Buddhadasa.org
หนังสือการทำวิปัสสนา และใจความสำคัญของวิปัสสนา › อ่านฉบับเต็ม

📖 การทำวิปัสสนา และใจความสำคัญของวิปัสสนา

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ แสดง ณ ลานหินโค้ง ๓๐ มกราคม ๒๕๒๖ — ชุดลอยปทุม · วันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๒๖

📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.9 ลานหินโค้ง โมกขพลาราม การทำวิปัสสนา ผมได้รับคำขอร้องให้พูด เรื่องที่เป็นประโยชน์ แก่พระวิปัสสนาจารย์. วิ ปัสสนาจารย์ หมายถึงอาจารย์ผู้ สอนวิปัสสนา อาจารย์แห่งวิปัสสนา, มันเป็นเรื่องอาจารย์ของ อาจารย์. ถ้า ผู้ปฏิบัติวิปัสสนา เขาเรียกว่า วิปัสสโก, วิปัสสโก, วิปัสสก, นี้เป็นผู้ปฏิบัติวิปัสสนา ไม่ได้เกี่ยวกับ การเป็นอาจารย์. ถ้าเป็นวิปัสสนาจารย์ก็หมายถึงอาจารย์ สอนวิปัสสนา, อาจารย์แห่งวิปัสสนา อาจารย์ในการ วิปัสสนา ซึ่งมันผิดกันมากแหละ ; อันหนึ่งเป็นอาจารย์ อันหนึ่งเป็นลูกศิษย์.

น.10 ๒ ศึกษาคำที่เกี่ยวกับวิปัสสนา. ทีนี้ เรื่องที่จะเป็นประโยชน์แก่พระวิปัสสนา- จารย์มันมีมาก ไม่ใช่เรื่องพูด ๒ - ๓ วันจบ หรือบางที ไม่ใช่ ๒ -๓ เดือนจบ มันต้องพูดกันตลอดไป เรื่องมัน มาก ; จะให้พูดกันวันสองวันสำเร็จประโยชน์ นี้มันทำ ไม่ได้ มันก็ได้แต่พูดเค้าเรื่อง, เค้าใหญ่ใจความของเรื่อง แล้วก็ไปขยายออกเองโดยรายละเอียด, แล้วก็ศึกษาเฉพาะ รายละเอียดนั้น ๆ แต่ละเรื่อง ๆ อีกทีหนึ่ง, เอามารวมกันเข้า ทั้งหมด ก็จะสำเร็จประโยชน์ แก่การที่จะทำหน้าที่วิปัสสนา- จารย์ อาจารย์ผู้สอนวิปัสสนา. ถ้าเอาตามตัวหนังสือ วิปัสสนา แปลว่า การเห็น แจ้ง ; ใจความสำคัญมันอยู่ที่การเห็น ซึ่งเป็นผลของการ ดู. เรา ต้องมีการดู จึงจะมีการเห็น, ไม่มีการดูก็ไม่มี การเห็น, ที่นี้แม้จะมีการดู แต่มันดูไม่เป็นดูไม่ถูกเรื่อง, การดูของคนโง่มันก็ไม่เห็นอีกเหมือนกัน ; จะต้องเป็น การดูที่ถูกต้อง, แล้วก็จะมีผลออกมาเป็นการเห็น การเห็น นั่นแหละ คือคำว่า วิปัสสนา ; ปัสลนะ แปลว่า เห็น, วิ แปลว่า แจ่มแจ้ง,

น.11 ๓ มักจะเข้าใจกันผิด ๆ ในข้อที่ว่า คิด นึก พิจารณา จนปนกันยุ่งไปหมด : พิจารณา มันก็เป็นการพิจารณา, การคิด มันก็เป็นการคิด ยังไม่ใช่การดูอันแท้จริง. การดู อันแท้จริงนี้ต้องเพ่งดูอยู่ ด้วยจิตพิเศษ, เพ่งดูอยู่ด้วยจิต ที่พิเศษจึงจะเห็น. ดังนั้นเรา จะต้องอบรมจิต ให้ถึงขั้น ที่เรียกว่า เป็นจิตพิเศษ คือจิตที่ มีสมาธิอย่างถูกต้อง, แล้วก็เอาจิตพิเศษนั่นแหละเป็นเครื่องดูลงไป ที่สิ่งที่จะต้องดู. ถ้าเป็นเรื่อง คิด เป็นเรื่อง คัน นี้ยังไม่ใช่การดู; แม้ พิจารณาอยู่ด้วยแง่เงื่อนอะไรต่าง ๆ ก็ยังไม่ใช่การเพ่งดู คุณฟังให้เข้าใจว่า พิจารณา นั้นมันกระจาย มัน ส่ายไปรอบด้าน มัน ยังไม่ใช่การเพ่งดู. เราต้องทำ จนกระทั่งว่ามี การเพ่งดู คือคิด ค้น พิจารณา จนเห็นปม เห็นเงื่อน เห็นจุด เห็นสิ่งที่จะต้องดู แล้วจึงดู. ฉะนั้น จึงมาหลังจากการ คิดค้น หรือพิจารณา. พิจารณา นี้มัน เหมือนกับการหา การค้นคว้า การหา การแยกแยะ การ วิจัยวิจารณ์ อะไรต่าง ๆ มัน ยังไม่เพ่ง. นี้พอ พบเงื่อน ที่ว่ามันจะต้องเอากันอย่างนี้ แล้วมัน จึงจะเพ่ง.

น.12 ๔ การเตรียมจิตเพื่อเพ่งดู. ดังนั้นมันจึงมีปัญหาเบื้องต้นที่ว่า จะเตรียมจิต ให้เป็นจิตที่เหมาะสำหรับจะดูด้วยวิธีใด นั้นมันเป็นเรื่อง ดูทางจิตทางวิญญาณ. ถ้าดูทางวัตถุ, ทางวัตถุ ทางกายภาพ ทางนี้ มันเหมือนกับว่า เราทำตานี่ให้มันสะอาด หยอดยา ตาให้มันไม่มีโรค, แล้วก็เอาแว่นตาที่ดีมาใส่เข้า, แล้วก็ต้อง เช็ดแว่นตาโดยวิธีที่ถูกต้อง. เดี๋ยวนี้เขามีเครื่องเช็ดแว่นตา อย่างดี อย่างถูกต้อง เช็ดแล้วใสแจ๋ว. นี่เมื่อทำได้อย่างนี้ กะแว่นตา กะดวงตาของเราแล้ว มันก็พร้อมหรือเหมาะ ที่จะดู. ความเหมาะที่จะทำหน้าที่ดู หรือทำหน้าที่ อะไรก็ตาม ก็เรียกว่า ความควรแก่การงาน คือ กมฺมนีโย : กมุมนีย แปลว่า ควรแก่การงาน, คือสิ่งที่เราจะต้องทำ เรียกว่าการงาน. จิตต้องเป็น กมฺมนีย คือควรแก่การงาน เช่นเดียวกับแว่นตาเช็คได้ที่แล้ว ควรแก่การใช้ใส่ดู. นี่เรา ต้องทำจิตให้มันควรแก่การงาน. ตอนนี้ ตอนที่ทำจิตให้ควรแก่การงาน นั่นแหละ คือตอนที่เรียกว่า สมาธิ, สมาธิ ; แต่ในภาษาที่ใช้กัน

น.13 ๕ อยู่ทั่ว ๆไป เขารวมเอาทั้งสมาธิ ทั้งวิปัสสนา เป็นวิปัสสนา ไปหมด เรียกว่าเป็นเรื่องวิปัสสนาไปหมด ; แต่ตัวจริง เนื้อแท้ของมันนั้น มันแยกออกเป็นตอน ๆ ได้. ในชั้น แรก ต้องทำจิตให้เป็นสมาธิ ถูกต้องตามความหมายของ คำว่าสมาธิ ; ไม่ใช่สมาธิงมงาย, สมาธิบ้า ๆ บอๆ สมาธิ เห็นนั่นเห็นนี่ เห็นนรกสวรรค์, นั้นมันคนละเรื่องกัน. สมาธิที่จะเห็นธรรมะคืออุปกรณ์สำหรับวิปัสสนา, เห็น ธรรมะคือเห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง. มีบาลีว่า สมาหิโต ยถาภูตํ ปชานาติ - ผู้มีจิต ตั้งมั่นย่อมเห็นสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง . คำว่า จิตตั้งมั่น นั่นแหละมัน มีความหมายพิเศษ ทำให้เข้าใจผิดหรือยุ่งยาก. บางคนก็ถือเอาว่า พอจิตเป็นสมาธิก็เห็นหมดเลย, เห็นตาม เป็นจริงหมดเลยพอจิตเป็นสมาธิ มันไม่ได้หมายความอย่าง นั้น. จิตที่ตั้งมั่น หมายความว่ามัน เป็นจิตที่มีความ เหมาะสม, แล้วมันจึงจะตั้งมั่น, แล้วมันก็มีการเพ่งดูอยู่อย่าง ตั้งมั่น, ตั้งมั่นอยู่ด้วยการเพ่งดู. ลักษณะของความเป็นสมาธินี่สำคัญ ท่านวางไว้ เป็น ๓ คำ ปริสุทฺโธ สมาหิโต กมฺมนีโย, จำไว้ดี ๆ. ปริ-

น.14 ๖ สุทฺโธ คือเป็นสมาธิเพราะปราศจากกิเลส และนิวรณ์รบกวน, เป็นจิตเกลี้ยงปราศจากนิวรณ์และกิเลสรบกวน, อย่างนี้ เรียกว่า ปริสุทฺโธ, เวลานั้น ในขณะที่เป็นสมาธิเป็นปริ- สุทฺโธ. แล้ว สมาหิโต นี้ตั้งมั่น, ตั้งอยู่อย่างดี ก็เพราะว่า ไม่มีอะไรรบกวน, ไม่มีกิเลสรบกวน มันจึงตั้งมั่นได้เป็น อย่างดีในอารมณ์เดียว เรียกว่า สมาหิโต. แล้วเมื่อมัน อยู่ในลักษณะอย่างนี้ นั่นแหละมัน คือ สมควรแก่การงาน เรียกว่า กมฺมนีโย. สมควรแก่การงาน ในที่นี้ก็ คือ การ งานที่จะเพ่งให้เห็นความจริง, เห็นความจริงเพราะการ เพ่ง, ไม่ได้เห็นความจริงเพราะการคิดค้น หรือพิจารณา เพราะ พิจารณามันยังส่ายรอบตัวอยู่ . ฉะนั้น การเห็น ธรรมจริง ๆ นั้น จะเห็นด้วยการเพ่ง คือคำว่า ฌานะ. ฌานะ หรือ ฌาน นั้น แปลว่า การเพ่ง. อย่างบาลีว่า ยทา หเว ปาตฺภวนฺติ ธมฺมา อาตา- ปีโน ฌายโต พราหฺมณสฺส - เมื่อใด ธรรมทั้งหลายปรากฏ แก่พราหมณ์ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ ; ใช้คำว่า เพ่งอยู่ ฌายโต อาตาปี่โน - มีความเพียร แล้วก็ ฌายโต - เพ่งอยู่, พรฺาหฺม- ณสฺส - แก่พราหมณ์. คำว่า ฌายะ, ฌาน เขาแปลว่า เพ่ง, ในที่นี้หมายถึง เพ่งให้เห็นความจริงของธรรมทั้งปวง.

น.15 ๗ แต่คำว่า เพ่ง นี้ หมายถึง เพ่งเพียงให้เป็นสมาธิ ; ในขั้นสมาธิก็เรียกว่า เพ่งเหมือนกันแหละ เพราะคำว่า เพ่ง นี้มันใช้ได้ทั้ง ๒ ความหมาย, คือ เพ่งให้เป็นสมาธิ ก็ได้, เพ่งอารมณ์ของสมาธิ สำเร็จ แล้วก็เป็นการได้สมาธิ ; นั่นแหละเพ่งอารมณ์เพื่อได้สมาธิ นี้ก็เพ่งลักษณะ, เพ่ง ลักษณะของสิ่งนั้น ๆ หรือของอารมณ์นั้นก็ได้ ของสิ่งใดก็ได้ เพ่งลักษณะ, เพ่งแล้วก็จะเห็นความจริงของสิ่งนั้น. เพ่งที่ ลักษณะของสิ่งนั้น แล้วจะเห็นความจริงของสิ่งนั้น มัน ก็ ได้วิปัสสนา หรือญาณ, ได้ญาณ หรือได้วิปัสสนา. ฌานะ แปลว่า เพ่ง, เพ่งเข้าไปที่อารมณ์ ก็จะ ได้สมาธิ, เพ่งเข้าไปที่ลักษณะ ก็จะได้ความรู้แจ้งเห็น แจ้ง จะเรียกว่า ญาณ หรือ ทัสสนะ หรือรว มกันทั้ง ๒ คำ ว่า ญาณทัสสนะ ก็ได้, แล้วมีอยู่หลายขั้นตอน สูง ขึ้นไป ๆ. จุดหมายในการวิปัสสนา. วิปัสสนาแท้ ๆ มันอยู่ที่การเพ่งหมวดหลัง เพ่ง ที่ลักษณะ ให้เห็นความจริงของสิ่งนั้น ๆ นั่นแหละ

น.16 ๘ เป็นตัววิปัสสนา. ตัวทำให้เป็นสมาธิ ให้จิตบริสุทธิ์ ให้ จิตตั้งมั่น ให้จิตสมควรแก่การงานนั้นเป็นขั้นสมถะ หรือ สมาธิ. ฉะนั้นจึงเห็นได้ว่า ถ้า ทำสำเร็จในขั้นสมถะ หรือสมาธิ แล้ว . มันก็ เพ่งอยู่อย่างถูกต้อง ความจริง มันจึงออกมา ว่าเป็นอย่างนั้น อย่างนั้น, อย่างนั้น มัน มีการเพ่งอยู่ที่สิ่งที่เราต้องการจะรู้จะเห็น. ในอรรถกถา ที่เชื่อถือได้ เขาจำกัดความไว้ว่า สมาธิ คือเอกัคคตาจิตที่มีนิพพานเป็นอารมณ์ ; เอกัคคตาจิตที่มี นิพพานเป็นอารมณ์ หมายความว่า จะชั้นไหน ขั้นไหน ตอน ไหน พวกไหนก็ตามนะ มันเพ่งจุดหมายปลายทางคือนิพพาน. เอกัคคตาจิตคือจิตที่รวมเป็นอารมณ์เดียว เป็นจุดเดียว มี ยอดแห่งจิตเดียว. เอกัคคตา -มียอดเดียว นี่เรียกว่า เอกัคคตา, แล้วก็จิตมีเอกัคคตา, ความเป็นเอกัคคตานั้น มันมีนิพพานเป็นที่หมาย. ฉะนั้นแปลว่า ผู้ปฏิบัติชั้นไหนก็ตาม ชั้นต้น ชั้น กลาง ชั้นปลาย ชั้นอะไรก็ล้วนแต่มุ่งจะได้นิพพาน, มุ่งจะ รู้จักพระนิพพาน, มุ่งจะพบภาวะของความที่ไม่มีกิเลส แล้ว. ก็เย็น, หมดกิเลสแล้วก็เย็น, มุ่งกันอยู่ที่นั่นทั้งนั้น; จะ

น.17 ๕ แรกทำ หรือว่าทำไปแล้ว หรือว่าทำไปมากแล้ว อะไรก็ตาม มัน มุ่งผลสุดท้ายปลายทางคือนิพพาน ด้วยกันทั้งนั้น. ลด ลงมาอีกหน่อยก็คือว่า ต้องการจะรู้จะเห็น ความสิ้นไป" แห่งกิเลส, ต้องการจะพบความสิ้นไปแห่งกิเลส; ก็ เป็นอันว่า ความอยากจะพบกับความสิ้นกิเลส มันมีอยู่ในใจ เป็นประจำ หรือความอยากจะรู้ว่า ความทุกข์จะสิ้นไปอย่างไร นี้ มันมีอยู่เป็นประจำ. นี่แปลว่า ปัญหา นั้นน่ะมัน มีอยู่ใต้สำนึก เราไม่ ต้องรู้สึกมันดอก แต่มันก็มีอยู่ใต้สำนึกเป็นประจำ แล้วแต่ ว่าผู้ปฏิบัตินั้นอยู่ในขั้นไหน ; ฉะนั้น จึงมีปัญหาหรือมี ความอยากรู้ขั้นหนึ่ง ๆ ตามภูมิ ตามขั้น ของผู้ปฏิบัตินั้น ๆ อยู่. ทีนี้ พอทำจิตให้เป็นสมาธิ อย่างที่ว่าได้นั่นแหละ คำ ตอบมันจะเกิดออกมา. ฉะนั้น พระบาลี ที่กล่าวว่า สมาหิโต ยถาภูตํ ปชา. นาติ นั้นถูกแล้ว, ถูกแล้ว หมายความว่า ถ้าจิตเป็นสมาธิ อย่างนั้นจริง ปัญหาหรือคำถามหรือข้อสงสัยต่างๆ ที่มันมี อยู่ตลอดเวลานั้น หรือที่กำลังเพ่งจะเห็นจะได้อยู่ ก็ ออกมา เป็นคำตอบมา.

น.18 ๑๐ จิตที่เป็นสมาธินี้ ต้องหมายถึงจิตที่ประกอบด้วย องค์ ๓ เสมอ ; อย่าเป็นสมาธิลุ่น ๆ สั้นๆ โง่ ๆ จิตที่เป็น สมาธินั้นต้องมีลักษณะ บริสุทธิ์ ๑, มีลักษณะตั้งมั่น ๑, มีลักษณะควรแก่การงาน ๑, ๓ อันอย่างนี้เสมอ. เมื่อเรา ทำสมาธิได้สำเร็จ จิตจะมีคุณสมบัติ, เรียกว่า คุณสมบัติ ดีกว่า, ๓ อย่างนี้ คือจิตจะบริสุทธิ์ จิตจะตั้งมั่น จิตจะควร แก่การงาน นี้ก็เรียกว่าคุณสมบัติของจิตที่เป็นสมาธิ. แม้ ว่าจะออกจากสมาธิที่เป็นฌานแล้ว คุณสมบัติเหล่านี้ก็มี อยู่ ก็เหลืออยู่ การที่เราฝึกแน่วแน่ไปจนถึงฌานนั้น เพื่อ ให้มันเป็นสมาธิถึงที่สุดเต็มที่. ที่จริง จิตที่อยู่ในฌานนั้น ไม่ควรแก่การงาน ดอก ; ถ้ามันเข้าฌานอยู่เหมือนกับอยู่ในสมาบัติหรือเข้าฌาน เป็นฌานลึกอยู่นี้ มันไม่มีความควรแก่การงาน. มัน ต้องถอย ออกมาจากฌาน ชนิดนั้น แล้วจึงมาเป็นจิตที่มีคุณสมบัติ อย่างที่ว่า คือจิตมีความบริสุทธิ์ จิตมีความตั้งมั่น จิตมี ความควรแก่การงาน ; ฉะนั้นมันจึงขยับออกมาจากฌาน. แต่ความเป็นจิตมีคุณสมบัติ ๓ ประการนั้นยังอยู่ ยังอยู่ คือ จิตนั้นยังเหมาะอยู่ที่จะรู้ จะยังนั่งอยู่ก็ได้ หรือจะลุกเดินอยู่

น.19 ๑๑ ก็ได้ หรือไปยืนไปเดินไปนั่ง หรือไปนอนลงก็ได้; คุณ สมบัติ ๓ ประการนั้นยังอยู่ที่จิตนั้น. เพราะฉะนั้น ใน อิริยาบถทั้ง ๔ นั้น มันอาจจะเห็นตามเป็นจริงขึ้นมาได้ทั้ง นั้น เพราะว่าคุณสมบัติ ๓ ประการที่เป็นตัวสมาธิแท้จริง นั้นมันอยู่. คุณสมบัติที่ได้มาจากฌาน ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน, ฌานไหนก็ตาม ที่มันได้มาจากฌาน เป็นคุณสมบัติ ๓ ประการอย่างที่ว่านี้ มันยังอยู่ ; ฉะนั้น จึงเรียกว่า เป็น ผู้มีจิตตั้งมั่น มีจิตบริสุทธิ์ มีจิตควรแก่ การงาน อยู่ทั้ง ๔ อิริยาบถ ก็แล้วกัน ทั้งเดิน ทั้งยืน ทั้ง นั่ง ทั้งนอน. ฉะนั้นจึงเรียกว่า มีสมาธิโดยคุณสมบัติ โดยคุณสมบัติของสมาธิ อยู่ในอิริยาบถไหนก็ได้ ฉะนั้น โอกาสที่จะสว่างไสว แจ่มแจ้ง ในธรรมนั้น มันก็ มีได้ทุก อิริยาบถ สำหรับบุคคลที่มีจิตประกอบอยู่ด้วยคุณสมบัติ ๓ ประการนี้ คือ ปริสุทฺโธ สมาหิโต กมฺมนีโย เราก็ ขยันฝึกให้มันเป็นสมาธิลึกๆ ลึกจนเป็น ของง่าย เป็นของธรรมดาไป แล้วมันก็จ ะได้คุณสมบัติ ๓ ประการนี้ ซึ่งจะติดอยู่กับจิต, มันก็เป็นจิตที่พร้อมจะ

น.20 ๑๒ เห็นธรรมตามที่เป็นจริง เรียกว่ารู้ธรรมทั้งปวงตามที่เป็น จริงได้. เหมือนกับแว่นตาที่เช็ดดีแล้ว จะไปใส่เมื่ออ่าน หนังสืออะไร หรือเมื่อในอิริยาบถไหน นั่งอ่าน นอนอ่าน เดินอ่าน มันก็ได้ทั้งนั้น ฉะนั้นจิตที่มีคุณสมบัติ ๓ ประการนี้ ซึ่งเรียกว่าองค์คุณของสมาธิ มันจะเเห็น คือทำ การเห็น, ทำการวิปัสสนาเห็น เมื่อเดินอยู่ก็ได้ เมื่อนั่งอยู่ก็ได้ เมื่อนอน นอนเอนไม่ใช่หลับอยู่ก็ได้ หรือเมื่อเดิน ยืน นั่ง นอน อยู่ก็ได้. ฉะนั้นเขาจึง รักษาจิตในทุกอิริยาบถนี้ ให้มันดี อย่างนี้อยู่ แล้วอะไรที่อยากจะรู้ มันก็จะโพล่ง ออกมา แสดงตัวออกมา. อย่างทำวิปัสสนาในส่วนอนิจจัง ดูอนิจจัง เพ่งดู จ้องดูอนิจจัง คือความเป็นอนิจจังของสิ่งที่เราเอามาเป็น อารมณ์ : จะดูลมหายใจ, ดูเครื่องปรุงแต่งลมหายใจ, ดู เวทนา, ดูเครื่องปรุงแต่งเวทนา, ดูอะไรก็ตามที่มันเป็น สังขาร, ก็จะพบว่ามีความเป็นอนิจจังอย่างไร. การเพ่งดูต้องทำด้วยจิตเป็นสมาธิ ฉะนั้นต้องมีการดู หรือจะให้ชัดก็ว่า เพ่งดูด้วย จิตที่เป็นสมาธิ แล้วก็จะเห็น, เห็นก็จะเป็นวิปัสสนา.

น.21 ๑๓ อย่างทำ ระบบอานาปานสติ ตามพระบาลีอานาปานสติ ๑๖ ขั้น ขั้นแรก ๆ มันก็เรื่องให้ เป็นสมาธิ แล้วก็ มีสติ มากขึ้น มีสมาธิ มีสติมากขึ้น จนกระทั่ง รู้จักกาย รู้จักเวทนา รู้จักจิต ๓ พวกนั้นดีแล้ว. ทีนี้ก็ไปถึง พวก สุดท้าย คือธัมมานุปัสสนา ก็ดูความเป็นอนิจจัง ; เพ่ง ดูความเป็นอนิจจังที่กาย ที่เวทนา ที่จิต, กาย คือลมหายใจ ดูให้เห็นอนิจจัง. เวทนา คือความรู้สึกสุขหรือปีติ ที่ปรุง แต่งจิต ให้เห็นอนิจจัง แล้วดูจิตที่กำลังเป็นอย่างนั้น เป็น อย่างนี้ เป็นอย่างโน้น ให้เห็นความเป็นอนิจจัง, จะเห็น ความเป็นอนิจจังของทุก ๆ สิ่งได้ หรือที่มันมีความสำคัญที่ จะต้องเอามาดู ; ฉะนั้นจึงมีการเห็นอนิจจัง ด้วยจิตที่เป็น สมาธิ ประกอบอยู่ด้วยคุณสมบัติ ๓ ประการ. เรียกว่า อนิจจานุปัสสี เห็น, เห็นแล้วก็ตามเห็นอยู่, ดูเห็นแล้วก็ดู เรื่อยไป ; ไม่ใช่ว่าเห็นแล้วก็หยุดเสีย. อนุปัสสี แปลว่า ตามเห็น หรือว่า ดูที่เห็นแล้ว. การดูที่เห็นแล้ว ก็ตามดู หรือตามเห็น ความเป็นอนิจจังของสิ่งที่ควรจะเอามาดู เพราะฉะนั้น เราจึงทำขั้นต้น ๆ ของอานาปานสติ ได้แล้ว เราจึงเอามาดูได้ : ลมหายใจสั้นก็ดี, ลมหายใจยาว

น.22 ๑๔ ก็ดี, ลมหายใจที่ปรุงแต่งกายก็ดี, ลมหายใจเหล่านั้นระงับ ลงไปเป็นสมาธิก็ดี, ก็ดูมันหมดเลย ดูสมาธิ ดูองค์แห่ง สมาธิ, แล้วออกมาเป็นเวทนา ดูเวทนา คือปีติหรือสุข หรือความที่มันเป็นสิ่งปรุงแต่งจิต, ดูการปรุงแต่งจิต ดู จิตที่มีการปรุงแต่งอันลดลงแล้ว อันระงับแล้ว. ที่นี้ ก็มา ดูที่จิต บ้าง จิตเป็นอย่างไร ? จิตปราโมทย์ จิตตั้งมั่น จิตปล่อย, จิตจะเป็นอย่างไรทุกชนิดแหละดูได้, จนเห็นว่า มันก็มีความไม่เที่ยง. นี่ดูกันอย่างละเอียดลออ แยบคายที่สุด ด้วยจิตที่ อบรมเป็นพิเศษดีแล้วที่สุด แล้วก็เห็น : โอ้ อนิจจัง คือ อย่างนั้น ๆ เห็นชัด รู้สึก, เป็นความรู้สึก เป็นอนิจจัง โดยแท้จริง. ทีนี้ถ้าเห็น อนิจจังแล้ว อันดับต่อไปมันก็เป็นไป ได้เอง มัน จะมี วิราคะคือคลายความยึดมั่นถือมั่น, แล้วก็ดูอีก, ดูความที่มันคลายออก ๆ จากความยึดมั่นถือมั่น, แล้วมันก็ จะมีอาการแห่งนิโรธะ คือความสงบรำงับแห่ง กิเลส หรือความยึดมั่นถือมั่น หรือความทุกข์ ก็ตาม เพราะ มันเนื่องติดกันอยู่ทั้งนั้น. กิเลส ความทุกข์ อุปาทาน

น.23 ๑๕ นี้มันติดเนื่องกันอยู่ มันก็เห็นได้, กระทั่งว่าเห็นว่า เอ้า, หมดแล้วโว้ย, เดี๋ยวนี้หมดแล้วโว้ย ที่เรียกว่า ปฏินิสสัคคา- นุปัสสี. ผลสุดท้ายมันก็คือ เห็นการสละสิ่งเหล่านี้ออก ไปหมด แล้ว นั่นแหละคือวิปัสสนา. ทบทวนขั้นตอนเกี่ยวกับการดูจิต. ทบทวนสั้น ๆ อีกทีว่า ดู เห็น ตามที่เป็นจริง ด้วยจิตที่เป็นสมาธิ ประกอบไปด้วยองค์ ๓ ประการอย่าง ที่ว่า ในสิ่งปรุงแต่งทั้งหลาย บทนิยามจะมีอย่างนี้. ถ้าถามว่า ดูที่อะไร? ก็ ดูที่สังขาร-เครื่องปรุง แต่งทั้งหลาย : ลมหายใจก็สังขารเครื่องปรุงแต่ง, เวทนา ก็เครื่องปรุงแต่ง, จิตก็เครื่องปรุงแต่ง. ดูที่สังขารที่เป็น การปรุงแต่ง หรือเป็นเครื่องปรุงแต่งทั้งหลาย คือดูที่นั่น. ที่นี้ถ้าจะถามว่า ดูด้วยอะไร ? ก็ดูด้วยจิตที่ปรับ ปรุงดีแล้ว, ปรับปรุงดีแล้ว ภาเวติ - ทำให้เจริญ คือปรับ ปรุงดีแล้ว, จนจิตนั้นมีความเป็นสมาธิชนิดที่ประกอบด้วย องค์ ๓ อย่างที่ว่า คือมีความบริสุทธิ์ มีความตั้งมั่น มีความ

น.24 ๑๖ ควรแก่การงาน ดูด้วยจิตชนิดที่มีสมาธิประกอบด้วย องค์ ๓. ทีนี้จะถามเป็นคำถามต่อไปอีกว่า ดูแล้วเห็น อะไร ? ก็เห็นที่ว่า เห็นความจริงตามที่เป็นจริงของสิ่ง เหล่านั้น คือของสังขารเหล่านั้น, มันก็เห็นความจริงของ สิ่งที่เราดูแหละ จะเป็นเรื่องลมหายใจ หรือเป็นเรื่องเวทนา หรือเป็นเรื่องจิตเอง. ความจริงนั้นว่าอะไร ? ถามเป็นคำถามที่ ๔ ว่า ความจริงนั้นมันคืออะไร ? มัน คือความไม่เที่ยง, คือมัน เปลี่ยนอยู่เสมอ. ตรงนี้อย่าเอาไปปนกับคิดหรือพิจารณานะ ทำไม จึงไม่เที่ยง ? ทำไมจึงไม่เที่ยง ? คิด พิจารณา เขาเรียกว่า วิธีตรรกะ วิธีนัยะอะไรก็ตาม, วิธีคิดทางตักกะ ทางนัยะ มัน ก็ตอบได้ว่าไม่เที่ยง เหมือนกัน ในห้องเรียนก็ทำได้, ในโรงเรียน ในห้องเรียน ที่ครูสอนอ้างมาด้วยเหตุผลว่า อย่างนั้น ๆ เพราะฉะนั้นจึง สรุปความว่ามันไม่เที่ยง, เพราะฉะนั้นจึงสรุปความว่ามัน เป็นทุกข์, เพราะฉะนั้นจึง

น.25 ๑๗ สรุปความว่าเป็นอนัตตา, อย่างนี้ไม่ใช่ผลของการดูแล้วเห็น เป็นผลของการคิดคำนวณตามแบบนั้น ๆ. เดี๋ยวนี้เราไม่มีการคิดคำนวณ ตามแบบนั้น ๆ ว่า เพราะอย่างนั้นมันจึงไม่เที่ยง; แต่ เห็นความไม่เที่ยงอยู่ ลมหายใจสั้น ลมหายใจยาว ลมหายใจปรุงแต่งร่างกาย, ลม หายใจรำงับลง ลมหายใจไม่รำงับ มันเห็นอยู่ ไม่ต้องคำนวณ ว่า ซ.ต.พ. ว่าเพราะฉะนั้นมันจึงเป็นอย่างนั้น, คือมันเห็น. เพราะฉะนั้น การเห็นธรรมะนี้ มันจึง ไม่เกี่ยวกับการ คำนวณหรือการคิดตามวิธีคำนวณ. แต่ก็ไม่ได้ห้ามว่า ไม่ต้องคิด ไม่ต้องคำนวณ, จะคิดคำนวณบ้างก็ได้ แต่ มันยังไม่ถึงขนาดที่จะเป็นวิปัสสนา. การคิดการคำนวณ โดยวิธีตักกะ โดยวิธีนัยะ นี้ไม่ถึงขนาดที่จะเป็นวิปัสสนา, มันเป็นเรื่องคำนวณตามวิธีคำนวณเท่านั้นเอง. นี้ถ้าเราเห็นชัดด้วยจิตที่ประกอบด้วย คุณสมบัติ ๓ ว่ามันไม่เที่ยงอย่างนั้น, ไม่เที่ยงอย่างนั้น, มันมีผลตาม ที่ต้องการ มีผลทางธรรมะ คือ ทำให้เกิดวิราคะ คลาย กำหนัดปล่อยวางไปได้, การคำนวณ ด้วยเหตุผลทาง

น.26 ๑๘ ตรรก เป็นต้น ในห้องเรียนนั้น มัน ไม่ทำให้เกิดวิราคะ หรือความปล่อยวางได้ มันก็เป็นอันว่า เราจะ ต้องฝึกสมาธิให้สำเร็จใน ขั้นที่เป็นสมาธิ ซึ่งจะเรียกว่า ขั้นสมถะ ; แล้วแต่จะ เรียกด้วยคำคำไหน. ในขั้นนี้ทำให้จิตมีคุณสมบัติของความ เป็นสมาธิ ๓ ประการ ดังที่กล่าวแล้ว. นี่ขั้นนี้มันเป็นได้ อย่างนี้ ตอนนี้มันเป็นได้เท่านี้, จิตมีคุณสมบัติ ๓ ประการ แม้ในอิริยาบถเดิน ยืน นั่ง นอน; เพราะฉะนั้นในทุก อิริยาบถนั้น มีการ ดู ๆ ดูได้ ซึ่งจะ เป็นขั้นของวิปัสสนา. เมื่อทำจิตให้มีคุณสมบัติของสมาธิ ๓ ประการนี้ เรียกว่าสมาธิหรือสมถะ, ครั้นได้จิตชนิดนี้มาแล้ว ก็ดู ๆ ดู ; นี้มัน จะเป็นการกระทำที่เป็นวิปัสสนา แล้วต่อเมื่อมัน เห็นแล้ว เห็นชัดแล้ว จึงเรียกว่ามีวิปัสสนาโดยแท้ จริง, ความรู้สึกทางจิตเกิดแก่จิตโดยแท้จริง. ฉะนั้น จิตจึงเบื่อหน่าย จึงคลายกำหนัด จึงอะไรได้ไปตามเรื่อง ที่ควรจะเป็น. ฉะนั้นก็พยายามทำให้สำเร็จทุกขั้นตอน.

น.27 ๑๙ ขณะทำวิปัสสนานั้นมี ศีล สมาธิ ปัญญาพร้อม. ศีลนั้น จะมีอยู่ตลอดเวลา ที่จิตเป็นสมาธิ หรือเป็นวิปัสสนา, ศีลมีโดยอัตโนมัติ. แต่ถ้าคนไ ม่มีศีล คนขาดศีล ของฆราวาสก็ดี ของภิกษุก็ดี, เป็นคนไม่มีศีล แล้ว มัน ก็เป็นสมาธิไม่ได้ เพราะมันรบกวนจิตใจ, ค วาม เลวทรามของตนมันรบกวนจิตใจ. อย่างรู้สึกว่าตัวเป็น ปาราชิก เป็นสังฆาทิเสส มันก็รบกวนจิตใจเรื่อยมันก็ทำจิต ให้เป็นสมาธิไม่ได้ ; ฉะนั้นจึง ต้องไม่ทุศีล เรียกว่าไม่ทุศีล. ทีนี้ เมื่อลงมือทำสมถะทำวิปัสสนา มันก็มีศีล ใหม่ แหละ, ศีลใหม่คือศีลที่มันติดอยู่กับสมาธิหรือวิปัสสนา ขึ้นมาใหม่เต็มที่. เพราะฉะนั้นเมื่อคนเขาทำสมาธิอยู่อย่างถูก ต้องนั้น มัน มีศีลอยู่ในการตั้งใจทำสมาธิ คือควบคุมจิต ให้ทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง ; เขาเรียกว่ามันเป็นศีลได้ ฉะนั้นมันมี ศีลจริงอยู่ที่การตั้งใจจะทำสมาธิ. เรื่องรับ ศีลมันพิธีรีตอง บางทีมันก็มีไม่ได้ ; ถ้าคนไม่มีศีลอยู่ แล้ว ขาดความเป็นผู้มีศีล แล้วมันก็มีไม่ได้, ทำหลอก ตัวเองได้, แต่ความจริงมันมีไม่ได้. ฉะนั้น จะต้องมีศีล

น.28 ๒๐ อยู่เป็นพื้นฐาน, แล้วพอไปทำสมาธิ ทำวิปัสสนาเข้า ศีล ที่แท้จริงที่เรียกว่าติดอยู่กับสมาธินั้นมันก็จะมี. ฉะนั้น จึง มีทั้งศีล ทั้งสมาธิ ทั้งปัญญา ตลอด เวลาที่ทำอยู่อย่างนี้, ทำการเพ่งดูอารมณ์อยู่ด้วยจิตชนิดนี้ เพื่อเห็นความจริงอย่างนั้น ๆ เขาเรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา กลมเกลียวกันเป็นอันเดียวกัน เหมือนกับเชือกเกลียว ทั้ง ศีล ทั้งสมาธิ ทั้งปัญญา, หรือจะขยายออกเป็น ๘, อริยมรรค มีองค์ ๘ มันก็ความหมายเดียวกันแหละ, มันกลมเกลียวกัน อยู่ เป็นสิ่งเดียว จึงเรียกว่าทำเต็มที่ทำครบถ้วน สำหรับ การที่จะเห็น คือวิปัสสนา, สำหรับการที่จะเห็น เห็น คือ วิปัสสนา. การดู นั้นมัน เป็นบุพพภาคของวิปัสสนา, การ ทำจิตให้เหมาะสำหรับจะดูนั้นเป็นสมาธิ. ทีนี้ การตั้ง ใจ ทำให้จริงจังทุกอย่าง เหล่านี้ เป็นศีล ; เราก็มีศีล สมาธิ ปัญญา อยู่ในตัวการกระทำ เพียงอย่างเดียวก็ได้, คือเพ่งดูสังขารอยู่อย่างเต็มที่ ด้วยจิตชนิดนี้ ก็มีการเห็น บ้างตามสมควรแหละ. หรือถ้าจะพูดอย่างเอาเปรียบก็พูด ได้ว่า ความรู้ที่ให้เราทำเป็น อย่างนี้นั้น เป็นปัญญา เรา

น.29 ๒๑ มีความรู้ที่จะทำอย่างนี้ได้ นั้นคือปัญญาในขั้นแรกเริ่ม เริ่ม ต้นมันมีแล้ว. ทีนี้ถ้าได้เห็นอะไรแปลกออกไป ๆ มันก็ เป็นเรื่องปัญญาที่งอกงามออกไป กว่าจะถึงที่สุด. นี่เรื่องของ จิตตภาวนา การอบรมจิต มันมี อย่างนี้ ใจความมัน อยู่ที่คำว่าวิปัสสนา คือดูแล้วเห็น. วิปัสสนาจารย์ ก็คืออาจารย์ที่สามารถดูแล้วเห็น, อาจารย์ ที่สามารถสอนเรื่องการดูแล้วเห็น ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย จะต้องมีพื้นฐานอะไรเพียงพอมันจึงจะทำได้. วิปัสสนาจารย์ต้องมีพื้นฐานเพียงพอ. นี่คนอวดดีเขาบวชมาถึงเขาก็ไปทำวิปัสสนาเลย, แล้วอาจารย์ชนิดไหนจะสอนให้ได้ก็ไม่รู้. ผมไม่สามารถ จะสอนแนะนำทำอะไรได้. คนอวดดีตำหนิปริยัติ บวช แล้วก็เข้าไปทำวิปัสสนาเลย. เขาว่าปริยัติเป็นเรื่องโง่ เรื่อง โง่เรื่องบ้าเรื่องบอไม่ต้องเรียน, ไปทำวิปัสสนาเลย. ลองดู, ไปทำดู มันจะได้หรือไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเดี๋ยวนี้แล้วจะ ยิ่งไม่ได้เพราะมันมีปัญหาเกี่ยวพันกันมาก,

น.30 ๒๒ ฉะนั้น ควรจะเรียนหลักปริยัติให้พอสมควร ให้ รู้จักสิ่งที่เรียกว่าความทุกข์, ขันธ์ ๕, อายตนะ ๖, ธาตุ ๔ อะไรก็ตาม ให้มันรู้พอสมควร, ให้รู้ว่า กิเลส มัน เ กิดอย่าง ไร, เกิดเมื่อไร ตามนัยแห่งปฏิจจสมุปบาท ; กิเลสเกิด เมื่อไรอย่างไร เมื่อมีผัสสะทางอายตนะแล้วมันโง่, มันก็เกิด เวทนาโง่ ก็เกิดตัณหา, เกิดอุปาทาน, กิเลสและความทุกข์ มันก็เกิดขึ้น อย่างนี้ก็ต้องควรจะรู้ เป็นแนวทางสำหรับที่ จิตมันจะเดินไป. อย่างคนจะเดินทางเดินถนนหนทาง มัน ก็ต้องรู้แนวถนนหนทาง คนจะแล่นเรือในทะเล ก็ต้อง รู้แนวทิศทางของทะเล แม้คนที่จะขับเรือบิน ก็ต้องรู้ ทิศทางที่จะไป. ฉะนั้นต้องได้รับความรู้ที่จำเป็นในเบื้องต้นพอสมควร จะต้องเรียนความรู้เรื่องนี้พอสมควร แล้วก็จะง่ายขึ้น. อย่า ไปดูถูกว่า นั่นความรู้ปริยัติ ไม่จำเป็นป่วยการ หรือ ว่าเป็นเรื่องของคนอะไรไปก็ไม่รู้ แล้วก็ไม่เรียนปริยัติ. มี พระบางองค์มาขอเรียนกรรมฐานวิปัสสนาถามว่า บวชเมื่อ ไร ? บวชได้ ๒-๓ วัน ๒ - ๓ เดือน ไม่เคยเรียนธรรมะ อะไรเลย. บอกว่า เราสอนไม่ได้ดอก นิมนต์กลับเถอะ

น.31 ๒๓ มันไม่รู้ว่าจะสอนกันอย่างไร, เลยบอกว่าไปเรียนนักธรรม เอกให้ได้มาเสียก่อนสิ แล้วค่อยมาพูดกัน จะง่ายขึ้น. เรื่อง ศีล เรื่อง วินัย ตามปรกติ ก็ต้องเรียน แหละ เรื่อง ปาฏิโมกข์นี้ก็ต้องเรียน; ไม่อย่างนั้นมัน จะไม่เหมาะสม, มัน จะมีความประพฤติทางกายสมาจาร วจีสมาจาร ที่ไม่เหมาะสม, มันเหมือนกับสกปรกรกรุงรัง เกะกะไปหมด มันก็เดินไม่ได้เดินลำบาก. ฉะนั้น บวช แล้วก็อุตส่าห์ศึกษาเล่าเรียนเบื้องต้น โดยเฉพาะก็คือ พระวินัยทั้งที่เป็นปาฏิโมกข์ ทั้งที่เป็น อภิสมาจาร ให้มันรู้ แล้วปฏิบัติ. เรียนวินัยปาฏิโมกข์ให้รู้ แล้วปฏิบัติ, เรียน อภิสมาจาร คือวินัยละเอียดอ่อนทั้งหลายให้รู้แล้วปฏิบัติ เรียกว่า สมบูรณ์ด้วยมรรยาทและโคจร. มีมรรยาทดี, โคจรคือรู้จักที่ควรไป และที่ไม่ควรไป. ภิกษุเหล่านี้จะมี ความนุ่มนวล อ่อนโยน ควรแก่การงานในทางกาย มี ร่างกายที่ถูกต้อง, ที่ควรแก่การงาน ด้วยการปฏิบัติวินัย นั่นแหละ, ปฏิบัติวินัยมาตั้งแต่ต้นจนบัดนี้ ปฏิบัติวินัย. เดี๋ยวนี้มันโง่ขนาดสวมรองเท้าเข้าไปกราบนะ ผม บอกว่าไม่ต้องกราบ, สวมรองเท้าไม่ต้องกราบ, ไป ๆ ไป.

น.32 ๒๔ บางคนสวมรองเท้าเข้าไปถอดรองเท้าตรงหน้าผม, มันโง่ ขนาดนี้ จิตใจมันกระด้างขนาดนี้. มันควรถอดที่อื่นที่ไม่ เห็นกันสิ, ถอดรองเท้าที่อื่น. ถ้าต้องการจะกราบ ก็ ถอดรองเท้าที่อื่น แล้วเข้าไปกราบ อย่างนี้ก็ได้; ไม่ ควรจะเข้าไปถอดรองเท้าตรงหน้าเลย, ใส่หน้าเลย หรือบางทีก็ไม่ถอดเลย. นี่มันโง่มาก, จิตใจหยาบมาก, จิตใจกระด้างมาก; จิตใจกระด้างขนาดนี้ทำสมาธิไม่ขึ้น ดอกไม่เป็นดอก เขาต้องการจิตใจที่นุ่มนวล อ่อนโยน สุภาพ เป็นมุทุปสันนา. ฉะนั้น เมื่อคุณ ศึกษาปาฏิโมกข์อย่างดี, อภิ- สมาจารอย่างดี จะปรับปรุงกายสมาจาร วจีสมาจาร ให้นิ่ม นวล อ่อนโยน เหมาะสม, เป็นกัมมนียะทางร่างกาย ทาง วาจา สำหรับจะไปทำสมาธิ. ฉะนั้น อย่าทำเล่นกับเรื่อง ศีลปาฏิโมกข์ หรือศีลเหล่านี้สิ. เมื่อไม่ได้เรียน มันก็ ไม่รู้, ความที่มันไม่รู้น่ะไม่เป็นไรนะ. แต่ความที่มันกระ- ด้าง เพราะไม่รู้ว่าจิตมันกระด้าง, นี้มันเสียหายหมด. คนที่ไม่ถูกพระวินัยอบรมมาก่อนแล้ว จะมี ความกระด้าง ทั้งทางกาย ทั้งทางวาจา. ผู้ที่มีกายมี

น.33 ๒๕ วาจาอันกระด้างนี้ ไม่เหมาะสมที่จะทำสมาธิดอก, แล้วก็ทำ ไม่ได้, ทำไม่ค่อยจะได้, หรือมันจะทำไม่ได้เอาเสียเลย เพราะมันกระด้างเกินไป. มันเหมือนกับสัตว์ป่า สัตว์เถื่อน มันฝึกไม่ได้สิ มันต้องเอามาทรมาน ให้มันอ่อนโยน ให้มัน ยอม ให้มันอะไร แล้วมันจึงจะฝึกได้. ฉะนั้น จิตที่กระด้าง เกินไป โง่เกินไป ทะลึ่งเกินไป อะไรเกินไปนี้ทำสมาธิ ไม่ได้ดอก. ฉะนั้นไปชำระสะสางเรื่องอย่างนี้กันเสียให้มากพอ ให้มีกายสมาจาร, คือความประพฤติถูกต้องดีทางกาย, ให้มี วจีสมาจาร ความประพฤติถูกต้องดีทางวาจา เป็นพื้นฐาน เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีลปาฏิโมกข์, อาจาระ คืออภิสมาจาร, สมบูรณ์ด้วยมรรยาทและโคจร. นี้พูดตามพระบาลีก็มี คำว่า ปาฏิโมกฺขสํวรสํวุโต อาจารโคจรสมฺปนฺโน, เรียกว่ามี ความรู้เบื้องต้นพอทุกอย่าง จะมีความพร้อมเหมาะสมทางกาย ทางวาจาที่จะไปทำสมาธิ แล้วมันจะมีผลอื่น ๆ ต่อไปจากนั้น อีก. ผู้ที่มีการศึกษาครบถ้วน จะทำได้ดี ทำได้ง่าย ทำได้เร็ว; ผู้ที่ไม่มีการศึกษาเสียเลย แล้วยังเข้าใจ ผิดอะไรบางอย่างอีก ทำไม่ได้. ฉะนั้น พวกที่จะอบรม

น.34 ๒๖ เป็นวิปัสสนาจารย์นั้น ไปใคร่ครวญดูให้ดี ว่าอะไรที่ยังไม่ได้ ทำเลย, อะไรที่มองข้ามหรือกระโดดข้ามมาเสียแล้ว, ไป ทำเสียใหม่ให้ครบถ้วน. เรื่องทางจิตนั้นเนื่องกับเรื่องทางกาย ทางวาจา ด้วยเสมอไป; จะไม่สนใจเรื่องทางกายและทางวาจา จะ ไปสนใจแต่เรื่องทางจิตทางเดียวนั้นเป็นไปไม่ได้. ฉะนั้น จึงมีความถูกต้องในการกินอยู่ เป็นอยู่ ชนิดที่ไม่ตามใจกิเลส, คุณจะต้องมีการกินอยู่ เป็นอยู่ หลับนอน อะไรก็ตาม ชนิดที่ไม่ตามใจกิเลส ให้เป็นพื้นฐานไว้มาก ๆ ก่อนเถอะ, ไปทำสมาธิมันจะง่าย. เดี๋ยวนี้มันยังไม่ไหว เรื่องมรรยาทและโคจรเหล่านี้ ยังไม่ไหว, ยังเล่นหัวยังเห็นแก่กิน ยังเห็นแก่นอน ยังหยอก ล้อกันอยู่ ยังถือมั่นถือรั้นอะไรกันอยู่ มันไม่เหมาะสมไม่ พร้อม. ฉะนั้นจัดการกับสิ่งเหล่านี้ ให้เรามันมีความอ่อน โยน นั่นแหละ เขาเรียกว่า มุทุปสันนา - อ่อนโยน. มัน มีความอ่อนโยน แล้วมัน ง่ายที่จะเปลี่ยนแปลง จะดัดแปลง ต้องมีความอ่อนโยน มันถึงจะดัดแปลงได้; เช่นขี้ผึ้งนี่ ทำให้มันร้อนหน่อยแล้วมันก็มีความอ่อน แล้วมันจะดัด

น.35 ๒๗ แปลงเป็นอะไรได้ ; ถ้ามันแข็งมันก็ทำไม่ได้ มันหักหมด หรือจะตัดไม้ดัดไล่ ดัดอะไรก็ตาม มันต้องทำให้อ่อนได้ เสียก่อน, จะลนไฟ หรือว่าจะทำอะไรก็ตาม ให้มันอ่อนเสีย ก่อน แล้วมันจึงจะดัดได้. ฉะนั้นเรา อบรมชีวิตทั่วๆ ไปนี้ ให้มี มุทุปสัน- นา คือความอ่อนโยน เหมาะสมที่จะดัดไปตามกระแส แห่งพรหมจรรย์นี้ มันก็จะง่าย. ฉะนั้นจึงต้องถือศีลถือ ปาฏิโมกข์อย่างดี นั้นจะเป็นเครื่องขูดเกลา, ขูดเกลาหรือว่า ลนไฟก็ตามให้มันอ่อน ; โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องกินอยู่ หลับ นอนนั่นแหละ, พูดกันง่ายๆ อย่างนี้ดีกว่า เรื่อง ปัจจัยสี่ : จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ เภสัช นั้น อย่าให้มีความผิด พลาดใด ๆ เลย. ถ้าทำได้อย่างนี้แล้ว ความอ่อนโยนจะมีขึ้น และแล้ว, จะมีขึ้นมากแล้ว. ถ้ามันยังมีปัญหาเรื่องกินอาหาร เรื่องเป็นอยู่ ชนิดที่มันเกะกะเก้งก้างกระด้างอะไรอยู่ มัน เป็นไปไม่ได้. ต้องมีสติสัมปชัญญะปัญญาบังคับตนเอง. ฉะนั้นเราจะ มีสติ มีสัมปชัญญะ มีปัญญา มีการ บังคับตัว มีอะไรเป็นพื้นฐานดีไปตั้งแต่ต้น. จะให้

น.36 ๒๘ อาจารย์คนหนึ่งคอยควบคุมไปหมด มันก็คงไม่ไหว, มัน ต้องรู้ รู้ในส่วนที่ทำเองบ้าง ในส่วนที่จะรู้เองทำได้เอง มัน ก็ต้องทำได้เอง. ส่วนที่มันไม่อาจจะรู้ หรือต้องให้อาจารย์ ช่วยแนะนำตักเตือนนั้น มันก็มีอยู่ส่วนหนึ่งแหละ ; แต่ ส่วนที่จะค่อย ๆ ทำไป เพราะการรู้การเรียนในเบื้องต้น มัน ก็มีมากเหมือนกันมีมากอย่าง จะไปรบกวนกันก็เสียเวลาเปล่า, ทำได้เอง. พอบวชเข้ามาก็รีบศึกษา รีบศึกษาให้รู้เรื่อง วินัย เรื่องทาง กาย ทาง วาจา รีบศึกษา รีบปฏิบัติ จนไม่มี ที่ติแล้ว, ไม่มีที่ตำหนิแล้ว ; นั่นแหละเรียกว่าเหมาะ สมที่จะไปทำในส่วนวิปัสสนา คือทำส่วนจิตกับส่วนปัญญา ไปอบรมในส่วนจิต, แล้วก็อบรม ในส่วนวิชาความรู้ ทิฏฐิ หรือ ปัญญาความคิดความเห็น ซึ่งมันละเอียดยิ่งไปกว่า เรื่องทางร่างกาย นี้มากๆ; เป็นการเกลา ความรู้เบื้องต้น เรื่องศีลมันเป็นเหมือนกับการโกลน เขาเรียกว่าโกลน, ถาก อย่างโกลน ๆ โกลน ๆ พอเข้ารูป แล้วจึงค่อยไปทำให้ดีเข้า รูป, แล้วจึงไปขัดถูให้สวยงาม ให้เกลี้ยงชักเงาให้แวววาว ให้สวยขึ้นมา

น.37 ๒๙ นี่เรียกว่าเราพูดกันทั้งระบบ ซึ่งถ้าพูดโดยราย ละเอียดแล้ว มันต้องพูดกันเป็นวันเป็นเดือน เป็นเรื่อง ๆ เป็นเดือน ๆ แต่นี้มาพูดกันคราวเดียว ชั่วโมงเดียวสอง ชั่วโมงนี้ มันก็พูดได้เพียงอย่างนี้แหละ ; ฉะนั้นรายละเอียด ของส่วนไหน คุณก็ไปหาเพิ่มเติม. เดี๋ยวนี้มันสะดวก หนังสือหนังหาตำรับตำรามีเยอะแยะไปหมด, เพียงเรียน นักธรรมโทให้ดีนะ. ถ้าความรู้ทางนักธรรมโทดีจริง ๆ สมบูรณ์จริงแล้ว พอ พอที่จะไปเป็นผู้ปฏิบัติในป่า, เป็น พระป่า เป็นนักวิปัสสนา ; แต่ถ้าถึงนักธรรมเอกมันก็จะ ยิ่งดีแหละ. แต่เดี๋ยวนี้เรียนขี้โกง เรียนขี้ฉ้อ โกงในโรง เรียน ไม่มีความรู้ ก็สอบได้นักธรรมตรี นักธรรมโท อย่างนี้ มันไม่มีหวังดอก. นักธรรมที่เรียนมาอย่างโกง ๆ แล้วก็ สอบได้นั้น มันก็หลอกคนได้, แต่มันหลอกธรรมะไม่ได้ หลอกธรรมชาติไม่ได้ หลอกความจริงไม่ได้. นักธรรมตรี ก็จะได้ทำให้ดีในส่วนศีล ในปาฏิ- โมกข์ ในอะไรต่าง ๆ, นักธรรมโท ก็รู้ธรรมะที่จะปฏิบัติ เยอะแยะไปหมดเลย ในหลักสูตรนักธรรมโท เกินพอเสียอีก ถ้ารู้ทุกข้อที่มีอยู่ในหลักสูตรนักธรรมโท จะเกินพอเสียอีก ;

น.38 ๓๐ ส่วนนักธรรมเอกนั้นก็ดีเหมือนกันแหละ มันก็ไม่มีอะไร แปลกไปจากนักธรรมโท แต่พูดในรายละเอียดมากขึ้นเท่านั้น แหละ. นี่ผมเรียกว่า พื้นฐาน รากฐาน เบื้องต้นควรจะ มีอย่างนี้. ทำวิปัสสนาควรมุ่งเพื่อธรรมะมิใช่เพื่อลาภ. แล้วก็มาถึงการตั้งใจ ตั้งจิต มุ่งหมายอะไรนี้ ถ้า ว่า จะมุ่งหมายให้ถูก ให้จริง ให้ตรงแล้ว ก็ต้องมุ่งหมาย เพื่อธรรมะ เพื่อธรรมะ เพื่อปฏิบัติธรรมะ, หรือว่าเพื่อ สนองพระพุทธประสงค์, อย่างนั้นก็มีหวังแหละ. แต่ถ้า เพื่อตบตาคนหาลาภหาผลแล้วฉิบหายทั้งนั้นแหละ ; เพราะมันฉิบหายไปตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว, คือมันหลอกลวงคน ไปตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว มันจะไปในทางที่ดีที่ถูกไม่ได้. ฉะนั้นจะทำตนเป็นพระวิปัสสนา หรือวิปัสสนา- จารย์นี้ มัน เกี่ยวกับความบริสุทธิ์ใจ ต้องอุทิศชีวิตถวาย พระพุทธเจ้า ถวายพระธรรม ถวายพระสงฆ์ จริง ๆ แล้วก็ทำไปเถอะ มันจะเป็นไปได้โดยง่าย; เพราะมีการ อุทิศให้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เสียแล้ว. ทีนี้

น.39 ๓ ๑ เล่นไม่ซื่อนี่ จะทำอวดคน หรือจะทำตบตาคน, แล้วก็ จะทำเพื่อลาภผลสักการะ มันก็ไม่พ้นไปจากเรื่องหลอก ลวงคน, หลอกลวงประชาชน ; อย่างนี้มันผิดเสียตั้งแต่ ทีแรกแล้ว มันวินาศตั้งแต่จุดตั้งต้นแล้ว, มันเป็นไปไม่ได้. มัน ต้องไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์เพื่อลาภสักการะ. พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสไว้อย่างนั้น ว่าพรหมจรรย์นี้ไม่ใช่เพื่อ ลาภสักการะเป็นอานิสงส์ แต่เพื่อความดับทุกข์เป็นอานิสงส์. ฉะนั้น เราก็ต้องให้มันถูกตรงเพื่อความดับทุกข์ ไม่ใช่ เพื่อลาภสักการะ ; พอความคิดเรื่องลาภสักการะเข้ามา แล้วมันก็วินาศทันทีแหละ วินาศตรงนั้นเอง. เรือล่มเมื่อ จอดนั้นมันยังได้ไป แล้วไปล่มเมื่อจอด; แต่นี้มันล่มเมื่อ ออก ออกเดิน เรือล่มเมื่อออกเดินทาง ‘เพราะว่าเจตนาไม่ บริสุทธิ์. ฉะนั้น การอุทิศชีวิตจริง ๆ เพื่อพระพุทธ พระ ธรรม พระสงฆ์ หรือว่าเพื่อพระศาสนา มันก็ จำเป็น มันก็เป็นความแน่นอนที่สุด ; เพราะเรื่องนี้มันเพื่ออย่างนี้ พรหมจรรย์นี้เพื่ออย่างนี้ ไม่ใช่เพื่ออาศัยหลอกลวงผู้อื่น ; ต้องชำระเจตนาของตัวเองให้ถูกต้อง ให้บริสุทธิ์ อย่างนี้

น.40 ๓๒ เสียด้วย ที่เราจะมาสนใจกับวิปัสสนา. จะเป็นลูกศิษย์หรือ เป็นอาจารย์ก็ตามใจเถอะ ต้องทำเจตนาให้บริสุทธิ์ ; มิฉะนั้น มันจะไม่ได้ ไม่ได้ไปตั้งแต่จุดตั้งต้นเลย, คือว่าเต็มไปด้วย ความผิดพลาด ความวินาศ ตั้งแต่จุดตั้งต้น ก็ไม่เจริญ งอกงามก้าวหน้าในพรหมจรรย์. วิปัสสนาเพื่อเราก็ได้, เพื่อเราพ้นทุกข์ ก็ได้ ถ้าสูงไปจากนั้น ก็วิปัสสนา เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์; นั้นมันชั้นอาจารย์ ช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์. ถ้าเป็น- วิปัสสโกของตัวเอง ก็ช่วยตัวเองให้พ้นทุกข์ ก็วิปัสสนา เหมือนกัน, เรียกว่าวิปัสสนาเหมือนกัน. ครั้น เมื่อทำ ได้แล้ว ก็ช่วยเพื่อนมนุษย์กันให้พ้นทุกข์. นี่เป็นชั้น อาจารย์ ชั้นวิปัสสนาจารย์ เรากำลังอยู่ในชั้นไหน ขั้นไหน ก็ทำให้มันถูกเรื่อง. ให้พูดรวม ๆ กันทั้งเณร ทั้งพระ บวชใหม่ บวชเก่า นี้พูดยาก เรื่องนี้ ไปแยกเอาเอง. นี่ผมเรียกว่าถวายความ รู้รวม ๆ กันไป ความรู้ชนิดที่ว่ามันเป็นเค้าโครงรวม ๆ กันไป มันไม่ใช่รายละเอียดในส่วนไหน เพราะเวลามีเท่านี้ ก็ เรียกว่า ถือเอาเค้าโครงให้มันถูกต้อง, ถือเอาเจตนารมณ์

น.41 ๓๓ จุดหมายอะไรให้ถูกต้อง ให้มันถูกต้องเถอะ. ถ้าว่าให้หัวใจ ของเรื่องถูกต้องแล้วก็ ทั้งหมดมันจะถูกต้อง. ฉะนั้นเรา จึงพูดกันในส่วนที่เป็นความหมาย ในชั้นที่เรียกว่าเป็นหัวใจ ของเรื่อง ของคำว่าศีล ก็ดี สมาธิ ก็ดี ปัญญาก็ดี วิปัสสนา ก็ดี มีใจความสำคัญของเรื่อง. เราจับหัวใจของเรื่องนี้ให้ ได้ แล้วเราก็ มีความบริสุทธิ์ จงรักภักดีต่อธรรมะไม่คด โกง คือไม่อาศัยการปฏิบัตินี้เพื่อแสวงหาลาภ หาสักการะ หาชื่อเสียง. พรหมจรรย์นี้มิใช่เพื่อลาภสักการะเสียงสรรเสริญ -ลาภสกการสิโรโก ลาภสกการ -ลาภสักการะ, สิโรโก -เสียงสรรเสริญ. อย่าทำเพื่อได้ลาภสักการะ-และเสียง สรรเสริญ มันจะฆ่าคนนั้นตาย ; เช่นเดียวกับพวกที่ทรยศ ต่อปริยัติแหละปริยัติมัน กลายเป็นงูพิษกัดคนนั้นตาย, ปริยัติที่ไม่ซื่อตรง ใช้เป็นเครื่องหลอกลวงมันก็กลายเป็น ปริยัติงูพิษกัดคนนั้นตาย. อย่างนี้ก็มี พระพุทธเจ้าก็ตรัส ไว้. ที่นี้ปฏิบัตินี้ถ้ามันหลอกลวงคน ปฏิบัติเพื่อลาภ สักการะเสียงสรรเสริญแล้ว จะเป็นงูพิษกัดตายตั้งแต่ทีแรก ได้เหมือนกัน, ไม่มีหวัง,

น.42 ๓๔ ฉะนั้น เพื่อให้มีหวัง ให้มีความสำเร็จ ก็ขอให้ บริสุทธิ์ถูกต้องซื่อตรงไปตั้งแต่จุดตั้งต้นเลย, ตั้งแต่จุดตั้งต้น เลย ; แล้วความซื่อตรง ความสุจริต ความจริงมันจะยึด หน่วงตัวมันเองไม่ให้ล้มละลาย ให้มันเป็นไปได้. ฉะนั้น การที่อุทิศต่อธรรมะบริสุทธิ์สำคัญมาก, จำรวมเรียกว่า ต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ก็ได้. ที่จริงพูดคำ เดียวก็ได้ว่า ต่อธรรมะนั้นเอง, ต่อธรรมะที่เราปฏิบัตินั้นเอง นี่ก็เรียกว่าพอ. ประพฤติธรรมะให้สุจริต ธมฺมํ สุจริต จเร -ประพฤติธรรมะให้สุจริต ; บางทีประพฤติธรรมะ คดโกง มันก็ไม่สำเร็จ. เอาละเป็นอันว่า โครงเรื่องหัวใจของเรื่อง มันมี อยู่อย่างนี้ แล้วผมก็คิดดีที่สุดที่จะพูดอะไรให้เป็นประโยชน์ ในวันนี้ก็พูดได้อย่างนี้หรือเพียงเท่านี้ในวันแรกนี้ แต่ว่า หลักเกณฑ์อันนี้ใช้ได้ตลอดชีวิต เลย. ที่เหลืออยู่นอกจากนี้ก็คือว่า สิ่งแวดล้อม, ปัจจัย แวดล้อมอะไรต่าง ๆ; เช่นคุณเทียบเคียงดูเถอะว่า อยู่ที่นี่ กับที่กรุงเทพฯ มันต่างกันอย่างไร. อยู่ที่นี่ธรรมชาติ

น.43 ๓๕ ช่วยได้มาก, ธรรมชาติแวดล้อมได้มาก ; ที่อยู่ที่กรุงเทพฯ นั้นธรรมชาติมันจะเป็นศัตรูด้วยซ้ำไป มันจะไม่ช่วยแวดล้อม มันจะช่วยทำลาย. พยายามหาสิ่งแวดล้อมให้ดี หรือว่า จัดการปรับปรุงให้มันเข้ากับสิ่งแวดล้อมอย่าให้มันเป็นโทษ, แต่ให้เป็นเครื่องสนับสนุน. ฉะนั้นการอยู่ในกรุงเทพ ฯ มันก็ยากกว่า ลำบากกว่าการอยู่ในป่า. เราจะเห็นได้ว่า พระศาสดาทุกๆศาสนา ล้วนแต่ตรัสรู้ในป่าทั้งนั้น, ทุกศาสนา เพราะมัน ง่ายกว่าในเมือง. อยู่ให้ต่ำ ด้วยการเป็นอยู่ที่มันต่ำ ทางกายทาง วัตถุนี้ให้ต่ำ, แล้วทางจิตมันสูงเอง แหละ. ถ้าอยู่ ทางกายอยู่ดีกินดี สนุกสนานหอมหวนชวนอร่อย แล้วจิต มันต่ำเองแหละ, จิตมันทรามเองไม่ต้องสงสัย, ถ้าอยากจะ ให้จิตสูง ก็เป็นอยู่ทางกายให้มันต่ำ อย่างที่เราจะเห็นได้ว่า มันจะโดยบังเอิญ หรือโดย อะไรก็ช่างมันเถอะ แต่มันแสดงให้เห็นได้แล้วว่า พระพุทธ- เจ้านี้ประสูติกลางดิน, พระพุทธเจ้าตรัสรู้กลางดิน พระพุทธ เจ้าสอนกลางดิน อยู่กลางดิน, พระพุทธเจ้านิพพานกลางดิน, เอานั่นแหละเป็นหลัก เป็นทิฏฐานุคติ, เขาเรียกว่า ทิฏฐา-

น.44 ๓๖ นุคติ หรืออุทาหรณ์. เอานั่นแหละเป็นหลัก, แล้วเรา ก็จะต่ำ ๆ เหมือนพระพุทธเจ้า ประสูติกลางดิน ตรัสรู้กลาง ดิน สอนกลางดิน ตายกลางดิน. อย่าไปหวังนั่นนี่ ให้มันกลายเป็นเรื่องของฆราวาส ไปเสีย ไม่ใช่ของบรรพชิต ของบรรพชิตต้องอยู่กันต่ำ ๆ ไม่แปลก. อย่าเห็นว่าความต่ำนี้มันแปลกหรือว่ามันน่า รังเกียจ ความต่ำ ๆ นั่นแหละกลายเป็นมีประโยชน์ มัน จะไม่สร้างฐานของกิเลส, เป็นอยู่ต่ำ ๆ มันไม่สร้างฐานของ กิเลส. ถ้าจะอยู่ดีกินดีแล้วมันก็สร้างฐานของกิเลส. คำว่า อยู่ดีกินดี มันใช้กันไม่ได้ ดอกกับพวกเรา. พวกเราที่ เป็นพระ เป็นบรรพชิต กินอยู่แต่พอดี, กินอยู่เท่าที่พอดี นั่นแหละ ใช้กันได้กับพวกบรรพชิต. กินดีอยู่ดี แล้ว มันบ้าเลยแหละ มันทำลายหมด ; กินอยู่เท่าที่พอดี, กินอยู่แต่พอดี คือต่ำไว้เท่าไรได้ก็เป็นการดี นี่มัน จะรอด ไปได้. ยิ่งอวดดีแล้วยิ่งหมดเร็ว ยิ่งอวดดีแล้วยิ่งฉิบหายเร็ว ยิ่งวินาศเร็ว. อย่ามีเรื่องอวดดีเป็นอันขาด ไม่เท่าไรมัน หมดดีแล้วมันก็วินาศ.

น.45 ๓๗ นี้ก็พูดกันชั่วโมงครึ่ง พอสมควรแก่เวลา เอาไป ใคร่ครวญดูทุกข้อๆ, โดยเฉพาะประเด็นที่มันแปลก หรือ มันฝืนความรู้สึก, ประเด็นที่มันขัดกับความรู้สึกของเรา นั่นแหละ, ต้องเอาไปศึกษาใคร่ครวญ ให้มันหมดข้อขัดแย้ง ให้มันเรียบร้อยราบรื่นตลอดไป. ในที่สุดนี้ผมขอแสดงความหวังว่า ให้ทุกองค์กล้า หาญ ทุกองค์กล้าหาญไม่อ่อนแอ ไม่ขี้ขลาด ไม่ต้องอ้าง คุณไหนมาช่วย ไม่ต้องอ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไหนมาช่วย. ให้ ทุกองค์เข้มแข็งกล้าหาญ มันก็สำเร็จแหละ; เพื่อพระ- พุทธเจ้า เพื่อบูชาพระคุณของพระพุทธเจ้าด้วย, เพื่อความ หลุดพ้นของเราด้วย, เพื่อเพื่อนมนุษย์ทั้งหลายก็จะได้รับ ประโยชน์ด้วย, ถ้าตั้งใจกันอย่างนี้แล้วก็สำเร็จ ไม่ต้องให้ ใครให้พรดอก ความดีที่ทำนั้นเป็นพร แล้วมันก็ พาไปได้เอง. เพราะฉะนั้น จึงหวังว่าทุกองค์จะมีความ เจริญงอกงามก้าวหน้าในทางแห่งพระศาสนาของสมเด็จพระ บรมศาสดา อยู่ทุกทิพาราตรีกาล เทอญ.

น.46 อบรมพระวิปัสสนาจารย์ จากสำนักวิปัสสนาบุญศรีมุนีกรณ์ ครั้งที่ ๒, ๓๑ มกราคม ๒๕๒๖ ณ ลานหินโค้ง โมกขพลาราม ใจความสำคัญของ "วิปัสสนา." การที่เรามีเวลาพูดกันอีกครั้งหนึ่งนี้ ผมคิดว่า จะ พูดต่อเนื่องจากที่พูดแล้วเมื่อวาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือคำว่า การดูและเห็น ซึ่งเป็น ความหมายของคำว่า วิปัสสนา ทั้งดูและเห็น. เกรงว่าจะไม่เป็นที่เข้าใจกันเพียงพอ เพราะ ไม่เคยพูดกันอย่างนั้น พูดแต่เรื่องคิดบ้าง พิจารณาบ้าง นั้นมันก็เรื่องหนึ่ง ถูกไม่ใช่ผิด. แต่ว่าคำว่า วิปัสสนา นี้ ใจความสำคัญว่าดูให้เห็น; เมื่อเห็นจึงเป็นวิปัสสนา. ฉะนั้นเรา ควรจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า ดู และ เห็น นี้กันให้มากพอ. ๓๘

น.47 ๓๙ คำพูดมันคำเดียวกัน แต่มันคนละเรื่อง; ถ้าเป็น เรื่อง ทางกาย ทางวัตถุ มันก็ ดูด้วยตา เหมือนกับที่ตา มันดู ดูแล้วมันก็เห็น, แต่ถ้าเป็น เรื่องทางนามธรรม คือ ทางจิตทางวิญญาณ มันก็ จะดูด้วยตานี้ไม่ได้, แล้วจะ ดูกันด้วยตาไหน นั่นแหละจะต้องเข้าใจ แล้วเราก็มักจะพูด ด้วยคำอื่น ไม่ได้พูดด้วยคำว่า ดู ก็เลยจึงมืดมนท์อยู่ว่าจะดู กันอย่างไร. หลักการดูและเห็นทางจิต. ข้อนี้มันต้องเปรียบเทียบกันตั้งแต่ขั้นต่ำสุดแหละ คือขั้นที่ว่าดูด้วยตาธรรมดานี้; เช่นว่าจดไว้ในกระดาษ แล้วเราก็ดูด้วยตา แล้วก็เห็น. นี้มันก็เห็นตัวหนังสือที่ เขียนว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ก็ดู ตัวหนังสือในกระดาษแล้วก็เห็นนะ, แต่มันก็เห็นอย่างที่ เห็นตัวหนังสือในกระดาษ มัน ไม่เห็นธรรมะ , ไม่เห็น ธรรมะ เพราะมันไม่ได้ดูด้วยธรรมจักษุนี่. มันดูด้วย ตาเนื้อๆ ต่อเมื่อดูด้วยธรรมจักษุจึงจะเห็น เห็นธรรม ซึ่งดูด้วยตาเนื้อไม่เห็น. ฉะนั้นการที่ดูตัวหนังสือในกระดาษ แล้วก็เห็น ก็เห็นเพียงแค่ตัวหนังสือในกระดาษ นี่เห็น.

น.48 ๔๐ ทีนี้ ธรรมจักษุที่จะเห็นธรรมนั้น มันต้องดูด้วย อะไร ? ลองสังเกตของตัวเองดู ในบาลีก็มีคำว่า ธมฺมจกฺขุ ธรรมจักษุ -จักษุสำหรับเห็นธรรม ก็คือปัญญา หรือเจต- สิกธรรม ที่เป็นกลุ่มของปัญญานั่นแหละ. แล้วเราก็พูด กันแล้วเมื่อคืน ว่า ปัญญานี้มันต้องอาศัยการดูด้วยจิตที่ เป็นสมาธิ, จิตเป็นสมาธิแล้วก็น้อมไปเพื่อจะเห็น คือดู ฉะนั้นจึงต้องมีปัญญาอยู่ในเวลานั้น ฉะนั้นเราจะต้องทำ ปัญญาจักษุกันอยู่เป็นประจำ. เมื่อเราเจริญสมาธิกรรมฐานอยู่ตามปรกตินี้ ก็ให้ เป็นการอบรมปัญญาจักษุอยู่เป็นประจำ ; โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งก็ ดูอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ให้เห็นอยู่ด้วยปัญญาจักษุ ไม่ใช่ปากว่า ไม่ใช่ปากปริกรรม ; แต่ให้รู้สึกเห็น, เห็น อย่างรู้สึก, รู้สึกอย่างเห็น หรือว่าย้ำ ซ้อม การเห็นนั้นอยู่. เดี๋ยวนี้เราจะดูสิ่งที่มันยังไม่เกิด หรือจะเกิดหรือ กำลังเกิด หรือเกิดแล้ว มันก็มีเรื่องหลายขั้นตอน ฉะนั้น จะดูกันอย่างไร ? หรือว่าทำระบบเรื่องเค้าโครงที่ให้ดูแล้วก็ดู นับตั้งแต่ว่าดูด้วยตา แล้วก็ดูด้วยปัญญา แล้วก็รักษา การดูนั้นไว้ด้วยปัญญา.

น.49 ๔๑ ยกตัวอย่างด้วยเรื่องที่พวกเราทำกัน อยู่เป็นประจำ คือว่าเดินจงกรมนี้ ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ. ถ้า ดูที่เท้าด้วยตา มันก็คือดูเห็นยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ, ดูด้วยตา ดูที่เท้า. ที่จริงมันไม่ใช่อย่างนั้น, มันไม่ใช่ว่า ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ; มันต้องศึกษามาด้วยปัญญา ก่อน แล้วจนเห็นว่า มันมีแต่การยก หรือย่าง หรือเหยียบ เท่า นั้นหนอ, ไม่มีบุคคล ผู้ยก ผู้ย่าง ผู้เหยียบเลย. ฉะนั้นการ ที่พูดว่า ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ นั้นมันเป็นคำที่ย่อ มาก. พวกที่เข้ามาใหม่ไม่รู้เรื่อง อาจจะเข้าใจผิดก็ได้ ; กลายเป็นว่า ยกหนอ ยกอยู่หนอ ยกเท้าเห็นอยู่หนอ อย่างนี้ มันไม่ถูกดอก ; เพราะว่าเรื่องของธรรมะชั้นปัญญานั้น มันไม่ใช่ว่ายกเท้าขึ้นมา แล้วยื่นออกไป แล้วเหยียบลง. ถ้าอย่างนี้มันเป็นเรื่องสติ หรือสมาธิ ยังไม่ใช่การดูการ เห็น; มัน ต้องศึกษาจนรู้ว่า ไม่มีสัตว์บุคคล ตัวตน เรา เขา จึงมีแต่เพียงการยกเท้าขึ้นมา แล้วเสือกเท้าไป แล้วเอาเท้าลง.

น.50 ๔ ๒ ยกหนอ หมายความว่า มันสักว่ามีการยกเท้า มี เท้าที่ยกขึ้นแล้วหนอ. แต่ไม่มีบุคคลที่เป็นผู้ยกหรือเป็นเจ้า ของเท้า. ถ้าเราว่ายกหนอ แล้วก็ขอให้เข้าใจว่า มันเป็นสัก ว่าเท้าที่ยกขึ้นมาเท่านั้นหนอ, ไม่มีบุคคลที่เป็นเจ้าของเท้า หรือเป็นผู้ยกหนอ. ถ้าพูดให้เต็มที่มันต้องว่า สักว่าการยก เท้าขึ้นมาเท่านั้นหนอ, ไม่มีบุคคลผู้ยกเท้า หรือเป็น เจ้าของเท้าเลย นั้นมันยืดยาวอย่างนั้น. นี้เขาให้บทบริกรรม สั้นมากว่า ยกหนอ เท่านั้น ๒ พยางค์ แต่ใจความของมัน อยู่ที่ว่า มันสักว่าการยกเท้าเท่านั้นหนอ ไม่มีบุคคลผู้ยกเท้า หรือเจ้าของเท้า. ถ้าทำได้ลึกอย่างนั้น มันก็เป็นการเห็นอยู่ เห็นธรรมะอยู่. เมื่อยกย่าง เหยียบ นั่นแหละ, สัก ว่าการยกเท้าเท่านั้นหนอ, สักว่าการย่างเท้าไปเท่านั้นหนอ สักว่าการเหยียบเท้าลงเท่านั้นหนอ. นี่มันลึกมาก มันเป็น หัวใจของธรรมะทั้งหมด คือว่า ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล. ถ้าทำถึงที่สุดเป็นวิปัสสนา มีความหมายอย่างนี้. ถ้าทำในขั้นริเริ่มต้น ๆ ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบ หนอ เป็นขั้นสติ : ว่าสติอยู่ที่เท้าที่ยกขึ้นมา ที่เท้าที่เลือกไป

น.51 ๔๓ ที่เท่าที่หย่อนลง ก็เป็นสติเท่านั้น ; ยังไม่ใช่ปัญญา, ยังไม่ใช่ การเห็น, เป็นการควบคุมด้วยสติ ; หรือว่าการที่สติมันผูกพัน ติดอยู่กับเท้าที่ยก ย่าง เหยียบนี้ อย่างนี้มันเป็นสมาธิ, ยังไม่ใช่ ดวงตาเห็นธรรม, ยังไม่ใช่เห็นในขั้นวิปัสสนา มันก็ดีกว่า ที่เห็นด้วยตาหน่อย. ตาเห็นว่าเท้ายกแล้ว เท้าย่างแล้ว เท้า เหยียบแล้ว นี้เห็นด้วยตา นี้ต่ำสุด. แล้ว มีสติกำหนด ว่า เอ้า, ยกแล้ว เหยียบแล้ว ย่างแล้ว นี้ก็เป็นสติ, นี้การที่ จิตคอยผูกพันอยู่กับสิ่งนั้น นี้ก็เป็นสมาธิ. ดู-เห็น ต้องเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. ถ้าขั้นวิปัสสนามันก็ต้องเห็น, เป็นเรื่องของ การเห็นธรรมในส่วนลึก ที่ว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. จะดูการยก ย่าง เหยียบ นี้เป็นอนิจจังก็ได้ หรือจะดูว่า เป็นทุกขัง เพราะต้องบริหารก็ได้ แต่ที่แท้จริงต้องการ ให้เห็นอนัตตา หรือสุญญตา ว่าไม่มีบุคคล, ไม่มีสัตว์ บุคคลตัวตนอะไรที่ไหน ซึ่งเป็นผู้ยก ผู้ย่าง ผู้เหยียบ นั้นมัน ถึงหัวใจของธรรมะ คือตัวธรรมะแท้. เห็นด้วยปัญญา

น.52 ๔๔ ว่าไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน ที่ยก ย่าง เหยียบ นั่นแหละ เรียกว่า วิปัสสนา. ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ เป็น วิปัสสนาได้อย่างนี้, ไม่เพียงแต่ว่าเป็นสติ หรือว่าเป็น สมาธิ, และไม่ได้หมายความว่าเห็นด้วยตา ที่ตาเราเห็นเท้า ของเรายก ย่าง เหยียบ. ฉะนั้นคำว่า ดู และเห็น เป็น วิปัสสนา ต้องขนาดนี้. ฉะนั้นขอให้ทำให้ถึงขนาดวิปัสสนา คือว่า ดู และ เห็น นี้ไม่ใช่เห็นด้วยตา, เห็นด้วยจิตใจว่า มันไม่เที่ยง เป็น ทุกข์ เป็นอนัตตา, หรือจะเอาแต่อนัตตาก็พอ. ความ จริง การดับกิเลสตัณหานั้น มันก็ดับด้วยอนัตตา, เพียง อนิจจังยังไม่ดับ ต้องให้เห็นทุกขัง, เห็นทุกขังยังไม่ดับ ต้องเห็นอนัตตา มันจึงจะเกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด บรรลุมรรคผลได้. เหมือนกับ บาลีอนัตตลักขณสูตร ต้อง เห็นอนัตตาอย่างนั้น แหละ จึงจะเบื่อหน่ายคลายกำหนัดไป ตามลำดับ. ทีนี้ เราจะมาทำกันเดี๋ยวนั้น การเห็นอนัตตาไม่ มากพอ ไม่ชัดพอ. ฉะนั้นหาโอกาสทำคราวอื่น ที่อื่น เมื่อ นั่งอยู่ หรือเมื่อทำที่อื่น, ให้เห็นว่าสังขารทั้งปวงเป็น

น.53 ๔๕ อนัตตา, สิ่งปรุงแต่งทั้งหลายเป็นอนัตตา ให้เป็นความ หมายทั่วไปแก่สังขารทั้งปวง ดูให้เห็นอนัตตาทุกอิริยาบถ. ทีนี้เดี๋ยวนี้เราจะเอามาดู เอาปัญญาจักษุ ธรรม- จักษุ นี้มาดูอยู่ตลอดเวลาทุกอิริยาบถ ; เมื่ออิริยาบถยืน ก็ยืนหนอ สักว่าการยืน เท่านั้นหนอ ไม่มีตัวผู้ยืนไม่มีตัว เจ้าของผู้ยืน ; เมื่อเดินนี้ แยกเป็น ยก ย่าง เหยียบนี้ ก็ มันสักว่า ยก ย่าง เหยียบ ไปตามเหตุปัจจัยของมันเท่านั้น หนอ, ไม่มีส่วนไหนที่จะเป็นบุคคล ตัวตน อันแท้จริง. นี่ถ้าว่าทำสำเร็จ มันก็เป็นวิปัสสนา; คือดู แล้วเห็นว่า ไม่มีตัวตนบุคคลอะไร ทุกระยะเวลา ที่ยก ย่าง เหยียบ ๆ, ยก ย่าง เหยียบ นั้นแหละคือการเพ่งดู. เมื่อ ทำถูกวิธีของการเพ่งดู มันก็เห็น, มันก็เห็นว่า สักว่าอาการ อย่างนั้นเท่านั้นหนอ. ทีนี้มันก็เห็นติดต่อกัน ๆ คือเห็น มาก หรือเห็นพอ มันเหมือนกับย้ำ ๆ ย้ำ ๆ ย้ำลงไป เหมือน กับย้ำอะไร, ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ ก็คือย้ำทุก ๆ ครั้งที่มันยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ ว่า มันเป็นอนัตตา,

น.54 ๔๖ เพราะฉะนั้น ขอให้เป็นการกระทำที่เลื่อนขึ้นไปจน ถึงวิปัสสนา คือดูแล้วเห็น, อย่าเพียงว่า ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ แล้วก็ ทำท่าทำทางไปตามนั้น มัน ก็เหมือนกับอะไรก็ไม่รู้ มันไม่ใช่วิปัสสนา มันเหมือนกับ รำละครก็ได้ ฉะนั้นขอให้ทำให้เป็นวิปัสสนาที่ผมพูดนี่. . แม้ ที่สุดแต่ว่า เดินจงกรม ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ นี่ ขอให้ทำให้เป็นวิปัสสนาอยู่ในนั้นแหละ ; ไม่ทำเพียงว่า ดูด้วยตาเห็น เห็นเท้ามันยก ย่าง เหยียบ, แล้ว ไม่ทำเพียง ว่าเป็นสติรู้ สติกำหนด ว่ายก ย่าง เหยียบ, หรือไม่เป็น เพียงสมาธิว่าจิตมันจดจ่ออยู่ที่นั่น. ขอให้มันเป็นปัญญา ชั้นวิปัสสนา เห็นแจ้ง ว่า โอ นี้มันเป็นสักว่าอาการยก ย่าง เหยียบ ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน ผู้ยก ย่าง เหยียบ, และทำ ซ้ำ ๆ อยู่อย่างนี้ ความเห็นอนัตตามันก็ชัดเจนขึ้น ๆ ชัด เจนขึ้น จนกว่าจะเพียงพอ. ฉะนั้น ผู้ที่บริกรรมว่า ยกหนอ ขอให้รู้ความหมาย ในขั้นวิปัสสนา ว่ามัน สักว่ามีการยก เท้าขึ้นมาเท่านั้นหนอ ยาวหน่อย, สักว่าเท้ายก ขึ้นมาเท่านั้นหนอ ; ไม่มีใคร

น.55 ๔๗ ไม่มีบุคคล ไม่มีใครที่เป็นผู้ยก หรือเจ้าของการยก. เมื่อ ย่างก็เหมือนกัน ก็สักว่าอาการที่เท้ามันย่างไปเท่านั้นหนอ, ไม่มีบุคคลผู้ย่าง, เหยียบลงไปก็สักว่าอาการที่เท้าเหยียบลง ไปด้วยเหตุปัจจัยอะไรก็ตาม, สักว่าเท้ามันเหยียบลงไปเท่านั้น หนอ ไม่ใช่กูเหยียบ ไม่ใช่มีบุคคลตัวตนอะไรมันเหยียบ. เพราะฉะนั้นทุก ๆ หนอ อาจจะทำให้เป็นวิปัสสนา ได้. อย่างว่ามาถึงขั้นฉันอาหาร หยิบหนอ ยกหนอ ใส่ ปากหนอเคี้ยวหนอกลืนหนอ. นี่ก็เหมือนกันอีกแหละ สักว่า มือมันหยิบอาหารมา ด้วยเหตุปัจจัยนามรูปอะไรก็ตาม, ไม่มีกู, ไม่มีกูผู้หยิบ อาหาร ไม่มีกูผู้กินอาหาร ผู้กลืนอาหาร. นี่จึงจะเห็นว่า ไม่มีกู ไม่มีตน ; นั่นคือ มีวิปัสสนาอยู่ ทุกอิริยาบถในการกินอาหาร. เราจะแบ่งเป็นกี่ตอนก็ตาม มันพูดสั้น ๆ ว่า หนอ; แต่มัน ต้องเติมคำว่า สักว่า ........ เท่านั้นหนอ; สักว่ามือหยิบ อาหารเท่านั้นหนอ, สักว่า ใส่ปาก เท่านั้นหนอ, สักว่าฟันเคี้ยว เท่านั้นหนอ นี้เรามักจะพูดสั้นกันเกินไป ว่าหยิบหนอ กินหนอ เคี้ยวหนอ มันเข้าใจผิดก็ได้, หรือไม่เป็นวิปัสสนาก็ได้, มันจะกลายเป็นตรงกันข้ามเสียก็ได้, มีตัวกูผู้กินหนอไป

น.56 ๔๘ เสียก็ได้ ถ้าพูดหยาบ ๆ ลวก ๆ ว่า กินหนอ มันอาจจะกลาย เป็นว่า มีตัวกูผู้กินหนอไปเสีย ; มันก็ผิดหมดแหละ ถ้า อย่างนี้. ฉะนั้นสักว่ามันมีอาการอย่างนั้นเท่านั้นหนอ, ไม่มีตัวใครผู้ทำอาการอย่างนั้นหนอ. ทีนี้ส่วนที่มันละเอียดออกไปอีก ถ้าเผอิญว่าอาหาร คำนั้นมันอร่อย, มันจะรู้สึกอร่อย อร่อยหนอ แล้วก็ความ หมายแบ่งไปได้ ๒ ทิศทาง อร่อยหนอ คือกูอร่อยหนอ ดี หนอ อร่อยหนอ. ถ้าถูกต้องเป็นวิปัสสนา มันจะรู้สึก ว่า โอ, นี้มัน ความรู้สึกที่เกิดขึ้นแก่ระบบประสาท ชนิด ที่เขาสมมติเรียกกันว่าอร่อยเท่านั้นหนอ, ไม่มีตัวตนแห่ง ความอร่อย, ไม่มีตัวตนแห่งบุคคลผู้อร่อยเลย. ถ้าเผอิญ ว่าคำนี้มัน ไม่อร่อย คำนี้มันเลวมาก มัน ไม่อร่อย ; จะพูดสั้น ๆ ว่าไม่อร่อยหนอ เดี๋ยวก็เกิดโทสะ มีตัวตนผู้ไม่อร่อย แล้วเกิดโทสะ. มัน ต้องเป็นว่า มัน เป็นความรู้สึกที่เกิดแก่ระบบประสาทที่ลิ้นโดยเฉพาะ ; อย่างที่เขาสมมติเรียกกันว่า ไม่อร่อยเท่านั้นหนอ. มัน เป็นสักว่าความไม่อร่อยเท่านั้นหนอ. ดูเอาสิ, ไม่มีกูผู้ ไม่อร่อยแล้วโกรธ. ปัญญามันรู้ว่า โอ นี้มันสักว่าความรู้สึก

น.57 ๔๙ แก่ระบบประสาทอย่างที่เขาเรียก ๆ กันว่า ไม่อร่อย เท่านั้น หนอ; นั่นแหละคือปัญญาจักษุเห็นอยู่ เป็นวิปัสสนาอยู่ เมื่อรู้สึกว่าไม่อร่อย. เมื่อรู้สึกว่าอร่อยก็เหมือนกันแหละ มันสักว่า ความรู้สึกตามธรรมชาติ, รู้สึกเองตามธรรมชาติแก่ ระบบประสาท ในลักษณะที่เขาสมมติเรียกกันว่า ไม่อร่อย หรืออร่อย เท่านั้นหนอ เรื่องมันก็พอ สำหรับที่จะเป็น วิปัสสนา เมื่อหยิบ เมื่อกิน เมื่อเคี้ยว เมื่อรู้สึกอร่อย หรือไม่อร่อย เป็นต้น ฉะนั้น หนอ นั้นมันมีความหมายที่ดิ้นได้ ถ้าให้ ชัดมันต้องว่าสักว่า อย่างนั้นเท่านั้นหนอ; ถ้าไม่อย่าง นั้นมันจะกลับตรงกันข้าม คือมันจะเน้นลงไปอีกว่า อร่อย หนอ ไม่อร่อยหนอ มันกลายเป็นมีตัวกูผู้อร่อย หรือ ผู้ไม่อร่อย. ทุกเรื่องแหละ แล้วแต่ว่าเราจะไปหนอกับ อะไร, กับอิริยาบถไหน, เดิน ยืน นั่ง นอน นอนหนอน่ะ สักว่ามีอิริยาบถนอนเกิดอยู่แล้วเท่านั้นหนอ; ไม่ใช่กูนอน ไม่ใช่กูเป็นผู้นอน, ไม่ใช่มีตัวตนแห่งการนอน.

น.58 ๕๐ จะเดินจะยืน จะนั่ง จะนอน จะกิน จะอาบ จะ ถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ทุกอย่างแหละ ถ้าจะใส่คำว่าหนอแล้ว ก็ ให้รู้ว่าความหมายอันนี้เขาต้องการจะบอกให้รู้ว่า มันเป็น สักว่าเท่านั้น หรือเช่นนั้น เท่านั้นหนอ. ถ้าอย่างนี้มัน เป็นวิปัสสนาอยู่ในอิริยาบถนั้น ๆ ถึงกับว่ามันอาจจะบรรลุ มรรคผลเป็นพระอรหันต์ ในอิริยาบถนั้น ๆ อยู่ก็ได้ ; เพราะ ว่าเป็นวิปัสสนา การดูและเห็น มันมีอยู่ที่ไหน เมื่อไร ใน อิริยาบถไหน มันก็เกิดการบรรลุมรรคผลขึ้นได้ในอิริยาบถ นั้นที่นั่น และเมื่อนั้น. เพราะฉะนั้นเราทำให้ดี ๆ สิ ทำให้ ถูก ๆ ให้ดี ๆ ให้มันเป็นวิปัสสนา คือดู และเห็น อยู่ด้วย ปัญญาจักษุ หรือด้วยธรรมจักษุ ก็จะบรรลุธรรม, บรรลุ ธรรมคือบรรลุมรรคผล. นี่คือความหมายของคำว่า วิปัสสนา ที่เรียกว่า เห็น. ถ้าไม่เคยเรียนบาลีก็รู้ไว้เถอะว่า คำว่า ปัสสนะ มันแปลว่า เห็น. คำว่า ดู นั้นอีกคำหนึ่ง ไม่ได้รวมอยู่ในคำนั้น ; แต่ว่า การเห็นมันมาจากการดู. มันต้องมีการดู แล้วจึง มีการเห็น. ถ้า ดูด้วยตา นั่นเขาเรียกว่า โอโลเกติ อะไรก็ ก็ตามเถอะ มันดูด้วยตา, แต่เดี๋ยวนี้มันไม่ใช่ดูด้วยตา แต่

น.59 ๕๑ กำหนดด้วยสติ ก็เรียกว่า สติเอาปัญญามาสำหรับดู; ถ้า ปัญญาไม่มามันก็ไม่มีอะไรจะดู, ไม่มีอะไรเอามาปัญญามันก็ ไม่มา. เพราะฉะนั้นเราเอา สติเป็นเครื่องขนส่ง ดึงเอา ปัญญามา แล้ว ปัญญามันก็ดู ในทุก ๆ อิริยาบถที่เราประ- พฤติกระทำอยู่. นี่สรุปความว่า ขอให้ทำชนิดที่มันเป็นวิปัสสนา ถึงขั้นที่มันเป็นวิปัสสนา เช่นว่า ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบ หนอ ก็ให้มันถึงขั้นที่มันเป็นวิปัสสนา คือรู้อยู่แก่ใจอย่าง แจ่มชัด ว่า โอ มันสักว่าอิริยาบถยก ย่าง เหยียบ เท่านั้น หนอ, ไม่มีตัวกูผู้ยก ย่าง เหยียบ เลย, สักว่าเป็นกิริยา อาการ ของการยก ย่าง เหยียบ เท่านั้นหนอ ก็ใช้ได้. นี้ เรียกว่าวิปัสสนา คือการเห็น. ดู-เห็น ธาตุ อายตนะ ขันธ์, เอ้า, ที่นี้ก็มีเรื่องในปริยายอื่น ที่ว่าจะดูและเห็น โดยหลักพื้นฐานทั่วไปที่จะซักซ้อมไว้ตลอดเวลา ดูให้เห็น, ดูให้เห็น นั่นมัน เป็นปัญญาที่ดูและเห็น. เช่นจะดูให้ เห็นว่า ธาตุทั้ง ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ คืออะไร, แล้วขึ้นมา

น.60 ๕๒ เป็นนามเป็นรูปอย่างไร, ขึ้นมาเป็นอายตนะ ๖ อย่างไร, ขึ้น มาเป็นเบญจขันธ์อย่างไร, นี้ต้องดูจนเห็นเหมือนกันแหละ ต้องดูแบบวิปัสสนาจึงจะเห็น. ถ้าดูแบบธรรมดา ก็เปิดหนังสือตำราขึ้นมา ก็ดูว่า โอ, อย่างนี้เรียกว่าขันธ์ ๕ อย่างนี้เรียกว่าอายตนะ ๖ อย่าง นี้เรียกว่าธาตุ ๔ นั้นก็ดูตัวหนังสือก็เห็น ; แต่มันไม่เห็น ตัวธรรมะ. ฉะนั้นมันจะต้องทำอีกชั้นหนึ่ง คือด้วยหลับตา เสีย ปีดหนังสือเสียแล้วก็ดูว่ามันหมายความว่าอะไร มันมีตัว จริงอยู่ที่ไหน. แต่ว่าพูดได้เลยนะ พูดได้เลย ทั้งหมดทุก เรื่องมันอยู่ข้างในนี้ อยู่ข้างในร่างกายที่ยาววาหนึ่งนี้ทั้งนั้น แหละ ; ไปดูที่อื่นไม่มี แล้วก็ไม่พบตัวจริง มัน ต้องดูเข้า มาในร่างกายที่ยาววาหนึ่งนี้. ธาตุทั้ง ๔ คือดิน น้ำ ไฟ ลม ลมมันอยู่ในร่างกาย นี้อย่างไร ; นี้ข้อนี้มันละเอียดเกินไป อาจจะไม่ต้องดูก็ได้ นะ แต่ ถ้าดู ก็ดี มันเป็น ธาตุ ๔ : ดิน น้ำ ไฟ ลม อยู่ ในร่างกายอย่างไร. ตัวหนังสือมักจะเขียนไว้ไม่ค่อยถูก เรื่องนักดอก. ธาตุดิน คือผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ธาตุน้ำ คือเลือด หนอง ปัสสาวะ เหงื่อไคล น้ำเหลือง นี่

น.61 ๕๓ ธาตุน้ำ แล้วก็ ธาตุลม คือลมที่มันพัดขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่ ธาตุไฟ คือความร้อน อย่างนี้ก็ได้ ก็ดูตามตัวหนังสือ. แล้ว มันก็ดูไปที่ตัววัตถุ, เช่นว่าผม ขน เล็บ ฟัน หนัง มันตัว วัตถุ น้ำเลือด น้ำหนอง น้ำตา น้ำมูก เป็นตัววัตถุ ตัว ลมที่เธอเอ๊กอ๊ากอยู่ก็เป็นวัตถุ. ที่นี้ไฟความร้อนที่ร้อนอยู่ที่ ร่างกายมันก็เป็นเรื่องของวัตถุ. ถ้า หลับตาดู เขา เห็นลึกลงไปถึง ที่เขาเรียกว่า คุณสมบัติ, คุณสมบัติ หรือคุณค่า หรือคุณสมบัติ. ธาตุ ดิน เขาว่า มีคุณสมบัติ หรือมีกฎเกณฑ์ของมัน คือมันจะ กินเนื้อที่. เนื้อ หนัง กระดูก เล็บ พัน อะไรก็ตาม มัน เป็นธาตุแข็ง, แล้วมันก็กินเนื้อที่. หมายความว่ามันมีสภาพ เป็นวัตถุ, มีส่วนประกอบขึ้นมาตั้งแต่ว่าเป็นปรมาณู เป็นอณู เป็นกลุ่มเป็นอะไรขึ้นมา จนเรียกว่ากลุ่มนี้มันแข็ง มันกิน เนื้อที่. คุณสมบัติที่มันกินเนื้อที่ มันต้องการเนื้อที่ คือธาตุ ดิน. ถ้าอย่างนี้เราจะเห็นลึก เห็นลึกกว่าที่จะเห็นว่าเป็น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง นั้นมันสมมติหรือบัญญัติไปเสียแล้ว ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง. ที่เราเห็นลึกละเอียด กว่านั้น

น.62 ๕๔ เห็นว่า โอ พวกนี้มันมีกฎเกณฑ์มีคุณสมบัติของมัน คือมัน จะกินเนื้อที่เพราะมันแข็ง มันทำให้ต้องการเนื้อที่. ถ้า เห็นอาการหรือสภาวะ ที่มันกินเนื้อที่ มันจะอยู่ในขนาด ไหนระดับไหนก็ตาม มันกินเนื้อที่ นั่นแหละคือธาตุดิน คือเราเห็นธาตุดิน. ทีนี้ ธาตุน้ำ คือว่าคุณสมบัติหรือลักษณะ ที่มัน เกาะกันไว้, เกาะกันอยู่ ซึ่งมันละเอียดมาก. ธาตุน้ำมีคุณ สมบัติ คือมันจะยึดกันไว้ ; คุณสมบัติอันนั้นต้องดูด้วย ปัญญา จึงจะเห็นว่ามันยึดกันไว้ ถ้ามันไม่มีธาตุน้ำเป็นเครื่อง ยึดกันไว้แล้ว ส่วนที่มันเป็นของแข็งมันก็กระจาย เพราะ ฉะนั้นมีธาตุน้ำ เข้าไปยึดสิ่งเหล่านั้นให้ติดกันอยู่เป็นกลุ่ม เป็นก้อน เป็นเหมือนกับกลุ่มหนึ่ง กองหนึ่งนี้. อย่างต้นไม้นี้ ที่มันเป็นใบเป็นต้นเป็นอะไรอยู่ได้ เพราะมันมีธาตุน้ำเป็น เครื่องยึด ยึดปรมาณู ยึดอณูเหล่านั้นไม่ให้จากกัน. ดูที่ตัวน้ำ นั้นเอง มันมีลักษณะที่มันจะรวมกัน อยู่เรื่อย, น้ำนี่มันจะมีลักษณะสำหรับจะรวมกันอยู่เรื่อย. ถ้าว่าไม่มีอะไรมามีอำนาจเหนือแล้ว มันจะรวมตัวกันอยู่เรื่อย ถ้ามีอะไรมาแทรกลงไป มันก็แยกตัวให้ เพราะมันสู้ไม่ได้ ;

น.63 ๕๕ แต่พอยกสิ่งนั้นขึ้นเสีย มันก็จะกลับรวมตัวกันอย่างเดิม อาการที่มันเกาะกุมกันอย่างนี้เขาเรียกว่า ธาตุน้ำ, ไม่ใช่น้ำ เลือด น้ำหนอง น้ำมูก น้ำตา น้ำลาย ไม่ใช่, ไม่ใช่, นั้น มันเป็นเรื่องสมมติของส่วนต่าง ๆ ที่มันมีลักษณะอย่างนั้น แล้วเป็นอยู่ในร่างกายลักษณะอย่างนั้น เรียกว่าเห็นหยาบ เกินไป ไม่ใช่เห็นด้วยปัญญา. ถ้าจะพูดทางวัตถุของธาตุน้ำเกาะกุมกัน ; เหมือน กับว่า เราผสมปูนกับทราย ถ้าเราไม่ใส่น้ำมันไม่มีทางจะ เกาะกันเลย. 3 ถ้าเราเอาทรายกับปูนมาผสมกัน, แล้วเรา ใส่น้ำลงไปด้วย แล้วมันเกาะกันแข็งเป็นคอนกรีต. นี่เรียกว่า สิ่งที่ทำให้มันเกาะกุมกันเขานั้นเรียก ว่า ธาตุน้ำ ในร่างกายนี้มี ถ้าไม่มีอันนี้เสียแล้ว กระจาย ออกไปหมด กระจายออกเป็นปรมาณูหมด ; ส่วนที่เป็นธาตุ น้ำมันทำให้เกาะกุม-เกาะกุม-เกาะกุมกันอยู่เป็นสัดเป็นส่วน แล้วก็ทำหน้าที่ได้. ร่างกายเป็นร่างกายอยู่ได้ เพราะการ เกาะกุม หรือเกาะยึดของธาตุน้ำ คือว่าประมวลธาตุดินให้ มันยังเกาะกุมกันอยู่ได้ เป็นรูปร่าง เป็นคน เป็นส่วนแห่ง ร่างกาย หรือเรียกว่าเป็นร่างกาย.

น.64 ๕๖ ทีนี้ ธาตุไฟ ก็คือความเผาไหม้ เผาไหม้ให้เปลี่ยน ไป, คุณสมบัติสำหรับจะเผาไหม้ให้มันไหม้ไป มันสูญไป แล้วมันมีอะไรเข้ามาแทน ; เช่นไฟที่มันย่อยอาหาร ก็เรียก ว่า ธาตุไฟย่อยอาหารมันเผาไหม้ มันให้เกิดสิ่งอื่นขึ้นมาแทน. จะเรียกว่า ความร้อน ก็ได้; แต่เนื้อแท้ความหมายของ มันแท้ ๆ คือความเผาไหม้ เป็นอุณหภูมิขนาดต่าง ๆ กัน ล้วนแต่เผาไหม้ไปตามขนาดของมัน การที่ทำให้ปรมาณูหนึ่ง หายไป อันหนึ่งเกิดมาแทนนี้ เรียกว่ามันเผาไหม้. ฉะนั้น ในร่างกายนี้มีการเผาไหม้อยู่เรื่อย แต่ เรามองไม่เห็นเพราะเราไม่ได้เรียนไม่ได้ศึกษา เพราะเราไม่ ได้ศึกษากันทางนั้น ว่ามันมีการเผาไหม้อยู่ตลอดเวลา คือ เซลล์ที่ประกอบกันขึ้นเป็นร่างกายนี้ มันมีการเปลี่ยนแปลง ด้วยการที่มีการเผาไหม้ มีธาตุไฟเผาไหม้. จะเรียกว่า ธาตุไฟทำกายให้อุ่น ธาตุไฟทำให้ย่อยอาหาร, ธาตุไฟทำ ให้กระวนกระวาย แล้วแต่ที่ตัวหนังสือเขียนไว้ แต่มันไป รวมอยู่ที่คำคำเดียวว่า คุณสมบัติที่เผาไหม้ ดูให้เห็น สิ. ทีนี้ ธาตุลม มีคุณสมบัติคือเคลื่อน, เคลื่อนไหว, มันต้องมีการเคลื่อนไหว. เพราะฉะนั้นอาการเคลื่อนไหว

น.65 ๕๗ นั้นเขาเรียกว่า ธาตุลม. มันต้องไปอยู่ในรูปที่เคลื่อนไหว ได้, คือกลายเป็นแก๊สอะไรขึ้นมา มันจึงเคลื่อนไหวไปได้, ส่วนที่เป็นแก๊สมันก็ระเหย มันเคลื่อนไหว. ฉะนั้น ร่างกาย ของเรามีการระเหย มีการเคลื่อนไหว อยู่ทุกๆ เซลล์ทุก ๆ อณู ทุกๆ ปรมาณู. คุณสมบัติที่ไหวที่เคลื่อนไหวไป นี่ สำคัญมากที่ทำให้เปลี่ยนแปลงได้ ให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ที่เรียกว่า เจริญได้ เสื่อมได้ อะไรได้. ถ้าเห็นอย่างนี้ ดูเข้าไปที่ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่เป็น ส่วนประกอบของร่างกายเห็นคุณสมบัติ ๔ อย่างนี้ ก็เรียกว่า เห็นธาตุทั้ง ๔ ทำสมาธิที่ไหน ตรงไหน เมื่อไร ก็ดูธาตุ ทั้ง ๔ ในลักษณะอย่างนี้อยู่ตลอดเวลา ก็ได้เหมือนกัน. ทีนี้ ธาตุ ๔ มันก็รวมกันเข้าเป็นเนื้อหนังมังสา หรือเป็นระบบประสาท หรือเป็นอะไรที่จะมาเป็นระบบตา ระบบหู ระบบจมูก ระบบลิ้น ระบบกาย ระบบใจ นี่ก็ เป็นระบบ ๆ ไป นี่มัน เป็นอายตนะ. ที่มันเป็นร่างกาย มันก็เป็นส่วนร่างกาย เช่นเนื้อ ลูกตา หรือเส้นประสาทที่อยู่ในตา มันมีลูกตา มีประสาทตา มันก็เป็นโอกาสให้เกิดวิญญาณธาตุ ที่จะทำหน้าที่ขึ้นทางตา นี่ก็เป็นธาตุอีกธาตุหนึ่ง คือธาตุวิญญาณ.

น.66 ๕๘ แล้วก็เห็นว่า ทั้งหมดนี้ ทั้งดิน น้ำ ลม ไฟ และ วิญญาณนั้น ต้องมีที่ว่างให้มันอยู่; ถ้าไม่มีที่ว่างมันจะ เกิดขึ้นมาได้อย่างไร. เพราะฉะนั้นความว่างนี้ก็เป็นธาตุ อากาส เรียกว่า อากาสธาตุ เป็นที่ว่างสำหรับให้ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ธาตุวิญญาณ อะไรจับกลุ่มกันทำงานทำหน้าที่ ได้, จนกระทั่งมีระบบตา ระบบหู ระบบจมูก ระบบอะไร ต่าง ๆ ทุก ๆ ระบบนี้ เรียกว่าเรา เห็นอายตนะ ; เมื่อเห็น ธาตุ แล้วจึงเห็นอายตนะ. ธาตุ ขันธ์ อายตนะ สัมพันธ์กัน จนเกิดเวทนา - ภพชาติ. ทีนี้ ก็เห็นต่อไปถึงกับว่า เมื่อมันทำงาน สัมพันธ์กัน เมื่อตาทำหน้าที่ตา ก็เรียกว่า รูปธรรม คือ ตาเกิดขึ้น แล้วก็มีการติดต่อกับรูปธรรมข้างนอก คือรูป แล้วก็ เกิดวิญญาณทางตา . นี้เรียกว่า ผัสสะ มีผัสสะแล้ว มีเวทนา ; ถ้ามีเวทนาก็ต้อง มีตัณหา มีอุปาทาน มีภพ มีชาติ.

น.67 ๕๙ เมื่อ ตา หู เป็นต้น มัน ทำงาน ก็เรียกว่า รูป- ขันธ์เกิดแล้ว. พอสัมผัสแล้วเกิดเวทนา; ก็เวทนา- ขันธ์เกิดแล้ว หรือว่าเมื่อตากับรูปเป็นต้น ถึงกัน ก็ เกิด รูปขันธ์ แล้ว แล้วก็ เกิดวิญญาณขันธ์ ทางตา ; วิญญาณ ขันธ์ทางหู วิญญาณขันธ์ทางจมูก เป็นต้น. นี่เห็น วิญญาณนั้น. นี้ต้องเห็นด้วยปัญญาจักษุ ทั้งนั้นแหละ ไม่ใช่เห็นจากตัวหนังสือ. พอเกิดเวทนา แล้วก็ เวทนาขันธ์เกิดแล้ว มีการ กำหนดเวทนาขันธ์ว่าเป็นอย่างไร อย่างนี้ สัญญาขันธ์เกิด แล้ว. กำหนดลงไปอย่างไรด้วยสัญญานั้นแล้ว มันก็เกิด ความคิดอย่างใดอย่างหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องนั้นขึ้นมา ก็เรียกว่า สังขารขันธ์เกิด แล้ว. มันครบเห็นไหม ? รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญา- ขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์, ขันธ์ ๕ เกิดครบแล้วใน ร่างกาย ที่ยังมีชีวิตยังเป็น ๆ อยู่, มีระบบ ๖ คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สัมผัสกับอารมณ์ภายนอก คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์, แล้วปรุงแต่งไปตามกฎเกณฑ์ ของธรรมชาติ มันก็ครบเป็น ๕ คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์

น.68 ๖๐ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์. เรานั่งกำหนด ดูอยู่อย่างนี้ก็เรียกว่า เห็นขันธ์ ๕, เห็นขันธ์ ๕. ทีนี้จะ ดูขันธ์ ๕ ในแง่ไหนก็ดูไปสิ : ในแง่ที่ มันไม่เที่ยง ก็ดูไปสิ ว่ามันปรุงขึ้นมาอย่างไร ; แต่ก่อน นี้มันไม่มี เดี๋ยวนี้มันมี แล้วมันเปลี่ยนไปอย่างไร แล้วมัน ยุ่งยากลำบากในการบริหาร ทำความทุกข์ให้แก่บุคคลผู้เข้า ไปยึดถือ. นี้ก็เรียกว่า ขันธ์ ๕ มัน เป็นทุกข์, แล้วขันธ์ ๕ นั้นมันสักว่าการปรุงแต่งอย่างนี้เท่านั้นแหละ, ปรุงแต่ง อย่างนี้เท่านั้นแหละ ; เพราะฉะนั้นขันธ์ ๕ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคลตัวตน ไม่ใช่กูไม่ใช่ของกู นี่ดูขันธ์ ๕. นี้เรียกว่า ความรู้หรือปัญญา ต่อสภาวธรรมที่มี อยู่ตามธรรมชาติ เราดู แล้วเห็น ไม่ใช่อ่านหนังสือแล้วจด ไว้ หรืออ่านหนังสือแล้วจำได้, ไม่ใช่อย่างนั้น. อันนั้น มันเป็นเรื่องวัตถุเกินไป ทีนี้มาดูตามวิธีที่ท่านมีให้ดู แนะ ไว้ให้ดู สอนให้ดู จนเห็นว่ามันเป็นธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ อย่างไร, เป็นอายตนะ ๖ อย่างไร, กระทั่งว่าเป็นขันธ์ ๕ อย่างไร ดู ๆ ดู ๆ หลับตายิ่งเห็น ยิ่งหลับตายิ่งเห็น. อย่างนี้ ก็เรียกว่า วิปัสสนา เหมือนกัน เพราะว่า ดูและเห็น , ดู

น.69 ๖๑ และเห็น จนเห็นว่า ธาตุ ๔ เป็นอย่างไร, อายตนะ ๖ เป็น อย่างไร, ขันธ์ ๕ เป็นอย่างไร, ทีนี้ก็ จะเห็นกลุ่มกิเลส ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ และทุกข์ เป็นทุกข์อย่างไร ก็เห็นหมด. ถ้าเห็นด้วยหลับตาแล้วนั่นแหละคือวิปัสสนา เพราะ ว่าจิตใจวิญญาณที่ประกอบอยู่ด้วยปัญญา มันเป็นผู้ดูและผู้ เห็น. ฉะนั้น เราเอาจิตนี้มาอบรม คือทำให้มีการอบรม อยู่ด้วยปัญญา คือเห็นอย่างนี้อยู่เรื่อย ๆ ไป, มันก็มีปัญญา เป็นทรัพย์สมบัติของจิต. ที่นี้ต่อไปข้างหน้ามันจะไปมีเรื่อง อะไร มันก็จะได้ใช้ปัญญาเหล่านั้นแหละ ทรัพย์สมบัติที่ มีไว้ คือ ปัญญาความรู้พื้นฐานทั่วไป มันมีไว้เป็นทรัพย์ สมบัติ ที่เมื่อเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา นี้มัน จะออกไปช่วย, โดย สติมันจะพาไป. มันจะไปมีเรื่องที่ไหนเมื่อไรก็ตามใจ เถอะ สติมันจะพาปัญญาที่เราอบรมไว้ตลอดเวลานี้ มา จัดการกับปัญหาเหล่านี้ คือให้รู้ตามที่เป็นจริงว่า ไม่ใช่ ตัวตน, ก็เลยไม่ยึดถือสิ่งใดโดยความเป็นตัวตน, กิเลสเกิด ไม่ได้ ก็ไม่มีความทุกข์. เช่นว่า ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ นี้ มันมี สติปัญญามาให้รู้ว่า โอ, นี้มันสักว่าอิริยาบถ ย่าง เหยียบ

น.70 ๖๒ เท่านั้น ไม่มีตัวตน ; เพราะว่าได้ศึกษาเรื่องขันธ์ เรื่อง ธาตุ เรื่องอายตนะ มาพอสมควรแล้วว่า โอ, มันไม่มีตัวตน. เดี๋ยวนี้ร่างกายมันก็ทำอาการได้สิ ยก ย่าง เหยียบ, ยก ย่าง เหยียบ หรือว่าเดิน หรือนอน หรือกิน หรือเคี้ยวหนอ ๆ ให้มันสักว่าอย่างนั้นเท่านั้นหนอ, สักว่าอย่างนั้นเท่านั้นหนอ, ไม่มีตัวกู ไม่มีตัวตน ที่จะเป็นเจ้าของการกระทำเหล่านั้น นั่นแหละคือ วิปัสสนา ดู และ เห็น. ดูให้เห็นนาม-รูป เป็นที่ตั้งของกิเลส. ทีนี้ถ้ามันเกิดเรื่องจะเอาเป็นเอาตายกัน ยิ่งจำเป็น มาก ที่จะต้องมีวิปัสสนารวดเร็วทันที คือว่าตามันเห็นรูปที่ เป็นที่ตั้งแห่งกิเลส, ตาที่เห็นรูปน่ารัก หรือน่าเกลียดก็ตามมัน ต้องมีวิปัสสนาที่แท้จริง มากพอรวดเร็ว ด้วยสติ มาเห็น, มา เห็นด้วยปัญญาในขณะนั้นว่า โอ มันสักว่า ... เท่านั้นหนอ นี่. สักว่ารูปเท่านั้นหมด สักว่ารูปที่เขาสมมติบัญญัติเรียก กันว่ารูปผู้หญิงเท่านั้นหนอ. ถ้ามันมีลักษณะสวย มันก็ บอกว่า โอ มันก็มีลักษณะชนิดที่เขาสมมติเรียกกันว่าสวย เท่านั้นหนอ, ไม่มีบุคคลอะไรที่จะเอาเป็นตัวตนได้, มันก็

น.71 ๖๓ ไม่เกิดกิเลส เช่นความรักความกำหนัด เป็นต้น. มันก็จะ รู้สึกว่า โอ สักว่ารูปอันหนึ่งเท่านั้นหนอ ตามที่เขาสมมติ บัญญัติกันว่ารูปหญิง หรือรูปชาย ตามที่เขาสมมติกันบัญญัติ กัน ว่าสวยหรือไม่สวย เท่านั้นหนอ เท่านั้นหนอ คำว่า "หนอ" นั่นมัน มีลักษณะไปในทางเห็น ความจริง เป็นเรื่องทำให้ว่าง, ให้ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความ ยึดถือ คือมีลักษณะ ทำลายความโง่, ทำลายสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้ง แห่งความยึดถือ, ถ้ามันหนอถูกต้อง; ถ้ามัน หนอไม่ ถูกต้อง มันจะตรงกันข้าม มันจะมา กลายเป็นมีตัวมีตนที่ จะเอา จะเป็นจะได้ อย่างนี้แล้วล้มละลาย หมดแหละ เพราะ มันผิดความหมายของคำว่า หนอ. ฉะนั้น วิปัสสนาที่ทำไว้ ฝึก ๆ ไว้เป็นทรัพย์สมบัติ เป็นทุนรอน เป็นเดิมพัน เป็นอะไรนั้น ต้องมีอยู่มากพอ แหละ. พอเกิดเรื่องอะไรขึ้น จะได้เอามาใช้ได้ทันได้ พอ. เมื่อตาเห็นรูปสวยหรือไม่สวย, เมื่อหูได้ฟังเสียง ไพเราะหรือไม่ไพเราะ, เมื่อจมูกได้กลิ่นหอมหรือกลิ่นเหม็น, เมื่อลิ้นได้สัมผัสรสอร่อยหรือไม่อร่อย, เมื่อกายได้สัมผัสนิ่ม นวลหรือหยาบกระด้าง, เมื่อจิตได้รับอารมณ์ที่น่าพอใจหรือ

น.72 ๖๔ ไม่น่าพอใจ ปัญญาหรือวิปัสสนามันจะวิ่งมาทัน วิ่งมาได้ทัน สำหรับจะไม่ไปหลงรักรูปที่น่ารัก หรือเกลียดรูปที่น่าเกลียด, ไม่ไปหลงรักเสียงที่ไพเราะ แล้วไปเกลียดเสียงที่ไม่ไพเราะ, ซึ่งมันเป็นของที่มีประจำอยู่ทุกวัน ๆ แก่ทุกคน. คนโง่ไม่รู้อะไร ; รูปน่ารักมามันก็รู้สึกรักทันที ห้ามไม่ทัน, การปรุงแต่งมันเร็วมากห้ามไม่ทัน เพราะว่า คนนั้นไม่มีวิปัสสนา ไม่มีปัญญา เรียกว่า ไม่มีความ รู้เรื่องเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติเอาเสียเลย, เขาไม่มีวิปัสสนา หมายความว่าอย่างนั้น. เพราะฉะนั้นมันก็หลงรัก รูปที่ น่ารัก หลงเกลียด รูปที่น่าเกลียด, หลงรักเสียงที่ไพเราะ, หลงเกลียดเสียงที่ไม่ไพเราะ หลงรักกลิ่นหอมเกลียดกลิ่น เหม็น, หลงรักรสอร่อยเกลียดรสที่ไม่อร่อย, หลงใหลสัมผัส ที่นิ่มนวลเกลียดชังสัมผัสที่กระด้าง; เพราะปัญญามันไม่ พอ เพราะวิปัสสนามันไม่เห็น. ตอนนี้ไม่มีจิตที่ประกอบด้วยปัญญา ที่เป็น วิปัสสนา แล้วเห็นว่ามันสักว่าอย่างนี้เท่านั้นหนอ, มันสักว่า รูปตามธรรมชาติเท่านั้นหนอ ; แต่เป็นชนิดที่เขาสมมติ เรียกกันว่าสวย หรือเป็นชนิดที่เขาสมมติเรียกกันว่าไม่สวย.

น.73 ๖๕ นี้เป็นบัญญัติทางภาษา ซึ่งใคร ๆ ทุกคนก็บัญญัติเหมือนกัน เสียงที่ไพเราะ เสียงที่ไม่ไพเราะ กลิ่นที่หอม กลิ่นที่เหม็น สิ่งทั้ง ๖ หมู่ ๖ กลุ่มนี้มันมีอยู่ทั่วไปเป็นประจำ ทั้งวันทั้งคืนทั้งเดือนทั้งปี แล้วมันก็จะเข้ามาสัมผัสกับเรา ; "กับเรา' นี่มันคำสมมติว่า "เรา" นะ คือมาสัมผัสกับนามรูป อันนี้. ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ มาสัมผัสนามรูปนี้ แต่เราเรียกว่า "เรา". เราพูดภาษา ชาวบ้านสมมติว่า เรา. ฉะนั้น เราในที่นี้มันก็ไม่มีตัวเรา; วิปัสสนา นั่นแหละจะทำให้เห็นว่าไม่มีตัวเรา; แต่เราก็สมมติพูด เรียกกันตามภาษาคนทั่วไปว่า เรา. ที่จริงคำว่า เรา นั้น เป็นคำแทนชื่อของนามและรูป ที่ยังมีชีวิตเป็น ๆ ยัง ประชุมกุมกันอยู่, ยังทำอะไรได้ตามแบบของนามรูป. ถ้าเรา เห็นทั้งหมดนี้ เราก็โอ, มันสักว่านามและรูปเท่านั้น หนอ, ไม่มีตัวเรา. นามคือจิต, ธาตุที่เป็นจิต รูป คือ ธาตุที่เป็นวัตถุ : มันสักแต่ว่า ธาตุที่เป็นวัตถุ และธาตุ ที่เป็นนาม. นี้รวมกันอยู่ ทำงานกันอยู่ ไม่มีเรา ไม่ใช่เรา

น.74 ๖๖ ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู. ถ้ามีวิปัสสนามันจะรู้สึกอย่างนี้ คือ เห็นอย่างนี้. ถ้าไม่มีวิปัสสนามันก็เห็นตามแบบกิเลส อวิชชา ความโง่ ความหลง ก็เป็นมีตัวเรา, มีตัวตนแห่งความสวยงาม ตัวตนแห่งความไม่สวยงาม, ตัวตนแห่งความไพเราะ, ตัวตน แห่งความไม่ไพเราะ เป็นต้น. แล้วมันก็ หลงรักในส่วนที่ ชวนให้รัก ก็ หลงเกลียดหรือโกรธ ในสิ่งที่ชวนให้เกลียด ให้โกรธ ก็คือปุถุชนคน ธรรมดาที่มีความทุกข์ ไม่มี วิปัสสนาเลย. ดูและเห็นถูกต้องจะไม่หลงผิด แต่ถ้าเขามีความรู้ชนิดนี้ ดู และ เห็น, ดู และเห็น, ดู และเห็น, เป็นความรู้อยู่เต็มที่, คนนั้นมีวิปัสสนา คนนั้นจะไม่หลงอะไรชนิดที่ทำให้เกิด ปรุงแต่งเป็น ความทุกข์ขึ้นมาในจิตใจ ตลอดชีวิตเลย ก็รอดตัว, รอดตัวเพราะเห็นอย่างถูกต้อง อย่างชัดเจน แจ่มแจ้ง ถูกต้อง โดยประจักษ์ หลงไม่ได้อีกต่อไป,

น.75 ๖๗ นี่คนเรามันมีปัญหาเท่านี้ เพราะว่าเกิดมาจาก ท้องแม่ มันก็แต่สิ่งที่ชวนให้หลง ทั้งนั้นแหละ, ไม่มีสิ่ง ที่ชวนให้รู้แจ้งตามที่เป็นจริงว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. พอเกิดมาจากท้องแม่ ก็มีสิ่งแวดล้อมมาชวนให้หลง นั้น น่ารัก นี้ไม่น่ารัก นั้นน่าเกลียด นี้น่ากลัว, นี้ของเรา นี้ของ แก นี้ของฉัน, อะไรมันมีแต่ทำให้โง่ จนเติบโตขึ้นมามันก็ เป็นคนโง่ เป็นปุถุชนคนโง่. ถ้าโชคดี ได้มาฟังคำสั่งสอนของพระอริยเจ้านี้ จึง จะมีโอกาสฝึกจิตใจกันเสียใหม่ ให้มีการดูแล้วมีการเห็น ก็เรียกว่ามีความรู้เรื่องเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติเข้ามา มันไม่มี มาแต่ในท้อง, แล้วคลอดออกมาจากท้องแม่แล้วมันก็ยังไม่มี แล้วกลับมีสิ่งที่ทำให้เห็นผิด หลงผิด เข้าใจผิด ในทาง ที่จะเป็นทุกข์. แต่ความทุกข์มันก็ดีเหมือนกันแหละ, ความทุกข์มันก็ดีเหมือนกัน แหละ คือมัน กัดเอาเจ็บ ปวด, แล้วมันทำให้คิดกันเสียใหม่. ความทุกข์นั่น ทำให้คนฉลาด, ความทุกข์ทำให้คนหาที่พึ่งที่จะ ดับทุกข์ ; ความทุกข์มันก็มีดีอย่างนี้.

น.76 ๖๘ ในพระบาลีมีชัดว่า ความทุกข์เป็นเหตุให้เกิด ศรัทธา, ศรัทธาเป็นเหตุ เป็นเหตุให้เชื่อและปฏิบัติตาม จนกระทั่งว่ารู้ จนกระทั่งว่าดับทุกข์ได้ เพราะมันมีความ- ทุกข์บีบคั้น. แต่ถ้าคนโง่ ไม่รู้สึกว่าความทุกข์บีบคั้น, จะเอาไปตามแบบของความทุกข์เรื่อยไป. แต่ถ้าเขาเป็น คนฉลาด เขาจะรู้ว่า นี้เป็นความบีบคั้น เราจะต้อง เอาชนะให้ได้, คือว่าเรา จะต้องทำให้มันบีบคั้นเราไม่ได้. นั่นแหละถ้าเราได้ความรู้ชนิดนั้นมา มันก็บีบคั้นเราไม่ได้ ความรู้ชนิดนั้นเขาเรียกว่า วิปัสสนา. ท่านทั้งหลายที่จะทำตนเป็นวิปัสสนาจารย์ ขอให้มี วิปัสสนา, ขอให้มี วิปัสสนาที่แท้จริง. อย่ามีวิปัสสนาที่ ใช้อะไรไม่ได้, ขอให้มีวิปัสสนาที่ประพฤติกระทำถูกต้อง หมด ในทุกสิ่งที่มันจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับคนเรา ก็เรียกว่า เป็นมนุษย์ที่ดีกว่าธรรมดา คือเป็นมนุษย์ที่มิใช่ปุถุชน เขาเรียกว่า พระอริยเจ้า คือประเสริฐ, ประเสริฐอย่างไร ประเสริฐกว่าคนธรรมดา. คนธรรมดามีแต่จะโง่และ เป็นทุกข์ เพราะไม่มีวิปัสสนา; อริยบุคคลไม่โง่ ไม่เป็น ทุกข์ เพราะว่ามีวิปัสสนา เอาไปใคร่ครวญดูให้ดีเถอะ ให้

น.77 ๖๙ พบคุณค่า หรือความหมายอันแท้จริงของคำว่า วิปัสสนา คือ ดู เห็น สิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง ไม่หลอก เราได้อีกต่อไป, นี่วันนี้ผมไม่พูดอะไรมากไปกว่าอธิบายคำว่า ดู และ เห็น กลัวว่าจะไม่เข้าใจคำว่า ดู และ เห็น อย่างเพียง พอ แล้วกลับไป. เมื่อคืนนี้ก็พูดถึงหลักเกณฑ์อันใหญ่ที่ว่า ดู แล้วเห็น เป็นวิปัสสนา. ทีนี้วันนี้ก็อธิบายความหมาย ของคำว่า ดู ของคำว่า เห็น ให้มันชัดออกไปอีก. ที่จริงมันยังมีอีกมาก แต่ประมวลเอามาแต่สาระ แก่นสารของเรื่อง แล้วก็เอามาพูด, เพื่อให้เข้าใจคำว่า เห็น เท่านั้น รวมทั้งคำว่า ดู ด้วย. ถ้าไม่ดูมันก็ไม่เห็น; ฉะนั้นต้องดู แล้วคำว่า ว่าดูก็ต้องดูให้เป็น ดูให้ถูกต้อง. ตามวิถีทางของการดู ไม่อย่างนั้นมันก็ไม่เห็น เพราะฉะนั้น ขอให้ทำวิปัสสนานั้น ให้เป็น วิปัสสนาเถอะ มันจะเป็นการดูที่ถูกต้อง, แล้วก็จะเห็น, แล้วก็จะแก้ปัญหาของมนุษย์ได้. ปัญหาของเราก็แก้ได้, ปัญหาของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันก็แก้ได้, ด้วยเหตุเพียง

น.78 ๗๐ ว่า ดูและเห็น มีธรรมจักษุ มีปัญญาจักษุ ดูแล้วเห็นสิ่ง ทั้งปวงตามที่เป็นจริง ฝึกดูสิ่งทั้งปวงไว้เป็นนิสัย. พอมัน เกิดปัญหาขึ้นมาจากสิ่งใด ๆ ก็ดูสิ่งนั้นให้มันกระจุยไปเลย ให้ มันแตกสลายกระจุยกระจายไป, ไม่เกิดความทุกข์ขึ้นแก่เราได้. นี่เรื่องมันมีอย่างนี้ เพราะฉะนั้นหน้าที่ที่เราจะต้องทำมันมี อย่างนี้. ฉะนั้น ขอให้ทุก ๆ ท่านนี้ ทำวิปัสสนาให้เป็น วิปัสสนา และใช้ วิปัสสนาให้เป็นประโยชน์ สมกับ ความหมายของคำว่า วิปัสสนา คือลืมหูลืมตา เป็นพุทธ- บริษัท ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นเจ้าของระบบวิปัสสนาชนิดนี้ วิปัสสนาชนิดอื่นของ พวกอื่นก็มี เราไม่ต้องพูดดอก เพราะมันมีความหมายอย่าง อื่น, ไม่ต้องพูด, ไม่ต้องเอามาพูดให้เสียเวลา. เราจะมี วิปัสสนาของพระพุทธเจ้านี้ ที่มันจะดับทุกข์ ตัดกิเลส ตัดความทุกข์ได้ ไม่ให้เวียนว่ายอยู่ในกองทุกข์อีก ต่อไป. ขอให้สำเร็จประโยชน์ตามนี้, ขอให้ศึกษารายละเอียด อื่น ๆ มาประกอบกันเข้าให้สมบูรณ์ คงจะมีความรู้ความ

น.79 ๗๑ สามารถ สร้างสรรค์วิปัสสนาอันแท้จริงขึ้นมาได้ ในเวลา อันสมควร. ขอยุติการบรรยายในวันนี้ไว้เพียงเท่านี้ แล้วก็ขอ แสดงความหวังตามเคย ว่าท่านทั้งหลายจะมีความเข้าใจอัน ถูกต้อง, มีความเชื่อ มีความกล้าหาญ ‘มีความเสียสละ อันเพียงพอ ที่จะดำเนินกิจอันเป็นหน้าที่ของตนให้สำเร็จ ประโยชน์ มีความก้าวหน้าในหนทางแห่งพระศาสนาอยู่ทุก ทิพาราตรีกาลเทอญ.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต