Buddhadasa.org
หนังสือสมถวิปัสสนาสำหรับยุคปรมาณู › อ่านฉบับเต็ม

📖 สมถวิปัสสนาสำหรับยุคปรมาณู

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — สมถวิปัสสนาสำหรับยุคปรมาณู

ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.9 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคมาฆบูชา เป็น ครั้งที่ ๔ ในวันนี้ จะได้บรรยายเรื่องสมถะวิปัสสนา เป็นครั้ง ที่ ๓ เพราะว่าครั้งที่ ๓ ที่แล้วมาไม่ได้บรรยาย การบรรยาย ในครั้งที่ ๔ นี้ ก็คือ การบรรยายเป็นครั้งที่ ๓ ของเรื่อง หรือ ชุด สมถะวิปัสสนาแห่งยุคปรมาณู. ธรรมบรรยายวันเสาร์ ชุด สมถะวิปัสสนาแห่งยุคปรมาณู ครั้ง ๔ ณ ลานหินโค้ง, สวนโมกข์, ๒๘ มกราคม ๒๕๒๗ เวลา ๑๔.๐๐-๑๖.๐๐ น.

น.10 ๒ เหตุผลที่ใช้ชื่อคำอธิบายชุดนี้. คำว่า "สมถะแห่งยุคปรมาณู" ฟังดูแล้ว มันก็เป็น ผิดปกติอะไรอยู่บ้าง; แต่ขอให้ทำความเข้าใจให้ถูกต้อง ในการที่ต้องใช้คำพูดชนิดนี้. โดยส่วนใหญ่ก็หมายถึงว่า มันเป็นยุควิทยาศาสตร์ ดังนั้น คำอธิบายนี้ก็จะอธิบายไปใน รูปแบบของวิทยาศาสตร์ และยุคปรมาณูเป็นยุคที่ว่าทำอะไร กันจริงๆ จัง ๆ ไม่มีเล่น ๆ; คำอธิบายนี้ ก็จะต้องเป็นคำ อธิบายที่ไม่ใช่เล่น ๆ หรือสลัว ๆ เหมือนกับที่ทำกันมา. ถ้าเป็นวิทยาศาสตร์ หมายความว่า มันมีของจริง มาตั้งลง สำหรับศึกษา ค้นคว้า พิสูจน์ ทดลอง. เดี๋ยวนี้ เรื่อง สมถะวิปัสสนา มัน เป็นเรื่องจิต ซึ่งไม่มีวัตถุหรือ ตัวตน. จะอธิบายกันอย่างไร ให้มันเป็นเรื่องที่ราวกับว่า มีวัตถุตัวตนมาตั้งอยู่เฉพาะหน้า, เป็นเครื่องศึกษา ค้นคว้า พิสูจน์ และทดลอง. ข้อนี้ขอให้ท่านพยายามให้ดีที่สุด ที่ จะให้เป็นได้อย่างนั้น มิฉะนั้นมันจะไม่ได้ผล, มันจะเสียเปล่า, มันจะสักแต่ว่าทำ ๆ ไปเท่านั้นเอง. ถ้าเป็น เรื่องจำ ๆ กัน แล้วมันก็ไม่สำเร็จประโยชน์, ถ้าเป็นเรื่อง สอนอย่างคาด คะเน สอนให้คาดคะเน มันก็ ยิ่งไม่สำเร็จประโยชน์ ;

น.11 ๓ มันต้องเป็นเรื่องที่จริง คือลงไปยังสิ่งนั้น ๆ จริงๆ ในตัว ความรู้สึก. ขอให้นึกถึงคำว่า "สันทิฏฐิโก" คือ รู้สึกอยู่ในใจ ; สิ่งที่เราพูดถึงนั้น มันต้องรู้สึกอยู่ในใจ แม้ว่ามันจะเป็น นามธรรม ไม่มีรูปไม่มีร่าง. แต่เมื่อมันรู้สึกอยู่แก่ใจ นั่นน่ะ สิ่งนั้นน่ะมันก็เหมือนกับว่ามีรูปมีร่าง เป็นความรู้สึกเป็นสุข รู้สึกเป็นทุกข์ หรือว่า ความรู้สึกอะไร เกิดขึ้นในใจจริงๆ ก็ขอให้รู้สึกลงไปที่ตัวความรู้สึกนั้น, มันก็เลยกลายเป็นของ จริง สำหรับศึกษา ค้นคว้ากันตามวิถีทางของวิทยาศาสตร์. นี่ขอให้ทำความเข้าใจกันในข้อนี้เป็นส่วนสำคัญ มิฉะนั้นจะ ไม่สำเร็จประโยชน์. แล้วก็ขอให้นึกถึงคำว่า เป็นคำอธิบายที่มุ่งหมายให้ เหมาะสำหรับยุคปรมาณูไว้เรื่อยๆ; ฉะนั้นผู้ฟังก็ขอให้ฟัง อย่างว่าเป็นบุคคลในยุคปรมาณูด้วยกันด้วย คือให้มันจริง, ให้มันจริง, มันไม่ใช่จำ ไม่ใช่คาดคะเน ไม่ใช่ละเมอเพ้อ ฝัน นี่ขอให้ทำความเข้าใจกันอีกครั้งหนึ่งว่า ทำไมจึงให้ ชื่อคำอธิบายคำบรรยายชุดนี้ว่า "คำอธิบายสมถะวิปัสสนาแห่ง ยุคปรมาณู".

น.12 ๔ อานิสงส์ของการทำสมถะวิปัสสนา. ทีนี้ จะขอทบทวนสิ่งที่ต้องทบทวน ให้รู้สึกอยู่ใน ใจอยู่ตลอดเวลาเป็นลำดับ. อย่ารู้สึกรำคาญ โดยเฉพาะ ก็คือความจริงที่จริงที่สุดว่า เ รื่องวิปัสสนาหรือสมถะ- วิปัสสนา ที่กำลังพูดถึงนี้ เป็นสิ่งที่ต้องมี หรือต้องทำ ให้ได้ ; ไม่ใช่เพียงแต่รู้ ๆ จำ ๆ แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำให้ได้ เพื่อประโยชน์อะไร ? เพื่อประโยชน์ จะแก้ปัญหาที่มีอยู่จริง. ความจริง ข้อแรก ก็คือว่า เรามีความรู้สึกที่ เ ป็น ทุกข์ เพราะว่าเราไม่มีสติปัญญาพอ ในขณะที่มีผัสสะ. นี้คนที่มาใหม่เพิ่งมาฟังใหม่ครั้งนี้ คงจะฟังไม่รู้เรื่อง ก็ขอ ให้จดจำไว้ก่อนก็ได้ว่า ความทุกข์ทั้งหลายเกิดขึ้นในชีวิตของ เรา รบกวนอยู่ตลอดเวลานั้น เพราะว่าเรามันโง่เมื่อมีผัสสะ, คือมีการกระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เป็นประจำวัน. ในขณะแห่งผัสสะ เช่นนั้น เรา มันโง่ เหมือนกับว่า ไม่รู้อะไร, ไม่มีสติ รู้สึกอะไร ไม่มี ปัญญาที่จะรู้แจ้งอะไร จิตใจมันก็ปรุงกันไป ในลักษณะ ที่ต้องเป็นทุกข์ อย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้. นี้มันเป็นเรื่อง ยาวที่ต้องอธิบายกันเรื่องหนึ่ง ซึ่งอธิบายแล้วคราวอื่น ;

น.13 ดี ใครไม่เคยได้ยินได้ฟัง ก็หามาศึกษาเถิดว่า ความทุกข์เกิด เพราะเราโง่ ในขณะที่มันมีผัสสะในชีวิตประจำวัน. ถ้าจะไม่ให้โง่ ก็ ต้องมีสติให้พอ และ เ ร็วพอที่ จะมาทันในเวลาของผัสสะ , แล้วก็ มีปัญญาความรู้ ที่ได้ ศึกษาอบรมไว้ ในเรื่องของวิปัสสนานี้พอ ว่าอะไรเป็น อะไร, อะไรเป็นอย่างไร, เป็นความรู้ที่เพียงพอ, ใ ห้สติขน เอาความรู้นี้มา ให้ทันในขณะแห่งผัสสะ เมื่อมีทั้งสติมีทั้ง ปัญญาในขณะแห่งผัสสะอย่างนี้แล้ว จิตนั้นมันก็ไม่ถูกปล่อย ให้ปรุงไปอย่างโง่เขลา จนมีความทุกข์ ; จะควบคุมจิตนั้น ไว้ได้, ปรุงมาในทางที่จะไม่ต้องเป็นทุกข์, แล้วก็จัดการ แก้ไข กระทำสิ่งต่าง ๆ ที่มันเนื่องกันอยู่นั้น ให้ลุล่วงไป ด้วยดี. เป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างไร ก็ทำได้ถูกต้องไม่มีอะไร เสียหาย แล้วก็ได้ประโยชน์, แล้วคนก็ไม่เป็นทุกข์ด้วย. นี่เรื่อง มีสติพอในขณะแห่งผัสสะ เราก็ ไม่ต้องเป็นทุกข์ นี่เป็นข้อหนึ่งละที่ประโยชน์สำคัญ ทีนี้ อีกข้อหนึ่งก็คือว่า เรา จะบังคับจิตได้ ถ้า เรามีสติปัญญา , ตามแบบของวิปัสสนานี้ เราจะเป็นคน บังคับจิตได้. เรื่องบังคับจิตได้นั้นเป็นเรื่องกว้างขวาง ที่

น.14 ๖ ใช้คำว่าเอนกประสงค์. ถ้าเรา บังคับจิตได้เท่านั้นแหละ เราจะทำอะไรสำเร็จ, และ ป้องกันสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา ได้ด้วย. มันมีอยู่สองแง่นะ ว่า ความคิดนึกที่ไม่พึงปรารถนา ถ้าเราบังคับจิตได้ มันก็ไม่เข้ามา, แล้วเรา บังคับจิตได้ ก็ บังคับเป็นไปแต่ในทางที่ควรจะเป็นไป มันก็ ไม่มีความทุกข์. ท่านแสดงอานิสงส์ไว้มากกว่านี้ แต่เห็นว่าเพียง สองประการนี้ก็เกินพอแล้ว ว่าเราจะ มีสติในขณะที่มีผัสสะ, ไม่เกิดความโง่ในขณะแห่งผัสสะก็ไม่มีทุกข์ เหมือนกัน. แล้วก็ บังคับจิตได้ ไม่ให้มันเป็นไปในทางที่จะต้องเป็น ทุกข์, ไม่มาเป็นวิตกกังวล ที่เรียกกันว่า อารมณ์ค้าง อยู่ใน จิตใจหลายวันหลายคืน มันก็ยังค้าง ยังวิตกกังวลอยู่, แล้วก็ นำให้เป็นโรคประสาท ซึ่งกำลังเป็นกันมากขึ้นทุกที. อาตมาอยู่ที่นี่ไม่ได้ไปไหน แต่ก็รู้ว่าเป็นโรคประ- สาทกันมากขึ้นทุกที ก็เพราะว่าคนที่มีลักษณะเป็นโรคประ- สาทมาที่นี่มากขึ้น ๆ ก็รู้ได้เอง ; โดยเฉพาะยุคปัจจุบันนี้ ซึ่งอะไร ๆ มันก็เป็นไปอย่างฉุกละหุก ยากที่จะควบคุม คน เราก็เป็นโรคประสาทกันมากขึ้น. ฉะนั้นจึงขอฝากไว้ใน ความสนใจว่า ทำสมาธิวิปัสสนานี้ มันจะคุ้มกันโรคประ-

น.15 ๗ สาทนี้ได้เป็นอย่างดี ; ก็เพราะเหตุว่า มันทำให้บังคับจิต ได้, ความรู้สึกคิดนึกอะไร ที่เราไม่ต้องการจะให้มีอยู่ก็สลัด ออกได้. รวมความสั้น ๆ ว่า ทำสมถะวิปัสสนานี้ เพื่อให้มี สติเร็วและเพียงพอ และเพื่อให้มีการบังคับจิตได้; สอง อย่างเท่านี้ก็เหลือกินเหลือใช้แล้ว, หรือว่าจะพูดอีกอย่าง หนึ่งก็ได้ว่า ปัญหาทุกอย่างมันมารวมอยู่ที่ปัญหาสองอย่างนี้; ถ้าเรา มีสติ และ บังคับจิตได้ ปัญหาทั้งหลายจะมารวมอยู่ ที่นี่ แก้ได้ โดยการกระทำอย่างนี้. ที่จะบรรลุมรรค ผล นิพพาน เป็นพระอรหันต์ ก็เพราะว่าบังคับจิตได้ อย่างนี้ เป็นต้น ; เราจึงมุ่งไปยังปัญหาหลักว่า จะต้องมีสติให้เร็ว ให้พอ และจะบังคับจิตให้ได้, เอาเป็นว่ามันมีเรื่อง มีสติ และบังคับจิตได้ ให้สังเกตตอนที่มีสติบังคับจิตได้. ทีนี้ ขอให้ท่านทั้งหลายคอยสังเกตดูให้ดี ๆ ว่า การ ปฏิบัติวิปัสสนา ทำสมถะวิปัสสนา ที่จะอธิบายต่อไปนี้ มัน เป็นการทำให้มีสติและทำให้บังคับจิตได้. ท่านจงคอยสังเกต

น.16 ๘ ว่า เมื่อได้อธิบายตอนไหน ข้อไหน จงหาให้พบว่า มันทำ ให้มีสติขึ้นมาอย่างไร, และมันทำให้บังคับจิตได้อย่างไร. นี่ ขอให้คอยจ้องไว้อย่างนี้ ซึ่งอาตมาก็จะค่อยอธิบายไปตามลำดับ ทีละข้อ ๆ จนกว่าจะครบถ้วน ในขณะต่อไป, เดี๋ยวนี้ทำความ เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องที่ควรทราบก่อนอย่างนี้ เอ้า, ทีนี้ก็จะบอกให้ทราบว่า ระบบสมถะวิปัสสนา. ทั้งหมดนั้น ที่มีอยู่ ในพระบาลี มันมีสมบูรณ์แบบหรือ สมบูรณ์, ดังนั้น จึง มีมาก กิจที่ท่านกล่าวไว้ หรือที่พระองค์ ตรัสไว้อย่างสมบูรณ์แบบ ครบถ้วน สำหรับผู้ที่จะกระทำ กันจริง ๆ คือเสียสละบ้านเรือน ออกไปอยู่ป่า, มีเวลา ทั้งหมด มีเรี่ยวแรงทั้งหมด, แล้วก็ทำกันจริงๆ ; ดังนั้น ท่านจึงตรัสไว้ให้มากมาย ๆ สมบูรณ์แบบมากมาย หรือว่าลึก ซึ้งเอาการอยู่. ทีนี้ คนที่ไม่อาจจะสละบ้านเรือนไปอยู่ป่า ไปทำ อย่างสมบูรณ์แบบได้นั้น จะทำอย่างไร ; แม้ในครั้งพุทธ- กาลมันก็มีอยู่นะ คนที่ไม่สามารถจะละบ้านเรือนออกไปอยู่ ในบ่าเป็นโยคี เป็นภิกษุ ผู้ปฏิบัติ อยู่ทั้งวันทั้งคืน มัน เป็นไม่ได้ มันก็มีอยู่. ดังนั้นมันจึงต้อง มีระบบลัด หรือ

น.17 ๙ สังเขป สำหรับคนที่ไม่อาจจะทำอย่างสมบูรณ์แบบ อย่าง นั้น แต่ก็สำเร็จประโยชน์ได้เหมือนกัน ; นี่ระบบลัดสั้น สังเขปนี้มันก็มีอยู่อีกระบบหนึ่ง ซึ่งคนพวกนี้ไม่ต้องทำเต็มที่ สมบูรณ์แบบตามที่ตรัสไว้ทั้งหมด. ทีนี้ ลองคิดดูเถอะว่า คนพวกไหนมีมากในโลกหรือ ในแผ่นดินในประเทศอินเดีย ครั้งพุทธกาล; แม้ครั้งพุทธ กาลนั่นแหละ คนพวกไหนมีมาก มันก็คือ คนพวกชาวบ้าน ธรรมดา มีมาก. คนที่จะออกไปอยู่บ่า ปฏิบัติอย่างจริง ๆ ได้ มันไม่มีกี่ค น ; ดังนั้น มันจึงต้องมีระบบ ที่เราจะใช้ พูดจาสั่งสอนกัน สำหรับคนประเภทนี้ ซึ่งเรียกว่าคน ชาวบ้านธรรมดานี้. มัน จึงเกิดระบบสมถะวิปัสสนา ขึ้น สองระบบ คือ ระบบใหญ่ไพศาลสมบูรณ์แบบระบบหนึ่ง, นั่นก็จะพูดถึงเหมือนกัน แต่ไว้คราวอื่น; อีกระบบหนึ่ง สำหรับประชาชนทั่วไป ซึ่งมีมากกว่ามาก มันก็มีอีกระบบ หนึ่ง. นอกจากนั้นยังจะต้องมองไปอีกทางหนึ่งว่า คนโง่ คนฉลาด คนไหนมีมาก ? มนุษย์ประเภทฉลาดเฉลียว มีสติ ปัญญามาก กับมนุษย์ที่ธรรมดา ๆ ต้องพูดกันมาก พวกไหน

น.18 ๑๐ มีมาก ? มันก็พวกธรรมดามีมาก แล้วบางทีพวกที่โง่เขลา ไม่อาจจะเข้าใจได้ จะมากเสียกว่าอีก. เดี๋ยวนี้เราจะพยายามลง มา จนถึงว่า แม้พวกธรรมดาที่เรียกว่าพวกโง่เขลานั่นแหละ ก็มีทางที่จะศึกษารู้และปฏิบัติได้ด้วยเหมือนกัน. อาตมา จึงตั้งเค้าโครงหรือความพยายาม ที่จะพูดให้ต่ำลงมา ถึงขนาด นี้ว่า คนธรรมดา ๆ ที่จะถูกจัดว่าเป็นคนโง่เง่า ชั้นโง่เง่านี้ ก็ ควรจะมีความรู้พอที่จะรู้ได้ ปฏิบัติได้และช่วยให้เอาตัวรอดได้. รวมความว่า ถ้าพูดกันไว้แต่ระบบละเอียด ประณีต สมบูรณ์ สูงสุดแล้ว มันก็เป็นหมัน ; เพราะว่าคนที่จะรับ ความรู้ขนาดนั้นได้มันมีน้อย จึงต้องมีระบบที่ พอดีสำหรับคน ทั่วไปขึ้นมาอีกระบบหนึ่ง ซึ่งจะขอเรียกไปที่ว่า ระบบลัด สั้น. แต่อย่าเพ่อตกใจว่า ถ้าเป็นลัดสั้นแล้ว ก็จะไม่สำเร็จ ประโยชน์ ; นี้ขอให้รู้ไว้ว่า แม้จะเป็นระบบลัดสั้นก็ยัง สำเร็จประโยชน์คือ ดับทุกข์ได้ เหมือนกัน. ทำไมมันจึงลัดสั้นได้ ? ก็เพราะว่าเราไม่ต้องไปทำ อย่างสมบูรณ์แบบ, บางอย่างเราก็ไม่ต้องทำ; โดยเฉพาะ อย่างยิ่งเรื่องเกี่ยวกับอิทธิปาฏิหารย์นี้ไม่ต้องทำ, หรือแม้ ที่สุดแต่ว่าจะบรรลุรูปฌาน อรูปฌาน ก็ไม่ต้องทำ, ไม่ต้อง

น.19 ๑๑ ทำจนถึงกับบรรลุรูปฌาน อรูปฌานในระบบลัดสั้น ; เพียง แต่ทำให้เป็นสมาธิพอสมควร แล้วก็ไปศึกษา พิจารณา ธรรมะสูงสุด เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ให้มันพอ มันก็ดับทุกข์ได้. พวกที่เขาทำได้ก็ทำซิ ทำให้บรรลุฌาน ทั้งรูปฌาน ทั้งอรูปฌาน, แล้วจึงค่อยพิจารณา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วก็บรรลุกันอย่างดีเลิศ, มีอิทธิปาฏิหารย์ มีอะไรเป็น อุภโตภาควิมุติ. นั้นน่ะมันดี มันประเสริฐเกินไป มัน ไม่เอามาใช้กับคนธรรมดานี้ได้ จึงยังไม่พูด. ในวันนี้จะ ยังไม่พูดระบบใหญ่ทั้งหมด, จะพูดแต่ระบบลัดสั้น เท่าที่จะ เป็นประโยชน์แก่คนธรรมดาสามัญทั่วไป. ทีนี้ ก็อย่าเข้าใจว่า ถ้าลัดแล้วมันก็ใช้ประโยชน์อะไร ไม่ได้; มันก็ใช้ประโยชน์ได้ คือถึงจุดที่มุ่งหมายต้องการ เหมือนกัน. แต่ว่าไม่เก่ง ใช้คำว่าอย่างนี้ก็แล้วกัน, จะทำ อะไรได้สำเร็จเหมือนกัน แต่ว่าไม่มีความเก่ง แต่มันก็ทำได้. เอากันเพียงเท่านี้มันก็จะพอ ; มิฉะนั้นจะตายเปล่า. พวก คนไม่เก่งทั้งหลายนั้น อย่าไปหวังให้มันมากนัก มันจะตาย

น.20 ๑๒ เปล่า; เอาแต่เพียงว่า ดับทุกข์ได้มันก็จะพอ จึงขอสรุป มาบรรยายในลักษณะที่เป็นระบบลัดสั้น, ลัดสั้น ท่านจะถามว่า ลัดสั้นอย่างไร ? ก็ตอบว่า เว้น ส่วนที่เกินหรือไม่จำเป็นออกเสีย ; นั้นแหละคือลัดสั้น เหมือนอย่างว่า บ้านเรือน เรามีอะไรเท่าที่จำเป็น จะกินจะอยู่ จะใช้จะสอย มันก็อยู่ได้; แต่ที่ในบ้านเรือนมันเต็มไป ด้วยสิ่งที่เกินที่จำเป็น เหมือนกับคนบ้า จะพูดได้ว่า ทุก บ้านมันจะเหมือนกับคนบ้า, มันมีสิ่งที่ไม่จำเป็น ที่มันเกิน จำเป็นเต็มไปหมด เห็นไหม ? ถ้าเราเอาไปทิ้งเสียให้หมด, ให้เหลือแต่ที่จำเป็น เราก็อยู่กันแต่สิ่งที่จำเป็น เราก็ไม่ตาย ; เราก็อยู่ได้ และก็เป็นสุข. บางทีจะไม่ยุ่งมากเหมือนกับ บ้านเรือน ที่มันเต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่จำเป็น. เดี๋ยวนี้มัน เห่อนั่น เห่อนี่, อะไรออกมาโฆษณา ก็ซื้อเอามาใส่ในบ้าน ในเรือน รกรุงรังไปหมด, ล้วนแต่ไม่จำเป็น. ทาง ปฏิบัตินี้ ก็เหมือนกัน เราจะ มีหลักว่า ส่วนที่ไม่ จำเป็นนี้จะเอาออก คือจะเว้นเสีย จะเดินไปแต่ส่วนที่ จำเป็น; มันจึงเป็นการลัด.

น.21 ๑๓ ถ้าถามว่า ลัดอย่างไร ? ก็คือเว้นส่วนที่เกินจำเป็น ออกไปเสีย คือไม่ต้องสมบูรณ์แบบ สำหรับหรูหรา สวย งาม วิจิตร พิสดาร เอาแต่เท่าที่จำเป็นที่จะดับทุกข์ ได้ ทีนี้ ถ้าถามว่า ทำไมต้องลัดล่ะ ? ทำไมจะต้องลัด ล่ะ ? มันก็ตอบอยู่แล้วว่ามัน จะไม่เสียเวลา , และมันจะไม่ ต้องลัด ให้มามีระบบที่เหมาะสำหรับคนทั่วไปหรือส่วนมาก ล้มละลาย. ถ้าไม่ลัดมีแต่ระบบใหญ่ ระบบสำหรับคนมีสติ ปัญญา ; คนที่ไม่มีสติปัญญาก็ไม่มีทางจะทำได้, แล้ว เรื่องนี้ก็เป็นหมันเสียมาก ; เพราะว่าทำได้น้อยคน. นี่จึง เปรียบระบบลัดกับสมบูรณ์แบบ. ทีนี้ จะเทียบกันให้ดู ว่า ลัดอย่างไร ? คอยฟังให้ดี บางทีจะฟังไม่ถูกก็ได้ว่าลัดอย่างไร ? คือเอาระเบียบที่มัน สมบูรณ์แบบ กับระเบียบที่เราจะพูดลัดสั้นนี่มาเทียบกันดู ถ้าเราเอาระบบสมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะอานาปานสติ ตาม หลักมหาสติปัฏฐานก็ดี, ตามหลักอานาปานสติสูตรก็ดี นี่เรียกว่า สมบูรณ์แบบ, เอามาเปรียบเทียบกับหลักที่จะพูด ต่อ จะพูดทีหลังว่าลัดอย่างไร.

น.22 ๑๔ ถ้าเป็น ระบบสมบูรณ์แบบ ก็เป็น ๔ หมวด : หมวด กาย หมวดเวทนา หมวดจิต หมวดธรรม หมวดกาย คือลมหายใจ ก็กำหนดลมหายใจสั้น ลมหายใจยาว, รู้ธรรมชาติธรรมดาของลมหายใจสั้น รู้อิทธิพล ของมัน, รู้กระทั่งว่า ความที่มันตบแต่งร่างกาย-กายเนื้อ แล้วรู้วิธีทำให้ลมหายใจระงับ ๆ ๆ จนเป็นถึงเป็นฌาน เป็น รูปฌาน ฯลฯไปตามลำดับ ; เพียงแต่ ๔ ขั้นนี้ก็เกือบตาย แล้ว. ระบบสั้น นั้น มัน ไม่ต้องทำถึงอย่างนั้น ทำแต่ จิตเป็นสมาธิพอสมควร , แล้วก็ไปพิจารณาธรรมะที่ เป็นตัวเรื่องกันเสียเลย เพียงแต่เกี่ยวกับกาย หรือลมหายใจ อย่างเดียวใน ๔ ขั้นนั้น มันก็ใหญ่โตมโหฬาร, แล้วก็ทำไป ให้ถึงกับเป็นฌานเป็นสมาธิชั้นอัปปนา เป็นฌานเพื่อว่าจะได้ มีปีติ หรือสุขจากองค์ฌานนั้นไปใช้ในขั้นต่อไป เดี๋ยวนี้เรา ไม่ต้องทำ ในเรื่องลัด ทีนี้ พอมา หมวดที่สอง หมวดเวทนา ก็ต้อง เอาปีติแท้จริงมารู้สึกอยู่ในใจ เอามาจากฌาน. สุขที่แท้ จริงมารู้สึกอยู่ในใจ, เอามาตั้งหน้าตั้งตาศึกษา สอดส่องดู จนรู้ว่า อันนี้เองมันปรุงแต่งจิต, แล้วก็หาวิธีลดกำลังของ

น.23 ๑๕ ปีติและสุขนั้นเสีย จนได้ตามปรารถนา, เพียง ๔ ขั้นนี้ก็ เกือบตายอีกนั่นแหละ. ถ้าสำหรับคนโง่ จะทำไม่ได้ทัน เวลาดอก, จะไปศึกษาเรื่องปีติเรื่องสุข จนกระทั่งลดอำนาจ ของมันได้ลงไปๆ. เรามีวิธีกระโดดข้าม ตามลัดสั้น คือ เมื่อ จิตเป็น สมาธิพอสมควรแล้ว ก็กำหนดความรู้สึกที่มันเกิดขึ้น เอง, ไม่ใช่จากฌานว่า พอใจ ไม่พอใจ อะไรก็รู้สึก, แล้วก็ ควบคุมมันไปตามที่จะทำได้, แล้วมัน จะค่อยรู้ขึ้นมาเองว่า เป็นเรื่องมายา. เวทนาทั้งหลายเป็นเรื่องมายา เป็นการ กำหนดง่าย ๆ เรียกว่าขั้นเดียวก็ได้ ก็มีผลเท่ากับว่า ๔ ขั้น ของหมวดเวทนานุปัสสนา. ทีนี้ มาถึง หมวดที่สาม สมบูรณ์แบบหมวดที่สาม เรื่อง จิตตานุปัสสนา , รู้ว่าจิตเป็นอย่างไร, แล้วก็มีวิธีทำจิต ให้ร่าเริงอย่างไร, มีวิธีทำจิตให้ตั้งมั่นอย่างไร, มีวิธีทำจิตให้ ปล่อยวางอย่างไร มันยากพอ ๆ กับว่า จะหัดแสดงกายกรรม จีนอย่างนั้น; ไม่ต้องเลย, ไม่ต้องเลย ทั้ง ๔ ขั้นนี้ใน หมวดจิตตานุปัสสนา, สี่ขั้นนี้ไม่ต้องทำเลย. ถ้าเอา อย่าง ลัดสั้น ที่จะไปทำ คอยกำหนดจิตทุกชนิด จนรู้จักดี, แล้ว

น.24 ๑๖ ทำจิตให้ร่าเริงได้ทันที ทำจิตให้ ตั้งมั่นทันที ทำจิตให้ ปล่อย วางทันที. นี้มันเก่งนะ มันเก่งเกินไป ไม่ต้องก็ได้. เรากระโดดข้ามไปยังหมวดที่สี่ ธัมมานุปัสสนา ได้เลย, คือว่า เมื่อจิตเป็นสมาธิบ้างแล้วพอสมควร ใน หมวดที่หนึ่ง กระโดดข้ามไปพิจารณาว่า ไม่เที่ยงๆ อะไรที่อยู่ในความรู้สึก ลมก็ดี อะไรก็ดี ที่มีอยู่ในความรู้สึก ที่เรากำหนดอยู่, เห็นความไม่เที่ยง, เห็นความไม่เที่ยง. นี่เรียกว่า กระโดดข้ามจากหมวดที่หนึ่ง ขั้นที่ ๑ ไปสู่หมวดที่สี่ เรื่องความไม่เที่ยงเลย; จะเห็นความไม่ เที่ยงของสิ่งที่เป็นตัวเนื้อ เป็นตัวในชีวิตชีวานี้ ก็กำหนด ความไม่เที่ยง นั้นอยู่เรื่อยไป ทุกครั้งที่หายใจ, จนรู้สึก คลายความรัก ความพอใจ ความยึดถือในสิ่งที่เคยยึดถือ, เช่น สุขเวทนา เป็นต้น, หรือแม้ในตัวชีวิตเอง ที่เรา เคยหลงรักยึดถือหมายมั่น เพราะมันเห็นความไม่เที่ยงของ ทุกส่วน ที่ประกอบกันเป็นชีวิต; มัน ก็คลายความยึด มั่นถือมั่นในชีวิต ก็เห็นว่าโอ้คลายแล้ว, คลายแล้ว, เพ่ง กันให้มากตอนนี้ เห็นความไม่เที่ยง. พอเห็นว่ามันเริ่มคลาย ความยึดถือ แล้วก็เพ่งที่ความคลาย ๆๆ คลายจนกระทั่ง

น.25 ๑๗ ว่า ความยึดถือบางส่วนดับไป, ก็ดูที่ความดับไปแห่ง ความยึดถือบางส่วนนั้นก็ได้ กระทั่งว่าอะไรหลุดไปแล้ว , อะไรพ้นไปแล้ว สลัดไปได้ แล้ว ก็เอามาดู ; เป็นขั้นที่ ๔ ของหมวดที่สี่ คือสลัดคืน. ถ้าว่าที่จริง ไม่ต้องดูก็ได้ ถ้าว่ามันปล่อย คือไม่ยึด แล้ว มันปล่อยแล้ว มันก็ ไม่ต้องดูก็ได้ ว่ามันปล่อยแล้ว; เพราะว่าเมื่อมัน ปล่อยแล้ว มัน ก็หมดทุกข์แล้ว ดับทุกข์ ได้แล้ว . มันก็พอใจได้แล้ว, ไม่ต้องดูก็ได้. ฉะนั้นจึง คงดู แต่อนิจจัง, ดูแต่ความที่มันคลายออก , แล้ว ดูแต่ความ ที่มันดับไป ก็พอ. แต่ถ้าสมบูรณ์แบบ เขาต้องดูความ ที่มันสลัดคืนนั่นแหละ สลัดได้แล้ว ชนะแล้ว อะไรแล้วนี้ ด้วย. นี่เราจะประหยัด ลัดสั้นได้มาก โดยทำจิตเป็น สมาธิพอสมควร คือ กำหนดสิ่งเหล่านั้น กำหนดลม กำหนด อะไรตามที่มีอยู่นั่นแหละ, แล้วอะไรเกิดขึ้นในความรู้สึก ทุกชนิด ก็ดูว่ามันไม่เที่ยง, จะแยกดูให้ละเอียดกว่านั้นก็ได้ เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟังตามสมควร. แต่ทางที่ลัดสั้นกระโดดเร็ว ที่สุด ก็คือ อะไรเข้ามาปรากฏในความรู้สึกแล้ว ดูความ ไม่เที่ยง.

น.26 ๑๘ เมื่อเห็นความไม่เที่ยง แล้วก็นับว่าได้เปรียบแล้ว พูดภาษาชาวบ้านว่า ชัยชนะอยู่ข้างฝ่ายเราแล้ว ; เราได้ เปรียบเต็มที่แล้ว ถ้ามองเห็นความไม่เที่ยงของสิ่งนั้น ๆ แล้ว ก็เรียกว่าหวังได้. เพ่งที่ความไม่เที่ยงเรื่อยไป ๆ ๆ แล้วมัน จะคลาย, คลายความยึดถือ โดยอัตโนมัติ, ตามกฎของ ธรรมชาติ มันคลายเอง. แล้วเมื่อมันคลายเอง ๆ คลายเอง ตามกฎของธรรมชาติมันก็ดับไปได้ หรือสิ้นไปได้ เป็นเรื่องๆ อย่าง ๆไป. มันไม่ต้องมากมาย ไม่ต้องมีพิธี วิธีอะไรมากมาย จนกล่าวได้ว่า พอเห็นความไม่เที่ยงแล้ว, ไม่เที่ยงแล้ว, มัน ก็จะหล่นผล็อยไปทีเดียว ; สิ่งที่เคยยึดถือจะหล่นผล็อยไป : เหมือนกับใบไม้ร่วงในฤดูใบไม้ร่วง นี่มันก็เหลือเท่านี้ ทำจิต เป็นสมาธิพอสมควร, ดูความไม่เที่ยงแล้วมันก็จางคลายดับ ไป, เหมือนกับใบไม้ร่วงในฤดูใบไม้ร่วง, นี้มันสั้นนะ. แต่ถ้าพูดสมบูรณ์แบบ มันสี่หมวด หมวดละสี่ขั้น มันเป็นสิบหกขั้น. แล้วในแต่ละขั้น ๆ ของสิบหกขั้นนั้น มันมีเรื่องมาก พูดกันเดือนหนึ่งก็ไม่จบ, เขียนเป็นหนังสือ ก็เล่มเบ้อเร่อเลย. นั่นแหละคือสมบูรณ์แบบ นั้นเก็บไว้ก่อน อย่าเอามาพูด.

น.27 ๑๙ ระบบลัดสั้นเหมาะแก่ทุกคน. วันนี้จะพูดเรื่องระบบลัดสั้น วิธีลัดสั้น ที่คิดว่า ที่เห็นเลยละ ไม่ต้องคิดดอก ที่เห็นได้เลยว่า มันเหมาะสำหรับ ทุกคน. ฉะนั้นขอให้ฟังให้ดี เรื่องที่เปรียบเทียบให้เห็น อย่างเมื่อตะกี้ยุ่ง ๆ นั้น ไม่ต้องสนใจดอกยุ่งหัวเปล่า ๆ, ไม่ ต้อง ไม่ต้องเทียบ, ไม่ต้อง, ไม่ใช่หน้าที่ที่ผู้ปฏิบัติจะต้อง เทียบ เป็นแต่เพียงเอามาเทียบให้ฟังว่า มันลัดสั้นได้ แล้ว มันก็ไม่เสียไปในส่วนสำคัญ คือมันสำเร็จประโยชน์ด้วย เหมือนกัน, จะเอามาพูดให้ท่านทั้งหลายฟังว่า มันเป็นสิ่งที่ ทำได้. การลัดสั้นคือทำอย่างนี้ เลิกกันไม่ต้องพูดแล้ว เรื่อง ลัดสั้นทำไม, เพราะเหตุไร, อย่างไร, ไม่ต้องพูดกัน, มา พูดกันถึงเรื่องวิธีปฏิบัติ ที่จะปฏิบัติไปตามวิธีที่เรียกว่า ลัดสั้น. หลักปฏิบัติลัดสั้นเกี่ยวกับลมหายใจ. เอ้า, ทีนี้พูดเรื่องลัดสั้น แม้อย่างนั้นก็ยังจะต้อง แบ่งออกเป็นสักสองตอน เพราะมันเป็นการปฏิบัติที่ยืดยาว ; ถ้าแบ่งออกเป็นสักสองตอน มันจะง่ายเข้า, มันจะง่ายเข้า.

น.28 ๒๐ เรื่องยืดยาวถ้าเรามาทำเป็นตอนสั้น ๆ เข้า มันปฏิบัติง่ายเข้า. ระบบลัดสั้น สำหรับท่านทั้งหลายทุกคน ขอตัดออก เป็น สองตอน คือ ตอนที่ปฏิบัติเกี่ยวกับลมหายใจ นี้ตอนหนึ่ง, แล้วก็ ตอนปฏิบัติที่เกี่ยวกับอิริยาบถ ทั้งหลายนั้นยืดยาว มาก มันเกี่ยวโยงกันมาก. พูดกันในตอนระบบสั้น ลมหายใจอย่างไรนี้ก่อนดี กว่า, จะได้เป็นพื้นฐานด้วย จะเป็น ก. ข. ก. กา ในขั้นต้น ด้วย, แล้วก็จะใช้กับระบบอื่น ๆ ต่อไปข้างหน้าได้ด้วย ; ฉะนั้นขอพูดระบบ เกี่ยวกับลมหายใจ ก่อน. ทีนี้ เราก็เริ่มกำหนดเกี่ยวกับลมหายใจ ธรรมดา เราก็หายใจกันอยู่แล้ว ; เพียงแต่มีสติกำหนดลมหายใจ ที่เรา หายใจอยู่นี่มันหายใจอย่างไร เมื่อหายใจอยู่น่ะ จะเรียกว่าจิต ก็ได้, จะเรียกว่าสติก็ได้. ถ้าเรียกให้ถูกต้องเรียกว่า สติ สติ มันไป กำหนดที่ลมหายใจ : หายใจเข้า - ออกอย่างไร, หลับตาก็ได้ ไม่หลับตาก็ได้, แล้วแต่สะดวกสำหรับบางคน แต่ขอให้สติกำหนดอยู่ที่ลมหายใจ ว่าลมหายใจเข้าไป - ลม หายใจออกมา ลมหายใจเข้าไป - ออกมา, เข้าไป - ออกมา, เข้าไป - ออกมานี้ ..

น.29 ๒๑ เดี๋ยวนี้สติมันมากำหนดอยู่ที่ลมหายใจ มันผิดกับ ธรรมดามาก ที่เราไม่ได้กำหนด ; สติมันไปอยู่กับอะไรไม่รู้ ไปอยู่กับวัวควาย ไร่นา ของเอร็ดอร่อยสนุกสนาน, ไม่อยู่ที่ อะไรดอก. ธรรมดา มันไปอยู่กับทุกสิ่ง ที่มันเป็นเหยื่อ, เดี๋ยวนี้ จับมากำหนดลมหายใจที่เข้าอยู่ - ออกอยู่, เข้าอยู่ - ออกอยู่. นั่นแหละดูเถิด นั่นแหละคือฝึกสติ ละ, สติ มันถูกฝึก ; ถ้าฝึกได้ มัน ก็มีสติ. ฉะนั้นจงรู้ว่า มันจัดการเข้ากับสติโดยตรง ; เอา ตัวสติมากำหนดลมหายใจ, มีทางที่จะกำหนดเป็นลำดับเข้าไป คือประณีตละเอียด ลึกขึ้นไปเป็นลำดับ, ครั้งแรกก็กำหนด เพียงว่า เข้าและออก : หายใจเข้าหนอ - ออกหนอ, เข้า หนอ - ออกหนอ; ไม่ต้องออกเสียงดอกไม่ต้องว่าเป็นเสียง ว่าออกหนอ - เข้าหนอ. พูดด้วยใจ เหมือนกับเราพูดว่า เข้าหนอ - ออกหนอ แต่ไม่ต้องทำเสียงให้หนวกหู นี่หายใจเข้าก็เข้าหนอ ออกก็ออกหนอ, จะว่าเข้า เฉย ๆ ก็ได้โดยไม่หนอ. แต่เรื่องหนอนี้มีประโยชน์ เดี๋ยวจะ ค่อยอธิบายทีหลัง เราไม่ชอบหนอ เราก็ เอ้า, เข้า - ออก, เข้า - ออก เพียงเท่านี้ เท่านั้นแหละ, ไม่ใช่เรื่อง

น.30 ๒๒ เล็กน้อยเสียแล้ว. จิตมันไม่ยอม มันดิ้นรนที่จะไม่อยู่ที่นี่, มันจะไปเที่ยวที่อื่น ; เพียงแต่ว่า ใครกำหนดให้ได้ว่า มัน เข้าหนอ - ออกหนอ เข้าหนอ - ออกหนอ อยู่ที่ตรงนี้นะ นี่ก็เรียกว่า สติมันถูกฝึกอย่างมาก , จิตมันถูกบังคับอย่าง มาก . สติต้องมาหัดฝึกกำหนดอยู่ที่อารมณ์นี้ คือ ลม หายใจแล้วก็บังคับไม่ให้ไปที่อื่นนะ จิตนั่น ; จึงเรียกว่าทั้ง ฝึกสติและทั้งบังคับจิต. อยากจะบอกว่า ทำเหมือนเล่น ๆ ก็ได้, ได้ผลดีกว่าทำเครียดจริงจัง ด้วยความยึดมั่นถือมั่น, ทำเหมือนกับเล่น ๆ แต่ขอให้ทำได้นะ เข้า-ออก, เข้า-ออก, เข้า - ออก ตามเวลาที่นานพอสมควร. ทีนี้ เมื่อทำได้ จะฝึกสักกี่วันกี่เวลาก็ตามใจ ก็เลื่อน ขึ้นไป เถอะว่า สังเกต ให้ละเอียดเข้าไปอีกว่า มัน สั้น หรือมัน ยาว ; ที่มันเข้าไปหรือออกมา, มันสั้นหรือมันยาว ทีนี้มัน สั้นก็รู้ว่าสั้น , ถ้ามัน ยาวก็รู้ว่ามันยาว . ถ้าว่ามัน ยาวก็ว่ามันยาว, ถ้าว่ามันสั้นก็ว่ามันสั้น จึงกำหนดว่ายาว- สั้น หรือยาวหรือสั้น, ยาวหนอก็ได้ สั้นหนอก็ได้ ให้พอดี กับครั้งหนึ่ง ที่มันหายใจออกยาว ก็ว่ายาวหนอ สั้นก็สั้นหนอ.

น.31 ๒๓ นี้มันรู้ละเอียดขึ้นไปว่า มันยาวหรือมันสั้น เมื่อ ตะกี้รู้แต่ว่า มันหายใจเข้าหรือหายใจออก. ชุดนั้นกำหนดว่า เข้าหนอ - ออกหนอ, เข้าหนอ - ออกหนอ จนได้. ชุดนี้ กำหนดว่าสั้นหนอ - ยาวหนอ, สั้นหนอ - ยาวหนอ หรือ ยาวหนอ - ยาวหนอ หรือสั้นหนอ - สั้นหนอ. นี่เรียกว่า สติมันถูกฝึกให้มากำหนดอยู่ที่ความสั้นหรือความยาว. เอ้า, ทีนี้ละเอียดเข้าไปอีกว่า มัน หยาบหรือ ละเอียด : ถ้า หายใจแรงก็คือหยาบ หายใจเบาก็คือ ละเอียด. ถ้าหัวใจหรืออารมณ์มันกำลังตื่นเต้น คนเราก็ หายใจหยาบ ; เช่นโกรธเช่นกลัวนี้หายใจมันก็หยาบ หรือ มันตกใจอะไรมา หายใจมันก็หยาบ ; ถ้าไม่มีเหตุการณ์เหล่า นั้น หายใจมันก็ละเอียด ลมมันก็ละเอียด. เดี๋ยวนี้เราสังเกตดูว่า โอ ! มันหยาบโว้ย หรือมัน ละเอียดโว้ย การกำหนดก็จะเกิดขึ้นว่า หยาบหนอ ละเอียด- หนอ, หยาบหนอ, หยาบหนอ, หยาบหนอ, ละเอียดหนอ, ละเอียดหนอ ละเอียดหนอ; ไม่ต้องไปนึกห่วงว่าเข้าหรือ ออก สั้นหรือยาวดอก เพราะว่ามันมีอยู่แล้วในตัวนี้. ถ้ารู้ว่า หยาบ มันก็หยาบออกไป - หยาบเข้ามา, ในเมื่อเราจะกำหนด

น.32 ๒๔ หยาบหรือละเอียด เราก็กำหนดหยาบละเอียดเป็นส่วนใหญ่, แล้วมันก็รู้สึกอยู่ดีว่าหายใจเข้าหรือหายใจออก นั้นมันรู้เอง. นี่เห็นไหม ว่ากำหนดลมหายใจชนิดนี้ ไม่ต้องเป็น นักปราชญ์ราชบัณฑิตที่ไหน ; ชาวนาก็ทำได้ : นั่งลงในที่ สมควร, นั่งลงตามสบายในที่สมควร, ไม่ต้องบ้าเลือกพิถี- พิถันอะไรกันนัก. ที่มันพอนั่งได้ตามสบาย นั่งขัดสมาธิตาม สบาย, วิธีที่มันไม่ล้มนั่นแหละ, เอาง่าย ๆ. เรานั่งอย่างเด็ก ๆ หัดนั่งขัดสมาธิมาแต่เล็ก แค่นั้นแหละพอแล้ว. นี่กำหนดลมหายใจในขั้นที่ว่า เข้าหนอ - ออกหนอ, เข้าหนอ - ออกหนอ ; นี้เปลี่ยนเป็นว่าสั้นหนอ - ยาวหนอ สั้นหนอ ยาวหนอ ก็กำหนดได้ดี, กำหนดว่าหยาบหนอ ละเอียดหนอ, หยาบหนอ ละเอียดหนอ. นี้มันไม่ยาก, มัน ไม่ยาก. ถ้าทำไม่ได้แล้วก็คิดว่าแย่มาก ; ถ้าใครทำไม่ได้ก็ดู จะเหมือนกับแมวละ เป็นแมวไปเลยถ้าทำอย่างนี้ไม่ได้; จึงเรียกว่าลัดสั้นที่สุด ต่ำที่สุด, ง่ายที่สุดแล้ว. ฝึกเพ่งดูให้รู้จักรูปนาม. เอ้า, ที่นี้จะสูงขึ้นนี่จะสูงขึ้นไป แม้ว่าเรื่องลัดสั้น มันก็มีชนิดละเอียด ลึก สูง เหมือนกัน. ทีนี้ก็จะกำหนดว่า

น.33 ๒๕ เมื่อเรากำหนดลมอยู่นั่นน่ะ ลมมันถูกกำหนด, ลมมันถูก กำหนด. ที่เรารู้สึกว่าจิตกำหนด, จิตกำหนด นี่มันจะแยก กันเป็นรูปและเป็นนาม. ลมหายใจนั้นเป็นรูป ไปกำหนดที่ ลมหายใจ, กำหนดลมหายใจเข้าออกอะไรก็ตาม ว่ารูปหนอ - รูปหนอ; เพราะว่าเรากำหนดที่ลมหายใจ เราก็กำหนดว่า รูป หรือรูปหนอ - รูปหนอ, คือตัวลมนั่นแหละเขาเรียกว่า รูป เพราะว่ามันเป็นรูปธาตุ, หรือกำหนดที่ลมกระทบ หรือกำหนดที่อะไรก็สุดแท้ ที่มันเป็นเนื้อเป็นหนัง เป็นวัตถุ แล้วก็เรียกว่ารูป. ที่นี้ กำหนด ที่ความรู้สึกของจิต จิตที่ กำหนด หรือตัวผู้กำหนด คือตัวจิตก็ได้ หรือตัวความรู้สึก ว่ากำหนดก็ได้, อันนี้มันเป็นนาม. ถ้าไปกำหนดเข้าที่จิต ที่เป็นผู้รู้สึก ก็นามหนอ, นามหนอ. ถ้ากำหนดที่ลมหายใจ ก็ว่ารูปหนอ รูปหนอ ; มีหลายแห่งที่ให้กำหนดว่ารูปหนอ, แล้วก็มีหลายแห่งที่ให้ กำหนดว่านามหนอ. ขอแต่ว่าจิตที่กำหนด หรือความรู้สึก ที่ว่ากำหนดก็ได้ ; นี้เรียกว่านามหนอ-นามหนอ. เราก็เลย กำหนดนามรูป - นามและรูป : นามคือความรู้สึกที่กำหนด, รูปคือสิ่งที่ถูกกำหนด. ถ้าว่าเรากำลังทำความรู้สึกอยู่ที่ลม

น.34 ๒๖ หายใจแล้วเราก็พูดออกมาว่า รูปหนอ - รูปหนอ แต่ไม่ต้อง ออกเสียง ; พูดวิธีที่ไม่ต้องออกเสียง. เมื่อจิตมันเพ่งลงไป ที่ลมที่ถูกกำหนด หรือที่ที่ลมมันกระทบก็ดี จงกำหนดว่ารูป หนอ - รูปหนอ, คือมันเป็นรูปธรรม กำหนดว่ารูปหนอ. แต่ถ้าไปกำหนดที่ตัวความรู้สึกที่กำหนด หรือจิตที่กำหนด ว่านามหนอ - นามหนอ. นี่เรารู้จักสองอย่างแล้วนะ รู้จัก ทั้งรูปและทั้งนาม. ถ้าว่าเรากำหนดลมหายใจยาวหรือสั้น หยาบหรือ ละเอียดก็ตาม ความที่มันยาวหรือสั้น มันก็เป็นรูปเหมือนกัน, เขาเรียกว่า อุปาทายรูป มีลักษณะแห่งความยาว ความสั้น, ความหยาบ ความละเอียด, หรือกิริยาที่เข้าไปกิริยาออกมา ก็เรียกว่ารูปได้เหมือนกัน. อุปาทายรูป ไม่ใช่มหาภูตรูป. ถ้ากำหนดลมหายใจแท้ ๆ มันก็เป็นมหาภูตรูป, กำหนดรูปที่ เป็นตัวมหาภูตรูป; แต่ไม่อยากจะอธิบายแล้ว มันจะเกิน แล้ว. คุณไม่ต้องรู้ดอกว่า รูปมหาภูตรูปหรืออุปาทายรูปมัน จะเกินแล้ว มันจะยุ่งแล้ว ; เอาแต่ว่า ถ้าว่ากำหนดที่ตัวลม หายใจ หรือที่ลมหายใจกระทบ, หรือลักษณะอาการแห่งลม หายใจ กำหนดอยู่แล้วก็รู้สึก : โอ, นี้รูป เราก็รูปหนอ,

น.35 ๒๗ กำหนดจิตที่กำหนด หรือความรู้สึกที่รู้สึก ก็เรียกว่านามหนอ, นามหนอ. ถ้าจะไปบอกชื่อภาษาบาลีทุกอย่างๆ เรื่องมันก็มาก มันกลายเป็นเกินสมบูรณ์แบบ, เป็นเรื่องเกินเสียเวลาเปล่า ๆ. ขอให้กำหนดแต่เพียง อะไรเป็นรูป อะไรเป็นนาม, มันเป็น ของหยาบและเนื่องอยู่กับของหยาบ ก็เรียกว่ารูป, ถ้ามัน เป็นของละเอียดไม่มีรูปก็เรียกว่านามคือจิตใจ. ตอนนี้คงจะ ยากขึ้นมาบ้างแล้วนะ เมื่อหายใจเข้าออกอยู่ กำหนดลมว่ารูป หนอ - รูปหนอ, กำหนดที่จิต ที่กำหนดลมอยู่ว่า นามหนอ นามหนอ หรือความรู้สึกอยู่ว่ากำหนดอยู่อย่างไร. นี่ก็นาม หนอ นามหนอ. นี้ขึ้นมาถึงขั้นกำหนดรูปนาม ฝึกกำหนดดูให้รู้จักเบญจขันธ์. เอ้า, ทีนี้เอาให้มันเก่งขึ้นมาอีกสักนิดหนึ่ง บางคน อาจจะง่วง หรือโมโหแล้วก็ได้ คือมันไม่รู้ว่าอะไรนี่, เอ้า, ทีนี้จะกำหนดให้เก่งขึ้นมาอีกนิด. คุณช่วยจำไว้ให้ดีเถอะ ที่ เรียกว่าเบญจขันธ์ ๆ นั้น จะรู้จักเบญจขันธ์กันละทีนี้ ; เข้าใจ ว่าเหล่านี้คงจะเคยได้ยิน เบญจขันธ์ : รูป เวทนา สัญญา

น.36 ๒๘ สังขาร วิญญาณกันมาแล้วทั้งนั้น ; จะมาบอกกันให้รู้ว่า มัน อยู่อย่างไร. เมื่อเรา กำหนดลมมาตามลำดับ ๆ อย่างที่ว่ามานี้ : เข้าหนอ ออกหนอ สั้นหนอ ยาวหนอ หยาบหนอ ละเอียด หนอ นามหนอ รูปหนอ. ที่นี้จะกำหนดให้มันเห็นชัดว่า อย่างไรเรียกว่ารูป, ก็อย่างที่ว่ามาแล้ว กำหนดที่ลม หรือ กำหนดที่ความสั้นยาว หยาบ ละเอียดของลม. นี้เรียกว่ารูป, รูปเหล่านี้เรียกว่ารูปขันธ์. ขันธ์แปลว่าหมวดหรือกอง คือกองรูป. ทีนี้ถ้าในเวลาที่กำหนดนั้น มัน มีรู้สึกเวทนาอะไร แทรกแซง เข้ามาบ้าง เมื่อเรากำหนดอยู่อย่างนี้; บางที เรารู้สึกสบายก็มี พอใจ ถูกใจก็มี, หรือถ้าเผอิญว่าภายนอก มันแทรกแซง เช่นว่ามันเจ็บที่นั่ง หรือปวดเมื่อยขึ้นมาก็มี อย่างนี้. ถ้าความรู้สึกอย่างนี้มันเกิดขึ้นมา แล้วก็เรียกว่า เวทนา; เวทนา นี่เวทนาขันธ์แหละ. เวทนาขันธ์มาแสดง หน้าตาให้เห็นแล้ว. เมื่อกำหนดลมหายใจอยู่ พอใจ สบายใจ ความพอใจ สบายใจในความรู้สึก, ต้องมีความรู้สึกอยู่จริง ๆ นะ ; นั่นแหละคือ เวทนาขันธ์ จึงกำหนดว่า เวทนาหนอ,

น.37 ๒๙ เวทนาหนอ, เวทนาเฉย ๆ ก็ได้ เวทนาหนอก็ได้. นั่น แหละคือเวทนาขันธ์, รู้จักเวทนาขันธ์ ที่ท่องกันมาร้อยหน พันหนเสียบ้างซิ ได้แต่ท่อง. เดี๋ยวนี้จะรู้จักว่าตัวจริงเป็น อย่างไร. ทีนี้ เมื่อเรากำหนดลมอยู่ : สั้น-ยาว อะไรก็ตาม ตามที่กำหนดนั้น มันทำความสำคัญมั่นหมายได้ว่า โอ้, นี่ เรียกว่าลม นี้เรียกว่าสั้น นี้เรียกว่ายาว หรือสำคัญได้ว่า หยาบว่าละเอียด, ความสำคัญได้ มั่นหมายว่าเป็นอย่างไรได้ นี้ เรียกว่าสัญญาขันธ์ มันจำได้ว่า อย่างนี้เรียกว่าสั้น อย่างนี้ เรียกว่าลม, อย่างนี้เรียกว่าลมสั้น, อย่างนี้เรียกว่าลมยาว, อย่างนี้ลมหยาบ, อย่างนี้ลมละเอียด ; มันจำได้ กำหนดได้ นี้เรียกว่าสัญญาขันธ์ มันมีสัญญากำหนดได้. นี่ สัญญาขันธ์ เราเพ่งเฉพาะที่ความรู้สึก; กำหนดได้ จำได้ สำคัญได้ ว่าสัญญา สัญญาหนอ สัญญาหนอ สัญญาหนอ. นี่ จิต กำหนดอยู่ที่ความรู้สึกในความสำคัญ นั้นแหละ, แล้ว จะเรียกสิ่งนั้นว่า ความสำคัญหรือสัญญา, แล้วก็ใช้คำว่า สัญญา ก็สัญญาหนอ สัญญาหนอ สัญญาหนอ.

น.38 ๓๐ ทีนี้ ตัวการกำหนดนั้นเอง มัน มีความคิดอยู่ใน ตัวการกำหนด, ความคิดนึกที่มันมีอยู่ในตัวการกำหนดก็ดี หรือถ้าเผอิญจิตเวลานั้นมันไปหวนคิดถึงอะไรก็ดี ; ความ คิดนั้นคือสังขาร. สังขาร ปรุงแต่ง คือความคิด ; ไป กำหนดเข้าที่ตัวความคิดนั้นแล้ว ก็ว่า สังขารหนอ สังขาร หนอ สังขารหนอ สังขารหนอ. ทีนี้มา กำหนดที่ตัววิญญาณ. การที่จะรู้สึกต่อ ลมนั้น มันต้องมีกายวิญญาณ เช่นกาย ผิว จมูกนั้นเป็นกาย มีวิญญาณที่นั่นรู้สึกต่อลม นี้ก็คือวิญญาณ : กายวิญญาณ หรือมโนวิญญาณ ที่มันจะมากำหนดเข้าที่ตัวลม ที่หยาบ ละเอียดเป็นต้นนี้ ก็เรียกว่าวิญญาณเหมือนกัน, จะเป็นกาย วิญญาณ ก็ดี มโนวิญญาณ ก็ดี, มันก็จะ เกิดอยู่ในขณะที่ กำหนดอยู่ตลอดเวลา. เรากำหนดว่า วิญญาณหนอ ๆ วิญญาณหนอ ๆ วิญญาณของกายวิญญาณ. ที่รู้สึกต่อลม กระทบก็ดี หรือมโนวิญญาณ, รู้สึกต่อการที่จิตนั้นมันกำหนด อารมณ์นั้นก็ดี, เรียกว่าวิญญาณด้วยกันทั้งนั้น ; ได้ ๕ อย่างแล้วนะ รูป หนอ ๆ เวทนา หนอ สัญญา หนอ สังขาร หนอ วิญญาณ หนอ. นี้ ๕ ขันธ์ ๕ อย่างนี้

น.39 รู้จักขันธ์ห้า ตัวจริงในความรู้สึก เป็นสันทิฏฐิโก อย่างนี้ . อย่างนี้เรียกว่าเรากำหนดนามรูป : รูปคือกาย, นาม คือ เ วทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ. รูปนั้นกำหนดเป็น อย่างเดียว เรียกว่ารูป จะเป็นอุปาทายรูป หรือมหาภูตรูป ก็รวมเรียกว่ารูป; ส่วนเวทนา สัญญา สังขารวิญญาณ รวมเรียกว่า นาม. เดี๋ยวนี้เรารู้จักกำหนดรูปหรือนาม ; ถ้าแยกนามเป็นสี่ ก็แยกเป็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แล้วแต่เราจะชอบอย่างไร. ถ้ายอมเสียสละเวลา หรือ เหน็ดเหนื่อยบ้าง ก็ศึกษาพอให้จำได้ว่า ท่านจำแนกไว้เป็น ๕ อย่าง คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ยากดอก ; ตั้งใจพักเดียว วันเดียว มันก็กำหนดได้เป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ, แล้วก็มาแยกกำหนดทีละอย่าง ๆ เมื่อกำหนดลมหายใจอยู่นั้น จะหาพบทั้งรูป ทั้งเวทนา ทั้ง สัญญา ทั้งสังขาร ทั้งวิญญาณ. ช่วยจำไว้ให้ดี อาตมาบอกว่า เ มื่อกำหนดลมหาย ใจอยู่ ตามแบบนี้ในนั้น จะหาพบทั้งรูป ทั้งเวทนา ทั้ง สัญญา ทั้งสังขาร ทั้งวิญญาณ. เดี๋ยวนี้เรามันกำหนด

น.40 ๓๒ นามรูปได้โดยหยาบ ๆ ว่า นามรูป ; ถ้าโดยละเอียดก็ว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ. เดี๋ยวนี้กำหนดนามรูป ได้แล้ว, กำหนดสิ่งที่เรียกว่านามรูปได้แล้ว. ดีละ, คนที่จด ๆ ไปนั้น คงจะเอาไปได้ ; แต่คนที่ไม่จด ไปนี้คงจะเหลือวิสัยที่จะจำได้. อาตมาคิดว่า ค่อยไปหาเอาทีหลังซิ. ฝึกกำหนดรู้เกิด-ดับ เดี๋ยวนี้กำหนดนามรูปแล้วนะ ต่อไปจะกำหนดเกด -ดับ. ชุดต่อไปนี้จะกำหนดเกิด-ดับ ; เรื่องนามรูปหรือ เบญจขันธ์นั้นเสร็จไปแล้ว, ชุดต่อไปนี้จะกำหนดเกิด-ดับ. พอลมปรากฏในความรู้สึกว่าลมเกิด ละเอียดจนไป ถึงว่า ถ้ามันรู้สึกเห็นเป็นความยาว ก็ความยาวเกิด, ความ สั้นเกิด, ความหยาบเกิด, ความละเอียดเกิด. นี้อุปาทาย รูปทั้งนั้นแหละ มันก็มีเกิดเหมือนกัน. พอลมหมดไปก็ เรียกว่าลมดับ ๆ ความยาวดับ ความสั้นดับ ความหยาบดับ ความละเอียดดับ. หรือเมื่อเราจะกำหนดเป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ, เราก็ กำหนดให้เป็นเกิด และ ดับ ก็ได้ ; เช่นลมปรากฏ รูปเกิด ลมหายไป รูปดับ, เวทนา

น.41 ๓๓ รู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดก็เวทนาเกิด พอหายไป เวทนาดับ, สัญญาเกิด สัญญาดับ, ความคิดเกิด ก็มีสังขารเกิด, ความ คิดดับก็สังขารดับ, วิญญาณทำหน้าที่ก็เรียกว่าวิญญาณเกิด วิญญาณไม่ทำหน้าที่ก็เรียกว่า วิญญาณดับ. เดี๋ยวนี้เรามาแยกดู แยกกำหนดดู เฉพาะอาการ ที่มันปรากฏออกมา เรียกว่า มันเกิด , คือมันทำหน้าที่ อยู่ เรียกว่ามันเกิด. พอมัน ไม่ทำหน้าที่ หายไป ก็ เรียกว่า มันดับ. ชุดนี้กำหนดเกิด-ดับ, เกิดดับ เรา ไม่ต้องออกชื่อก็ได้ พอเห็นว่า ลมเกิดก็รูปเกิด ; แต่เรา ไม่ต้องพูดว่า รูปเกิดหนอ เราพูดว่า เกิดหนอ ๆ. พอรูป ดับไป เราไม่ต้องพูดว่า รูปดับหนอ พูดว่าดับหนอ ๆ หรือ ดับเฉย ๆ ก็ได้ : เอ้าเกิด-เอ้าดับ, หรือว่าเกิดหนอ ดับหนอ, เกิดหนอ-ดับหนอ. แต่ถ้าเก่ง ปากมันดี ปากมันคล่อง มันจะพูดได้เร็ว ๆ ว่า รูปเกิดหนอก็ได้เหมือนกัน. รูปดับ หนอ เวทนาเกิดหนอ เวทนาดับหนอ สัญญาเกิดหนอ สัญญาดับหนอ ฯลฯ. แต่ถ้าว่าไม่คล่องแคล่ว ไม่ทำมาอย่าง คล่องแคล่วแล้ว ทำมาไม่ทันออก, กำหนดไม่ทัน, ทำไม่ทัน แน่.

น.42 ๓๔ ฉะนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะทำเดี๋ยวนี้แล้วจะได้เลย มันก็ ต้องทำมาเป็นวัน ๆ หรือหลายสัปดาห์ มันจึงจะกำหนดได้, กำหนดทัน แล้วก็พูดทัน แล้วลงจังหวะพอดี : เกิดหนอ -ดับหนอ, เกิดหนอ-ดับหนอ, เกิดหนอ-ดับหนอ ของ รูปก็ได้ ของนามก็ได้ ของเวทนา ของสัญญา ของสังขาร ของวิญญาณก็ได้. นี้ กำหนดเกิด หนอ ดับ หนอ มัน เกิดจริง มันดับจริง มัน ปรากฏอยู่ในความรู้สึกจริง ๆ. มันต้องรู้สึกอยู่ในความรู้สึกจริงๆ ว่ามันเกิด ; เรา จึงจะพูดว่ามันเกิดหนอ แล้วมันหายไป จึงจะพูดว่า ดับหนอ. ไม่ใช่ว่านั่งท่อง แล้วของไม่รู้อยู่ที่ไหน นั่งฟังนั่งท่อง แล้ว ของไม่รู้อยู่ที่ไหน นั้นไม่มีทางจะสำเร็จประโยชน์ดอก. มันต้องมีอะไรเกิดอยู่จริง ๆ เช่นว่า รูปเกิดก็ว่าเกิดหนอ, รูป ดับคือลมหายใจหายไป ก็เรียกว่าดับหนอ, ความยาวปรากฏ ก็ว่า ความยาวเกิดหนอ, ความสั้นปรากฏ ความสั้นเกิดหนอ, ความหยาบปรากฏ ความหยาบเกิดหนอ, ความละเอียดปรากฏ ความละเอียดเกิดหนอ, มันแล้วแต่ว่า จิตกำลังกำหนดหรือ รู้สึกอยู่ที่อะไร. นี้เรียกของจริง ๆ, ทำที่ของจริง, ไม่ใช่

น.43 ๓๕ ของคาดคะเน หรือของคำนวณ. มันจึงเป็นวิทยาศาสตร์ เพราะมันทำเป็นของจริง ไม่ใช่ปรัชญาเพ้อเจ้อ ได้แต่คำนวณ. นี้อาการที่ลมเกิด ลมดับ, นามเกิด นามดับ ขันธ์ ใดขันธ์หนึ่งเกิด ขันธ์ใดขันธ์หนึ่งดับ, กำหนดอยู่ว่าเกิดหนอ ดับหนอ เกิดหนอ ดับหนอ ; จะพูดว่ารูปขันธ์เกิดหนอ มันยาวนัก มันจะขลุกขลัก เพราะมันรู้สึกอยู่แล้วว่า ลมมัน เกิด ก็คือรูปขันธ์เกิด, หรือเวทนาเกิด ก็เวทนาเกิด, เวทนา ดับก็เวทนาดับ, ก็ว่าเกิดหนอก็พอ, ดับหนอก็พอ ในใจมัน รู้สึกอยู่ดีแล้วว่า อะไรมันเกิด ฝึกกำหนดเห็นอนิจจัง. เอ้า, ทีนี้เลื่อนชั้นอีก เลื่อนลำดับปฏิบัติต่อไปอีก. ทีนี้ กำหนดอนิจจัง หลังจากกำหนดเกิดดับ เกิดดับ เกิดดับ อยู่แล้ว จนชำนาญ เชี่ยวชาญดีแล้ว ก็รู้ได้เองว่า โอ้ มันไม่เที่ยงเลย : เกิดดับ เกิดดับ สลับกันอยู่นี่ จะเรียก ว่าเที่ยงอย่างไร, หรือว่าให้มันละเอียดเข้ามา, ลมมันเกิดนี่ มันก็เกิดในระยะตั้งต้น เกิดในระยะกลางในระยะปลาย, หรือความสั้นความยาวก็เหมือนกันแหละ มันไม่ใช่คงที่,

น.44 ๓๖ มันเปลี่ยน. จุดตั้งต้น ระยะกลาง ระยะปลาย. หรือความ รู้สึกที่เป็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่กำหนดได้ คล่องแคล่วแล้ว เอามาดูเถอะ มันไม่ได้เท่ากันดอก; มัน เปลี่ยน ๆ มันจึงดับได้, มันค่อย ๆ มีขึ้นแล้วก็ค่อย ๆ ดับไป. ดูตรงที่มันไม่คงที่ ที่มันเปลี่ยน จึงว่าโอเปลี่ยน หนอ เปลี่ยนหนอ, ไม่เที่ยงหนอ ไม่เที่ยงหนอ, ทุกครั้งที่ รู้สึก จำไว้ว่า รู้สึกคือเห็นด้วยใจ รู้สึกว่าไม่เที่ยงแล้ว ใจก็ พูดออกมาไม่เที่ยงหนอ ไม่เที่ยงหนอ, ไม่เที่ยงของรูป ของ ลม ไม่เที่ยงของกาย. ไม่เที่ยงของความสั้นความยาวของลม, ไม่เที่ยงของความหยาบละเอียดของลม. ไม่เที่ยงของเวทนา ที่เกี่ยวกับลม, สัญญาที่เกี่ยวกับลม, สังขารที่เกี่ยวกับลม. เอาของจริงมาดูเรื่อย อย่าว่าไปเฉย ๆ, อย่าว่าชนิด ที่มันไม่มีความรู้สึกอยู่จริง. ต้องพูด, ปากต้องพูดออกไป ลงบนความรู้สึก ที่รู้สึกอยู่จริง. ถ้าว่าลมไม่เที่ยง ก็เพราะรู้สึก อยู่ว่าลมมันไม่เที่ยงจริง ; อะไรไม่เที่ยงก็เอามาดูเสียให้หมด, แล้วก็ว่าไม่เที่ยงหนอ, ไม่เที่ยงหนอ ๆ, ไม่เที่ยงที่ลมหรือกาย หรือเวทนา หรือสัญญา หรือสังขาร หรือวิญญาณ นี้ จะเห็น เบญจขันธ์เป็นของไม่เที่ยงแท้จริง ดึงถึงที่สุด ในส่วน

น.45 ๓๗ ลึกของจิตใจ ก็เห็นความไม่เที่ยงอยู่อย่างนี้ : ไม่เที่ยงหนอ ไม่เที่ยงหนอ ; นี้ตอนที่กำหนดความไม่เที่ยง. ฝึกกำหนดเห็นอนัตตา. พอเสร็จแล้วก็เลื่อนระบบ เลื่อนขั้นขึ้นไปกำหนด อนัตตา กำหนดอนัตตา คือว่า มันไม่มีตัวตนอะไร ; กำหนด หายใจเข้า - หายใจออก, หายใจเข้า - หายใจออก มาเห็นว่า โอ, มันเกิด - ดับของลมหายใจ. คนที่เป็นเจ้าของลมหายใจ เจ้าของชีวิตก็ไม่มี : มันมีแต่อาการของการหายใจเข้าการหาย ใจออก, การหยาบ การละเอียด, รู้สึกเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณได้ ; แต่ไม่มีคน, ไม่มีตัวคนที่เป็นผู้กระทำ อย่างนั้น, มีแต่อาการของธรรมชาติเท่านั้น. รู้สึกว่าเป็นอนัตตาอย่างนี้ : อนัตตาที่ลม, อนัตตา ที่ลักษณะของลม, อนัตตาของจิตที่กำหนดลม, อนัตตาของ รูปขันธ์ที่แสดงอยู่ ของเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์, ที่แสดงอยู่ เห็นชัดว่า ไม่มีตัวตน สัตว์ บุคคล ที่ไหนจริง ๆ. รู้สึกอยู่อย่างนั้นจริง ๆ ปากมันจึงพูดว่า อนัตตาหนอ ก็ได้, ไม่มีตัวตนหนอ ไม่มีตัวตนหนอ หรือว่า

น.46 ๓๘ สักว่าลมหนอ สักว่ารูปหนอ สักว่าเวทนาหนอ คือไม่มีตัวตน. หนอ ๆ ครั้งนี้สำคัญมากคือหนอฉลาดแล้ว หนอรู้ว่าไม่มี ตัวตนแล้ว ; เดี๋ยวค่อยพูดเรื่องหนอ แต่ตอนนี้กำหนดความ ที่มันไม่ใช่ตัวตน มันไม่มีตัวตน, มีแต่ลม มีแตกาย มีแต่ จิต, มีแต่ความรู้สึกเป็นสัญญา เป็นเวทนา เป็นสังขาร เป็นวิญญาณ อะไรก็ตาม, ไม่ใช่ตัวตนทั้งนั้น, ก็เลยไม่ใช่ ตนหนอ ไม่ใช่ตนหนอ. หรือจะพูดเป็นบาลีว่า อนัตตา หนอ อนัตตาหนอ, อนัตตาหนอ แล้วแต่ว่า มันกำลังรู้สึก อยู่ที่อะไร : ถ้ารู้สึกอยู่ที่ลม ลมก็อนัตตาหนอ, รู้สึกอยู่ที่จิต กำหนดลม จิตนั่นอนัตตาหนอ, รู้สึกอยู่ที่เวทนา, ที่เกิด ขึ้นในเวลานั้น, ก็เวทนานั่นแหละไม่มีตัวตน ไม่ใช่ตน, นี้มันสักว่าลม เท่านั้นหนอ, สักว่าหายใจเท่านั้นหนอ, สักว่าเข้า สักว่าออก สักว่าสั้น สักว่ายาว อะไรก็ตาม, ล้วนแต่เป็นอนัตตาทั้งนั้น. นี่ กำหนดอนัตตา เรียกว่า อนัตตานุบัสสี ; ใน พระบาลีอานาปานสติสูตรไม่มี ท่านไปฝากไว้ในอนิจจัง เพราะฉะนั้นท่านจึงว่า อนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสี นิโรธา- นุปัสสี ปฏินิสสัคคานุปัสสี ไม่มีคำว่าอนัตตานุปัสสี แล้วไป

น.47 ๓๙ ฝากไว้ในอนิจจัง ; เพราะถ้าเห็นอนิจจังย่อมเห็นอนัตตานี่เอง. แต่เดี๋ยวนี้อยากจะให้เรา ชาวบ้านโง่ ๆ นี้ รู้จักแยกมาดูเป็น อนัตตาเสียสักส่วนหนึ่ง ด้วย. พอเห็น กำหนด รู้สึกต่อลม ลมก็อนัตตา, สั้นยาว ของลม หยาบละเอียดของลม ก็อนัตตา, เพราะว่าความไม่ เที่ยงของลมแสดงให้เห็นอยู่. ถ้ามีความรู้สึกเป็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อย่างใดอย่างหนึ่งในขณะนั้น ก็ อนัตตา. ฉะนั้นดูอนัตตา รู้สึกอนัตตา, พูดอยู่ว่า อนัตตาหนอ ไม่ใช่ตนหนอ ไม่ใช่ตนหนอ ชุดหนึ่ง เรียกว่าระยะหนึ่ง จะสั้นจะนานหรือเร็วเท่าไร ก็ตามใจเถอะ. แต่ว่าชุดนี้ก็ ต้องทำให้ ได้ว่า กำหนดอนัตตาหนอ อนัตตาหนอ. ถ้าเห็นอนัตตาอยู่จริง ๆ มันจะสลดสังเวชขึ้นมาเอง, เบื่อหน่ายคลายกำหนัดต่อสิ่งที่เคยรัก รักนี่ หวงนั่น หวงนี่ เคยยึดถือนั่นยึดถือนี่. โดยเฉพาะยึดถือในเรื่องสุข สนุก- สนาน เอร็ดอร่อย หรือในชีวิตมัน จะเริ่มรู้สึกคลายความ หมายมั่นยึดมั่นในชีวิตออก, เรียกว่าลดความยึดถือลง, เรียกว่า วิราคะ - วิราคานฺปัสสี . เดี๋ยวนี้จิตของเราเริ่ม คลาย จากสิ่งที่เราเคยหลงบ้า หลงรัก หลงยึดถือ เรียกว่า

น.48 ๔๐ คลายหนอ คลายหนอ มันคลายแล้วหนอ มันคลายแล้ว, คลายหนอ ๆ. ที่มันคลายหนอ, คลายหนอ ในความรู้สึกของ เราอย่างนี้อยู่เรื่อยๆไป เดี๋ยวมันก็แสดงออกมาให้เห็นว่า โอ, บางอย่างดับไปแล้ว ดับไปแล้วหนอ, ดับไป แล้วหนอ, หมดไปแล้วหนอ, นิโรธานุบัสสี . แต่ไม่ได้ บอกให้ท่องบาลีอย่างนี้ เดี๋ยวมันจะเพิ่มให้คุณยุ่งยากลำบาก เห็นว่าไม่เที่ยง หนอ ไม่ใช่ตนหนอ, โอ, คลาย หนอ, คลายหนอ จิตคลาย จากนั้น ดับไป แล้วหนอ ; ที่มัน เคยหลงรักหลงบ้า พอใจอะไร มันดับไปแล้วหนอ ก็เรียกว่า ดับหนอ ดับหนอ, ดับแห่งอุปาทานว่าตัวกูว่าของกู. บาง อย่างบางชนิดบางส่วน ในอะไร ในลม หรือในเวทนา หรือว่าในสัญญา ในอะไรมันดับหนอ ๆ ดับหนอ. หยุดแค่นี้ก็ได้ อย่างที่ว่ามาตะกี้นี้ มันดับหนอก็ พอแล้ว : แต่ถ้ายังไม่อยากหยุด ก็ไปอีกขั้นหนึ่ง คือว่า สลัดคืน - ปฏินิสสัคคะ. เดี๋ยวนี้ฉันสลัดคืน สิ่งของที่เคย ยึดมั่นแล้วหนอ, เราสลัดคืนสิ่งที่เราเคยยึดมั่น เป็นของ เราแล้วหนอ, คือความยึดมั่นมันดับไป, สิ่งที่เคยยึดมั่นมันก็

น.49 ๔๑ ดับไป, หายไป พ้นไป. นี้เรียกว่าสลัดคืนแล้วหนอ, คือโยน ทั้งแล้วหนอ, โยนทิ้งแล้วหนอ นี้ไม่ต้องก็ได้ ; ถ้าจะทำ ก็ได้. สิ่งที่เคยยึดถือว่าน่ารักน่าพอใจ ยินดียินร้าย เดี๋ยวนี้ มันสลัดทิ้งแล้ว, ทิ้งแล้วหนอ ๆ ปฏินิสสัคคานุบัสสี. นี้จึงเห็นได้ว่า มันจบอย่างเดียวกัน ; แม้จะเป็น ระบบลัดสั้น ของคนธรรมดาสามัญ มัน ก็ไปจบที่จาง คลาย , ปล่อยวางสิ้นเชิงเหมือนกัน. สี่ขั้นของหมวดนี้จะ แยกเป็นขั้น ๆ ก็ได้, หรือจะให้มันเนื่องกันเป็นอันเดียวกัน ไปก็ได้, ถ้าเห็นอนิจจังแล้วมันก็จางคลายดับ สลัดทิ้งไปเอง ก็ได้ เชื่อเหลือเกินว่าในครั้งพุทธกาล เขาก็ไม่ได้แยก แยะกันอย่างนี้. ถ้าเมื่อทำจิตกันอย่างนี้ จิตมันก็ปล่อยวาง คลาย ดับเองเหมือนกันไม่ต้องแยกให้เป็นหลายขั้นตอน หลายชื่อแล้วก็จำยาก ฉะนั้นจึงว่า เห็นอนิจจังของสิ่ง ทั้งปวงมากพอ, มากพอ จนเห็นอนัตตา , จนมันคลาย, จนมันวาง, จนมันปล่อย, หลายขั้นตอนนั้นรวม เรียกเป็น ขั้นตอนเดียวเสีย ว่ามันหลุดพ้น . เมื่อเห็นอนิจจังเต็ม ที่ ส่องลงไปอย่างแรง, อย่างแรงเหมือนกับว่าสมาธิอย่าง

น.50 ๔๒ แรงเหมือนกับรวมแสงไฟอย่างแรงจี้ลงไป มันก็ร่วงผลอย ๆ ผลอย ๆ เหมือนกับใบไม้ร่วง ; ไม่ว่าเป็นความยึดถืออยู่ใน อะไร สิ่งนั้นก็ร่วงไป ๆ ร่วงไป. ท่าน เรียกสั้น ๆ ว่าหลุด พ้น คำเดียวก็ได้ ; แต่ ในคำว่า หลุดพ้น เพียงคำเดียว มัน มีเห็นไม่เที่ยง เห็นอนัตตา เห็นจางคลาย เบื่อหน่าย เห็นดับ เห็นหลุดพ้น เห็นสลัด คืน. นี่เห็นหมด ทบทวนเรื่องกำหนดลมหายใจ. นี่เรียกว่า กำหนดลมหายใจ เรื่องเดียว อย่างเดียว ไปได้ถึงอย่างนี้, คงจะไม่ลืม. ตะกี้บอกว่า เราพูดกันแต่เรื่อง ลมหายใจก่อน เรื่องอิริยาบถทั้งหลายยังไม่พูด, ยังไม่พูด, แต่ยังอีกมาก. เดี๋ยวนี้พูดแต่เรื่องลมหายใจก่อน ; กำหนด ลมหายใจว่าหายใจอยู่ หายใจอยู่ เข้าอยู่ - ออกอยู่, เข้าอยู่ -ออกอยู่, สั้นหนอ ยาวหนอ-สั้นหนอ, ยาวหนอ, หยาบหนอ ละเอียดหนอ หยาบหนอ ละเอียดหนอ. เอ้า นี้นามหนอ นี้รูปหนอ นี้นามหนอ นี้รูปหนอ นี้เวทนา หนอ นี้สัญญาหนอ ที่มันรู้สึกอยู่เมื่อหายใจ จึงเรียกว่าเนื่อง อยู่ด้วยลมหายใจ, มันเกิดหนอ ดับหนอ ลมหายใจเกิด

น.51 ๔๓ หนอ ดับหนอ อะไรที่เนื่องกันอยู่กับลมหายใจ เกิดหนอ ดับหนอ. ความรู้สึกที่เป็นนามขันธ์ อีก ๔ อย่างคือเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แต่ละอย่าง ๆ ก็เกิดหนอ ดับหนอ เกิดหนอ ดับหนอ ; เมื่อเห็นการเกิดหนอ ดับหนอ ก็ย่อม เห็นถึงความที่ว่า มันไม่คงที่ คือไม่เที่ยง เห็นไม่เที่ยงหนอ, ไม่เที่ยงหนอ. เมื่อเกิดดับไม่เที่ยงอยู่ อย่างนี้แล้ว จะเป็นตัวตน บุคคลของใครได้อย่างไร มันจึงว่า ไม่มีตัวตน หนอ, ไม่มี ตัวตนหนอ, ไม่มีตัวตนหนอ, ด้วยความรู้สึกเห็นชัดจริง ๆ ไม่ใช่ว่าแต่ปาก. นี้มันก็จาง, จางความยึดถือ คลายความ ยึดถือ ก็คลายหนอ, คลายหนอ คลายออกแล้วหนอ, คลาย ออกแล้วหนอ, หรือคลายมากแล้วหนอ, ก็แล้วแต่จะรู้สึก. แต่อย่าพูดให้มันมากคำเลย พูดคำเดียวว่า คลายหนอ คลาย หนอ. อันใดมันคลายไปถึงที่สุด อันนั้นมันก็ดับก็ดับหนอ ดับหนอ. ของที่เคยยึดถือหลุดร่วงไปแล้วหนอ, หลุดร่วง ไปแล้วหนอ แปลว่าสลัดทิ้ง สลัดคืน ขว้างทิ้งแล้วหนอ, ขว้างทิ้งแล้วหนอ.

น.52 ๔๔ นี้เพียงแต่ ลมหายใจบทเดียว, บทลมหายใจบท เดียว ยังไม่พูดถึงอิริยาบถอื่นเลย. ลมหายใจอย่างเดียว มีทางที่จะปฏิบัติได้ อย่างนี้ ; แม้สำหรับคนธรรมดาสามัญ ทั่วไป. ถ้าใครเห็นว่ามันมากนัก จะลดลงเสียก็ได้; จะลด อย่างไรได้บ้าง ก็ลองใคร่ครวญดู. เอาทั้งหมดนะ ก็กำหนดว่าลมหายใจหนอ กำหนด ว่า เข้า-ออกหนอ กำหนดว่าสั้นยาวหนอ กำหนดว่าหยาบ ละเอียดหนอ กำหนดว่าเป็นนามหรือเป็นรูปหนอ กำหนด ว่าเกิดหนอดับหนอ, เกิดหนอดับหนอ กำหนดว่าเปลี่ยน แปลงหนอ ก็คือไม่เที่ยงกำหนดว่าไม่มีตนเลยหนอ เอ้า, จาง ๆ จาง ๆ จาง ความยึดมั่นแล้วหนอ สุดความยึดมั่นแล้ว หนอ โยนคืนแล้วหนอ. ทุกอย่างเกี่ยวกับลมหายใจ คือ รู้สึกอยู่เกี่ยวกับ ลมหายใจ เมื่อกำหนดลมหายใจอยู่ มีความเห็นแจ้ง รู้สึก ประจักษ์ต่อสิ่งเหล่านี้ได้ในขณะที่มีการกำหนดลมหายใจ หรือ ว่าแยกออกดูได้จากลมหายใจนั่นเอง. ถ้าจำไม่ได้ ก็ไปขอคัดลอกจากเพื่อน ว่ากำหนด ลมหายใจ, กำหนดว่า หายใจหนอ อีกขั้นหนึ่ง, กำหนดว่า

น.53 ๔๕ หายใจเข้า-ออกหนอ. ขั้นต่อมากำหนดว่า สั้น-ยาวหนอ, ขั้นต่อมากำหนดว่าหยาบละเอียดหนอ. ทีนี้ดูให้ละเอียดฉลาด ขึ้นไปอีกว่า โอ้, นี้นามหนอ นี้รูปหนอ, ลมหายใจเป็นรูป. การกำหนดลมหายใจ รู้สึกลมหายใจ เป็นนามหนอ, นาม หนอ - รูปหนอ แล้วกำหนดว่ามันเกิดหนอ - ดับหนอ เกิดหนอ-ดับหนอ แล้วกำหนดว่าเปลี่ยนแปลงหนอ คือ ไม่เที่ยง กำหนดว่า ไม่มีตนหนอ คืออนัตตา. กำหนด ว่าเดี๋ยวนี้ ความยึดถือของเราจางออกแล้วหนอ, จางออก แล้วหนอ. เดี๋ยวนี้ความยึดถือบางอย่างดับแล้วหนอ สิ่งใด ดับความยึดถือได้ สิ่งนั้นหล่นร่วงไปเหมือนกับขว้างทิ้งแล้ว หนอ. นับดูได้กี่ขั้น ? ที่จด ๆ ไปนั้น นับดูว่าได้กี่ขั้น ? กำหนดว่าหายใจหนอ เข้า-ออกหนอ นี้ขั้นหนึ่ง, สั้น-ยาว หนอขั้นหนึ่ง, หยาบละเอียดหนอ ขั้นหนึ่ง, เป็นนาม-เป็น รูปหนอ ขั้นหนึ่ง, เป็นการเกิดการดับหนอขั้นหนึ่ง, เป็น อนิจจังหนอขั้นหนึ่ง, เป็นอนัตตาขั้นหนึ่ง, จางแล้วโว้ย, จางแล้วโว้ย ขั้นหนึ่ง, ดับแล้วโว้ยขั้นหนึ่ง, โยนหมดแล้ว โว้ยอีกขั้นหนึ่ง, ขั้นนี้ไม่ต้องก็ได้ เพราะว่า ถ้าดับแล้วมัน

น.54 ๔๖ ก็เป็นวางของมันเอง กี่ขั้น ๑-๒-๓-๔-๕-๖-๗-๘-๙ -๑๐-๑๑. สิบเอ็ดขั้น รวบลัดเสียบ้างให้เหลือสัก ๕-๖ ขั้นก็ได้. นี่อย่างเต็มที่มันมีอย่างนี้ การบังคับจิตนี้ฝึกสติตลอดเวลา. ขอให้ไปลองทำดู นี่คือว่าฝึกสติอยู่ตลอดเวลา ; เพราะมันต้อง ใช้สติอยู่ตลอดเวลา ที่ฝึกนั้น. มันเป็นการ บังคับจิตอยู่ตลอดเวลา, มีสมาธิโดยอัตโนมัติอยู่ในตัว. สมาธิ ชนิดนี้ไม่ออกมาเด่นอยู่ เป็นรูปฌาน อรูปฌาน อะไร ไม่. แต่มันมีอยู่อย่างเพียงพอในการกำหนดนั้นเอง. สมาธิชนิด นี้วิเศษ พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงสรรเสริญว่า เป็นสมาธิที่ วิเศษ ; เพราะกำลังใช้ประโยชน์อยู่จริง ถ้าไปทำเป็นฌาน, เป็นอรูปฌาน เด่นไปทางโน้น ไม่ได้ใช้อะไร ; มันก็เป็น ฌานอยู่อย่างนั้น มันก็เหมือนกับว่า ไม่ได้ใช้อะไร. แต่ เดี๋ยวนี้มีอยู่เท่าไร ใช้หมดเท่านั้น ; เหมือนกับว่ามีเงินมี ทอง ถ้าไม่ใช้อะไรมันก็ไม่มีประโยชน์อะไร จะมีมากเท่าไร ๆ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร. แต่ถ้ามันได้ใช้จริง ใช้อยู่เต็มที่ นั่นน่ะคือมีประโยชน์มาก.

น.55 ๔๗ ดังนั้น สติ ก็ดี สมาธิ ก็ดี ที่เกิดอยู่ในการกระทำนี้ เรียกว่า มีประโยชน์มาก ; ท่านเรียกว่า อนันตริยสมาธิ -สมาธิที่แฝดกันอยู่กับปัญญา. เราไม่ได้ตั้งใจจะทำสมาธิ แต่มันก็เกิดขึ้นมาเอง ในการกระทำการกำหนด ตามแบบ ที่กล่าวมาแล้ว. นี่เรียกว่า มีสมาธิเกิดพร้อมกันกับการ ใช้ไปเลย ; ไม่เดินเครื่องเปล่า ๆ ให้เสียแรงงานเปล่า ๆ ; เหมือนกับเขาใช้รถยนต์ เขาสตาร์ทเครื่องติดก็เข้าเกียร์ไปเลย ถ้าใครมัวเดินเครื่องอยู่เฉย ๆ มันบ้าแล้ว มันเป็นบ้าแล้วนะ. เครื่องยนต์จะดีอย่างไร เปิดให้มันเดินอยู่เฉย ๆ มันก็คือ บ้า. เครื่องยนต์พอดีพอร้าย พอสตาร์ทติดแล้ว เข้าเกียร์ ไปเลย ทำงานไปเลย. นั่นแหละ คือ อนันตริยสมาธิ สมาธิที่เกิดขึ้นมาพร้อมกันกับการใช้ : ใช้พิจารณา ใช้ กำหนด ; อย่างนี้จะเรียกว่า ไม่เก่งก็ได้ แต่ไม่เป็นไร มัน ไม่ได้ทำสมาธิได้มากมาย มันไม่เก่งก็ไม่เป็นไร. แต่ว่าทำ สมาธิได้พอใช้ พอใช้จริง ๆ พอใช้ที่จะกำหนดธรรมะ แล้ว ก็บรรลุธรรมะ รู้แจ้งธรรมะได้. นี่ขอให้พยายามดูเถิด คุณไม่ต้องไปนึกอะไร นอก จากทำตามนี้ ทำตามที่วางไว้นี้. แล้วสมาธิก็จะเกิดเต็มที่,

น.56 ๔๘ สติก็จะเกิดเต็มที่ ; เพราะว่าทำสติอยู่ตลอดเวลา แล้วมันมี ความลับอยู่อย่างหนึ่งว่า มัน จะเกิดอาการที่แน่นอน อย่าง หนึ่ง คือจะไม่คิด ไม่พูด ไม่ทำอะไรออกไป โดยที่ ไม่รู้สึกตัวเสียก่อน. นั้นแหละสำคัญมาก ต่อไปนี้ สติมัน ว่องไวคล่องแคล่ว เหมือนกับสายฟ้าแลบ : ดังนั้นมัน จะไม่คิด ไม่พูด ไม่ทำอะไรไป โดยที่ไม่รู้สึกตัวเสียก่อน. ฉะนั้นคนนี้ จะเป็นบุคคลที่จะต้องรู้สึกตัวเสียก่อนเสมอ, ก่อนแต่ที่จะทำ จะพูด จะคิด ก็เลยรอดตัว. การฝึก "หนอ" มี ๓ ความหมาย. เอ้า, เวลามันจะหมด เรื่องที่อยากจะพูดต่อไป ก็คือ ว่าหนอ คำว่า "หนอ" มี ๓ ความหมาย หนอของคนโง่ พอเขาว่าหนอ ก็หนอ ๆ หนอๆ เลย เครียดเลย, เอาจริงเอาจังกับคำว่าหนอ หนอของคน โง่; ดูจะเป็นอย่างนั้นกันเสียมาก, เป็นหนอโง่เสียมาก, ไม่หนอก็ยังจะดีกว่า, หนอ ๆ ด้วยความมุทะลุ นี่ยุบหนอ พองหนอ เข้าหนอ ออกหนอ, มันหนอด้วยความเครียด

น.57 ๔๙ ด้วยจิตที่มันเครียด ด้วยจิตที่ยึดมั่น ; หนออย่างนี้ไม่ให้ ประโยชน์ดอก เรียกว่าหนอโง่. ทีนี้ หนอที่ ๒ เป็นหนอของสติ, มีสติ มันจึง กำหนดรู้ด้วยสติ, กำหนดด้วยสติว่า เข้าหนอ - ออกหนอ, เข้าหนอ - ออกหนอ ไม่เครียด อย่างนี้มันเป็นหนอของสติ, และว่าลมหายใจเข้าหนอ รู้สึกอยู่ ลมหายใจออกหนอ ไม่หนอ - หนอ - หนอ อย่างชนิดที่มันเหมือนกับคนบ้า. ทีนี้ หนอที่ ๓ เป็นหนอของปัญญา คือมันรู้ลม รู้นามรูป รู้นามและรูป รู้เกิดดับมาแล้ว ทั้งหมดแล้ว มีปัญญาเกิดขึ้นว่า โอ้, มันสักว่าอาการอย่างนี้เท่านั้นหนอ, ไม่มีสัตว์บุคคลอะไร ที่หายใจเข้า หายใจออก, ไม่มีสัตว์ บุคคลอะไรที่เป็นตัวรู้สึก ทำความรู้สึกอะไร. หนอนี้หนอเลิศ หนอปัญญา, หนอว่ามันเป็นสักแต่ว่าอาการอย่างนี้เท่านั้น หนอ ไม่มีบุคคลตัวตนเลยหนอ. นี้หนอของปัญญา หนอนี้ ละเอียด ประณีต สุขุม ลึกซึ้ง. ขอให้หนออย่างนี้. จะยกตัวอย่างในเรื่องกำหนดลมหายใจอย่างเดียวนะ ว่า หายใจเข้าหนอ หายใจออกหนอ คนที่มันเครียด เพราะ ว่ามันจะดี จะเด่น จะสำเร็จ. นี่มันหนอ ๆ หนอด้วยความ

น.58 ๕๐ เครียด นี้หนอโง่ ; กำหนดลมหายใจ เข้าหนอออกหนอ เข้าหนอ - ออกหนอมันก็ทำเล่นไปเลยเป็นบ้าไปเลย. ทีนี้ ลมหายใจเข้าด้วยสติ ลมหายใจออกด้วยสติ มัน หนอด้วยสติ หนออย่างสุภาพ หายใจเข้าหนอ หายใจออก หนอ ด้วยสติ ; เพียงแต่ว่าหายใจเข้าหายใจออกเท่านั้นแหละ ไม่มากกว่านั้น หนออย่างนี้ก็ หนอด้วยสติ ก็ใช้ได้ เหมือน กัน ทีนี้ หลังจากที่ได้พิจารณามาจนถึงขั้นสุดท้าย แล้วจนรู้ว่า โอ, การหายใจตามธรรมชาติเท่านั้นหนอ, ไม่มี บุคคลตัวตนผู้หายใจหนอ ; แม้ลมหายใจนั้นก็มิใช่สัตว์ บุคคลตัวตนหนอ, ไม่มีผู้ที่เป็นบุคคล ผู้หายใจหนอ. นี้มัน จะเกิดปัญญา ขึ้นมาว่า มันสักแต่ว่า การหายใจเข้า - ออก ตามธรรมชาติ ไม่มีสัตว์บุคคลเลยหนอ. หนอนี้ มัน มีปัญญา ยาวมาก หนอที่จะช่วยได้ มันมีความหมายมาก, สักว่าแต่ เท่านั้นหนอ ไม่มีสัตว์บุคคลหนอ. นี่หนอที่ ๓ นี้หนอของ ปัญญา ฉลาดถึงที่สุดแล้ว. หนอที่ ๑ หนอโง่ เห่อ ๆ ตาม ๆ กันมาหนอ เขา หนอเราก็หนอ นี่มันเป็นหนอเครียด หนอมุทะลุ. ทีนี้

น.59 ๕๑ หนอที่ ๒ หนอของสติกำหนดอยู่ แล้วจึงหนอออกมาได้. หนอที่ ๓ นี้รู้แจ้งหมด แล้ว ว่ามันไม่มีตัวตน บุคคลหนอ. อาการนี้เป็นไปเองตามธรรมชาติ, ตามกฎอิทัปปัจจยตา เท่านั้นหนอ ; อย่างนี้เป็นต้น มันหนอ หนอฉลาด สติ ปัญญาสมบูรณ์อยู่ในคำว่าหนอ. ทบทวน อีกทีว่า หนอที่ ๑ หนอมุทะลุ หนอเห่อ ๆ หนอ ๆ ตาม ๆ เขาไป. หนอที่ ๒ นั้นสติสมบูรณ์. หนอที่ ๓ ปัญญาสมบูรณ์ นี่เรื่องหนอ. สังเกตดูแล้ว มันหนอมุทะลุกันเสียมาก แล้วมัน ไม่สำเร็จประโยชน์อะไรดอก, มันไม่หนอถูกต้องแท้จริง ตาม บทของพระธรรมเลย. เมื่อมีปัญหาแทรกขณะฝึกต้องกำจัด. เอ้า, ทีนี้ ปัญหาที่จะต้องรู้ไว้, เรื่องที่ต้องรู้ไว้, ปัญหาที่จะเกิด คือพอเรากำหนดอารมณ์ ลมหายใจอย่างนี้อยู่ เรียกว่าลงมือทำไป ๆ อยู่. กำลังทำอยู่นี้, มีความคิดอะไร มาแทรกแซง เรียกว่ามีอะไรมาแทรกแซง ความคิดก็ได้,

น.60 ๕๒ หรือจิตหนีไปไหนก็ได้. มันก็ไปเอาอารมณ์ ใหม่, ก็เรียกว่า อารมณ์ใหม่แทรกแซง ก็มีหลักขึ้นมาว่า; เมื่อกำลัง พิจารณากำหนดอยู่ มีอะไรเข้ามาแทรกแซง เป็นความคิดก็ได้ เป็นความสัมผัสมีอะไรมากระทบก็ได้ อะไรบึงบังอะไรขึ้นมา ก็ได้ หรือบุคคลเดินมาก็ได้. นี่เรียกว่ามีอะไรแทรกแซง เมื่อกำลังทำอยู่ มีอะไรมาแทรกแซง ก็รับอารมณ์นั้นเลย, อารมณ์ที่เข้ามาแทรกแซง รับให้ดีว่าอะไร ๆ อะไร, พิจารณา ดูให้ดี จนเป็นอะไรเป็นอะไร จนถึงที่สุด มันก็ไม่มีอะไร มันก็เลิกกันไปแหละ. ถ้าเรากำลังกำหนดอยู่นี้ เสียงบึงขึ้นมา ด้วยอะไร หล่นก็ตาม อะไร ๆ ก็สนใจได้ ไม่ต้องกลัว, ไม่ต้องเสียใจ ด้วย, ปุงนั้นอะไร ๆ อะไร, เอ้า, มันก็แค่นั้นเอง แล้วก็ เลิกกัน แล้วก็กลับมากำหนดใหม่ได้. หรือว่าจิต มันหวนคิดบ้าบอไปถึงอารมณ์ในอดีต : ถึงคนรักถึงคน เกลียดอะไรก็ตาม เอ้า, ก็ได้ก็ติดตามไป แล้วมันก็หมด เรื่องแหละ. มันจะติดตามไปได้ถึงไหน มันก็รู้ว่า เอ้า, นี้มันเป็นเรื่องนี้ มาแทรกแซงอย่างนี้ แล้วมันก็สลายไป เอง, แล้วก็กลับมาทำใหม่, กลับมาทำใหม่ตรงที่มันละไป, กลับมาทำใหม่.

น.61 ๕๓ นี่ว่าถ้าอะไรมาแทรกแซง เป็นอารมณ์ก็ดีเป็นสัมผัส ก็ดี เป็นบุคคลก็ดี เป็นสิ่งของก็ดี เป็นอุบัติเหตุก็ดี หรือ แม้แต่ว่า มันเจ็บปวดเมื่อยขบขึ้นมาก็ดี จัดการกับมันจน เสร็จ, แล้วมากำหนดนี้ใหม่ ; ถ้ามีปัญหาอย่างอื่นค่อยพูด กันทีหลัง. รวมความว่า ถ้ามีอะไรมาแทรกแซง เมื่อกำลัง ปฏิบัติก็รับเอาอารมณ์นั้น กำหนดอย่างจริงจัง แล้วมันก็ จะสลายไปเอง, มันอยู่ไม่ได้ ; เพราะว่ามันเป็นสักว่าเหตุ ปัจจัยเล็ก ๆ น้อย ๆ มันก็จางไป หายไปในที่สุด, เสียเวลา นิดหน่อย, แล้วก็มากำหนดต่อไปตามเดิมที่ค้างอยู่ ก็กำหนด ไป ตามหลักการของเรา. การฝึกทำได้ทุกโอกาส. ทีนี้ ปัญหาอีกข้อหนึ่ง คือว่าเรื่องสิ่งรบกวน สถาน ที่ เห็นอาจารย์วิปัสสนาโง่ ๆ อะไรดังนิดหนึ่งก็ทำไม่ได้. อย่ารบกวน ไปไล่เขา ไปอะไรเขา. นี่จะบอกว่า ต้องทำได้ ต้องทำได้ ; เพราะบังคับจิตให้มากำหนดที่อารมณ์นี้ได้, ไม่ รับอารมณ์อื่นที่เราไม่ต้องการจะรับ

น.62 ๕๔ เพราะฉะนั้นจะยกตัวอย่างว่า นั่งอยู่ในรถไฟ ข้าง ๆ ก็จอแจ ตัวรถข้างใต้ถุนรถก็กุงกัง ๆ ก็ทำได้ ไม่รู้ไม่ชี้ ฉัน กำหนดแต่ลมหายใจเข้าออก. นี่คุณกลับบ้าน ไปภูเก็ตไป ไหน นั่งอยู่ในรถไฟ คุณลองทำดู, ทำได้, นั่งมาจากกรุงเทพฯ ถึงไชยาก็ทำได้ มันจะปึงบังจอแจอย่างไรอยู่ก็ทำได้. ถ้าว่าบ้านเราอยู่ข้างโรงสี โรงสีมันก็สีอยู่เรื่อย ก็ ทำได้, ไม่ได้ยินดอกเรื่องเครื่องโรงสี; มันจะกำหนดได้ ยินแต่ลมหายใจเข้าออกเท่านั้น. หรือว่าริมถนน บ้านเรา อยู่ริมถนน ; รถยนต์มาเรื่อยก็ช่างหัวมันซิ เพราะฉันจะ กำหนดแต่ลมหายใจที่เข้า-ออก เท่านั้น. หรือเขามีงานอยู่ที่วัด ดังลั่นไปหมด; บ้านเรา อยู่ข้างวัด ที่วัดก็มีงานวัด เราก็ทำได้ ; แม้เราจะไปนั่ง ในงานวัด ก็ยังทำได้. เรานั่งอยู่ในศาลาที่เขาประชุมกัน เอ็ดไปหมด เราก็ทำได้. อยู่ข้างเครื่องวิทยุข้างเครื่องดนตรี ก็ต้องทำได้. ถ้าว่าตั้งใจจริง ๆ ขอให้มันจริง อุทิศที่จะกำหนดต่อการ กำหนดจริง แม้จะมีวิทยุเปิดอยู่ : แม้จะมีเด็กวิ่งเล่นอยู่

น.63 ๕๕ ข้าง ๆ เจี๊ยวจ๊าวก็ตามใจมัน, ฉันไม่รู้ทั้งนั้น ให้ฝนตกซู่ก็ ทำได้, ฟ้าร้องเปรี้ยง ๆ ก็ทำได้ นี่อย่าโง่ จนว่าอะไรนิดหนึ่งดังขึ้นมาก็ไม่ได้, ไป เที่ยวห้ามคนอื่น, ไปเที่ยวโกรธคนอื่น ทะเลาะวิวาทกับคน อื่น. เดี๋ยวเขาเลยตีหัวตาย โยคีจะตายเสียเพราะไปเที่ยว ทะเลาะกับคนอื่น. เมื่ออาตมาไปที่อินเดียไปเที่ยวที่วัดอโสการามนั่น มี โยคีฆราวาสหลายคน แหม, มานั่งทำอยู่ตรงที่ข้างก้อนหินที่ ข้างวัด หลังวัด มีคนเดิน เดินไปเหมือนเดินผ้าลากไปบน หัวบนอะไรเขาก็ไม่รู้ไม่ชี้ ยังทำของเขาได้. คนไปเที่ยว เป็นที่คนเที่ยว ที่สถานที่คนเที่ยว เขานั่งทำมาตั้งแต่กลาง คืน มันก็ไม่มีปัญหาอะไร ; เพราะว่าเขาไม่ใช่โยคีขอทาน, ไม่ใช่โยคีขอสตางค์, ที่มันจะปูผ้าไว้ให้คนหย่อนสตางค์. นั้นมันโยคีขอทาน ; ไม่ใช่อย่างนั้น เขาเป็นโยคีแท้จริง โยคี บริสุทธิ์นี่ และเป็นฆราวาสด้วย ก็ทำได้ในที่เป็นที่เที่ยว ของประชาชน. เราเลยนึกละอายเลย. เรามันเคยยึดถือ ทำไม่ได้, นี่มาเห็นนักเลงเขาทำได้.

น.64 ๕๖ ฉะนั้นคุณอย่ายึดถือเรื่องอึกทึกครึกโครม ; อย่าให้ มันโง่ไปมุ่งแต่ภายนอก โดยไม่จัดการในภายใน. จัดการ ในภายในซิ แล้วภายนอกมันจะถูกจัดการเรียบวุธไปหมด แหละ, จัดการแต่ในภายใน. เราอยู่ข้างเครื่องจักร เพราะ บ้านเราอยู่ข้างโรงสี ก็ไม่ได้ยิน, หรือแม้นั่งในรถไฟ หลับ ตาเสียซิ ก็ทำสมาธิมาตลอดทาง โดยที่ไม่มีใครรู้ก็ได้, ไม่มี คนรู้, คนนั่งข้าง ๆ ก็ไม่รู้. เขาว่าเรานั่งหลับก็ตามใจ. นี่ เรียกว่าปัญหาหรืออุปสรรคไม่ต้องมี, ไม่ต้องมี อะไรมารบ กวนก็ไม่รบกวนได้, หรือเมื่อทำสมาธิอยู่อะไรมาแทรกแซง ก็ไม่เสียไม่ล้มละลาย ; อะไรมาแทรกแซงก็จัดการกับมัน, สูญหายไปแล้วก็ทำต่อ. สรุปที่อธิบายมาเป็นหลักเบื้องต้น. นี่ทั้งหมดนี้เป็นหลักเบื้องต้น ที่ต้องรู้ไว้เบื้องต้น นับตั้งแต่ว่าจะทำได้ในทุกหนทุกแห่ง ก็จะทำตามแบบนี้ จะ กำหนดอย่างนี้ ๆ จะกำหนดอะไรก็ได้ จะกำหนดให้มันรู้ว่า มันเป็นอย่างไร, จนรู้จักแยกให้เห็นว่า สิ่งเหล่านี้เป็นรูป อย่างไร, เป็นนามอย่างไร, เป็นขันธ์ ๕ อย่างไร, เกิดดับ

น.65 ๕๗ อย่างไร, ไม่เที่ยงอย่างไร, เป็นอนัตตาอย่างไร, แล้วมันจะ จางคลาย จนดับของมันเอง. ขอแต่ให้เห็นความ ไม่เที่ยง ให้เพียงพอเท่านั้นแหละ. มันจะจัดการของมันเอง, จะเบื่อหน่ายคลายกำหนัด, ปล่อยวางไปเอง นี้เรียกว่าลัดสั้น, แบบลัดสั้น แล้วก็ยังพูดกันตั้ง ชั่วโมง. เห็นไหม ? ถ้าสั้นกว่านี้ คำเดียว พูดคำเดียวนั้น เป็นเรื่องพิเศษ, เป็นเรื่องของบุคคลพิเศษ , เหตุการณ์ พิเศษ. เช่นว่า คนเขาไปเฝ้าพระพุทธเจ้า มีเรื่องมีราวกับ พระพุทธเจ้า ตรัสสองสามคำ บรรลุมรรคผลไปเลย ; เพราะ นั่นมันพร้อมแล้ว มันพร้อมมาหลายอย่างแล้ว ใน จิตใจของ เขาพร้อมมาหลายอย่างแล้ว, มันห่าม มันจวนจะหล่นอยู่แล้ว พอไปสะกิดนิดเดียวมันก็หล่น หมายความว่า คนเหล่านั้นเขา ผ่านชีวิตมามากแล้ว ผ่านความขึ้นความลง ความได้ความ เสีย ความทุกอย่างที่เป็นคู่ ๆ มามากแล้ว จนจะหล่นอยู่แล้ว ถ้าอย่างนี้สะกิดนิดเดียวมันก็หล่น. อย่างนี้เราไม่เรียกว่า ลัดสั้นดอก เพราะมันจะหล่น ของมันเองอยู่แล้ว ไม่ได้ทำ, ไม่ต้องทำ, มันลัดสั้นเกินไป

น.66 ๕๘ ฟังพระพุทธเจ้าตรัสสองสามประโยค มันก็หลุดพ้นแล้ว, นั้นมันห่าม, มันจะหล่นอยู่แล้ว มันจะสุกอยู่แล้ว. เอาละ ลัดสั้นนี้คือว่าเราจะไม่ทำสมาธิจนถึงกับเป็น ฌาน เป็นอะไร, มีสมาธิพอสมควรแล้ว จิตกำหนดสิ่งต่างๆ ที่จะต้องกำหนด : กำหนดลม, กำหนดลักษณะของลม, กำหนดเกิด-ดับของลม, ไม่เที่ยงของลม, อนัตตาของลม, กำหนดเบญจขันธ์ที่หาพบได้ อันเนื่องอยู่กับลม แล้ว เบญจขันธ์ ที่สำคัญที่สุดคือ เวทนาขันธ์ ; ถ้าเห็น ความไม่เที่ยงของเวทนาขันธ์แล้วก็รอดตัว; เพราะว่า สิ่ง ต่าง ๆ มันไปรวมอยู่ที่เวทนาขันธ์ : ให้หลงรักก็รักเป็น บ้าเลย, ให้หลงเกลียดหลงโกรธ ก็โกรธเกลียดเป็นบ้า ไปเลย. ฉะนั้น ถ้าพบความไม่เที่ยงของเวทนาขันธ์ อนัตตาของเวทนาขันธ์ เรื่องมันก็จบได้ , หลุดพ้น และปล่อยวางได้ ด้วยการกระทำเพียงเท่านี้ก็ได้ เพราะ ฉะนั้นจึงเรียกว่าลัดสั้น ๆ ระบบลัดสั้น มีเพียง ๒-๓ ขั้น ทำจิตเป็นสมาธิพอสมควร แล้วกำหนดลมหายใจ จน เห็นความไม่เที่ยง; ต่อจากนั้นมันจัดการของมันเอง. นี้เรียกว่า ลัดสั้น โดยปะการังปีหน้า อ้อมต่อจอมทัพซัก

น.67 ๕๙ ถ้าไม่ลัดสั้น ทำสมบูรณ์แบบตามหลักอานาปานสติ ต้องทำ ๔ หมวด, หมวดละ ๔ ขั้น ๑๖ ขั้น ; อย่างที่เรียก ว่าตึงเครียดมาก, อย่างที่เรียกว่าเป็นจริงเป็นจังอะไรมาก ในแต่ละขั้นยังมีปัญหาแฝง อะไรอยู่หลายอย่าง. นั่นแหละ สมบูรณ์แบบ ; เช่นไปกำหนดรู้จิตทุกชนิด, บังคับจิต ทุกชนิด ในหมวดที่ ๓ ของจิตตานุปัสสนา นี้เราไม่ต้องทำ ดอก ; เพราะเราไม่ได้ต้องการอย่างนั้น. แต่ถ้าเขาจะเป็น โยคีสมบูรณ์แบบ เป็นพระอรหันต์ประเภทอุกโตภาควิมุตติ แล้วเขาก็ต้องทำ ถ้าเขาต้องการ. แต่ทีนี้เขาฉลาดเป็นอุดมติ- ตัญญู เป็นวิปัจจิตัญญูบุคคล เฉลียวฉลาดอย่างยิ่ง เขา ไปทำง่าย ๆ เลย, แล้วจะได้หมดทุกขั้นตอน ครบบริบูรณ์ ทั้งชุด โดยในเวลาอันสั้นก็ได้. นั้นไม่ใช่เรา เรามันเป็น คนโง่ คลานงุ่มง่ามอยู่ในนา; นี้มันทำอย่างนั้นไม่ได้, ก็เลือกเอาเท่าที่มันจะเหมาะแก่เรา. แต่เท่านี้มันก็พอแล้ว, พอกินแล้ว, ป้องกันโรคประสาท ไม่ต้องเป็นโรคประสาท ให้อายแมวแล้ว. เราจะมีสติสัมปชัญญะเร็ว ๆ ไม่ทำผิดพลาดในการ งาน, ไม่หลงรักไม่หลงเกลียดเร็วเกินไป. เรื่องกิเลสนั้น

น.68 ๖๐ มันเป็นเรื่องเร็วเหมือนสายฟ้าแลบ ; ถ้าสติไม่พอ กิเลสมัน เอาไปแล้ว จิตนี้ก็เหมือนกัน ถ้าบังคับมันไม่ได้ มันก็ไป ตามกิเลส ; เพราะว่ากิเลสบังคับจิต สติปัญญาไม่ได้บังคับจิต ไม่มีใครที่ไหนบังคับจิต มันก็คือสมบัติของจิตเอง. จิตมีสมบัติอยู่สองชนิด คือ กิเลสกับโพธิ ; เมื่อใดกิเลสครองจิต ก็พาไปเป็นกิเลส, เมื่อใดโพธิครองจิต ก็ดึงจิตมาสู่ฝ่ายนี้ ฝ่ายที่อยู่เหนือกิเลส. ทีนี้ การฝึกหัดอย่าง ที่ว่านี้ เป็นการฝึกหัดให้จิตมาอยู่ฝ่ายโพธิ, อยู่กับโพธิ มีสติ มีสมาธิ มีปัญญา. มันน่าหัวที่ว่า ไม่มีตัวตนบุคคล อะไรที่ไหน, มีแต่จิตกับสมบัติของจิต มันก็ยังทำกัน ได้. ให้รู้ความจริง ข้อนี้ จะได้หายโง่ เป็น ก ข ก กา ของ เรื่องสมาธิที่ต้องรู้กันก่อนมิฉะนั้นก็จะโง่ลึกเข้าไปอีก ยิ่ง กว่าไม่ทำเสียอีก. เอาละ, เป็นอันว่าอาตมาได้พูดเรื่อง หรืออธิบาย เรื่องสมาธิวิปัสสนาระบบลัดสั้น. พูดแล้วนะระบบลัดสั้น, ไม่ใช่ระบบสมบูรณ์แบบ ; แม้แต่ระบบลัดสั้น ก็ พูดเพียง เรื่องแรกเรื่องเดียว, คือ การกำหนดเกี่ยวกับลมหายใจ. ทีนี้ยังมีระบบเกี่ยวกับอิริยาบถทั้งหลาย อีกหลายหัวข้อ

น.69 ๖๑ เหมือนกัน ; แต่ว่ามันไม่มากมายลึกซึ้ง ; มันเป็นเรื่องอิริ- ยาบถ มีเคล็ดมีเทคนิค ที่จะปฏิบัติและควบคุมตามแบบของ อิริยาบถ, ไว้พูดกันวันหลัง. เอาละ, การบรรยายถึงที่สุดแล้ว ขอยุติการบรรยาย ในวันนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้. เปิดโอกาสให้พระคุณเจ้าได้สวด บทพระธรรมคณะสาธยาย สร้างเสริมกำลังใจ เพื่อการ ปฏิบัติธรรมะอย่างเข้มแข็งสืบต่อไป.

น.70 การปฏิบัติในอิริยาบถเดิน. ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำภาคมาฆบูชา เป็นตอนที่ ๔ แห่ง ชุดสมถะวิปัสสนา แห่งยุคปรมาณู นั้น อาตมาจะได้กล่าวโดย หัวข้อว่า การปฏิบัติในอิริยาบถเดิน. ขอให้ทบทวนความเข้าใจ ในการบรรยายครั้งที่ แล้วมา ซึ่งได้กล่าวในลักษณะของอิริยาบถนั่ง และมุ่งหมาย บรรยายธรรมประจำวันเสาร์ ภาคมาฆบูชา ณ ลานหินโค้ง สวนโมกข์ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๗ เวลา ๑๔.๐๐ - ๑๕.๓๐ น. ๖๒

น.71 ๖๓ กล่าวโดยละเอียด ของการกำหนดลมหายใจ ต้องเอาข้อ ความที่เกี่ยวกับการกำหนดลมหายใจนั้น มาใช้ในบทนี้ และบทต่อๆ ไปด้วย . ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องอธิบายซ้ำอีก ในส่วนที่เกี่ยวกับการกำหนดลมหายใจ. ต่อไปก็อธิบายเกี่ยว กับอิริยาบถ. ทำไมจึงต้องพูดถึงอิริยาบถ หรือแจกการปฏิบัติไป ตามอิริยาบถ ? เพราะว่าคนเรามันต้องเปลี่ยนอิริยาบถ จึงต้อง ปฏิบัติธรรมะได้ในทุก ๆ อิริยาบถ, และเพราะว่า อิริยาบถ ทุ กอิริยาบถนั้น เอามาใช้เป็นที่ตั้ง แห่งการปฏิบัติได้ . นี้จึงต้องใช้อิริยาบถเป็นหลัก อิริยาบถที่เป็นหลัก เป็นประธานนั้น เราก็มีพูด กันแต่ว่า นั่ง นอน ยืน เดิน ; แต่ ในทางปฏิบัติธรรมะ นั้น จะให้มาก ขยายให้มากไปกว่านั้น คือ ทุกอิริยาบถก็ ยังได้. แต่ถ้าเกินจำเป็น ก็จะเอามาสักจำนวนหนึ่งเท่านั้น. ในอิริยาบถนั่งนี้ ถือว่ามันเป็นประธานของอิริยาบถอื่น ; โดยเหตุที่ว่า อิริยาบถนั่งทำสะดวก , ทำสมาธิสะดวก, แล้วก็ทำได้มาก ทำได้นาน แล้วก็สะดวก หรือง่ายในการที่จะ กำหนด ในอิริยาบถนี้.

น.72 ๖๔ ความมุ่งหมายในการฝึกอิริยาบถเดิน. ทีนี้เราจะมาพูดกันถึง อิริยาบถเดิน ท่านทั้งหลาย ก็รู้อยู่แล้ว สำหรับคำว่า "เดิน" ที่จะเอามาผีกนี้ มันก็มี ได้ ถึงสองรูปแบบ คือ ฝึ กอิริยาบถเดินในการฝึกสมถะและ วิปัสสนา, แล้วยังมีการฝึกใน อิริยาบถเดินนั้นตามปรกติ คือว่าเรากำหนดสมาธิหรือปฏิบัติสมาธิ โดยอิริยาบถเดิน นั่นก็กระทำตามแบบที่จะฝึกสมาธิ นี้พวกหนึ่ง ; อีกพวกหนึ่ง เมื่อเราเดินอยู่ตามธรรมดา เดินไปไหนมาไหน ที่ไหนก็ตาม เราจะต้องมีระเบียบสำหรับการฝึกด้วยเหมือนกัน คือ ให้ได้ รับประโยชน์จากการเดินนั้นดีที่สุด. ในตอนต้นนี้จะพูดถึง อิริยาบถเดิน ในการฝึก สมถะและวิปัสสนา แม้จะใช้คำว่าอิริยาบถเดิน การฝึกก็ ยังจะแบ่งออกเป็นสองตอนต่อไปตามเดิม เหมือนในชุดที่ แล้วมาในวันก่อน คือว่าฝึกในลักษณะที่เป็นสมถะ คือให้ เกิดสมาธินี้อย่างหนึ่ง ; และก็จะฝึกในลักษณะที่ให้เกิดปัญญา หรือวิปัสสนา นี้อีกอย่างหนึ่ง. ถ้าท่านระลึกได้ถึงคำบรรยาย ครั้งที่แล้วมา ก็จะกำหนดได้ ว่ามันต่างกันอย่างไร.

น.73 ๖๕ โดยสรุปฝึก อย่างสมถะ ก็ให้สงบเงียบ หยุด เป็น สมาธิ ได้รับผลเป็นสมาธิ ถ้าฝึกในตอนที่ เป็นวิปัสสนา นั้น ต้องกำหนดที่ความจริง ของสิ่งซึ่งเป็นอารมณ์นั้น ๆ กำหนดลักษณะของมันเป็นต้น. แล้วผลที่ได้รับ ก็คือปัญญา หรือวิปัสสนา นี่สองอย่างนี้ก็เข้าใจไว้ให้ชัดแจ้งตลอดกาล ทีเดียว : กำหนดลงไปที่ตัววัตถุหรืออารมณ์นั้น เรียกว่า สมถะ ทำให้ได้รับสมาธิ กำหนดที่ความจริง ลักษณะอาการอันลึก ลับของอารมณ์นั้น ผลที่ได้รับก็คือสติปัญญาคือ ปัญญา. พูดสั้น ๆ ก็ว่า ถ้าฝึกสมถะก็ได้สมาธิ เป็นผล, ถ้าฝึกอย่างวิปัสสนา ก็ได้ปัญญาเป็นผล มันเป็นสองอย่าง กันอย่างนี้ แล้วเราก็จะ ต้องจัดให้ได้ฝึกได้ทำ ทั้งสอง อย่างไม่ใช่อย่างเดียวคือทั้งสองอย่าง ตลอดทุกเรื่องไม่ว่าไหน. เดี๋ยวนี้ ก็ฝึกใน อิริยาบถเดิน เป็นการฝึกสติ อย่างละเอียด. ใจความสำคัญมันอยู่ที่ว่า ฝึกสติอย่างละเอียด มีสติอย่างละเอียด ในอิริยาบถเดิน หรือที่เกี่ยวกับการเดิน. คำว่าสตินี้คือความระลึกได้รวดเร็ว อย่างละเอียดหมายความว่า แบ่งเป็นขั้นตอนให้สติได้กำหนดง่าย ๆ ทุก ๆ ขั้นตอน อย่าง ในการเดินนี้ เราก็แบ่งเป็นหลาย ๆ จังหวะของการก้าวย่าง

น.74 ๖๖ แล้วกำหนดมันทุกจังหวะของก้าวย่าง นี้ก็เป็นการฝึกสติอย่าง ละเอียด ในอิริยาบถเดิน. ในการฝึกลมหายใจนั้น เราไม่ค่อยได้แยกเป็นตอน ๆ อย่างนี้ ; เพราะเหตุว่า ตามหลักต้องการให้มุ่งอยู่ที่ตัวลม, แล้วลมมันเลื่อนไป จากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง วิ่งตามไปด้วย กัน, มันก็เป็นการกำหนดโดยละเอียด เราไม่จำเป็นจะต้อง แบ่งแยกว่า : เอ้าลมกระทบจมูก ลงไปถึงคอ, ลงไปถึงอก, ลงไปถึงท้อง ; อย่างนี้ไม่ต้องกำหนด เพราะว่ากำหนดลม กันอยู่ตลอดเวลา, ไปตามรอยที่มันลากไป, ตามที่ลมหายใจ มันลากไป จากจุดข้างนอกสู่จุดข้างใน, จากจุดข้างในมาสู่ จุดข้างนอก. แต่ในอิริยาบถเดินนี้ จะต้องแบ่งแยกอิริยาบถนั้น ให้เป็นตอน ๆ, ให้มันกำหนดง่าย มิฉะนั้นมันจะหยาบ, มัน จะหยาบ คือมันจะไม่ละเอียด เช่นว่า เดินหนอ ๆ ๆ อย่างนี้ มันก็หยาบ. ฉะนั้นจึงมี การกำหนดให้ละเอียดไปตามลำดับ จึงแบ่งเป็นสามอย่าง คือว่ากำหนด อย่างหยาบ กำหนด อย่าง กลาง กำหนด อย่างละเอียด.

น.75 ๖๗ กำหนดการเดิน อย่างหยาบ เท่าที่พอจะมองเห็น กันได้ง่าย ๆ ทุกคน ก็คือว่า ซ้ายย่าง แล้วก็ขวาย่าง, แล้วก็ ซ้ายย่าง, ขวาย่าง ซ้ายย่าง, ขวาย่าง ซ้ายย่างขวาย่าง; อย่างนี้ ก็กำหนดเป็นสองตอน. เรื่องหนอนี่บอกแล้วนะว่าใครชอบ หนอก็ได้ แต่ต้องหนอให้ถูกกับเรื่อง. กำหนดอย่างสมถะ ก็หนอเฉย ๆ ว่ามันกำลังทำอย่างนั้นอยู่ ; เป็นหนออย่าง สมถะ. ถ้าเดินหนอ ๆ ก็คือกำหนดกิริยาอาการเดินอยู่เท่านั้น. แต่ถ้ากำหนดเป็นวิปัสสนา คือ หลังจากนี้ไปแล้ว รู้ละเอียดแล้ว รู้ว่า การเดินเป็นสักว่าอาการ อย่างหนึ่ง ไม่มีตัวผู้เดิน ในตอนนี้แม้จะกำหนดว่า เดินหนอ ๆ ก็ได้ ก็เหมือนกัน. แต่ความหมายมันผิดกันลิบ คือว่า มันกำหนด ว่านี้เป็นสักว่า อาการเดิน ตามธรรมชาติ เท่านั้น แล้วก็ หนอ, นี้เป็นสักว่าอิริยาบถเดิน มีอยู่ตามธรรมชาติ เท่านั้น หนอ, ก็คือไม่มีตัวผู้เดิน. ให้รู้สึกชัดเจนลงไป ว่าไม่มี ตัวกูผู้เดิน, มันยาวนี่. นี้สักว่าเป็นอิริยาบถเดินตามธรรม ชาติเท่านั้นหนอเท่านั้น, แล้วก็ไม่มีตัวผู้เดินหนอ มันยาว. แล้ว กำหนดสั้น ๆ ว่า เดินหนอ ๆ ๆ ก็ได้เหมือนกัน ; ถ้าเดินหนอเหมือนกับตอนต้นของสมถะ มันก็กำหนดแต่

น.76 ๖๘ เพียงสักว่ามันเดิน หนอตอนวิปัสสนานี้มันก็กำหนดว่า สักว่าเป็นแต่อิริยาบถเดินตามธรรมชาติ ไม่มีตัวผู้เดินหนอ ; ทั้งสองอย่างกำหนดว่า เดินหนอ ๆ ๆ เหมือนกัน แต่ความ หมายต่างกันลิบ. การกำหนดสติในวิธีเดินเป็นสมถะ. เดี๋ยวนี้มาพูดกันถึงเรื่องกำหนด โดยวิธีของสมถะ กันเสียก่อน แบ่งเป็นอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด อย่างที่กล่าวแล้ว. อย่างหยาบ ก็เอาว่าขวาย่าง ซ้ายย่าง ขวาย่าง ซ้ายย่าง ขวาย่าง ซ้ายย่าง. ถ้าเดินเร็วมันก็กำหนด ได้เร็ว เดินช้ามันก็กำหนดได้ช้า. เพราะฉะนั้นให้มันเข้า เท่าที่จะช้าได้สมควรที่จะช้าอย่างไร ถ้าจะกำหนดเป็นหนอ ก็ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ; สองจังหวะเท่านั้น ถ้าซ้ายย่าง หนอ มันกำหนดอยู่ที่การย่างของขาซ้าย ; ก็สติอยู่ตลอดที่ ขาซ้าย ขาซ้ายย่าง. ถ้ามันกำหนดอยู่ที่ขาขวาย่างตลอดเวลา ขวาย่างหนอ สติมันก็กำหนดอยู่ที่ขาขวาย่างหนอ, มันก็พอ จะติดต่อกันไปได้เหมือนกัน ซ้ายย่างขวาย่างนี้ มันติดต่อ กันไป โดยไม่ให้ระยะที่จิตมันหนี.

น.77 ๖๙ เอ้าที่นี้ อย่างหยาบ นี้แหละ แยกออกเป็นสัก สามจังหวะ ว่ายกหนอ เมื่อเท้ามันเริ่มยกขึ้นมาเรียกว่า ยก หนอ และเมื่อเท้ามันเริ่มเลือกไปข้างหน้า ย่างหนอ. พอเท้า มันลงถึงพื้นก็ว่า ลงหนอ มันเลยกลายเป็นสามจังหวะ เป็น ว่า : ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอก็ได้ ลงหนอว่าเหยียบหนอ. ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ มันเดินเท่าเดิม แต่มัน กำหนดให้ละเอียดออกเป็นสามจังหวะ, นี้ก็แปลว่าเพื่อให้สติ มันละเอียดไปตาม, นี้เรียกว่า อย่างหยาบอยู่ : ยกหนอ ย่าง หนอ แล้วก็เหยียบหนอ สามจังหวะ รวมทั้งสองประเภทนี้ เรียกว่าอย่างหยาบ ; กำหนดสองจังหวะก็ดี สามจังหวะก็ดี ยังเรียกว่า อย่างหยาบ. ที่นี้จะเป็น อย่างกลาง ที่ละเอียดลงไปกว่านั้นอีกสัก จังหวะหนึ่ง ก็กลายเป็นสี่จังหวะ : พอขายกขึ้นมา ก็เรียก ว่ายกหนอ, พอขามันยื่นออกไป ก็เรียกว่าย่างหนอ, แล้ว พอขามันเริ่มจะลงเราก็ว่าลงหนอ, พอลงถึงพื้นก็ว่าเหยียบ หนอ, มันเลยได้สี่จังหวะ ทำให้มันละเอียดออกไปเป็นสี่ จังหวะ เพื่อทำสติให้มันละเอียดกว่า. หรือยิ่งขึ้นไปจึงมี ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอ เหยียบหนอ. ถ้าจิตยังหยาบอยู่

น.78 ๗๐ เหมือนเดิม กำหนดไม่ได้ เพราะมันเคยกำหนดแต่เพียงว่า ยกหนอ ย่างหนอ นี้มันหยาบมาก ; พอจะมากำหนดเป็นสี่ จังหวะนี้ จิตมันต้องละเอียดว่องไวเพียงพอกัน มันจึงจะ กำหนดได้ หรือจะเรียกว่า สติมันละเอียดลงไปพอ, พอที่ จะแบ่งแยกให้เป็นสี่ตอน สี่จังหวะได้ ; ฉะนั้นมันจึงเป็นการ บังคับอยู่ในตัว. ที่จะทำจิตให้ละเอียด คือทำสติให้ละเอียด โดยที่ว่าแบ่งอาการอันที่หนึ่งออกเป็นหลายจังหวะ ให้มันถี่ ยิบเข้า นี้ได้สี่แล้วนะ ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอ เหยียบหนอ นี่อย่างกลาง นะ. ทีนี้อย่างกลางนี้ให้ละเอียดกว่านั้นอีก เอาสักห้า จังหวะ เอ้า, เผยอสันหนอ เผยอ ๆ หนอเผยอหนอหนึ่ง แล้วก็ยกขึ้นมาหนอ และก็ย่างไปหนอ หย่อนลงหนอ และ ก็เหยียบหนอ เลยได้ห้าจังหวะ : เผยอสันหนอ, ยกเท้าขึ้น มาหนอ, ย่างไปหนอ, หย่อนลงหนอ, เหยียบลงหนอ. ดูซิ จิตมันจะละเอียด สติมันจะละเอียดกว่ากันไปตามลำดับ ; ถ้า จิตหยาบ สติหยาบ มันทำไม่ได้ดอก. ที่จะให้ได้เป็นถึงห้า จังหวะอย่างนี้, ถ้าจะทำให้ได้ ก็ทำให้มันช้าซิ พอที่จะแบ่ง เป็นห้าจังหวะได้ว่าเผยอหนอ ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอ

น.79 ๗๑ เหยียบหนอ. ทีนี้ อย่างกลางก็ได้สองชนิด คือชนิดสี่จังหวะ หรือห้าจังหวะ เอ้า, ทีนี้จะให้ละเอียดขึ้นไปให้เป็นชุดละเอียด จะ เอาเป็นหกจังหวะเลยเผยอสันเท้าเผยอหนอ แล้วก็ยกขึ้นมา หนอ ย่างไปหนอ เริ่มลงหนอ เริ่มแตะแผ่นดินด้วยปลาย เท้าหนอ แล้วก็เหยียบเต็มที่หนอ เลยได้หกจังหวะ : เผยอ หนอ ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอ ถูกดินหนอ เหยียบหนอ หกจังหวะ. เอ้าทีนี้ชุดละเอียด ขออีกหมวดหนึ่งคือให้ ละเอียด ออกไปอีก เ ป็นเจ็ด เลย, เป็นเจ็ดเลย คือ เผยอสันเผยอหนอ ยกเท้าขึ้นมาหนอ ย่างลงไปหนอ ลงหนอ แตะพื้นหนอ เหยียบลงไปหนอ, แล้วก็กดลงไปหนอ ให้มันได้สักเจ็ดจังหวะ เผยอหนอ ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอ แตะหนอ เหยียบหนอ กดหนอ. มันทำเหมือนกับทำเล่น คนไม่รู้เรื่อง ก็หาว่าแกล้ง ทำบ้า; แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น เขาต้องการจะฝึกสติให้มัน ละเอียด ละเอียดถี่ยิบ ฝึกจิตให้กำหนดละเอียดถี่ยิบ เพื่อผล คือ มีสติติดต่ออย่างยิ่ง ไม่เปิดช่องว่างให้จิตหนีไปเสียในระยะ

น.80 ๗๒ ใดระยะหนึ่ง. ที่ว่าทำกันโดยมาก พอกำหนดแล้วจิตมันคอย จะหนีไป มันกำหนดไม่ได้ ก็เพราะว่าไม่ได้แบ่งขั้นตอน ให้มันง่ายให้มันชัด ให้มันผูกมัดจิตไว้. ตรงนี้พอที่จะมีผล คือ สตินี่เป็นไปติดต่อไม่ ขาด ตอน เมื่อไม่มีตรงไหนขาดตอน จิตก็หนีไปจากเรื่องที่ กำลังคิดนั้นไม่ได้ และที่ดีกว่านั้น. ช่วยฟังให้ดี ที่ดีกว่านั้น ก็คือว่า ฝึกไม่เคลื่อนไหวอะไรโดยที่จิตไม่รู้เสียก่อน , ไม่เคลื่อนไหวอะไร โดยที่จิตไม่รู้สึกเสียก่อน หรือไม่มีสติ เสียก่อน. นั่นแหละเป็นสิ่งที่เราต้องการ. ฝึกให้มีความรู้ สึกตัวตลอดเวลา , ไม่ทำอะไร หรือไม่เคลื่อนไหวอิริยาบถ ใด ๆ โดยที่จิตไม่รู้สึกเสียก่อน. ถ้าฝึกอยู่อย่างที่ว่านี้ มันจะมี ผลสูงสุด ที่ว่ามีสมาธิอยู่ที่นั่น ประกอบด้วยคุณสมบัติคือ จิตหรือสติเป็นไปติดต่อ แล้วก็จิตจะไม่คิดอะไร, ไม่ทำอะไร ไม่สั่งการอะไร โดยที่ไม่มีสติสมบูรณ์เสียก่อน. คนเรามันลำบากที่ตรงนี้ มันทำอะไรไปแล้วก่อน แล้ว โดยที่จิตไม่ได้รู้สึก ไม่ได้ควบคุม, สติก็ไม่ได้ควบคุม ดังนั้นเราจึงลืม; เช่นวางของไว้ตรงนี้แล้วมันก็ลืม เพราะมัน ไม่ได้ฝึกจิตชนิดที่เรียกว่า รู้ตัวเสียก่อนจึงจะทำลงไป ;

น.81 ๗๓ เช่นว่า ถ้าเราจะวางของ นี้ เราก็ทำจิตรู้สึกเสียก่อนที่จะวาง วางตรงไหน, วางอย่างไร, แล้วจึงค่อยไปวางแล้วมันจะไม่ ลืมว่าวางไว้ตรงไหน. ลืมพวงกุญแจ หรือว่าลืมของมีค่า ลืมอะไร : เพราะว่าจิตมันหยาบ ลืมปิดประตู, แล้วก็เดิน ออกไป แล้วทีหลังก็เกิดสงสัยว่า ประตูปิดดแล้วหรือยังก็ไม่รู้ มันก็เป็นห่วง, มันก็ต้องวิ่งกลับมาดูว่า บิดประตูแล้วหรือยัง, อย่างนี้เป็นต้น. แต่ถ้าเราฝึกสติชนิดที่ว่า จะรู้สึกตัวเสียก่อน เสมอ แล้วจึงทำกิจนั้น ๆ อิริยาบถนั้น ๆ มันก็ไม่ลืมซิ เรา ทำสติในการที่เรา จะปิดประตู จะคล้องกุญแจ จะงับกุญแจ มันทำสติก่อน แล้วมันจึงทำ, มันก็ไม่ลืมซิ ด้วยความแน่ใจ ว่า มันไม่ลืม ออกไปได้โดยที่มันไม่ต้องลืม. นี้คือผลของการ ที่แบ่งแยกอิริยาบถหนึ่ง ๆ ให้เป็นหลายขั้นตอน ให้มีการ กำหนด ตลอดถึงศึกษาอย่างละเอียดลออทุกขั้นตอน. รวมความว่า กำหนดอิริยาบถเดินในการฝึกสมถะนี้ อย่างหยาบ กำหนด สองจังหวะ หรือ สามจังหวะ, อย่าง หยาบเอาสองจังหวะ หรือ สามจังหวะ คือซ้ายย่าง ขวาย่าง ยกหนอ เหยียบหนอ สามจังหวะ.

น.82 ๗๔ ทีนี้ อย่างกลาง มีอย่าง สี่จังหวะ กับ ห้าจังหวะ อย่างกลาง ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอ เหยียบหนอ, แล้ว ห้า- จังหวะ คือ เผยอส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอแล้วก็ เหยียบหนอ. อย่างละเอียด มีหกจังหวะ กับ เจ็ดจังหวะ เผยอ ส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอ ถูกหนอ เหยียบหนอ นี่หกจังหวะ เผยอหนอ ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอ แตะพื้น หนอ เหยียบหนอ กดลงไปหนอ ได้เจ็ดจังหวะ. มันไม่ใช่เรื่องทำเล่น ให้มันลำบากเปล่า ไม่ใช่ทำ ให้มันยุ่งยากเสียเวลาเปล่า ๆ แต่ทำให้มันละเอียด ให้มันมีสติ ละเอียด แล้ว สติละเอียดนี้มันว่องไว, มันรับประกันได้ ในการที่มันจะรู้สึกละเอียดและทันเวลา. ที่นี้ใครจะทำให้มัน ให้มากไปกว่านี้ก็ได้จะขยายเป็นสิบจังหวะอะไรก็ได้ ตามความ พอใจ; นี้กล่าวไว้พอสมควรเท่านั้น. ถ้ามากไปนักก็เกิน, เกินพอดี นี้มันก็เรียกว่า พอดีอยู่แล้ว อย่างหยาบ มีสอง จังหวะ กับ สามจังหวะ. อย่างกลางมีสี่จังหวะ กับ ห้าจังหวะ. อย่างละเอียด มีหกจังหวะ กับ เจ็ดจังหวะ.

น.83 ๗๕ ถ้าฝึกมาถึงขนาดนี้แล้ว ก็ได้ผลตามที่ต้องการ คือ มีสติละเอียดไว มาทันก่อนหน้าการกระทำ; โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง เรื่อง ผัสสะ ไประลึกนึกถึงความผิดในผัสสะอีกที. ในขณะแห่งผัสสะ ถ้าสติมาไม่ทัน มันก็ผิดหมด วินาศ หมด ; ด้วยการฝึกอย่างนี้สติจะละเอียดด้วย จะว่องไวด้วย รวดเร็วด้วย จะมาทันเวลา; เพราะว่าได้ฝึกเหมือนอย่างว่า ที่แบ่งภาค ให้เป็นหลายภาค ให้ละเอียด มันก็จะมีความ รวดเร็ว มันก็มาทันเวลา. เอาละ, อิริยาบถเดินตอนสมถะ มีบทฝึกหัดอย่างนี้. การฝึกอิริยาบถเดินวิปัสสนา. ทีนี้ก็จะมาถึงตอนที่เรียกว่า วิปัสสนา คือจะฝึกใน ระดับปัญญา ให้เกิดปัญญา จากสิ่งที่กำหนดหรือสิ่งที่ฝึก นั้น. อย่าลืมนะที่บอกว่าแม้จะใช้คำว่า หนอ ๆ เหมือนกัน ; แต่มันความหมายคนละอย่างนะ ; หนอของ สมถะ นั้น สักว่า กำหนดรู้, กำหนดเท่านั้น ; ส่วน หนอของวิปัสสนา มัน กำหนดรู้ว่า ไม่มีตัวตน ตัวบุคคล, มันหนอคนละหนอ ต้องนึกไว้ในใจเสมอ. ทีนี้จะฝึกชนิดที่ให้เกิดผลขึ้นมาว่า

น.84 ๗๖ ไม่มีตัวบุคคล สักแต่ว่าอาการหรืออิริยาบถเป็นต้นเท่านั้น หนอไม่มีตัวบุคคล ; มันก็ต้องส่องให้ลึกลงที่สิ่งนั้น จนเห็น ความไม่มีบุคคล ความไม่มีตัวบุคคลนั้น คือจะฝึกในอิริยาบถ เดิน. นี้ก็เดิน ก็มีอาการเดินอย่างที่เรียกว่า ยกหนอ ย่าง หนอ เหยียบหนอ นี้เป็นหลักทั่วไป ของอริยาบถเดิน. ทีนี้ กำหนดนามรูป, เป็นนามและเป็นรูป ในอิริยาบถเดิน กำหนดที่เท้ากับอาการที่เท้า มันเคลื่อนไหวอย่างนั้นมันเป็น รูป ทีนี้จิตที่กำหนดรู้สึกอาการอย่างนั้น มันเป็นนามจึงรู้ ทั้งรูปและทั้งนามได้ เมื่อยกขาก้าวเดิน. กำหนดดูเบญจขันธ์ สมมติว่าในระยะสามจังหวะ ขานั้นเป็นรูป เท้านั้น มันเป็นรูปเท้ามันยกขึ้นมา มีภาพที่ยกขึ้นมา, เท้าที่มันยื่น ออกไป, เท้าที่มันเหยียบลง ; ลักษณะอาการ อย่างนี้ก็ เป็นรูป เรากำหนดว่า รูปหนอ ที่สิ่งเหล่านั้น, ที่นี้มา กำหนดในภายในว่า จิตหรือสติที่มัน กำหนดรู้ ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ เป็นจิตเป็นสติกำหนดอยู่ในภายในนั้น

น.85 ๗๗ คือนาม. เ ดี๋ยวนี้เราเห็นทั้งรูป และเห็นทั้งนาม ในขณะ ที่เดิน ที่ก้าวเดิน. ถ้าเราจะแยกออกให้เป็นหลายจังหวะกำหนด มันก็ กำหนดได้ทุกจังหวะ เพราะมันมีภาพ มีภาวะมีอาการทุก จังหวะ. เอาขาเท้านั้นประกอบกับอาการลักษณะนั้น รวม กันเข้าเป็นรูป แล้วจิตที่มันกำหนดภาวะอย่างนั้น ที่ตัวจิต ที่ตัวสตินั้นเป็นนาม. พอมาถึงตอนที่เราจะกำหนด เป็นรูป นาม เรากำหนด นามหนอ รูปหนอ นามหนอ สักว่า รูปเท่านั้นหนอ, สักว่านามเท่านั้นหนอ ไม่มีตัวตน บุคคลนี่เรียกว่า กำหนด นามและรูปในอิริยาบถเดิน. ถ้าจะแยกนาม. และรูปออกไปเป็นห้า เป็นขันธ์ห้า มันก็มีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็กำหนดอย่างเดิม เท้านั้นก็ดี, อาการภาพ ภาวะนั้นก็ดี มันก็เป็นรูปขันธ์, ถ้ามันมีความรู้สึกอะไรขึ้นมา ในการก้าวเดินนั้น เป็นความ รู้สึกเจ็บปวด หรือว่ากระทบอ่อนแข็ง สบายไม่สบาย เป็นต้น นั่นก็เรียกว่าเป็นเวทนา, กำหนดเวทนาขันธ์ หมายความ ว่า เราละจากกำหนดตั้งต้นมากำหนดอย่างนี้ มันเป็น การกำหนดให้เห็นนามรูป ที่เกิดอยู่ในที่นั้น. สัญญา สำคัญ

น.86 ๗๘ มั่นหมาย เกี่ยวกับการเหยียบลงไป เกี่ยวกับการย่าง อะไร ก็ตาม ก็ เรียกว่าสัญญาขันธ์. ถ้ามันมีทำให้ เกิดความ คิด อะไรขึ้นมาเนื่องจากการเหยียบ การยก การย่างนั้นก็ เรียก ว่า สังขารขันธ์ แล้วมัน รู้แจ้ง ทั้งเบื้องต้น ตรงกลาง ตรงเบื้องปลายต่อสิ่งเหล่านั้น ต่อขา หรือว่าต่อยก ต่อวาง อะไรก็ตาม เรียกว่า วิญญาณขันธ์. ขอให้เข้าใจไว้ว่า เราสามารถจะกำหนดรูปนามหรือ เบญจขันธ์นี้ได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าเรื่องอะไร ถ้าเราฉลาด. ฉะนั้นการอธิบายนี้ อธิบายพอเป็นหลักเท่านั้น กำหนดตัว วัตถุหรือภาวะแห่งวัตถุ ลั กษณะแห่งวัตถุ นี้ก็ เรียกว่า กำหนดรูป; ถ้ากำหนด ความรู้สึกใด ๆ ที่เกิดมาจากวัตถุ นั้นเคลื่อนไหวก็เรียก ว่าเวทนา ความจำได้ว่าอะไรเป็นอย่างไร สำคัญมั่นหมายว่าอย่างไร ก็เป็นสัญญา. ถ้า เกิดความคิด ขึ้นมาเกี่ยวกับการกระทำนี้ ก็เรียกว่า มีสังขารขันธ์เกิด ความรู้ แจ้งด้วยมโนวิญญาณ ว่าอะไรเป็นอะไร อะไรเป็น อะไร มันก็เป็น วิญญาณขันธ์. เราไปศึกษาความหมาย ของรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณให้กว้างขวางพอ แล้วเอามาใช้กำหนดได้ง่ายเรียกว่าบริบูรณ์และง่าย นี่กำหนด เป็นนามและรูป หรือเป็นเบญจขันธ์ ในอิริยาบถเดิน

น.87 สิ่งที่เรียกว่า เบญจขันธ์ นั้นมันมาอยู่เต็ม ไปหมด ที่ตรงนี้, เห็นได้ว่ายั้วเยี้ยไปหมด เมื่อก่อนนี้รู้แต่ ชื่อไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหนมัวแต่ท่องเบญจขันธ์กัน กี่ร้อยครั้ง มันก็ไม่รู้ว่าเบญจขันธ์อยู่ที่ไหน, อย่างไร. เดี๋ยวนี้มาจับ ตัวเล็กตัวน้อย ทีละนิด ทีละหน่อย ทุก ๆ ชนิด ทุก ๆ อย่าง ให้รู้ได้ว่ารูปเป็นอย่างไร, เวทนาเป็นอย่างไร, สัญญาเป็น อย่างไร, สังขารเป็นอย่างไร, วิญญาณเป็นอย่างไร, อันนี้ เหมือนกันแหละกำหนดในอิริยาบถนั่ง หรือกำหนดลมที่ กล่าวมาแล้วข้างต้น กำหนดเป็นเบญจขันธ์อย่างไร เหมือน กันหมดทุก ๆ อิริยาบถ. กำหนดการเกิดดับ. ทีนี้ต่อไป กำหนดเกิดดับ การเกิดขึ้น การตั้งอยู่ การดับไปหรือจะเรียกสั้น ๆ ว่าการเกิดขึ้นการดับไป ; แยกอีก หน่อยว่า การเกิดขึ้น การดับไป; มันก็อิริยาบถเดินนั่น แหละ มันตั้งต้นขึ้นมาอย่างไร ? เราซอยละเอียด จนว่า เผยอสันหนอ ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ นั่นการเดินมัน เกิดขึ้น นี่การเกิดแห่งการเดินแล้ว พอเหยียบสุดแล้ว, หยุด

น.88 ๘๐ แล้วมันก็ดับลงแห่งอาการเดิน. ถ้าจะแบ่งเป็นสามตอนว่า การเกิดคือการยกส้น ยกเท้า และกำลังย่างไปข้างหน้านั้น คือ การตั้งอยู่ พอกดลงไปแล้วเหยียบและหยุด นั้นมันเป็นดับไป อาการเดินเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป, เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป. นี้รู้ การเกิดดับแห่งอิริยาบถเดิน หรือการเดิน หรือจิตที่กำหนด การเดิน กำหนดที่ตัวจิต พอจิตเกิดขึ้น. กำหนดการเดิน จิตตั้งอยู่ขณะหนึ่ง, แล้วจิตดับไป ก็ว่าการเดินมันหยุดลงไป เป็นครั้ง ๆ เป็นก้าวๆไป. นี่ลองคิดดูว่า จะไม่ละเอียดอย่างไร. ถ้าอย่างนี้ไม่ ใช่ละเอียด แล้วจะละเอียดอย่างไร กัน อีกเล่า, มันก็ละเอียด ได้เท่านี้ ว่าเรากำหนดว่า เดินเกิดขึ้น เดินตั้งอยู่ เดินดับลง, เดินเกิดขึ้น เดินตั้งอยู่ เดินดับลง. เดินเกิดขึ้น คือระยะที่เผยอขึ้นแล้วยกขึ้น และตั้ง อยู่คือ ย่างเสือกไปข้างหน้า แล้วดับลงก็คือลดลง ๆ จน จดพื้นดิน แล้วก็หยุดเดิน นี้คือดับ. การเดินเกิดขึ้น การเดินตั้งอยู่ การเดินดับไป ถ้าจะกำหนดแบบเบญจขันธ์ ก็ได้เหมือนกัน แต่ว่าคงจะไม่จำเป็นแล้ว, ไปกำหนดเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ในนั้น มันก็เหมือนกับข้อที่แล้วมา ว่ากำหนดนามรูป.

น.89 เราจะกำหนดการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป มุ่ง หมายไปในทางที่จะเห็น อนิจจัง, มุ่งหมายไปในทางที่จะ เห็นการเปลี่ยนแปลง. ฉะนั้นขอให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ มันเกิดขึ้น ในการยกขึ้นแล้วย่างไป แล้วกดสงนี้. การ เปลี่ยนแปลงมีสามระยะ เมื่อกำหนดเกิดดับ ๆ ๆ ของการ เปลี่ยนแปลงอย่างนี้แล้ว มันก็จะเห็นอนิจจัง กำหนดรู้อนิจจัง. ดังนั้นระยะต่อไป ก็ กำหนดอนิจจัง ไม่เที่ยง หนอ ๆ เมื่อยกขึ้นไม่เที่ยงหนอ เมื่อย่างไปไม่เที่ยงหนอ เมื่อ จดลงไม่เที่ยงหนอ ยกขึ้นไม่เที่ยงหนอ ย่างไปไม่เที่ยงหนอ จดลงไม่เที่ยงหนอ ; คือ ให้เป็นความไม่เที่ยง ที่ตัววัตถุ นั้น คือเท้า ที่ทำนั้นหรืออาการนั้น หรือจิตที่กำหนด อาการนั้น ๆ มันก็ไม่เที่ยงด้วยกัน ; เพราะว่าจิตมัน กำหนดอาการยกหรือเกิด, จิตมันกำหนดอาการตั้งอยู่คือ ย่าง, จิตมันกำหนดอาการดับลง คือ เหยียบซอยให้ละเอียด เพื่อจะจับตัวง่าย. ถ้าไม่แยกให้ละเอียดมันจับตัวยาก แล้ว

น.90 ๘๒ ไม่เห็นลึกซึ้ง ไม่ลึกซึ้งเพียงพอ ก็จะไม่เกิดประโยชน์ใน ทางธรรม. การที่ กำหนดอนิจจัง คือกำหนดที่การเปลี่ยน- แปลง ที่ตัวการเปลี่ยนแปลงของอิริยาบถนั้น ๆ ทุกระยะ ที่มันเปลี่ยนแปลง. คำจำกัดความก็จะมีว่า กำหนดการ เปลี่ยนแปลง ของอิริยาบถแต่ละอิริยาบถ แต่ละระยะ ๆ ทุก ระยะที่มันเปลี่ยนแปลง, เห็นความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ของ วัตถุ คือร่างกายของเท้า ของขา ของภาวะ ของลักษณะ กระทั่งของจิตที่เป็นตัวกำหนด, ก็เห็นว่าไม่เที่ยงทั้งของรูป และทั้งของนามนั้นเอง. ข้างบนกำหนดนามและรูปสำหรับ เกิดและดับ ; ทีนี้ก็เห็นอนิจจังได้ทุกขั้นตอน ที่มันเกิดและ มันดับ. เมื่อเห็นอนิจจังในสิ่งใด ก็ว่าไม่เที่ยงหนอ ๆ เมื่อยก เท้าขึ้นมา ก็ไม่เที่ยงหนอ, เมื่อยื่นเท้าไปก็ไม่เที่ยงหนอ, เมื่อเท้าเหยียบลงก็ไม่เที่ยงหนอ, มันคล้ายกับตอกตะปูลงไป ให้มันแน่น ไม่ลืม ลืมยาก ว่าไม่เที่ยงหนอ ๆ ที่ ตรงนั้น ไ ม่ เที่ยงหนอที่ตรงนั้น ไม่เที่ยงหนอที่ตรงนั้น, จนไม่เที่ยงหนอ ติดต่อกันไปหมด ไม่มองเห็นความเที่ยงที่ไหนเลย.

น.91 ๘๓ กำหนดดูอนัตตา. นี่กำหนดเห็นความไม่เที่ยง เป็นเนื้อหาของเรื่อง อย่างนี้ได้แล้ว ขั้นต่อไป คือ กำหนดอนัตตา อาการอย่าง นั้น ๆ. ทุกระยะ ทุกขั้นตอนนั้น เป็นอาการของการ เคลื่อนไหวอิริยาบถตามธรรมชาติ ไม่มีอัตตาตัวตน ที่ไหน ๆ ไม่มีเจตภูต ไม่มีที่เขาเรียกว่าตัวตน ไม่มีที่ตรงไหน, เป็นธรรมชาติล้วน ธรรมชาติล้วน ๆ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป. เมื่อยกขาขึ้นมาด้วยความรู้สึกว่าอนิจจัง ก็ว่าอนัตตา แทน อนัตตา. หรือว่าไม่ใช่ตนก็ได้, ไม่ใช่ตนหนอ, เมื่อ ยกขึ้นมาเมื่อย่างออกไปไม่ใช่ตนหนอ, เมื่อเหยียบลงไป ก็ไม่ใช่ตนหนอ ไม่ใช่ตนหนอ. ไปเสียทั้งหมด, เมื่อมี รูปร่าง ภาวะอย่างไร ก็ไม่ใช่ตัวตนหนอ จิตที่กำหนดรู้สึก ภาวะนี้ จิตนั้นก็มิใช่ตนหนอ. มันเป็นสักว่าจิตตามธรรมชาติ มันทำหน้าที่ของมันตามธรรมชาติ เห็นความไม่มีตัวตนรอบ ด้านไปหมด ในอิริยาบถเดิน.

น.92 ๘๔ กำหนดความจางคลาย. ทีนี้ต่อไป. กำหนด ความจางคลาย หรือความ ดับแห่งความยึดถือหรือความสลัดคืน ก็เหมือนกับการ บรรยายครั้งที่แล้วมา. เมื่อมีอิริยาบถเดินเป็นหลักกำหนด เท้าที่เดิน ภาวะที่เดิน ลักษณะที่เดิน อาการที่เดิน ; ถ้าเกิด เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อะไรขึ้นมาในขณะนั้น เห็น ว่าเป็นไปตามกฎธรรมชาติ ไม่มีตัวตนแล้ว ความยึดถือใน สิ่งเหล่านั้นก็จะหมดไป, ไม่ยึดมั่นถือมั่นด้วยความรัก หรือ ด้วยความเกลียดอะไร หรือด้วยความอะไรก็ตาม ในเรื่องของ การเดิน. ฉะนั้นจึงไม่มีความรู้สึกว่าตีนสวย เท้าสวย เดินสวย สบายหรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่งมันมีความหมายแห่งตัวตน ไม่มากก็น้อย ; เห็นว่าเป็นตามธรรมชาติเช่นนั้นเท่านั้นเอง. นี่ก็เกิดความรู้สึกที่เรียกว่า จางคลาย คลายความรัก ในอิริ- ยาบถ หรือว่าอวัยวะสำหรับเดิน คือขา. อวัยวะ คือขาสำหรับ เดิน อิริยาบถ เดิน หรือ ประโยชน์จากการเดิน หรืออะไรก็ ตาม เ ป็นไม่ใช่ตัวตนของเรา มันก็คลายความยึดถือ ซึ่งมันจะเคยเกิดหรือ ไม่เคยเกิด หรือมันจะเกิดต่อไปข้างหน้า

น.93 ๘๕ ก็ตาม ไม่มีทางยึดถืออะไร ๆ เกี่ยวกับการเดิน, และสิ่งอื่น ๆ ที่มันเนื่องกันอยู่กับการเดิน ; เพราะว่าฝึกในอิริยาบถเดิน นี่ความยึดถือที่เคยยึดถือก็จะดับ ที่จะเกิดก็จะไม่เกิด เท่าที่ เรามีความรู้สึกอยู่ในใจจริง ๆ ถ้ารู้สึกว่า ความยึดถืออะไร ดับไปมันก็ว่า ดับหนอ ๆ ดับหนอ ๆ ดับแห่งความยึดถือ กระทั่งรู้สึกว่าปล่อยวางสิ่งที่เคยยึดถือ แล้วนั่นก็ทำความ กำหนดว่า สลัดคืนแล้วหนอ, สลัดคืนแล้วหนอ, สลัดคืน แล้วหนอ. นี่ก็ลำดับของการเห็นธรรมะ ที่ท่านวางไว้เป็นหลัก สำหรับอานาปานสติ ว่าจะต้องเห็นเป็นนามรูปก่อน. ตรงนี้ ก็สำคัญนะ ว่า ต้องเห็นเป็นนามรูปก่อน แล้ว เห็นเป็น การเกิดดับ เท่านั้น, และ เห็นเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง แล้ว เห็นอนัตตา รวมอยู่ในอนิจจังนั่นแหละแล้วก็ เห็นความ จางคลาย ของความยึดถือในใจของตัวเอง, แล้ว ก็ดับความ ยึดถือลงไป, แล้วก็รู้สึกว่า สลัดคืน ความยึดถือแล้ว. จังหวะนี้ กำหนดนามรูป กำหนดเกิดดับ กำหนด อนิจจัง กำหนดอนัตตา กำหนดจางคลาย กำหนด

น.94 ๘๖ ยึดถือดับ กำหนดสลัดคืนนี้ หนึ่ง - สอง - สาม - สี่ - ห้า - หก - เจ็ดนะ. เจ็ดระยะนี่ สำคัญมาก ศึกษาให้เข้าใจไว้ สำหรับทดสอบการปฏิบัติวิปัสสนา ว่ามันเดินไปหรือไม่ หรือมันติดตันอยู่ ; ถ้ามันเดินไป มันต้องเป็นไปตามลำดับ ของอาการเหล่านี้ เจ็ดระยะ. การทำวิปัสสนาจะเห็นธรรมชาติไม่มีตัวเรา. วิปัสสนา แปลว่า เห็นแจ้ง เห็นแจ้งนามรูป เห็นแจ้งการเกิดดับ, เห็นแจ้งอนิจจัง, เห็นแจ้งอนัตตา, เห็นแจ้งการจางคลาย, เห็นแจ้งการดับ, เห็นแจ้งการ สลัดคืน. เมื่อเห็นว่ามันได้เป็นมาตามลำดับ จนถึงมีการ ดับความยึดถือแล้ว ก็ถือว่านั่นแหละคือความสลัดคืน, ความ สลัดคืนได้เกิดขึ้นแล้ว แก่จิตนี้ แก่จิตที่มีปัญญาชนิดนี้, ความ สลัดคืนสิ่งที่เคยยึดถือ ได้เกิดขึ้นแล้วแก่จิตนี้, ที่เรียกว่าตัว เรา แต่มันไม่ใช่ตัวเรามันเป็นจิตเท่านั้น แต่เราก็เรียกว่า ตัวเราเสียเรื่อย แล้วเราเป็นผู้ทำ แล้วเราเป็นผู้ได้ ; อย่างนี้

น.95 ๘๗ ทำให้ตายมันก็ไม่เห็นความจางคลาย มันมีตัวเราเข้าไปรับ เอาเสียเรื่อย. ถ้าเห็นเป็นแค่ธรรมชาติ เป็นแต่เพียงอิริยาบถ ตามรูปที่เปลี่ยนแปลงไปตามกฎของธรรมชาติ ไม่มีตัวเรา. ฉะนั้นถ้าเขาจะถามขึ้นมาว่าใครทำวิปัสสนา ? ใครจะตอบ ว่าอะไร ว่าเราทำอย่างนั้นมันก็ไม่เป็นวิปัสสนา. ถ้าทำเป็น ทำได้ทำถูก มันก็บอกว่าจิตที่มันค่อย ๆ ฉลาด ประกอบอยู่ ด้วยสติ มันทำของมันเอง. อย่ามีตัวเราเลย อย่าต้องมีตัว เราเป็นผู้ทำวิปัสสนา แล้วจะเป็นพระโสดา เป็นพระอรหันต์ เหมือนที่เขาตั้งตัวเองกันโดยมาก นั่นเขาเป็นผู้ทำวิปัสสนา แล้วก็ตั้งเอาเองว่าเอาเอง. ทำวิปัสสนานั้นขอ ให้เข้าใจว่า ทำเพื่อให้ไม่มี ตัวเรา, และถ้าเราทำวิปัสสนาอยู่อีก แล้วมันจะหมดได้ อย่างไร. ฉะนั้นจับจุดนี้ให้ได้ว่า ทำวิปัสสนานี้ ทำเพื่อให้ หมดตัวเรา, แล้วทำไมต้องมีตัวเราทำวิปัสสนา. ถ้าพูด อย่างนั้นก็เรียกว่า พูดภาษาคน ภาษาโลก ภาษาสมมติ ว่ามี ตัวเรา เราทำ วิปัสสนา เราทำลายกิเลส เราละกิเลส เรา บรรลุมรรค ผล นิพพาน. แต่ถ้า พูดภาษาธรรมะ มัน ไม่มี

น.96 ๘๘ ตน ไม่มีตัวคน มีแต่ธรรมะคือธรรมชาติ, ธรรมชาติคือ นามรูป นามคือจิตที่ได้รับการอบรม ปรับปรุง พัฒนาขึ้นมา, จิตนั้นก้าวหน้า, จิตนั้นเจริญไปในทางของธรรม จนใน ที่สุด จิตนั้นแหละหลุดพ้น. พูดภาษาคน ก็พูดว่าเราหลุด พ้น นาย ก นาย ข นาย ง หลุดพ้น หรือคนชื่อนั้นชื่อนี้ หลุดพ้น นี้เรียกว่าพูดภาษาคน. มันไม่จริง มันสมมติ แต่ถ้าพูดว่าจิตหลุดพ้นนั่นแหละคือถูกต้อง. ถ้าถามว่าอะไรหลุดพ้น ? ก็บอกว่าจิต จิตที่อบรม ดีแล้วฝึกดีแล้วหลุดพ้น ; ไม่ใช่ฉันหลุดพ้น, ไม่ใช่คน คนนั้นคนนี้หลุดพ้น นั้นพูดตามจริงกัน. ถ้าพูดในภาษา สมมติกัน มันก็มีความหลุดพ้น นาย ก นาย ข นาย ง หลุด พ้น. เดี๋ยวนี้ว่าดับสลัดคืน หลุดพ้น, เป็นการกระทำของจิต หรือสิ่งที่เนื่องกันอยู่กับจิต. ถ้าเห็นชัด อย่างนี้ตลอดเวลาแล้ว ก็ดับตัวตนได้ จริง ดับตัวกู - ของกูได้ คือละลายไปหมด, ไม่มีที่ตั้ง ไม่มีที่อาศัย ตัวกู - ของกูก็ละลายไปหมด, จะเรียกว่าอัตตา อัตตนียา ก็ได้ มันละลายไปหมด, จะเรียกว่า อหังการ - มมังการ ก็ได้ มัน ละลายไปหมด, คือตัวกู - ของกูมัน

น.97 ๘๙ ละลายไปหมด ; เพราะเราไปทำอย่างนี้กับจิต แก่จิต, จิตลืม ตาขึ้นมา รู้เห็นตามที่เป็นจริงว่า มีแต่สักว่าอิริยาบถ เป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัย ตามกฎอิทัปปัจจยตา, ไม่มี ตัวกู ไม่มีของกู. ตอนแรกเป็นสมถะ ตอนหลังเป็นวิปัสสนา. นี่การกำหนดตอนที่เป็นวิปัสสนา กำหนด ตอน แรกเป็นสมถะ ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ, กี่ระยะก็ตาม มันเป็นการกำหนด เพื่อจิตกำหนด นั้นเป็นสมถะ. ทีนี้ ในการกำหนด นั้น เพื่อความเห็นแจ้ง ว่าเป็นนามรูป เป็นเกิดดับ เป็นอนิจจัง เป็นอนัตตา เป็นต้น ตอนนี้ก็กลาย เป็นวิปัสสนา. การกำหนดตอนต้นเป็นสมถะ การกำหนด ตอนหลังเป็นวิปัสสนา และมันก็ไม่ต้องแยกจากกัน. เพราะ เมื่อการกำหนด ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ ก็เป็นสมถะ, เพราะว่าเห็นสักว่าเป็นอิริยาบถตามธรรมชาติ ไม่มีตัวตน ในการยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอมันก็เป็นวิปัสสนา ; เพราะมัน เป็นคู่แฝด, เป็นเพื่อนเกลอกันตลอดเวลา สมถะ กับวิปัสสนา ในพระบาลี. ท่านก็ใช้คู่กันมาเสมอ เป็น

น.98 ๙๐ เกลอ เป็นคู่เสมอ ไม่แยกกันอยู่ ได้ดอก ; เหมือนกับนามกับ รูปนี้ไม่แยกกันได้ ถ้าแยกกันมันก็หมด ไม่มีอะไรเหลือ ก็ต้อง ว่านามรูป ๆ ๆ แฝดกันมา สมถะกับวิปัสสนานี้มันก็เป็น เกลอกัน แบบนั้น มัน ไม่แยกกัน, ไม่มีส่วนที่เป็นสมถะ วิปัสสนา ก็ไม่มี, ส่วนสมถะก็ไม่มี, ไม่มีส่วนวิปัสสนาสมถะ ก็ทำไปได้. เดี๋ยวนี้ เราทำอะไรในทางจิตใจ เราก็แบ่ง แยก ให้เป็นตอนที่เป็นสมถะ ตอนวิปัสสนา มันฝึกง่าย เข้าเรียกว่าเดินมาตามลำดับ ; แต่แล้วมันเนื่องกันอยู่ โดยที่ เราไม่รู้สึกตัวก็ได้ โดยที่ผู้ทำไม่รู้สึกตัวก็ได้. แม้เปลี่ยนอิริยาบถ ก็มีสติกำหนด. นี้เรียกว่า รู้วิธีกำหนดสมถะและวิปัสสนา ใน อิริยาบถเดิน แล้วนะ ในระบบการฝึกตามแบบฉบับแล้ว. ทีนี้มีความรู้ที่เกี่ยวข้องกันอยู่ หรือเนื่องกันอยู่ก็คือว่า มันจะ ต้องรู้จักกำหนดเมื่อเปลี่ยนอิริยาบถ. ถ้าเราจะเปลี่ยนอิริยาบถ นั่งมาเมื่อยแล้ว, นั่งมา เหนื่อยมาง่วง จะเปลี่ยนอิริยาบถมาเป็นอิริยาบถเดิน ก็ต้อง ทำการกำหนดอิริยาบถนั่งให้ชัดเจน. แล้วก็กำหนดการ

น.99 ๙๑ ที่มันจะเปลี่ยนมาเป็นอิริยาบถเดิน ให้ชัดเจน, ทุกคนก็รู้ได้ เมื่อนั่งอยู่พอจะลุกขึ้นเดิน จะต้องทำอย่างไร ? มันต้องคุก เข่า และมันต้องลุกขึ้นยืน, มันก็ยืน ยืนแล้วมันจึงจะเดิน กำหนดมาตามลำดับ อย่าให้มันขาดตอน. อย่าให้ลุก ยืนขึ้นมาโดยไม่มีสติกำหนด, อย่าให้มันก้าวขาเดินออก ไปโดยไม่มีสติกำหนด. นี้เรียกว่า การเชื่อมกัน หัวเลี้ยวหัวต่อ ที่เชื่อมกัน ระหว่างอิริยาบถหนึ่งสู่อิริยาบถหนึ่งนั้น ก็ต้องถูกกำหนดด้วยสติ ไปตามขั้นตอนของการที่มันจะ เปลี่ยนแปลง ; เพราะมันต้องค่อยๆ เปลี่ยนแปลง. เรานั่ง อยู่ตามธรรมดา พอเราจะลุกขึ้น เราจะต้องทำอะไรบ้าง เราจะต้องเปลี่ยนขา แล้ว เอามือยัน แล้วก็เผยอตัว, แล้ว ค่อย ๆ ยืน แล้วจนกระทั่ง ยืน ยืนแล้วได้ที่แล้วมันจึงค่อย ๆ ก้าวขา, มันจึงจะไปกำหนดยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ ต่อไปให้มันเชื่อมกันสนิท ระหว่างอิริยาบถหนึ่ง ถึง อิริยาบถ หนึ่ง. เมื่อเปลี่ยนอิริยาบถ สติต้องไม่ขาดตอน นี้คือจิตทำ หน้าที่ด้วยสติไม่ขาดตอน หรือ ถ้ามีอะไรมาแทรกแซง, สะดุดอะไรขึ้นมาก็รู้ว่าอะไร ๆ ๆ ๆ แล้ว ก็กำหนด ๆ ๆ จนอัน นั้นหายไป, แล้วก็กำหนดเข้ารูปเดิม.

น.100 ๙๒ นี้เป็นหลักทั่วไป บอกมาแล้วตั้งแต่ทีแรกโน้นว่า ถ้าเรากำหนดอะไรอยู่มีสิ่งอื่นแทรกแซงเข้ามา ก็กำหนดสิ่งนั้น เสียเลย, จนเห็นเป็นอะไร, เป็นอะไรแล้วมันก็ดับไปเพราะ หมดเหตุหมดปัจจัย, ก็เปลี่ยนไปกำหนดเงื่อนต่อที่ค้างไว้เดิม คือเรื่องเดิม, ก็เรียกว่าไม่มีอะไรที่มาแทรกแซงให้เราเผลอ สติได้, ให้สติขาดตอนได้. นี้หมดเดิน ตามแบบฝึกการเดินในแบบของกรรม- ฐาน. ฝึกการเดินตามแบบกรรมฐาน ที่เป็นตัวระบบที่เรา จะต้องปฏิบัติ เรียกว่าฝึกการเดินในระบบของกรรมฐาน. การเดินนอกระบบกรรมฐาน. เอ้า, ทีนี้นอก ระบบกรรมฐาน การเดินอย่างที่ สอง เมื่อตะกี้บอกแล้วนะตั้งแต่ต้นบอกแล้วว่า การเดินมี อยู่สองอย่าง เดินในระบบกรรมฐาน ฝึกอยู่ นี้อย่างหนึ่ง. ที่ เราเดินอยู่ตามปรกติที่ไม่ได้ฝึกกรรมฐาน เดินไปนาไปสวน เดินไปตลาด, เดินไปไหนก็ตาม นั้น เดินตามปรกติ มัน ก็ต้องเนื่องกันเหมือนกัน. ถ้าเรามีการฝึกการเดินอยู่ในระบบ กรรมฐาน การเดินทั่วไปตามปกติ ก็ต้องมีสติดีขึ้นกว่าเดิม ;

น.101 ๙๓ เพราะฝึกสติในการเดินเต็มที่แล้ว จะไปเดินที่ไหนอย่างไร เมื่อไรก็ต้องเดินดีกว่าเดิม เรียกว่า เดินด้วยสติ ไม่ใช่เดิน อย่างปราศจากสติ. ถ้าเราฝึกอย่างมีสติในกรรมฐานมา จริง ๆ ; แม้จะมาเดินธรรมดานี้ มันก็ จะมีสติ, เดินอย่าง มีสติ เดินด้วยสติ. เดินด้วยสติจะมีผลเกิดขึ้นมา คือว่า มันเดินได้เรียบ- ร้อย, เดินได้เรียบร้อยไม่มีอันตราย ไม่พลาด ไม่แพลง ไม่อะไรต่าง ๆ นี้เรียกว่า มันเดินได้เรียบร้อย. แล้วมันจะเดิน อย่างมีความสุข, เดินไปด้วยความรู้สึกที่เป็นสุข. ฟังต่อไป จะเข้าใจว่า เดินไปด้วยความรู้สึกที่เป็นสุขได้อย่างไร ? เอา เรื่องเดินเรียบร้อยเสียก่อน. ผลของการเดินอย่างมีสุข. ถ้าเราฝึกการเดิน อย่างครบถ้วน บริบูรณ์อย่าง นี้แล้ว มีการเดินด้วยสติ ชั้นละเอียด ว่องไว อย่างนี้แล้ว ; เราสมมติว่าเรานี้ ร่างกายนี้มันจะมีการเดินที่ดี การเดินที่ดี เช่นวัฒนธรรมแห่งการเดินมีอยู่อย่างไร ? เดินสุภาพ เดิน เรียบร้อย เดินอย่างไร ? โดยวัฒนธรรม ก็จะเดินได้ดี,

น.102 ๙๔ จะเข้าไปสู่สังคมไหน ที่เขามีการเดินอย่างไร, เรียบร้อย อย่างไร, เราก็มี การเดินที่สังคมนั้นเขาชอบใจ. นี้ถ้าเดินโดยวิธีนี้ แม้แต่ สุขภาพทางกายก็จะดี, สุขภาพทางจิตก็จะดี ; ถ้าเราเดินด้วยสติอย่างนี้ สุขภาพ ของร่างกายก็จะพลอยดี, สุขภาพทางจิตก็จะพลอยดี จะ เป็นการบริหารกาย ตามที่จำเป็นจะต้องบริหารก็ได้ ก็เรียก ได้, เป็นความปลอดภัยในชีวิต นี้เรียกว่าผลประโยชน์ อานิสงส์ประเภทที่หนึ่ง คือเดินด้วยสติ, แล้วรับผล คือ ความเรียบร้อยปลอดภัยเป็นสุขตามปรกติ. ทีนี้จะเดินด้วยสติ ที่เป็นวิปัสสนา ไม่มีตัวสัตว์ บุคคลอะไร มันก็เดินด้วยจิตที่มีวิปัสสนา ตามสติที่ฝึกแล้ว ตามปัญญาที่ฝึกแล้ว ; เรารู้สึกว่าทั้งหมดถูกต้อง ทั้งหมด ถูกต้อง. นี่ ช่วยจำคำนี้ไว้หน่อย ทุกอย่างถูกต้อง. ถ้าใคร ทำให้เกิดความรู้สึกขึ้นมาได้ว่า ทุกอย่างถูกต้อง แล้ว คนนั้นจะไม่มีความทุกข์เลย. ฉะนั้นถ้าเราจะเดินอยู่ นั่ง อยู่ นอนอยู่ อะไรอยู่ก็ตาม ถ้าความรู้สึกมันรู้สึกอยู่ได้ว่า ทุกอย่างถูกต้อง ที่เราได้ประพฤติปฏิบัติมาทั้งหมดนี้ เพื่อ ทุกอย่างถูกต้อง และทุกอย่างมันก็ถูกต้องแล้ว.

น.103 ๙๕ คำว่า "ถูกต้อง" นั้นมัน ไม่มีอะไรผิดพลาด คือ อิริยาบถ นั่ง เดิน ยืน นอน อิริยาบถอะไรก็ตาม. เดี๋ยวนี้เรา กำลังพูดถึงอิริยาบถเดิน ก็ต้องพูดว่าในอิริยาบถเดินทั้งหลาย มันไม่มีอะไรผิดพลาดมันมีแต่ถูกต้อง. พอรู้สึกว่าถูกต้อง มันก็ รู้สึกว่าปลอดภัย, รู้สึกว่า ปลอดภัย ก็สบายใจและ เป็นสุข. จิต ของเรา จะเป็นสุขเยือกเย็นได้ ต่อเมื่อเรารู้ สึกว่าทุกอย่างถูกต้อง ; ภาษาของพวกฝรั่ง มันมีอยู่คำหนึ่ง ซึ่งเผอิญมันตรงกัน แล้วก็เอามาพูดให้ฟังก็ได้ คือฝรั่งมี พูดอยู่คำหนึ่งว่า " ทุกอย่างถูกต้อง " คนที่เคยเรียนภาษาฝรั่ง มาแล้ว คงจะนึกได้คือคำว่า all right, all right ฝรั่งเขาจะ พูดกันมากที่สุดบ่อยที่สุดว่า all right ทุกอย่างถูกต้อง . นี้เมื่อ เราประพฤติสติ ไม่ผิดพลาด, ทุกอย่างเป็นไปด้วยสติ แล้ว ทุกอย่างจะไม่ผิดพลาด ทุกอย่างจะถูกต้อง พอรู้ สึกอยู่ในใจ ทุกอย่างถูกต้อง นั่นแหละคือความสุขที่สูง ไปกว่าธรรมดา, เป็นความสุข รู้สึกเป็นสุข ที่สูงไปกว่า ที่ชาวบ้านเขาพูด ๆ กันอยู่. ฉะนั้นเราจะต้องทำทุกอย่างทุกประการ นี่ให้มัน เกิดความรู้สึกขึ้นมาในใจว่า ทุกอย่างมันถูกต้อง วัฒนธรรม

น.104 ๙๖ ไทยไม่ค่อยมีพูด ; แต่วัฒนธรรมฝรั่งมี all right, all right วันหนึ่งไม่รู้กี่สิบครั้ง "ทุกอย่างถูกต้อง" ; แต่มันจะถูกต้อง จริงหรือไม่ ไม่ทราบนะ. แต่คำพูดนั้นดีที่สุดว่า ทุกอย่าง ถูกต้อง ; ถ้าเรามีสติ กำหนดรู้สึก ว่าทุกอย่างถูกต้อง มันก็เป็นสุขที่สุดเลย. นี่ผลกำไรพิเศษ ที่เราฝึกการเดินดีแล้ว มัน จะมี ผลทั้งทางฝ่ายศาสนาทางฝ่ายธรรมะ ที่จะตัดกิเลสนี้, แล้ว มันก็ยังมีผลมายังในทางฝ่ายโลก ฝ่ายโลกคือมีการเดินชนิด ที่ให้เกิดความรู้สึกเป็นสุขทุกอิริยาบถ, เ ดินอยู่ด้วยความ รู้สึกภายในใจว่า ทุกอย่างถูกต้อง นี้ : เดินมาวัดก็ดี เดิน กลับบ้านก็ดี เดินไปไหนก็ดี ; ถ้าในใจมันรู้สึกว่ามันถูกต้อง แล้วมันจะเอาอย่างไร มันก็ เป็นสุขเท่านั้นเอง. ฉะนั้นการ เดินไกลเท่าไรมันก็ไม่เหนื่อย เพราะมันเดินด้วยความรู้สึกว่า ทุกอย่างมันถูกต้อง เป็นกำไรที่สุดที่จะได้รับ ; ยังไม่ทัน บรรลุมรรค ผล นิพพาน ยังไม่ทันบรรลุมรรค ผล นิพพาน เพียงแต่ฝึกการเดินอย่างนี้เท่านั้น ก็ได้กำไรโขอยู่แล้ว. ฉะนั้นขอให้สนใจ ฝึกฝนในอิริยาบถเดิน ให้ถูกต้อง ตามที่ว่ามาแล้ว ; นั้นในส่วนเรื่องของกรรมฐานของศาสนา;

น.105 ๙๗ ถ้าเป็นเรื่องนอกวัด เป็น เรื่องชาวบ้านทั่วไป มีสติ อย่างนี้ ไม่พลั้งเผลอในอะไรทุกอย่างมันก็ถูกต้อง ไม่มีผิด พลาด ก็ได้รับผลทางธรรมะ คือพระนิพพานล่วงหน้า ก็ได้ จะอยู่ในอิริยาบถไหน จิตใจรู้สึกว่าทุกอย่างถูกต้อง. ขอเสนออันนี้ ขอมอบให้ทุกคนว่าความรู้สึกว่าทุก อย่างถูกต้อง ขอให้ไปทำให้มีในทุกอิริยาบถ ยืน เดิน นั่งนอน กิน ดื่ม อาบ ถ่าย ล้างถ้วย ล้างชาม ล้างจาน ถูบ้าน ถูเรือน ทำอะไรอย่างไร, ในอิริยาบถไหน, ก็ขอให้ความรู้สึก อยู่ในใจว่า ทุกอย่างถูกต้อง, แล้วจะเป็นสุขตลอดเวลา. การมีสติอย่างนี้เท่านั้น ที่จะทำให้เกิดความรู้สึกอยู่ใน ใจตลอดเวลาว่า ทุกอย่างถูกต้อง ; ซอยให้ละเอียดถี่ยิบ นั่งอย่างนั้น นั่งอย่างนี้ก็ถูกต้อง ลุกขึ้นก็ถูกต้อง เดินไปก็ ถูกต้อง ทำอะไรก็ถูกต้อง ไม่มีอะไรที่ไม่ถูกต้อง. เพราะว่า มีสติชั้นประณีต ปรับชีวิตใหม่ ก็หมายความว่ากลับมาสู่จุดนี้ ; จิตที่มีสติ ครบบริบูรณ์ ละเอียดจนอะไร รู้สึกว่าถูกต้องๆ ; มาวัดก็ถูกต้อง เดินมาวัดด้วยความรู้สึกว่ามันถูกต้องแล้ว ก็เป็นสุขตลอดที่เดินมา. เอ้า, มาที่วัด มันก็ถูกต้องแล้ว, ทำ

น.106 ๙๘ อะไรทำอะไร ทำไป, กลับบ้าน กลับบ้านถูกต้องแล้ว, กลับ บ้าน ๆ ก็ถูกต้องแล้ว ไปทำอะไร ๆ ที่บ้านก็ถูกต้องแล้ว เรื่อง กิน เรื่องอาบ เรื่องถ่าย เรื่องทุกอย่างเลย ไม่ว่าอิริยาบถไหน เป็นแม่ครัว เป็นแม่บ้าน หยิบฟืนมาก็ถูกต้อง : ก่อไฟก็ถูก ต้อง หุงข้าว ตั้งหม้อ หุงข้าวสุกก็ถูกต้อง ถูกต้องๆ ไปหมด มันมีแต่คิดอยู่ในใจว่าถูกต้อง ๆ แล้วคนนั้น ก็มีความสุข. ทีนี้ คำว่า "ถูกต้อง" นี้ จะขยายออกไปได้เอง แหละ คือไปสู่ถูกต้องสำคัญที่สุด คืออริยมรรคมีองค์ ๘. พระพุทธเจ้าท่านยืนยันว่า มีเท่านั้นแหละ ความถูกต้องใน ส่วนเหตุมี ๘ อย่าง สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. เมื่อฝึกอยู่อย่างนี้; ฝึกสมถะและวิปัสสนา อยู่อย่างที่ว่ามานี้ มันครบองค์แปดของมรรค . ถ้าไม่เข้า ใจก็ ช่วยเอาไปคิด เสียด้วย ว่ายกหนอ ย่างหนอ เหยียบ หนออยู่นี้ ทำเถอะมันจะครบองค์แปดของอริยมรรค คือทิฏฐิ - ความคิดเห็นก็ถูกต้อง ; ความปรารถนาก็ ถูกต้อง, การพูดจาก็ถูกต้อง เพราะไม่พูดผิดอะไรเลย. กัมมันโตก็ถู ต้องเพราะมันทำอะไรไม่ผิดเลย, อาชีโวก็

น.107 ๙๙ ถูกต้อง, วายาโมทำอยู่อย่างนี้มัน ยิ่งถูกต้อง สติเป็น ตัวถูกต้อง เต็มที่แล้ว สมาธิ จิตมันมั่นแน่วอยู่อย่างนี้ มัน ก็ถูกต้อง ; จึงกล่าวได้ว่ามีอริยมรรคมีองค์ ๘ อยู่โดย ปริยายหนึ่ง ในอันดับหนึ่งอัตราหนึ่ง มีอริยมรรคมีองค์ ๘ อยู่ เรื่องมัน ก็ดับทุกข์ โดยอัตโนมัติอยู่ในตัวมันเอง. นี่เรียกว่า วิธีปฏิบัติ ในอิริยาบถเดิน , การปฏิบัติ ในอิริยาบถเดิน เป็นการฝึกกรรมฐานในอิริยาบถเดินก็ได้, เป็นการฝึกเดินอยู่นอกวัด ไม่เกี่ยวกับกรรมฐานนี้ แต่ว่า เดินให้ดี เดินให้ดี, เดินให้ถูกต้อง ก็ได้ผลเหมือนกัน. ฉะนั้นต่อไปนี้ก็จะชี้ให้เห็นว่า ทุกอิริยาบถแหละ มันมีได้ สองความหมายทั้งนั้นแหละ. อิริยาบถที่เราฝึกอยู่อย่างเต็มที่ เป็นเรื่องวัด เป็นเรื่องศาสนา เป็นเรื่องมรรค ผล นิพพาน นี้มันก็อย่างหนึ่ง แล้วที่เราจะทำอยู่ตามธรรมดาที่บ้าน นั้น มันก็อีกอย่างหนึ่ง. ขอให้มีความถูกต้อง ทุกอิริยาบถ เดิน ยืน นั่ง นอน กิน ถ่าย อาบ ทุกอิริยาบถ เลยกลายเป็น ของธรรมดา เป็นความรู้ธรรมดา เป็นวิทยาศาสตร์ ของ ธรรมชาติตามธรรมดา. ว่าถ้า ดำรงจิตอย่างนี้ ปฏิบัติทาง กายอย่างนี้ มันก็ เต็มไปด้วยความถูกต้อง แล้ว ไม่มี ความทุกข์เลย.

น.108 ๑๐๐ เมื่อบุคคลนั้นมาเหลียวดูตัวเอง, โอ้, มันถูกต้องทุก- อย่าง ทุกอย่างถูกต้อง ทุกอย่างถูกต้อง ; สร้างคำขึ้นมาสักคำ หนึ่งของชาวพุทธ วัฒนธรรมของชาวพุทธ ที่จะร้องออก มาว่า ทุกอย่างถูกต้อง. เมื่อมันเห็นว่า ทุกอย่างถูกต้องจริง ๆ นี่เดี๋ยวนี้พูดเป็นแต่ฝรั่งนะ. ฝรั่งก็พูดว่าทุกอย่างถูกต้องนี้ จะถูกจริงหรือไม่ไม่ทราบ ? ฟังดูมันก็โง่อยู่มาก เผอิญวัฒน- ธรรม มันมีอย่างนั้น ที่พูดว่าทุกอย่างถูกต้อง ทุกอย่างถูก ต้อง, นั้นพูดบ่อยเหลือเกิน ; แต่มันไม่ได้ถูกต้องจริง. นี้ เรา มันจะให้ถูกต้องจริง ตามแบบชาวพุทธ วัฒนธรรมชาว พุทธถ้าพูดว่า ทุกอย่างถูกต้องแล้วก็ มันถูกต้องจริง ถูก ต้องด้วยวิธีที่เราปฏิบัติอยู่อย่างนี้ นี่คือข้อปฏิบัติในอิริยาบถ เดิน. วันหน้า เราจะพูดอิริยาบถยืน อิริยาบถนอน ต่อไป ตามลำดับ. การบรรยายในวันนี้สมควรแก่เวลาแล้ว แล้วมัน จบเรื่องแล้วด้วย. ขอยุติการบรรยาย ให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย ได้สวดบทพระธรรมคุณสาธยาย ส่งเสริมกำลังใจ ในการที่ จะปฏิบัติธรรมะให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป สืบต่อไป ในบัดนี้.

น.109 การปฏิบัติในอิริยาบถยืน. ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายแห่งภาคมาฆบูชา ในชุด สมาธิสำหรับ ยุคปรมาณู เป็นครั้งที่ห้าในวันนี้ ; อาตมาจะได้กล่าวเรื่อง การปฏิบัติในอิริยาบถยืน . ขอทบทวนความเข้าใจที่แล้ว มาว่าเป็นข้อความที่ท่านทั้งหลาย จะต้องนำมาใช้ตลอดไปใน การบรรยายทุกครั้ง สำหรับสิ่งใดที่บรรยายแล้ว และเหมือน กันทุกครั้งก็ไม่ต้องบรรยาย ธรรมบรรยายวันเสาร์ ชุด สมถะวิปัสสนาแห่งยุคปรมาณู ครั้งที่ ๕ ณลานหินโค้ง, สวน โมกข์,๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๗ เวลา ๑๔.๐๐-๑๕.๐๐ น. ๑๐๑

น.110 ๑๐๒ ในการบรรยายครั้งที่สาม พูดถึงหลักทั่ว ๆ ไป ใน การที่จะกำหนดลมหายใจ สำหรับใช้แก่ทุก ๆ อิริยาบถ และ รู้จักทำความรู้สึกในอารมณ์ ในอาการ ในความรู้สึกนั้น ๆ แล้วก็บอกตัวเองว่า อย่างนั้น นี้เป็นข้อสำคัญที่จะต้องใช้ ทุกเรื่อง ; เช่นเมื่อหายใจเข้าก็ต้องทำความรู้สึกลงไปจริง ๆ ที่การหายใจเข้า แล้วจึงบอกตัวเองโดยไม่ต้องออกเสียงก็ได้ ว่าหายใจเข้าหนอ หรือเข้าหนอ. ไม่ใช่บอกแต่ปาก ที่ จริงมันก็ไม่ได้บอกด้วยปาก มันบอกด้วยใจ, บอกใจ, บอก ตัวเองว่า หายใจเข้าหนอ หายใจออกหนอ ; จะสำเร็จประ- โยชน์ก็ต่อเมื่อ ผู้นั้นมีความรู้สึกตรง ๆ ลงไปในสิ่งนั้น คือ หายใจเข้าหรือหายใจออก หรือความรู้สึกอย่างอื่น ซึ่งจะบอก ตัวเองว่าเช่นนั้นหนอ, เช่นนั้นหนอ ในอิริยาบถที่ได้กล่าวมาแล้ว ถึงอิริยาบถเดิน . ข้อนี้ ขอให้ทำความเข้าใจว่า เราต้องมีการกระทำทุกอิริยาบถ ทั้งนี้ก็เพื่อว่าจะได้ทำตลอด ติดต่อกันไปไม่ขาดสายในชีวิต ในวันหนึ่ง ๆ ซึ่งมันจะมียืน เดิน นั่ง นอน เป็นหลัก, แล้ว ก็มีเบ็ดเตล็ดต่างๆ นานา สารพัด จะเหยียดขา จะคู้ข่า จะ เหลียวหน้า จะเหลียวหลัง จะกิน จะดื่ม จะอาบ จะถ่าย

น.111 ๑๐๓ จะเช็ด จะถู อะไรก็ตาม. ไม่ว่าในอิริยาบถไหนจะต้องทำ ด้วยความรู้สึกเต็มที่ แล้วบอกตัวเองว่า เช่นนั้นหนอ. ในครั้งที่แล้วมา ก็พูดถึงอิริยาบถเดินอย่างละเอียดแล้ว, ขอ ให้ท่านรื้อฟื้นความหมายนั้น มาใช้ในอิริยาบถที่จะกล่าวต่อ ไปในส่วนที่มันตรงกัน. อิริยาบถเดินมีความสำคัญกว่าอิริยาบถอื่น อยู่ บางอย่างหรือหลาย ๆ อย่างคือ ถ้าทำได้ ทำสมาธิหรือเห็น ความจริงในอิริยาบถเดินนั้นมันจะเห็นจริง เห็นชัด เห็นอย่าง มั่นคง เห็นอย่างปราณีตกว่าในอิริยาบถอื่น. ถ้าทำได้ใน อิริยาบถเดิน มันต้องเก่งมาก มันจึงจะทำได้; เพราะทำ เก่งมาก มันก็ลึกซึ้งมาก มันก็มั่นคงมาก. ฉะนั้นจึงว่า ในอิริยาบถเดินนั้นเป็นเรื่องที่ต้องสนใจอย่างที่กล่าวมาแล้ว. มาถึงวันนี้ ก็จะพูดถึง อิริยาบถยืน. อาตมาจะบรรยาย ในเวลาจำกัด เพราะว่ายังไม่ค่อยสบายพูดมากเหมือนอย่างทุกทีไม่ได้ แต่ก็จะพูด ให้พอครบถ้วน. ขอให้สนใจกำหนดจดจำ ตามที่จะมีได้ และก็จะต่อท้ายด้วยการเปิดเทป ที่เห็นว่าควรสนใจ หรือน่าฟังนั้น ให้ฟัง.

น.112 ๑๐๔ สำหรับ อิริยาบถยืน เราจะต้องรู้ว่า มันมีต่อเนื่อง กันมา จากอิริยาบถอื่น เช่นเรานั่งอยู่ เราจะเปลี่ยนเป็น อิริยาบถยืน ก็ต้องมีสติสมบูรณ์ที่สุด ในการบอกตัวเอง ว่าจะเปลี่ยน , จะเปลี่ยน จะเปลี่ยน, คือจะเปลี่ยนจาก อิริยาบถนั่ง เป็นอิริยาบถยืน, แล้วจึงค่อย ๆ ทำการเปลี่ยน ไปตามลำดับ, แล้วก็ค่อยกำหนดอิริยาบถ ที่ค่อยๆ เปลี่ยน ไปตามลำดับ. สมมติว่า นั่งอยู่ก่อน จะเปลี่ยนเป็นอิริยาบถยืน ต้องบอกตัวเอง ด้วยความรู้สึกที่ มีความรู้สึกอยู่ในอิริยาบถ นั่ง, แล้วก็ว่านั่งหนอ นั่งหนอ นั่งหนอ, ให้ชัดเจน เสียก่อนว่า มันอยู่ในอิริยาบถนั่ง, แล้วมันก็จะเปลี่ยนเป็น ว่าเผยอตัว. ต้องมีความรู้สึกในการเผยอตัว, แล้วก็บอกว่า เผยอตัวหนอ, หรือ เพียงสั้น ๆ ว่าเผยอหนอ เผยอหนอ ๆ. อย่าให้ขาดตอน ในอิริยาบถที่เผยอตัว แล้วก็จะยืดตัว, เมื่อ เผยอตัวแล้วก็จะยืดตัวขึ้นไป, ทำความรู้สึกในการที่ยืดตัวขึ้น ไป แล้วบอกตัวเองว่า ยืดหนอ ยืดตัวหนอ ยืดหนอ ยืดหนอ ยืดหนอ จนกระทั่งมันสูงสุดคือยืน, แล้วก็ทำความรู้สึกใน การยืนให้ถึงที่สุด แล้วก็บอกตัวเองว่า ยืนหนอ ยืนหนอ ยืนหนอ.

น.113 ๑๐๕ ถ้ามีอิริยาบถปลีกย่อย เช่นว่ามีมือไขว้กันอยู่ข้าง หน้า. ก็รู้สึกว่า มือไขว้กันหนอ มือไขว้กันหนอ มือไขว้กัน หนอหรือว่า ไขว้หนอ ไขว้หนอ ไขว้หนอ ; ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ มันขาดตอน. ทีนี้ ถ้าหากว่า เดินอยู่ก่อน มันไม่ได้นั่งมันเดิน อยู่ก่อน แล้วมันจะเปลี่ยนมาเป็นอิริยาบถยืน ก็ต้องทำ ความรู้สึก ที่ว่า เดินหนอ เดินหนอ อย่างติดต่อ กันมาที เดียว, แล้วก็จะกำหนดมาตามลำดับในขณะนั้นว่าเดินนั้น อย่างไร ว่าขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ แล้วก็ขวาหยุดหนอ, ขวาหยุดหนอ, แล้วซ้ายก็มาหยุดด้วยหนอ, ซ้ายหยุดหนอ, ซ้ายหยุดหนอ. มันก็เลยหยุดทั้งสองเท้า. นี่เรียกว่า กำหนด เบื้องต้นของอิริยาบถเดิน จนกระทั่งว่าเป็นยืนหนอ ยืนหนอ ยืนหนอ, ทำความรู้สึกว่ายืนหนอ แล้วบอกตัวเองว่ายืน หนอ. ในชั้นหยาบกำหนดว่ายืนหนอ ยืนหนอ ยืนหนอ ก็พอ แต่ถ้าจะให้ละเอียดไปกว่านั้นก็จะขยาย ออกไปว่าการยืนนั้น แหละยืดตัวเต็มที่ ยืดหนอ ยืดหนอ แล้วก็หย่อนตัวลง ๆ หย่อนหนอ หย่อนหนอ แล้วแต่มันจะมีความรู้สึกอย่างไร ; ให้รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ แล้วก็บอกตัวเองว่า เช่นนั้นหนอ ถ้าจะให้ละเอียดไปอีกหน่อยก็ว่า ยืนหนอ ยืนหนอ.

น.114 ๑๐๖ นี้ถ้าเผอิญการยืนนั้น มันมีการพักขาข้างใดข้างหนึ่ง คือไม่ยืนดิ่ง ก็ว่าขาข้างนั้นมันพักหนอ พักหนอ ; พร้อมกับ การกำหนดหายใจ ในอิริยาบถยืนนั้นว่า เข้าหนอ เข้าหนอ, ออกหนอ ออกหนอ, เหมือนที่กล่าวมาแล้ว ในการบรรยาย ครั้งที่สาม. แล้วก็ ถือเป็นหลักทั่วไป ว่า ถ้ามันมี อารมณ์ หรือความรู้สึก อะไรเข้ามาแทรกแซง แม้ที่สุดแต่มันจะโงน เงิน โซเซ ก็กำหนดอารมณ์นั้นให้ชัดเจนแน่นอน, แล้ว ก็จนถึงกับว่ามันหายไป แล้วก็กลับมากำหนดอิริยาบถที่ เป็นหลัก เป็นประธาน ที่กำลังกระทำอยู่ คือ ยืนหนอ ยืน หนอ. นี่เป็นการกำหนดในอิริยาบถยืน. ทีนี้เมื่อ ได้ยืนแล้ว จะเลื่อนการกำหนดไปตาม ลำดับของการพิจารณา จนกว่าจะถึงที่สุด คือถึงกับรู้สึก ว่าหลุดพ้น หรือปล่อยวางความยึดถือบางอย่างบางประการ. อันนี้คงจะแปลกจากที่เขาพูด เขาสอนกันอยู่ในสำนักต่าง ๆ เพราะได้บอกมาแล้วข้างต้นในหัวข้อนั้นว่า เรามีการทำสมาธิ สำหรับยุคปรมาณู, และก็ได้บอกแล้วในการบรรยายขั้นต้น ๆ ว่า มีอย่างวิธีลัด. จากความเป็นสมาธิพอประมาณ เท่านั้น แล้ว ก็พิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา; ไม่ทำ

น.115 ๑๐๗ สมาธิจนถึงกับมีฌาน เป็นต้น นี้จึงเลื่อนไปพิจารณา ธรรมะ ที่สูงละเอียดขึ้นไป. เมื่อได้ กำหนดยืนหนอ, ยืนหนอ เป็นที่ถูกต้อง ครบถ้วน ตามเรื่องของการยืนแล้ว ก็กำหนดในตอนที่ จะพิจารณาเห็นนามรูป. นามรูป ในการบรรยายครั้งที่สาม อธิบายไว้อย่างไร ก็เอาคำอธิบายนั้นมาใช้ในที่นี้. โดยย่อ ก็คือ รู้สึกว่าจิตกำหนดอยู่ที่การยืน กำหนดรู้, หรือความรู้ ของจิตนั้นเป็นนาม. เราต้องทำความรู้สึกต่อการกำหนดรู้ หรือความที่จิตรู้ รู้สึกต่อการยืนนั้นก็บอกว่า นี้คือนาม นามหนอ. ส่วนอาการที่ยืนอยู่, ลักษณะที่ยืนอยู่ แม้แต่ขา ที่ยืนอยู่ นี้เป็นรูป. ถ้าไปทำความรู้สึกเข้าที่รูป ก็บอกว่ารูป หนอ รูปหนอ; ถ้าไปทำความรู้สึกเข้าที่นามก็บอกว่านาม หนอ นามหนอ. ตลอดเวลาที่ยืน อยู่นั้น จะสามารถทำความรู้สึก หรือ มองเห็น หรือพิจารณาเห็น ส่วนที่เป็นนาม ได้ครบ ถ้วน ส่วนที่เป็นรูป ได้ครบถ้วน ก็ไล่ไปไล่มา อยู่ที่สิ่งที่ สมมติบัญญัติว่าเป็นนาม, สมมติบัญญัติว่าเป็นรูป, มันก็ทำ ให้เห็นสิ่งที่เป็นนามหรือเป็นรูป มากพอสมควร. แม้ใน

น.116 ๑๐๘ อิริยาบถยืน ก็เห็นสิ่งที่เป็นนาม และสิ่งที่เป็นรูป มากมาย พอสมควร. ถ้าจะ กำหนดให้เป็นขันธ์ ก็กำหนดอวัยวะของ การยืน , ท่าทางของการยืน, ลักษณะของการยืนว่าเป็นรูป เป็นรูป. ถ้ามีเวทนาอะไรเกิดขึ้นมาในขณะนั้น เช่นว่าเมื่อย หรือเซ็นว่ามันจะรู้สึกเจ็บปวด หรืออะไรขึ้นมาก็ตาม ก็ กำหนดอย่าให้พลาดได้. ให้เห็นว่าเป็นความรู้สึกที่เป็นเวทนา, เป็นเวทนา เป็นเวทนา เวทนาหนอ เวทนาหนอ เวทนา หนอ. ถ้ามี ความสำคัญมั่นหมาย ว่าเป็นอะไร แม้สำคัญ มั่นหมายว่า เป็นการยืน หรือสำคัญมั่นหมายอะไร จำได้ว่า เป็นอะไร ทำความรู้สึกต่อสิ่งนั้นแล้ว ก็กำหนดว่า สัญญา หนอ. ถ้ามีความคิด อะไรเกิดขึ้น ก็ กำหนดว่า สังขาร หนอ สังขารหนอ. ถ้ามีอะไรมาสัมผัส หรือเกิดการเห็น การได้กลิ่น การได้สัมผัสอะไรก็ตาม ก็ว่า วิญญาณหนอ

น.117 ๑๐๙ วิญญาณหนอ, อย่าให้พลาดไปจากความกำหนด หรือความ! รู้สึกได้ แม้เรายืนอยู่แท้ ๆ ที่เดียวนั่นแหละ จะสามารถ มีความรู้สึก ในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ แต่ละอย่างได้มากมาย. ทำอยู่อย่างนี้ไม่นานนัก ก็จะเป็นผู้คล่องแคล่วในการที่จะกำหนดว่าอะไรเป็นรูป อะไร เป็นนาม หรือกำหนดว่าอะไรเป็นรูป อะไรเป็นเวทนา อะไรเป็นสัญญา อะไรเป็นสังขาร อะไรเป็นวิญญาณ. นี้ เรียกว่า กำหนดในฐานะที่เป็นนามและรูป ทีนี้ก็เลื่อนขึ้นไป อีกลำดับหนึ่ง กำหนดโดยความ เป็นการเกิด - ดับ, เกิด-ดับ. คำว่า เกิดในภาษาธรรมะ นั้น หมายความว่ามันทำหน้าที่อยู่ อะไรทำหน้าที่อยู่ เรียกว่า สิ่งนั้นเกิด อะไรไม่ทำหน้าที่ เลิกละหน้าที่ ก็เรียกว่ามันดับ. เช่นมีการนั่ง การนั่งเกิด, การนั่งอิริยาบถ นั่งมันเกิดออกมาหรือมีการยืน ก็การยืนมันเกิด, อิริยาบถ ยืนมันเกิด. นี้เมื่อ อิริยาบถนั้นเปลี่ยนไป ก็เรียกว่า มันดับไป . นี้หยาบที่สุดกำหนดเกิดดับที่หยาบที่สุด ว่ามัน เกิดการยืนขึ้นมา แล้วมันก็หมดการยืนไป, ทำ ความรู้สึกว่า

น.118 ๑๑๐ มีการยืน เกิดขึ้นมา ก็ว่า เกิดหนอ เกิดหนอ, ทำความรู้สึก ในข้อที่ว่า การยืน อิริยาบถยืน เปลี่ยนไป หายไป ดับไป ก็เรียกว่า ดับหนอ ดับหนอ. นี้มันหยาบที่สุด. ทีนี้ก็ กำหนดให้ละเอียดลงไป ว่า เมื่อพิจารณา เห็นรูปใด ที่อารมณ์ใด หรือที่จุดไหน ก็บอกตัวเองว่า · สิ่งนั้นมันเกิด ; เช่น กำหนดที่รูปกาย ก็รูปกายเกิด หรือ กำหนดที่กิริยาท่าทางที่ยืนอยู่ ก็เรียกว่า รูปนี้มันเกิด เป็น อุปา ทายรูป. กำหนดที่เนื้อหนัง ที่กำลังทำอิริยาบถอยู่ ก็นี่ รูปมันเกิด โดยมหาภูตรูป ; แล้วแต่จะกำหนดที่รูป อะไร เข้าใจว่าทุกคนก็พอจะรู้ได้เองแล้ว ถ้ากำหนดที่ตัว วัตถุนั้นมันเป็นมหาภูตรูป. ถ้ากำหนดที่ตัวกิริยาอาการ ลักษณะอะไรของอิริยาบถนั้นก็เรียกอุปาทายรูป คือรูปจริง หรือรูปแฝง ; แต่แล้วมันก็เป็นรูปด้วยกันทั้งนั้น. ที่จิตทำ ความรู้สึกลงที่รูปใด ก็บอกว่ารูปหนอ ; ถ้ามันเกิดขึ้นมา ก็เกิดหนอ เกิดหนอ; ถ้ามันเลิกกำหนดดับไปก็เรียกว่าดับ หนอ ดับหนอ, ถ้ามีเวทนาเกิดขึ้นก็ว่า เกิดหนอ เกิดหนอ เกิดหนอ คือเกิดแห่งเวทนานั้น เวทนาดับไป ก็ว่าดับหนอ ดับหนอ.

น.119 ๑๑๑ ไม่ใช่ว่าแต่ปากลอย ๆ ต้องทำความรู้สึกที่สิ่งนั้น ชัดแจ้งเสียก่อน แล้วจึงบอกว่ามันเกิดหนอ เกิดหนอ หรือ ดับหนอ ดับหนอ; ไม่ใช่ท่องหนังสือ แต่กำหนดความรู้สึก ลงไปจริง ๆ แล้วก็บอกตัวเองว่า เช่นนั้นหนอ เช่นนั้นหนอ. ถ้าสัญญาเกิด ก็เกิดหนอ เกิดหนอ สัญญาดับ ก็ดับหนอ ดับหนอ สังขารเกิดหรือสังขารดับ วิญญาณเกิดหรือ วิญญาณดับ ก็บอกอย่างเดียวกัน ไม่ใช่สักแต่ว่าบอก ; ไม่ใช่ชิงบอก มันต้องกำหนดที่ตัวสิ่งนั้นให้เห็นชัดประจักษ์ แก่ใจเสียก่อน แล้วจึงบอก บอกคือบอกแก่ตัวเอง ไม่ต้อง ออกเสียง มันหนออยู่ข้างใน. ที่ว่าหนอ นั้น มัน หมาย ความว่า สักว่าเท่านั้นหนอ, สักว่าเท่านั้นหนอ. ทีนี้ก็จะ กำหนดขั้นต่อไป คือ กำหนดอนิจจัง อะไรเกิดขึ้นแล้วหายไป ก็ไม่เที่ยงหนอ ไม่เที่ยงหนอ. อิริ- ยาบถนี้ ตั้งอยู่ แล้วอิริยาบถนี้หายไป ก็ไม่เที่ยงหนอ ไม่เที่ยง หนอ. ความรู้สึกอันนี้เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วหายไป ก็บอกว่า ไม่เที่ยงหนอ ; ต้องกำหนดเข้าไปที่ตัวความไม่เที่ยงนั้นจริง ๆ ให้รู้สึกว่ามันไม่เที่ยงจริง ๆ. นี่มัน รู้สึกเป็นเวทนา อยู่อย่างนี้ เดี๋ยวมัน ก็ดับไป และเดี๋ยวก็ ความรู้สึกที่เป็นสัญญา ระลึก

น.120 ๑๑๒ นึกได้ หมายมั่นอย่างนั้นอย่างนี้ได้ มันเกิดขึ้นมาอีก ก็ดู ความที่มันไม่เที่ยงที่มันเปลี่ยนไปนี้ ว่าไม่เที่ยงมีความรู้สึกไม่ เที่ยง อยู่อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งถึงที่สุด ; แล้วก็บอกตัวเองว่า ไม่เที่ยงหนอ ทำอย่างนี้ทั้งที่เป็นนาม ทั้งที่ เป็นรูป ทั้งที่ เป็นรูป ทั้งที่ เป็นเวทนา เป็นสัญญา เป็น สังขาร เป็น วิญญาณ. ท่านคงจะเข้าใจได้เองแล้วว่า จะต้องกระทำด้วย จิต หรือใจคอ ที่ล ะเอียดลออ สุขุม ปราณีต สงบรำงับ มันจึงจะทำได้. ถ้าทำได้ก็เป็นอันว่า มันละเอียดลออ สุขุม ปราณีต สงบรำงับ, แล้วเราก็ตั้งใจจะทำด้วยการกำหนด ที่ละเอียดลออ สุขุม ปราณีต สงบรำงับ ; ถ้าทำได้ก็แปลว่า มันละเอียดลออ สุขุม ปราณีต สงบรำงับ. นี่กำหนดที่ความ ที่มันเปลี่ยนจากอันนี้ไปสู่อันนั้น อันอื่น ก็เรียกว่าอนิจจัง หนอ อนิจจังหนอ อนิจจังหนอ. บอกตัวเองอยู่นั่นแหละ ว่าไม่เที่ยงหนอ ไม่เที่ยงหนอ ไม่เที่ยงหนอ ; เลือกคำที่สั้น ที่สุด ที่เราเข้าใจง่ายที่สุด. ถ้าเรา ชอบคำว่าไม่เที่ยง เรา ก็ใช้คำว่า ไม่เที่ยงหนอ; ถ้าเรา ชอบคำว่า อนิจจัง ก็ว่า อนิจจังหนอ .

น.121 ๑๑๓ ทีนี้ก็เลื่อนต่อไป ถึงขั้นกำหนด อนัตตา ก็ต้อง ไล่มาอย่างที่กล่าวมาแล้ว ทุก ๆ อารมณ์ที่รู้สึกหรือกำหนดอยู่, ก็มองเห็นว่า มันสักแต่ว่าเช่นนั้นหนอ เป็นอย่างนั้นเอง ตามธรรมชาติ, ไม่มีอะไรเป็นตัวเป็นตน เป็นสัตว์เป็น บุคคล. ตัวอย่าง เช่นว่า เมื่อกำหนดอยู่ที่ลมหายใจ ว่า ลมหายใจมันธรรมชาติเป็นอยู่ตามธรรมชาติ เป็นไปตาม ธรรมชาติ, เช่นนั้นเองหนอ ไม่มีตัวสัตว์ ตัวบุคคลตัวตน อะไร ที่เป็นเจ้าของลมหายใจ. ท่านก็บอกว่า ลมหายใจสัก แต่ว่า ธาตุตามธรรมชาติมีอยู่เช่นนั้นหนอ ไม่มีสัตว์ ไม่มี บุคคล นี่ใจความมันยืดยาว ; แต่พอที่กำหนด กำหนดแต่ เพียงว่าไม่ใช่ตน หรือไม่ใช่ตัวหนอ หรือ อนัตตาหนอ อนัตตาหนอ. ถ้ากำหนดที่ความยาว ความสั้น ก็ว่าไม่ใช่ตน หนอ เหมือนกัน, ถ้ามันรู้สึกอะไรขึ้นมา เป็นเวทนาใน ขณะนั้น ก็สักแต่ว่าเวทนาเท่านั้นหนอ, เป็นความรู้สึกตาม ธรรมชาติเท่านั้นหนอ, ไม่มีสัตว์คน ตัวตนอะไรหนอ. นี้ทำความเข้าใจเสียให้เสร็จก่อน ยืดยาวนี้มันยืดยาว นั้นจะเอามากำหนดไม่ได้ ; แต่ว่ายืดยาวทั้งหมดนั้น มันมา

น.122 ๑๑๔ กำหนดได้สั้น เหลือแต่เพียงว่า ไม่ใช่ตนหนอ ไม่ใช่ตัว หนอ หรืออนัตตาหนอ เหมือนที่กำหนดไม่เที่ยง กำหนด นามรูป มาแล้วอย่างไร ; ก็แยกกำหนดทีละอย่าง แต่แทน ที่จะกำหนดว่าไม่เที่ยง มันมากำหนดว่าอนัตตา อนัตตาหนอ อนัตตาหนอ. กระทั่งว่า ยืนนี้ เป็นอิริยาบถยืน ตามธรรม- ชาติเท่านั้นหนอ ไม่มีบุคคลผู้ยืน, ไม่มีใครที่เป็นเจ้า ของการยืน เป็นสักว่าอิริยาบถยืนตามธรรมชาติเท่านั้นหนอ แล้วจึงว่า ไม่ใช่ตัวหนอ, หรือไม่มีตัวหนอ, หรือว่าอนัตตา หนอ แล้วแต่ใครจะชอบคำบาลี หรือ คำไทย. แต่อย่าลืมว่า ข้อสำคัญที่สุด มันมีอยู่ที่ว่า ต้องรู้ สึกอย่างนั้นจริงๆ ; ต้องมองเห็นแล้วรู้สึกว่า มันไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตนอะไร, เป็นเพียงอิริยาบถยืน, เป็นไปตาม ธรรมชาติ ตามกฎอิทัปปัจจยตา เท่านั้นเองหนอ, ไม่มีตัวคน ไม่มีบุคคล ไม่มีสัตว์ ไม่มีตน ไม่มีชีโว ไม่มีเจตภูติ เป็นผู้ ยืน สักว่า, นี่ใจความว่า สักว่าอาการยืนตามธรรมชาติ ของธาตุตามธรรมชาติ ตามกฎของธรรมชาติ ไม่มีตัว ไม่มี ตน ไม่มีบุคคลหนอ. ทำความรู้สึกอย่างนั้นเต็มที่แล้ว จึง

น.123 ๑๑๕ บอกออกมาว่า ไม่มีตัวหนอ ไม่มีตัวหนอ ไม่ใช่ตัวหนอ ; นี้เป็นการกำหนดอนัตตา. สรุปความก็ว่า ไม่มีตัวผู้ยืน นั่นแหละ มายืนอยู่ แล้วก็มองดูตัวความที่ไม่มีผู้ยืน ; ถ้าไม่เข้าใจก็คล้ายดูว่าเป็น คนบ้า หรือ แกล้งทำบ้า ; ถ้าไม่เข้าใจก็จะรู้สึกว่ามันเป็น เรื่องแกล้งทำบ้าแล้วโว้ย. แต่เดี๋ยวนี้เรามันรู้สึกอยู่นี่ว่า เรา กำหนดความที่มันเป็นอิริยาบถ ปรุงแต่งกันไป ตาม กฎของธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ กฎอิทัปปัจจยตา. แล้วมันมายืนอยู่อย่างนี้ ยืนหนอ ยืนหนอ มันจะเอาตัวตน บุคคลมาจากไหน ? ถ้าใน ขณะนั้น รู้สึกอย่างไร ก็ว่านั้น มันความรู้สึก เช่นนั้นเท่านั้นหนอ; เช่นเวทนาเท่านั้น หนอ, สัญญาเท่านั้นหนอ, ไม่มีตัวบุคคลผู้ประกอบหรือกระ- ทำเวทนา ทำสัญญา ทำสังขาร ทำวิญญาณ. ทำไมจะต้องทำถึงขนาดนี้ ? มันต้องทำถึงขนาดนี้ เพราะว่า ต้องหาให้พบตัวนามหรือตัวรูป ตัวรูป ตัว เวทนา ตัวสัญญา ตัวสังขาร ตัววิญญาณ ให้ได้ตัวมันมา ก่อน, แล้วก็ดูที่ตัวมัน กำหนดลงไปที่ตัวมันรู้สึกชัดว่าโอ้ นี้มันประกอบกันขึ้นมาตามธรรมชาติ ตามกฎอิทัปปัจจยตา.

น.124 ๑๑๖ ทำหน้าที่อย่างหนึ่งอยู่ เราสมมติว่าเวทนา เราบัญญัติ เรียกกัน ว่าเวทนา เรียกว่า สังขาร เรียกว่า วิญญาณ แล้วแต่จะเรียก กัน เป็นที่เข้าใจ นี่กำหนดอนัตตา. ทีนี้ก็เป็นการรู้สึกที่ ละเอียด ไปกว่านั้นยิ่งขึ้นไปอีก ขั้นหนึ่ง คือ กำหนดความจางคลาย . ความจางคลายของ อะไร ? ความจางคลายของความยึดมั่นถือมั่นด้วยความ โง่ ; มันมีความโง่ มันก็ยึดถือตัวตน, เป็นตัวเป็นตน ความรู้สึกอะไรเกิดขึ้นในใจ ก็เป็นความรู้สึกของตน : ความ จำก็ของตน ความคิดก็ของตน, ความรู้สึกต่ออารมณ์ก็ของ ตน อารมณ์ก็พลอยเป็นของตน ; นี้เรียกว่า โง่ แล้วก็ยึด มั่นถือมั่นให้เป็นตัวเป็นตน. เมื่อเราทำการเหมือนกับหั่นแหลกอยู่ตลอดเวลา ว่า แต่ละอย่างละส่วน ๆ นี้มันไม่ใช่ตน, เรียกว่าทำกันอย่าง หั่นแหลกเลย ก็ มีอาการที่เรียกว่าจางคลายออก ของ ความยึดมั่นถือมั่น ที่เคยยึดมั่นถือมั่นมาแต่กาลก่อน. พอ รู้สึกว่าความโง่หรือความยึดถือนั้น มันคลายออกบ้างแล้ว โว้ย ; แม้เล็กน้อย ก็กำหนดว่า คลายหนอ คลายหนอ, วิราคะ วิราคะแปลว่า จางหรือคลาย, คลายหนอ คลาย

น.125 ๑๑๗ หนอ, พูดกับตัวเองก็พูดว่า ความยึดมั่นของกูคลายออก แล้วหนอ ; แต่ระวังอย่าให้มันเป็นความยึดมั่น มีตัวตน มีเป็นของกู ขึ้นมาอีก. หลีกเลี่ยง คำว่า ตัวตน หลีกเลี่ยง คำว่า ข องกู เพื่อให้เห็นว่ามันเป็นไปตามธรรมชาติ, แล้วเราไม่อาจจะยึดถือที่ตรงไหนว่าเป็นตัวกูหรือเป็นของตน. ข้อนี้มันต้องขึ้นอยู่กับการที่เคยโง่ ยึดถือมาก ๆ จนมีเรื่องมีราว, แล้วพอมา พิจารณาแยกแยะ ทุกส่วน ๆ ดูก็เห็นว่า แต่ละส่วนนั้นมันไม่ใช่ตัวตน โดยเฉพาะ อย่างยิ่งก็คือเวทนา. นี่ขอบอกให้เข้าใจกันไว้เป็นหลักว่า สิ่งร้ายกาจซึ่ง เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถืออย่างยิ่งที่สุด คือเวทนา นั่นเอง มันจะมาจากทิศทางไหนก็ตาม ; เวทนาจะเป็นสิ่งที่ตั้งแห่ง ความยึดถือ : ถูกใจไม่ถูกใจเช่นสวยไม่สวย อร่อยไม่อร่อย ตามความรู้สึกที่มีอยู่สองอย่างคู่กัน คือน่ารักกับไม่น่ารัก เวทนานั้นมันเคยมีอย่างไร ที่ตรงไหน ก็ทำการพิจารณา ที่เวทนา นั้น หรือทำการเปรียบเทียบ ว่าเวทนา ทุกเวทนา แหละมัน เหมือนกันทั้งนั้น ; เวทนาที่น่ารักน่าพอใจ จะ เกิดมาจากอะไร มันก็เหมือนกันทั้งนั้น ; เวทนาที่ไม่น่ารัก

น.126 ๑๑๘ ไม่น่าพอใจ มันจะเกิดมาจากอะไร ก็เป็นเวทนา ที่ไม่น่ารัก ไม่น่าพอใจทั้งนั้นเหมือนกันทั้งนั้น : เหมือนกันตรงที่ว่า มันให้เกิดตัณหา อุปาทาน : น่ารักน่าพอใจมันก็อยากได้ และยึดถือว่าเป็นของกู ของกูที่ไม่น่ารักน่าพอใจ มันก็ไม่ อยากได้, แล้วมันก็ยึดถือว่าเป็นศัตรูของกู. นี่เป็นเหตุให้ เกิดมีตน ที่เป็นเรา ที่เป็นเขา, เป็นฝ่ายเรา เป็นฝ่ายเขา เป็นศัตรูเป็นมิตร. เวทนา เกิดได้ทุกทิศทาง เพราะมันเกิดได้ทั้งสอง ทาง คือทั้งทาง ที่น่าพอใจ และ ไม่น่าพอใจ, แล้วมันก็จะ มีแต่สองทางนี้เท่านั้นที่เป็นตัวปัญหา. ถ้ามันไม่แสดงให้พอ ใจหรือไม่พอใจแล้ว มันก็ยังไม่เป็นปัญหา คงเป็นความโง่ เงียบ ๆ ไม่เป็นความโง่ที่แสดงบทบาท. ถ้าเวทนาที่มันเป็น ที่ตั้งแห่งความพอใจ หรือความไม่พอใจแล้ว มันก็แสดง บทบาทให้ยึดถือด้วยอุปาทาน. พูดเลยไปอีกหน่อยว่า ที่ ทำความเลวร้ายกันอยู่ ทุกวันนี้ ในโลกนี้ทุกวันนี้ พวกอันธพาลประกอบ อาชญากรรม เพราะมันยึดถือ เข้าใจผิดในสิ่งที่เรียกว่า เวทนา : เวทนาทางเพศ ทางกามารมณ์ ที่เป็นเรื่องบ้าวูบ

น.127 ๑๑๙ เดียวเท่านั้นแหละ มันก็ยึดถือเอาเป็นพระเจ้าไปเลย, มันก็ วูบเดียวในการที่จะกระทำลงไป, แล้วมันก็วูบเดียวในการที่ ได้เสวยผลของสิ่งนี้ มันเป็นเรื่องบ้าวูบเดียว. แต่มันก็กลาย เป็นเรื่องสูงสุดของบุคคลนั้นไป, ปรารถนาจนถึงกับเอาชีวิต เข้าแลก. ถ้าเขาได้มาทำการพิจารณาโดยนัยนี้ เอาเวทนา ทั้งหลายมาทำความรู้สึกให้เห็นว่าสักว่า เวทนา เกิดขึ้นตาม กฎของธรรมชาติ ไม่มีตัวตน แล้วก็จะไม่หลงในเวทนา นั้นถึงขนาดว่า บูชาเป็นของสูงสุดประเสริฐ; ทำอะไรก็เพื่อ สุขเวทนาของเขา. ถ้าความจางคลายได้เกิดขึ้นแล้ว มันก็ ลดความยึดมั่นถือมั่น มันจะไม่หลงในเวทนา ที่เป็นที่ตั้งแห่ง ความหลง หลงรักหรือหลงเกลียดก็ตาม, เรื่องมันก็น้อยเข้า. ปัญหามันก็อยู่ที่ความรู้สึก ที่ใคร ๆ ก็พอจะรู้ได้ เด็ก ๆ ก็รู้ได้ว่าความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความวิตกกังวล ความอาลัยอาวรณ์ ความอิจฉาริษยา ความหึงความหวง เหล่านี้มัน เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ คือ เป็นความยึดถือ : ถ้าไม่ยึดถือมันไม่รู้สึกอย่างที่ว่า. ถ้าไม่ ยึดถือในสิ่งนั้น แล้วมันจะไม่รู้สึก รัก โกรธ เกลียด กลัว อาลัยอาวรณ์ อิจฉาริษยา หรือ หึงหวงเป็นต้น.

น.128 ๑๒๐ ฉะนั้นการที่ ถอนความยึดถือเสียได้ ทีละนิด ที. ละนิด ทุกคราวที่พิจารณา เวทนานั้น, เวทนานั้นที่ปรากฏ อยู่ในใจนั้น มันก็ถอน นิสัยสันดาน ความเคยชินที่ยึด ถือได้ตามส่วน; มันก็ดีขึ้น ดีขึ้น. นี่เรา จึงคอยจ้องจับ ดูว่า จิตใจของเราได้เห็นแจ้ง บางสิ่งบางอย่าง แล้วคลาย ความยึดถืออย่างไร ในขณะที่ปฏิบัติสมาธิอย่างนี้, แล้วก็ บอกตัวเองว่าคลายหนอ คลายหนอ คลายหนอ คลายหนอ บอกครั้งหนึ่งว่าคลายหนอ ก็มองเห็นชัดยิ่งขึ้นไปอีกว่ามัน คลายอย่างไร, แล้วก็มองเห็นชัดเข้าไปอีกว่า มันคลายอย่างไร คลายหนอ คลายหนอ คลายหนอนั้น คลายอย่างไร. นี่มา ถึงขั้นที่ว่า พิจารณาเห็นความจางคลาย. ทีนี้ ขั้นต่อไป ดูว่า อะไรมันดับไปแล้ว คลาย คลาย คลาย จนถึงกับดับไปแล้ว ก็บอกตัวเองว่า ดับหนอ ดับหนอ ดับหนอแห่งความยึดมั่นถือมั่น นั้นดับหนอแห่ง ตัวกู - ของกูในกรณีนั้น ให้เห็นความดับ แล้วก็บอกตัวเอง ว่าดับหนอ ดับหนอ. ทำอย่างประณีต ละเอียดลออ ที่สุด สุขุมที่สุด มาถึงตอนนี้. เป็นอันว่า เป็น ทั้งสมาธิ ทั้งปัญญา ทั้งสมถะ ทั้งวิปัสสนา รวดเดียว ในทุกอิริยาบถ จึงกล้าเรียกว่า

น.129 ๑๒๑ สำหรับยุคปรมาณู สำหรับยุคที่เราจะทำอะไรช้า ๆ อยู่ไม่ได้, สำหรับยุคที่เราจะมัวทำอะไรช้าๆอยู่ไม่ได้, จึงให้มีการพิจารณา อย่างนี้. เช่น อิริยาบถยืน ก็พิจารณาการยืน แยกแยะ เป็นนามรูป เป็นขันธ์ทั้งห้า เห็นเกิดดับของมัน, เห็น อนิจจังของมัน, เห็นอนัตตาของมัน, เห็นความจาง คลายจาก สิ่งนั้น, เห็นความดับไปแห่งความยึดถือ, แล้ว ดู เป็นครั้งสุดท้ายว่า โยนทิ้ง, โยนทิ้งแล้วโว้ย ในสิ่งที่เคย ยึดถือนั้น. เดี๋ยวนี้ได้โยนทิ้งแล้ว ก็มีเท่านั้นเองในเรื่อง หนึ่ง ๆ นี้คือเรื่องของอิริยาบถยืน โดยสังเขป. เกี่ยวกับอิริยาบถยืน มีเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจ ว่า ในอิริยาบถนี้ มันทำได้ในเวลาจำกัด, ไม่สะดวกเหมือนใน อิริยาบถนั่ง หรือในอิริยาบถเดินด้วยซ้ำไป ; เพราะการยืนนี้ มันต้องเสียความรู้สึกไปในการที่จะดำรงให้มันยืนอยู่ได้ ดังนั้นเราจึง ทำสมาธิในอิริยาบถยืนแต่ในเวลาอันจำกัด คือเมื่ออยากจะทำ, หรือเมื่อมันต้องทำ; เช่นว่าเมื่อเรา ต้องยืน เราก็ต้องทำในอิริยาบถยืนหรือเราอยากจะทำ เราก็ ทำในอิริยาบถยืน แต่มันก็มีความเหมาะสมอยู่ส่วนหนึ่งด้วย เหมือนกัน, คือมันต้องทำให้ครบทุกอิริยาบถ.

น.130 ๑ ๒๒ ในกรณีที่ต้องยืนพิง คือยืนเฉย ๆ ไม่ได้ มันก็ต้อง ยืนพิง; ก็กำหนดที่สิ่งที่ถูกพิง หรือการรู้สึกเมื่อมีการพิง, ทำความรู้สึกในสิ่งนั้น ๆ เช่นรู้สึกว่าพิงหนอ พิงหนอ, หรือ ว่าแข็งหนอ อ่อนหนอ กระด้างหนอ, แล้วแต่มันจะทรง ความรู้สึกอะไรขึ้นมา. นี้เกี่ยวกับจะยืนพิงหรือไม่ยืนพิง. นี้ เรื่องอิริยาบถ ยืนก็พอจะจบ. อาตมาก็หมดแรงที่จะพูด ก็ ต้องขอจบด้วยเหมือนกัน มันโคลงเคลงโคลงเคลงเหมือนกับ นั่งในเรือที่ลอยคลื่นอยู่. เอ้า, พอสมควรแก่เวลาแล้วก็ขอยุติ การบรรยายในวันนี้ เมื่อพระท่านสวดบทส่งเสริมกำลังใจจบแล้ว ก็จะเปิดเทปท่านพยอม ให้ฟัง เทปท่านพยอมม้วนที่เขาห้ามไม่ให้ออกวิทยุ ม้วนที่เขาห้าม ไม่ให้ออกวิทยุนั่น เขาลงโทษนั้น อาตมาก็ไม่เคยฟัง เดี๋ยวก็คอยฟัง ก็แล้วกัน. ขอยุติการบรรยายเป็นโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลายสวด บทพระธรรมในรูปคุณสาธยาย ส่งเสริมกำลังใจของผู้จะปฏิบัติ ธรรมสืบต่อไป. พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๖๙-๗๑ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา พ.ศ. ๒๕๒๗ โทร. ๒๒๑๒๓๓๗, ๒๒๒๑๖๗๔

น.131 รายชื่อหนังสือ ชุดลอยปทุม อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑. คู่มือมนุษย์ ๗ ๒. ศิลปแห่งการดู ด้วยยถาภูตสัมมัปปัญญา ๑ ๓. ศิลปแห่งการมีพระพุทธเจ้า อยู่กับเนื้อกับตัว ๑ ๔. ธรรมะสำหรับคนเกลียดวัด ๑ ๕. ธรรม ๒๔ เหลี่ยม (มีภาษาจีน ) ๔ ๖. พูดกับเณร ๑ ๗. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๒ ๘. เห็นธรรมชาติ คือเห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ๑ ๙. ธรรมโอสถสำหรับโลก ๑ ๑๐. ความมีสุขภาพอนามัยทางจิต ๒ ๑๑. ปรมัตถธรรมคำกลอน ๑ ๑๒. นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ ๒ ๑๓. ธรรมพรปีใหม่ ๓ ๑๔. ตถตาช่วยได้ ๑ ๑๕. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๒ ๑ ๑๖. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๓ ๑ ๑๗. ค่าของครู ๒ ๑๘. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเป็นกัลยาณมิตร ๑ ๑๙. ถอยหลังเข้าคลองกันเถิด ๑ ๒๐. การเก็บความโกรธใส่ยุ้งฉาง ๒ ๒๑. การปรุงเป็นทุกข์อย่างยิ่ง การดับเป็นสุขอย่างยิ่ง ๑ ๒๒. อาหารหล่อเลี้ยงใจ ๒ ๒๓. ปุญญกิริยาวัตถุ ๑ ๒๔. พ่อแม่สมบูรณ์แบบ ๑ ๒๕. อานาปานสติและดับไม่เหลือ ๒ ๒๖. ธรรมคติและธรรมคีตา ๑ ๒๗. ความมั่นคงภายใน ๑ ๒๘. โลกพระศรีอารย์ อยู่แค่ปลายจมูก ๒ ๒๙. การทำงานเพื่องาน ๑ ๓๐. สันโดษไม่เป็นอุปสรรค แก่การพัฒนา ๑ ๓๑. ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร ? ๑ ๓๒. เค้าเงื่อนของธรรมะ และ อิทัปปัจจยตา ๑ ๓๓. การอยู่ด้วยปัจจุบัน ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ๑ ๓๔. พุทธศาสตร์ กับไสยศาสตร์ ๑ ๓๕. อานาปานสติภาวนา(มีภาษาจีน ) ๒ ๓๖. อิทัปปัจจยตาในฐานะ สิ่งสูงสุดแห่งพระพุทธศาสนา ๑ ๓๗. นรกกับสวรรค์ ๑ ๓๘. ดับทุกข์สิ้นเชิง ๑ ๓๙. มรดกธรรมคำกลอน ๑ ๔๐. ทิศทั้งหก ๑ ๔๑. ฟ้าสางทางธรรมโฆษณ์ ๑ ๔๒. ฟ้าสางทางฝ่ายบรรพชิต ๑ ๔๓. มหรสพของพระอรหันต์ ๑ ๔๔. ปรมัตถธรรมกลับมา ตอน ๑ ๔๕. เช่นนั้นเอง ๑ ๔๖. ความสะอาด ความสว่าง ความสงบ ๑ พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๙๒-๙๖ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา พ.ศ. ๒๕๒๖ โทร. ๒๒๑๒๓๓๗, ๒๒๒๑๖๗๔

น.132 เรียนชีวิต เรียนชีวิต อย่าแสวง จากแหล่งนอก อย่าเข้าไป ในคอก แห่งศาสตร์ไหน อย่ามัวคิด ยุ่งยาก ให้ผากใจ อย่าพิจารณา จาระไน ให้นุงนัง อย่ายึดมั่น นั่นนี่ ที่เรียกกฏ มันตรงตรง คดคด อย่างหมดหวัง จงมองตรง ลงไปที่ ชีวิตัง ดูแล้วหยั่ง ลงไป ในชีวิต ให้รู้รส หมดทุกด้าน ที่ผ่านมา ให้ซึมซาบ วิญญาณ อย่างวิศิษฏ์ ประจักษ์ทุกข์ ทุกระดับ กระชับชิด ปัญหาชีวิต จะเผยออก บอกตัวเอง ฯ พ. อินฺทปัญฺโญ

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต