Buddhadasa.org
หนังสือเช่นนั้นเอง ! › อ่านฉบับเต็ม

📖 เช่นนั้นเอง !

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — เช่นนั้นเอง !

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.9 ท่านสาธุชน ผู้มาร่วมกันบำเพ็ญกุศล เนื่องในวันขึ้นปีใหม่, ในวันนี้ ในสถานที่นี้, ทั้งหลาย. [ปรารภวันขึ้นปีใหม่.] อาตมาขอแสดงความยินดีในเบื้องต้น ในการมา ของท่านทั้งหลาย มีความรู้สึกว่า ทุกคนควรจะได้ปรับปรุง ทุกสิ่งทุกอย่างให้เหมาะสมกับที่ว่าจะขึ้นปีใหม่ , อีกไม่กี่ ชั่วโมง ก็จะถึงวันที่เราสมมติกันว่า เป็นวันขึ้นปีใหม่, ควร จะเตรียมตัวกันอย่างไร ให้การขึ้นปีใหม่นั้นมีความหมาย ขอ ได้ทำในใจให้แยบคาย เพื่อสำเร็จประโยชน์ตามนั้นเถิด. โอวาทแก่คณะนักศึกษารวมกันหลายคณะ เนื่องในวันสิ้นปี ณ ลานหินโค้ง โมกขพลาราม ไชยา ๓๑ ธันวาคม ๒๕๒๒, ๑๙.๓๐ น.

น.10 ๒ การขึ้นปีใหม่ ก็บอกอยู่แล้วว่าไม่ใช่ปีเก่า; เพราะ ฉะนั้นมัน ไม่ต้องเป็นการซ้ำรอย หรือย่ำเท้า อยู่ในที่เดียว ขอให้ก้าวหน้าไป ๆ อย่าให้เป็นเหมือนว่ามันเป็นวง ๆ วง ๆ ซ้ำรอยอยู่ที่นี่ ; เหมือนกับเคยเปรียบว่า เชื่อกล่ามควาย ที่เขาขดเป็นวง ๆ แล้วก็เป็นขดโยนทิ้งอยู่ที่นั่นเอง มันไม่ยืด ยาวออกไปในที่ไหนได้. เดี๋ยวนี้เรา ต้องการจะให้มันยืดยาว ออกไป เหมือนกับว่าหลักบักข้างหนทางบอกความยาวของ ถนน เป็นกิโลเมตร ๆ ติดต่อกันไป มันก็ไปได้เรื่อย ๆ จน กว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง. ขอให้การขึ้นปีใหม่ของเรา อย่าได้เป็นเหมือนกับ เชื่อกล่ามควาย เราจะกลายเป็นควายกันเสียหมด ขอให้เป็น เหมือนกับว่า หลักกิโลเมตรที่มันไกลออกไป ๆ เพิ่มมากขึ้น เราก็จะเป็นผู้เดินทาง ซึ่งเป็นความหมายในพระพุทธศาสนา, คือเดินไปตามมรรคา ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ กว่าจะ ถึงจุดหมายคือพระนิพพาน. สำหรับปีนี้ อาตมาคิดว่า จะบอกความก้าวหน้าที่ มากไปกว่าปีก่อน แล้วก็รวบรัดตัดสั้นยิ่งขึ้นทุกที ให้เป็น ของง่ายสำหรับท่านทั้งหลาย. ความง่ายนี้อยากจะ ให้ง่าย

น.11 ๓ มากขึ้นทุกอย่างทุกทาง คือว่าจะเป็น การศึกษา ก็ให้มันง่าย, จะเป็น การปฏิบัติ ก็ให้มันง่าย การได้รับผล ของการปฏิบัติ มันจะก็ง่ายไปด้วยกัน. ควรมีหัวใจพุทธศาสนาเป็นเครื่องราง. ข้อนี้ก็คือ อยากจะให้ท่านทั้งหลาย มีสิ่งที่เรียกว่า หัวใจของพระพุทธศาสนา อยู่กับเนื้อกับตัว เหมือนกับคน ที่เขาชอบแขวนพระเครื่องราง ; หลาย ๆ คนเขาชอบเอามา แขวนไว้ที่คอ มาขอกับอาตมาอยู่บ่อย ๆ แต่ว่าพระเครื่องราง ชนิดนั้นไม่มีให้, จะให้พระเครื่องรางอย่างที่เรามี เขาก็ ไม่เอา เราจึงให้กันได้เฉพาะผู้ที่รู้จัก สิ่งที่จะเป็น เครื่องราง ที่จะแขวนไว้ที่คอได้ ก็ ไม่มี อะไรยิ่งไปกว่า หัวใจของพระพุทธศาสนา; แต่สิ่งที่เรียก ว่าหัวใจของพระพุทธศาสนานี้ ก็ยังไม่เป็นที่ตกลงกัน บางคน ชอบอย่างนั้น บางคนชอบอย่างนี้ แต่อาตมาคิดว่า มัน ควรจะเป็นสิ่งที่กระทัดรัด เหมือนกับว่าพระองค์เล็ก ๆ แขวน ไว้ได้ที่คอ สะดวกสบายในที่ทั่วไป.

น.12 ๔ อะไรเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ? โดยทั่วไป ตามที่ได้ศึกษากันมา ก็จะระบุไปยัง อริยสัจจ์สี่ ก็มีสี่ข้อ, หรือบางคนก็จะ ย่นลงมาที่คาถาของพระอัสสชิ - เย ธมฺมา เหตุปปพฺภวา เตสํ เหตุํ ตถาคโต อย่างนี้เป็นต้น มันก็ยัง ยืดยาว บางคนก็ย่นลงมา เหลือเพียง โอวาทปาฏิ โมกข์ ว่า สพฺพปาปฺสส อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา เป็นอาทิ นี้มันก็ยัง ยาว ตั้งสี่บรรทัด. อาตมาเคยบอกว่า เราเอากันแต่ ประโยคสั้น ๆ ประโยคเดียวว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวลาย; นี่เป็นประโยคสั้น ๆ ประโยคเดียวว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวงอัน ใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของตน นี้เดี๋ยวนี้ก็รู้สึกว่า มันยาว คงไม่มีใครจะอยากเอาไปแขวนไว้ที่คอ เพราะมัน ยาวรุงรัง ในวันนี้ เฉพาะสิ้นปีนี้ เพื่อปีหน้า ก็ จะบอกหัว- ใจพระพุทธศาสนาไว้ด้วยคำที่สั้นที่สุด เหมือนกับพระองค์ เล็ก ๆ แขวนไว้ได้ที่คอ; คำนั้นก็คือคำว่า ตถาตา; ถ้า ไม่ชอบเป็นภาษาบาลี ก็เอาเป็นภาษาไทย คือคำว่า "เป็นเช่น นั้นเอง" . ถ้าทุกคน แขวนเช่นนั้นเองไว้ที่คอ ก็เหมือนกับ ว่า ได้แขวนพระเครื่องอันศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าชนิดไหนหมด

น.13 ๕ คุ้มครองป้องกันได้หมด และทำให้ก้าวหน้าสูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป สมกับที่ว่ามันเป็นปีใหม่ มันควรจะยิ่งขึ้นไป. จะได้พิจารณากันดูต่อไปว่า คำว่า "เช่นนั้นเอง" นี้ จะเป็นหัวใจของพุทธศาสนาได้อย่างไร คนที่รู้คำว่า เ ช่นนั้น- เอง นั้น มาจากคำบาลีว่าตถาตา, ตถาตา ก็แปลว่า เช่น- นั้นเอง หรือ ความเป็นเช่นนั้น, นี้จะเป็นหัวใจของพุทธ- ศาสนาอย่างไร ? ถ้าเคยได้ยินได้ฟังมา ก็จะรู้ว่า เป็นคำที่ พระพุทธ- องค์ได้ตรัสไว้ ว่า ตถาคตจะเกิด หรือจะไม่เกิดขึ้น ธรรม ธาตุนั้นก็มีอยู่แล้ว ว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวง เป็นทุกข์ และธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา อย่างนี้ก็มี บางทีพระองค์ก็ตรัสว่า ธรรมธาตุนั้น คือความที่ มีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น, แล้วก็ตรัสปฏิจจ- สมุปบาท ตั้งแต่อวิชชาปัจจยาสังขารา เป็นต้นไปจนจบ ; แล้วก็ ทรงสรุป ความว่า นี้คือความเป็นอย่างนี้ คือ เป็น ตถตา, นี้เป็น อวิตถตา - นี้คือความไม่ผิดไปจากความเป็น อย่างนี้, หรือว่า อนญฺญถตา - นี้ไม่เป็นอย่างอื่นไปจาก ความเป็นอย่างนี้, ธมฺมฏฐิตตา - นี้เป็นความตั้งอยู่โดย

น.14 ๖ ธรรมดา, ธมฺมนิยามตา - นี้เป็นกฎตายตัวของธรรมดา, หรือว่า อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปาโท - เพราะมีสิ่งนี้สิ่งนี้ เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เป็นการอาศัยซึ่งกันเกิดขึ้น ดังนี้. คำพูดมันหลายคำ แต่ สรุปให้เหลือสั้นเข้ามาคำเดียว, ก็คือคำว่า ตถตา แปลว่า ความเป็นเช่นนั้น หรือจะเรียกว่า เช่นนั้นเอง. เช่นนั้นเอง นี้ ทรงแสดงไว้ด้วยพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็มีทรงแสดงไว้ด้วย ปฏิจจสมุปบาท ตลอดสายก็มี, ทรงแสดงไว้ด้วย อริยสัจจ์สี่ ก็มี. ที่ทรงแสดง ไว้ด้วยอริยสัจจ์สี่นั้น ท่านกลับจะ เรียกสั้น เข้ามาอีกเพียงว่า ตถา ก็แปลว่า เช่นนั้น, แสดงด้วยปฏิจจสมุปบาท ท่านใช้ คำว่า ตถาตา หรือ ตถตา แปลว่า ความเป็นเช่นนั้น ; ขาด ไปพยางค์หนึ่งก็ไม่เป็นไร เนื้อความยังเท่าเดิมว่า "มันเป็น เช่นนั้น." พิจารณาดูความหมาย "เป็นเช่นนั้น" ทีนี้ก็มาพิจารณาดูกันถึงความหมายของคำว่า "เป็น เช่นนั้น" ก็หมายความว่ามัน ไม่ผิดไปจากนั้น มัน ไม่เป็น

น.15 ๗ อย่างอื่น จากนั้น เพราะว่ามัน เป็นกฎตายตัว ของธรรมดา มัน เป็นการตั้งอยู่โดยธรรมดา คือความที่มัน อาศัยสิ่งนี้สิ่งนี้ แล้วจึงเกิดขึ้น. ดูที่พระไตรลักษณ์ ก่อน ว่า สังขารไม่เที่ยง สังขาร เป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา นี่. ความที่มัน ไม่เที่ยง คือมันเป็นเช่นนั้น, ความที่มัน เป็นทุกข์ คือมัน เป็นเช่นนั้น, ความที่มัน เป็นอนัตตา คือ ความเป็นเช่นนั้น; ฉะนั้น ความเป็นเช่นนั้นก็คือความเป็นของไม่เที่ยงเป็นทุกข์ และ เป็นอนัตตา. ถ้าผู้ใดเข้าใจ ผู้นั้นก็จะเห็นว่าความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตา นั่นแหละคือความเป็น เช่นนั้น. นี้จำไว้ทีหนึ่งก่อนว่า ที่ว่า เป็นเช่นนั้น ก็คือไม่ เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา. ทีนี้ ถ้าว่าจะพูดถึง เรื่องปฏิจจสมุปบาท ความเป็น เช่นนั้นมันอยู่ตรงที่ว่า : อวิชชาให้เกิดสังขาร - สังขารให้ เกิดวิญญาณ - วิญญาณให้เกิดนามรูป - นามรูปให้เกิด อายตนะ - อายตนะให้เกิดผัสสะ - ผัสสะให้เกิดเวทนา - เวทนาให้เกิดตัณหา - ตัณหาให้เกิดอุปาทาน - อุปาทาน ให้เกิดภพ - ภพให้เกิดชาติ - ชาติให้เกิดทุกข์ทั้งปวง.

น.16 ๘ นี่ความเป็นเช่นนั้นเองมันยาวหน่อย มันไล่ติดกันไปยาว หน่อย ; แต่ สรุป ความแล้วมัน ต้องเป็นอย่างนี้ มัน เป็น อย่างอื่นไม่ได้. ฉะนั้น ปฏิจจสมุปบาท ทั้งปวงนั้น ก็ สรุป เหลือได้เป็นเพียงคำคำเดียวว่า เป็นเช่นนั้น คือ ตถตา อีกเหมือนกัน. แล้วไป ดูที่อริยสัจจ์สี่ : ความทุกข์เป็นอย่างนี้, เหตุให้เกิดทุกข์เป็นอย่างนี้, ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์เป็น อย่างนี้, หนทางให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์เป็นอย่างนี้, ก็ชี้ชัดลงไปอย่างนี้ ๆ ก็หมายความว่า มันเป็นเช่นนั้น มัน เป็นอย่างอื่นไม่ได้. ความทุกข์จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้, เหตุ ให้เกิดทุกข์จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้, ความดับทุกข์ก็เป็น อย่างอื่นไม่ได้, ทางให้ถึงความดับทุกข์ก็เป็นอย่างอื่นไม่ได้, มันจะเป็นแต่เช่นนี้ ๆ อย่างที่พระองค์ได้ตรัสไว้ ฉะนั้นจึง เรียกอริยสัจจ์ทั้งสี่ นี้ว่า ตถา หรือ ตถตา ด้วยเหมือนกัน. ฉะนั้น คำว่า ตถาตา จึงได้แก่พระไตรลักษณ์ ได้ แก่ ปฏิจจสมุปบาท ได้แก่ อริยสัจจ์สี่. เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ทำไมจะไม่เรียกว่านี้คือหัวใจของพระพุทธศาสนา ซึ่งสรุปเข้า มาเหลือเพียงคำคำเดียวว่า ตถตา คือความเป็นเช่นนั้น. แม้จะ ใช้คำว่า ตถาตา ก็ยังเป็นคำที่มีความหมายอย่างเดียว กัน.

น.17 ๙ จงจำ คำว่า ตถตา หรือ ความเป็นเช่นนั้น ไว้ให้ แม่นยำ อยู่กับเนื้อกับตัว ; เหมือนกับเอามาแขวนไว้ที่คอ อย่างพระเครื่อง ให้มันคล่องปากคล่องใจ ว่า ตถตา - เป็น เช่นนั้น. จะพูดเป็นภาษาชาวบ้านสักหน่อยก็ได้ว่า มันเช่น นั้นเอง, เพื่อเป็นภาษาคนธรรมดามากขึ้นก็ว่า เช่นนั้นเอง. เอา เช่นนั้นเอง มาแขวนไว้ที่คอเป็นพระเครื่อง แล้วจะคุ้ม ครองทุกอย่าง แล้วก็จะส่งเสริมให้เจริญก้าวหน้า เป็นลำดับ ไป จนถึงการบรรลุมรรคผลนิพพาน. จะขอบรรยายลักษณะ ของคำว่า เช่นนั้นเอง ต่อไปอีกหน่อย. รู้จักเช่นนั้นเองถูกต้องจึงจะเป็นประโยชน์. คนโง่จะไม่รู้จักความเป็นเช่นนั้นเอง ผู้มีปัญญาตาม หลักของพระพุทธศาสนาเท่านั้น จึงจะรู้จักความเป็นเช่น- นั้นเอง. ความเป็นเช่นนั้นเอง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น อนัตตา นี้สำคัญอย่างยิ่ง กระทั่งเป็น สุญญตา ก็รวมกันเป็น ตถาตา แปลว่า เช่นนั้นเอง. อนัตตา แปลว่าไม่ใช่ตัวไม่ ใช่ตน ไม่ใช่ตนก็คือเช่นนั้นเอง มันจะเอาเป็นตนไม่ได้ เพราะมันเป็นเช่นนั้นเองตามธรรมชาติของมันเอง ; แล้ว สุญญตา มันก็ ว่างจากความเป็นตัวตนที่จะยึดถือได้ เพราะว่า

น.18 ๑๐ มันเป็นเช่นนั้นเอง, เพราะว่าธรรมทั้งปวงมันว่างจากตัวตน เช่นนั้นเอง. ความที่มันไม่ใช่ตัวตน แล้วมัน ว่างจากตัวตน นี้เรียกว่ามัน เป็นเช่นนั้นเอง คือ ตถตา หรือ ตถาตา. ถ้า ชอบ คำบาลี ก็ใช้คำว่า ตถาตา มาแขวนไว้ที่คอ, ถ้าชอบ คำไทย ก็ว่า เช่นนั้นเอง แล้วก็มาแขวนไว้ที่คอ. ภาษาจีน เขาแปลคำนี้ไปเป็นคำว่า ยู่สี ; ถ้าใครชอบใช้ภาษาจีน ก็เอาคำว่ายู่สี มาแขวนไว้ที่คอ; ได้ผลเท่ากันแหละ, จะ ว่า เช่นนั้นเอง ก็ได้, จะว่า ตถตา ก็ได้, จะว่า ยู่สี ก็ได้, มันแปลว่า เช่นนั้นเอง. นี้ถ้าแขวนไว้ที่คอ มันก็มีความหมายที่จะต้องคิด นึกกันสักหน่อยว่า พวกที่เอาพระแขวนคอ แขวนเฉย ๆ มัน ก็ไม่ได้อะไร ; แต่ถ้าแขวนไว้กันลืม แขวนไว้ให้เป็นเครื่อง ช่วยให้ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. หรืออะไรก็ ตาม มันก็ได้ประโยชน์. เราก็เหมือนกัน จะเอา เช่น- นั้นเอง มาแขวนไว้ ที่คอเฉย ๆ โดยไม่รู้ความหมาย มันก็ ไม่มีประโยชน์. เราต้องเอามาแขวนไว้ ในลักษณะที่รู้ ความหมาย คือใช้ให้เป็นประโยชน์ให้ได้นั่นเอง. เมื่อ อะไรเกิดขึ้น ก็เช่นนั้นเอง ให้มันทันท่วงที.

น.19 ๑๑ ตัวอย่างทางตา : ของที่สวยงามทางตาผ่านมา มัน ก็เช่นนั้นเอง, ของที่น่าเกลียดน่าชัง ดูแล้วน่าเกลียดน่าชัง ทางตาผ่านมา มันก็เช่นนั้นเอง, แล้วมันจะเป็นอย่างไร ลองคิดดู : สวยมันก็เช่นนั้นเอง มันก็ไม่รัก, ไม่สวยมันก็ เช่นนั้นเอง มันก็ไม่เกลียด, มันก็ไม่ยินดีไม่ยินร้าย มันเฉย ได้ มันจึงไม่เกิดตัณหาอุปาทาน มันจึงไม่มีความทุกข์. นี่ เช่นนั้นเอง มัน คุ้มครอง ไม่ให้ยินดี ในส่วนที่ชวนให้ยินดี ไม่ยินร้ายในส่วนที่ชวนให้ยินร้าย. ทีนี้จะยก ตัวอย่างทางหู ไพเราะ อย่างที่คนเขา สมมติกันว่าไพเราะ. คนโง่ ๆ มันก็พลอยยึดถือตามไปว่า ไพเราะ มันก็ มีสิ่งที่ ไพเราะเกิดขึ้น ; แต่ ผู้รู้ เขาก็ เห็นว่า มันเช่นนั้นเอง. เครื่องดนตรีเพลงอะไรต่าง ๆ ที่มันประ- สานเสียงกัน แล้วสมมติว่าไพเราะ ถูกชวนให้โง่ให้หลงว่า ไพเราะ ; แต่ผู้รู้ก็เห็นว่าเช่นนั้นเอง, มันเช่นนั้นเอง. ทีนี้ที่มัน ไม่ไพเราะ ที่ฟังแล้ว รำคาญหู มันก็เช่นนั้นเอง อีกเหมือนกัน ; เพราะมันประกอบขึ้นด้วยลักษณะอย่างนั้น ถึงรำคาญหู. ถ้าว่าเห็นเช่นนั้นเอง มันก็ไม่รู้สึกหลงใหลใน เสียงที่ไพเราะ, ก็ไม่รำคาญในเสียงที่ไม่ไพเราะ, มันก็อยู่ได้

น.20 ๑๒ โดยไม่ต้องเป็นโรคประสาท. ถ้า คอย พอใจ ในส่วนที่มัน สวยหรือไพเราะ, แล้ว ไม่พอใจ ในส่วนที่ไม่สวย ไม่ไพเราะ มันก็ ขึ้น ๆ ลง ๆ ฟู ๆ แฟบ ๆ ในที่สุดก็ต้องวิปริตในทางจิตใจ นี่. เอา" เช่นนั้นเอง" มาคุ้มครองไว้ อย่าให้มันขึ้น ๆ ลง ๆ. ทางจมูก หอม มัน ก็เช่นนั้นเอง, เหม็น มัน ก็ เช่นนั้นเอง. ถ้าศึกษาวิทยาศาสตร์ก็รู้ว่า มันเป็นแต่ความ ต่างกันของปริมาตรของแก๊ส ที่มากระทบกันเข้ากับประสาท ในจมูก ในลักษณะที่หนาหรือบางกว่ากันเท่านั้น. ถ้าหนา หรือบางพอดี มันก็หอม ; ถ้ามันหนามากเกินไป มันก็ เหม็น, ถ้ามันบางเกินไป มันก็ไม่มีกลิ่น; ฉะนั้นหอม หรือเหม็น มันก็เป็นเช่นนั้นเอง. ไม่มีอะไรมาหลอกให้ รัก ที่ว่ามันหอมหรือมา หลอกให้เกลียด ที่ว่ามันเหม็น มันก็ ปรกติอยู่ได้. ทีนี้ ทางลิ้น เอาอะไรใส่ปากเคี้ยว อร่อย มันก็ยินดี ไม่อร่อย มันก็ขัดใจ ; มันก็เหมือนกะคนบ้า เดี๋ยวมันอร่อย เดี๋ยวมันไม่อร่อย, เดี๋ยวก็ยินดี เดี๋ยวก็ยินร้าย, เดี๋ยวก็ขัดใจ. ทีนี้ถ้ารู้ว่า อร่อย ก็เช่นนั้นเอง คือมัน พอดีกัน เข้ากับจำนวน ของประสาทที่ลิ้น ที่มันรับรสนั่น มัน ก็อร่อย , ถ้ามัน

น.21 ๑๓ มากไป หรือ น้อยไป มันก็ไม่อร่อย ; ฉะนั้น ที่ไม่อร่อย มันก็คือเช่นนั้นเอง , ที่อร่อย มันก็คือเช่นนั้นเอง. มีปัญญา กันสักหน่อยก็จะมองเห็นว่า เอ้อ, มันเช่นนั้นเอง นี่ทางลิ้น มันก็หมดปัญหาไป ไม่มีอะไรมาหลอกทางลิ้นให้โง่ให้หลง ในความอร่อยหรือความไม่อร่อย. ทีนี้มาถึง ทางผิวหนัง ความนิ่มนวล มันก็ชวนให้ รักให้พอใจ, ความหยาบกระด้าง มันก็ไม่รักไม่พอใจ มันก็ ยินดียินร้าย. ทีนี้ถ้ามารู้สึกว่า ความนิ่มนวล มันก็เช่นนั้น เอง คือมันทำให้สัมผัสที่ผิวหนังรับความรู้สึกในปริมาณที่มาก ก็รู้สึกนิ่มนวล, ของอ่อนของเปียก ก็ทำให้ เกิดความรู้สึก ได้มาก มันก็รู้สึกนิ่มนวล , ของแข็งของกระด้าง มัน รู้สึก ได้น้อย มัน ก็ว่าหยาบ ก็ ไม่สบาย ; เราก็มองเห็นว่า มันเช่นนั้นเอง. ที่นิ่มนวล ชวนสบาย มันก็ เช่นนั้นเอง , ที่มัน กระด้างรำคาญระคาย มัน ก็เช่นนั้นเอง , มันหายโง่ อย่างนี้. ทีนี้ แม้แต่ ความรู้สึกที่จะเกิดขึ้นทางใจ จะเป็น ความจำในเสียง หรืออะไรก็ตาม ที่มากระทบใจ แล้วทำให้ ใจหมุนไปตามสิ่งที่มากระทบนั้น ยินดีบ้าง ยินร้ายบ้าง

น.22 ๑๔ ยินดี มัน ก็เช่นนั้นเอง มันต้องเกิดความยินดีขึ้นเช่นนั้นเอง ตามธรรมดาของคนที่มีอวิชชา มันก็ต้องยินดี, หรือมันก็ ยินร้าย ในส่วนที่ทำให้ยินร้าย. ฉะนั้น ยินดี ก็คือเช่นนั้น เอง, ยินร้าย ก็คือเช่นนั้นเอง . สรุป ความแล้วก็ให้รู้ว่า มัน เป็นเพียงความรู้สึก เท่านั้น ; เช่น รู้สึกทางตา ว่าสวย แม่คนนี้สวย พ่อคนนี้ สวย มันก็คือความรู้สึกเท่านั้น, ไม่สวย มันก็คือความรู้สึก เท่านั้น. ทีนี้มองดูลงไปสิว่า มันเป็น เพียงความรู้สึก เท่านั้น . ที่เรารู้สึกทางตา ทางลูกตา นี้ เห็นเป็นสวย แล้วก็รัก เห็นเป็นไม่สวยก็เกลียดนี้ มันเป็นเพียงความรู้สึก เท่านั้น ถ้าเห็นว่ามันเป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้น มันก็ไม่มี อะไร มันก็เช่นนั้นเอง. เรื่อง ทางหู ไพเราะหรือไม่ไพเราะ, เรื่อง ทางจมูก หอมหรือเหม็น, ทางลิ้น อร่อยหรือไม่อร่อย, ทางผิวหนัง นิ่มนวลหรือกระด้าง ; ถ้ารู้ถึงความจริงของมันแล้ว มันก็ รู้สึกว่า มัน เป็นเพียงความรู้สึก , เป็นเพียงความรู้สึก ที่ตา ที่หู ที่จมูก ที่ลิ้น ที่กาย ที่ใจ ว่ามันเป็นเพียงความรู้สึก.

น.23 ๑๕ พึงจำว่า "เช่นนั้นเอง" เป็นเพียงความรู้สึก. นี่ ช่วยจำไว้อีกชั้นหนึ่งว่า ที่ว่า เช่นนั้นเอง นั้น ก็เพราะว่ามันเป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้น. เพราะฉะนั้น จะต้องเอา เช่นนั้นเอง มาช่วยในทุกกรณี : ขจัดปัดเป่า ความรู้สึกที่จะทำให้รักหรือให้เกลียด ให้ยินดีหรือให้ยินร้าย นั้นออกไปเสียให้หมด. นี้เป็นเรื่องทั่วไปในประจำวัน. เรายังมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อยู่ แล้ววันหนึ่ง ๆ ก็ต้อง เห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส สัมผัสทางกาย คิดนึก ทางใจอยู่มากมายหลายสิบหลายร้อยเรื่อง ให้ รู้สึกทันท่วงที ด้วยสติว่า มันเช่นนั้นเอง, มันเช่นนั้นเอง, ไม่มีอะไรมา หลอกให้หลงยินดีหรือหลงยินร้าย ให้หลงรักหรือหลงชังได้. นี่ โดยทั่วไป ในชีวิตของคนเราเป็นประจำวันนั้น มันมีเรื่องทำให้รักและให้ชัง; ถ้าพอว่า เช่นนั้นเองได้ ก็ ไม่ต้องมีเรื่องรักเรื่องชัง มันจึง เฉยได้ จึงปรกติได้ จึงไม่มี ความทุกข์. ถ้าเฉยไม่ได้ ก็ไปหลงรักที่มันชวนให้รัก ; เมื่อ ไม่ได้ของรัก มันก็พยายาม แม้ว่าโดยการกระทำความชั่ว ทุจริต เป็นอันธพาล เพื่อจะให้ได้ของรัก. ฉะนั้น

น.24 ๑๖ อาชญากรรมที่เลวร้ายมันก็เกิดขึ้นในหมู่คนเหล่านี้ คือในหมู่ คนอันธพาล ; เพราะมันหลงรัก มันก็จะเอาให้ได้ หลงเกลียด มันก็จะฆ่าให้ตาย. ฉะนั้น จึง มีอาชญากรรมเลวร้ายทั่วไป ทุกหัวระแหง โดยบุคคลที่ไม่มีความรู้อันถูกต้องว่านี้มัน เช่นนี้เอง : ที่น่ารักก็เช่นนี้เอง, ที่น่าเกลียดก็เช่นนี้เอง, ทั้งทางรูป ทางเสียง ทางกลิ่น ทางรส ทางโผฏฐัพพะ ทาง ธัมมารมณ์. นี้เป็นเรื่องคุ้มครองไม่ให้มีกิเลส ไม่ให้เกิดเวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ที่เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท แล้ว เป็นทุกข์ มันมีใจความ สำคัญอยู่ตรงที่ว่า ให้มองเห็นชัด ลงไปว่า มันเป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้น. ธรรมชาติจริงแล้ว จิตไม่บ้าฟู ๆ แฟบ ๆ. ทีนี้ คนธรรมดาสามัญ เป็นปุถุชน มันก็บูชาความ รู้สึกทางเพศ เพศตรงกันข้าม บริโภครสของเพศตรงกันข้าม ด้วยความหลงใหลบูชา. ความหลงใหลในรสของเพศตรงกัน ข้ามนั่นแหละ ทำให้เกิดเรื่อง แทบจะทุกเรื่องในโลกนี้ เนื่องกันไปจากสิ่งนี้ หรือเฉพาะเรื่องก็ได้ เฉพาะคู่เฉพาะ

น.25 ๑๗ คนก็ได้. ความไม่รู้จักสิ่งนี้ตามที่เป็นจริง ว่ามันเช่นนั้นเอง มันก็หลงใหลความรู้สึกในรสทางเพศ : มีความกระสัน รุนแรง ผูกมัดจิตใจรุนแรง เห็นเป็นสิ่งประเสริฐเลิศเหนือ สิ่งใด จนกระทั่งว่าทำอะไรไปทุกอย่างนี้ ก็เพื่อความรู้สึก ทางเพศ เพื่อจะได้รับรสความสุขที่เกิดมาจากเพศตรงกันข้าม. เข้าใจว่าทุกคนคงจะรู้จักได้ดี ไม่ต้องอธิบายอะไรกันมากนัก มันก็เลยได้ เป็นบ่าวเป็นทาสของสิ่งที่ตัวรัก ; เพราะไม่ได้ มองเห็นว่า ความรักนั้นมันเป็นเช่นนั้นเอง, แล้วเช่นเดียว กับ ความเกลียด มันก็เป็นเช่นนั้นเอง. ถ้าเห็นเช่นนั้น เองแล้ว มันก็ไม่มีอะไรที่จะต้องไปรักไปหลง, ไม่มีอะไรที่จะ ต้องไปเกลียดจนฆ่าเขาตาย, ไม่หึงไม่หวง ไม่อะไรทุกอย่าง ทุกประการ, เพราะว่ามันเห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ที่เป็น รสสูงสุดในทางเพศ มันมองเห็นว่าเช่นนั้นเอง. เช่นนั้นเอง นี่มันกลายว่า มันเท่านั้นเอง มัน แค่นั้นเอง ในที่สุดมันไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น คือมัน เป็น เพียงความรู้สึกเท่านั้นเอง. ความรู้สึกสูงสุดในทางเพศ ไม่มีใครเก่งพอที่จะมองเห็นว่า มันเช่นนั้นเอง ; ฉะนั้น บุถุชนคนธรรมดาจึงหลงใหล ในความรู้สึกทางเพศ, แล้วก็มี

น.26 ๑๘ เรื่องตามมาอีกมากมาย มีปัญหาตามมาอีกมากมาย เพราะ มันไม่รู้ว่า มันเช่นนั้นเอง. ทีนี้เรื่องที่มันใหญ่ ๆ หยาบ ๆ มันก็อย่างนั้นแหละ ; เช่นว่ามันได้อย่างใจ ได้กำไร มัน ก็หลงใหลเหมือนกับเป็นบ้า ไม่มองเห็นว่า เช่นนั้นเอง. เมื่อขาดทุนก็เสียใจเหมือน จะเป็นบ้า มันก็ ไม่รู้สึกว่า มันเช่นนั้นเอง. คนที่มีปัญญา เพียงพอจะเห็นว่า ขาดทุนมันก็เช่นนั้นเอง, กำไรมันก็เช่นนั้น เอง. เขาจึงไม่มีจิตใจที่ขึ้น - ลง ฟู - แฟบ ไปตามนั้น มันก็ปรกติมันก็สบาย. รู้ " เช่นนั้นเอง" ฝ่ายผิด, แล้วทำฝ่ายถูก ก็ผาสุก. นี้คำว่า เช่นนั้นเอง นี่มัน มีได้ทั้ง ๒ ฝ่าย คือฝ่ายผิด และฝ่ายถูก. เรา ก็รู้เช่นนั้นเองฝ่ายผิด เสีย แล้วก็ ทำ เช่นนั้นเองฝ่ายถูก ให้มันเกิดขึ้น ; มันมีกฎของความเป็น เช่นนั้นเอง ทั้งฝ่ายที่พึงปรารถนาและฝ่ายที่ไม่พึงปรารถนา. เราก็รู้จัก ใช้ความเป็นเช่นนั้นเองให้ถูกต้อง ไปในทางที่ควร ปรารถนา ; เช่นจะทำไร่ทำนา หาเงินหาทรัพย์สมบัติ ก็มี ความเป็นเช่นนั้นเองสำหรับการกระทำ แล้ว กระทำให้ถูก

น.27 ๑๙ มัน ก็ได้มา ; ถ้าไม่ถูกเรื่อง ของเช่นนั้นเองในส่วนนั้น มัน ก็ไม่ได้มา. ทีนี้ ถึงคราว ที่มันจะต้อง เสียไป เพราะ ความผิดพลาดอย่างไร ก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะมันเป็น เช่นนั้นเอง ด้วยเหมือนกัน. ฉะนั้น จะได้กำไรหรือจะขาดทุน มันก็ไม่มีอะไร ที่ทำให้จิตใจเป็นทุกข์หรือว่าผิดปรกติ; ถ้ามันขาดทุน มัน ก็ทำใหม่ได้ โดยกฎความเป็นเช่นนั้นเองในทางที่จะให้ได้ กำไร. รู้จักใช้ความเป็นเช่นนั้นเอง ให้ถูกต้องแก่ฝ่ายที่ ควรกระทำ ; แม้ฝ่ายที่ไม่ควรกระทำ อยากจะละเสีย ก็ต้องทำให้ถูกต้อง ต่อความเป็นเช่นนั้นเองของฝ่ายนั้น เรียกว่าความเป็นเช่นนั้นเองมันเป็นกฎที่สูงสุด เหมือนกับว่า เป็นพระเจ้า. ความเป็นเช่นนั้น เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ เหมือนกับพระเจ้า เราแก้ไขไม่ได้ ; พระพุทธเจ้าก็แก้ไข กฎเหล่านี้ไม่ได้ มันเป็นเช่นนั้นเอง. เรา รู้จักความเป็น เช่นนั้นเอง แล้วเอามา ใช้ให้ถูกต้อง ก็จะได้รับสิ่งที่ควรจะ ได้รับ และอยู่กัน เป็นผาสุก.

น.28 ๒๐ ความเป็นเช่นนั้นเองนั้น เป็นสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้ง โดยความหมาย ขอให้พยายามศึกษาเรื่อย ๆไป ต่อ ๆ ไป จนกว่าจะเข้าใจ. เดี๋ยวนี้เพียงแต่ว่าเอามาแขวนคอไว้ก่อน แล้วก็ ศึกษาต่อไป ๆ จนเห็นความเป็นเช่นนั้นเองเต็มที่ ของ พระไตรลักษณ์ ก็ดี ของ อริยสัจจ์ สี่ก็ดี ของ อิทัปปัจจยตา ก็ดี. "เช่นนั้นเอง" ช่วยได้ทั้งไข้กายและจิต. ทีนี้ ที่จะชี้ให้เห็นว่า มันเป็นเรื่องตั้งแต่เบื้องต้น ต่ำ ๆ นี้ จนถึงเบื้องปลาย คือสูงสุด, เราจะต้องมีอะไรที่จะ ต้องเป็นไปตามธรรมดาของผู้ที่อยู่ในโลกนี้ที่เราจะหลีกไม่ พ้น. จะยก ตัวอย่าง เช่นว่า ความเจ็บปวดในทางกาย ถูกของมีคมบาด หรือว่าถูกอะไรเป็นแผล แล้วก็เจ็บปวด, ถูกหนามเกี่ยวเลือดไหลก็เจ็บปวด, แต่ไม่มีใครนึกว่า มัน เช่นนั้นเอง ; มันนึกว่า กูเจ็บกูจะตาย ; พอรู้สึกไปใน ทางว่า กูเจ็บกูจะตาย ความเจ็บปวดมันก็มากขึ้นด้วยอำนาจ ของอุปาทาน ที่ยึดถือในตัวกูที่เจ็บหรือจะตาย. แต่ถ้า ใครได้รับการศึกษาหัวใจพุทธศาสนามา ก็รู้สึกว่า เอ้า,

น.29 ๒๑ ที่หนามมันเกี่ยวนี้มัน เป็นธรรมดา มัน เช่นนั้นเอง; แล้ว พอมันเกี่ยวเลือดไหล มันก็ต้องรู้สึกเจ็บ, เจ็บนั้นมันก็ เช่นนั้นเอง, มันต้องเจ็บเช่นนั้นเอง. ที่ว่า เจ็บ ๆ นี้ เป็นแต่เพียงความรู้สึกเท่านั้น แหละ, เจ็บ ๆ เจ็บ ๆ นี้เป็น เพียงความรู้สึกตามกฎของธรรมดาเท่านั้น. นี่ ควบคุมความรู้สึกของใจ ไว้ ให้มันหยุดอยู่ที่นี่ ว่ามัน เป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้น แหละ, ไม่ใช่เรื่องที่ว่า กูจะตาย. ความคิดว่า กูเจ็บ กูจะตาย นั้นอย่าให้โผล่ขึ้น มา ก็จะเป็นเพียงเจ็บที่ร่างกาย เพราะว่าถูกหนามเกี่ยว ; แต่ถ้ามันโง่ มันก็จะปล่อยให้ความคิดความรู้สึกเลยไปถึงว่า กูเจ็บ แล้วก็กูจะตาย ; นี่คือเกิดอุปาทานยึดตัวกู ยึดของภู มันก็เจ็บมาก. เกี่ยวกับข้อนี้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสเป็นอุปมา สำหรับศึกษาหรือจดจำง่าย ว่าเหมือนกับคน ทีแรกมันถูก ลูกศรลูกเล็ก ๆ แทง ก็เจ็บนิดเดียว ; เดี๋ยวก็มี ลูกศรดอกใหญ่ อาบยาพิษด้วย, ทีนี้ดอกศรก็ใหญ่แล้วก็อาบยาพิษด้วยมาแทง มัน ก็เจ็บมาก. ดอกศรเล็ก ๆ เหมือนกับเข็มแทง มันก็

น.30 ๒๒ ไม่มีความหมายอะไร ; แต่ดอกศรใหญ่อาบยาพิษด้วยมันก็ เจ็บมาก มากกว่ากันหลายเท่า. นี้ก็คือว่า ถ้าเรารู้สึกความเจ็บเพราะหนามเกี่ยว หนามแทง ก็รู้สึกว่าเจ็บเท่านั้นแหละ ความคิดอย่าเลยไป ถึงว่า กูจะตาย. ถ้าไปคิดถึงว่า กูจะต้องตายเพราะมัน เป็นพิษ เพราะมันเป็นอะไร ต่อไปจะตาย ; นี้มันก็เจ็บมาก เพราะอุปาทานว่ากู, เพราะอุปาทานว่า ความตายของกู มันก็ เจ็บมาก. นี้คือคนที่ ไม่มองเห็นว่ามันเช่นนั้นเอง, มัน ก็เลยเห็นไปในทางว่า กูเจ็บ กูจะตาย มันก็มีความทุกข์มาก. ทีนี้ถ้าว่า เจ็บแล้วก็เพ่งลงไปที่ความเจ็บ ทำในใจ ว่า เอ้า, นี้มันเจ็บ, นี้มันความเจ็บ ; อย่าให้เลยไปถึง ตัวกู กูเจ็บ, ให้หยุดอยู่ว่า นี้มันเจ็บ ๆ เจ็บหนอ ๆ อะไร ก็ได้ ใช้หนอช่วยก็ได้ มันก็จะเจ็บน้อย แล้วมันก็จะค่อย จางออก ๆ ความเจ็บนั้นจะจางออก. ถ้าเราไปพิจารณา เห็นว่า รู้สึกเจ็บเท่านั้นเอง, รู้สึกเจ็บเท่านั้นเอง, เจ็บเท่านั้น หนอ, เจ็บเท่านั้นเองหนอ มันก็เจ็บน้อย. แล้วมองเห็น ให้ลึกไปกว่านั้นว่า โอ๊ย, นี้มันเพียงความรู้สึกเท่านั้น โว้ย, ที่เรียกว่า เจ็บ ๆ นี้ มันคือความรู้สึกเท่านั้น ความรู้สึกตาม

น.31 ๒๓ กฎเกณฑ์ของธรรมชาติธรรมดา, ความเจ็บนี้เป็นเพียงความ รู้สึกเท่านั้น. เพราะมันรู้สึกมันจึงเจ็บ ก็เห็นความเจ็บนั้น ไม่มี ไม่มีความเจ็บ เป็นแต่เพียงความรู้สึกเท่านั้น. นี่สติ ปัญญามันไปได้ถึงอย่างนี้, มันมองเห็นเป็นเพียงความรู้สึก ของประสาทเท่านั้น มันก็จะหายเจ็บ, มันจะเจ็บน้อย จนไม่เจ็บ. ทีนี้ เมื่ออะไรมากระทบ รู้สึก ก็ขอให้ มีปัญญาใน ชั้นนี้ว่า มันสักว่าความรู้สึก . สมมติว่าปวดหัวกันดีกว่า ซึ่ง มักจะเป็นกันง่าย ๆ บ่อย ๆ ทุกคน พอปวดหัว ความคิดมัน แล่นไป กูจะตายแล้ว ได้ยินได้ฟังมาอย่างนั้นอย่างนี้, จะ เป็นโรคนั้นโรคนี้จะต้องตาย ; อย่างนี้ก็ยิ่งเจ็บหนักเข้า, แล้ว มีทุกข์ทรมานมาก. ถ้าปวดหัว รู้สึกว่ามันปวดหัวเท่านั้น, มันปวดหัวเท่านั้นหนอ, อย่าให้เลยไปถึงกูจะตาย. มันปวด เท่านั้นหนอ นี้มันจะลดลง, ความปวดมันจะลดลง. ที่ว่า ปวด ๆ นี้ มันเป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้นหนอ เพราะมันมี ความรู้สึกเท่านั้นหนอ จึงเห็นได้ว่า อ้อ, นี่มันเพียงความรู้สึก เท่านั้นหนอ เห็นเป็นความรู้สึกเท่านั้นหนอ แล้วมันก็เจ็บ น้อยลงไปอีก กระทั่งมันไม่เจ็บ.

น.32 ๒๔ รู้ "เช่นนี้เอง" แก้ความวิปริตได้. นี่สติฝึกไว้ดี ปัญญาก็มีมากพอ สติเอาปัญญามาใช้ พิจารณาทันท่วงทีว่า เอ๊ะ, นี่มันเพียงความเจ็บเท่านั้นหนอ แล้วความเจ็บนี้มันเป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้นหนอ แล้วก็จะ เห็นว่า เอ้า, มันเช่นนั้นเอง ถ้าพอเช่นนั้นเองเข้ามาแล้ว ความเจ็บความอะไรจะหายไปหมด เพราะจิตมันเปลี่ยนไป หมด. นี่การที่ จะข่มขี่เวทนา ข่มขี่ความเจ็บนี้ ได้ด้วย ใส่ยาขนานที่เรียกว่า มัน "เช่นนั้นเอง". ถ้าเช่นนั้นเองมา แล้ว ก็จะไม่มีปัญหา จะไม่มีความเจ็บปวด, จะไม่มีเรื่อง ทรมานใจ, จะไม่ต้องเป็นโรคประสาท, จะไม่ต้องเป็นโรค นานาชนิด ที่เขาเป็นกันอยู่ เพราะว่ามันทรมานใจ แล้วก็ต้อง เป็นหลายโรคแหละ. เมื่อจิตใจมันทรมานอยู่ด้วยความกลัว ความวิตกกังวลแล้ว มันก็ต้องเป็นโรคกระเพาะเสียเรื้อรัง มันจะต้องเป็นโรคประสาทนอนไม่หลับ โลหิตก็ถอยกำลัง ไม่สามารถจะควบคุมความปรกติของร่างกาย มันก็จะเป็น มะเร็งเป็นอะไรก็ได้ อย่างน้อยมันใช้น้ำตาลไม่หมด มันก็

น.33 ๒๕ เป็นโรคเบาหวาน นานาโรคมันก็เกิดขึ้น เพราะว่าจิตมันได้ เสียไปด้วยความโง่ มันไม่รู้จักความเป็นเช่นนั้นเอง. นิด เดียวเท่านั้นแหละ ถ้ารู้จักว่า มันเป็นอย่างนี้เอง มันเป็น อย่างนี้เอง, อย่างนี้เอง หนัก ๆ เข้าไป จิตใจมันก็จะคงที่ ก็จะปรกติ ก็ไม่เปิดโอกาสให้เกิดโรคทางจิตใจ โรคทางจิตใจ ไม่เกิด มันก็ไม่เกิดโรคทางกาย เราแยกโรคกระเพาะเสีย เรื้อรัง หรือว่าโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง อะไรไว้เป็น เรื่องทางกาย ; แล้วก็ มองเห็นว่า มัน มาจากเรื่องทางใจ ที่มาทำให้ปรกติภาวะ ของโลหิต หน้าที่การงานของโลหิต หรือของส่วนต่าง ๆ ที่มันเกี่ยวกันกับโลหิต มันเสียไปหมด ระบบประสาทก็เสีย ไปตาม อะไรก็เสียไปหมด. นี่ เช่นนั้นเอง จะแก้ได้ มันจะ ไม่ทำให้เกิดความ วิปริตในทางจิต อย่างที่ว่ามา แล้ว ความวิปริตทางกายมันก็ ไม่เกิดขึ้น ; ฉะนั้นจึงมีความสุขสบายดีทั้งทางกาย และทั้ง ทางจิต เพราะว่าได้เอาหัวใจของพระพุทธศาสนา มาใช้เป็น ยาแก้โรค หรือมาใช้เป็นเครื่องราง แขวนไว้ป้องกันตัว.

น.34 ๒๖ หัวใจของพระพุทธศาสนา คือคำว่า ตถตา หรือ เช่นนั้นเอง เอามาใช้ ในทุกกรณี. "เช่นนั้นเอง" แก้ปัญหาได้ทุกกรณี. อาตมาจะยืนยันเดี๋ยวนี้ว่า เ ช่นนั้นเองนี้แก้ปัญหา ได้ทุกกรณี : เรื่องโรคภัยไข้เจ็บอะไรก็ได้, เรื่องปัญหาทาง ปาก ทางท้อง ทางอะไรก็ได้, ทางการเมืองก็ได้, กระทั่งว่า ในภายในจะเป็นเรื่องบรรลุมรรคผลนิพพานก็ยังได้ ได้ด้วย คำคำเดียวว่า เช่นนั้นเอง, กลัวแต่ว่าเขา ไม่รู้จัก เขา ไม่ เข้าถึง ไม่อาจจะใช้เช่นนั้นเองให้เป็นประโยชน์ได้. จึงขอให้ทุกคน สนใจในสิ่งที่เรียกว่า เช่นนั้นเอง ซึ่งเป็นหัวใจพระพุทธศาสนา; อะไรเกิดขึ้น ก็ ต้องมีความ รู้สึกทันควันว่า มันเช่นนั้นเอง ; แม้ที่สุดแต่ว่า คนที่มี ปัญหาเรื่องผีหลอก ก็ เพราะเขาไม่รู้จักความเป็นเช่นนั้นเอง ของความรู้สึก; ถ้ารู้ทัน มันก็รู้ว่า มันเป็นเพียงเช่นนั้น เองของความรู้สึก. ความโง่ทำให้เห็นเป็นผีหลอก, หรือ แม้ที่สุดแต่ว่าผีมันหลอกจริง ถ้ามันมีจริง แล้วมัน หลอกจริง มันก็ ยังแก้ได้ด้วย เช่นนั้นเอง.

น.35 ๒๗ แต่อาตมาไม่เชื่อว่าผีมีจริงหรือหลอกจริง ไม่เคย เห็นและไม่เชื่อ ; แต่ถ้ามันเกิดการกลัวผีขึ้นมา มันก็รู้ทันที ว่า นี่มันเช่นนั้นเอง ความโง่มันแสดงบทบาทออกมาแล้ว ทำให้รู้สึกว่ามันเป็นผี และมันหลอก. แต่ ถ้ารู้จักความ เป็นเช่นนั้นเอง ว่ามันจะต้องเกิดอย่างนี้, จะต้องเกิดรู้สึก อย่างนี้, แล้วมันก็ไม่กลัว มันก็เป็นเพียงความรู้สึก ; มอง เห็นว่าเป็นความรู้สึกบ้า ๆ บอ ๆ อะไรชนิดหนึ่ง ; แม้ว่า มันจะมีขนลุกซ่าไปด้วยความกลัว มันก็ยังรู้สึกว่า นี้มัน เช่นนี้เอง ๆ, มันเท่านี้เอง, เป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้น ไม่ มีอะไรมากไปกว่านั้น ; ฉะนั้น เรื่องจะเป็นจะตายจะอะไร ก็ตาม มันเป็น เพียงความรู้สึกเท่านั้น. ฉะนั้น จงดูให้เห็นว่า มันเป็นเพียงความรู้สึก : รู้สึกทางเวทนาก็ได้, รู้สึกทางสัญญาก็ได้. แต่ที่มันเป็นกัน มากนั้น มัน เป็นความรู้สึกทางเวทนา ; ถ้าเห็นเวทนาว่า มันเป็นอย่างนี้เอง ตามกฎของปฏิจจสมุปบาท แล้ว มันก็ ไม่มีกำลังอะไร, ไม่มีความหมายอะไร, ไม่มีฤทธิ์เดชอะไร ที่จะทำให้เราเป็นทุกข์หรือเป็นสุข.

น.36 ๒๘ ถ้า เป็นเรื่องของสัญญา ก็เหมือนกัน เกิดขึ้นทางจิต เป็นธัมมารมณ์ จำได้, แล้วก็นึกขึ้นมา แล้วก็เสียใจ แล้วก็ ร้องไห้ หรือกลัวขึ้นมา. คนโง่ ๆ พอนึกถึงผีมันก็ขนลุก เท่านั้นแหละ, มันไม่ต้องมีอะไร ; นี่ความที่มันโง่เกินไป มันไม่รู้เรื่องความเป็นเช่นนั้นเอง, ที่ว่าสัญญาทำให้เกิดความ กลัวขึ้นมา. แต่ ถ้าเขารู้ถึงหัวใจของธรรมะ มันจะรู้ว่า เอ้า, มันเช่นนี้เอง ; กลัวจนขนลุกซ่ามันก็ เอ้า, มันเช่นนี้เอง มัน เป็นเพียงความรู้สึกที่มากเกินไป, แล้วมันก็เป็นเพียง ความรู้สึกเท่านั้น. ฉะนั้น ขอให้ เอาไปจับกับเรื่องทุกเรื่อง ที่มันเป็น ความทุกข์ ไม่ว่าความทุกข์ชนิดไหน, ที่บ้านที่เรือนที่วัด เรื่องเล็กเรื่องใหญ่ เรื่องทุกเรื่องที่มันเกี่ยวกับมนุษย์. เพราะว่า ความทุกข์ หรือ ความสุข มันเป็นเพียงความรู้สึก เท่านั้นเอง ; ถ้าเราเห็นว่า มันเป็นเพียงความรู้สึก เราก็ ไม่ยินดีในความสุข, และไม่เกลียดกลัวในเรื่องของความทุกข์ คือไม่ยินดียินร้ายในเรื่องของความทุกข์หรือความสุข. เดี๋ยวนี้มันโง่เกินไป ไม่เห็นว่าเช่นนั้นเอง จนเกิด ปัญหาเกี่ยวกับโลกธรรม, โลกธรรม คือ ได้ลาภ - เสื่อมลาภ

น.37 ๒๙ ได้ยศ - เสื่อมยศ ได้นินทา - ได้สรรเสริญ ได้ทุกข์ - ได้สุข, กลายเป็นของต่างกันไป. ได้ลาภก็ยินดี เสื่อมลาภก็ยินร้าย ; นี่มันบ้า เพราะมันไม่เห็นว่ามันเช่นนั้นเอง ; มันต้องเป็น เช่นนั้นเองด้วย ที่ได้มามันก็คือเช่นนั้นเอง ลาภก็คือ เช่นนั้นเอง เสื่อมลาภก็เช่นนั้นเอง; ตามกฎของอิทัป- ปัจจยตา มันเป็นเช่นนั้นเอง แล้วมันเป็นเพียงความรู้สึก เท่านั้น. ที่เรารู้สึกขึ้นมาว่าเรา ได้ลาภ แล้วก็บ้าไปตาม แบบได้ลาภ , แล้วเราก็รู้สึกว่าเราเสียลาภ สูญลาภ, เราก็ บ้าไปตามความรู้สึกว่าเราสูญเสียลาภ ไม่มองดูที่ว่า มัน เป็นเพียงสักว่าความรู้สึกเท่านั้นเอง เช่นนั้นเอง และมัน ต้องเป็นอย่างนี้เองในโลกนี้. นี่พอ เห็นอย่างนั้นเอง เช่นนั้นเอง มัน ก็ไม่มีปัญหา เรื่องได้ลาภ เรื่องเสื่อมลาภ. เรื่อง ได้ยศ หรือ เสื่อมยศ ก็เหมือนกันอีก; ถ้า เช่นนั้นเองเข้ามาแล้วไม่มีเรื่องได้ยศหรือเสื่อมยศ มันเป็น เรื่องหลอก ๆ เหมือนกันแหละ, เป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้น. นี่ไป ถือเอาความหมายของความรู้สึกมากเกินไป มันก็ต้อง ได้มีเรื่องยินดียินร้าย.

น.38 ๓๐ นินทา หรือ สรรเสริญ ก็ลองไปคิดดูเถอะ ซึ่งมัน มีมาก ยากที่จะหลบหลีก; ถูกนินทาหรือถูกสรรเสริญเสีย จนเลิศลอย, ถูกเขาสรรเสริญก็ตัวลอยฟุ้งเฟ้อไป ถูกเขานินทา ด่าว่า ก็มาขัดใจโกรธแค้นอยู่ เหมือนกับคนบ้า ; ได้รับ สรรเสริญก็บ้าไปอย่าง ได้รับนินทาก็บ้าไปอย่าง. นี่เพราะ มันไม่รู้ว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง คือว่าในโลกต้องเป็นเช่นนี้เอง ; แล้ว นินทาก็เป็นสักว่าความรู้สึก, สรรเสริญก็สักว่าความรู้สึก, ก็เลยเป็นเช่นนั้นเองด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย มันเหมือนกันที่ว่า มัน เป็นเช่นนั้นเอง แล้วเราทำไมไปแยกมันให้แตกต่าง กันอย่างตรงกันข้าม, ไม่รู้สึกว่ามันเป็นเพียงความรู้สึก เท่านั้น. นี่ช่วยจำไว้ให้ดี ว่าอะไร ๆ เกิดขึ้น ก็ให้รู้สึกได้ว่า มันเป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้นหนอ, มันเป็นเพียงความรู้สึก แห่งจิตเท่านั้นหนอ. เรื่องดี เรื่องบ้า เรื่องได้ เรื่องเสีย เรื่องสุขเรื่องทุกข์ เรื่องรวยเรื่องจน เรื่องอะไรก็ตาม ทุกเรื่องแหละ มันเป็นเพียงความรู้สึกของจิตเท่านั้นหนอ; พอเห็นเป็นความรู้สึกเท่านั้นหนอ มันก็หยุด, หยุดเป็นทุกข์ ทันที.

น.39 ๓๑ นี่ ธรรมะที่เป็นสุญญตา เป็นอนัตตา เป็นตถาตา นั้นดับทุกข์ ได้อย่างนี้ ; ทุกระดับ ทุกข์เลว ๆ โง่ ๆ มันก็ ดับได้, ทุกข์ที่สูงขึ้นไปก็ดับได้, ทุกข์สูงสุด ละเอียด ประณีตที่สุด มันก็ดับได้, จนกระทั่งบรรลุมรรคผลนิพพาน. เพราะฉะนั้นอยู่ที่ในโลกนี้ เป็นคนธรรมดาสามัญ ทำไร่ทำนา หาปูหาปลาได้กินไปวันหนึ่งก็เถอะ ขอให้ รู้จัก คำว่า เช่นนั้นเอง แล้ว จะไม่มีความทุกข์ . ถ้า เป็นปัญญาชน ก็ยิ่งจะต้องรู้ให้มันมากขึ้นไปอีก ว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง ทั้งนั้นแหละ ; ไม่มีอะไรที่จะไม่ใช่เช่นนั้นเอง; ถ้าไม่ อย่างนั้นแล้ว พระพุทธเจ้าต้องตรัสไว้ผิดแน่. เดี๋ยวนี้เมื่อ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ถูกต้องแล้ว มันก็เป็นตามนั้น คือว่า ทุกอย่างมันเป็นเช่นนั้นเอง ไปตามเรื่องที่มันจะเป็น โดยเฉพาะก็เพ่งเล็งไปยังเรื่อง อิทัปปัจจยตาปฏิจจ- สมุปบาท จะต้องเป็นอย่างนั้นเอง : ฝนตกมาก็ไม่แปลก ฝนไม่ตกก็ไม่แปลก, แดดออกมาก็ไม่แปลก, แดดไม่ออกก็ ไม่แปลก, เป็นอิทัปปัจจยตาง่าย ๆ ฝ่ายวัตถุต่ำ ๆ แต่ คนโง่เขาก็ยังมีจิตใจหวั่นไหว ไปตามที่ฝนตกฝนไม่ตก, แดด ออกแดดไม่ออก, อะไรต่าง ๆ นานา เป็นธรรมชาติธรรมดา

น.40 ๓๒ ตื้น ๆ ง่าย ๆ นี่เขา มีจิตใจเปลี่ยนไป ขึ้น - ลงมาก จน ได้ยินดียินร้ายแหละ ; ยินดีก็บ้ า ชนิดหนึ่ง, ยินร้ายก็บ้า ชนิดหนึ่ง, ดีใจก็บ้าชนิดหนึ่ง, เสียใจก็บ้าชนิดหนึ่ง, ล้วนแต่ ทำให้เกิดวิปริตแก่จิต แก่ระบบประสาท ด้วยกันทั้งนั้นแหละ. รู้" เช่นนั้นเอง" แล้วจิตไม่หวั่นไหว. เรามารู้เรื่องนี้ ก็ ไม่มีอะไรที่มาทำให้หวั่นไหว โดย เฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องที่มันมีอยู่ประจำวัน : เช่นวันนี้ กินข้าวไม่อร่อย มันก็หวั่นไหวเสียแล้ว, หวั่นไหวไปในทาง ที่ไม่อร่อย ชักจะเศร้าไปเสียแล้ว ; ถ้าวันนี้กินข้าว ของ มันอร่อย ก็ชักจะยินดีเสียแล้ว, ชักจะเหลิงไปแล้ว. นี่มันโง่ เพราะมันไม่รู้จักว่ามันเช่นนั้นเอง, มันต้องเป็นเช่นนั้นเอง : อร่อยหรือไม่อร่อยก็เช่นนั้นเอง คือเป็นเพียงความรู้สึก เท่านั้น, แล้วมันต้องเป็นเช่นนั้นเอง ตรงที่ว่ามันจะต้องมี อร่อยบ้าง มีไม่อร่อยบ้าง, ต้องมีทั้งอร่อยและทั้งไม่อร่อย. ฉะนั้นในโลกนี้มันต้องมีสิ่งที่เป็นคู่ ๆ คู่ ๆ กันอย่างนี้แหละ : ได้ลาภ-เสื่อมลาภ, ได้ยศ-เสื่อมยศ, ได้นินทา-ได้สรรเสริญ, ได้สุข - ได้ทุกข์. นี่มัน มีคู่ตรงกันข้าม ให้มากระทบเรา

น.41 ๓๓ อยู่ในโลกนี้ เป็นของเช่นนั้นเอง. นี้ครั้นมากระทบ เข้าแล้ว มันก็ เห็นเช่นนั้นเอง ว่าเป็นเพียงความรู้สึก นี่ขอให้ช่วยกันเอาไป คิดนึกให้เข้าใจ แจ่มแจ้งอยู่ ในใจ ราวกับว่าแขวนไว้ที่คอ; แขวนไว้ที่คอ คือมันอยู่ กับเนื้อกับตัวตลอดเวลา, นี่เรารู้สึกคิดนึกได้ตลอดเวลา เหมือนกับแขวนไว้ที่คอ. อาตมาก็ให้พระเครื่องไปแขวน ไว้ที่คอทุกคน คือคำว่า เช่นนั้นเอง เป็นหัวใจของพระพุทธ- ศาสนา, เอาหัวใจของพระพุทธศาสนามาแจกกัน เป็น พระเครื่องสำหรับแขวนคอ. ฉะนั้น ถ้าใครเช่นนั้นเองไม่ได้ ก็คือคนโง่, อะไร เกิดขึ้นมันเช่นนั้นเองไม่ได้ มันก็คือคนโง่, มันก็ต้องยินดี ยินร้ายตลอดเวลา. นี่เอาไปคอยกำหนดดูตัวเอง ว่ามัน เป็นอย่างไร ; แล้วก็แจกไปตามเรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ : สบายแก่ตา ไม่สบายแก่ตา, สบายแก่หู ไม่สบายแก่หู, สบายแก่จมูก ไม่สบายแก่จมูก, สบายแก่ลิ้น ไม่สบายแก่ลิ้น, สบายแก่ผิวหนัง ไม่สบายแก่ผิวหนัง, สบายแก่จิตใจ ไม่ สบายแก่จิตใจ, นี่ทั้ง ๖ คู่นี้มันเช่นนั้นเองเหมือนกันหมด เลย ทั้ง ๖ อย่าง และ ทุก ๆ คู่ ที่สบายก็เช่นนั้นเอง ไม่

น.42 ๓๔ สบายก็เช่นนั้นเอง, มันเป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้น . เอา คำว่า สุข ว่า ทุกข์ ออกไปทิ้งหมด ก็เหลือแต่ความรู้สึกเท่านั้น ที่เกิดขึ้นตามกฎเหตุปัจจัย คือกฎแห่งความเป็นเช่นนั้นเอง. คืออิทัปปัจจยตา. อิทัปปัจจยตาก็คือเรื่องตถตา. อาตมาพูดหลายครั้งหลายหนแล้ว แต่ยังไม่แน่ใจ ว่าท่านทั้งหลายจะฟังออกหรือจำได้ หรือเข้าใจ จึงบอกแล้ว บอกอีกอย่างน่ารำคาญ ว่า เรื่องอิทัปปัจจยตานั้น มัน ก็คือ เรื่อง ตถตา แปลว่า เช่นนั้นเอง, อวิตถตา - ไม่ผิดไปจาก ความเป็นอย่างนั้น, อนัญญถตา - ไม่เป็นอย่างอื่นไปจาก ความเป็นอย่างนั้น, ธัมมัฏฐิตตา - มันเป็นการตั้งอยู่แห่ง ธรรมดาอย่างนั้น, ธัมมนิยามตา - มันเป็นกฎตายตัวของ ธรรมดา อิทัปปัจจยตา - คือความที่เมื่อสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้ก็เกิดขึ้น. เพราะฉะนั้นอะไรเกิดขึ้น : สวยหรือไม่สวย, น่า รักหรือไม่น่ารัก, น่ายินดีหรือไม่น่ายินดี, มันก็เป็น สิ่งที่มี เหตุปัจจัยอย่างนั้นแล้วจึงเกิดขึ้น แล้วก็ เป็นเช่นนั้นเอง.

น.43 ๓๕ อย่าไปเที่ยวโง่หลงรัก ที่มันหลอกให้รัก, ไปโกรธไปเกลียด ที่มันหลอกให้โกรธให้เกลียด, อย่างที่เป็นอยู่ประจำวัน มัน ไม่ปรกติ; มันเหมือนกับถูกตบแก้มซ้ายทีแก้มขวาที, ถูก ตบแก้มซ้ายทีถูกตบแก้มขวาที, อย่างนี้ อยู่ตลอดวัน เพราะ ความที่ ไม่มีหัวใจของพระพุทธศาสนามาคุ้มครอง. ถ้ามี เช่นนั้นเอง คุ้มครอง มันก็ไม่เป็นอย่างนั้น ; จะไม่ถูกตบ แก้มซ้ายทีแก้มขวาทีตลอดวัน เหมือนที่เขาเป็น ๆ กันอยู่. นี่คือหัวใจของพระพุทธศาสนา สรุปรวมลงในคำ ว่า ตถตา แปลว่า เป็นเช่นนั้น. คำนี้จะแปลว่า เช่นนี้ ก็ได้, มันเช่นนี้เอง, เช่นนั้นเอง ก็เหมือนกันแหละ, ความ มันก็เหมือนกันแหละ คือมันเท่านี้เอง มันแค่นี้เอง มัน เช่นนี้เอง. ความหมายมันอยู่ตรงที่ว่า มันไม่แปลก มันเป็น อย่างนี้เอง : เจ็บไข้มันก็เช่นนี้เอง, หายมันก็เช่นนี้เอง, ตายมันก็เช่นนี้เอง, มันไม่มีความแปลกอะไรสำหรับเจ็บไข้และ สบายดี. แล้วก็ไม่แปลกอะไรสำหรับมันจะหายหรือมันจะตาย เพราะมันเป็นเช่นนี้เอง แต่ละอย่างๆ เป็นเพียงความรู้สึก. จงมองให้เห็นว่า ทุกอย่างเป็นเพียงความรู้สึก ที่รู้สึกทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวหนัง และทางใจ,

น.44 ๓๖ มันไม่มีอะไรมากไปกว่าความรู้สึก มองให้เห็นว่ามันเป็นเพียง ความรู้สึก ก็จะเห็นว่า มันแค่นั้นเอง มันเท่านั้นเอง มัน เช่นนั้นเอง อย่าไปโง่หลงยินดียินร้าย พอใจเสียใจ อะไร กับมัน. ทีนี้จะเอาไปประพฤติกันอย่างไร ในเมื่อต้องทำไร่ ทำนา ค้าขาย ทำกิจกรรมต่าง ๆ นานา ? ก็ให้รู้ว่า มันต้อง เป็นเช่นนั้นเอง : ขาดทุนก็เช่นนั้นเอง, กำไรก็เช่นนั้นเอง, รู้จักเช่นนั้นเองของขาดทุน แล้วมันก็ไม่ทำให้ขาดทุนอีก ต่อไป, รู้จักเช่นนั้นเองของกำไร แล้วมันก็ทำให้มีกำไรได้. แต่เมื่อได้กำไรมาแล้ว อย่าไปบ้า, อย่าไปบ้ากับกำไรที่มันได้ มา ให้มองเห็นว่า มันยังคงเป็นเช่นนั้นเองอยู่ตามเดิม. รู้เช่นนั้นเองแล้วจิตจะว่าง. นี่ หัวใจของพระพุทธศาสนา ทำให้ ไม่ยึดมั่นใน อะไร โดยความเป็นตัวตน หรือความเป็นของตน. ถ้ามี ความรู้เช่นนั้นเองอยู่แล้ว จิตจะว่าง คือจิตจะไม่ไปจับฉวย เอาอะไรเป็นตัวตน เป็นของตน ; จิตว่างที่แท้จริงใน พระพุทธศาสนาเป็นอย่างนี้, นอกนั้นเป็นจิตว่างอันธพาล.

น.45 ๓๗ คนอันธพาลมันเอาไปใช้เพื่อหาประโยชน์อย่างอันธพาล. จิตว่างในพระพุทธศาสนา ก็คือว่า เห็นว่าทุกอย่างมันไม่มี ตัวตน, ไม่เป็นตัวตน ไม่ใช่ของตน ; เขาใช้คำว่า โลก, โลกทั้งหมดทุกโลกด้วยและทั้ง ๆ โลกทุก ๆ โลก เป็นอนัตตา คือไม่เป็นตน หรือไม่เป็นของตน. นี่จิตมันก็เห็นความ ไม่เป็นตน ไม่เป็นของตนนั้น คือ เห็นเช่นนั้นเอง แล้วไม่ ยึดถือ, มันยึดถือไม่ไหว ยึดถือไม่ได้ ยึดถือไม่ลง, เพราะ ว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง จะไปยึดถืออะไรกัน. นี่ จิตเมื่อไม่ยึดถืออะไร มันก็เป็นจิตที่ว่าง เพราะ มันไม่ได้ยึดถืออะไร. จิตที่ว่างมัน ก็สบาย แหละ ส่วน บุคคลนั้นก็สบาย, แล้วก็ไม่ไปทำอันตรายใครที่ไหนได้, ไม่ เอาเปรียบใครได้, แล้วก็สบายด้วย, แล้วก็ สามารถทำสิ่งที่ เป็นประโยชน์ได้ดี เพราะเป็นจิตที่ลืมตา จิตที่ตรัสรู้. จิตที่รู้อะไรอย่างแจ่มแจ้งถูกต้อง ก็ทำอะไรถูกต้อง, ก็ ทำสิ่ง ที่เป็นประโยชน์ได้. มัน ได้ผล ก็คือว่า เป็นสุข นี้เป็น ข้อแรก, คนนั้น ไม่มีความทุกข์. แล้ว ข้อที่สอง ความมีอยู่แห่งบุคคลนั้น มันเป็นประโยชน์แก่บุคคลอื่นด้วย; เท่านี้ก็พอกระมัง ก็

น.46 ๓๘ ควรจะพอแล้วกระมัง จะบ้าเอาไปถึงไหนกันนักเล่า. เมื่อ ตัวเองก็เป็นผู้มีความสุขด้วย, แล้วความมีอยู่แห่งตัวเองก็เป็น ประโยชน์แก่คนอื่นด้วย เท่านี้มันก็ควรจะพอแล้ว. ขอให้ มันได้เพียงเท่านี้เถอะ, ทุกคนเอากันเพียงเท่านี้เถอะ ; ให้ ตัวเองมีความสุข ไม่มีความทุกข์, พอใจตัวเอง ยกมือไหว้ ตัวเองได้อยู่, แล้วความมีอยู่แห่งบุคคลนั้น ทำให้บุคคลอื่น รอบ ๆ ตัวนั้นพลอยได้รับประโยชน์ตาม ๆ กันไปด้วย ก็ควร จะพอแล้ว. ประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น ก็ถึงพร้อมแล้ว เพราะมีคนที่ไม่เห็นแก่ตัว ; ไม่ยึดถืออะไรโดยความเป็น ตัวตนของตน ที่ทำให้เห็นแก่ตนแล้วเอาเปรียบผู้อื่น ; เหมือนที่เขากำลังรบราฆ่าฟันกันในโลก, ในโลกปัจจุบันนี้ เวลานี้ เต็มไปด้วยพิษสงแห่งความโง่, ไม่เห็นความเป็นเช่น นั้นเอง, ยึดมั่นถือมั่นส่วนใดส่วนหนึ่ง, ยึดถือ ตัวกู - ของกู เป็นใหญ่, ต้องการไปเอาประโยชน์เพื่อ ตัวกู - ของกู, เอา เปรียบผู้อื่น ; เมื่อทุกคนเป็นอย่างนี้ มันก็ได้ปะทะกัน ได้รบราฆ่าฟันกัน ได้แย่งชิงกัน ได้แข่งขันกัน. โลกนี้ไม่ มีสันติภาพ เพราะเต็มไปด้วยคนโง่, ไม่มองเห็นความเป็น เช่นนั้นเอง.

น.47 ๓๙ ชนะ มันก็เช่นนั้นเอง, แพ้ มันก็เช่นนั้นเอง, เพราะมัน เป็นแต่เพียงความรู้สึกเท่านั้น ; แล้วจะมองเห็น ไปถึงว่า ได้ลาภ ไปแย่งชิงเขามา มันก็อย่างนั้นแหละ, สูญเสียลาภ เพราะถูกแย่งชิง มันก็อย่างนั้นแหละ, มัน เป็น เพียงความรู้สึกว่าอย่างนั้น, มันเป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้น. • เห็นเช่นนั้นเองสุดยอดคือนิพพาน. ทีนี้ก็มาเลือกดูสิว่า ความรู้สึกชนิดไหนเป็นความ ทนทุกข์ หรือ เป็นเหตุให้กระทำสิ่งที่เป็นโทษ ไม่เป็นประ- โยชน์ ก็ไม่เอาความรู้สึกชนิดนั้น, ปล่อยให้มันเป็นเช่นนั้น เองไปตามความรู้สึกชนิดนั้น ไปตามแบบของมัน, คือพวก บาปพวกอกุศลทั้งหลาย มันมีความเป็นเช่นนั้นเองของมัน ก็ปล่อยมันไป. ที่เป็นบุญเป็นกุศล มีความเป็นเช่นนั้นเอง ของมัน ก็เอามา, ถ้ายังต้องการ. แต่ถ้า พอเห็นว่า โอ๊ย, ไม่ไหว โว้ย ทั้งบาปทั้งบุญ ทั้งกุศลทั้งอกุศล มันเช่นนั้นเอง แล้วเรา ก็ไม่เอาอะไรดีกว่า ; เลื่อนมาหาพระนิพพาน คือ ไม่เอาอะไร ไม่ติดพันในอะไร, ปล่อยวาง อิสระจากสิ่งทั้ง- ปวง ก็มาหา ความเป็นเช่นนั้นเองสุดยอด คือพระนิพพาน.

น.48 ๔๐ นี้เป็น เช่นนั้นเอง ชนิดที่เป็นโลกุตตระ เป็นอสังขตะ ไม่ เปลี่ยนแปลงอีกต่อไป. ในโลก นู้นมันมีคู่ ๆ คู่ ๆ นั้น เป็นความเป็นเช่น นั้นเองที่หลอกลวง ที่เปลี่ยนแปลง ที่มายา ; แต่ถึงอย่างไร ก็ดี มันยังคงความเป็นเช่นนั้นเองเอาไว้นั่นแหละ. นี่เรารู้ เช่นนั้นเอง ของเรื่องโลก ๆ เรื่องสังขตะ เรื่องโลกิยะ สำหรับจะไม่เกิดความทุกข์ในโลก หรือว่า เห็นโลกนี้โดย ความเป็นเช่นนั้นเอง, ไม่หลงรักหลงยึดถือ, แล้ว ก็เป็น โลกุตตระขึ้นมาทันที คือเราไม่จมอยู่ในโลก, แล้วก็เห็นว่า โลกนี้มันเต็มไปด้วยสิ่งหลอกลวง คือมันเป็นเช่นนั้นเอง ; แต่มันหลอกลวงให้เราเห็นว่าดีว่าชั่ว ว่าบุญว่าบาป ว่าสุขว่า ทุกข์. "เดี๋ยวนี้ฉันเห็นแล้ว ฉันก็ไม่รู้สึกอย่างนั้นกับแกอีก ต่อไป" มันก็เลยกระโดดขึ้นมาอยู่ฝ่ายที่เหนือโลก. ที่ เช่น- นั้นเองอีกระดับหนึ่ง เป็นโลกุตตระ. ฉะนั้น คำว่า อนัตตา สุญญตา ตถาตานี่ ใช้ได้ทั้ง แก่ โลกิยะ และ แก่โลกุตตระ ก็หมดปัญหา. เห็นอนัตตา สุญญตา ตถาตา ของโลกิยะ มันก็ ไม่ติดอยู่ในโลก หรือใน โลกิยะ มันก็พ้น เมื่อ พ้น ก็เป็นเรื่องของโลกุตตระ. นี่คือ

น.49 ๔๑ ว่า เช่นนั้นเอง ที่สูงสุด ถึงระดับสูงสุด. เรารู้จักใช้ประโยชน์ ของเช่นนั้นเองถึงที่สุด ก็อยู่เหนือความทุกข์ได้โดยประการ ทั้งปวง. แต่เดี๋ยวนี้ยังเป็นอย่างนั้นไม่ได้ ยังต้องอยู่กับโลกนี้ จะเอาอะไรมาคุ้มครองป้องกัน ? ก็เอาความรู้เรื่องนี้ ; อะไร มา ก็ เช่นนั้นเองใส่เข้าไป, อะไรมันยื่นหน้าเข้ามา ก็เอา เช่นนั้นเองใส่เข้าไป ไม่ยินดียินร้าย. จึงหวังว่าจะรู้จัก ใช้เช่นนั้นเอง นี่แหละ ต่อสู้กับสิ่ง ทั้งหลายในโลก ให้เราชนะมันมากขึ้นกว่าปีที่แล้วมา ; อย่าต้องไปนั่งร้องไห้อยู่เลย, อย่าต้องไปหัวเราะเหมือนกับ คนบ้าเลย. เมื่อยินดีพอใจ อย่าต้องไปนั่งร้องไห้, เมื่อไม่ ได้อย่างใจ ซึ่งชายหนุ่มหญิงสาวเขาเป็นกันมากที่สุด. เขา ยินดีหัวเราะเมื่อได้อย่างใจ, มานั่งร้องไห้ไปโดดน้ำตายเมื่อไม่ ได้อย่างใจ, นี่คนโง่เรื่องไม่เห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ของสิ่ง ทั้งหลายที่เข้ามากระทบตน ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ.

น.50 ๔๒ ในปีที่แล้ว ๆ มาแต่หนหลังมันเป็นอย่างไร ปีต่อไป นี้ต้องดีกว่านั้น, ฉะนั้น รู้จักใช้เช่นนั้นเอง, เช่นนั้นเองนี้ ให้มากกว่าปีที่แล้วมา ; แล้วให้รู้ว่า คำว่า เช่นนั้นเองเป็น หัวใจสรุปยอดของพระพุทธศาสนา เขาเรียกว่า ตถา หรือ ตถตา บ้าง ตถาตา บ้าง นี้รวมทุกคำของพระพุทธศาสนา. ที่เป็นความจริงแล้ว มันมาอยู่ที่คำนี้คำเดียวเรียกว่า ตถา คือ เช่นนั้น ตถตา ความเป็นเช่นนั้น ; ผู้ใดถึง ตถา ผู้นั้นเป็น ตถาคต คือเป็นพระอรหันต์ คือผู้ถึง ตถา, ผู้รู้จักตถา รู้จัก เช่นนั้นเองถึงที่สุด จนไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร. จนไม่ต้องเป็น ทุกข์เพราะอะไร. นี่เรียกว่าเรา มี ตถตา หรือมี ตถา ก็จะ เป็นตถาคต องค์หนึ่งได้เหมือนกัน เพราะว่า ถึงซึ่งตถาง ถึงซึ่งความจริงแห่งความเป็นเช่นนั้นเอง. ฉะนั้น คำว่า ความจริง นั้น สรุปเหลืออยู่เพียงคำ เดียวว่า มันเป็นเช่นนั้นเอง จะแยกออกเป็น ๔ อย่าง ๑๐ อย่าง กี่อย่าง ๆ ก็ได้; แต่ถ้ามันจะง่ายสำหรับทุกคนแล้ว ก็มองดูเถอะ จะเห็นว่ามันมา จริงอยู่ที่ว่า เป็นอย่างนี้เอง อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส, มันเป็นอย่างนี้เอง. ที่ท่าน ได้ตรัสไว้ว่า เป็นไตรลักษณ์ ก็ดี เป็นอริยสัจจ์สี่ ก็ดี เป็น

น.51 ๔๓ ปฏิจจสมุปบาท ก็ดี มัน เป็นอย่างนี้เอง, ไม่เป็นไปอย่างอื่น ได้. นี่หัวใจของพุทธศาสนาเอามาแขวนไว้ที่คอ. พึงใช้เช่นนั้นเองดุจพระเครื่อง. เดี๋ยวนี้อาตมาก็จะแจกพระเครื่องกับเขาบ้างแล้ว คือ ว่า แจกพระเครื่อง "เช่นนั้นเอง" ให้ทุกคนเอาไปแขวนไว้ที่ คอ. ถ้าแก้ปัญหาหรือดับทุกข์ไม่ได้ แล้วค่อยมาว่าอาตมา, ทุกคนมาด่าอาตมา. แต่ ขอให้มี เช่นนั้นเอง จริงๆ เถอะ, แล้วใช้ให้ทันท่วงทีเถอะ จะคุ้มครองได้ ถึงกับไม่เจ็บไม่ไข้ ไม่เป็นไม่ตายไม่อะไรทุกอย่าง. เมื่อเห็นเช่นนั้นเองเสียแล้ว ก็ไม่มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มีอะไรที่ไหน. จึงหวังว่าทุกคนที่อุตส่าห์มา ลำบากมาก ทำบุญขึ้นปีใหม่ กันที่นี่ คงจะได้รับพระเครื่องแขวนคอกลับไปทุกคน ว่า "เช่น นั้นเอง". นี่คำพูดสำหรับจะขึ้นปีใหม่กันหยก ๆ อยู่นี่ พูดอย่างนี้ ให้ขึ้นปีใหม่ด้วยมีความรู้เรื่อง เช่นนั้นเอง มากกว่าปีเก่า. ปีเก่า มันรู้อย่างคลับคล้ายคลับคลา มันไม่ค่อยได้เน้น ไม่ค่อยได้แยกแยะ อะไรกันให้มันเห็นขัด เราควรจะแยกแยะให้เห็นชัด ถึงหัวใจพระ- พุทธศาสนากันให้ได้มากขึ้น.

น.52 ๔๔ หัวใจพุทธศาสนามันยาว ถ้าทำให้ยาวมันก็ยาว พูด ตั้งชั่วโมงก็ไม่จบ ; หรือว่าจะพูดให้มันสั้นเข้ามา, สั้นเข้ามา, สั้นเข้ามา จน สั้นนิดเดียว เหลือว่า ตถตา คือ เช่นนั้นเอง หัวใจของพุทธศาสนา. ในบางเรื่องใส่ “โว้ย” เข้าไปด้วยก็ได้ มัน เช่นนั้น เองโว้ย แล้วก็หมดความทุกข์ หมดความร้อน หรือ "มัน เช่นนี้เองโว้ย, กูไม่ร้องไห้อีกแล้ว" มันจะช่วยได้อย่างนี้. ถ้าบางเรื่องใส่ “โว้ย" เข้าไปด้วย, บางเรื่องไม่ต้องใส่, พูด ว่า เช่นนั้นเอง เท่านี้เอง เช่นนี้เอง ก็พอ. เอาละเป็นอันว่า การแสดงธรรม หรือเทศน์ หรือ พูด เพื่อวันขึ้นปีใหม่นี้ มันก็พอสมควรแล้ว แล้วก็ดีที่สุด แล้ว. ถ้าเอาไปได้ ถ้ารับเอาไปได้ ก็ไม่มีอะไรดีกว่านี้แล้ว เพราะมันเป็นยอดหัวใจของพระพุทธศาสนาแล้ว; ฉะนั้น ขอให้ทุกคนจงสำเร็จประโยชน์ ในการทำบุญขึ้นปีใหม่ จะได้ ดีกว่าปีเก่าโดยแท้จริง อาตมาขอยุติการบรรยายครั้งนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้.

น.53 รายชื่อหนังสือ ชุดลอยปทุม อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑. คู่มือมนุษย์ ๗ ๒๔. พ่อแม่สมบูรณ์แบบ ๑ ๒. ศิลปแห่งการดู ๒๕. อานาปาสติและดับไม่เหลือ ๒ ด้วยยถาภูตสัมมัปปัญญา ๑ ๒๖. ธรรมคติและธรรมคีตา ๑ ๓. ศิลปแห่งการมีพระพุทธเจ้า ๒๗. ความมั่นคงภายใน ๑ อยู่กับเนื้อกับตัว ๑ ๒๘. โลกพระศรีอารย์ ๔. ธรรมะสำหรับคนเกลียดวัด ๑ อยู่แค่ปลายจมูก ๒ ๕. ธรรม ๒๔ เหลี่ยม (มีภาษาจีน) ๔ ๒๙. การทำงานเพื่องาน ๑ ๖. พูดกับเณร ๑ ๓๐. สันโดษไม่เป็นอุปสรรค ๗. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๑ ๒ แก่การพัฒนา ๑ ๘. เห็นธรรมชาติ ๓๑. ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร ? ๑ คือเห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ๑ ๓๒. เค้าเงื่อนของธรรมะ ๙. ธรรมโอสถสำหรับโลก ๑ และ อิทัปปัจจยตา ๑ ๑๐. ความมีสุขภาพอนามัยทางจิต ๒ ๓๓. การอยู่ด้วยปัจจุบัน ๑๑. ปรมัตถธรรมคำกลอน ๑ ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ๑ ๑๒. นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ ๒ ๓๔. พุทธศาสตร์ กับไสยศาสตร์ ๑ ๑๓. ธรรมพรปีใหม่ ๓ ๓๕. อานาปานสติภาวนา(มีภาษาจีน ) ๒ ๑๔. ตถตาช่วยได้ ๑ ๓๖. อิทัปปัจจยตาในฐานะ ๑๕. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๒ ๑ สิ่งสูงสุดแห่งพระพุทธศาสนา ๑ ๑๖. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๓ ๑ ๓๗. นรกกับสวรรค์ ๑ ๑๗. ค่าของครู ๒ ๓๘. ดับทุกข์สิ้นเชิง ๑ ๑๘. พระผู้มีพระภาคเจ้า ๓๙. มรดกธรรมคำกลอน ๑ ทรงเป็นกัลยาณมิตร ๑ ๔๐. ทิศทั้งหก ๑ ๑๙. ถอยหลังเข้าคลองกันเถิด ๑ ๔๑. ฟ้าสางทางธรรมโฆษณ์ ๑ ๒๐. การเก็บความโกรธใส่ยุ้งฉาง ๒ ๔๒. ฟ้าสางทางฝ่ายบรรพชิต ๑ ๒๑. การปรุงเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ๔๓. มหรสพของพระอรหันต์ ๑ การดับเป็นสุขอย่างยิ่ง ๑ ๔๔. ปรมัตถธรรมกลับมา ตอน ๑ ๑ ๒๒. อาหารหล่อเลี้ยงใจ ๒ ๔๕. เช่นนั้นเอง ๑ ๒๓. ปุญญกิริยาวัตถุ ๑ ๔๖. ความสะอาด ความสว่าง ความสงบ ๑ พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๙๒-๙๖ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้ โฆษณา พ.ศ. ๒๕๒๖ โทร. ๒๒๑๒๓๓๗, ๒๒๒๑๖๗๔

น.54 ช่างหัวมัน จงยืนกราน สลัดทั่ว ช่างหัวมัน ถ้าเรื่องนั้นนั้น เป็นเหตุ แห่งทุกข์หนา อย่าสำออย ตะบอยจัด ไว้อัตรา ตัวกูกล้า ขึ้นเรื่อยไป อัดใจตาย เรื่องนั้นนิด เรื่องนี้หน่อย ลอยมาเอง ไปบวกเบ่ง ให้เห็นว่า จะฉิบหาย เรื่องเล็กน้อย ตะบอยเห็น เป็นมากมาย แต่ละราย รีบเขวี้ยงขว้าง ช่างหัวมัน เมื่อตัวกู ลู่หลุบ ลงเท่าไร จะเย็นเยือก ลงไป ได้เท่านั้น รอดตัวได้ เพราะรู้ใช้ “ช่างหัวมัน" จงพากัน หัดใช้ ไว้ทุกคน. พ. อินฺทปญฺโญ

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต