น.9 สิ่งที่ต้องรู้จักและควบคุม. ในการพูดกันครั้งสุดท้ายนี้ ขอให้ตั้งใจฟังให้ดี เพราะจะเป็นการพูดอย่างรวบยอด หรือว่าอย่างส่งท้าย อย่างสรุปก็ได้ แล้วแต่จะเรียก, และเป็นเรื่องสำคัญแน่นอน จึงได้เอามาพูดเป็นเรื่องสุดท้าย สำหรับเป็นหลักและใช้ทั่วไป ตลอดเวลาเลยก็ว่าได้, และเป็นที่สรุปหมดของทุกเรื่อง คือ ทุก ๆ เรื่องที่จะพูดต่อไป หรือพูดมาแล้ว มันก็สรุปอยู่ใน เรื่องนี้, และเป็นเพียงคำพูดคำเดียว ถ้าเข้าใจถือเอาไว้ได้ จะเป็นผลมาก จะมีผลมาก. บรรยายอบรม นิสิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ณ ศาลาธรรมโฆษณ์ สวนโมกข์ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๒๖
น.10 ๒ ศึกษาให้รู้จักเรื่องผัสสะ. ถ้าลองทายดูก่อนก็ได้ ว่าจะพูดว่าอะไร ? จะได้แก่ คำว่าอะไร ? อาตมาเชื่อว่า คงทายผิด ไม่เชื่อก็ลองทายไว้ ก่อนซิว่า อาตมาจะพูดว่าอะไร ? คำเดียวสำหรับหมด ทุกเรื่อง. เอ้า, ทายแล้วนะ จะบอกว่า คำเดียว คำนั้น คือคำว่า ผัสสะ ถูกไหม ?ใครทายถูกบ้าง คือ เรื่องผัสสะ ? เรื่องนี้มันเป็นเรื่องครอบหมด ในบรรดาธรรมะ, ธรรมะศึกษา ธรรมะปฏิบัติ ธรรมะอะไรก็ตาม ไปรวมอยู่ ที่คำคำเดียว ; เหมือนกับเป็นขั้วของเรื่อง, เป็นต้นขั้ว ของเรื่อง คือคำว่า ผัสสะ แล้วมีคำให้ท่องจำง่าย ๆ เกี่ยวกับ ผัสสะนี้ ว่า ความทุกข์เกิดที่จิต เพราะทำผิดเรื่องผัสสะ ; ความทุกข์จะไม่โผล่ ถ้าไม่โง่เรื่องผัสสะ; ความทุกข์ เกิดไม่ได้ ถ้าเข้าใจเรื่องผัสสะ. นั่นมันไปรวมอยู่ที่ คำว่า ผัสสะ คำเดียว ก็เหลืออยู่แต่ว่ารู้จักหรือเปล่า ว่าเรื่อง ผัสสะนั้น คืออะไร? คำว่า ผัสสะ, ผัสสะ นี้คืออะไร ? ที่จริงก็เคยได้ยินได้ฟังอยู่เป็นประจำ แต่จะไม่สนใจก็ได้
น.11 แปลว่า กระทบ, ความหมายกลาง ๆ แปลว่ากระทบ. ในภาษาธรรมะนี้หมายถึง กระทบ ทางตา กระทบ ทางหู กระทบ ทางจมูก กระทบ ทางลิ้น กระทบทาง ผิวหนัง กระทบทาง ใจเอง รวม เป็นหกทาง . หกทางนี้เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาเบื้องต้น เบื้องแรกทีเดียว ; ผัสสะมันก็เกิดมาจากการกระทบหกทางนี้ ถ้าจะเรียนกัน อย่างถูกต้องแท้จริง ก็ให้ถือว่า เรื่อง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี่มัน เป็นเรื่อง ก ข ก กา หรือ เอ บี ซี ก็ได้ ของ พระพุทธศาสนา. เรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นเรื่อง ก ข ก กา คือเรียนที่แรกของพุทธศาสนา; เพราะมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันจึงมีผัสสะ ; มีอะไรมากระทบ ทาง ตา ก็เรียกว่า ผัสสะ ทางตา, มีอะไรมากระทบทางหู เรียกว่า ผัสสะทางหู, และ มีรูปข้างนอกมากระทบตา ก็เกิดการเห็น ทางตา, มีเสียงมากระทบหู ก็เกิดความรู้สึกทางหู ได้ยิน ทางหู, มีกลิ่นมากระทบจมูก ก็รู้สึกทางจมูก รู้กลิ่นทางจมูก, มีรสมากระทบลิ้น ก็รู้รสทางลิ้น, กระทบผิวหนัง ก็รู้สึก สัมผัสผิวหนัง, กระทบจิต ก็รู้สึกที่จิต.
น.12 ๔ ความรู้สึก ทั้งหมดนี้ เรา เรียกว่า วิญญาณ. อายตนะข้างนอกมากระทบอายตนะข้างใน ก็เกิด วิญญาณ, คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ มากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เกิดจักขุวิญญาณ โสต- วิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโน- วิญญาณ ; นั่นนะ ก ข ก กา แล้วก็แจกลูกได้อย่างนั้น. นี้ตรงที่มันรู้สึกกันอยู่ ทำหน้าที่รวมกันอยู่ รู้สึก กันอยู่ระหว่างสามสิ่ง ; เช่นทางตา ตา ด้วย รูป ด้วย จักขุวิญญาณ ด้วย ทำหน้าที่ร่วมกันอยู่ ก็คือ จักขุวิญญาณ มันรู้สึกรูปโดยทางตา, เรียก สามสิ่งถึงกันอยู่นี้เรียกว่า ผัสสะ, เรียกว่ากระทบทางตา. ทางหูก็เหมือนกัน มี หูด้วย มีเสียงด้วย แล้วมีโสตวิญญาณ เกิดขึ้นเพราะมันมา ถึงกันนี้ แล้วก็โสตวิญญาณ มันรู้สึกต่อเสียงอยู่ ทางหู เรียกว่า ผัสสะทางหู ที่นี้ก็มีผัสสะ ทางจมูก ผัสสะ ทางลิ้น ผัสสะ ทางผิวหนัง ผัสสะ ทางจิตใจเอง ก็ เรียกว่า ผัสสะ. ทั้งหมดนั้น, ทั้งหกอย่างนั้น ก็เรียกว่า ผัสสะ คำเดียว. บางคนอาจจะยังไม่รู้ว่า ผัสสะตัวเดียว สิ่งเดียวนี้ เป็นที่ออกมาของเรื่องทั้งหมด. ต้องรู้จักผัสสะด้วย
น.13 ๕ จิตใจของตนเอง เสียก่อนซิ, เมื่อมีผัสสะ รู้สึก รู้จักมันเสียซิ อย่าฟังแต่คำพูดหรือหนังสือ. เพราะ ทุกคนมีผัสสะอยู่ ทุกวัน แทบจะตลอดวัน ไม่ตาก็หู ไม่หูก็จมูก ลิ้น กาย ใจ มีอยู่ : ฉะนั้นขอให้ ทำความรู้จักผัสสะตัวจริง โดยตรง เสียก่อน, อย่าสักแต่ว่าเป็นคำพูด. การกระทำทุกอย่างเนื่องด้วยผัสสะ. เอ้า, ทีนี้ก็ดูผัสสะว่ามันเป็นจุดรวมของทั้งหมด อย่างไร ? เอาตามที่ พระพุทธเจ้าตรัส เช่นว่า กรรม การกระทำนี้ มันก็เกิดจากผัสสะ, ผัสสะเข้าแล้วต้องการอะไร มันก็ทำอย่างนั้นแหละ. เราไป สัมผัสอะไร เข้า ถูกใจ มันก็ ทำกรรมที่จะเอา, ไม่ถูกใจ มันก็ทำกรรมที่จะ ทำลาย จึงกล่าวได้เป็นครั้งแรกว่า ผัสสะให้เกิดการกระทำ, เกิดการกระทำกรรมทั้งหลาย กรรมดี กรรมชั่ว กรรมไม่ดี ไม่ชั่ว กรรมทั้งหลายทั้งปวง ทั้งหมดทั้งสิ้น เล็กใหญ่อะไร ก็ตาม. ผัสสะนั้นเป็นต้นเหตุให้กระทำ; เราไป ผัสสะอะไร เข้าแล้ว มันก็ รู้สึกค่า ของสิ่งนั้น แล้วมัน
น.14 ๘ สัญญาว่าผู้ชายก็เพราะสัมผัสผู้ชาย, สัญญาทั้งหลาย มีหลาย สิบอย่างหลายร้อยอย่าง ล้วนแต่มาจากผัสสะ คือการ กระทบ. ทีนี้ก็มาถึงทิฏฐิ รู้สึกอย่างไร, สำคัญมั่นหมาย อย่างไร, ก็มีทิฏฐิว่าอย่างนั้น เราสัมผัสสิ่งใดด้วยจิตใจ มัน ก็เกิดผลสรุปความว่า สิ่งนั้นเป็นอย่างนั้น : สัมผัสผิด ๆ มันก็เกิดทิฏฐิผิด ๆ สัมผัสถูกต้องก็เกิดทิฏฐิถูกต้อง, ใจ ของเขาไป สัมผัสสิ่งใด มีผลสะท้อนออกมาอย่างไร ก็สร้างทิฏฐิ เช่นนั้น แก่บุคคลนั้น ๆ อย่างว่า เราสัมผัส คำสอนว่าตายแล้วเกิด, หรือว่าเราสัมผัสอะไรที่ลึกไปกว่านั้น ที่เป็นเหตุให้เชื่อว่า ตายแล้วเกิด, เราก็มีทิฏฐิว่าตายแล้ว เกิด, ตรงกันข้ามกับตายแล้วสูญ, หรือเกิดทิฏฐิว่ามันไม่มี อะไรเลย ; อย่างนี้ก็ได้ แล้วแต่ว่าจิตมันไปสัมผัสเข้าที่ อะไร, ผิดถูกอย่างไรนี้. ทิฏฐิทั้งหลาย ที่เรียกว่า หกสิบสอง ประการนั้น ล้วนแต่มาจากผัสสะ : ชั้นตื้น ชั้นลึก ชั้นละเอียด ชั้นหยาบ ล้วนแต่มาจากผัสสะ. ดูจะไม่มี อะไรเหลือแล้วนั่น.
น.15 ๙ ทีนี้ก็จะสรุปความว่า โลกทั้งโลกไม่ว่าโลกไหน โลก ข้างนอก โลกข้างใน โลกหยาบ โลกละเอียด, ทุก ๆ โลก มาจากผัสสะ ; ถ้าไม่มีผัสสะต่อสิ่งนั้น ๆ แล้วก็ไม่มีโลก. เดี๋ยวนี้ตาของเราเห็นอะไร คือเห็นนี้ นี้คือโลกทางตา, หู ได้ยินเสียงอะไร ก็คือโลกทางหู, จมูกได้กลิ่นอะไร ก็คือโลก ทางจมูก, รสมีรสอย่างไร ก็เรียกว่าโลกทางลิ้น โลกทางลิ้น โลกที่สัมผัสด้วยลิ้น, อะไรมากระทบผิวหนังรู้สึก นั้นน่ะคือ โลกที่ผิวหนัง ที่มากระทบผิวหนัง, นี้ใจรู้สึกอย่างไร ก็เป็น โลกที่ใจสัมผัสและรู้สึก หรือ ใจสร้างขึ้น ถ้าไม่มีผัสสะโลกก็ไม่มี , มันก็มีค่าเท่ากับไม่มี. ถ้าเรา ไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่จะรู้จักอะไรทั้ง หกอย่างเหล่านี้ได้ มันก็เท่ากับไม่มี. เดี๋ยวนี้เพราะ มนุษย์ มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จึงเกิดความรู้สึก สัมผัส ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็มีโลกขึ้นมาครบทั้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. ถ้ามันไม่มีผัสสะ เพราะมันไม่มีอายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันก็ไม่มีผัสสะ แล้วโลกนี้ก็ไม่มี, ก็เท่ากับไม่มี แม้ว่ามีอยู่ก็เท่ากับไม่มี
น.16 ๑๐ เอาละ ถ้าสมมติว่าใครสักคนหนึ่ง เขายังไม่ตายดอก แต่ว่าตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทั้งหกอย่างของเขาไม่ทำหน้าที่ นั่นก็คือไม่มีโลกนั่นเอง ; ฉะนั้นจึงว่า โลกทั้งหมด โลก ทั้งปวงก็มาจากผัสสะ; อย่างนี้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า โลกทั้งปวงนี้มันอยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ : โลกนรก ก็อยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, โลกสวรรค์ ก็อยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, ทุกโลก โลกทั้งหมดก็มาจากผัสสะ มีต้นเหตุ มาจากผัสสะ. ข้อนี้เป็นสิ่งที่ต้องเห็นด้วยปัญญา ; เพียงแต่ อ่านหนังสือ เพียงเห็นตามหนังสือนี้มันไม่ถึงตัวจริงดอก ต้องเห็นด้วยปัญญา ว่า : ผัสสะให้เกิดกรรม คือการ กระทำ , ว่า ผัสสะให้เกิดสังขาร การปรุงแต่ง การคิด การนึก ซึ่งเป็นเหตุให้ทำกรรม. ผัสสะให้เกิดกาม, กาม มีความหมาย มีคุณค่าเพราะว่ามันมีผัสสะ. ผัสสะ ให้เกิด เวทนา สุข ทุกข์, แล้วก็ ผัสสะ ก็เลย ให้เกิดตัณหา ไปตาม เวทนานั้น. ผัสสะให้เกิดสัญญา ความมั่นหมายอย่างไร มั่นหมายที่ไหน มั่นหมายเมื่อไร ก็เพราะมีผัสสะ นี้ผัสสะ ให้เกิดสัญญา, แล้ว ผัสสะให้เกิดทิฏฐิ ความคิดความเห็น
น.17 ๑๑ ตามที่มันจะสัมผัสได้อย่างไร ; เหมือนกับตาบอดคลำช้าง มันคลำถูกตรงไหน มันก็มีความคิดความเห็นว่า ช้างมีรูปร่าง อย่างนั้น. ในที่สุดว่า โลกทั้งปวงมาจากผัสสะ เป็นโลก ขึ้นมาได้ก็เพราะว่ามันมีผัสสะ คือ มีการกระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. ทุกอย่างนี้สรุปเหลือคำเดียวว่า ผัสสะ : ความ ทุกข์ก็เกิดมาจากผัสสะ, ความไม่ทุกข์ก็เกิดจากผัสสะที่ กระทำถูกต้อง จึงให้หลักเกณฑ์ว่า ความทุกข์เกิดที่จิต เพราะทำผิดเรื่องผัสสะ. ความทุกข์จะไม่โผล่ ถ้าไม่โง่เรื่องผัสสะ. ความทุกข์เกิดไม่ได้ ถ้าเข้าใจเรื่องผัสสะ. นี่เรื่องผัสสะคำเดียวแต่มันครอบไปหมดทุกเรื่อง. เมื่อมีผัสสะต้องดูว่ามีวิชชาหรืออวิชชา. ทีนี้ที่จะต้องดู ก็คือ เมื่อมีผัสสะ นั้น มันเป็น ผัสสะโง่ หรือ เป็นผัสสะฉลาด. ในขณะแห่งผัสสะนั้น มันมีวิชชาหรือมีอวิชชา. อวิชชา แปลว่า ไม่มีความ
น.18 ๑๒ รู้แจ้งที่ถูกต้อง , วิชชา แปลว่า ความรู้แจ้งที่ถูกต้อง . ถ้าใน ขณะผัสสะเรา มีวิชชา ความรู้แจ้งที่ถูกต้อง ก็เรียกว่า ผัสสะ นั้นเป็นผัสสะฉลาด เป็นผัสสะลืมตา ; แต่ถ้าว่าใน ขณะนั้น มัน ไม่มีวิชชา เสียเลย มันก็มีโง่ เป็นผัสสะโง่ , เป็นผัสสะหลับ. มันก็ตรงกันข้าม ผัสสะตื่นหรือ ผัสสะ- วิชชา มัน ก็ทำถูก ต่อไป ; ถ้า ผัสสะอวิชชา โง่ มันก็ ทำผิดต่อไป. ถ้าทำผิดต่อไป ก็ได้ไปพบกันกับความ ทุกข์ ; ถ้า ทำไม่ผิด ทำถูกตามเรื่องตามราวตามกรณีแล้ว มัน ก็ไม่เกิดทุกข์ . นี่จึงบอกว่า ความทุกข์เกิดที่จิต เพราะทำผิด เรื่องผัสสะ หรือเมื่อผัสสะ ความทุกข์จะไม่โผล่ ถ้า ไม่โง่เมื่อผัสสะ ; เธอเอาไปสังเกตดูให้ดี. ถ้าเราไม่โง่ ในขณะที่เป็นผัสสะ หรือมีผัสสะแล้ว ไม่ต้องกลัว ไม่มี ความทุกข์ไหนเกิดขึ้นมาได้ เพราะว่าความฉลาดในขณะแห่ง ผัสสะนั้น มันจัดให้ทำถูก ให้เป็นไปถูก เป็นไปอย่างถูกต้อง การกระทำ ก็ดี การพูดจา ก็ดี การคิด ก็ดี มัน ถูกไปหมด มันก็เลยไม่เกิดทุกข์. ความทุกข์ไม่มีทางจะเกิด เกิด ไม่ได้ ถ้าเราเข้าใจเรื่องผัสสะอย่างครบถ้วน ; ฉะนั้น
น.19 ๑๓ เลยพูดได้เลยว่า มันเป็นเรื่องเดียว, คำเดียวและเรื่องเดียว เป็นเรื่องของทั้งหมด. แต่มันอาจขยายความออกไปได้ มากเรื่อง จนกระทั่งแปดหมื่นสี่พันเรื่องในพระไตรปิฎก ไปรวมจุดอยู่ที่ผัสสะ ต้นตอของมันอยู่ที่ผัสสะ , จะเกิด วิชชา หรือเกิดอวิชชา ก็ต้องเมื่อมีผัสสะ. ถ้ายังไม่มีผัสสะ มันก็ไม่มีโอกาสที่จะเกิดวิชชาหรือเกิดอวิชชา; หมายความ ว่า อวิชชาจะปรากฏ หรือ ไม่ปรากฏก็เมื่อผัสสะ . วิชชา จะปรากฏหรือไม่ปรากฏ ก็เมื่อผัสสะ มันเป็นโอกาส เป็นเวลา เป็นที่ หรือเป็นแดน อะไรก็ตามที่จะให้อวิชชา, ให้วิชชา แสดงบทบาทออกมา. บางคนอาจจะคิดว่า เราโง่เมื่อไรก็ได้, เราฉลาด เมื่อไรก็ได้ ; มันไม่ได้ดอก มันจะมีได้แต่เมื่อมีผัสสะเท่า- นั้น เพราะถ้ามันไม่มีผัสสะ มันไม่มีเรื่อง. ถ้าไม่มีเรื่องเรา ก็ไม่รู้สึกไม่คิดไม่นึกอะไร มันก็โง่หรือฉลาดไม่ได้ ; พอมัน มีผัสสะ มันก็มีเรื่อง, มีเหตุให้ต้องคิดต้องนึกต้องกระทำ ต้องอะไร ความผิดถูกมันจะเกิดขึ้นที่นี่. ความรู้หรือ ความไม่รู้ ก็จะเกิดขึ้นที่นั่น ในขณะแห่งผัสสะ ; ถ้ามีวิชชา
น.20 ๑๔ มา มันก็เป็นผัสสะลืมตา, ถ้าไม่มีวิชชามา อวิชชามันก็เข้า สวมแทน มันก็เป็นผัสสะหลับตา คือโง่ คือมืด คือบอด. ฉะนั้นขอให้ทุกคนเข้าใจข้อนี้ แล้วรู้ให้ดีว่า เป็น เวลาที่สำคัญที่สุด ที่เรา จะต้องระมัดระวัง อย่าให้เผลอ อย่าให้พลาดได้. พอมีผัสสะแล้วก็ให้มีสติ; เพราะว่า สตินั่นแหละจะเป็นที่ขนพาเอาวิชชามา ; ถ้ามีสติ มันก็ จะเปิดโอกาสให้วิชชาเข้ามาในผัสสะ; ถ้าไม่มีสติก็เป็น โอกาสของอวิชชา ที่จะเข้ามาผสมกับผัสสะ. ฉะนั้น เรามี สติให้ทันเวลาเมื่อมีผัสสะ ซึ่งมันก็เร็วเหมือนกับสายฟ้าแลบ, เร็วเหมือนกับสายฟ้าแลบ ก็ ต้องมีสติทันกับเวลา. จงสังเกตดูเถอะ พอมีอะไรมากระทบนี่ เราไปรู้สึก ตัว ต่อเมื่อเรารักเสียแล้ว เราโกรธเสียแล้ว เราเกลียดเสีย แล้ว เรากลัวเสียแล้ว, หรือกระทั่งเราไปทำอันตรายเขาเข้า เสียแล้ว, มันไม่รู้สึกตัวในขณะแห่งผัสสะทันเวลาสายฟ้าเเลบ. มันมีอวิชชาเกิดขึ้น มีตัณหาเกิดขึ้น มีการกระทำเกิดขึ้น แล้ว, แล้วก็ไปรับผลของการกระทำแล้วจึงไปรู้สึก ต้องไป ร้องไห้เสียใจทีหลัง ; เพราะว่ามันควบคุมผัสสะไม่ทัน
น.21 ๑๕ ฉะนั้นการที่ฝึก สติไว้ให้มาก ให้พอให้เร็ว นั้นจะช่วย ได้. ไปศึกษาเรื่องฝึกสติ ฝึกสติไว้ให้มากให้เร็ว แล้ว จะมาทันในเวลาแห่งผัสสะ ; ผัสสะนั้นก็จะเป็นผัสสะของ วิชชา, เป็นผัสสะที่ประกอบอยู่ด้วยความรู้อันถูกต้อง มันก็ ปรุงไปในทางที่ไม่เกิดทุกข์. ฉะนั้นถ้าเรา ไม่มีสติเลย ก็หมายความว่า ไม่ได้รู้สึกระลึกอะไรได้เลย มันก็ หลับหรือ โง่ไปตลอดกาล มันก็ ปรุงไปในทางที่ให้เกิดทุกข์. นี่คือสิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติธรรมดาสามัญ ใน ชีวิตของคนเรา ทั้งโลก ทั่วโลก ทุกหนทุกแห่ง ทุกโลก ด้วยซ้ำไป : โลกเทวดาก็เหมือนกัน ถ้าฉลาดไม่ทันเวลา แล้วก็ต้องเกิดเรื่อง คือเป็นทุกข์. ภาษิตฝรั่งสอนเด็ก ๆ ก็เหมือนกันเลยในข้อนี้ Be wise in time., ฉลาดให้ทันแก่ เวลา ; แต่เขาสอนกันเรื่องอื่น ๆ ต่ำ ๆ แต่มาใช้กับเรื่องสูง สุด ในพระพุทธศาสนาก็ได้ คือ ฉลาดทันเวลาของผัสสะ ก็ควบคุมผัสสะได้, มันก็เป็นไปแต่ในทางถูกต้อง. นี่เป็นเรื่องทั้งหมด เห็นไหม ? ทุกเรื่องมันอยู่ที่นี่. ที่เรา จะได้ทุกข์ได้สุข มันก็อยู่ที่ว่าทำผิดทำถูกเกี่ยวกับ
น.22 ทุกเรื่องมันรวมสรุปได้ว่า เป็นเรื่องที่ดีหรือไม่ดี มันก็อยู่ที่ผิดหรือถูกเมื่อผัสสะ ; แต่ว่าพูดว่าดีหรือไม่ดีนี้ไม่ ค่อยจะปลอดภัย ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ในทางภาษา. พระ- พุทธเจ้า ท่านไม่ค่อยพูดว่าดีหรือไม่ดี ท่านไม่พูด. ท่าน จะพูดว่า เป็นทุกข์ หรือ ไม่เป็นทุกข์ ; อย่างนี้แน่นอนกว่า ชัดกว่า จะไม่เรียกว่าดีหรือไม่ดี ; แต่จะเรียกว่า เป็นทุกข์ นี้พวกหนึ่ง ; แล้วก็ไม่เป็นทุกข์ นี้อีกพวกหนึ่ง. ฉะนั้น จะเป็น ทุกข์หรือไม่เป็นทุกข์ ก็เพราะว่าทำผิดหรือทำถูก เกี่ยวกับเรื่องผัสสะนี้เอง. ศึกษาผัสสะต้องเห็นอย่างเป็นสันทิฏฐิโก. ขอให้มองเห็นเป็นสัน ทิฏฐิโก; ไม่ใช่อ่าน หนังสือที่เขาเขียนหรือฟังพูด ที่อาตมาพูด ; อย่างนี้ยังไม่ เป็นสันทิฏฐิโก ต้องไปศึกษาลงไปที่เรื่องของมันจริง ๆ ผัสสะจริง แล้วก็เห็นผัสสะจริง ๆ, เห็นการปรุงแต่งของผัสสะ จริง ๆ ถึงกับสะดุ้ง. นี้เรียกว่า เห็นอย่างเป็นสันทิฏฐิโก เห็นด้วยความรู้สึกแห่งใจ สัมผัสด้วยใจ รู้รสแห่งสิ่ง เหล่านั้น เรียกว่าเห็น ไม่ใช่ดูด้วยตาดอก. ดูด้วยตามัน
น.23 ๑๗ ก็เป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่งเท่านั้น ; แต่ถ้า เห็นในความ- หมายของสันทิฏฐิโก อกาลิโก แล้วก็ต้องรู้สึกด้วยใจต่อสิ่ง นั้น ๆ. ฉะนั้นไปทำความรู้จักกับสิ่งที่เรียกว่าผัสสะ กันเสีย ทุก ๆ คนทุก ๆ ท่าน ที่แล้วมาเข้าใจว่า ไม่เคยสนใจ และไม่ เคยรู้จักสิ่งที่เรียกว่าผัสสะในลักษณะอย่างนี้ด้วยซ้ำไป จึงว่า ต่อไปนี้ ก็ขอให้ไป ทำความรู้จัก กับสิ่งที่เรียกว่าผัสสะ เสียให้ถูกต้อง และให้เพียงพอ คือให้สมบูรณ์, ไม่ใช่ ขาด ๆ หย่อน ๆ นั้นใช้ไม่ได้. ต้องให้สมบูรณ์ที่เรียกว่า เพียงพอ แล้วก็ถูกต้องด้วย , ทั้งถูกต้องและทั้งเพียงพอ แล้วก็ใช้ได้. บางทีถูกต้องแต่ไม่เพียงพอก็มี รู้อะไรต้อง รู้ให้ถูกต้องและก็รู้ให้เพียงพอ. ฉะนั้นไปรู้จักสิ่งที่มันอยู่กับเนื้อกับตัว กับชีวิต ทุกวัน วันหนึ่งไม่รู้กี่สิบครั้ง กี่ร้อยครั้ง เดี๋ยวผัสสะทางตา, เดี๋ยวผัสสะทางหู แล้วก็เรื่องที่จะมาให้ผัสสะก็มากมาย หลายสิบ หลายร้อยอย่าง ในชีวิตประจำวัน, มันก็มีผัสสะหลายสิบ อย่าง หลายร้อยอย่าง, แล้วก็ ผัสสะทุกที โง่ทุกที ใช่ไหม ? นี่มันจะเป็นนิสัยอยู่แล้ว. ผัสสะทุกที มันโง่ทุกที วัดด้วย อะไร ? ถ้าไปชอบใจก็โง่ ถ้าไม่ชอบใจก็โง่. ชอบใจก็โง่
น.24 ๑๘ ไม่ชอบใจก็โง่ ? ทำไมจะต้องไปโง่ให้ชอบใจหรือไปโง่ให้ไม่ ชอบใจเล่า ? แล้วผัสสะของเรา ดูเหมือนจะได้ผลแต่ในทาง นี้ทั้งนั้น ไม่ได้ทำให้ฉลาดขึ้น, น้อยครั้งที่ว่าผัสสะจะทำให้ เราฉลาดขึ้น. ผัสสะมีแต่ทำให้เราชอบใจ หรือไม่ ชอบใจ. ฉะนั้นจึงต้องขอโอกาส พูดว่า ผัสสะทุกที แล้วก็โง่ ทุกที โง่จนเป็นนิสัย นิสัยที่จะยินดียินร้าย, นิสัยที่จะชอบใจ นิสัยที่จะไม่ชอบใจ; มันมีเสียแต่อย่างนี้, มันไม่เห็นว่า เอ้า, เช่นนั้นเอง เช่นนั้นเอง, กูไม่เอากับมึง กูก็ไม่ยินดี ยินร้ายกับมึง. ทำไมไม่เกิดผัสสะอย่างนี้บ้าง? นี้มัน เป็นผัสสะ ด้วยวิชชาสูงสุด ; เพราะศึกษา เรื่องเช่นนั้นเอง มาเพียงพอ, เรื่องอิทัปปัจจยตา ศึกษาให้เพียงพอ, หรือจะ เรียกว่า เรื่องตถาตาก็ได้, มันเป็นเรื่องเดียวกัน. มัน จะทำให้เห็นว่า อ้าว, มันเช่นนั้นเอง นี้เรื่องดีเรื่องชั่ว เรื่องได้ เรื่องเสีย เรื่องแพ้เรื่องชนะ เรื่องขาดทุนเรื่องกำไร กี่ร้อย กี่พันเรื่อง มันเป็นแต่กระแสแห่งอิทัปปัจจยตา และเป็น เช่นเอง. ฉะนั้น เราไม่ไปยินดีให้เสียเวลา ไม่ไปยินร้าย ให้เสียเวลา ถ้ามันอร่อยที่สุด ก็มันเท่านั้นเอง, มันเช่น
น.25 ๑๙ นั้นเอง, มันอร่อยของมัน มันเป็นเช่นนั้นเอง, จะไม่ไป ยินดีกับมัน เพียงแต่รู้ว่า มันอร่อยก็พอแล้ว. ถ้ามันไม่อร่อย ก็เช่นนั้นเอง จะไปโกรธขัดใจกับมันทำไม, มันเป็นเช่น นั้นเอง. เรื่องได้ เรื่องเสีย เรื่องแพ้ เรื่องชนะ เรื่อง กำไร เรื่องขาดทุน กี่เรื่องกี่คู่; ดูเหมือนในหนังสือจิต- วิทยาของพวกฝรั่ง เขารวม ๆ เอาไว้เป็นคู่ ๆ ที่สำคัญ ๆ ประ- มาณ ๓๗ คู่ แต่ไม่หมดดอก เชื่อว่าไม่หมดดอก เขาเอา มาแต่ที่น่าสนใจที่น่าศึกษา ๓๗ คู่นี้ นับตั้งแต่ว่าเรื่องได้เรื่อง เสีย เรื่องแพ้เรื่องชนะ เรื่องขาดทุนเรื่องกำไร เรื่องเสีย เกียรติเรื่องมีเกียรติ. นี้เป็นคู่ ๆ ที่มันเกี่ยวข้องอยู่กับ มนุษย์ ทุกคู่มันเรื่องหลอกให้โง่ทั้งนั้น หลอกให้โง่ ฝ่าย positive ก็หลอกให้โง่ฝ่าย positive, ฝ่าย negative, ก็หลอกให้ โง่ฝ่าย negative, มันมีแต่ positive กับ negative, ในความรู้สึกของคนธรรมดา มันไม่มีตรงกลาง, ไม่มีตรง กลาง ว่าเช่นนั้นเอง. ไม่ยินดีไม่ยินร้าย ไม่มีความหมายของ positive และ negative คนนั้นก็กลายเป็นคนที่ไม่ยินดี ไม่ยินร้ายไป
น.26 ๒๐ ไม่เป็น optimist, รู้สึกแต่ด้านดี ไม่เป็น pessimist, รู้สึก แต่ด้านเลว. นั้นคือคนโง่ทั้งคู่ ทั้ง pessimist และ optimist, คือ คนโง่มองไปเห็นด้านเดียว ด้านใดด้านหนึ่ง ว่าดี ว่าไม่ดี ว่าชั่วว่าดี. คนฉลาดก็จะมองเห็นว่ามันเช่น นั้นเอง, มันเช่นนั้นเอง. บางทีเขาอาจจะเห็นว่า ไม่มีอะไรที่จะดีโดยส่วน เดียว, จะชั่วโดยส่วนเดียวก็ไม่มี; เพราะว่าสิ่งเดียวกัน ถ้าเรามองในแง่หนึ่งมันไม่ดี, ถ้ามองในแง่หนึ่งมันดีก็มีนะ คือมันมีประโยชน์ก็มี; ฉะนั้นจะไปบัญญัติว่า อะไรดีโดย เด็ดขาด อะไรชั่วโดยเด็ดขาด นั้นไม่ถูกแน่, มันมองด้าน เดียวเกินไป. แต่ถ้ามองถูก มองถูกที่สุดแล้วก็จะว่า โอ้, มัน เช่นนั้นเอง, มันเช่นนั้นเอง. เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึง ไม่ไปหลงรักอะไร ไม่ไปหลงเกลียดอะไร, เรียก ในภาษา ธรรมะว่า ไม่ยินดีไม่ยินร้าย . ธรรมะขั้นละเอียดก็เรียกว่า ไม่มีอภิชญา, ไม่มีโทมนัส. ในบาลีมหาสติปัฏฐานสูตร ท่านใช้คำคู่ คู่นี้ว่า ไ ม่มีอภิชญา ไม่มีโทมนัส ; อภิชญา คือ เพ่งเล็งจะเอา, ส่วนโทมนัสนี้ถอยกลับ ขัดใจ เสียใจ
น.27 ๒๑ แห้งใจ เป็นทุกข์ . มันมีอยู่ที่ว่า จะยื่นไปเอา หรือ ถอย กลับมาเสียใจ, คู่คู่มันมีอย่างนั้น. ถ้าเป็นผู้รู้เรื่อง ผัสสะดีเขาจะไม่รู้สึกอย่างนั้น; เขาจะรู้สึกว่า มัน เช่นนั้นเอง, มันมีกฎเกณฑ์ของความเป็นเช่นนั้นเอง. ถ้าเราต้องการอย่างไร เราก็ทำให้มันถูกเรื่องอย่างนั้น, เรื่อง เช่นนั้นของชนิดนั้น คือ ทำให้ถูกกับเรื่องตถาตาของ ฝ่ายนั้น หรือ อิทัปปัจจยตาของฝ่ายนั้น แล้วก็ได้ตามที่ จะได้ ทีนี้มันมีอยู่แต่ว่า ได้มาทำไม ? ได้มารักหรือได้มา โกรธ ได้มาเสียใจ ได้มาดีใจ มันก็ไม่ถูก ; มันเอาแต่ ที่ว่า มันเป็นประโยชน์ที่ ควรจะได้ แล้วก็ทำ มันก็ได้ ; ถ้าทำถูกตามกฎของอิทัปปัจจยตา. แต่ถ้ามันมีผิดพลาด โดยไม่รู้ตัว ก็ไม่ได้ ก็ไม่เดือดร้อนอะไร, มันก็เป็น เช่นนั้นเอง เหมือนกัน, ก็ทำใหม่ ก็แก้ไขใหม่ให้มันถูก ต้องตามกฎของอิทัปปัจจยตา, มันก็ต้องได้ แต่ว่ามันมีความละเอียดลึกลงไปอีกที่หนึ่งว่า คำว่า ได้ ๆ นี้ไม่ใช่ความจริง, ไม่ใช่ความฉลาดความจริงอะไร ; เป็นความคิดของจิตที่ยังมีตัวตน ; ถ้ามันมีตัวตน แล้ว
น.28 ๒๒ มันจะรู้สึกว่าได้หรือไม่ได้. เรื่องได้หรือเรื่องไม่ได้นี้ใช้ ไม่ได้ทั้งนั้น, ยังโง่อยู่ดี. มัน ต้องมีจิตรู้สึกอยู่เหนือความ ได้หรือความไม่ได้; เพราะว่าเห็นมันเป็นเช่นนั้นเอง. ถ้าเราต้องการจะเอามากิน ก็ทำให้มันถูกกับเรื่องที่ได้มา แล้วก็กิน, กินแล้วก็ไม่ต้องมีปัญหาว่า อร่อยหรือไม่อร่อย ; ถ้าอร่อยก็เช่นนั้นเอง, ไม่อร่อยก็เช่นนั้นเอง, มันได้ประโยชน์ ตรงที่ว่ากินเข้าไปแล้วหล่อเลี้ยงร่างกายให้มันตั้งอยู่ได้ ให้มี ชีวิตรอดอยู่ได้. ฉะนั้น เขาจึงมีแต่ปรกติ, จิตปรกติ จิต เป็นกลาง ๆ, จิตเป็นปรกติโดยไม่มีปัญหา ยินดียินร้าย, ไม่ต้องเสียใจ ไม่ต้องดีใจ. ดีใจก็เป็นบ้าชนิดหนึ่ง เสียใจก็เป็นบ้าชนิด หนึ่ง ; ไม่ค่อยดูกันให้ดี ๆ แล้วก็ชอบดีใจกันนัก; หัวเราะ จนไม่รู้จะหัวเราะกันอย่างไร ; เพราะมันไม่รู้ว่า ดีใจนั้น คืออะไร. ถ้าดูให้ดีก็จะรู้สึกว่า มันเป็นความกดดันชนิด หนึ่ง มันจึงดีใจ, ดีใจแล้วก็เหนื่อย, เหนื่อยเพราะดีใจ ; แล้วก็ เสียใจ มันก็ความกดดันตรงกันข้าม, แล้วก็เหนื่อย, เหนื่อยเพราะเสียใจ. ดีใจนักก็กินข้าวไม่ลง เสียใจนักก็ กินข้าวไม่ลง นี้เรียกว่า มันบ้าเท่ากัน. ความดีใจ หรือ
น.29 ๒๓ ความเสียใจ อย่าเอากับมันเลย. เอาอยู่ที่ตรงกลาง ซิ, มันก็เช่นนั้นเอง ; ทำไมจะต้องไปดีใจเสียใจ ! ที่ความหมายแปลกออกไป เช่นว่า เกลียด หรือ โกรธ หรือ กลัว อย่างนี้ ก็ไม่ต้องกลัวดอก. ให้ผีมัน ออกมาในหน้าตาอย่างไร มันก็เช่นนั้นเองตามกระแส อิทัปปัจจยตา, เช่นนั้นเองของผี, มันเช่นนั้นเอง แล้วจะ ต้องไปกลัวผีทำไม ! ให้ผีที่น่าเกลียดน่ากลัวชนิดไหนโผล่ ออกมา ฉันก็ไม่ได้กลัวดอก เพราะ มันเช่นนั้นเอง. มันเป็นอิทัปปัจจยตาในรูปแบบนั้นเอง ก็ไม่ต้องกลัวซิ. นี่ถ้าว่า รู้จัก ธรรมะ ตถาตา หรือ อนัตตา อะไรก็ตาม มัน จะไม่กลัวผี, ไม่กลัวอะไรทุกอย่างทุกประการ, ไม่เกลียดอะไร ไม่กลัวอะไร. ถ้าถึงที่สุดมันไม่ขยะแขยงอะไร สิ่งที่น่าเกลียด น่าสกปรก ขยะแขยง มันก็ไม่มี, มันพ้นไปจากความรู้สึก ว่าสกปรกหรือสะอาด. แต่เรื่องนี้พูดไปเดี๋ยวจะไม่มีใครเชื่อ ก็ได้ หรือจะไม่มีใครต้องการก็ได้ แล้วมันจะให้โทษก็ได้ ; แต่ถ้าว่าพูดไป ตามกฎเกณฑ์ของอิทัปปัจจยตา แล้ว ไม่มี เรื่องสกปรก หรือเรื่องสะอาด. ฉะนั้น ความรู้สึกว่า
น.30 ๒๔ สกปรกหรือความรู้สึกว่าสะอาด มันมีแต่ในคนที่ยังไม่เห็น อิทัปปัจจยตา. คือคนธรรมดา ธรรมดานี้; แต่ถ้ามัน เลวมากกว่านั้น มันก็เห็นสกปรกเป็นสะอาด, เห็นสะอาด เป็นสกปรก กลับกันเสียก็ได้. ถ้าถูกต้องแท้จริงแล้ว มันก็ไม่มีความหมายว่า สกปรกหรือสะอาด ; ดังนั้นเรา จึงไม่ดีใจ ไม่เสียใจไม่อะไร เกี่ยวกับเรื่องสกปรกหรือเรื่อง สะอาด. แต่ถ้าเรามองเห็นว่า เรื่องสกปรกมันให้โทษ เราก็ทำไม่ให้ให้โทษก็แล้วกัน ; แต่ว่าไม่ได้เกี่ยวกับว่า สะอาดหรือสกปรก. ฉะนั้น จะปล่อยให้สกปรกมันเกิด โรค มันให้โทษ ก็ทำเพื่อป้องกันในส่วนนั้น, แต่ไม่ หลงใหลในความหมายของคำว่า สะอาด หรือสกปรก สำหรับที่จะอวดกัน. เรื่องสวยเรื่องไม่สวย ก็เหมือนกัน มันไม่ได้อยู่ ที่นั่น, มันอยู่ที่ไม่เป็นทุกข์ก็แล้วกัน ; ไปหลงเรื่องสวย มันก็เป็นทุกข์แบบหนึ่ง, ไปหลงเรื่องไม่สวย มันก็เป็นทุกข์ แบบหนึ่ง, นี้เรียกว่า มัน สัมผัสผิด มันเกิดทิฏฐิผิด เพราะการสัมผัสในสิ่งนั้น ๆ ที่เรียกว่า ผัสสะเป็นเหตุให้เกิด
น.31 ๒๕ ทิฏฐิ. แล้วก็เป็นทิฏฐิผิดทั้งนั้น ถ้าไม่มีวิชชา เข้าไป รวมอยู่ด้วย. ทุกเรื่องในชีวิตตั้งต้นจากผัสสะ. นี่เรื่อง ทุกเรื่องในชีวิตของมนุษย์ ตลอดทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี ทุกที่ ทุกหนทุกแห่ง มัน มีปัญหาตั้งต้น ขึ้นมาจากสิ่งที่เรียกว่าผัสสะ, แล้วคนเราก็จะเดือดร้อน ด้วยความยินดียินร้าย ความยินดียินร้ายไม่ใช่ความสงบ ; แม้กระทั่งความสุขหรือความทุกข์ ก็ไม่ใช่ความสงบ, ถ้าไม่สุข ไม่ทุกข์ จึงจะเป็นความสงบ. เหมือนกับเขาจี้ที่สีข้างข้างซ้าย มันก็จักจี้, จี้สีข้าง ข้างขวา มันก็จักจี้. เมื่อไม่ถูกจี้ให้จักจี้นั้นจะดีกว่า ; เรื่องสุขเรื่องทุกข์นี้ มันเป็นเรื่องที่เหมือนกับมาจี้ให้เกิด ความรู้สึกในสองรูปแบบนั้น เราก็ไม่มีความสงบสุข คือ ไม่มีเสรีภาพ ไม่มีปกติที่จะเป็นตัวของตัวเอง, มันอยู่ ใต้อำนาจของกิเลส ของอวิชชา ของตัณหา ของความโง่ อะไรที่มันมาจากผัสสะ.
น.32 ๒๖ นี่คือเรื่องผัสสะคำเดียว ; ถ้าพูดให้จบแล้วก็คุณ ไม่ต้องไปกรุงเทพ ฯ ดอก พูดตั้งเดือนก็ไม่จบ. นี่พูดแต่ หัวข้อของมัน มันมีอย่างนี้ รู้จักสิ่งสิ่งเดียวเท่านั้นพอ คือผัสสะ ที่มากระทบเราตลอดเวลา ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วส่วนมากหรือแทบทั้งหมดนั้น มันโง่ทุกที, มันมาสัมผัส กระทบให้เราโง่ทุกที คือหลงยินดี หรือหลง ยินร้าย มีอยู่สองอย่างเท่านั้น. ถ้าไม่ได้ศึกษามาอย่าง เพียงพอ ไม่รู้ว่า ไม่เอา, ไม่เอา อย่างนั้นเอง, อย่างนั้นเอง ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย ; อย่างนี้ได้แล้วก็วิเศษ เรียกว่า เป็น ผู้รู้เท่าทันผัสสะ. ความทุกข์เกิดแก่จิต เพราะทำผิด เรื่องผัสสะ, ความทุกข์จะไม่โผล่ ถ้าไม่โง่เรื่องผัสสะ, ความทุกข์เกิดไม่ได้ ถ้าเข้าใจเรื่องผัสสะ. จิตดวงเดียวนี้รู้ ได้ทั้งผิดถูก. ทีนี้ปัญหาต่อไปอีกหน่อย ที่มันเกี่ยวข้องกันก็คือว่า ใครเล่าจะเป็นผู้รู้, ผู้รู้เรื่องนี้ : รู้เรื่องผิด รู้เรื่องถูก รู้เรื่องยินดี รู้เรื่องยินร้าย ? เพราะว่าจิตมันดวงเดียว จิต ไม่ใช่สองดวง ดวงหนึ่งดี ดวงหนึ่งชั่ว คอยต่อสู้กัน มัน
น.33 ๒๗ ไม่มี. มันมีจิตดวงเดียว ; บางเวลามันโง่, บางเวลา มันฉลาด, บางเวลามันดี, บางเวลามันชั่ว, จิตดวงเดียว เหมือนกับมีคนคนเดียว. แล้ว ใครจะเป็นผู้ทำให้ผิด หรือทำให้ถูก ที่ว่าคนเดียวมันก็เป็นทั้งสองฝ่าย : ทำผิด เป็นทุกข์มันก็จิตดวงนั้น, ทำถูกไม่เป็นทุกข์มันก็จิตดวงนั้น. แล้ว จิตดวงเดียวนั้น มันจะสามารถถึงขนาดทำถูกไปได้ อย่างไร ? นี้คือการอบรมมาตั้งแต่ต้น , ตั้งแต่แรกๆ เรา เกิดความรู้สึกผิด เกิดความรู้สึกถูก สลับกันมา; แต่ พอจะรู้สึกได้เองว่า ถ้ามีความรู้สึกถูก มันก็ไม่มีปัญหา มันก็สบายดี, พอความรู้สึกผิด มันก็ผิด มัน ก็เกิดความ ทุกข์. จิตดวงเดียว นั่นแหละ มันค่อย ๆ รู้ขึ้นมาทั้ง สองอย่าง. ความรู้ของจิตเขาเรียกว่า เจตสิก ค่อย ๆ เกิด ขึ้นมา ว่าอย่างนี้ผิดอย่างนี้ถูก, อย่างนี้ผิดอย่างนี้ถูก, เรื่อย ๆ มา, เรื่อย ๆ มา. จิตที่อยู่ตรงกลางดวงเดียวนั่นแหละ มัน ค่อย ๆ รู้พร้อมขึ้นมาทั้งสองอย่าง, จนกว่ามันจะฉลาดพอที่จะ ดำรงไว้สำหรับที่จะให้เกิดแต่ความรู้ถูกฝ่ายเดียว, มันเป็นการ
น.34 ๒๘ สร้างนิสัย สร้างความเคยชิน ว่าจะไปทางไหน จะไปทางผิด หรือจะไปทางถูก. ข้าง คนพาล อันธพาล มันก็ เปิดโอกาส ไปฝ่ายผิดเรื่อยไป จนผิดเก่ง ผิดเร็ว ผิดเป็นนิสัยเลย ; ถ้า ฝ่ายบัณฑิต มันก็ถูก, ถูกจนเป็นนิสัยเลย ; ทีนี้ คนธรรมดาบางเวลาจึงเป็นคนพาล , บางเวลาจึงเป็น บัณฑิต, มันแล้วแต่ว่า จิตมันได้ฝ่ายข้างไหน ฝ่ายข้างพาล หรือบัณฑิตมาเป็นผู้ยึดครอง เป็นผู้บัญชาการ. นี้ เรา ; ไม่ใช่ จะต้องฝึก คือจิตนั่นแหละต้องฝึก; ไม่ใช่ เราที่ไหน เราในที่นี้ก็คือจิต เมื่อจิตมันรู้อย่างนี้ จิตที่เป็น เรามันก็จะค่อย ๆ น้อมไปในทางที่ถูกต้องหรือไม่เป็นทุกข์. มันเกลียดความทุกข์กลัวความทุกข์ขึ้นมา คือ ละอายต่อความ ทุกข์ ความชั่วขึ้นมา. มันก็น้อมไปในทางที่จะเกิดฝ่าย ถูกต้อง ; เพราะฉะนั้น มันจึงง่ายที่จะเกิดความถูกต้อง. ฉะนั้นจิตชนิดนี้มันก็เดินไปแต่ในฝ่ายถูกต้อง, หรือถ้ามัน ทำผิดพลาดไป มันก็สำนึกตัวเร็วทันควัน เปลี่ยนทันที, สลัดเจตสิกชั่ว เจตสิกเลวออกไปจากจิต. เจตสิกดี ฝ่ายถูก มันก็เกิดขึ้นมาแทน มันก็กลับถูก ทั้งที่ผิดเข้าไปครึ่งหนึ่ง แล้ว, มันยังมีโอกาสที่จะถอยกลับมาถูก.
น.35 ยากที่สุดของธรรมะ ของการปฏิบัติ ธรรมะ ; เพราะมันมีจิตดวงเดียว, ไม่ใช่จิตสองดวง ที่ จะคอยต่อสู้กัน แล้วเราก็คอยถือหางไว้ข้างหนึ่ง, ตัวเรามันก็ ไม่มี ; ตัวเราก็คือจิต นั่นเอง : แต่จิตดวงเดียวแสดงละคร สองเรื่องพร้อมกันไปอย่างนี้ มันยาก. ถ้าไม่มีการฝึกฝน มาอย่างถูกต้องตั้งแต่แรกเกิด แต่อ้อนแต่ออกแล้ว ก็ยาก ที่จะเป็นไปแต่ในทางฝ่ายถูกต้องโดยส่วนเดียว; แต่มัน ก็เป็นไปไม่ได้ดอก ถ้ามันมีแต่ความถูกต้องโดยส่วนเดียว, มันก็ไม่รู้จักความผิดพลาด ; ดังนั้นต้องรู้มาสองอย่างพร้อม ๆ กันมา, ทั้งดีทั้งชั่ว ทั้งผิดทั้งถูก ทั้งสุขทั้งทุกข์คู่ ๆ กันมา. เมื่อมันรู้จักทั้งสองอย่างดีแล้ว มันรู้จักเลือกเอง ว่าฉัน จะเอาแต่ฝ่ายนี้. ทีนี้มันก็ จะรู้จักระมัดระวัง, จิตก็มีนิสัย น้อมไปในทางที่จะระมัดระวัง ไม่ปรุงเจตสิกประเภทเลว ร้ายขึ้นมา. นี้พูดอย่างนี้เป็นพุทธศาสนา ไม่มีพระเจ้าที่ไหน จะมาช่วย, ไม่มีเทวดาผีสางที่ไหนจะมาช่วย, ไม่มีดวงดาว เคราะห์กรรมอะไร ที่ไหนจะมาช่วย, มันอยู่ที่ผัสสะ โง่ หรือฉลาด, แล้วจิตที่มันผ่านเวลามานาน ผ่านชีวิตมา
น.36 ๓๐ นาน มันก็ค่อยรู้ว่า ทำอย่างไร ; มันจึงจะปรุงความรู้สึก ที่ฉลาดขึ้นมา กลายเป็นจิตที่ฉลาด เขาวางหลักไว้ให้ว่า จิตนี้เป็นกลาง ๆ ไม่ใช่ดี ไม่ใช่ชั่ว ไม่ใช่โง่หรือฉลาด; แต่มันเป็นสภาพที่รู้ ได้, รู้ได้เร็ว เป็นสิ่งที่รู้ได้ แล้วรู้ผิดก็ได้ รู้ถูกก็ได้, มันมีคุณสมบัติในตัวมันเอง ; เพียงว่ารู้เท่านั้น รู้ได้ รู้เร็ว รู้เก่ง รู้เป็นสายฟ้าแสบเลย แต่ผิดก็ได้ถูกก็ได้. ฉะนั้น จิตต้องได้รับการอบรม ใครจะมาอบรมมัน ? ตัวมันเอง อบรมมัน, ผู้อบรมกับผู้ถูกอบรม เป็นคนคนเดียวกัน, เรื่องบ้าหรือเรื่องดี มาพูดให้คนฟัง เขาไม่เชื่อดอก ผู้สอน กับผู้เรียนคนคนเดียวกัน เรื่องบ้าหรือเรื่องดีก็อยู่ด้วยกัน. ฉะนั้นจิตเป็นผู้อบรมจิต, จิตเลยเป็นทั้งผู้ที่จะรู้สึกและถูก รู้สึก, เป็นทั้งผู้สอนและเป็นผู้เรียน. ชีวิตแต่หนหลังมันเป็นมาอย่างนั้น มัน มีการสอน การเรียน การเรียนการสอน มาด้วยจิตดวงเดียว จนจิตนี้ มันรู้ฝ่ายที่ดับทุกข์เพิ่มขึ้น ๆๆ เด็ก ๆ เกิดมา มันรู้เมื่อไร เล่า; มันไปจับแมลงป่องเล่นก็ได้ มันไม่รู้นี่ ; แต่ถ้า ถูกแมลงป่องต่อยเอา หรืออะไรกัดเอา ทีหลังมันก็ไม่เอา
น.37 ๓๑ แล้ว มันรู้แล้วมันฉลาดแล้ว ; เป็นอย่างนี้เรื่อยมา เรื่อย มา จนถึงชั้นละเอียด ชั้นในจิตใจแท้ ๆ ว่าความคิดอย่างนี้ เกิดขึ้น แล้วกัดทุกที, ความคิดอย่างนี้เกิดแล้วไม่กัด มันก็ เลยรู้จักคิด รู้จักเลือกคิด แต่ในทางที่ไม่กัด จิตเรียนเองยังไม่พอต้องเป็นพุทธสาวกด้วย. ทั้งหมดนี้มันรวมอยู่ที่ว่า ผัสสะที่เกิดขึ้นแต่ละ ครั้ง มันสอนจิต. จิตเรียนสิ่งทั้งปวงโดยทางผัสสะ, จิตเรียนโลกทั้งโลกโดยทางผัสสะ, จิตเรียนอารมณ์ทั้งหลาย โดยทางผัสสะ, เกิดผัสสะทีหนึ่ง มันก็มีเรื่อง. ถ้าทำผิด มันก็กัดเอา, ถ้าทำถูกมันก็ไม่กัด ; จิตมันก็ค่อยฉลาด ฉลาดขึ้นในทางที่จะไม่กัด. ดังนั้นเราจึงเว้นอะไรมาได้มากมาย พอใช้เหมือนกัน ; แต่ยังไม่ถึงที่สุด คือไม่อาจจะเว้นการ เกิดกิเลสหรือเกิดทุกข์ได้ ดังนั้นจึง ต้องมาเรียน, จึงต้อง มา ศึกษาธรรมะในพระศาสนานี้ เพื่อช่วยให้ง่ายเข้าที่ จะรู้เรื่องละเอียดๆ ที่พระพุทธเจ้าค้นพบโดยการตรัสรู้ แล้วนำมาสอน. ถ้าจะให้เรารู้เอง ก็ต้องรออีก, ไม่ไหว นานเกินไป ; เราอาศัยการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เราก็
น.38 ๓๒ ได้รับความรู้มาทันทีเอามาศึกษา, เอามาใคร่ครวญให้มันเข้า รูป เข้ารอย แล้วดับทุกข์ได้. ฉะนั้น จำเป็นที่เราจะต้องเป็นสาวก; สาวก ก็แปลว่า ผู้ฟัง, ฟังสิ่งที่มีผู้พูดให้ฟัง คือ พระพุทธเจ้า. เรา เป็น สาวก แปลว่า ผู้ฟัง ; ครั้น ฟังแล้วก็เอามาศึกษา แยกแยะ ใคร่ครวญเทียบเคียง ; พอเห็นลู่ทางว่านี้ดับ ทุกข์ได้ น่าจะลองดูเท่านั้น, แล้วก็ลองดูเถอะ, แล้วมันก็ดับ ทุกข์ได้จริง, แล้วก็เชื่อ แล้วก็ปฏิบัติมากขึ้น. พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงสอนไม่ให้เชื่อทันที, สอน สาวกทั้งหลายว่า ไม่ต้องเชื่อทันที เอาไปใคร่ครวญดูด้วย ปัญญาอย่างดี ตามที่เป็นจริง เรียกว่า สัมมัปปัญญา ยถาภูตสัมมัปปัญญา - ปัญญาเห็นชอบตามที่เป็นจริง, เอาไป ใคร่ครวญดู ก็จะพอมองเห็นเค้าเงื่อน อันนี้ถ้าทำตาม เข้าแล้ว มันจะไม่เกิดทุกข์, อันนี้ไปทำเข้าแล้วจะเกิดทุกข์, มันพอจะเห็นเค้าเงื่อนอย่างนี้ แล้วก็ไปลองดูซิ. ฝ่ายนั้น มันก็ให้เกิดทุกข์จริง ๆ เหมือนกัน, ฝ่ายหนึ่งมันก็ไม่เกิดทุกข์ จริง ๆ ได้เหมือนกัน, ทีนี้เราก็เชื่อ.
น.39 รู้ที่ตั้งต้น เพราะผัสสะ อันสุดท้าย คือผัสสะต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า, ผัสสะต่อความจริง ที่พระพุทธเจ้า ท่านได้สอนให้ เรียกว่า ผัสสะให้เกิด สัมมาทิฏฐิ ให้เกิดการกระทำที่ดับทุกข์, ให้เกิดทุกอย่าง ที่เป็นไปในทางฝ่ายดี. ถ้าไม่มีผัสสะในชั้นนี้ มันก็ไม่มี สัมมาทิฏฐิ มันก็ไม่มีความแน่นอน แน่ใจ หรือต้องการที่ จะดับทุกข์โดยหลักเกณฑ์อันนั้น. สติเป็นเครื่องช่วยให้ผัสสะมีด้วยวิชชา. เราผัสสะ คือสัมผัส แล้วก็ สัมผัสด้วยวิชชา คือ ด้วยความรู้ที่ถูกต้อง ที่ได้สะสมมา ได้เล่าเรียน, แล้วก็ เอาสติมาทันเวลาที่สัมผัส; สัมผัสเมื่อไรที่ไหน สติจะ ต้องเอาความรู้ ระลึกเป็นความรู้ขึ้นมาให้ทัน ว่ามันเป็น อย่างไร, ที่แท้จริงมันเป็นอย่างไร, ถ้าสติไม่ระลึกขึ้นมา ปัญญาก็เป็นหมัน, เป็นหมันอยู่ก้นบึ้ง ไม่ขึ้นมาช่วยอะไร ได้. ฉะนั้นอย่าอวดดีไปว่าความรู้มันจะช่วยได้, มันต้อง มีเครื่องให้ระลึกขึ้นมาให้ทันแก่เวลา นั้นแหละคือสติ. เรา มีความรู้มหาศาล แต่เป็นหมันก็ได้, ถ้าไม่มีสติเป็นเครื่อง
น.40 ๓๔ ช่วยให้ระลึกขึ้นได้ทันเวลาครบถ้วนทุกเหตุการณ์. สตินั้น เป็นผู้ใช้ปัญญา เป็นผู้ใช้ความรู้ให้เป็นประโยชน์ : ถ้า ไม่มีสติแล้วความรู้ทั้งหลาย ก็เป็นหมัน ; ฉะนั้นอย่า ดูถูกสติ อาตมาเคยพูดว่า อะไร ๆ มันสำเร็จอยู่ด้วยสติ. พวกฝรั่งบางคนเขาเอาไปเขียนล้ออยู่ก็มี ค่าด้วยว่าพูดโง่ ๆ ว่าอะไร ๆ สำเร็จด้วยสติ ก็ได้ ; เพราะเขามองกันคนละทาง. อาตมามองเห็นว่า ถ้าไม่มีสติแล้วปัญญาก็ไม่มีความหมาย, แล้วถ้าไม่มีสติแล้ว เรา ผัสสะโง่ทั้งนั้นเลย; ผัสสะโง่ ผัสสะอวิชชาทั้งนั้นเลย. ฉะนั้น เมื่อมีสติอยู่ ผัสสะมัน จะเป็นผัสสะลืมหู ลืมตา, เฉลียวฉลาด แล้วก็ไม่ทำผิด ; กลายเป็นว่า เครื่องคุ้มครองป้องกันที่ดีที่สุดนั้น มันจะ เป็นสติมากกว่าที่จะเป็นปัญญา; เพราะว่าอย่างไรเสีย ในสติมันมีปัญญาอยู่บ้างตามสมควร แต่มันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน. ถ้าให้บัญญัติ จำกัดความก็ว่า ปัญญาเฉย ๆ เรียกว่า ปัญญา ปัญญาที่เอามาใช้งานใช้การอยู่ นั่นคือสติ; ปัญญาที่เก็บไว้เฉยๆ นั้นคือปัญญา, ปัญญาที่เอามาใช้ ทันเวลาของผัสสะนี้คือสติ. เหมือนกับว่า เงินที่เก็บ
น.41 ๓๕ ไว้ในหีบ กับเงินที่มาซื้อของอยู่ที่ตลาดนี้มันเหมือนกันไหม ? คนหนึ่งก็ว่าเหมือน, ก็เงิน ๆ ด้วยกัน ; แต่เงินหนึ่งมัน เก็บอยู่ในหีบ ไม่ได้ไปใช้ประโยชน์อะไร. เงินนี้กำลังซื้อ ของกินอยู่ที่ตลาด มันจะเหมือนกันอย่างไรได้ ; นี้มันเป็นวิธี พูด. เราจะต้องทำให้ความรู้ของเรานั้น เหมือนกับเงินที่ เอามาซื้อของอยู่ที่ตลาด ไม่ใช่ฝากไว้ในธนาคาร เพราะฉะนั้นความรู้ที่มันมาก แล้วมันไม่มีประโยชน์ อะไรก็มี ; มันก็เป็นความรู้เหมือนกัน, คือความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด เพราะมันใช้ไม่ได้, หรือเพราะไม่ได้เอามาใช้. ระวังให้ดี, คนที่มีความรู้มาก ท่วมหัว เป็นน้ำชาล้นถ้วยนี่ เขาว่าได้แก่พวกครูบาอาจารย์. พวกครูบาอาจารย์นี้มัน ใส่อะไรไม่ลงอีกแล้ว, มันเป็นน้ำชาล้นถ้วย, ความรู้มันเลย ท่วมหัว เลยไม่มีประโยชน์อะไร. ความรู้ท่วมหัว ท่วมหู ท่วมตา ท่วมอะไรเสียเองนี่ เพราะมันไม่มีสติ. ถ้าไม่มีสติแล้ว ผัสสะมันก็โง่, ผัสสะผิด เรียก ว่า อวิชชาสัมผัส. ผัสสะโง่ เรียกว่า อวิชชาสัมผัส, ผัสสะฉลาด เรียกว่า วิชชาสัมผัส อันหนึ่งขึ้นด้วยคำว่า วิชชา, อันหนึ่งขึ้นด้วยคำว่า อวิชชา. ผัสสะโง่ ผัสสะ
น.42 ๓๖ ฉลาดคืออย่างนี้ ผัสสะโง่ก็เรียกว่า ทำผิดในเรื่องผัสสะ. ความทุกข์เกิดที่จิต เพราะทำผิดเรื่องผัสสะ. ทีนี้ เมื่อทำถูก ความทุกข์จะไม่โผล่ เพราะไม่โง่เรื่องผัสสะ. ทีนี้ มีสติ ตลอดเวลา ความทุกข์เกิดไม่ได้เพราะเข้าใจเรื่องผัสสะ. คำเดียวนะ จำไม่ได้ก็แย่มาก พูดคำเดียวแท้ ๆ ว่า ผัสสะ, ผัสสะคำเดียวแท้ ๆ. พูดส่งท้าย พูดปิดบ่อน วันนี้ปิดบ่อน เลิก ก็พูดส่งท้าย พูดสรุป, พูดเป็นเข้มข้น ที่สุดเลย เหลือแต่คำเดียวว่า สิ่งที่ท่านทั้งหลายจะต้องรู้ จักและควบคุมได้ นั้นคือสิ่งที่เรียกว่า ผัสสะ ควบคุม ไม่ได้ก็เกิดทุกข์, ควบคุมได้ก็ไม่เกิดทุกข์. สติกับปัญญา นี้จะควบคุมผัสสะ; สติเป็นผู้ใช้ปัญญา, ปัญญาเป็น เครื่องอุปกรณ์ให้สติมันใช้, แล้วมันก็ควบคุมผัสสะได้. เรามี ผัสสะถูกต้องแล้วก็ไม่ต้องเป็นทุกข์เลย. แล้วมันคงจะน่าหัวที่ว่า เรื่องมันมีเท่านี้ แล้วเรา ไปทำให้มาก ๆ มากจนศึกษากันกี่ปีกี่ปีก็ไม่จบ, ไม่รู้ใครมัน บ้า เรื่องมันมีเท่านี้. อาตมาบ้าก็ได้เพราะพูดไม่รู้จักจบ ; ผู้เรียนบ้าก็ได้ เพราะว่าเรียนกันไม่รู้จักจบ, พังกันไม่รู้จักจบ
น.43 ๓๗ ทั้งที่เรื่องมันมีนิดเดียวเท่านี้ คือ ผัสสะ คำเดียว ครอบ- คลุมไปหมดทุกเรื่อง. เอาละ, เรื่องสุดท้ายมีเท่านี้ ผัสสะคำเดียวพอ. ขอยุติการบรรยายส่งท้าย หรือว่าปิดประชุม. นี่ ชั่วโมงหนึ่งแล้ว พูดเกินชั่วโมงเดี๋ยวเกิดผัสสะร้ายขึ้นมาอีก.
Buddhadasa