Buddhadasa.org
หนังสือการศึกษาและการรับปริญญาในพระพุทธศาสนา › อ่านฉบับเต็ม

📖 การศึกษาและการรับปริญญาในพระพุทธศาสนา

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ แสดง ณ ลานหินโค้ง ๑๖ สิงหาคม ๒๕๒๗ — ชุดลอยปทุม · วันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๒๗

📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.11 ารรับปริญญา ในพระพุทธศาสนา. วันนี้ จะพูดเรื่อง การศึกษาและการรับปริญญา ในพระพุทธศาสนา. บางคนคงจะคิดว่าเป็นเรื่องพูดเล่นลิ้น หรือพูด ชนิดที่ว่าเอาเอง. นี่ขอบอกกล่าวให้ทราบว่า ในพุทธศาสนา นั้น จะมีทั้งการศึกษา และการรับปริญญา ซึ่งพระพุทธ- เจ้าท่านได้ตรัสไว้เอง. การศึกษาก็คือสิกขา ๓, ส่วน ปริญญานั้นคือความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความ สิ้นโมหะ ๓ อีกเหมือนกัน. ตรัสว่าภิกษุทั้งหลายปริญญา มี ๓, สามคืออะไร ? สามคือ สิ้นราคะ สิ้นโทสะ สิ้น โมหะ นี้คือปริญญา. อบรมพระภิกษุนวกะในพรรษา ๒๕๒๗ ครั้งที่ ๘ ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม ๑๖ สิงหาคม ๒๕๒๗

น.12 ๒ ความหมายของคำว่า "สิกขา". ทีนี้เราก็จะพูดกันไปตามลำดับ ถึงคำว่า การศึกษา คือ สิกขา เป็นภาษาบาลี ก็เป็นสิกฺขา, เป็นภาษาสันสกฤต ก็ว่า ศิกฺษฺ, เป็นภาษาไทยเราว่าศึกษา, คำเดียวกันหมด, ถ้าถือเอาตามตัวหนังสือแฺท้ ๆ นี้ ดูจะได้เรื่องได้ราวดีมาก และก็ลึกซึ้งด้วย. สิกฺขา นั้น แปลว่า การเห็นเอง เห็นด้วย ตนเอง เห็นซึ่งตนเอง, สะ นั้นมันแปลว่า เอง, อิกขะ แปลว่าเห็น. สะ กับ อิกขะ นี่ ถอดความได้ว่า เห็นซึ่งตนเอง เห็นด้วยตนเอง, แล้วก็ เห็นเพื่อตนเอง เห็นโดยตนเอง. ที่สำคัญ ข้อแรก ก็คือว่า เห็นตนเอง, เห็นสิ่งที่ เรียกโดยสมมติว่าตนเองนั่นแหละ. เรายังโง่อยู่ เอาอะไร เป็นตน ก็ศึกษาที่ตนเองนั่นแหละ, หรือผู้ที่ฉลาดรู้แล้ว ก็เห็นว่า มันไม่ใช่ตน, แต่เห็นด้วยความเข้าใจผิดว่าตน. ข้อนี้หมายความว่าให้ดูอะไร ๆ เข้ามาในตน, เข้ามาที่ตนแล้ว ก็ดูด้วยตน ก็เพื่อประโยชน์แก่ตน, ดูเพื่อประโยชน์แก่ตน. แต่เมื่อพูดถึง การกระทำ สิกขานี้แยกเป็น ๓ คือ ศีลสิกขา ศึกษาในส่วนศีล, จิตตสิกขา ศึกษาในส่วนจิต, ปัญญาสิกขา ศึกษาในส่วนปัญญา,

น.13 ๓ ศึกษาในส่วนศีล ก็คือ ดูตนเอง ที่ไม่มีศีล, ดู ตนเองที่มีศีล. ดูให้ตนเองมีศีล, ให้ศีลของตนเองเป็นไปถึง ที่สุด, นี่ก็เรียกว่าศีลสิกขา. จิตตสิกขา ศึกษาที่จิตให้รู้จักจิต, ให้รู้ธรรม- ชาติของจิต, ให้รู้จักควบคุมจิต, และรู้จักใช้จิตให้เป็น ประโยชน์ นี้เรียกว่าจิตตสิกขา การศึกษาที่เกี่ยวกับจิต. ทีนี้ ปัญญาสิกขา ศึกษารอบรู้ ศึกษาในส่วน ปัญญา คือศึกษาให้รอบรู้เท่าที่ควรจะรู้, รู้ทุกอย่างที่ต้องรู้ แต่ไม่รู้ไปหมดทุกอย่างที่ไม่จำเป็นจะต้องรู้ ซึ่งมันทำไม่ได้ ดอก คนจะรู้ไปทุกอย่างไม่ว่าอะไรนี้มันทำไม่ได้ เป็นไปไม่ ได้. แต่ว่ารู้ทุกอย่างเท่าที่ควรจะรู้ เท่าที่จะดับทุกข์ได้ นี้ มันเป็นไปได้, ขอให้ลองสังเกตดูให้ดี. อยากจะพูดว่าแม้ พระพุทธเจ้าเป็นสัพพัญญูรู้ทุกอย่าง ก็มีขอบเขตจำกัด อยู่ที่ ว่า รู้ที่ควรจะรู้ คือรู้ที่ดับทุกข์ได้ ที่ไม่จำเป็นต้องดับทุกข์ จะไปรู้มันทำไม มันไม่มีประโยชน์อะไร มันเสียเวลาเปล่า ๆ. เอ้า, ทีนี้ก็ดูไปตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ศีลสิกขาโดยเปรียบ เทียบกัน : ศีลสิกขา ศึกษาความถูกต้อง ทางกายวาจา เรียกว่าศีล, ศีล ถูกต้องทางกายทางวาจา; แล้วก็

น.14 ๔ จิตตสิกขา ถูกต้องทางจิต, มีความถูกต้องทางจิตแล้ว ปัญญาสิกขา ดูให้มันถูกต้องทางปัญญา คือความรู้ ความรู้ความคิดความเห็น, ความเข้าใจอะไรให้มันถูกต้อง. พูดง่าย ๆ ก็ว่าถูกต้องทางกายทางวาจานี้อย่างหนึ่ง, ถูกต้อง ทางจิตนี้อย่างหนึ่ง, ถูกต้องทางสติปัญญา ความคิดความเห็น นี้อย่างหนึ่ง, รวมเป็น ๓ อย่าง ๓ สิกขา. นี้เป็นการศึกษา ในพระพุทธศาสนา. พยายามให้ มีความถูกต้องทางกายทางวาจา นี่ เป็นข้อแรก เป็นเงื่อนต้น เป็นรากฐาน อย่าให้มีการ กระทำที่ผิดทางกายทางวาจา มีแต่การกระทำที่ถูกต้องทาง กายทางวาจา. หลักความถูกต้องทางกายวาจา. ทีนี้ เอาอะไรเป็นหลักเกณฑ์มาวัดว่าเป็นความ ถูกต้อง? นี่จะขอบอกให้ทราบว่า พุทธศาสนานี้มีหลักที่ ตายตัวกล่าวได้ง่าย ๆ ว่าถูกต้องนั้นคืออย่างไร, ไม่เหมือนกับ ความถูกต้องทาง logic ความถูกต้องทาง philosophy, อย่างนั้น บ้าไม่รู้จักจบ จนไม่รู้ว่าจะถูกต้องกันอย่างไร. ถ้า ถูกต้องใน

น.15 ๕ พระพุทธศาสนาก็คือ มันไม่เกิดความทุกข์, ที่มันไม่ เป็นไปเพื่อให้เกิดทุกข์ ไม่มีทางที่จะเกิดทุกข์ นั่นแหละคือ ถูกต้อง. ที่นี้กินความไกลออกไปว่า ทั้งเราและผู้อื่นด้วยก็ ยิ่งดี, ไม่เกิดความทุกข์ทั้งเราด้วย ทั้งผู้อื่นด้วย ก็ยิ่งดี ; ถ้ามันเป็นไปเพื่อให้เกิดทุกข์แล้วก็ไม่ถูกต้อง, ไม่มีทางที่จะ ถูกต้อง. นี้ส่วน ศีลสิกขานี่เรื่องทางกายทางวาจา มีความ ถูกต้อง กายและวาจามิได้ประพฤติกระทำไปในทางที่จะให้ เกิดทุกข์แก่ผู้ใดแก่ทุกฝ่าย, โดยหลักใหญ่ๆ เช่น ศีล ๕ ดู เถอะมัน เป็นหลักพื้นฐาน, ขยาย ๆ ออกไปเป็นอะไรได้ มากมาย ศีล ๕ ประการ เราจะบัญญัติคำ บัญญัติให้มันรัดกุม ให้มันครบถ้วนด้วย ยิ่งรัดกุมก็ยิ่งครบถ้วนด้วย. ข้อที่ ๑ ไม่ประทุษร้ายชีวิตและร่างกายของผู้ใด โดยวิธีใด, คืออย่าประทุษร้ายกระทบกระทั่ง ชีวิตหรือ ร่างกายของผู้ใดหรือสัตว์ใด นี่ขยายความออกไปได้มาก ไม่ตี ไม่ด่า ไม่ฆ่า ไม่กระทบกระทั่ง ไม่ทุกอย่าง นี้แหละที่ มันเป็นการประทุษร้ายชีวิต หรือเพียงแต่ร่างกาย ของบุคคล ใด.

น.16 ๖ ข้อที่ ๒ ไม่ประทุษร้ายทรัพย์สมบัติของผู้อื่น, ไม่ประทุษร้ายทรัพย์สมบัติของผู้อื่น ไม่ไปลักของเขามา หรือทำของเขาเสียหายเปล่า ๆ, ไม่เป็นประโยชน์แก่ใคร, เรียกว่าไม่ประทุษร้าย ไม่กระทบกระทั่งทรัพย์สมบัติของผู้อื่น. ข้อที่ ๓ ไม่ประทุษร้ายของรักของใคร่ของผู้อื่น นี่คือข้อกาเมสุ มิจฉาที่สอนกันผิด ๆ จนเด็ก ๆ ไม่ต้องถือศีล ข้อกาเม ฯ. ในหนังสือบางเล่ม ว่าศีลข้อกาเม ฯ นี้มีสำหรับผู้ ใหญ่เท่านั้น ไม่มีสำหรับเด็ก ๆ. นั่นแหละคือเขาเข้าใจไม่ถูก. ข้อกาเม ฯ นั้นคือไม่ประทุษร้ายของรักของใคร่ของบุคคลอื่น; ถ้าเป็นเด็ก ๆ, เด็กมันรักมันพอใจอะไรของมัน นั่นก็เรียกว่า ของรักของใครของมัน, มันยังไม่ถึงกามคุณไม่ถึงกามารมณ์, แต่มันก็มีความรักอย่างยิ่ง เช่นตุ๊กตา หรือของเล่น หรือ ของใช้ หรืออะไรก็ตาม ที่มันรักของมันอย่างยิ่ง, ถ้าไป ประทุษร้ายทำให้เขาเสียใจไม่สบายใจ ก็เรียกว่าขาดศีล. นี้ถ้า เป็นผู้ใหญ่แล้วมันก็เรื่องเพศ วัตถุทางเพศ เรื่องภรรยาสามี เรื่องอะไรเหล่านี้ หรือแม้ที่สุดแต่ว่าลูกเล็ก ๆ ลูกหญิงลูกชาย เป็นที่รักที่หวงแหนของบิดามารดา ก็ไม่ต้องประทุษร้ายด้วย. นี่เรียกสั้น ๆ ว่า ไม่ประทุษร้ายของรักของใคร่ของบุคคลอื่น,

น.17 ๗ ต้องถือกันหมดแหละทั้งผู้ใหญ่และทั้งเด็ก. เด็ก ๆ ก็ถือศีล ข้อนี้ ไม่ไปกระทบกระทั่งของรักของใคร่ของผู้อื่น ให้เจ้า ของเขาเจ็บใจ. ข้อนี้ไม่ใช่ข้อเดียวกับประทุษร้ายทรัพย์สมบัติ ; ประทุษร้ายทรัพย์สมบัตินั้นเอามันเสียเลย, ส่วนของรักของ ใคร่นี้ไม่เอา ไม่ได้เอา แต่ว่าทำให้เขาเจ็บช้ำน้ำใจเล่น. ของ รักของใคร่เป็นของธรรมดาที่ทุกคนมันต้องมี อย่าไปกระทบ กระทั่งของรักที่เขารักเขาหวงแหนนั้น ให้เสียหายให้ชอกช้ำ ให้อะไรก็ตาม, รักษาน้ำใจของผู้อื่นไว้เป็นอย่างดี. ข้อที่ ๔ ไม่ประทุษร้ายความเป็นธรรม หรือ ความยุติธรรมของผู้อื่น คือโกหก. การโกหกนั้นมัน ทำให้เสียความเป็นธรรม, ประทุษร้ายความเป็นธรรมของ ผู้อื่น. ข้อนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มูลเหตุเดิมก็คือว่า เป็น การโกหกในศาล, ในศาล เช่นพูดเท็จในศาลให้เกิดความ ผิดพลาดจากความเป็นจริง, หรือว่ามันจะทำให้เขาสูญเสีย ความเป็นธรรมความยุติธรรม อย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม, จะ ไม่พูดคำชนิดนั้นเป็นอันขาด นี่มันส่วนวาจา. พูดให้เป็น คำจำกัดความสักหน่อยก็ว่า ไม่ประทุษร้ายความเป็นธรรม

น.18 ๘ ของผู้อื่นด้วยวาจา, นี่มันมีความหมายกว้าง กว้างหมดเลย, ไม่รู้กี่สิบอย่างแหละที่ประทุษร้ายด้วยวาจานี่. ข้อที่ ๕ ก็ว่า ไม่ประทุษร้ายสติสมปฤดีของตนเอง คือดื่มน้ำเมา ; พอดื่มเข้าไปแล้ว มันประทุษร้ายสติสมปฤดี ของผู้ดื่ม. การดื่มน้ำเมาจึงเป็นการประทุษร้ายสติสมปฤดีของ ผู้นั้น, คือทำให้ผู้นั้นสูญเสียสติสมปฤดีเหมือนคนบ้า. คนเมา กับคนบ้านี่มันเหมือน ๆ กันแหละ แต่บ้าเป็นการถาวร, เมาเป็นการชั่วคราว. แต่แล้วเป็นการประทุษร้ายสติ คือ สมฤติ, คำเดียวกัน สมปฤดี, สมฤติ ก็คือคำว่า สติ นั่นเอง. สติ เป็น ภาษาบาลี, สมฤติเป็น ภาษาสันสกฤต ไม่ ประทุษร้ายสติสมปฤดีของตนเอง น้ำเมาทุกชนิดแหละของเมาทุกชนิดแหละ มัน ประทุษร้ายสติสมปฤดีของผู้ใช้ หรือผู้เสพ, จะเป็นของมึน เมาชนิดที่เป็น น้ำดื่ม กินเข้าไป, หรือเป็น ของแห้งสูดดม เข้าไป, หรือเป็น ของทา ที่เนื้อที่ตัว หรือ ใช้โดยวิธีใด วิธี หนึ่ง, แล้วของเมานั้น ก็ทำให้ผู้นั้นสูญเสียสติสมปฤดี เรียกว่าประทุษร้ายสติสมปฤดี กลายเป็นคนบ้าคนเมาหรือ คนประมาท. ในตัวสิกขาบท ใช้คำว่า ปมาทัฏฐานา สุรา

น.19 ๙ เมรยมัชชะปมาทัฏฐานา : สุราและเมรัยที่เป็นที่ตั้งแห่ง ความประมาท, ความประมาทนี้คือสูญเสียสติสมปฤดี. นี้ศีลที่ เป็นหลักของศีล ทั้งหลาย ทีนี้ก็ขยายออก ไปได้เป็นกี่ร้อยข้อก็ได้, มันรวมอยู่ที่หลักใหญ่นี้. ถึงแม้ วินัยพระว่ามี ๒๒๗ ข้อ ในที่สุดมันก็มารวมอยู่ได้ใน ๕ ข้อ นี้ : เรื่องเผลอเธอ เรื่องนิสสัคคีย์เผลอเธอ ก็คือเรื่อง มี สติสมปฤดีไม่สมบูรณ์, ไปศึกษาดูเองไปสังเกตดูเองว่า แม่บทของศีลนี้มันมี ๕ อย่าง อย่างนี้, แล้วกระจายออกไป เป็นกี่สิบอย่างกี่ร้อยอย่างก็ได้. ไม่ทำผิดในส่วนศีล คือไม่ ทำผิดในส่วนกายและวาจา โดยหลักใหญ่ ๆ อย่างนี้ โดย รายละเอียดนับไม่ถ้วน. หลักความถูกต้องทางส่วนจิต. ทีนี้ก็จิตตสิกขา การศึกษาในส่วนจิต ให้รู้เรื่อง จิตของตน ว่าจิตมีอยู่อย่างไร, ตามธรรมชาติมันเป็น อย่างไร, จะรักษาควบคุมไว้ในลักษณะอย่างไร , นี้ เป็นเรื่องของจิต.

น.20 ๑o ศึกษาธรรมชาติของจิต รู้ว่าจิตนี้ ตามปกติ จะ น้อมลงไปในทางต่ำ, คือกามารมณ์กามคุณ เพราะมัน เป็นสัญชาตญาณ เมื่อปล่อยไปตามสัญชาตญาณ ไม่มีความ รู้ไม่มีการควบคุม มันก็น้อมไปในทางต่ำ จนเปรียบว่า เหมือนกับปลาจับโยนขึ้นมาบนบก มันก็จะไหลลงไปหาน้ำ. นี่จิตนี้มีลักษณะว่า มันจะไหลลงไปหาน้ำคือกามารมณ์ ; พอ เรายกจิตออกมาเสียจากกามารมณ์ มันก็ดิ้นรน ๆ ๆ จะตกไป หากามารมณ์, ก็เลย ต้องมีวิธีที่ดี ที่จะควบคุมมันไว้ไม่ ให้ตกไปในทางต่ำ. เมื่อมันตก ลงไปในทางต่ำ คือกามารมณ์อย่างนี้ มันก็ทำผิดอีกมากมาย คือจะเดือดร้อนยุ่งยากลำบากกันไป ทุกฝ่ายและมากมาย ถ้าทำไปตามธรรมชาติของจิตล้วน ๆ ที่ ไม่มีการศึกษา. ท่านจึง มีวิธีรู้จักจิต แล้วก็บังคับจิต ให้จิตอยู่ในความถูกต้อง ; เช่นทำสมาธิอย่างนี้ พอสัก ว่ากำหนดอารมณ์ของสมาธิ เช่นลมหายใจเป็นต้น, มันก็เป็น การฝึกจิต จับเอาจิตมาฝึก ผูกพันไว้กับอารมณ์ ซึ่งเป็นที่ ตั้งแห่งความหยุด ไม่ให้จิตมันแล่นไปตามธรรมชาติของจิต ที่ฟุ้งซ่าน. นี่ บังคับจนจิตอยู่ในอำนาจ กำหนดอารมณ์

น.21 ๑๑ อะไรก็อยู่แต่ในอารมณ์อันนั้นได้ ; อย่างนี้เรียกว่า จิต ได้รับการฝึกฝน เป็นการศึกษาทางจิต, จะเรียกว่าพัฒนาจิต ก็ได้. จิตที่ไม่ได้พัฒนาเป็นจิตป่าเถื่อนนั้น มันทำอะไร ดีไม่ได้, แล้วคอยแต่จะทำไม่ดี. ที่นี้ก็มี วิธีพัฒนาให้จิตทำแต่ในทางที่ถูกที่ดี แล้วก็ทำได้มาก ; จิตธรรมชาติทำประโยชน์ได้น้อย, จิตที่ พัฒนาอบรมฝึกฝนดีแล้ว มันทำประโยชน์ได้มาก, มาก อย่างไม่น่าเชื่อ, จนท่านต้องใช้คำว่า เป็นอจินไตย, อจิน- ไตย พุทธวิสัย ฌานวิสัย กรรมวิบาก โลกจินต์นี้, ฌานวิสัย คือว่าจิตที่เป็นสมาธิแล้วทำอะไรได้บ้าง ? ตอบไม่หมด, ตอบ ไม่มีที่สิ้นสุด, ไม่รู้สิ้นสุดจนเป็นอจินไตย, คือว่าตอบไม่ได้ คาดคะเนไม่ถึง. เช่นว่าเดี๋ยวนี้เขาเจริญด้วยการศึกษาทาง วิทยาศาสตร์ ไปโลกพระจันทร์ได้เหมือนว่าเล่น. นี้มันก็เป็น เรื่องพัฒนาของจิต, แล้วสิ่งเหล่านี้ยังเป็นเด็กเล่นอยู่ มันจะมี มากกว่านี้, มันจะมีดีกว่าสูงกว่าการไปโลกพระจันทร์. ถ้าพัฒนาจิตให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป ก็จะรู้จักทำอะไร อย่าง อื่นที่ดีกว่าที่ยิ่งไปกว่า การไปโลกพระจันทร์, เพียงแต่ไป โลกพระจันทร์นี้ก็สรรเสริญเยินยอกันหนักหนา, และขอให้

น.22 รู้ว่า จิตนั้นยังทำอะไรได้มากกว่านั้นอีกมาก เมื่อพัฒนามัน ให้ถึงที่สุด. เขาจึง มีหลักเกณฑ์ที่จะพัฒนาจิต แต่ไม่ ต้องการอะไรมากไปกว่าว่า เพื่อดับทุกข์ได้สิ้นเชิง ; ถ้า ไม่อย่างนั้นมันไม่รู้จบ, จะไปโลกพระจันทร์ โลกพระอังคาร ไปไหนต่อไหน หรือทำอะไรอีก อะไรก็มันไม่รู้จบ, มาจบกัน เสียที่ว่า ให้มันดับทุกข์ได้ดีกว่า. ให้จิตนี้มีลักษณะไม่ เป็นทุกข์, หรือทุกข์ไม่ได้, เป็นทุกข์ไม่ได้อีกต่อไป เอากัน เพียงเท่านี้. การฝึกจิต ต้องการให้มีคุณสมบัติยิ่ง ๆ ขึ้นไป กว่า ที่มันมีตามธรรมชาติ ; ตามธรรมชาติมันก็มีคุณสมบัติ จิตคิดนึกอะไรได้ รู้อะไรได้ แต่ยังไม่ถึงที่สุดต้องพัฒนา ; แม้อย่างต่ำแต่ว่าบังคับจิตได้ ก็ได้รับความสุขชนิดที่ไม่เคย ได้รับมาแต่ก่อน. เราได้รับความสุขกันมามากมายหลาย อย่าง, แต่ไม่เคยได้รับความสุขที่เกิดมาจากการบังคับจิตได้ คือว่า เมื่อทำจิตเป็นสมาธิแล้ว จะได้รับความสุขชนิด หนึ่ง ซึ่งไม่เหมือนความสุขชนิดไหนหมด. นี้ก็เรียกว่าเป็น ผลของการที่บังคับจิต. นี้เรียกว่าได้รับความสุข ที่ไม่เคยได้ รับมาแต่ก่อน, และ จิตที่ฝึกฝนอบรมดีแล้วนี้ จะรู้สึ่ง

น.23 ทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริงได้โดยง่าย . จิตที่ฝึกให้ดี แล้วก็จะรู้สิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง จนไม่มีปัญหา ; ไม่หลงรักอะไร ไม่หลงโกรธ หลงเกลียด หลงกลัว หลงอะไร คือ ไม่ทำผิดด้วยจิตนั้น ; นี่เรียกว่าผลชั้นเลิศ ของการฝึกฝนจิต. ทุกคนควรจะศึกษาจิต เป็นเหมือนกับวิชาที่ มนุษย์จะต้องศึกษาชนิดหนึ่งด้วย ; แต่เดี๋ยวนี้มันไม่มีธรรม- เนียมไม่มีประเพณีอย่างนี้ มันไปเรียนหนังสือในโรงเรียน ประถม มัธยม อุดมอะไรก็ตาม จบมหาวิทยาหมดทุกแห่ง แล้ว ก็ยังไม่เคยฝึกฝนจิต ไม่รู้เรื่องจิต ; ฉะนั้นการศึกษา ไม่สมบูรณ์. ถ้าได้ศึกษาเรื่องจิต จนได้รับประโยชน์จากจิต ถึงที่สุดจริงๆ นี้เรียกว่า การศึกษานี้มันสมบูรณ์, สมบูรณ์ กว่าการศึกษาในโลกที่กำลังมีอยู่. นี้เรียกว่า ความถูกต้อง ของจิต เป็นผลของการศึกษาทางจิต ศึกษาจิต หลักความถูกต้องทางปัญญา. เอ้า, ทีนี้ก็มาถึง ปัญญาสิกขา , การศึกษาเพื่อ ความถูกต้องของปัญญา ของความคิดของความเห็นของ

น.24 ๑๔ ความเชื่อ คือเห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง. ปัญญา นี้เห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง, เรียกเป็นบาลี ยาวเฟื้อยว่า ยถาภูตสัมมัปปัญญา : ปัญญาเห็นชอบ เห็น สิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง. นี้คือปัญญาทำให้เกิดขึ้นมา เมื่อเห็นหรือรู้จัก หรือเข้าใจทุกสิ่งตามที่เป็นจริงแล้ว มันก็ ไม่ทำอะไรผิด ทำอะไรผิดไม่ได้ เพราะมันรู้ตามที่เป็นจริง แล้ว, แล้วมันก็รู้จักเลือก รู้จักทำแต่สิ่งที่มีประโยชน์. ขั้นสุด ท้ายปัญญา ที่ศึกษาฝึกฝนอบรมพัฒนาดีแล้ว จะเห็นสิ่งทั้ง หลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง ไม่ไปหลงรักเอาสิ่งใด ๆ. ปัญญาสิกขา คือ การกระทำเพื่อความถูกต้อง ของปัญญา ที่กล่าวไว้เป็นหลัก ก็ว่า ปัญญาที่ถึงที่สุดแล้ว ย่อมเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาของสิ่งทั้งปวง; เห็นสุญญตา คือความไม่มีตัวตนของสิ่งทั้งปวง, แล้วก็เห็นวิธีที่จะทำ ให้จิตไม่ไปผูกพันกับสิ่งใด ไม่ไปหลงรักหลงเกลียดหลงชังใน สิ่งใด, ก็เลยไม่มีความทุกข์. ปฏิบัติตามสิกขา ๓ แล้วจะได้รับปริญญา. เมื่อศีลสิกขาดีแล้ว ก็ส่งเสริมให้จิตตสิกขาดียิ่งขึ้น ไป, จิตตสิกขาดีแล้ว ก็ส่งเสริมปัญญาสิกขาให้ยิ่งขึ้นไป,

น.25 ๑๕ ปัญญาสิกขาดีแล้ว ก็ทำให้หลุดพ้นจากอาสวะหรือสิ้น กิเลส, สิ้นกิเลส ตอนนี้รับปริญญา. ปัญญาสิกขาที่อมรมดีแล้ว ก็มีผลทำให้สิ้นราคะ สิ้นโทสะ สิ้นโมหะ, ความสิ้นสามอย่างนี้ พระพุทธเจ้า ท่านตรัสเรียกว่าปริญญา ปริญญา. ปัญญา แปลว่า รู้ทั่ว , ปริญญา แปลว่า รู้รอบ ; ปริ น่ะ รอบ รอบจบรอบด้าน, รอบด้าน, ปริ แล้วก็ ญา ก็คือรู้. เดี๋ยวนี้ ความรู้ของ ปัญญาขึ้นมาถึงขนาดที่เรียกว่า รู้รอบไปหมด ไม่ยกเว้น อะไร; แต่เล็งถึง สิ่งที่ควรจะรู้อย่างยิ่ง คือรู้ความสิ้น ราคะของตน รู้ความสิ้นโทสะของตน รู้ความสิ้นโมหะ ของตน เพราะอำนาจของสิกขา ๓ ที่ได้ประพฤติปฏิบัติมา เป็นอย่างดี จนรู้วิธีทำให้สิ้นราคะโทสะโมหะ, ปัญญารู้ทั่ว ที่ควรจะรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รู้เรื่องราคะ โทสะ โมหะ ว่า เป็นอย่างไร, และ จนกระทั่งรู้จักทำให้สิ้นสุดไป เรียกว่า สิ้นกิเลสสิ้นอาสวะ. ทบทวนระบบการเกิดของกิเลส. นี่ขอกล่าว ทบทวน ข้อนี้อีกทีหนึ่ง ว่า คนเราเกิด มาจากท้องแม่ ไม่มีความรู้อะไรติดมาเลย; แต่มันมี อายตนะ

น.26 ๑๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ติดมา สำหรับรับอารมณ์ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์. เมื่อ อายตนะภายใน เช่นตาเป็นต้น, ถึงกันเข้ากับอายตนะ ภายนอก มีรูปเป็นต้น มัน ก็เกิดวิญญาณ ทางตา, วิญญาณ ทางตาทำหน้าที่เห็นรูป นั้นอยู่ เรียกว่าผัสสะ. เมื่อมีผัสสะ ก็ต้องมีผลของผัสสะ คือเวทนา, คือสบายหรือไม่สบาย เป็นสุขหรือเป็นทุกข์. ทีนี้เมื่อรู้สึกว่าสบาย เป็นที่พอใจ มัน ก็มีความรักอยากจะได้ อยากจะเอา อยากจะยึดครอง ; ถ้า มันได้ พบสิ่งที่ ไม่น่ารักไม่น่าพอใจ มันก็ เกิดความโกรธ ความขัดแค้น อยากจะทำลายเสีย, ถ้ามันได้ เวทนาที่ไม่แน่ ว่าเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ มันก็ มีความสงสัยเหลืออยู่ เป็นโมหะ, เป็นโมหะ. เมื่อทารกเกิดมาในโลกแล้ว ได้รับอารมณ์เป็นที่ พอใจ ก็สอนให้เกิดราคะ หรือ โลภะ , เมื่อได้ ไม่เป็นที่ พอใจ ก็สอนให้เกิดโทสะ หรือ โกธะ, เมื่อ ไม่แน่ว่า เป็นที่พอใจหรือไม่พอใจ มันก็ให้ เกิดโมหะ. ราคะ โทสะ โมหะจึงตั้งต้นขึ้นมาในจิตของเด็ก ๆ แล้วก็เติบโตขึ้นมาตาม ตัว, จนเป็นผู้ใหญ่ ก็มีราคะ โทสะ โมหะ สมบูรณ์มั่นคงแข็ง แรง.

น.27 ๑๗ ทีนี้ เรื่องของกิเลส นั้นมันมีอยู่อย่างนี้ ว่า ถ้าเกิด กิเลส ประเภทราคะหรือโลภะครั้งหนึ่ง, มันก็เก็บไว้เป็น อนุสัย ชื่อว่า ราคานุสัย ไว้ในสันดาน ถ้ามันเกิดกิเลสที่ เป็นโทสะหรือโกธะ คือไม่ชอบใจครั้งหนึ่ง, มันก็เกิด ปฏิฆานุสัย เก็บไว้ในสันดาน, ถ้ามันได้อารมณ์ที่ไม่สุขไม่ ทุกข์ มันก็เก็บ อวิชชานุสัย ไว้ในสันดาน. ที่เรียกว่าอนุสัย ๆ อนุสัยเป็นผลของการเกิดกิเลส แล้วเหลือความเคยชิน ไว้ในสันดาน . ความเคยชินที่จะเกิดกิเลสอย่างนั้นอีกไว้ใน สันดาน เรียกว่า อนุสัย ก็มีสามเหมือนกับกิเลส. กิเลสราคะหรือโลภะก็มี ราคานุสัยเก็บไว้ในสันดาน, เกิดกิเลสประเภทราคะที่หนึ่ง ก็สร้างราคานุสัยไว้ใน สันดานหน่วยหนึ่ง. เกิดกี่ครั้ง ๆ ก็สร้างไว้หน่วยหนึ่ง ๆ ที่ มันเกิดมากครั้ง ก็สร้างราคานุสัยไว้ในสันดานมาก. ถ้า เกิดโทสะ หรือโกธะทีหนึ่ง มันก็เหลือ เป็น ปฏิฆานุสัยไว้ในสันดานหน่วยหนึ่ง, เกิดที่หนึ่ง เหลือไว้ หน่วยหนึ่ง เกิดที่หนึ่งเหลือไว้หน่วยหนึ่ง, ในสันดาน, จึง เต็มไปด้วยปฏิฆานุสัยคือพร้อมที่จะโกรธ.

น.28 ๑๘ ทีนี้ถ้าว่ามันได้รับอารมณ์ที่ไม่สุขไม่ทุกข์ แต่เป็น ที่ตั้งแห่งความยึดถือ มันก็คือโมหะ มันก็ หลงใหล อย่างนี้ เรียกว่า อวิชชานฺสัย, ถ้าเราโง่ที่หนึ่ง ความโง่นั้นดับไป แล้ว มันก็เหลืออวิชชานุสัยเก็บไว้หน่วยหนึ่งในสันดาน. นี่เรียกว่ากิเลสเกิดขึ้นแล้ว จะเหลือความเคยชิน แห่งกิเลสไว้ในสันดาน เรียกว่า อนุสัย : ราคะให้เกิดราคา- นุสัย, โทสะให้เกิดปฏิฆานุสัย, โมหะให้เกิดอวิชชานุสัย. เรา มีกิเลสที่หนึ่งก็เก็บอนุสัยไว้หน่วยหนึ่ง, แล้ว อนุสัยนั้นก็ เก็บไว้มาก เก็บไว้มาก แล้วมันก็อัด ๆ อัดมากอัดตัวมาก พร้อมที่จะไหลออกมา ที่พร้อมที่จะไหลออกมา นี่เรียก ว่าอาสวะ ; เหมือนเราตักน้ำใส่ตุ่ม ที่มีรูรั่วนิดหนึ่ง ใส่ลง ไปมากเข้ามากเข้าเต็มมากเข้า, ที่จะดันออกมาทางรูรั่วนั้นมัน ก็แรงเข้าแรงเข้า อย่างนี้ อนุสัยที่เก็บไว้มากเข้า ๆ ๆ มันก็ มีกำลังที่จะไหลออกมาเป็นกิเลสอีก เรียกว่าอาสวะนี่มากเข้า ๆ. ฉะนั้น กิเลสก็คือการเกิดกิเลสครั้งแรก, การเกิด กิเลสครั้งหนึ่งก็เหลืออนุสัยไว้ในสันดานหน่วยหนึ่ง ตามชื่อ ของกิเลสนั้น ๆ. ครั้น อนุสัยนั้นมากเข้า ๆ มันก็ดันออก จะดันออกมา ก็เรียกว่า อาสวะ , พร้อมที่จะดันออกมา

น.29 ๑๙ เป็นกิเลสตามชุดของมัน : ราคานุสัย มันก็ให้ดันออกมา สำหรับจะเกิดกิเลสประเภทราคะ , ปฏิฆานุสัย มันก็ สำหรับจะให้ดันไหลออกมา เป็น กิเลสประเภทโทสะ , อวิชชานุสัย มันก็เป็นเหตุสำหรับจะให้ไหลออกมาเป็น โมหะ . ต้องรอบรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับการกิเลส. ทีนี้มันมีต่อไปว่า ถ้าเราบังคับไว้ได้ เช่นมันจะเกิด ราคะนี่ บังคับไว้ได้ไม่ให้เกิด มันก็จะลดราคานุสัยเสียหน่วย หนึ่ง ทุกทีที่บังคับไว้ได้. นี่อนุสัยนั้นจะลดลง, ลดลง ทุกครั้ง ที่บังคับไว้ไม่ให้เกิดกิเลสใด ๆ ได้, บังคับไว้ไม่ให้เกิดราคะก็ ลดราคานุสัย บังคับไว้ไม่ให้เกิดโทสะก็ลดปฏิฆานุสัย. บังคับ ไม่ให้เกิดโมหะ ไม่ให้โง่ มันก็ลดอวิชชานุสัยนี่. ทีนี้เราก็ทำชนิดที่ บังคับไว้ ให้อยู่ในความถูกต้อง ไม่เกิดกิเลส, ไม่เกิดกิเลส, อนุสัยก็ลดลง ๆ ไม่มีสำหรับจะ ดันออกมาเป็นอาสวะ, มันก็ เป็นการสิ้น อาสวะ เพราะสิ้น อนุสัย เพราะสิ้นกิเลส. นี่เรียกว่าความสิ้นไปแห่งกิเลส เป็นชุดกันเลย ; เพราะว่ากิเลสนี้มันเป็นชุด สามอย่างนี้ :

น.30 ๒๐ ราคะ โทสะ โมหะ, มีวิธี การกระทำ เป็นอยู่ โดยไม่ ให้เกิดกิเลสอยู่เรื่อยไป ก็ลดอนุสัยและสิ้นอาสวะ. ทีนี้เราจะต้องรอบรู้ว่า กิเลสนี้เป็นอย่างไร, จะเกิด อย่างไร, จะไม่เกิดอย่างไร, อะไรเป็นสมุทัยของกิเลส, รอบ รู้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับกิเลส นี่ด้วยอำนาจของปัญญา , ก็ สามารถที่จะจัดจะทำ ให้อนุสัยลดลง ๆ ๆ จนไม่ไหลออกมา เป็นกิเลส, ก็คือ ความสิ้นไปแห่งกิเลส สิ้นไปแห่งราคะ สิ้นไปแห่งโทสะ สิ้นไปแห่งโมหะ. นี้เรียกว่าปริญญา แปลว่า สิ่งที่ควรรอบรู้อย่างยิ่ง. สิ่งที่ควรรอบรู้อย่างยิ่ง สำหรับคนมนุษย์เรานี่ คือความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ , สิ่งอื่น ๆ ไม่น่ารู้ ไม่ต้องรอบรู้ ไม่มีประโยชน์อะไร. สิ่งที่ ควรจะรู้ และรอบรู้ที่สุด ก็คือรู้ความสิ้นราคะ ความสั้น โทสะ ความสิ้นโมหะ ฉะนั้น ใครรู้ความสิ้นราคะ สิ้นโทสะ สิ้นโมหะ ของตน คนนั้นคือได้รับปริญญาของพระพุทธเจ้า, เรียกว่าปริญญาของพระพุทธเจ้า ซึ่งท่านตรัสว่าปริญญามี สาม, สามคืออะไร? สามคือความสิ้นไปแห่งราคะ ,

น.31 ความสิ้นไปแห่งโทสะ , ความสิ้นไปแห่งโมหะ , นี้คือ ปริญญาสาม ปริญญาของพระพุทธเจ้า. สิ้นกิเลสแล้วก็เป็นพระอรหันต์ สาวกของพระองค์ก็ศึกษาสิกขาทั้งสาม ; ศึกษา สิกขาทั้งสาม คือศีล สมาธิ ปัญญา, แล้วก็เกิดผลของการ ศึกษาขึ้นมา เป็นปริญญา คือรู้ว่าราคะสิ้นแล้ว รู้ว่าโทสะ สิ้นแล้ว รู้ว่าโมหะสิ้นแล้ว. นี้คือปริญญาและ ได้รับปริญญา เป็นไปในตัวเอง, เห็นเองด้วยตนเอง , เสร็จตามธรรมชาติ ไม่ต้องมีใครมาแจกกระดาษปริญญาให้; เพราะว่าปริญญา นี้มันไม่อาจจะทำเป็นแผ่นกระดาษ, มันเป็นเรื่องของนาม ธรรม, เป็นเรื่องของจิตใจ, เป็นสันทิฏฐิโก, รู้ได้ด้วยตน ว่ามีกิเลสหรือไม่มีกิเลส, รู้ได้ด้วยตนว่ากิเลสสิ้นแล้วหรือ กิเลสยังอยู่. ขอให้รู้ไว้ว่า ในพระพุทธศาสนานี้ก็มีการศึกษา และก็มีการรับปริญญา อย่างที่กล่าวมานี้. ปริญญาคือ สิ้นราคะ สิ้นโทสะ สิ้นโมหะ; นั้นแหละเป็นผลของ การปฏิบัติในสิกขาทั้ง ๓ ด้วยตนเอง โดยตนเอง เพื่อตนเอง.

น.32 ๒๒ สิ้นกิเลสโดยประการทั้งปวงอย่างนี้แล้ว เขาก็เรียกว่าบุคคล จบการศึกษา วุสิติ พรหมจริย์ - พรหมจรรย์นี้อยู่จบแล้ว , คือ จบการศึกษา, จบการศึกษาเมื่อสิ้นราคะ เมื่อสิ้นโทสะ เมื่อ สิ้นโมหะ ; รู้อยู่แก่ใจเองทั้งนั้น ไม่ต้องมีคนอื่นมาเกี่ยว ข้อง. ดังนั้นจึงไม่ต้องรับปริญญาจากใคร หรือแม้จาก พระพุทธเจ้า ; แต่ว่า พระพุทธเจ้าก็ได้ทรงสอน ได้แนะ ได้ชี้ทางให้ สำหรับคนนั้นจะทำปริญญา ให้เกิดขึ้นมาแก่ ตัวเอง เพื่อตัวเอง โดยตนเอง, แล้วเราก็เรียกกันโดย สมมติบัญญัติว่าพระอรหันต์. ถ้าสิ้นกิเลสโดยประการทั้งปวง อย่างนี้แล้ว ก็ เรียกว่าพระอรหันต์. ถ้าสิ้นยังไม่ถึงที่สุด สิ้นบางส่วน ก็เป็นพระอริยบุคคลที่รอง ๆ ลงมา ; เช่นเป็นอนาคามี เป็นสกิทาคามี เป็นโสดาบันเป็นต้น. พระโสดาบันก็นับ เนื่องอยู่ในฝ่ายที่เป็นปริญญา ; แม้ยังไม่จบ ไม่จบปริญญา ก็เป็นที่แน่ว่าจะจบปริญญา, เขาจึงจัดพระโสดาบันไว้ในฐานะ เป็นอริยบุคคลขั้นแรก, แน่นอนว่าจะสิ้นกิเลสหรือเป็นพระ- อรหันต์

น.33 ๒๓ ละโมหะแล้วก็เป็นพระอริยะ. โสดาบัน ก็แปลว่า ถึงกระแสแห่งปริญญา, ถึง กระแสแห่งนิพพาน คือถึงกระแสแห่งปริญญา. พระโสดาบัน นั้นจะสิ้นราคะ สิ้นโทสะ สิ้นโมหะ ในวันหนึ่งข้างหน้า, เดี๋ยวนี้ก็เตรียมสิ้นโมหะ. พระโสดาบันนี้ละกิเลสประ- เภทโมหะ เป็นเบื้องต้นเป็นเบื้องหน้า คือละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาส; สามอย่างนี้เป็นประเภท โมหะ. ส่วนประเภทกาม กามราคะ หรือปฏิฆะนั้นยังพอ มีอยู่; แต่เพราะสิ้นกิเลสประเภทโมหะ สามอย่างข้างต้น; สิ้นสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาสแล้ว มันแน่ มันแน่ แน่ที่สุดว่าจะต้องสิ้นต่อไปตามลำดับ ๆ จนสิ้นกิเลส ทุกอย่างไม่มีเหลือ. นี้เราก็จะไว้ค่อยศึกษากันเรื่อย ๆไป; พระโสดาบัน ละกิเลสอะไรได้, พระสกิทาคามีละกิเลสอะไรได้ พระอนาคามี ละกิเลสอะไรได้, แต่โดยเค้าเงื่อนแล้ว ก็ เริ่มละประเภท โมหะก่อน.

น.34 ๒๔ สักกายทิฏฐิ คือความเห็นว่าเป็นตน, อะไร ๆ ที่มัน ชวนให้เห็นว่าเป็นตน ก็เห็นว่าเป็นตน, นี้เรียกว่าสักกาย- ทิฏฐิ ก็ละเสีย. วิจิกิจฉา คือความไม่แน่ใจ ลังเลสงสัยในการ ปฏิบัติของตน หรือสงสัยในพระธรรม ว่าจะดับทุกข์ได้จริง หรือไม่? หรือสงสัยในอะไร ๆ ที่มันเป็นที่ตั้งแห่งการปฏิบัติ เพื่อดับทุกข์, ถ้ายังมีความสงสัยอย่างนี้อยู่ ยังเป็นพระ- โสดาบันไม่ได้. ต้องแน่ใจในพระพุทธ ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในศีล ในสมาธิ ในปัญญา มีความแน่ใจ ไม่ลังเลสงสัยต่อสิ่งเหล่านี้ ก็เริ่มถึงกระแส, เป็นองค์ประกอบ องค์หนึ่งของผู้ถึงกระแส แล้ว สีลัพพัตตปรามาส ข้อที่ ๓ นั้น ไม่ได้ ประพฤติผิดงมงาย จนผิดวัตถุประสงค์อันแท้จริงของวัตร- ปฏิบัตินั้น ๆ คนธรรมดาคนบุถุชน เขารักษาศีลก็ไม่ได้ มุ่งหมายประโยชน์ของศีลโดยแท้จริง คือกำจัดกิเลส, เขา รักษาศีลเพื่อจะไปสวรรค์เป็นต้น. รักษาศีลเพื่อจะเด่นจะ ดีจะวิเศษ มีฤทธิ์อิทธาเป็นต้น ถือปฏิบัติวัตรใด ๆ โดยไม่ ถูกต้องตามความมุ่งหมายแท้จริง ของวัตรปฏิบัตินั้น ๆ จึง

น.35 ๒๕ ปฏิบัติงมงาย, งมงายไปทุกอย่าง นี้เป็นสีลัพพัตตปรามาส ซึ่งมีอยู่มากแหละในประชาชนคนเรานี้. เช่นทำทาน หรือให้ทานนี้ ก็ไม่ได้คิดว่าเพื่อจะ กำจัดกิเลสประเภทโลภะดอก, ทำทานแลกเอาสวรรค์, ทำบุญ หนึ่งบาทเอาวิมานหลังหนึ่ง, ตักบาตรช้อนหนึ่งเอาวิมาน หลังหนึ่ง, อย่างนี้มันผิดหลักอันแท้จริงของวัตรปฏิบัตินั้น ๆ. หรือเขารักษาศีล ก็เพื่อเป็นผู้พิเศษ วิเศษอะไร ไปดีไปเด่นไปรวยไปสวย เป็นบุญเป็นเรื่องรวยเรื่องสวยไป ทางโน้น, ไม่ได้ว่ารักษาศีลนี้เพื่อกำจัดกิเลสในส่วนกายวาจา เป็นต้น. ถ้าเขา ทำสมาธิ เขาทำเพื่อจะเห็นนรกเห็น สวรรค์ มีฤทธิ์เดชมีปาฏิหาริย์ ไม่ได้ทำสมาธิเพื่อให้จิต เหมาะสมที่จะรู้สิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง, วิปัสสนาของเขาจึง เป็นเรื่องเห็นนรกเห็นสวรรค์ เห็นอะไรชนิดที่ไม่ใช่เรื่อง ดับทุกข์. นั่นเรียกว่าไม่ถูกต้อง ตามความมุ่งหมายของ ข้อวัตรและปฏิบัตินั้น ๆ ก็เรียกว่าสีลัพพัตตปรามาส คือ ลูบคลำศีลและพรต ให้กลายเป็นของสกปรกไป.

น.36 ๒๖ ศีลและวัตรนี้เป็นข้อปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความ สะอาด สว่าง สงบ. ทีนี้คนโง่เหล่านี้ เขาไม่ได้มุ่งหมาย อย่างนั้น, เขามุ่งหมายเพื่อจะได้สิ่งที่กิเลสของเขาต้องการ. กิเลสของเขาต้องการจะได้อะไร เขาก็สนองกิเลสนั้น ๆ ด้วย การประพฤติปฏิบัติที่ว่าจะได้มาซึ่งเหยื่อของกิเลสนั้น ๆ ; เมื่อ เป็นอย่างนี้มันก็ไม่ละกิเลส ผู้ที่ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาส ได้นั้น เป็นผู้แรกถึงกระแสแห่งปริญญา, กระแสแห่ง ความหมดกิเลส คือพระนิพพาน, เป็นผู้แรกถึงกระแส แห่งความสิ้นกิเลสหรือนิพพาน เรียกอย่างเป็นคำอุปมา ก็ว่าเป็นผู้มาถึงประตูแห่งอมตะ. นี่ในบาลีมี อมตทวารํ อาหจฺจ - มาอยู่จดประตูแห่งอมตะ ; อมตะนี้ก็คือ นิพพาน. พระโสดาบันเป็นผู้มาจดประตูแห่งอมตะ อย่างนี้ เป็นต้น, ก็แปลว่าไม่ถอยหลังเรียกว่า นิยโต-เป็นผู้เที่ยง แท้, ไม่มีการเวียนกลับเป็นธรรมดา. นี่จุดตั้งต้นของ ความสิ้นกิเลส. เป็นพระโสดาบันแล้ว ก็ปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา ให้ยิ่งขึ้นไป. การศึกษาไม่มีอย่างอื่น ศึกษาเพื่อให้เป็น

น.37 ๒๗ พระโสดาบัน ก็ ศีล สมาธิ ปัญญา; ครั้น เป็นพระ โสดาบันแล้ว ก็ศึกษาศีล สมาธิ ปัญญาให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป เพื่อจะเป็นสกิทาคามี, เป็นแล้วก็ศึกษาศีล สมาธิ ปัญญา ยิ่ง ๆ ขึ้นไป เพื่อจะเป็นอนาคามี, ศึกษา ศีล สมาธิ ปัญญายิ่งขึ้นไป เพื่อเป็นพระอรหันต์. มาถึง ตอนนี้มันสิ้นกิเลส มันจบการศึกษา, พรหมจรรย์อยู่จบ แล้ว. ไม่ต้องศึกษาอะไรต่อไป เพราะไม่มีอะไรจะให้ศึกษา อีกต่อไป, เพราะมันถึงที่สุดแห่งการศึกษา เรียกว่า ได้รับปริญญา คือความสิ้นไปแห่งราคะ, ความสิ้นไป แห่งโทสะ, ความสิ้นไปแห่งโมหะ. จบสิกขา ๓ ก็รับปริญญา. รับปริญญาด้วยตนเอง ก็คือรู้อยู่แก่ใจของตน เอง ว่าความสิ้นราคะ สิ้นโทสะ สิ้นโมหะ, นี้เป็น อย่างนี้. นี่เรียกว่ารู้สิ่งที่ควรรู้ ครบถ้วน หมดจดสิ้นเชิง สมกับคำว่าปริญญา คือรู้อย่างรอบ รู้รอบต่อสิ่งที่ควรรู้ แล้วมันไม่มีอะไรดีกว่า สูงกว่า แปลกกว่าความสิ้นไปแห่ง

น.38 ๒๘ กิเลส ; แล้วก็รู้รอบ นี้หมายความว่า รู้สึกอยู่ด้วยใจ ของตนเอง ท่านจึงเป็นผู้ได้รับปริญญา ตามกรรมวิธีของ ธรรมชาติ ไม่ใช่รับปริญญากระดาษ ที่เขารับ ๆ กันอยู่. นี่อย่าเข้าใจว่าเป็นเรื่องแกล้งพูดเอาเอง ในพระ บาลีในพระพุทธศาสนา มีเรื่องการศึกษา ๓ อย่าง คือ ศีล- สิกขา จิตสิกขา ปัญญาสิกขา. ครั้นศึกษา ๓ อย่างนี้ จบแล้วก็ได้รับปริญญา ซึ่ง พระพุทธเจ้าตรัสเองเรียกเอง เรียกว่า ปริญญา ๓ : ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้น โมหะก็ได้รับปริญญา ; แต่ไม่ใช่รับแผ่นกระดาษ, ได้รับ ความสิ้นกิเลส. ก็อยู่อย่างเป็นผู้ไม่มีกิเลส ไม่มีความทุกข์ จึงเรียก ว่าเป็นอีกโลกหนึ่ง, เป็นอีกโลกหนึ่ง โลกของผู้ไม่มีกิเลส โลกของผู้ไม่มีความทุกข์. แม้ว่าร่างกายนี้จะอยู่ในโลกนี้ แต่จิตใจอยู่ในโลกอื่น. คือโลกที่เหนือโลก. จิตใจลุถึง ความอยู่เหนือโลก เรียกว่า - โลกุตตระ, ได้รับปริญญา นี้แล้วก็อยู่ในโลกุตตระ, เป็นภาวะชนิดที่เป็นโลกุตตระ ไม่ใช่เกิดคนสัตว์บุคคลตัวเราเขาอะไรขึ้นมา ; เพียงแต่ว่าจิต

น.39 ๒๙ นี้มันเปลี่ยนสภาพเป็นจิตชนิดที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้อีกต่อไป. วิสงขารคติ จิตฺติ - เป็นจิตที่อะไรจะปรุงแต่งให้เกิดกิเลส ไม่ได้อีกต่อไป : ตาจะเห็นรูป หูจะได้ฟังเสียง จมูกจะได้กลิ่น ลิ้นจะได้รส กายได้สัมผัสผิวหนัง ใจได้ธัมมารมณ์อะไรก็ตาม ไม่อาจจะเกิดกิเลสเหมือนอย่างที่เคยเกิดมาแล้ว. ก่อนนี้พอ ได้รับอารมณ์อะไรอย่างนี้ เพราะไม่มีวิชชามันก็เกิดกิเลส, กิเลสปรุงแต่งจิตนั้นแหละ จนเป็นทุกข์ ได้เป็นทุกข์, จิต นั้นยังเป็นจิตที่กิเลสยังปรุงแต่งได้. ทีนี้ก็มาศึกษา ศีลสมาธิ ปัญญาถึงที่สุดแล้ว จิตเห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง ด้วยปัญญาอันสูงสุดแล้ว, จิตมันเปลี่ยนเป็นจิตที่อะไรปรุง- แต่งจิตนั้นอีกไม่ได้, เรียกว่า จิตหลุดพ้นจากการปรุงแต่ง, มีการปรุงแต่งสงบรำงับไปโดยสิ้นเชิง ก็เรียกว่าจบการศึกษา โดยการรับปริญญาของธรรมชาติ, ของธรรมะตามธรรมชาติ แล้วก็ไม่มีความทุกข์ ตามธรรมชาติอีกต่อไป. ขอให้จำใจความเอาไปสังเกตศึกษาดูเอาเอง ว่ามี การศึกษาในพระพุทธศาสนา แล้วก็มีการรับปริญญาใน พระพุทธศาสนา มีลักษณะดังที่กล่าวมา. ขอให้พยายามเพื่อ จะรับปริญญานั้นบ้าง, แม้ไม่ใช่ขั้นสุดยอด ขั้นรอง ๆ ลงมา

น.40 ๓๐ ก็ยังดี, ก็จะไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธ- ศาสนา. เอาละ, วันนี้จบแล้ว อย่าให้เสียทีที่เกิดมาเป็น มนุษย์ และพบพระพุทธศาสนา. เอ้า, ขอยุติการบรรยายวันนี้ไว้เพียงเท่านี้

น.41 ๑. คุณวิชนี ต่างวิวัฒน์ ๒. คุณแม่ฮุ้น ลิ้มเจริญสุข ๕๐๐ บาท ๓. คุณสุนิสา ลิ้มเจริญสุข ๕๐๐ บาท ๔. คุณสมร สิริสิงห์ ๕๐๐ บาท ๕. ร้านสะอาดอาภรณ์ (คุณสะอาด ธโนทัยวิจิตร) ๕๐๐ บาท ๖. คุณกรองแก้ว เลี่ยวไพโรจน์ ๕๐๐ บาท ๗. คุณหงษ์ อาวพงษ์พานิช พร้อมบุตรธิดา ๕๐๐ บาท ๘. คุณภัทรา อักขิโสภา ๕๐๐ บาท ๙. คุณสุพิศ เกริดกุลธร ๕๐๐ บาท ๑๐. คุณสวง ฉัตรชนะกุล ๕๐๐ บาท ๑๑. คุณพยุงศรี ยืนวิชญาวัฒน์ ๕๐๐ บาท ๑๒. คุณเฮียง บูรณ์สวัสดิ์ ๕๐๐ บาท ๑๓. คุณศุภมิตร อิงคะประดิษฐ์ ๕๐๐ บาท ๑๔. คุณขาเตียง แซ่ไหล ๔๐๐ บาท ๑๕. คุณวิไล ชื่นสวัสดิ์ ๓๐๐ บาท ๑๖. คุณมาลี หมายปองสกุล ๒๐๐ บาท ๑๗. คุณอุดม ศรีมานันท์ ๒๐๐ บาท รายนามผู้บริจาคเงินพิมพ์หนังสือ การศึกษาและการรับปริญญาในพุทธศาสนา. ๑. คุณวิชนี ต่างวิวัฒน์ ๑,๐๐๐ บาท ๒. คุณแม่ฮุ้น ลิ้มเจริญสุข ๕๐๐ บาท ๓. คุณสุนิสา ลิ้มเจริญสุข ๕๐๐ บาท ๔. คุณสมร สิริสิงห์ ๕๐๐ บาท ๕. ร้านสะอาดอาภรณ์ (คุณสะอาด ธโนทัยวิจิตร) ๕๐๐ บาท ๖. คุณกรองแก้ว เลี่ยวไพโรจน์ ๕๐๐ บาท ๗. คุณหงษ์ อาวพงษ์พานิช พร้อมบุตรธิดา ๕๐๐ บาท ๘. คุณภัทรา อักขิโสภา ๕๐๐ บาท ๙. คุณสุพิศ เกริดกุลธร ๕๐๐ บาท ๑๐. คุณสวง ฉัตรชนะกุล ๕๐๐ บาท ๑๑. คุณพยุงศรี ยืนวิชญาวัฒน์ ๕๐๐ บาท ๑๒. คุณเฮียง บูรณ์สวัสดิ์ ๕๐๐ บาท ๑๓. คุณศุภมิตร อิงคะประดิษฐ์ ๕๐๐ บาท ๑๔. คุณขาเตียง แซ่ไหล ๔๐๐ บาท ๑๕. คุณวิไล ชื่นสวัสดิ์ ๓๐๐ บาท ๑๖. คุณมาลี หมายปองสกุล ๒๐๐ บาท ๑๗. คุณอุดม ศรีมานันท์ ๒๐๐ บาท ๓๑

น.42 ๓๒ ๑๘. คุณอัจฉรา เนตรบารมี ๒๐๐ บาท ๑๙. คุณประยงค์ นิติธรรมาศ ๒๐๐ บาท ๑๘. คุณอัจฉรา เนตรบารมี ๒๐๐ บาท ๑๙. คุณประยงค์ นิติธรรมาศ ๒๐๐ บาท ๒๐. คุณอุทัยวรรณ ยี่เขียน ๑๐๐ บาท ๒๑. คุณเล็ก กุลหงวน ๕๐๐ บาท ๒๒. คุณสุพัตรา ปัญญาพงศ์นาวิน ๕๐๐ บาท ๒๓. คุณศิริพร นลวชัย ๑,๐๐๐ บาท ๒๔. พ.ญ.เสริมทรัพย์ ดำรงรัตน์ ๑,๔๐๐ บาท ๒๐. คุณอุทัยวรรณ ยี่เขียน ๑๐๐ บาท คุณเล็ก กุลหงวน ๒๑. ๕๐๐ บาท ๒๒. คุณสุพัตรา ปัญญาพงศ์นาวิน ๕๐๐ บาท ๒๓. คุณศิริพร นลวชัย ๑,๐๐๐ บาท ๒๔. พ.ญ.เสริมทรัพย์ ดำรงรัตน์ ๑,๔๐๐ บาท รวม ๑๒,๐๐๐ บาท พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๖๔-๗๑ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา พ.ศ. ๒๕๒๗ โทร. ๒๒๑๒๓๓๘, ๒๒๒๑๖๗๔

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต