Buddhadasa.org
หนังสือธรรมะที่ควรเติมลงในชีวิต › อ่านฉบับเต็ม

📖 ธรรมะที่ควรเติมลงในชีวิต

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ แสดง ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา ๒๓ ตุลาคม ๒๕๒๕ — ชุดลอยปทุม · วันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๒๕

📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.9 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม, ทั้งหลาย, อาตมาขอแสดงความยินดี ในการมาของท่านทั้งหลายใน ลักษณะเช่นนี้ คือมาแสวงหาสิ่งที่เรียกกันว่าธรรมะ ซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่ ดีแล้ว, เรื่องที่จะพูดมันก็มีส่วนที่เป็น ธรรมะที่ต้องการ คือที่ยังขาดอยู่, ที่ยังจะต้องเติมให้เต็ม . พูดเป็นภาพ พจน์สักหน่อย ก็พูดว่า เหมือนกับเติมธรรมะลงไปในชีวิต ; เหมือนกับคนเติมน้ำมัน เติมเชื้อเพลิง, เติมอะไรลงไป ใน สิ่งที่จะต้องเติม, อย่างนั้นเหมือนกัน. *อบรมครูวิทยาลัย จันทรเกษม ครั้งที่ ๑ เมื่อ ๒๓ ต.ค. ๒๕

น.10 ๒ ความหมายของ "ธรรม". ถ้าว่ากันโดยแท้จริงในชั้นลึก ชีวิตนั้น มันก็ เป็น ธรรมะอยู่แล้ว แต่มันมีธรรมะอีกหลายๆ อย่าง ที่ต้อง ประกอบกันอยู่ . ขอให้ท่านทั้งหลายสนใจฟัง และจำหัวข้อ เรื่องธรรมะไว้สักอย่างหนึ่งว่า "คำว่าธรรมะนั้นมีความหมาย ๔ ความหมาย" คือ : ที่เป็น ตัวธรรมชาติ ก็เรียกว่าธรรมะ. ที่เป็นตัว กฎ ของธรรมชาติ ก็เรียกว่าธรรมะ. ที่เป็นตัว หน้าที่ตาม กฎของธรรมชาติ นั้น ก็เรียกว่าธรรมะ. ที่เป็นตัว ผลที่ เกิดมาจากหน้าที่นั้น ก็เรียกว่าธรรมะด้วยเหมือนกัน มันเลยเป็น ๔ ความหมาย จำได้ง่าย ๆ สั้น ๆ ว่า (๑) ธรรมชาติ, (๒) กฎของธรรมชาติ, ( ๓) หน้าที่ตาม กฎของธรรมชาติ , และ (๔) ผลจากหน้าที่. ทุกชีวิตสัมพันธ์อยู่กับธรรมะ. ทีนี้เราก็ดูที่ตัวเรา : เนื้อหนังร่างกายจิตใจของเรา ที่มีอยู่ นี้เรียกว่า ตัวธรรมชาติ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณ ที่มันเป็นตัวร่างกายมีชีวิต นี้เรียกว่า ตัวธรรมชาติ

น.11 ๓ ทีนี้ ตัวกฎของธรรมชาติ ซึ่งมันมีอยู่ในตัวเรา ในร่างกายเราที่มันจะเกิดขึ้น เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร, เจริญ อย่างไร, เสื่อมอย่างไร, กระทั่งว่า เราจะต้องทำอย่างไรกับ มัน, เป็นตัวกฎเกณฑ์ที่มีอยู่ในชีวิตนี้แล้ว. หน้าที่ของเรา ก็คือ ต้องทำให้ถูกต้องตามกฎ- เกณฑ์ นั้น ๆ เพื่อชีวิตอยู่ได้, และเพื่อชีวิตเจริญยิ่ง ๆ ขึ้น ไป, เพื่อชีวิตอยู่ได้ ก็เช่นว่ามันมีกฎเกณฑ์ทำให้เกิดหน้าที่ แก่เรา ; เช่นว่า : เราต้องกิน ต้องอาบ ต้องถ่าย ต้อง บริหาร ต้องหาปัจจัย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย การ บำบัดโรคภัยไข้เจ็บ กระทั่งว่าการคบหาสมาคมกับบุคคลรอบ ด้าน หรือสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเรา ให้ถูกต้อง. นี่มันเป็น หน้าที่ที่จะต้องทำให้รอดอยู่ได้ ; ถ้าทำหน้าที่นี้ไม่ถูกต้อง มันอาจจะตายหรือเกือบตาย. หน้าที่อีกแผนกหนึ่ง ก็คือ จะต้องทำให้เจริญด้วยคุณค่ายิ่ง ๆ ขึ้นไป , อย่าให้เสียทีที่ ได้เกิดมาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง การ เป็นมนุษย์ คนหนึ่งนั้นหมายความว่า มัน ต้อง ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ ; ถ้าไม่ได้รับสิ่งนี้ มันก็เสียชาติเกิด เพราะว่ามันจะต้องได้เต็มที่ ตามที่มนุษย์

น.12 ๔ อาจจะรับได้. ฉะนั้นจึงเกิดเป็นหน้าที่อีกชั้นหนึ่งว่า เรา ต้องทำให้ได้รับประโยชน์ของความเป็นมนุษย์ ให้ถึงที่สุด. หน้าที่ชั้นแรก ที่ว่า ทำให้รอด หน้าที่อยู่ได้นี้ สัตว์เดรัจฉานก็ทำเป็น, สุนัข แมว กา ไก่อะไรมันก็ทำเป็น, และมันก็ ทำอยู่ตามธรรมชาติ เพื่อให้รอดชีวิตอยู่ได้ ครั้นรอดชีวิตอยู่ได้แล้ว สัตว์เหล่านั้นมันหมดหน้าที่; แต่ ว่าคนยังไม่หมด. คนเราเมื่อรอดชีวิตอยู่ได้แล้ว ต้องทำ ต่อไป คือ เลื่อนชั้นของชีวิตนั้นเอง ให้มันสูง, สูงขึ้นไป, ให้เต็มไปด้วยคุณค่าหรือประโยชน์อย่างสมบูรณ์ ทั้งประโยชน์ ที่จะพึงมีแก่ตน และประโยชน์ที่จะพึงมีแก่ผู้อื่น หรือว่ามี ทั้งสองฝ่ายร่วมกันก็ได้ ดังนั้น มนุษย์ จึงผิดแปลกแตก ต่างจากสัตว์ เป็นอันมาก ก็ในข้อนี้. เมื่อได้ ทำหน้าที่ อันนี้ ถูกต้อง มันก็เลยได้รับผล ของหน้าที่ คือถ้าทำถูกต้องมัน ก็ได้รับผลเป็นสุข , อยู่ เป็นสุข, เต็มไปด้วยประโยชน์ดังที่กล่าวแล้ว. ถ้าทำไม่ถูก ต้อง มันจะไม่มีประโยชน์คุณค่าอะไร ; สักว่ามีชีวิตอยู่ หรือถ้าทำไม่ถูกต้องยิ่งไปกว่านั้นอีก มันก็เป็นคนที่มีสุขภาพ ไม่สมบูรณ์ เจ็บ ๆ ไข้ ๆ หรือตายไปเลย ไม่ได้เหลือรอดเป็น

น.13 ๕ ชีวิตอยู่. ฉะนั้น การที่ เราทำให้สบายดี มีสุขภาพดี แล้วปฏิบัติหน้าที่ของตน ให้เกิดผลแก่ทุกฝ่ายนั้นแหละ เรียกว่าหน้าที่ . ธรรมะ คือหน้าที่ แล้วผลที่เกิดมา อย่างนั้นแหละ คือผลที่เกิดมาจากหน้าที่. ธรรมะความหมายที่ ๓ สำคัญที่สุด. ท่านทั้งหลายจะสังเกตเห็นได้เองว่า ธรรมะในความ หมาย ๔ อย่างนั้น อย่างที่ ๓ นั่นแหละสำคัญ . ที่ท่าน อุตส่าห์มาจากที่ไกล มาแสวงหา มันก็คือความรู้ธรรมะความ หมายที่ ๓ คือหน้าที่ นั่นเอง. ขอย้ำหรือทบทวนอีกทีว่า : ธรรมะคือ ธรรมชาติ เนื้อหนังร่างกายเรา. ธรรมะ คือ กฎของธรรมชาติ ที่มัน ควบคุมร่างกายนี้อยู่ให้เป็นไปตามกฎ. ธรรมะ ความหมาย ที่ ๓ คือหน้าที่ ที่สิ่งที่มีชีวิตจะต้องทำให้ถูก. ตามกฎของ ธรรมชาตินั้น ๆ ธรรมะในความหมายที่ ๓ คือหน้าที่ที่มนุษย์ จะต้องประพฤติ ให้ถูกตามกฎของธรรมชาติ. ส่วนธรรมะ ในความหมายที่ ๔ นี้ ไม่ต้องสนใจนักก็ได้ ; เพราะว่าถ้า

น.14 ๖ ปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติแล้ว ย่อมเกิดผลดี อยู่เอง. ดังนั้นความหมายที่เราจะต้องสนใจที่สุด ก็คือความ หมายที่ ๓ ที่ว่า ธรรมะคือ หน้าที่ ที่สิ่งที่มีชีวิตทุกชนิด จะต้องประพฤติกระทำให้ถูกต้อง ตามกฎของธรรมชาติ จึง จะรอดอยู่ได้ หรือจะเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป. ข้อนี้ไม่ใช่เฉพาะคน ไม่ใช่เฉพาะมนุษย์ : มนุษย์ ก็ต้องทำ, ต่ำลงไปถึงสัตว์เดรัจฉานก็ต้องทำ, ต่ำลงไปอีกถึง ต้นไม้ต้นไล่ ซึ่งมีชีวิตด้วยเหมือนกัน มันก็ต้องทำ. แม้ แต่ต้นไม้ มันก็ต้องทำหน้าที่ ดำรงชีวิต, ธรรมะ คือหน้าที่ ก็มีแม้แต่ต้นไม้. แต่ไม่มีใครเคยพูดว่า ต้นไม้มีธรรมะ ปฏิบัติ: แต่ขอบอกให้รู้ว่ามันเป็นจริงอย่างนั้น ; เพราะ สิ่งที่เรียกว่าหน้าที่แล้วก็เรียกว่าธรรมะได้ทั้งนั้น ธรรมะมี ความหมายถึง ๔ ประการอย่างนี้ เด็ก ๆ ได้ยินครูบอกแต่เพียงว่าธรรมะ คือ คำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้า แล้วก็เลิกกัน คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า นั้น ก็คือเรื่อง ๔ เรื่องนี้แหละ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า คือ ๔ เรื่องนี้ คือ เรื่องธรรมชาติ, เรื่องกฎของธรรมชาติ,

น.15 ๗ เรื่อง หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ, เรื่อง ผลที่เกิดมาจากหน้าที่ ตามกฎของธรรมชาติ แต่ถึงอย่างนั้นก็ มีความสำคัญอยู่ ในความหมาย ที่ ๓, ความหมายที่ ๓ ที่ว่า หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ. เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงได้ทรงบัญญัติ ธรรมะไว้มากมาย ที่เรียกกันว่า ๘๔๐๐๐ ธรรมขันธ์ หรือ อะไรก็ตามที่เถิด ; แต่รวมแล้ว ทรงมุ่งหมายจะแสดง หน้าที่ว่ามนุษย์จะต้องประพฤติปฏิบัติ กันอย่างไร. ปฏิบัติ ให้ถูกต้องจักไม่มีทุกข์. สรุปสั้นที่สุด ก็ว่า ประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง ทางกาย ทางวาจา และ ทางใจ , สามคำเท่านี้แหละ ขยาย ความออกไปหมดทั่วทั้งพระไตรปิฎกก็ได้ : ความถูกต้องทาง กาย ทางวาจา และทางใจ. เมื่อมีความถูกต้องทางกาย วาจา ใจ แล้ว มันก็ไม่มีความทุกข์เลย มันก็มีเท่านี้. อย่างไรเรียกว่าถูกต้อง ? คือ ไม่มีผู้ใดเกิดความ ทุกข์ , ถูกต้องอย่าไปเอาอย่างนั้น อย่าไปเอาอย่างนี้, หรือ อย่าไปคาดคะเนเอาเองว่าอย่างไรถูก อย่างไรผิด. ก็ต้องให้

น.16 ๘ รู้ว่า ถูกนั้นมันคือไม่มีใครเป็นทุกข์ ; แต่ได้รับความ สุขด้วยกันทุกฝ่าย, และผิดนั้นคือเต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่ ฝ่ายใดก็ฝ่ายหนึ่ง. ความถูกต้องทางกาย วาจา ใจ คือไม่ทำ ให้ผู้ใดหรือฝ่ายใดต้องเป็นทุกข์เดือดร้อน แล้วก็อยู่เป็นสุข ทำไมต้องระบุไปที่ กาย วาจา ใจ ? ก็เพราะ มันเป็นที่ตั้งแห่งการกระทำ . ร่างกายก็ทำงานทางกาย, วาจาก็ทำงานทางปากทางวาจา, ใจก็ทำงานทางใจคิดนึก. มัน มีส่วนสำคัญอยู่ ๓ ส่วน สำหรับจะทำอะไร. ดังนั้นเราต้อง รู้จักมันให้ดี แล้วทำให้มันมีความถูกต้องทั้งทางกาย ทางวาจา ทางใจ ดังที่กล่าวแล้ว. ฉะนั้นท่านทั้งหลายคงจะสรุปเอา ใจความได้เอง ในความหมายนี้ ความหมายที่ ๓ ว่าหน้าที่ ตามกฎของธรรมชาติ มีผู้สรุปความไว้ดีแล้ว ในความหมายนี้ คือ เขา สรุปความไว้ว่า ธรรมะ คือระบบของการปฏิบัติ ที่ถูก ต้องแก่ความเป็นมนุษย์ ทุกขั้นทุกตอนแห่งวิวัฒนาการ ของเขา . ท่านช่วยจำไว้บ้างซิ แล้วมันจะได้ประโยชน์ กลับไปคุ้มค่า ถ้าจะไม่จำหรือไม่เข้าใจอะไรเสียเลย ก็ดูจะมา เสียเวลาเปล่า ๆ เสียค่ารถ เสียค่าใช้จ่ายเปล่า ; อะไรที่ควร

น.17 ๙ จะจำไว้เป็นหลักได้ ก็ควรจะจดจำไว้ให้แม่นยำ ให้เป็นหลัก เป็นธรรมะ ๔ ความหมาย ความหมายที่ ๓ คือหน้าที่สำคัญที่สุด จนถึงกับ สรุปความได้ว่า ธรรมะ คือ ระบอบปฏิบัติ ระบอบปฏิบัติ ช่วยจำเอาไว้, ไม่ใช่การพูด. มัน เป็นระบอบปฏิบัติ คือ ทำด้วย กาย วาจา ใจ . ที่ถูกต้องแก่ความเป็นมนุษย์, ที่สม กับความเป็นมนุษย์, ที่ถูกต้องกับความเป็นมนุษย์, จำเป็น แก่ความเป็นมนุษย์ ทุกขั้นทุกตอนแห่งวิวัฒนาการของเขา, ทุกขั้นทุกตอนของความเจริญเติบโตของมนุษย์ ต้องให้ ถูกต้อง. นี้ก็มีเท่านี้แหละ ทำให้มันถูกต้อง ทุกขั้นตอน แห่งวิวัฒนาการ แล้ว ชีวิตนั้นก็เป็นชีวิตที่ถูกต้อง มี ความสงบสุข เต็มอยู่ด้วยความถูกต้อง. เป็นชีวิตที่มันเต็ม อยู่ด้วยความถูกต้อง ทุกอย่างทุกประการ ไม่ว่าจะมองกันใน แง่ไหนมุมไหน แล้วก็เป็นชีวิตที่ดำเนินไปด้วยดี และถึง จุดหมายปลายทางได้. เหมือนรถยนต์สักคันหนึ่ง ถ้ามันมีความถูกต้อง ทุกระบบของมัน มันก็วิ่งอย่างดี อย่างสบาย อย่างปลอดภัย

น.18 ๑๐ อย่างเงียบฉี่ไปสู่จุดหมายปลายทาง ; เพราะว่ารถยนต์คันนั้น มันมีความถูกต้องทุก ๆ ส่วนประกอบของมัน. ชีวิตของ คนเรานี้เปรียบคล้ายอย่างนั้นแหละ ; มันต้อง มีความถูก ต้องทุกระบบปฏิบัติในร่างกายนี้ , โดยเฉพาะทางกาย ทาง วาจา ทางใจ. ก็จะเป็นชีวิตที่เจริญไปอย่างรวดเร็ว . เพื่อถึงจุดเจริญที่สุด ที่มนุษย์ควรจะไปถึง ธรรมะนี้ต้องปฏิบัติให้ถูกตลอดชีวิต. ฉะนั้น ธรรมะนี้ช่วยจำไว้เถิดว่า คือระบอบ ปฏิบัติ หมายความว่าต้องกระทำ ประพฤติ ไม่ใช่เพียงแต่พูด ๆ , จด ๆ ไว้ในสมุด แล้วมันก็เลิกกัน. จะต้องประพฤติปฏิบัติ จึงจะเป็นธรรมะ และเรื่องเหล่านั้นต้องถูกต้องแก่ความเป็น มนุษย์ ; เพราะว่าเราเป็นมนุษย์ ต้องปฏิบัติถูกต้องแก่ความ เป็นมนุษย์แล้วก็ทุกขั้นตอน ตั้งแต่เกิดมาจากท้องมารดา, เติบโตขึ้นมา วัยรุ่นหนุ่มสาว เป็นพ่อบ้านแม่เรือนแก่เฒ่า เข้าโลงไป. นี้เรียกว่าทุกขั้นตอนเลย ต้องมีความถูกต้อง, ทุกขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการ, ก็เลยมีแต่ความสงบสุข เป็น สุข ; นี้เรียกว่า เป็นมนุษย์ที่แท้จริง เรียกกันให้เต็มตาม ความหมายก็เรียกว่า เป็นอริยบุคคล คือ เป็นมนุษย์ที่ ประเสริฐ.

น.19 ๑๑ ถ้ามันโง่ เง่า เต่า ปู ปลา ทำอะไรไม่ถูกต้อง ก็เรียก ว่าเป็น บุถุชน, บุถุชน คนหนาอยู่ด้วยความโง่ความหลง นี่ คนหนา เรียกว่า ปุถุชน มันก็มีความผิดพลาด ; ก็ไม่ได้ รับประโยชน์ ที่น่าจะพอใจ เพราะไม่มีความถูกต้องใน ระบบแห่งการประพฤติหรือการกระทำ ในทุก ๆ ขั้นตอน แห่งวิวัฒนาการ. เดี๋ยวนี้มีการประพฤติกระทำถูกต้อง ทุก ขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการ คนนั้นก็เป็นคนประเสริฐ, ไกล จากความทุกข์, ไกลจากความชั่ว, ไกลจากทุกอย่างที่ ไม่พึงปรารถนา, ก็เลยเรียกว่าอริยบุคคล. เมื่อฝ่ายโน้น เป็นบุถุชน คนหนา คนโง่ อยู่ด้วยความมืดความหลง ; ฝ่ายนี้ก็เป็นอริยบุคคล, มีความสว่างไสว แจ่มแจ้ง สงบเย็น เป็นมนุษย์ได้ถึงที่สุด. ชีวิตเป็นสุขต้องไม่มีปัญหา. เราควรจะมองกันอย่างนี้, ตั้งเป้าหมายของความ เป็นมนุษย์ไว้ อย่างนี้ ว่ าจะเป็นบุคคลที่ปราศจากความ ทุกข์ , ปราศจากความชั่ว, ปราศจากปัญหาทั้งปวง, ที่จะเกิด ขึ้นแก่ชีวิต. ถ้ามีปัญหามันก็มีความยุ่งยากลำบาก กระวน

น.20 ๑๒ กระวาย เร่าร้อน มืดมัว หนักหน่วง อันนั้นเรียกว่า ปัญหา. อย่าให้มันมีปัญหาชนิดนั้น ชีวิตนี้มันก็จะเกลี้ยง, คือมี ความสะอาด มีความสว่าง มีความสงบ มันก็สบาย เป็น สุขแบบที่แท้จริง, ไม่ใช่สบายหลอก ๆ ด้วยกิเลส. เดี๋ยวนี้คนไปหลงในความสุขสนุกสนาน ด้วยอำนาจ ของกิเลส, แล้วก็ว่าเป็นความสุข ; ทุกคนบูชาเงิน ว่าเงิน จะช่วยให้เกิดความสุข. แต่ให้ดูให้ดีเถิดว่า เงินนี้มันไม่แน่ เสมอไป ว่าจะช่วยให้เกิดความสุข ถ้าคนไม่รู้ธรรมะแล้ว เงินนั่นแหละจะช่วยให้ เกิดความทุกข์ ; หาก็หาด้วยจิตใจที่หนักอึ้งกระวนกระวาย ก็เป็นทุกข์ตั้งแต่หา, ครั้นได้มาแล้วก็ใช้เป็นเหยื่อของกิเลส ปรนเปรอกิเลสให้เกิดตัณหา ราคะ โทสะ โมหะ. นี่ ได้มา แล้ว มันก็ ยังร้อน เก็บรักษาไว้ก็ วิตก กังวล หวง แล้วก็ ห่วง จนเป็นโรคประสาท เพราะมีเงินที่เก็บไว้มาก ๆ นั่นเอง. นี่เรียกว่าหาเงิน หรือมีเงินหรือใช้เงิน โดยไม่ถูกต้องตาม ทางของธรรมะ, ไม่ถูกต้องตามทางของธรรมะ คือปฏิบัติ หน้าที่ข้อนี้ ไม่ถูกต้อง.

น.21 ๑๓ ถ้าเขามีความรู้เรื่องธรรมะควบคุมชีวิตอยู่เสมอ ใน การหาเงิน ก็ไม่มีความกระวนกระวายใจ, มีจิตใจสงบไป ตั้งแต่จะหาเงิน. คนหนึ่งหาด้วยความร้อนใจ, คนหนึ่ง หาด้วยจิตใจที่ปกติ, มันก็ต่างกันเสียแล้วตั้งแต่การหา เรื่องเงินทำให้มีทุกข์มาก. จะเทียบตัวอย่างง่ายๆ ที่สุด จะเข้าใจได้ง่าย ๆ ที่สุด เช่นว่าคนหนึ่งซื้อลอตเตอรี่ หรือหวยอะไรก็ตามใจมานอน กระวนกระวายว่าเมื่อไรจะถูก, มันกระวนกระวายทั้งวันทั้ง คืน, ทั้งวันทั้งคืน ว่าเมื่อไรมันจะถูก หรือมันจะไม่ถูก, จน ถึงวันออกมันก็ไม่ถูกแหละ ; มันก็เป็นทุกข์เหมือนกับตก อยู่ในนรกทั้งวันทั้งคืน. อีกคนหนึ่งซื้อลอตเตอรี่หรือหวย มา แล้วก็ไม่รู้ไม่ชี้ ไม่ต้องรู้เก็บไว้ก็แล้วกัน ถึงวันออก ค่อยไปรู้ มันก็ไม่มีความทุกข์ทรมานอะไร. ครั้นถึงวันออกถ้าถูกคนที่ไม่มีธรรมะ มันเหมือน กับคนบ้า, มันอาจจะบ้าตายเลยเพราะถูกลอตเตอรี่. ส่วน คนมีธรรมะมันก็อย่างนั้นแหละ, มันก็ไม่มากอะไรไปกว่านั้น, มันปกติได้ แม้ว่าถูกลอตเตอร์รี่. นี้คิดดูเถิดว่าการถูก

น.22 ๑๔ ลอตเตอรี่มาก ๆ นะ ของคนที่มีธรรมะกับของคนที่ไม่มี ธรรมะ มันต่างกันถึงอย่างนี้. คนหนึ่งมันจะเป็นบ้าเสีย ให้ได้, หรือไม่ก็เป็นโรคประสาทเลย ; คนหนึ่งมันไม่ เป็น อะไร. ทีนี้ มีเงินไว้ ก็เหมือนกัน คน ไม่มีธรรมะก็เต็ม ไปด้วยความวิตกกังวล ; แม้ฝากไว้ในธนาคารเรียบร้อย แล้ว มันก็ยังไม่วายวิตกกังวล, ความวิตกกังวลนั้นทำให้ เป็นโรคประสาท. อย่าเข้าใจว่ามีเงินมากแล้ว จะไม่เป็นโรค ประสาท การมีเงินมากๆ นั้นแหละจะช่วยให้เป็นโรคประสาท ได้เร็วขึ้นมากขึ้น ถ้าไม่มีธรรมะ. เอ้า, ทีนี้ถ้ามีธรรมะมัน ไม่วิตกกังวล; มันรู้ว่าอย่างนั้นเอง มันอย่างนั้นเอง, มัน ก็นอนหลับสบายดี. นี้เรียกว่า มันต่างกันถึงอย่างนี้. ทีนี้ถ้าสมมุติว่าเงินมันสูญหายมันวิบัติอะไรไป คน ไม่มีธรรมะก็เหมือนจะบ้าตาย หรือตาย หรือเป็นบ้า ; ส่วน คนมีธรรมะมันก็อย่างนั้นแหละ, หายก็หาย, หาเอาใหม่อีก แหละ, ไม่เป็นทุกข์เลย, เขาไม่เป็นทุกข์เลย. เมื่อคนเราจะ หาเงิน จะ มีเงิน จะ ใช้เงิน จะ เก็บ เงิน ก็ดี ถ้าไม่มีธรรมะแล้วจะเป็นทุกข์ ; ฉะนั้นช่วย

น.23 ๑๕ ศึกษาไว้ให้พอ ว่าหาเงินก็ไม่เป็นทุกข์, มีเงินก็ไม่เป็นทุกข์, ใช้เงินก็ไม่เป็นทุกข์, เก็บเงินก็ไม่เป็นทุกข์, คือไม่กระวน กระวายใจ ไม่หนักหน่วงใจ ไม่ทรมานใจว่าอย่างนั้นแหละ. นี่แหละธรรมะจำเป็น. ที่ว่า หาเงิน นี้มัน ก็ต้องทำงาน, ทำงานด้วย ธรรมะนั้นมันเยือกเย็น ; ทำงานด้วยกิเลสตัณหานั้น มันเร่าร้อน. คนโง่ทำงานด้วยกิเลสด้วยตัณหา, ด้วยความ หวังอย่างยิ่ง เหมือนกับไฟเผาหัวใจ. คนโง่ทำงานด้วย ความหวังด้วยกิเลสตัณหา เพราะไม่มีธรรมะ, มันมีแต่กิเลส ตัณหาหรือมีความโง่ ; เขาก็หาเงินหรือทำการงานด้วยกิเลส ตัณหา ร้อนใจก็ร้อนอยู่ข้างใน, ข้างนอกก็ร้อนอยู่ด้วยลม ด้วยแดด, มันร้อนทั้งข้างนอกข้างใน เพราะว่ามันมีความ หวังนั้นเอง. ไม่ทำอะไรด้วยความหวังแต่ทำด้วยสติปัญญา. อาตมาได้ยินเด็ก ๆ เขาพูดกัน เด็กนักเรียนโต ๆ แล้วนี่เขาพูดกันว่า "ครูสอนว่าชีวิตนี้อยู่ด้วยความหวัง".

น.24 ๑๖ นี้แหละอันตราย เพราะยังไม่รู้ว่าหวังชนิดไหนกัน. ถ้า หวังชนิดที่เป็นกิเลสตัณหาแผดเผาหัวใจแล้ว ไม่เท่าไรดอก คนนั้นมันก็จะต้องเป็นบ้า; เพราะว่าอยู่ด้วยความหวังที่ ทรมานใจอยู่ตลอดเวลา. ความหวังนั้นไม่ใช่ว่าพอเราหวังแล้ว มันจะได้ตาม ใจหวัง, พอเราหวังมันก็ยังไม่ได้อยู่นั่นเอง. เพราะฉะนั้น จึงถือว่า มันผิดหวังแล้วตั้งแต่เราลงมือหวัง, มันก็ผิดหวัง อยู่ตลอดเวลา. บางทีก็ผิดหวังตลอดไป ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะมัวแต่หวัง, มันทำให้เร่าร้อน เหนื่อยกาย เหนื่อยใจ ในการทำงาน อย่าทำงานด้วยความหวัง. แล้วทำงานด้วย อะไร ? ก็ทำงานด้วยสติสัมปชัญญะ ด้วยปัญญา ปัญญามันรู้เองว่า เราควรจะทำอะไร, ควรจะทำ อย่างไร, ควรจะทำเท่าไร, ทำที่ไหน, ทำเมื่อไร, รู้ - รู้แล้ว ก็ตั้งไว้เป็นหลัก, แล้วก็ทำไป. แต่อย่าหวังให้มันกัดหัวใจ ; อย่าไปหวัง, อย่าไปหวังให้มันกัดหัวใจ, ทำให้สนุกไป ด้วยสติปัญญา. ทำได้นิดหนึ่งก็ยินดี ทำได้นิดหนึ่งก็ยินดี ยินดี ๆ จนกว่ามันจะสำเร็จ, ไม่มีความหวังที่จะต้องกัดหัวใจ.

น.25 ๑๗ ฉะนั้นเด็ก ๆ ของเราจึงทำผิดในเรื่องนี้ หวังอย่าง กิเลสตัณหา เป็นโรคภัยไข้เจ็บเสียเมื่อเล่าเรียนนั้นเอง, หรือ ว่ามันเป็นโรคประสาทเป็นคนพิการ จนชีวิตนั้นใช้ไม่ได้ไป เลย ; เพราะ มันทรมานใจ ในการเรียนในการกระทำนี้ มากเกินไป หรือบางทีมันก็ชิงสุกก่อนห่ามเร็วเกินไป อย่างนี้ มันก็วินาศหมด เพราะมันหวังรุนแรง. ฉะนั้น ไม่ต้องหวัง ทำไปตามสติปัญญา, สนุก สนานในการกระทำ, เป็นสุขอยู่ในการกระทำ ; เพราะว่า เราไม่ก่อความหวังขึ้นมา ให้เป็นไฟเผาหัวใจ. คนชนิดนี้ ไม่มีไฟเผาหัวใจ เมื่อทำการงานหรือการเล่าเรียน, แล้วก็ เจริญไปอย่างสม่ำเสมอถึงที่สุดได้. เขาไม่ต้องเป็นโรคประ- สาท หรือไม่เป็นโรคร้ายแรงอะไร ๆ, หรือไม่ต้องไปชิงสุก ก่อนห่าม ทำผิดศีลธรรม อย่างที่ว่าเสียหายหมด, หรือว่า ไม่ชิงสุกก่อนห่าม ชนิดที่เรียกว่ามัน รวยลัด คือไม่รวย ง่ายมันก็ขโมย หรือปล้นจี้ มันก็ต้องเสียหายหมด. นี่มัน ชิงสุกก่อนห่าม เพราะมีความหวังมากเกินไป. ความหวังมากเกินไปทำให้จิตใจระรัว ทำอะไร ไม่ได้ดี ; เด็กนักเรียนที่เรียนหนังสือด้วยความหวังมาก

น.26 ๑๘ เกินไปนั้นเรียนไม่ได้ดี เพราะว่าใจคอมันไม่ปกติ. เมื่อรู้ ว่าจะต้องเรียนอย่างไรแล้วก็ไม่ต้องหวัง. ทำไปอย่างสบาย ๆ, คือทำด้วยสติสัมปชัญญะ ปัญญา ไม่ต้องมีกิเลสตัณหา ซึ่ง เป็นความหวัง. กิเลสตัณหานั้นมันไม่เข้าใครออกใคร. พอมีมาเมื่อไรมันก็ร้อนเมื่อนั้นแหละ, มันก็เป็นไฟเมื่อนั้น แหละ. ฉะนั้น เราทุกคน อย่าได้ทำอะไรด้วยกิเลสตัณหา เลย, จงทำด้วยสติสัมปชัญญะ และปัญญา ; ก็จะพอใจ อยู่ในการงาน แล้วก็เป็น สุขอยู่ในการงาน, มีความสุข เพลิดเพลินอยู่ในการงาน, ไม่ต้องทิ้งหน้าที่ ไปหาความสุข นอกบ้าน. กิเลส ตัณหา กามารมณ์นั้นมันเป็นความ สุขหลอกลวง, เป็นความสุขเผาผลาญ, เป็นความสุขทำ- ลายเจ้าของ กัดเจ้าของให้วินาศไปเลย ความสุขชนิดนั้น. ความสุขบริสุทธิ์มีได้จากความพอใจอันถูกต้อง. ความสุขบริสุทธิ์ คือ ความสุขที่เกิดจากว่า เรา ได้ทำถูกต้องแล้ว, เราพอใจตัวเองแล้ว ทำอะไรของเราอยู่ นี่แหละ, ทำอยู่นี่แหละ ; เมื่อรู้สึกว่าถูกต้องเป็นที่พอใจ

น.27 ๑๙ แล้ว ความพอใจนั้นจะให้เกิดความสุข, ไม่เชื่อไปลองดู ความสุขต้องเกิดมาจากความพอใจเสมอ; ถ้าไม่มีความ พอใจแล้วไม่เกิดความสุข. เพราะฉะนั้นเราจะทำอะไรสักนิด หนึ่ง หรือมีอะไรสักนิดหนึ่ง; ถ้าพอใจแล้วมันก็เกิดความ สุข. เรียกว่าความสุขเกิดมาจากความพอใจ แต่เรื่องมันมีว่า ความพอใจนั้นต้องถูกต้อง ต้อง บริสุทธิ์ ; ไม่ใช่พอใจไปลักเขา ไปขโมยเขา, ล่วงกาเม ฯ เขา หรืออะไร อย่างนั้นเป็นความพอใจของกิเลส. อย่างนี้ไม่ใช่ ความพอใจที่จะให้เกิดความสุขอย่างแท้จริง, มันให้เกิดความ- สุขอย่างหลอกลวง, หลอก-หลอก-หลอก หนักเข้าก็วินาศ เลย มันเป็นความพอใจของกิเลส. เดี๋ยวนี้เรามี ความพอใจของธรรมะ ของพระ ธรรม คือความถูกต้อง ; ถูกต้องก็พอใจ พอใจก็เป็นสุข. ชาวนาเขามีธรรมะ เขาก็พอใจในการทำนา เป็นสุขอยู่ในการ ทำนา ในการไถนา คำนา ; เขามีความสุขอยู่ที่นา เมื่อ ทำนา, ไม่ต้องมีความสุขเมื่อไปตลาด ไปอาบอบนวด ไปอะไร ต่าง ๆ นา ๆ ซึ่งเป็นเรื่องของความหลอกลวง ; ความสุข ให้เกิดความพอใจ ความพอใจให้เกิดความสุข, ความสุขเกิด

น.28 ๒๐ มาแต่ความพอใจ. ถ้ามีความหวัง ความต้องการรุนแรง เข้ามาแล้ว มันไม่อาจจะพอใจดอก; เพราะมัน หวังเกิน เสมอ มันพอใจไม่ได้. ถ้าความหวังเข้ามาเมื่อไร ความ พอใจมันเกิดไม่ทัน, มันเกิดไม่ได้, เพราะความหวังมันเผา ผลาญอยู่เรื่อย. อย่าทำงานด้วยความหวังของกิเลสตัณหา ด้วย ความโง่เขลาอย่างนั้น; แต่ต้องทำด้วยความสงบเย็น แห่งจิตใจ ที่มีสติสัมปชัญญะ มีปัญญา, ทุกอย่างมันจะ เป็นความสุขไปหมด ถ้าเราพอใจ. อย่างว่ากวาดเรือน ถ้าไม่พอใจมันก็ตกนรก เพราะ ต้องกวาดเรือน ; แต่ถ้าพอใจมันยิ่งสนุกที่ได้กวาดเรือน, และพอใจในการกวาดเรือน รู้ว่าเราได้ทำหน้าที่ที่ถูกต้อง ที่เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูกแก่หลานเป็นต้น, แล้วก็พอใจในการ กวาดเรือน, แล้วก็สนุกสนานอยู่ในการกวาดเรือน ; บ้าน เรือนนั้นมันก็ไม่รก. ถ้ามันมีแต่ความหวัง มีแต่กิเลส ตัณหา, ไม่พอใจแล้วมันก็ไม่ทำละ. ฉะนั้นบ้านเรือนของ คนที่มีกิเลสชนิดนี้ก็รกไปหมดแหละ.

น.29 ๒๑ นี่เรา อย่าหวังด้วยความโง่ ให้มัน เผาหัวใจ; มีจิตใจเกลี้ยงเกลาสงบเย็น แล้วก็ทำงานไป, ทำงานไป แล้ว ก็สนุกตลอดเวลา, มีความสุขตลอดเวลา, เป็นความสุขที่ไม่ ต้องซื้อหาจ่ายเงินอะไร. มันเป็นความสุขที่เกิดขึ้นเอง เพราะความพอใจ ที่ได้รู้สึกว่าเรากระทำถูกต้องแล้ว; อย่า ไปหวังให้มันกัดหัวใจ ให้มันเผาหัวใจ, ทำให้ถูกต้องเถิด ผลมันก็จะออกมาเอง. ทำหน้าที่ให้ถูกต้องจะมีผลเป็นความสุข. ข้อนี้ ในพระบาลี ก็มีกล่าวมาก ว่าอย่าไปเร่งมันด้วย ความหวัง อย่าไปเร่งมันด้วยกิเลสตัณหา ทำให้ถูกต้องเถิด พอแล้ว. พระพุทธเจ้าท่านตรัสเปรียบไว้ว่า เหมือนกับแม่ ไก่มันฟักไข่ ; มันก็ทำหน้าที่ให้ถูกต้อง : แม่ไก่จะฟักไข่ อย่างไร, จะกกอย่างไร, จะพลิกกลับอย่างไร, จะหมุนอย่างไร, จะอะไรให้ถูกต้องตามวิธีของการฟักไข่. พอครบกำหนด ไข่มันก็กลายเป็นตัวออกมา โดยที่แม่ไก่ไม่ต้องปรารถนาว่า ลูกไก่จงออกมา, ลูกไก่จงออกมา, ลูกไก่จงออกมา. ถ้าแม่ไก่ ตัวไหนมันฟักไข่ด้วยความกระวนกระวายใจว่าลูกไก่จงออกมา,

น.30 ๒๒ ทำไมยังไม่ออกมา, ยังไม่ออกมาง่าย, ลูกไก่จงออกมา, นี่มัน แม่ไก่บ้า, มันเป็นแม่ไก่บ้า, คิดดูให้ดี. ฉะนั้น เรา พยายามที่จะมีใจคอปกติ แล้วก็จะ เป็นสุขอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่เริ่มทำการทำงาน จนกระทั่ง ทำงานสำเร็จผล, เป็นสุขตลอดเวลา เป็นความสุขแท้จริง และไม่ต้องใช้จ่ายเงินอะไร ; เพราะมัน สุขอยู่ในการกระ- ทำ. หรือเปรียบเหมือนกับว่าชาวนาคนหนึ่งเขาทำนา, เขาพอใจว่าได้ไถแล้ว ได้หว่านแล้ว ได้ดำแล้ว ดูแลดีแล้ว เขาก็พอใจ. แม้ว่าในการไถนาได้แนวเดียวแถวเดียว เขาก็ พอใจแล้ว, จอบฟันนาทีเดียวเขาก็พอใจแล้ว, ทุกครั้งที่ทำ ลงไป พอใจแล้ว พอใจแล้ว ก็เป็นสุขเรื่อยไปเรื่อยไป ๆ จน กว่าขุดนาเสร็จ ไถนาเสร็จ ดำนาเสร็จ ดูแลเสร็จ ; เป็นสุข ตลอดเวลา ไม่มีร้อนใจเลย. ส่วนชาวนาที่โง่ มีกิเลส ตัณหามาก มันก็อยากให้ข้าวออกรวงวันนี้ ; ตั้งแต่แรก ขุดดิน ตั้งแต่แรกไถนา ; เมื่อออกไม่ทัน เขาก็ว่า โอ๊ย ! ป่วยการทำนา ไปขโมยดีกว่า ไปปล้นไปจี้ดีกว่า มันก็เป็น เสียอย่างนี้ และก็ไม่มีความสุขเลย.

น.31 ๒๓ ขอให้เรารู้จักทำให้ การงานหน้าที่นั่นแหละ ให้ ความสุขแก่เรา, เป็นครูบาอาจารย์; อย่างนี้แหละ มีความสุขอยู่ในการงาน; เมื่ออยู่หน้ากระดานดำถือ ชอล์คเขียนอยู่ หรือทำอะไรอยู่หน้ากระดานดำ ในห้องเรียน นั้นแหละ มันเป็นเวลาที่มีความสุขที่สุด เพราะได้ทำหน้าที่ ของมนุษย์อย่างถูกต้อง อย่างมีประโยชน์แก่ตนเอง และ อย่างมีประโยชน์แก่นักเรียนทุกคน มองเห็นอย่างนี้แล้ว มัน ก็เป็นความสุข ไม่ต้องไปจ่ายเงิน. ถ้าว่าไม่คิดอย่างนี้ครูก็ไปหาความสุข : อยากจะปิด โรงเรียนเร็ว ๆ, ปิดชั่วโมงเรียนเร็ว ๆ, ออกไปหาความสุข นอกถนน แล้วก็ไปเจอะอะไรบ้าง คิดดูเอง รู้กันอยู่ทุกคน ซึ่งล้วนแต่ต้องจ่าย แล้วก็ยังมีอันตราย, ยังมีอะไรอีกมากมาย, แล้วก็ไม่ใช่ความสุขดอก มันเป็นเรื่องหลอกตัวเองทั้งนั้น แหละ. คนได้แต่ แต่งตัวสวย ๆ, กินอาหารอร่อย ๆ, มี สิ่งยั่วยวนกิเลสตัณหากันถึงที่สุด, นั้นมันไม่ใช่ความสุข เลย, มันเป็นเรื่องหลอกตัวเองทั้งนั้น, เผาตัวเองทั้งนั้น

น.32 ๒๔ ไม่เท่าไรก็วินาศแหละ, คิดดูเถิด ไม่เท่าไรจะต้องวินาศ เพราะมันเป็นความสุขปลอม หลอกตัวเอง ถ้าเรามีความสุขจริงของพระธรรม คือ เมื่อได้ ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎเกณฑ์ของพระธรรมแล้วมีความสุข อย่างนี้มันสุขจริง ไม่ต้องแกล้งทำ, ไม่ต้องบังคับให้สุข, ไม่ต้องหลอกตัวเองให้สุข, แล้วเงินก็ไม่เสีย เงินก็เหลือมาก, เงินเดือนก็เกินใช้ เกินพอใช้ ไม่ต้องคอร์รัปชั่น. ที่ต้อง คอร์รัปชั่นนั้น ก็เพราะมันต้องการความสุขหลอกลวงมาก เกินไป, เงินเดือนไม่พอใช้ ต้องคอร์รัปชั่น เขาจับได้มันก็ วินาศ, จะไปทำอย่างนั้นทำไม. หลงอร่อยในความสุข จะพินาศ. มนุษย์เราทำผิดส่วนมาก เพราะว่าหลงในความสุข หลอกช่วยไปคิดดู ช่วยพากันไปคิดดูว่า ความวินาศความ เสื่อมเสีย ความเป็นทุกข์ ของมนุษย์ทั้งหมดทุกคนที่มันมี ขึ้นชนิดนั้น เพราะมันหลงในความสุขหลอกๆ : หลงใน รสของความสุขหลอก ๆ กามารมณ์ทางเพศ เรียกว่า ความ เอร็ดอร่อยทางอายตนะ ; ถ้าคำนี้มันแปลกหู ไม่เคยฟัง

น.33 ๒๕ ก็ช่วยพั่งช่วยจำไว้ด้วยว่า ทางอายตนะ. ความเอร็ดอร่อย ทางอายตนะ คือความเอร็ดอร่อย ท างตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวหนัง ทางจิตใจ , ๖ ทางนั้นแหละ เขาเรียก ว่า อายตนะ, หลงใหลในความเอร็ดอร่อยทางอายตนะ แล้ว มันติดยิ่งกว่ายาเสพติด, มันก็ยอมจ่ายเงิน จนเงินเดือนไม่ พอใช้จะต้องคอร์รัปชั่น. อร่อยทางตา มันก็ซื้อเครื่องแต่งตัวเครื่องประ- เทืองผิว เครื่องอะไรต่าง ๆ, ทางหู ก็สร้างสิ่งไพเราะขับกล่อม, ทางจมูก ก็สร้างกลิ่นหอม, ทางลิ้น ก็กินอร่อย, ท างผิว หนัง ก็สร้างความบำรุงบำเรอทางผิวหนัง ทางความนิ่มนวล ทางความย่วนกิเลส, ทางจิต ก็เพ้อฝั่นไปในเรื่องวิมานใน อากาศ. นี้เรียกว่าหลงในความเอร็ดอร่อยทางอายตนะ ยิ่งกว่ายาเสพติด ; อันนี้ยิ่งกว่ายาเสพติดนะ, แล้วหลงมาก หลงกันทุกคนก็ว่าได้ ยาเสพติดยังบางคน แต่ หลงความอร่อยทาง อายตนะนี้จะว่าทุกคนก็ได้ ตามมากตามน้อย ; แต่คนที่ หลงเต็มที่ก็มีอยู่มากเหมือนกัน ; แล้วไปดูเถิด คนพวกนั้น ไฟติดอยู่ในอก ทั้งนั้น ที่มันหลงในความเอร็ดอร่อยทาง

น.34 ๒๖ อายตนะ. มัน จ ะมีอาการเหมือนกับว่านรกเข้าไปสุมอยู่ ในจิตใจ คือความเร่าร้อนมืดมัวเศร้าหมองสุมอยู่ในจิตใจ, บังคับไม่ได้ก็ต้องคดโกง ต้องคอร์รัปชั่น แล้วก็ต้องวินาศ ในทางสังคม ; อย่าไปเอากับมันเลย. เรื่องนี้มันก็ลำบากเหมือนกันแหละ ที่ว่า ทุกคน ชอบความอร่อย เพราะถูกกระทำให้เป็นอย่างนั้นมา ตั้งแต่เล็ก ๆ คนเลี้ยงเด็กเขาชอบประคบประหงม ให้ เด็กได้รับความเอร็ดอร่อย, สนุกสนานที่สุด จนเด็กเสีย นิสสัย, บังคับไว้ไม่ได้ แล้วก็จะเอาความอร่อยยิ่งๆ ขึ้นไปอย่าง ไม่มีขอบเขต. คนตกเป็นทาสของกิเลส; เป็นทาสของกิเลส บูชาความอร่อยทางอายตนะ มันก็เป็นทุกข์จนตายแหละ ; แม้จะร่ำรวยสักเท่าไร มันก็เป็นทุกข์อยู่นั้นแหละ. ถ้าคน เป็นทาสของความเอร็ดอร่อยทางอายตนะ หรือทางกิเลส เขา จะใช้เงินมาก ๆ บำรุงบำเรอทางอายตนะ มันก็ยังเป็นทุกข์อยู่ นั่นแหละ ; เพราะว่า กิเลสตัณหามันอิ่มไม่เป็น ; รู้ไว้ เถอะว่า กิเลสตัณหาน่ะมันอิ่มไม่เป็น, ยิ่งบำรุงบำเรอมันก็ยิ่ง อยากมาก, บำรุงบำเรอมันก็อยากมาก มันอิ่มไม่เป็น, จะ ใช้เงินชั่วโมงละล้านบำรุงบำเรอกิเลสตัณหา มันก็อิ่มไม่เป็น,

น.35 ๒๗ มันก็ร้อนอยู่นั้นแหละ. ฉะนั้น ที่ว่าจะเย็นเป็นสุขนั้น มัน ไม่ต้องบำรุงกิเลสตัณหาต่างหาก. เลิกหลงความอร่อย ปฏิบัติเพียงตามธรรมชาติ. ฉะนั้น เราอย่าไปหลงในความอร่อยเลย, รู้ธรรมะ กันเสียบ้าง อุตส่าห์มาแต่ ที่ไกล ขอให้รู้ธรรมะกันเสียบ้าง คือ รู้ว่า ความอร่อยนั้น มันเป็นเพียงความรู้สึก แก่ระบบ ประสาทตามกฎของธรรมชาติ. ความไม่อร่อยมันก็คือ ความรู้สึกแก่ระบบประสาทตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ. ดัง นั้นจึงเหมือนกันในข้อที่ว่า มันเป็นความรู้สึกแก่ระบบประ- สาท ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ : ทางหนึ่งมัน อร่อยแก่ ประสาท ถูกแก่ประสาท มันก็ หลงรัก , อันหนึ่งมัน ไม่ อร่อยก็หลงเกลียด; ฉะนั้น ทั้ง หลงรัก และ หลงเกลียด มัน โง่เท่ากัน, มันโง่เท่ากัน, ไปหลงในสิ่งที่เกิดแก่ระบบ ประสาท ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติเสมอกัน เรียกว่าหลง เท่ากัน. อร่อยก็รู้ว่าเออ, นี่มันอร่อย ; ถ้าเผอิญได้กินของ อร่อย ก็รู้ว่านี่อร่อยก็แล้วกัน อย่าไปหลงรัก มันก็ไม่ทำ

น.36 ๒๘ อะไรเอา. นี้ไม่อร่อย ก็เอ้อ, ไม่อร่อย, อย่าไปหลงเกลียด มันให้มันโง่ทำไม. ไปหลงรักในความอร่อยมันก็โง่, ไป หลงเกลียดในความไม่อร่อยมันก็โง่. ฉะนั้น อย่าไปหลงทั้ง ในความอร่อยและในความไม่อร่อย ; รู้ว่ามันเป็นอย่างนั้น เราควรจะกิน, จะหาจะกินแต่ในทางที่มันถูกมันควร ที่มัน เป็นประโยชน์แก่ร่างกายดีกว่า, อย่าไปหลงความอร่อย มันจะสร้างกิเลสตัณหาไม่รู้จักจบ, มันจะทรมานใจไม่รู้ จักจบ. เดี๋ยวอร่อยก็ หลงรัก, ไม่อร่อยก็ หลงเกลียด, มันก็ ทรมานใจด้วยกันทั้งนั้น แหละ, เฉย ๆ อยู่ดีกว่า, อยู่ ในสภาพกลาง ๆ ดีกว่า. ฉะนั้น ช่วยสอนลูกสอนหลาน อย่าให้บูชาความ เอร็ดอร่อยกันนัก; ถ้าเขารู้จักเรื่องนี้มาตั้งแต่เล็ก ๆ แล้ว จะมีประโยชน์มาก. เดี๋ยวนี้พ่อแม่นั่นแหละตัวการ ไปทำ ให้เด็ก ๆ มันหลงในความเอร็ดอร่อย, สนุกสนานมากเกินไป, จนในที่สุดมันเป็นอันตรายแก่เด็ก ๆ ของเรานั่นเอง คือทำให้ เขาโง่ หลงรักหลงเกลียด, หลงรักหลงเกลียดหลงโกรธอะไร สลับกันอยู่เรื่อยไป, ไม่มีความสุข. บอกให้เขารู้ว่า อร่อย ก็แค่รู้สึกทางประสาท, ไม่อร่อยก็แค่รู้สึกทางประสาท. อร่อย

น.37 ๒๙ ก็ไม่ดีใจ, ไม่อร่อยก็ไม่โกรธแค้นขัดใจ, ควรจะทำอย่างไร ก็ทำอย่างนั้น อยากจะกินของอร่อยก็ได้, ไปหามากิน, กินเข้าไป รู้สึกอร่อย, อย่าไปหลงกับมัน. อย่าไปหลงมัน มีเท่านั้น เอง ; อร่อยก็เลิกกัน, อร่อยก็แล้วไป, อร่อยก็แล้วไป อย่างนี้มันจะไม่สร้างกิเลส ; แล้วมันก็จะไม่หลงหาสิ่งเอร็ด อร่อยมาบำรุงบำเรออะไรกันนัก, ปล่อยไปตามธรรมชาติ. บางเวลามันก็พบกันเองแหละของอร่อย, บางเวลามันก็พบ กันเองของไม่อร่อย, แต่จิตคงที่ปกติอยู่เสมอ ตั้งหน้าตั้งตา ทำการงานในหน้าที่ ดีกว่าที่จะมามัวหลงกับเรื่องความ อร่อย หรือ ความไม่อร่อย. นี้หน้าที่ที่จะต้องประพฤติปฏิบัติ : อย่าไปหลง ในความรู้สึกที่เกิดขึ้นแก่ระบบประสาท ตามธรรมชาติ, ตามธรรมชาติ ให้รู้ไว้ให้ดี ว่ามี ธรรมชาติ, มีกฎของธรรม ชาติ, มีหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ เราต้องรู้จักมันให้ดี ๆ. อย่าไปหลงสิ่งที่มันเกิดอยู่ตามธรรมชาติเลย. เราควร จะได้ประโยชน์อะไร จะทำอย่างไรก็ทำซี ; อย่าไปหลงอยู่ กับนั่นกับนี่ ซึ่งไม่มีความเจริญ แล้วก็ทรมานใจอยู่ตลอดเวลา

น.38 ๓๐ อย่าทำผิดเมื่อมีผัสสะ. จะพูดให้ถึงตัวธรรมะในบาลีสักหน่อย เกรงว่าบาง คนจะหลับเสียก่อนละมัง, ดูบางคนก็เตรียมจะหลับอยู่แล้ว ; คือว่า พระบาลีนั้นก็มีหลักว่า อย่าทำผิดเมื่อมีผัสสะ, ฟังไม่ เข้าใจใช่ไหม ? อย่าทำผิดเมื่อมีผัสสะ มีผัสสะอย่างไร ? เมื่อไร ? ก็ยังไม่รู้ละมัง ต้องทำให้ถูกต้องเมื่อมันมีผัสสะ. ผัสสะ นั้นก็ คือการกระทบ : ตากระทบรูปเกิด จักษุวิญญาณรู้สึกต่อรูปนั้นอยู่, สามอย่างนี้มันทำงานร่วมกัน อยู่ ตา - รูป - แล้วก็จักษุวิญญาณสามอย่างนี้ ทำงานกันอยู่ เรียกว่าผัสสะ. พูดให้สั้น ๆ เมื่อตาเห็นรูปนั่นเองเรียกว่า ผัสสะ แต่มันมี จักษุวิญญาณ ที่เป็นเครื่องรับรู้รูปนั้น นี้ เรียกว่า ขณะผัสสะ. เมื่อหูได้พึ่งเสียงเกิดโสตวิญญาณ - รู้เสียงสัมผัส เสียงอยู่ นี้ก็เรียกว่าผัสสะทางหู. เมื่อ จมูกได้กลิ่น มันก็เกิด ฆานะวิญญาณ - วิญญาณทางจมูก, จมูกกับกลิ่นกับวิญญาณทางจมูก ทำงาน ร่วมกันอยู่ รู้ว่ากลิ่นอะไรอย่างไร นี้เรียกว่าผัสสะทางจมูก.

น.39 ๓๑ ทางลิ้นเมื่อได้กินของ คือ ลิ้นได้สัมผัสของ ที่เคี้ยว กินอยู่ ก็เรียกว่า ชิวหาวิญญาณ เกิดขึ้น, รู้รสนั้นอยู่ นี่เรียก ว่าผัสสะทางลิ้น. เมื่อ ผิวหนังได้ประสบกับสิ่งที่มากระทบผิวหนัง นิ่มนวลก็ดี หยาบคายแข็งกระด้างก็ดี อะไรก็ดี, นี่ ผิวหนัง นั้นมันก็กระทบกับสิ่งที่มากระทบกับผิวหนัง แล้วก็เกิด กาย วิญญาณ รู้สึกอันนี้ ; นี้ก็เรียกว่าผัสสะทางเนื้อหนัง ทาง ร่างกาย. หรือว่า ใจระลึกนึกคิด ถึงสิ่งใดอยู่ มันก็เกิด มโน วิญญาณ รู้จักสิ่งนั้น นี้เรียกว่ามโนสัมผัส คือผัสสะทางใจ. มัน มีผัสสะ ทางตา ผัสสะ ทางหู ผัสสะ ทางจมูก ผัสสะ ทางลิ้น ผัสสะ ทางผิวกาย ผัสสะ ทางจิตใจ ๖ ผัสสะ ทั้ง ๖ ผัสสะนี้เรียกว่าผัสสะ ; อย่าทำผิดเมื่อมีผัสสะจะไม่ เกิดความทุกข์, ถ้าทำผิดเมื่อเกิดมีผัสสะ จะมีความทุกข์. ทำผิดเมื่อมีผัสสะนี้ ก็คือไปหลงรัก ไปหลง เกลียด เข้านั่นเอง : เมื่อตาเห็นรูปที่น่ารักมันก็หลงรัก, เมื่อ ตาเห็นรูปที่ไม่น่ารักมันก็หลงเกลียด, มันก็หลงรักหรือหลง เกลียด ; อย่างนี้เรียกว่าทำผิดทางผัสสะ จะต้องเกิดความ

น.40 ๓๒ ทุกข์ ที่ทางตา. ที่นี้เขาเรียกว่าสวยก็สวยซิ ก็อย่าไปหลงรัก กับมัน, นี้ไม่สวยก็ไม่สวยซิอย่าไปหลงเกลียดกับมัน. รู้แต่ ว่าเราจะต้องทำอย่างไรกับเรื่องเหล่านี้, หรือไม่ต้องทำอะไร ; ถ้าต้องทำอะไรก็ทำ ไม่ต้องทำอะไรก็ไม่ทำซี, อย่าไปหลงรัก ที่มันสวย, อย่าไปหลงเกลียดที่มันไม่สวย, มันจะเป็นทุกข์ มันเป็นความหลง มันเป็นคนบ้า. เดี๋ยวหลงรักเดี๋ยวหลง เกลียด, เดี๋ยวหลงรักเดี๋ยวหลงเกลียด เดี๋ยวทางตา เดี๋ยวทางหู เดี๋ยวทางจมูก เดี๋ยวทางลิ้น เดี๋ยวทางกาย เดี๋ยวทางใจ, มีแต่ เรื่องหลงรักและหลงเกลียด นั่นแหละมันเป็นความทุกข์. อย่าไปหลงรักหลงเกลียดทางใด ๆ หมด มันจะไม่มี ความทุกข์เกิดขึ้นได้. เพราะถ้ารัก เกิดเวทนาหลงรัก แล้ว มันก็เกิดตัณหา เกิดความอยาก มันก็ยึดมั่นเป็นตัวกู-ของกู มันก็หนักอกหนักใจ แล้วมันก็เป็นทุกข์เพราะสิ่งที่รัก. ถ้า ว่ามันไม่น่ารักก็ไม่น่ารักซิ ; ไม่หลงเกลียดไม่เกิดความอยาก ที่จะหนี หรือจะฆ่า, หรือจะทำลายอะไรกับใคร, ไม่กระวน กระวายอะไร, ไม่รำคาญอะไร, เพราะเราไม่หลงเกลียดอะไร. บังคับจิตให้ได้ อย่างนี้ อย่าทำผิดเมื่อมีผัสสะ ก็จะไม่ เป็นทุกข์ ; บังคับไม่ได้, ทำผิดเมื่อมีผัสสะมันก็ต้องเป็น

น.41 ๓๓ ทุกข์ ; จะเป็นทุกข์หรือจะไม่เป็นทุกข์ ก็เพราะว่าทำผิด หรือทำถูก เมื่อผัสสะ. ทุกวัน ๆ เรามีผัสสะกันทุกวัน ๆ ตลอดเดือนตลอดปี ตลอดชีวิต เรามีผัสสะ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้ว วันหนึ่งมันมีได้หลาย เพราะมันทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ทั้ง ๖ อย่าง, เรื่องนั้นแล้วเรื่องนี้, เรื่องนี้แล้วเรื่องโน้น, ไม่มีเรื่องอะไรก็ไปเอาเรื่องเก่า ๆ มาคิด มันก็ผิด แล้วมันก็เป็นทุกข์. ประโยคนี้เป็นหัวใจในพระไตรปิฎก ในพระพุทธ ศาสนา ที่ พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ ว่าหัวใจธรรมะทั้งหมด ก็คือ อย่าทำผิด เมื่อมีผัสสะ มันจะเป็นทุกข์ ; ทำให้ถูก ให้ตรงเรื่อง ให้ฉลาดมันก็จะไม่เป็นทุกข์. เมื่อมีผัสสะมา กระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ตาม เราต้องฉลาด, ฉลาด ต้องรอบรู้ว่า อย่างไร ทำไม ; แล้วอย่าไปทำผิดกับมันเป็น อันขาด คือ อย่าไปหลงรักและหลงเกลียดนั่นเอง มันก็ไม่มี เรื่องที่จะเกิดกิเลสตัณหาอะไรให้เป็นความทุกข์. เมื่อต้องทำอะไรก็ทำไปซิ ; อย่าไปทำด้วยความ เกลียดและความรักซิ, ก็ทำไปอย่างสติปัญญาอย่างมีเหตุผล

น.42 ๓๔ การงานมันก็ลุล่วงไปด้วยดี. ถ้าไป ทำด้วยความเกลียด หรือ ความรัก แล้ว มันลำเอียง แล้ว, มันจะลำเอียงแล้ว มัน จะไม่ถูกต้อง ; ต้องทำด้วยจิตใจที่เป็นอิสสระเสมอ. ขอให้เรารู้ว่า หัวใจธรรมะ, หัวใจพระศาสนา หัวใจของพระธรรมทั้งหมดมีอยู่ ๒ ประโยคนี้เท่านั้น ถ้าทำผิด เมื่อมีผัสสะจะเป็นทุกข์, ถ้าทำถูกเมื่อมีผัสสะจะไม่เป็น ทุกข์, มีเท่านี้เท่านั้น, อุตส่าห์มาเสียค่ารถไฟมาตั้งหลาย บาท มาเหน็ดเหนื่อยเสียเวลา เดี๋ยวจะไม่ได้อะไรนะจะบอก ให้รู้ ว่านี้แหละคือ หัวใจของพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธ เจ้าท่านได้ตรัสไว้เป็นหลัก. ในพระไตรปิฎกทั้งหมด ทั้งสิ้น ก็สรุปรวมไว้ได้เพียงเท่านี้ : อย่าทำผิด คือ อย่าโง่ และ ทำผิดเมื่อมีผัสสะ, ไปหลงรักหลงเกลียดหลง โกรธ ; ที่เราเห็นโง่กันอยู่ตลอดไป จนกระทำเลวร้าย อันธพาลเลวร้าย ทำอาชญากรรมเลวร้าย ก็เพราะมันหลง ในเรื่องของผัสสะ. อย่าทำผิดเมื่อผัสสะ ปัญหาก็ไม่เกิดและไม่ เป็นทุกข์. ถ้าทำผิดเมื่อผัสสะจะเกิดปัญหายุ่งยากไปหมด แล้วก็จะต้องเป็นทุกข์ ไม่มีใครช่วยได้ดอก ให้เทวดาพระเจ้า

น.43 ๓๕ ที่ไหนมาช่วยก็ไม่ได้ดอก. ถ้าทำผิดทางผัสสะแล้วก็ต้อง เป็นทุกข์, ถ้าทำถูกทางผัสสะแล้วจะไม่มีทุกข์, ไม่ต้องเอา พระเจ้าเทวดาผีสางที่ไหนมาช่วยดอก นั้นมันคนปัญญาอ่อน ไปพึ่งไปอ้อนวอนผีสางเทวดาให้ช่วย นั้นมันยกไว้ให้คน ปัญญาอ่อน. ถ้าใครอยากเอาปัญญาอ่อนก็เอาซิ, เอาอย่าง นั้นแหละ ไปหวังพึ่งผีสางเทวดาอะไรก็ไม่รู้ มาช่วยอย่าให้ เป็นทุกข์, ไว้ให้คนปัญญาอ่อน ใครอยากปัญญาอ่อนก็ เอาอย่างนั้นก็แล้วกัน. แต่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ถ้า จะไม่ให้เป็นทุกข์ ต้องอย่าทำผิดเมื่อมีผัสสะ; ถ้าต้อง การมีความสุข ไม่มีความทุกข์ ก็ให้ทำถูกต้องเมื่อมีผัสสะ, ไม่เกี่ยวข้องกับผีสาง เทวดาโชคชะตาเคราะห์กรรมอะไรที่ไหน หมด. มันอยู่ที่ทำผิดหรือทำถูกเมื่อมีผัสสะที่นี่และเดี๋ยวนี้ เท่านั้น. ขอให้ได้เอาความรู้นี้ถ้ายังไม่มี เอาไปทำให้มันมีขึ้น มา อย่าให้การศึกษามันบกพร่อง ซึ่งเราเรียกว่า การศึกษา ชนิดสุนัขหางด้วน เป็นการศึกษาที่ไม่เต็ม ยังบกพร่องอยู่ ; รู้แต่หนังสือกับรู้แต่ทำมาหากินอาชีพเท่านั้น, รู้แต่หนังสือ กับอาชีพเท่านั้น, นี้การศึกษาหมาหางด้วน. ถ้าหางไม่ ด้วน ต้องรู้ธรรมะด้วย ว่าจะเป็นคนกันอย่างไร จึงจะ

น.44 ๓๖ ไม่มีความทุกข์ ; หนังสือก็รู้เอาซิ อาชีพก็รู้, แล้วมีธรรมะ ไม่เป็นทุกข์กันอย่างไรนี้ก็รู้ นี้การศึกษาสมบูรณ์. ต้องเติมธรรมะ ชีวิตจึงจะสมบูรณ์. ฉะนั้น อาตมาจึงเรียกว่า เหมือนกับเติมธรรมะลง ไปในชีวิตให้สมบูรณ์ ; พูดอย่างตรงไปตรงมา คุณอยาก จะโกรธก็โกรธ ว่าถ้าคนมีความรู้แต่หนังสือกับอาชีพแล้ว ชีวิตนั้นมันยังโพรงอยู่ไม่เต็ม. เอาอะไรเติมให้เต็มล่ะ ? เอาความรู้ธรรมะที่ยังขาดอยู่นั้นแหละเติมให้เต็ม ให้รู้ ว่าปฏิบัติธรรมะอย่างไร จึงจะไม่เป็นทุกข์. เดี๋ยวนี้เรามีความรู้หนังสือและอาชีพอยู่แล้ว แต่มัน ยังกลวงอยู่ในส่วนที่ว่า ธรรมะจะกำกับชีวิตอย่างไรนี้มัน ไม่มี. นี้มาที่นี่ก็เหมือนกัน มาเติมส่วนนั้นแหละให้มันเต็ม. ห้องนั้นมันยังไม่เต็ม ; สองห้องแรกมันเต็มแล้ว รู้หนังสือ แล้ว รู้อาชีพแล้ว แต่ห้องที่สาม คือรู้ธรรมะสำหรับจะไม่ เป็นทุกข์นี้ยังไม่มี มันยังพร่องอยู่ จึงมาเติม, จึงเหมือนกับ ว่ามา เติมชีวิตให้เต็ม ในส่วนที่ยังพร่องอยู่ คือ ธรรมะ,

น.45 ๓๗ เติมธรรมะลงไปในชีวิต ให้ชีวิตนี้เต็มทั้ง ๓ ส่วน : ทั้งรู้ หนังสือ, ทั้งรู้อาชีพ, และ ทั้งมีธรรมะ. เดี๋ยวนี้เมื่อกระทรวงเขาไม่ได้สอน เราก็หาเอาเองซิ อย่างที่มาที่นี่ก็เห็นได้ชัดว่า มาหาเอาเองนอกหลักสูตรกระ- ทรวง. ถ้าว่ากระทรวงเขาให้สอนให้มีก็ดีซิ ก็สะดวกก็เรียน กันในโรงเรียนก็ได้; เข้าใจว่าต่อไปกระทรวงคงจะขยาย หลักสูตรออกมาให้ถึงส่วนนี้ คือ ให้เรียนธรรมะนี้ขึ้นอีกส่วน หนึ่ง, ให้เป็นการศึกษาชนิดดี ชนิดเต็ม, ไม่ใช่ศึกษาหมา หางด้วน. พูดตะโกนมาทั้งทางวิทยุ ทั้งทางหนังสือไม่รู้กี่สิบ ครั้งแล้ว, ว่าการศึกษาของชาติ ของโลกนี้ ยังเป็นการศึกษา หมาหางด้วน ; ฉะนั้นคนในโลกจึงเป็นโรคประสาทกันมาก ขึ้น, เป็นบ้ากันมากขึ้น, เป็นอาชญากรรมกันมากขึ้น อะไร กันมากขึ้น, เพราะการศึกษามันเป็นหางด้วน; ฉะนั้น เมื่อใดการศึกษานี้มันเต็ม สิ่งเหล่านั้นมันก็จะหมดไป. ถ้า มีศีลธรรมอยู่ในบุคคล ความเลวร้าย ในกรุงเทพฯ อย่าง ที่มีอยู่เดี๋ยวนี้ จะไม่มี ; ข่มขืนก่อนฆ่า, ฆ่าแล้วข่มขืน มัน เลวร้ายที่สุดของมนุษย์ มันจะไม่มี ถ้าว่ามันมีการศึกษาทาง ศีลธรรมที่เต็ม.

น.46 ๓๘ ขอให้เราถือว่า การเติมธรรมะลงไปในชีวิตของ เราให้เต็มนี้ เป็นความดีอย่างยิ่ง ; ไม่มีอะไรดีกว่าแล้ว ดีกว่ามีเงินเดือนเพิ่มสักสิบขั้น, เติมชีวิตด้วยธรรมะนี้ลงไป ให้ชีวิตมันเต็มไปด้วยธรรมะ ดีกว่าได้เลื่อนขั้นเงินเดือนสัก ๑๐ ขั้น ถ้าสอนลูกศิษย์ลูกหา นักเรียนของเรา ให้รู้ธรรมะ นั้นแหละเป็นบุญกุศลอย่างยิ่ง สมกับที่ว่าเราเป็นครู มีบุญคุณ เหนือคนในโลก เพราะว่าครูทำให้คนรู้, แล้วก็เป็นคนที่รู้ เป็นคนที่ดี เป็นโลกที่ดี; โลกจะดีหรือจะเลวก็เพราะว่า ครูสอนคนให้ดีหรือให้เลว เด็ก ๆ นั้นสร้างโลก แต่ว่าเด็กจะมีปัญญาสร้างที่ ไหนล่ะ ; มันก็แล้วแต่ครูสอนไปอย่างไร ถ้าครูสอนดีทำ ให้เป็นเด็กดี เขาก็สร้างโลกดี ; ครูสอนไม่ดีเขาเป็นเด็กเลว มันก็สร้างโลกเลว. ฉะนั้น โลกอนาคตจะดีหรือจะเลว มันก็ขึ้นอยู่กับที่ครูนั้นสอนดีหรือไม่ดี. ถ้าครูสอนดีก็ เป็นครูที่สร้างโลก มีบุญอันใหญ่หลวง เป็นปูชนียบุคคล. คำว่าครูนี้แปลว่าผู้เปิดประตูทางวิญญาณ ให้สัตว์โง่ ๆ ออก มาเสียจากคอกแห่งความโง่ คอกเล้าที่เหม็นที่มืด ที่สกปรก ที่อะไรต่าง ๆ ซึ่งสัตว์มันถูกกักขังอยู่ในนั้น. นี้ครูเป็น

น.47 ๓๙ ผู้เปิดประตูให้ออกมาเสียจากคอกชนิดนั้น ; ดังนั้นครูจึงเป็น ปูชนียบุคคล. ขอให้เราสามารถทำหน้าที่เปิดประตูให้ลูกเด็กๆ ของ เราออกมาเสียจากคอกแห่งความโง่ ความทุกข์ ความมืด กิเลส ทั้งหลาย แล้วเราก็เป็นครูปูชนียบุคคล ได้สิ่งสูงสุด มีค่า ที่สุด, ไม่ใช่เงินเดือนเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เยียวยาชีวิต นี้เป็นของ เล็กน้อย. คุณค่าสูงสุดของครู ก็คือได้ทำให้โลกดีขึ้น ให้คนเป็นเด็กดีสร้างโลกที่ดี, ให้เป็นเหมือนกับว่าครูเป็น ผู้สร้างโลกที่ดี โดยใจความก็คือ เปิดประตูให้สัตว์ออกมา เสียจากความโง่ มาเป็นสัตว์ที่ฉลาด, แล้วก็ช่วยกันสร้าง โลกที่ดี. นี่อาตมาตั้งใจจะพูดอย่างนี้ สำหรับท่านทั้งหลาย ที่อุตส่าห์มาจากที่ไกล มาด้วยความหวังว่าจะศึกษาธรรมะ ; แล้วธรรมะก็มีอย่างนี้แหละ มี ๔ ความหมายอย่างที่ว่า แล้ว ความหมายที่สำคัญ ก็คือหน้าที่ของมนุษย์อย่างถูก ต้อง. เดี๋ยวนี้เรายังไม่ได้ทำหน้าที่ของมนุษย์อย่างถูกต้อง เรียกว่ามันยังพร่องอยู่ เพราะเราไม่รู้ ฉะนั้นเราจึงมาเติม

น.48 ๔๐ เติมให้รู้ แล้วทำให้เต็ม, อย่าให้มีข้อบกพร่องในหน้าที่ของ มนุษย์เลย. ครูนี้ในส่วนที่เป็นเรื่องของตัวเอง ก็ทำตัวเองอย่า ให้เป็นทุกข์เลย, ส่วนที่เป็นหน้าที่เกี่ยวกับลูกศิษย์ลูกหา ก็สอนลูกศิษย์ลูกหาให้รู้จริง, ให้ลูกศิษย์ลูกหาเหล่านั้นพ้นจาก ความทุกข์ด้วย. ฉะนั้น ครูจึงช่วยทั้งตัวเองและช่วยทั้งลูก ศิษย์ลูกหา ซึ่งจะเป็นคนสร้างชาติและสร้างโลก, เราก็พลอย มีส่วนบุญกุศล ในการสร้างโลกให้งดงามให้น่าอยู่. เมื่อ ความรู้ส่วนนี้มันบกพร่องอยู่ เราก็เติมให้มันเต็ม, จึงพูดว่า มาที่สวนโมกข์นี้ เหมือนมาเติมชีวิตให้เต็มด้วยธรรมะที่ยัง พร่องอยู่, หรือว่าเติมธรรมะที่ยังพร่องอยู่ลงไปในชีวิตให้มัน เต็ม แล้วก็ได้ผลเกินค่าเหลือที่จะเกิน เกินค่ารถไฟ เกินค่า เวลา เกินค่าอะไรต่าง ๆ, จะได้กำไรมหาศาล มีธรรมะเป็น กำไร มีบุญกุศลเป็นกำไร ซึ่งมันยิ่งกว่าเงินกว่าทอง. นี้เราพูดกันในฐานะที่ว่าเป็นพุทธบริษัท พูดกันนี้ เพื่อจะได้ช่วยกันทำสิ่งที่สนองพระพุทธประสงค์. พระพุทธ องค์ทรงประสงค์ว่า ให้เรานี้ช่วยกันทำให้ธรรมะยังอยู่

น.49 ๔๑ ในโลก, ให้เป็นประโยชน์แก่สัตว์โลกทั้งเทวดาและ มนุษย์. เราก็ต้องช่วยกันซิ, ช่วยกันทำให้ธรรมะมีอยู่ใน โลก เพื่อเป็นประโยชน์แก่สัตว์โลกทั้งเทวดาและมนุษย์. อาตมาจึงแสดงความยินดีแก่ท่านทั้งหลาย เหมือน ได้กล่าวคำแรกพูดว่า ขออนุโมทนาในการที่ท่านทั้งหลายมา ที่นี่ด้วยความหวังว่า จะเติมธรรมะลงไปในชีวิตนั้นให้ เต็ม, ให้เป็นชีวิตที่สามารถสร้างสรรค์สิ่งที่มีประโยชน์อย่าง สูงสุด ตรงตามพระพุทธประสงค์, รักษาธรรมะนี้ไว้ให้ ยังมีอยู่ในโลก เพื่อประโยชน์แก่คนในโลกทั้งเทวดาและ มนุษย์. การบรรยายนี้มันก็พอแก่ความประสงค์แล้ว, ขอให้ ท่านทั้งหลายกำหนดจดจำให้ดี เข้าใจ. พอเห็นว่าอันนี้รอด ได้ช่วยได้ แล้วประพฤติกระทำอย่างยิ่งให้สุดความสามารถ ในฐานะที่เป็นหน้าที่ของมนุษย์, เอาธรรมะมาประพฤติ ปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่ความเป็นมนุษย์ของตน ให้ เจริญอยู่ด้วยธรรมะ, มีความสุขอยู่ทุกทิพาราตรีกาลเทอญ.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต