น.11 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาสาฬหบูชา เป็นครั้งที่ ๗ ในวันนี้ อาตมาจะได้กล่าวคำบรรยายในชุด ฟ้าสาง ต่อไปตามเดิม. เราได้พูดกันถึงเรื่อง ฟ้าสางระหว่างห้าสิบปีที่มี สวนโมกข์ เป็นลำดับ ๆ มา. วันนี้ก็มาถึงเรื่อง ฟ้าสาง ทางปรมัตถ์, ฟ้าสางทางอภิธรรม, ฟ้าสางทางอุบาสก บรรยายธรรมประจำวันเสาร์ ภาคอาสาฬหบูชา ชุด ฟ้าสางระหว่างห้าสิบปีที่มีสวนโมกข์ ครั้งที่ ๑๙ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๒๖ ณ ศาลามหานาวา สวนโมกขพลาราม ไชยา
น.12 ๒ และ ฟ้าสางทางบรรพชิต . ขอให้ท่านทั้งหลาย พยายาม กำหนดจดจำ พิจารณาดูเอาเอง ให้ได้รับข้อความที่เป็น ประโยชน์ ตรงตามความประสงค์ของท่าน. อาตมามีความ จำเป็นที่จะต้องกล่าวไปตามลำดับ เพื่อให้ครบชุดกันเสียที ; ในแต่ละเรื่อง ๆ ล้วนแต่มีข้อความเกี่ยวกับคนทั่วไป ซึ่งท่าน ทั้งหลาย ก็อาจจะถือเอาความหมายนั้น ๆ ได้เป็นประโยชน์ ในวันนี้ ข้อแรกก็คือ ฟ้าสางทางปรมัตถ์. คำว่า "ปรมัตถ์" นี้ก็เป็นคำคุ้นหูของท่านทั้งหลาย แล้วก็มักจะมาพร้อม ๆ กัน หรือคู่กัน กับคำว่า "อภิธรรม" ; ในชนบางพวกเขาใช้แทนกันเลย : ปรมัตถ์ก็คืออภิธรรม, อภิธรรมก็คือปรมัตถ์, อย่างนี้ก็มี. แต่ถ้าเราดูให้ลึกซึ้ง จริง ๆ จะพบว่าคนละคำ มีความมุ่งหมายต่างกัน ปรมัตถ์ แปล ว่า มีเนื้อความอันยิ่งหรืออันลึก, อภิธรรม มีความหมายว่า ธรรมะอันยิ่งหรืออันเกิน . ถ้าจะแยกให้เด็ดขาดกันเสียตั้งแต่ ต้น ประกันความพื้นเผื่อ ก็จะพูดว่า ปรมัตถ์นั้นมันขุด ลึกลงไป, อภิธรรมนั้นมันขยายกว้างออกไป. อันหนึ่ง
น.13 ๓ มันเจาะลึกลงไป, อันหนึ่งมันขยายออกกว้างไปทางข้าง ๆ หรือโดยรอบ, ถ้าถือเอาใจความอย่างนี้แล้วก็จะเข้าใจได้ง่าย. ศึกษาเรื่องปรมัตถ์ให้ถูกต้อง. เรามีเรื่องปรมัตถ์ คือว่า มันมีเรื่องลึกที่ต้องขุด หรือเจาะลงไปให้ถึง, แล้วเราก็มีเรื่องอภิธรรม ที่จะขยาย ขอบเขตออกไปรอบตัว ให้มันกว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้. นี้ จะได้วินิจฉัยกันโดยละเอียดต่อไปข้างหน้า ; จึงขอให้สนใจ ว่า ปรมัตถ์ นี้มัน คล้าย ๆ กับคำว่า ปรัชญา ในความ หมายที่ถูกต้องของภาษาบาลีหรือสันสกฤต แล้วก็จะได้ เป็นรากฐานของศีลธรรม. ความรู้ในชั้น ปรมัตถ์ อาจ จะใช้เป็นรากฐานของศีลธรรม , ให้สำเร็จประโยชน์ถึง ที่สุด. อาตมาเห็นว่าควรจะสนใจอย่างยิ่ง เดี๋ยวนี้ท่าน ทั้งหลายก็มาสนใจธรรมะ อาตมาก็เกณฑ์ให้สนใจสิ่งที่เรียกว่า ปรมัตถ์. การศึกษาที่ไม่สมบูรณ์ หรือเท่าที่ท่านทั้งหลาย มีอยู่อย่างไม่สมบูรณ์ มันจะดึงไปสู่ความเห็นแก่ตัว ; นี่ ขอให้สังเกตดูให้ดีในข้อนี้กันก่อน ว่าการศึกษาที่นิยมยกย่อง
น.14 ๔ กันนักในโลกนี้ มันได้กลายเป็นเครื่องมือให้เห็นแก่ตัว ดึง ไปสู่ความเห็นแก่ตัว. ท่านดูการศึกษาในโลก ตั้งแต่ต่ำที่สุด ถึงสูงสุด มันเพื่อตัว, เพื่อความเห็นแก่ตัว นี่มันยัง ไม่ใช่ ปรมัตถ์ เพราะการเห็นแก่ตัวนั้นมันทำลาย. เดี๋ยวนี้เรา ยิ่งฉลาด ยิ่งรู้มากยิ่งฉลาด มันก็มองเห็นโอกาสที่จะเห็นแก่ตัว, ที่จะเอาเปรียบผู้อื่น, มันก็เดินไปในทางเอาเปรียบผู้อื่น. ขอให้ดูในโลกเวลานี้ทั้งโลกนี่ เขามุ่งทำสิ่งเพื่อประโยชน์ของ ตัว; แต่ละประเทศล้วนแต่เห็นแก่ตัว ทั้งที่ประเทศนั้น เจริญด้วยการศึกษา เรียกว่าในระดับสูงสุดของโลก เขาก็ ยังเห็นแก่ตัว, บางที่จะพูดได้เลยว่า ยิ่งรู้มากยิ่งเห็นแก่ตัว เก่ง, ยิ่งรู้มากจะยิ่งเห็นแก่ตัวเก่ง แล้วมันจะเกิดผลอะไร ขึ้น ? ขึ้นชื่อว่า ความเห็นแก่ตัว, ความเห็นแก่ตัว, ช่วย ดูให้ดี ๆ แม้จะ เห็นแก่ตัวอยู่คนเดียว มันก็กัดหัวใจคน นั้นอย่างยิ่งอยู่แล้ว. คนเห็นแก่ตัวจะคิดนึกไปในทางที่ จะให้เกิดความทุกข์แก่ตัวทั้งนั้นแหละ มันจะอยากได้เกิน ขอบเขต หรืออิจฉาริษยา, หรือมันคิดไปในทำนองที่ จิต ใจของเจ้าของนั้นมันจะมีความทุกข์ เห็นแก่ตัวอยู่คนเดียว มันก็แย่แล้ว.
น.15 ๕ ทีนี้ถ้าความเห็นแก่ตัวนี้มันขยายไปยังผู้อื่นออกไป กระทบกระทั่งกับผู้อื่น มันก็เกิดเรื่อง ได้ทะเลาะวิวาทกัน โดยบุคคลโดยหมู่โดยคณะ โดยประเทศ หรือว่าโดยครึ่งโลก เลย; ถ้าเขาแบ่งกันเป็นครึ่งโลก ต่างฝ่ายต่างเห็นแก่ตัว แล้วมันก็จะเป็นอย่างไร. นี่เราไม่ได้มีส่วนสงครามอะไร กับใคร ก็พลอยเดือดร้อนจากสงคราม ที่เนื่องมาจากความ เห็นแก่ตัวของแต่ละฝ่าย; อย่างนี้เรียกว่าการศึกษาไม่พอ, การศึกษานั้นไม่เป็นปรมัตถ์พอ ไม่ลึกซึ้งพอ, ไม่เห็นตาม ที่เป็นจริง ว่าอะไรเป็นอะไร จึงทำไปได้ในลักษณะที่เห็น แก่ตัว ก็ครอบงำผู้อื่น แล้วก็ตอบโต้กันไปมา จนวินาศ กันทั้ง ๒ ฝ่าย. นี่จึงมีเหตุผลที่ว่า เราจะศึกษาให้ถูกต้อง ให้แท้ จริง ให้ลึกซึ้ง ถึงขั้นที่เรียกว่า ปรมัตถ์ ; อาตมาจึง เอามาพูด และถือว่า เป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง ซึ่งจะต้อง มีลักษณะที่เรียกว่า "ฟ้าสาง" คือมันสางขึ้นมา ให้เป็นแสง สว่าง อย่าให้มันมืดมนท์เหมือนแต่ก่อน. ปรมัตถ์ - ขุดลึกลงไป ก็พบความจริงมาก ขึ้น; อภิธรรม - ขยายออกไปกว้าง ๆ รอบ ๆ ตัว ขยาย
น.16 ๖ ออกไปเท่าไรมันก็ไม่ลึก. ดังนั้นจุดจบของมันจึงต่าง กัน จุดจบของปรมัตถ์ อรรถอันลึก, อรรถะอันลึก มัน ไปจบที่ว่าง ที่เป็นสุญญตา ที่ว่างจากตัวตนไม่มีตัวตน ; แต่ จุดจบของอภิธรรมนั้น ตามที่เขาพูดกันศึกษากันนั้น ไป จบที่มหากุศล. นี่ความแตกต่างที่เห็นได้ชัด ว่าพวก อภิธรรมต้องการจะไปจบที่มหากุศล คือกุศลอันยิ่งใหญ่. เขาไปหลงใหลในมหากุศล ในเมื่อพวกปรมัตถ์ไปหลงใหลใน สุญญตา ว่างไปหมด, ว่างจากกุศล ว่างจากอกุศล, ว่างจาก อัพยากฤตด้วยก็ได้ คือมันไม่มีตัวตน; ส่วนอภิธรรมไปมี ตัวตนที่ดีที่สุด, โดยเฉพาะอภิธรรมที่มีอยู่ในเมืองไทย ร้อง หาแต่มหากุศลคือตัวตนที่ยิ่งใหญ่. ถ้ากำหนดข้อความนี้ไว้ ให้ชัดเจนแล้วจะประกันความฟั่นเฝือได้เป็นอย่างยิ่ง. ปรมัตถ์ ต้องเห็นลึกพ้นความหมายธรรมดา. ทีนี้จะอธิบายให้มัน ชัดยิ่งขึ้นไป ว่า ปรมัตถ์ - อรรถอันลึก ทำให้เห็นว่า ดี ชั่ว ก็เหมือนกัน , กุศล อกุศล ก็เหมือนกัน, อะไร ๆ ที่เป็นคู่ ๆ คู่ ๆ อย่างที่เรียกกัน อยู่ในโลกนั้นมันเหมือนกัน ; ดังนั้นจึงไม่แยกเป็นดีเป็น
น.17 ๗ ชั่วได้. แต่ อภิธรรมแยกดีไปเป็นดี, ดี ๆ ที่สุด, แยก ชั่วเป็นชั่วๆชั่ว ๆ อย่างยิ่ง ชั่วที่สุด, คือมันขยายน้ำหนัก ความหมายไปตามเดิม แต่ให้มันมากหรือให้มันที่สุด. ส่วน ปรมัตถ์นี้มันจะดูให้ลึก ๆ ลึก ๆ, ลึกไปจนพ้นความหมาย เช่นนั้น ที่แยกกันเป็นคู่ ๆ เช่น ดีชั่ว บุญบาป สุขทุกข์ กุศลอกุศล เป็นต้น. นี้บางคนอาจจะงง แต่มันก็ไม่ลึกซึ้ง จนถึงกับจะต้องงงดอก ฉะนั้นคอยฟังให้ดี ๆ ก็แล้วกัน. เช่นว่า ดีกับชั่ว คนธรรมดาเขาเห็นว่าคนละอย่าง ตรงกันข้าม. นี่คนธรรมดามองตื้น ๆ ไม่เป็นปรมัตถ์, คน ธรรมดาสามัญมองตื้น ๆ ไม่เป็นปรมัตถ์, แล้วมันก็เห็นว่าดี ว่าชั่ว แล้วก็ยึดมั่นความดีและความชั่ว. ถ้า มองอย่าง ปรมัตถ์ แล้ว ก็จะเห็นว่า ทั้งดีและทั้งชั่วมันเป็นสังขาร เท่ากัน; ถ้ามันเป็นกรรม เป็นชั้นกรรม มันก็เป็นของ ปรุงแต่งให้เวียนว่ายตายเกิดเท่ากันเลย, ทั้งดีและทั้งชั่ว นั้นแหละมันปรุงแต่งให้เวียนว่ายตายเกิดเท่ากัน, ไม่ใช่มัน ให้หยุดเสียซึ่งการเกิด. ความหมายว่าดีก็ให้เกิดดี ชั่วให้ เกิดชั่ว หวังเกิดดีหวังเกิดชั่ว คำว่าบุญหรือคำว่าบาป มันก็ เป็นเครื่องให้เกิด, ให้ปรุงแต่ง ให้เกิด เป็นไปเพื่ออาสวะ
น.18 ๘ ยังเป็นไปเพื่ออาสวะ, สุขหรือทุกข์มันก็เป็นสังขารเท่ากัน มีผลมาจากการปรุงแต่ง, ไปยึดถือเอาแล้วมันกัดเอาทั้งนั้น, ถ้าไปยึดถือแล้วมันมีความทุกข์ทั้งนั้น. อาตมาใช้คำว่า ไปยึดถือว่าตัวตนว่าของตนแล้วมันกัดเอาทั้งนั้น. นี่ มองอย่างปรมัตถ์ มันกลายเป็นอย่างนี้. ดีกับชั่วมันก็เป็นเรื่องสังขารไปตามกฎของอิทัป- ปัจจยตา. แต่คนเขาสมมติส่วนที่ถูกใจว่าดี ที่ไม่ถูกใจว่า ชั่ว : อะไรพอใจก็ว่าบุญ อะไรไม่พอใจก็ว่าบาป ; แต่อย่า ลืมว่า ทั้งดีทั้งชั่ว ทั้งบุญทั้งบาป เป็นเรื่องปรุงแต่ง ยึดถือแล้วมีความทุกข์, และมีลักษณะแห่งความทุกข์. ผู้เห็นปรมัตถ์ จึงเห็นว่า มัน ไม่น่ารักเท่ากัน แหละ ดีชั่ว บุญบาป สุขทุกข์ แพ้ชนะ กำไรขาดทุน เป็นคู่ ๆ ไม่รู้ กี่สิบคู่ ล้วนแต่ยึดถือไม่ได้, ล้วนแต่ยึดถือเข้าแล้วเป็น ความทุกข์, เป็นไปเพื่อกิเลส, เป็นไปเพื่ออาสวะ. นี่ นักปรมัตถ์เขามองอย่างนี้ ; ถ้าเป็น นักอภิธรรม มันขยาย เขื่อง, ขยายเขื่องออกไปรอบด้าน : ดีๆ ดี ดีจนดีที่สุด ชั่วๆชั่ว ๆ จนชั่วที่สุด มันก็ยังเกลียดชั่วรักดี รักดีเกลียดชั่ว อยู่นั่นแหละ, มันยังอยู่ใต้ความหมายของคำคำนี้; ดังนั้น จึง ไม่ใช่ความหลุดพ้น ต้องอยู่เหนือนั้น
น.19 ๙ เราจะไม่เป็นคนดีคนชั่ว เป็นคนอยู่เหนือ ความหมาย ของคำ ว่าดี ว่าชั่ว, เราจะไม่ต้องเป็นสุขหรือ เป็นทุกข์ เราจะไม่เอาทั้งบุญและทั้งบาป ; เพราะว่ามันปรุง แต่งทั้งนั้น. เราจะไม่แพ้และไม่ชนะ, เราเป็นผู้ที่ไม่มีการ แพ้ไม่มีการชนะ แต่อยู่ตรงกลาง, เราจะไม่ขาดทุนและไม่ กำไร, จะไม่ไปยึดถือกำไรจะไม่ไปยึดถือขาดทุน, มีจิตใจ เกลี้ยงว่าง ไม่ยึดถือความหมายว่าขาดทุน, ไม่ยึดถือความ หมายว่ากำไร. ไปเทียบดูเองว่ามันสบายกว่ากันเท่าไร. ฉะนั้น สิ่งที่เขาบัญญัติกันไว้เป็นคู่ ๆ คู่ ๆ นั้น เพราะว่าเขาไป ยึดถือความหมายด้านเดียว, กระทั่งถึงว่าเรา จะไม่เป็นผู้หญิง ไม่เป็นผู้ชาย ; แต่ก็ไม่ใช่เป็นกะเทย, ไม่มีความหมายยึดมั่นในความเป็นผู้หญิง ไม่มีความหมายมัน ยึดถือในความเป็นผู้ชาย, มีจิตเกลี้ยง มีจิตว่าง ; อย่างนี้ เรียกว่ามันเป็นนักปรมัตถ์. ถ้าเป็นผู้หญิงให้มากเข้า, เป็น ผู้ชายให้มากเข้า, นั้นมันจะเป็นนักอภิธรรม แล้วปัญหามัน ไม่จบ. นี่เรากำลังจะพูดกันถึงเรื่องปรมัตถ์ มองให้เห็นว่า ปัญหาทั้งหลาย, ปัญหาคือความยุ่งยากลำบาก กระทั่ง
น.20 ๑๐ เกิดทุกข์ทั้งหลายนั้น มัน มาจากความยึดถือ เรื่องดีเรื่อง ชั่ว. ถ้ามันไม่มีเรื่องดีเรื่องชั่ว, ไม่มีเรื่องได้เรื่องเสีย, ไม่มี เรื่องแพ้เรื่องชนะ, ไม่มีเรื่องกำไรเรื่องขาดทุนแล้ว, มัน ไม่มีปัญหาเลยในโลกนี้. นี่เพราะมีสิ่งที่เป็นคู่ สำหรับจะ ยึดถือให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป แล้วแต่ชอบฝ่ายไหน ; นั้นแหละทำ ให้เกิดปัญหา. นักปรมัตถ์เห็นว่า บุญก็เป็นอุปธิ ; จะเรียก ว่า อาสวะก็ได้, ความหลงใหลในบุญก็เป็นอาสวะชนิดหนึ่ง, หรือบุญนี้เป็นของหนัก เป็นอุปธิ คือดี ที่ว่าดี ๆ ดี ๆ เป็น ของหนัก ไปยึดถือเข้าแล้วเป็นของหนัก เป็นอุปธิ เป็นผู้ แบกของหนักเดินไม่รอด. หรือจะใช้คำว่า รวย, รวยก็เป็น อุปธิ ยึดถือในความรวย ความสวย ความมีเกียรติ มีอะไร ก็ตาม ที่คนเขายึดถือกันนักนี่ ในชั้นปรมัตถ์ก็เห็นว่ามัน เป็นอุปธิ. ฟ้าสางทางอุปธิ แล้วก็คนเขาก็จะไม่หลงยึดถือ ในสิ่งเหล่านั้น ในชั้นสูงสุด ผู้เป็นนักปรมัตถ์ เห็นอรรถอันลึก ก็จะเห็นว่า สังขตะก็ไม่ไหว, อสังขตะก็ ไม่ไหว, ไม่ไหว สำหรับจะยึดถือ. สิ่งที่มีปัจจัยปรุงแต่งก็ไม่ไหว ยึดถือ
น.21 ๑๑ แล้วก็กัด, สิ่งที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง คือเป็นอสังขตะ รวม ทั้งพระนิพพานด้วย ก็ยึดถือไม่ได้; ถ้ายึดถือก็บ้าเลย เพราะมันไม่มีอะไรให้ยึดถือ, หรือถ้ายึดถือแล้ว มันก็ไม่เกิด เป็นสิ่งนั้นขึ้นมาได้. เช่นยึดถือนิพพานอย่างนี้มันไม่ เป็นนิพพานขึ้นมาได้ ; ฉะนั้นจึง ไม่ยึดถือสังขารหรือ วิสังขาร, ไม่ยึดถือสังขตะหรืออสังขตะ, นี่เป็นปรมัตถ์. คนทั่วไปเขาก็นึกเอาตามความรู้สึกธรรมดา ๆ ว่า ยิ่งดีก็ยิ่งอยากได้ ยิ่งยึดถือ; เช่นพระนิพพานนี้เราจะ ต้องยึดถือ ; ไปยึดถือเข้ามันก็ไม่เป็นพระนิพพาน เพราะคำว่า พระนิพพาน นั้นมันเกิดมาจากความปราศจาก การยึดถือ, ปราศจากการยึดถือ, แล้วก็ว่าง ว่างแล้วก็เบา ไม่มีความทุกข์ ไม่เกิดกิเลส ไม่เกิดความร้อน มันจึงเย็น เพราะไม่มีกิเลสซึ่งเป็นของร้อน คนธรรมดารู้จักแต่เรื่องสังขตะหรือสังขาร ไม่ รู้เรื่องฝ่ายอสังขตะ หรือฝ่ายวิสังขาร เขาก็ยึดดียืดชั่ว บุญ บาป สุขทุกข์ แพ้ชนะ ; นี้เป็นเรื่องสังขาร, เป็นเรื่อง สังขตะอยู่ที่นี่. ถ้ามันเป็นวิสังขาร เป็นอสังขตะ มันไม่มี ความหมายว่าดีว่าชั่ว ว่าแพ้ว่าชนะ, ว่าได้ว่าเสีย, ว่ารวย
น.22 ๑๒ ว่าจน, ที่เป็นคู่ ๆ คู่ ๆ ไปคิดเอาเองเถอะ. อะไรที่ในโลกนี้ เขาพูดไว้เป็นคู่ ๆ คู่ ๆ มีกี่สิบคู่ก็ตาม ไปดูเถอะ มันเรื่องพูด อย่างเด็กอมมือทั้งนั้นแหละ พูดอย่างคนที่ไม่รู้ ว่าสอง อย่างนั้นมันอย่างเดียวกัน. ตัวอย่างเช่นที่พูดมาแล้ว เช่นกำไรนี้ มันก็คือเมื่อ ได้ตามชอบใจ, ขาดทุนเมื่อมันไม่ได้ตามชอบใจ; แต่โดย ธรรมชาติแล้ว มันก็กระทำให้จิตใจปั่นป่วนเหมือนกัน เอาให้ใกล้ ๆ เข้ามาก็ว่า ความดีใจกับความเสียใจ คนเขาก็ มองกันว่ามันต่างกันตรงกันข้าม, จริงสิ เอาความรู้สึกของ คนธรรมดาลูกเด็ก ๆ แล้วมันต่างกันตรงกันข้าม ความเสียใจ กับความดีใจ; แต่ถ้านักปรมัตถ์รู้จักสิ่งนี้ดีแล้ว เขาเห็นว่า มันบ้าเหมือนกัน : ดีใจก็บ้าไปชนิดหนึ่ง, เสียใจก็บ้าไป ชนิดหนึ่ง อย่าไปเสียใจอย่าไปดีใจ อยู่ด้วยสุญญตาหรือ ความว่าง ดีใจมากเข้าก็กินข้าวไม่ลง, เสียใจมากเข้าก็กินข้าว ไม่ลง. นี่ลองสังเกตที่ตรงนี้สิ ดีใจนักก็กินข้าวไม่ลง. ไม่รู้มันบ้าอะไรของมัน, เสียใจนักก็กินข้าวไม่ลง มันก็เป็น ความบ้าอีกชนิดหนึ่ง ฉะนั้น ผู้ที่มีปัญญา ถึงขนาดนี้ เขา
น.23 ๑๓ จึงมุ่ง ไม่ดีใจไม่เสียใจ, ไม่ยินดีไม่ยินร้าย, ไม่หวั่นไหว. ความดีใจก็ปรุงแต่งเขาไม่ได้, ความเสียใจก็ปรุงแต่งเขา ไม่ได้, จิตใจของเขาจึงเป็นปรกติเยือกเย็นเป็นนิพพาน. เรื่องที่จะไปถึงนิพพานได้นี้ มันก็เป็นเรื่องลึก เป็นเรื่องชั้นลึก เป็นเรื่อง ชั้นปรมัตถ์, ข้ามพ้นของที่ เป็นคู่ ๆ คู่ ๆ อยู่ในโลกนี้ไปทั้งหมด. เดี๋ยวนี้คนในโลกนี้ ทั้งหมดมันก็หลงใหลอยู่ในของคู่ เช่น "ฉันจะชนะ ฉันจะ ครองโลก" นี้เป็นต้น. เขาก็ขวนขวายกันแต่อย่างนั้น. ที่จริงเรื่องครองโลก หรือไม่ครองโลก, จะเป็นผู้ครอบครอง หรือเป็นผู้ถูกครอบครอง, มันก็เป็นเรื่องยุ่งเท่ากัน, เป็น เรื่องปัญหาเท่ากัน. ไม่ต้องมีการครอบครอง, ไม่ต้องมี การถูกครอบครองดีกว่า, ทำจิตใจให้อยู่เหนือการครอบ- ครองและการถูกครอบครอง นี้ก็คือเรื่องปรมัตถ์. ศึกษาไปในทางเห็นแก่ตัว โลกจะไม่มีสันติภาพ. นี้อยากจะขอแทรกสักหน่อยว่า การศึกษาไหนใน โลก มันสอนในเรื่องนี้บ้าง ไปเรียนเมืองนอกมา มหาวิทยา-
น.24 ๑๔ ลัยเมืองนอกมา จบมาหลาย ๆ อย่าง ปริญญายาวเป็นหางมา จากเมืองนอก แล้วเคยได้ฟังหรือได้รับคำสั่งสอนอย่างนี้บ้าง หรือเปล่า ? มหาวิทยาลัยไหนสอนเรื่องให้มีจิตใจอยู่เหนือ ของเป็นคู่ ๆ คู่ ๆ, มันล้วนแต่สอนให้ได้ให้เอาในสิ่งที่เขานิยม กัน. วิชาทั้งหลายที่เป็นความก้าวหน้า เป็นความเจริญ มันก็ เป็นไปเพื่อได้ เพื่อเอา เพื่อชนะ เพื่อครองโลกทั้งนั้น ; ฉะนั้น โลกเรานี้มันจึงมีแต่การเห็นแก่ตัว. ยิ่งรู้มากยิ่ง เก่งมากเท่าไร มันก็สามารถที่จะเอาเปรียบผู้อื่นได้มากเท่านั้น, มันก็เห็นแก่ตัว มันเป็นโอกาส ; ฉะนั้นต่อให้, ขอใช้คำหยาบ คายหน่อยนะ ต่อให้มันจัดการศึกษาอย่างนี้ไปอีกกี่ร้อยชาติ โลกนี้ก็ไม่มีสันติภาพ. อาตมาบอกว่าอย่างนี้ โลกนี้ที่ นักการศึกษาในโลกเขาจัดกันในรูปนี้ มัน ไม่มีวันที่จะถึง สันติภาพ ; เพราะสิ่งที่ให้เรียนนั้น ก็ล้วนแต่พอกพูน ความเห็นแก่ตัว; แต่พุทธศาสนาเราสอนอย่างนี้ : สอน เพื่อหยุด ให้เลิกความเห็นแก่ตัว. แล้วเราก็ไม่ได้ใช้, ใน เมืองไทยก็ไม่ได้สอน, แล้วก็ไปเรียนที่เมืองฝรั่งมา ก็เพื่อ เห็นแก่ตัวอย่างสูงสุด.
น.25 ๑๕ นี้โง่หรือฉลาดคิดดูเถอะ ของวิเศษที่เรามีกันอยู่ แล้ว เราไม่สนใจไม่ศึกษา ไม่ใช้ให้เป็นประโยชน์ คือ การ ศึกษาที่จะทำลายความเห็นแก่ตัว แล้วทำโลกให้มี สันติภาพ เราไม่สนใจ ; เราไปเรียนกับพวกฝรั่ง ตามกัน พวกฝรั่ง ที่ส่งเสริมความมีตัว ความเห็นแก่ตัว เพื่อจะ ครองโลก. ระวังให้ดีนะ ต่อไปบางทีพวกฝรั่งเขาเกิดนึกได้ ขึ้นมา เขาอยากจะศึกษาเรื่องความไม่เห็นแก่ตัว เขาจะมา ศึกษาที่บ้านเรา, เขาจะมาศึกษาที่บ้านเรา, แล้วเขาก็จะ พูดว่า เรามันเหมือนกับลิงได้แก้ว ไม่รู้จักใช้ประโยชน์ มัน ชอบแตงโมลูกเดียว. ลิงนี้มันไม่ได้ชอบแก้วที่มันมีประเสริฐ ที่สุด เป็นวิชชาที่ประเสริฐ ที่จะทำมนุษย์ให้ดับทุกข์ ทำ โลกให้สันติภาพ ซึ่งมีอยู่แล้วในพุทธศาสนา. แต่พุทธ บริษัทก็ไม่ได้ใช้ให้เป็นประโยชน์เลย, แล้วเห็นว่าเป็น เรื่องพ้นสมัยล้าสมัย, ไปเอาเรื่องเทคโนโลยี สร้างอำนาจ สร้างกำลัง สร้างฤทธิ์สร้างเดช ที่จะชนะผู้อื่นกันดีกว่า ; นี่ความเป็นปรมัตถ์มันจะอยู่ที่ตรงนี้.
น.26 ๑๖ บอกให้ล่วงหน้า ให้ลืมตา, ให้เริ่มลืมตา ให้เห็น ว่า สิ่งวิเศษนี้มันมีอยู่แล้วในพระพุทธศาสนา, ในหมู่ คนที่นับถือพุทธศาสนา; แต่เดี๋ยวนี้มันมาถึงยุคที่ลุ่มหลง วัตถุ เครื่องสนองกิเลสตัณหา มีความสุขสนุกสนานเอร็ด อร่อยทางวัตถุ มาหลงเรื่องนี้กันหมด. เรื่องที่ดีจริง ประเสริฐจริง สูงสุดจริง ก็ถูกละทิ้ง ให้มันกลายเป็นหมัน อยู่; เมื่อไรจะถูกขุดค้นขึ้นมาใช้กันอีกสักที เมื่อนั้น โลกจะมีสันติภาพ, มนุษย์แต่ละคนจะดับทุกข์ได้จริงถึง ที่สุด ตรงตามความประสงค์ของธรรมะ. อาตมาคิดว่า ทุกคนที่มาจากกรุงเทพฯ หรือจาก ไหนก็ตาม ก็เพื่อจะศึกษาธรรมะทั้งนั้นแหละ ; แต่ดูให้ดีว่า ศึกษาธรรมะอะไร, ศึกษาเพื่ออะไร, อยู่ที่ไหน. ถ้าจะศึกษา ธรรมะไปช่วยให้มีความก้าวหน้าทางโลก แล้วคงจะผิดหวัง ; เพราะว่า ความมุ่งหมายของธรรมะแท้ ๆ นั้น จะดับทุกข์ ดับกิเลส ของบุคคลและของโลก, ไม่ส่งเสริมความ เห็นแก่ตัว. ถ้าเอาธรรมะไปใช้เพื่อส่งเสริมความเห็นแก่ตัว มันก็ไม่ถูกเรื่องของธรรมะ ; เพียงแต่จะมาศึกษาพุทธ- ศาสนาไปเป็นครูสอนพุทธศาสนา เอาค่าจ้างสอนอะไรนี้
น.27 ๑๗ นี้ไม่ใช่ความมุ่งหมายของธรรมะ แต่ก็ทำได้, ผลเพียง เท่านั้นมันก็พอจะทำได้ ผลที่แท้จริงมันจะต้องดับทุกข์ได้. ให้ทุกคนรู้จักกิเลสตัณหา หรือว่ากระแสการปรุงแต่งใน จิตใจที่ทำให้เกิดทุกข์ ; นั่นแหละตัวธรรมะ ซึ่งคนธรรมดา ไม่ได้ต้องการ ; ต่อเมื่อคนธรรมดาเป็นผู้มีสติปัญญาลึกซึ้ง ถึงขนาดที่จะเรียกว่า เป็น นักปรมัตถ์ที่แท้จริง เขา จะ มองเห็น แล้วเขา จะต้องการ. อาตมาต้องใช้คำว่า นักปรมัตถ์ที่แท้จริง ; เพราะ มันมีนักปรมัตถ์ที่ไม่แท้จริงที่ปลอมอยู่เยอะแยะเลย. ถ้า เขาไม่มุ่งไปยังส่วนลึก พ้นจากความมีตัวตน แล้วก็ไม่ใช่ นักปรมัตถ์ที่แท้จริงดอก ; มันเป็นนักปรมัตถ์แต่ปาก, นักปรมัตถ์ท่องจำ, แล้วก็พูดไปว่าไม่มีตัวตน ; แต่ก็มี ตัวตนเต็มที่ อย่างนี้ไม่ใช่นักปรมัตถ์ที่แท้จริง. ความสุขขั้นปรมัตถ์ ต้องไม่กัดเจ้าของ. ให้เห็นชัดลงไปอีก เหมือนกับว่า ขุดลึก ๆ ขุดลึก ไปอีก ก็จะยิ่งเห็นชัดลงไปอีก. เรื่องที่เรากำลังหลงกัน อยู่เป็นประจำ ก็คือคำว่า ความสุข ; คนธรรมดาที่ไม่
น.28 ๑๘ รู้จริง เอาไปปนกันเสียกับความเพลิดเพลิน เอร็ดอร่อย สนุกสนาน. คำว่า ความสุขนั้นมันต้องสุขจริง แล้วก็ ไม่กัดเจ้าของ. ถ้าความเพลิดเพลินสนุกสนานที่ชอบ เรียกกันว่า ความสุข ชนิดที่มันกัดเจ้าของ นั้นไม่ใช่ความ- สุข ; เอาไปใช้กันผิด ๆ หรือเรียกผิด ๆ; ความสุขที่ แท้จริงจะไม่กัดเจ้าของ เพราะมันมาจากความหมดกิเลสซึ่ง เป็นตัวกัด. แต่ความเพลิดเพลินอย่างที่ทำให้เงินเดือนไม่พอใช้ ; ใครเงินเดือนไม่พอใช้บ้างก็ลองสังเกตดูเถอะ. เขาไปหลง ใหล ในความเพลิดเพลินสนุกสนานเอร็ดอร่อยทางเนื้อทาง หนัง ทางอายตนะ คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, เรียกสั้น ๆ ในภาษาธรรมะว่า เขา เป็นทาสของอารมณ์ เขา เป็นทาส ของอายตนะ เป็นบ่าวเป็นทาส, เป็นทาสของอายตนะ คือเป็นทาสของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มุ่งแต่จะแสวงหา ความเอร็ดอร่อยให้ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. เขาเป็นทาส ของอารมณ์ คือเป็นทาสของรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ สิ่งที่จะมาให้ความอร่อยแก่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อีกเหมือนกัน ; เขาเป็นทาสของอารมณ์ก็ได้, จะเรียก
น.29 ๑๙ ว่าเขาเป็นทาสของอายตนะก็ได้ แล้วเขาก็คิดว่านี่เป็นความ สุข ไปหลงเอาสิ่งที่ไม่ใช่ความสุขว่าเป็นความสุข. อาตมาพูดหยาบคาย ความสุขแท้จริงไม่กัดเจ้าของ, ความสุขหลอกลวง ความสุขปลอม จะกัดเจ้าของ แล้วแพง มาก. ความสุขที่แท้จริง ยิ่งจริงเท่าไรยิ่งไม่ต้องใช้ เงิน ; อย่างที่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า นิพพานนั้นให้ เปล่า ; ถ้ายังต้องจ่ายเงินแล้วยังไม่ใช่นิพพาน. นิพพาน เป็นของให้เปล่า คือกำจัดกิเลสให้หมดไป. ข้อนี้จะพูดอย่างธรรมดา ๆ ว่า ความสุขที่แท้จริง เกิดขึ้นมาจากความพอใจ ว่าเราได้ทำสิ่งที่ถูกต้อง คือ ได้ปฏิบัติธรรมะ. ธรรมะคือหน้าที่ของสิ่งที่มีชีวิต; เรา ได้ปฏิบัติธรรมะอย่างถูกต้อง แล้วก็พอใจ แล้วก็เป็นสุข นี่สุขที่แท้จริง ไม่ต้องเสียสักสตางค์หนึ่ง, แล้วจะประหยัด สตางค์ไว้ได้หมด เอาไปใช้อย่างอื่นก็ได้, ไม่ต้องซื้อความ สุข เพราะความสุขที่แท้จริงนั้นต้องไม่ซื้อ, ซื้อไม่ได้, ถ้า ซื้อแล้วไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง. อย่างเป็นครู ทำหน้าที่ครูอยู่แท้ ๆ นี่ ก็พอใจใน การทำหน้าที่ ครู ว่าได้ทำหน้าที่สูงสุดที่มนุษย์ควรจะทำ,
น.30 ๒๐ แล้ว ผลของเรายังช่วยเหลือไปถึงผู้อื่น, ให้ผู้อื่นได้พลอย รับความสุขด้วย ; เราก็พอใจ แล้วก็เป็นสุข เยือกเย็น พอใจนับถือตัวเอง ยกมือไหว้ตัวเองได้ ไม่ต้องเสียสักสตางค์, ถ้าความสุขชนิดที่ยกมือไหว้ตัวเองได้. ทีนี้ เป็นครูรีบเลิกออฟฟิศ ไปอาบอบนวด ไป สถานเริงรมณ์ เงินเดือนไม่พอใช้ แล้วก็ตะโกนว่า ความ สุข ๆ. นั่นไปดูเถอะ ความสุขที่มันกัดเจ้าของ, แล้ว มันจะต้องใช้เงินมาก จนเงินเดือนไม่พอใช้แหละ เดี๋ยว นี้มีปัญหาอย่างนี้ เรื่องคอรัปชั่นทั้งหลาย มาจากหลงใหล ในความสุขชนิดหลอกลวงทั้งนั้น นี้ความไม่เป็นนัก ปรมัตถ์ ไม่มีความรู้อย่างปรมัตถ์ ไม่สามารถจะแยกออกจาก กันเสียได้ ระหว่างความสุขที่แท้จริงกับความสุขที่หลอกลวง. ความสุขที่หลอกลวง นั้นอย่าไปเรียกมัน ว่าความ สุขดีกว่า, เรียกว่าความเพลิดเพลิน ก็พอแล้ว. คนเป็น ทาสของกิเลสตัณหา มันต้องหาเหยื่อมาสนองให้แก่กิเลส ตัณหา ; แล้วกิเลสตัณหามันเป็นผู้สุข, มันเป็นความสุขของ กิเลสตัณหา. เจ้าของนั้นเงินเดือนไม่พอใช้ ต้องคดโกง ต้อง คอรัปชั่น ต้องจี้ต้องปล้น ต้องเป็นอันธพาล เหมือนที่
น.31 ๒๑ อันธพาลในกรุงเทพฯ เต็มไปหมด เพราะมัน หลงความ หลอกลวงของความสุข ว่าเป็นความสุข ; เพราะเขา ไม่มีความรู้ ในชั้นปรมัตถ์ ที่จะแยกความสุขออกมาเสียได้ จากความเพลิดเพลิน, มันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน. อาตมาคิดว่า ถ้าครูบาอาจารย์เหล่านี้ จะช่วยสอน เด็ก ๆ ให้รู้จักแยกกันเสียแต่ป่านนี้ จะได้บุญที่สุดเลย. เด็กๆ เขาจะไม่ตกไปเป็นเหยื่อของกิเลสตัณหา, จะไม่ทำอะไรเพื่อ สนองกิเลสตัณหา ; แต่เป็นการประพฤติธรรมะอย่างยิ่ง. ขอให้สนใจด้วย จะได้บุญเหลือประมาณ คือ ความดีที่ควร จะได้ ในการงานในหน้าที่ นั้นเอง : ประกอบอาชีพ ที่ ได้บุญ แต่ต้องให้ความหมายมันดีหน่อยว่า, บุญชนิดนี้ไม่ กัดเจ้าของ, ไม่ใช่บุญชนิดที่เป็นการปรุงแต่งให้มันหลงใหล, มันเป็นการทำประโยชน์ผู้อื่นอย่างแท้จริงอย่างกว้างขวาง. อาชีพที่ประกอบแล้วได้บุญ ด้วยนั้น มีไม่กี่ อาชีพดอก ที่มองเห็นอยู่ ก็เช่น อาชีพครู อาชีพผู้พิพากษา ตุลาการอะไรที่คล้าย ๆ กัน, ทำงานนี้ก็ได้สิ่งมาเลี้ยงชีพด้วย แล้วอีกส่วนหนึ่งก็ได้บุญ, ได้บุญพร้อมกันไปด้วย. ฉะนั้น ผู้ที่จะมีอาชีพชนิดที่ได้บุญ พร้อมกันไปด้วยนี้ จะต้องรู้
น.32 ๒๒ ธรรมะในระดับนี้, แล้วก็ไปสอนให้ประชาชน มหาชน รู้เรื่องชนิดนี้, แล้วบ้านเมืองก็จะดีขึ้น แล้วโลกนี้ก็จะดีขึ้น. นี้ตัวอย่างที่จะต้องสังเกต ว่าเรารู้จักแยกความสุข ปลอม ออกจากความสุขที่แท้จริง โดยสติปัญญาชั้นที่เรียก ว่า ปรมัตถ์, ปรมัตถ์. มีความรู้ขั้นปรมัตถ์แล้วจะไม่มีมาร. ทีนี้ปลีกย่อยออกไปอีก ฝอยออกไปอีกก็ได้ ว่า เราจะ เป็น คนไม่มีมาร ไม่มีอุปสรรคไม่มีมาร. เราจะใช้ มาร สิ่งที่เรียกว่ามาร ให้เป็นประโยชน์. คนธรรมดามี ปัญหาเรื่อง มาร คือสิ่งที่ขัดคอ ; อะไรก็มีคนขัดคอ, อะไรก็ขัดคอ, ไม่ได้ตามต้องการ ก็เรียกว่ามาร, เต็มไปด้วย มาร เขาก็กลุ้มใจจนเป็นโรคประสาท ซึ่งมีอยู่มาก. ถ้าเรา มีความรู้ในชั้นปรมัตถ์, ในชั้นปรมัตถ์แล้วก็ โอ้, มารนี้ มันก็คือสิ่งที่มาทำให้เรารู้ อะไรมากขึ้น , ทำให้เราฉลาดขึ้น แล้วก็ มาสอบไล่เราด้วย, ไม่ใช่เขามาทำลายเรา. เขามา ทำให้เราเก่งขึ้น, แล้วเขาสอบไล่ดูว่า เรานี้เก่งพอที่จะสอบไล่
น.33 ๒๓ ได้หรือยัง. ถ้าเราไม่ต้องเป็นทุกข์เป็นร้อนไปตามอุปสรรค หรือมารอะไรแล้ว เราก็สอบไล่ได้ มันมาสอนด้วยมัน มาสอบไล่ด้วย. ฉะนั้นเรารู้จักมาร แล้วก็สามารถใช้สิ่งที่ เรียกว่ามารนั้น ให้เป็นประโยชน์ไปเสีย; เราก็เป็นคนไม่ มีมาร ไม่มีอุปสรรคกีดขวางใด ๆ ในชีวิต สิ่งเหล่านั้นมา สอนให้เราฉลาดขึ้น, แล้วมาลองสอบไล่ดูว่าเรานี้เก่งพอหรือยัง. เรื่องของปรมัตถ์มันก็ต้องขึ้นมาถึงขนาดนี้. ทีนี้ดู แม้แต่ความเจ็บไข้ ความเจ็บไข้ ความตาย หรือ อันตราย ทั้งหลาย มันมาเพื่อสอน มาสอบไล่ ทั้งนั้น แหละ. เราอย่าไปเป็นทุกข์ ; เราเป็นทุกข์เราก็เสียเปล่า แหละ, คือเราก็เป็นทุกข์เปล่า ๆ แหละ, แล้วเราก็จะได้ละอาย แมวด้วย. เพราะว่าแมวมันไม่เป็นทุกข์ในเรื่องที่คนเป็นทุกข์ คนมันคิดเก่ง แต่มันเดินทางผิด ก็รับเอามาสำหรับเป็น ความทุกข์ เพราะไม่มีความรู้สมกับที่ว่าเป็นคน มีมันสมอง ลึกซึ้ง มีสติปัญญามากกว่าสัตว์ แต่ใช้ผิดทาง. คนเอามา ใช้สำหรับให้เป็นทุกข์ได้เก่งได้ง่ายได้เร็วกว่าสัตว์ เลยสัตว์ มันก็หัวเราะเยาะ ว่าคนนี้ช่างเป็นทุกข์เก่งเสียจริงๆ, เต็ม ไปด้วยโรคประสาทในหมู่คน, แต่หาแมวที่เป็นโรคประสาทสัก
น.34 ๒๔ ตัวหนึ่งก็หายาก. อาตมาคอยหาอยู่เสมอ ยังไม่พบ, แต่ คนที่เป็นโรคประสาทมาถามหามาปรึกษา นี้มากเหลือเกิน คนทั้งนั้นเลย, คนเป็นโรคประสาทงอมแงม. อาตมาบอก ว่าช่วยไม่ไหวแล้ว, ถ้าคุณเป็นขนาดนี้แล้ว คุณฟังธรรมะ ไม่ถูกแล้ว อาตมาช่วยไม่ได้ดอก กลับเถอะ. นั่นแหละ มันมีเรื่องอย่างนี้, นี่เรียกว่าคนไม่มีความรู้ ให้สมกับที่เป็นคน ปัญหามันก็เกิดแก่คน มากยิ่งกว่าที่มันจะเกิดแก่สัตว์. การงานเป็นบทเรียนปฏิบัติธรรม. เราจะรู้เรื่องชั้นลึกนี้ จนเห็นว่า การงานนั่น แหละเป็นบทเรียน เป็นการปฏิบัติธรรม; มีการงาน อะไรก็ขอให้ทำให้สนุก ให้ช่วยจำประโยคสั้น ๆ ว่า ทำงานให้ สนุก. คนชอบจดช่วยจดหน่อย ; ทำงานให้สนุก และ เป็นสุขเมื่อกำลังทำงาน, "ทำงานให้สนุก เป็นสุขเมื่อ กำลังทำงาน" นั่นแหละจะช่วยได้, นั่นแหละคือพุทธ- ศาสนาเต็มตัว, นั่นแหละคือธรรมะเต็มตัว งานนั้นคือหน้าที่ หน้าที่นั้นคือธรรมะ, ธรรมะ คือหน้าที่. ขออ้อนวอนให้ช่วยเอาไปสอนกันด้วย ว่า
น.35 ๒๕ "ธรรมะนั้นมันคือหน้าที่" ; สิ่งที่มีชีวิตแล้วต้องมีหน้าที่ ตามกฎของธรรมชาติ : คนต้องมีหน้าที่ของคน, สัตว์ต้อง มีหน้าที่ของสัตว์, ต้นไม้ต้นไล่ก็ต้องมีหน้าที่ของต้นไม้ต้นไล่, มันต้องทำหน้าที่ของมันทั้งนั้นแหละ ไม่อย่างนั้นมันตาย ; ฉะนั้นหน้าที่ที่ต้องทำนั่นแหละคือธรรมะ. มนุษย์ยุคดึก ดำบรรพ์โน้น ยุคดึกดำบรรพ์ที่เพิ่งพ้นมาจากคนป่าหยก ๆ เขามีความรู้ถึงขนาดที่ว่า เอ้า, มันมีหน้าที่นี่, คนเรามีหน้าที่, มีหน้าที่คำว่า หน้าที่ หน้าที่ คือคำว่า ธรรมะ, เราต้องมี ธรรมะ. เราต้องมีธรรมะ คือหน้าที่ ; ฉะนั้น หน้าที่นั้น คือธรรมะ. ถ้าว่าพระพุทธเจ้าสอนธรรมะ ธรรมะคือสิ่งที่ พระพุทธเจ้าสอนก็คือท่านสอน เรื่องหน้าที่, พระพุทธเจ้า ท่านสอนเรื่องหน้าที่. หน้าที่นี้แบ่งเป็น ๒ ขั้นตอน : ตอนหนึ่งก็ คือให้รอดชีวิตอยู่ได้ ; ต้องทำหน้าที่ให้รอดชีวิตอยู่ได้, ต้องมีอาหารกิน, ต้องมีสุขภาพอนามัย, ต้องมีปัจจัยเครื่อง บำรุงชีวิต, ให้ชีวิตรอดอยู่ได้ ไม่ต้องตาย เป็นผาสุกตาม ธรรมดาสามัญ นี่หน้าที่อันหนึ่ง. ครั้นสำเร็จในหน้าที่ อันนี้แล้ว มันก็ถึง หน้าที่อันดับ ๒ คือทำให้ดียิ่งขึ้นไป,
น.36 ๒๖ ดียิ่งขึ้นไปจนถึงบรรลุมรรคผลนิพพาน ; นั่นแหละ หน้าที่สุดท้าย ; ฉะนั้นธรรมะคือหน้าที่. พอเราทำหน้าที่ เราก็ควรจะพอใจเมื่อทำหน้าที่ เพราะมันเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เหนือสิ่งใด. หน้าที่คือความประเสริฐของทั้งหมด ของ สิ่งที่มีชีวิต เรียกว่า ธรรมะ แต่เนื้อความใจความของมันคือ หน้าที่. ฉะนั้น เมื่อกำลังทำหน้าที่ ก็จงทำให้สนุก; พอใจว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดที่ต้องทำ ก็ทำให้สนุก ใน หน้าที่. ถ้าเป็นคนขอทาน ก็ขอทานให้สนุกสิมันเป็นหน้าที่ นี่ เพราะว่าฉันจะเป็นคนขอทาน แล้วเดี๋ยวมันก็เหลือแหละ เงินก็จะเหลือแหละ ก็จะพ้นจากสภาพขอทาน. ถ้าถีบสามล้อ หรือแจวเรือจ้างก็เหมือนกันทำให้สนุก อย่าให้เป็นทุกข์ ; เพราะรู้ว่าเป็นหน้าที่โดยตรง เป็นธรรมะโดยตรง. มันก็ ทำได้สนุกมันก็ทำได้มาก มันก็มีผลเหลือ, ไม่เท่าไรมันก็พ้น จากการแจวเรือจ้าง พ้นจากการถีบสามล้อ, มันเลื่อนขึ้นไป เลื่อนขึ้นไป มีรถยนต์ มีร้านมีบ้าน มีอะไร พ้นจากการถีบ สามล้อ.
น.37 ๒๗ ฉะนั้นขอให้ ทำงานให้สนุก คือทำหน้าที่ของตน ให้สนุก, ประพฤติธรรมะให้สนุก. กา รทำหน้าที่ก็คือการ ประพฤติธรรมะ ประพฤติธรรมะให้สนุก; อย่างเป็น ครูนี้ ให้สนุกอยู่ทุกกระเบียดนิ้ว เมื่อทำหน้าที่ครู. คำว่า "สนุก" มีความหมาย ๒ อย่าง : สนุกของ กิเลสนั้นไม่เอา; ต้องสนุกของสติปัญญาที่ถูกต้อง แล้ว ก็พอใจ, รู้สึกพอใจตัวเอง ว่าเต็มไปด้วยความถูกต้อง เต็มไป ด้วยความดีงาม สุดที่เราจะทำได้แล้ว. ตอนนี้จะยกมือไหว้ ตัวเองได้ ถ้าใครยังยกมือไหว้ตัวเองไม่ได้ ขอให้ไปลองดู ขอให้ทำหน้าที่ให้สนุก ให้ถึงที่สุดของหน้าที่ แล้วมันจะรู้สึก เหมือนกับยกมือไหว้ตัวเองได้. ถ้ายังยักยอกเวลาการงานในหน้าที่ ไหว้ตัวเอง ไม่ ลงดอก มันยังไกลกันนัก ; ถ้าถึงขนาด ไหว้ตัวเองได้แล้ว มันก็มีความสุข, เป็นความสุขที่แท้จริง ไม่ต้องใช้เงินซื้อ หา, แล้วยังเป็นความสุขที่สุขกว่าความสุขชนิดที่ต้องใช้เงิน ซื้อหา ; เพราะที่ใช้เงินซื้อหานั้นมันไม่ใช่ความสุข ; มัน เป็นความเพลิดเพลิน, เป็นเพียงความเพลิดเพลิน ; ฉะนั้น จึงเป็นความสุขที่หลอกลวง. พอไปได้สนองกิเลสตัณหาแล้ว
น.38 ๒๘ มันก็ยิ่งหลงยิ่งลืมตัว; ยิ่งลืมตัวมันก็ยิ่งใช้เงินซื้อสิ่งที่สนอง กิเลสตัณหานี้ จนเงินไม่พอใช้. ฉะนั้นใครที่เงินเดือนไม่พอใช้อยู่ในเวลานี้ ไปคิดดู ให้ดี, ไปแยกแยะดูให้ดี จะพบสิ่งนี้ : เพราะว่าเรามัน ใช้เงินเพื่อซื้อความหลอกลวงของความสุข คือสนอง กิเลสตัณหามากเกินไป ; ต้องควบคุมให้ได้, ต้องไม่มี, จะต้องไม่มีสิ่งเพ้อ สิ่งเกิน สิ่งโง่ ต้องไม่มี ในการใช้จ่าย ของเรา ในการดำรงชีวิตของเรา. เดี๋ยวนี้จะพูดได้ว่า สมัยปัจจุบันนี้เพื่อและมันเกิน ทั้งนั้น : เรื่องอาหารก็ดี, เรื่องเครื่องนุ่งห่มก็ดี, ที่อยู่อาศัย เครื่องใช้ไม้สอย ยานพาหนะก็ดี, แม้แต่การบำบัดโรคสุขภาพ อนามัยก็ดี, มันทำไปอย่างเกิน อย่างประมาท อย่างหวัด ๆ อย่างชุ่ย ๆ ไปคิดดูให้ดีเถอะ มันจะลดลงได้อีกมาก ; ถ้า จะเอากันแต่พอดี ให้อยู่ได้โดยสะดวกสบายแล้วก็จะลดลงได้ อีกมาก ค่าใช้จ่ายที่บ้านที่เรือนอะไรจะลดลงได้อีกมาก. นี่ถ้าความสุขที่แท้จริงมันก็เป็นอย่างนี้ มันไม่ต้อง ใช้เงินก็ยังได้; ทำงานให้สนุกไปเลย : เป็นคนทำงาน สนุกอย่างคน เป็นมนุษย์ทำงานสนุกอย่างมนุษย์, เป็นเทวดา
น.39 ๒๙ ก็ต้องทำงานให้สนุกอย่างเทวดา, อย่าขบถในหน้าที่ ไม่ทำ งานแล้วก็จะเอาอะไรมาก เรียกร้องอะไรมาก ; นี่ถ้าอย่างนี้ มันก็เป็นไปไม่ได้ มันต้องเกิดลัทธิการเมืองที่ฆ่าฟันกัน แหลกลาญหมด. ถ้าทุกคนสนุกในการทำหน้าที่ จะไม่ เกิดการกระทบกระทั่ง ; เพราะเขาไปสนุก ๆ สนุก ๆ อยู่แต่ กับทำหน้าที่ : คนรวยก็ทำหน้าที่คนรวย, คนจนก็ทำหน้าที่ คนจน, ไม่ต้องมาทะเลาะวิวาทแย่งชิงฆ่าฟันกัน ในระหว่าง นายทุนหรือกรรมกร. นี้ก็เป็นตัวอย่างของนักปรมัตถ์ที่มองเห็นจน ทำ งานสนุก เป็นสุขเมื่อทำการงาน ; เงินเลยไม่ต้องใช้ เพราะมันเป็นสุขเสียแล้ว ในขณะที่กำลังทำการงาน, เงินนั้น เก็บไว้ใช้อย่างอื่นก็ได้ ไม่ต้องไปซื้อหาความสุขที่ไหน, เอา ไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่อื่นก็ยังได้ ฉะนั้น ปรมัตถธรรมข้อนี้สำคัญมาก คือทำให้ เราทำงานไม่เหน็ดเหนื่อย, ทำให้เราทำงานได้มากกว่า ธรรมดา คนอื่นเขาทำงานวันละ ๘ ชั่วโมง, เราจะทำงาน วันละ ๑๘ ชั่วโมง เพราะมันสนุกในการทำงาน.
น.40 ๓๐ อาตมาพูดนี้ ไม่ใช่พูดหลอกนะ ไม่ใช่พูดในสิ่งที่ทำ ไม่ได้ เคยทำมาแล้ว ตลอดเวลา ๔๐ ปี, ๓๐ ปี ๔๐ ปี ทำ งานวันละ ๑๘ ชั่วโมงเคยมาแล้ว, แล้วผลงานแสดงอยู่ที่ใน ตึกแดงหลังนั้น (ศาลาธรรมโฆษณ์อนุสรณ์) นั้นมันเป็นผล ของการทำงานสนุก มันจึงทำได้มากขนาดนั้น มากจนคน เขาไปดูแล้วไม่เชื่อ ไม่เชื่อว่านี้คนเดียวทำ. อาตมาว่า ไม่เชื่อก็ไม่เชื่อสิ มันคนเดียวทำจริง ๆ นี่ เพราะมัน ทำงานสนุก จนทำงานวันละ ๑๘ ชั่วโมง. นี่ขอให้ สนใจเถอะว่า ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ดีแต่พูด, ไม่ใช่เป็นสิ่งที่มี สำหรับพูด ; แต่มัน เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้. เป็นอันว่า เราได้ทำให้ชีวิตนี้เป็นสิ่งที่สมค่าของมัน ให้เป็นชีวิตที่มีประโยชน์ มีประโยชน์แก่เจ้าของ ไม่กัดเจ้า ของ. ถ้าเราทำกับมันไม่ถูก เพราะไม่มีความรู้ถึงระดับ นี้ ชีวิตนั่นแหละมันจะกัดเจ้าของ, สิ่งที่เรียกว่าชีวิต นั่นแหละมันจะกลายเป็นยักษ์เป็นมารอะไรขึ้นมา แล้วกัด เจ้าของ เดือดร้อนมาก. ความรู้เรื่องจริงแท้ของทุกอย่างอย่างนี้ ถึงขั้นลึก อย่างนี้ ก็เรียกว่า ปรมัตถ์. ปรมัตถะ แปลว่า อรรถะอันลึก
น.41 ๓๑ ความหมายอันลึก เนื้อความอันลึกคุณค่าอันลึก เรียกว่า ปรมัตถ์. ขอให้ทุกคนมีความรู้ในระดับที่เรียกว่า ปรมัตถ์ ; มันจะเป็นประโยชน์ในตัวมันเองด้วย, แล้วมันจะส่งเสริม สิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างอื่นด้วย, จะเป็นอย่างนี้เสมอ มัน ก็แก้ปัญหาได้ทุกปัญหา. ถ้ามี ความรู้เรื่องปรมัตถ์แล้ว จะ แก้ปัญหาได้ทุกปัญหา ไม่มีปัญหาอะไรเหลือ, มีความรู้ ถูกต้องในทุก ๆ กรณี, แล้วปัญหาไม่อาจจะเกิดจากกรณีใด ๆ. เดี๋ยวนี้ที่ เราทำผิดกันอยู่เพราะไม่รู้ปรมัตถ์ คือ ปัญหาที่ว่าอะไร ๆ ก็จะเป็นเรื่องการเมือง, อะไร ๆ ก็จะเป็น เรื่องเศรษฐกิจไปเสียหมด ; ว่าเรื่องการเมืองเรื่องเศรษฐกิจ จะแก้ปัญหาได้ ที่จริงเปล่าทั้งนั้นเลย. เรื่องการเมือง เรื่องเศรษฐกิจนั้น มันมีแต่จะเพิ่มปัญหาให้ยุ่งยาก ให้ ลำบาก ให้มีความทุกข์เกิดขึ้น. เรื่องศีลธรรม เรื่องธรรมะ มันจะแก้ปัญหา; ลองเอาธรรมะเข้ามา เอาศีลธรรมเข้ามา มันจะแก้ปัญหาได้. ปัญหาที่มันมาจากเศรษฐกิจนั่นแหละ, เศรษฐกิจที่คดโกง ที่ไม่มีศีลธรรม มันสร้างปัญหา; เรา ต้องแก้ด้วยความมีศีลธรรม เศรษฐกิจจึงจะหมดปัญหา.
น.42 ๓๒ นี้เศรษฐกิจมันไม่มีศีลธรรม มั่นสร้างปัญหาขึ้นมา, แล้วเอาเศรษฐกิจมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ นี้มันไม่ได้ดอก. เหมือนกับเอาน้ำโคลนมาล้างเท้าที่เปื้อนโคลน นั้นมันไม่มี ทางจะสะอาดดอก. เรื่องการเมืองที่ไม่มีศีลธรรม ตั้งแต่ การเลือกผู้แทนขึ้นไป มันไม่มีศีลธรรม มันก็เกิดปัญหา ทางการเมือง, แล้วจะไม่เอาศีลธรรมไปแก้นั้นมันไม่ได้ ; การเมืองแก้การเมือง มันก็เป็นเรื่อง น้ำโคลนล้างโคลน อีกแหละ มันก็แก้ไม่ได้. เข้าถึงปรมัตถ์ต้องรู้อิทัปปัจจยตาด้วย. ถ้ามองเห็นโดยแท้จริงแล้ว ศีลธรรมจะแก้ปัญหา ได้ทุกปัญหา , ไม่ว่าปัญหาอะไร จะมาแจกลูกกันทุกปัญหา เวลามันไม่พอ. เรามองเห็นชัดว่า อันนี้มันต้องเป็นไปตาม กฎแท้จริงเฉียบขาดของธรรมชาติ คือกฎของอิทัปปัจจยตา. คำแปลก ๆ ว่า อิทัปปัจจยตา นั้น ขอให้ช่วยสนใจ กันหน่อย เพราะไม่ค่อยเอามาพูดกัน เป็นกฎของธรรมชาติ ว่า มันต้องเป็นอย่างนี้ ๆ อย่างนี้; เพราะเหตุปัจจัย อย่างนี้ ๆ สิ่งนี้จะต้องเกิดขึ้น, สิ่งนี้มีเพราะเหตุปัจจัย
น.43 ๓๓ นี้มี, สิ่งนี้มีเพราะสิ่งนี้มี, สิ่งนี้มีเพราะสิ่งนี้มี . นี่มัน เป็นกฎตลอดจักรวาล ตลอดอนันตกาล เรียกว่ากฎอิทัป- ปัจจยตา ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาวอะไรทั้งหลาย ทั้งสากลจักรวาล มันเกิดขึ้นมาตามกฎของอิทัปปัจจยตา : เมื่อทำอย่างนี้ อย่างนี้จะต้องเกิดขึ้น, ทำอย่างนี้ อย่างนี้มัน ต้องเกิดขึ้น, ทำอย่างนี้อย่างนี้มันก็เป็นความทุกข์เกิดขึ้น, ทำอย่างนี้อย่างนี้เป็นความดับทุกข์เกิดขึ้น นี้เป็นปรมัตถ์ สูงสุด ไม่มีสัตว์ไม่มีบุคคล, ไม่มีพระเจ้าที่เป็นตัวเป็นตน เป็นสัตว์เป็นบุคคล, มีแต่พระเจ้าที่เป็นกฎอันเฉียบขาด ของธรรมชาติ, เข้าถึงกฎอิทัปปัจจยตาแล้วก็เข้าถึงปรมัตถ- ธรรมอย่างยิ่ง. พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ก็คือตรัสรู้เรื่องนี้, ท่านตรัสรู้ เรื่องอิทัปปัจจยตา ; แต่เรา มักจะเรียกกันเสียว่า ปฏิจจ- สมุปบาท เป็นความหมายแคบเฉพาะเรื่องความทุกข์ของสิ่ง ที่มีชีวิต. แต่ถ้าเราพูดว่า อิทัปปัจจยตา ความหมายมัน กว้างหมดเลย จะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตอะไรก็ตาม มันตกอยู่ ใต้อำนาจของกฎที่ว่า เพราะสิ่งนี้มีสิ่งนี้จึงมี, เพราะสิ่งนี้ มีสิ่งนี้จึงมี . ปรมัตถธรรมจะนำไปที่นั่น ไม่มีทางที่จะผิด
น.44 ๓๔ คือว่ามันจะไม่เป็นฝ่ายบวกหรือฝ่ายลบ ไม่เป็น positive ไม่ เป็น negative มันเป็นสายกลางของมันไปอย่างนั้น, นี่เรียก ว่ากฎของธรรมชาติแท้ ๆ. ถ้าว่า บวก มันก็มีคน หรือตายแล้วเกิด เป็น ต้น : ถ้า ลบ มันก็ไม่มีคน ตายแล้วไม่เกิด เป็นต้น. แต่ว่ากฎอิทัปปัจจยตามันมีแต่สิ่งนี้ซึ่งเป็นไปอย่างนี้ เป็นไป อย่างนี้ เป็นไปอย่างนี้, แล้วคนเขาก็ไป บัญญัติเอาเองว่า ของคนต่างหากล่ะ. กฎของอิทัปปัจจยตาเขามีตายตัวเฉียบ ขาดตามธรรมชาติ. นี้เป็นสุข นี้เป็นทุกข์, นี้เป็นได้ นี้เป็นเสีย, นี้เป็นแพ้ นี้เป็นชนะ, นี้เป็นกำไร นี้เป็นขาดทุน. นั้นมันความโง่ ความรู้ปรมัตถ์ต้องไปถึงนั้น รู้จนไม่มีสัตว์ไม่มี บุคคล, ไม่ใช่สัตว์บุคคล, แล้วก็ไม่ใช่ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่ บุคคล ; คือไม่ได้ปฏิเสธจนไม่มีอะไรเลย, แล้วก็ไม่ได้ ยืนยันว่ามีอะไรอยู่อย่างตายตัว, มีแต่กระแสของความ เปลี่ยนแปลงปรุงแต่ง . ถ้ามาถึงนี่แล้วก็เรียกว่า รู้อย่างที่ พระพุทธเจ้าท่านรู้ แล้วก็ดับทุกข์ได้ เป็นสิ่งสูงสุดที่ต้อง
น.45 ๓๕ เคารพ คือกฎของอิทัปปัจจยตา; เมื่อปฏิบัติถูกต้อง แล้วก็ควรจะพอใจ มีความสุข ชอบใจตัวเอง. คนรู้เรื่องนี้ก็พูดอย่างหนึ่ง คนไม่รู้ก็พูดอย่างหนึ่ง; ฉะนั้นวิธีพูดหรือโวหารพูดที่ใช้กันอยู่ในโลก มันเกิดเป็น ๒ อย่าง : คำพูด โวหารพูด ของคนโง่ ก็พูดว่า มีตัว มีตน มีสัตว์มีบุคคล มีเรามีเขา มีสุขมีทุกข์ มีแพ้มีชนะ มีได้มีเสีย มีกำไรมีขาดทุน มันก็พูดไปอย่างนั้น คนที่ไม่ รู้ถึงปรมัตถ์. ถ้าคนที่ รู้ถึงปรมัตถ์ ไม่มี ไม่มีสัตว์ไม่มี บุคคล ไม่มีตัวไม่มีตน ไม่มีดีไม่มีชั่ว ไม่มีแพ้ไม่มีชนะ ไม่มีได้ไม่มีเสีย ไม่มีกำไรไม่มีขาดทุน มีแต่กระแสแห่งการ ปรุงแต่งตามกฎของอิทัปปัจจยตา หรือว่ามีแต่อิทัปปัจจย- ตา มันก็เลยไม่รักอะไร ไม่เกลียดอะไร ไม่โกรธอะไร ไม่ กลัวอะไร ไม่อิจฉาริษยาใคร ไม่อะไรหมดเลย. มันดีที่ ตรงนั้น, มันเห็นเป็นกระแสอิทัปปัจจยตาเป็นไปหมด มันก็ ไม่รู้สึกว่าจะต้องรัก ไม่รู้สึกว่าจะต้องเกลียด ไม่รู้สึกว่าจะ ต้องโกรธ ไม่รู้สึกว่าจะต้องกลัว. ปัญหา ๔ อย่างนี้ที่รบกวนเราอยู่ ไปสังเกตดู อะไร น่ารัก มาก็รัก เอ้า, มันก็บ้าไปพักหนึ่งตามแบบน่ารัก,
น.46 ๓๖ อะไร น่าโกรธ มามันก็โกรธ มันก็บ้าไปพักหนึ่ง, อะไร น่าเกลียด มามันก็เกลียด, อะไร น่ากลัว มามันก็กลัว กระทั่งอย่างไม่มีเหตุผล มันก็ออกมาเป็นความวิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ อิจฉาริษยา หึงหวงอะไรกันไปตามเรื่อง, แล้ว ก็ฆ่ากันตายเพราะความโง่เหล่านี้ เพราะว่าไม่มองเห็นความ จริงอันสูงสุด ที่เรียกว่าปรมัตถ์, ปรมัตถ์. เห็นกระแสอิทัปปัจจยตาแล้วจะเป็นปรมัตถ์. อาตมาคิดว่า ควรจะฟ้าสางกันสักที สำหรับความ รู้เรื่องปรมัตถ์ในหมู่พุทธบริษัทเรา ; เห็นอะไรเป็นกระแส แห่งอิทัปปัจจยตาไปหมดละก็ มันก็ถึงที่สุดแหละ ไม่มีทาง ที่จะไปรักอะไร, ไม่มีทางที่จะไปเกลียดอะไร, ไม่มีทางที่จะ ไปกลัวอะไร, ไม่มีทางที่จะไปโกรธอะไร. หรือขยายออกไป เป็นวิตกกังวลอาลัยอาวรณ์ในอะไร. แม้แต่ในทางวัตถุนี้ ทอดสายตาไปทางไหน ก็เห็น แต่การไหลเรื่อยของสิ่งเหล่านั้น, เช่นตึกหลังนี้ ผู้เห็น ปรมัตถ์ทอดตาไป เห็นเป็นความไหลเรื่อย ของสิ่งที่ประกอบ กันขึ้นเป็นตึกหลังนี้ คือทุก ๆ ปรมาณูของตึกหลังนี้ไหลเรื่อย
น.47 ๓๗ มันเห็นอย่างนั้น, แล้วใครเห็นบ้าง ? มันก็เห็นเป็นตึกแข็ง อยู่อย่างนี้ แน่นอนตายตัวอยู่อย่างนี้ คือมันไม่เห็นถึงขั้น ปรมัตถ์. เขาเห็นว่ามีตึก มีตึกหลังนี้ สวยดี ไม่สวยดี อะไร ; ไม่มีใครเห็นว่าเป็นเพียงอิฐ เพียงทราย เพียงปูน เพียงเหล็ก, แล้วก็ไม่เห็นว่า ในนั้นเป็นเพียงสักว่าธาตุตาม ธรรมชาติ, แล้วไม่เห็นว่า ในธาตุตามธรรมชาตินั้น เป็น สักแต่ว่าปรมาณูหนึ่งๆ ที่หมุนไปตามกฎของอิทัปปัจจย- ตา. ถ้าเห็นอย่างนี้ก็เห็นว่า โอ้, มันไหลเรื่อย ไม่มีอะไรที่ไม่ ไหลเรื่อย ; แม้แต่ตึกอันนี้มันก็ไหลเรื่อย, มีความไหลเรื่อย อยู่ข้างในของมัน, แล้วนับประสาอะไรกับเนื้อหนังของคนเรา อย่างนี้, ตัวบุคคลอย่างนี้ มันก็มีแต่สิ่งที่ไหลเรื่อย, ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง มันก็ไหลเรื่อย, ในทางร่างกายก็ไหลเรื่อย, ในทางจิตก็ไหลเรื่อย มีแต่ความไหลเรื่อย จะเอาเป็นตัวตน ไม่ได้ ; แล้วใครจะรักใคร, ใครจะโกรธใคร, ใครจะเกลียด ใคร, ใครจะทำอะไรแก่ใคร, มันก็ไม่มีความหมาย. ทำไป มันก็เป็นความทุกข์, ความทุกข์ เพราะไปยึดถือ จะให้ได้ อย่างนั้น จะให้ได้อย่างนี้, แล้วมันก็ไม่ได้. ฉะนั้นมันจึง เป็นทุกข์ เพราะเราจะให้ตรงตามความต้องการของเรา.
น.48 ๓๘ คำว่า "เรา" ในที่นี้ คือความโง่ของเรา; ไม่มี ตัวเรา, มีแต่ความโง่ของกิเลส ของธรรมชาติที่เป็นกิเลส มันปรุงแต่งไปตามแบบของกิเลส ธรรมชาติชนิดนั้นมันก็ รู้สึกแก่จิต. จิตโง่ไปอีกทีหนึ่งว่าเป็นตัวเรา เป็นของเรา, เราเป็นเจ้าของทุกสิ่ง, เราเป็นเจ้าของชีวิต, เราเป็นเจ้าของ ความสุข, เป็นเจ้าของความทุกข์. นั้นคือความโง่ของจิต ที่ ไม่มีความรู้ในชั้นปรมัตถ์ ; ถ้าจิตมีความรู้ถึงขั้นปรมัตถ์ มันก็ไม่มีอย่างนี้, เรียกว่า ฟ้ามันสางทางปรมัตถ์. ทีนี้อยากจะพูดสำหรับครูบาอาจารย์ทั้งหลายอีกนิด หนึ่งว่า นี้แหละคือสิ่งที่เราเรียกกันว่า วิทยาศาสตร์, เรียก ว่า วิทยาศาสตร์, และการศึกษาอย่างวิถีทางวิทยาศาสตร์. สิ่งทั้งปวงเป็นอย่างนี้ แล้ว มองให้เห็นสิ่งทั้งปวงโดยความ เป็นอย่างนี้, ความทุกข์เกิดขึ้นมาเพราะโง่อย่างนี้, ทำผิด อย่างนี้, ความดับทุกข์เกิดมีเพราะไม่โง่อย่างนี้ เพราะไม่ทำ ผิดอย่างนี้. เป็นวิทยาศาสตร์ตามกฎเกณฑ์ของธรรม- ชาติ ; ไม่ต้องไปเอาผีสางเทวดาโชคชะตาอะไรมาช่วย, ไม่ ต้องเอามาเกี่ยวข้อง. ถ้ายังไปต้องขอความช่วยเหลือจากผีสาง เทวดา โชคชะตาดวงดาวอะไรอยู่แล้ว ก็ไม่มีปรมัตถ์เลย,
น.49 ๓๙ ไม่มีการลืมหูลืมตาในทางของปรมัตถ์เลย. มันเป็นเรื่องในตัวมันเอง โดยกฎของธรรมชาติที่ครอบงำทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ ; สิ่งนั้นเราเรียกว่ากฎของอิทัปปัจจยตา, เป็นกฎของธรรมชาติอันเด็ดขาด อันสูงสุด. เรียกว่ากฎของอิทัปปัจจยตา. ถ้ามองเห็นว่าทุกสิ่งเป็นอิทัปปัจจยตา ก็เรียกว่าเห็นปรมัตถ์ เข้าถึงปรมัตถ์โดยสมบูรณ์. วิทยาศาสตร์ปัจจุบัน ก็มีหลักเกณฑ์อย่างนี้ แต่เขาเอาไปใช้ในทางแสวงหาวัตถุ ความสุขจากวัตถุ มันจึงได้มามหาศาลเห็นไหม ? ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ทางฝ่ายวัตถุแห่งโลกปัจจุบันนั้น เขารู้จักใช้กฎอิทัปปัจจยตาสร้างสิ่งที่เขาต้องการ ; ฉะนั้นเขาจึงไปโลกพระจันทร์ได้เหมือนว่าเล่น หรือว่าเขาจะทำอะไร ๆ ได้อีกมากมายเหมือนกับว่าเล่น เพราะเขารู้จักใช้กฎอิทัปปัจจยตาถูกตรงตามเรื่องของมัน ก็ประสบความสำเร็จ. แต่เดี๋ยวนี้เขา ไม่ได้ใช้วิทยาศาสตร์นั้น ๆ มาดับทุกข์ในจิตใจ ; เขาหันไปส่งเสริมปัจจัยของกิเลส ในโลกจึงเกิดปัจจัยของกิเลสมากมาย ๆ จนว่าไม่มีใครรู้จักเบื่อ. โลกสมัยนี้มันมีสิ่งที่เป็นปัจจัยหลอกให้หลงใหลไม่มีสิ้นสุด ไม่รู้จักเบื่อ, ทั้งโลกกำลังไม่รู้จักเบื่อ
น.50 ๔๐ ในสิ่งที่ยั่วให้เกิดกิเลสหรือสนองกิเลส ; เราก็จะต้องทนทุกข์ข้อนี้กันไปอีกนาน. นี่วิทยาศาสตร์ที่เอาไปใช้ทางฝ่ายวัตถุฝ่ายโลก, แสวงหาปัจจัยแห่งกิเลส. ทีนี้ วิทยาศาสตร์ของพระพุทธเจ้า มันตรงกันข้าม จะเอาไปใช้ในทางที่จะไม่หลงในเหยื่อของกิเลส ; ต้องการจะชนะกิเลส, มีจิตใจอยู่เหนือสิ่งยั่วยวนเหล่านี้ ก็ไม่ต้องเป็นทุกข์, นี่คือเรียกว่าฟ้าสางทางปรมัตถ์. ท่านผู้ใดเกิดแสงสว่างอย่างนี้ขึ้นในจิตใจ เรียกว่าฟ้าสางในทางปรมัตถ์มันก็ควรจะสาง. ฟ้าสางทางอภิธรรม. ทีนี้ หัวข้อต่อไป อาตมาเรียกว่า ฟ้าสางทางอภิ-ธรรม. อย่าลืมว่าเมื่อตะกี้นี้บอกแล้วว่า ปรมัตถ์มันขุดลึกลงไป ; ส่วนอภิธรรมนั้นมันขยายกว้างออกไปไม่ลึก มันจึงมาก. อภิ แปลว่า ยิ่ง ก็ได้, แปลว่า อย่างยิ่ง ก็ได้, แปลว่า เกิน ก็ได้ ฟังดูให้ดี เกินนั้นมันใช้ ไม่ได้ คือไม่จำเป็น ; ถ้าอันไหนเกินอันนั้นไม่จำเป็น.
น.51 ๔๑ อภิธรรมแท้ต้องพอดี พูดถึงคำว่า อภิ, อภินี่ ก็มีพูดมาแต่ครั้งพุทธกาล. อภิวินัย คือ วินัยส่วนเกิน เกินสำหรับคนธรรมดา อภิธรรม -ธรรมะส่วนเกิน เกินสำหรับคนธรรมดา, คือคนธรรมดา ไม่ต้องไปสนใจถึงขนาดนั้น ถึงเดี๋ยวนี้ในโลกนี้ ในโลกนี้ มันก็ยังมี. ปัจจุบันนี้มันก็ยังมีความรู้ส่วนเกินสำหรับคนทั่ว ไป; แต่มันอาจจะไม่เกินหรือไม่เกินสำหรับคนบางคน ที่ เขามีหน้าที่ที่จะต้องทำอย่างนั้น; ฉะนั้นการศึกษาค้นคว้า นี้มันจึงทำไปได้เรื่อย. ส่วนมากมันก็เกินแหละ ; การค้นคว้า ทางวิทยาศาสตร์ เรื่องโลก เรื่องวัตถุ อะไรก็ตาม มันค้นคว้า ได้มากแหละ, แล้วก็มีส่วนที่เกิน ที่ไม่ต้องใช้มันมีอยู่มาก. ท่านที่เป็นนักวิจัย วิจัยทางอะไรก็ตาม จะพบว่า มีพบเรื่องที่มันไม่ต้องใช้อยู่มาก เรียกว่าเป็นส่วนเกิน ; แต่ ส่วนที่จำเป็นที่แท้จริง ที่ต้องมีต้องใช้นั้นมันก็มีอยู่. ฉะนั้น ต้องเอาอันนั้นมา, อันนั้นแหละควรจะเรียกว่า อภิธรรม อันบริสุทธิ์คือไม่เกิน. ถ้าผิดจากนี้แล้วมันก็เกิน, แล้วเรา ก็สนุกกับเรื่องเกินนี้กันเสียไม่น้อย; เพราะว่าเรื่องอะไรที่ มันสนุกแก่ความรู้สึกคิดนึก เราก็สนใจทั้งนั้นแหละ, แม้ว่า
น.52 ๔๒ มันจะไม่มีประโยชน์. ฉะนั้นเราจึงจดจำเรื่องที่ไม่จำเป็นไว้ ได้มาก นี้เรียกว่ามันเป็นส่วนเกิน ; ถ้าทำไม่ดีมันก็เป็นส่วน เพ้อ. เราก็คงจะเข้าใจกันได้แล้วว่า ส่วนเฟ้อนั้นมันให้โทษ : เป็นอยู่อย่างฟุ่มเฟือย เป็นอยู่อย่างเฟ้อ นั้นมันให้โทษ. ฉะนั้น ขอให้ลด ให้ควบคุมไว้ให้พอดี ถ้าว่าดีเต็มที่แล้วก็ไม่เกิน ; นั่นแหละจะเรียกว่าถูกแหละ. อภิธรรมแท้ต้องพอดี เต็มที่ เต็มเปี่ยม แต่ไม่เกิน. เดี๋ยวนี้สิ่งที่เรียกว่าอภิธรรมมันยังมีลักษณะเกิน ในพระคัมภีร์อภิธรรมก็มีเรื่องเกินมาก, คือเกินชนิดที่ ไม่ต้องพูดถึง ไม่ต้องเล่าเรียน ไม่ต้องขยายความออกไปถึง ขนาดนั้น. ทีนี้อาจารย์อภิธรรมชั้นหลัง ซึ่งไม่ใช่พระ- พุทธเจ้า ทำให้เกินมากออกไปอีก จนเลยได้ยุ่ง จนได้ ทะเลาะกัน จนเดี๋ยวนี้มันก็เกิน ; แม้กระทั่งว่าอภิธรรม, อภิธรรม ๆ นี้ ไม่มุ่งไปยังความสิ้นตัวตน มันมุ่งไปที่มหากุศล กุศลอย่างยิ่ง เลยกลายเป็นพิธีรีตอง ; เพราะมันมุ่ง อยู่อย่าง งมงาย ก็เลยกลายเป็นพิธีรีตอง. เดี๋ยวนี้ อภิธรรมมีไว้ทำไม ? มีไว้สวดศพเท่านั้น, อภิธรรมมีไว้สวดศพเท่านั้นแหละ, มีไว้บังสุกุลป่าช้า ; แม้อย่างนั้นนักอภิธรรมก็ยังมีตัวตนนะ,
น.53 ๔๓ นักอภิธรรมยังมีตัวตน ที่จะเอามหากุศลอยู่นั่นแหละ นี่เพราะ มันกลายเป็นพิธีรีตองไปเสีย. ถ้า อภิธรรมแท้มันต้องมุ่งไปยังความว่าง ไม่มี ตัวตน คือสุญญตา นั่นแหละจึงจะถูก; แต่นักอภิธรรมไม่ พูดถึงสุญญตา บางทีหาว่าสุญญตาเป็นเรื่องผิดเสียอีก. พวก นักอภิธรรมตามศาลาวัด เขาว่าท่านพุทธทาสเอาเรื่องสุญญตา ของมหายานมาพูด ไม่ใช่พุทธศาสนา; อย่างนี้มันก็พูดกัน ไม่รู้เรื่อง เพราะเขามุ่งแต่มหากุศล เขาจะเอาแต่มหากุศล เขาไม่ยอมให้เป็นสุญญตา. เราจะบอกว่า ยิ่งมหากุศลนั่น แหละยิ่งสุญญตา แหละ. อย่าไปเอากับมันเลย; เพราะมัน เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น มากเกินไป, ยึดมั่นถือมั่นมาก เท่าไรมันก็ยิ่งเป็นสุญญตามากเท่านั้น. ฉะนั้น ถ้าจะรู้จักสิ่งที่เรียกว่า อภิธรรม ต่างจาก ปรมัตถ์ อย่างไรก็ดูส่วนนี้. ขอให้พยายามเปรียบเทียบว่า สุญญตาว่างจากตัวตน หรือความหมายใด ๆ กับมหากุศล ที่เป็นที่ชอบใจอย่างยิ่ง มันต่างกันอย่างไร.
น.54 ๔๔ ปรมัตถ์เป็นวิทยาศาสตร์. เรื่องปรมัตถ์มีลักษณะเป็นวิทยาศาสตร์ ที่พูด ไปหยก ๆ นั่นแหละ ว่าต้องมีตัวจริง มีของจริง มาดูอยู่ เห็นอยู่ ทดสอบอยู่ อย่างนี้เป็นเรื่องปรมัตถ์. ถ้าเป็นเรื่อง คำนวณ, เป็นเรื่องคำนวณหรือใช้การคำนวณ บางทีก็ต้อง ใช้ก้อนหินช่วย ใช้เม็ดมะขามช่วย ในการเรียนอภิธรรม อย่างนี้มันก็ไม่ใช่ปรมัตถ์ดอก; เพราะมันเป็นการคำนวณ เป็นผลของการคำนวณ, ใช้ผลของการคำนวณนั้นมันเป็น เรื่องลัทธิหนึ่งลัทธิอื่น, ไม่ใช่เป็นสันทิฏฐิโก; มันต้อง เป็นสันทิฏฐิโก รู้สึกประจักษ์ชัดแก่จิต จึงจะเป็นธรรมะ แท้ในพระพุทธศาสนา. ฉะนั้นเราระวัง อย่าขยายออก ให้มันเกิน; แต่ขุดลึกลงไปให้พบความจริง. ถ้าว่ามันเป็น ปรมัตถ์ มัน นำไปสู่สุญญตา มัน ไม่มุ่งหมายจะให้มันน่าอัศจรรย์ หรือไพเราะงดงามอะไร, มุ่งเฉพาะต่อสุญญตา คือความไม่มีตัวตน ไม่มีสัตว์ ไม่มี บุคคล, เ ป็นเพียงกระแสแห่งอิทัปปัจจยตา. ถ้าไปมี ตัวมีตน มีสัตว์มีบุคคล มีดี มีได้ มีอะไรยิ่ง ๆ ขึ้นไปแล้ว มันเป็นส่วนเฟ้อ, แล้วก็ เป็นอภิธรรมเฟ้อ อภิธรรมเกิน.
น.55 ๔๕ คำว่า ปรมัตถ์ มันก็ ขยายอรรถะ หรือเนื้อความ; อภิธรรม ก็ขยายพยัญชนะ, ขยายโวหารการพูดจา, ขยาย ไปในทางพยัญชนะ, บางทีก็ขยายไปในทางตรรกวิทยา, ใช้ หลักตรรกวิทยา ขยายความออกไปให้มาก, แล้วเป็นจิตวิทยา ก็ได้ ขยายความออกไปให้มาก ; ฉะนั้นจึง เรียกว่ามันเกิน คือไม่จำเป็น. ฉะนั้นเราจะต้องช่วยกันหน่อย, ทำความ เข้าใจกันให้ดีๆ อย่าให้ต้องเสียประโยชน์ไปในเรื่องนี้. ถ้าชอบ คำว่า อภิธรรม ไม่อยากใช้คำว่า ปรมัตถ์ ก็ทำให้อภิธรรม นี่แหละมัน มุ่งไปยังสุญญตา ไม่มีตัวตน มีแต่กระแสแห่งอิทัปปัจจยตา ก็ได้เหมือนกัน. เรื่อง คำพูดไม่สำคัญ เรื่องชื่อ, ชื่อที่ตั้งไว้ไม่สำคัญ; มันสำคัญ ที่ตัวจริง เพราะชื่อนี้มันตั้งเอาได้นี่. ถ้าต้องการจะโฆษณา ด้วยแล้ว ก็ยิ่งตั้งชื่อกันให้ไพเราะ เพื่อการโฆษณา; ฉะนั้น เราไม่เอาชื่อที่ตั้งเพื่อการโฆษณาเป็นหลัก, เอาตัวจริงเป็น หลัก, ดับทุกข์ได้มากเท่าไร นั้นคือความจริงเท่านั้น, จริง เท่าไรก็ดับทุกข์ได้เท่านั้น; มุ่งหมายให้มันมีชีวิตอยู่อย่าง อิสระ. สุญญตา แปลว่า ว่าง, ว่าง คืออิสระ ไม่ไป จับนั้นจับนี่ ไม่ไปจับแม้แต่มหากุศล ที่ว่าดีที่สุดนั่นแหละ ยิ่งบ้าที่สุด.
น.56 ๔๖ คำพูดของคนที่เป็นนักปรมัตถ์แท้จริง เอามาพูด เดี๋ยวคุณจะตกใจ เดี๋ยวท่านทั้งหลายจะตกใจ. นักปรมัตถ์ที่ แท้จริงเขาจะพูดว่า ทั้งชั่วทั้งดีล้วนแต่อัปรีย์; บางคน เคยได้ยิน. แต่อาตมาเชื่อว่าหลายคนยังไม่เคยได้ยิน ประ- โยคว่า ทั้งชั่วทั้งดีล้วนแต่อัปรีย์ ; เพราะว่าสอนกันมา แต่ให้เอาดี เอาดีทั้งนั้นแหละ, ไม่มีใครบอกว่า ดีนั้นมัน อัปรีย์ ; แต่นักปรมัตถ์ ที่เขาเห็นแล้ว เขา มองเห็นว่า มันอัปรีย์เท่ากัน. คำว่า อัปรีย์ นั้นแปลว่า ไม่น่ารัก ; เรียนภาษา กันเสียหน่อย, ถ้าเรียนมาแต่ก่อนไม่ถูก ก็เรียนกันเสียใหม่ อัปรีย์, อัปรีย์ นั้นแปลว่า ไม่น่ารัก, ปรี ปรียะ แปลว่า น่ารัก , อ แปลว่า ไม่ , อัปรีย์ แปลว่า ไม่น่ารัก , ทั้งชั่ว และทั้งดีล้วนแต่อัปรีย์ หมายความว่า ทั้งชั่วและทั้งดี ล้วนแต่ไม่น่ารัก : ไปรักเข้าสิมันกัดเอาทั้งนั้นแหละ, ที่ว่าดี ๆ ดี ๆ ไปรักเข้าเถอะ มันกัดเอาทันที, ชั่วนั้นมันไม่ต้อง สงสัยแหละ ไปรักเข้ามันก็กัด. ทั้งชั่วทั้งดี ล้วนแต่มันกัด ผู้ที่เข้าไปเอาไปรักกับมัน เพราะมันเป็นเรื่องปรุงแต่ง, มัน เป็นเรื่องกระตุ้นจิตใจ ให้เกิดความขยายตัวของกิเลส ตัณหา ความต้องการ.
น.57 ๔๗ คนเป็นบ้าเพราะอยากดีกันกี่คนแล้วรู้ไหม ? แล้วคนเป็นโรคประสาทเกือบทั้งหมด แหละ เพราะอยาก ดี ทั้งนั้นแหละ, แล้วมันไม่ได้ตามที่อยาก แล้วมันก็เป็นโรค ประสาท; ไปทำเล่นกับดีสิ มันกัดเอาอย่างนี้. คนเขา ฆ่าตัวตายเพราะไม่ได้ดีตามที่เขาต้องการ หรือเขากลัวจะเสีย ชื่อเสียง เสียความดี เขาชิงฆ่าตัวตายเสียก่อนก็มี ; นั่น แหละความที่ยึดมั่นถือมั่นในส่วนที่เรียกว่าดี. ฉะนั้นไม่เอากับมัน ทั้งชั่วทั้งดี; เราเอาจิตใจที่ เป็นอิสระ, จิตใจที่เป็นอิสระนั้น ไม่อยู่ใต้อำนาจของ ความดี หรือของความชั่ว . สิ่งที่เรียกว่า ค่า คุณค่า หรือค่า ที่เป็นดีเป็นชั่วนั้น ต้องระวัง, อย่าไปเป็นทาส ของมัน อย่าไปหลงใหลในมัน, เรามีจิตเป็นอิสระ. ความชั่วบีบคั้นจิตใจเราไม่ได้ , แต่ ความดีก็อย่ามาบีบ คั้น จิตใจของเราเลย. แต่ว่าคนเป็นอันมากนี้เขาหลงความ ดีทั้งนั้นแหละ, พระเจ้าพระสงฆ์ก็เหมือนกันแหละ ; อาตมาพูดได้เลย มันหลงความดีกันทั้งนั้นแหละ แล้วมัน ก็ลำบากเดือดร้อนเพราะความดีนั้น, แล้วก็ไม่ค่อยมองเห็น ว่า ไปเอากับมันไม่ได้, ทั้งชั่วทั้งดีไปหลงรักมันแล้ว มัน
น.58 ๔๘ ก็จะกัดเอา ; นี่นักปรมัตถ์เห็นอย่างนี้. นักอภิธรรม อาจจะเห็นเอาดีที่สุด, เอาดีที่สุด โดยที่ไม่รู้ว่ายิ่งดีที่สุดมัน ยิ่งกัดลึก, กัดลึกที่สุดเลย. นี่ฟ้ามันควรจะสาง อย่าเพียงแต่เอาอภิธรรมไว้ สวดศพที่บ้าน หรือที่ป่าช้า ให้มันมากลายเป็นความรู้ที่แท้ จริง ที่เต็มตามความหมาย, ให้อภิธรรมนี้สางไปในทาง ปรมัตถธรรม เถอะ คือให้ ไปสู่สุญญตาที่ไม่มีตัวตน. รีบสางปรมัตถ์และอภิธรรมจะมีสันติภาพได้. นี่ ฟ้าสางในทางปรมัตถ์ ก็ดี ฟ้าสางในทาง อภิธรรมนี้ ก็ดี ควรจะสางกลางดึกนี้. ฟ้าสางกลางดึก บางคนฝั่งออกแล้ว, อาตมาคิดว่าบางคนฝั่งออกแล้ว ว่า ฟ้าสางกลางดึกมันมีได้อย่างไร; แต่บางคนยังงงอยู่ ว่า ฟ้าสางกลางดึก มันจะบ้าแล้วกระมัง, คือว่าเดี๋ยวนี้อายุมัน เข้ามาเท่านี้แล้ว อายุมันเข้ามา ๓๐ ปี ๔๐ ปี ๕๐ ปี แล้วก็มี ที่นั่งอยู่ที่นี่ นี่มันดึกแล้ว ทำไมไม่รีบสางกันเสียทีเล่า ? มันขึ้นมาถึงระยะที่ดึกอย่างนี้ รีบสางกันเสียที เดี๋ยวมันจะ ไม่ทันเวลานะ.
น.59 ๔๙ ฉะนั้น ขอให้รีบสนใจธรรมะอย่างถูกต้อง ให้เกิด ความเข้าใจแจ่มแจ้งถูกต้องเป็นฟ้าสางเมื่อกลางดึก เพราะ อายุเข้ามาตั้งครึ่งหนึ่งแล้วก็มี ตั้งค่อนแล้วก็มี เดี๋ยวจะ ตายเปล่า ไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากพระพุทธศาสนา นี่ เรียกว่า ฟ้าสางทางอภิธรรม. ถ้าพวกเรา มีฟ้าสางทางปรมัตถ์ ทางอภิธรรม กันจริงๆ แล้ว ก็จะมีประโยชน์แก่ประเทศชาติ, มี ประโยชน์ แก่ ตัวเรา เองก่อน ไม่มีความทุกข์; จะมี ประโยชน์แก่ประเทศชาติ คือจะไม่ทำผิดพลาดให้เกิดปัญหา อะไรขึ้นมา ในสังคมในประเทศ กระทั่งว่าในบ้านในเมือง ในโลกเลย. ถ้าคนทั้งโลกมีลักษณะฟ้าสางทางปรมัตถ์ แล้วก็โลกนี้หมดปัญหา, เขาจะแก้ปัญหากันอย่างถูกต้อง ให้โลกมีสันติภาพได้โดยแท้จริง. เดี๋ยวนี้ไม่มีหวัง องค์ การโลกนั่งจับปูใส่กระด้ง คือไม่สิ้นสุด แก้ปัญหาไม่สิ้นสุด เพราะมันไม่แก้ถูกปัญหา, มันมีลักษณะเหมือนกับนั่งจับปู ใส่กระด้ง, ให้นั่งจับจนตายปูมันก็ไม่อยู่ในกระด้ง ต้องเรียก ว่า นั่งจับปูใส่กระด้ง.
น.60 ๕๐ ขอให้รู้เรื่องนี้อย่างถูกต้องของธรรมชาติ ขอให้เข้า ใจกันไว้ทุกคนนะ, อย่าตู่ อย่าขี้ตู่ มันของธรรมชาติ ; เดี๋ยว พุทธบริษัทจะพูดว่า ของพุทธบริษัทบ้าง, ว่าของพระพุทธ- เจ้าบ้าง, พระพุทธเจ้าท่านก็ปฏิเสธว่าไม่ใช่ของท่าน มัน ของธรรมชาติ กฎอันนี้มันของธรรมชาติ : ตถาคตจะเกิดขึ้นก็ ตาม ตถาคตจะไม่เกิดขึ้นก็ตาม ฐิตาว สา ธาตุ ธรรมธาตุ อันเป็นกฎของธรรมชาติคืออิทัปปัจจยตานี้ มีอยู่แล้ว มีอยู่ แล้ว; ฐิตาว สา ธาตุ - มีอยู่แล้ว, "ตถาคตเพียงแต่ ค้นพบแล้วมาบอก , เอามาบอก ว่าความจริงมันเป็นอย่าง นี้ เธอทั้งหลายจงประพฤติกระทำให้มันถูกกฎเกณฑ์อัน นี้ แล้วก็จะทำที่สุดแห่งทุกข์เฉพาะตน ๆ ได้." ฉะนั้น มนุษย์แต่ละคนจะต้องเข้าถึงความจริงอันนี้ ขจัดปัญหาได้. ฉะนั้น ถ้าเรียนพุทธศาสนา กันแล้ว ก็ต้องเรียน ให้ถึงนี้ ให้ได้รับประโยชน์จริงๆ มิฉะนั้นแล้วจะไม่คุ้ม ค่ารถไฟจากกรุงเทพฯ มาไชยา. นี้ใครจะรับประกันบ้าง ว่าได้รับประโยชน์คุ้มค่ารถไฟจากกรุงเทพฯ มาไชยา. อาตมา ก็ไม่รับประกันดอก เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ทุกคนจะต้อง
น.61 ๕๑ ระวังเอาเอง; ถ้ามันทำผิดเสีย ทำประมาทเสีย เฉไฉ ไปข้างทางเสีย แล้วมันไม่พบดอก มันไม่ถึงจุดหมายปลายทาง. ฟ้าสางทางอุบาสก. เอ้า, หัวข้อต่อไป เรียกว่า ฟ้าสางทางอุบาสก ฟ้าสางทางอุบาสก ไม่ใช่พูดเฉพาะอุบาสกดอก, แต่พูด เฉพาะ อุบาสิกาด้วย . ถ้าว่าเป็นผู้ชาย ก็เรียกว่าอุบาสก, ถ้าเป็นผู้หญิง ก็เรียกว่าอุบาสิกา, คือพระสาวกฝ่ายที่อยู่เรือน พระสาวกฝ่ายที่ครองบ้านครองเรือน แล้วก็ คู่กันกับ สาวกที่อยู่ในป่า คือ ไม่อยู่บ้านไม่อยู่เรือน เรียกว่า บรรพ- ชิต : เป็นผู้ชายเรียกว่า ภิกษุ เป็นผู้หญิงเรียกว่า ภิกษุณี ; พวกอยู่บ้านนี้ ถ้าเป็นผู้ชายเรียกว่า อุบาสก เป็นผู้หญิงเรียก ว่า อุบาสิกา . ใครรังเกียจต่อคำคำนี้บ้าง ? ผู้มีการศึกษาแบบหนึ่ง อาจจะรังเกียจก็ได้, พั่งคำว่า อุบาสกอุบาสิกา เป็นคำครึ คระบ้า ๆ บอ ๆ อะไรก็ไม่รู้. แต่อย่าลืมว่าถ้าไม่ถึงขั้นเป็น อุบาสกอุบาสิกาแล้ว ไม่รู้พุทธศาสนาดอก, ถ้าไม่ถึงขั้นที่ เป็นอุบาสกอุบาสิกา แล้วยังไม่ใช่รู้พุทธศาสนาดอก
น.62 ๕๒ ฉะนั้นครูบาอาจารย์ที่มีการศึกษาอย่างใหม่ อาจจะรังเกียจ คำคำนี้ก็ได้ ว่าเป็นคำครึคระแล้วพ้นสมัยแล้ว ไม่อยากจะ แตะต้อง ; แต่ที่จริงมันไม่ใช่อย่างนั้น ถ้ายังไม่มีลักษณะ เป็นอุบาสกอุบาสิกาอยู่ ก็ยังไม่มีความหมายอะไรเลย. ฉะนั้น อาตมาจึงเอามาพูด ในฐานะสิ่งที่ต้องมีอาการที่เรียกว่า ฟ้าสาง. ฉะนั้น ขอให้เกิดอาการฟ้าสางทางความเป็น อุบาสก ความเป็นอุบาสิกา กันเถิด จึงได้พูดเรื่องนี้. สาวกอยู่บ้าน คืออุบาสกอุบาสิกา, สาวกอยู่วัด คือภิกษุ ภิกษุณี, รวมเรียกกันว่าบรรพชิต เลยมาพูดเสียคราวเดียว กัน เป็นคู่กันพร้อมกัน เรียกว่าฟ้าสางทางอุบาสก และฟ้า สางทางบรรพชิต ก็จะได้พูดเรื่องฟ้าสางทางอุบาสกก่อน. ลักษณะของผู้เป็นอุบาสก ฯ. ที่จริงเป็นเพียงอุบาสกอุบาสิกานั้นพอแล้ว พอแล้ว รับประกันที่สุดแล้ว แต่เขาไม่รู้นี่, แล้วเขาจะมองเห็นภาพ ของอุบาสกอุบาสิกาเป็นตาแก่ยายแก่หงำเงอะ ไปคลานอยู่ ตามที่โรงธรรม ; นี่มันก็เข้าใจไม่ได้แหละ ; ฉะนั้นจะ ต้อง
น.63 ๕๓ เข้าใจคำว่า อุบาสกอุบาสิกา ให้ดี ๆ . ที่จริงท่านก็ต้อง การจะเป็นอยู่แล้ว โดยแท้จริง, คือต้องการรู้ธรรมะ จะมี ธรรมะ จะถึงธรรมะอยู่แล้ว ; แต่ก็เกลียด เกลียดคำว่า อุบาสกอุบาสิกา โดยที่ไม่รู้ว่า นั่นแหละคือ ความเป็น อุบาสกอุบาสิกา มีธรรมะ รู้ธรรมะ ถึงธรรมะ; ฉะนั้น มาทำความเข้าใจคำว่า อุบาสกอุบาสิกากันเสียที. พอพูด ว่า อุบาสกแล้วก็ขอให้หมายความว่ารวม อุบาสิกา ไว้ด้วย นะตามเพศ เพราะจะพูดว่า อุบาสกอุบาสิกา มันรุงรัง, พูดว่า อุบาสก คำเดียวก็พอ ซึ่งหมายถึงอุบาสิกา ซึ่งเป็น เพศหญิงด้วย. · อุบาสก ตัวหนังสือแปลว่า เข้าไปนั่งใกล้ ๆ, อาสกะ นั้นแปลว่า ผู้นั่ง, อุปะ แปลว่า เข้าไปใกล้ๆ , นั่น แหละผู้ที่เข้าไปนั่งใกล้ ๆ นั่นแหละคืออุบาสก. ทีนี้ก็จะถามว่า ไปนั่งใกล้อะไร ? ไปนั่งใกล้ใคร จึงจะเป็นอุบาสก? ก็ ไปนั่งใกล้สิ่งที่จะเป็นที่พึ่งได้, ที่ พึ่งคือสรณะ. ถ้าไปนั่งใกล้สิ่งที่จะเป็นสรณะที่พึ่งได้ นั่น แหละคืออุบาสกหรืออุบาสิกา, หรือว่าเข้า ไปนั่งใกล้ สิ่งที่ ควรจะยินดีเป็นอย่างยิ่ง คือ รตนะ, รตนะ. ไปนั่งใกล้
น.64 ๕๔ รตนะ คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่เรียกว่า รตนะ. ไปนั่งใกล้พระพุทธ พระธรรมะ พระสงฆ์ ที่เป็นสรณะที่พึ่งได้ หรือที่เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่ง, ไม่มีอะไรที่น่ายินดี มากเท่ากับสิ่งนี้ เรียกว่านั่งใกล้สิ่งที่น่ายินดีอย่างยิ่งก็คือพระรัตนตรัยอย่างไรล่ะ. เราพูดกันเป็นธรรมดาไปแล้วว่าพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็ไปนั่งใกล้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็เกิดปัญหาเกี่ยวกับภาษา ภาษาธรรม ภาษาจิตใจ เราจะ ไปนั่งใกล้ ได้อย่างไร ? ไปนั่งใกล้ได้ที่ไหน ? นี้มันก็ต้องอธิบายกันต่อไป. พูดให้เป็นอุปมาเปรียบ ก็เหมือนกับว่าไปนั่งใกล้หมอ, ไปนั่งใกล้ยารักษาโรค, ไปนั่งใกล้ผู้ปฏิบัติงานในการใช้ยารักษาโรค, นี่ความหมายของพระรัตนตรัย พระพุทธเจ้าเป็นเหมือนหมอ. ในพระบาลีก็เรียกพระพุทธเจ้าว่า หมอเป็นสพฺพโลก ติกิจฉโก-พระศาสดาเป็นผู้เยียวยาโรคของสัตว์โลกทั้งปวง สพฺพโลก ติกิจฺฉโก. พระพุทธเจ้าทรงเป็นเหมือนหมอ รักษาโรคทางจิตทางวิญญาณ โรคทางจิตใจ, แล้ว พระธรรมนั้นก็คือตัวยา หรือเครื่องอุปกรณ์ในการ
น.65 ๕๕ บำบัดโรค คือพระธรรม, แล้ว พระสงฆ์ทั้งหลาย ก็คือผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการเยียวยารักษาโรค สืบต่อมาจากพระ-พุทธเจ้า แล้วก็ยังปฏิบัติหน้าที่อันนี้อยู่. ขอให้มองอย่างนี้ว่ามันน่าจะเข้าไปนั่งใกล้ หรือว่าการเข้าไปนั่งใกล้ได้มันเป็นความปลอดภัย, เป็นการได้ที่ดีที่สุด ที่ได้นั่งใกล้พระรัตน-ตรัย ซึ่งเปรียบเสมือนหมอ หรือยาแก้โรค, และผู้ปฏิบัติหน้าที่การงานเกี่ยวกับการรักษาโรค. นี้พูดให้เป็นบุคคล เป็นวัตถุขึ้นมา : อุบาสก หรือ อุบาสิกาเหมือนกับผู้เข้าไปนั่งใกล้พระรัตนตรัย ที่เป็นเหมือนหมอ เหมือนยา, เหมือนผู้ปฏิบัติงานในการบำบัดโรค ที่นี่และเดี๋ยวนี้นะ ; หมายความว่ามันมีอยู่แล้วในจิตใจที่นี่และเดี๋ยวนี้ ; ถ้าไม่อย่างนั้นมันยังไม่เป็น ยังไม่เป็นอุบาสกอุบาสิกา, มันต้องได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่ต่อตายแล้วหรือไม่ใช่อีกหลายวันหลายปีข้างหน้า. เดี๋ยวนี้ หัวใจของเราถึงกันเข้า กับสิ่งนี้แล้ว ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ; จะเป็นอุบาสกอุบาสิกา จะต้องใช้คำว่า ทุกเวลา ทุกเวลา. ถ้ามันเข้าถึงสิ่งนี้แล้ว มันจะเข้าถึงทุกเวลา, แล้วก็ทุกหนทุกแห่ง แล้วก็ในทุกกรณี คือไม่เปลี่ยนแปลง ; แม้จะมีกรณีอันเลวร้าย
น.66 ๕๖ เกิดขึ้น มันก็ไม่มีการกระทบกระเทือน ไ ม่มีการเปลี่ยน แปลง ในการที่เข้าไปนั่งใกล้พระรัตนตรัย ; ต้อง เป็นอย่างนั้น จึงจะเรียกว่าเราเป็นอุบาสกหรือเป็นอุบาสิกาที่ แท้จริง. ถ้าว่ามันไม่เป็นอย่างนี้แล้วก็ยังไม่ใช่ ; เพียงแต่รู้ เรื่องของธรรมะอ่านหนังสือมาก ๆ จดจำไว้ได้มาก ๆ นี้ยังไม่ เป็น, อย่างดีก็เพียงเตรียม เตรียมจะเป็น เช่นมาฟังเทศน์ มาศึกษาอย่างเต็มที่อย่างนี้ก็ยังไม่เป็นดอก, เพียงเตรียมจะเป็น ก็มีหวังอยู่เหมือนกัน. ฉะนั้น ขอให้สนใจศึกษา รวบรวม ค้นคว้า เพื่อจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง แล้วก็จะเป็นกันจริง ๆ. เหตุผลที่ต้องนั่งใกล้พระรัตนตรัย มันควรจะมีคำถามอีกคำถามหนึ่ง ว่าทำไมต้องไป นั่งใกล้พระรัตนตรัย ? ก็เพราะว่าเดี๋ยวนี้มันมีสิ่งคุกคามเราอยู่ คือความทุกข์, พูดให้ชัดหน่อยก็ว่า การศึกษาหรือ ความ รู้ที่เรามีอยู่นั้น มันไม่พอที่จะดับทุกข์ได้ ที่จะทำความ อุ่นใจหรือความมั่นใจให้แก่เรา ว่าเราจะเอาชนะความทุกข์ได้.
น.67 ๕๗ นี่ครูบาอาจารย์เรียนอะไรมาเยอะแยะแล้ว อาตมา ยังว่าไม่พอ ; อย่าเพ่อโกรธ มันไม่พอที่จะดับทุกข์ได้ ; เพราะ นั้นมันเป็นเรื่องทำมาหากิน เป็นเรื่องโลก. เรื่องที่จะดับ ทุกข์ได้นี้ จะต้องเป็นเรื่องธรรมะ ใช้กับจิตใจโดยตรง ; เรายังขาดอยู่ มันยังไม่พอ; ฉะนั้นเรา จึงต้องมาหาสิ่งที่ จะช่วยได้ คือมาหาพระรัตนตรัย. ที่ไหนเป็นโอกาส เป็น อุปกรณ์ ที่จะให้เข้าถึงพระรัตนตรัยได้ เราก็ทำ : จะไปคบหา สมาคมกับบุคคล กับสถานที่ หรือกับหนังสือหนังหา ตำรับ ตำราวิชาความรู้อะไรก็ตาม ที่จะช่วยให้เข้าถึงพระรัตนตรัย ได้ เราก็พยายาม. เรายังมีปัญหานี้อยู่ รบกวนเราอยู่ มีปัญหาที่ขบกัด จิตใจเราอยู่ ; และเพราะว่าการศึกษาในโลกมันไม่พอ ให้รวม กันหมดทั้งโลก ๆ กี่เท่าในโลกนี้, การศึกษาอย่างโลก ปัจจุบันนี้มันไม่พอที่จะดับทุกข์. แม้จะไปโลกพระจันทร์ ได้ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรสักนิดหนึ่ง ที่จะดับทุกข์ได้, มันจะเป็นทางให้เกิดขยายความทุกข์ เรื่องปรมาณู เรื่อง คอมพิวเตอร์ เรื่องอีเลคโทรนิค อะไรก็ตามเถอะมันไม่ช่วย ให้ดับทุกข์เลย แต่มัน เป็นอุปกรณ์ที่จะให้ขยายปัจจัยแห่ง
น.68 ๕๘ ความทุกข์ คือขยายความต้องการสิ่งที่จะให้เกิดทุกข์นั้นมาก ออกไป, ให้เราหลงใหลในปัจจัยเหล่านั้นมากขึ้น. นี้เรา เรียกว่า การศึกษาในโลก รวมกันทั้งหมดแล้ว มันก็ไม่ พอที่จะช่วยขจัดปัญหาในทางจิตใจ ในทางวิญญาณของเรา. การศึกษาในโลกไม่พอ ; อาตมาเคยใช้คำรุนแรง ว่ายังเป็นการศึกษา เหมือนกับสุนัขหางด้วน . การศึกษา ในโลกนี้ มันไม่พอที่จะใช้ดับทุกข์, เรียนกันแต่หนังสือ เรียนแต่วิชาชีพ เราก็เก่งในการที่จะประกอบอาชีพ; แต่แล้ว เราก็ ยิ่งเห็นแก่ตัว. การศึกษานี้สร้างความเจริญทางวัตถุ, ยิ่งเจริญทางวัตถุก็ยิ่งเห็นแก่ตัว. โลกนี้มันเจริญแต่ทาง วัตถุ ยิ่งเจริญทางวัตถุก็ยิ่งเพิ่มปัญหา เห็นแก่ตัว, แล้วก็จะ รบราฆ่าฟันจะแย่งชิงกัน, อย่างดีที่สุด ก็ทำให้ยุ่งเท่านั้น แหละ. พอมองเห็นไหม? พูดว่า ยิ่งเจริญมันยิ่งยุ่ง, ยิ่งเจริญ มันยิ่งยุ่ง ไม่เจริญเสียดีกว่าทางวัตถุ เมื่อบ้านเมืองของเรายังไม่เจริญมากเหมือนเดี๋ยวนี้ ความยุ่งมันมีน้อย สันติภาพมีมาก. ที่กรุงเทพฯ นั่นแหละ เมื่อ ๖๐ กว่าปีมาแล้ว อาตมาเคยไป มันมีสันติภาพมากกว่า กรุงเทพฯเดี๋ยวนี้, กรุงเทพฯ เดี๋ยวนี้มันมีสิ่งเลวร้ายมาก
น.69 ๕๙ มายหลายเท่า. ความไม่ปลอดภัยเต็มไปหมด ; สมัยก่อนโน้นดูจะมีความปลอดภัยเต็มไปหมด ความเจริญ ยิ่งเจริญยิ่งยุ่งยิ่งเจริญยิ่งอันตราย, ยิ่งเจริญยิ่งไม่มีความปลอดภัย, เพราะว่า ความเจริญมันหมายถึง เจริญด้วยความรู้ ที่เป็นเหตุให้เห็นแก่ตัว, มันยิ่งเจริญด้วยการกระทำ ที่เป็นเหตุให้เห็นแก่ตัว, เจริญด้วยความคิดนึก ที่เป็นเหตุให้เห็นแก่ตัว. นี่ลองสังเกตไว้เรื่อย ๆ เถอะ คงจะมองเห็นด้วยตนเอง ว่ามันเป็นอย่างนี้ ; นี่อีก ๒๐ ปีมันก็จะมากกว่านี้ ยิ่งยุ่งกว่านี้, ยิ่งอันตรายกว่านี้, ยิ่งไม่มีความปลอดภัยมากไปกว่านี้ นั่นแหละ ยิ่งเจริญมันยิ่งยุ่ง. ความเจริญไม่ทำให้โลกมีสันติภาพ. ความเจริญที่มันมีกันอยู่ในเวลานี้ จนวุ่นไปหมดนี้มันไม่ได้ทำให้โลกมีสันติภาพ ; เมื่อเราไม่มีเรือบินใช้ โลกมีสันติภาพมากกว่านี้ มีความสงบเงียบมากกว่านี้, ถ้าถอยหลังไปถึงสมัยคนป่า เมื่อหมื่น ๆ ปีมาแล้วโน้น มันมีความสงบเงียบมากกว่านี้ ไม่มีความยุ่ง. นี้ พอเจริญขึ้นมา เจริญขึ้นมา ความยุ่งมันก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว, ความเห็นแก่ตัวก็เพิ่ม
น.70 ๖๐ ขึ้น, ความเบียดเบียนกันก็เพิ่มขึ้น, ปัญหามันก็เพิ่มขึ้นตามความเจริญ, นี่เรียกว่า ยิ่งเจริญยิ่งยุ่ง. ไม่ใช่จะตำหนิหรือว่าด่าว่าอะไร แต่ขอให้สังเกตไว้บ้างเท่านั้นแหละ อย่าเข้าใจไปว่า ยิ่งเจริญแล้วมันจะยิ่งสงบสุขเยือกเย็น ; แล้วตัดสินดูให้ดี อย่าให้ลำเอียง ว่าเมื่อยังไม่มีโทรทัศน์ใช้ เมื่อยังไม่มีตู้เย็นใช้นั้น ตอนไหนมันสงบเงียบกว่ากัน, ตอนไหนมันเยือกเย็นกว่ากัน ? ถ้าเอาโทรทัศน์ไปทิ้งเสีย เอาตู้เย็นไปทิ้งเสีย มันจะเกิดอะไรขึ้น ? อาตมาคิดว่ามันจะเยือกเย็น เยือกเย็นขึ้น. ฉะนั้นอย่ามองด้านเดียว ; เพราะว่าความเจริญนั้นมันหมายถึงความยุ่ง. ในภาษาบาลีความเจริญเขาหมายถึงความยุ่ง ความรก ความรุงรัง ความยุ่ง. บางคนเขาว่า ภาษาฝรั่งคำว่า progress นั้นหมายถึงความบ้า, progress ที่มาใช้เป็น progressive นั้น รากศัพท์ของมันหมายถึงความบ้า คือมัน เดือดคลั่งวุ่นไปหมด. ฉะนั้นอย่าชอบความเจริญอย่างหลับหูหลับตากันนัก, ให้มันเป็นความเจริญที่ถูกต้อง แล้วมันจึงจะสงบเย็นลงไป. คำว่า เจริญ ๆ นั้นมัน ไม่ได้มีความหมายว่าสงบ เย็น ; มันมีความหมายแต่ว่ามากขึ้น ๆ ตามกิเลสของคน,
น.71 ๖๑ มากขึ้นตามกิเลสของคน, เพราะว่าคนเป็นผู้สร้างนี่ มันก็ มากขึ้นตามกิเลสของคนนั้น ความเจริญก็คือความมากขึ้น ๆ จนรกรุงรังไปหมด ตามกิเลสของคน. นี่เราจะต้องรู้กันไว้ สำหรับไม่เข้าใจผิดในเรื่องนี้ ว่าการศึกษาในโลกมนุษย์ปัจจุบันนี้มันไม่พอ มันสร้าง ความยุ่ง ; มันไม่ได้สร้างความสงบ แล้วการศึกษาอย่างในโลก มันให้สติปัญญาเท่านี้, ให้สติปัญญาเพียงเท่านี้ คือ ให้ ความเฉลียวฉลาดเท่านั้นแหละ intellect แค่ ๆ นี้, แค่ intellect นี้มันมีความเฉลียวฉลาด แต่มัน ไม่สูงขึ้นไปจน ถึงที่ว่าเห็นแจ้ง, เห็นแจ้งแทงตลอดเป็น wisdom เป็น insight มันไม่มีนี่ ; จากการศึกษาที่มีกันอยู่ในโลกมันให้ได้ เพียงความฉลาดเฉลียว มันไม่ได้หมายความว่าประกอบ อยู่ด้วยธรรมะ, แต่ว่ามันฉลาดเฉลียว. พอใช้ความ ฉลาดเฉลียวผิด มันก็ไปกันใหญ่ ก็เดินไปในทางที่ต้อง ให้เพิ่มความมืด, เรียกว่า ความมืดในความสว่าง นั้นเอง; เหมือนกับดวงอาทิตย์มันส่องลูกตาเรา เรามองไม่เห็นใช่ไหม? ทั้งที่ดวงอาทิตย์มันก็เป็นแสงสว่าง แต่มันส่องลูกตาเรา โดยตรง เราก็มองไม่เห็น. อย่าทำเล่นกับเรื่องวิชาความรู้
น.72 ๖๒ ชนิดที่มันให้แต่ความเฉลียวฉลาด ; แสงสว่างจะบังลูกตาไม่ ทันรู้. ฉะนั้นจึงมาศึกษาแสงสว่างอย่างธรรมะ อย่างของ พระพุทธเจ้า กันเสียบ้าง คือมัน ไม่บังลูกตา; แสงสว่าง ชนิดนี้ มันทำให้เห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง. หลักในการนั่งใกล้พระรัตนตรัย. เอาละ นี่พูดกันมาแล้วว่า นั่งใกล้ใคร ? นั่งใกล้ พระรัตนตรัย. ทำไมต้องนั่งใกล้พระรัตนตรัย ? ก็เพื่อจะ ดับทุกข์ โดยอาศัยแสงสว่างของพระรัตนตรัย ก็ตั้งปัญหา ต่อไปว่า นั่งใกล้ได้อย่างไร ? ตอบ โดยมีท่านอยู่ในหัวใจ ของเรา มากไปไหม ? นั่งใกล้พระรัตนตรัย คือมีท่านอยู่ ในหัวใจของเรา, เท่านี้ มันเท่านี้ มันไม่มากไม่น้อยกว่านี้. ถ้าไม่มีท่านมาอยู่ในหัวใจของเรา จะไม่มีการนั่งใกล้ พระรัตนตรัย, หรือว่าเรามีหัวใจเหมือนท่านก็ได้ ต่อรอง สักหน่อย. เรามีหัวใจเหมือนท่านก็ได้ ถ้าว่าไม่อาจจะเอา ท่านมาไว้ในหัวใจของเรา ขอให้เรามีหัวใจเหมือนท่าน. ก็ดูว่า ท่านมีหัวใจอย่างไร ; ถ้าท่านมาอยู่ในหัวใจ ของเรา หรือ เรามีหัวใจของท่าน นั้น มันมีความหมายมาก
น.73 ๖๓ มากกว่าที่จะเดินตามท่าน หรือมากกว่าที่จะไปนั่งใกล้ ๆ ท่าน. เดี๋ยวนี้ ท่านมาอยู่ในหัวใจของเรา, เราก็มีสิ่งที่เรียกว่าพระพุทธแท้ พระธรรมแท้ พระสงฆ์แท้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งในหัวใจของเรา. พระพุทธเจ้าแท้ ก็คือพระธรรม, พระธรรมที่มีอยู่ในหัวใจของพระสงฆ์. พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา, ผู้ใดเห็นเราผู้นั้นเห็นธรรม . ท่านไม่เอาตัวเนื้อของท่านมาเป็นพระพุทธ, ไปเอาที่ธรรม. ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา, ผู้ใดเห็นเราผู้นั้นเห็นธรรม. พระพุทธ-เจ้าแท้ คือองค์พระธรรม, องค์พระธรรม คือความรู้เรื่องดับทุกข์. ความรู้เรื่องทุกข์เกิดขึ้นอย่างไร ? ความรู้เรื่องทุกข์ดับลงไปอย่างไร ? ก็คือกฎอิทัปปัจจยตา อีกนั่นแหละ. ดังนั้นพระพุทธเจ้า หรือว่าพระสาวกของท่าน ย่อมถือเป็นหลักว่า ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาทผู้นั้นเห็นธรรม, ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นปฏิจจสมุปบาท คืออิทัปปัจจยตา ; ฉะนั้น ผู้ใดเห็นอิทัปปัจจยตาผู้นั้นเห็นธรรม, ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นพระพุทธเจ้า. ทีนี้สิ่งเหล่านี้ ก็มีอยู่ใน
น.74 ๖๔ หัวใจของพระสงฆ์ ; พระสงฆ์ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าตามพระธรรม คำสอนของพระพุทธเจ้า จนมีธรรมะอยู่ในหัวใจของท่าน ถึงขนาด, ถึงขนาด ถึงขนาดที่จะเรียกว่าพระสงฆ์. คำว่า พระสงฆ์ นี้ก็เรียกว่าเป็นหมู่ รวมหมู่คือมีอะไรเหมือนกัน ๆ จนถึงกับรวมหมู่กันได้ ; ดังนั้น พระสงฆ์จึงมีหัวใจอะไรเหมือน ๆ กับพระพุทธเจ้า ที่จะรวมหมู่กันได้. ทีนี้ระวังให้ดี บางทีจะรวมเราด้วยนะ, จะรวมพวกเราด้วย. คำว่าพระสงฆ์ ๆ นั้น จะรวมพวกเราด้วยก็ได้ ; ถ้าเรามีหัวใจที่เต็มไปด้วยความรู้ในพระธรรม รู้สึกในพระธรรมถึงขนาด, เราก็เป็นพระสงฆ์ไปด้วย. คำว่า พระสงฆ์ ไม่ได้หมายความแต่บรรพชิตที่อยู่ที่วัดดอก, ฆราวาสที่อยู่ที่บ้านก็ได้ ถ้ามีหัวใจถึงขนาดนั้นแล้ว ก็เรียกว่ามีความเป็นพระสงฆ์. ฉะนั้นคำว่า สงฆ์สาวก เขาแจก เป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ด้วย คือผู้เป็นสาวกของพระ-พุทธเจ้า ; รวมหมดแล้วก็ต้องลงมาถึงฆราวาสด้วย. แต่ถ้าจำกัดอยู่เพียงบรรพชิต เขาก็ยังเอากันแต่ที่เป็นบรรพชิต ; แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังแยกเป็นภิกษุสงฆ์บ้าง,
น.75 ๖๕ เป็นภิกษุณีสงฆ์บ้าง, เรียกว่ามันเป็นหมู่ เพราะเข้ากันได้ เพราะมีอะไรเหมือน ๆ กัน จึงเข้ากันได้ : วัวเข้าฝูงวัว โคเข้าฝูงโค สุกรเข้าฝูงสุกร ; เพราะมันเหมือน ๆ กันได้ มันจึงไปเข้าฝูงกันได้. เดี๋ยวนี้ อริยสาวกของพระพุทธเจ้า มีอะไรเหมือน ๆ กัน จึงเข้าหมู่กันได้ เรียกว่า สาวกสงฆ์, สงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า เป็นหมู่แห่งสาวกของพระ- พุทธเจ้า. พระพุทธแท้ คือ พระธรรมที่มีอยู่ในหัวใจของ พระสงฆ์ ซึ่งรวมเราด้วยก็ได้ ; ฉะนั้นขอให้ทำให้ดี ๆ ขอให้จัดให้ดี ๆ เราจะได้รวมอยู่ในคำว่าพระสงฆ์สาวกของ พระพุทธเจ้า. มีธรรมคำเดียวจะปลอดภัย. ถ้าจะเอากันแต่ใจความจริง ๆ แล้ว มันสำคัญอยู่ ที่พระธรรม, สำคัญอยู่ที่พระธรรม, มีพระธรรมคำเดียวมัน จะแก้ปัญหาได้ เพราะมีพระธรรมพระพุทธเจ้าจึงเป็นพระ- พุทธเจ้าขึ้นมา เพราะรู้ธรรม ตรัสรู้ธรรม และมีธรรม. ธรรมะทำให้เกิดพระพุทธเจ้า, พระสงฆ์มีธรรม รู้ธรรม
น.76 ๖๖ จึงเกิดเป็นพระสงฆ์ขึ้นมา; พระธรรมจึงเป็นตัวยืนโรง เฉียบขาดเหนือสิ่งใด จนพระพุทธเจ้าก็ทรงเคารพ พระธรรม. ถ้าใครยังไม่ทราบ ที่นั่งอยู่นี้ใครยังไม่ทราบ ก็ได้ ทราบเสียด้วยว่า พระพุทธเจ้าก็ทรงมีที่เคารพ, ท่านเคารพ พระธรรม, อย่าไปเข้าใจผิดว่าพระพุทธเจ้าเป็นพระสัมมา- สัมพุทธเจ้าแล้ว ไม่เคารพใคร อยู่เหนือใครหมด. ท่านตรัส ว่าการที่อยู่โดยไม่มีที่เคารพนั้นไม่ถูกต้อง ไม่ปลอดภัย ; อย่างน้อยต้องมีหลักเกณฑ์, หลักเกณฑ์ ซึ่งเป็นที่เคารพ หรือยึดถือ, หลักเกณฑ์ที่พระพุทธเจ้าท่านเคารพ ก็คือ กฎอิทัปปัจจยตา ; ท่านเคารพตั้งแต่วันแรกตรัสรู้, แล้ว ก็เคารพตลอดมา ยืนยันได้ว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์เคารพ พระธรรม ทั้งที่พระธรรมนั้นก็เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้านั้นเอง ท่านได้ตรัสรู้. นี่ท่านไม่ประมาท ท่านไม่ยกตัว, ท่านไม่ ทำอะไรชนิดเหมือนพวกเรา ที่คอยแต่ว่าจะไม่เคารพใคร. อย่าเข้าใจผิดว่า การอยู่อย่างไม่มีที่เคารพนั้นมันจะปลอดภัย, ยิ่งยังเป็นปุถุชนมาก ๆ อยู่แล้ว ก็ต้องยิ่งมีที่เคารพ บิดา มารดา ครูบาอาจารย์ พระเจ้าพระสงฆ์ กฎเกณฑ์อะไรต่าง ๆ ต้องเป็นที่เคารพ, ดังที่พระองค์ทรงเคารพพระธรรม.
น.77 ๖๗ พอเรามีพระธรรม มันก็คล้ายกับว่าเรามีหมดแหละ มีพระพุทธ มีพระสงฆ์ รวมอยู่ในนั้น, มาอยู่ในจิตใจของเรา. ขอให้เรามีธรรมะถึงขนาด ต้องใช้คำว่าถึงขนาด, คือขนาดที่ จะดับทุกข์ได้ คือแตกฉานแจ่มแจ้งในธรรมะเรื่องดับทุกข์. อิทัปปัจจยตาเป็นกฎตายตัวว่า ความทุกข์เกิดขึ้นมา อย่างไร, ความทุกข์จะไม่เกิดหรือดับไปอย่างไร, อัน นั้นต้องแจ่มแจ้ง. พอรู้เห็นอย่างนี้แล้ว มันก็ดำรงตนอยู่ ในลักษณะนั้น คือถูกต้อง, ความทุกข์ก็ไม่เกิด, นี้เรียกว่า เรามีธรรมะโดยสมบูรณ์ ก็เลยมีพระพุทธ พระสงฆ์ อยู่ ในนั้น. เรามีท่านอยู่ในหัวใจของเราได้ด้วยเหตุนี้ หรือจะ พูดว่า เราทำหัวใจของเราให้เหมือนกับหัวใจของท่านได้ ก็ เพราะเหตุนี้เหมือนกัน, แล้วแต่จะใช้คำไหน. เรามีท่านมา อยู่ในหัวใจของเรา ก็คือมีธรรมะอย่างเดียวกันกับท่าน มาอยู่ในหัวใจของเรา, หรือเรามีหัวใจเช่นเดียวกับท่าน ก็ คือมีธรรมะอย่างที่ท่านมี อยู่ในหัวใจของเรา, นี่คืออุบาสก อุบาสิกา ใครเห็นว่าครึกระ, ใครจะเห็นว่าเป็นอุบาสก อุบาสิกาเป็นเรื่องครึคระงุ่มง่าม, ความจริงมันมีอยู่อย่างนี้.
น.78 ๖๘ ถ้าว่า แจ่มแจ้งในเรื่องนี้ได้ โดยเห็นความเป็น อุบาสกอุบาสิกาของตน แล้วก็ปลอดภัยแหละ ; เพราะ มันเข้าเขตของความปลอดภัย, เพราะว่านั่งใกล้พระรัตนตรัย แล้ว, มันเข้าเขตที่รับประกันได้ว่าจะปลอดภัย, ต่อนี้จะ ปลอดภัย. ฉะนั้นขอให้เป็นอุบาสกหรือเป็นอุบาสิกา ให้ได้ กันเท่านั้นแหละ จะเป็นที่นอนใจว่ามันปลอดภัย; เพราะต่อ แต่นี้ไปมันจะไปตามลำดับ, ไปตามลำดับ, จะไหลไปตาม ลำดับจนไปถึงจุดสูงสุดแหละ คือนิพพาน, เหมือนพระพุทธ เจ้า หรือเหมือนพระอรหันต์ทั้งหลาย. นี่เรียกว่า ฟ้าสาง ทางอุบาสก นี่ มันต้องเป็นอย่างนี้ อย่างอื่นไม่มี พึงศึกษาให้มีความรู้สึก, เห็นแจ้ง. พระธรรมคือสิ่งนี้: เรา มีทั้งความรู้ มีทั้งความรู้ สึก มีทั้งความเห็นแจ้งโดยประจักษ์. ความรู้เราเรียน เอาก็ได้ จดใส่สมุดเอาก็ได้ ; แต่ ความรู้สึก นั้นไม่ใช่จาก สมุด ต้องรู้สึกอยู่กับใจจริง ๆ ว่าทุกข์เป็นอย่างไร, เวลาที่ เราไม่มีทุกข์นั้นเป็นอย่างไร, เมื่อมาสวนโมกข์ กับอยู่ที่ กรุงเทพฯ นั้น จิตใจต่างกันอย่างไร. ถ้าเราสังเกตได้ นั่น
น.79 ๖๙ แหละคือความรู้สึก หรือว่าเราไปอยู่ที่ใด มันเย็นอกเย็นใจ ว่างสบายบอกไม่ถูก ก็รีบศึกษาความรู้สึก มันจะได้เป็น เครื่องเปรียบเทียบ. เปรียบเทียบขึ้นไปหาพระนิพพาน ซึ่ง เป็นยอดสุดของความรู้สึก ที่ไม่มีความทุกข์เลย. ที่นี้บาง เวลาโกรธใครขึ้นมา ขว้างแก้วแตกกระจาย รู้สึกสิ รู้สึกไว้ เสียบ้างสิ ว่านั่นคือนรก. นั่นแหละคือนรกแหละ ; ฉะนั้น จะรู้สึกนรกได้ เมื่อมันเกิดโกรธขึ้นมา หรือเกิดทำผิดทาง จิตใจขึ้นมา เมื่อนั้นแหละเป็นนรก. เล่านิทานเล็ก ๆ สักเรื่องดีไหม, นิทานของพวกเซ็น ว่าแม่ทัพใหญ่พวกซามูไร นักรบสูงสุดในญี่ปุ่น สมัยหนึ่งใน ประเทศญี่ปุ่น พวกซามูไรนี้เป็นใหญ่เป็นโต จนพระเจ้า แผ่นดินก็ต้องเกรงขาม, แม่ทัพซามูไรเขาไปหาอาจารย์เซ็น คนหนึ่ง ว่าช่วยบอกนรก บอกสวรรค์ที่ แม่ทัพคนนั้นเขา ไปหาพระองค์นั้น ให้ช่วยบอกให้เห็นนรกเห็นสวรรค์ที. พระองค์นั้นแกตามแบบเซ็นนี่ แกก็ชี้หน้าว่า ไอ้พวกซามูไร มันจะรู้อะไร มันโง่ดักดาน. ซามูไรมันก็ชักดาบ, ชักดาบ ออกมาจากฝักจะฟันพระองค์นั้น. พระองค์นั้นบอกว่า นั่นแหละนรก, นรกเปิดแล้ว. คนนั้นก็สลดใจ นึกได้. มัน
น.80 ๗๐ ก็เอาดาบใส่ผัก. เอ้า, นั่นแหละสวรรค์, สวรรค์เปิดแล้ว, ประตูสวรรค์เปิดแล้ว. คนนี้ก็เลยรู้, รู้จักนรกและรู้จัก สวรรค์ เราก็เหมือนกันแหละ เวลาที่นรกมันเกิดขึ้นใน ใจ รีบศึกษามัน เสียสิ ให้รู้ว่านรกมันร้อนอย่างไร, มัน ร้อนขนาดไหน, มันยิ่งกว่าสุมไฟหรือเผาไฟ. สวรรค์นั้น มันเย็นอย่างไร, เย็นธรรมดานี้ยังไม่ถึงนั้นดอก แต่ว่า เราต้องการเย็นกว่าสวรรค์ คือนิพพาน มันเย็นกว่านั้นอีก มาก เย็นกว่าสวรรค์, เย็นกว่าอะไรอีกมาก. นี้เรียกว่า ต้องเรียนรู้จากภายใน, เป็นความรู้สึก; รู้จักภายนอก อ่านหนังสือก็ได้ ฟังวิทยุก็ได้ ฟังเทศน์ก็ได้, ไม่พอ, ต้อง รู้สึก ต้องสัมผัสด้วยจิต. ที่นี้รู้สึก ๆ รู้สึกมากเข้าๆ, ความรู้สึกนั้นจะ กลายเป็นความเห็นแจ้ง, เห็นแจ้งโดยประจักษ์, รู้รสของ สิ่งนั้นโดยประจักษ์, นี้เรียกว่าเห็นแจ้ง. เปรียบเทียบสักนิดหนึ่งก็ว่า เหมือนกับเรารู้เรื่อง เกลือ, ได้ฟังเรื่องเกลือ ว่าเกลือเค็ม ก็มีความรู้ว่าเกลือเค็ม ต่อมาได้เห็นเกลือจริง ๆ นี้ก็รู้จักเกลือ; แต่ก็ไม่รู้ว่าเค็ม
น.81 ๗๑ อย่างไร ; ต่อมาเอาเกลือใส่ปากเคี้ยวเข้าไป, โอ้, มันอย่างนี้เอง. มันเป็นขั้นตอนว่า มันมีความรู้, แล้วมันมีความรู้สึก, แล้วมันมีความเห็นแจ้งโดยประจักษ์. ภาษาไทยเราก็ต้องพูดอย่างนี้ ; ภาษาบาลีเขามีคำพูดรัดกุมมาก, แต่ภาษาไทยก็ต้องพูดอย่างนี้. ฉะนั้น ขอให้เลื่อนชั้น ให้ทุกคนเลื่อนชั้นการเข้าถึงพระรัตนตรัย ให้เลื่อนชั้น จากรู้ แล้ว รู้สึก แล้วก็ เห็นแจ้ง นั่นแหละใช้ได้. เมื่อถึง ขนาดเห็นแจ้ง แล้วก็จะเรียกว่า มีสิ่งนั้นอยู่ในใจ. ถ้าพูดถึงพระพุทธ ก็มีพระพุทธอยู่ในใจ, พระธรรมอยู่ในใจ, พระสงฆ์อยู่ในใจ, เป็นความสะอาดแห่งใจ สว่างแห่งใจ สงบแห่งใจ. ฉะนั้น เก็บหอมรอมริบ ความรู้เรื่องความสะอาด สว่าง สงบ ไว้เรื่อย ; เมื่อไร ที่ไหน มันมีความสะอาด สว่าง สงบ เกิดขึ้นบ้าง ก็สนใจให้มาก, จดจำให้แม่นยำ, กำหนดไว้ให้แม่นยำ เพื่อจะได้รักษาลู่ทางของมัน ให้มันเดินไปยิ่งขึ้น ๆ. นี้เรียกว่าเรามีท่านอยู่ในหัวใจของเรา, มีพระพุทธเจ้าอยู่ในหัวใจของเรา, หรือว่ามีหัวใจอย่างเดียวกับท่าน, ก็แล้วแต่จะชอบคำพูดคำไหน.
น.82 ๗๒ พระองค์อยู่ในจิตแล้วจักพบความเย็น. พูดต่อไปอีกนิดหนึ่งว่า นั่งใกล้ท่านแล้วมีผลอย่างไร ? คือเมื่อเอาท่านเข้ามาใส่ไว้ในหัวใจของเราแล้วเราจะได้รับผลอย่างไร ? นี่จะเกี่ยวกับความรู้สึก ; ฉะนั้นขอให้ไปกำหนดเอาเองอีกทีหนึ่งให้ดี ๆ รู้สึกอย่างไร ? เช่นรู้สึกปลอดภัย รู้สึกปลอดภัย ; ก่อนนี้มันว้าเหว่ มันหวาดผวา ตื่นนอนขึ้นมาก็ไม่รู้ว่าอะไร ไม่แน่ใจไปเสียหมด, มีความผวา มีความหวาดระแวง ว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันจะไม่เป็นไปตามที่เราต้องการ, เราจะสูญเสียอะไรบ้าง, หรือบางทีเราจะตายเองบ้าง, นี่มันไม่รู้สึกว่าปลอดภัย, ถ้าว่าทำจิตใจชนิดที่มีท่านอยู่ในหัวใจของเราแล้ว ความรู้สึกอย่างนี้ก็ไม่มี, เราจะมีความรู้สึกพอใจในชีวิตนี้ ว่ามันได้เป็นไปถูกต้องแล้ว, เป็นชีวิตที่ควรจะเรียกว่า ชีวิต แหละ คือความเป็นอยู่ที่แท้จริง, หรือว่าเราจะมีความรู้สึกอิ่มใจ เหมือนกับเราอิ่มด้วยอะไร, อิ่มด้วยอาหาร, อิ่มด้วยความพอใจ, อิ่ม มีความอิ่มใจ ไม่หิวไม่กระหาย ทั้งทางวัตถุ หรือทั้งทางจิตใจเอง, แล้ว จะรู้สึกความหมายอันหนึ่งคือความเย็น.
น.83 ๗๓ คำว่า "นิพพาน" นั้นแปลว่า เย็น ; แต่ไม่ใช่ เย็นแช่น้ำแข็ง เพราะเย็นแช่น้ำแข็งนั้นบางทีเราก็ทนไม่ได้. คำว่า "นิพพาน" นี้แปลว่า เย็น, คำนี้แปลว่า เย็น; เย็น เพราะว่าไม่มีไฟ เพราะไม่มีความร้อน แล้วมันก็คือเย็น. คำบาลีชัด ๆ มีอยู่ เช่นคำว่า เอาน้ำราดลงไปที่โลหะร้อน ๆ ที่หลอมจนร้อน จนรู้สึกเป็นแสง ราดลงไป แล้วโลหะที่ หลอมร้อนแดงนั้นมันจะนิพพาน. คำว่า นิพพาน คือ มันเย็นลงแห่งความร้อน; ก่อนนี้ชีวิตของเรามันร้อน มันอุ่น มันครุ่นอยู่ด้วยการปรุงแต่งของกิเลส ; พอธรรมะ นี้เข้ามา มันก็เหมือนกับเอาน้ำเย็นรด มันก็เย็นลง. คำว่า “เย็น" ในความหมายนี้ ไม่ใช่เย็นที่เป็น คู่ตรงกันข้ามกับร้อน มันมีความหมายมากกว่านั้นมาก เป็นความเย็นที่หมดเหตุหมดปัจจัย . อย่าเอาเย็นของ พระนิพพานไปคู่กับร้อน ; ให้มันเป็นเย็นอีกชนิดหนึ่ง. ถ้าเย็นที่คู่กับร้อนนั้นมันมีเหตุมีปัจจัยด้วยกัน แต่ถ้ามันเย็น สูงสุด เย็นจนไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยนั้น มันมีอีกระดับหนึ่ง ; แต่เราไม่มีคำพูดจะเรียก เราก็ต้องพูดว่า เย็น ไปตามเดิม.
น.84 ๗๔ ให้รู้ไว้เถอะว่า ธรรมะนี้ลำบาก การศึกษาธรรมะ ลำบาก เพราะคำพูดมันไม่พอ. ขอให้ทราบกันไว้ทุกคนที่ว่า ที่เรียนธรรมะลำบากเหลือเกินนี้ เพราะคำพูดมันไม่พอ ที่ จะใช้เรียกชื่อธรรมะเหล่านั้น ; แม้ผู้ที่เขารู้ธรรมะเขาพยายาม จะพูดให้เราเข้าใจ แต่คำที่พูดกันอยู่ในภาษาชาวบ้านนั้นมัน ไม่มี, มันไม่มีจะเอามาใช้พูดคำนั้น มันก็เลยยากลำบาก ต้อง พูดกันอ้อมค้อม ต้องพูดกันอย่างอธิบาย. นี้จะทำอย่างไร ได้ มันเป็นอย่างนี้ ; ฉะนั้นก็ช่วยกันบ้าง ช่วยพยายาม ทำความเข้าใจ, รวบรวมความเข้าใจแวดล้อมเข้ามา ให้ รู้ว่าที่เขามุ่งหมายจะพูดนั้นมันคืออะไร จะช่วยได้. อุปมาเป็นความสบายใจ เป็นความพอใจ เป็น ความดีใจ : เหมือนว่าลูกหายหรือแม่หาย พอลูกกับแม่ พบกัน เขาสบายใจเท่าไร มันต้องมากขนาดนั้น, หรือว่า คนกระหายน้ำเหลือกำลัง พอพบน้ำมันพอใจดีใจเท่าไร. แต่ เราก็ไม่เคยประสบกับปัญหาเหล่านี้ เราไม่เคยหลงทางใน กลางทะเลทราย ไม่มีน้ำกินแล้วมันกระหายอย่างยิ่ง, เราไม่ เคยพบกับความรู้สึกอันนี้ เพราะว่าในตู้เย็นบ้านเรามีน้ำเต็ม อยู่เสมอ, เราก็โง่ จนถึงขนาดไม่รู้ว่า ความกระหายน้ำ
น.85 ๗๕ โดยแท้จริงมันเป็นอย่างไร, หรือว่าคนมันหิวเหลือประมาณ ได้พบอาหาร เดี๋ยวมันเผลอกินจนตาย. ฉะนั้นความพอใจความดีใจ ความได้สมประสงค์ ของความเป็นมนุษย์นี้ ก็คือ ผลของการที่นั่งใกล้พระ- รัตนตรัย . ถ้าเรามีห้องเย็นชนิดหนึ่งซึ่งเย็นพอสบาย, แสงสว่างก็ดี ความสะอาดก็ดี นั่งอยู่ในห้องชนิดนั้น เรา ก็มีความสบายมากกว่าที่จะนั่งอยู่ในที่ที่มันร้อนรน มันมีฝุ่น ละออง หรืออะไรเป็นต้น. ฉะนั้นเราจะรู้สึกว่า เดี๋ยวนี้ ไม่มีสิ่งบีบคั้นจิตใจ ไม่มีศัตรู อยู่เหนือความมีศัตรู มีแต่ ความพอใจ. ทุกอย่างมันให้เกิดความไม่ต้องการอะไร ; ความพอใจเพราะได้ตามที่อยากนั้น ไม่ค่อยดีนักดอก มัน เป็นความพอใจที่ยังขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย. แต่ถ้ามันเป็นความ พอใจที่เราไม่อยากอะไร, เราไม่อยากได้อะไร, นั่นแหละเป็น ความพอใจที่แท้จริง. เราต้องมีความรู้จนรู้สึกทุกสิ่งไม่ น่าอยาก ไม่มีอะไรที่น่าเป็นน่าเอา ไม่อยากเป็นไม่ อยากเอา จิตใจเป็นอิสระ นี้จึงจะพบความพอใจชนิด สูงสุดอย่างนี้, รู้สึกว่าปลอดภัย เพราะว่าไม่มีตัวเราสำหรับ จะตาย. นี่อันนี้มันจะสูงมากไป ; เพราะถ้าเขาถึงสุญญตา
น.86 ๗๖ อนัตตาแล้วมันไม่มีตัวเรา, ไม่มีใครที่จะตาย, ไม่มีใครจะเจ็บ จะไข้, ไม่มีใครที่จะเผชิญกับปัญหา. นั้นมันเป็นความ ปลอดภัยสูงสุด คือ ปลอดภัยเพราะไม่มีตัวเราที่จะรับภัย ; ถ้ายังมีตัวเราที่จะรับภัยอยู่ แม้จะมีความปลอดภัย มันก็ไม่พอ มันยังมีส่วนที่ยังระแวงสงสัยอยู่เสมอ. ฉะนั้นเราจะสบาย เราจะระงับอารมณ์ สงบอารมณ์ เยือกเย็น โดยไม่ต้องกินยากล่อมอารมณ์. คนธรรมดาเขา กินยาหอมบ้าง กินยากล่อมอารมณ์บ้าง; เดี๋ยวนี้เราตัด ต้นเหตุแห่งการที่จะเกิดอารมณ์ร้าย ตัดต้นเหตุเสียได้ ฉะนั้น เราไม่ต้องกินยาหอม, ไม่ต้องกินยากล่อมอารมณ์, เพราะเรา ตัดต้นเหตุแห่งการสูญเสียความสงบสุขของอารมณ์เสียได้ คือ กิเลสนั่นแหละ. เราดับไฟเสียได้ เราก็ไม่ต้องหาอุป- กรณ์อะไรมาดับไฟ; เพราะเราดับต้นเหตุของไฟเสียได้ ธรรมะมีอย่างนี้ ดับต้นเหตุของความทุกข์เสียได้ ไม่ต้องมา นั่งเฝ้าดับความทุกข์อยู่เดี๋ยวนี้ ; นี้ภาษาบาลีเขาเรียก เกษม เกษม เขมะ เกษมจากโยคะ. โยคะ คือสิ่งที่กลุ้มรุม ทำร้ายจิตใจของเรา, เกษมจากโยคะ ก็คือไม่มีอะไรมากลุ้ม รุมทำร้ายจิตใจของเราอีกต่อไป.
น.87 ๗๗ นี่ผลสุดท้ายมันเป็นอย่างนี้ เป็นความสุขในทาง วิญญาณ เป็นความสุขในทางนามกาย คือหมู่แห่งจิตใจ, มี ความสงบเย็น ร่างกายไม่ต้องพูดถึง. เมื่อจิตใจมันสงบ เย็น เพราะมันไม่มีเหตุที่จะทำให้เร่าร้อน ; นี้เรียกว่าเรา อยู่กับความเย็น คือพระนิพพาน มากกว่าสวรรค์หลายร้อย เท่าหลายพันเท่า. ในสวรรค์ยังยุ่งอยู่กับอารมณ์ของกิเลส ยัง มีเรื่องเพศ, ในสวรรค์ชั้นต่ำ ๆ แม้สวรรค์ชั้นสูง ๆ ชั้น พรหม ก็ยังมีเรื่อง ตัวกู-ของกู มีเกิดมีตาย มีได้มีเสีย. ฉะนั้นสวรรค์นั้นเป็นขี้ผง ถ้าไปเทียบกับพระนิพพาน ; เป็น เรื่องที่สูงสุดของความดับทุกข์ โดยแท้จริง. ถ้าพวกที่ถือศาสนาพระเจ้า พระเป็นเจ้า เขาก็จะ บอกว่า อยู่กับพระเป็นเจ้า. เดี๋ยวนี้เข้าถึงพระเป็นเจ้า ; แต่ในศาสนาพุทธไม่มี ไม่มีคำว่าเข้าไปอยู่กับพระเป็นเจ้า แต่เรามีคำว่า เข้าไปอยู่กับพระนิพพาน, เข้าถึงพระ นิพพาน. พอหมดเปลือกหุ้มห่อ ความโง่ที่หุ้มห่อว่ามีตัว- กู มีของกู ที่เป็นเปลือกหุ้มห่อ ออกไปเสีย, ไม่มีความ รู้สึกเป็น ตัวกู-ของกู ก็เข้าอยู่กับพระนิพพาน. พวก อื่นเขาจะเรียกว่า เข้าอยู่กับพระเป็นเจ้า ก็ตามเรื่องของเขา เราไม่ต้องทะเลาะกัน, เขามีความหมายเป็นที่พอใจของเขา.
น.88 ๗๘ นี้คือผลสุดท้ายของการนั่งใกล้พระรัตนตรัย เป็น อุบาสก เป็นอุบาสิกา ผู้นั่งใกล้พระรัตนตรัย แล้วก็ได้ พระ นิพพานเป็นรางวัล ไม่ต้องซื้อ ไม่ต้องลงทุนซื้อ. ถ้า ต้องลงทุนซื้อไม่ใช่นิพพาน เป็นเพียงสถานเริงรมย์ของหมู่ มาร ของพญามาร ; ถ้าเป็นพระนิพพานของพระอริยเจ้า แล้ว ไม่ต้องซื้อ. เอาละ, ขอให้มีอาการที่เรียกว่า ฟ้าสางทางอุบาสก ฟ้าสางทางความเป็นอุบาสก. ขอให้ เราทำให้ดีขึ้นกว่า เดิม จะเรียกว่าฟ้าสางทางอุบาสก, แล้วขอย้ำอีกทีว่า ให้ ฟ้าสางกลางดึก เดี๋ยวนี้อายุเข้ามา ๓๐-๔๐ แล้ว มันจะดึก. ให้ฟ้าสางกลางดึก ให้ทันในครึ่งหนึ่งของอายุ ให้ความเป็น อุบาสก ความเป็นอุบาสิกา ของท่านทั้งหลาย มีการสาง ขึ้นมา เหมือนกับอาทิตย์ขึ้นมา ทันแก่เวลา, ก็จะไม่เสียที ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนา. เอาละ อาตมาจะต้องขอยุติการบรรยายในวันนี้ เพราะสมควรแก่เวลา แล้วบางคนก็ดูจะฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะมันนานนักแล้ว. ขอยุติการบรรยาย เป็นโอกาสให้ พระคุณเจ้าทั้งหลาย ได้สวดบทพระธรรมส่งเสริมกำลังใจ ให้ท่านทั้งหลายมีความกล้าหาญ มีความพากเพียรในการ ปฏิบัติ โดยลักษณะที่กล่าวมาแล้วนี้ สืบต่อไป.
น.89 รายชื่อหนังสือ ชุดลอยปทุม อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑. คู่มือมนุษย์ ๘ ๓๑. ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร ? ๑ ๒. ศิลปแห่งการดู ๓๒. เค้าเงื่อนของธรรมะ ด้วยยถาภูตสัมมัปปัญญา ๑ และ อิทัปปัจจยตา ๑ ๓. ศิลปแห่งการมีพระพุทธเจ้า ๓๓. การอยู่ด้วยปัจจุบัน อยู่กับเนื้อกับตัว ๑ ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ๑ ๔. ธรรมะสำหรับคนเกลียดวัด ๑ ๓๔. พุทธศาสตร์ กับไสยศาสตร์ ๑ ๕. ธรรม ๒๔ เหลี่ยม (มีภาษาจีน) ๔ ๓๕. อานาปานสติภาวนา(มีภาษาจีน) ๒ ๖. พูดกับเณร ๑ ๓๖. อิทัปปัจจยตาในฐานะ ๗. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๑ ๒ สิ่งสูงสุดแห่งพระพุทธศาสนา ๑ ๘. เห็นธรรมชาติ ๓๗. นรกกับสวรรค์ ๑ คือเห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ๑ ๓๘. ดับทุกข์สิ้นเชิง ๑ ๙. ธรรมโอสถสำหรับโลก ๑ ๓๙. มรดกธรรมคำกลอน ๑ ๑๐. ความมีสุขภาพอนามัยทางจิต ๒ ๔๐. ทิศทั้งหก ๑ ๑๑. ปรมัตถธรรมคำกลอน ๑ ๔๑. ฟ้าสางทางธรรมโฆษณ์ ๒ ๑๒. นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ ๒ ๔๒. ฟ้าสางทางฝ่ายบรรพชิต ๑ ๑๓. ธรรมพรปีใหม่ ๓ ๔๓. มหรสพของพระอรหันต์ ๑ ๑๔. ตถตาช่วยได้ ๑ ๔๔. ปรมัตถธรรมกลับมา ตอน ๑ ๑ ๑๕. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๒ ๑ ๔๕. เช่นนั้นเอง ๑ ๑๖. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๓ ๑ ๔๖. ความสะอาด ความสว่าง ความสงบ ๑ ๑๗. ค่าของครู ๒ ๔๗. อะไร ๆ ในชีวิตสักแต่ว่า ๑๘. พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นเรื่องของจิตสิ่งเดียว ๑ ทรงเป็นกัลยาณมิตร ๑ ๔๘. ปรมัตถธรรมกลับมา ตอน ๒ ๑ ๑๙. ถอยหลังเข้าคลองกันเถิด ๑ ๔๙. ศิลปะสำหรับการมีชีวิตอยู่ในโลก ๑ ๒๐. การเก็บความโกรธใส่ยุ้งฉาง ๒ ๕๐. พบชีวิตจริง ๑ ๒๑. การปรุงเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ๕๑. สมถวิปัสสนาสำหรับยุคปรมาณู ๑ การดับเป็นสุขอย่างยิ่ง ๑ ๕๒. ธรรมะที่ควรเติมลงในชีวิต ๑ ๒๒. อาหารหล่อเลี้ยงใจ ๒ ๕๓. ฟ้าสางทางการเมือง ๑ ๒๓. ปุญญกิริยาวัตถุ ๑ ๕๔. ธรรมสัจจะของสมถวิปัสสนา ๒๔. พ่อแม่สมบูรณ์แบบ ๒ แห่งยุคปรมาณู ๑ ๒๕. อานาปานสติและดับไม่เหลือ ๒ ๕๕. ฟ้าสางทางปรมัตถ์, อภิธรรม, ๒๖. ธรรมคติและธรรมคีตา ๑ อุบาสิกา และบรรพชิต ๑ ๒๗. ความมั่นคงภายใน ๑ ๕๖. ผัสสะ สิ่งที่ต้องรู้จักและควบคุม ๑ ๒๘. โลกพระศรีอารย์อยู่แค่ปลายจมูก ๒ ๕๗. ความสุขแท้เมื่อสิ้นสุดแห่ง ๒๙. การทำงานเพื่องาน ๑ ความสุข ๑ ๓๐. สันโดษไม่เป็นอุปสรรค ๕๘. แนวสังเขปทั่ว ๆ ไปของการ แก่การพัฒนา ๑ พัฒนา ๑ พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๖๙ -๗๑ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้ โฆษณา พ.ศ. ๒๕๒๗ โทร. ๒๒๑๒๓๓๗, ๒๒๒๑๖๗๔
น.90 พระองค์อยู่ที่หลังม่าน. ดูให้ดี พระองค์มี อยู่หลังม่าน อยู่ตลอด อนันตกาล ท่านไม่เห็น เฝ้าเรียกหา ดุจเห่าหอน ห่อนหาเป็น ไม่รู้เช่น เชิงหา ยิ่งหาไกล. เพียงแต่แหวก ม่านออก สักศอกหนึ่ง จะตกตะลึง ใจสั่น อยู่หวั่นไหว จะรู้จัก หรือไม่ ไม่แน่ใจ รู้จักได้ จักปรีดี "อยู่นี่เอง". เชิญพวกเรา เอาภาร "การแหวกม่าน" งดงมงาย ตายด้าน หยุดโฉงเฉง ทำลายล้าง อวิชชา อย่ามัวเกรง ว่าไม่เก่ง ไม่สวย ไม่รวยบุญ ฯ พ. วันทีโฟร์
Buddhadasa