น.9 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งภาควิสาขบูชา เป็น ครั้งที่ ๒ ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงกล่าวเรื่อง ปกิณณกธรรม ต่อไปตามเดิม, คือมีหัวข้อย่อยเฉพาะในวันนี้ว่า "ความสุข แท้เมื่อสิ้นสุดแห่งความสุข". ความสุขแท้เมื่อสิ้นสุดแห่ง ความสุข" ขอให้สนใจฟังให้ดี เช่นเดียวกับในครั้งที่แล้วมา ว่า หลุดพ้นเสียจากความหลุดพ้น บรรยายธรรมประจำวันเสาร์ ภาควิสาขบูชา ณ ลานหินโค้งสวนโมกข์ ๑๐ เมษายน ๒๕๒๕
น.10 ๒ [ ปรารภและทบทวน. ] นี่เป็นคำพูดพิเศษ เป็นคำพูดระดับสุดท้าย ที่จะ ใช้พูด สำหรับเรื่องอะไรก็ตาม ; ถ้าจะเรียกว่า เป็นปรมัตถ์ ก็ยิ่งกว่าปรมัตถ์ หรือที่สุดที่สุดของปรมัตถ์. อาตมามอง เห็นว่า ควรจะเป็นที่เข้าใจ, ควรจะเป็นสิ่งที่เข้าใจแจ่มแจ้ง แก่ท่านทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริษัท ; ถ้ายังไม่ขึ้นมาถึงขั้นนี้ ก็เรียกว่า ยังไม่ถึงขั้นสุดท้ายของความรู้เรื่องนั้น ๆ เอามา พูดทีละเรื่องในนามว่า ปกิณณกธรรม คือธรรมปกิณณกะ เฉพาะเรื่อง ๆ, เป็นเหมือนกับว่าสรุปยอดของเรื่องนั้น ๆ หรือว่าเป็นการทดสอบตัวเองดู. ผู้พึ่งทุกคน ควรจะทดสอบ ตัวเองดู ว่า เข้าใจเรื่อง นี้หรือไม่ ? ถ้าไม่เข้าใจ ก็เรียกว่า ยังไม่เข้าใจเรื่องนั้น ๆ ที่เอามาพูด. ถ้าว่ามันไม่เข้าใจเสียจริง ๆ ก็ปันกันโง่คนละครึ่ง : อาตมาโง่สักครึ่งหนึ่งว่าเอาเรื่องที่มันสูงเกินไปมาพูด แล้วเขา ไม่เข้าใจ, ให้ท่านผู้ฟังโง่สักครึ่งหนึ่ง ว่าฟังมานานแล้ว มันควรจะเข้าใจ มันก็ยังไม่เข้าใจ อย่างนี้เรียกว่า ปันกัน โง่คนละครึ่ง. ทั้งภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา ขอให้วาง หลักไว้ในลักษณะอย่างนี้ สำหรับฟังเรื่องที่จะพูดต่อไป.
น.11 ๓ ขอทบทวนเรื่อง หลุดพ้นเสียจากความหลุดพ้น. คนมักมีความยึดมั่นถือมั่นว่า มีตัวกูสำหรับจะหลุดพ้น แล้วเขาก็ปฏิบัติเพื่อให้หลุดพ้น ; พอถึงระดับหนึ่งก็ถือ ว่ากูหลุดพ้นแล้ว, ว่ากูหลุดพ้นแล้ว; นั่นแหละคือความไม่ หลุดพ้น. ต้องหลุดพ้นจากความรู้สึก ว่ากูหลุดพ้นแล้วนั้น เสียอีกชั้นหนึ่ง, ความรู้สึกว่ากูหลุดพ้นแล้วไม่มี จึงจะ เป็นการหลุดพ้นที่แท้จริง ; มิฉะนั้นแล้ว มันก็มาติดอยู่ ที่ความรู้สึกว่า "กูหลุดพ้นแล้ว" คือมีความรู้สึกว่า ตัวกูอยู่ นั่นก็คือไม่หลุดพ้น เพราะมันมีตัวกูอยู่ มันติดอยู่ในตัวกู. ถ้าหลุดพ้นจากความรู้สึกว่าตัวกู มันก็ไม่มีความรู้สึกว่าตัวกู, มันจึงไม่มีตัวกูผู้ติดหรือผู้หลุด. ถ้ายังรู้สึกว่ามีตัวกูผู้ติดก็ตาม, รู้สึกว่ามีตัวกูผู้หลุดก็ตาม คนนั้นมันก็ยังติดอยู่ในตัวกูผู้ติด หรือผู้หลุดนั้นเอง. ฉะนั้นขอให้ หลุดพ้นออกมาเสียจากความหลุด พ้นอย่างมีตัวกูนั้นเสีย ; มันเป็นความยึดถืออย่างไม่รู้ตัว จะเรียกว่าเป็นความโง่เขลาก็ได้ เพราะยังมีตัวกูสำหรับหลุด พ้นอยู่, ต่อเมื่อ ไม่มีความรู้สึกว่ามีตัวกู นั่นแหละ จึงจะ เป็นการหลุดพ้นที่แท้จริง. ใจความสำคัญมันมีอยู่อย่างนี้.
น.12 ๔ เดี๋ยวนี้มันมีตัวเราเสียเรื่อย, ตัวเราสำหรับเกิด แก่ เจ็บ ตาย ยังมีอยู่จนกระทั่งบัดนี้ แล้วก็ยังจะอ้างว่าหลุดพ้น แล้ว; มันมีตัวกูที่เตรียมไว้สำหรับจะตาย, แล้วมันจะหลุด พ้นจากตัวกูได้อย่างไร. ต่อเมื่อใด ไม่มีความรู้สึกที่เป็น อุปาทานว่าตัวกูว่าของกู เมื่อนั้นแหละจึงจะเรียกว่า ไม่มี อะไรติด เป็นการหลุดพ้นที่แท้จริง. พูดอีกอย่างหนึ่งก็ต้องพูดว่า มันไม่มีใครติด มันไม่ มีใครหลุด, ว่างจากตัวคนที่จะติดหรือจะหลุด, นั่นแหละ จึงจะเป็นการหลุดพ้นที่แท้จริง เรียกว่าหลุดพ้นมาเสียจาก ความหลุดพ้นอีกต่อหนึ่ง. คนที่เขาคิดว่าหลุดพ้นนั้น มันไม่ใช่ความหลุดพ้น ; เขาเข้าใจเอาเอง ว่าเอาเอง หลงใหลเอาเอง ว่ากูหลุดพ้นแล้ว. นี่แหละมันเป็นเรื่องที่ละเอียดสักเท่าไร, เป็นเรื่อง ลึกซึ้ง เป็นเรื่องละเอียดของธรรมะสักกี่มากน้อย ? ท่าน ทั้งหลายลองใคร่ครวญดู, แล้วก็เอาเรื่องของตัวเองนั่นแหละ มาเป็นเรื่องสำหรับใคร่ครวญดู ว่า ถ้าเรายังคิดว่า เรามีความ เกิดเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเกิดไปได้ นี้มันคือติดอยู่ ในความเกิด ; พิจารณาว่าเรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่
น.13 ๕ ล่วงพ้นความแก่ไปได้ มันก็ติดอยู่ในความแก่ หรือว่าเรา มีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้ มันก็ติด อยู่ในความตาย ; ไม่มีความหลุดพ้น, ตัวเองก็รู้สึกว่า ไม่หลุดพ้น. ที่นี้ ถ้าได้อาศัยพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร ตามที่ พระพุทธองค์ตรัสไว้, ท่านตรัสว่า อาศัยตถาคตเป็นกัลยาณ- มิตรแล้ว จะหลุดพ้นจากความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ; มันหลุดพ้นได้อย่างไร ? อาศัยพระองค์เป็น กัลยาณมิตรแล้ว ก็รู้กันว่า อ้าว, ไม่มีตัวเรา ไม่มีตัวกู ; เพราะไม่มีตัวเรา ไม่มีตัวกู มันก็หลุดพ้นจากความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย. ถ้าเราไม่ได้อาศัยพระพุทธ- เจ้าเป็นผู้แสดงธรรมเรื่องนี้ แล้วก็ไม่หลุดพ้นจากความยึดมั่น ถือมั่น ว่าตัวกู. ครั้นได้ฟัง คำสอนของพระพุทธเจ้า รู้ตามที่เป็น จริงว่า โดยแท้จริงนั้นมันไม่มีตัวกู, มันก็เลยไม่มีใคร เกิด ใครแก่ ใครเจ็บ ใครตาย. นี่แหละคือข้อที่พระองค์ ตรัสว่า อาศัยตถาคตเป็นกัลยาณมิตรแล้ว สัตว์ที่มีความเกิด จะพ้นจากความเกิด, สัตว์ที่มีความแก่ จะพ้นจากความแก่,
น.14 ๖ สัตว์ที่มีความเจ็บ จะหลุดพ้นจากความเจ็บ, สัตว์ที่มีความตาย เป็นธรรมดา จะหลุดพ้นจากความตาย. เป็นธรรมดา, นี้เป็นเรื่องที่แสดงแล้วในวันก่อน ถ้าไม่เข้าใจ ก็ดูว่าจะไม่มีหวัง ที่จะเข้าใจ. เรื่องที่จะแสดงต่อไปตาม ลำดับ จึง ขอให้ทบทวน ว่า เข้าใจเรื่องหลุดพ้นเสียจาก ความหลุดพ้นก่อนเถิด แล้วจะได้เข้าใจเรื่องที่จะได้บรรยาย เป็นเรื่องที่ ๒, ที่ ๓ สืบต่อไป, แล้วท่านก็จะเห็นว่า เป็น ธรรมะเฉพาะข้อเฉพาะเรื่อง ในระดับสูงสุด. ที่ว่า หลุดพ้น ๆ นั้น มันก็สูงสุดอยู่ที่ว่า หลุดพ้น เสียจากความหลุดพ้น, หลุดพ้นเสียจากความรู้สึกว่า เรา หลุดพ้น. นี่เราได้ยินได้ฟังกันมามาก ว่า เรารู้ว่าเรา หลุดพ้น อย่างนี้ เป็น คำถามที่กำกวม, ถ้ามีการบรรลุ พระอรหันต์ รู้ว่า พรหมจรรย์จบ หลุดพ้นแล้ว มันเป็น แต่เพียงจิตรู้สึกว่า จิตหลุดพ้นแล้ว ไม่มีตัวเรา ไม่มีตัวกู คือรู้ว่า เดี๋ยวนี้จิตลุถึงระดับวิสังขาร ไม่มีอะไรมาปรุงแต่ง จิต ให้เกิดความรู้สึกว่า ตัวเราหลุดพ้น, หรือตัวเราไม่ หลุดพ้น อีกต่อไป. จิตขึ้นไปถึงระดับ ที่อะไรจะมาปรุงแต่ง ให้เกิดรู้สึกว่าเป็นตัวเราไม่ได้อีกต่อไป, เรียกว่ามันถึงจุดสุด
น.15 ๗ ของความหลุดพ้น เรียกว่าหลุดพ้นจากความรู้สึกว่ามีตัวตน สำหรับจะเป็นอย่างไร ไม่มีความคิดนึกรู้สึกว่า มีตัวตนสำหรับ จะแก่ จะเจ็บ จะไข้ จะตาย เป็นต้น. นี้เป็นเรื่องหลุดพ้น เสียจากความหลุดพ้น. [เริ่มการบรรยายครั้งนี้ ] ทีนี้จะมีหัวข้อว่า สุขเมื่อสิ้นสุดแห่งความเป็นสุข, สุขแท้จริงถึงที่สุด ต่อเมื่อหมดความรู้สึกว่า เรามีความสุข ถ้ายังรู้สึกว่าสุขหนอ สุขหนออยู่ ยังเป็นเรื่องมีตัวตน, รู้สึก ยึดถือว่าเป็นสุข ; แม้จะมีเรื่องว่า พระอรหันต์รู้สึกเป็นสุข ท่านก็ไม่ได้มีความรู้สึกว่า ตัวตนเป็นสุข, รู้แต่ว่าจิตมัน หลุดพ้นแล้วจากการปรุงแต่ง จึงไม่มีวี่แววแห่งความทุกข์. นี้ก็เป็นเรื่องที่มีความลึกเท่ากัน, มีใจความสูงสุด เท่ากัน ว่าจะเป็น สุขแท้จริงนั้น เมื่อไม่มีความรู้สึกว่าเรา เป็นสุข. ถ้ายังมีความรู้สึกว่าเรามีอยู่ และเราเป็นสุข นั้นยังไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง ; เพราะมันยังยึดถือในตัวเรา เป็นของหนักอยู่, แล้วยังจะยึดถือในความหมายของความสุข นั้น เป็นของหนักอยู่ ; จิตชนิดนี้ยังไม่หลุดพ้น จึงว่า ความสุขแท้จริง คือความสุขชนิดที่ไม่มีตัวคนผู้มีความสุข.
น.16 ๘ จิตไม่คิดว่ามีตัวเราผู้มีความสุข นี้เรียกว่าความสุขชนิดที่ไม่มี ตัวใครเป็นผู้สุข, หรือเป็นเจ้าของความสุข. ยังยึดถือเรื่องความสุขจะไม่พบนิพพาน. ท่านควรจับมาวัดดูตัวเราเอง ดูตัวเองเดี๋ยวนี้ ; ยังมีตัวกูอยู่, ยังมีตัวกูปรารถนาความสุขอยู่, อุตส่าห์มา ฟังเทศน์, อุตส่าห์มาศึกษาก็เพื่อว่า ตัวกูจะได้รับความสุขอยู่, ยึดถือตัวตน และยึดถือความสุข ตั้งแต่ต้นไปทีเดียว. ครั้น ได้ความสุขชนิดใดมา ก็ยึดถือเป็นความสุขของกู ; แม้แต่ ความสุขชั้นต่ำ ๆ ได้อยู่ดีกินดีมีเงินใช้ ก็ยึดถือว่าเป็นความสุข ของกูเสียแล้ว, ยิ่งมีความสุขสูงขึ้นไป ก็ยิ่งมีการยึดถือมากขึ้น. ถ้ามีความสุขสูงขึ้นไป ในระดับสุขเกิดแต่สมาธิ เป็นต้น ก็ยิ่งยึดถือมากขึ้น, หรือว่าถ้ามันเกิดว่างจากกิเลส ขึ้นมาในบางครั้งบางคราว มันก็ ยิ่งยึดถือว่าเป็นความสุข มากขึ้น มันก็ติดอยู่ที่ความสุขที่ตนยึดถือ, และความรู้สึกว่า มีตัวตนที่เป็นเจ้าของความสุข. ฉะนั้น ความสุขที่แท้จริง นั้นจะมีได้ ก็ต่อเมื่อไม่มีความรู้สึกว่า เราเป็นสุข หรือใครเป็นสุข.
น.17 ๕ นี้เป็นความรู้หรือการศึกษาที่ เป็นการเรียนลัด อย่างยิ่ง, ไม่มีวิธีไหนที่จะเรียนลัดอย่างยิ่งเหมือนวิธีนี้แล้ว คือรู้ว่า คนมีความยึดมั่นถือมั่นอยู่ ในสิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งความ ยึดมั่นถือมั่น. สรุปแล้วก็คือ ความสุขนั้นเอง แม้ใน อนาคตก็คอย จ้องจะยึดมั่น, ที่แล้วมาแต่หนหลัง ก็ล้วนแต่ เต็มไปด้วยความยึดมั่น, เดี๋ยวนี้ก็หมายมั่นยึดมั่น และใน อนาคตก็จะยึดมั่นถือมั่นว่า กูจะมีความสุข หรือกูจะบรรลุ พระนิพพานแล้วก็หมายมั่นในความสุขที่เป็นพระนิพพาน. อย่างนี้จะ ไม่มีวันพบกันกับความสุขที่เป็นพระนิพพาน หรือความสุขที่เป็นความสุขสูงสุดแท้จริง คือว่างจาก ตัวตน. ต้องไม่มีสังขารปรุงความรู้สึกใด ๆ จึงจะถูก. เราจะพูดกัน อย่างลัดสั้น อย่างที่เรียกว่า ทางลัด เรียนลัด สั้นที่สุด อย่างรุนแรงอย่างนี้ จึงต้องพูดให้ปัด ทิ้งไปเสียให้หมด สำหรับสิ่งที่จะเป็นตัวตน และสิ่งที่จะมา เป็นของตน, ให้ว่างจากความนึกคิดปรุงแต่งอะไร ๆ ขึ้นมาเป็นตัวตน หรือมา เป็นของของตน เรียกว่าไม่มี สังขารการปรุงแต่ง. ในจิตนั้นไม่มีสังขารการปรุงแต่ง
น.18 ๑๐ ให้เกิดความรู้สึกเป็นเวทนา สัญญา หรืออุปาทานใดๆ; พูด อย่างนี้มันก็ต้องเรียกว่า พูดอีกสำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นการ พูดที่ลัดสั้นอย่างยิ่ง. คนทั่วไปฟังไม่ถูก แล้วอาจจะหาเอาว่า เป็นคำพูด ที่บ้าบอไปเสียก็ได้. แต่ท่านควรจะจำไว้ ถ้ารู้สึกว่ามันเป็น เรื่องบ้าบอ คือบอกว่า จะเป็นสุขต่อเมื่อสิ้นสุดแห่งความสุข นี้ก็ดี หรือว่าจะ เป็นสุขก็ต่อเมื่อมีความรู้สึกว่าเราเป็นสุข นี้ก็ดี, มัน เป็นคำพูดที่ผิดปกติอยู่มาก : มีความสุขต่อ เมื่อไม่มีความสุขเลย, มีความสุขต่อเมื่อไม่รู้สึกว่า เรามีความ สุขเลย, มันเป็นเรื่องที่คนธรรมดาฟังไม่รู้เรื่อง. ถ้าว่าไม่ ไม่รู้เรื่องก็ ขอให้สนใจสังเกตศึกษาเรื่อย ๆ ไป ก็คงจะรู้ เรื่องเข้าสักวันหนึ่ง อาตมาก็รู้สึกว่าหวั่น ๆ อยู่เหมือนกัน ที่จะต้องเป็น คนโง่หรือเป็นคนบ้าครึ่งหนึ่ง, แล้วไว้ให้ท่านทั้งหลายโง่ หรือบ้าก็ตามครึ่งหนึ่ง ถ้ามันล้วนแต่ฟังไม่ถูกกันทั้งนั้น ; อย่างน้อยมันก็เหมือนกับว่า คนหนุ่มที่แข็งแรงจูงคนแก่ให้ วิ่ง, วิ่งไม่ทัน ก็กระชากลากถูไป, คนแก่มันก็ล้มคะมำปาก แตกหัวแตก, ลากถูไปอย่างนั้นแหละ มันก็น่ากลัวเหมือนกัน
น.19 ๑๑ การที่จะพูดด้วยถ้อยคำ ในชั้นที่เป็นความจริงแท้ หรือว่าเป็นทางลัดสั้นมากเกินไป มันก็มีอาการอย่างนี้ ซึ่ง มันก็จำเป็นอยู่บ้าง ; แต่ว่าไม่ได้มีเจตนาจะทำใครให้ลำบาก แล้วไม่มีความโง่เขลาจนถึงกับว่า จูงกระชากไปจนหกล้ม, แล้วก็ยังฉุดกระชากลากถูต่อไป ; นั้นมันคงจะบ้าเกินครึ่ง แล้วแหละ. นี้เอาแต่ว่ามันบ้าครึ่งเดียว, จูงคนที่วิ่งไม่รอด ให้วิ่ง มันจะทำอย่างไรได้ เพราะว่ามันหลายสิบปีเต็มทีแล้ว. ที่พูดกันมา ๆ นี้มันหลายสิบปีเต็มทีแล้ว ก็จะต้องพูด รวบรัดกันบ้าง, จึงพูดในลักษณะที่ว่า เป็นจุดสุดท้ายหรือ เป็นจุดสูงสุด. ดูภาวะของจิตที่ ไม่รู้สึกว่าเป็นสุข. ทีนี้ก็จะอธิบายกันบ้างตามสมควร สุขที่ไม่รู้สึกว่า เป็นสุขจะมีได้อย่างไร ? ความสุขเมื่อจิตไม่รู้สึกว่าเป็นสุข นั้นจะมีได้อย่างไร ? นี้มันมีได้ เพราะว่าคำว่า สุขนี้มัน สมมติมากเกินไป. ถ้าจิตมันไม่มีความทุกข์เลย ก็รู้ว่า ไม่มีความทุกข์เลย, มันจะไม่โง่ เอาความไม่มีทุกข์นั้นขึ้นมา เป็นความสุขอีก ; เว้นไว้เสียแต่จะพูดภาษาชาวบ้าน ชวน
น.20 เชื่อให้คนสนใจ. คนไม่สนใจ ถ้าว่าไม่พูดว่าความสุข จึงต้องพูดว่าความสุข, แล้วก็ความสุขอย่างยิ่งเสียด้วย เพื่อ ให้คนสนใจ. แต่ว่า สุขอย่างยิ่งนั้นมันสุขได้ ต่อเมื่อ ไม่มีตัวคนที่ถูกยึดถือว่าเป็นเจ้าของความสุข, หรือ ความสุขที่ถูกยึดถือว่าเป็นความสุขของเรา; ฉะนั้นผู้ที่ ชอบความสุข หวังในความสุข นั้นระวังให้ดี ว่า นั่นแหละ เป็นที่ติดที่จมของท่านทั้งหลาย. ความสุขที่ท่านหวังว่าจะได้นั่นแหละ จะเป็นที่ติด ที่จม ; เดี๋ยวนี้ยังไม่ทันจะได้ มันก็ติดจมอยู่เหลือเกินแล้ว, ถ้ามันเกิดไปได้เข้าอีก มันจะติดจมไปยิ่งไปกว่านั้นอีก ; เพราะฉะนั้นเตรียมตัว ศึกษาไว้ให้ดีๆ เรื่องความไม่มี ตัวเรา สำหรับที่จะไปติดจมอยู่ในอะไร. ถ้าจิตนี้มันว่าง เรียกว่าจิตไม่ได้ยึดถืออะไร ว่า เป็นตัวตนหรือเป็นของตน ; จิตนั้นจะรู้สึกในความว่าง : ว่างจากความสุข, ว่างจากความทุกข์, ว่างจากสิ่งใด ๆ ทั้งหมด แต่แล้ว มาให้ชื่อกันเองว่า ว่างนั้นเป็นความสุข เพื่อจะ ดึงคนให้มาสนใจ. ฉะนั้นเราจึงมีภาษาพูดอีกภาษาหนึ่ง เรียกว่าภาษาบริสุทธิ์, ภาษาธรรมะอันบริสุทธิ์ ที่ไม่ต้องการ
น.21 ๑๓ จะล่อหลอกใครให้มาสนใจ ก็พูดไปตามตรง พูดไปตามจริง. เพราะมันว่างจากตัวตน, ว่างจากของตน, จิตนั้นหลุดพ้น ไม่มีความรู้สึกว่าเราหลุดพ้น ; จะรู้สึกว่าจิตหลุดพ้นก็ได้ แต่ไม่มีความรู้สึกนั้นว่าจิตนั้นเป็นเรา มันไม่มีตัวเรา, ถ้ามี ตัวเรามันก็คือยึดถือ. ให้เป็น จิตล้วน ๆ เป็นธรรมชาติล้วน ๆ เช่นนั้น เองของจิต นี้เรียกว่า ไม่มีความยึดถือ : เห็นจิตเป็นจิต, เห็นความหลุดพ้นเป็นความหลุดพ้น, แล้วรู้รสของความ หลุดพ้น เพราะไม่ได้ยึดถือในรสของความหลุดพ้น ว่าเป็น ความสุขสูงสุด. นี่ สุขชนิดนี้ไม่มีการยึดถือในสิ่งใด เรียกว่าจิตไม่ได้ไปติดอยู่ในเหยื่ออะไร เหยื่อล่ออะไร, ไม่ได้ไปติดอยู่ในความสุข ซึ่งเป็นเหยื่อล่ออะไร, จะเรียกว่า นิรามิสสุข ถึงที่สุด. นิรามิสสุข มักจะอธิบายกันต่ำ ๆ ลงมาถึงสุขเกิด จากสมาธิ เกิดจากฌาน เกิดจากสมาบัติ ; นั้นไม่แน่ ถ้าไปยึดถือในความสุขเกิดจากสมาธิสมาบัติเข้าอีก . อัน นั้นก็ จะกลายเป็นอามิสชั้นสูงสุด ; ต่อเมื่อไม่ยึดถือ อะไร โดยความเป็นที่พอใจของจิต จึงจะเป็นนิรามิสสูงสุด
น.22 ๑๔ และแท้จริง, คือไม่มีความสุขที่เป็นเหยื่อ ล่อให้จิตยึดมั่นถือ มั่น. สุขที่ไม่มีอามิสสำหรับจิตจะยึดถือ นั่นแหละ เรียก ว่านิรามิสสุข. เดี๋ยวนี้คนเราท่านทั้งหลายเป็นต้นนี้ มีความสุขที่ ยึดถือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป็นที่ตั้งของความสุขบ้าง เป็นตัวความ สุขบ้าง : มีเงินมากก็พอใจ ก็ยึดถือเงิน เป็นที่ตั้งแห่งความ สุข, ทรัพย์สมบัติพัสถาน เกียรติยศ ชื่อเสียง บริวาร อะไร ก็ตาม ก็ยึดถือสิ่งเหล่านั้น ว่าเป็นที่ตั้งแห่งความสุข, ได้ รับความสะดวกสบายจากสิ่งนั้นบ้าง ก็ยึดถือว่ามันเป็นความ สุข ; เรียกว่าเราอยู่กันด้วยอามิสสุขตลอดเวลา : ยินดีใน ความสุขที่เกิดจากเงินทอง ข้าวของทรัพย์สมบัติ บุตร ภรรยา สามี เกียรติยศ อำนาจ วาสนา, เหล่านั้นก็เป็นอามิสไปหมด. นี่ธรรมดาเรา ทุกคนซินอยู่แต่กับ สุขที่ต้องมี อามิส; พอไม่มีอามิส เหล่านั้น มันก็ จะกลายเป็นนิรา- มิส . แต่ก็ไม่มีใครหวัง เพราะว่าเขาติดเหมือนกับยาเสพติด ในสุขที่มีอามิส; ฉะนั้น การปฏิบัติก็เป็นเรื่องละเมอ พูด กันเกร่อไปหมดว่า เราต้องการพระนิพพาน. ที่จริงก็ต้อง การความสุขชนิดที่มีอามิส ที่เคยชินอยู่แล้วนั่นแหละ ให้
น.23 ๑๕ มันยิ่งขึ้นไป ให้มันยิ่งขึ้นไป เป็นทวีคูณ ร้อยคูณ พันคูณ นั่น : เข้าใจว่าอย่างนั้น, เดี๋ยวนี้เป็นอยู่อย่างนี้ เพราะ ฉะนั้นจึง เข้าใจคำว่าสุขชนิดที่ไม่มีอามิสไม่ได้ , เข้าใจ สุขว่าไม่ต้องมีตัวผู้สุข ก็เข้าใจไม่ได้, พูดกันมากี่ปีๆ มันก็ เข้าใจไม่ได้. เดี๋ยวนี้ก็รื้อมาพูดกันเฉพาะเรื่องนี้เสียสักเรื่อง หนึ่ง จะเรียงลำดับให้ดู :- การปรุงเป็นเหยื่อของความสุข. ความสุขทั้งหลายต้องเกิดมาจากความพอใจ. เรา จะรู้สึกเป็นสุขขึ้นมาได้, ต้องมีอะไรที่ทำให้เราพอใจ นี้ เป็นหลักทั่วไป. ธรรมดาคนต้องมีสิ่งที่ทำให้เกิดปีติ คือ พอใจ จึงจะรู้สึกเป็นสุข ; ถ้าปีตินั้นเกิดจากเงินทองข้าว ของ ทรัพย์สมบัติ บุตร ภรรยา สามี ความพอใจนั้นมันก็ เป็นเหยื่อ มาจากเหยื่อ และเป็นเหยื่อ, มันก็เป็นสุขชนิด ที่ต่ำ ต่ำธรรมดา คือมีเหยื่อ. ที่ดีไปกว่านั้น ก็คือ ปีติที่เกิดจากธรรมะ ไม่ใช่ ปีติในเงินทอง ข้าวของ บุตร ภรรยา สามี ; แต่เกิดมา จากธรรมะ คือปฏิบัติธรรมะสำเร็จ แล้วก็พอใจ. ปีติ
น.24 ๑๖ อย่างนี้ เรียกว่าธรรมปีติ ประพฤติธรรมสำเร็จพอใจ ก็ เรียกว่าธรรมปีติ. ถ้าได้เหยื่อของกิเลสแล้วพอใจ ก็ เรียกว่ากิเลสปีติ. ดูให้ดี ๆ นะ ทุกคนนะ กำลังมีกิเลสปีติหรือว่ามี ธรรมปีติ; อยู่ในวัดในวานี้ อาจจะมีกิเลสปีติโดยไม่รู้ตัว เต็มเปี่ยมอยู่ก็ได้ เพราะยังเห็นอวดดี ยกหูชูหางอะไรอยู่ บ่อย ๆ นี้ มันเป็นกิเลสปีติ, แล้วก็อยากจะมีเสียด้วย คือ อยากจะอวดว่า เราทำอะไรเก่งกว่าใคร, เราสวดมนต์เก่งกว่า ใคร, เราปฏิบัติเก่งกว่าใคร, เรามีจิตใจหลุดพ้นแล้วสูงกว่า ใคร, นี้มันหลอกตัวเองทั้งนั้น แล้วมันปีติ. นี่เรียกว่ากิเลส ปีติ : กิเลสของโลภะ กิเลสของโมหะ, ปีติของโลภะ ปีติ ของโมหะ. นี่กิเลสปีติ มันก็มีความสุขไปตามแบบนั้น สำหรับคนชนิดนั้น สำหรับคนที่มีระดับจิตใจชนิดนั้น มัน มีปีติชนิดนั้น มันก็มีความสุขชนิดนั้น เรียกว่าหาเหยื่อให้แก่ กิเลสสำเร็จ แล้วก็ปีติก็เพื่อกิเลส ก็เป็นกิเลสปีติ เอ้า, ทีนี้อีกเรื่องหนึ่งต่างหากนะ คือ ปฏิบัติธรรมะ สำเร็จ ละความโลภไปได้สักนิดหนึ่งก็ยังดี, ละความโกรธ ได้สักนิดหนึ่งก็ยังดี, ละโมหะได้สักนิดหนึ่งก็ยังดี, ละความ
น.25 ๑๗ ยกหูชูหางได้สักนิดหนึ่งก็ยังดี, ที่เคยอวดก็หยุดอวดกันเสียที. นี้จะเรียกว่า ประพฤติธรรมได้สำเร็จ แล้วก็เห็นว่าตัวเอง ประพฤติธรรมะได้สำเร็จอย่างไร เท่าไร แล้วก็ปีติอย่างนั้น เท่านั้น. อย่างนี้ต่างหากจึงจะเรียกว่า ธรรมะปีติ. ถ้า วันนี้มันไม่ดีกว่าเมื่อวาน แล้วก็มันธรรมะปีติไปไม่ได้ดอก หรือว่าต่อให้ปีหนึ่ง ปีนี้มันยังไม่ดีกว่าปีกลาย มันก็ไม่มี ธรรมปีติที่แท้จริงได้. ฉะนั้น ขอให้ ปฏิบัติธรรมะสำเร็จยิ่ง ๆ ขึ้นไป ทุก วัน ๆ ทุกเดือน ๆ ทุกปี ๆ จึงจะมีธรรมะ ปีติ พอใจ พอที่ว่า จะยกมือไหว้ตัวเองได้; อย่างนี้เรียกว่าธรรมปีติ มันก็ต้องมี ความสุข ชนิดที่ยึดมั่นถือมั่นก็ตาม. ธมฺมปีติ สุขํ เสติ, มีพระบาลีว่า ธมฺมปีติ สุขํ เสติ - ผู้มีธรรมปีติ ย่อมนอน เป็นสุข. นี่คือว่าเขาจะเป็นสุขอยู่ทุกอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน เป็นสุข เพราะในใจเต็มเปี่ยมอยู่ด้วยธรรมปีติ. นี้ก็ ยังเป็นความสุขที่ยังมีความยึดมั่นถือมั่น, เอาปีติที่มี อารมณ์มาเป็นเครื่องยึดถือ ว่าเราทำได้สำเร็จ, เราประสบ ความสำเร็จ. สุขนี้ก็ยังมีตัวตนสำหรับรู้สึกและเสวยผล เรียกว่าเป็นสุขปรุงแต่ง, มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งให้เกิดปีติ
น.26 ๑๘ แม้ว่าจะประกอบไปด้วยธรรม ก็เรียกว่ามีปัจจัยปรุงแต่ง จึง มีความสุขชนิดที่ยังมีปัจจัยปรุงแต่ง. หยุดปรุงแต่งได้ก็ถึงนิพพาน. ทีนี้ถ้าว่าดับความปรุงแต่ง ชนิดนั้นเสีย, อะไรที่ เป็นการปรุงแต่งให้จิตรู้สึกสุข : รู้สึกตัวกูมีความสุข ตัวภูมิ ปีติ ตัวกูมีความดี ; ความปรุงแต่งชนิดนั้นเรียกว่าสังขาร สังขารแปลว่าการปรุงแต่ง , สังขารแปลว่าการปรุงแต่งหรือ สิ่งปรุงแต่ง ; ไม่ใช่หมายถึงร่างกาย ไม่ได้หมายถึงร่างกาย ล้วน ๆ แต่หมายถึงการปรุงแต่ง. ปรุงแต่งอยู่ในใจ ว่า กูประสบความสำเร็จ กูได้ดี กูมีความสุข นี้เต็มไปด้วยการ ปรุงแต่ง : มีความสุขชนิดปรุงแต่ง. หยุดปรุงแต่งชนิด นั้นเสีย มันก็ไม่มีการปรุงแต่ง, มันก็มีสิ่งที่เรียกว่า หยุด การปรุงแต่งเกิดขึ้น ก็เป็นสุขแบบนิพพาน. นิพพาน แปลว่า ดับ , หยุดสังขารเสีย คือหยุดการปรุงแต่งเสีย; หยุด การปรุงแต่งเสีย นั่นแหละ เรียกว่านิพพาน. การปรุงแต่งเป็นของร้อน , การปรุงแต่ง เป็น เหตุเป็นปัจจัย ให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ; ถ้าหยุดเสียได้ก็เป็น
น.27 ๑๕ ความดับ หรือหยุดแห่งการปรุงแต่ง อย่างนี้ก็เป็นนิพพาน, เลยมีคำว่า นิพฺพานํ ปรมิ สุขํ - เป็นสุขอย่างยิ่ง ยิ่งกว่า ธมฺมปีติ สุขํ เสติ . ดับความคิดปรุงแต่งว่าสุขนั้นเสีย : ถ้ามัน มีความคิดครุ่นอยู่ข้างในว่า เป็นสุขๆๆ นั่นคือความ ปรุงแต่ง ที่เป็นความร้อน, ที่เป็นของร้อน เป็นควันลุก โพลง ๆ อยู่ในใจว่า สุขหนอ ๆ, เป็นความสุข กูมีความสุข เป็นความสุขของกู, นี่คือการปรุงแต่ง ; หยุดการปรุงแต่ง ชนิดนี้เสีย เรียกว่าดับเย็นเป็นนิพพาน. ฉะนั้น นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง . เพราะไม่มี การปรุงแต่ง ว่าตัวกู - ของกูผู้เสวย, หรือมีความสุขเป็น ของกู. จะเคยพบความสุขอย่างนี้กันบ้างหรือยัง ก็ลองใคร่ ครวญดู ? ดูเหมือนว่าจะเคยพบกันแต่ความสุข ชนิดที่มี ตัวกูเป็นผู้เสวยความสุข เป็นความสุขของกูทั้งนั้น ถ้าใครไปได้จนถึงกับว่า ไม่มีความรู้สึกเป็นตัวกู เสวยสุข หรือความสุขของกู มันกลายเป็นจิตที่เกลี้ยง, จิตที่ ไม่ถูกผูกพันอยู่ด้วยความยึดมั่นถือมั่น, เป็นจิตที่หลุดพ้น จากความหลุดพ้น เหมือนที่กล่าวแล้วในข้อแรก.
น.28 ๒๐ จิตหลุดพ้นแล้วจากความหลุดพ้น คือไม่มีความยึด ถือว่า ตัวกูผู้หลุดพ้น ; จิตชนิดนี้เท่านั้นที่จะมีความสุข อย่างที่ว่า คือความสุขถึงที่สุด. ต่อเมื่อดับความปรุงแต่งว่า ตัวกูว่าของกูเสีย เมื่อนั้นมันจะเป็นความสุข, หรือสมมติ เรียกว่าความสุขที่สูงสุด. ความสุขที่แท้จริง สุขโดยที่ไม่มี ความยึดถือว่าเป็นสุข. พระบาลีข้ออื่น ก็มีเป็นหลักอยู่ว่า "เตสํ วูปสโม สุโข" - ความระงับเสียได้ซึ่งการปรุงแต่ง เหล่านั้น เป็นความสุขอย่างยิ่ง, เตสํ วูปสโม สุโข- ระงับ เสียซึ่งการปรุงแต่งเหล่านั้น เป็นความสุข, ก็เป็นอันว่า สุขชนิดนี้ ไม่มีการปรุงแต่ง ให้เกิดความคิดว่า กูมีความสุข หรือความสุขของกู ; มาถึงขั้นนี้กันหรือยัง ? ถ้ามีปีติอย่างมีเหยื่อล่อ : ทรัพย์สมบัติ ข้าวของ เกียรติยศชื่อเสียง บุตร ภรรยา สามี มันก็มีความสุขชนิดนั้น, มีความสุขที่มีเหยื่อปรุงแต่ง หรือจะมีธรรมะเข้ามาเป็น เครื่องพอใจ มันก็ยังสูงขึ้นมา ; แต่ก็ยังมีการยึดมั่นถือมั่น ยังเป็นสุขที่มีการปรุงแต่ง. ทีนี้ถ้าว่า มองเห็นชัดในเรื่องความยึดมั่นถือมั่น จนไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกู ว่าของกู มันก็คนละระดับแล้ว ;
น.29 ๒๑ นี่เรียกว่าไม่มีการปรุงแต่งให้เกิดความรู้สึก ว่าตัวกู-ของกู, ว่า ความรู้สึกเป็นสุขของกู ความสุขของกู. อะไรซึ่งเป็นการ ปรุงแต่ง ความคิดทุกชนิดเป็นการปรุงแต่ง ปรุงเป็นว่า ความสุข ก็เป็นความสุขปรุงแต่ง ; ต่อเมื่อ ไม่มีการปรุงแต่ง ภาวะที่เป็นความสุขนั้น จึงจะเป็นความสุขที่สูงสุด. "ความสุข" มีหลายชั้น แท้จริงมีแต่ "สิ้นทุกข์." ถ้าพูดจริง พูดภาษาจริง เขาไม่เรียกว่า ความสุข ดอก ; แต่จะพูดภาษาชวนเชื่อให้คนสนใจ, เพื่อให้คน สนใจ ก็ต้องพูดคำพูดที่ชวนความสนใจ; ฉะนั้นคำว่า ความสุขก็ยังต้องพูดกันต่อไป ; แม้ว่าจะหมดตัณหาอุปาทาน เป็นความหลุดพ้น เป็นนิพพานไปแล้ว ก็ยังต้องใช้คำว่า ความสุขอยู่ดี. ถ้าจะพูดเป็นสาธารณะทั่วไป ในหมู่สัตว์ผู้ ยังยึดถืออยู่ เราจึงแบ่งคำพูดได้เป็นชั้น ๆ ว่า สำหรับพูดกับ สัตว์ธรรมดาสามัญที่ยังยึดถืออยู่ เราก็พูดภาษาหนึ่ง, ถ้าจะ พูดกับคนที่สูงขึ้นไป จนถึงกับว่าไม่ยึดมั่นถือมั่น หรือกำลัง จะไม่ยึดมั่นถือมั่น หรือกำลังพยายามที่จะไม่ยึดมั่นถือมั่น เราก็พูดภาษาอีกภาษาหนึ่ง คือภาษาธรรมะ. พูดตามจริง
น.30 ๒๒ ตามตรงว่า มัน ไม่มีความสุขดอก มีแต่ความสิ้นสุดแห่ง ความทุกข์. เดี๋ยวนี้ความทุกข์มันว่างไป เกลี้ยงไปไม่มีความ ทุกข์เหลืออยู่ มันมีเท่านั้นแหละ เรียกว่า ที่สุดแห่งความ ทุกข์. เมื่อพระพุทธเจ้าท่านตรัสกับคนที่พอจะเข้าใจ ได้ ท่านก็ตรัสด้วยภาษาธรรมะนี้ ว่า มาประพฤติพรหม- จรรย์เพื่อทำที่สุดแห่งความทุกข์กันเถิด, มาทำที่สุดแห่งความ ทุกข์กันเถิด. ท่านไม่ได้ชวนว่า มาประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อหาความสุขอย่างยิ่งกันเถิด, ไม่มี ไม่เคยพบเลย. แต่ที่จะ พูดเป็นหลักกว้าง ๆ ทั่วไปในโลก ในหมู่ชนผู้ยังมีความยึดมั่น ถือมั่นท่านก็แยกพูดเป็นความสุขอย่างยิ่ง ; เช่นว่า นิพพาน เป็นสุขอย่างยิ่ง หรือ อสฺมิมานฺส วินโย เอตํ เว ปรมํ สุขํ - นำออกเสียได้ซึ่งอัสมิมานะ นั้นเป็นความสุขอย่างยิ่ง. การนำออกเสียได้ซึ่งอัสมิมานะ ก็คือ นำออก เสียได้ซึ่งความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวกู ว่าของกู. อัสมิ แปลว่า กูเป็น กูมี , เป็นภาษาสุภาพก็ว่า เราเป็น เรามี, ภาษาทั่วไป ธรรมดาง่าย ๆ ก็ว่า กูมี กูเป็น. ความสำคัญมั่นหมายว่าตัวกู มีอยู่ ของกูมีอยู่ นี่เรียกว่าอัสมิมานะ ; นำอัสมิมานะ
น.31 ๒๓ เหล่านี้ออกเสียให้หมด จนจิตเกลี้ยงเกลาจากอัสมิมานะ แล้วนั่น เอตํ เว ปรมํ สุขํ – นั่นเป็นความสุขอย่างยิ่ง; นี้ก็เป็นการชวนเชื่อ, พูดชวนเชื่อให้สนใจ. เราควรจะพูดได้เลยว่า พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ ชวนมาหาความสุขกัน; ท่านชวนมาดับทุกข์กัน เท่านั้น แหละ. เมื่อทุกข์ดับไปหมดแล้ว ก็หมดปัญหาแหละสำหรับ มนุษย์เรา. แต่คนในโลกเขายังยึดในความหมายของคำว่า ความสุข, ใคร ๆ ก็ต้องการความสุข ก็เลยต้องพูดภาษาคน พวกนั้น เหมือนกับจะขายของ; ต้องบอกว่ามันสวย มันดี มันหอม มันอร่อย มันแล้วแต่ว่าจะเรียกความสนใจได้ ศึกษาคำที่ใช้ ในภาษาธรรม. ที่นี้มาดูกันที่ ถ้อยคำที่เราใช้พูดกันอยู่ อย่างน้อยก็ ๓ คำ คือ คำว่า สุข คำหนึ่ง, คำว่า ทุกข์ คำหนึ่ง, คำว่า อุเบกขา คำหนึ่ง, ๓ คำนี้ควรจะรู้จัก เข้าใจดี ๆ. ๑. สุขมีหลายชนิด หลายชั้น หลายระดับ หลาย ชนิด เรียกว่า สุข , ความหมาย ของมันก็คือว่า พอจะถือ
น.32 ๒๔ เอาไว้ได้; เพราะว่ามันสนุกดี แม้จะถือไว้อย่างของหนัก มันก็ยังสนุกดี. ๒. ถ้า ทุกข์ นั้น มันทรมาน , ถือไว้อย่างเป็น ของ หนักด้วย ทรมานด้วย กัดเอาด้วย ขบกัดเอาด้วย เผาลน เอาด้วย; อย่างนี้ถือไว้อย่างทนยาก ไม่สนุกเลย. แต่ถ้าเรียกว่า สุขนี้ ถือไว้อย่างดี สนุกสนาน เพลิดเพลิน ร่าเริง, ถือไว้อย่างสนุกดี แม้ว่าจะเป็นของหนัก ทั้งสุขและทั้งทุกข์ ล้วนแต่เป็นของหนัก : หนักชนิดหนึ่งสนุกในการถือ หรือในการมี หรือการ เกี่ยวข้อง นี้ เรียกว่าสุข , อันหนึ่งถือไว้แล้วเจ็บปวด ทนทรมาน อันนี้ เรียกว่าทุกข์; แต่ก็เป็นของหนักด้วย กัน คือว่าต้องทนทั้งนั้นแหละ : ทุกข์ก็ต้องทนสุขก็ต้อง ทน, ทนสนุก ทนเป็นสุข ทนสนุก; เพราะมันต้อง ทนทำเหมือนกัน, เพราะว่ามันต้องถือ มันต้องถือเอาไว้ ด้วยจิตใจ ก็เรียกว่าต้องทนเหมือนกัน. ทีนี้สิ่งที่ ๓ เรียกว่า อุเบกขา อุเบกขา เรามักจะ แปลกันว่า ไม่ทุกข์ไม่สุข; ไม่ทุกข์ไม่สุข แต่เข้าใจผิด กันได้ง่าย ๆ ว่าไม่ทุกข์ไม่สุข มันมีหลายอย่างเหมือนกัน.
น.33 ๒๕ บางอย่างไม่ได้ทำให้เกิดความทุกข์หรือความสุข, คือยัง ไม่ได้เกิดการยึดถือขึ้นมา. แต่ ถ้ามีการยึดถือ ขึ้นมา ทั้ง ที่ไม่สุขไม่ทุกข์ หรืออุเบกขานี้ มันก็ยังจะต้องเป็นความ หนัก; แต่ว่ามันไม่ใช่สนุกหรือมันไม่ใช่เป็นทุกข์ ไม่ ต้องถือไว้อย่างของหนัก, มันก็ ถือไว้อย่างของที่รุงรัง, ยัง รุงรังอยู่ เพราะว่ายังเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถืออยู่. อุเบกขา นี้มันมีใช้แต่ในภาษาที่ละเอียดลงไป ใช้ เป็นเรื่องทางใจ. ทุกข์กายสุขกาย นั้นเรื่องทางกาย ไม่ มีอุเบกขา. ทีนี้สุขใจทุกข์ใจ นี้เรียกว่าโสมนัส และ โทมนัสนี้เป็นเรื่องทางใจ แถมมีอุเบกขา คือที่ไม่พูดว่า โสมนัสหรือโทมนัส แต่ ถ้ารู้สึกอุเบกขา แล้วก็ยึดถือ ก็ไม่พ้นที่ว่าจะเป็นของหนัก; แม้แต่หนักน้อย ๆ หนัก อย่างรุงรังก็ยังเรียกว่ายึดถือ หรือไม่ถูกต้อง หรือยังจะต้อง เป็นทุกข์. อุเบกขานี้ก็มาได้จากอารมณ์ต่างๆ : รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ไม่ถึงขนาดที่จะเป็นทุกข์ เป็นสุข ก็เรียกว่าอุเบกขา, ก็มีความหมายสำหรับจะยึดถือ ด้วยเหมือนกัน. มีอุเบกขาอยู่หลาย ๆ ชนิด จนกว่าจะถึง
น.34 ูงสุด คือปล่อยวางแล้ว เป็นอุเบกขา. อุเบกขา ที่เป็นเวทนานี้เราก็มีกันอยู่ตามปกติ ; แต่อุเบกขาที่ปล่อย วางแล้วมีแต่แก่พระอรหันต์เท่านั้น. อุเบกขานี้แปลว่า คอยจ้องดูอยู่, คอยจ้องดูอยู่. คำว่า อุเบกขานั้นอย่าไปเข้าใจว่า เฉยไม่รู้อะไร, ไม่มี ความรู้สึกอะไร, นี่ไม่ถูก. อุเบกขา ตามตัวหนังสือแปลว่า จ้องดูอยู่ ; ไหน ๆ พูดแล้วก็จะพูดเสียเลย อธิบายเสียเลย เผื่อว่ายังเข้าใจผิดกันอยู่ ว่า; พรหมวิหาร ๔ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา : เมตตารัก, กรุณา ก็ ช่วย, มุทิตา ก็ พลอยยินดี พออุเบกขา ก็ วางเฉย, ก็เฉย นี่ระวัง ให้ดีนะผิดได้ อุเบกขาไม่ได้เฉยดอก; แต่จ้องดูอยู่ ว่าเมื่อไรจะช่วยได้, จะช่วย คอยจ้องดูอยู่. ระวังดูอยู่. ฉะนั้น ผู้ประพฤติพรหมวิหาร ทั้ง ๔ อย่าอุเบก- ขาเฉย นะเดี๋ยวหลับ; เมตตานี้รัก : เมตตา-รัก เพื่อน- มนุษย์, กรุณา -ก็สงสาร ช่วยเลย, มุทิตาก็ยินดีด้วย ; แต่ ถ้าช่วยไม่ได้ , ถ้ามันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ ในกรณีที่ ช่วยไม่ได้ ก็คอยจ้องดูอยู่ว่าเมื่อไรจะช่วยได้, อย่าเฉย แล้วหลับไปเลย.
น.35 ๒๗ เขายกตัวอย่างกันบ่อย ๆ ว่า พ่อแม่รักลูกเป็นเมตตา ช่วยลูกเป็นกรุณา มุทิตาเมื่อลูกได้ดี: ถ้ามันจะต้องเป็น ไปตามกรรมก็เฉย อย่างนี้ไม่ถูกดอก, เป็นคำพูดที่ไม่ถูกนัก. อุเบกข า คือ จ้องดูอยู่ว่า เมื่อไรจะช่วยได้ ก็จะช่วย ทันที. ถึงแม้อุเบกขาในกรณีที่ว่าไม่สุขไม่ทุกข์นี้ มันก็คือ คอยจ้องดูอยู่ว่า เมื่อไรมันจะเป็นสุข, อุเบกขา ไม่สุข ไม่ทุกข์นั่นแหละ มัน คอยจ้องดูอยู่ว่า เมื่อไรมันจะเป็น สุข, หรือว่า เมื่อไรมันอาจจะเป็นทุกข์ขึ้นมา. อุเบกขาตัวหนังสือไม่ได้แปลว่าเฉย มัน แปล ว่าจ้องดูอยู่เฉย ๆ จ้องดูอยู่เฉย ๆ ไม่ทำอะไร, แต่ในใจมัน คอยจ้องดูอยู่ว่า เมื่อไรจะทำได้, เมื่อไรจะทำอะไรได้ ; อุปะ แปลว่า เข้าไป, อิขะ แปลว่า ดู, อุปะอิกขะ คือ อุเปกขะ แปลว่า เข้าไปดู เข้าไปจ้องดู คอยจ้องดูอยู่ว่า มันจะเป็น อะไร, มันจะเป็นอย่างไร, เมื่อไรจะเป็นตามที่เราต้องการ หรือเมื่อไรมันจะเป็นโอกาสที่เราจะทำได้ต่อไป เช่นว่า เมื่อไร จะช่วยได้.
น.36 ัมโพชฌงค์ นั้นเฉยเมื่อธรรมะเป็น ปัสสิทธิ เป็นธรรมะสโมทาน ธรรมะสมังคีดีแล้ว ไม่ ต้องปฏิบัติอะไร เพียงแต่รอคอยเวลา ว่ามันจะดำเนิน ไปจนถึงที่สุด. นี้ก็ ไม่ใช่เฉยจนหลับ; มันคอยดูคอย จ้องดูอยู่ว่า มันจะไปถึงที่สุดเมื่อไร, หรือว่าคอยจ้องดูอยู่ที่ มันกำลังเป็นไปอย่างไร แม้ไม่ได้ทำอะไร มันเป็นไปเอง ; ซึ่งท่านมักจะเปรียบเทียบให้ฟังว่า เมื่อคนขับรถม้า เขา เตรียมม้าดีแล้ว ถนนก็ดีแล้ว อะไรทุกอย่างมันก็พร้อมแล้ว ปล่อยไว้เฉย ๆ ม้าก็วิ่งไปตามถนนถึงปลายทางได้. นี้เปรียบ เหมือนกับอุเบกขา; เมื่อทุกอย่างมันได้ที่พร้อมแล้ว เราก็ดูอยู่เฉยๆ; ไม่ใช่ไม่ดู, ไม่ใช่ไม่คอยระวัง, มัน คอยดูให้มันเป็นไปตามที่มันควรจะเป็น เรียกว่าดูอยู่เฉย ๆ ก็อุเบกขาเหมือนกัน ปัญหามันยังไม่จบ แต่ถ้าสิ้นกิเลสแล้ว สิ้นอาสวะแล้ว เป็นพระ- อรหันต์แล้ว นี้ก็เป็นอุเบกขาธรรมชาติ อุเบกขาอัตโน- มัติ คือมัน วางเฉยได้เอง จะเรียกว่าดูอยู่ที่ความหลุดพ้น แล้วก็ได้เหมือนกัน ; เพราะว่าญาณสุดท้ายนั้นมันดูอยู่ที่
น.37 ๒๙ ความหลุดพ้นแล้ว หรือความสลัดคืนหมดแล้ว, อะไรเกิด ขึ้นก็ยังรู้สึกอยู่ในใจได้ โดยที่ไม่ต้องยึดถือใด ๆ ฉะนั้นทุกคนควรจะเข้าใจคำ ๓ คำนี้ให้ดี ๆ สุข ทุกข์ อุเบกขา : สุขนั้นถือไว้อย่างสนุกสนาน, ทุกข์ นั้นถือไว้อย่างทนทรมาน, อุเบกขานี้ถือไว้อย่างระมัด ระวัง เรียกว่ามันไม่ได้ว่าง ยังไม่ว่าง ยังไม่หลุดพ้น. ต่อ เมื่อพ้นไปเสียจากสิ่งเหล่านี้ จึงจะเรียกว่าหลุดพ้น; แต่ อย่าลืมว่าคำว่า อุเบกขาทั้งหลายความหมายหลายขั้น พูดที่ เดียวไม่หมด : อุเบกขาของชาวบ้าน อุเบกขาของพวกเข้า ฌาน อุเบกขาของวิปัสสนาในชั้นโพชฌงค์, อุเบกขาของ พระอรหันต์ผู้หลุดพ้นแล้ว, มันล้วนแต่เรียกว่า อุเบกขา ทั้งนั้น; แต่ความหมายมันตรงกันหมดคือ ดูอยู่ ยังดูอยู่ ยังรู้สึกอยู่. นี้เรา รู้จักความทุกข์ให้ถูกต้อง, รู้จักความสุข ให้ถูกต้อง, รู้จักอุเบกขาให้ถูกต้อง, มันเป็นความยึดถือ อันหนึ่งมันก็สนุกดี, อันหนึ่งมันก็ทรมานหน่อย, อันหนึ่ง มันก็รุงรังไม่อิสระ ยังไม่อิสระเพราะยังต้องคอยดูอยู่. อยู่ที่ บ้านที่เรือน ก็มีลักษณะอุเบกขาอย่างบ้านเรือน, อยู่อย่าง
น.38 ๓๐ ผู้ไม่มีบ้านเรือน ก็มีอุเบกขาอย่างผู้ไม่มีบ้านเรือน, แล้วมัน ไม่เหมือนกันเลย. แต่มันจะเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง ก็คือว่า จิตมันยังยึดถืออยู่ นั่นแหละ มันยังคงดูอยู่ นั่นแหละ ยัง ไม่ใช่ความสุข เว้นแต่อุเบกขาของพระอรหันต์ที่หมด กิเลสแล้ว. เมื่อพูดถึงคำว่าอุเบกขา อุเบกขา แล้วอย่าทะเลาะ กัน เพราะมันหลายความหมาย หลายขั้นตอน : คนหนึ่งมัน ถือเอาความหมายขั้นตอนหนึ่ง, คนหนึ่งถืออีกขั้นตอนหนึ่ง มันก็ได้ทะเลาะกัน, แล้วมันก็ได้ชกกันเพราะอุเบกขาที่ยึด ถือต่างกัน. นี้เป็นเรื่องของคำที่ใช้พูดกันอยู่. สุขแท้จริงต้องเป็นนิรามิสสุข. ทีนี้ก็มาถึงใจความสำคัญของเรื่องที่กำลังพูด สุขสูง สุด, สุขแท้จริง ที่ควรเรียกว่าสุขนั้น เป็นนิรามิสสุข ปรากฏแก่จิตที่ไม่มีความยึดถือว่าตัวกู. จิตที่ปราศจากความ ยึดถือว่าตัวกูแล้วนั่นแหละ จึงจะพบกับความสุขชนิดนี้ ; แต่จิตนั้นก็ไม่ยึดถือเอาความสุขชนิดนี้ว่าเป็นความสุข ใน ความหมายที่เคยยึดถือมาแต่กาลก่อน, ไม่ยึดถือว่าความสุข
น.39 ๓๑ ของกู, ไม่ยึดถือว่ามีตัวกู สำหรับเสวยความสุขอันนี้. แม้ว่า มีคำพูดอยู่ทั่ว ๆ ไปว่า เสวยรส เสวยความสุข เกิดจากสมาบัติ บ้าง เกิดจากวิมุตติบ้าง วิมุตติสุขบ้าง นั้นก็เป็นความสุข ที่ไม่มีตัวกู, ไม่มีความยึดถือว่าตัวกู, พระอรหันต์ไม่มีตัวกู; แม้จะเสวยความสุขอย่างไรก็ไม่เกิดความรู้สึกว่า กูผู้เสวยสุข หรือความสุขของกู. แต่คำพูดมันต้องพูดว่า ท่านเสวย วิมุตติสุข สุขเกิดจากวิมุตติ; เพราะภาษาพูดของคนมันมี เท่านี้ มันไม่มีภาษาที่จะพูดให้ตรงกันข้ามจากนี้ได้. เราจะต้องเข้าใจความหมายเอาเอง จนมองเห็นชัด ว่า ถ้าเป็นสุขที่แท้จริง ต้องไม่มีจิตโง่เขลา ว่า ตัวกูผู้ เสวยสุข จึงพูดว่า เมื่อดับเสียซึ่งความรู้สึกว่ากูเป็นสุข เมื่อนั้นแหละสุขที่แท้จริง. ถ้ายังมีความรู้สึกว่า กูเป็นสุข อยู่แล้ว ไม่มีทาง, ไม่มีทางที่จะเป็นความสุขสูงสุดที่แท้ จริง. พูดอีกทีหนึ่งก็พูดได้ว่า สุขเมื่อสิ้นสุดแห่งความสุข สั่นหัวแล้ว, คงจะสั่นหัวแล้ว ว่าสุขแท้จริงมีเมื่อสิ้นสุดแห่ง ความสุข, หลังจากสิ้นสุดแห่งความสุข จึงเป็นความสุขที่แท้ จริง, นี่คงจะสั่นหัวแล้ว ไม่มีใครเอา. สุขเมื่อสิ้นสุดแห่ง
น.40 ๓๒ ความสุข, ความสุขดับ, ความรู้สึกว่าสุขดับ ความรู้สึกว่า กูเจ้าของความสุขก็ดับ, นี้เรียกว่า สุขเมื่อสิ้นสุดแห่งความสุข ฟังดูให้ดี ๆ ถ้าฟังดูให้ดี ๆ จะเข้าใจ ว่าความสุข สูงสุดนั้น มันสุขต่อเมื่อไม่เกิดความรู้สึกว่า ตัวกูผู้มีสุข, ไ ม่ มีตัวกูผู้มีสุข นั่นแหละ จึ งจะมีสิ่งที่เรียกว่า ความสุขสูง สุด; ถ้ายังมีตัวกูผู้เสวยสุขอยู่ ไม่ใช่ เป็นความสุข. เด็ก ๆ อยู่ที่นี่ ไม่มีความสุขที่ถูกยึดถือไว้ ว่าความสุขของเรา, ไม่มี ความรู้สึกว่า ตัวกูผู้มีความสุข ไม่มีความรู้สึกว่าสุข แล้วยึด ถือไว้ ว่าความสุขของกู. ฉะนั้น ความสุขที่แท้จริง มันว่างจากความ หมายแห่งตัวกู ว่างจากความหมายแห่งของกู, ไม่มีตัวกู เสวยสุข ไม่มีความสุขของกู. นี้เรียกว่าว่างจากตัวกู ว่างจาก ของกู: จิตชนิดนั้นจึงจะรู้สึกต่อความสุขที่สูงสุด ไม่มี อุปาทานว่าอย่างไรเลย, เป็นจิตที่ไม่มีอุปาทานใด ๆ เลย. อุปาทานมีมากหลายอย่างหลายชนิด ไม่มีอุปาทาน ชนิดใดเลย มีอยู่ในจิตของบุคคลผู้ถึงความสุขสูงสุด ชนิดนี้; อย่างที่ พระพุทธเจ้าตรัสว่า อสฺมิมานสฺส วินโย เอตํ เว ปรมํ สุขํ - ไม่มีอุปาทานว่า อัสมิ คือเรามี เรา
น.41 ๓๓ เป็น , ไม่มีอุปาทานว่ามี ว่าเป็น นั้นเป็นความสุขสูงสุด ซึ่ง เรียกว่า นิพพานสุข. สุขที่ดับเสียได้ ซึ่งการปรุงแต่งโดย ประการทั้งปวง มันอยู่ที่การดับเสียได้ ซึ่งการปรุงแต่งของ กิเลส ตัณหา อุปาทาน ในจิตนั้น ; เพราะว่าจิตนั้นได้ถูก อบรมมาดีแล้ว ถึงที่สุดแล้ว, เป็นจิตอยู่ในสภาพที่ไม่มีอะไร มาปรุงแต่งได้, จิตนั้นเป็นจิตล้วน ๆ ไม่มีอะไรมาปรุงแต่งให้ คิดนึก เป็นบุญเป็นบาป เป็นอุเบกขา อัพพยากฤต อะไร ได้, จิตนั้นถูกปรุงแต่งไม่ได้อีกต่อไป ; ภาวะนั้นเราสมมติ เรียกกันว่า ความสุขสูงสุดของจิตนั้น. พอมีความรู้สึกอย่างนี้ มันก็ย้อนกลับมายึดถืออีกแหละ, พอไปพูดว่า เป็นสุข หรืออะไรขึ้นมา มันก็ย้อนกลับมาหาความยึดถืออีก ; ฉะนั้นไม่พูดถึงความสุข ; พูดถึงว่ามันจบ มันสิ้น มัน หยุดเรื่องราวต่าง ๆ ดีกว่า, ไม่มีกิเลส ตัณหา อุปาทาน, ไม่มีการปรุงแต่ง พูดอย่างนั้นดีกว่า, มันไม่ชวนให้กลับ ไม่ชวนให้ดึงกลับเอาลงมายึดถือไว้อีก. นี่คือความยากลำบากของการที่จะหลุดพ้น เพราะ ว่าเราคอยแต่จะยึดถือ ๆ ยึดถือๆ จนกระทั่งยึดถือในความหลุด พ้น ยึดถือในความพ้นแล้วมันหลุดพ้นไม่ได้. เรายึดถืออยู่
น.42 ๓๔ จนชินเป็นนิสัย, นั่นนี่ ๆ ยึดถือเรื่อยมา แล้ว พร้อมที่จะ ยึดถือในความหลุดพ้นเป็นครั้งสุดท้าย มัน ก็ เลยไม่ หลุดพ้น ; นี่มันไม่หลุดไปเสียจากความหลุดพ้น ด้วย ความยึดถือ, เดี๋ยวนี้ก็เหมือนกัน มัน สุขต่อเมื่อสิ้นสุด แห่งความสุขที่เป็นความยึดถือในตัวคนผู้จะมีความสุข หรือในตัวความสุขที่จะยึดถือไว้เป็นของตน. พึงระวังความยึดถือในความสุข, จะไม่หลุดพ้น. ถ้าว่าเรื่องที่พูดมานี้ มันยืดยาวนัก ก็สนใจแต่ใจ ความว่า เรามันกำลังยึดถือในคว มสุขหรือไม่ ? เรากำลัง จ้องจะยึดถือในความสุขหรือไม่ ? ถ้าเราคอยจ้องจะยึดถือใน ความสุข แล้วมันก็ไม่มีวันที่จะมีความสุข แล้วมันก็ไม่มี วันที่จะหลุดพ้นได้, เพราะมันเตรียมติด เตรียมยึดเตรียมติด อะไรดีขึ้นมานิดหนึ่งก็ยึดถือ, อะไรจะดีแปลกออกไปนิดหนึ่ง ก็ยึดถือ, ก็คอยจะยึดถือ, แล้วก็ยึดถือจริง ๆ ด้วย แล้วมัน ก็ติดอยู่ที่นั่น : ฉะนั้นจึงไม่หลุดพ้น จึงไม่ถึงความสุข อันสูงสุดและแท้จริง, เลยไม่ได้ความสุขที่แท้จริง, ไม่ได้ พระนิพพาน ซึ่งเป็นของให้เปล่าไม่คิดสตางค์.
น.43 ๓๕ พระนิพพานเป็นของมีอยู่ตามธรรมชาติ เมื่อ ปฏิบัติทางจิตใจให้ถูกต้อง ให้เป็นจิตใจที่ถูกต้อง หายโง่ หายหลงที่จะยึดถือ ไม่อยากจะยึดถืออีกต่อไป นั่นแหละ จะได้นิพพานนี้มาเปล่า ๆ โดยไม่ต้องเสียสตางค์, โดยไม่ ต้องลงทุนแบบชนิดที่ว่าต้องเสียสตางค์ซื้อหามา. นี้ก็เป็น อันพูดได้อีกทีหนึ่งเป็นครั้งสุดท้ายว่า สุขสูงสุดแท้จริงนั้น ไม่ต้องเสียสตางค์, ไม่ต้องลงทุนซื้อหาด้วยสตางค์ ด้วย ทรัพย์. พูดไว้หลาย ๆ แง่หลาย ๆ มุม เพื่อจะช่วยให้เกิด ความสังเกตได้โดยง่าย ว่า สุขแท้จริงสูงสุดนั้น มันจะมี ต่อเมื่อเราดับความยึดถือว่าตัวกูผู้มีความสุข เ สียได้. ถ้า ยังรู้สึกตัวกูมีความสุข มันก็ยังไม่ใช่ความสุขสูงสุด: จิต เกลี้ยงจิตล้วน ๆ จิตเท่านั้น จิตบริสุทธิ์เท่านั้น มันรู้สึกสิ่ง เหล่านี้ แล้วมันก็ไม่เกิดความรู้สึกว่า กูได้บรรลุความสุข ถึงที่สุด. นี่คือ จิตที่หลุดพ้นแล้วจากความหลุดพ้น, จิตถึงแล้วซึ่งความสุขเมื่อสิ้นสุดแห่งความสุข, เป็นสุข เมื่อดับเสียซึ่งความรู้สึกว่ากูเป็นสุข
น.44 ๓๖ วันนี้พูดหัวข้อนี้ สั้นนิดเดียวว่า สุขเมื่อดับเสีย ซึ่งความรู้สึกว่าเราเป็นสุข ; แม้ว่าจะเป็นสุขสูงสุด ที่ คนผู้ยึดถือจะมีได้ ผู้ที่ดับกิเลสสิ้นอาสวะนั้นจะไม่เกิดความ ยึดถือว่าเป็นสุขเอง มันไม่เกิดเอง ไม่เกิดตามธรรมชาติเอง เพราะว่าจิตนั้นมันหลุดพ้นจริง ๆ. แต่คนที่ยังไม่หลุดพ้น นั้นว่าเอาเอง มันคอยจะหลุดพ้น คอยจ้องจะหลุดพ้น นั่น ก็คือยึดถือในความหลุดพ้น ยึดถือความสุขที่จะเกิดจากความ หลุดพ้น. คนทำผิดอยู่ในตัวตลอดเวลา เลยไม่ต้องพบ กับความสุข ที่จะเกิดจากความไม่ยึดถือ. เขาคอยจ้องความ สุขสำหรับจะยึดถือไว้เรื่อยไป ไม่เคยตัดสินใจลงไปว่า เรา ไม่ต้องการอะไร เราไม่ต้องการแม้แต่ความสุขที่สูงสุด. นี่ คือยังไม่ตรัสรู้ ยังไม่รู้อย่างแจ่มแจ้ง ว่าโดยแท้จริงแล้ว, ไม่มีอะไรที่ควรยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นตัวเราหรือเป็นของเรา. หลายปีมาแล้ว เคยบอกให้ท่องพุทธภาษิต สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย ก็ท่องกันได้มากคราวนั้น. สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย - ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควร ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเราเป็นของเรา . เดี๋ยวนี้ชักจะลืม ๆ ไปเสียแล้ว เลยเอามาพูดอีก ว่า อย่าลืมหลักธรรมะสูงสุด
น.45 ๓๗ เหล่านี้เลย ; ไม่มีอะไรที่ควรจะยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวตน เป็นของตน, แม้แต่พระนิพพาน ก็จะยึดถืออย่างนั้นไม่ได้. ถ้าไปยึดถืออย่างนั้นเสียแล้ว ก็ไม่เป็นนิพพาน ; แม้แต่ ความสุขนี้ ถ้าไปยึดถือเข้าแล้วมันจะไม่เป็นความสุข มัน จะกัดเราสมน้ำหน้า. ความสุขที่ทะเยอทะยานจะได้กันนัก นั่นแหละไปยึดถือเข้าเถอะ มันจะกัดเอา; ฉะนั้นเมื่อ ไม่ยึดถือโดยประการทั้งปวง มันก็เป็นสุขโดยอัตโนมัติ อยู่ ตามธรรมชาติ, ไม่ต้องไปยึดถือให้มันกัดเอา. คนที่หลุด พ้นจริง ๆ เขาไม่ยึดถือกันดอก ไม่ต้องพูด. เดี๋ยวนี้พูด สำหรับคนที่ยังไม่หลุดพ้น แล้วมันต้องการหมายมั่นยึดถือ ในความหลุดพ้นหรือความสุข เอาละ, เป็นหัวข้อที่สองแล้วนะช่วยจำไว้ด้วย. หัวข้อที่หนึ่งว่า จงหลุดพ้นเสียจากความหลุดพ้น อย่าไปติด อยู่ในความหลุดพ้น . หัวข้อที่สอง สุขเมื่อมันสิ้นสุดแห่ง ความสุข ; มันจะสุขจริงก็เมื่อสิ้นสุดความสุข ไม่มีความ สุขอะไรเหลือนั่นแหละ มันจึงจะเป็นความสุขที่แท้จริง การบรรยายนี้ก็สมควรแก่เวลา เต็มตามเวลาที่ กำหนดไว้ ก็ต้องยุติการบรรยาย. ขอให้ท่านทั้งหลายจำคำ
น.46 ๓๘ สั้น ๆ นี้ไว้เถิด. อาตมายืนยันว่ามีประโยชน์มาก ไม่ต้อง พูดให้มันมากเรื่อง, พูดไว้เป็นหัวข้อสั้น ๆ แต่มันค่อนข้างจะ ลึกซึ้งว่า หลุดพ้นเสียจากความหลุดพ้น, เป็นสุขเมื่อสิ้นสุด แห่งความสุข. เอาละ, คงจะมีประโยชน์บ้าง ไม่เหนื่อยเปล่า. ขอยุติ การบรรยายในวันนี้ไว้ เป็นโอกาสให้พระคุณ- เจ้าทั้งหลาย สวดบทพระธรรมคุณสาธยายส่งเสริมกำลังใจ ในการที่จะปฏิบัติธรรมอันลึกซึ้ง ประณีตละเอียดสุขุมนี้ สืบต่อไป.
น.47 รายชื่อหนังสือ ชุดลอยปทุม อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑. คู่มือมนุษย์ ๘ ๓๑. ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร ? ๑ ๒. ศิลปแห่งการดู ๓๒. เค้าเงื่อนของธรรมะ ด้วยยถาภูตสัมมัปปัญญา ๑ และ อิทัปปัจจยตา ๑ ๓. ศิลปแห่งการมีพระพุทธเจ้า ๓๓. การอยู่ด้วยปัจจุบัน อยู่กับเนื้อกับตัว ๑ ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ๑ ๔. ธรรมะสำหรับคนเกลียดวัด ๑ ๓๔. พุทธศาสตร์ กับไสยศาสตร์ ๑ ๕. ธรรม ๒๔ เหลี่ยม (มีภาษาจีน ) ๔ ๓๕. อานาปานสติภาวนา(มีภาษาจีน ) ๒ ๖. พูดกับเณร ๑ ๓๖. อิทัปปัจจยตาในฐานะ ๗. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่๑ ๒ สิ่งสูงสุดแห่งพระพุทธศาสนา ๑ ๘. เห็นธรรมชาติ ๓๗. นรกกับสวรรค์ ๑ คือเห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ๑ ๓๘. ดับทุกข์สิ้นเชิง ๑ ๙. ธรรมโอสถสำหรับโลก ๑ ๓๙. มรดกธรรมคำกลอน ๑ ๑๐. ความมีสุขภาพอนามัยทางจิต ๒ ๔๐. ทิศทั้งหก ๑ ๑๑. ปรมัตถธรรมคำกลอน ๑ ๔๑. ฟ้าสางทางธรรมโฆษณ์ ๒ ๑๒. นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ ๒ ๔๒. ฟ้าสางทางฝ่ายบรรพชิต ๒ ๑๓. ธรรมพรปีใหม่ ๓ ๔๓. มหรสพของพระอรหันต์ ๑ ๑๔. ตถตาช่วยได้ ๑ ๔๔. ปรมัตถธรรมกลับมา ตอน ๑ ๑๕. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๒ ๑ ๔๕. เช่นนั้นเอง ๑ ๑๖. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๓ ๑ ๔๖. ความสะอาด ความสว่าง ความสงบ ๑ ๑๗. ค่าของครู ๒ ๔๗. อะไร ๆ ในชีวิตสักแต่ว่า ๑๘. พระผู้มีพระภาคเจ้ เป็นเรื่องของจิตสิ่งเดียว ๑ ทรงเป็นกัลยาณมิตร ๑ ๔๘. ปรมัตถธรรมกลับมา ตอน ๒ ๑ ๑๙. ถอยหลังเข้าคลองกันเถิด ๑ ๔๙. ศิลปะสำหรับการมีชีวิตอยู่ในโลก ๑ ๒๐. การเก็บความโกรธใส่ยุ้งฉาง ๒ ๕๐. พบชีวิตจริง ๑ ๒๑. การปรุงเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ๕๑. สมถวิปัสสนาสำหรับยุคปรมาณู ๑ การดับเป็นสุขอย่างยิ่ง ๑ ๕๒. ธรรมะที่ควรเติมลงในชีวิต ๒๒. อาหารหล่อเลี้ยงใจ ๒ ๕๓. ฟ้าสางทางการเมือง ๑ ๒๓. ปุญญกิริยาวัตถุ ๑ ๕๔. ธรรมสัจจะของสมถวิปัสสนา ๒๔. พ่อแม่สมบูรณ์แบบ ๒ แห่งยุคปรมาณู ๒๕. อานาปานสติและดับไม่เหลือ ๒ ๕๕. ฟ้าสางทางปรมัตถ์, อภิธรรม, ๑ ๒๖. ธรรมคติและธรรมคีตา ๑ อุบาสิกา และบรรพชิต ๑ ๒๗. ความมั่นคงภายใน ๑ ๕๖. ผัสสะ สิ่งที่ต้องรู้จักและควบคุม ๑ ๒๘. โลกพระศรีอารย์อยู่แต่ปลายจมูก ๒ ๕๗. ความสุขแท้เมื่อสิ้นสุดแห่ง ๒๙. การทำงานเพื่องาน ๑ ความสุข ๑ ๓๐. สันโดษไม่เป็นอุปสรรค ๕๘. แนวสังเขปทั่ว ๆ ไปของการ แก่การพัฒนา ๑ พัฒนา ๑ พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๖๙-๗๑ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้ โฆษณา พ.ศ. ๒๕๒๗ โทร. ๒๒๑๒๓๓๗, ๒๒๒๑๖๗๔
น.48 ติดตำรา จะติดตั้ง จงรักษา ดวงใจ ให้ผ่องแผ้ว อย่าทิ้งแนว การถือ คือ เหตุผล อย่าถือแต่ ตามตำรา จะพาตน ให้เวียนวน ติดตั้ง นั่งเปิดดู. อย่าถือแต่ ครูเก่า เฝ้าส่องบาตร ต้องฉลาด ความหมาย สมัยสู อย่ามัวแต่ อ้างย้ำ ว่าคำครู แต่ไม่รู้ ความจริง นั้นสิ่งใด. อย่ามัวแต่ ถือตาม ความนึกเดา ที่เคยเขลา เก่าแก่ แต่ไหน ๆ ต้องฉลาด ขูดเขลา ปัดเป่าไป ให้ดวงใจ แจ่มตรู เห็นลู่ทาง. พ. อินทิฟิท (ลายเซ็น)
Buddhadasa