Buddhadasa.org
หนังสือพบชีวิตจริง › อ่านฉบับเต็ม

📖 พบชีวิตจริง

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ แสดง ณ ลานหินโค้ง ๓๐ ตุลาคม ๒๕๒๓ — ชุดลอยปทุม · วันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๒๓

📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.11 การบรรยายรูปแบบ มหาวิทยาลัยต่อหางสุนัข ๑๐ ชั่วโมง ของเราเป็นครั้งที่ ๙ ในวันนี้ ผมจะได้กล่าวโดยหัวข้อ ว่า พบชีวิตจริง. การบรรยายนี้ต้องเนื่องกับครั้งที่แล้วมา คือเรื่อง ความสะอาด ความสว่าง และความสงบ ; เมื่อจิตได้พบ หรือมี ความสะอาด ความสว่าง ความสงบแล้วก็จะได้ พ บชีวิตจริง. ทีนี้เราก็มาพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า ชีวิตจริง ต่อเนื่องกันไป. --------------------------------------- คำบรรยายของท่านพุทธทาสภิกขุ ในชุดมหาวิทยาลัย ฯ ๑๐ ชั่วโมง ครั้งที่ ๙ วันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๒๓ เวลา ๙.๓๐ น.

น.12 ๒ ดูปัญหาเรื่องไม่มีตัวตน. ชีวิตจริง นี้ เนื่องกันอยู่กับปัญหา ที่ว่า มีตัวตน หรือ ไม่มีตัวตน. ถ้ามีตัวตนจริง มันก็มีชีวิตจริง ; ถ้า ไม่มีตัวตน มันก็ไม่ใช่ชีวิตจริง. สิ่งที่ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ละก็คือ ไม่ใช่ชีวิตจริง. แล้วปัญหามันก็อยู่ที่ว่า มีตัวตน หรือไม่มีตัวตน เป็นปัญหาโลกแตก; แม้กระทั่งใน วงพุทธบริษัท. มันน่าหัวหรือบางทีก็น่าละอายด้วยซ้ำไป ที่ว่ายังเถียงกันอยู่จนบัดนี้ ว่ามีตัวตนหรือไม่มีตัวตน ทั้งนี้ก็เพราะเหตุหลายประการอยู่เหมือนกัน เช่นว่า ในพระพุทธภาษิต เองก็ตรัสทั้ง ๒ อย่าง คือ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา - สิ่งทั้งปวงมิใช่ตน. แล้วมีพระพุทธภาษิตว่า อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ - ตนเป็นที่พึ่งแก่ตน ; มัน มีทั้ง ๒ ฝ่าย อย่างนี้ พุทธบริษัทจึงเถียงกัน เรื่องมีตัวตนหรือไม่มี ตัวตน. ความหมายของคำว่า ตัวตน มันก็กำกวม หรือมี ความหมายกันคนละแบบคนละพวก, แล้วเป็นคำโบราณ ที่สุด คำว่า ตัวตน นี้ เป็น คำโบราณ ของมนุษย์ ก่อน พุทธศาสนา ; เขาก็ว่ามีตัวตน. แต่ความหมายของตัวตน

น.13 ๓ นั้นเปลี่ยนเรื่อย ยังเอาแน่นอนไม่ได้, แล้วในที่สุด ก็มา มีตัวตนอย่างแท้จริงอย่างยิ่ง ที่เรียกว่า อาตมัน กัน ในศาสนา ที่สำคัญที่สุดในประเทศอินเดีย แม้ ในยุคพุทธกาล. พระพุทธเจ้าไม่ทรงคัดค้านเรื่องมีตัวตน. ทีนี้พระพุทธเจ้าท่านเกิดขึ้น ในหมู่คนที่เขาเชื่อว่า มีตัวตน กันทุกคน. ท่านจะทำอย่างไร ? ท่านจะไปหักหาญ เขา โดย ยกเลิกเขาโดยตรงก็คงทำไม่ได้, แล้วท่านก็ ไม่มีปฏิปทาอย่างนั้น. อย่างที่ผมเคยบอกแล้ว ถ้าเกิด ข้อขัดแย้งกันขึ้น พระพุทธเจ้าท่านมีหลักว่า เราไม่ยอมรับ เราไม่ปฏิเสธ เราบอกเขาว่า คุณว่าอย่างนั้นก็ถูกของคุณ ; แต่ฉันจะว่าให้ฟังตามเรื่องของฉัน คืออย่างนี้ ; แล้วก็ไม่ ต้องเถียงกัน ไม่ต้องทะเลาะกัน ผลัดกันว่าคนละที. พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นมา ในหมู่คนที่ทุกคนเชื่อว่ามี ตัวตน ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ท่านจะทำอย่างไร ? ถ้าเรา เข้าใจในข้อนี้ เราจะมองเห็นพระปรีชาญาณอันสูงสุดของ พระพุทธเจ้า.

น.14 ๔ เอ้า, ถ้ามีตัวตน ก็ต้องทำให้ดี ทำให้มีตัวตน ที่ดี คือจะทำอย่างนั้น ๆ ๆ. แต่ที่จริงนั้นไม่มีตัวตน ; เพราะว่าแม้ตัวตนที่ดีที่สุดแล้วมันก็ยังไม่ดับทุกข์, ตัวตน ที่ว่าดีที่สุด อย่างที่เขาว่ากันนั้น มันยังไม่ดับทุกข์สิ้นเชิง. ดับทุกข์สิ้นเชิงต่อเมื่อ ไม่มีความรู้สึกว่าตัวตน ; นี่จึง เกิด อนัตตา - ไม่ใช่ตัวตนขึ้นมา. อนัตตาแบบอื่นแบบอันธพาล ก็เคยมีเหมือนกัน ก็มีอยู่แล้วเหมือนกัน ; นัตถิกทิฏฐิ -ไม่มีตัวตน ไม่มี อะไรเสียเลย นี้เขาจะเรียกว่า อนัตตาเหมือนกัน แต่ว่าเป็น อย่างอันธพาล. อนัตตาของพระพุทธเจ้านี้ มันคล้ายกับอยู่ใน ระหว่างกลาง ; ถ้าคิดว่ามีตัวตนมันก็มี ; แล้วจะต้อง ทำอย่างไรก็ทำ. ทำให้ถูกต้อง, อย่าให้เป็นทุกข์ขึ้นมา. แต่ที่แท้นั้น สิ่งทั้งปวงมิใช่ตัวตน. นี่ตัวตน หรือมิใช่ตัวตน มันมีปัญหาคาราคาซัง มาจนเดี๋ยวนี้. ตัวพระบาลีเองก็มีทั้ง ๒ อย่าง. แล้วมันยังมี กำกวมถึงว่า เรามีความเกิดเป็นธรรมดา มีความแก่เป็น ธรรมดา มีความเจ็บเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเกิด ความ

น.15 ๕ แก่ความเจ็บไปได้. ใช้คำว่า "ไม่ล่วงพ้นไปได้" ; แล้ว ทำไมมาตรัสคำสอนให้ปฏิบัติเพื่อให้อยู่เหนือเกิดเหนือ แก่, พ้นเกิด พ้นแก่ พ้นเจ็บ พ้นตาย เป็นนิพพานเล่า ? นี่พระพุทธภาษิตมีทั้ง ๒ อย่าง อย่างนี้แหละ มัน ทำความลำบากให้แก่ผู้ที่ไม่สามารถจะเข้าถึงความหมายอันแท้ จริง. สอนให้ปัจจเวกขณ์อยู่ทุกวันว่า ไม่ล่วงพ้นความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ไปได้ ; แต่แล้วก็มาสอน เรื่องนิพพาน ที่พ้นเกิด พ้นแก่ พันเจ็บ พ้นตาย. เราต้องยอม, ยอมเพราะว่า ในพระบาลีก็มีทั้ง ๒ อย่าง แล้วเราจะทำอย่างไร ? ถ้ามีตัวตนจะมีกันอย่างไร ? ถ้าไม่ใช่ตัวตน ไม่มีสิ่งที่เป็นตัวตน จะมีกันอย่างไร? นี่จะต้องพูดกัน. ชีวิตจริงต้องถึงตัวตนแท้ คือธรรมะ. ทีนี้ผมจะพูดถึงชีวิตจริง จะต้องถึงสิ่งที่เป็นตัวตน ชนิดที่แท้จริง จึงพูดกันถึงเรื่องนี้, แล้วก็พูดถัดมาจากเรื่อง ความสะอาด ความสว่าง ความสงบ ถ้าคุณมองเห็นได้ แล้วด้วยความเข้าใจ มันก็จะมองเห็นได้ต่อไปว่า ชีวิตที่

น.16 ๖ เข้าถึงความสะอาด ความสว่าง ความสงบ นั้น จะเป็น ชีวิตจริง คือมัน ไม่เป็นทุกข์ ได้, ยิ่งกว่านั้นจะ ไม่ตาย ด้วย, จะไม่มีใครตายด้วย. ฉะนั้นต้องทบทวนความหมายของคำว่า สะอาด สว่าง สงบ เอามาเป็นเครื่องทำความเข้าใจเกี่ยวกับว่า ชีวิต จริง หรือชีวิตไม่จริง หรือชีวิตปลอม มันคือ ชีวิตไม่ สะอาด ไม่สว่าง ไม่สงบ ซึ่งธรรมดามี ๆ กันอยู่. แต่เขา ก็เรียกว่าชีวิต ชีวิตจริงเขาสงวนชีวิตนี้; แต่เราจะชี้ให้ดู ว่า ชีวิตยังไม่จริง เพราะยังสกปรก มืดมัว และเร่าร้อน. ทีนี้ ทำให้มันสะอาด สว่าง สงบลงไป จึงจะเป็นชีวิต จริง ; มันก็เลยเนื่องไปถึง เรื่องตัวตนหรือไม่ใช่ตัวตน พร้อมกันไปด้วย. ทีนี้ผมอยากจะบัญญัติ เพื่อความเข้าใจกัน ง่าย ๆ เอาภาษาไทยเป็นหลัก ไม่เอาภาษาบาลีเป็นหลัก. ถ้ากิเลส เป็นตัว คือเป็น ตัวกู - ของกู ; อย่างนี้ตัวที่ไม่จริง, เป็นตัวที่ไม่จริง ; กิเลสเป็นตัว, ตัวที่ไม่จริง. ถ้าเอา ธรรมะเป็นตัวธรรมะเป็นตนนี่ ; นี้คือตัวที่แท้จริง. ถ้าเอากิเลสเป็นตัว อย่างที่เรามีกันอยู่ทุกคน ; ตัว ของเรานี้คือความหมายมั่นของกิเลส กิเลสเป็นตัวก็ไม่ใช่ตัว

น.17 ๗ จริง. ถ้าธรรมะเป็นตัวก็เป็นตัวจริง แต่จะยักเรียกเสียว่า เป็นตน นี่จึงต้องเป็นเรื่องของภาษาไทย. ภาษาบาลีมีแต่ คำเดียวคือ อตฺตา แปลว่า ตัว ก็ได้, แปลว่า ตน ก็ได้ เอา ภาษาไทยมา ฟังแล้วมีความหมายแตกแยกกัน : เป็นตัว คือ เป็นตัวกู - ของกู. "เอากิเลสเป็นตัว, เอาธรรมะเป็นตน." สอง ประโยคนี้จำไว้ให้ดีจะรับประกันได้ ว่ามันต่างกัน กิเลส เป็นตัว ธรรมะก็เป็นตน. แต่ภาษาบาลีไม่มีคำที่แยกกัน อย่างนี้ ใช้คำเดียวกันเสีย ก็ต้องพูดว่าตนที่แท้จริง กับตน ที่ไม่แท้จริง. ตัวนี้เป็นตัวที่ไม่แท้จริง เป็นตนที่ไม่แท้ จริง. ถ้าจะให้ถือว่าตนเป็นตนที่แท้จริงก็ไม่ได้ เพราะมี พระบาลีว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา - สิ่งทั้งหลายทั้งปวง มิใช่อัตตามิใช่ตน ; ก็เป็นอันว่า สิ่งที่เรายึดถือกัน ยึดมั่น ถือมั่นพัวพัน อะไรนี้ก็เรียกว่ามันเป็นสิ่ง มิใช่ตัวตนอันแท้ จริง. ทีนี้พระบาลีว่า อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ - ตนเป็น ที่พึ่งของตน ก็มี อตฺตที่ปา อตฺตสรณา -- เธอจงมีตนเป็น ประทีป มีตนเป็นสรณะเถิด. ท่านตรัสว่า ให้มีอัตตา

น.18 ๘ เป็นที่พึ่ง มีอัตตาเป็นสรณะเถิด ; แล้วตรัสขยาย ความออกไปว่า ธมฺมทีปา ธมฺมสรณา - นั้นคือมีธรรมะ เป็นประทีป มีธรรมะเป็นสรณะ. นี่เราอาศัยยืนยันได้ เพราะท่านตรัสต่อเนื่องกันไป เลย อตฺตที่ปา อตฺตสรณา - มีตนเป็นที่พึ่ง, ธมฺมทีปา ธมฺมสรณา อนญญสรณา - มีธรรมะเป็นสรณะเถิด มี ธรรมะเป็นที่พึ่งเถิด อย่ามีสิ่งอื่นเป็นสรณะเลย. นี้เอาธรรมะเข้ามาแทนคำว่า ตน ; เมื่อพูดว่า อตฺตที่ปา - มีตนเป็นประทีปก็คือ ธมฺมที่ปา - มีธรรมะ เป็นประทีป; ฉะนั้นก็ตรัสว่า อตฺตสรณา ก็หมาย ความว่า ธมฺมสรณา - มีตนเป็นสรณะนั้น ก็คือมี ธรรมะเป็นสรณะ. ในพระบาลีนี้เราเห็นได้ชัดว่า พระองค์ ทรงมุ่งหมายว่า ให้เอาธรรมะนั้นเป็นตน. ฉะนั้น ผม จึงจัดรูปประโยคให้พังง่ายว่า เอากิเลสเป็นตัวใช้ไม่ได้ ; เอาธรรมะเป็นตนนี้ใช้ได้. แต่ไม่ใช่ตนที่เราจะยึดถือ เอามาเป็นตัวตนของเรา เป็นตัวเราเป็นตัวตนของเรา คง เป็นตัวตนของธรรมะ แต่เอามาเป็นที่พึ่งได้. “นี่ก็แยก กันได้อย่างนี้.

น.19 ๙ เอากิเลสเป็นตัว เอาธรรมะเป็นตน ; ถ้าใช้ คำให้ถูกอยู่อย่างนี้อย่าไปเปลี่ยนมัน แล้วก็จะเข้าใจได้ตลอด ไป. เพราะว่าคำว่า ตัว นี้เราหมายความว่า มายา ที่เป็น ตัวกู - ของกู, ไม่ใช่ของจริง ; ) ถ้า ตน ละก็ ธรรมะ โน่นมัน เป็นตนจริง, ตนแน่นอน, ตนของธรรมะ ; ไม่ ใช่ตัวของเรานะ เป็นของธรรมเอามาเป็นที่พึ่งได้ ฉะนั้น ชีวิตจริงมันต้องมีตนของธรรมะ ; ชีวิตปลอม มันก็เอา ตัวกู - ของกู นี้เป็นตัวตน. ชีวิตจริงต้องเข้าถึงความสะอาด, สว่าง, สงบ. ทีนี้ ชีวิตจริง, เอ้า, พูดถึงคำว่า ชีวิตจริง. ชีวิต จริง คือชีวิตที่ได้เข้าถึงความสะอาด ความสว่าง และ ความสงบ. ถ้ายังไม่เข้าถึงนั้น ชีวิตนั้นยังเป็นมายา ยัง หลอกลวง ยังเหลวไหลเคว้งคว้าง ; ต่อเมื่อใดชีวิตหรือ จิตก็ได้ จิตแห่งชีวิตนั้น มีภาวะสะอาด สว่าง สงบ เหมือนที่พูดกันโดยละเอียดแล้วในการบรรยายครั้งที่แล้วมานี้ เมื่อนั้น เป็นชีวิตจริง. เราจึงพูดว่า ชีวิตจริง คือชีวิต ที่ถึง ภาวะสะอาด สว่าง สงบ.

น.20 ๑๐ ชีวิตจริง คือชีวิตที่เข้าถึงตัวตนอันแท้จริงที่กำลัง พูด, ชีวิตที่เข้าถึงตัวตนอันแท้จริงเป็นชีวิตจริง. ตัว ตนของธรรมะ ; เอาตัวตนของธรรมะมาสัมพันธ์กับชีวิต. ชีวิตจะเข้าถึงตัวตนอันแท้จริง ก็เป็นชีวิตที่จริง ที่เป็น ที่พึ่งได้ เป็นที่น่าพอใจ. ชีวิตจริง ได้แก่ชีวิตที่รับเอาธรรมะเข้ามาเป็น ตน ; ไม่เอากิเลสเป็นตน. เอากิเลสเป็นตน ก็คือเอา อุปาทาน ที่เป็นตอนหนึ่งของปฏิจจสมุปบาท ซึ่งอธิบายมา แล้วในครั้งก่อน. กระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทมีการสัมผัส มี เวทนา มีตัณหา มีอุปาทาน เอาอะไรเป็นตัวเป็นตน เป็น ของตน ที่ตรงนั้นแหละ ; ตัวตนนั้นก็เรียกว่าตัวตนของ กิเลส คือมันไม่จริง เพราะมันปรุงขึ้นมาจากอวิชชา. ชีวิต จริงนั้นเอาธรรมะเป็นตน ; ไม่ใช่เอากิเลสเป็นตน ก็ หมายความว่าอย่างนี้. กิเลสจะเป็นได้อย่างมากก็เป็น ตัวกู - ของกู, กิเลสจะเป็นได้อย่างมากเพียงเท่านั้น. ตัวกู - ของกู ที่เอามาพูดถึงกันอยู่นี้ น่ากลัวนะ. ถ้าว่า ตัวตนจริง ต้องไปเอาที่ธรรมะ แล้วธรรมะ อะไร ก็ต้องพูดกันอีกทีหนึ่ง. แต่เดี๋ยวนี้จะเอา ธรรมะที่

น.21 ๑๑ มีผลเป็นความสะอาด สว่าง สงบ หรือจะว่าเป็นธรรมะ กลาง ของธรรมะเอง ของธรรมชาติของธรรมะเอง เช่น กฎของธรรมชาติ หรือพระธรรมในฐานะที่เป็นกฎของ ธรรมชาตินี่ก็ได้ นี้เป็นตนของธรรมะ ; ตนของธรรมชาติ. เราจะต้องวิจารณ์ว่า อะไรเป็นตน อะไรมิใช่ตน กันให้ชัดแจ้ง เพื่อจะมีชีวิตจริง ก็ต้องรู้ตัวตนจริง และ ตัวตนปลอม. ตัวตนไม่จริงรู้จักได้เพราะเป็นทุกข์. ที่นี้พูดถึงตัวตนปลอม ตัวตนไม่จริง กันก่อน. ตัวตนไม่จริง ก็คือตัวตนปลอม, ตัวตนที่เป็นอุปาทาน อัน เกิดมาจากตัณหา ในกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท ; นี้ตัวตน ไม่จริง รู้ได้ว่า ตัวตนชนิดนี้มันร้อน หนัก และเป็น ทุกข์. เราไปเอาอะไรเป็นตัวตนเข้า แล้วมันร้อนแล้วมัน หนัก แล้วมันเป็นทุกข์. นี้รู้เถอะว่า ตัวตนนี้ไม่จริงแล้ว รู้จักมันให้ทุกคราว. เมื่อไรเราร้อน, ร้อนใจ, เมื่อไรเรา หนักใจ, เมื่อไรเราเป็นทุกข์, หรือมีอาการที่ไม่พึง ปรารถนาอย่างอื่น ; ให้รู้เถอะว่า เราได้เอาตัวตนที่ไม่จริง เข้าแล้ว.

น.22 ๑๒ เราจะต้องรู้จัก ตัวตนที่ไม่จริง ว่า มันเกิด อย่างไร? อะไรเป็นต้นเหตุแห่งการเกิด? ก็เรื่อง ปฏิจจสมุปบาทที่พูดมาแล้ว : มีสัมผัสด้วยความโง่ มี เวทนาด้วยความโง่ มีตัณหา มีอุปาทาน ; นี่คือการ เกิดแห่งตัวตนที่ไม่จริง, ตัวตนปลอม คือตัวตนแห่ง อุปาทาน. ทีนี้ แดนเกิด ของตัวตนที่ไม่แท้จริงมันเกิด ที่ ไหน ? มันเกิด ที่เบญจขันธ์ อันประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน ขันธ์ ๕ แต่ละอย่าง, หรือทั้ง ๕ อย่างที่เข้าไปยึดถือด้วยความ โง่เขลา ว่าเป็นตัวเป็นตน มันก็เกิดที่ขันธ์ ๕ ที่มีความ ยึดถือ :- บางคราวเรา ยึดถือร่างกาย เป็นตัวเรา เพราะว่า มันกำลังทำหน้าที่ทางกาย. บางทีกำลังอร่อยด้วยเวทนา ก็ เอาเวทนาเป็นตัวเรา ; บางทีเอาสัญญาความมั่นหมาย เป็นตัวเรา เพราะเรากำลังสำคัญมั่นหมายอะไรได้ด้วยสัญญา ว่า สัญญาเป็นตัวเรา ; บางคราวเราก็ เอาสังขาร คือ คิดนึก ได้ บางทีมันคิดนึกได้ มันควรจะ เป็นตัวเรา. นี่ปรัชญา ตะวันตกมันก็มี ที่ว่า ฉันคิด ดังนั้นฉันมี ปรัชญาของคนที่มี

น.23 ๑๓ ชื่อเสียง ชื่อ เดคาท ( Descartes)*. ฉะนั้นเลยคิดว่า บาง ทีเราก็ เอาวิญญาณ ทางตา ทางหู ฯลฯ เพราะมันเห็นอะไร ได้ ฟังอะไรได้ ดมอะไรได้ ฯลฯ เอาอันนั้นแหละเป็นตัว ตน ; อย่างนี้คือ เอาวิญญาณเป็นตัวตน. ฉะนั้น จึงบางคราว เอารูปเป็นตัวตน บางคราว เอาเวทนาเป็นตัวตน บางคราว เอาสัญญาเป็นตัวตน บางคราว เอาสังขารเป็นตัวตน บางคราว เอาวิญญาณ เป็นตัวตน. นี้ก็คือตัวตนไม่จริงเหมือนกัน, ตัวตนปลอม เกิดที่เบญจขันธ์อันมีความยึดมั่น. ตัวตนไม่จริง คือตัวตนที่มาจาก สัสสตทิฏฐิ. สัสสตทิฏฐิ - ทิฏฐิว่ามีตัวตนอันเที่ยง มาแต่โบราณกาลก่อน พุทธกาลโน่น. ตัวตนในสัสสตทิฏฐิ ในลัทธิที่เป็นสัสสต- ทิฏฐินี้ ก็เป็นตัวตนไม่จริงหรือปลอม; เพราะมันเกิดมา จากทิฏฐินั้น, ทิฏฐินั้นทำให้เกิดเชื่อเกิดถือ ว่ามีตัวตน. ฉะนั้น ตัวตนของลัทธิสัสสตทิฏฐิ จึงเป็นตัวตนที่ไม่ จริง. และเป็นตัวตนปลอม. เดี๋ยวนี้เราก็มี ในประเทศไทยเรา ก็ได้ รับลัทธิ อันนี้มาจากอินเดีย, ชาวอินเดียมาสอนให้ คำโบราณ ๆ *ชื่อนักปราชญ์ฝรั่งเศส

น.24 เจตภูต, เจตภูตเข้าออกจากร่างกายนี้ พอตายลง เจตภูตก็ออกไปหาที่เกิดใหม่ อยู่จนกว่าจะตายอีก ก็ไปหาที่ เกิดใหม่. เจตภูตนี้เป็นตัวตนในลัทธินี้. หรือ บางทีก็เรียกว่า วิญญาณ ในความหมายของ ลัทธินั้น ; ไม่ใช่วิญญาณในความหมายของลัทธิพุทธ- ศาสนา. วิญญาณเข้าร่าง วิญญาณออกจากร่าง วิญญาณ ไปหาร่างใหม่ ก็คือเจตภูตนั่นที่ว่านั้น. บางทีใช้คำว่า ชีโว, อัตตา ก็มี ; แต่ความเดียวกับเจตภูตที่เข้าออกจากร่างกาย. แต่โดยมากที่ชาวบ้านรู้จัก และพูดกันอยู่ ใช้คำว่า เจตภูต คุณไปคุยกับคนโบราณ ๆ ซิ เขามีลัทธิที่ว่ามีเจตภูต ; นั่นน่ะตัวตนที่ไม่จริง, ตัวตนในลัทธิสัสสตทิฏฐิ ที่มีอยู่ ก่อนพุทธกาลก็ยังมีคนถืออยู่ เชื่ออยู่ เป็นพื้นฐานชาวบ้าน ในระดับทั่วไป, ไม่ใช่ผู้รู้ ไม่ใช่พุทธศาสนา, หรือผู้รู้. เพราะว่ามัน เป็นลัทธิที่เกิดขึ้นมาแต่แรก เริ่มเดิมที ฝั่งแน่นไปในจิตใจของคนทุกคน ; มันเป็นสิ่งที่เขายึดถือ มั่นได้ ยึดถือได้ตามความรู้ของเขา แล้วมีหลักมีฐาน, แล้ว ยัง มีประโยชน์ในทางศีลธรรม ที่เชื่อว่ามีตัวเรา มีเจตภูต. ตัวเราเวียนว่ายตายเกิดขึ้น นี้เราต้องทำดี ; ถ้าไม่เชื่อ

น.25 ๑๕ ว่ามีมันก็ไม่ทำดี, เชื่อว่ามีก็ขยันทำดี, เพราะเราต้องไปเกิด อีกมากมาย. ฉะนั้นประชาชนจึงรับไว้ ยึดถือไว้ ตัวตนนี้, ตัวตนของสัสสตทิฏฐิ. แล้วโดยธรรมชาติมันก็มีตัวตนจะรู้สึกได้เอง เด็ก ๆ เกิดมามันไม่ได้มีความรู้มาจากในท้อง ; แต่พอเกิดออกมา แล้ว มันมีสิ่งแวดล้อมให้เกิดความรู้สึกว่ามีตัวตน, มีของ เรา. อะไร ๆ ก็ของเรา แล้ว เรามี. เพราะฉะนั้นก็ต้อง มีตัวตนและมีของตัวตน เด็ก ๆ จะรู้สึกได้เอง. เราก็นึกถึง ตัวเราสิ เมื่อเล็ก ๆ อยู่เรามีความรู้สึกในเรื่องนี้เกิดขึ้นอย่างไร เป็นมาอย่างไร. นี่เรียกว่า ตัวตนที่สำคัญเอาเอง ตามธรรมชาติ ของมนุษย์ ที่มีความรู้สึก ก็เริ่มมีตัวตนชนิดนี้มาตั้งแต่ อ้อนแต่ออก เรื่อยมา ๆ ๆ จนบัดนี้. สิ่งต่าง ๆ มันก็ยัง แวดล้อมให้เรารู้สึกเป็นตัวตนยืนโรงอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่ง ตายก็ได้. เรารักตัวเรา เราเห็นแก่ตัวเรา เราอุตส่าห์ เล่าเรียน เราทำอาชีพ เพื่อตัวตนของเรา ตามความรู้สึก ของเราทั้งนั้นแหละ ทั้งหมดนี้เราจะเรียกว่า ตัวตนที่ ไม่จริง.

น.26 ๑๖ ตัวตนที่แท้จริงเป็นตัวตนของธรรม. เอ้า, ทีนี้ก็มาพูดถึงตรงกันข้าม คือ ตัวตนที่จริง ก็ต้องว่าตัวตนของธรรม ที่ว่า ธมฺมทีปา ธมฺมสรณา คู่กับ อตฺตทีปา อตฺตสรณา นี้ต้องเป็นตัวตนของธรรม; ไม่ใช่ ตัวตนที่เป็น ตัวกู - ของกู. ตัวตนของธรรมนั้น เรา ไม่อาจจะเอามาเป็น ตัวเรา หรือเป็นของเรา. มันเป็นธรรมอยู่อย่างนั้น แหละ ; มันเป็นตัวตนของธรรมอยู่อย่างนั้น. เราเข้าให้ ถึงตัวตนชนิดนั้นเถอะ มันจะช่วยขจัดความทุกข์ออกไปหมด เป็นที่พึ่งได้, เพราะเป็นตัวตนของธรรม ที่เราอาจจะเอามา เป็นที่พึ่งแห่งตัวตนของกู. เดี๋ยวนี้เรามีตัวตนของกูของ กิเลส แล้วเป็นทุกข์ เรา จะทำลายความทุกข์นั้นก็ไปเอา ตัวตนของธรรมมา, ที่เรียกว่า ธรรมะเป็นที่พึ่ง ธรรมะ เป็นสรณะ. เอาตัวตนจริงเข้ามา ตัวตนปลอมตัวนี้ก็สลายไปเอง ดังบทว่า อตฺตทีปา อตฺตสรณา - มีตนเป็นประทีป มีตน เป็นสรณะ, นั่นคือ ธมฺมทีปา ธมฺมสรณา - คือมีธรรม เป็นประทีป มีธรรมะเป็นสรณะ. เอาสิ่งที่เรียกว่าธรรม

น.27 ๑๗ มาแทนที่ สิ่งที่เรียกว่าอัตตาเสียแล้ว ฉะนั้น ตัวตนชนิดนี้ ที่เป็นธรรมนี้ ก็หมายถึงว่า เป็น อสังขตธรรม. ศึกษาเรื่องสังขตะกับอสังขตะให้เข้าใจ. สังขตธรรม อสังขตธรรม คู่นี้ก็ควรจะจำไว้. ถ้า สิ่งนั้นมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นมา แล้ว เรียกว่า สังขตธรรม หมดเลย. ถ้า สิ่งนั้นไม่ต้องมีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง เป็นอยู่เอง โดยธรรมชาติ สิ่งนั้น เป็นอสังขตธรรม. สังขตธรรม - สิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมา , อสังขตธรรม - สิ่งที่ไม่ได้มีอะไร ปรุงแต่งขึ้นมา. ทีนี้ โดยสติปัญญาของเรา คุณทุกคนทุกองค์นี้ ลองสอดส่องดู จะพบแต่สิ่งที่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งทั้งนั้น ; สิ่งที่ไม่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งมันลึกมันยาก กว่าที่เราจะมอง เห็นได้ง่าย ๆ มันต้องศึกษา. เดี๋ยวนี้ รูปธรรม นามธรรม กิริยาอาการอะไร ก็ดี ล้วนแต่เป็นสังขตธรรมมีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง. รูป- ธรรม มีดวงอาทิตย์เป็นที่เกิด เป็นต้นตอที่มา ออกมาเป็น โลกนั้นโลกนี้ ดาวนั้นดาวนี้ เป็นฟ้า เป็นดิน เป็นไฟ เป็น

น.28 ๑๘ ลม เป็นต้นไม้ เป็นสัตว์ เป็นคน ทั้งหมดนี้มีปัจจัยปรุง แต่ง, ปรุงแต่งกันมา ทยอยกันมา; เหมือนว่าเป็นเหตุ แล้วเป็นผล. - เป็นเหตุแล้วเป็นผล - เป็นเหตุแล้วเป็นผล ; นั่นน่ะคือปรุงแต่ง. สิ่งนี้มันรวมตัวเรา ชีวิตตัวเรานี้อยู่ ด้วย เราก็เห็นได้ง่าย. ทีนี้สิ่งที่มันตรงกันข้าม เรียกว่า อสังขตะ. สิ่งแรก ที่สุดอยากจะระบุไปยัง กฎของธรรมชาติ, กฎธรรมชาติมี อำนาจอยู่เหนือสิ่งทั้งปวง. ใครไปปรุงแต่งไม่ได้ ดังนั้น กฎธรรมชาติจึงไม่รู้จักเปลี่ยนแปลง ไม่รู้จักเกิด ไม่รู้จักดับ; มันเป็นกฎธรรมชาติอนันตกาล ไม่มีอะไรปรุงแต่ง มีอยู่โดย ไม่ต้องมีความมี เหมือนกับสิ่งที่มีความมี. สิ่งเหล่านี้มี ความมี ที่เรียกว่า ภพ, ภว ภพ เป็นความมีความเป็น อย่างนั้นอย่างนี้, มีความมีอย่างนี้จึงมีอยู่. ส่วน อสังขตะ นั้นไม่ต้องมีภพ; แต่มันมีของมันได้ มันจึงประหลาด ที่จะต้องศึกษากันให้ดี ๆ อสังขตะนี้. นิพพานก็รวมอยู่ในอสังขตะนี้; ธรรมชาติ นิพพาน, เป็นองค์นิพพาน, เป็นตัวนิพพาน, เป็นตน ของนิพพานนั้น, นั่นคือธรรมะที่เป็นตน ; แล้วเป็น

น.29 ๑๙ อสังขตะ ไม่มีอะไรไปปรุงแต่งได้, ก็คือไม่มีอะไรไปเปลี่ยน แปลงได้ เราสร้างขึ้นไม่ได้. อย่าเข้าใจว่าทำให้พระนิพพานเกิดขึ้น เหมือนที่พูด ผิด ๆ. ประโยคที่พูดว่า ทำพระนิพพานให้เกิดขึ้น นั้นมันผิด; แต่ว่าถ้าว่า ทำพระนิพพานให้ปรากฏแก่ จิตละก็ได้; เพราะเราไม่ได้สร้างนิพพานขึ้นมา. นิพพาน มีอยู่แล้ว แต่ทำให้ปรากฏแก่ความรู้สึกของเรา, วิญญาณ ของเราอาจจะรู้สึกต่อพระนิพพานได้ โดยรู้สึกทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. นี่นิพพานเป็นอสังขตะ เป็นตัวตนของนิพพาน เป็นตัวตนของธรรม นี้จะเป็นตัวตนจริง. เราไม่อาจจะหมายมั่นอสังขตะ ให้เป็นตัวตนของ เรา หรือของใคร ; เมื่อเราไม่หมายมั่นอะไร ให้เป็นตัวตน ของเรา หรือของใครนั้น เราจะถึงสิ่งที่มันเป็นอสังขตะ. พอหมายมั่นแล้วมันก็เป็นเรื่องปรุงแต่งแล้ว, ไม่อาจจะเข้าถึง อสังขตะ. จิตที่ยึดมั่นถือมั่นอะไรอยู่ ไม่อาจจะเข้าถึงสิ่งที่ เป็นอสังขตะ ฉะนั้นจึงตรงกันข้ามไปหมด. สังขตะ มีโดยมีความมี มีภพ. อสังขตะ ตั้ง อยู่โดย ไม่ต้องมีความมี, คือไม่เหมือนสิ่งทั้งหลาย; แต่จะ

น.30 ไม่มีก็ไม่ได้ มันก็มีอยู่ ; แต่ไม่ต้องมีโดยมีความมี เหมือนสังขตธรรมทั้งหลาย. ดังนั้น ที่เป็นอสังขตะจึงเป็นนิรันดร มีอยู่ตลอด กาล เพราะใครทำอะไรมันไม่ได้ ; มันไม่เปลี่ยนแปลง จึงเป็นนิรันดร, ไม่มีอาการที่เรียกว่า เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับ ไป, เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป, ไม่มีอาการอย่างนี้; สิ่งนี้ เรียกว่านิรันดร. เมื่อ นิรันดร ก็คือ ไม่ตาย ให้ชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า อมตธรรม - สิ่งที่ไม่ตาย มีอยู่ได้โดยไม่ต้องมีการมี, โดย ไม่ต้องการมี, ไม่มีอาการแห่งการมี เพราะไม่มีเกิดขึ้น - ตั้ง อยู่ - ดับไป. ดังนั้น ในสิ่งที่เป็นอสังขตะ หรือ นิรันดร นี้ จึง ไม่มีอดีต ปัจจุบัน และอนาคต, คือไม่ขึ้นอยู่กับเวลา. ถ้ามันขึ้นกับเวลา มันก็ต้องเป็นสังขตะ, คือเวลามัน เปลี่ยนแปลง, มันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง. ทีนี้เมื่อ ไม่ขึ้นอยู่กับเวลา จึงได้ ไม่เปลี่ยนแปลง ; ดังนั้น จึง ไม่มีอดีต ไม่มีปัจจุบัน ไม่มีอนาคต สำหรับสิ่งนิรันดร คือ อสังขตะ.

น.31 ๒๑ นี่คือตนจริง ตนธรรมะ ; ไม่ใช่ ตัวกู-ของกู ซึ่ง ไม่จริง ซึ่งเป็น สังขตะปรุงแต่งด้วยความโง่ เกิดขึ้นมาจาก ความโง่; เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป เปลี่ยนแปลงอยู่ เรื่อย. ไปเอาเข้าแล้วก็ร้อน หรือหนัก หรือเป็นทุกข์, จึงสรุปเรียกว่า ตัวตนที่ไม่จริง คือเป็นตัวกูเท่านั้น, ตัวกู ที่มายา สร้างขึ้นมาด้วยอวิชชาอุปาทาน. นี้ตัวตนจริง มันตรงกันข้าม; เข้าถึงตัวตนจริงได้ รู้สึกได้. จิตเข้าถึงธรรมจะพบนิพพานซึ่งเป็นตัวตนจริง. อย่าไปคิดว่าเราสร้างมันขึ้นมา ; แต่เมื่อปฏิบัติดี แล้วจิตนี้เข้าถึงความสะอาด ความสว่าง ความสงบ แล้วจะ พบกับตัวตนจริงนิรันดร ซึ่งเป็นความไม่ตาย. ฉะนั้นอีก โวหารหนึ่งในอินเดียเขาจึงใช้คำว่า อมฤตธรรม ; ทุกคน เลย ต้องการอมฤตธรรม ทั้งที่ไม่รู้ว่าอะไรก็ต้องการ. เหมือนกับพวกเราชาวไทย ชาวพุทธนี้ ล้วนแต่ต้องการ นิพพาน ทั้งที่ไม่รู้ว่าอะไร, ต้องการนิพพานทั้งที่ไม่รู้ว่า อะไร.

น.32 ๒ ๒ ผมเคยถามดู ; ต้องการนิพพาน เพราะเคย ได้ยินคำนี้กันมาแล้วทั้งนั้น. ต้องการนิพพาน แต่ใจของ เขานั้น สำคัญมั่นหมายว่านิพพานนี้ ได้อะไรเอร็ด อร่อยสนุกสนาน ยิ่งกว่าที่เขามี ๆ กันอยู่ ; นั่นเขาตีความ หมายนิพพานอย่างนั้น เขาจึงต้องการนิพพาน. พอเรา บอกเขาว่าไม่มีตัวตน ว่างจากทุกสิ่ง ไม่ยึดถืออะไร ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย ว่างเปล่า เอาไหม ? สั่นหัวเลย, สั่นหัวไม่เอา นิพพาน. แล้วเมื่อตะกี้นี้บอกว่าเอานิพพาน, ต้องการ นิพพาน. นิพพานตามความหมายของเขา, เขาก็ต้องการ. พอเราบอกถึงความเป็นอมตะ เป็นนิรันดร อย่างนั้นอย่างนี้ เลยสั่นหัว. ในอินเดียก็เหมือนกันละ สมัยโน้นเขาก็ ต้องการอมฤตธรรม ทั้งที่ไม่รู้ว่าอะไร. นี่ก็แปลว่าเราก็ ต้องการตัวตน ตามความรู้สึก ของเราทั้งนั้น. เราอยากให้ตัวตนสนุกสนานเอร็ดอร่อย ยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ที่นี่, ก็ต้องการนิพพานในความหมายนั้น ; นิพพานไม่ใช่เป็นอย่างนั้น นิพพานเป็นตัวตนที่แท้จริง จะ ไม่อำนวยความประสงค์ของกิเลสนั้นได้.

น.33 ๒๓ นี้เรียกว่า ตัวตนจริง เป็นตัวตนของธรรม เอา มาเป็นที่พึ่งให้ตัวตนนี้ได้ เป็นอสังขตะ เช่นกฎของธรรม- ชาติ หรือพระนิพพาน ; ไม่อาจจะหมายมั่นให้ไปเป็นตัว ตนของใคร. เมื่อ ไม่หมายมั่นเป็นตัวตนอะไรของใคร จึงจะเข้าถึงอสังขตะ และเป็นนิรันดร, ไม่ตาย ไม่มีอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต สำหรับสิ่งนี้. นี้เราก็พูดถึงตัวตนไม่จริง และตัวตนจริงมาแล้วนะ ที่จะต้องพูดต่อไปก็คือ ชีวิตจริง หรือชีวิตไม่จริง. ถ้าได้ ตัวตนจริงมาก็เป็นชีวิตจริง ; ถ้าได้ตัวตนปลอมมาก็เป็น ชีวิตไม่จริง. ลักษณะชีวิตที่ ไม่จริง. เอ้า, ชีวิตไม่จริงเป็นอย่างไร ? มันก็คือ ชีวิตตาม ความรู้สึกของบุถุชน. คำว่า ชีวิต นี้ เขามีความหมายว่า เป็นอยู่, เป็นอยู่ คือไม่ตาย. เขากลัวตาย เขาต้องการ เป็นอยู่ คือต้องการชีวิต ; แต่ว่าเป็นความหมายต่ำมาก ตามความรู้สึกของบุถุชน. ชีวิตตามความรู้สึกของบุถุชน ที่เกิดมาจากความกลัวตาย อยากจะอยู่ ไม่อยากจะตาย. นี่ชีวิตตามความรู้สึกของบุถุชน

น.34 ๒๔ ถ้าละเอียดขึ้นไปอีกนิด ก็ ชีวิตตามกระแสแห่ง ปฏิจจสมุปบาท ที่พูดมาแล้วว่า เกิดผัสสะโง่ เวทนาโง่ ตัณหาโง่ อุปาทานโง่ ก็ถือว่ามีตัวตน เป็นชีวิตตามแบบ ของปฏิจจสมุปบาทระยะหนึ่งเท่านั้น เกิดมาจากอุปาทาน. ทีนี้ ชีวิตไม่จริงมากที่สุด ที่ไม่จริงมากที่สุด คือ ชีวิตวัตถุ. เราดูต้นไม้ต้นไร่มีชีวิต ลูกเป็ดลูกไก่มีชีวิต หรือในวัตถุสัตว์เซลล์เดียวก็มีชีวิต คือชีวิตตามคำนิยาม ในวิชาชีววิทยา Biology บัญญัติชีวิตว่า ความที่ยังสดอยู่ได้ ของ protoplasm ซึ่งเป็นเนื้อในของเซลล์เซลล์หนึ่ง, ในเซลล์ เซลล์หนึ่งยังสดอยู่ protoplasm ยังสดอยู่ นั่นคือชีวิต. ควรจะพูดว่า นั้นคือฐาน รากฐานของชีวิตฝ่าย วัตถุ เขาก็เรียกว่าชีวิตเหมือนกัน ภาษาไทยก็เรียกว่าชีวิต ; มันเลยปนกันใหญ่ กำกวมกันใหญ่. ชีวิตในแง่ชีววิทยานั้น ยิ่งเป็นชีวิตไม่จริง ชีวิตชั่วขณะ ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงเหมือน กับวิ่ง. ทีนี้ แม้ชีวิตที่มิใช่วัตถุ ชีวิตตามความหมายของ บุถุชนในทางนามธรรม มันก็เป็นชีวิตที่ยึดถือ ด้วยอวิชชา

น.35 ๒๕ อุปาทาน. ชีวิตนามธรรมตามความมั่นหมายของบุถุชน นี่ก็ไม่จริง, ไม่ใช่ชีวิตจริง. ทีนี้เราจะให้สังเกตง่าย ชีวิตชนิดที่มีแล้วรู้สึก หนัก รู้สึกร้อน รู้สึกเป็นทุกข์น่ะ นั่นชีวิตไม่จริง. เด็ก ๆ ก็พอจะสังเกตได้ว่า ชีวิตไหนมีเข้าแล้วหนักอึ้งด้วย ความยึดถือ ร้อนด้วยกิเลส เป็นทุกข์ทรมาน นั้นชีวิตไม่ จริง, เป็นชีวิตที่ยังไม่เข้าถึงตัวตนจริง. ที่พูดมาแล้ว ชีวิต ไหนยังไม่เข้าถึงตัวตนจริง ชีวิตนั้นไม่จริง. ถ้าเข้าถึงตัวตนจริง, อสังขตะจริง เกิดผลเป็น ความสะอาด สว่าง สงบ ออกมา นี้เป็นชีวิตจริง. แล้วในตัวตนของธรรม ชีวิตไหนเข้าถึงแล้ว ; ชีวิตนั้นจะ เข้าถึงของจริง. ชีวิตนั้นก็พลอยได้รับความจริง คือ ไม่ต้องเป็นทุกข์, คือไม่ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไปด้วย ; เพราะมันเห็นความไม่ได้มีตน มีแต่จิตที่บริสุทธิ์. ฉะนั้น คุณก็จับใจความเองว่า จิตที่บริสุทธิ์เท่า นั้น ที่จะเข้าไปถึงความเป็นชีวิตจริง. จิตที่อบรมดี แล้ว จนเข้าถึงความสะอาด สว่าง สงบ จึงจะเป็นชีวิต จริงได้; มันไม่เป็นทุกข์ ไม่ร้อน ไม่อะไร ; แม้มัน

น.36 ๒๖ จะเกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป ตามแบบของชีวิตนั้น มันก็ ไม่มีความทุกข์, แล้วมันไม่ได้ถือว่าเป็นตัวตน. . ชีวิตจริง เลยกลายเป็นชีวิตที่มิได้ยึดถือว่าเป็นตัวตน ของกู ของเรา, มันก็เป็นของธรรมไปตามธรรมชาติ นี้เรียกว่า ชีวิตไม่จริง ตามความรู้สึกของบุถุชน เป็นไปตามกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท ในทางวัตถุล้วน ๆ ก็มี, ในทางนามธรรมก็มี, ไปเอาเข้าแล้วเป็นทุกข์ หนัก ร้อน ; เพราะมันไม่ถึงตัวตนที่แท้จริง. นั้นชีวิตไม่จริง ลักษณะของชีวิตจริง. ทีนี้ก็มาถึง ชีวิตจริง กันบ้าง คือ ชีวิตที่มีภาวะ สะอาด สว่าง สงบ, มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ในนั้น. เคยอธิบายแล้ว ครั้งที่แล้วมา พระพุทธ พระ ธรรม พระสงฆ์ จริง คือภาวะสะอาด สว่าง สงบ. เอา ภาวะนี้มาใส่ไว้ในใจ, ในใจนั้นก็มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ; ก็พูดได้ทันทีว่า ชีวิตที่มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์จริงอยู่ในจิต คือชีวิตจริง มีลักษณะสะอาด สว่าง สงบ.

น.37 ๒๗ ดังนั้น ชีวิตจริงนี้ ก็เข้าถึงสิ่งนิรันดร อมตะ คือ ไม่ตาย มีอยู่ตลอดกาล; ไม่มีอะไรปรุงแต่ง โดย รู้สึกอยู่ ด้วยจิตที่รู้สึกอยู่ เช่นนั้น เรียกว่าชีวิตนั้นจริง. จิตนั้นเข้าถึงตัวตนจริง อย่างที่พูดมาแล้วข้างต้น มันอยู่กับ ตัวตนจริงเช่นนั้น คืออยู่กับนิพพาน ซึ่งมีความเย็น มี ความหมายเป็นความเย็น เพราะสะอาด สว่าง สงบ. ฉะนั้น ชีวิตจริงจึงไม่หนักเพราะยึดถืออะไรไว้, ชีวิตจริงจึงไม่ร้อน เพราะกิเลสเผา, ชีวิตจริงจึงไม่มืดด้วยอวิชชา, ชีวิตจริงจึง ไม่เป็นทุกข์. ฉะนั้น ชีวิตจริง ถ้าพูดเป็นภาษาเทคนิคสักหน่อย ตามที่พระพุทธเจ้าตรัส ก็คือว่า เวทนามันเย็นสนิท เย็น สนิทจนกระทั่งตาย. เวทนา คือ ความรู้สึกทางอายตนะนี้ ธรรมดาเป็นของร้อน ; เพราะยึดถือด้วยความโง่, ยึดถือ เป็นของเรา, เวทนาก็เป็นของร้อน. เมื่อไม่ยึดถือเวทนา เป็นของเรา เวทนานี้ก็เย็น ; ไม่สร้างความหนัก ความ ร้อน ความมืด ความทุกข์อะไรขึ้นมา ; นี้ เวทนาเป็น ของเย็น แล้วเย็นจนกระทั่งตาย ชีวิตจริงมีเวทนาเป็น

น.38 ๒๘ ของเย็นสนิท ทั้งทางนาม และทางรูป คือ ทั้งทางกาย และทางใจ, เย็นสนิทจนกระทั่งตาย ; นี้ลักษณะชีวิตจริง. ชีวิตจริงนี้ว่างจากกิเลส, ว่างจากความยึดมั่น ถือมั่น. ที่พูดเรื่องจิตว่างกันมาแล้ว จิตว่างจากกิเลส จิตจึงว่างจากความยึดมั่นถือมั่น, จิตจึงว่างจากความ ทุกข์ ; อย่างนี้เราเรียกว่า จิตว่าง ไม่ใช่ว่างอันธพาล อย่างที่เขาชอบพูดขึ้นและเพื่อด่าผม. นี้ไปแยกกันดูให้ดี คำว่า จิตว่าง นั้น คือว่างอย่างนี้ ชีวิตจริงจะถึงจิตว่าง ; ชีวิตไม่จริงไม่อาจจะถึง จิตว่าง. ไม่อาจจะมีจิตว่าง หรือพูดกลับกันก็ว่า จิตว่างจึง จะถึงชีวิตจริง ; จิตไม่ว่างก็ไม่ถึงชีวิตจริง, ไม่มีชีวิตจริง. ฉะนั้น เรามีชีวิตจริงไว้ จะชนะอันตราย หรือความ ทุกข์ ทุกชนิดทุกแห่ง และทุกเวลา ทุกชนิด และทุกแห่ง ทุกสถานที่ และทุกเวลาด้วย. เราจะชนะอันตราย คือ ความทุกข์หรือปัญหาทั้งหลาย ทุกชนิด ทุกแห่ง และ ทุกเวลา นี้ด้วยความมีชีวิตจริง. นี้สรุปเรียกว่า ชีวิตจริง สะอาด สว่าง สงบ เป็น นิรันดร, ไม่ตาย, ไม่ถูกปรุงแต่ง เป็นตนจริงของนิพพาน,

น.39 ๒๙ ไม่หนัก ไม่ร้อน ไม่ทุกข์ ไม่มืด, เวทนาจะกลายเป็นของ เย็นสนิท จนกระทั่งตาย ว่างจากกิเลส ว่างจากความทุกข์ ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น มีชีวิตจริงแล้ว มันจะเหมือนกับว่า มีเกราะป้องกันอันตรายทุกชนิด ทุกแห่งและทุกเวลา ; สรุปเรียกว่าชีวิตจริง. หาให้พบ หรือจะท้อใจเสีย, ไม่ไหว. คนสมัยนี้ เขาท้อใจกันง่ายๆ : ไม่ไหวแล้ว, พ้นวิสัยแล้ว, ไม่สนใจ แล้ว ; ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรนี่ เมื่อพุทธศาสนามีสอนอย่างนี้ ; เมื่อไม่เอาก็ไม่เอา, จะมาศึกษากันให้เสียเวลา, เมื่อ ไม่เอา ก็ไม่ต้องศึกษา. ถ้าสนใจจะได้ของจริง เข้าถึงของจริง ของพระพุทธศาสนา ก็ ต้องเข้าถึงอันนี้ คือดับทุกข์ สิ้นเชิง โดยแท้จริง. นี้เป็นเค้าเงื่อน สำหรับให้คุณจำเอาไป เป็นเครื่อง ศึกษา สังเกตทดลอง ระวังระไว ต่อไปข้างหน้า. เรามี ชีวิตไม่จริง มาจนกระทั่งบัดนี้ ; สนใจ เรื่องชีวิตจริงกัน เสียที, แล้วก็ทำให้มันได้.

น.40 ๓๐ ทางเข้าถึงชีวิตจริง. ทีนี้จะ เข้าถึงได้อย่างไร ? ทางที่จะเข้าถึงนั้นจะ เข้าถึงได้อย่างไร ? นี้ไม่ต้องพูดนะ ; เราพูดแล้ว มัชฌิมา คือทาง. การบรรยายครั้งที่แล้วมามีอยู่ครั้งหนึ่งว่า มัชฌิมา นั่นแหละคือทาง ; ฉะนั้น มัชฌิมาปฏิปทานั่นแหละคือ ทาง. อริยมรรค หนทางอันประเสริฐ อัฏฐังคิกะประกอบ ไปด้วยองค์ ๘ พูดมาแล้วในครั้งที่ ๗ ใช่ไหม ? นี่คุณลอง เอามาใส่ที่ตรงนี้. มัชฌิมาคือทางนี้, ทางเข้าถึงชีวิต จริง. ฉะนั้น เราเดินทางเรื่อย คือ มีสติ สัมผัสอารมณ์ ด้วยสติปัญญา ; เรามีสติปัญญาสัมผัสอารมณ์ทุกชนิด. การเดินทางนี้ จะไปถึงชีวิตจริง คือไม่ให้โอกาสแก่กิเลส. กิเลสจะมาขวางทางเราไม่ได้ สติเพียงพอ รวดเร็ว ปัญญา เพียงพอ; สติขนเอาปัญญามาทันเวลาเสมอ เมื่อสัมผัส อารมณ์ ทางตาก็ดี ทางหูก็ดี ทางจมูกก็ดี ทางลิ้นก็ดี ทาง ผิวหนังก็ดี ทางจิตก็ดี. สติเหมือนกับวิทยุที่เป็นคลื่นพา, frequency ของมัน เป็นคลื่นพา, แล้วปัญญาเหมือนกับคลื่นเสียง ที่ติดมากับ

น.41 ๓ ๑ คลื่นพา มาทำให้เรารับฟังได้ที่นี่. นี้เรา มีสติปัญญาใน การสัมผัสอารมณ์ แต่ละวัน ๆ ไม่ให้โอกาสแก่กิเลส. นี้คือการเดินทางถูกต้อง เป็นมัชฌิมาปฏิปทา นี้เป็นหนทาง. ทีนี้ถ้าจะถามว่า ที่ไหน ? เมื่อไร ? ทุกแห่ง ทุกเวลาที่เรามีสติปัญญา. จะต้องวงเล็บว่า ตามแบบ ของพุทธศาสนา; สติปัญญาตามแบบอื่นไม่ได้ ไม่เอา. ต้องสติปัญญาตามแบบของพุทธศาสนา คือตามแบบของ พระพุทธเจ้า ที่ทรงมีไว้ให้แก่เรา ที่เป็นสาวก. เรื่อง สติปัญญานี้ ก็อธิบายแล้ววันก่อน ในมัชฌิมาปฏิปทา นั้นเอง. เอาเป็นอันว่า เรารู้จักตนจริงและตนไม่จริง เรา รู้จักชีวิตไม่จริง และชีวิตจริง ปัญหามันก็จะหมด. เมื่อ รู้จักชีวิตจริง แล้วก็เป็นไปแต่ในทางที่ไม่ต้องเป็นทุกข์. อริยสัจจะ แปลว่า ของจริงอันประเสริฐ คือเรื่อง อย่างนี้ : คือเรื่องนี้ ทุกข์เป็นอย่างนี้, เหตุให้เกิดทุกข์เป็น อย่างนี้, ดับทุกข์สนิทเป็นอย่างนี้, ทางให้ถึงความดับทุกข์ เป็นอย่างนี้ ; รวมอยู่ในคำว่า ชีวิตจริง.

น.42 ๓๒ อนัตตามีอยู่ในอัตตา. เอ้า, ทีนี้จะพูดเป็นลักษณะสรุปท้าย พุทธศาสนา มีอนัตตาในทุกสิ่งที่บุถุชนเข้าใจว่าเป็นอัตตา. เป็น คำพูด logic, ฟังให้ดี, แล้วก็ฟังให้ถูกเรื่องของมัน พุทธ- ศาสนามีอนัตตา ในสิ่งที่บุญชนเห็นว่าเป็นอัตตา. บุถุชนเห็นสิ่งใดว่าเป็นอัตตา พุทธศาสนาจะมี อนัตตาในสิ่งนั้น คือทุกสิ่งที่บุถุชนกำลังเห็นว่า เป็นอัตตา, ตัวกู- ของกู, ในสิ่งที่เป็น ตัวกู - ของกู ของบุถุชนนั้น มีอนัตตาอยู่ในนั้น ตามหลักของพุทธศาสนา. พุทธศาสนาก็ มีอัตตา ในสิ่งที่ไม่มีความยึดถือ ว่าอัตตา; ไม่มีความยึดถือว่าอัตตาในสิ่งใด ก็จะมีความ ไม่ยึดถือ, มีตัวตนของธรรมะปรากฏอยู่ที่นั่น. ฉะนั้นจึง พูดทำนอง logic ว่า เมื่อไม่ยึดถือว่ามีอัตตา เรามีอัตตาตัวตน จริง เมื่อเราไม่ยึดถือว่ามีอัตตา ; เพราะว่าจะยึดถือว่าอัตตา ก็เป็นอัตตาปลอม ; ฉะนั้น เมื่อไม่มีการยึดถือว่าอัตตา นั่นแหละ จะมีอัตตาจริงขึ้นมา. อย่าไปยึดถืออะไรเป็น อัตตาสิ; เราก็ จะมีธรรมะเป็นอัตตาขึ้นมา.

น.43 ๓๓ ฉะนั้น บรรดาสิ่งที่เป็นอนัตตาโดยธรรมชาตินั้น เป็นชีวิตปลอม ; สิ่งที่เป็นอัตตาจริง ทำให้เข้าถึงชีวิตจริง. เมื่อไม่ยึดถือว่ามีอัตตา ก็เป็นอัตตาจริง ; อัตตาจริงนี้ ทำ ให้เข้าถึงชีวิตจริง คือชีวิตที่ประกอบอยู่ด้วยความสะอาด - สว่าง - สงบ, ตนจริง ที่ว่า อตฺตที่ปา อตฺตสรณา ธมฺม. ที่ปา ธมฺมสรณา - มีธรรมนั่นแหละเป็นตน แล้วก็เป็น ทีปะ ทีปะ นี้ ศัพท์นี้โดยแท้จริง แปลว่า แสงสว่าง ; มีทีปะ คือมี แสงสว่าง, มีสรณะ คือ มีที่ระลึกถึง. แต่ คำว่า ทีปะ นี้แปลว่า เกาะก็ได้, เกาะกลางทะเล หรือทวีป นั่นเอง. ในภาษาไทยเรียกว่า ทวีป, ในภาษาบาลีเรียกว่า ทีปะ อันนั้นมันเป็น ทวีปะ. ความหมายเดิมแท้ แปลว่า แสงสว่าง; แสงสว่างนั้นเป็นเหมือนเกาะ เหมือน ที่พึ่ง. ทีนี้ สรณะ - ที่แล่นไป แล่นไปหา, ที่จิตแล่นไป หา แปลว่า สรณะ. สร แปลว่า แล่นไป, สรณะ - เป็นที่ แล่นไป : มี ธรรมะเป็นที่แล่นไปแห่งจิต ในฐานะที่ เป็นแสงสว่าง หรือเป็นเกาะ หรือเป็นที่พึ่ง. เอาธรรมะ

น.44 ๓๔ เป็นที่พึ่ง ก็เรียกว่า เอา อัตตาที่แท้จริงเป็นที่พึ่ง. ฉะนั้น เขาจึงมีคำพูดเป็นหลักกลาง ๆ ว่า แสวงหาตนที่จริง. แสวงหาตนคือธรรมะจะพบชีวิตจริง. คำว่า แสวงหาตน นี้ เป็นคำโบราณ เก่าก่อนพุทธ- กาล อีกเหมือนกัน ; เพราะว่าเขาต้องการอัตตา ต้องการ ตน, เขาแสวงหาตนที่แท้จริง. ชาวบ้านประชาชนยึดถือ อย่างนี้ คือมีตัวตน เขาก็คิดแสวงหาตนที่แท้จริง แล้วเขา ก็รู้ว่ามีตัวตนที่ไม่แท้จริง ไว้ใจไม่ได้ : เขาจึงมีหลักที่จะ หาตัวตนที่แท้จริง อย่างที่คุณอ่านพุทธประวัติ ตอนที่ ภัททวัคคีย์ เที่ยวตามหาผู้หญิงที่หนีไป เขาพบกับพระพุทธเจ้า. พระ พุทธเจ้าท่านตรัสว่า หาตนดีหรือหาผู้หญิงดี. พวกนั้นโดย ลัทธิที่มีอยู่แล้วในจิตใจ ก็ตอบว่า หาตนดี ; เลิกหาผู้หญิง แล้วก็หาตน; ก็มานั่งกันตรงนี้ พูดกันเรื่องหาตน ก็ เลยได้บรรลุมรรคผล เพราะการหาตนที่ถูกต้อง, พบตน ที่เป็นตน ที่มีความหมายควรแก่ความเป็นตน คือธรรมะ, อสังขตธรรม.

น.45 ๓๕ จะเอาสังขตธรรมก็ได้ แต่ต้องเอาฝ่ายดี ; นี่เป็น ตัวตนที่เรียกว่าฝ่ายดี. แต่ถ้าว่าที่ ไม่เป็นสังขตะ คือ ไม่ ถูกปรุงแต่งเลยนั้น เป็นตนจริงกว่า, เกินดีไปอีก คือ จริงกว่า. แล้วในความดับทุกข์ ที่สุดทุกข์ของเรา มัน จึงอยู่เหนือชั่ว แล้วก็เหนือดี, เหนือบาป แล้วก็เหนือ บุญ. เหนือบาป มีบุญ แล้วก็ เหนือบุญ นั่นแหละ โลกุตตระ, ตนที่แท้จริง. พบธรรมที่ควรแก่ความเป็น ตนที่แท้จริง คือ ไม่ตาย ; เมื่อไม่ตายมันก็มีชีวิตจริง. ชีวิตไม่จริงมันก็ตาย ; ชีวิตจริงก็คือไม่ตาย, ไม่ต้องตาย. แสวงหาตนที่ไม่ตาย ตนจริง พบแล้วก็ทำให้ไม่มีความตาย, ไม่รู้สึกว่ามีตาย, ไม่มี ความหมายแห่งความตาย. นั่นเป็นพุทธศาสนา, เป็นหลัก พุทธศาสนาที่ต้องการจะอยู่เหนือเกิด แก่ เจ็บ ตาย เหนือ ความทุกข์ทั้งปวง, คือว่าตัด ทำลายความรู้สึกว่าตัวตน ที่เป็นมายาเสียได้ เหลือแต่ตนจริงของธรรม : มีธรรม ตั้งอยู่ในจิต, มีธรรมเป็นที่ปรากฏแก่จิต นี้ก็ พบตัวตนจริง พบอมตธรรม พบชีวิตนิรันดร ชีวิตจริง.

น.46 ๓๖ ฉะนั้น จึงสรุปความว่า แสวงหาตนกันเถิด ; แล้วคุณก็งงว่า ก็พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไม่มีอะไรที่เป็นตน ; ฉะนั้น อย่าให้มันเกิดปัญหาที่ตีกันยุ่งอย่างนี้. ไหนว่าทาง หนึ่งบอกว่า จงทำที่พึ่งแก่ตนโดยตน แสวงหาตนที่แท้จริงกัน เถิด, แล้วก็สะดุดขึ้นมาว่า เอ้า, ก็ ไหนว่าไม่มีตัวตน ก็เลยไปไม่ได้. พุทธบริษัทไม่ควรจะงงแบบนั้น มีธรรมะเป็นตน, หาตนที่เป็นธรรมะ; พบ ตน แล้วก็ดับทุกข์ได้. มีอยู่หลายแห่งนะ ที่ พระพุทธ เจ้าตรัสชวนว่ามาหาตน กันเถอะ อย่าไปเที่ยวหาผู้หญิง หา เงิน หาทอง หาอะไรนั้น , หมายถึงอย่างนี้ : ตนธรรมะ อย่างนี้ เมื่อพบธรรมะเป็นตน ก็พบตนที่แท้จริง เรื่อง มันก็จบ. วันนี้ผมก็พูดเพียงเท่านี้ว่า พบชีวิตจริง คือชีวิต ที่มีตัวตนที่แท้จริง, พบชีวิตจริง. ทุก ๆ องค์เกิดมาขอ ให้ ได้พบชีวิตจริง หรือพบตน ก็ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็น มนุษย์, และพบพระพุทธศาสนา ได้บวช แล้วก็ได้มา ปรึกษาหารือกันในเรื่องนี้. เอาละ, เวลาหมดแล้ว ก็ยุติการบรรยาย แล้วก็ปิด ประชุมในวันนี้ บ่าย ๓ โมงถ้าฝนไม่ตกมีอีก.

น.47 รายนามผู้บริจาคทรัพย์ช่วยค่าพิมพ์หนังสือ เรื่อง "พบชีวิตจริง" เงินช่วยค่าพิมพ์หนังสืองานฌาปนกิจศพ นายกิมไล้ แซ่เตีย ๑,๕๐๐ บาท, เงินเหลือจากถวายพระงานศพ นายผัน ภู่นาค ๗๒๐ บาท, อิสิญาโณ ภิกขุ (สมชาย สืบประสิทธิ์วงศ์) เท่าราคา ๔๐๐ บาท, คุณจำลอง ศรีโพธิ์ ๒๐๐ บาท, คุณประสิทธิ์ สืบประสิทธิ์ ๒๐๐ บาท, ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ ๔ จังหวัดชัยนาท ๑๕๐.๒๕ บาท, คุณมลิ สืบประสิทธิ์ ๑๒๐ บาท, วจโน ภิกขุ (พจน์ คล้ายประยูร) เท่าราคา ๑๑๓ บาท, บริจาครายละ ๑๐๐ บาท คุณลุ้ยเฮง แซ่กี่ คุณส้มแป้น แซ่กี่ อาจารย์สวิง อาจารย์วัน เพ็ญ กาแก้ว คุณจำเนิน สกุลทองมา ๖๐ บาท เงินเหลือจาก ถวายพระงานฌาปนกิจศพ นางประมวล ผืนนาน ๖๐ บาท บริจาครายละ ๕๐ บาท คุณสมศักดิ์ สืบประสิทธิ์วงศ์ คุณศิริรัตน์ แซ่กี่ คุณศิริกมล แซ่กี่ คุณศิริพร แซ่กี่ คุณสมควร สืบประสิทธิ์ คุณหมุยเจ๊ง แซ่กี่ ด.ญ. สมฤดี แซ่ลี้ คุณสมใจ สืบประสิทธิ์ ปรกุกโม ภิกขุ (พิทักษ์ ฉัตรทอง) สุสิโว ภิกขุ (สุสิวา หาลาภี) เท่าราคา ๔๐ บาท ๓๗

น.48 ๓๘ ผู้บริจาครายละ ๓๐ บาท คุณนฤดี ณิลังโส คุณบาง สืบประสิทธิ์ ร้านกิมซ่งหลี ตลาดป่าโมก รํสิโย ภิกขุ (ฉลอง ดารารัศมี) เท่าราคา ๑๔.๕๐ บาท บริจาครายละ ๑๐ บาท ด.ช. ธนาชัย ทัยธิษา ด.ญ. บุษราภรณ์ ทัยธิษา รวมรับทั้งสิ้นเป็นเงิน ๔,๔๓๗.๗๕ บาท จ่ายค่าพิมพ์หนังสือ เรื่อง ความสะอาด ความสว่าง ความสงบ ๔๙๐.๐๐ บาท จ่ายค่าพิมพ์หนังสือ เรื่อง พบชีวิตจริง ๓,๐๐๐.๐๐ บาท คงเหลือเงินอีก ๙๔๗.๗๕ บาท เก็บไว้เป็นทุนพิมพ์หนังสือธรรมะแจกในคราวต่อไป. ลายเซ็นต์ (พระครูพินิจธรรมานุรักษ์) วัดพินิจธรรมสาร ๙ ม.ค. ๒๗

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต