น.9 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, [คำปรารภ] การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาควิสาขบูชา ในวันนี้เป็น การบรรยายครั้งแรกสุดของภาคนี้. ในโอกาสนี้ ก็เป็นการเปลี่ยนชุด ของการบรรยาย จึงแจ้งให้ท่านทั้งหลายทราบว่า เรากำลังเปลี่ยนชุด ของการบรรยาย จากชุดมาฆบูชามาเป็นชุดวิสาขบูชา เปลี่ยนอย่างไร นี้มันก็แล้วแต่ความเหมาะสม, หรือความเห็นสมควรในครั้งที่แล้ว ๆ มา ท่านทั้งหลายก็สังเกตเห็นได้เอง ว่ามีการบรรยายเป็นชุด ภาคหนึ่ง โดยมากมีการบรรยาย ๑๓ ครั้ง, แล้วก็บรรยายติดต่อกัน, ติดต่อกัน จนครบชุดทั้ง ๑๓ ครั้ง, ส่วน ภาคนี้ จะไม่ทำอย่างนั้น คือ จะบรรยาย ชุดปกิณกธรรมบรรยาย ภาควิสาขบูชา ครั้งที่ ๑, ๓ เม.ย. ๒๕
น.10 ๒ เป็นเรื่องปกิณกะเฉพาะครั้ง; สังเกตเห็นว่า การบรรยายเป็น ชุดยาวนั้น ขลุกขลัก และบางครั้งเมื่อมีคนเข้ามาแทรกแซง, เขาไม่ เคยพังมาตั้งแต่ตอนต้น ๆ เราต้องย้อนกลับไปพูดตอนต้น ๆ กันใหม่ ให้เขาฟังถูก, ถ้าจะพูดต่อไปตามลำดับของเรื่องในชุดนั้น เขาก็ฟัง ไม่ถูก. นี้เป็นเหตุให้ยักไปยักมา. ทีนี้การบรรยายติดต่อกันเป็นชุดยาว แล้วเรื่องก็ยาก ตั้งสิบ กว่าครั้งนี้ มันหนักอึ้งไปหมด ทั้งผู้พูดและผู้พึง ; ผู้พูดก็ต้องเลือก ให้เรื่องมันติดต่อกัน เพราะมันเคยทำมาจนเป็นปกติแล้วว่า คำบรรยาย เหล่านี้จะพิมพ์ขึ้นเป็นหนังสือ. ฉะนั้นการบรรยายก็ต้องพูดไปให้เรียบ ร้อย เหมาะสำหรับจะพิมพ์เป็นเล่มหนังสือ, มันก็ต้องระมัดระวังมาก, มันก็เป็นการหนักมากสำหรับผู้บรรยาย ผู้ฟังก็หนัก คือว่าจะต้องฟัง ให้มันติดต่อกันไป มิฉะนั้นมันก็จะฟังไม่ค่อยถูก, ถ้าลืมเรื่องต้น ๆ เสีย การฟังเรื่องต่อไปมันก็ฟังไม่ได้. เราก็ได้พบกับภาระข้อนี้มาพอสมควรแล้ว ฉะนั้นจึงเปลี่ยน เสียบ้าง คือพูดเฉพาะเรื่อง ๆ คราวละเรื่อง ; ผู้พูดก็พูดสะดวก นึก อะไรออกก็พูดเฉพาะคราว ผู้ฟังก็เหมือนกับฟังเรื่องเดียวจบ ครั้งเดียว จบ ไม่ใช่เรื่องยาว มันก็ง่ายกว่า และการพูดเฉพาะครั้งโดยละเอียด อย่างนี้. ขอให้ถือว่า เป็นการพูดที่ช่วยให้เข้าใจเรื่องบางเรื่องหรือ คำบางคำ ที่พูดมาแล้วแต่ก่อน ครั้งก่อน ๆ โน้น, หรือว่าเรื่องบางเรื่อง ที่ท่านจำไว้ได้อยู่ในใจ ยังไม่แจ่มแจ้งชัดเจน ก็จะได้ฟังเฉพาะเรื่อง
น.11 ๓ เฉพาะคำ ให้แจ่มแจ้งชัดเจน นี้ก็มีประโยชน์ดี อาตมามองเห็น ประโยชน์อันนี้ จึงคิดว่า ในบางคราว เราพูดเรื่องเบ็ดเตล็ดเฉพาะ เรื่องเฉพาะข้อ จบในคราวเดียวกัน ก็จะเป็นการดีเหมือนกัน. สำหรับคำบรรยายชุดวิสาขบูชานี้ จะเรียกรวม ๆ กัน ว่า ปกิณกธรรมบรรยาย คือ บรรยายธรรมะเบ็ดเตล็ด , เบ็ดเตล็ดก็หมายความว่า เป็นเรื่อง ๆ ไป ไม่ใช่เรื่องยาว ไม่ใช่เรื่องติดต่อ ส่วนหัวข้อย่อยเฉพาะในวันนี้ ในครั้งที่หนึ่ง ที่มีหัวข้อว่า "หลุดพ้นเสียจาก ความหลุดพ้น," หลุดพ้น เสียจากความหลุดพ้น. บางคนคงจะงงแล้วก็ได้ แล้วไม่รู้ ว่าหลุดพ้นอะไรกัน หลุดพ้นเสียจากความหลุดพ้น มันก็ ไม่ใช่เรื่องที่ง่าย อยู่เหมือนกัน ; แต่ถ้าเข้าใจเรื่องนี้ เรื่อง ความหลุดพ้นเสียจากความหลุดพ้นนี้ จะเข้าใจธรรมะย้อน หลังได้อย่างมากทีเดียว. ขอให้สนใจฟังให้ดี ถ้ายังงงๆ อยู่ ว่าหลุดพ้นเสียจากความหลุดพ้น ; บางคนจะนึกว่าบ้าแล้ว ก็ได้ พูดว่าหลุดพ้นเสียจากความหลุดพ้น เพราะว่าทุกคน มันก็ต้องการความหลุดพ้น, กำลังมุ่งหมายความหลุดพ้น แล้วก็บอกว่าให้หลุดพ้นเสียจากความหลุดพ้น ฟังดูมันก็ คล้ายกับบ้าจริง ๆ เหมือนกัน แต่ขอให้ทนฟังไปก่อนว่า มันเป็นอย่างไร.
น.12 ๔ เรื่องความหลุดพ้นเป็นหัวใจของพุทธศาสนา ข้อนี้ เกี่ยวกับหลักของพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง ซึ่งได้บอกมาแล้วว่า แม้จะเป็นการบรรยายครั้งเดียว ก็จะช่วย ให้เข้าใจพระพุทธศาสนา ที่เคยได้ยินได้ฟังมามากมายแล้วนั้น ให้ชัดเจนแจ่มแจ้งอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเจาะจงลงไปเฉพาะเรื่อง หรือเฉพาะคำ ; เช่น เฉพาะ เรื่องความหลุดพ้น หรือ เฉพาะคำ คำพูดที่ว่า "ความหลุดพ้น" ก็ได้เหมือนกัน. ขอเตือนให้ทราบ คือให้นึกขึ้นมาใหม่ว่า เราเคยพูด กันมากี่ครั้งแล้ว ว่า พระพุทธศาสนานั้นมีหัวใจเป็น ความหลุดพ้น พรหมจรรย์ทั้งหมดในพระพุทธศาสนานี้ มี ความหลุดพ้นเป็นแก่นสาร, หรือว่า ธรรมะทั้งหมดนี้ไป จบอยู่ที่ความหลุดพ้น ; ฉะนั้นความหลุดพ้นก็เป็นเรื่อง หัวใจของพระพุทธศาสนา. นี่เป็นหลักที่เรารู้กันอยู่ ได้ยิน ได้ฟังกันอยู่ แต่จะเข้าใจถึงที่สุดหรือไม่ นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง. พระพุทธเจ้าตรัสเปรียบว่า พรหมจรรย์นี้มันมี วิมุตติ เป็นรส , เป็นสิ่งที่จะได้รับ เหมือนกับว่าน้ำทะเล
น.13 ๕ ทั้งหมดมีความเค็มเป็นรส ; เปรียบเหมือนกับพรหมจรรย์นี้มี วิมุตติ คือความหลุดพ้นนั้นเป็นรส. ถ้ามีความติดอยู่ที่ไหน ก็หมายความว่า ไม่ได้รับผล ไม่ได้รับผลที่ถูกต้อง อันเป็น ผลของพรหมจรรย์นี้ ; ต้องได้รับผลเป็นความหลุดพ้น จึง จะได้รับผลของพรหมจรรย์นี้. เพราะฉะนั้น คำว่า "หลุดพ้น" ก็เป็นเรื่องสำคัญ, เป็นเรื่องสำคัญ ขอให้เข้าใจให้ดี ว่าเรื่อง ความหลุดพ้น เป็นเรื่องสำคัญที่สุดของพุทธศาสนา ในฐานะที่เป็นผล ถ้าเป็นความรู้ เราก็เรียนกันเรื่องความหลุดพ้น ถ้าเป็น การปฏิบัติ เราก็ปฏิบัติกันเพื่อความหลุดพ้น ถ้าเป็นผล ที่ได้รับ เราก็ได้รับเป็นความหลุดพ้น, อะไร ๆ จึงเป็นไป เพื่อความหลุดพ้น เปรียบดูความหลุดพ้นของศาสนาอื่น ๆ บ้าง. เดี๋ยวนี้พูดกันถึงความหลุดพ้น ในฐานะที่เป็นผล ของการปฏิบัติ คือเป็นรส, หรือค่า, อานิสงส์ของพรหมจรรย์ ซึ่งจะได้พูดกันให้ละเอียดยิ่งขึ้นไป ว่า ความหลุดพ้นนั้นเป็น อย่างไร เรื่องนี้สำคัญอยู่มากในส่วนลึก, ขอพูดเสียเลยว่า
น.14 ๖ พุทธศาสนาของเรา มีวิธีดับทุกข์เหมือนกับศาสนาอื่น ๆ คืออาตมาอยากจะพูดออกไปตามความรู้สึก และขอร้องให้ ท่านทั้งหลายคิดดูคือคิดตามว่า; ศาสนาทั้งหลาย มีพระ- ศาสดาแห่งศาสนานั้น ๆ ศาสดานั้น ๆ เป็นเพียงปาก ของพระเจ้าอันสูงสุด สิ่งสูงสุดสิ่งเดียวคือ พระเจ้า. อยู่ที่ ไหน ? รูปร่างหน้าตาอย่างไร ? ก็อย่าเพิ่งพูดเลย พูดไปก็ฟัง ไม่ถูกอีกเหมือนกัน ; แต่เป็นที่ยอมรับได้ว่า มันมีสิ่งสูงสุด. ในศาสนาอื่น ๆ เขาเรียกว่าพระเจ้า ; เป็นผู้สร้าง, เป็นผู้ ควบคุม, เป็นผู้ทำลาย, เป็นผู้คอยดูแล อยู่ในที่ทั่วไปทุกหน ทุกแห่ง. เขาเรียกว่าพระเจ้า เป็นสิ่งสูงสุด. ส่วนใน ศาสนาพุทธเรา ไม่มีคำว่าพระเจ้า แต่ เราก็มีสิ่งสูงสุดนะ. ข้อนี้ต้องเข้าใจ อย่าไปโง่; อย่าไปโง่ ให้เขาโห่นะ, แม้ว่าในพุทธศาสนาไม่มีพระเจ้า, แต่พุทธ- ศาสนาก็มีสิ่งสูงสุด ที่ทำให้สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นมา; แล้วก็ ควบคุมสิ่งต่าง ๆ อยู่, แล้วก็ทำลายสิ่งต่าง ๆ เป็นยุคเป็นคราว ตามยุคที่ควรจะทำลายเสีย, แล้วสิ่งสูงสุดนั้นก็คอยดูแล ควบคุมอยู่ ในที่ทุกหนทุกแห่ง และตลอดกาลนิรันดร์นั่น มันมีสิ่งสูงสุดที่ทำหน้าที่เหมือนกันอยู่, ระวังให้ดี, แต่เขา
น.15 ๗ เรียกว่าพระเจ้า เราไม่เรียกว่าพระเจ้า, เราเรียกว่าพระ- ธรรม. พระธรรมคำนี้มีความหมายพิเศษ ท่านต้องนึกถึง ข้อที่ว่า : พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสว่า พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์เคารพพระธรรม. พระธรรมไหนเล่า ที่พระพุทธ- เจ้าก็เคารพ ? ถ้าเราจะนึกถึงคำตรัสอย่างอื่นอีกว่า : ตถาคต จะเกิดขึ้นก็ดี, ตถาคตจะไม่เกิดขึ้นก็ดี ฐิตา ว สา ธาตุ -ธรรมธาตุนั้นมันตั้งอยู่แล้ว. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ธรรม- ธาตุที่เป็นกฎแห่ง อิทัปปัจจยตา ระบุสิ่งนั้นเป็นหลักสำคัญ ที่สุด ว่ามีอยู่แล้ว : หรือจะแจกออกเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ได้เหมือนกัน, หรือจะแจกออกเป็น อริยสัจจ์ ๔ ก็ได้เหมือนกัน, จะแจกเป็นปฏิจจสมุปบาท ก็ได้เหมือนกัน แต่ที่จะ เหมาะสมที่สุดแล้ว ควรจะเรียกว่า กฎแห่งอิทัป. ปัจจยตา. กฎนี้มันสร้างสิ่งต่าง ๆ เหมือนที่พระเจ้าสร้าง, กฎนี้ควบคุมสิ่งต่าง ๆ เหมือนที่พระเจ้าควบคุม, แล้วกฎนี้ อิทัปปัจจยตานี้จะทำลายสิ่งที่ควรจะถูกทำลาย เป็นบางครั้ง บางคราว. สิ่งทั้งหลายเป็นไปตามกฎของ อิทัปปัจจยตา,
น.16 ๘ มีกฎอิทัปปัจจยตา ควบคุมดูแลอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง ทุก เวลา ทุกสถานที่. นี่เหมือนกันเลยกับพระเจ้าโดยหน้าที่ ; แต่เราเรียกว่า พระธรรม. พระพุทธเจ้าตรัสว่า พระองค์ก็เคารพพระธรรม, พระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตก็เคารพพระธรรม, พระพุทธเจ้า ทั้งหลายในอนาคตก็เคารพพระธรรม, พระพุทธเจ้าในปัจจุ- บันก็เคารพพระธรรม ; ฉะนั้นพระธรรมเป็นสิ่งสูงสุด ที่ แม้แต่พระพุทธเจ้าก็เคารพ เมื่อเอาพระธรรมนี้มาเปรียบกับพระพุทธเจ้า ; ท่าน ก็ ตรัสว่า ธรรมที่ตรัสรู้แล้ว นำมาสอน, แล้วที่สาวกทั้งหลาย พากันปฏิบัติตามอยู่ คือ พระธรรม นั่นแหละ. พระธรรม ที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วนำมาสอน แล้วสาวกนำมาปฏิบัติกันอยู่, พระธรรม นั่นแหละตถาคตก็เคารพ ; หมายความว่า มัน เป็นหลักความจริง, เป็นกฎความจริง ที่เด็ดขาดเฉียบขาด ตายตัว. สิ่งทั้งปวงจะต้องเป็นไปตามกฎนั้น ; ฉะนั้น พระพุทธเจ้าก็เคารพพระธรรม, เราเรียกว่า พระธรรมเป็น สิ่งสูงสุดอย่างนี้. ฝ่ายโน้นเขาก็มีพระเจ้าเป็นสิ่งสูงสุด. .
น.17 ๙ เมื่อตะกี้พูดว่า สิ่งสูงสุดมีเพียงสิ่งเดียว ก็ถูก ; คือ มันมีสิ่งที่ทำหน้าที่อย่างนั้นเพียงสิ่งเดียว แต่เรียกชื่อ ต่างๆกัน . เขาเรียกชื่ออย่างไร ก็ตามใจเขา, เราเรียกชื่อ อย่างนี้ ก็ต้องตามใจเราบ้าง, แล้วเราต้องไม่ทะเลาะวิวาท หรือดูถูกดูหมิ่นกัน เพราะเรียกชื่อต่างกัน, พวกหนึ่งจะหา ว่า พวกนี้ไม่มีพระเจ้า, พวกนี้เด็ก ๆ ไม่มีสาระอะไร. นี่ พวกนี้ก็เหมือนกับว่าเรามีกฎของธรรม, เราไม่มีพระเจ้า. มี พระเจ้านั่นแหละ เป็นเด็ก ๆ, เป็นเรื่องของเด็ก ๆ. “เรา ก็ไม่มีพระเจ้า; ถ้าอย่างนี้เราก็ได้ทะเลาะกัน แล้วก็จะทำลาย ล้างกัน, แล้วก็ไม่มีใครจะอยู่เป็นผาสุกได้. ฉะนั้น เอาเป็นเสียว่า สิ่งสูงสุดของทุกสิ่ง ทั่ว กาลนิรันดร , ทั่วจักรวาล, มันมีอยู่สิ่งหนึ่ง แหละ แล้วแต่ ใครจะเรียกว่าอะไร. ในที่นี้เราจะยอมเรียก โดยภาษาคน โดยสมมติว่าพระเจ้า . เราเอาพระธรรมของเรานี้ไปให้ เรียกชื่อว่า พระเจ้ากับเขาด้วยก็ได้, เพื่อจะให้พูดกันง่าย ๆ ทั้ง โลกทีเดียว ทั่วทั้งโลกว่า โอ้, มันมีพระเจ้าคือสิ่งสูงสุด.
น.18 ๑๐ สำรวจดูสิ่งสูงสุดของฝ่ายพุทธกับฝ่ายอื่นด้วย. คำว่า พระเจ้านี้ ขอให้ยึดถือความหมายตรงที่ว่า มันสูงสุดที่ทุกคนจะต้องเชื่อฟัง. นั่นแหละสำคัญ จะ เรียกว่าพระเจ้าหรือพระธรรม นั้นเป็นคำเรียก; แต่ ความหมายอยู่ที่สูงสุด, สูงสุดที่ไม่มีใครเสมอ, สูงสุด ที่จะควบคุมบังคับสิ่งทั้งหลายทั้งปวง. มนุษย์ก็มีพระเจ้า อยู่ใต้อำนาจของสิ่งสูงสุด, ให้เป็นเทวดา เป็นพรหมชั้น สูงสุด, มันก็อยู่ใต้อำนาจของพระเจ้า : คือสิ่งสูงสุดจะบังคับ สิ่งเหล่านั้นได้, ให้ต่ำลงไปถึงสัตว์เดรัจฉาน, สัตว์เดรัจฉาน ไม่รู้หนังสือ ไม่ได้ยิน ไม่ได้ฟัง ไม่ได้เล่าเรียน ไม่ได้พูดจา ไม่ได้พูดจาอะไรเลย ; แต่สัตว์เดรัจฉานมันก็ต้องมีความ รู้สึก ว่ามีสิ่งสูงสุด ที่มันกลัว ที่มันก็กลัว มันรู้จักได้เท่าไร มันก็กลัวได้เท่านั้น. สัตว์เดรัจฉานอาจจะเห็นมนุษย์เป็น พระเจ้าก็ได้, หรือบางทีมันอาจจะคิดเลยนั้นไปว่า; มันมี สิ่งสูงสุดที่เราต้องยอมแพ้ ที่เราต้องยอมกลัว ที่เราต้องวิ่งหนี แม้แต่สัตว์เดรัจฉานมันก็เกิดความรู้สึกได้เองว่า มีสิ่งสูงสุดที่ เราจะต้องกลัว จะต้องเชื่อฟัง.
น.19 ๑๑ ที่อยากจะพูดให้ต่ำลงไปอีก ใครจะหาว่าโง่ก็ตามใจ. อาตมาคิดว่า แม้แต่ต้นไม้ ต้นไล่ที่มีชีวิตนี้ มันก็รู้สึกว่ามี สิ่งสูงสุด ซึ่งมันต้องเชื่อฟัง. ฉะนั้นต้นไม้ทั้งหลายมัน ก็เชื่อฟังกฎของธรรมชาติ : ที่จะหาอาหารอย่างนั้น, หา แสงแดดอย่างนี้, ต่อต้านอย่างนั้นต่อต้านอย่างนี้, ต้นไม้จึง จะรอดชีวิตอยู่ได้. หมายความว่าต้นไม้มันก็ยอมรับว่า, มีสิ่ง สูงสุดที่มันจะต้องทำตาม ; ดังนั้นมันจึงได้ทำตาม. มัน รอดชีวิตอยู่ได้, ความรู้สึกของต้นไม้ มันก็ต้องรู้สึกว่ามีสิ่ง สูงสุด. แต่สิ่งสูงสุดเหล่านี้มันจะเท่ากันไม่ได้. สิ่งสูงสุด ของต้นไม้ มันก็เป็นไปตามประสาต้นไม้ สิ่งสูงสุดของสัตว์เดรัจฉาน ก็ต้องเป็นไปตามระดับของสัตว์ เดรัจฉาน, สิ่งสูงสุดของมนุษย์ ก็ต้องเป็นระดับความรู้สึก ของมนุษย์, ของเทวดา ของพรหมอะไร มันก็ต้องไปตาม ความรู้สึกของพวกเหล่านั้น, รวมความว่า มันมีความรู้สึก ว่ามีสิ่งสูงสุด. สิ่งสูงสุด นั้น แม้จะมีหลายระดับ มัน ก็มีความ หมายอย่างเดียวกันคือ สูงสุดจนใครๆ ต้องเชื่อฟัง ที่ เราเรียกว่า มีพระเจ้าองค์เดียวกัน ; ถ้าไม่ชอบพูดว่าพระเจ้า
น.20 ๑๒ ก็ต้องพูดว่ามีสิ่งสูงสุดสิ่งเดียวกัน. เราก็ไม่ต้องทะเลาะกัน ในเรื่องสิ่งสูงสุด. พระศาสดาทั้งหลาย ของศาสนาทุกศาสนาในโลก นี้ เป็นเพียงปากเท่านั้น. อย่าเป็นให้มากกว่านั้น, เป็น เพียงปาก คือ ปากสำหรับพูดแทนพระเจ้า หรือแทน สิ่งสูงสุด. พระพุทธเจ้า ท่านก็ตรัสไปตามที่ท่านตรัสรู้ คือท่านรู้จักสิ่งสูงสุดอย่างไร แล้วท่านบอกให้พึ่ง, พระเยซู ก็พูดตามที่พระเจ้าต้องการให้พูด, พระมูฮัมหมัด ก็พูดตาม พระอัลเลาะห์ต้องการให้พูด. ถึงแม้ว่าศาสนาอื่น ๆ ใน อินเดีย เขาก็มีศาสดาที่พูดตามแบบฉบับของเขา, แม้นัก- ปราชญ์อย่างเหลาจื๊อ, อย่างขงจื๊ออย่างนี้ ก็เป็นปากของพระ- เจ้าด้วยเหมือนกัน, เพราะว่าเขาพูดสิ่งที่มีประโยชน์ ตรง ตามหลักของพระเจ้า, เมื่อคนปฏิบัติตามแล้วก็มีความสุข. จะเป็นเหลาจื๊อ, ขงจื๊อ, หรือจะเป็นศาสดาพวกกรีก, พวก อะไรก็สุดแท้ ก็เป็นปากทั้งนั้นแหละ. แล้วก็พูดด้วยกัน ทั้งนั้นแหละ. ปากทุกปากพูดด้วยกันทั้งนั้น, แล้วน่าหัว ที่ว่า ปากทุกปากนี้พูดตรงกันเลย, พูดสิ่งเดียวกันเลย, พูดว่า ถ้าจะให้โลกนี้มีความสุข ต้องกำจัดความเห็น แก่ตว.
น.21 ๑๓ ฉะนั้น ขอให้ ไปสำรวจดู ในคำสอนของลัทธิ- ศาสนาไหน : พุทธ ศริสต์ อิสลาม พราหมณ์ ซิกซ์ ฮินดู จีน กรีก อะไรก็ตาม จะมีใจความสำคัญอยู่ข้อหนึ่ง ว่า ต้องไม่เห็นแก่ตัว, เราต้องอยู่กันอย่างไม่เห็นแก่ตัว. นี่เรียกว่า ปากทุกปากเหมือนกันหมด พูดว่าไม่เห็นแก่ตัว. ทีนี้ ปากทุกปากพูดเหมือนกันหมด คือ ความไม่เห็นแก่ ตัว นี้จะช่วยโลกได้. พอมาถึงขั้นที่ว่า ไม่เห็นแก่ตัวนั้นทำอย่างไร, ทำ อย่างไรเรียกว่าไม่เห็นแก่ตัว. ตอนนี้ปากแต่ละปากจะ พูดไม่เหมือน กันแล้ว ; อย่างพุทธศาสนาก็จะพูดอย่าง, ศาสนาคริสเตียนอิสลามก็จะพูดไปอย่าง, แต่ละอย่าง ละอย่าง เพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว, ตอนนี้จะพูดไม่เหมือนกัน. ทำไมพูดไม่เหมือนกันเล่า ? เพราะว่า ผู้ฟัง มันไม่ เหมือนกัน, เวลา ก็ไม่เหมือนกัน, สถานที่ ก็ไม่เหมือน กัน ; เช่น ศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลามนี้ เกิดคนละถิ่น คนละที่. ที่นั้น ๆ ประชาชนเขาเป็นอย่างนั้น, มีวัฒนธรรม อย่างนั้น, มีนิสัยใจคออย่างนั้น มันก็ต่างกันซิ, แล้วเวลา ก็ห่างกันตั้ง ๕๐๐ ปี - ๕๐๐ ปี - ๕๐๐ ปี โดยประมาณนี้ จะ
น.22 ๑๔ พูดเหมือนกันได้อย่างไร ; แต่พูดให้เหมาะกับเวลา, ให้ เหมาะกับสถานที่ ที่ในหมู่ชนที่ยึดถือวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง ก็ต้องพูดให้เข้ากับวัฒนธรรมอย่างนั้น. หรือว่า ในประเทศ หนึ่งก็มีวัฒนธรรมหลายสายหลายสาขา ก็ต้องพูดให้ เหมาะแก่วัฒนธรรมแต่ละสาขา. อย่างพระเยซูพูดกับผีที่เชื่อถือในพระเจ้ามาแต่ก่อน ก่อนพระเยซู, พระเยซูก็พูดอย่างมีพระเจ้า เชื่อพระเจ้า เคารพ พระเจ้า ฟังพระเจ้า อ้อนวอนพระเจ้า ทำตาม พระเจ้า แล้วก็ทำลายความเห็นแก่ตัวได้. นี่ เอาความเชื่อขึ้นมา เป็นสรณะ, เชื่อพระเจ้าจนไม่ต้องเห็นแก่ตัว จนไม่อาจ จะเห็นแก่ตัว. ฉะนั้น วิธีทำลายความเห็นแก่ตัวมันก็ ต่างออกไป. แต่ละศาสดาทำลายความเห็นแก่ตัวต่างกัน. สำหรับ ศาสนาที่เขามีพระเจ้า; จะเป็นศาสนา คริสเตียน อิสลาม ศาสนาซิกซ์ ศาสนาฮินดูบางแขนง, เขามีพระเจ้า ทำตามพระเจ้า, แล้วก็หมดความเห็นแก่ตัว บางทีก็แบ่งแยกไปว่า ความเห็นแก่ตัวอย่างนี้, แล้วไปมี
น.23 ๑๕ ตัวอย่างอื่นที่สูงสุด ที่ไม่เปลี่ยนแปลง อย่างนั้นก็มี, แต่นั่น ไม่ใช่เรื่องสำคัญ. เรื่องสำคัญตรงที่ว่า คนอย่าเห็นแก่ ตัว, แล้วคนก็จะไม่เบียดเบียนกัน, แล้วคนก็จะอยู่กัน เป็นผาสุก. ทีนี้ พุทธศาสนาไม่มีพระเจ้า อย่างนั้น, ถ้าจะไม่ ให้เห็นแก่ตัวจะต้องทำอย่างไร ? พวกนี้ใช้ปัญญา : ใช้ ปัญญามองดู, มองดู พิจารณาดู : เห็นโทษว่า โอ้, ถ้าเห็น แก่ตัวแล้วมันฆ่าพันกันตายหมด, เราเกลียดกลัวความเห็น แก่ตัว, อย่ามีความเห็นแก่ตัว, นี้ก็ระดับหนึ่ง. ทีนี้อีกระดับหนึ่งสูงไปกว่านั้นก็ว่า โอ้, ที่จริงมันไม่ มีตัว, โดยแท้จริงไม่มีสิ่งที่เรียกว่าตัว, หรือเป็นตัว, มีแต่สิ่งที่เป็นไปตามกฎของ อิทัปปัจจยตา เท่านั้นแหละ, เป็นไปตามกฎของ อิทัปปัจจยตา, เป็นการปรุงแต่ง, เป็น ตัวการปรุงแต่ง, เป็นกระแสแห่งการปรุงแต่ง, ที่เราเรียกว่า สังขาร-สังขาร-สังขาร นั่นแหละ. สังขารทั้งหลายทั้งปวง ไม่มีตัว. เป็นไปตามกฎแห่ง อิทัปปัจจยตา. พวกนี้ใช้ ปัญญามองเห็นว่า อ้าว, มันไม่มีตัวนี่. มันก็หมดความเห็น แก่ตัว. ถ้ายังไม่ขึ้นมาถึงขั้นนี้ ยังอยู่ในขั้นศีลธรรม, เขา
น.24 หลักคือ มีแต่สิ่งที่เป็นไปตามเหตุตาม ปัจจัย. ถ้าเป็นสิ่งที่ไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย, มันก็เป็นไปตาม สิ่งนั้น ซึ่งมันก็ไม่ใช่ตัว; มันเป็นสิ่งที่นอกเหนือกฎนั้น. ถ้ามีตัวถ้าเป็นตัว มันก็มาตามใจเราได้ตามที่เราจะต้องการ อย่างไร. นี่ให้เห็นว่า ธรรมประเภทสังขารก็ดี , มันไม่มา ตามใจเราก็ไม่ใช่ตัว, ธรรมประเภท วิสังขาร หรือ อสัง- ขตะ ก็ดี มันไม่มาตามใจเรา ; ฉะนั้นจึง ไม่มีตัว ที่จะ เจรจาตกลง ต่อรอง ต้องการอะไรกันได้. ยกให้ว่าเป็น ธรรมเท่านั้นแหละ, เป็นสักว่าธรรมตามธรรมชาติเท่านั้น. จะเป็น ธรรมฝ่ายสังขตะ ก็ดี ฝ่ายอสังขตะ ก็ดี เป็นสักว่า ธรรมตามธรรมชาติเท่านั้น แล้วมันก็ไม่มีตัว: อย่าเอา อะไร ๆ เข้ามาเป็นตัว. นี้กำลังพูดเรื่องไม่มีตัว ความหมายเดียว คำเดียว ข้อเดียว, ให้ท่านทั้งหลายนำไปนึกคิดตรึกตรอง ศึกษากัน เสียใหม่ ว่ามันไม่มีตัวอย่างนี้, มันไม่มีตัวอย่างนี้. แล้ว เอาไปตรวจทดสอบกับธรรมที่เคยฟังมาแต่กาลก่อนก่อนโน้น เรื่องไม่มีตัว. เข้าใจถึงขนาดนี้แล้วหรือยัง ? ถ้าเข้าใจถึง
น.25 ๑๙ ขนาดนี้ ก็นับว่าง่ายมากทีเดียว ปลอดภัยมากทีเดียว ที่จะ เข้าใจต่อไปว่า หลักพุทธศาสนาโดยแท้จริง คือ ไม่มีตัว, ไม่มีอะไรที่เป็นตัว : เป็นตัวกูก็ดี, เป็นของของกูก็ดี, เป็น เป็นตัวสูก็ดี, ของสูก็ดี. ไม่มีตัวของเราหรือของใคร, นี่ หลักอันนี้. มันก็แปลกที่ว่า สิ่งที่ไม่ใช่ตัวนี้มันกลับพูดได้, กินได้, เดินได้, นอนได้, คิดได้, ตายได้ เกิดได้, มัน ไม่มีตัว เอากับมันซิ. มันไม่มีตัว แต่มันทำอย่างนั้นได้. ไม่มีตัวก็มานั่งฟังพูดอยู่ที่นี่ได้เป็นแถว. มันไม่มีตัว แต่มัน ทำอย่างนี้ได้ คือมัน เป็นสิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติ ของ สิ่งที่มีจิต, มีจิต-ธาตุ คือธาตุที่เป็นความรู้สึกคิดนึกได้ แล้วบังคับร่างกายได้, เป็นไปตามสิ่งที่แวดล้อม. สิ่งที่มา แวดล้อมบังคับให้จิตคิดอย่างนั้น, กับบังคับร่างกายทำอย่าง นั้นอย่างนี้, มันจึงทำนั่นทำนี่ได้, กระทั่งที่ว่าสืบพันธ์ุก็ได้ กระทำทุกอย่างก็ได้ กระทั่งมาฟังเทศน์ที่นี่ จะหาความรู้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปก็ทำได้ทั้ง ๆ ที่ว่า ไม่มีตัวหรือไม่ใช่ตัว, มันเป็นสิ่งที่ ไม่ควรจะเรียกว่าตัว.
น.26 ๒๐ ไม่ใช่ว่ามันจะไม่มีอะไรเสียเลย, มันมี ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณ, มีครบทุกอย่างทุกประการ ; แต่ ว่าทุกอย่างนั้น มันไม่ควรจะเรียกว่าตัว ไม่ควรจะถือว่าตัว, ท่านจึง ตรัสว่า เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัว. มันรู้สึกนึกคิดได้ คิดผิดก็เป็นทุกข์, คิดไม่ผิดก็ไม่เป็นทุกข์. ถ้าคิดผิด เป็นทุกข์ มันก็คิดเสียใหม่ให้ถูกมันก็จะหายเป็นทุกข์ ; โดย ข้อเท็จจริงมันมีเพียงเท่านี้ ทั้งที่มันมิใช่ตัว แต่มันคิดนึกได้ มันกระทำได้. ส่วนที่เป็นจิตก็คิดนึกได้, ส่วนกายส่วนวาจา มันก็กระทำได้ ตามความรู้สึกนึกคิดของจิต. รวมแล้วก็ สมมติเรียกกันว่าคน แต่มิใช่ตัวตน, นั้นเป็นความจริง คนนี้มิใช่ตัวตน ; แต่ความรู้สึกของคนนั้นมันรู้สึกว่ามี ตัว, ตามความรู้สึกของคนมันรู้สึกว่ามีตัว ซึ่งมัน ไม่ใช่ ความจริง ว่าต้องมีตัว. ปัญหามันก็อยู่ที่ว่า เพราะมีตัวจึงเกิดปัญหา ว่า เราเป็นอย่างนั้นเราเป็นอย่างนี้, เราได้เราเสีย, เราแพ้เรา ชนะ, เราขาดทุน. นั่นเพราะความรู้สึกว่ามีตัว. ถ้ามัน รู้สึกลงไปจริงๆ ว่าไม่มีตัวอย่างนี้แล้ว ความรู้สึกทั้งหลาย เหล่านั้นก็ไม่มี : มันจะไม่เกิดว่าเรามีอยู่, เราตายไป, เรา
น.27 ๒๑ ได้เราเสีย, เราแพ้เราชนะ, เรากำไรเราขาดทุน, เราได้เปรียบ เราเสียเปรียบ, มันจะไม่มี; เพราะความรู้สึกว่ามีตัว มันจึงมี ความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นจนเต็มไปหมด. เราได้เราเสีย, เรา อยากจะดี เราก็ทำความดี, เราก็แสวงหาความดี เอาความดี เป็นของเรา ; นั่นยังไม่ใช่หลุดพ้นนะ, มันยังไม่ใช่หลุดพ้น. แม้จะมีความดีเป็นของเรานั้น ถ้ายังไม่หลุดพ้นมัน ก็ยังไม่ดีดอก. ถ้ามันหลุดพ้นจากความทุกข์จึงจะควรเรียก ว่าดี. แต่เดี๋ยวนี้มาบัญญัติกันเสียต่ำ ต่ำว่าทางที่ดี, ทำบุญ ทำกุศลดี อะไรดีก็ดีกันอยู่เพียงเท่านี้ แล้วก็ไม่หลุดพ้น ฉะนั้นความดีกลายเป็นเครื่องผูกมัดไปเสีย, ความดีกลายเป็น คอกขังบุคคลเหล่านี้ไว้ ให้อยู่ในคอกของความดี; แล้ว เขาก็ชอบความดี, อยู่กับความดี, สนใจอยู่กับความดี, จิตใจ ผูกพันอยู่กับความดี. นี่โดยทั่วไปจะเป็นอย่างนี้, จนกว่า จะรู้สึก นี้ผูกพัน นี้ทำอันตราย, จึงอยากจะหลุดพ้นไปเสีย จากสิ่งเหล่านี้.
น.28 วิธีทำลายความเห็นแก่ตัว ตรงที่ไม่มีตัว. ตรงนี้อยากจะชี้เน้นเฉพาะก่อนว่า พุทธศาสนานั้น ไม่มีตัว, ไม่สอนเรื่องมีตัว, เราจะรู้เรื่องไม่มีตัวไว้ ใน ฐานะเป็นลักษณะเฉพาะของพระพุทธศาสนา. ศาสนาอื่น เขาสอนว่ามีตัวก็ตามใจ. ถ้าเขาสอนว่ามีตัว, เขาต้องมีวิธี อย่างอื่น ที่จะทำลายความเห็นแก่ตัว ; เขาต้องมีวิธีอย่างอื่น ซึ่งไม่เหมือนเรา, เขาก็ทำไปตามแบบของเขา เพื่อจะไม่เห็น แก่ตัว. เดี๋ยวนี้เรามีวิธีของเรา คือความรู้ การศึกษาของ เรา รู้ตามที่เป็นจริงว่า มันไม่มีตัว, มันก็ไม่เห็นแก่ตัวขึ้น มาเอง เพราะมันไม่มีตัว. นี่ยุติกันเสียทีหนึ่งก่อนว่า พุทธ- ศาสนาสอนวิธีทำลายความเห็นแก่ตัว โดยสอนให้รู้ว่า มันไม่มีตัว , มันไม่มีตัว. นั่นแหละจำไว้ให้ดี ทีนี้ก็จะมาถึงหัวข้อ ที่ตั้งไว้เป็นหัวข้อข้างต้นว่า "หลุดพ้นไปเสียจากความหลุดพ้น" นี่จะฟังยาก, บอก แล้วว่าฟังยาก หลุดพ้นไปเสียจากความหลุดพ้น. ตามความ รู้สึกของเรา ถ้าเราเห็นความทุกข์ เราก็อยากจะหลุดพ้นจาก ความทุกข์, ถ้าเรามองเห็นความเวียนว่ายตายเกิดใน วัฏฏ-
น.29 ๒๓ สงสาร, เราก็อยากหลุดพ้น ออกไปเสียจากความเวียน ว่าย ตายเกิดในวัฏฏสงสาร. เ ราอยากจะหลุดพ้น นี้แน่นอน ทุกคนฟังออก รู้สึกได้ ความหมายเป็นอย่างไร. เราอยาก จะหลุดพ้น แล้วเรา ก็พยายามทำตามคำสอนของพระ พุทธเจ้า ที่ว่าจะหลุดพ้นอย่างไร ก็ทำ-ทำ-ทำ. ทีนี้ มัน หลุดพ้นออกไปไม่ได้ เพราะว่าเรามัน มีตัวที่อยากจะหลุดพ้น : เรารักเรา, เราอยากจะหลุดพ้น, เราก็หมายมั่นอยู่ที่ความหลุดพ้น, เราหมายมั่นอยู่ที่ความ หลุดพ้นของเรา. พังดูให้ดี, เราหมายมั่นอยู่ที่ความหลุด พ้น ชนิดที่จะเอาเป็นของเราได้. ความหลุดพ้นอย่างนี้ มันไม่ใช่ความหลุดพ้น, มันจึงหลุดพ้นไปติดอยู่ที่ความ หมายคำว่าหลุดพ้น. หลุดพ้นจากที่นี่ แต่ไปติดอยู่ใน ความหมายของคำว่า หลุดพ้น, ไปติดอยู่ในคุณค่าความวิเศษ วิโสของความหลุดพ้น ; เช่นจะเรียกว่านิพพาน เป็นความ หลุดพ้น, วิมุตติ-เป็นความหลุดพ้น, ก็ไปหมายมั่นอยู่ที่ค่า หรือราคาของวิมุตติหรือนิพพาน โดยตัวเราจะเป็นผู้ได้ อย่างนี้ไม่ใช่ความหลุดพ้น, มันหลุดพ้นไปติดอยู่ที่ความ หลุดพ้น. ฟังถูกหรือไม่ถูก, มันหลุดพ้นออกไปติดอยู่ที่
น.30 ๒๔ ความหมายของคำว่า หลุดพ้น. มันรักเหลือเกิน คำว่าความ หลุดพ้น, ความหมายคุณค่าของความหลุดพ้น มันชอบใจ เหลือเกิน แล้วมันก็ไปติดอยู่ที่นั่น, แล้วมันจะหลุดพ้นได้ อย่างไร ? พอเราบอกว่า "หลุดพ้นเสียจากความหลุดพ้น" นะ, เขาก็ว่าบ้า. นี่เป็นเหตุให้พูดกันไม่รู้เรื่อง. หลุดพ้นออกไปเสียจากความหลุดพ้น ; " ความ หลุดพ้น" คำนี้หมายความว่า สิ่งที่เราประสงค์ด้วย ความยึดมั่นถือมั่น เป็นความหลุดพ้นของตัวกู, ตัวกู จะหลุดพ้น เป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับตัวกู, หลุดพ้นไป ติดอยู่ที่ความหลุดพ้นของตัวกู. ฟังให้ดี ๆ หลุดพ้นออกไป ติดอยู่ที่ความหลุดพ้นของตัวกู. ความหลุดพ้นของตัวกูมี ไม่ได้ดอก; ถ้ามีตัวกูแล้วมันหลุดพ้นไม่ได้ ถ้ามีตัวกูอยู่ ที่ไหนมันก็ติดอยู่ที่นั้น. แต่ตัวกูมันก็คิดว่า ได้ความหลุด พ้นของตัวกู, ตัวกูหลุดพ้นแล้ว. นี้ยังมีอุปาทาน, มีตัณหา มีอุปาทานเป็นตัวกู. เอาความหลุดพ้นเป็นของกู, หรือ เอาพระนิพพานเป็นของกูก็ตามใจเถอะ ; มันก็เป็นไปไม่ ได้ดอกถ้ายังมีตัวกูอยู่ ; มันนิพพานไม่ได้, หลุดพ้นไม่ได้. ต่อเมื่อว่างจากความหมายแห่งตัวกู, มันหลุดพ้นเองโดย
น.31 ๒๕ อัตโนมัติ. ดังนั้น จะต้องทำลายตัวกู ผู้จะหลุดพ้น นั้นเสีย, แล้วมันก็เป็นความหลุดพ้นโดยแท้จริง. หลุด พ้นที่เป็นความหลุดพ้นโดยแท้จริง ; มิฉะนั้นมันก็จะหลุดพ้น แล้วไปติดอยู่ที่ความหลุดพ้นแห่งตัวกู นี้จะเห็นได้ทันทีว่า : พุทธศาสนาไปไกลเท่าไร, พุทธศาสนาสูงสุดเท่าไร ; ไปไกลจนถึงกับว่าทำลายความ รู้สึกว่าตัวกู-ของกูเสีย, ไม่มีตัวกู, ของกู. ในจิตไม่มีความ คิดด้วยอวิชชาว่าอะไร ๆ เป็นตัวกู-ของกู, ไม่มีความรู้สึกยึด ถืออะไรว่าเป็นตัวกู, ไม่มีตัวกูคำเดียวนั่นแหละมันหมดปัญหา ไม่มีตัวกูแล้วอะไรมันจะติดเล่า ? แล้วอะไรมันจะหลุดเล่า ? มันไม่มีอะไรจะติด, ไม่มีอะไรจะหลุด, มัน ไม่รู้จะติดอยู่ใน อะไร นั่นแหละ คือหลุดพ้นโดยแท้จริง, หลุดพ้นชนิดที่ ไม่ไปติดอยู่ในความหลุดพ้น. ภาวะความหลุดพ้นนั้น มัน รู้สึกคิดนึกยึดถือเอาเอง ด้วยความไม่เข้าใจ. ต้องศึกษาปฏิจจสมุปบาทจะเห็นไม่มีตัว, มาศึกษาให้เห็นจากความไม่มีตัวกู เหมือนที่เคย พูดกันมาไม่รู้กี่ครั้งแล้วว่า ถ้าเห็นปฏิจจสมุปบาทโดยเฉพาะนี้
น.32 ๒๖ จะเห็นว่าไม่มีตัวกู. สิ่งที่เรียกว่า ตัวกู -ตัวกูอยู่ที่ในใจ นั้นเป็นเพียงความคิด, แล้ว คิดไปด้วยอำนาจของ อวิชชา - ตัณหา - อุปาทาน, ไม่ใช่ของจริง ถ้าเห็นอย่างนี้แล้ว, มันจะมีแต่จิตล้วน ๆ, จิตบริสุทธิ์. จิตล้วน ๆ, จิตไม่มีความหมายมั่นว่า ตัวกู - ของกู, มันก็ไม่มีตัวผู้ติด, แล้วก็ไม่มีตัวผู้จะหลุดหรือต้องการ ที่จะหลุด. นั่นแหละคือความหลุดพ้นที่แท้จริง, ความ หลุดพ้นของจิต ที่ไม่มีความรู้สึกว่าตัวกูหรือของกู จนไม่มี ตัวผู้ติดหรือตัวผู้ต้องการจะหลุด. บางเวลาจิตมันก็เป็นอย่างนี้. มันไม่ได้คิดเป็น ตัวกู - ของกูจะติดหรือจะหลุด มันก็สบายดี. แต่เรามันโง่ เอง, เรามันโง่เอง เมื่อจิตเป็นอย่างนี้ ไม่สนใจกับมันเลย, ไม่รู้จักมันเลย, ไม่รู้จักเมื่อจิตมันเป็นอย่างนี้. เมื่อจิตมัน ว่างจากตัวกูของกูอย่างนี้อยู่บางคราวนั้น เราไม่สนใจ กับมันเลย, เราจึงรู้สึกคล้าย ๆ กับว่า มันไม่มีความหลุดพ้น เอาเสียเลย. ที่จริงมันก็หลุดพ้นอย่างดีอย่างถูกอยู่แล้ว, เป็นความหลุดพ้นจริงอยู่แล้ว. มันจะเป็นชั่วขณะเพราะ มันยังอยู่ใต้อำนาจเหตุปัจจัย; ไม่ได้ศึกษาให้เพียงพอ,
น.33 ๒๗ ฉะนั้น ขอให้ดูให้ดีว่า หลุดพ้นจากความหลุดพ้น คือเป็น อย่างนี้. ความหลุดพ้น เป็นของจริง ; แต่ว่าจากความหลุด พ้น, ความหลุดพ้นนั้นเป็นของคนโง่. ที่มันคิดว่า "มี ตัวกูติด" "มีตัวกูหลุด" "มีตัวกูออกไป" ทำนองนี้. ถ้า อย่ามีตัวกูเรื่องมันจบใช่ไหมเล่า ? ถ้าอย่ามีตัวกู, มันก็ไม่มี ใครติดก็ไม่มีใครหลุด. ไม่มีหน้าที่ที่ต้องทำให้หลุดเพราะ มันไม่มีตัวกู ทีนี้ เรามันสร้างตัวกูขึ้นมาด้วยความโง่ของเรา, มันก็มีตัวกูเข้มข้นอยู่ในจิตใจของเรา มันก็เกิดปัญหา เกิด หน้าที่ที่จะต้องปลดปล่อยตัวกู, แล้วก็ไปติด ; เหมือนปล่อย ประชาธิปไตยไปติดคอมมิวนิสต์, นี่มันดีอยู่เมื่อไรเล่า, คิดดู เถอะ. นี่ปล่อยตัวกู แล้วก็ไปติดความหลุดพ้นของตัวกู อีกแบบหนึ่งเท่านั้น, ไม่ใช่อิสรภาพ. ต้องมีระบบปลด ปล่อยตัวกูหมด จึงจะเป็นระบบที่ดีที่สุด, แม้ระบบการเมือง. การเมืองเดี๋ยวนี้ที่เขานิยมกันนัก ที่เด็ก ๆ วิ่งเข้าป่า นั้น เป็นสังคมนิยมแบบคอมมิวนิสต์กลายๆ เพื่อประโยชน์แก่ ชนกรรมาชีพ, เขาว่าเพื่อประโยชน์แก่ชนกรรมาชีพไม่ใช่
น.34 ๒๘ ประโยชน์แก่พวกคนรวยหรือนายทุนอะไรเลย ; แล้วมันจะ ทำให้โลกนี้ให้สงบได้อย่างไร. เพราะว่าคนในโลกมันมีหลาย ชนิด เพราะฉะนั้นมันจึงปลดปล่อยไม่ได้, ปลดปล่อยสัตว์ ไม่ได้ เพราะมันปลดปล่อยเพื่อประโยชน์แก่คนพวกเดียว. ถ้าเป็นพระธรรม, พระเจ้า, พระธรรมอันแท้จริง จะปลดปล่อยหมด คือหลักธรรมาธิปไตย. ถ้าเป็นสังคม นิยมคือเห็นแก่ทุกคน ก็ต้องประกอบไปด้วยธรรมะ. ให้ เป็นประโยชน์แก่พวกกรรมกรคนยากจนด้วย, ให้เป็น ประโยชน์แก่พวกนายทุนคนร่ำรวยพร้อมกันไปด้วย, ให้เป็น ประโยชน์แก่พวกศักดินาได้ด้วย, ให้เป็นประโยชน์แก่พระเจ้า พระสงฆ์ได้ด้วย, ให้เป็นประโยชน์แม้แก่คนธรรมดาทั่วไป ก็ได้ด้วย, ให้เป็นประโยชน์แก่คนขอทานข้างถนนก็ได้ด้วย, แล้วให้เป็นประโยชน์แก่สัตว์เดรัจฉานก็ได้ด้วย ; แล้วยังให้ เป็นประโยชน์แก่ต้นไม้ ต้นไล่ พฤกษาชาติทั้งหลายก็ได้ด้วย ; นี่คือธรรมะอันแท้จริง ที่จะช่วยได้ เพราะมันไม่มีความเห็น แก่ตัวโดยสิ้นเชิง, ไม่มีพวกนั้นไม่มีพวกนี้. ถือเป็นสังขารที่ยังเวียนว่ายอยู่ในความทุกข์ ด้วยกันทั้งนั้น ก็ปลดเปลื้องเสียด้วยกันไม่ดีกว่าหรือ ?
น.35 ๒๙ ต้นไม้ต้นไล่ก็เวียนว่ายอยู่ในกองทุกข์, สัตว์เดรัจฉานก็เวียน ว่ายอยู่ในกองทุกข์ คนขอทานก็เวียนว่ายอยู่ในกองทุกข์, คนไม่ขอทานก็เวียนว่ายอยู่ในกองทุกข์, บรรพชิตทั้งหลาย ก็เวียนว่ายอยู่ในกองทุกข์, ศักดินาทั้งหลายก็เวียนว่ายอยู่ใน กองทุกข์, นายทุนทั้งหลายก็เวียนว่ายอยู่ในกองทุกข์, ชน กรรมาชีพทั้งหลายก็เวียนว่ายอยู่ในกองทุกข์ ; เพราะ ล้วน แต่มีความคิดว่าตัว ตามแบบปุถุชนด้วยกันทั้งนั้น. ธรรมะสูงสุดไม่มีตัว มันแก้ปัญหาได้ แต่เขาไม่รู้ จักแล้วเขาก็ไม่เอามาใช้ ; ถ้าเราไปบอกเข้า, เขาว่าบ้า, เขาไม่ฟังคำพูดของเราดอก ที่ว่าจะเอาธรรมะอันสูงสุดมาใช้ แก้ปัญหาเหล่านี้ คือ ความไม่เห็นแก่ตัวมันจะแก้ปัญหาได้ หมด. แล้วธรรมะ - ความไม่เห็นแก่ตัวก็สอนอยู่ต่าง ๆ กัน ตามลัทธิศาสนานั้น ๆ; เมื่อคนไม่เข้าใจก็ทะเลาะ กันเสีย ในระหว่างศาสนาเสียอีก, โลกก็เลยไม่ดับทุกข์ ไม่พ้น จากทุกข์. นี่พุทธศาสนาเรา, เราเป็นพุทธบริษัท, เราต้อง รู้จักพุทธศาสนา. ถ้าเราเป็นพุทธบริษัทไม่รู้จักพุทธศาสนา ลองคิดดูว่าจะเป็นอย่างไร ? พุทธศาสนาไม่ต้องมีตัว, มีแต่
น.36 ๓๐ ธาตุตามธรรมชาติ. สังขารทั้งหลายเป็นไปตามเหตุ ปัจจัยของสังขารทั้งหลาย, อย่าต้องมีตัว. เมื่อไม่มีตัว ก็ไม่เป็นทุกข์ ; เมื่อไม่มีตัวก็ไม่ติด ; เมื่อไม่ติดก็ไม่ต้อง ปลดปล่อย ; มันก็ไม่ต้องหลุดพ้นโดยการกระทำ. ให้มี การหลุดพ้นโดยที่รู้ตามที่เป็นจริงว่า ไม่มีใครติดดีกว่า. จะได้ไม่ไปหลงรักว่า หลุดพ้นแล้วโว้ย, หลุดพ้นแล้วโว้ย, หลุดพ้นแล้วโว้ย; วิเศษอย่างนั้นโว้ย, วิเศษอย่างนี้โว้ย นั่นมันหลุดพ้น ไปติดอยู่ที่ความหลุดพ้น ฉะนั้นจึงพูดว่า หลุดพ้นเสียจากความหลุดพ้นเถิด จะเป็นความหลุดพ้น โดยธรรมชาติอันแท้จริง. ความหลุดพ้นนี้คือหลุดพ้นจากตัวกู-ของกู. นี่วันนี้พูดข้อเดียวนี้ว่า หลุดพ้นเสียจากความ หลุดพ้น. ลองเอาไปคิดไปนึก ไปพูดไปปรึกษากันดูว่า หลุดพ้นเสียจากความหลุดพ้น. อย่าไปติดอยู่ที่ความหลุด พันแห่งตัวกู เป็นธรรมะปริยายข้อเดียวว่า หลุดพ้นเสียจาก ความหลุดพ้นแห่งตัวกู : คือ อย่ามีตัวกูเท่านั้นแหละ ก็ หลุดหมดเลย ; เพราะมันไม่มีอะไรติด, เพราะมันไม่ได้
น.37 ๓๑ ติด อย่ามีตัวกู, แล้วก็ไม่มีการติด, แล้วมันเป็นการหลุดอยู่ โดยอัตโนมัติ. เดี๋ยวนี้เราไม่สนใจกัน ถึงขนาดนี้ ว่า หลุดพ้นแล้ว ไปติดอยู่ที่ความหลุดพ้น . ขอให้หลุดพ้น จากความหลุดพ้นอีกครั้งหนึ่ง. "หลุดพ้น" เป็นคำที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ อย่างดี, ในพระบาลีในพระไตรปิฎกท่านสอนไว้อย่างดี อย่าง ครบถ้วน, อย่างมากมาย, อย่างครบถ้วน, แต่ไม่ค่อยได้ เอามาพูดกัน. พูดอย่างนี้ บางคนจะหาว่า อาตมานี้ยกตัว เอง, อวดดีกว่าคนอื่น ๆ. ที่จริงก็ไม่ได้คิดว่าอย่างนั้น, แต่ เห็นอยู่ว่าไม่เอามาพูดกัน, ไม่เอามาพูดกัน ท่านสอนไว้แล้ว ไม่เอามาพูดกัน. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความหลุดพ้นที่สำคัญที่สุด พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า ถ้าสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ ได้อาศัยเรา เป็นกัลยาณมิตรแล้ว ; สัตว์ที่มีความเกิดเป็นธรรมดา ก็จะ พ้นจากความเกิด, สัตว์ที่มีความแก่เป็นธรรมดา ก็จะพ้นจาก ความแก่, สัตว์ที่มีความตายเป็นธรรมดา ก็จะพ้นจากความ ตาย, ที่มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ก็จะพ้นจากความเจ็บไข้,
น.38 ๓๒ ท่านว่าพ้นหมดจากความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความ ตาย, ถ้าได้อาศัยพระองค์เป็นกัลยาณมิตร เราชอบพูดกันครึ่งเดียว มันยังมีความโง่ ยังพูด ครึ่งเดียว, แล้วก็สำหรับที่จะยึดติดด้วย. เราพูดครึ่งเดียว ว่า เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้. เรามีความเจ็บเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไปได้, เรา มีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้, สอน ตัวเองอยู่แต่อย่างนี้ มันก็ครึ่งเดียว. ทำไม ไม่ไปฟัง, ไม่ไปรับเอามานึกคิดว่า พระ- พุทธเจ้า ท่านตรัสว่า ถ้าได้อาศัยพระองค์เป็นกัลยาณ- มิตรแล้ว พวกที่มีความเกิดเป็นธรรมดาจะพ้นจากความเกิด ได้, แต่เรายังมายืนยันว่า เรามีความเกิดเป็นธรรมดาไม่พ้น จากความเกิดได้, พระองค์ตรัสว่า อาศัยเราเป็นกัลยาณมิตร แล้ว พวกที่มีความแก่เป็นธรรมดาก็จะพ้นจากความแก่ได้, เราก็ยังสมัครจะแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นจากความแก่ได้, ความเจ็บ ความตายก็เหมือนกัน. นี้จะไปโทษใคร, เพราะ เราเรียกว่าไม่ได้ฟังก็ได้ ไม่ได้ยินก็ได้. ข้อนี้ไม่ค่อย เอามาพูดกัน, นี้ก็ฟังกันให้ตลอดไปว่า อาศัยพระองค์เป็น
น.39 ๓๓ กัลยาณมิตรแล้ว จะพ้นจากความเกิด, แก่, เจ็บ, ตาย ได้อย่างไร. ในบาลีมากแห่ง พระพุทธองค์ตรัสว่า มี สัมมัตตะ ๑๐, ในบางแห่งว่ามีอัฏฐังคิกมรรค ๘. ใช้ได้ทั้ง ๒ หมวด แต่มีสัมมัตตะ ๑๐ ดูจะมีน้ำหนักมากกว่า คือเติมเข้าไปอีก ๒ ข้อ สัมมาญาณ สัมมาวิมุตติ, คือมรรคมีองค์ ๘ นั่นแหละ เติมเข้าไปอีก ๒ ข้อ ว่า สัมมาญาณะ - มีความถูกต้อง, สัมมาวิมุตติ - มีความหลุดพ้นถูกต้อง. ความสำคัญอยู่ที่ สัมมาทิฏฐิ และ สัมมาญาณ คือ รู้ตามที่เป็นจริงว่า ไม่มีตัวตน. - สัมมาทิฏฐิ ถ้า เป็นไปถึงที่สุด มันก็บอกให้รู้ว่า ไม่มีตัวตน, สัมมาญาณะ ก็เหมือนกัน ; ถ้าเป็นไปถึงที่สุด ก็คือรู้ว่า ไม่มีตัวตน ก็คือ พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนเรื่องไม่มีตัวตน. ถ้า ใครคบหาพระองค์เป็นกัลยาณมิตร รู้เรื่องไม่มีตัวตน แล้ว คนนั้นก็จะพ้นจากความเกิด, ความแก่, ความเจ็บ, ความ ตาย ; เรื่องมันก็มีเท่านี้แหละ. อาศัยพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร มีอริยมรรค มีองค์ ๘ ก็ดี, มีสัมมัตตะ ๑๐ ก็ดี ; ล้วนแต่มีปัญญา
น.40 ๓๔ รู้ว่า ไม่มีตัวตน, ไม่ใช่ตัวตน, มันก็พ้นจากความเกิด, แก่, เจ็บ, ตาย ของตัวตน เพราะว่ามันไม่มีตัวตน แล้วจะ มีอะไรเป็นเกิด, เป็นแก่, เป็นเจ็บ, เป็นตาย เล่า. ฉะนั้น คนที่กำลังกลัว เกิด, แก่, เจ็บ, ตาย นี้นึกกันเสียบ้างว่า เรามันโง่ไปเอง ไม่เชื่อพระพุทธ- เจ้าเสียเลย, ไม่ยอมเชื่อพระพุทธเจ้าเสียเลย. ท่านว่ามัน ไม่ได้มีตัวมีตน ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา, เป็น แต่ธาตุตามธรรมชาติ เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนืองนิจ ไม่มองอย่างนี้, ไปมองให้มีตัวตน. มันก็คิดโง่ ๆ ไป เอง ว่า กูโว้ย, กูแก่แล้วโว้ย, กูเจ็บแล้วโว้ย กูจะตายแล้ว โว้ย. มันคิดไปด้วยอวิชชา ; มันไม่ใช่กู, มัน สังขาร เป็นไปตามธรรมชาติอย่างนั้น. จิตมันโง่ไปเองว่า กู, แล้วกูเป็นอย่างนั้น, กูเป็นอย่างนั้น ; ฉะนั้นสัตว์เหล่านี้ จึงต้องจมอยู่ในความเกิด, ความแก่, ความเจ็บ, ความตาย. ถ้าเมื่อใดมารู้ชัดตามที่เป็นจริง ว่า มันไม่ได้มี ตัวตน ที่เป็นตัวตนอะไร, มีแต่ธาตุตามธรรมชาติ ปรุง แต่งกันเข้าเป็นขันธ์ เป็นธาตุ เป็นอายตนะ จนรู้สึก คิดนึกได้ แล้วคิดว่าเป็นตัวกู มันก็มีตัวกู กู ๆ ๆ กูอยู่ที่นั่น,
น.41 ๓๕ ของกู ๆ อยู่ที่นั่น อะไรเกิดขึ้นแก่สังขารเหล่านี้ ก็เป็น ของกูไปหมด ; ก็เรียกว่า ยอมรับเอาความเกิด, แก่, เจ็บ, ตาย มาเป็นของกู ทั้งที่มันเป็นของสังขาร ของธาตุ ตามธรรมชาติ ก็ไปแย่งเอามาเป็นของกู, ก็ได้มีความทุกข์ . นี่จะเรียกได้ว่าอย่างไร. ผู้ที่ยึดตัวกู - ของกูจะหลุดพ้นไม่ได้. ทีนี้ พอถึงคราวจะหลุดพ้น ก็ยังแบกตัวกูไว้ เรื่อย, มันไม่ยอมปล่อยตัวกู. มันก็ไปยึดถือความหลุดพ้น เป็นของกู. มันก็หลุดพ้นไม่ได้ เพราะมันเอาความเกิด, ความแก่, ความเจ็บ, ความตายเป็นของกูไว้เต็มที่แล้ว, จะ เอาความหลุดพ้นเป็นของกูอีก, มันก็มีของกูอยู่ที่นั่นแหละ มันก็ ติดอยู่ในคอกในกรงขังของตัวกู, ไม่หลุดพ้นออก ไปจากความหมายแห่งตัวกู ; ดังนั้นจึงไม่ใช่หลุดพ้นที่ แท้จริง. มันหลุดพ้นไปติดอยู่ในความยึดมั่นในความหลุด พ้น, มันไปหลงใหลในความหลุดพ้นแห่งตัวกู, ซึ่งมันไม่มี. ตัวกูไม่มีแล้ว ความหลุดพ้นของตัวกูจะมีอย่างไรได้ ; แต่ มันก็ไปหลงใหลในความหลุดพ้นแห่งตัวกู. ฉะนั้น ความ
น.42 ๓๖ หลุดพ้นของคนชนิดนี้ ก็ไปติดอยู่ที่ตัวกู หรือความหลุด พ้นแห่งตัวกู. วันนี้มาพูดกันเสียใหม่ว่า จงหลุดพ้นจากความ หลุดพ้นแห่งตัวกู ; แต่พูดสั้น ๆ หน่อยว่า หลุดพ้นจาก ความหลุดพ้น, มันฟังเป็นปริศนาดีกว่า. หลุดพ้นเสีย จากความหลุดพ้น, ไปคิดเอาเอง จงหลุดพ้นเสียจากความ หลุดพ้น. อย่าไปติดอยู่ที่ความหลุดพ้น, มันจะได้ว่าง เป็นสุญญตา เป็นตถาตา . ว่างเป็นเช่นนั้นเอง ไม่มีติด ไม่มีหลุด ไม่มีอะไรกันอีกต่อไป, เพราะว่ามันไม่มีตัวกู. เรื่องมีตัวกู มันทำให้ติดบ้าง หลุดบ้าง อะไรบ้าง เป็นเรื่องของอวิชชาทั้งนั้น. ถ้ามีปัญญา มีวิชชา ไม่ มีตัวกูแล้ว ปัญหาสิ้นสุดหมดลงไปทันทีเลย. ปัญหา เรื่องความทุกข์ก็ดี กิเลสก็ดี อะไรก็ดี จะหมดวูบวาบลงไป ทันที ไม่มีอะไรเหลือ ; เพราะ ดับเสียซึ่งตัวกู นั่นคือ หัวใจของพระพุทธศาสนา ซึ่งทำให้พระพุทธศาสนา ผิดแปลกแตกต่างจากศาสนาอื่น ในการที่จะสอนวิธี ทำลายเสียซึ่งความเห็นแก่ตัวนี้.
น.43 ๓๗ ฉะนั้น เราจะต้องจำไว้นะ เพราะว่าเราอาจจะมี โอกาสตอบโต้กับคนในศาสนาอื่น ที่เขาจะมาถามเราด้วย เจตนาอย่างไรก็ตาม ; เราต้องพูดให้ถูก อย่าพูดให้ผิด, อย่า เสียทีที่เป็นพุทธบริษัทเลย. พุทธบริษัทมีวิธีกำจัดความ เห็นแก่ตัว ด้วยความรู้อันประเสริฐสุดว่า มันไม่มีสิ่งที่ ควรเรียกว่าตัวกู ก็เลยไม่เห็นแก่ตัว, เพราะไม่มีตัวจะเห็น ก็เลยหมดปัญหา. ส่วนพวกอื่นศาสนาอื่น เขามีวิธีอย่าง อื่นก็แล้วแต่เขา. เราอย่าไปติเตียนเขาเลย . เขาก็มี เจตนาดีเหมือนกัน ที่จะทำลายความเห็นแก่ตัว, แล้วอยู่กัน เป็นผาสุก. ฉะนั้นศาสนาที่เชื่อพระเจ้ามีพระเจ้า เขาก็มี วิธีไปตามแบบนั้น. เราไม่มีพระเจ้าชนิดนั้น เรามีพระ- เจ้าอิทัปปัจจยตา เป็นเรื่องของปัญญา. เราก็มีวิธีของ เราตามแบบนี้ ก็เลยไม่ต้องทะเลาะกัน. แต่เพื่อจำง่าย ไม่ให้ลืมก็เลยพูดเป็นหัวข้อสั้น ๆ ในวันนี้ว่า หลุดพ้นจากความหลุดพ้น. คนที่ไม่เข้าใจ ก็หาว่า คนบ้าพูด ก็ได้เหมือนกัน, จะหาว่าคนบ้าพูด. แต่ ขอให้ไปคิดสักหน่อย ว่าให้มันหลุดพ้นเสียจากความหลุดพ้น อย่างโง่เขลาของตัวเอง ของตัวกู. ถ้ามีตัวกูมันยึดมั่น
น.44 ๓๘ หมายมั่นในความหลุดพ้นเป็นของตัวกู , ขอให้หลุดพ้น เสียจากความหลุดพ้นอันนั้น, เรียกสั้น ๆ ว่า หลุดพ้นจาก ความหลุดพ้น. หลุดพ้นออกมาเสียจากความหลุดพ้น ซึ่งมีความหมาย เป็นเรื่องของตัวกู. เราจะพูดกันอีกกี่เรื่อง กี่ร้อยเรื่อง กี่สิบเรื่องก็ ได้นะ ในพุทธศาสนานี้, แล้วมัน จ ะไปรวมอยู่ที่ตัวกู หรือไม่มีตัวกู หรือดับตัวกู ทุกเรื่องไป. ถ้าจะดับ ทุกข์ก็ต้องดับตัวกู. ถ้าเอาตัวกูไว้ มันก็ยังคงเป็นทุกข์. นี่ ดับทุกข์สิ้นเชิง ก็ดับตัวกูสิ้นเชิง, มันเป็นความหลุด พ้นที่ถูกต้อง. ไม่ไปหลงติดอยู่ในความยึดมั่นถือมั่น ในความหมายของคำว่า ความหลุดพ้น ; เช่นเดียวกับ คนที่หมายมั่นพระนิพพาน โดยความเป็นพระนิพพานด้วย อุปาทาน นี้มันไม่เป็นนิพพานขึ้นมาได้, เป็นนิพพานหลอก ๆ ของคนที่ ไม่รู้พระนิพพานโดยแท้จริง จะหมายมั่นเอาว่า พระนิพพาน. แม้เดี๋ยวนี้ ที่นี่ เวลานี้ ก็อาจจะหมายมั่นพระนิพพาน โดยความเป็นพระนิพพานของกู ก็ได้ด้วยกันทั้งนั้นแหละ. แต่มันเป็นนิพพานไปไม่ได้เห็นไหมเล่า ? มันหมายมั่นกัน
น.45 ๓๙ เท่าไรแล้ว มันก็เป็นไปไม่ได้ เพราะมันเป็นความหมายมั่น ด้วยอวิชชา. ดับตัวกู, ดับความต้องการแห่งตัวกูเสีย ก็เป็นนิพพานเอง , เป็นได้เอง, เป็นโดยอัตโนมัติเอง. อย่าไปหมายมั่นสิ่งใด; แม้แต่ ความหลุดพ้น, มันก็ จะดับความทุกข์ได้, ดับความยึดถือได้ เพราะไม่มีตัวกู ซึ่งเป็นผู้ยึดถือ. พูดไปพูดมาก็รวมอยู่ที่ว่า มันมีตัวกู หรือไม่มีตัวกู ถ้ามีตัวกู มันก็เป็นความรู้ที่ผิด, เป็นความโง่เขลาด้วย อวิชชา ; ไม่ใช่สัมมาทิฏฐิ ไม่ใช่สัมมาญาณะ, ไม่ใช่สัมมา- วิมุตติ, จึงหลุดไม่ได้. ถ้าเห็นชัดโดยความไม่เป็นตัวกูใน สิ่งใดแล้ว มันก็หลุดเอง หลุดโดยอัตโนมัติ, เพราะมันไม่ ได้ยึด, มันไม่ได้ยึด มันหลุดเพราะไม่ได้ยึด. พวกนั้นมัน ยึด, ยืด ๆ ๆ อย่างโง่เขลา, ยึดอย่างยิ่ง แล้วมันก็ปล่อยไม่ถูก. มันจะเอาอะไรเป็นตัวกูเสียเรื่อย ๆ แม้แต่ความปล่อยมันก็ จะเอาเป็นตัวกู มันจะได้ผลเป็นของกู มันก็เลยปล่อยไม่ได้ ; เพราะมันมีตัวกูสำหรับผู้ยึดอยู่เรื่อย, มันก็ยังมีการยึดอยู่เรื่อย ไป. พวกนี้จึงยึดในความหลุดพ้น ยึดในพระนิพพาน ยึด ในสิ่งสูงสุด ตามที่จะนึกได้, มันก็หลุดพ้นไม่ได้เพราะเหตุนี้.
น.46 ๔๐ นี่การบรรยายในวันนี้ เป็นปกิณกธรรมเฉพาะข้อ, ไม่พูดติดต่อ ไม่เป็นเรื่องยาวอย่างชุดก่อน ๆ. วันนี้ก็จบ ในเรื่องนี้ ด้วยหัวข้ออันนี้ว่า หลุดพ้นเสียจากความหลุด พ้นเถิด, เรื่องมันก็จบ. ขอยุติการบรรยาย ในวันนี้ไว้ด้วยความสมควรแก่ เวลา เป็นโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย ได้สวดบทพระธรรม สำหรับจะเป็นเครื่องส่งเสริมกำลังใจ ในการที่จะปฏิบัติธรรม ด้วยความเข้มแข็งกล้าหาญสืบต่อไป.
Buddhadasa