของชาวบ้าน ในฐานะผู้มี ชีวิตอยู่ด้วยของที่ผู้อื่นให้ บรรพชิตก็ต้องรับผิดชอบมากกว่า ในการที่จะทำให้ศาสนาหรือพรหมจรรย์ยังคงมีอยู่ในโลกนี้. วันนี้เราก็พูดกันถึงเรื่องฟ้าสางทางบรรพชิตโดยตรง. ครั้งที่แล้วมา พูดถึงเรื่องฟ้าสางทางฝ่ายฆราวาส อุบาสก อุบาสิกา. เอาไปเปรียบเทียบจับคู่กันดู. เอ้า, ที่นี้ก็จะ พูดถึงเรื่องโดยหัวข้อว่า : ฟ้าสางทางสมณสารูป คือเมื่อพูด ถึงเรื่องบรรพชิตแล้วก็จะ พูดถึงเรื่อง บรรพชิตกันไปให้มัน หมด ฟ้าสางทางสมณสารูป.
น.32 ๒๔ ฟ้าสางทางสมณสารูป บางคนอาจจะไม่เข้าใจคำว่า "สมณสารูป" คำนี้แปล ว่า มีรูปสมควรแก่สมณะ, มีรูปสมควรแก่ความเป็นสมณะ คือ มีกิริยาอาการท่าทางความปรากฏ สมควรแก่ความเป็น สมณะ ก็เหมือนที่เราหวังหรือเรารู้จักกันอยู่นี้. ถ้าว่าเป็น พระ จะต้องมีกิริยาท่าทางอาการแสดงออกมาอย่างไร, กิริยา อาการที่แสดงออกมาสมควรแก่สมณะ. นั่นแหละเรียกว่า สมณสารูป. เป็นพระต้องมีสมณสารูป คือมีกิริยาอาการ สมควรแก่ความเป็นสมณะผู้สงบกิเลสได้. สมณะ แปลว่า ผู้สงบ สงบอะไร ? สงบสิ่งที่วุ่นวาย คือ กิเลส สงบกิเลส เสียได้ จึงเรียกว่า สมณะ ; เป็นสมณะก็ต้องมีปรากฏการณ์ ภายนอก แสดงว่าเป็นสมณะ. นี่มันเป็นทั้งขนบธรรมเนียมประเพณีและเป็นทั้ง เรื่องจริงที่มันจะต้องทำให้จริง. เราจึงถือเป็นหลักกันมา ว่า พอเห็นรูปร่างหน้าตากิริยาท่าทาง ก็พอจะบอกได้ว่า คน นี้เป็นพระ, คนนี้เป็นสมณะ ใช้จีวรสีเหลือง และ ถือบาตร ถือกลด อะไรเข้าด้วยแล้วก็ดูง่ายเข้าอีก.
น.33 ๒๕ แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่สำคัญ มันอยู่ที่ ลักษณะ ที่แสดง ออกมาทางกาย วาจา ใจ. การกระทำทางกาย ก็ดี การ พูดจา ก็ดี ความคิดนึก ก็ดี มีลักษณะสมกับความเป็นสมณะ ในทุก ๆ อิริยาบถ : เดิน ยืน นั่ง นอน ก็มีอาการแห่งความ เป็นสมณะ, แล้วก็ทั้งในที่ลับทั้งในที่แจ้ง คือทั้งภายนอก และทั้งภายใน มีลักษณาการแห่งความเป็นสมณะ. เมื่อกล่าวโดยผลก็ว่าสงบ ชนิดที่ไม่ทำอันตรายแก่ ตนเองและแก่ผู้อื่น. ถ้าเขา เป็นสมณะจริง มีความสงบ รำงับจริง จะไม่มีการทำตนให้เดือดร้อน หรือเป็นทุกข์ แล้วก็ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนหรือเป็นทุกข์ นี่ขยายออกไปถึง สังคม. ส่วนตัวบุคคลผู้นั้น ก็สงบรำงับ ไม่ทำตนเองให้ เดือดร้อนด้วยกิเลส; ถ้ากิเลสของตนเอง ทำตนเองให้ เดือดร้อนวุ่นวายอยู่ ก็ไม่เป็นสมณะ ก็ไม่มีความเป็นสมณะ. นี่เรียกว่าสมณะในภายใน. นี่ถ้าว่าเป็นออกไปถึงภายนอก ก็ทำผู้อื่นให้พลอยสงบสุขด้วย, ทำสังคมให้เป็นสุขด้วย. ตามความมุ่งหมายมาแต่ดึกดำบรรพ์ว่า สมณะนี้ เป็นสัญลักษณ์ของความสงบ, จูงจิตใจให้คนรู้สึกสงบ ; จึง พูดไว้อย่างกว้าง ๆ ที่สุดว่า การได้เห็นสมณะนั้นเป็นของดี,
น.34 ๒๖ เพียงแต่ได้เห็นสมณะเท่านั้นแหละเป็นของดี; หมายความ ว่า ถ้าได้เห็นสมณะจริง ๆ มันเกิดความรู้สึกลึกถึงในส่วน ลึกของจิตใจ ให้เกิดความสงบ. เพียงแต่เขาเดินมาให้เห็น นี้ ก็รู้ได้ว่าคนนี้เป็นคนสงบ : ไม่มีราคะ โทสะ โมหะ เบียด เบียนตนให้เร่าร้อน, ไม่มีราคะ โทสะ โมหะ เบียดเบียนผู้อื่น ให้เร่าร้อน. นี่เรียกว่าทำความสงบ โดยส่วนสองทั้งข้าง นอกทั้งข้างใน. สมณะเป็นคำเก่าใช้มาก่อนพุทธกาล. พูดถึงคำว่าสมณะ, สมณะ ให้ละเอียดออกไป ก็ ขอให้รู้ว่า คำว่า สมณะ, สมณะนี้เป็นที่พอใจ เป็นที่พึงประ- สงค์ ต้องการและเคารพกันมาแล้ว ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ก่อน พุทธกาล. ก่อนพระพุทธเจ้า เขาก็มีคำว่า "สมณะ" ใช้ อยู่แล้ว เพราะรู้สึกได้โดยสัญชาตญาณว่า ความสงบ ความ สงบ นี่มันวิเศษอย่างไร เขาก็มุ่งหาความสงบ, และ บุคคลผู้สงบ. ฉะนั้น ถ้าเขาได้เห็นใคร ฤษี มุนี คนใดคน หนึ่ง, พระพุทธเจ้าหรือสาวกของพระพุทธเจ้า, เขาก็เรียกว่า สมณะ, สมณะ. คำว่า "สมณะ" จึงเป็นคำเก่าแก่ที่สุด อย่าง
น.35 ๒๗ เดียวกับคำว่าพระอรหันต์ เหมือนกัน. มันจึงมีมาแล้วใน ลัทธิอื่น ๆ กี่ลัทธิก็ตาม โดยจะมุ่งเอาคำว่า "สมณะ" นี้แหละ เป็นประธาน เป็นหลักสำคัญ. ดังนั้นใน ลัทธิใด ๆ ก็ตาม เขาก็ ต้องมีสมณะ ตาม ลัทธิของเขา. สมณะอื่นไม่มีในลัทธิอื่น ; หมายความว่า ต่างคนต่างมีสมณะตามความหมายของตน ๆ แล้วแต่เจ้าลัทธิ เจ้าศาสนาแห่งลัทธิเขาจะบัญญัติกันอย่างไร. ในพระพุทธศาสนา เราก็มี สมณะ. สมณะที่หนึ่ง คือ โสดาบัน, สมณะ ที่สอง คือ สกิทาคามี, สมณะ ที่สาม คือ อนาคามี, สมณะ ที่สี่ คือ อรหันต์, แล้วก็มีในศาสนานี้. สมณะพวกอื่นไม่มีในศาสนาอื่น คือว่า ไม่ได้มีสมณะเหมือน กันหรือร่วมกัน. ในพุทธศาสนาเราก็มีสมณะอย่างนี้ ; เพราะ ว่ามีระเบียบปฏิบัติ คือ อัฏฐังคิกมรรค, อริยมรรคมีองค์ แปดประการ เมื่อได้ปฏิบัติแล้วดำเนินแล้วก็ให้เกิดสมณะ สี่จำพวกนี้. ลักษณะของสมณสารูป. ความหมายของคำว่า สมณะ สมณะ แปลว่า ผู้สงบ, ไม่เป็นอันตราย ไม่เป็นข้าศึกแก่ผู้ใด. ถ้าเกิดเป็นข้าศึก,
น.36 ๒๘ มีความเป็นข้าศึกแก่ผู้ใด ก็หมดความเป็นสมณะ ; เพราะว่า ถ้ามันเลวร้าย จนถึงกับไปเป็นข้าศึกกับบุคคลภายนอกแล้ว มันก็มีความเป็นข้าศึกแก่ตัวเองในภายในจิตของตัวเองเต็มที่ แล้ว มันก็หมดความเป็นสมณะ. มีคำบาลีว่า สมณีธ อรณา โลเก - สมณะไม่เป็น ข้าศึกในโลก สมณีธ อรณา โลเก สมณะไม่เป็นข้าศึก ใน โลกนี้ สมณะไม่เป็นข้าศึก ไม่กระทบกระทั่งใคร ในลักษณะ ที่เป็นอันตรายหรือเป็นข้าศึกทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา. เพราะท่านมีจิตใจ ไม่เป็นข้าศึกแก่ผู้ใดเสียแล้ว ปล่อยไปตามเรื่อง มันก็ไม่กระทบกระทั่งใคร. ฉะนั้นจึงไม่ มีโอกาสที่ว่าจะแกล้งทำใครให้เดือดร้อน กระทบกระทั่งเขา โดยเจตนา ; อย่างนี้ก็นับว่าเลวมาก. ตามปกติก็ไม่มีกิเลส ที่เป็นเหตุให้กระทบกระทั่งผู้ใดนั่นแหละ จึงจะเรียกว่าเป็น สมณะ เพราะมีความสงบทางกาย สงบทางวาจา สงบทางจิต. แล้วก็ที่ลึกกว่าจิตนั้น ก็ควรจะมีอีกคำหนึ่งเรียกว่า สงบทาง "อุปธิ" สงบทางอุปธิ สติปัญญาทิฏฐิ ความคิด ความเห็น. ร่างกายไม่ทำอะไรทางร่างกายที่กระทบผู้อื่น,
น.37 ๒๙ ทางวาจาก็ไม่พูดกระทบผู้อื่น, ทางจิตความคิดความนึกก็ไม่ กระทบใคร. ทีนี้ สงบทางอุปธิ ก็ไม่แบกของหนักอะไรไว้ ในใจให้ตนเองเดือดร้อน. อุปธิ นี้คือ ของหนัก ที่ยึดถือไว้โดยอุปาทาน มันก็ เบียดเบียนบุคคลนั้นแหละ. บุคคลนั้นเองแหละ มันก็ควร จะสงบระงับไปเสียด้วย, คือว่า ไม่เพียงแต่จิตสงบเพราะ มโนกรรมชั้นต้น ๆ มัน สงบเพราะ หมดกิเลสในชั้นลึก ที่เป็นเหตุให้ยึดถือ โดยความเป็นตัวตน; จะเรียกว่าสงบ แห่งทิฏฐิความคิดเห็น สงบแห่งสติปัญญาที่มันถูกต้อง. ความหมายนี้หรือคำอธิบายอย่างนี้มันลึกหน่อย, แต่ช่วยจำ เอาไว้ก็แล้วกันว่าเพียงแต่พูดถึงกาย วาจา ใจนั้นยังไม่หมด มันยังมีอะไรที่ลึกกว่านั้น คืออุปธิที่จิตมันยึดถือไว้ตลอดเวลา. คนที่ ไม่ทำทุจริตทางมโนกรรม คือเว้นจากอภิชฌา พยาบาท วิหิงสา มิจฉาทิฏฐิแล้ว, แต่ยังมีส่วนลึกที่ยึดถือ ตัวตนอยู่, ยึดถือความดีความถูกต้องยึดถือในฝ่ายดีอยู่, อัน นั้นเป็นอุปธิ : ยึดถือบุญยึดถือกุศลอยู่, นั้นยังเป็นของหนัก, มันก็เบียดเบียนเพราะมันหนัก, ต้องหมดชั้นอุปธินั้นอีกที มันลึกไปกว่า ชั้นมโนกรรม; บางทีใช้คำว่า ทิฏฐิก็ได้,
น.38 ๓๐ บริสุทธิ์ทางกาย บริสุทธิ์ทางวาจา, บริสุทธิ์ทางใจ, แล้ว บริสุทธิ์ทางทิฏฐิอีกทีหนึ่ง. นั้นแหละมันถึงขั้นที่ปล่อย วางของหนักที่มีอยู่ในจิต นี่พูดให้สิ้นเชิง ต้องพูดถึงสี่อย่าง โดยมากพูดเพียง สามอย่างคือที่มันปรากฏง่าย ๆ หรือว่าปรากฏอยู่ทั่วไป. ถ้า เป็นสมณะโดยแท้จริง ต้องสงบกาย สงบวาจา สงบทางจิต แล้ว สงบทางอุปธิ ด้วย. ไม่มีอะไรที่ถือไว้เป็นของหนักโดย ความเป็นตัวตน, ไม่ยึดถือแม้แต่พระนิพพานว่า นิพพาน ของเราเป็นต้น นี่คือความเป็นสมณะ ที่นี้คิดดูเองซิว่า ถ้าคนมันสงบถึงขนาดนี้ สงบกาย วาจา จิต อุปธิแล้ว มันจะมีลักษณะกิริยาท่าทางอย่างไร. นั่นแหละคือ สมณสารูป- รูปลักษณะที่สมควรแก่ความเป็น สมณะถึงที่สุด. แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ไม่พ้นจากการที่ดูยาก เข้าใจ ยาก. สำหรับบุถุชนคนธรรมดาจะรู้ว่า คนนี้เป็นพระอรหันต์ หรือไม่ ? อย่างนี้ พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า ยากมากที่คนธรรมดา จะดูออกว่า คนนี้เป็นพระอรหันต์หรือไม่. เดี๋ยวนี้ก็พูดไว้ ให้มันหมด.
น.39 ๓๑ การรักษาความเป็นสมณะ. ทีนี้ก็จะพูดถึง การรักษาความเป็นสมณะ. ความ เป็นสมณะ นั้น เรียกว่า สามัญญะ, สามัญญะ รูปร่างข้าง- นอกนั้นเรียกว่าสมณสารูป. ภาวะข้างนอกเรียกว่าสมณสารูป รูปร่างแห่งความเป็นสมณะ. ที่นี้ "สามัญญะ" ภาวะแห่ง ความเป็นสมณะนี้ หมายถึงข้างในซึ่งมันลึก, ภาวะแห่งความ เป็นสมณะนี่. รักษาสมณสารูปนี้ ขอให้รักษาลึกลงไปถึง รักษาความเป็นสมณะ คือ ตั้งตนให้อยู่อย่างถูกต้องในความ เป็นสมณะ ; นั่นแหละคือรักษาสมณสารูป. ถ้าไม่รู้จักความเป็นสมณะ แล้วจะรักษาความเป็น สมณะได้อย่างไร ? ฉะนั้น บรรพชิต ทั้งหลาย ต้องรู้จักความ เป็นสมณะ ว่ามันเป็นอย่างไร, อยู่ที่ไหน, จึงจะสามารถ รักษาความเป็นสมณะนั้นไว้ได้. ถ้าไม่ใช่รักษาเพื่ออวดคน มันก็รักษาภายในตนซิ รักษาจิตไม่ให้เกิด โลภะ โทสะ โมหะ ขึ้นมาครอบงำ. นี่คือรักษาความถูกต้องภายในใจไว้อย่าง เต็มที่ ; เรียกว่ารักษาความเป็นสมณะ, ให้มีความเป็นสมณะ ไว้อย่างเต็มที่.
น.40 ๓๒ มีคำกล่าวว่า รักษาความเป็นสมณะไว้เหมือนกับ เกลือรักษาความเค็ม. ถ้าเป็นเกลือก็ต้องเค็ม; เรียกว่า เกลือมันรักษาความเค็มไว้เสมอไป. นี้ถ้าเกลือเกิดไม่เค็ม มันก็หมดความเป็นเกลือ, เขาก็เอาไปเททิ้ง. คำสอนอย่างนี้ พระเยซูก็พูด : รักษาความเป็นสาวกของพระเยซู เหมือน กับเกลือรักษาความเค็ม ; มิฉะนั้นก็จะถูกเขาเอาไปสาดทิ้ง เททิ้ง เกลือที่ไม่เค็มใครจะเก็บไว้ทำไม. ฉะนั้น สมณะก็รักษาความเป็นสมณะไว้ เหมือนกับ เกลือรักษาความเค็ม ; ไม่รักษาความเป็นสมณะ ก็เหมือน เกลือไม่รักษาความเค็ม มันก็ตกไปจากพรหมจรรย์นี้ จาก ศาสนานี้. รักษาความเป็นสมณะ ด้วยธรรมะอีกประเภทหนึ่ง แต่มันก็ยังเนื่องอยู่ในความเป็นสมณะ. ธรรมะประเภทนี้ เอาเป็นเครื่องช่วย เป็นอุปกรณ์ โดยเฉพาะก็คือธรรมะที่มัก จะถือกันว่าหญ้าปากคอก หญ้าปากคอกไม่ค่อยสนใจ คือ ธรรมะที่ชื่อว่าหิริและโอตตัปปะ. จำไว้ให้แม่น ๆ. หิริ ความละอายต่อการที่ตนเป็นเกลือจืด คือมัน ไม่มีความเป็น สมณะแล้วก็ละอาย, แล้วโอตตัปปะ คือ กลัว, กลัวความที่ ไม่มีความเป็นสมณะ.
น.41 ๓๓ หิริ และ โอตตัปปะนี้เป็นปัจจัยส่งถึงการบรรลุมรรค ผล. นี่พบในพระบาลี ไม่ใช่ธรรมะสำหรับสังคมชั้นต่ำ, ธรรมะเพื่อสังคมอย่างที่สอน ๆ กันอยู่ ซึ่งสอนกันต่ำเกินไป. พิริ และ โอตตัปปะ นี้จะช่วยสนับสนุน ช่วยส่งเสริมถึงวาระ สุดท้ายเพื่อจะบรรลุพระอรหันต์ กันเลย. ถ้าเขายังมีความ ละอายต่อบาป ยังละอายต่อความทุกข์ ยังกลัวต่อความทุกข์ มันก็มีแต่ส่งขึ้นไป ๆ, ส่งขึ้นไปให้พ้นจากความทุกข์. สมณะ ผู้จะรักษาความเป็นสมณะ ก็ต้องมีหิริและโอตตัปปะ ให้มาก พอ ตลอดเวลา เรื่อยไป เรื่อยไป จนกว่าความเป็นสมณะ มันจะสมบูรณ์. ฉะนั้น คำว่า "สมบูรณ์" นี้ คือ ไม่ต้องรักษาแล้ว มันกลายเป็นพ้นเจตนา คือจนหมดกิเลสแล้ว. พอหมด กิเลสแล้ว มันก็ไม่ต้องเจตนารักษา มันก็มีของมันเอง. นี่เขาเรียกว่าพ้นเจตนา, เป็นโลกุตตระ, รักษาความเป็น สมณะไว้ได้เรื่อย ๆ ไปจนกิเลสหมด. ที่นี้ไม่ต้องรักษามัน ก็มีผลเท่ากับรักษา; เพราะว่าอันตรายหรือศัตรูมันไม่มี แล้วนี่. ฉะนั้น จึงต้องมีหิริและโอตตัปปะยิ่งขึ้นไป, ยิ่ง ขึ้นไป จนถึงกับบรรลุพระอรหันต์.
น.42 ๓๔ นี่ธรรมะคู่แรกของการศึกษาเล่าเรียน ไม่ใช่ธรรมะ ต่ำ ๆ เตี้ย ๆ จะอยู่กันที่ตรงนี้ จะต้องใช้ในการรักษาความ เป็นสมณะเรื่อยไป, เรื่อยไปจนถึงการบรรลุพระอรหันต์. แล้วธรรมะอื่น ๆ ยังมีอีก ไปสังเกตดูเองก็ได้ เช่น สัปปุริสธรรมบางข้อ ที่เรียกว่า อัตตัญญุตา, อัตตัญญุตา-รู้จัก ตนเอง . ถ้ารู้จักตนเองจริง ๆ แล้ว มันจะไม่หยุด จะไม่ หยุด จะไม่ละเลย จะไม่พอใจหยุด. มันจะต้องการขึ้นไป เรื่อย ให้ไปสูงขึ้นไปเรื่อย. บทปัจจเวกขณ์ที่ว่าเดี๋ยวนี้เราเป็นสมณะแล้ว กิ ริยา อาการใด ๆ ของความเป็นสมณะ เราจะประพฤติอากัปกิริยา นั้น ๆ นั่นแหละ คือรู้จักตัวเอง. อุบาสกทั้งหลายก็พิจารณา ว่าเราเป็นอุบาสกแล้ว ธรรมะใดสำหรับอุบาสก เราจะ ประพฤติธรรมะนั้น : อยู่ที่บ้านก็พิจารณาอย่างนั้น, อยู่ที่ วัดก็พิจารณาอย่างนั้น ก็จะเป็นเครื่องรักษาความเป็นสมณะ ความเป็นพุทธบริษัทไว้ได้เป็นอย่างดี.
น.43 ๓๕ ทีนี้ก็พิจารณากันในแง่ว่า อยู่ที่ไหน คือสถานที่ สมณะอยู่ที่ไหน ? คำตอบที่มันไม่มีทางจะผิด. แต่มันมี ลักษณะเป็นกำปั้นทุบดิน เมื่อถูกถามว่า สมณะอยู่ที่ไหน ? มันก็ตอบว่า ความสงบมีที่ไหน สมณะอยู่ที่นั่น. ถ้าไป ตอบว่า อยู่ที่วัด บ้า โดยไม่รู้สึกตัวนะ ; ถ้าตอบว่าอยู่ที่ บ้านก็จะโง่โดยไม่รู้สึกตัว. ต้องตอบว่า ความสงบอยู่ที่ไหน สมณะอยู่ที่นั้น : บ้านก็ได้, วัดก็ได้. แต่ถ้าว่า ถูกที่สุด ก็ว่า อยู่ในจิต อยู่ในใจ อยู่ใน สันดาน. สมณะไม่อยู่ที่บ้าน ไม่อยู่ที่วัด ไม่อยู่ในบ่า ไม่ อยู่ในเมือง ; อยู่ในจิตของผู้มีความสงบ จนกลายเป็น นิสัยสันดาน. เช่นพระอรหันต์นี้ ก็มีความเป็นสมณะ หรือมี สมณภาวะอยู่ในจิตในสันดานของท่าน, จนกระทั่งพูดได้ ว่า ท่านไปนั่งลงตรงไหน ตรงนั้นมีสมณะ มีความสงบ มีความเป็นสมณะ. สมณะช่วยทำโลกให้สงบ. ทีนี้ความปรารถนาของเรา มัน ควรจะปรารถนาว่า ขอให้สมณะมีทั่วไปทั้งโลก. ให้สมณะมีทั่วไปทั้งโลกดีกว่า
น.44 ๓๖ มันก็ จะเป็นโลกที่มีสันติภาพ มีสันติสุข ชนิดที่เที่ยงแท้และ ถาวรทั้งโลก. ให้สมณะนี่แหละเป็นผู้นำโลก, ให้สมณะ เป็นผู้นำโลก. ถ้าพูดให้ถูกกว่านั้น ก็ว่า ให้สมณะเป็นผู้นำ จิตใจของประชาชน. เมื่ออาตมาไปเที่ยวที่อินเดีย เกิดความรู้สึกข้อนี้ ขึ้นมา ว่า สมณะหรือบรรพชิต ที่เขาเรียกกันว่าพระ หรือ สาธุ, ที่อินเดียเขาเรียกพระว่าสาธุ, สาธุ, คำว่าสาธุนั้นเป็น คำเรียกพระ, พระมาพักอยู่ที่ตรงไหน โดยมากพักอยู่ที่ศาลา ประจำบ้าน. คนจะไปนั่งล้อม ทั้งหญิงทั้งชายไปนั่งล้อม ล้อมพระหรือล้อมสาธุ แล้วก็พูดกันเรื่อย. มีสาธุบางองค์ ไม่ได้นุ่งผ้าเลย แต่ก็มีคนเข้าไปนั่งล้อม ถามเรื่องที่ต้องการ เพราะว่าบรรพชิตในประเทศอินเดียนั้นมีครบ, มากอย่าง มากนิกาย ไม่รู้ว่าเท่าไรแหละ จนกระทั่งว่านุ่งผ้าก็มี นุ่งนิด เดียวก็มี ไม่นุ่งเลยก็มี นุ่งเต็มที่ก็มี นุ่งจนเกินนุ่งก็มี มัน มีทุกอย่าง แต่ได้รับความเคารพนับถือเป็นสาธุด้วยกัน ทั้งนั้น ; ถ้าพอมานั่งลงตรงไหนแล้ว ชาวบ้านจะมา มุงล้อม.
น.45 ๓๗ มันคล้าย ๆ กับบ้านเรา พอพระธุดงค์มาปักกลด ลงที่ตรงไหน ชาวบ้านก็ไปนั่งล้อม แต่ที่อินเดียยังมาก กว่านั้น รู้สึกว่ามันมากกว่านั้น. แล้วมันก็จะแปลกกันอยู่ ที่ว่า ไม่ใช่มาขอเครื่องรางจากพระธุดงค์ ; ไม่เคยเห็นเลย ไปถาม ไปพูด ไปคุย ท่าเดียวแหละ, ไม่ได้มาขอเครื่องราง ของพระธุดงค์ เหมือนบ้านเรา ขอสามตัวบ้าง ขอเครื่อง รางบ้าง. อย่างนี้มันก็ไม่นำ, มันไม่นำโลก. ถ้าบรรพชิตมานั่งตรงไหน แล้วคนก็เข้าไปถาม เรื่องปัญหาในทางจิตใจ นี่สมณะจะนำโลกได้ก็เพราะเหตุนี้ มันควรจะจัดให้เป็นอย่างนั้น คือเป็นผู้นำวิญญาณ ของ ประชาชนเลย. สมณะเป็นผู้นำวิญญาณของประชาชน ถ้าว่าสรุปผลแล้ว มันเป็นประโยชน์แก่บุคคลนั้น ๆ เป็นประโยชน์แก่สังคม, เป็นประโยชน์แก่โลกทั้งโลก. ถ้า โลกนี้สนใจเรื่องสมณะ สนใจความสงบอย่างความเป็นสมณะ โลกนี้ก็จะเป็นโลกที่ดีกว่าโลกพระศรีอารยเมตไตรย ก็ได้ ดี กว่าโลกพระศรีอารย์ก็ได้, เพราะโลกพระศรีอารย์นั้น จะ มุ่งหมายความไม่เบียดเบียนกันอย่างเดียวเสียมากกว่า แต่ไม่
น.46 ๓๘ ถึงกับหมดกิเลส ; ไม่ได้เน้นที่ความหมดกิเลส เขาเน้นที่ ความไม่เบียดเบียน ; แต่ถ้าเราเอาความสงบ สมณะนี้เป็น หลัก แล้วมันจะมากกว่านั้น คือมันไม่เบียดเบียนแน่ ; เพราะ ถ้าสงบในภายใน แล้วก็ไม่เบียดเบียน เพราะจิตใจ สูงขึ้นไปถึงหมดกิเลส เป็นพระอรหันต์. นี่ การกระทำของสมณะ ต่อตนเอง ต่อผู้อื่น หรือ ต่อโลก ช่วยทำโลกให้สงบ รักษาความสงบในโลกให้คงยัง มีอยู่. เอาละพูดถึงเรื่องฟ้าสางกันเสียที. ถ้าไม่มีสมณะในขั้นที่เป็นที่พอใจ ก็ต้อง ช่วยกัน ทำให้มีสมณะ ที่แสดงออก เป็นสมณสารูป. เราอาจจะต้อง ยอมรับว่า แม้จะไม่มีสมณะแท้จริง ก็ขอให้มีสมณสารูป เพียงภายนอกเอาไว้ก่อนเถอะ ยังปลอดภัยตั้งครึ่ง; เพราะ มีสมณะสารูป ท่าทางเป็นสมณะ จะเบียดเบียนใครไม่ได้ จะเบียดเบียนชาวบ้าน ผู้ให้อาหารด้วยศรัทธาไม่ได้ดอก ถ้ายังมีท่าทางเป็นสมณะอยู่ ถ้าว่าภายในเป็นสมณะจริงด้วย สมกับมีท่าทาง อย่างนั้น มันก็เรียกว่าวิเศษ ๑๐๐%. ถ้ามีท่าทางเป็นสมณะ
น.47 ๓๙ แม้แต่ภายนอก นั้นก็ยังมีผลไม่น้อยกว่า ๕๐% เพราะมัน เบียดเบียนใครไม่ได้; พอไปเบียดเบียนใครเข้า มันก็ ไม่มีสมณสารูป. นี้เรียกว่า ฟ้าสางทางสมณสารูป. ขอให้บรรพชิตทั้งหลาย มีสมณสารูป พอคนเขา เห็นแล้ว เขาก็ร้องว่า สาธุ, สาธุ สาธุ ยกมือไหว้ นี่เดี๋ยว นี้เราจะทำได้แต่เฉพาะเด็ก ๆ ใช้ให้เด็ก ๆ ไหว้ พระมา สาธุ, สาธุ, มันทำได้แต่เด็ก ๆ คนใหญ่ไม่เอา ผู้ใหญ่ก็ไม่เอา. ฟ้าสางทางสมณสาชีพ. อีกข้อหนึ่ง เมื่อตะกี้สารูป สมณสารูป เดี๋ยวนี้ว่า สมณสาชีพ. สารูปแปลว่า มีรูปสมควรแก่ความเป็นสมณะ ทีนี้ สาชีพ มีอาชีพสมควรแก่สมณะ คือ หากิน สมควรแก่ ความเป็นสมณะ เรียกว่าสมณสาชีพ. ในบาลีวินัย เรียก ว่า ภิกขุสาชีพ, ภิกขุสาชีพ. ปาฏิโมกข์ข้อแรกนั้น : ภิกขูนิ สิกขาสาชีวสมา- ปนนา - มีสิกขาและสาชีพของภิกษุทั้งหลาย ก็ มีการศึกษา และมีอาชีพ ควร หรือตรง หรือถูกต้อง กับความเป็นภิกษุ.
น.48 ๔๐ สาชีพ ก็แปลว่า มีอาชีพร่วมกัน, มีอาชีพ ตรงกัน มีอาชีพ ด้วยกัน. คนที่อยู่ร่วมกันได้ดีนั้น ต้องมีอาชีพตรงกัน. คำว่า "อาชีพ" ในที่นี้เอาความหมายว่า ดำรงไว้, ดำรงไว้ อาชีพคือการดำรงไว้ซึ่งชีวิต. อา - แล้วก็ ชีวะ- ดำรงไว้ซึ่งชีวิต แล้ว สา, สา ก็แปลว่า ร่วมกัน , สาชีพ แปลว่า ดำรงชีวิตร่วมกัน. คงจะเล็งถึง ธรรมชาติ แล้วก็มองเห็นชัดว่า ถ้า มันเป็นชนิดเดียวกัน ทมู่เดียวกัน อะไรกัน มัน จะต้องมี อาชีพเหมือนกัน; เช่นว่า ควายมันต้องกินหญ้า อย่างนี้, แล้วหมาก็ต้องกินขี้ อย่างท่านพยอมว่า; มันก็มีอาชีพ ดำรงชีพเหมือนกัน ในหมู่คณะเดียวกัน นั่นแหละคือ สาชีพ. ดังนั้น ภิกษุจึงมีอาชีพเหมือนกันหมดเลย, อาชีพ แห่งปูชนียบุคคล. ฉะนั้นการที่จะอยู่ร่วมกันเป็นหมู่เป็นคณะ ก็จะต้อง มีการดำรงชีพเหมือนกัน ร่วมกัน มันจึงจะอยู่ด้วยกันสนิท สนม รักใคร่กลมเกลียวกัน. ถ้าว่ามีอาชีพฝืนกัน ขัดขวาง กัน มันก็อยู่ไม่ได้แหละ เดี๋ยวมันก็จะทะเลาะกัน จะเกิด การขัดแย้งขึ้นมาในตัว.
น.49 ๔๑ เช่นว่า ภิกษุมีอาชีพด้วยการให้ ของผู้ อื่นที่มีศรัทธา, เรียกว่า ปรทัตตูปชีวี - มีชีวิตอยู่ด้วยสิ่งของที่ผู้อื่นให้. ฉะนั้นภิกษุทั้งหลายก็มีชีวิต มีอาชีพอยู่ด้วยสิ่งของที่ผู้อื่นให้ นี่เรียกว่าถูกต้อง, ถ้าว่าภิกษุบางองค์ จะไปค้าขาย จะไปทำนา จะ ไปจับปลา นี้มันก็อยู่กันไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่อาชีพ หรือ ไม่มีอาชีพที่เข้ากันได้. ภิกษุทั้งหลายก็มีอาชีพอยู่ ด้วย วัตถุที่มีผู้ให้ด้วยศรัทธา. ทำไมจึงมีผู้ให้ ? แล้วให้แล้วยัง ต้องไหว้อีก ไม่ใช่ให้เฉย ๆ ก็เพราะว่ามีอะไรเหมาะพอที่จะ เป็นอย่างนั้น. เขาจึงเรียกว่า อาชีพปูชนียบุคคล เพราะ ภิกษุเหล่านั้นเป็นสมณะอย่างถูกต้อง แก่ความเป็นสมณะ เหมือนที่ว่ามาแล้วในข้อต้นนั้นแหละ ; ก็หมายความว่า ท่าน มีชีวิตอยู่อย่างเป็นประโยชน์มหาศาลแก่โลก เป็นผู้ นำโลก ให้โลกนี้มีสันติภาพ. ท่านก็มีความดีมากมาย ที่ ท่านทำให้แก่โลก. ฉะนั้นท่าน จึงมีสิทธิ ที่จะบริโภค อาหารของผู้อื่น. ผู้อื่นเอาอาหารมาให้ มาเลี้ยงชีวิตไว้ก็ ได้บุญ, เป็นเนื้อนาบุญของโลก เพราะมีชีวิตอยู่ เพื่อให้ โลกได้บุญ.
น.50 ๔๒ ถ้าใคร มีชีวิตอยู่ เพื่อให้โลกได้รับประโยชน์ เกินค่าแล้ว คนนั้นเป็นนาบุญ. พระสงฆ์เป็นนาบุญ ก็ เพราะว่าพระสงฆ์ทำอย่างนั้น ; ถ้าใครไปทำอย่างนั้นเข้า คนนั้นก็กลายเป็นพระสงฆ์ไปได้เหมือนกันแหละ. แล้ว ลองดูซิ เรา เสียสละให้ผู้อื่นปลอดภัย มัน ก็เป็นนาบุญ ของผู้นั้น, เป็นปูชนียบุคคล ของผู้นั้น ; แต่ว่ามันจะไม่ มาก, ไม่สูงสุดเท่ากับหมู่บรรพชิต ภิกษุที่เป็นภิกษุที่แท้จริง ผู้ทำหน้าที่ถูกต้องก็เป็นปูชนียบุคคล. อาตมาเคยพูดว่า พวกครูทั้งหลายก็เป็นอาชีพ ปูชนียบุคคล. ถ้าเขาเป็นครูจริงๆ นะ คือเขายกวิญญาณ ของนักเรียนลูกศิษย์ ให้สูงได้จริง ๆ มันมีค่าเกินกว่าเงินเดือน ที่ได้รับ; แล้วครูก็เป็นปูชนียบุคคล เงินเดือนที่ครูได้รับ ก็กลายเป็นเป็นปูชนียวัตถุคือ เป็นเครื่องบูชาคุณ ไม่ใช่ ค่าจ้างไม่ใช่เงินเดือน. เดี๋ยวนี้ครูเขาไม่ได้ทำอย่างนั้น เงินเดือนที่ได้รับ มันก็ยังคงเป็นเงินเดือนอยู่นั่นแหละ, เป็นเงินเดือนอยู่ นั่นแหละ. แต่ถ้าครูเขาได้ทำประโยชน์แก่โลกมากกว่านั้น
น.51 ๔๓ เกินค่าของเงินเดือน เงินเดือนก็กลายเป็นเครื่องบูชาคุณ ของครูไป ครูก็เป็นปูชนียบุคคลได้. หรือ ถ้าสมมุติว่า พวกผู้พิพากษาตุลาการทำหน้าที่ ของตน ถูกต้องบริสุทธิ์ผุดผ่อง ได้ผลเป็นความสงบสุขแก่ สังคม โดยแท้จริง มันก็มีค่ามากกว่าเงินเดือนที่เขาได้รับ ฉะนั้นเงินเดือนนั้น ก็กลายเป็นวัตถุบูชาคุณไปได้เหมือนกัน พวกผู้พิพากษาตุลาการที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง ก็กลายเป็นปูชนีย- บุคคลได้เหมือนกัน; แม้จะไม่เต็มความหมายร้อย เปอร์เซ็นต์เหมือนกับพระสงฆ์. อยากจะมองให้กว้าง ๆ ออกไปว่า อาชีพปูชนีย- บุคคลนี้มันก็มี ได้ เป็นสิ่งที่มีได้แก่ทุกคน. เหมือนบิดา มารดา เกิดลูกมา เลี้ยงลูกมาทนลำบากทุกอย่างทุกประการ โดยไม่ได้รับค่าจ้างอะไรจากลูก ก็เป็นปูชนียบุคคลของลูก ได้. ฉะนั้นบิดามารดาก็อยู่ในฐานะปูชนียบุคคลแก่ลูก. ถ้าลูกจะตอบแทนบิดามารดา เมื่อลูกโตขึ้นมา มีเงินมีของ มาตอบแทนบิดามารดา มันก็กลายเป็นเครื่องบูชาคุณไปด้วย เหมือนกัน. ฉะนั้นเราจะต้องนึกถึงความเป็นปูชนียบุคคล นี้ กันให้มาก ๆ.
น.52 ๔๔ ทีนี้อาชีพปูชนียบุคคล, อาชีพของภิกษุ ภิกษุมี สาชีพปูชนียบุคคล ด้วยกันทุก ๆ องค์ แหละ เรียกว่าทุก ๆ องค์ จึงเรียกว่าเป็นสาชีพของหมู่สงฆ์, คือเป็นอาชีพ เป็น สาชีพของภิกษุทั้งหลาย เป็นสมณสาชีพ หรือเป็นอาชีพ ของสมณะ. ฉะนั้นสมณะจึงเป็นสถาบันสูงสุด ไม่ต้องเป็นห่วงว่า จะไม่มีอะไรกิน ไปที่อินเดียมันรู้สึกอย่างนี้มากกว่าที่เมืองไทย; เพราะไปเห็นคนเขาให้ความเคารพ เอาใจใส่ในพวกสาธุ คือ ภิกษุนั้นมากกว่า. นี่ก็เป็นหน้าที่ของภิกษุนี้ ที่จะต้องมี สาชีพ มีอาชีพนี้ให้ถูกต้อง เสมอกันหมดในหมู่สงฆ์ หมู่ ภิกษุทั้งหลาย. แล้วอยากให้มองลงไปถึงชาวบ้าน ประชาชน ทั้งหลายที่อยู่กันเป็นหมู่ ๆ เป็นหมู่นี้ ขอให้ ดำรงชีวิตด้วย สาชีพเหมือนกัน, แล้วก็อยู่กันสบาย. ในหมู่ชาวนามี อาชีพชาวนา, ในหมู่ชาวสวนมีอาชีพชาวสวน สม่ำเสมอกันดี, มันก็มีความสะดวกสบาย ง่ายกว่าที่จะมีอาชีพขัดแย้งกัน.
น.53 ๔๕ เดินทางสู่นิพพาน ต้องมีสาชีพเหมือนกัน. เอ้า, ทีนี้ก็มาดูถึงหมู่ภิกษุ คือหมู่คนหมู่สัตว์ที่จะ เดินทางไปนิพพาน. ที่พูดว่าเดินทางไปนิพพานนี้พูดภาษา คน ภาษาสมมุติ ; ที่จริงนิพพานนั้นมันถึงไม่ได้ด้วยการ เดิน มันถึงได้ด้วยการทำให้จิตใจพัฒนาขึ้นมา, ไม่ใช่การเดิน ด้วยเท้า. แต่เราเปรียบเสมือนว่า เป็นการเดิน ; เพราะ มันไม่มีคำอื่นใช้ คำว่า ปฏิบัติก็แปลว่า เดิน ; รู้ไว้เถอะ เรามีการปฏิบัติ; แต่แล้วคำว่าปฏิบัติ มันก็แปลว่า เดิน อยู่นั่นแหละ, ในหมู่คนเหล่านี้ ซึ่ง มีการเดินไปนิพพานนี้จะ ต้องมีอาชีพเหมือนกับอาชีพเดียวกัน คือภิกษุทั้งหลายก็มี สาชีพของภิกษุทั้งหลาย ดำรงชีวิตอยู่ด้วยสิกขาบทนั้น ๆ. รอดตายอยู่ ได้ด้วยปัจจัย ที่ทายกทายิกาถวายให้ โดยไม่ต้อง ไปทำนาเอง เป็นต้น. นี้เรียกว่าสาชีพ เมื่อมีสาชีพตรงกัน ก็มีความเหมาะสมที่จะอยู่ด้วย กัน นั่นแหละ, หรือจะพูดว่ามีสิทธิ สิทธิอันชอบธรรม ที่จะอยู่ด้วยกัน.
น.54 ๔๖ ในภาษาวินัยเรียกว่า สมานสังวาส, มีสังวาสเสมอ กัน คือ เป็นภิกษุเสมอกัน จึงมีสิทธิที่จะอยู่ร่วมกัน. ถ้า ไม่เสมอกัน ก็ไม่อยู่ด้วยกัน ซึ่งเขาถือว่าต่างนิกาย. ภิกษุ ต่างนิกายไม่อยู่ร่วมกัน เพราะไม่มีสิกขาและสาชีพอันเดียวกัน ภิกษุต้องชำระสิกขาและสาชีพของตนให้ถูกต้อง ในการที่จะ อยู่ร่วมกัน .. เช่นสงฆ์หมู่นี้ ของพระผู้มีพระภาคเจ้านี้ มีสิกขาและสาชีพตรงกันหมด. นี่คำว่าสาชีพ แปลว่าอาชีพร่วมกัน, สารุปแปลว่า มีรูปร่วมกัน, มีรูปเหมือนกัน คือความมีอาชีพควรแก่ความ เป็นภิกษุ มีรูปภาวะควรแก่ความเป็นภิกษุ, มีอาชีพดำรงชีพ สมควรแก่ความเป็นภิกษุ. ทีนี้เรื่องมันก็เลยออกไปถึงว่า การหาเลี้ยงชีพ. การหาเลี้ยงชีพ การที่จะได้มาเลี้ยงชีพ ต้องถูกต้อง, ถูกต้อง ตรงกับความเป็นภิกษุ. อย่าให้มันนอกรีตของความเป็น ภิกษุ, แล้วถ้ายึดเอาแต่เพียงว่า แล้วแต่เขาจะให้ มีอาชีพ เพียงว่า แล้วแต่ผู้อื่นจะให้อย่างไร มันก็ตรงกันไปทั้งหมด เป็นสาชีพเดียวกันทั้งหมู่ด้วย สงฆ์จะมีกี่พัน กี่หมื่น กี่แสน องค์ก็มีสาชีพเดียวกัน.
น.55 ๔๗ การแสวงหานอกแนวของภิกษุ เรียกว่าอเนสนา. แต่เดี๋ยวนี้ มันเกิดปัญหาขึ้นมา เพราะมีบางองค์ แหวกแนว, แหวกแนวไม่ยอมรับอาชีพตามที่ถูกต้องของ ภิกษุ. เขาก็ไปแสวงหาอาชีพตามความต้องการของเขา หรือ กิเลสของเขา. อาชีพแหวกแนวอย่างนี้ ก็เรียกว่า อเนสนา , อเนสนา แสวงหานอกแนวของสมณะหรือของภิกษุ ซึ่งก็ ได้มีมาแล้วตั้งแต่ครั้งพุทธกาล. ถ้าไม่มีมาแล้วในครั้งพุทธ- กาล ทำไมมันจึงมีคำนี้อยู่ในพระวินัย ในบาลีเล่า. นั่น- แหละเขาไม่มีสาชีพของภิกษุ ; แต่เขาไปแสวงหานอกแนว ของภิกษุ เรียกว่า อเนสนา. เมื่อเขารู้ว่า ประชาชนจะเลื่อมใสเป็นพิเศษได้ อย่างไร เขาก็ทำอย่างนั้น เพื่อให้ประชาชนเลื่อมใส แล้วก็ ได้ถวายปัจจัยมากเป็นพิเศษออกไป ; เช่นทำเคร่ง, ทำเคร่ง ให้คนโง่ชอบ. นี่จะเป็นคำที่รัดกุมดีไหม ? ทำเคร่งให้คน โง่ขอบ แต่คนฉลาดไม่ชอบนะ, ก็ไปทำเคร่งให้คนโง่ทั้ง- หลายชอบ, แล้วคนโง่ทั้งหลายก็รุมกันถวายปัจจัย แต่คน ฉลาดไม่เอาด้วยดอก.
น.56 ๔๘ เพราะฉะนั้นเรื่องอเนสนาทั้งหลายนี้ คนฉลาดเขา ไม่เอาด้วย จะเอาด้วยแต่คนที่ไม่ฉลาด มันต้องมีมาแล้วแต่ ในครั้งพุทธกาล เพราะว่ามีกล่าวไว้ในพระวินัย. พอมาใน ชั้นอรรถกถา, อรรถกถาก็คงจะมีหนักขึ้นไปอีกแหละ. มัน มีข้อความเขียนไว้ในอรรถกถา เล่าเรื่องอเนสนานี้ร้ายกาจยิ่ง ไปกว่าครั้งพุทธกาลเรียกว่า เรื่อง สุกรยักษ์ : - เรื่องนี้ เราเคยเอามาแปลลงในหนังสือพิมพ์พุทธ- ศาสนา แล้วมีคนเอาไปแจก แล้วถูกค่า. พระนั่นแหละ เป็นผู้ด่า, เอาหนังสือเรื่องสุกรยักษ์ไปแจกที่ไหน พระจะ เป็นผู้ค่า สุกรยักษ์นั้น ข้างหนึ่งมันเป็นหมู, รูปร่าง ดูข้าง หนึ่งมันเป็นหมู, ข้างหนึ่งมันจะเป็นวัว, มันร้องเหมือนกับ แพะ, แล้วบนหัวก็มีเขา, มันมีครบอย่างนี้, มันก็มีครบ อย่างนี้, แล้วมันก็หากิน มันเป็นยักษ์ มันจะจับสัตว์กิน. ถ้ามันเห็นฝูงแพะมา มันก็หลบซ่อนเสีย มันร้องแพะ ๆ แพะๆ. แพะก็เข้ามาใกล้ในระยะที่มันจับกินได้ แพะหนี ไม่ทัน. ถ้ามันเห็นหมูมา มันก็หันข้างที่เหมือนหมู เข้าไป หาฝูงหมู, หมูคิดว่าเป็นหมูด้วยกัน ก็เข้ามาใกล้ สุกรยักษ์
น.57 ๔๙ ก็จับกิน. ทีนี้ถ้าวัวมา มันชูเขาโผล่พ้นหญ้า ให้เห็นว่าเป็น วัว. วัวไม่รู้เข้ามาใกล้ สุกรยักษ์ก็จับกิน. เรื่องอย่างนี้มีในอรรถกถา แล้วมากด้วย, รุนแรง ด้วย. เรื่อง กาจำศีล เรื่อง สุกรยักษ์ เป็นเรื่องอเนสนา ไม่ใช่สาชีพของภิกษุ แล้วมีคำอธิบายไกลออกไป เรียกว่า ทำการค้า, รูปิยสํโวหารํ, รูปิยสํโวหารํ - ภิกษุสำเร็จรูปิย- สังโวหารัง เป็นนิสสัคคียปาจิตตีย์ นี้มันก็ทำการค้า ด้วย รูปียะ คือเงินตราหรือด้วยสิ่งของ ; ทำการแลกเปลี่ยนที่ได้ กำไร นี้เขาเรียกว่า อเนสนา, หาทรัพย์อย่างฆราวาส ด้วย การหลอกลวงนานาชนิด ด้วยวาทศิลปด้วยอะไรต่าง ๆ. ฉะนั้นการที่พูด ชนิดที่ให้เขาพอใจ แล้วเกิดลาภ เกิดสักการะ นี้มันก็เป็นพวกไม่ถูกต้องทั้งนั้น จนกระทั่ง ว่า แม้ด้วยคำขับ. พระพุทธเจ้าไม่ยอมฉันอาหาร ที่ได้มา ด้วยคำขับ แก่ชาวนาพราหมณ์คนนั้น ซึ่งทรงกล่าวคำขับว่า สทฺธา พีชํ ตโป จุฏฐิ ปญฺญา เม ยุคนงฺคลํ ฯลฯ เป็นคำคาถา คำขับ. พอตาพราหมณ์คนนี้เขาเลื่อมใส แล้วเขาถวายให้ ฉัน ท่านไม่ฉัน. นี้เป็นสิ่งที่ได้มาด้วยคำขับ เป็นอเนสนา
น.58 ๕๐ เป็นวัตถุไม่ควร ท่านก็ไม่ฉัน อย่างนี้เป็นต้น ; ต้องเอา ไปทิ้ง. เดี๋ยวนี้เรามันทำอะไรนอกแนว เกินความจำเป็น เพราะเราต้องการเกินความจำเป็น มันจึงต้องทำอเนสนา. แต่ถ้าเขาถวายด้วยศรัทธาไม่ได้หลอกลวง มันก็ไม่เป็น มัน ก็ดูอยู่ที่ว่าเป็นการนอกแนวหรือหลอกลวงหรือไม่ ? ภิกษุควรมีสาชีพไม่เป็นอเนสนา. นี้ฟ้าสางทางสาชีพ แล้วขอให้ภิกษุดำรงชีวิต ชนิด ที่ถูกต้องตามความเป็นภิกษุ. เขาจะถวายมากน้อย หรือ ถวายเกิน ถวายเหลือเพื่อ มันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เราไม่ทำ อเนสนาก็แล้วกัน. ภิกษุในครั้งพุทธกาลนี้ยาก ที่จะทำอเนสนา เพราะว่าท่านเป็นภิกษุที่ถูกต้องเป็นส่วนมาก. ภิกษุที่ทำ อเนสนา เกิดเรื่องขึ้นมาตามวินัยนั้นเป็นส่วนน้อย เรียกว่า เป็นส่วนน้อยและหายาก.“เพราะว่าออกบวชด้วยเจตนาดี ทั้งนั้น. ฉะนั้นสิกขาและสาชีพของภิกษุเหล่านั้นจึงถูกต้อง, แล้วยิ่งเมื่อเป็นอยู่ด้วยสันโดษ ตามอริยวงศ์ เรื่องอาหารก็ดี
น.59 ๕๑ เรื่องเครื่องนุ่มห่มก็ดี ที่อยู่อาศัยก็ดี หยูกยาก็ดี สันโดษ อย่างยิ่งแล้ว, มันก็ไม่มีทางที่จะต้องไปทำอเนสนา. มัน เหลือกินเหลือใช้ แล้วท่านฉันอาหาร ชนิดที่เรียกว่า ยาปนาย - ยังอัตตภาพให้เป็นไป เท่านั้นแหละ, ฉันพอกัน ตายให้มีชีวิตอยู่พอทำงานได้ มันก็เลยไม่ต้องทำอเนสนา มีสำนวนเรียกว่า กินอาหารเหมือนกับการกินเนื้อลูกกลาง ทะเลทรายนี่. แต่ไม่ได้หมายความว่าให้อดอยาก หรือกิน อาหารไม่พอ แล้วเป็นโรคขาดอาหาร, ไม่ได้หมายความว่า อย่างนั้น, คือเป็นอยู่อย่างพอดี พอสบาย นี้เราจะต้องระวัง คำบรรยายนี้สำหรับฟ้าสางทางภิกษุสาชีพ ให้อาชีพ ของภิกษุมีอาการสางออกมาจากความมืด ที่มันเคยมืด ; เพราะว่า เมื่อการเป็นอยู่เป็นปึกแผ่น, เป็นปึกแผ่นมากเข้า ๆ ก็จะเกิดแข่งขันกัน สร้างวัดสร้างโบสถ์. ถ้าโบสถ์ของฉัน ไม่ได้ปูด้วยหินอ่อน เหมือนโบสถ์ของผู้อื่น ฉันก็ทนอยู่ไม่ ได้ นี้มันก็ต้องขวนขวายจนเกิดอเนสนา. อย่าต้องออกชื่อ ดีกว่า ว่ามันมีอะไรบ้าง สำหรับสมัยปัจจุบันนี้. ขอแต่เพียงว่าให้กลับไป, ให้กลับไปสู่ภาวะถูกต้อง แต่ดั้งเดิมที่มันเคยถูกต้อง ให้มันถอยกลับ ค่อยๆ ถอยกลับ ค่อยๆ ถอยกลับ อย่างมั่นคง ; เหมือนกับที่ว่า มันได้
น.60 ๕ ๒ ค่อยๆ เปลี่ยนไป ค่อยๆ เปลี่ยน ๆ ไป ที่ค่อยๆ ลืมตัว ค่อยลืมตัวโดยไม่ทันรู้สึกตัว ค่อย ๆ ลืมตัวจนผิดหมด. เดี๋ยว นี้มันจะถูกกันทั้งทีแล้ว ขอให้ถอยกลับ ๆ ถอยกลับ, ถอย กลับเช่นเดียวกับที่มันค่อยๆ ลืมตัว, ค่อย ๆ ลืมตัวไปอยู่ใน ความผิดพลาด. ที่นี้ภิกษุทั้งหลายก็มองดูความที่มันได้ผิด พลาด ออกไปไกลถึงไหน แล้วก็ขอให้มันถอยกลับ ๆ มันก็ จะมาสู่สภาพเดิม, อย่างที่เรียกว่าฟ้าสางทางภิกษุสาชีพ ไม่พ้น จากการที่จะต้องใช้หิริและโอตตัปปะ และธัมมัญญฺตาอีก ตามเคย. ถ้าเรามีความละอาย มีความกลัว ในความผิดพลาด เหล่านี้แล้ว มันก็ถอยกลับได้ : เป็นฟ้าสางทางภิกษุสาชีพ ภิกษุสารูป ภิกษุสาชีพ สมณสารูป สมณสาชีพ กลับมาแล้ว ก็เป็นฟ้าสางทางบรรพชิต. นี่การบรรยายนี้สมควรแก่เวลาแล้ว พูดกันได้อีก สองสามเรื่อง วันนี้ ขอยุติการบรรยาย เพื่อเป็นโอกาสให้พระ- คุณเจ้าทั้งหลาย สวดบทพระธรรมเป็นคณะ ฟังแล้วส่งเสริม กำลังใจ ในการที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ถูกต้อง ยิ่งขึ้น ๆ สืบต่อไป.
Buddhadasa