น.9 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาควิสาขบูชา เป็นครั้งที่ ๒ ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงกล่าวโดยหัวข้อว่า ฟ้าสางระหว่างห้าสิบปี ที่มีสวนโมกข์ ต่อไปตามเดิม. ครั้งที่แล้วมาก็พูดถึง ฟ้าสางทางธรรมานุภาพ และ ทางสังคมศาสตร์. วันนี้จะพูดถึง ฟ้าสางทางประชาธิปไตย . บรรยายธรรมประจำวันเสาร์ ภาควิสาขบูชา ชุด ฟ้าสางระหว่างห้าสิบ ปีที่มีสวนโมกข์ครั้งที่ ๒, ๙ เมษายน ๒๕๒๖ ลานหินโค้ง โมกข- พลาราม ไชยา
น.10 ประชาธิปไตย. นี่คนที่เขาไม่หวังดีอยู่ก่อนแล้ว เขาก็พูดว่า นี้บ้าแล้ว พูดการเมืองอีกแล้ว เพราะพูดว่า ฟ้าสางทางประชาธิปไตย, เขาชินหูกันแต่เรื่องการเมือง เรื่องประชาธิปไตย ทำไมอาตมาจะต้องพูดกับท่านทั้งหลาย หรือจะต้อง บันทึกลงไปในหนังสือพิเศษเล่มสำคัญนั้น ว่า ฟ้าสางทาง ประชาธิปไตย ? ทำไมจะต้องพูดถึงประชาธิปไตย ?. ข้อแรก เ พราะว่า ประชาธิปไตยในเมืองไทย มัน เกิดพร้อมกันกับสวนโมกข์, เกิดในปีเดียวกัน สวนโมกข์ แก่กว่า ๑ เดือนด้วยซ้ำไป, นี้มันเกิดพร้อมกับสวนโมกข์ ; ฉะนั้นต้องเอามาพูดถึงบ้าง ทีนี้ ข้ อที่สอง พุทธศาสนา มีวิญญาณแห่งประ- ชาธิปไตย ; หลักพุทธศาสนาโดยเฉพาะการปกครองสงฆ์ นั้นมีวิญญาณหรือเจตนารมณ์ แห่งประชาธิปไตย, ดังนั้น เราเอามาพูดได้. และ ข้อที่สาม ควรดูต่อไปอีกว่า โดยธรรมชาติ นี่ เรามีลักษณะแห่งประชาธิปไตย ด้วยกัน, คือเป็นเพื่อน
น.11 ๓ ทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน, เรามีกิเลสอย่างเดียวกัน มีปัญหาอย่างเดียวกัน, มีหัวอกเดียวกัน คือต้องต่อสู้กับความ ทุกข์ทรมาน. เจตนาแห่งประชาธิปไตย มันอยู่ในคนทุกคน โดยหลักของธรรมชาติ ทีนี้ ข้อที่สี่ ดูไปถึงหมู่สงฆ์ คณะสงฆ์ ก็มีการอยู่ กันอย่างระบบประชาธิปไตย , สังฆกรรมทั้งหลายมีลักษณะ เป็นประชาธิปไตย, มันเกี่ยวข้องกันอยู่กับพุทธบริษัทอย่างนี้. ข้อที่ห้า แม้จะดูให้ละเอียดลงไปในระบบร่างกาย ของคนเรา ร่างกายของคนเราแต่ละคน ๆ นี่ ประกอบไป ด้วย ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง อะไรต่าง ๆ กี่ส่วน ๆ มัน ต้อง อยู่กันอย่างระบบประชาธิปไตย คือต้องกลมกลืนกันสม่ำ เสมอกัน, มีสัดส่วนที่รวมกันได้, ไม่เกิดทะเลาะกัน ว่าหัวดี กว่าเท้า หรือว่าเท้าดีกว่ามือ ซึ่งไม่ใช่ลักษณะประชาธิปไตย มันก็เถียงกัน มันก็ทะเลาะกัน. เดี๋ยวนี้อะไรทุก ๆ ภาค ทุกๆ ส่วนของร่างกายเรา มีกี่สิบอย่างกี่ร้อยอย่าง ก็ต้อง ร่วมมือกันอย่างระบบประชาธิปไตย ชีวิตมันจึงจะรอด อยู่ได้. ทีนี้ระบบประชาธิปไตย มันเป็นระบบครองโลก หรือเกี่ยวถึงกันไปหมดทั้งโลก ; ถ้าว่าระบบนี้มันมืดมิด,
น.12 ๔ แล้วก็ทั้งโลกมันจะมืดมิด แล้วมันก็กำลังมืดมิด เพราะว่า ความเป็นประชาธิปไตยมันไม่ค่อยจะมี. เอ้า, ทีนี้เราก็มาพูดกันเสียจะดีกว่า อย่าหาว่าพูด นอกเรื่องของธรรมะ, อย่ากล่าวหาว่าเป็นนักการเมือง พูด เรื่องการเมืองไปเสีย. ฟ้าสางทางประชาธิปไตยนี่มุ่งหมาย อย่างนี้ ฟ้าสางทางประชาธิปไตยต้องมีศีลธรรม เป็นรากฐาน. ที่นี้ดูว่า ฟ้าสางอย่างไร, ทางประชาธิปไตยนั้่น ฟ้าสางอย่างไร ? พูดสั้น ๆ ก็ว่า คือการทำให้ศีลธรรมกลับ มาเป็นรากฐานของประชาธิปไตย. ประชาธิปไตยนี้มันดี ต่อเมื่อมีศีลธรรมเป็นรากฐาน ; ถ้าไม่มีศีลธรรมเป็น รากฐาน มันก็เป็นประชาธิปไตยโกง. ดูเหมือนจะเคยพูดมาบ้างแล้ว ว่าประชาธิปไตย โกงนั่นมันร้ายกาจอย่างไร, คือ ประชาชนทั้งหลายไม่มีศีล- ธรรม, แต่ถือระบบประชาธิปไตย มันก็มีโอกาสที่จะ
น.13 ๕ ใช้กิเลสของตนอย่างเสรี, แต่ละคน ๆ มีเสรีภาพที่จะใช้ กิเลสของตนอย่างเต็มที่ แล้วจะทนไหวหรือ ในเมื่อทุกคน ใช้กิเลสของตนอย่างเต็มที่. เมื่อประชาชนทุกคนมันไม่มี ศีลธรรม มันโกง มันก็เลือกผู้แทนโกง อีกไม่กี่วันจะเลือก ผู้แทนอยู่แล้ว. ระวังให้ดี อย่าเป็นประชาชนโกง, เลือก ผู้แทนโกง, มันจะเป็นการทำลายมากเกินไป. เมื่อประชาชนเลือกผู้แทนโกง ก็ได้ผู้แทนโกง ; ผู้แทนโกงทั้งหลายไปประกอบกันเป็นรัฐสภาก็เป็นรัฐสภา โกง. รัฐสภาโกงไปตั้งคณะรัฐบาล ก็เป็นคณะรัฐบาลโกง, เจ้าหน้าที่ทุกคนก็เป็นคนโกง โกงกันทั้งบ้านทั้งเมือง จน กระทั่งพระเจ้าพระสงฆ์ก็ไม่เว้น. หรือจะโกงขึ้นไปถึงเทวดา เพราะว่าคนโกงมันทำบุญทำกุศล ไปเกิดเป็นเทวดา มันก็ เป็นเทวดาโกง โกงกันหมดทั้งจักรวาล แล้วจะอยู่กัน ได้อย่างไร ? ประชาธิปไตยต้องมีศีลธรรมเป็นรากฐาน ไม่อย่างนั้นจะเป็นประชาธิปไตยไม่ได้. ที่พูดกันว่า ประ- ชาธิปไตยดีกว่าระบบใด นั้นหลับตาพูด. คนไทยนับถือ ฝรั่งเป็นอาจารย์ เมื่อฝรั่งเขาว่าอย่างไร ก็ พูดตามกันไป
น.14 ๖ อย่างนั้น ว่าประชาธิปไตยนี้เพื่อประชาชน ของประชาชน โดยประชาชน ; แต่ลืมพูดไปว่าที่มีศีลธรรม. ประชาชนตามความหมายธรรมดา มันไม่ได้มีศีล- ธรรมนี่ ทีนี้ เมื่อประชาชนไม่มีศีลธรรม นั้นมันคือโกง อย่างที่ว่ามาแล้ว ; ถ้าอย่างนี้แล้วเป็นเผด็จการเสียดีกว่า, ดีกว่าประชาธิปไตย, ถ้าคนยังโกงกันอยู่ในระดับธรรมดา ทั่วไปแล้ว มีระบบเผด็จการดีกว่าประชาธิปไตย. เมื่อไม่มีศีลธรรมเป็นพื้นฐานแล้ว ระบบประชาธิป- ไตยนั่นแหละ จะเป็นระบบที่เลวร้ายที่สุด แห่งระบบทั้ง หลาย, มีเผด็จการเสียดีกว่า. อาตมาก็เคยพูดอย่างนี้ แล้ว ก็ถูกด่า ว่า เอ้า, นี้นิยมระบบเผด็จการอีกแล้ว ; นั่นมัน เป็นเพราะว่าคนเหล่านั้นเขาไม่รู้ว่า เผด็จการ คืออะไร. รู้จักคำ "เผด็จการ" ให้ถูกต้อง. เดี๋ยวนี้คนเกือบทั้งหมดในประเทศไทยเรานี้ ไม่ใช่ อวดดี หรือแกล้งว่าใคร ไม่รู้จักคำว่า "เผด็จการ"; กลัว เผด็จการเหมือนกับกลัวผี ติดอยู่ในหัวใจแกะไม่ออก, คือ
น.15 ๗ เผด็จการทุรราช, เผด็จการทุรราชทำความฉิบหายขึ้นมาใน โลก, นี่เขาเรียกว่าเผด็จการ ; หมายถึงลัทธิทุรราช ที่มีผู้นำ ที่เลวร้าย แล้วเผด็จการตามอำเภอใจ. นั่นบุคคลนั้น ใช้ลัทธิเผด็จการเพื่อประโยชน์ของเขาต่างหาก ; ตัวคำว่า “เผด็จการ" ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น. คำว่า เผด็จการ หมายถึงการกระทำอะไรเฉียบ ขาด, คำว่า เฉียบขาด นี้ ต้องถูกต้อง. ถ้ามีธรรมะ ก็ เผด็จการกันเฉียบขาดและถูกต้อง. เผด็จการเป็นเพียง เครื่องมือ คือวิธีการที่เฉียบขาด; เผด็จการจึงไม่ชั่ว และไม่ดีอยู่ในตัวมันเอง, มันต้องมีคนเอาไปใช้. ถ้าเอาไป ใช้ชั่วก็เป็นชั่ว, ถ้าเอาไปใช้ดีก็เป็นดี. เผด็จการเป็นเพียง เครื่องมือกลาง ๆ เอา ไปใช้ในทางที่ถูกต้องมันก็ดี, ใช้ ในทางที่ไม่ถูกต้องมันก็ชั่ว. เดี๋ยวนี้เราว่า เผด็จการที่ ไปใช้ในทางที่ดี มีธรรมะเป็นผู้เผด็จการ. นี้ขอให้ทุกคนมีความเป็นธรรม ความยุติธรรมแก่ คำว่า เผด็จการ และ มีบุญคุณอยู่เหนือบุคคลทั้งหลาย ด้วย. เอ้า, ถ้าอนุญาตให้พูดคำหยาบ อาตมาก็จะพูดว่า อยู่เหนือกะลาหัวของคนทุกคนในโลก ; หมายความว่า
น.16 ๘ เมื่อเราเป็นเด็ก ๆ ทุกคนมันรอดตัวมาได้ เพราะการเผด็จการ ของพ่อแม่เด็กที่ดีที่รอดไปได้เป็นเด็กดี. คนไหนบ้างที่ไม่ ดำเนินชีวิตมาภายใต้เผด็จการของพ่อแม่. ทุกคนเลย แม้คนที่ด่าเผด็จการนั้น มันก็รอดตัวมาได้เพราะเผด็จการ คุ้มกะลาหัวออกมาเป็นด็กที่ดี. ประเทศไทยเรามีวัฒนธรรมพ่อแม่เฉียบขาด ใน ทางที่ถูกต้องต่อลูก ; ดูเหมือนชนชาติจีนจะยิ่งไปกว่านั้นอีก คือเขาจะเฉียบขาดต่อเด็ก ๆ, ไม่ยอมให้ทำผิดทำชั่ว ไม่ยอม ให้ทำเลว แม้แต่นิดหนึ่ง ; นี่เรียกว่าเผด็จการมันดีอย่างนี้. ทุกคนในโลกรอดตัวมาได้ มาตั้งแต่เด็กๆ เพราะเผด็จ การด้วยความรักของพ่อแม่ นั้นคือความดีของเผด็จการ. ฉะนั้น จึงพูดว่า ประชาธิปไตย ถ้าไม่มีศีลธรรม แล้วมันเลวที่สุด ; เป็นเผด็จการเสียดีกว่า เพราะว่าจะพา กันไปได้ถูกทิศทาง ไม่ใช่ว่าต่างคนต่างมีเสรีภาพที่จะใช้ กิเลสของตน. นี่ขอให้ดูกันในแง่นี้ว่า ถ้าเราไม่มีศีลธรรม แล้ว ก็เป็นประชาธิปไตยโกง ; ถ้าเป็นประชาธิปไตยโกง ใช้ไม่ได้ เป็นเผด็จการเสียดีกว่า, แล้วเพื่อประชาชนโดย ประชาชน ของประชาชน ก็ปลอดภัยแหละ เพราะว่า ประชาชนทุกคนมีศีลธรรม.
น.17 ๙ เดี๋ยวนี้ประชาธิปไตยไม่เต็มใบ เพราะมันไม่มีศีล- ธรรมเป็นรากฐาน. ถ้ามีศีลธรรมเป็นรากฐาน ประ- ชาธิปไตยก็เต็มใบ หรือปริใบเต็มที่ด้วยซ้ำไป, มีความ สงบสุขหรือสันติสุขทุกชั้น. นี่ประชาธิปไตยที่มีศีลธรรม เป็นรากฐาน ทำให้เกิดสันติสุขทุกชั้น. ระบบอัตตาธิปไตย โลกาธิปไตย ใช้ไม่ได้ ก็ เพราะว่ามันไม่มีศีลธรรม. ถ้ามีศีลธรรมมันก็ใช้ได้. ระบบ นายทุน ระบบอาวุธ ระบบจักรวรรดินิยม อะไรก็ตามเถอะ มันใช้ไม่ได้เพราะมันไม่มีศีลธรรม, มันสำคัญอยู่ที่ความมี ศีลธรรม. ศีลธรรมตั้งรากฐานอยู่บนความรักผู้อื่น. ขอย้ำอีกทีว่า ศีลธรรมคือปัจจัยแห่งสันติภาพ, ศีล ธรรมตั้งรากฐานอยู่บนความรักผู้อื่น จึงไม่มีอันตราย แก่ใคร. สัญชาตญาณของมนุษย์เรา หรือสัตว์ทั้งหลาย ทั้งปวง ต้องการอยู่กันเป็นหมู่ ธรรมชาติบังคับให้มีสัญชาต- ญาณของการที่อยู่กันเป็นหมู่ ๆ, ไม่ใช่อยู่กันคนเดียวเดี่ยว- โดด. สัตว์เดรัจฉานก็เป็นอย่างนั้น, มนุษย์ก็เป็นอย่าง
น.18 ๑๐ นั้น ; ถ้าไม่มีศีลธรรมแล้ว มันอยู่กันไม่ได้ดอก, มันกัด กัน ; ดังนั้นมันจึงต้องมีรากฐานเป็นศีลธรรม. ศีลธรรม หมายถึงความรักผู้อื่น, ศีลธรรม หรือความรักผู้อื่น ก็เป็นเนื้อหาของพระพุทธศาสนา, หรือศาสนาใดๆ ก็ตาม ; ถ้าเป็นศาสนาที่แท้จริงต้อง สอนเรื่องความรักผู้อื่น. อย่าง คณะสงฆ์ เรานี้ อยู่ด้วย วิญญาณของประชาธิปไตย : มีลักษณะแห่งการกลมกลืน กันไป ด้วยความรัก ด้วยความสามัคคี มีความคิดเห็นเสมอ กัน มีการกระทำเสมอกัน จึงมีประชาธิปไตยอยู่ได้. ทีนี้ ถ้าดูให้กว้างออกไปว่า ลัทธิศาสนาที่มีพระเจ้า อย่างบุคคล, พระเจ้าที่มีความรู้สึกอย่างบุคคล ลัทธิศาสนา นั้นเป็นเผด็จการ. ลัทธิศาสนาที่มีพระเจ้าอย่างที่มิใช่ บุคค ล คือเป็นกฎธรรมะของธรรมชาติ นี้เป็นประชา- ธิปไตย. ศาสนาใดมีพระเจ้าผูกขาดอย่างบุคคล มีความรู้สึก อย่างบุคคล นั้นเป็นเผด็จการ ; เป็นทุรราชด้วยซ้ำไป, เผด็จการชนิดทุรราชด้วยซ้ำไป คือพระเจ้าไม่รับผิดชอบ ในข้อที่ตัวสร้างโลกมา ให้ผิด ๆให้เลว ๆ แล้วก็ช่วยแก้ไขให้
น.19 ๑๑ ไม่ได้. ถ้าพระเจ้ารอบคอบและรับผิดชอบ ก็ไม่ต้องสร้าง โลกมาให้เลว ๆ มารบราฆ่ากันไม่มีที่สิ้นสุดเหมือนเดี๋ยวนี้สิ, แล้วพระเจ้าก็ไม่รับผิดชอบ ปล่อยตามสบาย. เราก็เรียก พระเจ้านี้ว่า เผด็จการทุรราช คือมีพระเจ้าที่มีความรู้สึก อย่างเดียวกับบุคคล รักก็เป็น โกรธก็เป็น เกลียดก็เป็น หรือบางทีกลัวก็เป็นด้วยซ้ำไป. ทีนี้ ลัทธิศาสนาที่มีธรรมะเป็นพระเจ้า มีพระ- เจ้าเป็นธรรมะ เป็นกฎธรรมชาติอย่างนี้ เป็นประชาธิปไตย สมบูรณ์ ; เพราะว่าเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ มีความ เที่ยงตรง มีความยุติธรรม เป็นไปตามกฎแห่งเหตุแห่ง ปัจจัย ; ฉะนั้นสร้างเหตุปัจจัยอันใดขึ้นมา มันก็ต้องได้รับ ผลตามนั้น. นี้เรียกว่าพระเจ้าที่มิใช่เป็นอย่างบุคคล, พระ- เจ้าที่เป็นตัวธรรมะ เป็นตัวกฎของธรรมชาติ, นี้เป็นเนื้อ แท้ของประชาธิปไตย, ประชาธิปไตยจึงมีศีลธรรมเป็น รากฐาน มีวิญญาณเป็นอย่างเดียวกัน. ถ้าเมื่อใดมีศีลธรรมเข้ามาเป็นรากฐาน ของ การปกครองระบบประชาธิปไตยแล้ว เมื่อนั้นเรียกว่า ฟ้าสางทางประชาธิปไตย. เรามีสวนโมกข์ปีเดียวกับ
น.20 ๑๒ ประชาธิปไตย ก็ด้วยเจตนารมณ์ที่จะให้มีฟ้าสางทางจิตทาง วิญญาณ อันเกี่ยวกับเจตนารมณ์ของประชาธิปไตย ที่มีอยู่ ในจิตในสันดานของคนทุกคน. เดี๋ยวนี้ท่านทั้งหลาย คงจะพอมองเห็นได้เองแล้ว ว่า ทำไมเราจึงต้องพูดกันถึงเรื่องประชาธิปไตยเล่า ? เพราะ ว่าโดยเนื้อแท้นั้น มันเป็นเรื่องที่มีอยู่ในจิตสันดานของสัตว์ ที่ควรจะถูกต้องตามเรื่องตามราวของคำคำนี้ มันเป็น ปัจจัย แห่งสันติภาพ. สวนโมกข์ถือประชาธิปไตยที่มีธรรมะเป็นผู้ เผด็จการ, หรือเรียกอีกอย่างหนึ่ง ก็มี ความรัก เป็นผู้ เผด็จการ ; มีความเมตตากรุณาเป็นผู้เผด็จการ เหมือน กับบิดามารดามีความรักลูก เอ็นดูลูก เมตตาลูก. แต่แล้ว ก็ต้องตีลูก ; ใคร ๆ ก็เคยมาแล้วทั้งนั้น, เคยเป็นพ่อ แม่มาแล้วก็มี, เคยเป็นลูกที่ถูกตีมาแล้วก็มี. เราก็รู้ว่าพ่อ แม่นี้ตีเราเพราะว่ารักเรา เพราะอยากให้เราดี. เผด็จการ อย่างนี้มันมีประโยชน์ ทำไมนักศึกษาจะต้องไปโง่เกลียดคำ ว่า เผด็จการอย่างเข้ากระดูกดำ โดยไม่ต้องดูว่ามันมีความ หมายอย่างไรเล่า ?.
น.21 ๑๓ เรามีประชาธิปไตยที่ มีความรักกันและกันเป็น ศูนย์กลาง เพราะเรายอมรับและถือกันว่า ทุกคนเป็น เพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตาย ด้วยกัน ทั้งหมดทั้งสิ้น. นี่เมื่อประชาธิปไตยมันมีอยู่โดยวิญญาณ โดยเจตนารมณ์ในส่วนลึกอย่างนี้ มันก็ต้องถือตามหลักนี้. ประชาธิปไตยสมบูรณ์ต้องจัดให้ศีลธรรมกลับมา. เราทุกคนต้องยอมรับรู้ รับรู้สถานภาพของเพื่อน มนุษย์ของเรา. เพื่อนมนุษย์ของเรามีสถานภาพ คือมี การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ; เรารับรู้สถานภาพอันนี้ของคน ทุกคน รวมทั้งตัวเราเองได้แล้ว ; มันก็ง่ายที่จะรักผู้อื่น, แล้วก็บันดาลสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นไป ในการที่รักผู้อื่น มันก็มี ศีลธรรม, มีสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมขึ้นมาตามธรรมชาติ หรือ โดยอัตโนมัติ. ระบบการเป็นอยู่ด้วยกันอย่างประชาธิปไตย ก็ปลอดภัย ; กลายเป็นกฎเกณฑ์ขึ้นมาว่า คนที่มีศีลธรรม นั้นมันมีหน้าที่ที่จะต้องรักผู้อื่น, มีหน้าที่ที่จะต้องรักผู้อื่น เขาต้องยอมรับหน้าที่ ที่เราจะต้องรักผู้อื่น. อย่าถือว่าไม่รู้ ไม่ชี้ ไม่ใช่หน้าที่ของเรา ตัวใครตัวมัน อย่างนั้นมันไม่ถูก,
น.22 ๑๔ มันไม่ถูกไปทุกอย่างแหละ : โดยหลักของพุทธศาสนาก็ไม่ถูก, โดยหลักของธรรมชาติก็ไม่ถูก, โดยหลักของสังคมศาสตร์ สังคมวิทยา อะไรมันก็ไม่ถูก, จึงต้องมองเห็นแล้วยอมรับ ว่าเรา ทุกคนมีหน้าที่รับรู้สถานภาพที่เป็นประชาธิปไตย ของเราด้วยกันทุกคน. นี่เป็นเหตุให้ต้องจัด ต้องกระทำ ต้องช่วยกัน ทุกคนเต็มที่ทีเดียวว่า จัดให้ศีลธรรมกลับมา. การทำ กุศลอย่างใหญ่หลวงนั้นคือทำให้ศีลธรรมกลับมา, แล้วก็จัด ให้มีการศึกษาอย่างถูกต้อง. เดี๋ยวนี้การศึกษามันผิดไป ทั้งโลกแล้ว เพระะมันไม่รักใคร, ไม่มีใครรักใคร, มัน พร้อมที่จะเอาเปรียบผู้อื่น จึงได้รบราฆ่าฟันกันเป็นการ ถาวร. เราต้องมีการศึกษาถูกต้อง ที่เป็นไปเพื่อศีล ธรรม, มีการศึกษาถูกต้อง ก็มีวัฒนธรรมอันเหมาะสม : วัฒนธรรมส่วนบุคคล วัฒนธรรมส่วนสังคม วัฒนธรรม ประจำบ้านเรือน วัฒธรรมอะไรก็ตาม มันจะถูกต้องไปหมด. นี่เรียกว่า ประชาธิปไตยเจริญรุ่งเรืองเต็มใบ เพราะมี ฟ้าสางทางศีลธรรม.
น.23 ๑๕ เมื่อประชาธิปไตยไม่เต็มใบ เพราะ ไม่มีศีลธรรม อะไร ๆ มันก็ติดขัดกันไปหมด ; เพราะประชาชนทุกคน ไม่มีศีลธรรม จะทำอะไรกันไปในทางไหนแง่ไหน มันก็ ติดขัดไปหมด กระทั่งว่าแม้พระศาสนานี่ มันก็จะติดขัดใน การที่จะเป็นที่พึ่งแก่มนุษย์. สิ่งที่พึงปรารถนาทั้งปวงก็เกิด ขึ้นไม่ได้ หรือมีไม่ได้ ทำหน้าที่ของมันไม่ได้, มนุษย์ทั้ง โลกก็ไม่อยู่กันอย่างผาสุก. เอาละ, ขอร้องอีกครั้งหนึ่งว่า ให้จำไว้เป็นหลัก ประจำใจว่า ประชาธิปไตยก็คือธรรมะหรือศีลธรรม. ตัวประชาธิปไตยนั้นก็คือตัวธรรมะบทหนึ่ง , ข้อหนึ่ง เป็นศีลธรรมอันหนึ่ง, เพระเหตุว่ามัน เป็นปัจจัยแห่ง สันติภาพ , เพราะว่ามันเป็นปัจจัยแห่งสันติภาพ เอาละ, ควรจะไม่คิดกันแล้ว หยุดคิดกันเสียทีว่า พูดถึงประชาธิปไตยแล้วจะเป็นนักการเมืองไปเสียหมด. ทุกคนต้องรู้ แม้แต่พระเจ้าพระสงฆ์ก็ต้องรู้ และจะต้อง ช่วยกันจัดช่วยกันกระทำ ให้เกิดความถูกต้องในระบบ ประชาธิปไตยของประชาชนทุกคนด้วย.
น.24 ๑๖ นี่เรากล้าพูดว่า ในระยะ ๕๐ ปีที่มีสวนโมกข์นี้ ก็ ได้เกิดฟ้าสางทางประชาธิปไตย เกิดปีเดียวกันกับสวนโมกข์, แล้ว สวนโมกข์ก็ได้พยายามทุกวิถีทางที่จะให้เกิดแสงสว่างถูก ต้องทางความคิดความเห็น คือทางธรรมะ ที่แสดงถึงความ ลึกซึ้งของธรรมชาติ ; แล้วคนเราก็ง่ายที่จะมีความรู้สึกที่เป็น ประชาธิปไตย, หรือว่าที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกันตาม หลักการของประชาธิปไตย. นี้จึงเอามาพูดไว้ข้อหนึ่ง คือ ฟ้าสางทางประชาธิปไตย ในระยะ ๕๐ ปีที่เรามีสวน โมกข์. ทีนี้ก็ดูต่อไปถึงเรื่องที่มันเกี่ยวเนื่องกัน คือ ฟ้า สางทางเศรษฐกิจ จ . . . . . . . .. . . . .. ฟ้าสางทางเศรษฐกิจ. ถ้าฟ้าไม่สางทางเศรษฐกิจ นี้ก็หมายความว่า มันมีความผิดพลาดอยู่ เมื่อเศรษฐกิจมันเป็นไปไม่ได้ คนเรามันก็เดือดร้อน ; เพราะว่า เศรษฐกิจที่แท้จริง เศรษฐกิจที่ไม่คดโกง นั้นมันก็คือ ปัจจัยแห่งสันติภาพ
น.25 ๑๗ อย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน . แต่คำว่า เศรษฐกิจ นี้เป็นคำ ที่ฝั่งยาก มีความหมายที่ซับซ้อน หรือตลบตะแลงเราต้อง พูดกันให้ดี. ถ้าฟ้าไม่สางทางเศรษฐกิจ -ประชาธิปไตย มันก็ทรงอยู่ไม่ได้, หรือว่าเมื่อไม่มีฟ้าสางทางประชาธิปไตย เศรษฐกิจก็ทรงอยู่ไม่ได้ คือไม่เป็นไปอย่างถูกต้อง ประชาธิปไตยที่ไม่มีเศรษฐกิจอันถูกต้องนี้ มัน ก็คือโอกาสสำหรับโกงกันแหละ. ประชาธิปไตยให้ เสรีภาพอย่างไรล่ะ ; เมื่อเศรษฐกิจมันไม่ถูกต้อง มันไม่ ประกอบด้วยธรรม ทุกคนมันก็โกง มันก็พร้อมที่จะโกง ; มีโอกาสที่จะโกง ฉะนั้นก็เลยเป็นความวินาศขึ้นมาทันที. เศรษฐกิจที่ไม่มีศีลธรรม นั่นแหละ คือสิ่งที่ สร้างปัญหาเลวร้ายขึ้นมาจนเต็มโลก . อาตมาพูดว่า สร้างปัญหาเลวร้ายขึ้นมาจนเต็มโลก ก็คือเศรษฐกิจที่ไม่มี ศีลธรรม, เศรษฐกิจที่เห็นแก่ตัว ของนักเศรษฐกิจหรือนาย ทุนทั้งหลาย, นี่เป็นสิ่งที่สร้างปัญหาขึ้นมาทุกทิศทุกทาง, ท่านทั้งหลายก็มองเห็นได้เอง ว่าที่มันรบราฆ่าฟันกันไม่หยุด ไม่หย่อน ตลอดเวลานี้ มันมีมูลมาจากเศรษฐกิจ, คือมัน ต้องการจะเอาเปรียบทางเศรษฐกิจ, เอาผลทางเศรษฐกิจ
น.26 ๑๘ เป็นของตน, แล้วมันรู้เท่าทันกัน มันก็ต่อต้านกัน มันก็ ได้รบกัน เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตัว. แล้วที่ยัง ผิดไปอีกชั้นหนึ่ง ก็คือว่า มันโง่ว่า ปัญหา ในโลกเราจะแก้ได้ด้วยเศรษฐกิจที่โกง . เศรษฐกิจที่ เขาบูชากันอยู่ทุกวัน ๆ มีความคดโกง เอาเปรียบเป็นราก ฐานนั้นแหละ ว่าเศรษฐกิจนี้จะแก้ปัญหาของโลกได้, แล้ว แก้กันมาเท่าไรแล้วเล่า แล้วก็ไม่เห็นว่ามันมีทางที่ จะดีขึ้น เลย. เพราะว่ามันแก้ด้วยความโกงนี่, จะเอาน้ำโคลนมา ล้างโคลนนี้ มันไม่มีทางที่จะทำได้. นี่เราจึงต้องมีปัญหามาถึงเศรษฐกิจ ว่าต้องมี ฟ้าสางทางเศรษฐกิจ คือเศรษฐกิจเริ่มมีศีลธรรม เปลี่ยน จากเศรษฐกิจโกง มาเป็นเศรษฐกิจที่บริสุทธิ์ คือทำให้ ทุกคนได้รับประโยชน์จากการมีทรัพย์สมบัติ หรือการมี ความดีความงามอะไรต่าง ๆ นานา. นี่ยุติได้อย่างเดียวกัน ว่า เศรษฐกิจก็คือศีลธรรม เพราะมันเป็นปัจจัยแห่ง สันติภาพ . เดี๋ยวนี้ระบบสหกรณ์ตั้งขึ้นล้ม, ตั้งขึ้นล้ม เกือบ จะทุกแห่ง ระบบสหกรณ์ที่เป็นปัจจัยสำคัญของเศรษฐกิจ
น.27 ๑๙ สหกรณ์มันล้มเพราะว่ามันมีแต่คนคดโกง. แทนที่จะเป็น สหกรณ์ มันกลายเป็นสหโกง, สหโกง คือร่วมกันโกง, ร่วมมือกันโกง, เรียกว่าสหโกง ; แต่เราต้องการจะทำ สหกรณ์ คือร่วมมือกันโดยบริสุทธิ์ใจ แล้ว ทำกันไม่ได้ เพราะไม่มีฟ้าสางทางศีลธรรม ในเรื่องของเศรษฐกิจ ความหมายของ "เศรษฐี". อยากจะพูดถึงความหมายของคำว่า เศรษฐี เสฺฐ เสฏฐี อีกทีหนึ่ง เสฏฐ แปลว่า ประเสริฐที่สุด, เสฏฐี แปลว่า มีความประเสริฐที่สุด . นี้หลักการของเศรษฐีที่ บริสุทธิ์ ที่เป็นปัจจัยแก่สันติภาพ ก็คือเศรษฐีตามความ หมายในพระพุทธศาสนานั่นแหละ. เศรษฐี คือผู้ที่มีเมตตากรุณ า, แล้วก็ เลี้ยงคน ยากจนเข็ญใจ คนที่ช่วยตัวเองไม่ได้, เลี้ยงอย่างลูกอย่าง หลาน ไม่ใช่เลี้ยงอย่างข้าทาสบริวาร ที่ทารุณโหดร้าย, เศรษฐีที่แท้จริงก็ต้องเลี้ยงคนในคณะของเขาอย่างลูกหลาน อะไรก็ด้วยกัน กินอยู่ด้วยกัน ทำงานด้วยกัน ไปวัดด้วยกัน
น.28 ๒๐ ฟังเทศน์ด้วยกัน, อะไรก็ด้วยกัน ; นี่เขาเลี้ยงอย่างลูก หลาน. เศรษฐีก็มีบริวารมาก ล้วนแต่คนดี; แล้วก็ ช่วยกันทำงาน ก็ได้ผลมากสิ เพราะมันล้วนแต่คนดีนี่ ถือธรรมะ ว่าการ งานคือหน้าที่คือธรรมะ ก็ทำกัน สนุก ก็ได้ผลมาก ได้ผลงานมาก ; เป็นข้าวเปลือก เป็นอะไรก็สุดแท้, แล้ว กินแต่พอดี เก็บไว้แต่พอดี เหลือก็เอาไปช่วยผู้อื่น โดยมีโรงทาน คำว่า เศรษฐี ในครั้งพุทธกาลต้องมีโรงทาน ; ถ้า ไม่อย่างนั้นเป็นเศรษฐีนอกพุทธศาสนา. ถ้าเป็นเศรษฐี ในพุทธศาสนาก็มีโรงทาน แล้วก็ฝั่งทรัพย์ ซ่อนทรัพย์ อะไรไว้เป็นอันมาก เพื่อจะไม่ให้ขาดมือในการที่จะช่วย โรงทานให้ตั้งอยู่ได้ นี้คือเศรษฐี. มีหลักที่ สรุปเป็นใจ ความสั้น ๆ ได้ว่า ทำมาก กินเก็บแต่พอดี เหลือช่วย ผู้อื่น นี่ทุกคน เดี๋ยวนี้ทุกคน อาตมาพูดว่า ท่านทั้ง หลายทุกคนมีโอกาสเป็นเศรษฐี ในความหมายนี้ด้วยกัน ทั้งนั้นแหละ. เศรษฐีในความหมายนี้ ไม่ใช่ในความหมาย
น.29 ๒๑ ของคนอื่นที่เขาถือกันอยู่ทั่วไป. เรา ทำงานสนุก เพราะ ว่าการทำงานคือการปฏิบัติธรรม. เราพอใจ เราทำสนุก มันก็ได้ผลมากเพราะทำสนุก, กินและเก็บไว้แต่พอดี, มีเหลือสำหรับจะไปช่วยผู้อื่น. ดังนั้น คนที่ถีบสามล้อเหงื่อไหลอยู่นั้นก็เป็น เศรษฐีได้ ถ้าเขารู้สึกว่า นี้เป็นหน้าที่ นี้เป็นการปฏิบัติ ธรรม ก็ทำงานเรื่อย เหงื่อไหลไคลย้อยยิ่งสนุก. เขาก็ได้ค่า จ้างมามาก จนกินแล้ว เก็บไว้บ้างแล้ว ก็ยังมีเหลือไปช่วย ผู้อื่น ตามมีตามได้ ตามสถานะของตน. คนถีบสามล้อนี้ ก็ไปทำบุญทำกุศลที่ไหนได้ บริจาคโลหิตก็ได้ เลยกลาย เป็นเศรษฐีที่แท้จริง. ส่วนคนที่มีเงินเป็นสิบล้าน ร้อยล้าน พันล้าน ไม่มีลักษณะอย่างนี้ก็มี คือไม่ได้กินเก็บแต่พอดี แล้วเหลือไปช่วยผู้อื่น มีแต่จะดูดซับเข้ามา, ดูดซับเข้ามา ไม่มีที่สิ้นสุด อย่างนี้ไม่ใช่เศรษฐีในความหมายของพุทธ- -ศาสนา. ถ้าเราจะมีเศรษฐกิจเพื่อความเป็นเศรษฐี ก็ขอให้ ถือตามหลักของพระพุทธศาสนา ซึ่งมีโอกาสที่จะเป็นเศรษฐี กันได้ทุกคน : ร่ำรวยด้วยความพอใจ, ด้วยความชื่นอก
น.30 ๒๒ ชื่นใจ ด้วยความดีใจ เต็มเปี่ยมอยู่ในหัวใจ ว่าเราได้ทำถูก ต้องแล้ว ; ทำงานสนุก กินผลงาน เก็บผลงาน ไว้แต่ พอดี เหลือช่วยผู้อื่น. ลองทำให้ครบตามหลักนี้ ทำงานสนุก, กินเก็บ แต่พอดี, เหลือช่วยผู้อื่น ๓ คำ, ทำงานสนุก กินและเก็บ แต่พอดี เหลือช่วยผู้อื่น ๓ คำนี้ เป็นเศรษฐีกันทุกคน, จนกระทั่งว่าขอทานก็เป็นเศรษฐีได้ ขยันขอทาน ได้มาเท่าไร กินและเก็บแต่พอดี เหลือก็ช่วยผู้อื่น แต่โดยเหตุที่มัน ไม่มีปัญญา ไม่มีแสงสว่าง มันโง่ ขอทานชนิดนี้คงจะหาดูยาก แต่มันอาจจะมีกระมัง ขอทานชนิดที่ว่านี้ ถ้ามีได้มันก็เป็น เศรษฐีได้เหมือนกัน ขอทาน. ความหมายของคำว่าเศรษฐกิจ. นั่นแหละคำว่า เศรษฐกิจ นี้มันเป็นคำพูดที่กำกวม ตลบตะแลง มีความหมายเข้าใจยาก แต่เรามารู้กันเสียทีที่ว่า มันมีได้อย่างนี้. เศรษฐะ แปลว่า ประเสริฐที่สุด, กิจ แปล ว่า การงาน เศรษฐกิจ แปลว่า การงานที่ประเสริฐที่ สุด, คือ
น.31 ๒๓ การงานที่ทำแล้วสนุกในการทำงานนั้น ได้ผลมาแล้ว กินเก็บแต่พอดี เหลือช่วยผู้อื่น. ถ้าทำกันอย่างนี้แล้ว ใน ไม่กี่นาที โลกนี้ก็เป็นโลกพระศรีอารยเมตไตรย มีแต่ ความรักความเมตตา, เหลียวไปทางไหนก็มีแต่คนที่จะช่วย, เหลียวไปทางไหนก็พบแต่คนที่จะช่วย. น่าอัศจรรย์ไหม ? ลองคิดดู ถ้าว่าคนเรานี้ เหลียวไปทางไหนก็พบแต่คนที่จะ ช่วย ยื่นมือเข้ามาจะช่วย นั่นแหละคือโลกของพระศรีอารย- เมตไตรย แต่เขาพูดไว้เป็นอุปมาอย่างอื่น ว่ามันมีต้นกัลป- พฤกษ์ ๔ มุมเมือง ใครต้องการอะไรไปเอาที่นั่น, ไม่ดี. อาตมาคิดว่าไม่ดี สู้ว่าเหลียวไปทางไหนมีแต่คนที่จะช่วยไม่ได้ คือมันมีต้นกัลปพฤกษ์ทั่วเมือง ไม่ใช่ ๔ มุมเมือง ; นั่นแหละ น่าสนใจ .เศรษฐกิจที่ประกอบไปด้วยธรรมะสูงสุด เป็น ไปอย่างถูกต้องแล้ว มันก็จะเกิดผลขึ้นมาอย่างนี้. นี่ฟ้าสาง ทางเศรษฐกิจจนรุ่งเรืองที่สุด. เศรษฐีสมัยปัจจุบันคิดถึงผู้อื่นน้อย. เดี๋ยวนี้ เศรษฐีในความหมายของคนปัจจุบัน ของ บุถุชน แม้ทั่วโลกนี่ มันไม่มีอย่างนี้นี่ เศรษฐีคือมีเงินมาก
น.32 ๒ ๔ แล้วก็ใช้เพื่อตัวเอง. เขาว่าเมียของเศรษฐีบางคน ใช้เงิน นาทีละร้อยล้าน ไม่รู้ว่าใช้ได้อย่างไร. เมียของเศรษฐีบาง คนที่สามีหลงรัก ก็ใช้เงินนาทีละร้อยล้าน ไม่รู้ว่าจะใช้ได้ อย่างไร ; เพียงแต่หยิบให้เขา มันก็ไม่พอแก่เวลา ก็แปล ว่าเขาไม่ได้คิดถึงผู้อื่นเลย, ไม่ได้คิดถึงผู้อื่นเลย. เศรษฐี ทั้งผัวทั้งเมียเขาไม่ได้คิดถึงผู้อื่นเลย เขาคิดถึงรายได้ของเขา ประโยชน์สุขของเขา ใช้ไปทุกบาททุกสตางค์เพื่อประโยชน์ แก่ความรู้สึกของเขา. นี่เรียกว่าฟ้าไม่สางทางเศรษฐกิจเอา เสียเลย. เรามีสวนโมกข์ เราพยายามทุกอย่างทุกทาง ต่อสู้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจอันถูกต้องในเรื่องนี้ เพราะว่ามีอยู่แล้ว ในพระพุทธศาสนา. ในพระคัมภีร์พุทธศาสนา ความ เมตตากรุณาที่ทำให้รู้สึกว่า ให้ผู้อื่นกิน อิ่มกว่ากินเอง, ให้ ผู้อื่นกินอิ่มกว่ากินเอง ; มีอะไรให้ผู้อื่นกินเถอะ แล้วอิ่ม กว่ากินเอง, กินเองอิ่มเดี๋ยวเดียว ก็ถ่ายอุจจาระปัสสาวะไป หมดสิ้นแล้ว. ถ้าให้ผู้อื่นกิน มันไปอิ่มในจิตใจของ คนทุกฝ่าย ไม่มีวันลืม.
น.33 ๒๕ นี่หลักของธรรมะเขามีอย่างนี้ เพราะฉะนั้น เขาจึง นิยมเรื่องทางจิตทางวิญญาณกันมากกว่าเรื่องทางวัตถุ แต่ แล้วในที่สุดมันก็เป็นอันว่า ต้องมีความถูกต้องทั้งฝ่ายวัตถุ ทั้งฝ่ายจิตด้วย ถูกต้องทั้ง ๒ ฝ่าย ความประเสริฐมันก็เกิด ขึ้นมา. นี้เรียกว่าเราพยายาม ในฐานะเป็นกิจกรรมที่ต้อง กระทำ เพื่อการเผยแพร่อยู่ตลอดเวลา ว่าให้เกิดลักษณะนี้ ขึ้นมา. ทีนี้ ต่อไปก็จะมีหัวข้อว่า ฟ้าสางทางการเมือง ที่ จริงควรจะพูดก่อนเรื่องเศรษฐกิจ แต่มีเหตุผลบางอย่าง ที่ว่ามันลากหางออกไปดีกว่า เรื่องการเมือง. .... .... .... ฟ้าสางทางการเมือง. เรื่องการเมือง เป็นคำที่มีความหมายประหลาดที่สุด ทุกคนสนใจ ทุกคนเกี่ยวข้อง แต่แล้วก็ไม่เกิดการเมืองที่ถูก ต้อง หรือบริสุทธิ์ขึ้นมาได้.
น.34 ๒๖ มีคำกล่าวของพวกฝ่ายตะวันตกแต่โบราณ นักปราชญ์ ฝ่ายโน้นเขาว่า คนทุกคนพอเกิดขึ้นมา ก็เป็นสัตว์สังคม, เป็นสัตว์เศรษฐกิจ, เป็นสัตว์การเมือง, มันหลีกไม่พ้น. ถ้าเราเกิดขึ้นมาในโลกนี้ เราก็เป็นสัตว์สังคมทันที คือต้อง เกี่ยวข้องกับสังคมทั่วไป, แล้วเราก็เป็นสัตว์เศรษฐกิจ เพราะว่าต้องประพฤติกระทำ เรื่องที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจอย่าง เต็มที่, แล้วก็เป็นสัตว์การเมือง อย่างที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะว่าในโลกนี้มันมีระบบการเมือง ที่ใคร ๆ ก็หลีกเลี่ยง ไม่ได้. ทุกคนต้องเป็นสัตว์ศีลธรรมด้วย. แต่ทีนี้เราพูดว่า เท่านั้นไม่พอ ถูกต้องเพียงเท่านั้น มันไม่พอ มันขาดรากฐาน ; เราจึงขอพูดเติมท้ายอีกข้อ หนึ่งว่า ต้องเป็นสัตว์ศีลธรรมด้วย. เป็นสัตว์สังคม เป็น สัตว์เศรษฐกิจ เป็นสัตว์การเมือง นั้นไม่พอดอก, เพราะ มันไม่ได้รับประกันว่าจะมีศีลธรรม มันก็โกง สังคมโกง การเมืองโกง เศรษฐกิจโกง, แล้วก็เหมือนที่กำลังเป็นอยู่ ในปัจจุบันนี้ หาสันติภาพไม่ได้. นี้ขอเติมเข้าอีกสักคำว่า
น.35 ๒๗ เป็นสัตว์ศีลธรรมด้วย ; ถ้าเป็นสัตว์ศีลธรรมมีศีลธรรมแล้ว ทางสังคมก็จะดี ทางเศรษฐกิจก็จะดี ทางการเมืองก็จะดี. การเมืองก็มีระบบประชาธิปไตยรวมอยู่ด้วย. ทีนี้ บางคนก็ว่า การเมืองระบบประชาธิปไตยดีกว่าเผด็จการ และ มักจะยึดถือกันอย่างนั้น เพราะเข้าใจคำว่า เผด็จการ ผิด มัน หลับหูหลับตา. อาตมาอยากจะให้มีฟ้าสางทางการเมือง ว่าเลิกโง่ เลิกกลัวเผด็จการอย่างไม่มีเหตุผลกันเสียทีเถิด, ประชาธิปไตยนั้นถูกแล้ว ของประชาชนที่มีศีลธรรม แต่แล้ว ต้องมีเผด็จการเข้ามาดำเนินงาน ไม่อย่างนั้นมัน อืดอาดเหมือนกับคลานอยู่. ประชาธิปไตยที่มีเผด็จการเป็นเครื่องมือ ไม่มี ใครฟังถูก, โดยมากเขาเห็นว่ามันรวมกันไม่ได้ เผด็จการ นั้นเลวร้าย เป็นของทุรราช. เราบอกว่าเผด็จการไม่ใช่ อย่างนั้น ; เผด็จการคือความเฉียบขาด รวดเร็ว ใน สิ่งที่ถูกต้อง หรือแน่นอนว่าจะกระทำ; เหมือนอย่างที่ ยืนยันว่า ทุกคนได้รับประโยชน์เผด็จการของบิดามารดา เมื่อยังเด็ก ๆ อยู่ทั้งนั้น,
น.36 ๒๘ ประชาธิปไตยต้องมีเผด็จการเป็นเครื่องมือ. เมื่อมีระบอบประชาธิปไตย ตกลงกัน ว่าเอา อย่างนี้ เป็นที่ตกลงกันแล้ว ทีนี้ ต้องใช้เผด็จการ, คือ ต้องทำอย่างนั้นจริงๆ อย่างรวดเร็ว อย่างเฉียบขาด. ผลของประชาธิปไตยจึงจะเกิดขึ้นมา; ถ้าใครรู้สึกอย่าง นี้ อาตมาจะเรียกว่าฟ้าสางทางการเมือง. เดี๋ยวนี้ฟ้าไม่สางทางการเมือง เพราะกลัวเผด็จ การอย่างโง่เขลา แล้วใช้ประชาธิปไตยอย่างไม่ถูกต้อง การ เมืองจึงยังดำมืดมิดอยู่ เหมือนกับราตรีที่ปราศจากดาว, แสงสว่างจะต้องเข้ามาในทางการเมือง; เห็นว่า ประชาธิป- ไตยที่มีศีธรรมนั้นถูกต้องแล้ว จะช้าอยู่อืดอาดอยู่ไม่ได้ จะต้องเสร็จทันเวลา เราจึงต้องใช้เผด็จการ. ขอรบกวนเวลาอีกนิดหน่อย สำหรับคนที่ยังไม่เคย ฟัง เพราะว่าในเมืองไชยานี้มันมีพยานหลักฐานที่ดีอยู่ข้อ หนึ่ง คือวัดสมุหนิมิต ที่ตำบลพุมเรียง เมื่อเอ่ยชื่อถึงวัด นี้ มันก็เกี่ยวข้องกับสวนโมกข์ทันทีด้วยเหมือนกันแหละ. วัดสมุหนิมิตที่พุมเรียงนั้น เป็นวัดที่สมบูรณ์แบบเหมือน
น.37 ๒๙ วัดกรุงเทพฯใหญ่โตเท่ากัน เขาสร้างเสร็จภายใน ๓ เดือน, สร้างเสร็จภายใน ๓ เดือน, เล่าไปแล้วมันก็ยืดยาว คือระดมคนทั้งปักษ์ใต้ โดยบุคคลที่สมัยนั้น สมัยรัชกาลที่ ๓ นั้น เขามีตำแหน่ง เหมือนกับรองจากพระเจ้าแผ่นดิน สมุหพระคลังฝ่ายภาคใต้ นี้ คือมีอำนาจที่จะเกณฑ์คนทั้งภาคใต้มาทำอะไรได้ทันที รวดเร็ว. พอว่าสร้างมันก็ทำพร้อมกันหมด ทำอิฐ ทำไม้ ทำอะไรต่าง ๆ ของที่จะต้องไปเอามาจากกรุงเทพฯ หรือที่ จะไปเอามาจากไหน ก็ไปเอามา ๓ เดือนสร้างวัดเสร็จ, ถามคนที่เขาเคยรู้เรื่องดี เขายืนยันได้ว่า ไม่ได้มี การฆ่าใครให้ตายสักคนหนึ่ง ไม่มี, แล้วมีถูกเฆี่ยนหลังบ้าง ๒ - ๓ คน ชื่อลุงนุช ตัวเล็กนิดเดียว ลุงนุช. อาตมาก็ ได้ไปคุยกับแก ดูที่หลังก็มีรอยที่หลังนิด ๆ รอยถูกเฆี่ยน หลังแตก เท่านั้นแหละ มันมีเท่านั้นแหละ แล้วจะเอา อะไรกันนักหนาเล่า เนรมิตวัดสมบูรณ์แบบขึ้นมาได้ภายใน ๓ เดือน. ถ้าประชาธิปไตย ๓๐๐ ปีก็จะไม่เสร็จกระมัง ประชาธิปไตยงุ่มง่าม เห็นแต่มึงแต่กูกันอยู่ กูไม่ทำมึงทำ อย่างนี้ มันก็ไม่ได้สิ. อย่างนี้เป็นระบอบเผด็จการที่ไม่มี ศีลธรรม.
น.38 ๓๐ ที่ว่า เกี่ยวกับสวนโมกข์ นั้นคือว่า พอเขาสร้างวัด นั้นเสร็จ เขาก็ย้ายพระเณร ทรัพย์สมบัติทั้งหลาย ที่มีอยู่ที่ วัดตระพังจิกเดิม ไปอยู่วัดสร้างใหม่หมด. วัดตระพังจิกก็ ร้าง ร้างมา ๘๐ ปี เราจึงเอามาทำเป็นสวนโมกข์, มัน เกี่ยวกับสวนโมกข์อย่างนี้. นี้เป็นตัวอย่าง เป็นตัวอย่างที่ควรจะเล่าให้ฟัง ว่า เผด็จการถ้าใช้ถูกวิธีมันประเสริฐ อย่างนี้, มัน รวดเร็ว อย่างนี้ ; ฉะนั้นอย่างมโง่กลัวคำว่าเผด็จการ. อาตมาบอกให้สังเกตกันบ่อยที่สุด โดยเฉพาะพวก นักศึกษา นักศึกษานี่เขาเกลียดเผด็จการเข้ากระดูกดำ แล้ว ไม่ยอมฟังอะไรหมด. อาตมาบอกเขาเรื่อยไปว่า เผด็จการ ไม่ใช่ระบบการเมือง, ไม่ใช่อุดมคติทางการเมือง ; แต่ มันเป็นเครื่องมือ จะเอาไปสร้างอะไรก็ได้ ขอให้เฉียบขาด รวดเร็ว เฉียบขาด, เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่ตัวระบบการ เมือง แต่เป็นเครื่องมือที่จะเอาไปใช้กับระบบการเมืองได้ ; ฉะนั้นเราอย่าไปกลัวเผด็จการอย่างโง่เขลา. พระพุทธเจ้าท่านก็มีการปกครองสงฆ์แบบ เผด็จการ คือท่านเฉียบขาด แล้วท่านดำรงพระองค์เอง
น.39 ๓๑ ไว้เหนือกฎ เหนือวินัย เหนืออะไรหมด. นี่ท่านเป็นผู้ เผด็จการ สิ่งต่าง ๆ มันก็เรียบร้อย. นี่ขอให้เรามีฟ้าสางทางการเมือง การเมืองนั้น เป็นปัจจัยแห่งสันติภาพ ถ้าการเมืองบริสุทธิ์ ; ถ้าเป็น การเมืองสกปรก มันก็เป็นปัจจัยแห่งความวินาศ การเมือง คือการจัดให้สังคมอยู่เป็นสุขโดยไม่ ต้องใช้อาชญา , จัดให้สังคมทั้งหลายอยู่เป็นสุขโดยไม่ต้อง ใช้อาชญา คำบัญญัตินี้ไม่มีในตำราของฝรั่ง ดอก กล้า ท้าอย่างนี้เลย มีแต่ในคำพูดของพระบ้า ๆ ที่สวนโมกข์คน หนึ่งเท่านั้นแหละ ว่าการเมืองคือระบบจัดสังคมให้อยู่เป็นสุข โดยไม่ต้องใช้อาชญา. ไปเปิดตำราของพวกฝรั่งดูเถอะ เขา อธิบายเป็นอย่างอื่น ; แต่เรามองเห็นว่า ที่จริง นั้นมัน เป็นอย่างนี้ มัน เป็นการจัดให้สังคมอยู่กันเป็นผาสุกโดย ไม่ใช้อาชญา คือมีศีลธรรมเป็นรากฐาน, และ การ เมืองนั้นก็พลอยเป็นศีลธรรมไปด้วย เพราะว่ามันเป็น ปัจจัยแห่งสันติภาพ.
น.40 ๓๒ การเมืองบริสุทธิ์ต้องมีศีลธรรมเป็นรากฐาน. ถ้าฟ้าสางทางการเมือง การเมืองก็บริสุทธิ์ มีศีล ธรรมเป็นรากฐาน ใช้ทุกอย่างที่ควรใช้ แม้แต่วิธีเผด็จ การ ที่จะให้สิ่งทั้งปวงเป็นไปโดยรวดเร็ว. ถ้าจะให้ ฟ้าสาง ทางการเมือง ศีลธรรมต้องกลับมา, ศีลธรรมต้องกลับ มา จึงจะมีฟ้าสางทางการเมือง, แล้วให้มีฟ้าสางทางการ เมืองที่เรียกว่า ระบบประชาธิปไตย เป็นหลักการของ ธรรมชาติ ที่ให้เราอยู่กันอย่างเพื่อน, อยู่กันอย่างเพื่อน โดยมีศีลธรรมเป็นรากฐาน. เดี๋ยวนี้ที่เรียกว่า การเมือง ๆ ทั่วทั้งโลกนั้น มัน คือระบบเอาเปรียบผู้อื่น นี่กล้าท้าอย่างนี้เลย ; ระบบการ เมืองของประเทศไหนก็ตามใจเถอะ มันคือวิธีการเอาเปรียบ ผู้อื่น. ดังนั้นการเมืองจึงได้นามอย่างใหม่ขึ้นมาว่า “การ เมืองเรื่องสกปรก" หรือการเมืองปัจจุบันนี้ ของคนที่ไม่ มีศีลธรรมนี้ เรียกว่าการเมืองเรื่องสกปรก. แต่ถ้าการ เมืองที่ถูกต้อง คือจัดสังคมให้อยู่กันเป็นผาสุกโดยไม่ต้องใช้ อาชญาแล้ว มันเป็นเรื่องวิเศษ, เป็นเรื่องที่จำเป็นจะต้องมี,
น.41 ๓๓ ทีนี้เราไม่มีสติปัญญาของเราเอง เราเป็นทาสทาง สติปัญญาแก่พวกฝรั่ง ทำอะไรตามกันฝรั่งไปหมด เรียน การเมืองจากตำราของฝรั่ง เอาเรื่องของฝรั่งเป็นหลัก มันก็ คือหลับหูหลับตา. จะเห็นได้ว่า ประเทศไหน การเมือง ของประเทศไหน ในโลกทั้งโลก การเมืองของประเทศไหน ที่มันสร้างความสงบสุขขึ้นในประเทศนั้น. ในประเทศ ประชาธิปไตยก็ไม่เห็นมีสันติภาพ, ในประเทศคอมมูนิสต์ ก็ไม่เห็นมีสันติภาพ, ไม่เห็นมีว่า การเมืองฝ่ายไหนของ กลุ่มไหน ที่มันมีสันติภาพ ; ยิ่งเป็นประเทศใหญ่ ๆ แล้วก็ยิ่งไม่มีสันติภาพ สงบสุข. ประเทศที่เป็นมหาประเทศ เขายกตัวเป็นมหาประเทศยิ่งด้วยพัฒนา ประเทศอย่างนั้นยิ่ง ไม่มีความสงบสุข. เราเป็นประเทศเล็ก ประเทศไทยเป็นประเทศ เล็ก ด้อยพัฒนา ตามก้นเขา ตามไปไหนเล่า ? ก็ตัวอย่าง มันแสดงอยู่แล้วว่า มันไม่มีความสงบสุข ในประเทศที่ใหญ่ โต และยิ่งด้วยพัฒนาเหล่านั้น. ฉะนั้น ประเทศที่ป่าเถื่อน เล็ก ๆ อยู่บนภูเขาหิมาลัย เช่นประเทศธิเบต ภูฐาน เนปาล อย่างนี้เสียอีก ที่ไปดูแล้วจะพบกับสันติภาพหรือสันติสุข,
น.42 ๓๔ ไปดู ประเทศด้อยพัฒนา สิ มันมี สันติภาพมากกว่าประ- เทศที่ยิ่งด้วยพัฒนา. นี่การเมืองมันกลายเป็นเรื่องอย่างนี้. เราหลับหูหลับตาตามกันเขาทางการเมือง ชนิดที่ ไม่แสดงให้เห็นว่าจะมีสันติภาพเกิดขึ้นได้อย่างไร. แต่แล้ว มันเนื่องกันกับว่า เรากลัวเขา เขามีอำนาจ เขาบีบคั้น เราก็ได้ เขาแกล้งเราก็ได้ เขาช่วยเราก็ได้ เราจึงต้องตาม เขา. ฉะนั้นระบบการเมืองจึงไม่เป็นระบบที่ถูกต้อง, หรือ เป็นไปตามที่ควรจะเป็น, มันเป็นเรื่องการเมืองเสียเรื่อย คือ การบีบคั้นกันเรื่อย , การใช้อำนาจลากจูงอยู่เรื่อย, เรียกว่า มืดมิดทางการเมือง. ถ้าฟ้าสางทางการเมืองแล้ว มันก็ จะมี ศีลธรรม ซื่อตรง สุจริต รักผู้อื่น เมตตากรุณา มาเกิดขึ้น. ธัมมิกสังคมนิยมแบบเผด็จการจะเหมาะสม. อาตมาก็พูดกับเขาบ้างเหมือนกัน ว่า เราต้องการ ระบบการเมืองที่เหมาะสมกับเรา. อาตมาเคยเขียนและ เคยเสนอออกไปเล่น ๆ มีคนเอาไปพิมพ์ขายก็มี ว่าการเมือง ที่เราชอบ คือ ระบบธัมมิกสังคมนิยมแบบเผด็จการ.
น.43 ๓๕ สังคมนิยม คือว่าอย่าไปนิยมประโยชน์ของคนเป็น คน ๆ ขอให้นิยมประโยชน์ของทุกคน ; ระบบนี้เรียกว่า สังคมนิยม. ธัมมิกะ แปลว่า ประกอบด้วยธรรม สังคม นิยมของเราต้องประกอบด้วยธรรม, ด้วยธรรมะ ไม่ใช่สังคม นิยมที่ประกอบอยู่ด้วยความเห็นแก่ตัว คือสังคมนิยมทั้งหลาย ที่มีอยู่ในโลกปัจจุบันนี้. ปัจจุบันเขาก็มีสังคมนิยม ระบบ สังคมนิยม แต่ว่าเห็นแก่ประโยชน์ของตัว หรือว่าอย่างน้อย ของประเทศใดก็เห็นแก่ประเทศนั้น, ไม่เห็นแก่ประเทศอื่น, ไม่เห็นแก่พวกอื่นทั้งโลก อย่างนี้ไม่ใช่สังคมนิยม. ถ้า สังคมนิยม ต้องเห็นแก่ประโยชน์ของคน ทุกคน กระทั่งถึงของสัตว์เดรัจฉาน ; จะไม่เอาเปรียบ ไม่เบียดเบียน แม้กระทั่งสัตว์เดรัจฉาน เพราะมันก็เป็นสัตว์ สังคม อยู่ร่วมโลกกันด้วยเหมือนกัน. ฉะนั้น สังคมนิยม ของชาวพุทธจึงกว้าง อย่างนี้. แล้วใช้คำว่า ธัมมิกประกอบ เข้าไปข้างหน้า เป็น ธัมมิกสังคมนิยม คือ ต้องประกอบ อยู่ด้วยธรรม, ความถูกต้องที่ มีรากฐานอยู่บนความรัก ความเมตตาว่าทุกคนเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วย กัน; นี่อย่างนี้เป็น ธัมมิกสังคมนิยม. แต่เขาไม่ถือ
น.44 ๓๖ อย่างนี้ เขาเอาประโยชน์ของฉันเป็นใหญ่ ทั้งสังคมมันก็ สังคมเฉพาะกลุ่ม เฉพาะพวก มันไม่ใช่ทั้งหมด. แล้ว คนคนเดียวมันก็ถือระบบสังคมนิยมไม่ได้, มันรวมกัน เข้าต่างหาก มันจึงเป็นสังคมนิยมได้. แต่แล้วทุกคนก็เห็น แก่ตัว เป็นระบบสังคมนิยมที่ไม่ประกอบไปด้วยธรรมะเลย. แล้วมีแถมท้ายว่า แบบเผด็จการ ธัมมิกสังคมนิยมแบบ เผด็จการ อาตมาเติมคำว่า แบบเผด็จการ เข้าไป. พวกนักศึกษาหนุ่ม ๆ ทั้งหลายเอาไปวิพากษ์วิจารณ์ บางคนเห็นด้วย บางคนไม่เห็นด้วย. คนที่ไม่เห็นด้วยก็ว่า บ้า เผด็จการกลับมาแล้ว ว่าอาตมาดึงเอาเผด็จการกลับมา แล้ว; เพราะเขารู้จักแต่เผด็จการของพวกทุรราชเลวร้าย และถือเป็นอุดมคติทางการเมืองระบบหนึ่ง. เราว่า ไม่ใช่ คำว่า เผด็จการ ไม่ใช่ระบบการ เมือง ระบบหนึ่ง ; มันเป็นเครื่องมือ เอาไปใช้อะไรก็ ได้ ; แม้แต่บิดามารดาจะต้องใช้กับบุตรก็ได้, หรือครูบา อาจารย์จะต้องใช้กับนักเรียนก็ได้ นั่นเรียกว่า เผด็จการ เพื่อ ให้มันรวดเร็ว ให้มันถูกต้อง ให้มันซื่อตรง อย่าให้มันเอา เปรียบกันได้. นี้ ระบบสังคมนิยมของเรา นอกจากจะ
น.45 ๓๗ ประกอบไปด้วยธรรมะแล้ว ต้องเผด็จการ โดยธรรมะ นั่นเอง ก็เลยไม่ผิดพลาดเสียหายอะไร ให้ธรรมะเป็นผู้เผด็จ การ. อย่าลืมว่า เรา รอดตัวกันมาได้ เพราะเครื่องมือ เผด็จการของบิดามารดา ของ ครูบาอาจารย์ ที่เคยเฆี่ยน ตีเรามา, เคยบังคับเราอย่างเฉียบขาด ว่าอย่างนี้ทำได้ อย่างนี้ทำไม่ได้. นี่ควรจะขอบคุณระบบเผด็จการ ที่เป็น เพียงเครื่องมือเท่านั้นแหละ ที่มันคุ้มครองเรามาให้เป็นเด็ก ดีมา เป็นคนดีมา อยู่ได้จนบัดนี้; เพราะบิดามารดาของ เราได้ใช้เครื่องมือเผด็จการอย่างถูกต้องแก่เรา. พออธิบาย อย่างนี้ ดูเงียบกันไปหลายคน พวกนักศึกษาที่เคยค่า อาตมา ว่า เป็นนักเผด็จการ. เดี๋ยวนี้ก็เอามาพูดในฐานะเป็นฟ้าสางอย่างหนึ่ง ระหว่าง ๕๐ ปีที่มีสวนโมกข์ คือฟ้าสางทางวิชาการเมือง ที่ มีศีลธรรมเป็นรากฐาน, แล้วมีเครื่องมือคือเผด็จการ ทำ อะไรให้มันเร็วเข้า ๆ.
น.46 ๓๘ ฟ้าสางทางสัมพันธภาพ ระหว่างรัฐบาลกับประชาชน เอ้า, ทีนี้ก็ข้อต่อไป เรียกว่า ฟ้าสางทางความสัมพันธ์ ระหว่างรัฐบาลกับประชาชน. ความสัมพันธ์ระหว่าง รัฐบาลกับประชาชนนั้น มันยังมืดมิด, ยังมืดมิด เหมือน ราตรีที่ปราศจากดาวในกลางดึก ดูจะเป็นกันทุกประเทศใน โลก ที่ความสัมพันธ์กันระหว่างรัฐบาลกับประชาชนนั้นมัน ไม่มีพอ มันไม่ถูกต้อง มันไม่เป็นธรรม, มันไม่ถูกต้องตาม ทางธรรม. พูดสั้น ๆ ง่าย ๆ ตรง ๆ ก็ชี้ไปยังข้อที่ว่า รัฐบาลกับ ประชาชนนั้น มัน ยังแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายกันอยู่ : เป็น ฝ่ายรัฐบาล เป็นฝ่ายประชาชน, รัฐบาลกับประชาชนไม่ได้ เป็นสิ่งเดียวกัน, ไม่ได้เป็นบุคคลเดียวกัน. นี่ไม่มองกันว่า รัฐบาลเขาก็ใช้คำพูด ในการพูด- จาก็ดี ในการเขียนหนังสือลายลักษณ์อักษรก็ดี ยังแสดง ความเป็นคนละฝ่ายกับประชาชน . ข้าราชการบางคนพูด ปาฐกถาปราศัยว่า ราษฎรทั้งหลาย นี่ใช้คำว่าอย่างนี้ ว่า ราษฎรทั้งหลาย เดี๋ยวนี้มันอาจจะหาย ๆ ไปบ้างแล้ว แต่ก่อน
น.47 ๓๙ นี้มีมากเหลือเกิน. ทีนี้ ราษฎรเขาก็รู้สึกว่า เขาเป็นคนอีก พวกหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่รัฐบาล มันจึงมีความรู้สึกที่ขัดกัน. ประชาชนเราก็ใช้คำว่า หลวง ๆ กับรัฐบาล : หลวงจะเอา อย่างนั้น หลวงจะเอาอย่างนี้, หลวงจะเก็บภาษีอย่างนั้น หลวงจะเก็บภาษีอย่างนี้, ฉันก็ไม่ยอม ฉันก็ไม่ให้ ฉัน ก็ต่อต้าน ฉันก็ประท้วง, มันเกิดเป็นปรปักษ์กัน. ปรปักษ์ แปลว่า คนละฝ่ายกัน ป-ร แปลว่า อื่น, ปักษ์ แปลว่า ฝ่าย ปรปักษ์ คือ ฝ่ายอื่น มันก็เป็นฝ่ายอื่นต่อกัน ; ประชาชน ก็เป็นฝ่ายหนึ่ง, รัฐบาลก็เป็นฝ่ายหนึ่ง, แล้วก็ต่อสู้กัน อย่างนี้ตลอดมา. นี้เป็นความมืดมิดอย่างยิ่ง เพราะว่าการ ศึกษามันไม่พอ. ถ้าว่าทุกคนรู้สึกมาแต่พื้นฐาน ว่าเราเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน ; คนที่เรียกตัวเองว่า รัฐบาล ทุก คน ก็เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน, ราษฎร ทุกคนก็เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน . ทีนี้ เรามารวมกันใช้ระบบประชาธิปไตย เมื่อราษฎรทุกคนจะไป นั่งในสภาไม่ได้ ก็ไปนั่งเท่าที่จะไปนั่งได้ แต่ต้องแทนใน นามของประชาชนทุกคน อย่างที่พูดว่า บ้านเมืองของ
น.48 ๔๐ ประชาชน การปกครองของประชาชน อธิปไตยของประชา- ขน ก็หมายถึงคนทุกคน ; ไม่ได้แบ่งแยกเป็น ๒ ฝ่าย ว่าเป็นรัฐบาลพวกหนึ่ง เป็นประชาชนหรือราษฎรอีกพวก หนึ่ง. กิเลสของคนตามธรรมดา, กิเลสธรรมดาของคน ธรรมดา มันทำให้รู้สึกอย่างนั้น คือถือ ตัวกู-ของกู, เขา ก็เขา เราก็เรา, มองแต่ประโยชน์ที่จะพึงได้ แล้วมันก็เกิด แบ่งฝ่ายกันขึ้นมาเอง ว่าเขา ว่าเรา. ประชาชนไม่ได้ รู้สึกได้โดยแท้จริง ว่าประเทศชาติของเราทุกคน แล้วให้คนที่ประกอบกันเป็นคณะรัฐบาลนั้น เ ป็น เสมือนหนึ่งผู้จัดการ ช่วยจัดการ เพราะเขามีสติปัญญา เล่าเรียนมาดี เป็นผู้จัดการให้เรา ซึ่งเป็นเจ้าของประ- เทศด้วยกันทุกคน. เดี๋ยวนี้จะมีคนพูดอย่างนี้บ้างก็ได้ ; แต่ว่าตาม ข้อเท็จจริงมันไม่เป็นอย่างนั้น ข้าราชการหรือรัฐบาล ก็ยัง เป็นรัฐบาลอยู่นั่นแหละ, ประชาชนก็เป็นประชาชนอยู่ นั่นแหละ, แล้วต่างฝ่ายต่างก็จะเอาประโยชน์ฝ่ายตนให้มาก เข้าไว้เสมอแหละ ; เช่นรัฐบาลจะเก็บภาษี ประชาชนก็
น.49 ๔๑ พยายามที่จะไม่เสียภาษี เพราะไม่ใช่อะไรของกู. เพราะ ฉะนั้นเราจึงอยู่กัน อย่างที่เรียกว่าเป็นปรปักษ์ต่อกัน. นี้จะโทษใครก็ยาก ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ; แต่ อาตมาอยากจะพูดว่า เพราะการศึกษาไม่พอ , การศึกษา ไม่ถูกต้อง การศึกษาสอนเหมือนกัน แต่สอนไม่ถูกต้อง. การศึกษาไม่ได้สอนถึงขนาดว่า เราเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน ; ในแง่นี้แล้วไม่มีรัฐบาล ไม่มีประ- ชาชน มีแต่คนทั้งปวง ที่เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน. ถ้าว่าการศึกษาถูกต้อง ก็ไม่เกิดความคิดแบ่งแยก อย่างนี้ขึ้นในจิตใจของประชาชนและรัฐบาล. รัฐบาลก็จะ เป็นลูกจ้างที่ซื่อสัตย์ของประชาชน, จัดการบ้านเมืองให้ดี ที่สุด เป็นประโยชน์แก่คนทุกคน, ตนเองจะกินเงินเดือน อย่างผู้จัดการก็กินไป, แต่ว่าต้องทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ สำหรับประชาชนทุกคน ซึ่งเป็นเจ้าของประเทศ นี้อาตมาเห็นว่า ถ้ าศีลธรรมไม่กลับมา ความรู้ สึกร่วมใจกันอย่างนี้เกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าธรรมะไม่กลับมา ความรู้สึกอย่างนี้เกิดขึ้นไม่ได้ ; เพราะฉะนั้นเราจึงเน้น ๆ
น.50 ๔๒ เน้น ๆ แต่เรื่องว่า ทุกคนเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน, เน้นธรรมะของพระพุทธศาสนา มาให้คนทุก คนมองเห็นอย่างนี้, เพื่อว่าเขาจะยอมรับสภาพที่ว่า เรา ทุกคนมันเป็นคนคนเดียวกัน. อย่าแบ่งเป็นพรรครัฐบาล หรือเป็นพรรคประชาชนเลย มันมีแต่ความยุ่งยากลำบาก ความเมตตากรุณามันตั้งขึ้นมาไม่ได้ เพราะมันแบ่งพรรค แบ่งฝ่าย ที่ให้เห็นแต่ว่าประโยชน์ของฝ่ายตน นี่เราทุกคนช่วยกันหน่อยในข้อนี้ ว่า เราเป็น เพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน. ฉะนั้นเรา อย่ามี อะไรที่ขัดกัน, ความขัดกันนั้นแหละเป็นสิ่งที่เลวร้าย ที่สุด , ถึงขนาดที่ว่าเลวร้ายที่สุดแหละความขัดกัน. ฉะนั้น ต้องกระทำทุกอย่างไปในทางที่ต้องไม่ขัดกัน. นี่ฟ้าสางทาง ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับประชาชน ฟ้าสางทางสัมพันธภาพ ของคนฉลาดและคนไม่ฉลาด คำพูดที่เขาพูดกับประชาชนก็อย่างนี้ ในหนังสือที่ ทางราชการที่ออกมาถึงประชาชน ก็มีลักษณะอย่างนี้ ดู
น.51 ๔๓ เป็นคน ๒ ฝ่าย, ทำอะไรเกี่ยวข้องกัน ในลักษณะที่ ต่าง คนต่างป้องกันผลประโยชน์ของตน ๆ. นี่เป็นเรื่อง ไม่มีธรรมะเลย ไม่มีศีลธรรมเลย แล้วไม่ถูกต้องด้วย คือ ไม่ยุติธรรมด้วย. เพราะตามที่ถูกต้อง หรือตามยุติธรรมแล้ว มันเป็นอย่างนั้นไม่ได้ คือรัฐบาลจะเป็นอย่างนั้นไม่ได้ แล้ว ประชาชนก็จะเป็นอย่างนี้ไม่ได้เหมือนกันแหละ ที่ว่าเราก็ เป็นเรา เขาก็เป็นเขา. ฉะนั้น ทำความเข้าใจกันเสียให้ถูกต้อง แล้ว ร่วมมือกันทุกทาง ทำหน้าที่การงานเต็มตามความสามารถ ของตน ตามเรี่ยวแรงของตน ตามที่จะทำได้, ต่างฝ่ายต่าง ก็ได้ประโยชน์โดยสมแก่สัดส่วนที่ตนได้กระทำ. คนฉลาดก็ ต้องได้มาก, คนโง่ก็ต้องได้น้อย , คนแข็งแรงก็ต้องได้ มาก คนอ่อนแอก็ต้องได้น้อย, ให้มันถูกต้องสมสัดส่วน เป็นหุ้นส่วนที่ดี เป็นหุ้นส่วนที่รวมกันที่ดี ที่ยุติธรรมที่สุด ที่มั่นคงที่สุด. พวกคอมมูนิสต์เขาก็ชอบอ้างอุดมคติอย่างนี้ แต่ มันก็ทำไม่สำเร็จ เพราะไม่เอาธรรมะมาใช้. นี้เราจะ เอา ธรรมะมาใช้ ให้สำเร็จประโยชน์ตามนี้ ให้เราเก่งกว่า
น.52 ๔๔ คอมมูนิสต์ ให้เราเหนือกว่าคอมมูนิสต์ ; เพราะว่าเรา สามารถที่จะใช้ธรรมะให้สำเร็จประโยชน์ ในการที่ว่าทุกคน เป็นคนคนเดียวกัน เป็นสัตว์สังคม เป็นสัตว์เศรษฐกิจ เป็นสัตว์การเมือง ที่ร่วมกัน และมีความเป็นสัตว์ศีลธรรม เป็นรากฐาน. นี่เรียกว่า ฟ้าสางทางสัมพันธภาพของคนฉลาด และคนไม่ฉลาด. ประชาชนธรรมดาถือว่าไม่ฉลาด, ผู้ ประกอบกันเป็นรัฐบาลมีการศึกษาเล่าเรียนดี ถือว่าเป็นผู้ ฉลาด ; แล้วเขาทำกันอย่างไม่ถูกต้องตามทางธรรม เกิด แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย, ต่างยึดถือเอาประโยชน์ตนให้มากเข้า ไว้เสมอไป โลกนี้จึงไม่มีสันติภาพ. ถ้าเมื่อใดเรากระทำถูก ต้องในเรื่องนี้, รู้ความที่เป็นเจ้าของโลกร่วมกันดีกว่า โลกนี้ก็จะมีสันติภาพอันถาวร. พูดกันแต่เพียงว่า รัฐบาลกับประชาชนในประเทศ หนึ่ง ๆ นี้มันยังน้อยไป ให้ดีกว่านั้นเราถือกันว่า ทั้งโลก ดีกว่า. อย่ามีประชาชนคนธรรมดา ที่เป็นปรปักษ์ต่อ ประชาชนที่เฉลียวฉลาด มีอำนาจ มีบุญ, จะเรียกว่า กลมกลืนกันระหว่างคนที่มีบุญกับคนที่ไม่มีบุญ ‘ดีกว่า, คน
น.53 ๔๕ ที่มีบุญอย่าเห็นแก่ประโยชน์ตน เมื่อโชคดีโอกาสดีมีบุญ แล้วก็กอบโกยใหญ่. ควรจะลดลงมาเป็นเพื่อนกับคนที่ไม่มี บุญ, คนมั่งมีก็เป็นเพื่อนทุกข์ยากกันกับคนยากจน แล้ว ปัญหาก็จะหมดสิ้นในชั้นสูงสุด. เดี๋ยวนี้เพียงแต่รัฐบาลกับ ประชาชน ก็ยังแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ เป็นที่น่าเกลียดน่า ชัง; ดูแล้วก็น่าเกลียดน่าชัง, แล้วก็น่าเวทนาสงสาร ว่า มนุษย์ไม่สามารถจะแก้ไขปัญหาของมนุษย์ได้. . . .. .... .... ฟ้าสางที่มีการปกครองทางศีลธรรม. นี่ ระบบการปกครองก็คือศีลธรรม เพราะว่า การปกครองก็คือปัจจัยแห่งสันติภาพ ; การปกครองมีขึ้นใน โลก เพื่อเป็นปัจจัยแห่งสันติภาพ. เดี๋ยวนี้ระบบการปกครอง มันแยกรัฐบาลออกเป็นพวกหนึ่ง ประชาชนออกเป็นพวก หนึ่ง มันไม่เป็นไปเพื่อสันติภาพ. จะต้องกระทำต่อกัน ในฐานะที่ว่าเป็นพวกเดียวกัน เป็นพรรคเดียวกัน และ กระทั่งว่าเป็นคนคนเดียวกัน, ทุกฝ่ายต้องมีจิตใจเป็นศีล ธรรม, ฝ่ายรัฐบาลก็มีจิตใจเป็นศีลธรรม, ฝ่ายประชาชนก็มี
น.54 ๔๖ จิตใจเป็นศีลธรรม, แล้วทุกฝ่ายต้องกระทำแก่กันและกัน ด้วยความมีศีลธรรม, เมื่อแต่ละฝ่ายมีศีลธรรมแล้ว ก็ต้อง ประพฤติต่อกันและกัน ด้วยความมีศีลธรรมนั้นนั่นเอง. นี่คือการปกครองที่มี ฟ้าสางทางศีลธรรม จะเกิดการปก ครองอย่างบิดากับบุตร ดูเหมือนเคยอ่านพบว่า ในคำกล่าวในจารึกของ พระเจ้าอโศก พระเจ้าอโศกมหาราชในอินเดีย ที่ยิ่งใหญ่ ก็เคยใช้คำนี้ ว่าเราจะปกครอง หรือว่ามีการปกครองอย่าง บิดากับบุตร มันก็เป็นคนละฝ่ายไม่ได้. ทีนี้ก็เผด็จการอย่าง บิดากับบุตร. พระเจ้าอโศกนั้นปกครองอย่างเผด็จการ เฉียบขาด แต่ว่าเผด็จการอย่างบิดากับบุตร บิดามันจะฆ่า บุตรได้ลงคอที่ไหนเล่า ? แต่มันเฉียบขาดที่สุดแหละ เพื่อ ให้ลูกนั้นเดินไปถูกต้อง ปลอดภัยแก่ลูกนั้นเอง เคยปก ครองอย่างบิดากับบุตร, แล้วก็ใช้เผด็จการอย่างบิดากับบุตร. นี่อาตมาเห็นว่าเป็นการปกครองที่ดี ประกอบไปด้วยธรรมะ เป็นผู้เผด็จการ นักศึกษาในประเทศเราไม่เข้าใจ คำเหล่านี้ ไม่ เข้าใจคำว่า เผด็จการในความหมายอย่างนี้, ไม่เข้าใจธรรมะ
น.55 ๔๗ ในความหมายอย่างนี้, ไม่เข้าใจพระพุทธศาสนาอย่างถูก ต้อง ; เลยนักศึกษานั่นเองแหละทำอะไร เก้ง ๆ ก้าง ๆ รี ๆ ขวาง ๆ เกิดเป็นปัญหายุ่งขึ้นมาบ่อย ๆ, และเ ขาก็ต่อต้าน ระบบการปกครองกันเป็นอย่างยิ่ง โดยที่ไม่รู้เรื่องการปก- ครองอันแท้จริง ว่ามันต้องประกอบไปด้วยศีลธรรม. สวนโมกข์เรา มุ่งหมายอย่างยิ่งที่จะเผยแผ่ศีล - ธรรม หรือแสงสว่างของพระธรรม ไปในทุกแง่ทุกมุม ให้เกิดฟ้าสางขึ้นมาในทางศีลธรรม ที่มันเกี่ยวกับการปก ครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือรัฐบาลกับประชาชนอย่างนี้. ทีนี้ข้อต่อไปอีก จะเรียกว่า ฟ้าสางในทางเอาอย่าง ประเทศที่เป็นผู้นำ. ฟ้าสางทางเอาอย่างประเทศผู้นำ. นี้มันก็เป็นเรื่องการเมืองเหมือนกัน เนื้อแท้มันก็ เป็นเรื่องการเมืองเหมือนกัน ประเทศเล็กมันมีอำนาจน้อย สู้ เขาไม่ได้ มันต้องตาม, ตามในทางวัตถุก็มี, ตามในทาง จิตใจก็มี, คือต้องไม่กล้าทำตนเป็นผู้ขัดขวาง อย่างนี้ก็มี ;
น.56 ๔๘ เพราะไม่กล้า แต่แม้ในส่วนที่จะทำได้โดยอิสระ มันก็ยัง ตามอยู่นั่นเอง, เพราะมันไปหลงเสียแล้ว มันก็ตามกันมา อย่างหลงเสียแล้ว. นี่ก็คล้าย ๆ กับที่พูดมาแล้วเมื่อตะกี้นี้ ว่าประชา- ธิปไตยที่ตามกันประชาธิปไตย อันไม่มีผลทางประชาธิปไตย. คนฟังงงหรือเปล่า ? ประชาธิปไตย ที่ตามกัน ประชาธิป- ไตย ที่ไม่มีผลทางประชาธิปไตย. เอ้า, พูดตรงๆ ไม่กลัวใครโกรธ ว่าเราเป็น ประชาธิปไตย, ประเทศประชาธิปไตย, แล้วเราก็ไปตาม ก้นประเทศมหาประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ; แต่แล้วมัน ไม่เกิดผลอย่างประชาธิปไตยขึ้นมา. นี่สภาพการณ์แท้จริงที่ กำลังเป็นอยู่อย่างนี้เดี๋ยวนี้ เป็นประชาธิปไตย ไปตาม กันประชาธิปไตย แล้วก็ไม่เกิดผลอย่างประชาธิปไตย. ถ้าประชาธิปไตยให้ผลจริง มันก็มีสันติภาพเสมอ หน้ากันหมด. เดี๋ยวนี้มันไม่มีสันติภาพ อย่าว่าเสมอหน้าเลย แม้แต่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ มันก็ไม่มี, ไม่มีสันติภาพอย่างเสมอหน้า เพราะไม่มีแม้แต่สันติภาพชนิดที่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ มันมีแต่ วิกฤตการณ์ ความยุ่งยากลำบาก โกลาหลวุ่นวาย ระส่ำระสาย
น.57 ๔๙ คล้ายกับถูกบีบคั้นอยู่เสมอ, จำใจต้องทำสิ่งที่ไม่อยากจะทำ อยู่เสมอเลย. ประเทศในโลกที่เป็นมหาอำนาจ ที่เขามีอำนาจยิ่ง ใหญ่ในโลก ก็มีอยู่ ๒ ฝ่าย คือฝ่ายเสรีภาพหรือฝ่ายนายทุน แล้วก็ฝ่ายชนกรรมาชีพหรือฝ่ายคอมมูนิสต์ เสรีประชาธิปไตย นั้นก็พวกหนึ่ง คอมมูนิสต์พวกหนึ่ง ล้วนแต่มีอำนาจพัด เหวี่ยงกัน ต่อต้านกัน ต่อสู้กัน. นี้เราก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ความจำเป็นบังคับให้ต้องตาม หรือเข้าเป็นฝักเป็นฝ่าย ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง นี้มันก็เรียกว่าความจำเป็นบังคับ ในกรณีที่เลือกได้ เราก็ดูเหมือนไม่มีปัญญาจะเลือก ไม่มีปัญญาจะเลือก, มันก็เลือกตามความเคยชิน ตามความ นิยมเห่อ ๆ กันมานานแล้ว ด้วยสมัครใจ, ด้วยสมัครใจนะ; แม้จะถูกบังคับให้ตาม แต่แล้วในที่สุดมันก็ตามด้วยความ สมัครใจ. ส่วนที่เราจะแก้ไขของเราเองในประเทศของเรา ที่ควรจะทำได้ก็ไม่ได้ทำ. เพราะว่า เ ราสมัครใจจะไปตาม เขาเสียจนหมดสิ้น หมดสิ้นชีวิตจิตใจแล้ว, แล้วก็ไม่ได้ผล ตามที่ควรจะได้ ตามระบบประชาธิปไตย ที่เราพูด ที่เรา ประกาศตัวเป็นประชาธิปไตย.
น.58 ๕๐ ไปตามกันประชาธิปไตย แล้วก็ไม่ได้ผลเป็น ประชาธิปไตย ; เพราะว่า ฟ้ามันไม่สางทางประชาธิปไตย มันยังมืดมิดอยู่ ในการที่จะไปตามใคร, ไปตามกันใคร ไปถือเอาใครเป็นครูบาอาจารย์ มันยังมืดมิดอยู่. เราควรจะมาแยก กันดู ว่า ประเทศเสรีประชา- ธิปไตยทั้งหลาย ในบ้านในเมืองของเขา มีสันติภาพมี สันติสุขไหม ? แล้วก็ไปดูในฝ่ายประเทศคอมมูนิสต์มหา ประเทศเหล่านั้น ในบ้านในเมืองของเขา มีสันติภาพมี สันติสุขไหม ? พอไปดูเข้าจริงมันไม่มีทั้ง ๒ ฝ่าย ; ฉะนั้น ควรจะเลือกจัดปรับปรุงตั้งเป็นระบบของตัวเองขึ้นมา แต่ แล้วมันก็ทำไม่ได้, มันก็ทำไม่ได้ เพราะฟ้ามันไม่สางในจิตใจ ของบุคคลที่จะไปตามเขานั่นเอง. แล้วมันก็น่าหัวเราะที่ว่า ประเทศเล็กๆ ด้อย พัฒนา นั่นแหละ กลับมีสันติภาพ หรือจะพูดให้กว้างไกล มากไปกว่านั้น ก็จะพูดว่า ในพวกคนป่ามีสันติภาพมากกว่า ในบ้านเมืองที่เจริญแล้ว. ในหมู่คนที่เขาอยู่กันอย่างคนบ่า หรือสมัยคนบ่ายุคนั้นก็ตาม เขามีสันติภาพกันมากกว่า คนใน ประเทศที่เจริญแล้ว ซึ่งอยู่ด้วยส่วนเกิน, เห็นได้ง่าย ๆ ว่า
น.59 ๕๑ คนป่าสมัยที่ไม่เจริญนั้น มันไม่อาจจะอยู่ด้วยส่วนเกินดอก เช่นน้ำแข็งก็ไม่มีกิน ไฟฟ้าก็ไม่มีใช้ อย่างนี้เป็นต้น มัน ไม่อาจจะอยู่ด้วยส่วนเกิน มันก็ไม่มีเรื่อง. หลงอยู่ในส่วนเกินจึงหาสันติภาพไม่ได้. ทีนี้ ประเทศที่เจริญแล้ว มันก็กินใช้สิ่งที่เป็น ส่วนเกิน : มีน้ำแข็งกิน มีน้ำอัดลมกิน, มีไฟฟ้าใช้ มีอะไร ต่าง ๆ สารพัดอย่างที่จะส่งเสริมกิเลส ; แต่แล้ว หาสันติภาพ ไม่ได้ . นี่เรียกว่า มันมีการกระทำผิดโดยไม่รู้สึกตัวอยู่. เราควรจะรู้สึกตัวและระวังข้อนี้กันให้มาก คือ ยับ ยั้งไว้ในการที่จะไม่ไปเอาส่วนเกิน. รู้ได้เองว่าส่วนเกิน นั้นคือ ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร ถ้าไม่มีสบายกว่า ถ้าไม่มีสงบกว่า ; ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านั้น ก็ประหยัดเงินได้มากกว่า ว่าอย่างนี้ก็ได้ อย่าไปเอาส่วนที่เกิน ที่ทำให้ยุ่งยากลำบาก เดี๋ยวนี้เราก็กำลังไปตามเขา ประเทศที่เขามี การเป็นอยู่ด้วยส่วนเกิน ; เขาจะมีอะไรเราก็จะมีอันนั้น, เขาจะมีอะไรเราก็จะมีอันนั้น, แม้เป็นส่วนเกินยิ่งกว่าเกิน ก็ไม่รู้ว่ามันเกิน มันก็เลยไปเข้าพวง เข้าพวก สำหรับจะ
น.60 ๕๒ ลำบากด้วยกันกับเขานั่นแหละ จะอยู่ในโลกนี้ด้วยความยาก ลำบากเหมือนกันกับพวกนั้น. นี่เพราะฟ้ามันไม่สางในทางธรรม ในทางศีลธรรม หรือในทางสติปัญญา ในการที่จะตามหลังกัน ; ฟ้ามันไม่ สางทางสติปัญญาในการที่จะตามหลังกัน มันก็เลยตามหลัง กันอย่างโง่เขลาเป็นพวงไปเลย ไม่อาจจะแยกตัวออกมาเป็น อยู่อย่างถูกต้อง. เราพยายามจะประกาศธรรมะ ให้รู้จักธรรมะ คือให้รู้จักว่า อะไรควร อะไรไม่ควร อะไรเป็นไปเพื่อทุกข์ อะไรเป็นไปเพื่อความดับทุกข์ แต่ก็ยังไม่ค่อยสำเร็จ . ความ หวังของอาตมาที่ว่า จะดึงเพื่อนมนุษย์ออกมาเสียจากวัตถุนิยม ดูยังห่างไกลจากความสำเร็จ เพราะเขาหลงใหลในวัตถุนิยม ยิ่งกว่ายาเสพติด ยังหลับหูหลับตา ยิ่งกว่ายาเสพติด แล้วก็ บูชาส่วนเกิน. คำว่า “วัตถุนิยม" นี้หมายความว่านิยมรสอร่อยทาง วัตถุ ไม่ได้นิยมรสอร่อยทางจิตใจ คือทางธรรมะ. อาตมา ใช้คำอย่างนี้ พวกอื่นเขาหาว่าผิด ที่จริงเขาไม่รู้ว่าเราหมาย ความว่าอะไร. เราก็รู้เหมือนกันแหละ วัตถุนิยมคือพวก
น.61 ๕๓ ที่ถือเอาวัตถุเป็นหลักการ เป็นกฎเกณฑ์ ทุกชนิดแหละ ให้วัตถุเป็นใหญ่กว่าจิต นั่นแหละพวกวัตถุนิยม. แต่เรา ไม่เอาความหมายกว้าง ๆ อย่างนั้น เราหมายความว่า มัน ติด รสอร่อยทางวัตถุ นิยมวัตถุ เพราะวัตถุมันให้รสอร่อย ; นี่พวกนี้เขาติดวัตถุนิยม. เมื่ออาตมาพูดถึงวัตถุนิยมแล้วก็ ขอให้เข้าใจความ หมายอย่างนี้ก็แล้วกัน ไม่ได้กว้างถึงกับว่าเรื่องวัตถุโดยทั่วไป จนถึงกับว่าวัตถุนำจิต หรือว่าโลกทั้งโลกขึ้นอยู่กับวัตถุ นั้น มันก็กว้างเกินไป. มันก็ถูกแหละ แต่ว่ายังไม่เป็นปัญหา ; มันเป็นปัญหาแรงร้าย ก็ตรงที่ว่าเดี๋ยวนี้มัน หลงใหลในรส อร่อยทางวัตถุทางเนื้อหนัง แล้วไปตามหลังกันในเรื่อง อย่างนี้ ช่วยกันส่งเสริมปรับปรุงเรื่องอย่างนี้, ชวนกัน ตั้งโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อจะผลิตวัตถุปัจจัย สำหรับ ส่งเสริมกิเลสในทางวัตถุนิยม. ไปดูโรงงานอุตสาหกรรม ที่เขากำลังขออนุญาตตั้ง ขึ้นใหม่ ๆ เดี๋ยวนี้ จากข่าวสารต่าง ๆ โรงงานเหล่านั้น ผลิต วัตถุที่ไม่จำเป็นทั้งนั้น : เรื่องสวยงาม เรื่องดีเลิศ เรื่อง อร่อยดีเลิศ อะไรดีเลิศ ที่จะไปแข่งกับพวกเทวดา ๆ แล้วก็
น.62 ๕๔ ไม่จำเป็น เป็นเรื่องยุ่งเปล่า ๆ, ผ ลิตสิ่งฟุ่มเฟือยสวยงาม ฟุ้งเพื่อหรือเกิน ทั้งนั้น นี่เรายังไปตามเขาได้ ไปบูชาเขาเพื่อจะตามเขา โดย ความสมัครเป็นทาส : เป็นทาสทางสติปัญญา เป็นทาสทาง การเงิน เป็นทาสทุกอย่างเลย, กระทั่งเป็นทาสในทางการ เมือง จนไม่มีอะไรเป็นเสรีภาพของตน, ไปตามกันใน ทางที่จะนำไปสู่วิกฤตการณ์, ไม่ตามกันไปในทางที่จะไป สู่สันติภาพ. ชาวพุทธไม่ควรหลงวัตถุนิยม. นี้อย่าลืมว่า ประเทศไทยนี้เป็นเมืองพุทธนะ, ประ- เทศไทยที่จริงต้องเป็นเมืองพุทธ, ถือพุทธศาสนา แล้วจะ ไปตามกันพวกหลงในวัตถุ นิยมวัตถุได้อย่างไร. ; โดยหลัก มันก็เป็นไปไม่ได้เสียแล้ว ; แต่โดยข้อเท็จจริง มันก็มี คนที่ทำไปแล้ว. ฉะนั้น คนนั้นเป็นพุทธหรือไม่ ? คนพวก เหล่านั้นเป็นพุทธบริษัทหรือไม่ ? เขาเกิดในเมืองพุทธ จด ทะเบียนเป็นคนพุทธ แล้ว ต้องไปตามกันพวกวัตถุนิยม ชนิดนี้ มันจะเหลือความเป็นพุทธได้อย่างไร. ไปตามกัน
น.63 ๕๕ คำหยาบ คือว่าหมายความว่า ตามด้วยความหลงใหล เขา จึงใช้คำว่า ตามก้น ตามด้วยความหลงใหล ในแบบของ วัตถุนิยม อย่างหลับหูหลับตา ไปตามเพื่อพัฒนา ด้วย หลงในการพัฒนา, หลงในความเจริญอย่างหลับหูหลับ ตา. ชาวพุทธแท้ชาวพุทธจริง จะไปตามอย่างนี้ได้ หรือ ? ชาวพุทธแท้จริงจะไปตามก้นพวกนั้น ในลักษณะ อย่างนี้ได้อย่างไร ? เราควรจะเป็นชาวพุทธโดยรักษาความ เป็นชาวพุทธไว้ให้ได้ ไม่ไปหลงตามในทางที่มันผิดพลาด ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับทำลายตัวเอง เหมือนกับฆ่าตัวเอง. ในที่สุดมันมีผล เป็นการทำลายตัวเอง ฆ่าตัวเอง แล้วจะ ไปตามกันไหวหรือ ?. ฉะนั้น ขอให้เลือกดูให้ดีๆ ในครอบครัวหนึ่ง ๆ หัวหน้าครอบครัวจะต้องควบคุมเรื่องนี้ให้ถูกต้อง อย่าไป เห่อตามเขา ในสิ่งที่มันเป็นผลย้อนกลับมาเชือดคอ ตัวเองให้วินาศ. นี้เราพูดกันในระดับชาติ ; แต่ว่าใน ระดับบุคคลหรือครอบครัว ก็ขอให้มีหลักอย่างเดียวกัน, อย่าไปตามอย่างหลับหูหลับตา เพื่อเชือดคอตัวเอง มัน ไม่
น.64 ๕๖ สมกับว่าเป็นชาวพุทธ เป็นพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน แล้วไปโง่ถึงขนาดนั้น มันก็หมดความเป็นชาวพุทธ. ทั้งโลกเขาเดินกันแนวนั้น เขาพัฒนากันแนวนั้น เราก็ดูให้ดี มันมีแต่ความสนุกสนานเอร็ดอร่อย, แล้วมีโทษ ภายหลังทั้งนั้นแหละ เราก็อย่าไปเอาสิ. ถ้าเป็นเรื่องส่วน ตัวส่วนบุคคล ภายในครอบครัวแล้ว ก็ไม่มีใครทำอะไรดอก เราจะไม่มีส่วนเฟ้อ หรือสิ่งของเฟ้อ เกิน ในครอบครัว ของเรา นี้ก็ทำได้สิ, เราควรจะทำได้ ไม่ผิดกฎหมาย, ไม่ผิดอะไรหมดแหละ. ช่วยกันชำระสะสางสิ่งที่ผิดพลาดนี้กันเสียใหม่ คือเดินตามความเจริญอย่างถูกต้อง อย่าให้มีผิดพลาดขึ้นมา. ที่มันเฟ้อ หรือจะเรียกว่ามันบ้าเกินไปก็อย่าไปเอากับมัน อย่าชอบใช้ชอบมี สิ่งที่มันจำเป็นจะต้องมี. นี่จะรักษา ความเป็นชาวพุทธของเราไว้ได้. เมื่อ โลกมันพัฒนาเพื่อกิเลส ก็ตามใจมัน เรา พัฒนาเพื่อธรรมะ เพื่อสันติภาพ เพื่อสันติสุข. โลก มันยิ่งพัฒนา ๆ ยิ่งพัฒนา จะไปสู่ความวินาศ ก็ตามใจมัน ; แต่เราจะพัฒนามาสู่สันติภาพ คือความสงบสุข. ใครเขา
น.65 ๕๗ จะว่า ถอยหลังเข้าคลอง ก็ช่างหัวมัน ให้เขาว่า ถ้าถอยหลัง เข้าคลองมันถูกต้อง และมันปลอดภัยแล้ว มันก็ดีกว่า คือ เข้ามาอยู่ในหนทางของธรรมะ, มันคล้ายกับถอยหลัง เข้าคลอง แต่เป็นการถอยหลังจากความผิด มาสู่ความถูก ต้อง มันก็เป็นการดี. ถอยหลังเข้าคลองในความหมายโน้น ที่เขารังเกียจ กันนัก ก็คือ มันถอยหลังไปหาความเสื่อม แทนที่จะก้าวหน้า ไปสู่ความเจริญ ; ถอยหลังมาหาความเสื่อม อย่างนั้นมัน ก็ถูกแล้ว ไม่ควรจะทำ. แต่ถ้า ถอยหลังจากความผิด พลาดมาสู่ความถูกต้อง อย่างนี้ ควรจะทำ. ก็ต้องแยกแยะกันให้ดีๆ ให้เห็นชัดเจน ว่ามัน ต่างกันอยู่เป็น ๒ อย่าง ในการที่จะพัฒนาตามใคร หรือ จะ เดินตามพัฒนา ก็ตาม ดูให้ดีๆ ให้มันมีฟ้าสาง คือแสง สว่างของสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมา กัมมันโต ฯลฯ อะไรไว้เรื่อยไป. นี่เราเรียกว่า ฟ้าสาง ใน ทางเดินตามความก้าวหน้า ของผู้ก้าวหน้า.
น.66 ๕๘ ฟ้าสางทางสิทธิมนุษยชน. ที่นี้ข้อสุดท้ายที่จะพูดสำหรับวันนี้ก็คือ ฟ้าสางทาง สิทธิมนุษยชน. ฟ้าสางทางสิทธิมนุษยชน, เรื่องนี้ พวกนักศึกษา ทั้งหลายเขาบูชากันนัก เขาทำตัวเป็นผู้ออกรับออกต่อต้าน ที่ไหนมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน เขาก็เห็นเป็นเรื่องใหญ่ ออกต่อต้าน ถือเป็นงานชิ้นเอกของนักศึกษา ฟังดูเพียงเท่านี้มันก็ถูก ถูกต้องดี เป็นผู้เสียสละ แบบพระโพธิสัตว์เลย ให้เกียรติเป็นแบบพระโพธิสัตว์, ระดับพระโพธิสัตว์เลย ; แต่ว่า อ ย่าทำไปด้วยความหลับ หูหลับตาทำ มืดมิดสิ. บางทีมันเป็นการถูกต้อง ที่คน คนนั้นมันจะต้องถูกลงโทษเช่นนั้น หรือว่ากรรม ผลกรรม มันจัดให้เขาต้องเป็นไปเช่นนั้น, ดูคล้าย ๆ กับว่าเขาถูก ละเมิดสิทธิแห่งมนุษยชนของเขาอย่างมากมาย เราต้องดูให้ดี ๆ อย่าหลับหูหลับตา เรียกว่าแทรกแซง เข้าไปอย่างคนโง่ ; ถ้ามันเป็น เรื่องละเมิดสิทธิมนุษยชน เห็นอยู่โดยประจักษ์แน่นอน ก็ได้, ช่วยกันต่อต้าน อย่า
น.67 ๕๙ ให้เขาสูญเสียความยุติธรรมหรืออิสรภาพ; แต่ อย่าลืมว่า บางอย่างมันทำไม่ได้. เหมือนว่า งูมันกินเขียด มันคาบเขียดร้องแอ๊ด ๆ อยู่ในปากนี้ เราเห็นอยู่นี้ เราจะทำอย่างไร งูมันบอกว่า มันมีสิทธิที่จะกินเขียด แล้วเราจะไปห้ามไม่ให้มันกิน มันก็ ละเมิดสิทธิของงู แม้ว่าจะไปช่วยเขียด รักษาสิทธิของเขียด ถ้าเรื่องอย่างนี้แล้ว มันต้องยกให้ว่ามันเป็นเรื่องของกรรม เป็นเรื่องของระบบธรรมชาติ ไปตามกรรมกันบ้างสิ. มันก็ควรจะพิจารณาดูให้ดี ว่ามันควรจะทำอย่างไร, ควรจะช่วยในกรณีเช่นไร, แล้วช่วยไม่ได้ในกรณีเช่นไร, หรือไม่เข้าไปข้องแวะในกรณีเช่นไร, ในกรณีเช่นไรจะใช้ เมตตา, ในกรณีเช่นไรจะใช้อุเบกขา, ถ้าไปทำไปใ นกรณีที่ ควรใช้อุเบกขา มันก็กลายเป็นมนุษย์เลือกกะโหลก, เป็น มนุษย์เลือกกะโหลก ไปทำหน้าที่ที่ไม่ใช่หน้าที่. เดี๋ยวนี้ประเทศทั้งหลายในโลก ประเทศน้อย ๆ กำลังถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยการกระทำของประเทศ ใหญ่ ๆ อยู่ทั่วไป แล้วใครจะไปต่อต้านได้. ทีนี้ภายในประ- เทศแต่ละประเทศ คือระหว่างบุคคลหรือหมู่คณะ มันก็มี
น.68 ๖๐ คนบางหมู่บางคณะหรือบางคน ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่ ทั่ว ๆไป เห็นได้. ผู้ที่จะเข้าไปแทรกแซงเพื่อป้องกัน นั้น ก็ควรจะทำให้ถูกต้อง , ระวังให้ดี ๆ ให้มัน ประกอบ ด้วยเหตุผลความถูกต้อง. เดี๋ยวนี้ มันเป็นโอกาสสำหรับ กระทำเพื่อหาชื่อ เสียง เสียแล้ว เพื่อหาชื่อเสียงให้เขายกย่องเสียแล้ว ทั้งที่ ตนเป็นคนเลือกกะโหลกไม่เข้าท่า. คนก็ยกย่องสรรเสริญว่า เออ, นี่มันเห็นแก่ผู้อื่น มันคุ้มครองสิทธิของผู้อื่น อย่าง พระโพธิสัตว์ มันหลงใหลในเกียรติยศอันนี้ มันจึงกระทำ กันอยู่มาก. บางทีก็จะเป็นเครื่องอ้าง เพื่อเข้าไปทำในบาง สิ่งบางอย่าง ; มันจะไปค้นบ้านคนบางคน ซึ่งตามธรรมดา เข้าไปค้นไม่ได้. แต่เมื่ออ้างสิทธิมนุษยชนแล้ว ไปค้น บ้านเขาได้ อย่างนี้ก็ได้ ถ้าอย่างนี้แล้วมันเป็นการไม่ซื่อแล้ว ไม่ตรงแล้ว อ้างของดีไปเป็นโอกาสแห่งของชั่วของตนเอง เรื่องถูกละเมิด ถูกกดขี่ข่มเหงนี้ มันจำเป็นที่ต้อง มีในโลก เพราะว่าในโลกนี้อำนาจมันเป็นใหญ่. พระพุทธ เจ้าได้ตรัสไว้ว่า วโส อิสสริยํ โลเก - อำนาจเป็นใหญ่ในโลก
น.69 ๖๑ หรือว่าในโลกนี้อำนาจมันเป็นใหญ่ มีข้อความปรากฏชัดอยู่ อย่างนี้. บางคนก็ถือว่า ไม่ใช่, พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัส, คำ เขียนนี้ผิด คำเขียนนี้เขียนทีหลัง อ้างกันไปตามเรื่อง. แต่เรา เห็นว่า คำพูดนี้พระพุทธเจ้าต้องตรัสจริง ว่าในโลกนี้อำนาจ มันเป็นใหญ่ แล้ว เมื่อโดนอำนาจครอบงำเอาแล้ว ก็ถือ ว่าเป็นกรรมของบุคคล นั้นแหละ. ฉะนั้น ต้อง ระวังให้ดี ที่จะไปต่อต้านมันเข้า , อย่าให้กลายเป็นเรื่องฉิบหายของตัวเอง ยกให้มันเป็น เรื่องของกรรมบ้าง. กรรม การกระทำแต่หนหลัง มันมีผล ทำให้บุคคลนั้น อยู่ใน ฐานะเหมือนกับว่าถูกละเมิดสิทธิ หรือ ว่าถูกกดขี่ข่มเหงอย่างไม่เป็นธรรม เป็นต้น. อย่าไปหลงว่า เราจะหาชื่อเสียงด้วยการกระทำต่อต้านต่อสู้เพื่อมนุษยชน. ทางพุทธศาสนายอมรับ แต่ว่ามันต้องเป็นการ กระทำที่ถูกต้อง ไม่ใช่การกระทำที่งมงาย หรือการกระทำ เพื่อหาชื่อเสียงให้แก่ตนเอง, แล้วมันก็ไม่ถูกกับความเป็น ธรรมโดยธรรมชาติ สำหรับคนที่ถูกละเมิดสิทธิ คือว่า เขา จะต้องได้รับผลกรรมของเขา. เดี๋ยวมันก็จะเกิดต่อต้าน พระเจ้าขึ้นมา ว่าทำไมลงโทษคนนี้ หรือก็จะต่อต้านกฎแห่ง
น.70 ๖๒ กรรมว่าทำไมมาลงโทษคนนี้ ต่อต้านกฎแห่งกรรมเอาเสียเลย มันเก่งถึงขนาดนั้น. กรรมมันก็ต้องเป็นกรรม ต้องเป็นกฎแห่งกรรม. คนที่ต้องรับผลแห่งกรรม โดยแสดงออกมาเป็นภาพของ การถูกละเมิดสิทธินี้มันก็ต้องมี, ในโลกนี้มันต้องมี. กรรม ที่อยู่เบื้องหลังใครไปรู้ของเขาเล่า เขาก็ทำมานาน. ฉะนั้น คนที่ทำชั่วมานาน มันจึงได้รับผลของกรรม ในลักษณะที่ เหมือนกับว่ามันไม่เป็นธรรมที่สุด. เขาไปทำอะไรทีหลัง ความผิดเพียงนิดเดียวก็ถูกฆ่าตาย อย่างนี้ ทำไมไม่นึกถึง บาปกรรมทั้งหลายที่ทำไว้เป็นอันมาก ; นั้นมันถูกต้องแล้ว มันสมควรแก่กันและกันแล้ว. ประชาธิปไตยถูกแล้ว แต่ว่ามันต้องเป็นธรรม ฉะนั้นบางคนถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ด้วยอำนาจกรรมเก่า ของเขา มันก็ยังเป็นประชาธิปไตยอยู่นั่นเอง. เราช่วยกัน ทำให้ศีลธรรมกลับมา, ให้ความรู้สึกทางศีลธรรมกลับมา, แล้ว มนุษย์ก็จะเคารพสิทธิของมนุษย์ด้วยกันเองมากขึ้น. นี้เรียกว่า ฟ้าสางทางป้องกันสิทธิของมนุษยชน คือผู้อื่น.
น.71 ๖๓ เราต้องมีการลืมหูลืมตาที่จะปฏิบัติหน้าที่นี้ให้ถูกต้อง แม้ที่สุดแต่ว่า สิทธิของสัตว์เดรัจฉานเราก็ต้องดูให้ดี ๆ; จะเข้าไปเป็นผู้คุ้มครองป้องกัน ก็ต้องทำให้มันถูกต้อง ไม่ อย่างนั้นก็จะกลายเป็นคนทำผิดเสียเอง. นี่อาตมาเรียกว่า ฟ้าสางทางสิทธิมนุษยชน เป็นธรรมะข้อสำคัญข้อหนึ่ง ทีเดียว ที่เรา จะต้องช่วยกันรักษาความถูกต้อง ความ ยุติธรรม ความเป็นธรรม ความชอบธรรมของผู้อื่น ; แต่ว่าอย่าหลับหูหลับตาทำ, ขอให้ทำอย่างมีแสงสว่าง. ฉะนั้นขอให้ฟ้ามันสางในทางนี้ มากขึ้นเถิด ผู้ที่ จะละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้อื่นก็จะได้ลดไป จะได้ถอยหลัง ไป, แล้วผู้ ที่จะเข้าไปป้องกันสิทธิมนุษยชนของผู้อื่น ก็จะไม่กระทำอย่างผลีผลาม, แล้วไม่ทำอย่างหลอกลวง เพื่อหาชื่อเสียงให้แก่ตนเอง ด้วยการกระทำอย่างนี้ ให้เขา ยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษ หรือมหาวีระบุรุษ. เอาละ ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญ ที่ต้องหยิบ ขึ้นมาศึกษาพินิจพิจารณา แล้วจัดการให้ถูกต้อง นี่เป็น เรื่องฟ้าสางทางสิทธิมนุษยชน เป็นเรื่องสุดท้ายของการ บรรยายในวันนี้.
น.72 ๖๔ อาตมาเห็นว่าเป็นการสมควรแล้ว สำหรับการ บรรยายในวันนี้ แล้วขออภัยอีกครั้งหนึ่งว่า ทำไมต้องพูด เรื่องชนิดนี้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องธรรมะโดยตรง ก็เพราะเหตุผลดัง กล่าวแล้วข้างต้น ว่าขอยืมธรรมาสน์นี้ เขียนหนังสือเรื่องนี้ ให้จบเสียที เพราะมันผูกพันกับอาตมาอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้. ขอยุติการบรรยาย เป็นโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้ง หลาย สวดบทพระธรรมคณสาธยาย ส่งเสริมกำลังใจในการ ประพฤติปฏิบัติธรรมให้ยิ่งขึ้นไป สืบต่อไป.
น.73 รายชื่อหนังสือ ชุดลอยปทุม อันดับ เรื่อง ๑. คู่มือมนุษย์ ๒. ศิลปแห่งการดู ด้วยยถาภูตสัมมัปปัญญา ๓. ศิลปแห่งการมีพระพุทธเจ้า อยู่กับเนื้อกับตัว ๔. ธรรมะสำหรับคนเกลียดวัด ๑ ๕. ธรรม ๒๔ เหลี่ยม (มีภาษาจีน ) ๔ ๖. พูดกับเณร ๑ ๗. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๑ ๒ ๘. เห็นธรรมชาติ คือเห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ๑ ๙. ธรรมโอสถสำหรับโลก ๑ ๑๐. ความมีสุขภาพอนามัยทางจิต ๒ ๑๒. นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ ๑๓. ธรรมพรปีใหม่ ๓ ๑๔. ตถตาช่วยได้ ๑ ๑๕. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๒ ๑ ๑๖. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๓ ๑๗. ค่าของครู ๒ ๑๘. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเป็นกัลยาณมิตร ๑๙. ถอยหลังเข้าคลองกันเถิด ๒๐. การเก็บความโกรธใส่ยุ้งฉาง ๒ ๒๑. การปรุงเป็นทุกข์อย่างยิ่ง การดับเป็นสุขอย่างยิ่ง ๑ ๔๘. ปรมัตถธรรมกลับมา ตอน ๒ ๑ ๒๒. อาหารหล่อเลี้ยงใจ ๒ ๒๓. ปุญญกิริยาวัตถุ ๒๔. พ่อแม่สมบูรณ์แบบ ๒๕. อานาปานสติและดับไม่เหลือ ๒๖. ธรรมคติและธรรมคีตา ๑ พิมพ์ครั้งที่ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๘ ๒๘. โลกพระศรีอารย์อยู่แค่ปลายจมูก ๒ ๒๙. การทำงานเพื่องาน ๑ ๑ ๓๐. สันโดษไม่เป็นอุปสรรค แก่การพัฒนา ๑ ๑ ๓๑. ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร ? ๑ ๓๒. เค้าเงื่อนของธรรมะ และ อิทัปปัจจยตา ๑ ๓๓. การอยู่ด้วยปัจจุบัน ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ๑ ๓๔. พุทธศาสตร์ กับไสยศาสตร์ ๑ ๓๕. . อานาปานสติภาวนา(มีภาษาจีน ) ๒ ๓๖. อิทัปปัจจยตาในฐานะ สิ่งสูงสุดแห่งพระพุทธศาสนา ๑ ๑๑. ปรมัตถธรรมคำกลอน ๑ ๒ ๓๗. นรกกับสวรรค์ ๑ ๓๘. ดับทุกข์สิ้นเชิง ๑ ๓๙. มรดกธรรมคำกลอน" ๑ ๔๐. ทิศทั้งหก ๑ ๑ ๔๑. ฟ้าสางทางธรรมโฆษณ์ ๒ ๔๒. ฟ้าสางทางฝ่ายบรรพชิต ๑ ๔๓. มหรสพฺของพระอรหันต์ ๑ ๑ ๔๔. ปรมัตถธรรมกลับมา ตอน ๑ ๑ ๔๕. เช่นนั้นเอง ๑ ๑ ๔๖. ความสะอาด ความสว่าง ความสงบ ๑ ๔๗. อะไร ๆ ในชีวิตสักแต่ว่า เป็นเรื่องของจิตสิ่งเดียว ๑ ๑ ๔๙. ศิลปะสำหรับการมีชีวิตอยู่ในโลก ๑ ๒ ๕๐. พบชีวิตจริง ๑ ๒ ๕๑. สมถวิปัสสนาสำหรับยุคปรมาณู ๕๒. ธรรมะที่ควรเติมลงในชีวิต ๑ ๒๗. ความมั่นคงภายใน ๑ ๕๓. ฟ้าสางทางการเมือง ๑ 9 พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๙๒-๙๖ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้ โฆษณา พ.ศ. ๒๕๒๖ โทร. ๒๒๑๒๓๓๗, ๒๒๒๑๖๗๔
น.74 หลงความบ้าว่าศีลธรรม โลกทุกวัน อยู่ในขั้น กลียุค ที่เบิกบุก เร็วรุด สู่จุดสลาย จนสิ้นสุด มนุษยธรรม ดำอบาย เพราะเห็นกง - จักรร้าย เป็นดอกบัว. กิเลสไส - หัวส่ง ลงปลั๊กกิเลส มีความแกว่น แสนพิเศษ มาสุมหัว สามารถดูด ดึงกันไป ใจมืดมัว เห็นตนตัว ที่จมกาม ว่าความเจริญ. มองไม่เห็น ศีลธรรม ว่าจำเป็น สำหรับอยู่ สุขเย็น ควรสรรเสริญ เกียรติ กาม กิน บิ่นบ้า ยิ่งกว่าเกิน แล้วหลงเพลิน ความบ้า ว่าศีลธรรม ฯ พุทธทาส อินทปํญโญ
Buddhadasa