น.9 ทำงานให้สนุกได้อย่างไร. ท่านที่เป็นนักศึกษา และสนใจในธรรมะ ทั้งหลาย, เดี๋ยวนี้เรากำลังนั่งพูดกันกลางดิน ซึ่งมีความสำคัญ เป็นพิเศษ คือ พระพุทธเจ้าท่านประสูติกลางดิน, พระ- พุทธเจ้าท่านตรัสรู้กลางดิน, ท่านก็สอนกลางดิน อยู่กลางดิน ที่อยู่กลางดิน แล้วก็นิพพานกลางดิน. เราจึงถือว่า แผ่น ดินนี้เป็นสัญญลักษณ์ ที่อยู่ที่อาศัยที่ทุกอย่าง เกี่ยว- กับพระพุทธเจ้า. นี่ขอให้มีความสนใจในข้อนี้ด้วย. การอยู่บนตึกบนอาคารราคาแพง คือเรียนในมหา- วิทยาลัยตึกราคาแพงนั้น ไม่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า. พระ
น.10 ๒ ศาสดาทุกองค์ของทุกศาสนาก็ว่าได้ ล้วนแต่อยู่กลางดิน นับตั้งแต่เกิดกลางดิน และตายกลางดิน อย่างที่ว่ามาแล้ว. ฉะนั้น ขอให้มีจิตใจชนิดที่เข้ารูปกันได้กับแผ่นดิน, แล้วจิตใจของท่านทั้งหลาย ก็จะเหมาะที่จะฟังธรรมะ และเข้าใจธรรมะ. ถ้าจิตใจมันบินระเหเร่ร่อนไปสวรรค์ วิมาน ไปอะไรอยู่ละก็ยากมากที่จะเข้าใจธรรมะ. ฉะนั้น ขอให้ถือเป็นสิ่งพิเศษที่ได้ประสบ แล้วก็จดจำไว้ในใจตลอด ไป ถึงการที่ได้มานั่งกลางดินที่นี่และวันนี้. เอามือลูบดิน ในฐานะเป็นสิ่งสูงสุด อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า พระพุทธองค์ นั้นทรงประสูติกลางดิน อยู่กลางดิน นิพพานกลางดิน. และให้มองเห็นอีกแง่หนึ่งว่า ดินเป็นที่ตั้งของสิ่ง ที่มีชีวิตทั้งหลาย จะเป็นสัตว์เป็นคน เป็นต้นไม้ เป็นวัตถุ สิ่งของ ก็ล้วนแต่ตั้งอยู่บนพื้นดิน. แผ่นดินเป็นที่รองรับ สิ่งทั้งปวง ; มีความหมายเหมือนกับธรรมะ ซึ่งเป็นที่ รองรับแห่งสิ่งทั้งปวง. แผ่นดินมีความหมายเหมือนกับ ธรรมะ ซึ่งควรจะกำหนดไว้ด้วย เป็นที่รองรับสิ่งทั้งปวง. ธรรมะ หมายถึงสิ่งซึ่งเป็นรากฐานของสิ่งทั้งปวง, เกิด มาจากธรรมะหรือธรรมชาติ เป็นไปตามธรรมชาติ, ในที่สุด
น.11 ๓ มันก็แตกดับไปตามธรรมชาติ; จึงถือว่า แผ่นดินนี้เป็น เหมือนกับธรรมะ, ธรรมะเหมือนกับแผ่นดิน ในฐานะ ที่เป็นที่ตั้งที่รองรับ ที่เกิด ที่ดับ แห่งสิ่งทั้งปวง. เอาละ, ทีนี้เราก็จะพูดกันถึงหัวข้อที่ท่านทั้งหลาย ขอร้อง คือหัวข้อที่ว่า การงานคืออะไร ? จะทำงานให้สนุก และเป็นสุขในการทำงานได้อย่างไร ? หัวข้อนี้ดีมากหรือดีที่ สุดที่จะต้องพูดกัน ในฐานะพื้นฐานทั่วไปสำหรับทุกคน และ ก็ได้พูดเรื่องนี้อยู่ และก็อธิบายให้ชัดเจน ให้ละเอียด ให้สูง ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ว่าจะมีความสุขในการงานได้อย่างไร. การงานคือหน้าที่ ที่ต้องทำ. สิ่งแรกที่สุดที่จะต้องทราบก็คือว่า การงาน นั้นน่ะ คืออะไร กันเสียก่อน. การงานมีความหมายกว้าง ๆ ที่ทำ กันในทางโลก ๆ ทาง ชาวบ้าน ก็ทำการงาน โดยเฉพาะ ก็คืออาชีพ ; นี้ก็เรียกว่า การงาน. ภิกษุบรรพชิตก็ทำ กัมมัฏฐาน ซึ่งแปลว่าที่ตั้งแห่งการงาน ก็ทำการงาน ; แปลว่า ทั้งฆราวาส และทั้ง บรรพชิต ก็ล้วนแต่ ทำการงาน นี่ไปดูที่ตรงนั้นก่อน.
น.12 ๔ ถ้าไม่เข้าใจก็ดูต่อไปว่า มันหมายถึงอะไร ? มันก็ หมายถึงสิ่งที่ต้องทำ. คิดดูเถอะ การงาน มัน แปลว่า สิ่งที่ต้องทำหรือควรกระทำ, หรือระบุได้เลยว่า ต้องทำ. ถ้าไม่ทำการงานมันก็คือตาย, ไม่ทำการงาน อยู่เฉย ๆ เท่านั้น แหละ, มันก็ไม่ต้องกินอะไร แล้วมันก็ต้องตาย. นี้ก็ ต้องทำการงาน : การเคลื่อนไหว, การบริหารกาย, การทำการงานหาอาหารมาเลี้ยงชีวิต ก็เรียกว่าการงาน. . ทีนี้ก็เห็นได้ว่า การงาน นั้นคือสิ่งที่ต้องทำ, สิ่งที่ต้องทำนั้นเรียกว่า หน้าที่. หน้าที่ จำคำว่า หน้าที่ หน้าที่ ไว้ให้ดี; ถ้าเข้าใจคำว่า หน้าที่ แล้วจะเข้าใจสูง ขึ้นไปถึงคำว่า ธรรมะ ธรรมะ. คุณอาจจะไม่เคยเล่าเรียน ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาว่า คำว่า ธรรมะ ธรรมะ นี้แปลว่า หน้าที่ เพราะว่าในโรงเรียน ในหนังสือเรียน จะพูดกัน แต่ว่าธรรมะ คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า. ธรรมะ คือ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เท่านี้มันไม่พอ มันไม่ถูกด้วย ; เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ ธรรมะนี้ เขาพูดกัน เขามีกัน เขาใช้กันอยู่ตั้งแต่ก่อน พระพุทธเจ้าเกิด. คำว่า ธรรมะ ธรรมะ นี้มีมาก่อนพระพุทธเจ้าเกิด เขาหมายถึงหน้าที่,
น.13 ๕ หน้าที่ นั่นน่ะคือธรรมะ, คือพอมนุษย์พ้นจากความ ป่าเถื่อน พ้นจากความเป็นคนป่ามาพอสมควรแล้ว ก็มี มนุษย์ที่สังเกตเห็นว่า เออ, มันมีสิ่งที่เรียกว่าหน้าที่ที่ต้อง ทำน่ะ. เขาเรียกสิ่งนั้นโดยภาษาของเขาสมัยนั้นว่า ธรรมะ ซึ่งเป็นคำโบราณ เก่าแก่ ดึกดำบรรพ์ที่สุดว่าธรรมะ ธรรมะ ธรรมะ แปลว่า หน้าที่; เมื่อคนเล็งเห็นหน้าที่ หรือ ความจำเป็นของหน้าที่ เขาก็เรียกสิ่งนั้นว่า ธรรมะ, ธรรมะ. ฉะนั้นให้รู้กันเสียไว้ที่ก่อนว่า ธรรมะนั้นคือหน้าที่. เขาก็พูดกันเรื่องหน้าที่; พูดกันเรื่องหน้าที่, คำพูดนี้มากขึ้น ๆ จนเป็นระบบคำสอน เป็นระบบ ก็เรียกว่า ธรรมะ แปลว่า หน้าที่. แต่มันมิได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น มันมากขึ้น ๆ สูงขึ้น ดีขึ้น ๆ; คำว่า ธรรมะมันก็มากขึ้น ดีขึ้น และสูงขึ้น จนกระทั่งพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นมาในโลก ท่านก็สอนเรื่องหน้าที่คือธรรมะนี่สูงขึ้นไปจนถึงสูงสุด คือ บรรลุมรรคผลนิพพาน. ฉะนั้น ขอให้เข้าใจความหมายของ คำว่า หน้าที่, หน้าที่ คือคำว่า ธรรมะ, ธรรมะ นั่นแหละ คือหน้าที่ มันก็มีแต่ว่า คำสอนเรื่องหน้าที่ ตามแบบของ สำนักนั้น ตามแบบสำนักนี้ ตามแบบสำนักโน้น ซึ่งมีอยู่
น.14 ๖ หลายๆ สำนัก. ฉะนั้น เขาจึงระบุว่า ชอบธรรมะของใคร ? ชอบธรรมะของพระสมณโคดม หรือชอบธรรมะของศาสดา ชื่ออะไร ? ทุกศาสดาล้วนแต่สอนเรื่องหน้าที่ ; แต่ท่าน สอนกันเฉพาะในระดับสูง ไม่ลดลงมาถึงระดับต่ำ เช่นทำนา ทำไร่. ฉะนั้นสิ่งที่เราได้ยิน เรียกว่า ธรรม ธรรมะนั้น จึงได้ยินพูดกันแต่เรื่องระดับสูง ไปสวรรค์ บรรลุมรรคผล นิพพานทั้งนั้น. แต่ที่จริง ธรรมะระดับต่ำ ทำไร่ทำนา ของชาวไร่ชาวนานี้ เขา ก็เรียกว่าธรรมะ เหมือนกัน คือ ธรรมะของฆราวาส ธรรมะของชาวไร่ ธรรมะของชาวนา, แล้วแต่ว่าเป็นหน้าที่ชนิดไหน ก็ธรรมะชนิดนั้น. ที่เป็น ชั้นสูงก็เรียกว่า กรรมฐานสำหรับบรรพชิต สำหรับภิกษุ สามเณร, ทำกรรมฐานก็คือทำการงาน หรือทำหน้าที่ จึง เห็นได้ชัดว่า ธรรมะ คือหน้าที่, ธรรมะ คือหน้าที่. ทีนี้ดูกันต่อไปจากคำว่า หน้าที่. คำว่า หน้าที่ ก็คือ สิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิตทุกชนิด และทุกระดับ. ชีวิต ทุกระดับ จะเป็นเทวดา เป็นมนุษย์ เป็นสัตว์เดรัจฉาน กระทั่งเป็นต้นไม้ต้นไล่อย่างนี้ มันมีชีวิตทั้งนั้นแหละ ; ถ้ามีชีวิต มัน ก็ต้องมีหน้าที่ แล้วมันก็ต้องทำหน้าที่, ถ้า
น.15 ๗ มันไม่ทำหน้าที่มันก็ตาย. ลองคนไม่ทำหน้าที่มันก็ตาย ไม่เคลื่อนไหว ไม่บริหารกาย ไม่กินอาหาร ไม่อะไรต่าง ๆ มันก็ตาย. สัตว์ก็เหมือนกัน จึงเรียกได้ว่า ชีวิตมันอยู่ได้ ด้วยหน้าที่, ด้วยการทำหน้าที่. หน้าที่จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น สำหรับสิ่งที่มีชีวิต, หน้าที่ก็คือธรรมะอย่างที่ว่ามาแล้ว ; เพราะฉะนั้น ธรรมะก็คือสิ่งที่จำเป็นสำหรับสิ่งที่มีชีวิต นั่นเอง. เราต้องมองเห็นความสำคัญ ความสูงสุด ประเสริฐ ที่สุด ของสิ่งที่เรียกว่าหน้าที่, แล้วก็ชอบหน้าที่ บูชา หน้าที่ จึงชอบการงาน ชอบทำการงาน เห็นการงานเป็น สิ่งสูงสุด ; ไม่เหมือนกับคนโง่ทั้งหลายที่ไม่ชอบทำหน้าที่. อย่างอุดมคติของคนบางพวกว่า ไม่ต้องทำงาน แต่ต้อง ได้เงิน, ต้องการเงิน ต้องได้เงิน นี้ก็มีอยู่พวกหนึ่ง อย่าไปออกชื่อเขาเลย. ลัทธิชนิดนั้นเขามีอยู่ในโลกนี้ ไม่ต้องทำการงาน แต่ต้องการเงิน, แล้วก็ต่อสู้ แย่งชิง เพื่อให้ได้เงินโดยไม่ต้องทำการงาน, หรือทำการงานแต่น้อย ที่สุด มันก็มีการต่อสู้กันระหว่างชนกรรมาชีพกะนายทุน. พวกหนึ่งต้องการทำงานน้อยที่สุด เอาเงินมากที่สุด นี้เพราะ
น.16 ๘ เขาไม่มองเห็นอย่างเรามองเห็นว่า หน้าที่มันเป็นสิ่งสูงสุด สำหรับมนุษย์. ฉะนั้นขอให้ทำให้เต็มที่ ทำให้สุดเหวี่ยง สุดความสามารถ แล้วปัญหาก็จะหมด, มันก็ไม่เกิดการ ต่อต้านชนิดนี้กันให้ลำบากกันไปทั้งโลก. เราก็จะอยู่ในพวกที่ไม่ชอบทำงาน ไม่บูชาการงาน ด้วยก็ได้ เพราะเราก็ยังโง่อยู่ ไม่รู้ว่าหน้าที่คือธรรมะ ธรรมะ คือหน้าที่. เราอยากทำงานแต่น้อย เราก็ไปทำงานสาย แล้วก็กลับบ้านเร็ว; นั้นคือคนที่ไม่รู้ว่าหน้าที่คืออะไร. ถ้ารู้ว่าหน้าที่คือสิ่งสูงสุด ประเสริฐที่สุดของสิ่งที่มีชีวิต เราก็พอใจแล้วก็ทำ; อันนั้น จะเป็นเหตุให้ทำการงาน สนุก. ผลของการทำหน้าที่คือความรอด. เดี๋ยวนี้อยากจะพูดไปในความหมายของหน้าที่, หน้าที่ คือสิ่งที่จำเป็นของสิ่งที่มีชีวิต; ผลของมันคือความ รอด ดูที่หน้าที่ แล้วก็ดูผลของหน้าที่ ก็คือความรอด. ฉะนั้น ช่วยจำคำว่า ความรอด นี้ไว้ให้ดีๆ ทุกศาสนา ทุกศาสนาในโลก ก็ จะมีจุดหมายปลายทาง เรียกตรงกัน
น.17 ๙ เหมือนกันหมดว่า ความรอด จนพูดได้ว่า มีความรอดตาม แบบของพุทธศาสนา, มีความรอดตามแบบคริสตศาสนา, ความรอดตามแบบศาสนาอิสลาม พราหมณ์ ฮินดู ซิกข์ อะไรก็สุดแท้ ล้วนแต่มุ่งที่ความรอด ๆ ด้วยกันทั้งนั้น. นี่ข้อที่ ศาสนา เหมือนกัน หรือ ตรงกัน ก็คือ ว่าสอนหน้าที่เพื่อความรอด ด้วยกันทั้งนั้น. ถ้าเราถือ พระพุทธศาสนา ก็มีหน้าที่ตามแบบพุทธศาสนา, มีความ รอดตามแบบพุทธศาสนา, ดับทุกข์สิ้นเชิงตามแบบของ พุทธศาสนา, แต่ก็ไม่พ้นที่จะเรียกว่า ความรอด, ความรอด ความหลุดพ้น. สวนโมกข์นี้ก็เอาคำนี้มาใช้เป็นชื่อ, เป็นชื่อ โมกฺข โมกข์ แปลว่า รอด หลุดพ้น เหมือนกัน. ทีนี้ความรอดนั้นก็มี ๒ ระดับ : ระดับทั่วไป เป็นความรอดทางร่างกาย รอดทางร่างกาย, ระดับสูงขึ้น มาคือความรอดทางจิตใจ. รอดทางร่างกาย ก็คือไม่ตาย แล้วก็สบาย. ร่างกายอยู่ในสภาพที่ดี นี่รอดทางกาย มีเท่านี้ คือไม่ตาย แล้วก็อยู่ในสภาพที่ดี; เท่านี้มัน ไม่พอ มันมีจิตใจอีกส่วนหนึ่ง มันยังมีปัญหาถูกกลุ้มรุมด้วยความ ทุกข์ ด้วยกิเลส ด้วยกรรม ด้วยอะไรต่าง ๆ ต้องรอดทาง
น.18 ๑๐ จิตใจอีกชั้นหนึ่งด้วย. รอดชั้นที่ ๒ คือรอดทางจิตใจ ถ้ารอดทางจิตใจ แล้วจิตใจก็ พ้นจากความทุกข์ทั้งปวง ในทางจิตใจ. นี่เป็นความรอดที่ศาสนาทุกศาสนา มุ่งหมาย ; ของพุทธศาสนาก็ไปจนถึงบรรลุนิพพาน พ้น จากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย พ้นจากปัญหาทุกชนิด นี่ความ รอดสูงสุดอยู่ที่นี่. รวมความแล้ว ความรอดมีอยู่ ๒ ความหมาย คือ รอดทางกาย และรอดทางจิตใจ, และ ความรอดนี้เป็นผล ของหน้าที่ ของการทำหน้าที่ หรือการทำการงานนั่นเอง. ดังนั้น เรามองดูทีเดียวตลอดว่า การงานก็คือสิ่งที่ทำให้ เกิดความรอด ทั้งทางกายและทางจิต. เราต้องทำการ งานทั้งทางกายและทางจิต จึงจะรอดทั้งสองทาง. เดี๋ยวนี้คน ชาวบ้านธรรมดารู้จักแต่รอดทางกาย เขาก็ทำกันแต่รอดทางกาย, แล้วทำกันจนเฟ้อ จนกลายเป็น ผิดไปเสีย คือมันเกินรอดไปเสีย, แทนที่จะเป็นรอดทางกาย มันกลายเป็นฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อทางกาย จนเงินเดือนไม่พอใช้. นี่มันเกินความรอดไปเสียอีก, มันเกินความหมายของคำว่า ความรอด, มันกลายเป็นบำรุงบำเรอฟุ้งเฟ้อแก่ทางร่างกาย
น.19 ๑๑ ก็เลยกลายเป็นทาส เป็นทาสทางร่างกาย, เป็นทาสของ ร่างกาย เป็นทาสของกิเลส ; แทนที่จะเป็นความรอด มันกลายเป็นทาส เป็นความติด ติดคุกติดตะรางของกิเลส นั้น. ฉะนั้นอย่าไปเข้าใจผิดว่าไปบำรุงบำเรอทางร่างกาย อย่างที่เขาทำกันแล้วมันก็จะรอด หรือมันก็จะดี. คิดดูเถอะ คนที่หลงใหลเรื่องความสุขทางเนื้อหนังนั้น ก็ไปติดคุกติด- ตะราง เป็นทาสของร่างกายทั้งนั้นแหละ ; ต้องหามา บำรุง ร่างกายเกินพอดี อย่างที่เรามี ๆ กันอยู่ในบ้านในเรือน มีสิ่งที่ไม่จำเป็นเยอะแยะไปหมด. นั้นมันคือความโง่ ไปหามาเพื่อบำรุงบำเรอทางกาย, แล้วมันก็เกินความรอดทาง กาย กลายเป็นความฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อในทางกาย ก็ได้เป็น ทาส. เรื่องมันก็จบกันแหละ ถ้าทางกายมันก็ยังผิด แล้ว ทางจิตมันก็ผิด เดี๋ยวนี้ เราทำให้ ร่างกายอยู่สบาย เหมาะสมที่จะ ทำการงาน, มีสุขภาพดีก็พอแล้ว ทีนี้ เวลา เรี่ยวแรง ทรัพย์สมบัติที่เหลือ จากนั้น ก็ขวนขวาย เพื่อทำความ รอดในทางจิตใจต่อไป จึงศึกษาธรรมะ และปฏิบัติ ธรรมะอยู่เป็นประจำ.
น.20 ๑๒ นี่เรียกว่า ทำการงานทั้งทางกายและทางจิตนี้ต้อง ทำให้ถูกต้อง ให้พอดี หรือให้ เหมาะสม. แต่ถ้าทำด้วย ความไม่อยากทำ ไม่ทำดีกว่า; ไปทำงานก็สาย กลับมาก็ โกงเวลา นี้เรียกว่าคน ไม่ซื่อตรง, คนไม่รู้เรื่องหน้าที่ การงานว่าคืออะไร ไม่บูชาการงาน. คนอย่างนี้มันน่า ละอายสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งมันไม่เคยโกงเวลา ไม่เคยโกงหน้าที่ สัตว์เดรัจฉาน. คนนี้ตัวโกงเวลา โกงหน้าที่การงาน แม้ ที่เป็นของตนเองก็ยังโกงคือขี้เกียจ ที่เป็นข้าราชการด้วย แล้วยิ่งได้ โกงกันใหญ่เลย. นี้อยากจะให้คิดถึงเรื่องต้นไม้ต้นไล่นี้ มันมีชีวิต เหมือนกัน และมันก็ต้องทำการงานเหมือนกันนะ ; ตามที่ เราเรียน ๆ กันมานี้ว่า ต้นไม้นี้เวลากลางวันมันคายแก๊ส- ออกซิเยน, แล้วกลางคืนมันคายแก๊สที่ตรงกันข้าม คือแก๊ส คาร์บอนไดอ๊อกไซด์, ก็แปลว่ามันทำงานทั้งกลางวันและ กลางคืน ; ไม่อย่างนั้นจะเอาแก๊สออกซิเจนที่ไหนมาคายได้ ตลอดวัน หรือจะเอาแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ไหนมาคายได้ ตลอดคืน ; แปลว่า ต้นไม้ทำงาน ๒๔ ชั่วโมง. ถ้า เทียบกับ คนทำงาน ๘ ชั่วโมง ก็ยังโกงเวลา นี่ควรจะ
น.21 ๑๓ ละอาย มันบ้าง คือว่าทำงานให้เต็มให้บริบูรณ์ตามหน้าที่ ตามความหมาย ตามคุณค่าของการงาน ต้องทำการงานให้เหมาะสมสถานะ. นี้อยากจะขอเตือนกันเป็นข้อแรกว่า จะต้องทำ การงานให้เหมาะสมกับสถานะของตน; เป็นมนุษย์ทำ การงาน ถ้าเป็นเทวดา ถ้ามีเทวดา ก็ต้องทำหน้าที่ของ เทวดาเหมือนกันแหละ, สัตว์เดรัจฉาน ทำหน้าที่สัตว์ เดรัจฉาน, ต้นไม้ทำหน้าที่ต้นไม้. แต่เป็น หน้าที่ที่ถูก ต้อง คือหน้าที่เพื่อความรอด หน้าที่เพื่อคดโกงเพื่อ กิเลสนั้นไม่ใช่หน้าที่ ; เช่นคนอันธพาลก็จะพูดว่า ฉันมี หน้าที่ปล้น จี้ ขโมย ฉันมีหน้าที่อย่างนี้ นั้นมันไม่ถูก, หน้าที่อย่างนั้นมันไม่ใช่เพื่อความรอด, มันเพื่อสร้างปัญหา เพื่อสร้างความทุกข์ขึ้นมาใหม่. ฉะนั้นขอให้เข้าใจเสียใหม่ ว่า คำว่า หน้าที่นั้นต้องถูกต้อง. ทีนี้คำว่า ถูกต้อง ตามภาษาธรรมะนั้น คือเกิด ประโยชน์แก่ทุกคน ไม่เป็นโทษแก่ผู้ใด, ไม่เป็นโทษ แก่ผู้ใดและเป็นประโยชน์แก่ทุกคน นั้นเรียกว่าถูกต้อง.
น.22 ๑๔ ฉะนั้นคำว่า หน้าที่ หน้าที่ นี้ต้องหมายถึงหน้าที่ที่ถูกต้อง, ไม่เป็นอันตรายแก่ใคร แต่เป็นประโยชน์แก่ทุกคน. ขอให้เราทุกคนยึดหน้าที่ที่ถูกต้อง, มีหลักยึดหน้าที่ ที่ถูกต้องแก่ความเป็นมนุษย์ของเรา ก็จะเรียกว่า มีหน้าที่ อย่างมนุษย์ มีธรรมะอย่างมนุษย์. นี่การงานคือสิ่งนี้ นี่ ในความหมายแรกที่จะต้องพูด การงานก็คือสิ่งนี้. การงาน คือหน้าที่ของสิ่งที่มีชีวิต จำเป็นสำหรับ สิ่งที่มีชีวิต ทำแล้วเกิดความรอดทั้งทางกายและทางจิต นั่นน่ะคือการงาน ; เป็นฆราวาสก็อยู่ในระดับ ฆราวาส, เป็นบรรพชิตเป็นนักบวช ก็สูงขึ้นไปถึงระดับบรรพชิต, แต่ก็เรียกว่าการงานทั้งนั้น. ดังนั้นบรรพชิตก็ทำการงาน ตามหน้าที่ของตน ; เช่นที่เรียกว่าทำกัมมัฏฐาน ทำ กัมมัฏฐานนั่นน่ะคือตัวการงานสูงสุด. กมฺม แปลว่า การงาน ฐาน แปลว่า ที่ตั้ง, กัมมัฏฐาน คือที่ตั้งของการงาน หมายความ ว่าการงานที่มันแน่นอน แน่นเพ็น ประเสริฐสูงสุด. เอาละ เป็นอันว่า ทำกันทั้งฆราวาสและบรรพชิต นี่คือการงาน. สรุปสั้น ๆ ว่า การงาน คือหน้าที่ของสิ่งที่มีชีวิตทุก ชนิด แล้วเรียกโดยภาษาโบรมโบราณเก่าแก่ว่า ธรรม-
น.23 ๑๕ ธรรม-ธรรมะ หรือ ธรรม, คำนั้นแหละ แปลว่า หน้าที่; ดังนั้น การงานก็คือธรรมะ นั่นเอง. สรุปแล้วการงาน คือธรรมะทุกระดับ การงานก็มีหลายระดับ ธรรมะก็จึงมี หลายระดับ ตามความหมายเดียวกัน. ทำงานให้สนุก, เป็นสุขในการทำ. เอ้า, ทีนี้ก็มาถึงประเด็นที่ ๒ ที่ว่า เราจะสนุกและ เป็นสุขในการทำงานได้อย่างไร ? นี่มันตอบอยู่ในตัวแล้วนะ ถ้าเราเห็นแจ้งในใจว่า การงานคือธรรมะ การงานคือธรรมะ ธรรมะคือการงาน. อย่าโง่เหมือนที่เคยโง่มาแต่ก่อน ว่า ธรรมะไม่รู้อะไร ต้องไปทำกันที่วัด ไปงุบงิบอะไรกันอยู่ที่วัด ไปสวดมนต์ภาวนากันอยู่ที่วัด , ไม่ได้หมายถึงหน้าที่การงาน ที่ทำอยู่ทุกวัน นั้นมันเข้าใจผิด การงานทุกชนิดทุก ระดับเป็นธรรมะเสมอกัน ทำนาทำสวนอยู่ ก็เป็นธรรมะ ของชาวนาชาวสวน, ค้าขายอยู่ก็เป็นธรรมะของคนค้าขาย, ทำราชการอยู่ก็เป็นธรรมะของข้าราชการ, เป็นกรรมกร ทำงานอยู่ ก็เป็นธรรมะของกรรมกร, กระทั่งนั่งขอทานอยู่ ก็เป็นธรรมะสำหรับคนขอทาน. ขอให้ทำไปให้ดีเถอะ
น.24 ๑๖ ธรรมะจะช่วยให้หลุดพ้นจากสภาพอย่างนั้น ; ทำหน้าที่ ขอทานดี ๆ ไม่เท่าไรก็พ้นจากสภาพขอทาน ไปเป็นอย่างอื่น ได้, ชาวนาชาวสวนทำงานหนักอยู่ ทำให้ดีๆ มันจะพ้น สภาพจากความหนักความเหนื่อย พ้นสภาพจากความเป็น ชาวนาชาวสวน กลายเป็นผู้มีเงิน ผู้มั่งมีได้เหมือนกัน ฉะนั้นเรารู้เสียก่อนซิว่า การงานน่ะคือธรรมะ เราจะเห็นด้วยตนเองว่า เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด คือ ช่วย ให้พ้นจากความต่ำ ไม่ตกต่ำ แล้วก็สูงขึ้นไป ๆ สูงขึ้นไป จนพ้นจากความทุกข์ หรือปัญหาทั้งปวง. นี่เมื่อรู้ว่า การงานคือธรรมะ คนก็รักการงาน บูชา การงาน อยากจะทำงาน. นี่เพราะอย่างนี้จึง ทำงานสนุก เพราะรู้สึกว่าการงานคือสิ่งสูงสุดของมนุษย์ ก็ทำ แล้วก็ พอใจ ว่าได้ทำสิ่งที่สูงสุด ประเสริฐที่สุด มีเกียรติที่สุด ของมนุษย์ มันก็สนุกซิ. ที่เรา ทำไม่สนุกน่ะ เพราะเรามองไม่เห็นความ ประเสริฐของการงาน , เราฝืนใจทำ, พอเหงื่อออกมาก็โกรธ โมโห โทโส นี้มันคนโง่. ถ้าคนฉลาด ทำงานพอเหงื่อ ออกมา เขาบอกว่าเป็นน้ำอมฤต มาอาบรดเราให้เยือกเย็น,
น.25 ๑๗ เหงื่อกลายเป็น น้ำมนต์ที่เยือกเย็น มารดให้พอใจใน การงาน , เขาก็ทำงานสนุก เหงื่อออกมากเท่าไรยิ่งพอใจ นี่เด็กโง่ ๆ จะเข้าใจอย่างนี้ไม่ได้ เพราะเขาไม่รู้ ความหมายของคำว่าสนุก ที่ถูกต้องตามแบบของธรรมะ คือ หน้าที่ของมนุษย์. ถ้าพอใจแล้วมันก็สนุกแหละ, ถ้าพอใจ แล้วมันก็สนุกละ, การงานก็กลายเป็นของชวนให้ทำ เหมือน กับการเล่นไปเลย. เราเล่นหัวสนุกสนานอย่างไร คนที่ รู้จักธรรมะว่าคือหน้าที่การงานแล้ว เขาก็ทำงานทั้งหลาย สนุกไปอย่างนั้น. คนบางคนทำงานสนุก เพราะเห็นแก่เงิน นั้นมัน ก็ได้เหมือนกัน ก็สนุก พวกกรรมกรทำงานสนุกก็เพราะ เห็นแก่เงิน นั้นยังไม่ดีเท่าไร. ถ้าใครทำงานเพราะรู้สึกว่า งานคือหน้าที่ งานคือธรรมะ งานคือเกียรติยศของมนุษย์ งานคือสิ่งประเสริฐสำหรับมนุษย์ รู้สึกอยู่ในใจอยู่อย่างนั้น แล้วก็ทำงานสนุก งานนั้นก็จะเป็นการเล่นสนุก เหมือน เล่นกีฬาไปก็ได้ นี่จะทำงานสนุก ก็เพราะมองเห็นว่า งานนั้นคือธรรมะ คือหน้าที่ของสิ่งที่มีชีวิต เป็นสิ่งประเสริฐ ที่สุดของสิ่งที่มีชีวิต อย่าลืมในข้อนี้เสีย แล้วก็พอใจ.
น.26 ๑๘ ความพอใจนี้เป็นสิ่งที่ลึกลับอันหนึ่ง คือ ความ พอใจนั้นจะทำให้เกิดความสุข ; ถ้าไม่พอใจแล้วไม่มีทาง ที่จะเกิดความสุข. ถ้าพอใจอย่างเลว พอใจอย่างผิด พอใจ อย่างโง่ อย่างต่ำ มันก็เป็นความสุขอย่างเลว อย่างโง่ อย่างต่ำ ไปตามความพอใจ. ถ้าความพอใจนั้นมันถูกต้อง มันสูง มันประเสริฐ ก็ให้เกิดความสุขชนิดที่สูง ที่ประเสริฐ , จึงแล้วแต่ความพอใจนั้นเป็นอย่างไร พอใจระดับไหน พอใจระดับสูงสุด ก็เพราะรู้สึกธรรมะอยู่ในใจ, ก็พอใจระดับ สูงสุด ก็เกิดความสุขระดับสูงสุด. ความพอใจเป็นเหตุให้เกิดสุข. นี่ความพอใจเป็นเหตุให้เกิดความสุข มีอยู่เป็น ระดับ ๆ หรือชนิด. ถ้าพอใจผิด ความสุขก็ผิด เป็น ความสุขโง่ เป็นความสุขหลอกลวง ; เช่นจะไปชอบ อบายมุข : ดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน ดูการเล่น ฯลฯ ไปชอบใจอบายมุข พอใจอบายมุข มันก็ ได้ความสุขชนิด หลอกลวงมา ไม่เท่าไรก็ฆ่า ทำลายบุคคล นั้นเอง. ทีนี้ พอใจในหน้าที่ที่ถูกต้องหรือธรรมะ มันก็ไม่เกิดผลอย่างนั้น,
น.27 ๑๙ มันเกิดผลในทางความถูกต้อง, ความสุขความเจริญ ก็เจริญ อยู่ได้. ความพอใจชนิดนี้ไม่ให้โทษ มันจะทำให้เกิด ความก้าวหน้า, ทำให้เกิดความสุข อยู่ตลอดเวลาที่ทำการงาน. นี่แหละจะต้องรู้จักสิ่งที่เรียกว่า การงาน และ รู้จัก สิ่งที่เรียกว่า ความพอใจในการงาน, แล้วก็จะรู้สึกความสุข ที่เกิดมาจากความพอใจ. ดังนั้น จะต้องรู้จักสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ ธรรมะ นี่กันเสียก่อน, ก่อนสิ่งอื่นใดทั้งหมด ว่า ธรรมะคือหน้าที่ของสิ่งที่มีชีวิตทุกชนิดทุกระดับ, เราเรียกว่า ธรรมะหรือพระธรรมก็ได้, แล้วก็พอใจในความหมายของ คำว่า ธรรมะ หรือพระธรรม เพราะเป็นสิ่งสูงสุดนั่นเอง. ฉะนั้น ขอให้ทุกคน มีจิตใจแจ่มแจ้งสูงขึ้นมาถึง ขั้นนี้ ถึงขั้นที่จะทำให้พอใจในหน้าที่การงาน, ครั้น พอใจมันก็เป็นสุข, เมื่อเป็นสุขมันก็ทำสนุกไป เหงื่อไหล ไคลย้อย มันก็ยิ่งเห็นเป็นน้ำเย็น เป็นน้ำมนต์ เป็นสิ่งที่ มีค่า มาทำให้เกิดความสำเร็จสูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป, ดีกว่าไปรด น้ำมนต์ที่เขาไปรด ๆ กัน ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น นอกจาก หลอกให้สบายใจไปพักหนึ่ง. ถ้าน้ำมนต์ คือเหงื่อที่ออก
น.28 ๒๐ มาจากการทำหน้าที่ของตนอย่างถูกต้อง, น้ำมนต์นี้ช่วยได้ ช่วยได้ตลอดไปเลย จนถึงบรรลุผลชั้นสูงสุด. นี่แหละที่เรียกว่า มันจะเป็นสุขหรือสนุก ในหน้าที่ การงานได้ เพราะเหตุที่รู้ว่า การงานนั้นน่ะคือหน้าที่หรือ ธรรมะ หรือสิ่งจำเป็นสำหรับสิ่งที่มีชีวิต ทุกชนิดและทุก ระดับ ทั้งคน ทั้งสัตว์ ทั้งต้นไม้, แม้กระทั่งต้นไม้มันมี หน้าที่ ๆ หน้าที่, แล้วทำหน้าที่ ๆ ทำหน้าที่ นั้นน่ะคือธรรมะ ธรรมะ ธรรมะ อยู่ที่การทำหน้าที่. เมื่อทำหน้าที่อยู่ อย่างว่าทำหน้าที่เป็นข้าราชการอยู่ที่ออฟฟิศ จะรู้สึกพอใจ ทุกขั้นตอนของหน้าที่ เป็นสุขอยู่ทุกเวลาที่ทำหน้าที่ แล้วก็ ทำให้ดีขึ้น ๆ ดีขึ้น ความสุขมันก็สูงขึ้น เพิ่มขึ้น หรือดีขึ้น จนกว่าจะถึงที่สุด จึงขอให้มองเห็นความสุขชนิดที่แท้จริง ที่หาได้จากการทำการงาน สุขที่แท้จริงมาจากความพอใจที่ถูกต้อง. เอาละ, ทีนี้เราก็มาถึงคำว่า ความสุขที่แท้จริง. ความ สุขที่แท้จริง มันหมายถึงความสุขที่ไม่หลอกลวง. ความ สุขที่หลอกลวง เป็นของกิเลสของความโง่ ; ถ้ามีความโง่
น.29 ๒๑ ก็ต้องไปหลงเอาของที่ไม่ใช่ความสุข มาเป็นความสุขเสมอ. เขาเรียกกันมาแต่โบราณว่า เห็นกงจักรเป็นดอกบัว มีอยู่ เป็นอันมากนะ. คนที่เห็นกงจักรเป็นดอกบัว แล้วก็ วินาศ ทุกคนเลย ; ถ้าเห็นกงจักรเป็นดอกบัว ไปเอาสิ่งที่ มิใช่ความสุขมาเป็นความสุข ก็ลุ่มหลงหนักเข้า ๆ มันก็เป็น เหยื่อของกิเลสตัณหาเหล่านั้น จนหมดเนื้อหมดตัว, เป็น ข้าราชการก็ต้องคดโกง ต้องคอร์รัปชั่น ไม่เท่าไรก็ต้องได้รับ ผลของความคดโกง. นี่ก็เรียกว่า เห็นกงจักรเป็นดอกบัว อย่างนี้. ทีนี้เราไม่เป็นอย่างนั้น รู้จักว่าการงานนั่นน่ะคือ ธรรมะ สิ่งสูงสุด : แม้พระพุทธเจ้า ก็ทรงเคารพธรรมะ ; นี้เราก็พอใจ เคารพธรรมะ มันก็ เป็นความพอใจ ที่ บริสุทธิ์ มันจึงเป็นความสุขที่บริสุทธิ์ คือความสุขที่แท้จริง. อย่าเอาไปเปรียบกับความสุขในสถานเริงรมณ์ กินเหล้า เมายา ความสุขทางสถานเริงรมย์นั้น • มันไม่ใช่ความสุขใน ทางธรรมะ เขาเรียกว่าความเพลิดเพลิน. คำว่า ความ เพลิดเพลินนั้นเป็นคนละอย่างกับความสุข ; ความสุข นั้นมันชวนไปในทางที่สงบเย็น, ความเพลิดเพลิน มันก็
น.30 ๒๒ ชวนไปในทางหลงใหล เตลิดเปิดเปิง ในที่สุดก็ ไปสู่ ความร้อน. ฉะนั้น ความสุขที่แท้จริง ต้องมาจากความ พอใจที่แท้จริง , ความพอใจที่แท้จริงก็ต้องมาจากการทำ หน้าที่ที่ถูกต้องและแท้จริง ฉะนั้นก็เลือกสรรหน้าที่ให้ ถูกต้อง ๆ ๆ แล้วก็ทำ, ทำอย่างถูกต้อง ก็ได้รับความพอใจ อย่างถูกต้อง ก็มีความสุขอย่างถูกต้องและแท้จริง, คือมัน เราต้องมีสติ, สติกำหนดให้ละเอียด ละเอียดทั่วถึงว่ามัน ถูกต้อง มันถูกต้อง คืออย่างนี้คือถูกต้อง, ทำงานนี้คือ ถูกต้อง เมื่อถูกต้องก็พอใจ. จำคำ ๒ คำว่า ถูกต้อง และ พอใจ ต้องทำให้มัน เกิดอยู่เสมอ, ถูกต้องและพอใจ. ลุกขึ้นไปทำงานสิ่งนี้ ก็ต้องด้วยความรู้สึกว่าถูกต้องแล้ว, ควรทำแล้ว ทำเสร็จแล้ว ถูกต้อง, แล้วก็พอใจ ไปเสียทุกอย่างทุกชนิดของหน้าที่ การงาน. แม้แต่จะกลับบ้าน ก็ถูกต้องและพอใจ, มากิน อาหารก็ถูกต้องและพอใจ, เพราะว่าเราเป็นมนุษย์ ต้องกิน
น.31 ๒๓ อาหารอย่างถูกต้อง, ถ้ากินไม่ถูกต้องมันเป็นโทษ. ฉะนั้น ต้องกินให้มันถูกต้องแล้วก็พอใจ. ไปอาบน้ำก็ถูกต้องและ พอใจ, ถ่ายอุจจาระถ่ายปัสสาวะ ก็ต้องด้วยสติทำให้ถูกต้อง และพอใจ, จะกวาดบ้านถูบ้าน ล้างจานบ้าง, ถ้าจะช่วยทำ ก็ถูกต้องและพอใจ นี่อย่างนี้, ไปล้างจาน ไปช่วยแม่ครัว ล้างจาน ก็ถูกต้องและพอใจ ถ้ามันมี ความถูกต้องและ พอใจเกิดขึ้นแล้ว เป็นความสุขที่ถูกต้อง ที่ควรจะพอใจ แล้วก็พอใจ แล้วก็เป็นความสุข สรุปความได้ว่า ความสุขที่แท้จริงนั้น มันมา จากการทำการงานที่ถูกต้องและแท้จริง . จงทำการงาน ให้ถูกต้องและให้แท้จริง ทุกการงานที่ทำ : ตื่นขึ้นมาทำ อะไรไล่ไปดูเถอะ : ตื่นขึ้นมารู้สึกว่า โอ้ ถูกต้องแล้ว, นอน คืนหนึ่งนี้ถูกต้องแล้ว, พักผ่อนถูกต้อง แล้วก็พอใจ, ไป ล้างหน้าก็มีสติว่า เอ้อ มันถูกต้องแล้วที่ต้องล้างหน้า แล้วก็ พอใจ, ไปห้องน้ำ ก็ทุกอย่างในห้องน้ำก็ถูกต้องและพอใจ, ไปรับประทานอาหาร ก็ทุกอย่างถูกต้องและพอใจ, เตรียมตัว ไปทำงาน ถูกต้องและพอใจ, เดินทางไปทำงาน ถ้าต้อง เดินไปด้วยเท้า ก็ทุกฝีก้าวถูกต้องและพอใจ, ถูกต้องและ
น.32 ๒๔ พอใจ ทุกก้าวเท้าที่ย่างไปทำงาน, ถ้าไปด้วยยานพาหนะ ก็ถูกต้องและพอใจ ไปถึงออฟฟิศแล้วก็ลงมือทำงาน ก็ถูก ต้องและพอใจ. เมื่อรู้สึกว่าถูกต้องและพอใจ นั้นคือสวรรค์. นี่ อ ยู่ด้วยความรู้สึกว่า ถูกต้อง และพอใจ จนกว่าจะหลับ จนกว่าจะถึงเวลาค่ำพักผ่อนและนอนหลับ ก่อนแต่จะนอนหลับ ก็มาใคร่ครวญดูว่า โอ้ ตั้งแต่เช้ามาจน บัดนี้ก็ถูกต้องและพอใจ แล้วก็ยกมือไหว้ตัวเองได้ นั่นน่ะ คือสวรรค์. ขอบอกให้ทุกคนที่ไม่เคยรู้ว่า สวรรค์ ที่แท้ จริงนั้น คือเมื่อยกมือไหว้ตัวเองได้, มองเห็นแต่ความ ถูกต้องของตัวเอง จนยกมือไหว้ตัวเองได้, นั่นคือสวรรค์ที่ แท้จริง ไม่ใช่สวรรค์หลอก ๆ อย่างที่เขาหลอกให้หลงให้เมา สวรรค์กันนั้น นั้นสวรรค์หลอก. สวรรค์ที่แท้จริง อยู่ ที่นี่ตรงนี้ เมื่อรู้สึกว่าถูกต้องและพอใจ ยกมือไหว้ตัวเอง ได้ เมื่อไร เป็นสวรรค์ที่นั้น เมื่อนั้น. และถูกต้องแท้จริง สวรรค์ที่ถูกต้องและแท้จริงคือสวรรค์อย่างนี้ คือการยกมือ ไหว้ตัวเองได้.
น.33 ๒๕ ทีนี้สวรรค์อื่น ๆ สวรรค์อย่างอื่น ถ้ามี ที่เขาพูด ๆ กันน่ะ จะมีอยู่อีกกี่สวรรค์ มันก็ขึ้นอยู่กับสวรรค์นี้ทั้งนั้น, มันต้องมีสวรรค์อย่างนี้ แล้วมันจึงจะไปสวรรค์อย่างนั้นได้, จะต้องมีการถูกต้องจนพอใจแล้ว จึงจะตายแล้วไปสวรรค์ กี่ชนิด ๆ ที่มันจะมี ถ้ามันจะมี มันก็ได้แหละ ; แต่ขอให้ ได้สวรรค์ที่นี่กันเดี๋ยวนี้เสียก่อนเถิด. แล้วถ้า เป็นนรก ก็คือเมื่อเกลียดตัวเอง เมื่อชัง น้ำหน้าตัวเอง ใครก็ตามแหละทำอะไรชนิดที่มันมองดูแล้ว มันเกลียดตัวเอง นับถือตัวเองไม่ได้ เคารพตัวเองไม่ได้ นั่นน่ะคือนรก. ฉะนั้น นรกคือความรู้สึกเกลียดชัง ตัวเอง, สวรรค์คือความรู้สึกพอใจตัวเอง พอใจจนยกมือ ไหว้ตัวเองได้ ก็เรียกว่าสวรรค์แท้จริง แท้จริง. เมื่อเกลียด น้ำหน้าตัวเองคือนรกที่แท้จริง เมืองนรกที่แท้จริง, มองดู ตัวเองแล้ว ไม่มีทางที่จะนับถือบูชาอย่างไร มีแต่เกลียด มีแต่ชัง มีแต่อิดหนาระอาใจ, นั่นน่ะคือนรกที่แท้จริง ที่นั่น และเดี๋ยวนั้น. ฉะนั้น เราจงทำให้ทุกอย่างมันถูกต้อง ๆ ถูกต้อง ทุกอิริยาบถ ทุกนาที ทุกเวลา ทุกที่ ทุกหนทุกแห่งแหละ,
น.34 ๒๖ แล้วก็ อยู่ด้วยความพอใจ ชนิดนี้, ยกมือไหว้ตัวเองได้ อยู่ในจิตใจ ไม่ต้องทำท่ายกมือไหว้ก็ได้ แต่ในจิตใจน่ะมัน ยกมือไหว้ตัวเองได้, นี่คือสวรรค์ที่แท้จริง เป็นความสุข แท้จริงตลอดวันตลอดคืน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ของพุทธบริษัท ที่มี ความเป็นพุทธบริษัทที่ถูกต้อง. เดี๋ยวนี้ ไม่เป็นพุทธบริษัท กันดอก มันเพียงแต่ จดทะเบียน เกิดมาจากพ่อแม่ที่เป็นพุทธบริษัท แล้วก็ไม่รู้ ธรรมะ ไม่รู้พุทธศาสนา ไม่เป็นพุทธบริษัท จำนวน มากมาย. ที่ศาสนาอื่นเขามาซื้อตัวไปได้ ก็ซื้อไปได้แต่ คนที่ยังไม่เป็นพุทธบริษัท ; ถ้าเป็นพุทธบริษัท รู้ความ เป็นพุทธบริษัทแล้ว ไม่มีใครมาซื้อตัวไปได้ดอก. ฉะนั้น เราไม่กลัว ที่ว่าใครจะมาแย่งพุทธบริษัท มันแย่งไปได้แต่ คนที่มิใช่พุทธบริษัท ยังไม่เป็นพุทธบริษัท นั้นน่ะมันแย่ง เอาไปได้ ด้วยเงิน ด้วยประโยชน์ ด้วยอะไรต่าง ๆ. นี่เราเป็นพุทธบริษัทแล้ว มีความรู้ถูกต้องใน ความเป็นพุทธบริษัทแล้ว จะพอใจธรรมะ จะบูชาธรรมะ จะเคารพธรรมะ ในฐานะเป็นสิ่งสูงสุด ที่พระพุทธเจ้าทุก พระองค์ก็บูชาธรรมะ. นี่เรา บูชาธรรมะ ก็คือบูชาหน้าที่
น.35 ๒๗ คือ บูชาการงานที่จะต้องทำ อย่าให้บกพร่องได้ : เป็น เด็กยุวชนก็ทำหน้าที่ของยุวชน, เป็นคนหนุ่มสาวก็ทำหน้าที่ ที่ถูกต้องของคนหนุ่มสาว, เป็นพ่อบ้านแม่เรือนก็ทำหน้าที่ ที่ถูกต้องของพ่อบ้านแม่เรือน, หน้าที่ของคนเฒ่าคนแก่ก็มี อย่างถูกต้อง ๆ ไปทั้งนั้นตลอดชีวิต, เรียกว่า มีธรรมะกัน ตลอดชีวิต ก็พอใจที่แท้จริง ตลอดชีวิต มีความสุขที่ แท้จริง ตลอดชีวิต. สรุปความข้อนี้ก็คือว่า ให้ทุกคนรู้ว่า สวรรค์ที่ แท้จริงนั้นคืออย่างนี้ นรกที่แท้จริงคืออย่างนี้ ประยุกต์กัน อีกคำหนึ่ง อีกความหมายหนึ่ง ก็ว่า ถ้าเป็นความสุขที่ แท้จริง ไม่ต้องใช้เงินเลย; ถ้าเป็นความสุขที่แท้จริง ไม่ต้องใช้เงินเลย; ถ้าเป็นความสุขที่หลอกลวงละก็ จะต้องใช้เงินมาก, ยิ่งหลอกลวงมากก็ยิ่งใช้เงินมาก ยิ่ง หลอกลวงมากที่สุดก็ยิ่งใช้เงินมากที่สุด จนหมดเนื้อหมดตัว เป็นคนคอร์รัปชั่นคดโกงไปเลย นี่จำกันได้สั้นๆ ง่ายๆ ว่า ความสุขที่แท้จริงไม่ต้อง ใช้เงิน เพราะมันพอใจเป็นสุขเสียแล้วเมื่อทำงาน, ทำงาน เป็นสุขสนุกเสียแล้วทั้งวันทั้งคืน จะใช้เงินอะไรหาความสุข
น.36 ๒๘ ล่ะ, มันอิ่มอยู่ด้วยความสุขแล้วทั้งวันทั้งคืน โดยไม่ต้องใช้ เงินเพื่อความสุข. ทีนี้ คนโง่ มันหิวกระหายอยู่ด้วยกิเลส ราคะ โลภะ นี่ ต้องเอาเงินไปซื้อของเล่นของกิน กามารมณ์อะไรต่าง ๆ นั่น มันต้องใช้เงินซื้อ. ที่ได้มานั้น ไม่ใช่ความสุข เป็นความเพลิดเพลินที่หลอกลวง. นี่เรียกว่าความสุขที่แท้จริงไม่ต้องใช้เงินเลย, ทำให้ เงินเหลือเพราะทำงานสนุก ผลงานก็เกิดมาก แล้วก็เหลือ เพราะไม่ต้องใช้ผลงานนั้นไปซื้อหาความสุขที่ไหนอีก มันมี ความสุขตลอดเวลาอยู่แล้ว. ที่นี้คนโง่มันไม่รู้จักความสุข ชนิดนี้ มันกระหายต่อเหยื่อของกิเลสตัณหา เอร็ดอร่อย สนุกสนาน ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ที่เรียก กันว่า เริงรมย์ สถานเริงรมย์น่ะต้องใช้เงิน, ใช้เงินเท่าไร มันก็ไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ จนเงินเดือนไม่พอใช้ มันก็ต้อง โกง, ในที่สุดก็ได้รับผลของการโกง. นี่เรียกว่าความสุข ที่หลอกลวง ใช้เงินมากที่สุด และจนไม่พอใช้ จนต้องกลาย เป็นคนคดโกง ; ข้าราชการที่คอร์รัปชั่นที่คดโกงน่ะ คือ เข้าใจผิดอย่างนี้ทั้งนั้น, ประชาชนก็เหมือนกันแหละ ที่เงิน ไม่พอใช้ ก็เพราะไปหลงความเพลิดเพลินที่หลอกลวง,
น.37 ๒๙ ไม่เอาความสุขที่แท้จริงที่เกิดขึ้นเมื่อกำลังทำงาน เมื่อกำลัง เหงื่อไหล นั่นคืออาบน้ำมนต์ของพระพุทธเจ้า. นี่ขอให้ เราเข้าใจเป็นคำสรุปสั้น ๆ ว่า ค วามสุขที่แท้จริงไม่ต้องใช้ เงิน , ความสุขที่หลอกลวงใช้เงินจนเงินไม่พอใช้ ทุกคน แหละ, ถ้าอย่างนี้ไปดูเองก็แล้วกัน. ยังน่าหัวอยู่อีกข้อหนึ่งนะ ที่เขานิมนต์พระไปสวด เจริญพระพุทธมนต์ที่บ้านน่ะ ที่เรียกว่าเจริญพระพุทธมนต์- เย็นตามบ้านน่ะ มีอยู่บ่อย ๆ ทุกบ้านพระไปสวดในคำสวดของ พระนั้นจะมีอยู่ประโยคหนึ่งนี้ด้วยเสมอว่า ปฏิบัติอย่างนี้ได้ รับพระนิพพานมาบริโภคอยู่เปล่า ๆ คือท่านบอกว่า พ ระ- พุทธเจ้าท่านตรัสว่า นิพพานน่ะให้เปล่า. ถ้า นิพพานใน พระพุทธศาสนาแล้วก็ให้เปล่า คือไม่ต้องเสียเงินแม้แต่ สตางค์เดียว. เพื่อได้นิพพาน เพราะมันพอใจอยู่ในการ ปฏิบัติที่ถูกต้องจนหมดกิเลส. ถ้าไปเอากามารมณ์มาเป็น นิพพาน เหมือนพวกอื่นก็มีเหมือนกันแหละ, เขาเอา กามารมณ์เป็นนิพพานนั้น ก็ใช้เงินไม่พออีกเหมือนกัน ไม่พอใช้อีกเหมือนกัน. ถ้าปฏิบัติตามหลักธรรมะในพระ-
น.38 ๓๐ พุทธศาสนาแล้วก็จะได้นิพพาน คือประเสริฐที่สุดใน ความหมายของความสุขมาบริโภคเปล่า ๆ ไม่ต้องใช้เงินซื้อ ทุกคราวที่พระไปเจริญพระพุทธมนต์เย็น, ทุก คราวจะบอกประโยคนี้; แต่คนผู้พึ่งฟังไม่ถูก. ถ้าฟังถูก ก็จะเอามาคิดว่า ทำไมจึงว่า นิพพานให้เปล่า ? ก็เพราะ ว่าเป็นความสุขความพอใจ ที่เกิดขึ้นเมื่อทำหน้าที่ของตน อย่างถูกต้อง, เป็นความเย็นใจอาบรดอยู่ในจิตใจ, ให้จิตใจ มันเย็นเป็นนิพพาน. นี้เรียกว่า ให้เปล่าไม่ต้องเสีย เงินเลย ไม่ต้องลงทุนทำบุญเป็นเงินเป็นทองก็ได้, แต่ถ้า ปฏิบัติอยู่อย่างนี้ ก็จะได้นิพพานมาบริโภคอยู่เปล่า ๆ เหมือนกัน. เป็นคำพูดที่ควรจะจำกันไว้สั้น ๆ ว่า ความสุข แท้จริงจะต้องได้เปล่า; ความสุขที่หลอกลวงจะต้อง เสียเงิน จนเงินไม่พอใช้ นี่เรียกว่าผลของการทำงานอย่างถูกต้อง อย่าง สนุกสนาน เมื่อเรารู้จักสิ่งที่เรียกว่า หน้าที่การงานหรือ ธรรมะ แล้วประพฤติปฏิบัติอยู่อย่างถูกต้องสนุกสนาน ก็เกิด ผลอย่างนี้, คือได้ความสุขที่แท้จริงมาบริโภคอยู่ โดยไม่ต้อง ใช้เงินอะไรอีก.
น.39 ๓๑ สรุปความว่า เราต้องรู้ว่า การงานคืออะไร, หน้าที่ ของสิ่งมีชีวิตนั้นคืออะไร, ธรรมะคืออะไร, แล้วความพอใจ คืออะไร, ความสุขคืออะไร. ทบทวนกันอีกทีหนึ่งว่า การงานคือหน้าที่ หน้าที่ คือสิ่งที่จำเป็นสำหรับสิ่งที่มีชีวิต จำเป็นสำหรับสิ่งที่มีชีวิต จะต้องทำนั่นน่ะคือธรรมะ ธรรมะคือสิ่งที่ต้องประพฤติ ปฏิบัติ เพื่อความรอดอยู่ได้ทั้งทางกายและทางใจ ครั้นได้ ปฏิบัติธรรมะแล้วก็พอใจ เมื่อพอใจจริงก็เป็นสุขจริง เรื่อง มีเท่านี้ เป็นคำพูดเพียงไม่กี่คำว่า การงาน แล้วก็ หน้าที่ แล้วก็ ธรรมะ แล้วก็ พอใจ แล้วก็ สุขที่แท้จริง . การงาน หน้าที่ ธรรมะ พอใจ แล้วก็สุขที่แท้จริง ; ทุกอย่างนี้เป็น ความถูกต้องแท้จริง, การงานก็แท้จริง, หน้าที่ก็แท้จริง, ธรรมะก็แท้จริง, พอใจก็แท้จริง, สุขก็แท้จริง, เรื่องมันก็ จบแหละ. สำหรับคำถามที่ตั้งขึ้นมาว่า การงานคืออะไร จะทำ การงานให้สนุก และเป็นสุขในการงานได้อย่างไร ก็คืออย่าง ที่ว่ามานี้, อย่างที่ว่ามานี้ ขอให้ จดจำไปให้ดีว่า; การงาน คือหน้าที่ของสิ่งที่มีชีวิต, หน้าที่ของสิ่งที่มีชีวิต คือสิ่ง
น.40 ๓๒ ที่จำเป็นที่สุด ที่สิ่งที่มีชีวิตจะต้องทำ. พอทำแล้วก็ พอใจว่าถูกต้องแล้ว, พอใจถูกต้องแล้ว พอใจถูกต้องแล้ว พอใจ, ให้เรารู้สึกอย่างนี้ทั้งวันทั้งคืน ในการเคลื่อนไหว ของเราทุก ๆ อิริยาบถ. ถ้า พอใจแล้วก็มีความสุข เมื่อ ความพอใจบริสุทธิ์ ความสุขก็บริสุทธิ์, เมื่อความพอใจ ถูกต้อง ความสุขก็ถูกต้อง เรื่องก็จบ. ขอให้ท่านทั้งหลายทุกคน ที่เป็นผู้ฟังนี้ และสนใจ ในธรรมะนี้ จงรู้จักคำว่า การงานน่ะคืออย่างนี้ ทำให้สนุก ได้อย่างนี้ แล้วเป็นสุขในการกระทำได้อย่างนี้แล้วมีความ พอใจได้อย่างนี้ แล้วก็มีความสุขที่แท้จริงได้เกิดจากความ พอใจนั้น ๆ. การบรรยายนี้ก็เป็นการสมควรแก่เวลาแล้ว ขอให้ ท่านทั้งหลายรู้จักสิ่งที่เรียกว่า การงาน หรือ หน้าที่ หรือ ธรรมะ หรือ ความพอใจ หรือ ความสุข ยิ่ง ๆ ขึ้นไปกว่าที่แล้ว ๆ มา, รู้มากยิ่งขึ้นไปกว่าที่แล้วมา แล้วก็ ปฏิบัติให้มากให้ยิ่งขึ้น ไปกว่าที่แล้ว ๆ มา, แล้วความสุขแท้จริง อันเป็นจุดหมาย ปลายทางก็จะไม่ไปไหนเสีย จะต้องเกิดแก่บุคคลผู้ทำหน้าที่ การงานอยู่อย่างถูกต้องและพอใจ ดังที่กล่าวแล้ว.
น.41 ๓๓ พอใจนี้เขาเรียกว่าธรรมปีติ, ธรรมปีติ ธรรมปีติ แปลว่า ปีติในธรรมะ คือพอใจอิ่มใจเกิดจากธรรม เกิด เพราะธรรม. จงเป็นผู้มีจิตใจเต็มไปด้วยธรรมปีตินี้ ผาสุก สวัสดี แจ่มใส สดชื่น อยู่ทุกทิพาราตรีกาลเทอญ . ของยุติการบรรยาย.
Buddhadasa