น.11 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคมาฆบูชา เป็นครั้งที่ ๙ ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงกล่าวในชุดที่เรียกว่า ธรรมะเล่มน้อยเล่มเดียวจบ ต่อไปตามเดิม. แต่ขอให้ท่าน สังเกตสักหน่อยว่า เล่มเดียวจบนั้น คือมันจบในการบรรยาย ครั้งหนึ่ง ๆ ตั้งแต่ต้นจนปลาย, จบเรื่องโดยสรุปทั้งหมด ของสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ. ————————————— บรรยายธรรมประจำวันเสาร์ ภาคมาฆบูชา ชุด ธรรมะเล่มน้อย ครั้งที่ ๙, ๕ มีนาคม ๒๕๒๖ ณ ลานหินโค้ง โมกขพลาราม ไชยา
น.12 ๒ ในวันนี้จะกล่าวโดยหัวข้อย่อยว่า อะไร ๆ ในชีวิต สักแต่ว่าเป็นเรื่องของจิตสิ่งเดียว. นี่ขอให้จับใจความ ให้ได้ ว่าทุกอย่างทุกสิ่ง ทั้งหมดของเรื่องชีวิต หรือเกี่ยว- กับชีวิตทั้งหมดทั้งสิ้น เป็นเรื่องของสิ่งที่เรียกว่า จิต เพียง สิ่งเดียว. ฟังแล้วมันก็ไม่น่าเชื่อ ; แต่ขอให้ฟังให้ดีจะ เข้าใจ และเห็นด้วย ; แต่ ยากที่จะมองเห็น คือมันยาก ที่ท่านผู้ฟังจะสรุปได้เองว่า ทุกเรื่องตั้งแต่ต้นจนปลาย, ตั้งแต่ต้นจนนิพพานนั้น เป็นเรื่องของสิ่งที่เรียกว่าจิต เพียงเรื่องเดียวสิ่งเดียว, ไม่ต้องมีคำว่า ตัวตน อะไรที่ไหน เป็นห่วงอยู่ว่า มันจะเกิดอาการที่เรียกว่า เป่าปี่ ให้เต่าฟังขึ้นมา คือถ้าฟังไม่ถูกในการบรรยายเรื่องนี้ ; อาตมาก็กลายเป็นคนเป่าปี่ให้เต่าฟัง, แล้วผู้ฟังทั้งหลายก็ กลายเป็นเต่าไปทั้งหมด, แล้วมันจะเสียหายสักเท่าไร ขอ ให้คิดดูว่ามันจะเสียหายสักเท่าไร. ในการจัดการทำ จะ ต้องร่วมมือกันให้ดี คือท่านทั้งหลายฟังถูก รู้เรื่อง แล้วมันก็พ้นจากอาการที่เรียกว่า เป่าปี่ให้เต่าฟัง หรือให้ แรดฟัง, แล้วแต่จะใช้ คำไหนมันก็เหมือน ๆ กัน.
น.13 ๓ จิตเดิมเป็นสักว่าธาตุมี ๓ ขั้นตอน. [จิตล้วน, มีกิเลสมีอวิชชา, หมดกิเลส] คือเราจะพูดกันตั้งแต่ จิตแรกเริ่มเดิมที เป็นสัก แต่ว่าธาตุตามธรรมชาติชนิดหนึ่งเท่านั้น, แล้วจิตนั้น ได้รับการแวดล้อมปรุงแต่ง เรื่อยมา ตลอดเวลาอันยืดยาว นาน เป็นไปในความโง่ ความหลง จนกระทั่งมันค่อย เปลี่ยน ลืมหูลืมตาแล้วมัน เปลี่ยนเป็นจิตที่ไม่โง่ไม่หลง เป็นจิตที่ ถึงที่สุด ของสิ่งที่จิตจะบรรลุถึงได้ จบกัน คือ เรียก ว่านิพพาน. นี่ช่วยฟังให้ดีว่า ตั้งแต่มันเป็น จิตล้วน ๆ ; ต้อง ฟังให้ดี ตั้งแต่มันเป็นจิตล้วน ๆ ไม่มีอะไรในจิตนั้น, แล้วก็เป็น จิตที่เต็มไปด้วยกิเลส มีอวิชชา เป็นต้น จน กระทั่งเป็น จิตที่หมดอวิชชา ไม่เป็นที่เกิดแห่งอวิชชาอีก ต่อไป เรื่องมันมีเท่านี้. นี้ทำความเข้าใจในขั้นต้นกันเสียก่อนว่า ตอนแรก มีแต่จิตล้วน ๆ เป็นธาตุตามธรรมชาติชนิดหนึ่งเท่านั้น ; ไม่มีความผิดความถูก, ไม่มีความดีความชั่ว, ไม่มีกิเลสอะไร อยู่ในจิตนั้น, เป็นจิตล้วน ๆ เรียกว่า จิตล้วน ๆ คือ จิต
น.14 ๔ ประภัสสรตามธรรมชาติล้วน ๆ. ตอนที่ ๒ ต่อมาจิต นั้นกลาย เป็นจิตโง่เขลา เต็มไปด้วยกิเลสและอวิชชา เวียนว่ายไปในวัฏฏสงสารอันยาวนานแสนนาน ด้วยความ เจ็บปวดอย่างยิ่ง นี้ตอนหนึ่ง. ตอนที่ ๓ จิตนี้กลับตัว ลืมหูลืมตาขึ้นมา รู้จักทุกข์รู้จักโทษ ในการเวียนว่ายใน วัฏฏะ, มันก็อบรมตัว เจริญธรรมะ ให้มีขึ้นในจิต จน จิต นั้นหลุดออกไปจากกิเลส, หลุดไปจากวัฏฏสงสาร ถึง สภาพที่เป็นนิพพาน ไม่มีอะไรปรุงแต่งได้อีกต่อไป, มีสาม ขั้นตอน. สรุปอีกทีหนึ่งว่า เรื่องของคนเราทั้งหมดที่เรียกว่า ชีวิตนี่ มัน ตั้งต้นด้วยจิตล้วน ๆ ไม่มีอะไร. ในขั้นที่ ๒ มันกลายเป็น จิตที่มีกิเลส มีอวิชชา. ในขั้นที่ ๓ กลาย เป็น จิตที่หมดจากกิเลส หมดจากอวิชชา, จบ เรื่องจบ. มันจะพูดได้อย่างน่าหัวว่า หนังเรื่องนี้ไม่มีอะไร มาก คือจิตล้วน ๆ, 'แล้วจิตมีกิเลส, แล้วจิตหมดกิเลส จบ. นี่ธรรมะอันยืดยาว ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ มันเหลืออยู่ เพียง ๓ คำว่า มันตั้งต้นด้วย จิตล้วน ๆ แล้ว จิตมีกิเลส แล้ว จิตหมดกิเลส, เรื่องมันจบ.
น.15 ๕ เดี๋ยวนี้ก็มีแต่รายละเอียด ที่จะแสดงให้เห็นว่า จิตล้วน ๆ นั้นคืออย่างไร ตอนไหน, แล้วจิตเกิดกิเลสคือ อย่างไร ตอนไหน, แล้วจิตถึงความหมดกิเลส และกิเลสไม่ อาจจะเกิดแก่จิตได้อีกต่อไป มันตอนไหน, มันมี ๓ ตอน. ที่ว่า อะไร ๆ สักว่าเป็นเรื่องของจิต, หรือสักว่า เป็นเรื่องจิตเรื่องเดียวเท่านั้นแหละ. ทุ กเรื่องในธรรมะ ทั้งหมด เป็นเรื่องของจิต เรื่องเดียวเท่านั้นแหละ : คือ จิตล้วน ๆ, จิตเกิดกิเลส, แล้ว จิตหมดกิเลส, สามคำพูด หมด จบเรื่อง. ทีนี้ถ้าจะพูดอีกแบบหนึ่งก็พูดว่า ขั้นที่ ๑ ตั้งต้น จากจิตไม่มีตัวตน จิตล้วน ๆ ไม่มีความคิดนึกว่าตัวตน. ขั้นที่ ๒ จิตมันโง่ มีความรู้สึกว่ามีตัวตน มีตัวกู-ของกู แล้วพอมา ขั้นที่ ๓ จิตหมดความรู้สึกว่ามีตัวตน ไม่มี ตัวตนในความรู้สึกของจิตก็สามตอน นี้จบ. ขอให้ กำหนดหลักเกณฑ์ ๓ ขั้นตอนนี้ไว้ให้ดีๆ แล้ว ก็ จะฟังเรื่องที่จะพูดไปโดยรายละเอียดนั้นได้ง่าย และ เข้าใจได้ ไม่เกิดอาการที่เรียกว่า เป่าปี่ให้เต่าฟัง ; แล้วคำบรรยายนี้ก็เป็นคำบรรยายที่เรียกว่า ธรรมะเล่ม น้อยเล่มเดียวจบ ได้จริง ๆ.
น.16 ๖ จิตตั้งต้นจากความไม่มีตัวตน, เป็นจิตล้วน ๆ อยู่ตามธรรมชาตินี้ขั้นตอนหนึ่ง. แล้ว จิตมาสู่ความมี ตัวตน ที่เกิดขึ้นเพราะอวิชชา ที่จิตได้มาสร้างขึ้นเอง ใน การที่หมุนมาในโลกนี้. แล้ว จิตก็กลับไปสู่ความไม่มี ตัวตนอีกครั้งหนึ่ง คือมีวิชชาเกิดขึ้น, จิตหมดความรู้สึก ว่าตัวตนอีกครั้งหนึ่ง. ฟังดูแล้วเรื่องมันนิดเดียว : จิตไม่ เคยมีตัวตน แล้วจิตมาโง่ มีตัวตน แล้วก็จิตกลับ หมด ความมีตัวตน, ความรู้สึกไม่มีตัวตนอีกครั้งหนึ่ง. สาม คำสั้น ๆ. นี่คือเรื่องทั้งหมดของธรรมะ ที่เราฟังและศึกษา กันเป็นปีๆ กี่ปี ๆ มาแล้ว แล้วมันจะน่าหัวที่ว่ามันมีอยู่ เพียงสามคำเท่านั้น : จิตล้วน ๆ, จิตมีตัวตน, แล้ว จิตหมดตัวตน. สามคำเท่านั้นจบ เรื่องจบ ขอร้องให้ช่วยจำสามคำนี้ เอาไปพูดจาถกเถียง ซักไซ้ไล่เลียงปรึกษาหารือกันอยู่แต่เพียงสามคำ : จะว่า จิตล้วน ๆ ไม่มีกิเลส ก็ได้, แล้วมัน มีกิเลส, แล้วมัน หมด กิเลส เป็นนิพพานก็ได้. หรือว่า จิตไม่มีตัวตน มาก่อน, แล้วมา มีตัวตน แล้ว หมดตัวตน , เหมือนกัน โดยใจ ความแล้วเหมือนกัน. แต่มันสำคัญอยู่หน่อยที่ว่า "ตัวตน"
น.17 ๗ ตัวตนนั้นมีความหมายมากที่เป็นทุกข์กันเพราะมีตัวตน. ตัวตนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วก็เหนียว แน่น แล้วก็ ละยาก ละไม่ได้ ตลอดเวลาที่ยังไม่บรรลุพระ อรหันต์, แล้วมันยังมีความยุ่งยากลำบาก. ที่สอนไว้ทั้ง อย่างมีตัวตน และอย่างไม่มีตัวตน แต่ว่า ไม่มีตัวตนนี้ เป็นหลักใหญ่ เป็นหลักที่ถูกต้อง. แต่ที่ มีคำที่ทำให้ฉงนลังเล คือมีคำตรัสคำสอน • ที่ว่า ตนเป็นที่พึ่งแก่ตน, ตนเป็นที่พึ่งแก่ตน, ให้ฝึกตน ให้จัดการกับตน ; นั่นมันเกิดขัดกันอยู่ว่า เดี๋ยวว่าไม่มีตัว ตนเดี๋ยวว่ามีตัวตน. แต่ถ้าท่านเข้าใจเรื่องนี้แล้ว จะเข้าใจ ได้ว่า มันไม่ขัดกันดอก เพราะว่า สิ่งที่เรียกว่า ตัวตน นั้น จิตมันคิดเอาเอง. จิตนั่นแหละเมื่อมันโง่ มันก็คิดว่าเป็น ตัวตน : "ฉันเป็นตัวตน มีตัวตนของฉัน" จิตมันโง่. ตัวตนนั้นก็คือจิตโง่, มันโง่แล้วใครจะมาช่วยให้หายโง่ ; มันเองอีกนั่นแหละ ที่มันเวียนว่ายไปในกองทุกข์, ในกอง ทุกข์, ในกองทุกข์มากขึ้น มันก็ค่อยลืมหูลืมตาฉลาดขึ้นมา จนละเสียซึ่งตัวตน เรื่องมันจบ.
น.18 ๘ แล้วทีนี้ก็ลองฟังให้ดี ๆ ว่า จะว่าไปตามลำดับ แต่ ทีละขั้นตอน อย่าลืมว่าสามขั้นตอนเท่านั้นแหละ : จิต ล้วน ๆ ไม่มีกิเลส อะไร, แล้วจิต เริ่มมีกิเลส มีตัวตน, และอันสุดท้าย จิตหมดกิเลส หมดตัวตน, สามขั้นตอน. จิตล้วน ๆ เป็นวิญญาณธาตุ. ขั้นตอนที่ ๑ ก็คือ จิตล้วน ๆ ไม่มีอะไร, มีแต่ จิตล้วน ๆ ที่ยังไม่มีความหมายแห่งตัวตน หรือไม่มีกิเลส นี่ ก็จะ เริ่มมาตั้งแต่ ว่า มีธาตุ ๖ ธาตุ อยู่ตามธรรมชาติ ดังพระบาลี ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า : บุรุษนี้ประกอบอยู่ ด้วยธาตุ ๖ อย่าง , ๖ อย่างนั้นคือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม , นี่ ๔ ธาตุ เป็นฝ่ายร่างกาย ฝ่ายวัตถุ ; แล้ว ก็มี วิญญาณธาตุ นี้ คือ ธาตุที่จะเป็นจิต , แล้วอันสุดท้าย อากาศธาตุที่ว่าง, ที่ว่างซึ่งเป็นที่ตั้งของสิ่งทั้งปวง อันนี้แยบคายมาก ท่านกล่าวว่า ที่ว่างหรืออากาศ ธาตุ เป็นที่ตั้งของสิ่งทั้งปวง. ในทางวัตถุ มันก็เป็น ที่ตั้งของโลก ของสากลจักรวาล, โลกทั้งหมด สากลจักรวาล ทั้งหมดนี้ ตั้งอยู่บนอะไรเล่า ? มันตั้งอยู่บนความว่าง
น.19 ๙ ถ้าไม่มีความว่าง คือไม่มีที่ว่างให้ มันก็ตั้งขึ้นไม่ได้, แล้ว มันมีที่ว่างให้; ฉะนั้น ทุกสิ่งมันจึงตั้งอยู่บนความว่าง, โดยส่วนใหญ่ โดยส่วนรวม ทั้งโลกก็ตั้งอยู่บนที่ว่าง หรือ อากาศธาตุ. แม้ส่วนย่อย ๆ หนึ่ง มาเป็น ปรมาณูหนึ่ง ๆ ในร่างกายคน ร่างกายอะไรก็ตาม, ปรมาณูหนึ่ง ๆ มันก็ ต้อง ตั้งอยู่บนที่ว่าง; ที่ว่างเท่าที่มันจะตั้ง คือมันต้องการ จะตั้งอยู่ มันก็ตั้งอยู่บนที่ว่าง. ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า อากาศธาตุ หรือที่ว่าง เป็น ฐานที่รองรับธาตุอื่น : ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม มันก็ตั้งอยู่บนที่ว่าง. อากาศธาตุมันก็ต้องตั้งอยู่บนที่ว่าง เพราะมันอาศัยร่างกาย อาศัยธาตุทั้ง ๔ นั่นแหละ ; แม้ จะเอากันแต่เพียง วิญญาณธาตุ มันก็ตั้งอยู่ในที่ที่ว่าง, ที่ยังว่างอยู่จากวิญญาณธาตุ ที่ยังไม่มีวิญญาณธาตุ มันยัง เป็นที่ว่างอยู่. คำว่า ความว่าง นี่มัน เป็นที่ตั้ง ที่ให้อยู่ ให้อาศัย ให้เกิดขึ้น ของทุกสิ่ง, ของธรรมทั้งปวงที่มีการ เกิดขึ้น. เรื่องนี้ มีคำพูดอุปมาอันหนึ่งซึ่งดีมาก ซึ่งควรจะ จำไว้ ว่า ถ้วยชามรามไหภาชนะใด ๆ ก็ตาม มันมีค่าอยู่ตรง
น.20 ๑๐ ที่มันว่าง กลวง. คิดดูสิ, ถ้วยชาม แก้วน้ำ อะไรก็ตาม มีค่าขึ้นมาได้ก็เพราะว่ามันมีว่างและกลวง. ถ้าในถ้วย ในชามในแก้วนั้นมันเต็มอยู่ด้วยอะไรหมดแล้ว มันจะใช้ อะไรได้, มันจะใช้อะไรได้เล่า! หม้อก็เหมือนกัน ถ้ามีอะไร เต็มอยู่ในหม้อแล้ว หม้อนั้นก็ใช้อะไรไม่ได้. ฉะนั้น หม้อมันว่าง มันกลวง, โอ่งไหมันว่างมันกลวง, ถ้วยชาม มันว่าง มันกลวง, แก้วน้ำขวดน้ำ มันว่างมันกลวง, มันจึง ใช้ประโยชน์ได้. ดูประโยชน์ของความว่าง ที่มันมีอยู่ สำหรับให้สิ่งอื่นเข้ามาตั้งอาศัยอยู่ได้. ภาวะที่ว่าง อย่างนี้ ก็มีอยู่จริงเหมือนกัน แล้วท่านก็จัด เป็นธาตุธาตุหนึ่งด้วย. ข้อนี้อย่าลืมว่า พระบาลีนี้มันแปลกที่ว่า ไม่มี อะไรที่ไม่ใช่ธาตุ, ทุกอย่างเป็นธาตุ เรียกว่า ธาตุ ได้ ทั้งนั้นแหละ. ทุกอย่างเรียกว่าธาตุใดธาตุหนึ่ง ; แม้แต่ พระนิพพานก็เป็นนิพพานธาตุ; มิได้มีอะไรที่ไม่ใช่ ธาตุ, โดยแท้จริงตามธรรมชาติแล้วมันเป็นธาตุทั้งนั้น ฉะนั้นความว่าง, ความว่างนี้ก็เป็นธาตุ เรื่องธาตุนี้ ถ้าจะพูดกันให้หมดมันก็ยืดยาวมาก, และได้เคยพูดมาครั้งหนึ่งแล้ว เดี๋ยวนี้ จะพูดกันแต่เพียง ๖ ธาตุ ที่จะประกอบกันขึ้นเป็นสิ่งสมมติที่เรียกว่าคนคนหนึ่ง.
น.21 ๑๑ คน ๆ หนึ่งประกอบด้วยธาตุ ๖. คนคนหนึ่งประกอบอยู่ด้วยธาตุ ๖ ธาตุ : ดิน น้ำ ไฟ ลม, นี้ ๔ ธาตุฝ่ายวัตถุฝ่ายกาย, แล้วก็วิญญาณธาตุ นี้ฝ่ายจิต, แล้วอากาศธาตุนี้ฝ่ายว่าง ไม่จัดเป็นรูปไม่จัดเป็น นาม มันเป็นธาตุของมัน. แล้วบางทีจะมีความหมายไกล ไปถึงเป็นที่ดับแห่งรูปและนามด้วย ฉะนั้นอย่าเพ่ออธิบาย เลย มันยังไกลนัก ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ประกอบกันขึ้นได้เป็นร่างกาย นี้อธิบายละเอียดในการบรรยายหลายครั้งแล้ว ; แต่ต้อง เอามาพูดเป็นการเตือนอีกครั้งหนึ่งว่า : - ธาตุดิน นั้นคือ เป็นส่วนที่กินเนื้อที่ มันจะเล็ก ใหญ่อะไรก็ตาม มันจะเป็นหนึ่งปรมาณูอะไรก็ตาม เขา หมายถึงสิ่งที่มันกินเนื้อที่ มันแข็งและกินเนื้อที่ ต้องการ เนื้อที่ นี้เรียกว่าธาตุดิน คือส่วนประกอบหน่วยหนึ่ง ๆ. ธาตุน้ำ คือคุณสมบัติที่ทำให้ธาตุดินเกาะกุม กันได้; ถ้าไม่มีธาตุน้ำธาตุดินมันเกาะกุมกันไม่ได้ มัน ก็ไม่เป็นรูปร่างอะไร.
น.22 ๑๒ ทีนี้ ธาตุไฟ คืออุณหภูมิ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยน แปลงอย่างยิ่ง. ธาตุลม คือความระเหยได้ของแก๊ส ของธาตุลม นี้, คือสิ่งที่ทำให้เกิดความเคลื่อนไหว. ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ๔ ธาตุนี้ คือ คุณสมบัติ ๔ ประการนี้ มันไม่มีตัวตนอะไร มันมีคุณสมบัติ แต่ละอย่าง ๆ. คุณสมบัติ ๔ อย่างนี้ประกอบกันเข้าเป็น ร่างกาย ที่เรามักจะพูดกันว่า ธาตุดิน คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง. ธาตุน้ำ คือเลือด หนอง น้ำมูก น้ำตา เป็น ของเหลวนี้ มันเป็นคำอธิบายสำหรับชาวบ้าน หยาบ ๆ. ควรจะพูดว่า ธาตุดิน เป็นของแข็ง หาดูได้ง่าย เห็นได้ง่าย ที่ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง. และ ธาตุน้ำ ของเหลว ที่เกาะ กุมกันให้อยู่เป็นรูปทรงนั้นเห็นได้ง่ายที่เลือด หนอง น้ำมูก น้ำตา. ธาตุไฟ ดูได้ที่ทำให้ร่างกายอบอุ่น. ธาตุลม คือ ลม แก๊ส ที่เคลื่อนไหวไปมาในลำไส้ ในท้อง เป็นต้น. นั้นชี้หยาบ ๆ, ชี้ให้เห็นหยาบ ๆ. ถ้าให้เห็นละเอียดแล้ว ต้องเล็งที่คุณสมบัติว่า คุณ สมบัติใดที่มันแข็ง กินเนื้อที่ ต้องการเนื้อที่ เบียดเอาเนื้อที่
น.23 ๑๓ นี่คือธาตุดิน, ตั้งแต่ส่วนใหญ่ที่สุด จนถึงส่วนเล็กที่สุด ๑ ปรมาณูก็เรียกว่ามันเป็นธาตุดิน, เราจะเห็นได้ว่า ใน แต่ละอย่าง ๆ ที่เราไปแยก มันนั้น ไม่ถูกดอก. ที่จริงมันก็ประกอบอยู่ด้วยธาตุทั้ง ๔ เสมอแหละ ; เช่นว่า ในเนื้อคน เนื้อหนัง เอ็น กระดูก เนื้อคนนี้ ส่วนที่เป็น ธาตุดิน ก็คือ ส่วนที่แข็ง, ส่วนที่ เป็นธาตุน้ำ ก็คือสิ่งที่มันทำให้ยึดติดกันได้ ตามคุณ สมบัติของน้ำ, ที่เป็น ธาตุไฟ มันมีอุณหภูมิ. ในเนื้อ หนัง ของคนเรา มีอุณหภูมิ. คือความร้อนจำกัดอยู่, แล้ว ในเนื้อหนังของคนเราก็ มีธาตุลม คือสิ่งที่มันเคลื่อนไหว ไปมา คือแก๊สต่างๆ. ที่เราเรียกว่า แก๊ส ต่าง ๆ ที่มีอยู่ ทั่วไปในเนื้อหนัง ในระหว่างเซลล์ อะไรก็ตาม นั้นเรา แยกไม่ได้, หรือจะ เอาโลหิตมาดู เอาโลหิตมาดู แยกดู เอ้า, ในโลหิตก็มีธาตุดิน หรือมีส่วนที่เป็นเซลล์เป็นของ แข็ง ละเอียด เห็นไม่ได้, แล้วในโลหิตนั้นก็มีน้ำ มีธาตุ น้ำ, แล้วในโลหิตนั้นก็ มีอุณหภูมิ คือความร้อน, แล้ว ในโลหิตนั้นก็ มีแก๊ส ซึ่งระเหยอยู่เรื่อย ; แม้ในโลหิตที่ เรียกกันว่า ธาตุน้ำ มันก็มีทั้ง ๔ ธาตุ
น.24 ๑๔ เป็นอันว่า ธาตุ นี้เล็งถึงคุณสมบัติ ประเภท หนึ่ง ๆ : ธาตุดิน คุณสมบัติแข็งกินเนื้อที่, ธาตุน้ำ คือ คุณสมบัติยุดหน่วง ยุดโยง ให้มันเกาะกัน ให้มันติดกัน, ธาตุไฟก็ทำให้ร้อน ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่นให้อาหาร เปลี่ยนแปลง เป็นการย่อยอาหาร, ธาตุลม ก็คือให้มัน เคลื่อนไหวได้ ถ้ามันไม่เคลื่อนไหว มันก็ไม่เจริญอะไรได้, นี่เรียกว่าธาตุ ๔. ทีนี้ วิญญาณธาตุ ธาตุจิต ธาตุใจ นี้ อย่าอธิบาย ดีกว่า ; รู้แต่ว่ามันเป็นธาตุชนิดหนึ่งตามธรรมชาติ คุณ สมบัติของมันก็คือ รู้สึกได้, เป็นธาตุที่รู้สึกได้ คือคิดนึกได้, ถ้ามีอุปกรณ์ สำหรับที่จะรู้สึกคิดนึก มันก็ รู้สึกคิดนึกได้ ; อุปกรณ์ก็คือร่างกาย นั่นเอง. ร่างกาย ประกอบด้วยธาตุ ๔ เป็นเนื้อหนังร่าง- กาย แล้วยังเป็นส่วนสำคัญ คือระบบประสาทส่วนที่ ประกอบกัน เป็นระบบประสาทนี้ ก็เป็นส่วนร่างกาย. แต่แล้วมันเป็นที่ตั้งอาศัยของธาตุวิญญาณ ธาตุจิต ; มัน ได้อาศัยระบบนี้ทำหน้าที่ได้, มันเลยแยกกันไม่ได้. ถ้า มันแยกกัน จิตก็ทำอะไรไม่ได้ มันไม่มีที่จะทำงาน. ร่าง
น.25 ๑๕ กาย ล้วน ๆ ก็เหมือนกัน ถ้ามัน ไม่มีธาตุวิญญาณ ไม่มีธาตุ จิต มันก็ไม่มีค่าอะไร ไม่มีความหมายอะไร ทำอะไรไม่ได้ ; ฉะนั้นจึงต้องไปด้วยกัน, ธาตุฝ่ายกาย กับ ธาตุฝ่ายจิตนี้ แยกกันไม่ได้ ถ้าแยกกันก็เท่ากับไม่มี. ส่วนอีกธาตุหนึ่ง คือ อากาศธาตุ - ธาตุว่างนั้น มันเป็นเครื่องรองรับทั้ง ๒ ธาตุนี้ไว้, ทั้ง ๒ ธาตุนี้มัน ตั้งอยู่บนความว่าง อย่างที่พูดมาแล้ว. ฉะนั้น จึงต้องตั้ง ต้นด้วยธาตุทั้ง ๖ ว่าบุรุษนี้ ที่สมมติกันว่าเป็น คนคนหนึ่ง นี้ ประกอบอยู่ด้วยธาตุ ๖ อย่างนี้. นี่คือจุดตั้งต้นของ เรื่อง. ธาตุ ๖ มีคุณสมบัติตามธรรมชาติ ธาตุ ๖ นี้มีอยู่ตามธรรมชาติ ตามหลักของพุทธ- ศาสนา ไม่ต้องมีพระเจ้า, ไม่ต้องมีอะไรสร้างมา, มันมีอยู่ ตามธรรมชาติ, กฎของธรรมชาตินั่นแหละสร้างมันมา แล้วมันก็ทำหน้าที่ของแต่ละธาตุ. ธาตุทำหน้าที่ของแต่ละ ธาตุ โดยอำนาจของกฎธรรมชาติ โดยกฎของธรรมชาติ ธาตุทั้ง ๖ มันก็ มีคุณสมบัติประจำตัว ของมัน, แล้วมันก็
น.26 ๑๖ ทำหน้าที่ของมันได้, แล้วมันก็มีเหตุปัจจัยให้ได้ทำหน้าที่ ; ธาตุ ๖ จึงเกิด, จึงได้ทำหน้าที่ของมัน คือทำให้เกิดร่างกาย คนขึ้นมา ; และให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า จิตใจ อยู่ในร่างกาย ขึ้นมา แล้วก็ตั้งอยู่บนความว่าง ซึ่งเรามองไม่เห็นตัว ; เพราะว่าเราจะไปเห็นแต่สิ่งที่มันตั้งอยู่เท่านั้น, เราไม่มอง เห็นสิ่งที่รองรับสิ่งนั้นอยู่. เช่น ก้อนหิน เดี๋ยวนี้มัน ตั้งอยู่บนความว่าง ; ถ้า ไม่มีที่ว่างมันก็ตั้งอยู่ไม่ได้ แล้วเราก็มีที่ว่างให้ก้อนหินมา ตั้งอยู่. แต่เรามองทีไรเรา เห็นก้อนหินทุกที เราไม่เห็น ความว่าง สำหรับทุกปรมาณูของก้อนหิน ที่มันจะตั้งอยู่ ได้ มันตั้งอยู่บนความว่าง นี่เรียกว่า ธาตุทั้ง ๖ มันประกอบกันตามธรรม- ชาติ อย่างนี้แล้ว มันก็เกิดสิ่งที่เรียกว่า คนคนหนึ่งโดย สมมติ แยกได้เป็นส่วนกาย และส่วนจิต และส่วนความ ว่าง. ส่วนกาย คือร่างกาย ส่วนจิต คือจิต และตั้งอยู่บน ความว่าง ความว่างนี้ไม่ต้องนับก็ได้ เพราะว่ามันไม่มีบท บาทอะไร ที่มันจะมี บทบาททำให้เกิดปัญหายุ่งยาก ก็คือ ส่วนที่เป็น กายกับจิต
น.27 ๑๗ เราได้มีกาย ได้มีจิต บางทีก็เรียกว่า นามรูป, นามรูป ก็คือรูปที่มีนาม นามก็คือจิต เรียกว่ากาย. กาย ก็คือส่วนที่มันเป็นวัตถุ, จิต ก็เป็นส่วนที่ เป็นนามธรรม ; บางทีเรียกเสียใหม่ว่า นามรูป, นามรูป คือรูปที่มันมีนาม หมายถึงกายที่มันมีนั่นเอง. แต่ละ คน ๆ นี้คือกายที่มีจิต, เรียกว่า นามรูป. จิตเป็นส่วนสำคัญ เป็นส่วนที่ว่ามีค่า มีความ หมาย, กาย นั้นก็เป็นเครื่องรองรับจิต จะเรียกว่า รับใช้ จิต ก็ได้ ; แต่ที่แท้มันก็เป็นเพียงอุปกรณ์ให้จิตทำงานได้. ถ้าเปรียบอย่างเดี๋ยวนี้ก็เหมือนกับว่า ส่วนประกอบที่ทำให้ เกิดไฟฟ้านั้น มันเป็นตัวเครื่องไฟฟ้า ; แต่ตัวไฟฟ้านั้น เรามองไม่เห็นตัว ; เช่นหม้อแบตเตอรี่มันก็เหมือนกับ ร่างกาย ทำให้สิ่งที่เรียกว่าไฟฟ้านั้น มันแสดงตัวออกมา ได้ หรือทำหน้าที่ได้ หรือเครื่องไดนาโม เยนเนอเรเตอร์ ใหญ่โตมโหฬารนั้นก็เหมือนกันแหละ มันเป็นเพียงเหมือน กับร่างกาย ให้เป็นที่แสดงออกแห่งกำลังไฟฟ้าหรือตัวไฟฟ้า อันมหาศาล. ฉะนั้น กายมันก็มีค่า เพียงเท่านั้นแหละ, มันมีค่า เพียงว่าให้จิตที่มันทำอะไรได้.
น.28 ๑๘ นี่ฝ่ายที่เป็นกายมีอยู่ ๔ ธาตุ ฝ่ายที่เป็นจิตมีอยู่ ๑ ธาตุ ฝ่ายที่รองรับทั้ง ๒ พวกนี้ไว้มีอยู่ ๑ ธาตุ คือธาตุว่าง นี่ตั้งต้นที่ตรงนี้. จิต เศร้าหมองได้เพราะกิเลส. เดี๋ยวนี้ จิตล้วน ๆ, ยังเรียกว่า จิตล้วน ๆ ไม่มี กิเลส, จิตยังไม่มีกิเลส ยังไม่มีความคิดนึกรู้สึกว่าตัวกู ว่าของกู นี่คือจิตล้วน. จิตล้วน ๆ มีอยู่ตามธรรมชาติ เป็น ธาตุที่จิตที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ซึ่ง ในบาลีเรียกว่า จิตนี้เป็น ประภัสสร ; แต่ว่าเศร้าหมองได้เพราะกิเลสที่เกิดขึ้นมา. ธรรมชาติจิตนั้นประภัสสร แวววาวเหมือนกับน้ำเพชร, แต่มันเศร้าหมองได้เมื่อกิเลสเกิดขึ้นมา นั่นแหละจิตล้วน ๆ ยังไม่เกิดกิเลส, จิตล้วน ๆ ยังไม่เกิดกิเลส เรียกว่าจิต ประภัสสร. จิตประภัสสร คิดนึกอะไรไม่ได้, จึงไม่เกิดความ คิดนึกว่าตัวตนอย่างไร มันจึงไม่มีความรู้สึกว่าตัวตนในจิต ชนิดนี้ ; ฉะนั้น ตัวตนจึงยังไม่มี เพราะจิตยังคิดไม่ เป็น, มันเป็นจิตที่ล้วน ๆ ไม่มีกิเลส ซึ่งเป็นความคิดนึก,
น.29 ๑๙ ทีนี้ก็รู้ว่า มัน เป็นประภัสสรอยู่ได้ ชั่วเวลาที่ กิเลสยังไม่ได้เกิดขึ้น. กิเลสอาจจะเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ ; เดี๋ยวนี้กิเลสยังไม่เกิดขึ้น แล้วมันก็เป็นประภัสสรไปพลาง เท่านั้นเอง. ถ้าจะเรียกว่า บริสุทธิ์ก็ไม่ได้ เพราะว่ามัน พร้อมที่จะเศร้าหมอง จึงเรียกว่าประภัสสร มีความเรื่อง แสงแวววาวอยู่ น่าดูน่าชม ; แต่ว่ามันจะเศร้าหมองเมื่อ ไรก็ได้ เพราะฉะนั้นจึงไม่เรียกว่าบริสุทธิ์ดอก. ถ้าจะใช้ คำว่า บริสุทธิ์ ต้องใช้คำว่า ยังบริสุทธิ์ชั่วคราว, บริสุทธิ์ ชั่วคราว, ที่ยังไม่เกิดกิเลสขึ้น ; เพราะว่าจิตนี้ยังเป็น ธรรมชาติ ยังไม่ได้รับการอบรม ยังไม่มีภาวนา คือ ยังไม่มีจิตตภาวนา, ยังไม่มีใครพัฒนาจิตนี้ ให้กลายเป็น จิตที่ดีที่สุด คือเกิดกิเลสไม่ได้. จิตนี้ยังเป็นตามธรรม- ชาติ คือยังเกิดกิเลสได้, แต่มันยังไม่เกิดกิเลสเรียกว่าจิต ล้วน ๆ นี่ตอนหนึ่งแล้วนะ. จิตล้วน ๆ ยังไม่เกิดกิเลส ก็คือยังไม่เกิดความ รู้สึกว่าตัวฉัน หรือของฉัน, ในจิตนั้น ตัวตนยังไม่เกิด, มีจิตล้วน ๆ กิเลสยังไม่เกิด. มีจิตล้วน ๆ นี่ตอนหนึ่งแล้ว ของสิ่งที่จะเรียกกันว่าชีวิต. ชีวิตตลอดทั้งสาย มันตั้งต้น ด้วยจิตล้วน ๆ.
น.30 ๒๐ ทีนี้มันเกิดจิตล้วน ๆ อย่างนี้ ขึ้นมาในร่างกายนี้ แล้วปรุงแต่งกันต่อไป ; เมื่อ จิตได้อาศัยร่างกาย และได้ อาศัยสิ่งต่าง ๆเข้ามากระทบจิต โดยผ่านทางร่างกาย นี้จะ เกิดการปรุงแต่ง เป็นจิตที่มีกิเลส. จิตล้วน ๆ ไม่มีกิเลส มันจะมากลายเป็นจิตที่มีกิเลสแล้ว ระวังให้ดี ดูกันง่าย ๆ ก็ดูตั้งแต่เมื่อยังอยู่ในท้องแม่ ; เมื่อ อยู่ในท้องแม่มันก็มีร่างกาย, ร่างกายของสัตว์ในครรภ์, แล้วมันก็มีจิต ตามประสาจิตแรกมีของสัตว์ในครรภ์. สัตว์ ที่นอนอยู่ในครรภ์ของแม่นั้น มันก็มีจิตที่มันจะรู้สึกอะไร ได้เหมือนกัน ; แม้ว่าจะคิดนึกไม่ได้ จะยินดียินร้ายไม่ ได้ จะเกิดความคิดว่า ตัวกู - ของกู ไม่ได้, แต่มันก็ รู้สึกได้. นี่เรียกว่า สัตว์ในครรภ์ที่ยังอยู่ในครรภ์นั้น ยังไม่มีเวทนาถึงขนาดที่จะเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ. จิตยัง ไม่ได้รับเวทนา : สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุข เวทนาที่เต็มขนาด ที่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ ; เราก็ เรียกว่า ยังไม่มีเวทนา ก็ได้ เพราะว่าอายตนะทั้ง ๖ คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของทารกในครรภ์นั้นไม่ได้ทำหน้าที่.
น.31 ๒๑ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของทารกในครรภ์ ยังไม่ได้ทำหน้าที่เต็ม ตามความหมายของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ; แม้มันจะทำหน้าที่บ้าง เช่นว่ากายจะรู้สึกอะไร บ้าง มันก็ยังไม่เต็มที่ : ตาก็เห็นรูปไม่ได้ หูก็ฟังเสียงไม่ ได้, หรือถ้าฟังเสียงอะไรได้บ้าง มันก็ไม่เต็มที่ที่จะให้เกิด ความรู้สึกอะไร, จมูกก็ยังไม่ได้หายใจ ก็ไม่รู้กลิ่น, ลิ้นก็ ยังไม่ได้ใช้ เพราะกินอาหารที่ละลายเสร็จสำเร็จแล้วไปทาง สายสะดือ มันไม่ได้ใช้ลิ้น, ผิวหนังก็ปล่อยไปตามบุญตาม กรรมอยู่ในครรภ์นั้น ไม่ได้สำเร็จประโยชน์เหมือนผิวหนัง ของคนธรรมดาข้างนอกนี้. นี้เราเรียกว่า ทารกในครรภ์นั้น ยังไม่ได้มีอายตนะ ทั้ง ๖ ยังไม่ได้ใช้อายตนะทั้ง ๖ คือตา หู จมูก ลิ้น กายใจ. นี่เมื่อมันอยู่ในครรภ์ มันก็ยังเป็นจิตล้วน ๆ อยู่นั่นแหละ, เรียกว่าจิตล้วน ๆ. ทารกในครรภ์มีร่างกายแล้วก็มีจิต ล้วน ๆ อยู่ ยังไม่อาจจะเกิดกิเลส, ยังไม่อาจจะเกิดความ ยึดถือว่าตัวตน ก็คือไม่มีตัวตน. กิเลสปรุงจิตทางอายตนะเริ่มเมื่อทารกมีเวทนา. ทีนี้ ครั้นมาถึงระยะที่ ทารกนี้คลอดออกมาจาก ครรภ์ แล้ว ก็ยังคล้าย ๆ กับอยู่ในครรภ์ ออกมาเดี๋ยวนี้ก็
น.32 ๒๒ คล้าย ๆ กับอยู่ในครรภ์; แต่ว่ามันเปลี่ยนแปลงเรื่อย พัฒนาเรื่อย เจริญเรื่อย จนเด็กน้อยนี้รู้จักใช้ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตามความหมายของอายตนะ ๖ เรียกว่าได้ อายตนะ ๖ แล้ว เวทนาก็เกิดขึ้น ; เพราะการสัมผัสทาง อายตนะ ๖ : ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้ รส ผิวกายได้รับสัมผัส จิตก็ได้รับอารมณ์, นี่มันต่างกัน มาก. เดี๋ยวนี้เด็กทารกน้อย ๆ นั้น สมมติว่าสักเดือนหนึ่ง จะดีกว่า จะแน่นอนกว่า มัน ค่อยๆ มีความรู้สึกทาง อายตนะ เต็มขึ้นมา ๆ; ก็กินอาหารอย่างธรรมดาแล้ว, ไม่ได้กินทางสายสะดือแล้ว มันก็รู้สึกอร่อย หรือไม่อร่อย แหละ, ตามันเห็นอะไรได้ มันก็มีสัญญาจำหมายได้ มันก็ รู้สึกว่าสวยหรือไม่สวย, หูมันก็ทำหน้าที่ได้ ให้รู้สึกว่าเสียง ขับกล่อมนี้ไพเราะหรือไม่ไพเราะ, จมูกมันก็ได้กลิ่นชนิด ที่เรียกว่ามันถูกใจหรือไม่ถูกใจ, ผิวหนังก็ได้รับการทะนุ- ถนอมให้อบอุ่นให้นิ่มนวล จนรู้สึกค่าของความสบายทาง ผิวหนัง. ทีนี้ส่วน จิตนั้น ถ้ามันคิดนึกคิดอะไรได้ มันก็ มีอารมณ์สำหรับคิดนึก สำหรับจะถูกใจ หรือสำหรับจะ ไม่ถูกใจ เช่นเดียวกัน.
น.33 ๒๓ ในตอนนี้ขอให้เข้าใจว่า เด็กมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รับสัมผัสทางรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะได้ ที่มันจะ อร่อย คือ พอใจ หรือไม่อร่อย ไม่พอใจ นั้นมันเป็นไป ตามธรรมชาติ. ตรงนี้ต้องเข้าใจกันด้วยว่า มันเป็นไป ตามธรรมชาติ. ถ้าว่า ทางตาได้รับคลื่นเสียง ตามธรรมชาติ ชนิด ที่พอดีสำหรับจะให้ประสาทตาสบาย ภาพนั้นก็เรียกว่า เป็นที่สบายแก่ตา หรือสวย, ถ้ามันหยาบคายกระทบกระ- เทือนตา มันก็ไม่สวย. ต้องมีคลื่นแสงที่มากระทบนั้น พอดี สำหรับจะให้เกิดความรู้สึกอย่างนั้น, คลื่นแสงที่ไม่ ให้เกิดความรู้สึกอย่างนั้น ก็ไม่เป็นที่น่าปรารถนา เกลียด และหลบไปเสีย. คลื่นแสงที่พอดีแก่ตาทำให้สบายแก่ตา ก็รับเอา, แล้วก็ยินดี รู้สึกยินดีทางตา, หรือยินร้ายทางตา. ทีนี้ หู เมื่อได้รับคลื่นเสีย ง ที่เหมาะสมตาม ธรรมชาติ ที่ทำให้หูรู้สึกสบาย คือมีคลื่นของเสียงพอดี ๆ สำหรับให้หูรู้สึกสบาย ; ทารกนั้นมันรู้สึกสบายทางหู ถ้าผิดจากนั้นมันก็ไม่สบายทางหู ; เขาก็ค่อย ๆ รู้สึกความ สบายทางหู, ไม่สบายทางหู คือยินดียินร้ายทางหู
น.34 ๒๔ ทางจมูก นี้ก็เหมือนกัน ถ้ากลิ่นนั้นมันมีแก๊ส มีอณูของแก๊สที่พอดี สำหรับที่จะทำให้ประสาทจมูกรู้สึก สบาย มันก็หอม, เป็นกลิ่นหอม กลิ่นที่ต้องการ. ถ้ามัน มีจำนวนอณูในกลิ่นนั้นมากเกินไป, ก็เป็นกลิ่นฉุน เป็น กลิ่นเหม็น เป็นอะไรไปตามเรื่อง คือไม่สบาย. ฉะนั้น การที่ตาจะรู้สึกสบาย หูจะรู้สึกสบาย จมูกจะรู้สึกสบาย เป็นไปได้ตามธรรมชาติ ไม่ต้องมีใครมาสอน. ผิวหนัง ก็เหมือนกันแหละ ถ้ามันมีสิ่งที่ทำให้รู้สึก แก่ระบบประสาททางผิวหนังพร้อมกันมาก ๆ มันก็นิ่มนวล ; เช่นเมื่อเปียก เมื่อนิ่ม อย่างนี้มันก็รู้สึกพร้อมกันมาก ๆ ก็เป็นความนิ่มนวล สบายแก่ผิวหนัง ; ถ้ามันแห้ง มัน แข็งกระด้าง มันก็ไม่รู้สึกสบายแก่ผิวหนัง. ฉะนั้นเด็ก ๆ จึงได้รับความสบายแก่ผิวหนัง จนรู้สึกถูกใจ, อาบน้ำบ้าง ทาแป้งบ้างให้มันนิ่มนวล ; แล้วเด็กสัมผัสนุ่มนวล ก็รู้สึก พอใจ แล้วเมื่อมีส่วนตรงกันข้าม ก็ไม่พอใจ. เป็นอันว่า เดี๋ยวนี้ทารกของเรา รู้จักสัมผัส ทั้ง ในส่วนที่น่ารัก น่ายินดี และส่วนที่ไม่น่ารักไม่น่ายินดี มันผิดไปจากเมื่ออยู่ในท้อง. เดี๋ยวนี้มีเวทนาแล้ว : เดี๋ยว
น.35 ๒๕ เวทนาทางตา เดี๋ยวเวทนาทางหู เดี๋ยวเวทนาทางจมูก. เดี๋ยวนี้เด็กก็ สามารถที่จะมีเวทนา เหมือนกับเรา ๆ ผู้ใหญ่ อย่างนี้แล้ว. เวทนาทำให้ยินดียินร้าย, เกิดโลภะโทสะ โมหะ. ทีนี้ พอได้เวทนานั้น ทั้งเวทนาที่ถูกใจ และ เวทนาที่ไม่น่าถูกใจ นี้ทำให้เด็กฉลาด หรือให้เด็กโง่. เด็ก ๆ ก็คือเราทุกคนที่เคยเห็นมาแล้ว ออกมาจากท้องแม่ แล้ว ได้รับเวทนาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ชนิดที่สบาย แก่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, และบางเวลาก็ไม่สบายอย่างยิ่ง แก่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, แต่ว่า เวลาทั้งสองชนิดนี้ ทำให้เด็กฉลาด หรือทำให้เด็กโง่. ตรงนี้จะระลึกถึง พระพุทธภาษิตที่ว่า ทารกนั้นมัน ไม่มีความรู้เรื่องเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ มาแต่ในท้อง ; มันก็โง่สิ เพราะมันไม่มีความรู้เรื่องเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ มาแต่ในท้อง, มันก็มียินดียินร้ายต่อเวทนานั้น : ยินดีต่อ เวทนาที่น่ายินดี, ยินร้ายต่อเวทนาที่น่ายินร้าย. นี่คือโง่, นี่คือโง่, มีเวทนาโง่ เพราะไม่มีความรู้เรื่องเจโตวิมุตติ
น.36 ๒๖ ปัญญาวิมุตติมาแต่ในท้อง มันก็ปล่อยไปตามธรรมชาติ, แล้วก็ ยินดีที่มาทำให้ยินดีพอใจ, ยินร้ายที่มาทำให้ยิน- ร้ายไม่พอใจ, แล้วจึงเกิดรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ประเภทหนึ่ง ที่ทำให้ยินดี พอใจ หลงใหล, รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ, ธัมมารมณ์ อีกพวกหนึ่ง ซึ่งทำให้ยินร้าย โกรธเคือง ขัดใจ. เอาละ, ลูกทารกนี้ มันสามารถที่จะยินดี พอใจ และสามารถที่จะยินร้าย โกรธเคือง ขัดใจ ขึ้นมาแล้ว. เดี๋ยวนี้จะเห็นได้ ไม่ใช่จิตล้วน ๆ เสียแล้ว, เห็น ไหมเล่า ? จิตนี้ไม่ใช่จิตล้วน ๆ เสียแล้ว เป็นจิตที่ อวิชชาครอบงำเสียแล้ว, เป็นจิตที่รู้สึกยินดียินร้ายเสีย แล้ว. เมื่อชอบหรือยินดี ก็เป็นกิเลสชนิดหนึ่ง, เมื่อไม่ ชอบหรือยินร้าย ก็เป็นกิเลสอีกชนิดหนึ่ง. นี้มาถึงตอน ที่ ๒ ไม่ใช่จิตล้วนๆเสียแล้ว เป็นจิตที่ยินดียินร้ายได้เสียแล้ว แล้วก็ เกิดกิเลสได้ เสียแล้ว, แล้ว ก็โง่ต่อสิ่งเหล่านั้น, เรียกว่า เป็นอวิชชา. เขาไม่รู้เรื่องเจโตวิมุตติ ปัญญา- วิมุตติ, ว่าทั้งหมดเป็นเช่นนั้นเอง, ทั้งหมดเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, ทั้งหมดเป็นเช่นนั้นเอง ความรู้อย่างนั้น มันไม่มี. เด็กนั้นไม่มีความรู้อย่างนี้.
น.37 ๒๗ ที่ ในพระบาลีกล่าวว่า ทารกนั้นไม่มีความรู้เรื่อง เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ ; เมื่อไม่มีความรู้เรื่องนี้ มันก็ ยินดียินร้ายไปตามเรื่อง. นั่นแหละ คืออวิชชา มันก็ หลงรัก บางอย่าง ก็เกิดโลภะ หรือ ราคะ ขึ้นมา, มันก็ หลงเกลียดหลงโกรธ บางอย่าง ก็เกิดโทสะ หรือ โกธะ ขึ้น มา; แล้วมัน ไม่เข้าใจ สิ่งนั้น ๆ ได้ตามที่เป็นจริง มันโง่ มันก็หลงใหล มันก็ข้องใจ มันก็สงสัย นี้ ก็เกิดโมหะ ขึ้นมา. เดี๋ยวนี้ลูก ทารก ของเราสามารถที่จะ เกิดโลภะ โทสะ โมหะ ในอันดับต้น ขึ้นมาแล้ว. นี่ จิตนี้ไม่ใช่จิต ล้วน ๆ เสียแล้ว, จิตนี้ไม่ใช่จิตล้วน ๆ เสียแล้ว, นี่บทบาท ที่ ๒ ฉากที่ ๒ ของจิตนี้. เมื่อจิต-กาย ทำหน้าที่ก็ปรุงให้เกิดขันธ์ทั้ง ๕. ทีนี้ก็ดูให้ละเอียดในทางธรรมะ ก็คือว่า ทารกนี้ ซึ่งประกอบอยู่ด้วยธาตุ ๖ นี่. ทารกน้อย ๆ นี้ก็ประกอบ อยู่ด้วยธาตุ ๖ แล้วเหมือนกัน ; แม้ตัวเล็ก ๆ นี่ ดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นร่างกาย วิญญาณเป็นธาตุจิต อากาศเป็น ที่ว่าง จิตอาศัยร่างกายทำงาน. เมื่อร่างกายทำงาน, ส่วน
น.38 ๒๘ ที่เป็นร่างกายทำหน้าที่ ของมัน เป็นตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ; เมื่อใด มันทำหน้าที่ ของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรียกว่ารูปขันธ์, เรียกส่วนนั้นว่า รูปขันธ์ ของทารกนั้น. ทีนี้ เมื่อได้สัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กับสิ่งที่อยู่ข้างนอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ นั่น ก็เกิดวิญญาณ : วิญญาณขันธ์ทางตา วิญญาณขันธ์ทางหู วิญญาณขันธ์ทางจมูก วิญญาณขันธ์ ทางลิ้น วิญญาณขันธ์ทางกาย วิญญาณขันธ์ทางใจ ๖ ทาง นี้, เรียกว่าทารกน้อย ๆ นี้มีวิญญาณขันธ์ แล้ว. ทีนี้ เมื่อ สัมผัส อย่างนี้แล้ว ก็เกิด เวทนาขันธ์, รู้สึกในเวทนาขันธ์ว่า เป็นสุขเป็นทุกข์ หรือ ไม่สุขไม่ ทุกข์; เด็ก ๆ น้อย ๆ นี้ ก็มีเวทนาขันธ์ แล้ว. ทีนี้ เด็กนี้ก็ รู้สึกสำคัญมั่นหมาย ว่าอะไรเป็น อะไร, อะไรเป็นอะไร, ที่ได้สัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, อะไรเป็นอะไร, อะไรเป็นอะไร. มันสำคัญมั่นหมาย ได้ : สำคัญในทางสี สีดำ สีแดง สีเขียว สีเหลือง, สำคัญ ในทางรูป รูปสั้น รูปยาว รูปใหญ่ รูปเล็ก รูปหญิง รูปชาย รูปอะไร มันสำคัญได้ ; แล้ว สำคัญในชั้นนามธรรมนี่
น.39 ๒๙ คือมันสำคัญ ว่าอย่างนี้เรียกว่าสุข, อย่างนี้สำคัญว่าสุข อย่างนี้สำคัญว่าทุกข์, อย่างนี้สำคัญว่าไม่สุขไม่ทุกข์, มันสำคัญไปถึงกับว่า นี้มีค่า นี้มีความหมาย นี้มีประโยชน์ นี้มีอะไรที่เป็นความยิ่งใหญ่; นั่น มีสัญญาแล้ว, มีสัญญา- ขันธ์แล้ว. ทารกตัวน้อย ๆ รู้จักมีสัญญาขันธ์แล้ว. ทีนี้เมื่อ สำคัญมั่นหมายนั่นนี่ได้พอตัวแล้ว ก็ เกิดความคิด : คิดว่าจะทำอย่างไร ? เช่นสำคัญว่าสวย มันคิดแต่จะเอา, สำคัญว่าไม่สวย มันก็คิดที่จะฆ่าเสีย. ฉะนั้นเด็กเล็ก ๆ มันก็ทำไปตามเรื่องของเด็กเล็ก ๆ ; บางที มันก็บี้ตัวแมลงบ้าง, มันก็ทำอะไรไปตามความรู้สึกคิดนึก ที่มันมีสัญญาว่าเป็นอะไร. ถ้าเห็นว่าตัวแมลงนี้มีสัญญาว่าจะ เป็นศัตรูของกู มันก็ตีตัวแมลง, บี้ตัวแมลงได้ ทั้งที่เป็น เด็กเล็ก ๆ. นี่เรียกว่า ความคิดได้เกิดแล้ว, ความคิดที่ จะเอา ความคิดที่จะได้ ความคิดที่จะมีไว้ ความคิดที่จะกิน ความคิดที่จะใช้ ความคิดที่จะฆ่าเสีย, หรือความคิดที่จะ ทะนุถนอมไว้มันมีแล้วนี่. นี่ สังขารขันธ์เกิดแล้ว, สังขารขันธ์เกิดแล้วแก่ทารกน้อย ๆ นั้น.
น.40 ๓๐ ฉะนั้นเรียกว่า ขันธ์ทั้ง ๕ เบญจขันธ์นี้เกิด มีได้แล้ว แก่ทารกน้อย ๆ นั้น; แต่ดูให้ดีเถอะ มัน ไม่ใช่เวลาเดียวกัน ขันธ์ทั้ง ๕ ไม่ได้เกิดพร้อมกันได้ : รูปขันธ์เกิดแรกที่สุด เพื่อจะทำงานทางจิตได้, แล้วก็ จิต เกิดเมื่อมีสัมผัสทางอายตนะ นี้มันก็ เป็นวิญญาณขันธ์; หลังจากกระทบแล้วเป็นวิญญาณขันธ์ : ตากระทบรูป เกิด วิญญาณขันธ์ทางตา, หูกระทบเสียง เกิดวิญญาณขันธ์ทาง หู : นี่มันเกิดวิญญาณขันธ์ตอนนี้, ไม่ใช่เกิดพร้อมกัน กับรูป. เมื่อ เกิดวิญญาณขันธ์แล้ว มีผัสสะ แล้วก็ มีเวทนา, เวทนาขันธ์มาในขั้นตอนนี้. เวทนาขันธ์แล้วสัญญา สำคัญมั่นหมายลงไป ในสิ่งที่เป็นเวทนาหรือเกี่ยวกับเวทนา, แล้ว จึงเกิดความคิดนึกต่างๆ ซึ่งเป็นสังขารขันธ์ทีหลัง; มันไม่ได้เกิดพร้อมกัน, แล้วมันยังเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่ กันและกันด้วย โดยตรงบ้าง โดยอ้อมบ้าง ในฐานะเกิด ก่อนบ้าง ในฐานะเกิดทีหลังบ้าง ในฐานะเกิดพร้อมกัน บ้าง แล้วแต่เรื่องของธรรมชาติ. เดี๋ยวนี้ทารกน้อย ๆ นี้ สามารถเกิดเป็นรูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขาร- ขันธ์ วิญญาณขันธ์แล้ว.
น.41 ๓๑ จิตสนใจขันธ์ก็เอาขันธ์เป็นตัวกู-ของกู. ทีนี้ มันจะเกิดตัวตน คือทารกนั้นคิดนึกได้ รู้สึก ได้; เมื่อใดมีเหตุการณ์ ให้จิตไปสนใจเพ่งเล็งที่ตัว รูปขันธ์ คือร่างกาย; ความคิดว่าตัวกู ในร่างกายนี้ มันก็จะเกิดขึ้น, หรือว่า ร่างกายเป็นของกู ก็ได้ แล้วแต่ กรณี. ถ้ามันไปมุ่งเอาที่ว่าร่างกาย ทำอะไรได้ ร่างกาย นั้น ก็เป็นตัวกู; แต่ถ้า มีความรู้สึกอย่างอื่น ที่เหนือกว่า มันเห็นว่าร่างกายนี้ เป็นเพียงของกู. นี้เวทนามันรู้สึกได้ จิตมันรู้สึกได้ เป็นเวทนาได้ เมื่อ จิตรู้สึกต่อเวทนา ก็เอาจิตที่รู้สึกต่อเวทนานั้นเป็น ตัวกู, เอาเวทนาเป็นของกู. เอาตัวผู้รู้สึกต่อเวทนานั่น แหละเป็นตัวกู, จิตนั้นมันเอาจิตนั้นเองเป็นตัวกู ; เพราะ ว่ารู้สึกต่อเวทนาได้. ส่วนความรู้สึกที่เป็นเวทนานั้นมันก็ ยึดถือว่าเป็นเวทนาของกู, จิตจึงเกิดความรู้สึกว่าตัวตน ว่า ของตน ในเวทนานั้น.
น.42 ๓๒ ทีนี้เมื่อมาถึง ระยะของสัญญา สำคัญมั่นหมายว่า เป็นอะไรได้ ก็เอาตั วจริงที่สำคัญมั่นหมาย ว่าเป็นอะไรได้ นั่นแหละ ว่าเป็นตัวกูผู้สำคัญมั่นหมาย, แล้ว สิ่งที่รู้สึก ในความสำคัญมั่นหมายนั้นก็เป็นของกู คือเป็นสัญญา ของกู. ฉะนั้น สัญญาขันธ์จึงถูกรู้สึกว่าเป็นตัวตนก็ได้ เป็นของตนก็ได้. สังขารขันธ์ ก็เหมือนกันอีก ตัวจริงที่คิดนึกได้นั้น ยึดถือมั่นหมายว่าเป็นตัวกู, แล้วความคิดที่คิดนึกได้ มัน ว่า เป็นความคิดของกู; สังขารขันธ์จึงถูกยึดถือว่าตัวกู ก็ได้, ว่าของกูก็ได้. เป็นอันว่า ขันธ์ทั้ง ๕ นั้น แต่ละขันธ์ ๆ นั้น มีทางที่จะถูกยึดถือว่าเป็นตัวตน หรือตัวกู คือเป็นอัตตา ก็ได้, หรือจะถูกยึดถือว่าเป็นของตน ของกู คือเป็นอัตตนียา ก็ได้ ขันธ์ทั้ง ๕ มีทางที่จะถูกยึดถือด้วยอุปาทาน - ความโง่ ความไม่รู้ ว่าเป็นตัวตนก็ได้ ว่าเป็นของตน ก็ได้. ไปอ่านดู ในพระบาลีอนัตตลักขณสูตร จะพบว่า ท่านแยกไว้ว่า ไม่ใช่ตนและไม่ใช่ของตน. เมื่อเป็นอย่าง
น.43 ๓๓ นี้จะเรียกว่าตนได้ไหม ? ไม่ได้ ; เมื่อเป็นอย่างนี้จะเรียก ว่าของตนได้ไหม ? ก็ไม่ได้ ; เพราะว่าความยึดถือนั้นจะ ถูกแบ่งแยกได้เป็นตัวตน และของตน. เอาละ, เป็นอันว่า เดี๋ยวนี้จิตนี้ไม่ใช่จิตล้วน ๆ เสียแล้ว ; จิตบรมโง่ ยึดถือเป็นตัวตนก็ได้ เป็นของ ตนก็ได้ : ในรูปก็ได้ เวทนาก็ได้ สัญญาก็ได้ สังขาร ก็ได้ วิญญาณก็ได้ , ไม่ใช่จิตล้วน ๆ เสียแล้ว, เป็นจิต ที่เต็มไปด้วยกิเลส ด้วยตัณหา ด้วยอุปาทาน ด้วยอวิชชา เป็นส่วนใหญ่. เวทนา สัญญา ปรุงตัวตนรุนแรงขึ้น. ทีนี้มันก็เดินตามนี้ เป็นไปตามนี้รุนแรงขึ้น คือ เหตุปัจจัยที่มาส่งเสริมจิตให้เป็นอย่างนี้ ก็มีมากขึ้น ๆ ; เพราะว่าทารกนี้เจริญวัย เป็นเด็กโต เป็นเด็กวัยรุ่น เป็น หนุ่มเป็นสาว เป็นพ่อบ้านแม่เรือน, อะไร ๆ ที่มาสนับสนุน ความรู้สึกคิดนึกของจิตมันแรงขึ้น ๆ. เขาก็มีรูป มีเวทนา
น.44 ๓๔ มีสัญญา มีสังขาร มีวิญญาณ ในระดับที่รุนแรงขึ้น ๆ เต็มที่, เต็มที่ ที่มนุษย์จะพึงมี. สิ่งที่ปรุงแต่งจิตโดยเฉพาะ ก็คือสัญญา และ เวทนา นั่นเอง. เวทนาขันธ์ นั้นแหละ ปรุงแต่งจิตให้ รุนแรงขึ้น, สัญญาขันธ์ นั่นแหละ ปรุงแต่งจิตให้รุนแรง ขึ้น ; นี้ เรียกว่าจิตตสังขาร. นี่ขอให้สรุปใจความที่สำคัญที่สุดให้ได้กันทุกคนว่า เมื่อจิตไปจับฉวยเอาอะไร ว่าเป็นตัวเรื่อง เป็นตัวการ มัน ก็เอาอันนั้นแหละเป็นตัวตน, หรือว่าเป็นของตน : จิตไปจับฉวยเอารูป มันก็เอารูปเป็นตน, เมื่อมีตน ก็มีรูป นั้นแหละ หรือที่เนื่องกับรูปนั้นแหละ ว่าเป็นของตน. จิตเอาตัวเองเป็นตน, และเอาอะไรที่มันเนื่องกันอยู่กับตน ในกรณีนั้นแหละ ว่าเป็นของตน. ตัวอย่างว่าเด็กทารกเอาหัวไปโดนเก้าอี้ มันก็เจ็บ ก็รู้สึกว่า ตัวตนนี้ก็ถูกกระทำโดยตัวตนคือเก้าอี้. เด็กเขาจะ โง่จนถึงขนาดที่รู้สึกว่า เก้าอี้ก็เป็นตัวตน คือเป็นอีกฝ่าย หนึ่ง, ร่างกายของเราแท้ ๆ นี้ ก็เป็นตัวตนอีกฝ่ายหนึ่ง. เดี๋ยวนี้ เกิดเป็นศัตรูกันแล้ว ว่าเก้าอี้นี่เป็นศัตรูของเรา
น.45 ๓๕ มันก็อาจจะเตะเก้าอี้ ทุบเก้าอี้ ก็ได้, หรือถ้ายังน้อยกว่านั้น ก็ให้แม่ช่วยตีเก้าอี้สักทีหนึ่ง ว่ามันมาทำฉัน; แล้วแม่โง่ ๆ บางคนก็ทำอย่างนั้นจริงเหมือนกัน, แม่โง่ ๆ มาสอนตัวตน ให้ลูก ก็ไปตีเก้าอี้ ตีเก้าอี้ให้ลูกหายร้องไห้ ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว ทำไมเล่าที่จะไม่มีความเข้าใจ ผิดมากขึ้น ๆ ; แม้ในเรื่อง รูปขันธ์ แท้ๆ ว่า เป็นตัวตน ว่าเป็นของตน. เวทนาขันธ์ ก็อย่างเดียวกันอีก มันมี เวทนาขันธ์ที่รุนแรงขึ้น ๆ มีค่ามีความหมายมากขึ้น มันก็ ยิ่งยึดถือเป็นตัวตนได้. ตัวตนมีได้มี มีแต่จิตคิดไป. ฉะนั้น ตัวตนจึงเป็นของลวง, ตัวตนเป็นสิ่งที่ มีได้มีอยู่จริง, ตัวตนเป็นสิ่งที่จิตคิดนึกขึ้นมาเองด้วย อวิชชา . นี้ รู้กันตรงนี้สิ จะรู้เรื่องอนัตตาได้ง่ายขึ้น. เดี๋ยวนี้พิจารณาอนัตตากันมากี่ปี ๆ ก็ไม่รู้ว่าอนัตตาอย่างไร. อนัตตาคือจิตคิด, ถ้าจิตคิดว่าเป็นตัวตน มันก็ มีอัตตาเท่านั้นแหละ ; เช่นมันรู้สึกอร่อยได้ มันก็รู้สึกว่า
น.46 ๓๖ มีผู้อร่อยได้. นั่นแหละคือตัวตนคือจิตเอง ; ฉะนั้น จิต เองจึงเอาตัวเองเป็นตัวตน และอะไร ๆ ที่มาเกี่ยวข้องใน กรณีนี้ก็เป็นของตนไปหมด. ฉะนั้น มีตัวตนในขันธ์ทั้ง ๕ ได้ทุกขันธ์ แหละ, แล้วแต่ว่าในกรณีนั้นมีอะไรเป็นใหญ่ มีรูปเป็นใหญ่ หรือ มีเวทนาเป็นใหญ่ มีสัญญาเป็นใหญ่ สังขารเป็นใหญ่ วิญญาณเป็นใหญ่ ; จิตมันก็ เอาสิ่งนั้นโดยเฉพาะเป็น ตัวตน, เอาสิ่งแวดล้อมอยู่ที่นั่นเป็นของของตน. นี่คือความที่ว่า มัน ไม่มีตัวตนเลย มีแต่ความ รู้สึกคิดนึกของจิต ถูกนำไปด้วยอวิชชา - คิดผิดสำคัญ ผิด จนเกิดความคิดชนิดว่าตัวตน. ฉะนั้น ตั วตนจึงมิ ใช่มีอยู่จริง, ตัวตนเป็นเพียงมายา ที่จะเกิดขึ้นมาอย่างนี้ ตามกฎของธรรมชาติ, ตามกฎของธรรมชาติจะทำให้จิตคิด นึกรู้สึกขึ้นมาอย่างนี้ คือมีตัวตน และมีของตน. เดี๋ยวนี้มันไม่ใช่จิตล้วน ๆ เสียแล้ว มันเป็นจิตที่ เต็มไปด้วยความโง่ ความหลง ด้วยกิเลสเสียแล้ว ; เรียก ว่าเกิดกิเลสแล้ว จิตเกิดกิเลสแล้ว มาสรุปรวมอยู่ที่เกิด ตัวตน. ตัวตน นั่นแหละ เป็นรังของกิเลส เป็นที่รวม
น.47 ๓๗ ของกิเลส : มัน โลภ มันรัก มันยินดีก็เพราะว่าเพื่อ ตัวตน, มัน โกรธ มันไม่ชอบใจ ก็เพราะว่ามันเป็นข้าศึก แก่ตัวตน, มัน หลงใหล วนเวียนอยู่ ก็เพราะว่ามันจะ เพื่อตัวตน ; เผื่อว่า มัน จะมีประโยชน์แก่ตัวตน มัน จึงหลงใหล. ฉะนั้นจิตของเราเดี๋ยวนี้มันเต็มไปด้วยความโง่เขลา ว่าตัวตนในนั่น ในนี่ ในโน่น เปลี่ยนไปเรื่อยแหละ แต่จะ ยืนโรงอยู่อย่างเดียวก็ว่า ตัวจิตเอง นั่นแหละ จะถูกยึดถือ ว่าเป็นตัวตน. ตัวตนมิได้มี มิได้เคยมี มิได้มีจริง ; แต่มันก็ได้ มีขึ้นแล้วในความรู้สึกจริงๆ. คนคนนั้น เขาก็ต้อง เอาความรู้สึกของเขาเป็นหลัก เมื่อเขารู้สึกว่า ตัวตน หรือตัวกู อยู่อย่างนี้, เขาก็ต้องว่ามีสิ, เขารู้สึกว่า นั่นแหละคือตัวตน. ฉะนั้น ถ้า พูดโดยภาษาของมนุษย์ ก็พูดได้ว่า ตัวตนมันก็มีอยู่จริง เพราะคนนั้นรู้สึกว่ามีตัวตน. แต่ ถ้าดู ทางภาษาธรรมะ ชั้นลึก เอ้า, มันมิได้มีอยู่จริง, มัน เป็นเพียงความเข้าใจผิด สำคัญผิด คิดนึกขึ้นมาผิด ๆ; ฉะนั้น ตัวตนมันจึงมิได้มีอยู่จริง, ถ้ามองในแง่นี้. แต่
น.48 ๓๘ ถ้ามองในแง่ที่ว่า ตัวตนมันรู้สึกอยู่ในจิตจริง ๆ นี่ ทำไม ? มันก็มีสิ มันก็มีตัวตนที่มันรู้สึกอยู่ในจิตจริงๆ, นั่นคือมายา. ทีนี้ เราไม่เห็นมายาของตัวตน เราก็คิดว่ามีตัวตน ; เพราะเราไม่ได้ฉลาดมาแต่ในท้อง เหมือนที่ พระพุทธเจ้า ท่านว่า มันก็ มีตัวตน, ตัวตน ตัวกู - ของกู มาตั้งแต่เล็ก ๆ จนโต จนเป็นผู้ใหญ่ จนบางทีจนกระทั่งเข้าโลงไปแหละ มันก็มีตัวตน. นี่จิตนี้เต็มไปด้วยกิเลส เต็มไปด้วยตัวตน, ความเป็น ประภัสสรเดิมๆ ของเดิม สมบัติเดิม ของจิต หายหมดแล้ว : เพราะว่าเดี๋ยวนี้เต็มไปด้วยกิเลส ด้วย อวิชชา. เมื่อจิตมีกิเลสจะเกิด อนุสัย, อาสวะ ทุกครั้ง. ตอนนี้จะต้องศึกษากันอีกหน่อย ถึง อนุสัย และ อาสวะ. พอจิตมีกิเลส เกิดกิเลสได้ เกิดโลภะ โทสะ โมหะ ; นี้เรียกว่าเกิดกิเลสได้. ทีนี้พอ เกิดกิเลสได้ ครั้งหนึ่ง มันก็เกิดความเคยชินของกิเลสไว้หน่วยหนึ่ง ; เช่นว่าโลภทีหนึ่ง จะเกิดความเคยชินสำหรับจะโลภนั้น หน่วยหนึ่ง, โกรธที่หนึ่ง ก็เกิดความเคยชินสำหรับจะโกรธ อีกหน่วยหนึ่ง, โง่ทีหนึ่ง ก็จะเกิดความเคยชินสำหรับจะโง่
น.49 ๓๙ หน่วยหนึ่งเก็บไว้ ในสันดาน. ฉะนั้นเรามีกิเลสเกิด เท่าไร, เราก็มีอนุสัยที่จะเกิดกิเลสนั้น เก็บไว้สะสมไว้ ใน สันดาน. ความเคยชิน ส่วนนี้เรียกว่า อนุสั ย, กิเลสก็ คือกิเลส, ความเคยชินที่จะเกิดกิเลสนี้เรียกว่า อนุสัย. เมื่อมี อนุสัยเก็บไว้มากๆ ในสันดาน มันก็ พร้อมที่จะดันออก ๆ เรียกว่าอาสวะ . ที่จะไหลออกมานี้ เรียกว่า อาสวะ, ถ้าเราเก็บอนุสัยไว้มาก ความดันออกของ อาสวะมันก็มาก. เหมือนกับเราตักน้ำใส่ตุ่ม ตุ่มนั้นมีรูรั่ว ถ้าเราตักน้ำใส่ตุ่มแต่น้อย ๆ น้ำที่จะรั่วออกมาทางนั้นก็ออก มาน้อย ; แต่ถ้าเราตักน้ำใส่ตุ่มให้มากให้เต็ม น้ำที่จะดัน ออกมาทางรูรั่วนั้นก็แรง จนถึงกับพุ่งออกมาได้. นี่เรียก ว่า มีอนุสัยเก็บไว้มาก ก็จะมีอาสวะที่จะดันออกมามาก. ฉะนั้นมันจึงพร้อมที่จะรักเร็ว โลภเร็ว โกรธเร็ว โง่เร็ว กว่าเดิม ; ยิ่งโตวันโตคืน โตวันโตคืน มันก็โลภ ได้เร็วกว่า รักได้เร็วกว่า โกรธได้เร็วกว่า โง่ได้เร็วกว่า คือรุนแรงกว่า รุนแรงกว่า. นี้เรียกว่า กิเลสเกิดแล้ว สะสมอนุสัยไว้ในสันดาน อนุสัยในสันดานสะสมไว้มาก
น.50 ๔๐ เท่าไร ก็ยิ่งจะมีอาสวะที่จะไหลออกแรง และรวดเร็ว เท่านั้น. นี้พวกกิเลส มันมีอยู่ ๓ หน้าตา : อันหนึ่งเป็น กิเลส เกิดอยู่ตามธรรมดา เรียกว่ากิเลส. อันหนึ่งเป็น ความเคยชินของกิเลส เรียกว่า อนุสัย . อันหนึ่งเป็น ความไหลออกของกิเลส เรียกว่า อาสวะ. ถ้าไม่มีกิเลส ก็ไม่มีอนุสัย ; ฉะนั้นอนุสัยจะลดลงไปทุกทีที่ไม่เกิดกิเลส ; มันควรจะเกิดกิเลส แต่เราบังคับไว้ได้ ไม่ให้เกิดกิเลส อนุสัยก็จะลดลงไป, ทุนสำรองที่สะสมไว้มันก็ลด. ฉะนั้น อย่าโลภ ครั้งหนึ่งก็ ลดอนุสัยของราคานุสัย, ไม่โกรธ ครั้ง หนึ่ง ก็ ลดอนุสัยที่เรียกว่าปฏิมานุสัย, ไม่โง่ ครั้งหนึ่ง ก็ ลดอนุสัย ที่เรียกว่า อวิชชานุสัย หนึ่ง ๆ หนึ่ง เสมอไป. อนุสัยมี อยู่ ๓ ชื่อ : ราคานุสัย ความเคยชินที่จะ กำหนัดยินดีหรือโลภ. ปฏิมานุสัย ความเคยชินที่จะโกรธ จะประทุษร้าย จะขัดแค้นขัดเคือง. อวิชชานุสัย คือ ความเคยชินที่จะโง่. อนุสัยมีอยู่ ๓ ชื่อ แล้วมันจะ ไหล ออกมาเป็นอาสวะ ไหลไปทางกาม เรียก กามาสวะ, ไหล
น.51 ๔๑ ไปทางภพ เรียกว่า ภวาสวะ, ไหลไปทางอวิชชา เรียกว่า อวิชชาสวะ นี่ก็เรียกว่า อาสวะ. นี่คือจิต ที่เดี๋ยวนี้สูญเสียสภาพเดิมแท้หมด สภาพ เดิมแท้ล้วน ๆ เป็นประภัสสร; เดี๋ยวนี้ไม่ล้วนแล้ว เต็ม ไปด้วยของสกปรกเกรอะกรังเต็มที่, สกปรกรกรุงรังไป ด้วยกิเลส ไปด้วย อนุสัย ไปด้วย อาสวะ แล้ว; ไม่ใช่ ที่กำลังนั่งอยู่นี่. เดี๋ยวนี้มันมีสมบัติอย่างนี้เต็มที่แล้ว มีทั้ง กิเลส มีทั้งอนุสัย มีทั้งอาสวะ. กิเลสแรงขึ้น จิตก็มีอาการเป็นวัฏฏะต่อไป. ทีนี้มันก็เป็นไปตามกิเลส, เป็นไปตามอำนาจ แห่งกิเลส ที่เรียกว่า กรรม, กรรม. พอเกิด กิเลส ก็เกิดกรรม คือ ทำไปตามอำนาจของกิเลส; นี่เรียกว่า กรรม, ได้รับผลของกรรม เรียกว่าวิบาก. วิบาก นั้น มันจะช่วย ทำให้กิเลสแรงกว่าเดิม. กิเลสเป็นเหตุให้ทำ กรรม ครั้นทำกรรมได้รับผลของกรรมแล้ว ; ถ้ากรรมเป็น ที่พอใจ ก็ส่งเสริมกิเลสเป็นที่พอใจ ฝ่ายที่เป็นที่พอใจ, ถ้า ผลกรรมไม่เป็นที่พอใจ มันก็ส่งเสริมกิเลสฝ่ายที่ทำให้โกรธ
น.52 ๔๒ แค้นขัดเคือง คือยินร้าย มันจึงทวีขึ้น ๆ, คือ วิบากมันจะ ส่งเสริมกิเลส ให้แรงไปกว่าเดิมเสมอ. เพราะฉะนั้น มันจึงไม่ลดลง ; ถ้าปล่อยไปตามเรื่อง ตามธรรมชาติไม่ ลดลง ; เว้นแต่จะไปในทางของความรู้ ความตรัสรู้เท่านั้น ที่มันจะเดินกันอีกทางหนึ่ง. เดี๋ยวนี้พูด ตามธรรมชาติ มนุษย์เรานี้ มีกิเลส แล้วก็ทำกรรม; เมื่อมีกิเลสแล้วต้องทำกรรม มันอยู่ไม่ ได้. เมื่อมีความโลภ ก็ทำไปตามความโลภ, เมื่อมีความ โกรธ ก็ทำไปตามความโกรธ, เมื่อมีความหลง ก็ทำไปตาม ความหลง, เรียกว่าทำกรรม. ครั้น ทำกรรม ต้องมีผลกรรม; ถ้าผลกรรม ถูกใจ ก็อยากทำอีก, ผลกรรมไม่ถูกใจ ก็อยากให้ทำ อย่างอื่นที่ตรงกันข้าม, ก็คือสร้างกิเลสอีกพวกหนึ่ง ซึ่ง ตรงกันข้าม. จะสร้างกิเลสเดิม หรือสร้างกิเลสที่ตรง กันข้าม มันก็มีมูลมาจากการรับผลกรรมนั่นเอง. นี่เรา รับผลกรรมกันอยู่ที่นี่; ไม่ต้องพูดถึงข้าม ภพข้ามชาติ, ไม่ต้องพูดถึงต่อตายแล้วก็ได้ ; เพื่อให้เห็น ชัดว่ามันน่ากลัว : วัฏฏสงสารเวียนอยู่ตรงนี้ - มีกิเลส
น.53 ๔๓ - แล้วทำกรรม - รับผลกรรม, มีกิเลส - แล้วทำกรรม - รับ ผลกรรม, มีกิเลส - แล้วทำกรรม - รับผลกรรม ; วงกลม วัฏฏะนี้มันรุนแรงอยู่ที่นี่, แต่ละวันแต่ละคืน มันไม่รู้กี่ วง, ไม่รู้กี่สิบวงก็ได้ นี่วัฏฏะอยู่ที่ตรงนี้. นี่เลวที่สุดแล้ว จิตนี้เลวที่สุดแล้ว มาเป็นจิตที่ เวียนวนอยู่ในวัฏฏะแล้ว, จิตนี้ไม่ใช่จิตล้วนแล้ว, จิตโง่ หลงเวียนวนอยู่ในวัฏฏสงสาร กิเลส-กรรม-วิบาก แล้ว. แต่ถ้าพูดให้ง่าย ๆ ตามภาษาชาวบ้านพูด ภาษาคน เขาก็ เวียนว่ายในชาตินี้ ชาติโน้น ชาติหน้า ต่อเข้าโลงแล้ว อะไรแล้ว ก็ได้เหมือนกัน. เขาเอานั่นเป็นหลัก เวียน- ว่ายตายเกิด ภพ ๆ ชาติ ๆ เอาร่างกายเป็นหลัก, เขาเอาร่าง กายเป็นหลัก : ร่างกายเข้าโลงที่หนึ่ง, ร่างกายเกิดมาใหม่ ทีหนึ่ง, ร่างกายเข้าโลงที่หนึ่ง; เอาร่างกายเป็นหลัก : เขาก็เวียนว่ายตายเกิดแบบเข้าโลงแล้วเข้าโลงอีก. หรือว่า จะพูดเอาอาการเป็นหลักก็ว่า มันเวียนอยู่ที่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย, เกิด แก่ เจ็บ ตาย, เกิด แก่ เจ็บ ตายนี้ เวียนอยู่ ที่นี่. นี้ก็คือวัฏฏะเหมือนกัน เดี๋ยวนี้จิตที่บรมโง่ จิต ที่มีกิเลสหนาแน่น จิตที่มืดไปด้วยอวิชชามีตัวตนอย่างแรง กล้า มันก็เวียนว่ายไปในวัฏฏะ.
น.54 ๔๔ วัฏฏะต่อตายแล้วนั่นมันเห็นยาก ไม่เป็นสัน- ทิฏฐิโก; ไ ม่อยากจะพูดถึง, จะพูดแต่ วัฏฏะที่เห็นง่าย ที่ตรงนี้แหละ เป็นสันทิฏฐิโก, เห็นได้ด้วยตนเองที่ตรง นี้ : คือมัน มีกิเลส แล้วมันก็ กระทำตามกิเลส มันได้ รับผลของการกระทำตามกิเลส, มันก็ ส่งเสริมกิเลส อีก แรงขึ้นไปอีก ไม่ว่าด้านไหน. นี่คือวัฏฏะขอให้กลัวกัน ให้มาก ๆ เถอะ ที่ว่า เวียนว่ายในวัฏฏสงสารนี่น่ากลัวที่สุด ก็คือเราตกอยู่ในวงของกิเลส ของ กรรม ของ วิบาก, กิเลส-กรรม-วิบาก, กิเลส-กรรม-วิบาก. ถ้าอุปมาก็เหมือนกับว่า ชาวนาอยากทำนา ; ชาว นาเขาอยากทำนา, แล้วเขาก็ทำนา, แล้วเขาก็ได้ข้าว เปลือก, แล้วเขาก็อยากทำอีก, เพราะได้ข้าวเปลือก, เขา ก็อยากทำอีก. ถ้าเผอิญไม่ได้ข้าวเปลือก เขาก็อยากแก้ ตัว เขาก็ทำอีกเหมือนกัน ฉะนั้นชาวนาจึงมี ทำนา มีอยากทำนา แล้วก็ทำนา แล้วก็ได้ข้าวเปลือก, แล้วก็ อยากทำนา แล้วก็ทำนา แล้วก็ได้ข้าวเปลือก. ไม่ว่า เรื่องอะไรมันจะ วนเป็น ๓ ขั้นตอน เป็นวงกลมอย่างนี้, ก็เรียกว่า วัฏฏสงสาร. ถ้าพูดโดยภาษาธรรมะก็อย่างนี้ ;
น.55 ๔๕ ถ้าพูดโดยภาษาคน เอาร่างกายเป็นหลัก ก็ว่าเกิด แก่ เจ็บ ตาย, เกิด แก่ เจ็บ ตาย, ไปตามร่างกายเป็นหลัก. ในวัฏฏะทุกสภาพเป็นทุกข์ทั้งนั้น. ทีนี้ก็ดูต่อไปอีกว่า ในวนนั้น ในวนแห่งวัฏฏะ นั้น มันมีอะไร ? มัน มีแต่ความทุกข์ทั้งนั้น. ในวัฏฏ- สงสารที่วนเป็นวงกลมนั้น มันมีแต่ความทุกข์ แม้ว่ามัน จะเป็นไปในทางกามภพ มันก็เป็นความทุกข์, เป็นไปใน ทางรูปภพ ก็เป็นความทุกข์, เป็นไปในทางอรูปภพ ก็เป็น ความทุกข์, คือมันมีจิต คิดไปในทางกามารมณ์ มันก็มี ความทุกข์, จิตมัน คิดไปในทางรูปธรรมล้วน ๆ มันก็มี ความทุกข์ที่ละเอียดขึ้นไป, จิตคิดไปในอรูปธรรม มัน ก็มีความทุกข์ที่ละเอียดขึ้นไป. กามาวจรที่พูดโดยบุคคลาธิษฐานนั้น คือสัตว์ที่ บูชากามารมณ์. สัตว์ที่บูชากามารมณ์ นับตั้งแต่สัตว์นรก และอบายทั้ง ๔ ชั้น และมนุษย์ธรรมดา และสวรรค์ ๖ ชั้น ข้างต้นนั้น ล้วนแต่บูชากามารมณ์ : อบาย ๔, มนุษย์ ๑,
น.56 ๔๖ สวรรค์กามาวจร ๖, นี่รวมกันเป็น ๑๑. นี้ก็มีความทุกข์ ไปตามแบบกามาวจร. ถ้าดีกว่านั้น ก็ไปในเรื่อง รูปพรหม เป็นพรหม มีจิตไม่ลุ่มหลงกามารมณ์ ไปลุ่มหลงในความสุขประเภทรูป คือเป็นพวกรูปพรหม ๑๖ ชั้น. ทั้ง ๑๖ ชั้นนั้นแหละ ก็เวียนว่ายอยู่ในกองทุกข์ ที่ละเอียด ที่ประณีต ที่เห็นยาก มันก็หลงกันเหมือนกัน. สัตว์กามาวจรหลงกามารมณ์ เท่าไร พวกพรหมในรูปาวจรก็หลงสุขในรูปมากเท่านั้น แหละ. ทีนี้ สูงขึ้นไปอีกเป็นพวก อรูปพรหม ก็หลงใน อรูปธรรม, อรูปฌานความสุขอันเกิดจากอรูปฌาน, หลง เช่นเดียวกันอีก. เรียกว่า ภพทั้งหลายเป็นทุกข์ทั้งนั้น เลย : กามภพ รูปภพ อรูปภพ แต่ละภพเป็นทุกข์ทั้งนั้น มีพระบาลีพูดไว้, คือมี คำตรัสไว้ว่า อุจจาระ แม้แต่ นิดหนึ่งก็เหม็น. อุจจาระแม้แต่นิดหนึ่งก็เหม็น, อุจจาระ นิดหนึ่งจนมองดูไม่เห็นนั้นแหละ มันก็เหม็น. คิดดูเถอะ, ภพก็เหมือนกันแหละ ภพทั้งหลายแม้แต่นิดหนึ่ง ขนาด มองไม่เห็น มันก็เป็นทุกข์ ; เพราะคนมันมองไม่เห็น
น.57 ๔๗ มันก็ยังเป็นทุกข์. อุจจาระแม้นิดหนึ่งมันก็เหม็น ; ภพ ทั้งหลายแม้นิดหนึ่ง มันก็มีความทุกข์, เป็นความทุกข์. ฉะนั้นเขาก็เวียนว่าย จิตชนิดนี้มันเวียน, มัน เปลี่ยน, จิตมันเปลี่ยนไปอยู่ในรูปของ กามาวจร ไปอยู่ใน รูปาวจร อรูปาวจร โดยร่างกายนี้แหละ. แต่จิตมัน เปลี่ยนไปในรูปต่าง ๆ ก็เรียกว่า ภพต่างๆ นี้เราพูดภาษา ธรรม. แต่ถ้าพูดตามภาษาคน ที่ชาวบ้านแต่ก่อนเขาพูด กันอยู่ หรือเขาพูดกันอยู่ก่อนพุทธกาลนั้น เขาว่ามันไป เกิดเลย ; เช่นไปเกิดในนรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย หรือร่างกายอื่น ที่โลกอื่น, หรือไปเกิดในสวรรค์กามาวจร ไปเกิดเป็นเทวดา อยู่วิมานมีนางฟ้า อะไรไปเลย, หรือถ้า ไปเกิดเป็นพรหม ก็ไปอยู่ในพรหมโลก ชั้นที่มีรูป ชั้นที่ ไม่มีรูป ไปเลย, อย่างนั้นเขาอธิบายอย่างนั้น ก็ตามใจเขา เถอะ. เราไม่ขัดคอ ไม่ขัดแย้งอะไร ; แต่มัน ไม่เป็น สันทิฏฐิโก คือไม่เห็น ไม่รู้สึกด้วยตนเอง จึงไม่อยาก จะพูด อยากจะพูดแต่ที่เป็นสันทิฏฐิโก.
น.58 ๔๘ เดี๋ยวนี้ เรารู้สึกอยู่แท้ ๆ นี่ เราลำบากเดือดร้อน อย่างยิ่งอยู่ด้วยกามารมณ์ , ด้วยการแสวงหากามารมณ์, หรือเนื่องด้วยกามารมณ์ หรือว่าได้กามารมณ์มาแล้ว เหมือน กับอยู่ในสวรรค์นั้นแหละ เพียบพร้อมไปด้วยกามารมณ์ นี้ก็ยังเป็นทุกข์ ; เพราะยึดถือว่าเป็นของกู เป็นตัวกู เป็น ของกู แล้วก็ร้องไห้ เมื่อมันจะพลัดพรากจากกัน แล้วมัน ก็หลงใหล เมื่อกำลังบริโภคอยู่ ก็เรียกว่าเป็นทุกข์. ถึงในชั้นดี ชั้นดีมาก ชั้นรูปพรหม ชั้นอรูป- พรหม ก็ยังยึดถือตัวตน, ยึดถือตัวตนมันก็เป็นทุกข์ มันช่วยไม่ได้ ; ยิ่งดีมากแหละยิ่งไม่อยากตาย. ในบาลี กล่าวไว้ว่า สัตว์ที่ไม่อยากตายที่สุดก็คือพวกพรหม ; เพราะ พวกพรหมเขาดีมาก เขาสบายมาก เขาสะอาดมาก เขาไม่ อยากตาย. ยิ่งไม่อยากตายเท่าไรก็ยิ่งกลัวตายเท่านั้นแหละ ยิ่งกลัวตายเท่าไร มันก็เป็นทุกข์เท่านั้นแหละ. ฉะนั้นพวกที่ไม่อยากตาย ก็คือพวกที่จะต้องกลัว ตาย ; เขาไม่อยากตายก็เพราะว่าภพ หรือภาวะ เป็นอยู่ ของเขานั้นมันดีมาก; นี่พวกรูปพรหม พวกอรูปพรหม. ฉะนั้นพอพูดถึงว่า "ตาย" แล้วพวกนี้สะดุ้งที่สุดเลย ; มนุษย์
น.59 ๔๙ ยังดีเสียกว่า. พอพูดว่า การดับแห่งสักกายะ คือตาย พวกพรหมจะสะดุ้งมากกว่าสัตว์พวกไหนหมด ; เพราะเขา ได้ภพที่ดีที่น่ายึดถือ พวกพรหมจึงยึดถือในภพอย่างยิ่ง จึง กล่าวได้ว่า สัตว์ที่อยู่ในกามาวจรภพ ก็ดี อยู่ใน รูปาวจร ภพ ก็ดี อยู่ใน อรูปาวจรภพ ก็ดี เป็นทุกข์ทั้งนั้น แหละ ; เพราะว่ายึดถือ. เดี๋ยวนี้ไม่ใช่จิตล้วน ๆ เสียแล้วเห็นไหม ? ไม่ใช่ จิตล้วน ๆ เสียแล้ว, มันเป็นจิตที่เต็มไปด้วยความทุกข์แล้ว, มันน่าหัว ก่อนนี้มันเป็นจิตล้วนๆไม่มีสมบัติอะไร ; เดี๋ยว นี้มันมาเป็นจิตที่เต็มไปด้วยความทุกข์, สมบัติของมันก็คือ ความทุกข์. เอาละ, ที่นี้ ขั้นตอนที่ ๒ จิตที่ล้วน ๆ ไม่มีอะไร เดี๋ยวนี้มากลายเป็นมีกิเลส และมีความทุกข์อย่างเต็มที่, เวียนว่ายอยู่ในกองทุกข์ เหมือนลงไปลอยคออยู่ในน้ำแห่ง ความทุกข์ จิตตอนที่ ๒ เป็นอย่างนี้.
น.60 ๕๐ เอือมทุกข์ในวัฏฏสงสารจึงใคร่พ้นทุกข์. ทีนี้จิตตอนที่ ๓, จิ ตตอนที่ ๓ ที่จะออกมาจากกอง ทุกข์ ที่จะออกมาจากตัวตน. จิตตอนที่ ๓ ก็คือการเวียน ว่ายอยู่ในกองทุกข์นั่นเอง ได้ชิมความทุกข์อย่างนั้น, ชิม ความทุกข์อย่างโน้น, ชิมความทุกข์ทุกชนิด, เวียนว่ายอยู่ ในกองทุกข์ทุกชนิด ; แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นเล่า ? คิดดู เถอะ มันจะเกิดอะไรขึ้น ? มันก็ค่อยๆ สังเกตเห็นความ ทุกข์, และรู้สึกต่อความทุกข์มากขึ้น, เรียกว่า ความทุกข์ นั่นเองมันกัดเอา แล้วมันสอนให้, มันกัดไปพลาง มัน สอนไปพลาง. ความทุกข์ นี่เหมือนกับว่า มันกัดคนให้ เจ็บปวด แล้วมันสอนให้พลาง ให้หายโง่. เมื่อ ทนทุกข์ไปนานพอสมควร ในภพทั้งหลาย มากมายแล้ว ก็ เริ่มได้รับการศึกษาจากความทุกข์, เจ็บ ปวดอยู่ในความทุกข์ ในวัฏฏสงสาร ตลอดเวลาความคิด มันค่อยๆ หันกลับว่า อย่างนี้ไม่ไหว; แล้วมันก็จะ ค่อย ๆ เห็นว่า ความทุกข์นี้มันมาจากความยึดถือเป็นของ
น.61 ๕๑ ตน เป็นตัวตน. เพราะมันนานพอ มันจึงเกิดความคิด นึกขึ้นมารำไรหรือราง ๆ ว่าความทุกข์นี้มันเกิดมาจากความ ยึดถือว่าตัวตน. แล้วมันก็มาตรงกับที่ พระพุทธเจ้าท่านได้ ตรัสสอนไว้ว่า ความยึดมั่นถือมั่นในเบญจขันธ์เป็นทุกข์, เรียกว่ายึดมั่นถือมั่นแล้วก็เป็นทุกข์. นี้สัตว์ที่เจ็บปวดอยู่ เมื่อนานเข้า ๆ คือมีความทุกข์ เหมือนกับตกนรกสัก ๕๐๐ ครั้ง, มันมีความทุกข์เหมือนกับ ตกนรกสัก ๕๐๐ ครั้งนี้ มันจะไม่ฉลาดขึ้นบ้างหรือ; ฉะนั้น สัตว์ในกองทุกข์นี่เริ่ม ระอาต่อความทุกข์ เริ่มมองไปใน ทางตรงกันข้าม, หรือมองไปในทางกลับกัน. นี่ค่อย ๆ เฉลียวใจขึ้นมาได้ ค่อย ๆ ระลึกนึกเฉลียวใจขึ้นมาได้ ใน ความโง่ของตนเอง ในกิเลสของตนเอง ในความยึดถือของ ตนเอง. นี่มันเริ่มมีนิสัยที่จะไปฝ่ายออกจากทุกข์. ทีนี้ ถ้ามาถึงขนาดนี้ เอือมระอาต่อความทุกข์, เจ็บปวดต่อความทุกข์ขนาดนี้แล้ว ก็สนใจที่จะพึงเรื่องดับ ทุกข์. สัตว์ชนิดนี้จะเข้าไปหาสัตบุรุษ จะเข้าไปหาผู้รู้ เพื่อจะพึ่งธรรมจากผู้รู้, แล้วก็รู้ว่า ความทุกข์เป็นอย่างไร, เหตุให้เกิดทุกข์เป็นอย่างไร . เขาจึงเข้าไปหาพระพุทธเจ้า
น.62 ๕๒ บ้าง, ไปหาสาวกของพระพุทธเจ้าบ้าง, หาสัตบุรุษอื่น ๆ บ้าง แล้วเขาก็ ได้ยินได้ฟังเรื่องจตุราริยสัจจ์, เขาก็ เข้าใจได้ง่าย; เพราะเขามีความทุกข์มาเต็มเปี่ยมแล้ว ไม่ เหมือนกับสัตว์ที่ไม่มีความทุกข์เลย ฟังเรื่องจตุราริยสัจจ์ ไม่รู้เรื่อง. คนฟังธรรมไม่เข้าใจ เพราะชอบของหลอก เดี๋ยวนี้เอากันเดี๋ยวนี้ คนหนุ่มคนสาวที่ พึงเรื่อง อริยสัจจ์ไม่รู้เรื่องเพราะหลงอยู่ในกองทุกข์ ยังไม่ถูกกัด ถูกทรมานมากพอ . แต่ถ้าใครถูกกัดถูกทรมานมากพอ แล้วจะฟังเข้าใจ, จะฟังเรื่องจตราริยสัจจ์เข้าใจ, และอยาก จะพังด้วย และฟังรู้เรื่องด้วย. ดังนั้น ถ้าเราถามขึ้นมาว่า ทำไมบางคนมันพึ่ง ธรรมไม่รู้เรื่อง ไม่ชอบ ? แล้วบางคนทำไมฟังธรรมะรู้เรื่อง และชอบ ? ก็เพราะมันต่างกันอย่างนี้. คนหนึ่งเข็ดฟันมา แล้วกับความทุกข์ ฟังรู้เรื่องง่าย, คนหนึ่งยังโง่เต็มที่ใน เรื่องของความทุกข์ จึงฟังไม่รู้เรื่อง.
น.63 ๕๓ ในครั้งพุทธกาลนั้น รู้เรื่องได้ง่าย เพราะว่าเขา ไม่มีสิ่งหลอกลวงมากเหมือนเดี๋ยวนี้. ยุคปัจจุบันนี้มีสิ่ง หลอกลวงให้หลงอยู่ในกองทุกข์มาก ก็พึงเรื่องความ ทุกข์ไม่รู้เรื่อง. ครั้งพุทธกาลไม่มีสุขสนุกสนานเอร็ด อร่อย ที่ล่อลวงมากเหมือนเดี๋ยวนี้: ฉะนั้นเขาจึงฟังได้ ง่าย เขาจึงมีโอกาสฟังง่าย และรู้เรื่องง่าย. เดี๋ยวนี้มันมีแต่สิ่งที่หลอกให้หลงใหลในกองทุกข์ แปลก ๆ, แปลก ๆ ออกไปไม่มีที่สิ้นสุด ; หมายความว่า เหยื่อของความทุกข์มันมีมาก แปลกออกไปไม่มีที่สิ้นสุด : คนสมัยนี้จึงยากที่จะฟังเรื่องความดับทุกข์เข้าใจ ธรรมะจึง ยังเป็นหมันอยู่ สำหรับคนสมัยนี้ ซึ่งมีของหลอกลวง มากเกินไป. ไปดูเถอะ ในเมืองกรุง ในที่ไหนก็ตาม ของที่มันหนาแน่นเต็มไปหมด มันล้วนแต่เป็นของหลอก ลวงให้โง่ให้หลงในกองทุกข์ทั้งนั้นแหละ, มันไม่มีอะไร. เดี๋ยวนี้แม้แต่ที่วัด มันก็จะเป็นที่หลอกลวงให้หลงอยู่ในกอง ทุกข์ไปเสียอีก มันไม่ใช่แต่ที่บ้าน หรือที่ตลาดเสียแล้ว. นี่ดูให้ดีว่า ทำไมคนสมัยนี้ จึงยากที่จะมองเห็น ความทุกข์และเบื่อ ? เพราะมันมีของมาหลอกมายั่ว มา
น.64 ๕๔ สับเปลี่ยนกันไว้เรื่อย เปลี่ยนหน้ากันเรื่อย, ให้หลงใน เหยื่อของความทุกข์ จนตายไปก็ไม่จบ. ฉะนั้น ช่วยกันสักหน่อย อย่าให้เด็ก ๆ หลงนัก อย่าเอาของหลอกเด็ก ๆ มาหลอกเด็กนัก, ให้เด็ก ๆ เขารู้ว่า สิ่งเหล่านี้มันเป็นของหลอก. อาตมาก็เคยพูดทางวิทยุ ด้วยซ้ำไปว่า พ่อแม่นั่นแหละทำให้เด็กมันโง่, หลงในของ ที่ยั่วให้หลง. ถ้าว่าพ่อแม่พาเด็กลูกหลานไปที่ร้านขาย เครื่องเล่นของสวยงาม แล้วบอกลูกหลานว่า ของเหล่านี้ มีไว้สำหรับให้เราโง่, ไปที่ร้านที่ขายของกินเอร็ดอร่อยมาก มาย แพงด้วย แล้วก็บอกลูกหลานว่า ของเหล่านี้มีไว้ สำหรับทำให้เราโง่. ถ้ามีพ่อแม่ทำอย่างนี้บ้างแล้ว เด็ก ๆ จะไม่โง่เกินไป ไม่หลงในของสวยงามเอร็ดอร่อยมากเกินไป. ให้เขาคิดดูสิ มันก็ อย่างนั้นเอง, อร่อยเท่าไร สวยเท่าไร มันก็อย่างนั้นเอง, แล้วก็ เสียสตางค์ด้วย แล้ว ก็แค่นั้นเอง ไม่มีอะไรมากกว่านั้น. นี่เด็ก ๆ ก็จะหลงใน สิ่งหลอกลวงนั้นน้อยเข้า. เด็ก ๆ เหล่านั้นก็จะเหมาะที่จะ ฟังธรรมะรู้เรื่องมากขึ้น.
น.65 มีแต่ลึกลงไป ๆ ในความโง่ความหลง จนโตเป็นหนุ่มเป็นสาว เป็นพ่อบ้านแม่เรือนแล้ว ก็ยัง หลงแต่งเนื้อแต่งตัว หลงเอร็ดอร่อย, หลงชนิดที่เขาหลง กันนั่นแหละ. นี่ธรรมะจึงต้องเป็นหมันอยู่ ธรรมะจึงเข้า มาช่วยไม่ได้. นี่พวกเรารู้กันไว้ว่า ธรรมะกำลังเป็น หมันอยู่ เพราะว่าเราชอบกันแต่เรื่องของหลอก จิตเริ่มเข้าใจชีวิตก็จะเห็นค่าของธรรมแก้ทุกข์. เดี๋ยวนี้ มาตอนที่ ๓ นี่ จิตเริ่มเข้าใจชีวิต เข้า ใจความทุกข์, เข้าใจความหลอกลวง หรือสิ่งหลอกลวงใน ชีวิตในโลกนี้ มากขึ้น ๆ แล้วก็ได้ยินได้ฟังมากขึ้น ; เพราะ ว่าเขามีความทุกข์. เขาจะไปถามผู้รู้ว่า นี้ทำไมจึงทุกข์ ? นี่เขาก็ไปหาพระพุทธเจ้า ไปหาสาวกของพระพุทธเจ้า ไป หาสัตบุรุษ. ท่านเหล่านั้นก็สอนเขาว่า มันเป็นอย่างนั้น, ความทุกข์เป็นอย่างนั้น, เหตุให้เกิดทุกข์เป็นอย่างนั้น, จนเขาเข้าใจ จนเขาเข้าใจ ว่า โอ, นี่มันมีนี่ ผู้ที่ดับทุกข์ ได้มีนี่, ผู้ที่ค้นพบเรื่องความดับทุกข์ได้ก็มีนี้, ผู้ปฏิบัติ เพื่อดับทุกข์ได้ก็มีนี่, ธรรมะที่ดับทุกข์ได้ก็มีนี่, โอ, จิต นี้มารู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ กันเดี๋ยวนี้เอง.
น.66 ๕๖ นี่จิตตอนที่ ๓ นี้มารู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, มาได้รับคำ สั่งสอนเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา เรื่องอัฏฐังคิกมรรค แล้วก็ปฏิบัติสิ ปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา รู้ว่ามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่เป็นไป ได้อย่างนี้. พิจารณาอยู่ปฏิบัติอยู่ ปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา อยู่ ก็เกิดวิชชา. ก่อนนี้มีแต่อวิชชา, ก่อนหน้านี้มีแต่ อวิชชา ไม่มีความรู้. เดี๋ยวนี้เมื่อมาปฏิบัติอย่างนี้ มันก็เกิด วิชชาตรงกันข้าม คือความรู้ เห็นว่า โอ้, เหล่านี้เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. กลุ่มนี้ทั้งกลุ่มมีหลายญาณ มีญาณอยู่หลายญาณ เรียกว่า ธัมมัฏฐิติญาณ สัมมัฏฐิติญาณ. กลุ่มธัมมัฏฐิติ. ญาณ : ญาณเห็นอนิจจัง ญาณเห็นทุกขัง ญาณเห็นอนัตตา ญาณเห็นสุญญตา ญาณเห็นตถาตา ญาณเห็นปฏิจจสมุปบาท ; เห็นหลายอย่าง เรียกว่า ธัมมัฏฐิติญาณ - ญาณเห็นการ ตั้งอยู่ตามธรรมดาของธรรมทั้งปวง จะเรียกว่าเห็นพระ- ไตรลักษณ์ก็แล้วกัน เรียกง่ายๆ ว่า เห็นพระไตรลักษณ์. จิตนี้เริ่มเห็นพระไตรลักษณ์ เริ่มลืมตา เริ่มหาย โง่ เห็นพระไตรลักษณ์ เขาก็เริ่มเกลียดกิเลส, เริ่มเห็น
น.67 ๕๗ โทษของกิเลส เริ่มเห็นโทษของตัวตน, เริ่มเห็นโทษ ของการเวียนว่ายในวัฏฏสงสาร อย่างที่กล่าวมาแล้ว ทีนี้มันก็ จะเลื่อนไป อีกชั้นหนึ่ง ถึง นิพพานญาณ - ญาณที่เป็นไปเพื่อนิพพาน ; เช่น นิพพิทาญาณ - ทำ ให้เบื่อหน่ายในโลก ในสังขาร, แล้วก็ อยากจะพ้น เป็นมุญ- จิตฺกัมมยตาญาณ, จนกระทั่งญาณ วิมุตติญาณ - ญาณที่ ปล่อยวางสิ่งที่เคยยึดถือ ; มีอยู่หลาย ๆ ญาณ ก็เรียกว่า กลุ่มนิพพานญาณ. จิตเข้ามาสู่กลุ่มของนิพพานญาณ ; จิตมีนิพพานญาณ คือญาณที่เป็นไปเพื่อนิพพาน และให้ ถึงนิพพาน มันก็เปลี่ยนแล้ว. นี้ตอนที่ ๓ นี่จิตมันเปลี่ยน มาถึงขนาดนี้แล้ว. จากจิตเดิมอาจเปลี่ยนเป็นหมดกิเลสได้. จิต บรรลุมรรค ผล นิพพาน , บรรลุมรรค ผล นิพพาน เป็นขั้นตอนไป : เบื่อหน่ายคลายกำหนัดหลุด พ้น เป็นพระโสดาบันบ้าง, เบื่อหน่ายคลายกำหนัดหลุด พ้น เป็นพระสกิทาคามีบ้าง, เบื่อหน่ายคลายกำหนัด หลุด พ้นเป็นพระอนาคามีบ้าง, เบื่อหน่ายคลายกำหนัดหลุดพ้น เป็นพระอรหันต์บ้าง.
น.68 จิตมาเป็น จิตที่ไม่มีกิเลส . ทีแรกมันก็ ไม่มีกิเลส แต่มันอยู่ในสภาพที่กิเลสเกิดได้ ; เดี๋ยวนี้มา ไม่มีกิเลส และ อยู่ใน สภาพที่กิเลสเกิดไม่ได้อีกต่อไป. ฉะนั้น ความบริสุทธิ์ของจิตในขั้นต้น ไม่เหมือนกับความ บริสุทธิ์ของจิตในขั้นปลาย. เมื่อเป็นจิตประภัสสรนั้นมัน บริสุทธิ์ชนิดที่กิเลสเกิดได้; มันบริสุทธิ์เพราะยังไม่มีกิเลส เกิด; ถ้ากิเลสเกิดมันก็ไม่บริสุทธิ์. ฉะนั้นจิตล้วน ๆ จิตที่แรกนั้น บริสุทธิ์ชนิดที่กิเลสยังเกิดได้. ครั้นมาถึง ตอนที่ ๓ นี้ จิตบริสุทธิ์ชนิดที่ว่าจิตถูกอบรม ถูกทำ ภาวนา เป็นจิตตภาวนานี้ จนกระทั่งว่า จิตนี้กิเลสเกิดไม่ ได้อีกต่อไป. ดังนั้นความบริสุทธิ์ของจิตในระดับนี้ มัน จึงต่างกันกับบริสุทธิ์ตอนแรกโน้น ซึ่งตอนแรกแม้บริสุทธิ์ อยู่ แต่กิเลสยังเกิดได้. เดี๋ยวนี้บริสุทธิ์แล้ว กิเลสเกิด ไม่ได้อีกต่อไป มันเลยบริสุทธิ์ตลอดกาลไปข้างหน้า. นี่เรียกว่า จิตลุถึงวิสังขาร, จิตลุถึงวิสังขาร คือ ลุถึงสภาพที่อะไรจะปรุงแต่งจิตไม่ได้อีกต่อไป; ดังนั้น จิตจึง เกิดกิเลสและเกิดทุกข์ไม่ได้อีกต่อไป. ถ้าจะเรียก ว่า ประภัสสร ก็ได้อีกทีหนึ่ง ; แต่ประภัสสรคนละชนิด,
น.69 ๕๙ ประภัสสรขั้นแรกนั้นมันกลับไม่ประภัสสรได้ เพราะกิเลส เกิดได้. แต่เดี๋ยวนี้ ประภัสสรตลอดกาล กิเลสเกิดไม่ได้. มีอาการประภัสสรเหมือนกัน แต่ต่างกัน ที่ว่าประภัสสร ครั้งแรกนั้น มันกลับเศร้าหมองได้; เดี๋ยวนี้ประภัสสร ชนิดที่กลับเศร้าหมองไม่ได้, ไม่มีกิเลสอีกต่อไปในจิตนั้น, ไม่มีความรู้สึกว่าตัวตน หรือของตนอีกต่อไปในจิตนั้น. มันเป็นจิตตธาตุหรือวิญญาณธาตุ ที่ได้รับการพัฒนา เป็น จิตที่ได้รับการพัฒนาสูง ๆ สูง ๆ จนเป็นจิตที่กิเลสจะอาศัย เกิดไม่ได้อีกต่อไป. นี่เรื่องมันจบ จิตล้วน ๆ แล้วจิตมีกิเลส แล้วจิตหมดกิเลส ; เรื่องมันจบแล้วในตอนที่ ๓, จิตมันเปลื้องตนออกเสียได้ จากกิเลส, ชนิดที่กิเลสจะเกิดไม่ได้อีกต่อไป. นี้เรียกว่า อะไร ๆ ก็มีแต่เรื่องของจิตทั้งนั้น ; แม้แต่นิพพานก็เป็นเรื่องของจิตที่ฉลาด ไม่โง่อีกต่อไป ก็เข้าถึงสภาพที่อะไรปรุงแต่งจิตไม่ได้, จิตไม่เกิดกิเลสอีก ต่อไป มันก็ถึงนิพพาน. ฉะนั้นเรื่องตั้งแต่ต่ำที่สุด ขี้ฝุ่น สักเม็ดหนึ่ง กิเลสสักนิดหนึ่ง จนกระทั่งถึงพระนิพพาน มันไม่มีเรื่องอื่นนอกจากเรื่องของจิต. ตรงนี้คือข้อที่อยาก
น.70 ๖๐ จะให้ทุกคนมองเห็น ว่าเรื่องทั้งหลาย ทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่มี เรื่องอะไรนอกไปกว่าเรื่องของจิต หรือเกี่ยวกับจิตนั้น. . . . . . . . . . . . . พิจารณาปัญหาเกี่ยวกับพุทธภาษิต. เอ้า, ทีนี้มันก็มีปัญหาพ่วงท้ายเข้ามา คือปัญหา ทางภาษาเมื่อตะกี้นี้บอกว่า จิตต้องปราศจากความรู้สึกว่า มีตัวตน ไม่มีความรู้สึกว่าของตน จึงจะหลุดพ้น ; แต่แล้ว ทำไมมีพุทธภาษิตที่ว่า ตนเป็นที่พึ่งแก่ตน ? ตน เป็นที่พึ่งแก่ตน คือ มีธรรมะเป็นที่พึ่ง ก็เพราะว่าจิต นั่นแหละมันถูกยึดถือเอาเป็นตัวตน. เมื่อจิตยังโง่ก็มี ตัวตนที่จิต, และตัวตนนั่นแหละ แม้จะเป็นของจิตโง่ มัน ก็ต้องช่วยตัวเอง. แล้วใครจะมาช่วย ถ้าตัวผู้มีทุกข์เอง ไม่ช่วยตัวเอง ใครจะมาช่วย ? ฉะนั้นจิตโง่นั่นแหละต้อง ช่วยจิตโง่. เมื่อจิตมันโง่หนักเข้า ๆ นานเข้า ในวัฏฏสงสาร มันก็ลืมหูลืมตาขึ้นมา สำหรับจะช่วยตน. เมื่อไม่มีตนมัน ก็มีเรื่องของจิต ; ถ้าเอาจิตเป็นตน ตนนั่นแหละมันก็
น.71 ๖๑ เป็นเรื่องของจิต, ที่จิตมันจะต้องทำต่อ ต่อไป จนจิตไม่มี ตัวตนแล้วก็เลิกกัน. ปัญหามันอยู่ที่ว่า มีตัวตน แล้วเกิดปัญหาของ ตน. ถ้าจิตมันหมดตัวตน มันก็ไม่มีปัญหาแก่ใคร ; จะมีปัญหาแก่จิตไม่ได้ เพราะจิตมันไม่มีตัวตนสำหรับจะทน ทุกข์. ถ้าไม่มีความรู้สึกว่าตัวตนแล้ว คนเราเป็นทุกข์ ไม่ได้ ; ความทุกข์ เกิดได้ มีอยู่ได้ ก็เพราะว่าจิตมันมี ความรู้สึกว่ามีตัวตน : ตัวตนจะเกิด ตัวตนจะแก่ ตัวตน จะเจ็บ ตัวตนจะตาย ตัวตนจะได้ ตัวตนจะเสีย ตัวตนจะ แพ้ ตัวตนจะชนะ ตัวตนจะกำไร ตัวตนจะขาดทุน นี้มันเป็นเรื่องจิตที่มีตัวตน ที่มีปัญหา. เดี๋ยวนี้เมื่อ ไม่มี ตัวตนแล้ว ปัญหาเหล่านั้นมันก็ตกไปหมดสิ้น. ฉะนั้น การที่ท่านพูดว่า ตัวตนเป็นที่พึ่งแก่ตน นั้นก็ถูกแล้ว. จิตนั้นแหละจะต้องเป็นที่พึ่งแก่จิต ถ้าเอา จิตเป็นตัวตน. ถ้าไม่เอาจิตเป็นตัวตน มันก็จิตนั่นแหละ จะต้องเป็นที่พึ่งแก่จิต. ถ้าเอาจิตเป็นตัวตน ก็ต้องพูดว่า ตนนั่นแหละต้องเป็นที่พึ่งแก่ตน.
น.72 ๖๒ ในพุทธศาสนานี้ ตัวตนเป็นของหลอกลวง เกิด ขึ้นเพราะจิตสร้างขึ้นมา ด้วยความโง่ของมัน ทีนี้มันเนื่องไปถึงศาสนาอื่น ลัทธิอื่น เราไม่ออก ชื่อดอก มันจะเป็นเรื่องไม่ดี ไม่ต้องออกชื่อศาสนาไหน. ศาสนาอีกพวกหนึ่งกลุ่มหนึ่ง เขาว่ามีตัวตนที่แท้จริง ยิ่ง ไปกว่าจิต ไม่ใช่จิต นอกไปจากจิต, มีตัวตนอยู่ในอัตตภาพ นี้แหละ ที่มาสอนให้เราหลงเรียกว่า อัตตภาพนี้ ภาวะ แห่งตัวตน. อย่างนั้น เขาก็มีการปฏิบัติเพื่อให้ตัวตนชนิด นั้น ซึ่งไม่ใช่จิต หลุดพ้นไปอยู่กับตัวตนอันถาวร ; นั้นเป็น ตัวตนของฝ่ายลัทธิอื่นนอกจากพุทธศาสนา. ในพุทธศาสนานี้ไม่มีตัวตน, ไม่ต้องมีตัวตน มีแต่จิต. ถ้าจิตคิดว่ามีตัวตนเป็นตัวตน, มันก็มีตัวตนไป ตามจิตโง่ ตลอดเวลาที่มันโง่. พอจิตมันหายโง่มันก็ไม่มี ตัวตน มีแต่จิตล้วน ๆ จิตบริสุทธิ์ จิตถึงวิสังขาร จิตถึง นิพพาน. นิพพานก็นิพพาน ; นิพพานก็ไม่ใช่ตัวตน ก็เป็นเพียงนิพพาน ; เมื่อจิตหมดเหตุหมดปัจจัยมันก็ดับ ไป. เรื่องมันก็จบแหละ มันไม่ต้องเป็นตัวตนอะไรขึ้น มาอีก.
น.73 ๖๓ ลัทธิอื่นเขาจะถือว่า จิตไปมีตัวตนถาวรอยู่ที่ใด ที่หนึ่ง ตามเรื่องของเขา. พุทธศาสนานี้เราไม่มีอย่างนั้น ; พวกที่ว่ามีพระเจ้า ก็เอาจิตเป็นตัวตนไปอยู่กับพระเจ้า ไป อยู่กับไกวัลย์ ไปอยู่กับปรมาตมัน ตามคำบัญญัติในลัทธิ ศาสนานั้น ๆ แต่ ในพุทธศาสนานี้ว่า จิตถึงซึ่งวิสังขาร, จิตถึงซึ่งความที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้ ก็หมดไป เลิกไป ว่างไป. นั่นจุดจบอยู่ที่ไม่มีจิต ว่างจากตัวตนจนกระทั่งจิตเองก็ ไม่มี, ตัวตนไม่มีแล้ว เพราะว่าจิตไม่โง่แล้ว. จิตที่ไม่ โง่นี้ก็อยู่ไปจนกว่าจะดับ เป็นวาระสุดท้าย ก็เลิกกัน, ก็เข้า สู่ความว่าง. ความว่างนิรันดร เรียกว่า นิพพาน ว่าง อย่างยิ่ง . นี่แหละเรียกว่า จิตทั้งนั้นไม่มีอะไร ไม่มีเรื่องอื่น ไม่มีเรื่องของใครอื่น นอกจากเรื่องของจิต. ทุกอย่างเป็น เรื่องของจิต อะไร ๆ ก็อยู่ที่จิต มาแต่จิต เกิดที่จิต สำเร็จ อยู่ที่จิต ธรรมะทั้งหลายทั้งปวงสักว่าเป็นเรื่องของจิต . . . . . . . . . . . . นี่อธิบายพุทธศาสนาในวิธีนี้ วิธีที่ชี้ให้เห็นว่า ไม่มีอะไรนอกจากเรื่องของจิต, ไม่มีอะไรนอกจากจิต
น.74 ๖๔ เมื่อโง่ก็เป็นตัวตน, ไม่โง่ก็ไม่เป็นตัวตน. เมื่อโง่ก็มี ความทุกข์ เมื่อไม่โง่ก็ไม่มีความทุกข์, จิตนี้ทีแรกเป็นจิต ล้วน ๆ ไม่มีกิเลส ไม่มีความโง่. พอได้ร่างกายเกิดปฏิสนธิ ขึ้นมาในท้องมารดา มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็มาหัดโง่ กันทีละนิด, โง่มากขึ้น โง่มากขึ้น โง่มากขึ้น เพราะความ หลอกลวงของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. จิตมันโง่มันไม่มี ปัญญาก็เลยเกิดจิตที่เต็มไปด้วยความทุกข์ เต็มไปด้วยตัวตน. ทีนี้ เมื่อได้ผ่านไปในความทุกข์ ในวัฏฏสงสาร ยาวนานนั้น หนักเข้า ๆ มันเริ่มเฉลียวใจเริ่มหมุนกลับ เริ่มศึกษาเริ่มค้นคว้า เริ่มไปหาผู้รู้ ศึกษาจากผู้รู้จนรู้ว่า อ้าว, มันไม่มีตัวตน ก็รู้เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, แล้ว ก็ รู้เรื่องพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, แล้วก็รู้เรื่องมรรค ผล นิพพาน, แล้วก็ บรรลุมรรค ผล นิพพาน เรื่องมันก็จบ เพราะจิตหายโง่. จิตที่ ๑ คือจิตล้วน ๆ จิตที่ ๒ คือจิตโง่, จิต ที่ ๓ คือจิตหมดโง่ . เดี๋ยวนี้ก็ยิ่งกว่าจิตล้วน ๆ เสียอีก คือ ว่ามันกลับไปเกิดทุกข์ไม่ได้. จิตล้วน ๆ ที่แรกนั้นมันกลับ ไปมีทุกข์ได้. เรื่องของจิตมี ๓ ขั้นตอนอย่างนี้ นี่ใคร
น.75 ๖๕ เข้าใจอย่างถูกต้องติดต่อกันได้ ก็จะไม่เกิดอาการที่เรียกว่า เป่าปี่ให้เต่าฟัง เดี๋ยวนี้สงสัยอยู่ว่า ที่พูดไปตั้งชั่วโมง ครึ่งนี้ มันจะมีเป่าปี่ให้เต่าฟังหรือไม่ ? . . . . . . . . . . . . สรุปความ อีกทีหนึ่งว่า จิตเดิมทีแรกเป็นจิต ล้วนๆ ไม่มีกิเลส, ไม่มีความรู้สึกว่าเป็นตัวตน ; แต่ว่า มันยังไม่อยู่ในสภาพที่จะตายตัวอย่างนั้น ครั้นได้มาได้มี ร่างกาย อาศัยร่างกาย มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันมี อวิชชาเกิดขึ้น. เมื่อมีสัมผัสทางอายตนะ มันเกิดเป็น ตัวตนขึ้นมา มันโง่ มันมองด้วยสายตาที่โง่หรือไม่รู้ ข้อนี้อยากจะ เปรียบเทียบ, ขอพูดแต่ว่า มัน เปรียบเทียบเท่านั้น ไม่ใช่เป็นตัวจริง, คือว่าชาวป่าคนป่า ชาวป่าชาวเยิง เห็นรถยนต์วิ่งได้ หยุดได้ ไปได้ ถอยหน้า ถอยหลังได้ เขาก็คิดว่ารถยนต์มีชีวิต, คนป่าคิดว่ารถยนต์ มีชีวิต. ทีนี้นายช่างวิศวกรที่ประกอบรถยนต์ขึ้นมาเอง จะคิดว่ารถยนต์มีชีวิตได้ที่ไหนเล่า เพราะเขาเป็นผู้รู้นี่ นาย ช่างที่สร้างรถยนต์ขึ้นมา ก็รู้ว่ารถยนต์ไม่ได้มีชีวิตนี่ ที่รถ
น.76 ๖๖ เดินหน้าถอยหลังได้เขาเป็นผู้ทำขึ้นมาเองนี่. รถยนต์มิได้ มีชีวิต รถยนต์มิได้มีตัวตน แต่ชาวป่าชาวเยิงเห็นแต่เพียง ผิวเผิน ก็ว่า โอ, รถยนต์นี่มันมีชีวิต เดินหน้าก็ได้ ถอย หลังก็ได้ ทำอะไรก็ได้กลายเป็นรถยนต์มีตัวตน. จิตนี้ก็เหมือนกัน แหละ เมื่อยังโง่ มันก็เห็น สังขารนี้ว่าเป็นตัวตน, จนกว่าจะฉลาด ฉลาดเหมือน นายช่างที่รู้เรื่องรถยนต์ อ้อ, มันไม่ใช่มีตัวตน. ถึงพวก เราก็เถอะ บางทีจะเห็นว่าเรือบินอยู่นี้มันมีตัวตนมีชีวิต ก็ได้. อาจจะเป็นคนป่าบ้างก็ได้ ; แต่ถ้ารู้ว่า เหตุปัจจัย ทั้งหลาย เมื่อปรุงแต่งกันถูกต้องครบถ้วนดีแล้ว มันทำให้ รู้สึกเหมือนกับว่ามีตัวตน ประณีต ละเอียด ประเสริฐ เหมือนกับว่ามีตัวตน. ที่จริงมันก็ไม่ใช่มีตัวตน เดี๋ยวนี้จิตคิดนึกได้ทุกอย่าง จิตคิดนึกได้ทุก อย่าง, คิดอะไรก็ได้; จิตคิดไปโลกพระจันท ร์ก็ได้, จิตคิดไปนิพพานก็ได้, มันน่าจะยึดถือว่าเป็นตัวตน. แต่ ที่จริงมันก็มิได้เป็นตัวตน, มัน เป็นธรรมชาติของจิตที่ คิดนึกได้, และได้เหตุได้ปัจจัยมาช่วยส่งเสริมการคิด มัน ก็คิดไปตามแนวนั้น. ปัจจัยถูกต้องมันก็คิดไปในทางที่
น.77 ๖๗ เห็นว่า ไม่มีทุกข์ ไม่เป็นทุกข์ ; ถ้าส่งเสริมผิด มันก็ คิดไปในทางที่จะเป็นทุกข์. เดี๋ยวนี้เราก็มีกันแต่สิ่งที่ส่งเสริมให้เกิดความทุกข์ แล้วหลงใหลอยู่ในกองทุกข์, เวียนว่ายอยู่ในกองทุกข์. ทีนี้ ความทุกข์นั่นแหละมันสอนอย่างเจ็บปวด, สอน อย่างเฆี่ยนตี อย่างเจ็บปวด. ความทุกข์นั่นมันสอนจิต สอนสัตว์อย่างเจ็บปวด; นานเข้า ๆ จิตมันก็ค่อยๆ ลืมหู ลืมตา จนกระทั่งว่ารู้ความจริง, เกิดญาณทัศนะ รู้ความ จริง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อิทัปปัจจยตา อะไรก็ตาม, แล้ว จิตนี้มันก็รู้จักหยุด : หยุดกิเลส หยุดตัวตน หยุด อะไรหมด, เป็นจิตที่หลุดพ้นถึงวิสังขาร คือพระนิพพาน. นี่เรื่องมันจบ. เรื่องจิต อะไร ๆ ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องจิต ไม่มี เรื่องอะไรที่นอกไปจากเรื่องของจิต. จิตที่ล้วน ๆ ไม่โง่ไม่ ฉลาด มันกลายเป็นจิตโง่ มันเวียนไปในความโง่ ได้รับผล ของความโง่พอแล้ว. ทีนี้มันเริ่มฉลาด ฉลาดชนิดที่จะ กลับโง่ไม่ได้อีก; ดับตัวตนเสีย ดับการเวียนว่ายเสีย
น.78 ๖๘ เรียกว่า บรรลุพระอรหันต์ก็ได้ บรรลุนิพพานก็ได้ แล้ว แต่จะเรียก, เรียกว่าเที่ยวไปด้วยความโง่ จนหายโง่ ก่อนนี้ มันก็ไม่โง่, แต่มีอะไรมายั่วมาหลอกให้โง่ แล้วก็โง่ไปจน หายโง่. เอาละ, การบรรยายในวันนี้โดยหัวข้อว่า อะไร ๆ ที่เกี่ยวกับชีวิตนั้นสักว่าเป็นเรื่องของจิตเท่านั้น. อาตมา เห็นว่าเป็นธรรมะเล่มน้อย เล่มน้อยที่สุด เล็กที่สุด เอาไป ขยายออกไป เต็มโลกก็ได้ เป็นธรรมะเล่มน้อย. คำพูดมีเพียง ๓ คำว่า จิ ตล้วน ๆ แล้วก็จิตโง่มี กิเลส, แล้วก็จิตพ้นจากกิเลส ไม่มีกิเลส. คำพูด ๓ คำ ว่า จิตล้วน ๆ แล้วก็ จิตโง่ แล้วก็ จิตหายโง่; นั่น แหละ คือเรื่องทั้งหมด ของสิ่งที่เรียกว่ามนุษย์หรือคนเรา ตั้ง แต่ต้นจนกว่าจะบรรลุพระนิพพาน, คือจิตล้วน ๆ แล้ว กลายเป็นจิตโง่ แล้วจิตโง่กลายเป็นจิตที่ตื่นขึ้นมาจากหลับ เป็นจิตรู้แจ้ง, ก็มีเท่านั้นเอง. หวังว่าท่านทั้งหลาย จะได้จำเอาหัวข้อเหล่านี้ไป เป็นหลักเกณฑ์ สำหรับคิดนึกศึกษา ที่จะรู้พุทธศาสนา
น.79 ๖๙ ในรายละเอียดปลีกย่อยได้โดยง่าย นี่เรื่องของจิตที่มันมี ความลึกลับน่าอัศจรรย์ เป็นอย่างนี้. การบรรยายนี้ก็สมควรแก่เวลาแล้ว อาตมาขอยุติ การบรรยาย เป็นโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย ได้สวดบท พระธรรมคุณสาธยาย ส่งเสริมกำลังจิต ในการที่จะได้ ประพฤติปฏิบัติธรรมะ เพื่อความดับทุกข์สิ้นเชิงนี้ สืบต่อไป.
น.80 กัลยาณชน กัลยาณชน นั้นละได้ ในส่วนผิด มายึดติด มากมาย ฝ่ายกุศล หมายมั่นเห็น ว่าเป็น ตนของตน เท่ากันกับ ปุถุชน ยึดตัวกู แม้ความยึด จะเท่ากัน แต่มันแปลก มันเกิดแยก ทางกัน ดูขันอยู่ ข้างหนึ่งยึด ความทราม กามเชิดชู ข้างหนึ่งยึด ความหรู กุศลงาม ปุถุชน เคยหนาทึบ ด้วยฝ้าตา ครั้นบางมา เริ่มเห็น รัตนะสาม คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตาม ความเป็นจริง ใจเกิดงาม นามกัลยา พ.
น.81 รายชื่อหนังสือ ชุดลอยปทุม อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑. คู่มือมนุษย์ ๗ ๒๔. พ่อแม่สมบูรณ์แบบ ๑ ๒. ศิลปแห่งการดู ๑ ๒๕. อานาปานสติและดับไม่เหลือ ๒ ด้วยยถาภูตสัมมัปปัญญา ๒๖. ธรรมคติและธรรมคีตา ๑ ๓. ศิลปแห่งการมีพระพุทธเจ้า ๑ ๒๗. ความมั่นคงภายใน ๑ อยู่กับเนื้อกับตัว ๑ ๒๘. โลกพระศรีอารย์ ๔. ธรรมะสำหรับคนเกลียดวัด ๑ อยู่แค่ปลายจมูก ๒ ๕. ธรรม ๒๔ เหลี่ยม (มีภาษาจีน ๔ ๒๙. การทำงานเพื่องาน ๑ ๖. พูดกับเณร ๑ ๓๐. สันโดษไม่เป็นอุปสรรค ๗. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๑ ๒ แก่การพัฒนา ๑ ๘. เห็นธรรมชาติ ๓๑. ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร ? ๑ คือเห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ๑ ๓๒. เค้าเงื่อนของธรรมะ ๙. ธรรมโอสถสำหรับโลก ๑ และ อิทัปปัจจยตา ๑ ๑๐. ความมีสุขภาพอนามัยทางจิต ๒ ๓๓. การอยู่ด้วยปัจจุบัน ๑๑. ปรมัตถธรรมคำกลอน ๑ ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ๑ ๑๒. นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ ๒ ๓๔. พุทธศาสตร์ กับไสยศาสตร์ ๑ ๑๓. ธรรมพรปีใหม่ ๓ ๓๕. อานาปานสติภาวนา(มีภาษาจีน ) ๒ ๑๔. ตถตาช่วยได้ ๑ ๓๖. อิทัปปัจจยตาในฐานะ ๑๕. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๒ ๑ สิ่งสูงสุดแห่งพระพุทธศาสนา ๑ ๑๖. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๓ ๑ ๓๗. นรกกับสวรรค์ ๑ ๑๗. ค่าของครู ๒ ๓๘. ดับทุกข์สิ้นเชิง ๑ ๑๘. พระผู้มีพระภาคเจ้า ๓๙. มรดกธรรมคำกลอน ๑ ทรงเป็นกัลยาณมิตร ๑ ๔๐. ทิศทั้งหก ๑ ๑๙. ถอยหลังเข้าคลองกันเถิด ๑ ๔๑. ฟ้าสางทางธรรมโฆษณ์ ๑ ๒๐. การเก็บความโกรธใส่ยุ้งฉาง ๒ ๔๒. ฟ้าสางทางฝ่ายบรรพชิต ๑ ๒๑. การปรุงเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ๔๓. มหรสพของพระอรหันต์ ๑ การดับเป็นสุขอย่างยิ่ง ๑ ๔๔. ปรมัตถธรรมกลับมา ตอน ๑ ๑ ๒๒. อาหารหล่อเลี้ยงใจ ๒ ๔๕. เช่นนั้นเอง ๑ ๒๓. ปุญญกิริยาวัตถุ ๑ ๔๖. ความสะอาด ความสว่าง ความสงบ ๑ พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๙๒-๙๖ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐ นางอารี จัดทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้ โฆษณา พ.ศ. ๒๕๒๖ โทร. ๒๒๓๑๒๓๗, ๒๒๒๑๖๗๔
น.82 สิ่งที่รู้จักยากที่สุด สิ่งรู้จัก ยากที่สุด กว่าสิ่งใด ไม่มีสิ่ง ไหน ไหน ได้ยากเท่า สิ่งนั้นคือ ตัวเอง หรือ ตัวเรา ที่คนเขลา หลงว่ากู - รู้จักดี ที่พระดื้อ เณรดื้อ และเด็กดื้อ ไม่มีรื้อ มีสร่าง อย่างหมุนจี๋ เพราะความรู้ เรื่องตัวกู มันไม่มี หรือมีอย่าง ไม่มี ที่ถูกตรง อัน ตัวกู ของกู ที่รู้สึก เป็นตัวลวง เหลือลึก ให้คนหลง ส่วนตัวธรรม เป็นตัวจริง ที่ยิ่งยง หมดความหลง รู้ตัวธรรม ล้ำเลิศตน. พุทธทาส อินฺทปัญฺโญ
Buddhadasa