น.9 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย , การบรรยายวันเสาร์ แห่งภาคมาฆบูชาเป็นครั้งที่ ๑๒ ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงกล่าวเรื่อง ปัญหาแห่งมนุษยภาพ ต่อไปตามเดิม ; แต่จะกล่าวโดยหัวข้อย่อย ในวันนี้ว่า การบำเพ็ญบารมีที่ถูกแนวทาง . เป็นที่ทราบกันอยู่เป็นอย่างดีแล้ว ว่าเรากำลังพูดถึง เรื่อง ปัจจัยแห่งความเป็นมนุษย์ . ความเป็นมนุษย์แบ่ง ได้เป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายกายและฝ่ายใจ. ฝ่ายกายก็อาศัย ปัจจัยทางวัตถุตามฝ่ายกาย, ฝ่ายใจก็อาศัยปัจจัยในทาง จิตใจ ตามทางจิตใจ.
น.10 ๒ ปัจจัยทางจิตถือว่าเป็นปัจจัยที่ ๕ ชีวิตในทาง ฝ่ายกายอาศัยปัจจัยทางวัตถุ ๔ อย่าง คือ อาหาร, เครื่องนุ่งห่ม, ที่อยู่อาศัยใช้สอย, และ การ บำบัดโรคภัยไข้เจ็บ . ส่วนชีวิตใน ฝ่ายจิตใจ นั้น ก็ อาศัยปัจจัย ซึ่งไม่ใช่วัตถุ ล้วนแต่ เป็นการกระทำที่เกี่ยว กับใจ ทำจิตใจให้เจริญงอกงามก้าวหน้า ; เราจึงเรียก เสียใหม่ว่า ปัจจัยทางฝ่ายจิตใจ เพราะมันเกินมาจากปัจจัย ทางฝ่ายกาย ซึ่งมีอยู่เพียง ๔, เราจึง เรียกว่าปัจจัยที่ ๕ และจัดให้ปัจจัยที่ ๕ นี้ มีได้มากมายตามความประสงค์ของ เรา , ยังไม่เคยมีใครกำหนดลงไปว่า มันมีกี่อย่าง. อาตมา จึงได้นำมากล่าวตามที่เห็นว่าสมควร และก็ ได้กล่าวมาแล้ว ๑๑ อย่าง จนถึงวันนี้ก็เป็นอย่างที่ ๑๒. ขอให้ท่าน ทบทวนดูให้ดี ว่าปัจจัยที่ ๕ คือบำรุงส่งเสริมเรื่องจิตโดย เฉพาะนั้น จะมีได้อย่างไรต่อไป. วันนี้ระบุว่า การบำเพ็ญบารมีที่ถูกแนวทาง เป็น ปัจจัยที่ ๕ , อันดับที่ ๑๒. การบำเพ็ญบารมีที่ถูกแนวทาง ก็ต้องถือว่า อาศัยอำนาจสัญชาตญาณ ด้วยเหมือนกัน, สัญชาตญาณแห่งการวิวัฒนาการ คือมัน ต้องการจะดีกว่า
น.11 ๓ เดิม อยู่เรื่อยไป จึงมีการดิ้นรนและการเปลี่ยนแปลงให้ดีกว่า เดิม. เราจึงเอาสัญชาตญาณอันนี้มาเป็นกำลัง, อาศัยที่ ตั้งที่สัญชาตญาณอันนี้ คือความต้องการจะดีกว่าเดิมอยู่เรื่อย ไป ซึ่งได้ทำให้โลกนี้วิวัฒนาการในทางด้านจิตใจมาแล้วเป็น อย่างยิ่ง. การได้สิ่งดีที่สุดต้องบำเพ็ญบารมี. สำหรับคำว่า บารมี คำนี้แปลว่า การทำให้เต็ม , ให้ ถึงที่สุดที่มันควรจะเต็ม ; อาจจะมีผู้แปลคำว่าบารมีเป็น อย่างอื่นก็ได้ แต่สังเกตดูตัวหนังสือแล้ว ควรจะแปลว่า การทำให้เต็ม คือให้ถึงที่สุด ตามที่มันควรจะมี, มันเป็น วิวัฒนาการที่เรารู้สึกได้ ขอให้ทุกคนคิดดูว่า เราอยากดีกันอยู่ทุกคน , และ อยากให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป, แล้วก็ได้พยายามทำความดีอยู่. อันนี้ ถ้าใครไม่รู้สึกอีกละก็ ไม่รู้จะพูดว่าอย่างไร. อาตมาถือว่า ทุกคนรู้สึกอยู่ก็รู้สึกได้ ว่าเรากำลังทำให้มันดียิ่ง ๆ ขึ้นไป จน กว่าจะถึงที่สุด, จนมีคำพูดว่า เกิดมาเป็นมนุษย์ ต้องได้สิ่ง
น.12 ๔ ที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้. นี้เรียกว่าบารมี หรือ การ บำเพ็ญบารมี คือการทำให้เต็ม. แต่คำกลาง ๆ เช่นนี้ จะยักไปเรียกว่า ทำให้เต็มใน ฝ่ายชั่ว ก็ได้เหมือนกัน, ก็เรียกว่าเต็มได้เหมือนกัน. คน ชั่วก็ต้องการจะเต็มตามแบบของคนชั่ว, คนดีก็ต้องการจะ เต็มตามแบบของคนดี. แต่ถ้าว่าจะเรียกว่า บารมี กันแล้ว จะหมายถึงแต่ต้องการให้เต็มในทางฝ่ายดี ; ถ้าเป็นฝ่าย ชั่วหรือให้เต็มใน ฝ่ายชั่ว ไม่เรียกว่าบารมี , มีคำอื่นเรียก เช่นที่ได้เคยบรรยายมาแล้วหลายครั้งหลายหนว่า มันเป็น การเพิ่มกิเลสหรือเพิ่มอนุสัย ไม่เรียกว่าบารมี. ที่นี้อยากจะให้ดูให้ละเอียดออกไปว่า การบำเพ็ญ บารมีนี้มันมีได้โดยธรรมชาติ คือไม่ต้องมีเจตนา; และมี ได้โดยมีเจตนา. ที่มีได้โดยธรรมชาติโดย ไม่ต้องเจตนา ก็คือโดยอำนาจของสัญชาตญาณ ดังที่กล่าวมาแล้วข้าง ต้น. เราจะเห็นได้ว่า สิ่งที่มีชีวิตทุกสิ่งมันดิ้นรนเพื่อจะดี ขึ้น, ให้ชีวิตนั้นมันดีขึ้นทั้งทางกายและทางใจ, นี้เรียกว่า โดยธรรมชาติ ซึ่งก็ไม่ต้องอธิบายก็ได้ ว่าทำไมมันจึงเป็น อย่างนั้น.
น.13 ๕ เรื่องของธรรมชาตินี้มันมากหรือมันละเอียดเกินไป จนเราไม่ต้องรู้ก็ได้ ; เรารู้แต่ว่าเราควรทำอย่างไร ในส่วน ที่มันเกี่ยวข้องกับเรา. นี้โดยธรรมชาติมันก็มีการบำเพ็ญ บารมี คือให้ดีถึงที่สุด ให้เต็มถึงที่สุด อยู่โดยธรรมชาติ อันลึกลับ, เป็นสัญชาตญาณอันลึกลับของสิ่งที่มีชีวิต ; แม้ แต่ชีวิตระดับต่ำเช่นต้นไม้ เขาพิสูจน์ได้ว่า มันต้องการจะดี ยิ่ง ๆ ขึ้นไป. และตัวชีวิตนั้นเองเป็นการบำเพ็ญบารมี พูด อย่างนี้ก็ได้, การบำเพ็ญบารมีก็คือตัวชีวิตนั่นเอง, ตัว ชีวิตนั้นเองมีการบำเพ็ญบารมี, ชีวิตมันจึงก้าวหน้าไปใน ทางดี ตั้งแต่แรกสร้างโลก ก่อนแต่จะมีโลก ยังไม่มีสิ่งที่มี ชีวิต, มีโลกแล้วมีสิ่งที่มีชีวิต แล้วมันก็มีอะไร ๆ ดีกว่าเดิม มาเรื่อย ๆ ที่เป็นไปตามธรรมชาติ นี้อีกอย่างหนึ่งเรียกว่า ต้องมีเจตนา คือบารมีโดย เจตนา ของผู้ที่ต้องการจะให้เร็วเข้า. ถ้าปล่อยไปตาม ธรรมชาติมันไม่เร็ว หรือมันไม่แน่นอน มันอาจจะแกว่งก็ ได้ ; ฉะนั้นจึงมีการบำเพ็ญบารมีที่แน่นอน ที่มีจุดหมาย ที่แน่นอน และให้ดีที่สุดให้เร็วที่สุด เท่าที่จะเร็วได้. นี่ ของผู้ที่ต้องการจะให้เร็วเข้า. เราทุกคนรู้เรื่องนี้แล้ว ก็ต้อง
น.14 ๖ การโดยเจตนา, คือทำให้มันดีเร็วเข้า อย่างที่เราก็พยายาม กันอยู่ทุกวิถีทาง. อะไรเป็นจุดหมายปลายทางที่เราต้องการ เราก็พยายามทำให้มันเร็วเข้า, จึงเห็นได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะต้องหยิบขึ้นมาพิจารณา แล้วก็จัดการให้มันเป็นไปตาม นั้นได้จริง ๆ. บำเพ็ญบารมีมีได้หลายระดับ. ที่นี้จะดูถึงระดับ หรือ ขนาดของการบำเพ็ญ บารมี ; คำนี้ใช้ได้โดยไม่มีขอบเขตจำกัด คือกว้างขวาง. การบำเพ็ญบารมีชั้นสูงสุด ก็อย่างที่พูดกันอยู่หรือรู้กันอยู่ว่า บำเพ็ญบารมีเพื่อเป็นพระพุทธเจ้า, หรือบำเพ็ญบารมี เพื่อ เป็นพระอรหันต์ เป็นอย่างน้อย, ผู้ที่บำเพ็ญบารมี นี้ เรียกกัน ในฝ่ายเถรวาท เราว่า พระโพธิสัตว์ ; อย่างนี้ เป็นการบำเพ็ญบารมีเพื่อสูงสุดเหนือโลก . ที่ยังมีบารมี ชั้นธรรมดาสามัญทั่วไป เพื่อประโยชน์ในโลก ก็เรียกว่า บำเพ็ญบารมีได้เหมือนกัน แม้ที่มันเป็นไปเองโดยสัญชาต- ญาณนั้น ก็ยังกล่าวได้ว่า เป็นการบำเพ็ญบารมีด้วยเหมือนกัน ทั้งที่ไม่รู้สึกตัว.
น.15 ที่เราเคยได้ยินกันอยู่ จะเล็งถึงแต่ ฝ่ายสูงสุด คือเป็นโพธิสัตว์ บำเพ็ญบารมีเพื่อจะเป็นพระ- พุทธเจ้า, หรือคนบำเพ็ญบารมีเพื่อจะเป็นพระอรหันต์ เรียกว่าพุทธบารมี สาวกบารมี ก็แล้วแต่จะเรียกโดยสมควร แก่กรณี. ทุกคนอยากดีก็พอกพูนความดี ทำความดีกัน อยู่ทุกคน อะไร ๆ ก็ตั้งใจว่า ให้เป็นไป เพื่อนิพพาน อธิษฐานว่า นิพพานปจฺจโยโหตุ . ถ้าเขาพูดจริง ตั้งใจจริง ไม่พูดกันแต่ปาก นั่นก็คือ การบำเพ็ญบารมีอยู่แล้ว , แล้ว ก็ เพื่อชั้นสูงสุดระดับสูงสุด เป็นพระอรหันต์เป็นอย่าง น้อย จึงจะนิพพานได้. นี้บำเพ็ญบารมีเพื่อนิพพาน การ ที่เราพยายามศึกษาธรรมะ ปฏิบัติธรรมะ ในพระพุทธศาสนา โดยวิธีต่าง ๆ อย่างสุดความสามารถ ก็คือการบำเพ็ญบารมี ในส่วนนี้ คือเป็นส่วนสูง, ส่วนธรรมดาสามัญ คนบำเพ็ญบารมีเพื่อประโยชน์ อย่างในโลก อย่างอยู่ในโลกที่เรียกว่าโลกิยะ เพื่อจะให้เป็น คนร่ำรวยก็บำเพ็ญบารมีเพื่อเป็นคนร่ำรวย, เพื่อให้มีชื่อเสียง ก็บำเพ็ญบารมีในทางสร้างชื่อเสียง, อยากให้คนเคารพนับถือ ก็สร้างความดีบำเพ็ญบารมีเพื่อให้เขาเคารพนับถือ, เพราะ
น.16 ๘ เหตุที่ว่า ทำไม่ได้ทันทีที่ต้องการ ต้องทำไปตามลำดับ จึงเรียกว่าบำเพ็ญบารมี . ถ้าสิ่งใดทำได้ทันที สิ่งนั้นไม่ เรียกว่าบำเพ็ญบารมี. เดี๋ยวนี้เป็นสิ่งที่เราก็เห็น ๆ กันอยู่ ว่ากว่าจะมีเงินจำนวนมาก ก็ต้องบำเพ็ญสะสมสักเท่าไร, กว่าจะมีเกียรติยศชื่อเสียง ก็ต้องทำให้โลกเขาเห็นเพียงพอ เสียก่อน ที่จะไว้ใจและนับถือ. ฉะนั้น จึงต้องมีหลักการ ในการบำเพ็ญบารมี ซึ่งจะต้องทำให้ถูกทาง ไม่ว่าจะ ต้องการประโยชน์อย่างโลก ๆ ในโลกนี้ หรือว่าจะต้องการ ประโยชน์เหนือโลก ก็ต้องบำเพ็ญบารมี. แล้วก็ลองคิดดูเอาเองว่า ถ้าเราได้บำเพ็ญบารมีอย่าง นี้ มันเป็นปัจจัยอะไร ?. มันก็ เป็นปัจจัยในทางด้านจิต ใจ ให้จิตใจมันสูงยิ่ง ๆ ขึ้นไปเป็นข้อแรก. ความสูงในทาง กายทางวัตถุนี้ มันมาทีหลัง มันตามมาทีหลัง มันเป็นเรื่อง พลอยได้ แม้ว่าเราไม่ได้ตั้งใจ แต่ถ้าทำถูกต้องกับเรื่องราว แล้ว มันก็ได้เอง. ถ้าสนใจก็จะสามารถทำให้สำเร็จประ- โยชน์ได้ทั้งสองฝ่าย คือทั้งฝ่ายวัตถุและฝ่ายจิตใจ. เดี๋ยวนี้ มุ่งหมายเฉพาะฝ่ายจิตใจเป็นส่วนใหญ่. เรื่องทำมาหากิน ให้ได้เงินได้ลาภได้ชื่อเสียงนั้น มันเป็นเรื่องฝ่ายวัตถุ, แล้ว
น.17 ๙ ก็เป็นที่เข้าใจกันอยู่โดยทั่วๆ ไปแล้ว ไม่ใช่ความมุ่งหมายที่ จะบรรยายกันในวันนี้. ในวันนี้เรียกว่า ปัจจัยที่ ๕ ปัจจัยแก่จิตใจ มาถึง อันดับที่ ๑๒ เรียกว่า บำเพ็ญบารมีให้ถูกทาง นี้แสดงว่า มันต้องมีแนวทาง ; ถ้าผิดแนวทาง มันก็ไม่ไปที่นั่น หรือว่ามันทำผิดโดยหลักใหญ่ ๆ เราจะเห็นได้ว่าแม้เดี๋ยวนี้ ก็ยังมีคนเรียนกฎหมายแล้วก็ไปเป็นช่างไม้ อย่างนี้ก็เรียกว่า มันไม่ค่อยถูกทาง มันสู้เรียนกฎหมายเพื่อไปเป็นนักกฎหมาย ไม่ได้ หรือเรียนช่างไม้เพื่อไปเป็นช่างไม้ มันถูกทาง การ บำเพ็ญบารมีก็ถูกทาง. นี้เราพุทธบริษัททั่วไปมีทางอย่างไร เราถือเอาพระ- พุทธเจ้าเป็นหลัก เราควรจะได้พิจารณาดูถึงการบำเพ็ญ บารมีของพระพุทธเจ้า แล้วเราก็เอามาพิจารณาบำเพ็ญ เท่าที่เราจะทำได้, ไม่ใช่ทำเท่าเทียมพระองค์ได้ ไม่มีทางเลย, ไม่จำเป็นจะต้องทำอย่างนั้นด้วย. แต่ว่าเราถอดเอาแบบมา ปรับปรุงให้พอดีที่เราจะประพฤติได้ ตามควรแก่ฐานะ ของเรา; มันเป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย, และอาจจะแน่นอน ด้วย, ถ้าว่าเราเดินตามรอยของพระพุทธองค์ ในการ
น.18 แต่อย่าลืมว่าไม่ใช่พูดอวดดี, ไม่ใช่พูด จ้วงจาบพระพุทธเจ้า ว่าจะทำได้เหมือนหรือเท่ากัน ; ถ้า ทำได้เหมือนหรือเท่ากัน ก็เป็นพระพุทธเจ้าเสียเอง, เดี๋ยวนี้ เรายังไม่ได้หวังถึงอย่างนั้น แต่ต้องการให้ไปทางนั้นให้มาก ที่สุดเท่าที่จะมากได้ถึงแม้ว่าจะไม่เป็นพระอรหันต์ แต่ยังเป็น คนธรรมดา. นี้ก็เรียกว่า อยู่อย่างน่าภาคภูมิใจ น่ายินดี คือมันมีการก้าวหน้า เลื่อนไปในทางสูง เรียกว่าตามรอย พระพุทธเจ้าได้จริง ๆ. จะปฏิบัติตามพระพุทธบารมีได้เพียงไร. เอ้า, เรามา พิจารณาดูบารมีของพระพุทธเจ้า กันก่อน พร้อมทั้งสังเกตดูว่า จะปฏิบัติตามท่านได้สัก เท่าไร. บารมีที่ ๑. ของพระพุทธเจ้า เรียกว่า ทานบารมี คือ บำเพ็ญให้เต็มในส่วนทาน. คำว่า ทาน นี้แปลว่า ให้ สิ่งที่เราไม่อยากจะให้ นั่นแหละ. เรามีเงินมีของมีอะไรก็ ตาม เราไม่อยากจะให้, เราอยากจะเอาไว้เป็นของเรา เพราะ เรามีความขี้เหนียว พูดกันตรง ๆ อย่างนี้, แต่ถ้าเรา หัดทำ
น.19 ๑๑ ลายความขี้เหนียว คือให้ นั่นแหละ คือทาน คือการให้ บำเพ็ญให้มากให้เต็ม เรียกว่า ทานบารมี. รักผู้อื่น, เอื้อเพื่อผู้อื่น, มีความมุ่งหมายชัดเจนเจาะจงลงไป ว่า จะให้ สิ่งไรแก่ใคร ตามความเหมาะสม หรือว่าเหมาะสมแก่ตัว ผู้ให้ คือการทำลายความตระหนี่ เรื่องให้ทานนี้ เราฟังกันมากที่สุด ก็คือ เรื่องพระ- เวสสันดรโพธิสัตว์ ให้ทานสิ่งของจนคนอื่นเขาโกรธเขาไม่ คบ, ออกไปอยู่บ่า ก็ยังให้ทานลูกให้ทานเมีย จนไม่มีอะไร เหลือ, เรื่องพระเวสสันดรนี้ก็เป็น ใจความของทานบารมี. สังเกตเห็นว่า ในประเทศอินเดีย เรื่องพระเวสสันดรนี้เขา สลักหินที่ภูเขา ที่พระเจดีย์ ที่อะไรกันมากที่สุดกว่าเรื่อง อะไรทั้งหมด, บรรดาหินสลักที่จะสอนประชาชนเรื่องศีล- ธรรมแล้วเห็นสลักเรื่องพระเวสสันดรมากที่สุด, คล้าย ๆ ต้องการให้ราษฎรทั้งประเทศ ประชาชนทั้งหมดนั้นบำเพ็ญ ทานบารมี , มีความรักผู้อื่น ทำลายความเห็นแก่ตัวด้วยการ ให้. เราจะทำได้เท่าไร ก็ดูเอาเอง, เราจะทำเท่าไรก็ทำ เอาเอง. ไม่มีใครมาเป็นนายเรา, ไม่มีใครมาบังคับเรา
น.20 ๑๒ เราก็ดูเอาเอง ว่าเราจะทำอย่างไร ทำเท่าไร. แต่ควรจะ สังเกตดูให้ดีว่า ทำแล้วมันมีผลอย่างไร อาจจะพบความจริง สักข้อหนึ่งว่า จิตที่คิดให้นั้นสบายกว่า จิตที่คิดเอา ; ข้อนี้ก็พูดกันมาหลายครั้งแล้วว่า จิตให้สบายกว่า จิตเอา ; แต่ไม่ค่อยมีใครเชื่อ แล้วก็ มีคนที่คิดแต่จะเอา ไม่ค่อยคิดที่จะให้. เราบอกเขาว่า จิตที่คิดจะให้น่ะ ดูให้ ดีนะมันสบายกว่าจิตที่คิดจะเอา. พูดแต่ปากมันเข้าใจยาก ; ฉะนั้นไปทำเอาเองก็แล้วกัน, คือไปสังเกตดูเมื่อคิดจะให้ เมื่อคิดให้ เมื่อให้ออกไปนั้นสบายอย่างไร, เมื่อคิดจะ เอาแล้วก็ยังไม่ได้, คิดจะเอาอยู่ นั่นแหละ มันกระวน กระวายอย่างไร. ให้คนอื่นกินแต่มันอิ่มอยู่ที่เรา ก็ไม่มีใครเชื่อ ใครเชื่อก็ดี. ถ้าไม่เชื่อก็ลองไปคิดดู เถอะ ว่าให้คนอื่น กินแต่มันอิ่มอยู่ที่เรา, มันมาอิ่มที่เรา, ถ้าเห็นอย่างนี้แล้ว คนนั้นก็จะบำเพ็ญบารมีอย่างยิ่ง. คนขี้เหนียวฟังไม่ออก แน่, หรือคนทั่วๆ ไปก็ฟังไม่ออก ว่าให้คนอื่นกินแล้วจะมา อิ่มอยู่ที่เราอย่างไร นี้เพราะว่าเขาไม่มีนิสัยแห่งทานบารมี. ให้สุนัขกินแล้วมาอิ่มที่เรา นี้มันจะเท็จจริงเท่าไรก็ไปสังเกต
น.21 ๑๓ ดูเอง. แต่ที่เห็นง่าย ๆ ที่สุดซึ่งเชื่อว่าคงจะเคยผ่านมาแล้ว คือว่าให้ลูกรักกิน ให้ผัวรักกินให้เมียรักกิน นั่นแหละมาอิ่มที่ เรา; นี้มันคงจะพอมองเห็น แต่เดี๋ยวนี้เขาไม่ได้หมายความอย่างนั้น, ไม่ใช่เป็น ลูกเป็นเมีย เป็นลูกที่รักใคร่พอใจอะไร, เป็นธรรมดาสามัญ ทั่วไป เป็นคนอื่น ให้คนอื่นกินแต่เราอิ่ม เพราะอาศัย ความรู้สึกที่เป็นทาน, ความรู้สึกที่รักผู้อื่น เผื่อแผ่ให้ผู้อื่น, แล้วคนที่บำเพ็ญทานบารมี มีหลักว่า ยังไม่ได้ให้ผู้อื่น กิน แล้วตัวเองยังไม่กิน อย่างนี้ก็มีอยู่มาก, เมื่อก่อนมีมาก. เดี๋ยวนี้หาดูไม่ค่อยได้, ถือกันถึงกับว่า ถ้าไม่มีอะไรมา ก็ยัง วางไว้ให้มดกิน เพราะมดมันหาง่าย วางลงไปตรงไหนก็มี มดมากินได้ ฉะนั้นเขาจึงวางให้มดกินเสียก่อน แล้วจึง ค่อยกินเอง. อาตมายังเคยเห็นอยู่หลายรายในที่บางแห่ง คนแก่ ๆ คนโบราณเขาทำอย่างนั้น ; เดี๋ยวนี้คงจะไม่มีแล้ว นี้เรียกว่า ทานบารมี ทำไปเถอะ จะลดความ เห็นแก่ตัว, มันจะลดความขี้เหนียว ตระหนี่เหนียวคือความ เห็นแก่ตัวลงไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดความขี้เหนียว หรือ ความเห็นแก่ตัว เกี่ยวกับข้อนี้. แล้วจิตใจจะเป็นอย่างไร ?
น.22 ๑๔ นี่ก็ต้องเป็นเรื่องที่รู้เอาเองอีกเหมือนกัน, ไม่มีความขี้เหนียว เหลืออยู่ในใจ จิตใจจะเป็นอย่างไร? รู้เอาเอง แต่บางคน ไม่กล้าทำ ไม่กล้าเอาอย่างพระเวสสันดร กลัวล่วงหน้า ก็เลย ไม่ได้ทำเสียเลยก็มี อย่างน้อยมันก็ ควรจะลองดูบ้าง แม้ไม่ ถึงขนาดพระเวสสันดร ก็พอรู้อะไรบ้าง ว่าการให้นั้น สบายกว่าการเอา. นี้เป็นบารมีข้อที่ ๑ ที่พระพุทธเจ้าท่านทรง บำเพ็ญ; แล้วเราก็จะทำตามท่าน ตามที่สมควรจะทำ, มันมีประโยชน์กว้างขวาง จิตใจจะสูงขึ้นกว่าธรรมดา ปล่อย ไปตามธรรมดาจิตใจไม่สูงถึงอย่างนี้. โดยสัญชาตญาณอย่าง ดีก็เป็นเหมือนแม่ไก่ มันเรียกลูกมากิน; แม่ไก่จะเรียก ลูกมากินอาหาร ก่อนมันกินเอง. แต่อย่าง นี้ไม่ใช่ทาน บารมี เพราะว่ามันรักลูกไก่โดยสัญชาตญาณ มันก็ทำ อย่างนั้น; แต่ถ้ามันเป็นทานบารมี มันไม่ต้องเป็นอย่างนั้น มันให้คนอื่นกินได้. ข้อที่ ๒. เรียกว่า ศีลบารมี คำว่า ศีล แปลว่า ปกติแห่งกายวาจา; ดังนั้น ศีลก็คือความมีระเบียบบังคับ ตน ในด้านกายวาจา; สอนกันมาอย่างนั้น แต่ไม่ถูกนัก
น.23 ๑๕ เพราะการบังคับกายวาจานั้น มันเลยไปถึงจิตด้วย, ไม่เชื่อ ไปลองดู. เราบังคับกายวาจาต้องการให้กายวาจาถูกต้อง อย่างนี้ ๆ, ให้เป็นศีล ให้มีศีลงดงามอย่างนี้, แต่มันมีผลไป ถึงจิตด้วยเสมอ. ฉะนั้น ศีลจึงไม่หยุดอยู่เพียงแค่กาย วาจา ย่อมเข้าไปถึงจิตตามสัดส่วน หรือเรียกว่าโดยอ้อม เพราะว่าเราไม่ได้เจตนา. ศีลบารมี คือความมีระเบียบ, ทำอะไรอยู่ใน ความมีระเบียบ. พวกเราทำตามสบายใจ ทำอะไรทำตาม สบายใจ ไม่ต้องมีระเบียบ ไม่ต้องรู้ระเบียบ; ฉะนั้นมัน จึงไม่ค่อยน่าดู, โดยส่วนตัวเองก็ไม่น่าดู ยิ่งเกี่ยวกับผู้อื่น ด้วยแล้วมันก็ยิ่งไม่น่าดู. ฉะนั้น ความปกติสงบสุขมันไม่ ค่อยมี เพราะมันไม่ค่อยมีศีล; เพราะไม่มีการบังคับ กายวาจา, มันก็ไปกระทบกระทั่งกระแทกคนนั้นคนนี้เข้า, แม้เรื่องส่วนตัว มันก็กระทบตัวนั่นแหละ ความไม่มีระเบียบ ไม่มีศีล. ทางภายนอกมันกระทบคนนั้นคนนี้, ทางภายใน มันก็กระทบตัวให้เดือดร้อนให้วุ่นวาย ให้มันยุ่งไปหมด. ฉะนั้นลองมีศีล เป็นระเบียบ แล้วสงบ ไม่เกะกะเก้งก้าง ระรานอะไร,
น.24 ๑๖ เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า ดูเหมือนเขาถือเอาเรื่องเมื่อ ทรงเป็นพญานาค ถูกหมองูจับมาทำอันตราย ก็ไม่โกรธ ก็ไม่กัด อย่างนี้ คือยินดีรักษาศีล ไม่โกรธศัตรู ไม่ทำร้าย ศัตรู. ศาสนาคริสเตียน เขาสอนมากและเน้นมากในเรื่อง นี้; กลับสอนให้รักศัตรู เสียอีก; เอาแต่เพียงไม่ทำร้าย ศัตรูมันก็มีศีลมากอยู่แล้ว แต่ไปถึงรักศัตรู นี้มันก็มากที่สุด, ไม่มีการกระทบกระทั่งใคร ให้ลำบาก ให้เดือดร้อน ให้ วุ่นวาย, ตัวเองมันก็พลอยได้รับผลอันนั้น ไม่วุ่นวาย ไม่ ลำบาก ไม่เดือดร้อน. ขอให้ถือว่า ความมีระเบียบนี้ จะต้องมีมาตั้งแต่ ต้นที่สุด คือ เด็กทารก เพิ่งคลอดเป็นคนนี้ เราต้องอบรม ให้มีระเบียบ, ให้มีความถูกต้องอยู่ที่ความประพฤติของเขา. พ่อแม่มักจะพูดว่าไม่มีเวลาที่จะอบรมเด็กเล็กๆ เหล่านี้ ให้ถูก ต้องให้มีระเบียบ, มันก็เกิดไม่มีระเบียบ มันก็เลยเตลิดไปจน ถึงเป็นอันธพาล, มันไม่เคารพรักนับถือแม้แต่พ่อแม่. นี่ เด็กที่ไม่ได้รับการอบรมในเรื่องนี้ ก็ไม่เคารพรักนับถือ บิดามารดาครูบาอาจารย์ คนเฒ่าคนแก่พระเจ้าพระสงฆ์, มันก็ไม่มี เพราะมันไม่มีระเบียบ.
น.25 ๑๗ ระเบียบโบราณ ต้องเคารพคนเฒ่าคนแก่ แม้ ไม่ใช่เป็นบิดามารดา, แม้ไม่ใช่เจ้านาย ไม่ใช่อะไรของเรา, แต่ถ้าเขาเป็นคนเฒ่าคนแก่แล้วก็ต้องแสดงความเคารพ ละเมิดไม่ได้ เพื่อให้จิตใจของเด็กคนนั้นมันอ่อนโยน ไม่ กระด้าง เป็นต้น ; นี่เหตุของความมีศีล. พอทำผิด ระเบียบ มันก็ละอายว่าเป็นคนบาป หรือมันกลัวว่าบาปนี้จะ มาถึง. นี่เรื่องศีลนี้ขอให้ขยายความกว้างออกไป จนถึง ทุกสิ่งที่เราเรียกว่าไม่ดี ต้องไม่ทำ ให้มีคำว่าบาปกับคำว่า บุญ เป็นคู่เปรียบกันอยู่, ให้เด็ก ๆ รู้จักเลือกเอาฝ่ายบุญ ไม่ เอาฝ่ายบาป, ซึ่งสมัยโบราณนั้นเขาสอนกันมาก เขาอบรม กันมาก. เดี๋ยวนี้ไม่มีสอน เรียนแต่หนังสือกับเรียนวิชาชีพ ไม่มีการสอนเรื่องบุญเรื่องบาป. พ่อแม่ก็ไม่สอน, โรงเรียน ก็ไม่สอน, เด็กก็ ไม่รู้บุญและบาป มันก็ไม่กลัวบาป มันก็ เปลี่ยนลัทธิเปลี่ยนศาสนา ถือว่าได้แล้วก็เป็นดี , บุญหรือบาปไม่รู้ ได้แล้วก็เป็นดี นี่มันไม่มีศีลได้ดอกคน อย่างนี้.
น.26 ๑๘ เมื่อสมัยอาตมายังเล็ก ๆ ยังจำได้อยู่ ว่าได้รับคำสั่ง สอนเรื่องนี้มาก นอนสายก็บาปนะ เด็กสมัยอาตมา นอน สายก็ได้รับคำสั่งสอนว่าบาป, ขี้เกียจทำงาน ขี้เกียจก็ บาป. บางทีไม่อาบน้ำก็บาปแล้ว, ไม่ต้องพูดถึงว่าไปฆ่า สัตว์ตัดชีวิต, ไปตีไปทะเลาะวิวาทอะไร, แม้แต่นอนสายก็ บาป ขี้เกียจก็บาป, มันก็เลย ป้องกันได้มาก ที่จะทำผิด ระเบียบผิดศีลผิดอะไร มันก็มีไม่ได้ เพราะมันกลัวบาป. แล้ว อุตส่าห์ทำที่เขาเรียกว่าบุญ. ฟังดูแล้วก็เป็นเรื่อง งมงาย ซึ่งคนสมัยนี้หรือว่านักเรียน นักศึกษาสมัยนี้เขา หัวเราะเยาะว่าเรื่องงมงาย; นอนสายก็บาป, ขี้เกียจก็ บาป, ข้ามเท้าคนอื่นก็บาป, อะไร ๆ ก็บาปไปเสียหมด, มัน ต้องระวังแล้วใครจะดีกว่าใคร นักเรียนนักศึกษาสมัยนี้ที่ถือ ว่าไม่บาปนั้น มันดีไปถึงไหน. ไปดูเถอะ ไปดูเถอะที่ว่า มันขี้เกียจก็ไม่บาป, นอนสายก็ไม่บาป, ข้ามตีนเขาก็ไม่บาป, พูดหยาบคายก็ไม่บาป อะไรก็ไม่บาป ก็ดูคำพูดของนักเรียน นักศึกษาสมัยนี้ เป็นคำพูดกักขละหยาบคายไม่สมกับเป็น นักศึกษาเลย. นี่คือ ความไม่มีศีล ไม่มีระเบียบ ไม่ อยู่ในระเบียบ ไม่เคารพระเบียบ, เห็นว่างมงาย ระเบียบ ต่าง ๆ ที่คนโบราณสร้างไว้ เขาเห็นว่างมงายเขาไม่เอา.
น.27 ๑๙ นี้ เราชวนกันมีศีลตามอย่างพระพุทธเจ้า แล้ว อบรมลูกเด็กๆ ทารก ของเรานี่ ให้มีศีล ให้อยู่ในระเบียบ ที่มีประโยชน์, ถ้าฝืนระเบียบก็เรียกว่าบาป, แล้วมันก็มี บาป ที่มันกลัวหรือละอาย, เมื่อได้ทำลงไปก็ละอาย ; ก็คิด ดูเอาเองว่าเด็ก ๆ ของเราจะเป็นอย่างไร, บ้านเมืองของเราจะ เป็นอย่างไร, เด็กเหล่านี้โตขึ้นแล้วก็มีศีล ทีนี้ บารมีข้อที่ ๓. เรียกว่า เนกขัมมะ แปลว่า หลีกออก, หลีกออกจากอะไร? หลีกออกจากกาม. ถ้า พูดให้ธรรมดาสามัญ ก็หลีกออกจากอำนาจของกามารมณ์, อย่าให้อำนาจของกามารมณ์ครอบงำใจเราได้, ก็เรียกว่า หลีกออกจากกามหรือเนกขัมมะ, ไม่ต้องบวช อยู่ที่บ้านแต่ อย่าให้อำนาจกามารมณ์ครอบงำได้, ให้อยู่นอกอำนาจของ กามารมณ์เสมอ นี้ก็เรียกว่าเนกขัมมะได้ร้อยเปอร์เซนต์ เหมือนกันแหละ. ที่เขาไปบวชนั้นเพื่อให้มันง่าย เพื่อให้ มันเข้ารูปเข้าระเบียบแล้วมันง่าย, มันเป็นเรื่องทำไปตาม ระเบียบพร้อม ๆ กันไป มันง่าย. แต่ถ้ายังบวชไม่ได้จะทำ อย่างไร จะล่มหัวจมกามลงไปอย่างนั้นหรือ? มันก็ไม่ถูก ฉะนั้นถ้าจะตามรอยพระพุทธเจ้าในเรื่องนี้ ก็หลีกออกมาเสีย จากอำนาจ ของสิ่งที่เราเรียกว่ากามารมณ์.
น.28 เ ดี๋ยวนี้เด็กๆ วัยรุ่นหนุ่มสาว ก้มหัวเข้าไปเป็น ทาสของกามารมณ์หมดเนื้อหมดตัว , ไม่มีความหมายของ เนกขัมมะ ; แล้วบ้านเมืองเป็นอย่างไร, โลกนี้เป็นอย่างไร, ก็ดูเอาเองก็แล้วกัน. ถ้าคนเหล่านี้เขาถือว่า กามารมณ์นี้ มันเหมือนกับภูติผีปีศาจ มาครอบงำ มาข่มเหง มาลิดรอน เสรีภาพ ลิดรอนอิสรภาพของเราจนหมดสิ้น, แล้วเรา ก็ถือว่าเป็นปฏิปักษ์ เป็นศัตรูผู้ลิดรอนเสรีภาพ อิสรภาพ แห่งจิต ก็เลยคิดปฏิวัติอำนาจกามารมณ์ ไม่ไปลุ่มหลงกับมัน ไม่ไปเป็นบ่าวเป็นทาสของมัน. นี้คือเนกขัมมะ ในบ้าน ในเรือนในที่ทุกหัวระแหง, เดี๋ยวนี้คนบูชามัน หาเงินได้ เท่าไรก็เอาไปซื้อหาสิ่งเหล่านี้หมด, รายได้ไม่พอใช้, เงิน เดือนไม่พอใช้. ข้าราชการส่วนมากส่วนใหญ่เงินเดือนไม่ พอใช้ เพราะไปเป็นทาสของกามารมณ์แล้วมันยุ่งไปถึง คอรัปชั่นอื่น ๆ ฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างอื่น ๆ อีกมากมาย เดือดร้อนกันไปเป็นวงกว้าง. ถ้าเขาถอนตัวออกมาจาก ความเป็นทาสของกามารมณ์เรื่องเหล่านั้นก็จะหมดไป จะ พลอยเป็นสุขสงบกันมากทีเดียว เงินเดือนจะเหลือใช้
น.29 ๒๑ นี้คำว่า กามารมณ์ โดยเฉพาะ ก็ ห มายถึงเรื่องเพศ หญิงเพศชาย, รสอันเกิดจากเพศ เรียกว่ากามารมณ์ แล้ว ก็มีอำนาจมาก. บรรดาสิ่งที่จะครอบงำจิตใจของคนกันแล้ว ละก็ กิเลสประเภทนี้ร้ายกาจที่สุด มากด้วย. เราควร จะรู้ว่า อันนี้เป็นอย่างนี้ เป็นสิ่งที่ทำลายมนุษย์ให้หมด เสรีภาพ , แล้วก็ทำไปอย่างไม่มีความรับผิดชอบอะไร ๆ ลุ่มหลงในสิ่งนี้ ใครจะเป็นอย่างไรก็ตามใจ คนอื่นจะเป็น อย่างไรก็ตามใจ, สามีมีเงินเดือนเท่าไรก็เอาไปซื้อหากามารมณ์ หมด ทางบ้านทางครอบครัวจะเดือดร้อนอย่างไรก็ตามใจ, นี่มันเป็นได้ถึงอย่างนี้ ก็นับว่าเป็นเรื่องที่เร้นลับอยู่เรื่อง หนึ่งของมนุษย์ ว่า มนุษย์นี้ถ้าปล่อยไปตามเรื่องแล้ว มันก็ไปเป็นทาสของกามารมณ์ จมอยู่ในกามารมณ์. กามารมณ์นี้ในภาษาพระอริยเจ้า เรียกว่า เบื่อก ตม โคลนเหลวที่ตกลงไปแล้วจม แล้วขึ้นยาก ; เรียกว่า ปั่งกะ หรือ เบือกตม จมแล้วขึ้นยาก ในภาษาพระอริยเจ้า เรียกกามารมณ์ว่าเบือกตม. เมื่อจะบำเพ็ญบารมีเพื่อไปข้าง หน้า เพื่อสูงขึ้น หรือว่าถูกทางแล้วก็ จะต้องไม่ จมลงใน เบือกตม หลีกออกไปเสียจากเบือกตม, แล้วก็ไม่ตกลงไปใน
น.30 ๒๒ เบือกตม ก็อยู่เหนือเบือกตม, แล้วก็เยาะเย้ยเบือกตมได้ ว่ากูรู้จักมึง จะมาทำอะไรกูไม่ได้ ; อย่างนี้ก็เรียกว่า หลีก ออกมาจากเบือกตม เป็นเนกขัมมะ . จะสอนลูกหลาน ในเรื่องนี้กันอย่างไร ? ถ้าพ่อแม่ก็จมเบือกตม ถึงคออยู่ แล้วมันก็ไม่รู้จะสอนลูกหลานของตนอย่างไร ? มันต้องกู้กัน ใหม่หมดเลย แต่ถึงอย่างไรก็ดีก็ไม่ควรจะยอมแพ้. สรุปความว่า สิ่งเอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนังทั้ง หมด ไม่เฉพาะเรื่องเพศอย่างเดียว แต่ในที่สุดมันก็ ไป รวมเรื่องเพศ ทั้งนั้น เป็นสิ่งที่ต้องหลีกออกมาเสีย อย่า ไปอยู่ในอำนาจของมัน . เราจะเป็นอิสระ แล้วก็จะสบาย ; ถ้าเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ก็ต้องชนิดที่ควบคุมได้ คือไม่ ตกไม่จมลงไปในเบือกตม. ที่จริง หลักของศาสนาก็ไม่ได้ห้ามขาด ว่า อย่า ไปเกี่ยวข้องกับกามารมณ์ หรือเพศ ; แต่เขาสอนให้ เข้าไปเกี่ยวข้องโดยถูกต้อง ไม่เป็นอันตราย ไม่ตก ไม่จม ลงไปในเบือกตมนั้น แล้วกลับเป็นผลดี. ศาสนาบางศาสนา ยกย่อง ยกย่องการแต่งงานการสมรสกัน มีการสืบพันธุ์มี ลูกมีหลานที่ดี, เขายกย่องเป็นการบุญการกุศล ตามความ
น.31 ๒๓ ประสงค์ของพระเป็นเจ้า ; ถึง ศาสนาพุทธก็ไม่ได้ติเตียน สำหรับคนทั่วไป. ฆราวาสทั้งหลายเข้าไปเกี่ยวข้องกับ กามารมณ์ด้วยความรู้สึก แล้วก็ไม่พ่ายแพ้ ; คงห้ามแต่ พวกบรรพชิต, พวกพระพวกบรรพชิตเท่านั้น ที่จะไม่ เกี่ยวข้องกับกามารมณ์. แต่ถ้าเป็น ฆราวาสก็เข้าไปเกี่ยว ข้องโดยถูกวิธี ตามสมควรด้วยสติสัมปชัญญะไม่มีผิด พลาด แล้วไม่เท่าไรมันก็เอือมระอาไปเอง, มันก็หลีก เลี่ยงออกไปเอง. นี้ก็เป็นธรรมดาเหมือนกัน เมื่อจิตมัน สูงขึ้น ในระยะสุดท้ายบั้นปลายแห่งชีวิต มันก็ถอนตัวออก มาจากสิ่งเหล่านี้ได้. เดี๋ยวนี้ต้องต่อสู้ ต้องควบคุม เพราะว่ามันยิ่งตก อยู่ใต้อำนาจของความรู้สึก สัญชาตญาณข้อนี้ เพราะว่า ธรรมชาติมันสร้าง ต่อมแกลนด์ สำหรับความรู้สึกอันนี้ใส่มา เต็มในตัวคน, ก็ต้องต่อสู้ให้อยู่ในระเบียบ. การต่อสู้ให้อยู่ ในระเบียบอันเกี่ยวกับกามารมณ์นั้น ก็เรียกว่าเนกขัมม บารมี, บำเพ็ญบารมีที่จะหลีกออกไปเสียจากการครอบงำ ของกามารมณ์นั่นเอง. บารมีข้อที่ ๔ เรียกว่า ปัญญา แปลว่า ความรู้ ทุกอย่างที่ควรจะรู้. ปะ แปลว่า ครบ, ญา แปลว่า รู้,
น.32 ๒๔ ปัญญา แปลว่า รู้ครบ, ครบก็คือครบทุกอย่างที่ควรจะรู้ ; ไม่ต้องเหลือเพื่อ ไม่ต้องเพ้อ, ไม่ต้องไปรู้ในส่วนที่ไม่ต้องรู้ เดี๋ยวนี้คนเข้าใจผิด รู้ในสิ่งที่ไม่ต้องรู้ แล้วก็เสียเวลาเปล่า ๆ ; โดยเฉพาะระบบการศึกษาในโลกปัจจุบัน ให้เด็ก ๆ เรียนสิ่งที่ ไม่จำเป็นมากเกินไป ไม่มีประโยชน์ อะไรที่ควรจะรู้ จำเป็น อย่างยิ่งกลับไม่ได้เรียน. เด็กไปรู้เรื่องอะไร ที่มันเป็น เรื่องวิทยาศาสตร์เรื่องประวัติศาสตร์มากจนเฟ้อ; ส่วน เรื่องที่ควรจะรู้ว่าพ่อแม่มีคุณ นี้ไม่รู้ เด็ก ๆ เหล่านี้ไม่รู้ว่า บิดามารดามีพระคุณ นี่เรื่องอย่างนี้กลับไม่รู้. แต่เขา รู้เรื่องบนฟ้าใต้ดิน ‘เรื่องวิทยาศาสตร์ เรื่องประวัติศาสตร์, เรื่องอะไรเหลือประมาณ. นี่การศึกษาปัจจุบันนี้ มันเป็น เสียอย่างนี้. อาตมาอยากจะพูดให้แคบเข้ามา ที่เกี่ยวกับศาสนา โดยตรง แล้วเกี่ยวกับชาวพุทธ เรา ; เช่น เขาจะมัวถาม ว่า ตายแล้วเกิดไหม อะไรไปเกิด ไปเกิดอย่างไร ช่วย บอกที ; นั้นมันคือเรื่องที่ไม่ต้องรู้, เรื่องคนโง่เรื่องบ้า เรื่องคนบ้าคนโง่ มันจะต้องไปรู้อย่างนั้น มันไม่ต้องรู้. มันรู้แต่ว่าที่นี่จะต้องทำอย่างไร ต่างหากเล่า, จะต้องรู้ว่า
น.33 ๒๕ ที่นี่เดี๋ยวนี้จะต้องทำอย่างไร , ทำให้ถูก เถอะ พอแล้ว. มันจะเกิดก็เป็นผลดี, มันจะไม่เกิดก็เป็นผลดี, มันจะ เกิดด้วยอะไรมันก็ยังเป็นผลดี. ถ้าเรารู้อยู่ว่าที่นี่เราจะต้อง ทำอะไรเดี๋ยวนี้ เพราะว่าถ้าเราทำถูกต้องที่นี่เดี๋ยวนี้แล้ว มัน ก็ไม่ตกนรกที่ไหนเมื่อไร; แม้ไปเกิดอีกก็ไม่ตกนรก ถ้าทำให้ถูกต้องที่นี่เดี๋ยวนี้; ถ้าทำให้ถูกต้องที่นี่แล้วมัน ก็ได้สวรรค์แน่, ที่นี่ก็ได้สวรรค์ตายไปก็ต้องได้สวรรค์ ก็เป็นอันว่า รู้จักทำให้ถูกต้องที่นี่และเดี๋ยวนี้ มันเพียงพอ, มันจะเกิดหรือไม่เกิดก็ตามใจมันเถอะ มันมี ผลดีทั้งนั้นแหละ. ทีนี้จะไปให้บอกว่า เกิดหรือไม่เกิด มันก็ต้องเชื่อคนอื่น เพราะว่าเห็นเองไม่ได้; นี้เป็นเรื่อง ของคนโง่ที่จะต้องเชื่อคนอื่น. พระพุทธเจ้าท่านไม่สอน ให้เชื่อคนอื่น ท่านสอนให้เห็นสิ่งที่รู้สึกด้วยใจของ ตน; เช่น ทำผิดมัน ร้อนเป็นนรก, ทำที่นี่ร้อนที่นี่ แล้วก็ร้อนตลอดไป; ทำถูกเป็นสวรรค์อยู่ที่นี่ในจิตใจ รู้สึกได้ด้วยตนเอง, แล้วก็ทำก็แล้วกัน. ฉะนั้นเรา ไม่ต้อง รู้ก็ได้ ว่าตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด; ถ้ารู้ก็ต้องเชื่อคน อื่นเท่านั้นแหละ มันมองเห็นไม่ได้. นี่เรื่องที่สำคัญแท้ ๆ
น.34 ๒๖ ที่มาเกี่ยวข้องกันอยู่กับพุทธบริษัท. ฉะนั้น พระพุทธเจ้า ท่านจึงไม่ทรงตอบปัญหา เรื่องตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด. ถ้าจะให้ตอบก็ตอบได้เหมือนกันว่า • แล้วแต่เหตุ ปัจจัยของมัน ถ้ามันจะมีเหตุปัจจัยให้เกิด มันก็เกิด, ไม่มี เหตุปัจจัยให้เกิดมันก็ไม่เกิด; รู้เท่านี้ก็พอ แต่ว่าเดี๋ยวนี้ จะต้องทำอย่างไร, เดี๋ยวนี้จะต้องทำแต่ที่ถูกต้องที่สุด ดีที่สุด ที่เรียกว่าบำเพ็ญบารมีนี้ก็ได้ อยู่ตลอดเวลาก็พอแล้ว ; เพราะว่าอย่างน้อยเราก็รู้สึกเป็นสุขสบาย, มีสวรรค์ มีมรรค ผล นิพพานอยู่ในจิตใจของเรา, มันเกินกว่าที่จะถูกต้อง เสียแล้ว, มันพิสูจน์อย่างยิ่งอยู่แล้ว, แล้วมันก็รับประกันถึง โลกหน้าโลกอื่นด้วยถ้ามันมี, ถ้ามันมี เพราะ มันเป็นเหตุ- ปัจจัยซึ่งกันและกันได้. ทำถูกในโลกนี้เป็นเหตุปัจจัยที่ ถูกตลอดไป, สนใจแต่เรื่องทำให้ถูก. แต่ถ้าจะเกณฑ์หรือว่าอยากจะรู้ว่าเกิดหรือไม่เกิด ให้ยึดถือไว้เป็นหลักสำหรับจะปฏิบัติความดีก็ได้เหมือนกัน เขาจึงมาอีกไม้ใหม่ อีกทางหนึ่งว่า ถือว่าตายแล้วเกิดนั้น ได้เปรียบ, ถือลัทธิว่าตายแล้วต้องเกิดอีกนั่นแหละได้เปรียบ เพราะจะได้ทำดีไว้มาก ๆ แต่ที่ จำเป็นกว่าหรือก่อนกว่า
น.35 ๒๗ ก็คือว่า ทำอย่างไรอยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้จะต้องทำอย่างไร จึงจะ ถูกเรื่อง แล้วก็ทำให้มากเข้าไว้. ถ้ารู้อย่างนี้หมด ก็เรียกว่า มีปัญญารู้ครบถ้วนตามที่ควรจะรู้. ข้อนี้จะเอาพระพุทธเจ้าเป็นประมาณสำหรับเรา ไม่ได้ เพราะว่าท่านเป็นพระพุทธเจ้า ท่านต้องรู้มากมาย เพื่อสอนคนอื่นด้วย; ฉะนั้นความรู้ของท่านต้องมากมาย กว่าจะเรียกว่าพอ. ส่วนเราไม่ต้องการเป็นพระพุทธเจ้า รู้เพียงว่า จะอยู่กันเป็นสุขในโลกนี้ ทั้งตนเองและผู้อื่น เท่านี้มันก็พอแล้ว, นอกนั้นก็ไปรู้ให้มันยุ่งหัวทำไม, ให้มันเหน็ดเหนื่อยทำไม. เหมือนที่การศึกษาที่เขาให้กัน สมัยนี้ มันเกิน ไม่ได้ใช้ดอก, ทำให้คนเสียเวลามาก เปลือง เวลามาก จนไม่ได้ไปรู้สิ่งที่ควรจะรู้ คือเรื่องธรรมะหรือเรื่อง ศาสนา. เขาให้เรียนเรื่องหนังสือเรื่องอาชีพเรื่องวิทยาศาสตร์ อะไรมันมากเกินไป จนไม่ได้เรียนว่า เป็นมนุษย์กันนี้เป็น อย่างไร, เป็นมนุษย์กันให้ถูกต้องนี้ต้องเป็นอย่างไร, ข้อนี้ ไม่ได้เรียน. เด็ก ๆ ของเราเลย เป็นมนุษย์กันไม่ถูก เป็นมนุษย์ของกิเลสไปหมด เป็นมนุษย์ของกามารมณ์
น.36 ๒๘ ไปหมด, เพราะไม่ได้เรียนให้เพียงพอตามที่ควรจะเรียน ไม่ได้รู้ให้เพียงพอตามที่ควรจะรู้แล้วมันก็เสียหายอย่างนี้. ฉะนั้น สิ่งไรจำเป็นที่สุดสำหรับความเป็นมนุษย์ รีบทำ ให้พอ สำหรับรู้, แล้วก็ปฏิบัติ ทีหลัง. ต้องรู้ก่อน ไม่อย่างนั้นปฏิบัติไม่ได้, แล้วก็ให้ลูกเด็ก ๆ ของเรารู้พอ พอสำหรับจะเป็นเด็กที่ดี, เป็นผู้ใหญ่ที่ดีขึ้นมาตามลำดับ. ส่วนที่เฟ้อนั้นไม่ต้องเรียน; ครูให้เรียนมากเกินไป จนเด็ก ไม่ได้เรียนสิ่งที่ควรจะรู้. นี้เป็นเหตุให้ เด็ก ๆ ของเราไม่มีศีลธรรม เพราะ การศึกษามันเหมือนกับหลับตา, โง่เขลา บรรจุที่ไม่ควร จะต้องรู้มากเกินไป; เพราะเขากลัวว่าจะไม่ดีเหมือนฝรั่ง, ไม่ดีทันฝรั่ง. พวกฝรั่งที่รู้มาก ๆ ทำตัวเองให้สงบสุขได้ ที่ไหน; ฝรั่งที่รู้มาก ๆ มันทำโลกนี้ให้สงบสุขได้ที่ไหน; เพราะมันพลาดออกไปจากสิ่งที่ควรรู้, เรายังไปตามก้นเขาอยู่ อีก. เลือกเอาปัญญาตามแบบของพุทธบริษัทแล้ว มันก็ จะมุ่งไปยังที่ดับทุกข์ได้ ที่นี่และเดี๋ยวนี้; ฉะนั้น ต้องดูที่ ตัวความทุกข์ เรียนที่ตัวความทุกข์ เกิดมาจากอะไร
น.37 ๒๙ ทำลายต้นเหตุอันนั้นเสียให้ได้, ไม่ต้องมีความทุกข์ที่นี่ และเดี๋ยวนี้. นี่เรียกว่า ความรู้ที่ถูกต้อง, และ ต้องมีให้ เพียงพอ. ที่รู้เกิน จนเด็กเดี๋ยวนี้จะต้องหาบหนังสือไป โรงเรียนแล้ว, เด็ก ๆ เล็ก ๆ กระเป๋ามันหนักอึ้งแทบจะพา ไม่ไหวแล้ว มันเรียนหมดนั้นมันก็ไม่มีเรื่องดับทุกข์เลย, มันไม่มีเรื่องให้รู้ว่า พ่อแม่นี้คืออะไรเลย. เด็ก ๆ ยังไม่รู้ว่า พ่อแม่คืออะไร ; แต่เรียนหนังสือตั้งหอบ ๆ เพราะเขาให้ เรียนสิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้องรู้มากเกินไป. ฉะนั้น คำว่า ปัญญา แปลว่า รู้อย่างเพียงพอ ในเรื่องที่ควรจะรู้ แล้ว เอาไปปฏิบัติ ให้เพียงพอที่จะต้องปฏิบัติ ก็ดับทุกข์ได้. ทีนี้ บารมีข้อที่ ๕ เรียกว่า สัจจ ะ สัจจะ แปลว่า จริง ว่าเที่ยง ว่าไม่หลอก, มีความจริงต่อความเป็นมนุษย์ ของตนเอง ถ้าใครไม่เคยได้ยินอย่างนี้ ก็ช่วยได้ยินเดี๋ยวนี้ เถอะว่า อาตมาบอกว่า สัจจะความจริงนั้น ให้มันจริงต่อ ความเป็นมนุษย์ของตัวเอง; จริงอย่างอื่นไม่สำคัญเท่า. ถ้าจริงอย่างอื่น มันก็มาขึ้นรวมเป็นบริวารของจริงนี้ทั้งนั้น แหละ พูดจริงทำจริง จริงต่อเวลา จริงต่อหน้าที่การงาน จริงต่อเพื่อนมนุษย์ จริงต่ออะไรก็ตามใจ มันจะมารวมอยู่ที่
น.38 ๓๐ จริงต่อความเป็นมนุษย์ของตัว. ถ้าตัวรู้จักความเป็นมนุษย์ ว่ามีค่าสูงสุด จริงต่อความเป็นมนุษย์แล้ว มันก็ต้องทำให้ ชีวิตของเขา เป็นมนุษย์ที่ดีที่สุด ที่มีค่าที่สุด ; ฉะนั้น เขาต้องจริงอย่างยิ่ง จริงที่สุดกับความเป็นมนุษย์ ของเขา . เมื่อพระพุทธเจ้าท่านจะเป็นพระพุทธเจ้า, ท่าน ก็จริงต่อความเป็นพระพุทธเจ้า, หรือจริงต่อการที่จะเป็น พระพุทธเจ้า ท่านบำเพ็ญบารมี. เขาเรียกอย่างภาษาโลก ว่าจริงต่อตนเอง ภาษา โลกก็พูดได้จริงต่อตัวเองพอแล้ว มันจะจริงไปทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ถ้าภาษาธรรมสูง ๆ นั้นเขาไม่ว่ามีตัวเอง ไม่มีตัวตน มัน ก็จริงต่อธรรมะ. จริงต่อธรรมะ คือความถูกต้องใน การเป็นมนุษย์ของตัวเอง . เดี๋ยวนี้เราจะพูดอย่างภาษา ธรรมดา ๆ ชาวบ้านทั่วไป จริงต่อความเป็นมนุษย์ของ ตนเอง. เมื่อยืนยันว่าเป็นมนุษย์ อยากเป็นมนุษย์ ต้องการ เป็นมนุษย์ ยึดถือความเป็นมนุษย์ ก็ต้องจริงต่อความเป็น มนุษย์ ดังนั้นจึงต้องทำทุกอย่าง ที่ให้ความเป็นมนุษย์นั้น มันสมบูรณ์ ; เหมือนกับที่เรากำลังเรียนปัจจัยแห่งความ
น.39 ทั้งด้านกายและด้านจิต. เมื่อ จริงต่อตัวเอง แล้วก็ มันก็จริงต่อหน้าที่การงาน แหละ เพราะว่ามัน ต้องมีหน้าที่การงา น มันจึงจะเป็นมนุษย์อยู่ได้, หรือ เป็นมนุษย์ที่ดีได้, และ จริงต่อเวลา เพื่อให้หน้าที่การงาน นั้นลุล่วงไปด้วยดี, มันต้อง จริงต่อผู้อื่น ไม่ให้เขา เกลียด เขาเกลียดแล้วเขาไม่เล่นด้วย, เขาไม่ร่วมมือด้วย มันก็เป็นไปไม่ได้ มันทำไม่ได้. ฉะนั้นเรื่องจริงต่อเวลา จริงต่อหน้าที่การงาน จริงต่อเพื่อนฝูง จริงต่อผู้อื่นนี้ มัน ก็มารวมอยู่ที่ว่าจริงต่อตัวเราเอง. เดี๋ยวนี้ไม่รับผิดชอบนี่ ว่าเราจะเป็นอะไรให้ได้ ไม่รับผิดชอบ, ทำเพ้อ ๆ ๆ ๆ ไปพอได้อวดคนเท่านั้น ว่าได้ ปฏิบัติข้อนั้นได้ปฏิบัติข้อนี้ ได้ปฏิบัติข้อนั้น ปฏิบัติมากมาย พอได้อวดคน, แล้วก็ไม่รู้ว่าทำไปทำไม เพื่อตัวเองที่ตรงไหน. นี้เรียกว่าสัจจะ จริงไม่หลอก เป็นมนุษย์จริง ไม่เป็นมนุษย์หลอก ถ้าหลอกก็เป็นผี ไม่ได้เป็นมนุษย์ ฉะนั้น จริงต่อความเป็นมนุษย์ มันก็พอ. บารมีที่ ๖ เรียกว่า วิริยะ นี้ เป็นธรรมะเครื่องมือ. วิริยะ นี้แปลว่า ความกล้าหาญ, ความพากเพียรอย่างกล้าหาญ,
น.40 ๓๒ มันปนกันอยู่. ความกล้าหาญกับความเพียรนี้ ถ้ามันไม่ เข้มแข็งไม่กล้าหาญ มันก็เพียรอยู่ไม่ได้; ถ้ามัน จะเพียร ได้มันต้องเข้มแข็งและกล้าหาญ. ฉะนั้น คำว่าวิริยะ แม้จะแปลว่าเพียร วิริยะมาเป็นพิริยะ มาเป็นเพียรในภาษา ไทยนี้ ภาษาบาลีเขามีความหมายทั้งเข้มแข็งกล้าหาญบวกกัน. มีคำอื่นเช่นคำว่า วายามะ คือคำว่าพยายามในภาษาไทย, ภาษาบาลี ว่า วายามะ นั่นแหละ คือความพากเพียรล้วน ๆ ; แต่ถ้าคำว่า วิริยะ แล้วมัน ต้องกล้าหาญ บากบั่นบึกบึนอะไร รวมอยู่ด้วย. ในที่นี้ใช้คำว่าวิริยะในฐานะที่เป็นบารมี, กล้าหาญบากบั่นพากเพียร ไม่กล้าหาญไม่แน่ใจ มันก็เพียร ไปไม่ได้. ฉะนั้นถ้าเพียรได้หมายความว่ามันก็เด็ดขาด มันก็มีความกล้าหาญ ความแน่ใจอะไรที่เพียงพอ. เรื่องนี้ ก็เหมือนกันแหละเขาต้องอบรม. เดี๋ยวนี้คนขี้เกียจ ไม่อยากทำงาน ; แต่ อยากได้สนุกสนานเอร็ดอร่อยมากที่สุด, พูดว่าทุกคน ในโลกเป็นคนขี้เกียจเพราะไม่อยากทำงาน. อาตมาพูดได้ เลยว่า แม้ทุกคนที่นั่งอยู่นี่ไม่มีใครอยากทำงาน. ที่ทำงาน เพราะจำเป็นบังคับ ; โดยเนื้อแท้ไม่ได้อยากทำงาน. ที่
น.41 ๓๓ ต้องทำนาทำไร่ทำราชการอะไร เพราะว่าความจำเป็นมัน บังคับ ; โดยเนื้อแท้มันก็ ขี้เกียจ ไม่ต้องทำแหละดี เอา เงินเดือนมาก ๆ แล้วงานไม่ต้องทำ มันต้องการอย่างนั้น. เดี๋ยวนี้มันเป็นอย่างนั้นนะ มันก็ผิดหลักนี้แล้วนะ, หลักอันนี้ มันต้องกล้าหาญและพากเพียร มันจึงจะผลิตประโยชน์ออก มาได้ เพื่อตนเองและผู้อื่น. ถ้าเอาตามที่ว่ามันขี้เกียจ แต่มันอยากได้เงินเดือนมาก ๆ มันก็วินาศแหละ, โลกนี้มัน ก็วินาศ. เอาเงินเดือนมาให้มาก ๆ แล้วงานไม่ต้องทำกัน ทุกคน. นี้แล้วโลกมันจะอยู่ได้อย่างไร ; แต่แล้วคน ในโลกนี้มันก็เป็นอย่างนั้นจริง ไม่มีใครอยากทำงานด้วย ความสมัครใจ, นอกจากทำด้วยความจำเป็นบังคับ; เพราะ ฉะนั้นเขายังไม่เป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง ละอายกันเสียบ้าง. ไปคิดเสียใหม่ ให้เห็นว่า การทำหน้าที่คือความ เป็นมนุษย์ ความเป็นมนุษย์อยู่ที่หน้าที่, ธรรมะอยู่ที่ หน้าที่, ทำหน้าที่คือมีธรรมะ มีธรรมะคือมีหน้าที่, มีหน้าที่ เป็นมนุษย์ เป็นมนุษย์ต้องมีหน้าที่. ฉะนั้นอย่าทำงาน ด้วยความจำเป็นจำใจ หรือความจำเป็นบังคับเลย. จงทำ อย่างสนุกสนาน พอใจว่ามันเป็นหน้าที่ ที่ทำให้เกิดความ
น.42 เพราะเราได้เป็นมนุษย์ เราพอใจ. ฉะนั้น เรารักหน้าที่ เราก็อยากทำงานอย่างยิ่งเลย, ได้ทำงานอย่างยิ่ง เป็นมนุษย์ที่ดีที่สุดนี้ ควรจะถือว่ามันแพงกว่าเงินเดือน. เงินเดือนกี่พันกี่หมื่น มันก็ไม่มีค่าเท่ากับว่าความเป็นมนุษย์ ที่ถูกต้อง. การเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องมีได้เพราะการทำหน้าที่ ไม่ใช่เพราะมีเงินเดือนสูง; เงินเดือนสูงมันฟลุคบังเอิญ ก็ได้, เอาเปรียบเขาก็ได้ อะไรก็ได้ ไม่มีความเป็นมนุษย์ ที่ถูกต้องอยู่ที่เงินเดือนมาก; แล้วยิ่งมีเงินเดือนมาก ดู เหมือนจะยิ่งเอาเปรียบมาก, ทำงานแต่น้อย ทำงานไม่คุ้มค่า เงินเดือน. พวกเงินเดือนมากทำงานไม่คุ้มค่าเงินเดือน ทั้งนั้นแหละ. ไปดูเถอะ พวกเงินเดือนน้อย ๆ เสียอีก บางทีจะทำงานคุ้มค่าเงินเดือน. ลูกศิษย์พระพุทธเจ้า สาวกพระพุทธเจ้ารับ แต่น้อย; เหมือนกับมีเงินเดือนน้อย แล้วก็ทำงานมาก ถ้าเขาเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า, เป็นพระเป็นเณรเป็น อะไรก็ตาม ไม่อยากจะรับเงินเดือนซึ่งเป็นฝ่ายเจ้าหนี้ รับมา แล้วมาทำให้เป็นลูกหนี้; แต่เราอยากจะทำโดยไม่ต้องเอา เงินเดือน ไม่ต้องเอาอะไรตอบแทน. นี่เพราะเห็นว่า
น.43 การทำนั้นมันมีค่ามากกว่าเงินเดือนหรือผลที่ได้รับ. แต่ที่ ต้องมีอาหารกินเลี้ยงชีวิตอยู่ได้นี้เป็นของธรรมดา มันก็ ต้อง รับเพียงว่ารับปัจจัย ๔, รับอาหารบิณฑบาต, รับเครื่อง นุ่งห่มอะไรไป พอมีชีวิตอยู่ได้ อย่างนี้มันเป็นเพียงส่วน น้อย, ต้องถือว่าทำงานคุ้มค่าปัจจัยสี่ที่รับมาจากทายก. นี้พวกข้าราชการฆราวาสที่มีเงินเดือนมาก ๆ นั้นระวังให้ดี ทำงานคุ้มค่าเงินเดือนหรือเปล่า ? ข้าราชการ แปลว่า ผู้ทำงานของพระราชา. คำว่า ราชา ราชานี้ แปลว่าพอใจ พอใจ. ถ้าใครยังไม่ทราบก็ อยากจะขอให้ทราบว่า ในพระบาลี ในพระไตรปิฎกเอง เป็น พระพุทธภาษิต เอง เล่าเรื่องมนุษย์มีขึ้นมาในโลกยุคแรกที่สุด เป็นมนุษย์ยุคแรกที่สุดในโลก รู้จักทำมาหากินทำไร่ทำนานี้ แล้วขโมยเบียดเบียนกันอย่างนั้นอย่างนี้ ด้วยความเห็น แก่ตัว. มนุษย์เหล่านั้นเดือดร้อนอย่างยิ่ง ก็ตกลงกันว่า จะมอบหมายให้ผู้มีอำนาจปกครอง, เขาเลือกเอาคนที่เก่งกล้า สติปัญญาสามารถร่างกายแข็งขันน่าเกรงขาม, เลือกคนนี้ให้ เป็นผู้ปกครอง ช่วยดูแลว่าอย่าให้มันขโมยกัน หรือประพฤติ ผิดต่อกัน. นี้ผู้ได้รับสมมุติคนนั้นก็ทำหน้าที่นั้น ภายใน
น.44 ๓๘ ขอให้ไปช่วยอบรมลูกเด็ก ๆ ทารกของเรา ให้มันมี คุณธรรมข้อนี้เกิดขึ้นในนิสัย สนุกเมื่อทำงาน, ไม่ใช่ สนุกเมื่อกินเมื่อเล่น; นั้นมันไม่น่าให้เกียรติไม่น่าเคารพ นับถืออะไร ถ้ามีความสุขพอใจเมื่อได้ทำงานแล้วก็ดีมาก. เมื่ออาตมายังอยู่ที่บ้านยังไม่ได้บวช มีโอกาสที่จะ เห็นเด็กตัวเล็ก ๆ, เด็กตัวเล็กๆ ของเราตามบ้านตามเรือน นั้น พอมันมีเรื่องอะไรขึ้นมาสักหน่อย มันว่าหนูทำเอง หนู ทำเอง, หนูทำเอง แย่ง ๆ งานนั้นไปทำ, จะทำอะไรสักนิด หนึ่ง จะหยิบของสักนิด จะกวาดขยะสักนิด ก็หนูทำเอง หนูทำเอง ; มาบวชเสียแล้วอย่างนี้ไม่ค่อยได้มีโอกาสเห็น. เดี๋ยวนี้มันจะเหลืออยู่หรือไม่ไม่รู้ น่าสงสัยเสียแล้ว ว่าที่บ้าน ที่เรือนจะมีเด็กตัวเล็ก ๆ คอยแย่งว่า หนูทำเอง หนูทำเอง อะไร หนูทำเองมีไหม ? ถ้าไม่มีมันก็เปลี่ยนแปลงมาก เพราะ ว่าเมื่ออาตมาเด็ก ๆ ก็เคยพูดอย่างนั้น, ฉันทำเอง ฉันทำเอง แย่งแม่ทำแย่งพี่ทำ แล้วก็ทำให้เร็วที่สุด ให้ดีที่สุด ให้พอใจผู้ ใหญ่ที่สุด. ถ้าสัญชาตญาณอย่างนี้ยังเหลืออยู่ละก็ดีมาก มัน เป็นรากฐานของวิริยะ แล้วก็จะอยู่กันอย่างง่ายดายที่สุด สำหรับจะมีความสุข. ถ้าการทำงานเป็นสวรรค์แล้วก็มัน
น.45 ๓๙ ง่ายดายที่สุด ที่จะอยู่กันเป็นผาสุก เดี๋ยวนี้ตีมันยังไม่ค่อยทำ เด็กที่วัด ใช้ให้ทำมันก็ไม่ได้ทำ, ใช้ ๒ - ๓ คำมันก็ไม่ได้ ทำ จนขี้เกียจใช้ก็เลิกกัน มันไม่มีว่าหนูทำเอง ฉันทำเอง, มันไม่ค่อยมีเสียแล้ว. ไปกู้กันใหม่ ไปชำระสะสางยกขึ้นมาใหม่ ให้มันเกิด วิริยะ สนุกในการทำหน้าที่ ยกมือไหว้ตัวเองได้ ว่าเป็น ผู้มีอะไรดีเพราะการทำหน้าที่. คนจะมีความสุขที่สุด ถ้า ยกมือไหว้ตัวเองได้ ; ถ้าคิดว่าจะยกมือไหว้ตัวเองสักทีแล้ว มันไหว้ไม่ลง, มันขยะแขยงอย่างนั้นอย่างนี้ คือนรก. รู้ไว้ ให้ดีเถอะ ว่ามันนรกอยู่นั่นแหละ, ไหว้ตัวเองไม่ลงคือ นรก. พอนึกถึงความดีของตัว ยกมือไหว้ตัวเองได้ ออก ปากมาชมเชยตัวเองได้ นั้นก็คือ เมืองสวรรค์อยู่ที่นั่น มี วิริยะต้องเป็นอย่างนี้. บารมีข้อที่ ๗ เรียกว่า ขันติ แปลว่าอดทน ทาง กายก็ได้ทางจิตก็ได้, อดทนทางกายเรื่องหนาวเรื่องร้อน เรื่องเจ็บเรื่องไข้ ก็ทนได้. ทางจิตก็ว่า ถูกเขาด่าว่าถูกเขา สบประมาท หรือว่ากิเลสมันบีบคั้น กิเลสมันขี่คอ จะให้ ไปทำเลวทำชั่วเราทนได้. นี้เรียกว่าอดทนทางจิต นี้กิเลส
น.46 ๔๐ มันบีบคั้น ให้ต้องไปทำสิ่งที่ไม่ควรจะทำ มันก็วินาศกัน เท่านั้นแหละ. กิเลสตัวเล็ก ๆ มันก็ยังบีบคั้นขี่คอคน ให้ สูบบุหรี่ก็ได้, สูบบุหรี่แล้วมันละไม่ได้ เพราะมันอดทนการ บีบคั้นของกิเลสไม่ได้ มันก็สูบบุหรี่. เดี๋ยวนี้ก็ละไม่ได้ มันต้องแอบสูบบุหรี่อยู่, อดทนการบีบคั้นของกิเลสตัว เล็ก ๆ ก็ไม่ได้ จึงละการสูบบุหรี่ไม่ได้ แล้วก็ไปทำอะไร ที่เลวร้ายมากกว่านั้น เพราะอดทนความบีบคั้นของกิเลส ไม่ได้ นี้เรียกว่าขันติ. ทีนี้เรื่องภายนอกทำไร่ทำนาทำอะไรก็ตาม มันต้อง อดทน ทนแดด ทนฝน ทนลม ทนเหนื่อย ทนยาก ทน- ลำบาก ทนเจ็บไข้เจ็บปวด ทนเขาแกล้งเบียดเบียน แกล้ง ด่าว่า แกล้งเบียดเบียน ทำตนเป็นศัตรู ก็ต้องทนได้ทั้ง นั้น. เราจะไปฆ่าเขา ไปอะไรตอบเขานั้นไม่ถูก, เราจะ ต้องทน แล้วในที่สุดมันจะชนะได้เพราะความทน. ทุกศาสนาเขาสอนให้เอาชนะเพราะความทนได้. ฉะนั้นขอให้ฝึกหัดอดทนไว้เถอะ, อย่าเห็นเป็นเรื่อง เสียเปรียบ อย่าเห็นเป็นเรื่องขี้แพ้ ไม่ใช่ขี้แพ้ นี่เป็น เรื่องขี้ชนะ ที่อดทนได้เป็นผู้ชนะ. ที่อดทนไม่ได้นั้นเป็น
น.47 ผู้แพ้ แพ้แก่กิเลสเต็มตัว, แล้วไม่เท่าไรก็จะแพ้แก่คนด้วย กันเต็มตัวขึ้นมาอีก ฉะนั้น ขอ ให้บูชาความอดทน เรื่องเกี่ยวกับ ความอดทนของพระพุทธเจ้า ใน อรรถกถาในชาดกนั้น มีมากเหลือเกิน อดทน, แม้ พระพุทธเจ้าก็สอนเรื่องความอดทน ถึงขนาดที่ว่า ถ้าเขา จับมาแล้วเอาเลื่อยมาเลื่อย หรือเอาเชือกหนังแข็งมีคมก็ได้ พันแข้งเข้าแล้วชักถูไปถูมา มันบาดหนังเข้าไป เจ็บปวดก็ ทนได้ไม่โกรธ, บาดเนื้อเข้าไปก็ทนได้ไม่โกรธคนเลื่อย, กระทั่งมันเลื่อยถึงกระดูก มันเจ็บที่สุดก็ทนได้ไม่โกรธ, จนกระทั่งถึงเยื่อในกระดูก ก็ทนได้ไม่โกรธ. นี่ทนได้อย่าง นี้ จึงจะเรียกว่าเป็นสาวกของเรา; ถ้าใครไม่ยอมทน คนนั้นไม่ได้เป็นสาวกของฉัน คือของพระพุทธเจ้า. นี่ ท่านชักชวนถึงความอดทนถึงขนาดนี้. เรื่องอื่น ๆ ก็ยังมี อีกมากมาย ทุกศาสนาก็สอนเรื่องความอดทนในทางทำ ความดี ด้วยกันทั้งนั้น. ฉะนั้นเราหัดอดทนไปตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ สอน ลูกเด็ก ๆ ทารกให้เขารู้จักความอดทน ในการทำงานมั่นก็ ต้องเหนื่อย. ในการสังคมซึ่งกันและกัน มันต้องกระทบ
น.48 กระทั่งด่าทอทะเลาะวิวาทไปตามแบบของคนเหล่านั้น เรา ต้องอดทน, แล้วเราจะต้องเป็นฝ่ายชนะ ผู้รุกรานจะต้อง เป็นฝ่ายแพ้เสมอในที่สุด. เรื่องทำมาหากิน ที่มันยาก จนไม่พอกินเพราะมันไม่อดทน ; ถ้าอดทนก็จะทำได้ ก็จะต้องมีกิน, ก็จะต้องเหลือกิน. แต่นี้ยากลำบากสัก หน่อยก็ไม่เอาแล้ว เพราะว่าไม่อยากทำงานมีอยู่ก่อนแล้ว พอทำงานเข้าลำบากก็ไม่อดทนก็เลิกเสีย เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นมาในโลกมาก เรื่องความ ไม่อดทนของมนุษย์ ค้นคว้าหาสิ่งทุ่นแรง เครื่องจักรทุ่นแรง มาใช้แทน คิดว่าเป็นผลดี ในที่สุดมันตระหลบหลังเป็น ผลร้ายทั้งนั้น เกิดปัญหานานาประการเกี่ยวกับเครื่องทุ่น แรงเข้ามา ทำให้มนุษย์พวกหนึ่งขี้เกียจ ก็ไม่ต้องทำงาน, แล้วพวกหนึ่งก็ใช้เป็นเครื่องเอาเปรียบอีกฝ่ายหนึ่ง เป็น เรื่องยุ่งไปหมด. เรื่องทำนาด้วยเครื่องจักรนี้ เขาว่าดี เดี๋ยวนี้ก็ชักจะรู้สึกแล้วว่าสู้ทำนาด้วยควายไม่ได้, บางทีทำนา ด้วยคนอย่างสมัยดึกดำบรรพ์ยังจะดีกว่าเสียอีก มันจะมีงาน ทำเต็มมือกันทุกคน มีกินมีใช้สม่ำเสมอไม่เหลื่อมล้ำต่ำสูง มันยังมีความดีอย่างนี้.
น.49 ๔๓ ฉะนั้นขอให้อดทน และ เมื่ออดทนให้รู้สึกเป็น สุขสนุกสนานไปเลย, มันก็ไม่มีปัญหา, ไม่ใช่เสียเกียรติ ไม่ใช่ขี้แพ้ ไม่ใช่โชคร้าย. นี่พอเหนื่อยเข้าสักหน่อยก็เห็น เป็นเรื่องเสียหาย เป็นเรื่องโชคร้าย เป็นเรื่องเกลียดชัง, ก็เลยไม่ต้องอดทนกัน. ไม่รู้จักความอดทน ไม่เป็นสาวก ของพระพุทธเจ้า ต้องรอได้ จึงจะประสบความสำเร็จ. เดี๋ยวนี้ คนหนุ่ม ๆ ที่เล่าเรียนมาเสร็จแล้ว ไม่มีงานทำง่ายเขาก็ไป ขโมย มันรอไม่ได้ ทนไม่ได้. นี่ที่เรียนเสร็จแล้วจะต้อง ไปเป็นขโมยนี้ จะมากขึ้นทุกที ๆ เพราะว่าสอบได้ปีหนึ่ง หลาย ๆ หมื่นคน, ไม่มีงาน ทำทนไม่ได้ก็ต้องไปเป็นอันธ- พาลตามถนน, คนที่สอบได้ปริญญาแล้วก็ไม่สมัคร ทำงาน กวาดถนน ไม่สมัครทำงานล้างท่อ ไม่สมัครทำงานอย่างนั้น มันก็ต้องไปเป็นขโมยแหละ, เพราะอดทนไม่ได้ ให้บูชาความ อดทนว่าเป็นสิ่งสูงสุด. พระพุทธภาษิตมีมากเหลือเกิน เรื่องสรรเสริญความอดทน กระทั่งว่าเป็นเครื่องประดับให้งด งาม. ให้มองดูบุคคลผู้อดทนว่าเป็นผู้ที่งดงาม กำลังสวม เครื่องประดับที่งดงาม, จนกระทั่งว่า จะหมดกิเลส บรรลุ มรรคผลนิพพาน ก็ด้วยความอดทนเป็นพื้นฐาน ทั้งนั้น.
น.50 ๔๔ ทีนี้ บารมีที่ ๘ เรียกว่า อธิษฐานะ. อธิษฐานะ แปลว่า ตั้งมั่น, อธิ แปลว่า ทับ, ฐานะ แปลว่า ตั้ง, ตั้งทับ ; หมายความว่าจิตปักแน่นลงไป ในวัตถุประสงค์ ที่ตนมี. ตนมีวัตถุประสงค์จะทำอะไร จะได้อะไร ต้อง การอะไร แล้วจิตบักแน่นลงไปที่นั่น เรียกว่าอธิษฐานะ ; ถ้าอยากเป็นพระพุทธเจ้านี้ ก็ปักแน่นลงไปที่ความเป็นพระ- พุทธเจ้า. เดี๋ยวนี้ใครอยากจะเป็นอะไร เป็นวัตถุประสงค์ ขอให้จิตบักแน่นลงไปที่นั้น เรียกว่าอธิษฐานะ ก็คืองาน ที่ทำนั่นแหละ. เราจะต้องทำงานอะไร จิตต้องบักแน่น ลงไปในงานอันนั้น จนงานอันนั้นสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี. เดี๋ยวนี้คำว่าอธิษฐานะนั้นไม่ค่อยจะมี ก็เพราะมันเนื่องมา จากไม่อดทน ถ้าเราบักแน่นลงไปว่าจะต้องได้อะไร จะต้อง เป็นอะไร มันก็ต้องได้ ขอให้มีอธิษฐานะ. มีคำพูดที่ยาวออกไปเรียกว่าสัจจาธิษฐาน, สัจจา- ธิษฐานะ สัตยาธิษฐาน ความสำคัญอยู่ที่ว่าอธิษฐานะ. อธิษฐานปักใจมั่นลงไปในวัตถุประสงค์ ด้วยความสัตย์ความ จริง. เป็นพระอย่างนี้เป็นพระที่ดีที่สุด, เป็นเณรที่ดีที่สุด เป็นอุบาสกที่ดีที่สุด, เป็นอุบาสิกาที่ดีที่สุด, ด้วยการตั้งจิต
น.51 ๔๕ อธิษฐาน แล้วมันก็ไม่ไปไหนเสีย ก็ต้องได้. ถ้าไม่อย่างนั้น กิเลสมันจะมายั่วเอาไป จะพาเอาไป จะดึงเอาไป, ความรู้สึก ฝ่ายต่ำมันมาลากเอาไป, ถ้าเราไม่ลงหลักให้มั่นคง จึงหมาย ความว่า ลงหลักมั่นคง จนสิ่งเหล่านี้มันลากเอาไปไม่ได้ . บารมีที่ ๙ เรียกว่า เมตตา-ความเป็นมิตร. ความ เป็นมิตร ก็คือความรักชนิดหนึ่ง เป็นเรื่องทางจิต แล้วก็ บริสุทธิ์ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์. ความรักอีกชนิดหนึ่งนั้น เป็นเรื่องความรักทางเนื้อหนัง ไม่บริสุทธิ์ เป็นที่ตั้งของกิเลส เป็นที่ตั้งของกามารมณ์, นั้นเป็นความรักอย่างที่มีกันตาม ธรรมดาทางเพศ ทางสัตว์เดรัจฉานก็มี อะไรก็มี ; เป็นความ รักทางฝ่ายภายนอก คือทางฝ่ายเนื้อหนัง ตั้งอยู่ได้ด้วยอำนาจ ของกิเลส. ธรรมชาติสร้างให้มีต่อม แกลนด์ สำหรับจะรู้สึก ทางเพศ เพื่อไม่ให้สูญพันธ์. ถ้ารักฝ่ายเนื้อหนังอย่างนั้น ก็เรียกว่าความรัก ไม่ใช่เมตตา. เมตตาคู่รักไม่มี, มันมีแต่ รักทางวัตถุทางเนื้อหนัง. ถ้ามันจะเกิดมีรักอย่างเมตตาขึ้น ในคู่รัก มันก็เป็นสองรักซ้อนกันอยู่ ; แต่มันหายากเพราะ ความรักทางเนื้อหนังมันรุนแรงเหลือเกิน มันครอบงำเอา เสียหมด.
น.52 ๔๖ เดี๋ยวนี้เมื่อพูดถึงว่าเมตตา ก็คือความรักโดยธรรมะ ไม่เกี่ยวกับเนื้อหนัง, เนื้อหนังไม่ถูกต้องกันเลยก็ได้ ก็มี ความรักถึงที่สุดได้ ด้วยความรักชนิดที่เรียกว่าเมตตา เป็น เรื่องจิตล้วน ๆ แล้วก็รักผู้อื่น เพราะว่าเหตุผลหลายอย่าง ตั้งแต่ว่าเราเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน เราก็รักกัน หรือว่าเราอยู่คนเดียวในโลกไม่ได้ เราก็ต้องรักกัน หรือมัน มีความรู้สึกมีเพื่อน สัญชาตญาณของการมีเพื่อน รู้สึกต้อง มีเพื่อน มันก็รักอย่างเพื่อน ฉะนั้นความรักที่ไม่เกี่ยวด้วย กิเลสหรือกามารมณ์ ก็เรียกว่าเมตตา เป็นพ่อแม่รักลูก ก็ยังเป็นเรื่องของเมตตา รักครูบาอาจารย์ รักอะไรทำนองนี้ ก็เป็นเรื่องของเมตตา กระทั่งรักสัตว์ทั้งหลายเกิดแก่เจ็บตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นก็เมตตา. พระพุทธเจ้าท่าน สอนให้ทำลายความรักแบบเนื้อ หนังนั้นเสีย แล้วก็มีความรักในทางจิตทางวิญญาณ คือเมตตา แล้วก็บำเพ็ญให้มาก ไม่ให้มีขอบเขตไม่เจาะจงกรณี การให้ ทานนั้นยังมีขอบเขตเจาะจงกรณี มีขอบเขตจำกัด ถ้าเมตตา แล้วก็ไม่มีขอบเขตจำกัด รักชีวิตทั้งหมดเสมอกันหมด ไม่ เจาะจงกรณีเพื่ออย่างนั้นเพื่ออย่างนี้ อย่างนี้เรียกว่าเมตตา
น.53 ๔๗ รักด้วยความรักที่เป็นธรรมะ ความรักที่เป็นธรรมะเขาเรียก ว่าเมตตา ความรักที่เป็นกิเลสนั้นเขาเรียกว่ากามารมณ์ เดี๋ยวนี้ เด็ก ๆ ไม่เข้าใจคำเหล่านี้เอาไปปนกันยุ่ง แล้วก็บูชากามารมณ์ แทนเมตตา มันก็เลยมีปัญหายุ่งยากลำบากมาก เพราะไป บูชาสิ่งที่เป็นข้าศึกเลวร้ายนั้นเสีย ฉะนั้นรู้จักเมตตารู้จักสอนให้เมตตา รู้จักทำไปด้วย เมตตา ไม่หวังอะไรที่จะตอบแทนเป็นวัตถุ มันเป็นความรัก โดยบริสุทธิ์ โดยธรรมะ เมตตาคำนี้แหละที่เป็นต้นเหตุของ คำว่าพระศรีอาริยเมตไตรย เมตไตรยคือมีเมตตา แปลว่าเป็น รากฐานของเมตตา ศาสนาพระเมตไตรยนั้นเต็มไปด้วยเมตตา. ฉะนั้นเลยไม่มีการเบียดเบียนไม่มีอะไรหมด มีแต่การช่วย เหลือ มีแต่ความรักอย่างมิตร เป็นโลกที่ผาสุกอย่างยิ่ง, เป็นศาสนาที่สูงสุด คือสมบูรณ์ทั้งทางวัตถุและจิตใจ, ไม่ มีเรื่องกิเลสเข้ามาเกี่ยวข้อง บารมี สุดท้าย ที่ ๑๐ เรียกว่า อุเบกขา แปลว่า ความวางเฉย หรือเพ่งเฉยอยู่. ที่เป็นบารมีนี้ไม่ใช่เวทนา, ไม่ใช่อทุกขมสุขเวทนา, แต่เป็นความรู้สึกที่ปกติอยู่ได้ เฉย อยู่ได้ เป็นปกติอยู่ได้, เราจะเฉยได้เมื่อช่วยไม่ได้, เมื่อ
น.54 ๔๘ มันช่วยไม่ได้ ไม่มีทางจะช่วยได้มันก็เฉยได้ ก็เรียกว่า อุเบกขา. เมตตาก็รัก กรุณาก็ช่วย มุทิตาก็ยินดีด้วย ; แต่ ถ้ามันเป็นไปไม่ได้ เหลือวิสัย ก็ต้องอุเบกขา. ฉะนั้น อุเบกขานี้มันจำเป็นต้องใช้ เมื่อช่วยไม่ได้ ; ถ้ามิฉะนั้น จะมาเป็นทุกข์ มาเป็นทุกข์เสียเองเพราะว่าช่วยเขาไม่ได้. ฉะนั้นอย่าต้องเป็นทุกข์เสียเอง เพราะว่าช่วยเขาไม่ได้จึง อุเบกขา, ทีนี้อุเบกขาเมื่อเห็นจริง, เมื่อเห็นว่ามันเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นเช่นนั้นเองตามธรรมชาติแล้ว มันก็เฉยได้ ; นี้อุเบกขาเมื่อเห็นจริง. ทีนี้ อุเบกขาในการปฏิบัติธรรม เมื่อมันเข้ารูป เมื่อเข้ารูปแล้ว มันจะเจริญ, เมื่อ ปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญาเข้ารูปแล้ว ก็ปล่อยไปได้ เฉยอยู่ได้ มันจะเป็น ไปเอง เมื่อญาณทัสสนะต่าง ๆ เข้ารูปแล้วปล่อยได้ มันจะ เป็นไปเอง. นี่อุเบกขาในเรื่องของ โพชฌงค์ ๗ จะมีคำว่า อุเบกขา บัสสิทธิ สมาธิ อุเบกขา นี้เฉยได้เมื่อมันเข้ารูป, เขาเปรียบอุปมาเหมือนกับว่าเราขับรถม้าลาก หรือขับเกวียน วัวลาก ; เมื่อทุกอย่างมันเรียบร้อย ถนนก็ดี อะไรก็ดี,
น.55 ๔๙ ดีหมด มันเข้ารูปก็ปล่อยได้, ไม่ต้องทำหน้าที่อะไร, ม้าก็วิ่ง ไปถึงปลายทางได้, อย่างนี้เรียกว่าอุเบกขาเมื่อมันเข้ารูป ใน ทางจิตใจก็มี อย่างเรื่อง โพชฌงค์ ๗, ไปศึกษาเอง. เมื่อธรรมะเข้ารูปเฉยก็ได้, เมื่อเห็นจริงมันเฉยเอง เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาแล้วมันเฉยเอง. ที่นี้สำหรับ ชาวบ้าน มันเฉยเมื่อช่วยไม่ได้หรือทำอะไรไม่ได้, บาง กรณีก็ต้องเฉยเหมือนกัน. เฉยทั้งหมดนี้เป็นบารมีทั้งนั้น คือมันไม่ทำให้เกิดปัญหา ไม่ทำให้เกิดทุกข์ เพราะฉะนั้นเฉย ให้ถูกทาง, อย่าเฉยในเมื่อมันไม่ควรจะเฉย, นั้นมันขี้เกียจ ต่างหากเล่าไม่ใช่อุเบกขา. เอาคำว่าขี้เกียจมาอ้างเป็น อุเบกขา แล้วก็ไม่ทำงาน นี้มีอยู่มากนะ ระวังให้ดี ; อย่างนั้นอุเบกขาขี้เกียจไม่ต้องการ. นี้เรียกว่าบารมีทั้ง ๑๐ นี้ มีอยู่อย่างนี้ พระพุทธเจ้า ท่านทำมาอย่างนี้, เราจะเดินตามท่านอย่างไร ? นี้เรียกว่า แนวทาง การบำเพ็ญบารมีที่ถูกแนวทาง. เราตั้งใจจะทำ ให้ดีให้เต็ม ; แต่ถ้ามันผิดแนวทาง มันไปทางไหนไม่รู้ อย่างน้อยเราต้องอาศัยหลักของพระธรรมของพระศาสนา เป็นแนวทาง แล้วทำให้ถูกแนวทาง ; เช่นบารมี ๑๐
น.56 ๕๐ ประการนี้เป็นต้น, แล้วยังมีอีกมาก. แนวทางที่เอามาใช้ ได้ยังมีอีกมาก ที่สำคัญที่สุดเป็นกลางที่สุด ก็เช่นอัฏ- ฐังคิกมัคค์. อัฏฐังคิกมัคค์เป็นทางบำเพ็ญบารมี ได้. ถ้าเราต้องการจะได้ประโยชน์ทางโลก ก็ถูกแนวทาง ของโลก. โลกนี้ ปุถุชนธรรมดานี้ มีทรัพย์สมบัติเพียงพอ, มีชื่อเสียงเพียงพอ, มีคนรักใคร่เพียงพอ, ก็พอแล้ว, ทำให้ ถูกแนวทางนี้ ก็เรียกว่าพอแล้วในโลก. แต่ถ้าเป็น เรื่อง โลกุตตระต้องทำกันจนหมดกิเลส จนวิมุตติหลุดพ้น เป็น เรื่องของสุญญตํ า . ในโลกนี้เป็นเรื่องของอัตตา มีตัวตนอย่าง โลกก็ทำให้อัตตาเจริญถึงที่สุด, พอมันหมดท่าไปมันเบื่อแล้ว มันก็จะหมุนไปอนัตตาหรือสุญญตา ก็ทำไปถึงที่สุด คือปล่อย วาง ไม่ยึดถือสิ่งใด ๆ เรียกว่าวิมุตติหลุดพ้น, ฉะนั้นบำเพ็ญ บารมีในรูปร่างเดียวกัน มุ่งหมายต่างกันก็ยังได้เช่นว่าปฏิบัติ อัฏฐังคิกมัคค์มีองค์ ๘ เพื่อผลเป็นโลกก่อนก็ได้ ; เมื่อถึงที่ สุดแล้วจึงให้มีผลเป็นโลกุตตระหลุดพ้นปล่อยวางก็ได้เหมือน กัน แม้บารมี ๑๐ ประการ สำหรับพระพุทธเจ้าโดยตรงที่ได้
น.57 ๕๑ อธิบายไปแล้วนั้น. เราเอามาปรับปรุง เพื่อประโยชน์อยู่ใน โลกนี้ก็ยังได้เหมือนกัน มันทำแต่เพียงขนาดหนึ่ง ไม่เต็มที่ ถึงโลกุตตระ ทำอย่างอยู่ในโลกิยะ เป็นอัตตาไม่ถึงขั้น อนัตตา. .. . . .... . . . . . . . . เอาละ, สรุปความกันเสียทีว่า บารมี แปลว่า การ ทำให้เต็ม ทำอะไรให้เต็ม ทำความเป็นมนุษย์ให้เต็ม, เป็น มนุษย์ไม่เต็มใช้ไม่ได้ ละอายสุนัขละอายแมว. ถ้าเป็น มนุษย์ที่ไม่เต็ม ต้องบำเพ็ญบารมีให้ความเป็นมนุษย์ของเรา เต็ม บารมีเป็นไปโดยสัญชาตญาณ โดยวิวัฒนาการของ ธรรมชาติ แต่มันน้อย มันช้า มันไม่ทันใจ. อย่าเอาเพียง เท่านั้นเลย อย่าเอาเพียงเท่าที่มันเป็นไปตามวิวัฒนาการโดย ธรรมชาติ, เอาโดยเราทำให้มันเต็มเร็วๆ ให้ทันอกทันใจ ทางวัตถุเรามีการศึกษาก้าวหน้า ทางเทคโนโลยี อะไรเหล่านี้ ทางจิตก็ควรจะเป็นอย่างนั้น ; ควรจะมีความ รู้แบบเทคโนโลยี มาพัฒนาจิตใจให้ไปเร็ว, มีความเต็ม แห่งมนุษย์โดยเร็วก็ได้แก่การบำเพ็ญบารมี ๑๐ อย่างที่ว่า. ถ้าทำอย่างเต็มที่ ทำอย่างรวดเร็วเหมือนเทคโนโลยีนี้ก็จะดี, เราสามารถเร่งให้มันเร็วได้ เร็วได้ ยิ่งทำได้ก็ยิ่งเร่งให้เร็วได้
น.58 ๕๒ ลำดับแห่งการบำเพ็ญมันเลื่อน เลื่อนขึ้นไป ก็หมายความว่า มันเร็วขึ้น ๆ. ในชีวิต ชีวิตนี้ดูเถอะ มันเป็นบารมีตลอดชีวิต มันตั้งต้นมาช้า ๆ เราพิจารณาให้เร็วขึ้น; เมื่อเด็ก ๆ มันมา อย่างธรรมชาติ บารมีของเด็กมันก็ช้า แต่เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ แล้วก็สามารถทำให้เร็วได้. แต่ต้องมีความรู้ที่ถูกต้อง มิฉะนั้นแล้วมันจะบารมีไปหากามารมณ์ เป็นความตกต่ำ เป็นฝ่ายต่ำ, ต้องรู้เท่าทันควบคุมให้เป็นไปในฝ่ายสูง จึงจะเรียกว่าบารมีที่ถูกต้อง. ที่นี้สำหรับลูกเด็กๆ ลูกทารกนี้แล้ว บิดามารดา ครูบาอาจารย์นั่นแหละมีความสำคัญมาก อย่าได้ละเลยเลย. บิดามารดาครูบาอาจารย์ ช่วยเอาใจใส่ ให้การบำเพ็ญ บารมีของลูกเด็กๆ เป็นไปอย่างถูกต้องและโดยเร็ว. อย่าปล่อยเขาไปตามบุญตามกรรมเลย; นั่นเพราะไม่รู้จัก ไม่รู้จักสิ่งสำคัญ, เห็นสิ่งสำคัญว่าไม่สำคัญ เห็นสิ่งไม่สำคัญ ว่าสำคัญ ก็เลยไม่ได้ช่วยเด็ก ๆ ให้รอดตัว. ทีนี้คำว่า บารมีนี้ ให้ถือว่าสำหรับชีวิตทั้งหมด ; อย่าถือว่าบารมีนี้สำหรับพระพุทธเจ้า สำหรับพระโพธิสัตว์
น.59 ๕๓ สำหรับพระอรหันต์เท่านั้น. ขอให้ถือว่าทุกชีวิต, ทุก ระดับทุกชีวิตจะต้องบำเพ็ญบารมีให้ถึงปลายทางเสีย โดยเร็ว. แม้เราเป็นคนธรรมดา ก็บำเพ็ญบารมีให้เต็ม เสียโดยเร็ว, บำเพ็ญบารมีอย่างโลก ๆ อย่างโลกิยะ ให้มันเต็ม. พอเต็มแล้วก็บำเพ็ญบารมีอย่างโลกุตตระหรือถ้าฉลาดก็ให้ มันเป็นคู่กันไปเคียงขนานกันไปก็ได้ มันไม่ขัดกันดอก เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่จะให้รอดให้พ้นเหมือนกันหมด. อย่า เข้าใจว่า ประพฤติธรรมะแล้วไม่เจริญในโลก ; ถ้าเอาความ เจริญในโลกแล้วประพฤติธรรมะไม่ได้ นั้นคนหลับตาพูด, อย่าไปเชื่อ ทำให้ถูกกับเรื่องเถอะ มันจะมีผลดีพร้อม ๆ กัน ไป. เรื่อง การให้ทาน เรื่อง การรักษาศีล เรื่อง การ หลีกออกจากกามารมณ์ เรื่องปัญญา สัจจะ วิริยะ ทำให้ ถูกเถอะ จะมีผลพร้อม ๆ กันไป ; ในทางโลกเราได้ผล ก่อน, ในทางโลกุตตระจะได้ผลทีหลัง. เอ้าในที่สุดนี้ ขอให้ถือว่า ทุกคนควรบำเพ็ญ บารมี . ในคนทุกคนมีสิ่งที่เรียกว่าจิต สิ่งที่เรียกว่าจิตนั้น เป็นสิ่งที่เหมาะสมและพร้อมที่จะบำเพ็ญบารมี หรือจะใช้ เป็นเครื่องบำเพ็ญบารมี ทุกคนมีจิต ในจิตนั้นมีเชื้อแห่ง
น.60 ๕๔ ความเป็นพุทธะอยู่ทุกจิต, แม้มันจะยังจิตต่ำมาก มันก็มีเชื้อ แห่งความเป็นพุทธ จะรู้ จะตื่น จะเบิกบานอยู่ด้วยกันทุกจิต. ฉะนั้นคนทุกคนมีจิต, ทุกคนเหมาะสมที่จะบำเพ็ญบารมี จึงขอร้องให้พิจารณา ให้เห็น ให้เห็นแจ้ง ทำไปให้ได้รับ ประโยชน์แท้จริง ซึ่งมันจะได้จริง ๆ ตามที่ควรจะได้. นี้เรียกว่าการบำเพ็ญบารมีที่ถูกแนวทาง เป็นปัจจัย ที่ ๕ อันดับที่ ๑๒ ที่มนุษย์จะต้องมี เพื่อให้ชีวิตทางฝ่ายจิต ฝ่ายวิญญาณ เจริญงอกงามก้าวหน้าไปจนถึงที่สุด, คู่กับฝ่าย กาย ที่ได้ปัจจัยเพียง ๔ มันก็พอแล้ว อย่าเอามากนักเลย. อาตมาเห็นว่าการบรรยายนี้ สมควรแก่เวลา หวัง ว่าท่านทั้งหลายจะได้เอาไปคิดนึกตรึกตรอง ใช้ให้สำเร็จ ประโยชน์ ทั้งในส่วนวิชาความรู้และส่วนการปฏิบัติ เต็ม ตามความสามารถของตน ก้าวหน้าในธรรมของพระศาสดา ผู้เป็นที่พึ่งของเราทั้งหลายได้ทุกทิพาราตรี. ขอยุติการบรรยายในวันนี้ ไว้แต่เพียงเท่านี้.
Buddhadasa