Buddhadasa.org
หนังสือธรรมะเป็นคู่ชีวิต › อ่านฉบับเต็ม

📖 ธรรมะเป็นคู่ชีวิต

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ แสดง ณ ลานหินโค้ง ๒๓ มกราคม ๒๕๒๘ — ชุดลอยปทุม · วันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๒๘

📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.9 ชีวิต. นักศึกษา ทั้งหลาย, ในชั้นแรกนี้ขอแสดงความยินดี แก่เธอทั้งหลาย เป็นที่ประจักษ์ว่าเธอได้เลือก เอาวิชาพุทธศาสนาเป็นวิชา เลือก ; เพื่อนของเราจำนวนหนึ่งหรือจำนวนมาก ไม่เลือก เราเลือกเพื่อศึกษาวิชาพุทธศาสนา. ศึกษาธรรมพิสูจน์ผลของธรรมะในพุทธศาสนา. ข้อนี้จะมีผลดีอย่างไร นั่นแหละต้องทำให้เป็นที่ ประจักษ์. เรา จะ ต้องพิสูจน์ ความที่เราได้รับ ผลจากพระ อบรมคณะนักศึกษา จากวิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช ณ ลานหินโค้ง โมกขพลาราม ไชยา ๒๓ มกราคม ๒๕๒๖ เวลา ๑๙.๓๐ น.

น.10 ๒ ธรรมในพระพุทธศาสนา ว่าเป็นสิ่งที่มีค่า, ไม่ใช่มีค่า ว่า เป็นเพียงวิชาหนึ่งเพื่อการศึกษา แล้วสอบไล่ได้เหมือน กัน ; อย่างนี้ไม่ใช่, นี่มันน้อยเกินไป. เราเลือกวิชาพุทธ- ศาสนา ศึกษาเล่าเรียนแล้วก็สอบไล่ได้ตามหลักสูตร นั้น มันเป็นเรื่องเล็ก เรื่องใหญ่ก็คือ เราจะรู้ธรรมะ และ สามารถมีธรรมะอยู่กับเนื้อกับตัว ตลอด ไปในอนาคต, เป็นเครื่องควบคุมหรือว่าหล่อเลี้ยง แล้วแต่จะเรียก ให้ ชีวิตนี้เป็นชีวิตที่เยือกเย็น สมกับที่เป็นมนุษย์. มนุษย์ ควรจะมีชีวิตที่เยือกเย็น คือมีความสงบสุข ; ถ้าไม่มีชีวิต ที่เยือกเย็น ก็ป่วยการ. การที่ มีความรู้ทำให้ชีวิตนี้เป็น ชีวิตที่เยือกเย็นได้ นั่นแหละ มีค่ามากที่สุด สำหรับความ เป็นมนุษย์. เธอทั้งหลายจงสนใจในความจริงข้อนี้ และทำให้ สำเร็จประโยชน์ คือเราจะมีธรรมะสำหรับความเป็นมนุษย์ ของเรา, เรียนวิชาธรรมะ เพื่อความเป็นมนุษย์ ของเรา จะได้รับผลดีที่สุด ; ไม่ใช่เพียงแต่ว่าเราเป็นนักเรียน เขาบังคับให้เรียน, หลักสูตรมีวิชาให้เลือก แล้วเราก็เลือก นี้ก็ดีมากอยู่แล้วในการที่รู้จักเลือก

น.11 พวกที่ไม่เลือกเอาวิชาพุทธศาสนา ก็คงจะเห็น ว่า มันเป็นเรื่องเรียนยาก ลำบาก เหน็ดเหนื่อย, แล้ว ก็จะไม่ได้ประโยชน์อะไรนัก เขาจึงไม่เลือก. เมื่อเราเลือก เรา ก็ควรจะมีเหตุผล ของเรา ว่าทำไมเราจึงเลือก ? แล้ว เราจะได้รับประโยชน์อะไร ? นี่จึงจะต้องพูดกันให้เข้าใจแจ่มแจ้งชัดเจนลงไปว่า ธรรมะในพระพุทธศาสนาที่เราเลือกศึกษานี้ จะนำมาซึ่ง ประโยชน์อย่างไร, แล้วเราจะเรียนกันอย่างไร จึงจะรู้และ จะมีธรรมะนั้น ? วันนี้ก็ตั้งใจจะพูดข้อนี้ ขอให้เธอทั้งหลาย พยายามฟังให้ดี, พังให้รู้เรื่อง, ฟังให้ดีจึงจะรู้เรื่อง, และ เมื่อรู้เรื่องแล้วก็จะมีความรู้และมีปัญญา. ขอให้ฟังให้ดี อย่า คุยแข่งกับผู้พูดผู้เทศน์ มันใช้ไม่ได้หลาย ๆ อย่างทีเดียว, คือจะเสียเวลาเปล่าในที่สุด มันฟังไม่รู้เรื่อง. ฉะนั้น ตั้งใจ ฟัง ส่งใจไปตามคำพูด, แล้วก็เข้าใจคำที่พูด แล้วจำไว้ ให้แม่นยำ หรือถึงกับจดไว้ ในส่วนที่สำคัญ ความมุ่งหมายของธรรมะเพื่ออยู่กันเป็นผาสุก. เรื่องที่จะพูด มันก็ต้องตั้งต้นไปจากปัญหาที่กำลัง มีอยู่จริง, ปัญหาที่กำลังมีอยู่จริง คือเราไม่ได้รับความ

น.12 ๔ สงบสุข, หรือว่าบ้านเมืองไม่ได้รับความสงบสุข, หรือโลก นี้มันไม่ได้รับความสงบสุข เพราะเหตุอะไร ? เราจะต้อง เอาสิ่งนั้นเป็นตัวปัญหา เป็นตัวปัญหาที่แท้จริง ที่เราจะ ต้องสามารถขจัดออกไปเสียได้ เพื่อประโยชน์แก่ตัวเรา เอง, และเพื่อเพื่อนมนุษย์ ของเราทุกคนในโลก จึงจะ ได้ชื่อว่า เรามีความสมควร มีความเหมาะสมที่จะอยู่ในโลก ที่จะเป็นสมาชิกคนหนึ่งในโลก, ไม่เป็นหมันเปล่า ถ้าเราไม่ทำประโยชน์ให้เกิดขึ้นได้ แก่ตัวเราและ แก่ผู้อื่นแล้ว เราเป็นหมัน, เป็นคนที่ไร้ประโยชน์. มัน มีแต่ประโยชน์อะไรก็ไม่รู้ มีเงินมีทอง มีข้าวมีของ มีอะไร สะดวกสบาย ; แต่มันก็ไม่เป็นประโยชน์ชนิดที่น่าเลื่อมใส, มันเป็นเรื่องปากเรื่องท้องของบุคคลนั้นเท่านั้น มันก็ไม่ดี กว่าสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งมันก็รู้จักทำเพื่อปากเพื่อท้องของมัน เหมือนกัน. เราจะต้องมีความรู้มากกว่านั้น ให้ทำสิ่งที่ เป็นประโยชน์โดยแท้จริง ทั้งแก่เราเองและแก่เพื่อนมนุษย์ ของเราด้วย. ความมุ่งหมายของธรรมะอยู่ที่ตรงนี้ คือ เพื่อทุกคนในโลกอยู่กันเป็นผาสุก.

น.13 ๕ คนอยู่กันไม่ผาสุกเพราะมีความเห็นแก่ตัว. ทีนี้ก็มาดูถึง มูลเหตุที่ทำ ให้ไม่มีความผาสุก . ดู จากของจริง ไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่น, ไม่ต้องเชื่อว่าเพราะคน อื่นพูดให้ฟัง หรือมีอยู่ในหนังสือที่เราอ่าน. ให้ดูลง ไป จริง ๆ ที่ความวุ่นวาย ความระส่ำระสาย ไม่เป็นสุข ที่ เรียกกันว่า วิกฤตการณ์ ที่มีอยู่ในโลก. ทำไมจึงมีการ เบียดเบียนกัน ? ทำไมจึงไม่รักใคร่กัน ในฐานะเป็นเพื่อน มนุษย์ด้วยกัน ยังมีการทะเลาะวิวาทกัน ? หรือยังมีอิจฉา ริษยา ซึ่งมันไม่จำเป็นเลย. ที่เราจะอิจฉาริษยากัน นั่นแหละคือโทษ ของการที่ไม่มีธรรมะ. เธอต้องจำคำสำคัญคำหนึ่งไว้ว่า ความเห็นแก่ตัว, ความเห็นแก่ตัว นั่นแหละ เป็นจุดศูนย์กลางของความ ไม่มีธรรมะ. ถ้าให้ดี ก็ต้องดูความเห็นแก่ตัวของตัวเอง มัน คงจะดูยาก เพราะว่าเรามันเข้าข้างตัวอยู่เรื่อย, จะดูความ เห็นแก่ตัวของผู้อื่นพร้อมกันไปก็ได้ แต่มันคงจะไม่ชัดเจน เท่ากับที่ดูของเราเอง ว่าเรามีความเห็นแก่ตัวอย่างไร.

น.14 ๖ คำว่า ความเห็นแก่ตัว นี้ เป็นสิ่งที่มนุษย์เกลียด ชังและประณามกันมา ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ก็ว่าได้ ; แต่เรื่อง ดึกดำบรรพ์นั้นไม่ได้ยินกับหูเอง. ที่ได้ยินกับหูเอง เมื่อ ฉันมีอายุ ๗๗ ปีมานี้ ก็ได้ยินแล้วตั้งแต่จำความได้ ว่า ทุก คนเกลียดความเห็นแก่ตัว, สอนให้เกลียดความเห็นแก่ ตัว ทั่วไปทั้งโลก. พวกชาวต่างประเทศเข้ามาในบ้านเรา เขาก็พูดตำหนิติเตียนหรือเกลียดชัง ความเห็นแก่ตัว, ความ เห็นแก่ตัว นั่นแหละ, ความเห็นแก่ตัวนี้มันเลวร้ายอะไร นักหนา, ดูให้เห็นว่า มันเลวร้ายอะไรนักหนา. เห็นแก่ตัวเป็นต้นเหตุ ให้เกิดกิเลส โลภะ ราคะ โทสะ โมหะ. ความเห็นแก่ตัวเป็นต้นเหตุ ให้เกิดความอยาก ได้ ที่ไม่ควรจะได้ ที่เรียกว่าความโลภ, ความเห็นแก่ตัว มันเป็นเหตุให้เกิดความอยากได้ ที่ไม่ควรจะได้ ที่เราเรียก ว่า ความโลภ สำหรับสิ่งทั่วๆ ไป. ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับ กามคุณ ก็เป็นเหตุให้เกิดราคะ, ความกำหนัดในทาง กามารมณ์ ; นี่ก็เพราะความเห็นแก่ตัว มันต้องการให้สิ่ง

น.15 ๗ เหล่าอื่นมาบำรุงบำเรอสนองกิเลสของตัว, นั่นแหละคือ ความรู้สึกที่เรียกว่าราคะ. เอาละ, ความเห็นแก่ตัวให้เกิด โลภะ หรือราคะ เป็นกิเลสตัวแรก. ทีนี้เมื่อมัน ไม่ได้ตามที่มันอยากจะได้ หรือเห็น แก่ตัวแล้ว มันก็เกิดตัวที่ ๒, กิเลสตัวที่ ๒ คือ โทสะ หรือโกธะ; ถ้าไม่ได้อยากอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ก่อน แล้ว โทสะ หรือ โกธะ เกิดไม่ได้ ดังนั้นมันจึงเนื่องกัน มากับความอยาก หรือความโลภก็แล้วแต่ ที่มันมีอยู่ก่อน แล้ว, เมื่อมันไม่ได้ตามที่มันอยาก ที่มันต้องการ มันก็เกิด กิเลสตัวที่ ๒ หรือกลุ่มที่ ๒ คือ โทสะ - ประทุษร้าย, โกธะ - ความโกรธ, และกิเลสชื่ออื่นในเครือเดียวกัน เช่น ความ พยาบาทจองเวร อาฆาตมาดร้าย คือความโกรธที่มันยืด เยื้อนั่นเอง, มันก็คือโทสะ หรือโกธะที่มันยืดเยื้อออกไปเป็น จองเวรเป็นอาฆาตพยาบาท, นี้มันเป็นกิเลสกลุ่มที่ ๒. ทีนี้เมื่อมันยังรู้ไม่ได้ มันเข้าใจไม่ได้ แล้วมันก็ ยังไม่ได้ตามที่มันจะได้ มันก็พะวงหลงใหล มันก็สงสัย มัน ก็หวัง มันก็คิดอย่างไม่รู้จบในเรื่องนั้น ๆ ที่มัน อยากจะ

น.16 ๘ ได้แล้วมันก็ไม่ได้ ก็เกิดพวกที่ ๓ ที่เรียกว่าโมหะ, โมหะ - ความมืด ความโง่ ที่ปั่นป่วนอยู่ในจิตใจ. เธอทั้งหลายได้ยินได้ฟังมามากแล้วว่า โลภะ โทสะ โมหะ ; แต่อาจจะไม่รู้จักตัวจริงของมัน. ถ้าจะรู้จักตัว จริง ของมัน ต้องย้อนดูไปข้างในของเราเอง ว่าเรา โลภ คือเราอยากได้ อย่างไม่มีเหตุผล อย่างที่ไม่ควรจะได้, หรือ มันเกินกว่าที่มันควรจะได้, และ เมื่อไม่ได้ เราก็ เกิดโทสะ ; เมื่อยังไม่ได้ตลอดไป หรือตลอดเวลานั้น มันก็ มีโมหะ คือความโง่, โง่เพราะไปโลภมันก็ได้, โง่เพราะเมื่อไม่ได้ แล้วมันก็โกรธก็ได้ มันเป็นความโง่ที่กำลังปั่นป่วนอยู่ใน จิตใจ มันทำให้จิตใจไม่รู้อะไรตามที่ควรจะรู้ มันก็รู้ผิด เป็นเหตุให้คิดผิด - พูดผิด - ทำผิด - อะไรไปเรื่อย. นี่เรา มีหรือไม่ ? เรามีเท่าไร ? พยายามดูจากภายในให้รู้จัก สิ่งเหล่านี้ มันจะมี ผลดี ที่ว่าให้รู้จักสิ่งเหล่านี้, ทำให้เราฉลาดขึ้น ใน การที่จะกำจัดมันเสียให้หมดไป, แล้วเราก็ จะมีชีวิต อยู่ได้ โดยที่ไม่มีความโลภ ความโกรธ ความหลง อย่าง

น.17 ๙ ที่เขามี ๆ กัน; แม้ว่าจะยังไม่หมดสิ้น มันก็มีความโลภ ความโกรธ ความหลง ที่เบาบาง ที่ไม่ถึงกับทำให้เกิดอันตราย ร้ายแรง. คนธรรมดาก็มีความโลภ ความโกรธ ความ หลง เหลืออยู่ตามสมควร ; แต่มันไม่ถึงกับแผดเผา, ถ้า มันร้ายแรงมันก็จะแผดเผา คือทำให้ร้อนเป็นไฟในตัวมันเอง ในตัวคนนั้นเอง. เมื่อบังคับไม่อยู่มันก็ทำให้ผู้อื่นเดือด ร้อนด้วย, เรียกว่าเดือดร้อนด้วยกันทุกฝ่ายเลย. แม้ที่มันเป็นความเดือดร้อนของเราเองนี้ ก็เป็น เรื่องใหญ่โตมโหฬารอย่างยิ่งอยู่แล้ว คือเรา หาความสงบสุข ไม่ได้, เรามีความกระวนกระวายใจเป็นทุกข์; นี้มัน ก็เป็นเรื่องที่มากมายอยู่แล้ว. โลภะเกิดขึ้น ราคะเกิดขึ้นนี่ มันกระวนกระวายเท่าไร ไป ดูเอาเอง ก็แล้วกัน, โทสะ หรือ โกธะเกิดขึ้นมันร้อนอย่างไร, มันเป็นบ้าไปพักหนึ่ง เลย, ทีนี้ โมหะเหมือนกับว่าตาบอดอยู่ตลอดเวลา นี้ มันมี โทษเลวร้ายอย่างไร. นี้คำนวณในทางกลับตรงกันข้าม ก็คือว่า ถ้าไม่มี

น.18 ๑๐ จะเป็นอย่างไร, ถ้าไม่มีจะเป็นอย่างไร ; ถ้าเรารู้จักโลภะ โทสะ โมหะดีแล้วเราอาจจะรู้ได้ดีว่า ถ้าไม่มีจะเป็น อย่างไร, ถ้าไม่มีเลยโดยประการทั้งปวง เด็ดขาดลงไป แล้ว ก็เป็นพระอรหันต์. นี่เธอรู้จักพระอรหันต์โดยการ คำนวณโลภะ โทสะ โมหะ ของเราเองแล้วว่า ถ้ามันไม่มีมัน จะเป็นอย่างไร, ก็จะรู้ได้ว่าพระอรหันต์นั้นคือบุคคลชนิด ไหน. คนที่สิ้นโลภะ โทสะ โมหะ เป็นพระอรหันต์ นั้น เป็นบุคคลชนิดไหน โดยเปรียบเทียบดูกับ เราเอง ซึ่งเป็นบุถุชน กำลังมีโลภะ โทสะ โมหะ, อยู่ในท่ามกลาง กิเลส, ร้อนเพราะกิเลส. นี้ก็เรียกว่า ร้อนเพราะกิเลส, เป็นทุกข์เพราะกิเลส. กิเลสเป็นเหตุให้ทำกรรมเลวร้ายได้อีก. ที่นี้ เพราะมีกิเลส มันก็ เป็นเหตุให้กระทำกรรม อันเลวร้าย กรรมหลาย ๆ อย่างแหละ นับตั้งแต่ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุ มิจฉาจาร ฯลฯ เรื่อยไปทุกอย่างแหละ มันทำเพราะอำนาจของกิเลส. ทีนี้มัน เป็นความทุกข์ อีก ประเภทหนึ่ง เพิ่มเข้ามา, ทุกข์เพราะกิเลสเหมือนกับอยู่

น.19 ๑๑ ในกองไฟ, นี้มันก็มีอยู่อย่างหนึ่งแล้ว. ทีนี้ ไปทำกรรม เข้า อีก ได้รับผลกรรม อีก มันก็ มีความทุกข์แปลกออกไป, แปลกออกไป ล้วนแต่ไม่น่าปรารถนา. ถ้าไม่คิดก็ไม่เห็น ถ้าเห็นแล้วมันก็จะรู้สึกว่าน่า ละอาย, เป็นเรื่องเสียหายของความเป็นมนุษย์, มนุษย์ แต่โบราณ ดึกดำบรรพ์เขามองเห็นข้อนี้มาแล้ว เขาจึงได้ ตั้งระเบียบปฏิบัติ ทุกอย่างทุกประการ ที่มันจะกำจัดโลภะ โทสะ โมหะ นี้เสียได้, มีวิธีต่าง ๆ กัน สูงขึ้นมาตาม ลำดับ จนกระทั่งมาถึงพระพุทธเจ้า ที่ท่านรอบรู้ในเรื่องนี้ จนถึงกับรู้วิธีที่จะทำลายโลภะ โทสะ โมหะ เสียได้โดยสิ้นเชิง, ที่เรียกว่าเป็นพระอรหันต์. ถ้าทำให้หมดสิ้นไม่ได้ ก็เป็น พระอริยเจ้าที่รอง ๆ ลงมา,ดีกว่าที่จะมีเต็มที่อย่างบุถุชน คนธรรมดา. เธอทั้งหลายรู้จักคำว่า บุถุชน ก็คือ มีกิเลสเต็มที่ ; ถ้าหมดกิเลสเป็นพระอรหันต์, ถ้ามีกิเลสน้อย ที่จะเป็นไป ในทางของพระอรหันต์ เขาเรียกว่า พระอริยบุคคลขั้นต้น ๆ ; เช่น พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี, ชื่อมัน แปลก ๆ ไม่สำคัญดอก. แต่รู้ใจความว่า มีกิเลสน้อยลง ๆ,

น.20 ๑๒ น้อยลง ๆ ไปตามลำดับถึงขนาดนั้นเรียกว่าอย่างนั้น, ถึง ขนาดนั้นเรียกว่าอย่างนั้น, จนหมดกิเลสเลยเรียกว่าเป็น พระอรหันต์. ทีนี้คนโง่ไม่รู้เรื่องนี้ พอได้ยินคำว่า พระอรหันต์ ก็บีดหู ไม่อยากจะฟัง เพราะว่าไม่รู้ว่าอะไร. เราไม่ต้องการ, เราไม่ต้องการความเป็นพระอรหันต์, หรือแม้ว่าจะรู้ว่าดี ก็คิดไปเสียว่ามันทำไม่ได้, มันทำไม่ได้, ก็เลยไม่สนใจ เรื่องของพระอรหันต์. นี่เป็นบุถุชน ที่เรียกว่า จมอยู่ ในกองทุกข์กองกิเลส, หรือจมอยู่ในวัฏฏสงสาร คือการ วนเวียนอยู่ในกองทุกข์กองกิเลส. นี่ก็เรียกว่าอยู่ในวัฏฏ- สงสาร, เกิดกิเลส เกิดทุกข์ เรื่อยไป, วนอยู่ในวัฏฏ- สงสาร. คนเป็นอันมากไม่รู้เรื่องนี้ มันก็ต้องเป็นไปอย่าง นั้น คือว่ายเวียนอยู่ในวัฏฏสงสาร แล้วก็ไม่รู้ตัว ไม่รู้จักว่า ตัวกำลังเป็นอย่างนั้น นี้ก็มีอยู่มาก, ส่วนมากเป็นอย่างนั้น ที่จะลืมหูลืมตาขึ้นมา ละกิเลสให้เบาบางไปได้ มันมีน้อย, แล้วที่จะละได้หมดเป็นพระอรหันต์ ก็ยิ่งมีน้อยมากขึ้นไปอีก

น.21 ๑๓ เราอยู่ในพวกไหน ? ก็ตรวจสอบดูเองก็แล้วกัน. ถ้าว่ามองเห็นตามที่เป็นจริงอย่างไร ก็คงจะอยากเลื่อนชั้น กันบ้าง, ให้มันดียิ่ง ๆ ขึ้นไป, ให้มันมีความทุกข์น้อยลง มี กิเลสน้อยลง. นี่เธอรู้เรื่อง ส่วนลึกของจิตใจ ว่าปัญหามันอยู่ ที่เรามีกิเลส แล้วเราก็เป็นทุกข์, แล้วกิเลสนั้นมันมา จากความเห็นแก่ตัว คือความรู้สึกคิดนึกที่ผิด ๆ เห็น แก่ตัวมันเป็นแต่เพียงความรู้สึกคิดนึก เท่านั้นแหละ แต่ มันมีอันตรายมาก อย่างนี้ คนได้เรียนธรรมะจึงควบคุมกิเลสได้. เราจะรู้จักความเห็นแก่ตัว ว่าเป็นต้นเหตุของกิเลส แล้วเราก็จะดูกันไกลออกไปว่า ทำไมเราจึงไม่สามารถที่จะ ควบคุมกิเลสหรือละกิเลส ? ก็เพราะว่าเราไม่ได้ศึกษา, เพราะเราไม่ได้ศึกษาเรื่องนี้. โรงเรียนหรือวิทยาลัย หรือ มหาวิทยาลัย ไม่ได้สอนเรื่องนี้นี่, สอนแต่เรื่องหนังสือ สอนให้รู้หนังสือ, แล้วก็สอนให้รู้อาชีพที่จะหาเงินได้มาก ๆ เหนื่อยน้อย ๆได้เงินมาก ๆ. สอนแต่หนังสือกับอาชีพ ;

น.22 ๑๔ ไม่ได้สอนเรื่องความทุกข์ที่มาจากกิเลส ที่มาจากความเห็น แก่ตัว, ส่วนนี้ไม่ได้สอน มันยังขาดอยู่. ฉันก็เลยถือโอกาสตะโกนปาว ๆ ไปทั่วบ้านทั่วเมือง ทั่วโลก, เพราะว่าหนังสือชนิดนี้ มันก็เคยแผ่ไปทั่ว ๆ โลก เหมือนกัน, ตะโกนอยู่ทุกวันว่า การศึกษาหมาหางด้วน. ทางวิทยุไม่รู้กี่สิบครั้งแล้วที่ว่า การศึกษาของโลก ของชาว โลก นี้ มันยังเป็นเหมือนกับหมาหางด้วน ไม่สมบูรณ์, เรียนแต่หนังสือกับเรียนแต่วิชาชีพ ไม่เรียนธรรมะให้รู้ว่า เราจะเป็นคนกันอย่างไร จึงจะไม่ทนทุกข์ทรมานทาง จิตใจ. จึงขอพูดอีกทีหนึ่ง ขอโอกาสพูดอีกทีหนึ่งว่า การ ที่พวกเธอทั้งหลาย ที่สมัครเลือกเอาวิชาพุทธศาสนา เป็นวิชาเลือกของตน เพื่อจะเรียนนี้ เป็นสิ่งที่ดี ขออนุ- โมทนา ; เพราะว่าเธอ จะได้ทำให้การศึกษา ของเธอ ไม่ หางด้วน. เมื่อมันไม่มีในหลักสูตรบังคับ แต่เขาอนุญาต ให้เลือก เราก็เลือก, เราก็เรียน. ถ้าเราเรียนอันนี้ ก็มีการ ศึกษาที่ ๓ คือธรรมะว่าจะเป็นมนุษย์กันอย่างไร, การศึกษา

น.23 ๑๕ ของเราก็สมบูรณ์, การศึกษาของเราจะไม่เป็นสุนัขที่หางมัน ด้วน. ถ้าจะพูดกันตรงๆ อย่าโกรธ ก็ต้องพูดว่าต่อหาง หมากัน, เราเป็นพวกต่อหางหมา. การศึกษาธรรมะนี้ เป็นการทำให้การศึกษาของเราสมบูรณ์, ให้การศึกษา ที่เหมือนกับสุนัขหางด้วนนั้นหางไม่ด้วน. ถ้าพูดให้เพราะ หน่อยก็ว่า เหมือนพระเจดีย์ยอดด้วน แล้วเราก็ต่อยอด พระเจดีย์ให้หายด้วน, แล้วก็น่าดู การศึกษาของเราก็สมบูรณ์. จึงขอแสดงความยินดีอนุโมทนาแก่เธอทั้งหลายทุก คน ที่สมัครเลือกเอาวิชาพุทธศาสนามาเป็นวิชาเลือก ก็ เรียนให้สมบูรณ์ตามหลักสูตร ; เมื่อพวกอื่นหรือเพื่อนของ เราเป็นจำนวนมาก เขาไม่เลือกก็ตามใจเขาสิ "เขาก็จะได้มี การศึกษาหมาหางด้วนตลอดไป, เรานี้จะมามี การศึกษา ชนิดที่สมบูรณ์. นี่จึงน่ายินดี แล้วก็ขอแสดงความยินดี ที่เรียกว่า, อนุโมทนา. ธรรมะเป็นคู่ชีวิตยิ่งกว่าอื่น ๆ. แล้วให้รู้เถิดว่า การศึกษานี้ ที่เธอทำให้สมบูรณ์นี้ ไม่ใช่มีประโยชน์แต่ว่าเพียงสอบไล่ตามหลักสูตรได้, มันจะ

น.24 ๑๖ อยู่เป็นประโยชน์แก่ชีวิตของเธอ เป็นคู่ชีวิตของเธอ จน ตลอดชีวิต, ใช้คำว่า คู่ชีวิต นี้ไม่มากไปดอก แล้วก็ไม่ หลอกด้วย ไม่ใช่แกล้งพูดหลอก. คู่ชีวิต นั้นหมายความว่า ทำให้ชีวิตไม่เป็นทุกข์ ; คู่ชีวิตที่แท้จริงต้องทำให้ชีวิตไม่เป็นทุกข์ ก็คือธรรมะนั้น แหละ. คู่ชีวิตที่เขาพูด ๆ กันภาษาชาวบ้านนั้นไม่จริงดอก แต่งงานไม่กี่วันมันก็กัดกันแล้ว, แต่งงานได้ไม่กี่วันมันก็กัด กันแล้ว, ไม่เท่าไรมันก็หย่ากัน, นี้จะเรียกว่าคู่ชีวิตได้อย่างไร ที่จะเป็นคู่ชีวิตได้ตลอดไป ก็คือธรรมะ ที่คอย ประคับประคองให้ชีวิตเดินถูกทาง แล้วก็มีความสุข ตลอดไป ; ฉะนั้นคู่สมรสที่มีธรรมะนั่นแหละ จะเป็นคู่ ชีวิตแก่กันและกันได้, ฝ่ายชายก็มีธรรมะ ฝ่ายหญิงก็มีธรรมะ นั้นจะเป็นคู่ชีวิตแก่กันและกันได้. ถ้าไม่มีธรรมะแล้วมัน จะเป็นคู่กัดกัน, มันฟังหยาบไปไหม, แทนที่จะเป็นคู่ชีวิต มันจะเป็นคู่กัดกัน. ลองไม่มีธรรมะสิ ทั้งฝ่ายหญิงและฝ่าย ชายไม่มีธรรมะ แล้วมาสมรสกันมันจะเป็นคู่กัดกันมากกว่า, ไม่เท่าไรมันก็หย่ากันแหละ.

น.25 ๑๗ เห็นประโยชน์ของธรรมะ ในฐานะเป็นคู่ชีวิตจริงๆ คือต้องอยู่คู่กับชีวิตตลอดไป; พอปราศจากธรรมะเมื่อไร ชีวิตนี้ก็จะเป็นของร้อน เป็นของทุกข์ ทนทรมาน, เหมือนกับตกนรกอยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้เลย, เป็นการตกนรก ทั้งเป็น ถ้าขาดธรรมะเป็นคู่ชีวิต. ฉะนั้นเราจึงเห็นได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องเชื่อคนอื่น ดอกว่า ธรรมะเป็นคู่ชีวิตจะทำให้ชีวิตเยือกเย็น เป็น ชีวิตที่ดีที่สุด จนถึงจุดสุดท้ายของชีวิต, เป็นพระอรหันต์ ได้ก็ยิ่งดี. แม้ว่าจะเป็นพระอรหันต์ไม่ได้ มันก็จะเป็น มนุษย์ที่มีความสุขจนกระทั่งตาย, จนกระทั่งตายจนกระทั่ง เข้าโลง ธรรมะจะประคับประคองเราให้มีความสุขเรื่อยไป จนกระทั่งเข้าโลง. แม้จะไม่เป็นพระอรหันต์ มันก็ดีที่สุด อยู่แล้ว, ยิ่งเป็นพระอรหันต์ได้ก็ยิ่งวิเศษ. กำจัดความเห็นแก่ตัวได้ ต้องศึกษาอย่างเรียนวิทยาศาสตร์. นั่นแหละคือ เรื่องของธรรมะ ในขั้นที่เป็นปัญหา คือความทุกข์ มันมาจากกิเลส คือความโลภ ความโกรธ

น.26 ๑๘ ความหลง, ความโลภ ความโกรธ ความหลง มันก็มา จากความเห็นแก่ตัว. ถ้าเรา กำจัดความเห็นแก่ตัวเสีย ได้ มันก็ไม่อาจจะมีความโลภ ความโกรธ ความหลง คือไม่ อาจจะเกิดกิเลสประเภทนี้ เรื่องก็สมบูรณ์, จบด้วยความ เป็นสุขชนิดแท้จริงและนิรันดร. ดังนั้น เรื่องที่ จะกำจัดความเห็นแก่ตัวให้ได้นั่น แหละเป็นตัวธรรมะชั้นถัดมา คือชั้นที่จะแก้ปัญหา. ความ เห็นแก่ตัวเป็นตัวปัญหา เป็นธรรมะที่เราจะต้องรู้ในชั้นแรก มันเป็นตัวปัญหา, แล้วธรรมะที่เราจะต้องรู้ต่อไป ก็คือว่า จะแก้ปัญหาด้วยการทำลายความเห็นแก่ตัวนั้นเสีย ทีนี้ จะทำลายความเห็นแก่ตัวกันอย่างไร ? มัน ก็ต้องศึกษากันอีกส่วนหนึ่ง ตรงนี้ก็ขอร้องให้เธอทั้งหลาย ตั้งใจฟังให้ดีที่สุด ว่าความเห็นแก่ตัวเกิดขึ้นมาอย่างไร, แล้วจะกำจัดมันได้อย่างไร. เราจะ ต้องเรียนเรื่องนี้เหมือนกับเรียนวิทยา- ศาสตร์, อย่าเรียนอย่างเรื่องไสยศาสตร์งมงาย เชื่อบ้า ๆ บอ ๆ ไปตามเขาพูด. เราต้องเรียนอย่างวิทยาศาสตร์ คือ เห็นอยู่อย่างประจักษ์ แก่สติปัญญาหรือความรู้ของเรา.

น.27 ๑๕ นี่ขอพูดแทรกเสียเลยว่า พุทธศาสนาเป็นวิทยา- ศาสตร์, พุทธศาสนาไม่ใช่ไสยศาสตร์ ซึ่งงมงาย, พุทธ ศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์ และพุทธศาสนา ไม่ใช่เป็น ปรัชญา. เดี๋ยวนี้เขาพูดกันก้องบ้านก้องเมือง ก้องประเทศ ไทย ก้องโลก ว่าพุทธศาสนาเป็นปรัชญา มันคงจะมีใคร พูดผิดขึ้นสักคนหนึ่ง, แล้วก็พูดผิดตาม ๆ กันไป. เธอไปค้น ดูให้ตลอดตำรับตำราปรัชญาสิว่ามันเป็นอย่างไร. ปรัชญานั้น เขามีไว้คำนวณ สิ่งที่ไม่อาจจะเห็นด้วยความรู้โดยประจักษ์, ปรัชญาต้องมีสมมติฐาน สมมติเรื่องขึ้นมา, แล้วก็หา เหตุผลมาแวดล้อม ให้ได้คำตอบว่ามันเป็นอย่างไรแน่ หรือ ว่ามันจะลงมติครั้งสุดท้ายว่าอย่างไร, ทำอย่างไรเราจึงจะกำจัด ปัญหาที่เราสมมติขึ้นมานั้นได้. นี่อย่างนี้เป็นปรัชญา ไม่มีตัวจริงดอก, เป็นแต่เรื่องสมมติ แล้วก็ไม่รู้จบ, เรื่อง ปรัชญาไม่รู้จบ. คำว่า ปรัชญา ในที่นี้เธอต้องรู้ไว้ด้วยว่า เป็นคำ พูดที่ผิดพลาด, ไปให้คำแปลที่ผิดพลาด เอาคำว่า ปรัชญา ของเขาไปใช้อย่างผิดพลาด. เมื่อพูดถึง ปรัชญา ในลักษณะ

น.28 ๒๐ อย่างนี้แล้ว ก็คือสิ่งที่เขาเรียกกันว่า philosophy, philosophy ซึ่งคุ้นหูกันกับนักศึกษาทั่วไปอยู่แล้ว. philosophy นั้นไม่ ใช่วิทยาศาสตร์, แล้ว philosophy นั้นเป็นเรื่องคำนวณ ไม่ ใช่ปรัชญา. ปรัชญาแปลว่า รู้จริง รู้แจ้ง รู้โดยประจักษ์ แต่ใครคนหนึ่งในเมืองไทยเขาเอาคำคำนี้ไปใช้เป็นคำแปล ของคำว่า philosophy แล้วคนทั้งหลายก็ใช้ตาม เลยผิดกันทั้ง เมือง. philosophy แปลว่าปรัชญา นี้มันไม่ถูก, philosophy ไม่ใช่เรื่องจริง เป็นเรื่องสมมติ มีสมมติฐาน, แล้วคำนึง คำนวณไปตามเหตุผลที่จะหามา แล้วลงมติ, อย่างนี้ไม่ตรง กับคำว่าปรัชญา ซึ่งเป็นภาษาอินเดีย. คำว่า ปรัชญา นั้นไม่ต้องคำนวณ แต่เขาได้ทำ อย่างอื่น คือ มองกันลงไปจริง ๆ จนเห็นจริง เหมือนกับ วิทยาศาสตร์ เรียกว่าปรัชญา; ในอินเดียเขาใช้คำว่า ปรัชญา ในความหมายอย่างนี้. ในเมืองไทยไปคว้าเอาของ เขามาใช้ผิด เอามาใช้เป็นคำแปลของ philosophy ; แต่ เมื่อมันผิดกันทั้งบ้านทั้งเมือง และใช้กันทั้งบ้านทั้งเมืองแล้ว มันก็ปล่อยเลยตามเลยแหละ ใช้คำว่า ปรัชญา หมายถึงสิ่งที่ เรียกว่า philosophy.

น.29 ๒๑ พุทธศาสนาไม่ใช่ปรัชญา. ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว พุทธศาสนาไม่ใช่ philosophy แล้วก็ ไม่ใช่ปรัชญา ชนิดที่เป็น philosophy ; แต่เป็น ปรัชญาตามความหมายของภาษาอินเดีย ภาษาสันสกฤต หรือภาษาบาลี คือคำว่า ปัญญา ในภาษาบาลี. คำว่าปรัชญา ในภาษาสันสกฤต ซึ่งรู้แจ้งเห็นจริงโดยประจักษ์ ด้วยการ ประพฤติกระทำทางจิตทางวิปัสสนา เป็นต้น แต่เดี๋ยวนี้ มันพูดกันว่า ปรัชญา ๆ คือ philosophy เสียแล้วก็เลยตามเลย ก็พูดไป .. ฉันก็ต้องบอกเธอทั้งหลายว่า พุทธศาสนาไม่ใช่ ปรัชญาในภาษาไทย ; ทั้งที่ที่แท้นั้น พุทธศาสนานั่น คือตัวปรัชญาในภาษาอินเดีย, ภาษาบาลี หรือภาษา สันสกฤตก็ตาม คือ รู้จริงโดยประจักษ์ เพราะว่าได้สัมผัส สิ่งนั้นด้วยจิตใจ ไม่ต้องคำนวณ. ความทุกข์ เป็นอย่างไร, เหตุให้เกิดทุกข์ เป็น อย่างไร, ความดับทุกข์ เป็นอย่างไร, ทางให้ถึงความดับ ทุกข์ เป็นอย่างไร, ไม่ต้องคำนวณ ; เพราะเขาได้ทำ ให้ประจักษ์แก่จิตใจในความรู้สึก เช่นที่เรารู้สึกว่าโลภะ โทสะ

น.30 ๒๒ โมหะ เป็นอย่างไร, แล้วเรารู้สึกเวลาที่เราไม่มีโลภะ โทสะ โมหะ เป็นอย่างไร, รู้ประจักษ์กันอย่างนี้ ไม่ต้องคำนวณ. ฉะนั้นรู้ว่า พุทธศาสนานั้นไม่ใช่ปรัชญา แต่ เป็นวิทยาศาสตร์ เอาตัวจริงของจริงมาวางไว้, แล้วดู ๆ ดู ๆ พลิกดู ทดสอบดู ค้นคว้าดู. แยกแยะดู อะไรดู จนพบ ความจริงว่ามันเป็นอย่างนี้. นี้เป็นวิทยาศาสตร์ไม่ใช่ ปรัชญา philosophy, เราก็จะต้องทำต่อไปโดยวิธีนี้. ขอร้องให้เธอทั้งหลาย ศึกษาพุทธศาสนาในลักษณะ วิทยาศาสตร์ ; เช่นว่า ความโลภเป็นอย่างไร ก็ดูที่ตัว ความโลภ, ความโกรธ เป็นอย่างไร ก็ดูที่ตัวความโกรธ, ความหลง เป็นอย่างไร ก็ดูที่ตัวความหลง ; มันให้ความ ทุกข์อย่างไร ก็ดูไปที่ตัวความทุกข์ แล้วเมื่อมันไม่เกิดขึ้น ไม่มีความทุกข์ ก็ดูไปที่ตัวไม่มีความทุกข์ ตัวที่ว่างจากความ ทุกข์ ; ไม่มีการคำนวณคาดคะเน, มีแต่การดูลงไปจริง ๆ แล้วเห็นจริง.

น.31 ๒๓ ต้องศึกษาธรรมะภายในจิต ไม่ใช่จากพระไตรปิฎก. ฉะนั้นจึงพูดเสียว่า ถ้าจะศึกษาธรรมะ กันแล้ว ต้องศึกษาจากของจริงในภายใน คือสิ่งที่เกิดอยู่จริงในจิต ใจว่ามันเป็นอย่างไร, ศึกษาพุทธศาสนาที่นั่น. พระไตร- ปิฎกนั้นเป็นเพียงบันทึกของบุคคล ที่ได้รู้แล้วพบแล้ว ได้สอนไว้, มันเป็นเพียงบันทึกเรื่องราวนั้นไว้ ; เพียงแต่ อ่านเรื่องราวนั้น ถ้ายังไม่ได้ดูข้างใน ยังไม่เห็นตัวจริง เราต้องดูที่ตัวจริงข้างใน, วิธีดูนั้นก็ตามที่บันทึกไว้ใน พระไตรปิฎก อย่างนี้เป็นต้น. แต่ถ้าเราไม่มีพระไตรปิฎก, เราไม่อาจจะมีพระไตรปิฎก เราก็ดูไปที่ตัวจริงข้างใน เท่าที่ ที่จะดูได้ ก็รู้ได้เหมือนกัน แม้จะไม่ใช่ทั้งหมด. ถ้า พยายามดู ๆ มันจะค่อย ๆ รู้หมด, ค่อย ๆ ลึกซึ้ง เข้าไปจนหมดได้เหมือนกัน ; เหมือนกับพระพุทธเจ้าท่าน ไม่มีพระไตรปิฎกเรียนดอก ท่านค้นเอาเอง, ท่านค้นไป เรื่อย, ค้นไปเรื่อย, เหมือนกับคนที่เขาคลำหาอะไรอยู่เรื่อย, คลำไป ๆ คลำไป มันก็เห็นแจ้งออกไป ๆ จนถึงที่สุด. เรา

น.32 ๒๔ ก็อาจจะใช้วิธีนั้นได้ ถ้าเราไม่สามารถที่จะเกี่ยวข้องกับพระ- ไตรปิฎก. แต่เดี๋ยวนี้สะดวก เพราะว่ามีพระไตรปิฎก ที่ แปลเป็นไทยก็มี, ถ้าเราอาจจะอ่านได้ เราก็หามาอ่านสิ เป็นแนวทางสำหรับศึกษาลงไปในจิตใจข้างในไปตามนั้น ก็ เร็วขึ้นมันก็ง่ายขึ้น, มันก็สะดวกขึ้นกว่าที่จะไม่มีพระไตรปิฎก เสียเลย. พระไตรปิฎกเป็นเพียงบันทึกของพระพุทธเจ้า ที่ท่านได้ตรัสไว้อย่างไร คนก็บันทึกเอาไว้เป็นตัวหนัง สือมาจนถึงบัดนี้ ; มันก็ช่วยได้มาก แต่ไม่สำเร็จ ประโยชน์เพียงว่ามีพระไตรปิฎก หรืออ่านพระไตรปิฎก, มัน ต้องศึกษาจากข้างใน เรียน พระไตรปิฎกข้างในดีกว่า : ในตัวเรา ในจิตใจของเรา มีทุกอย่างทุกเรื่องอย่างที่กล่าวไว้ ในพระไตรปิฎกเล่ม ๆ ; หนังสือเรียกว่าพระไตรปิฎกข้าง นอก คือตู้พระไตรปิฎก, แล้ว พระไตรปิฎกข้างใน คือ ความจริง ข้อเท็จจริงต่างๆ ที่มีอยู่ในกายในใจในความ รู้สึกคิดนึก ; นี้เรียกว่าพระไตรปิฎกข้างใน. เธอทั้งหลาย ทุกคนสามารถที่จะเปิดดู ศึกษาพระไตรปิฎกข้างใน.

น.33 ๒๕ วิธีศึกษาพระไตรปิฎกข้างใน ดูตั้งแต่แรกเกิด. ทีนี้ฉันก็จะพูด ถึงการศึกษาพระไตรปิฎกข้างใน เท่าที่จำเป็น, ที่รวบรัดเท่าที่จำเป็น จึงขอร้องว่า เธอฟัง ให้ดีอีกครั้งหนึ่ง. พระไตรปิฎกข้างใน ตั้งต้นมาจากเมื่อทารก ปฏิสนธิ์ขึ้นมาในครรภ์ของมารดา. ตอนนี้ยังไม่เรียกว่า ทารกดอก ที่จริงไม่เรียกว่าทารก คือมันยังไม่ได้คลอดออก มา มันเป็นสัตว์ที่อยู่ในครรภ์ ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไรยังนึก ไม่ออก ; แต่เธอฟังถูกก็แล้วกัน. เมื่อยังเป็นสัตว์ตัว อ่อนอยู่ในครรภ์ของมารดา จนกระทั่งแรกผสมกันระหว่าง เชื้อของบิดามารดา ตั้งต้นที่ตรงนั้นแหละ, มันมีชีวิต เป็น สัตว์ขึ้นมาตัวหนึ่งแล้วนิด ๆ อยู่ในครรภ์ของมารดา. ตอน นี้มันไม่คิดนึกอะไรได้, ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ยังไม่ทำ งาน, จิตใจ ของมันก็ยัง ไม่สามารถที่จะคิดนึกอะไรได้, มันก็ยังไม่มีเรื่อง. มันคิดนึกอะไรไม่ได้, มันคิดนึก อะไรไม่ได้ จำไว้เถอะ, มันสัมผัสอะไรก็ไม่ได้ จนกว่ามันจะ ค่อยสัมผัสอะไรได้ จนกว่ามันจะค่อยคิดนึกอะไรได้.

น.34 ๒๖ ทีนี้ สัตว์ตัวนั้นมันเจริญอยู่ในครรภ์ของมารดาเรื่อย มา ๆ จนครบกำหนดที่จะคลอดออกมา มันก็ยังคิดนึกอะไร ไม่ได้; เพราะว่ามันอยู่ในครรภ์ จนถึงเวลา คลอดออก มานี้ ตา หู จมูก ลิ้น กายของมันทำอะไรไม่ได้, ที่เป็น วิชาความรู้ทำไม่ได้ ได้แต่รู้สึกตามธรรมชาติ. แล้วก็มี การหล่อเลี้ยงด้วยอาหาร จากตัวของมารดาทางสายสะดือ ไปเลี้ยงทารกให้อิ่มอยู่เสมอ มันก็ไม่หิวสิ, มันก็อิ่มอยู่ มันเจริญอยู่ แต่มันก็คิดนึกอะไรไม่ได้ ไม่มีสติปัญญา ไม่มี อะไรเลย, ไม่มีความโง่ด้วย เพราะมันไม่ได้คิดผิด ๆ. เอ้า, ที่นี้มันคลอดออกมาจากท้องแม่ แล้วเปลี่ยน สภาพเป็นว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ผิวหนัง อะไรของมัน จะทำงานได้แล้ว, จะต้องทำงานแล้ว, จะต้องทำงานเต็มที่ แล้ว : ตาจะเบิกออกมาจะเห็นรูปแล้ว, หูจะทำหน้าที่ ได้ยินเสียงแล้ว, จมูกจะรู้กลิ่นแล้ว, ลิ้นจะรู้รสแล้ว, ผิวหนัง ก็จะรู้สัมผัสต่าง ๆ ที่มากระทบผิวหนัง. ดังนั้นสิ่งที่เรียก ว่าจิต มันก็ สามารถที่จะคิดนึกได้มากทันที ตลอดเวลา ที่ว่าตา หู จมูก ลิ้น กาย มันทำหน้าที่ได้. ฉะนั้นเด็กนั้น

น.35 ๒๗ ต้องคลอดออกมาเสียก่อน, ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทำ หน้าที่ได้เสียก่อน. แรกคลอดออกมาวันแรก ๆ ก็ทำไม่ได้ดอก มันต้อง หลายวันแหละ, แต่กี่วันไม่อาจจะกำหนดดอก, ไปสังเกตดู เอาเองเถอะว่า เด็กนั้นต้องโตพอที่จะรู้สึกทางเวทนา, รู้สึกทางเวทนา จะกี่วัน หรือกี่เดือน หรือถึงปี หรืออะไรก็สุด แท้, เด็กนั้นต้องเติบโตพอที่จะมีความรู้สึกทางเวทนา ว่าอร่อย หรือไม่อร่อย. เด็กเล็ก ๆ คลอดมาวันนั้น ยังไม่ รู้สึกว่าอร่อยหรือไม่อร่อยดอก, วันที่ ๒ วันที่ ๓ ก็ยังไม่รู้, กี่วันฉันก็ไม่รู้ เหมือนกันแหละ ; แต่ถ้า กล่าวตามพระ บาลีว่า ต้องถึงวันที่มันสามารถจะรู้สึกทางเวทนา. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางปากนี้ กระทั่งว่ามันกินนม แม่ แล้ววันแรก ๆ มันก็คงไม่เกี่ยวกับอร่อยหรือไม่อร่อยดอก, มันดูดนมแม่กินตามธรรมชาติเหมือนลูกหมาลูกแมวนี้, มัน ไม่รู้ว่าอร่อยหรือไม่อร่อย, จนกว่าเมื่อไรทารกนี้มันสามารถ จะแยกแยะเป็นความอร่อยหรือเป็นความไม่อร่อย เพราะ ความเจริญของระบบประสาท หรือสัมผัสต่าง ๆ มันรู้จักแยก แยะว่าอร่อยหรือไม่อร่อย.

น.36 ๒๘ ทางตา มันก็ รู้จักแยกแยะว่าสวยหรือไม่สวย. เขา เอาพวงดอกไม้ พวงปลาตะเพียนอะไรมาแขวนให้เด็ก ๆ มัน นอนหงายดู. นี้ก็คล้าย ๆ กับว่าจะเร่งให้เด็ก ๆ มันรู้จัก สัมผัสทางตาเร็วขึ้น, แล้วมันก็จะรู้ว่า สวยหรือไม่สวย เร็วขึ้น ทางหู ก็เหมือนกันแหละ เด็กแรกคลอดออกมามัน ฟังเพลงที่เขากล่อมนี้ไม่รู้เรื่องดอก มันสักว่าเสียงเท่านั้น แหละ ; แต่ว่าต่อมา เมื่อมันโตขึ้น ๆ กี่วันกี่เดือนก็ตาม มันรู้ความไพเราะของเพลงที่เขากล่อม, .เมื่อพอดีพอ เหมาะกับประสาทหู มันก็รู้สึกไพเราะแล้วมันก็หลับ, หรือ ถ้าเอะอะตึงตังมันก็ไม่หลับ. นี่มัน เริ่มรู้สึกเวทนา รู้สึก เวทนา, อย่างนี้เรียกว่ารู้สึกเวทนา ว่าเสียงนั้นไพเราะหรือ ไม่ไพเราะ, แม้มันจะไม่รู้จักเรียกว่าไพเราะหรือไม่ไพเราะ, ไม่รู้จักพูดไม่รู้จักเรียก. แต่มันรู้สึกได้ ว่าอย่างนี้ไพเราะ คือ ถูกพอดีกับประสาทหูแล้วก็สบาย. ตา แล้วหู แล้วจมูก จมูกต่อมา, จมูกนี้คงจะช้า หน่อย ก็จะรู้เรื่องหอมหรือเหม็น มันคงจะนานหน่อย กว่าเด็ก ๆ ทารกนอนเบาะนั้น มันจะรู้เรื่องหอมเรื่องเหม็น.

น.37 ๒๙ เมื่อไรรู้จักแยกเป็นหอมและเหม็น, ชอบที่หอมเกลียดที่เหม็น มันก็รู้เวทนาแล้ว เรียกว่าเด็กนี้มันรู้เวทนา. แล้วก็ลิ้น พูดแล้วว่ามันรู้อร่อยหรือไม่อร่อย. ที่นี้ ผิวหนัง คือร่างกายอย่างนี้ นิ่มนวล อบอุ่น อยู่ในหัวอกแม่นิ่มนวลอบอุ่นอย่างไร ทีแรกมันก็ไม่รู้ เพราะระบบประสาทมันยังไม่เจริญ, หลายวันหลายเดือนเข้า มันก็เจริญจนรู้ว่าอย่างนี้อบอุ่น อย่างนี้นิ่มนวล, อย่างนี้ สบาย อย่างนี้ชวนให้หลับได้ง่าย, อย่างนี้หลับไม่ลง, อย่างนี้ เป็นต้น. ทั้งหมดนี้เรียกว่า เด็กมัน เริ่มรู้จักสิ่งที่เรียกว่า เวทนา. เวทนามันก็แยกได้เป็น ๒ อย่างสิ : เวทนาที่ น่าพอใจ, กับเวทนาที่ไม่น่าพอใจ. เขาเรียกว่า เวทนา ที่ชวนให้รัก ให้กำหนัด ให้ยินดี นี้ประเภทหนึ่ง, เวทนา ที่ไม่ถูกกัน ไม่ถูกกับระบบประสาท ชวนให้โกรธ ชวนให้ เกลียด ชวนให้กลัว ชวนให้ต่อสู้ มันก็อีกพวกหนึ่ง. เรา เรียกว่าเวทนา ๒ ชนิด สุขเวทนา, ทุกขเวทนา. แต่ถ้าจะ เรียกให้ดีเรียกว่า เวทนาที่ให้เกิดความยินดี, เวทนาที่ให้ เกิดความยินร้าย นี่ความยินดียินร้ายมันได้เกิดขึ้นในความ

น.38 ๓๐ รู้สึกของทารกนั้นแล้ว, คือเด็ก ๆ สามารถจะรู้สึกยินดี หรือ รู้สึกยินร้าย ได้แล้ว. คำที่มีความหมายว่ายินดียินร้ายนี้ ไม่ค่อยมีใครรู้ กี่คำดอก, แม้พวกพระเณรที่นี่เขาก็ไม่รู้ เขาไม่เคยได้ยิน. ยินดี เขาเรียกว่า อนุโรธะ, ยินร้าย เขาเรียกว่า วิโรธะ, ภาษาบาลีว่า อนุโรธ - ความรู้สึกว่ายินดี, ยินร้าย วิโรธ ธะ ธ. ธง มันมีอยู่ในบาลี ; แต่ไม่ค่อยเอามาพูดกัน, ไม่ ค่อยเอามาพูดกันให้ได้ยิน วิโรธ อนุโรธ หรือ วิโรธ - ยินดี ยินร้าย. นั่นแหละเราเริ่มมี ; ทารก คำว่า เรานี้หมายถึง ทารก เริ่มมีความรู้สึกขนาดแยกออกจากกันได้เป็น อนุโรธะคือยินดี, และ วิโรธะคือวิโรธ, ไม่ยินดี เอาละ, ทีนี้จะเกิดเรื่องละ. พอเด็กเขา ได้รับเวทนาชนิดอนุโรธะ คือยินดี มันก็ รู้สึกพอใจได้ ยินดี ความยินดีคือความพอใจได้, หรือ ไม่ยินดี มันก็ยินร้าย คือโกรธได้. เมื่อได้รับอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย อะไรก็ได้ ที่น่ายินดี มันก็รู้สึกยินดี, รู้สึก ยินดี รู้สึกเป็นสุข รู้สึกพอใจ เป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้น,

น.39 ๓๑ เป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้น ไม่ใช่ตัวตนเป็นคุ้นเป็นก้อน อะไร, เป็นเพียงความรู้สึกยินดีพอใจ พอใจ เช่นอร่อย ใน ความอร่อย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. แต่อย่าทำเล่นกับมันนะ ความรู้สึกเท่านั้นแหละ มันก็ปรุงความรู้สึกต่อไปได้; ความรู้สึกยินดี อร่อย พอใจ นั่นแหละ มันปรุงให้เกิดความรู้สึกขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง เรียกว่า กู กู, ภาษาธรรมดาต้องพูดว่า กู กูอร่อย กูพอใจ กู ยินดี. ความรู้สึกว่า ตัวกู มันยังไม่เคยเกิดดอก จนกว่า เมื่อไรมันมีเวทนา รู้สึกต่อเวทนาที่น่ารักน่าพอใจ เอร็ดอร่อย พอใจ, เกิดความรู้สึกเอร็ดอร่อยพอใจ ที่เรียกว่าสุขเวทนานี้ แล้วมันก็จะเกิดความรู้สึกขั้นต่อไปว่า มันมี ตัวกู ผู้อร่อย, มันจะมีขั้นตอนบางตอนแทรกอยู่ก็ได้ คือว่ามันรู้สึกอร่อย, แล้วมันก็ อยากในความอร่อย มันก็ เกิดความรู้สึกว่า ตัวกู ผู้อร่อยขึ้นมา. มันสำคัญอยู่ ตรงที่มันเกิดความรู้สึก ชนิดหนึ่งขึ้นมาว่า กู ผู้ได้รับความอร่อย หรือ กูกำลังอร่อย ทีนี้ ในกรณีที่มันไม่อร่อย มันเป็นทุกขเวทนา, มันเกิด กู กูไม่อร่อยขึ้นมา, กูในทางลบ. ถ้าอร่อยมันเป็น กูในทางบวก, ถ้าไม่อร่อย มันเป็น กู ในทางลบ, แต่มันก็เป็น กู ตัวกู ด้วยกันทั้งนั้น,

น.40 ๓๒ ถ้าเรียกโดยบาลีก็เรียกว่า อัตตา, อัตตา. อั ตตวา- ทฺปาทาน ได้เกิดขึ้นแล้ว เป็นจุดตั้งต้น คือความรู้สึก หมายมั่นว่า กู ว่า ตน, ว่า กู ว่า ตน นี้เกิดขึ้นแล้ว. นี่จุดสำคัญที่สุดของเรื่อง ถ้าอันนี้มีขึ้นในจิตใจของทารกแล้ว ก็เรียกว่า ทารกนั้นมันมีความรู้สึกว่า ตัวตน ตัวตนหรือตัวกู ; พูดธรรมดา ๆ ก็ว่า ตัวกู, พูดอย่างสุภาพตามตัวหนังสือว่า ตัวตน. ความรู้สึกว่า ตน เกิดขึ้นแล้ว ตามคราวตามโอกาส ที่เขาได้เสวยเวทนา : สุขเวทนาก็ตัวกูอร่อย, ทุกขเวทนาก็ ตัวกูไม่อร่อย คือมีตัวกูเป็นจุดศูนย์กลางขึ้นมา ในจิตใจของ เด็กแล้ว. นั้นแหละจุดสำคัญ ที่มันจะขยายตัวออกไป มาก มายทีเดียว มีความรู้สึกว่ากู ได้แล้ว มันก็มีความรู้สึกว่า ของกู ขึ้นมาได้. ความรู้สึกว่า กู คืออัตตา มีขึ้นมาแล้ว ความ รู้สึกว่า ของกู อัตตนียา ที่เป็นอัตตนียา มันก็เกิด ขึ้นมาได้. ฉะนั้นเด็กก็เกิด ตัวกู, ตัวกูอร่อย อร่อยของกู ทางตาเห็น ก็เหมือนกัน งาม สวย อร่อย ทางตาของกู, ทาง หูก็เหมือนกัน, ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย มันก็มีความรู้สึก เป็นตัวกู เป็นของกู กว้างออกไป, กว้างออกไป.

น.41 ๓๓ ทีนี้ เมื่อพอใจในสิ่งใด เป็นความอร่อยของกู มันก็มีความต้องการ, ต้องการ ๆ ที่ไม่มีที่สิ้นสุด, มันเป็น ความอร่อยที่ไม่มีที่สิ้นสุด : อิ่มแล้วเดี๋ยวมันก็หิวอีก, อิ่ม แล้วเดี๋ยวมันก็หิวอีก, เพราะมันต้องการเป็นตัวกู เป็นของกู, ตัวกูต้องการเป็นของกู ความโลภ โกรธ หลง เริ่มมีตั้งแต่ทารก. ทีนี้มีคำที่น่าหัวที่สุด ที่ในพระบาลี พระพุทธเจ้า ท่านตรัสไว้ เด็กทารกนั้นมันไม่มีความรู้เรื่องความจริงอะไร เลย : เมื่ออร่อยมันก็อยาก, เมื่อไม่อร่อยมันก็ไม่อยาก. มัน ก็มีความคิดเรื่องกู เรื่องของกู ไปตามแบบของทารก เพราะ มันไม่มีความรู้เรื่องอะไรเลย. ตรงนี้ท่านกล่าวว่า ทารกนั้น มันไม่มีความรู้เรื่องเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันจะดับเสีย ซึ่งความทุกข์ได้. นี้เอาเรื่องของผู้ใหญ่เต็มที่ไปพูดว่า ทารกนั้นไม่มีความรู้เรื่องเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ ซึ่งถ้ามี แล้วจะดับความทุกข์เสียได้ ; ฉะนั้นเด็กทารกก็ปล่อยไป ตามเรื่องสิ, แล้วแต่จิตมันจะปรุงขึ้นไปเองตามธรรมชาติ มันก็ปรุงเป็นตัวกู เป็นของกูยิ่งขึ้นไป ยิ่งขึ้นไป, มันอยาก

น.42 ๓๔ ในสิ่งใดด้วยความไม่รู้อันนี้ ก็เรียกว่า ความโลภมันได้เกิด ขึ้นแล้วเป็นครั้งแรก แม้จะตัวน้อย ๆ ตามประสาเด็กทารก ตัวน้อย ๆ มันก็คือความโลภนั่นเอง. เดี๋ยวนี้ทารกของเรา มันก็เกิดความโลภได้แล้ว. ทีนี้มันรู้จักอยากอย่างนี้ได้แล้ว ถ้าสมอยากมันก็ อยากยิ่ง ๆ ขึ้นไป, อยากเรื่อยจนชินเป็นนิสัยที่จะอยาก, เรียกว่ากิเลสเกิดแล้ว มีอนุสัยเกิดแล้ว มีความอยาก มีความ โลภ แล้ว มีความเคยชินที่จะอยาก ที่จะโลภ. เอ้า, ทีนี้ในบางกรณี มัน ไม่เป็นไปตามที่เด็ก ทารกนั้นต้องการ มันก็โกรธสิ, เด็กก็โกรธเป็นแล้ว, เด็ก โกรธเป็น เป็นกิเลสแห่งความโกรธแล้ว โกรธบ่อย ๆ เข้ามา ก็เป็นอนุสัยแห่งความโกรธ คือความเคยชินที่จะโกรธ ทารกของเราก็มีความโลภเป็น มีความโกรธ. แล้วมันก็ไม่รู้เรื่อง เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อยู่ตลอดเวลา, มันก็ โง่อยู่ตลอดเวลา มันก็ หลงรักหลงโกรธ, หลงรัก หลงโกรธ หลงมัวเมา ในเรื่องที่จะได้เป็นตัวกู เป็นของกู; นี้เรียกว่าโมหะ, โมหะ ลูกทารกของเราก็มีโมหะแล้ว.

น.43 ๓๕ เดี๋ยวนี้ ทารก ของเรามีได้ทั้งโลภะ ทั้งโทสะ ทั้ง โมหะ, เติบโตขึ้นมา ๆ จนเป็นเด็กทารกชั้นโต เป็นเด็ก วัยรุ่น เป็นหนุ่มเป็นสาว อย่างเดียวกันเลยกับที่ทารกแรกมี มันตั้งขึ้นมาอย่างไร เดี๋ยวนี้ความคิดนั้นก็ยังเป็นอย่างนั้น, เว้นแต่มันเข้มข้นรุนแรง รุนแรงขึ้นทุกที. เด็กทารกก็มี น้อย ๆ ไปตามเด็กทารก เด็กวัยรุ่นก็มีมากไปตามเด็กวัยรุ่น, คนหนุ่มคนสาวก็มีมากไปตามคนหนุ่มคนสาว, โตเต็มที่เป็น ผู้ใหญ่ก็มีมากไปตามอำนาจของความโตใหญ่. นี่ ความโลภ ความโกรธ ความหลง มาจากตัวกู ที่เกิดขึ้นในครั้งแรก, เป็นครั้งแรกในจิตใจของทารกนั้น. เมื่อมันได้อร่อย มันเกิดความโลภ, แล้วมันก็เกิดความรู้สึก ว่ากูอร่อย อร่อยของกู ; นี่ก็คือตน หรือตัวตน หรือตัวกู มันได้เกิดขึ้นแล้ว. นั่นแหละจุดตั้งต้นก็ได้, หรือจะเรียก ว่าจุดศูนย์กลางก็ได้, จุดตั้งต้นก็ได้ มันได้เกิดขึ้นแล้ว อย่างแน่นแฟ้นแล้ว. ฉะนั้นทารกนั้นหรือ ชีวิตนั้น มันก็ มีความโง่ว่าตัวกู ว่าของกู นั่นแหละ เป็นจุดศูนย์กลาง สำหรับจะเกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง ยิ่งขึ้นไป ๆ ยิ่งขึ้นไป ๆ รุนแรงขึ้นไป จนเป็นหนุ่มเป็นสาว เป็นเดี๋ยวนี้ แหละ.

น.44 ๓๖ ความเห็นแก่ตัว เกิดจากความรู้สึกว่ามีตัว คืออัตตา. นี่เห็นไหมว่า ความเห็นแก่ตัวมันเกิดขึ้นเพราะ ความรู้สึกว่ามีตัว ; ถ้าอย่ามีความรู้สึกว่ามีตัวกู มันก็จะ ไม่เกิดความเห็นแก่ตัว. เดี๋ยวนี้มันได้เกิดความรู้สึกว่ามี ตัวกูเสียแล้วอย่างไรเล่า ความรู้สึกที่รองลงมาว่า เห็นแก่ตัว, เห็นแก่ตัวจะเอา เป็นความโลภ, เมื่อไม่ได้ก็โกรธ. เขาก็ เห็นแก่ตัวอยู่อย่างนี้ เห็นแก่ตัวเพื่อจะโลภ, เห็นแก่ตัวเพื่อ จะโกรธ, เห็นแก่ตัวเพื่อจะหลงใหลมัวเมา, มันก็เลยมีความ เห็นแก่ตัวเป็นตัวปัญหา. เด็กทารกนั้นมันก็ ต้องเป็น ทุกข์ทรมานไปด้วยความเห็นแก่ตัว มาตั้งแต่ชั้นทารก นั้นแล้ว แต่มันไม่รุนแรงโชติช่วงเหมือนเดี๋ยวนี้ ที่โตแล้ว. ฉะนั้นเรารู้กันไว้ให้ดีว่า ความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นความรู้สึกนี้ มันเกิดมาจากความรู้สึกที่ เห็นแก่ตัว, ความรู้สึกที่เห็นแก่ตัวนั้น มันก็เกิดมาจาก ความรู้สึกว่ามีตัว มีตัว มีอัตตา หรือ มือหังการมานะ - ความสำคัญว่าตัวกู คือมีตนเกิดขึ้นแล้ว ในความรู้สึกของ

น.45 ๓๗ จิตที่ยังโง่. นี่เรียกว่ามีตัวตน แล้วก็มีความรู้สึกว่าของตน หรือเกี่ยวข้องกับตน มันก็ต้องเห็นแก่ตน ที่เรียกว่าเห็น แก่ตัว. ความรู้สึกว่า ตัว นั้น คือคำว่า ego, ego ว่าตัว egoism ว่าความมีตัว. เราจะอ่านพบในหนังสือภาษาอังกฤษ บ่อยแหละ egoism. ถ้าว่าเป็นภาษาธรรมดาก็ใช้คำว่า self, self คือตัว. ถ้าภาษาโบราณ ซึ่งมาจากภาษากรีก ภาษา อะไรก่อนโน้นเขาว่า ego, egoism ความรู้สึกว่ามีตัว. ถ้า เป็นภาษาธรรมดาก็เรียกว่า self, ถ้ามันเห็นแก่ตัวเขาก็เรียก ว่า selfish selfish เกี่ยวกับตัว เกี่ยวกับของตัว, ถ้าเป็น ภาวะขึ้นมาก็เรียกว่า selfishness selfishness. นี่คือความ เห็นแก่ตัว มันก็เกิดโลภะ โทสะ โมหะ ได้เต็ม ถ้าตรงกันข้าม เขาเรียกว่า selfless selfless คือไม่มีตัว selflessness ความ ไม่มีตัว อย่างนี้ไม่เกิด, ไม่เกิดโลภะ โทสะ โมหะ. ฉะนั้นเขาจึงชอบความไม่เห็นแก่ตัวกัน ทั้งนั้นแหละ selflessness ไม่เห็นแก่ตัว, selfishness ความเห็นแก่ตัว เขาเกลียดกันทั้งโลกเลย. เธอจงรู้จักมันไว้ว่า มันเ ป็น ความรู้สึกนึกคิดที่เลวร้าย มาจาก ความไม่รู้ว่าอะไรเป็น

น.46 ๓๘ อะไร ซึ่งเรียกว่า อวิชชา. อวิชชา เป็นจุดตั้งต้นของ เรื่องเลวร้ายทั้งหลาย คืออวิชชา, ความไม่รู้ว่าอะไรเป็น อะไร ซึ่งมันมีตามธรรมชาติ, ตามธรรมชาติมันก็มีอวิชชา ตามธรรมชาติ. เด็กทารกคนนี้ไม่มีความรู้เรื่องเจโตวิมุตติ ปัญญา- วิมุตติ คือมันมีอวิชชา จะเรียกว่ารู้ผิดก็ได้ จะเรียกว่าไม่รู้ ก็ได้ เพราะมันมีผลเท่ากัน. เด็กนี้ รู้ผิด หรือเด็ก ไม่รู้ เลย มันก็มีผลเท่ากัน คือ มันปราศจากความรู้ จิตมันจึง คิดไปในทางผิด ๆ จนรู้สึกว่ามีตัวกู ครั้นมีตัวกูแล้วก็มี ของกู : พอมีของกูก็เห็นแก่กู, เห็นแก่ตัว, เห็นแก่ตัว, แล้วเกิดโลภะ โทสะ โมหะ. นี่ไม่ต้องคำนวณนะ จึงเรียกว่าเป็นวิทยาศาสตร์ แม้ว่าจะไม่ใช่วัตถุเหมือนก้อนหินดินทรายก็จริง จะเอามาใส่ ฝ่ามือดูเล่นไม่ได้ก็จริง ; แต่ว่ามันก็เป็นสิ่งที่รู้สึกได้ รู้สึก ได้ด้วยจิต, รู้สึกได้ด้วยตาจิต ไม่ต้องคำนวณ. และยิ่งมีอยู่ ในจิตใจของเราแล้ว เราก็รู้สึกได้ตั้งแต่เกิดเวทนา; เมื่อไร เกิดเวทนาแล้วก็ดู จะเกิดตัณหา เกิดอุปาทาน เกิด ภพ เกิดชาติ เกิดเป็นตัวกู แล้วก็มีทุกข์. นี่พุทธ-

น.47 ๓๙ ศาสนาแท้ ๆ หัวใจพุทธศาสนาแท้ ๆ มันเป็นอย่างนี้ แล้ว มีรูปแบบที่จะต้องศึกษากันอย่างวิทยาศาสตร์, อย่าศึกษา กันในรูปแบบของ philosophy เลย. พวกฝรั่งเขานิยมหลัก philosophy เขาจัดให้พุทธ- ศาสนาเป็น philosophy, แล้วเขาเรียนพุทธศาสนาอย่าง philosophy, แล้วเขาเรียนจนตายกี่ชาติ ๆ ก็ไม่มีทางที่จะรู้ พุทธศาสนา เพราะว่า พุทธศาสนาไม่ใช่ philosophy แต่ เป็นวิทยาศาสตร์. ฉะนั้นเรา เป็นชาวพุทธทั้งที่ เราก็ต้องรู้จักของ ของเราให้ดี ของของชาวพุทธนี่ให้ดี คือรู้อย่างนี้, รู้อย่างที่ จิตสัมผัสลงไปที่สิ่งนั้น ๆ โดยประจักษ์. นี่เรียกว่ารู้จริง รู้โดยประจักษ์ เป็นญาณ เป็นญาณทัสสนะ ที่ไม่ต้องคำนวณ ไม่ใช่ความคิดเห็นที่ต้องคำนวณ หรือ philosophy แต่เป็น ความรู้ เคยประจักษ์ ที่ไม่ต้องคำนวณอีกแล้ว. เห็นชัด อยู่แล้ว รู้สึกด้วยจิตอยู่แล้ว นั่นแหละคือว่าเห็น เห็นคือ รู้สึกด้วยจิต ไม่ต้องมีการคำนวณ. นี่ให้ถือหลักอย่างนี้ไว้เถิด จะเป็นหลักที่มั่นคง เป็นความรู้ที่มั่นคงที่สุด สำหรับจะรู้พระพุทธศาสนา และ

น.48 ๔๐ รู้ต่อ ๆ ไปจนถึงที่สุด. จึงขอร้องหลายครั้งหลายหนว่า เธอ ทั้งหลายจงฟังให้ดี พึ่งให้เข้าใจ มันเป็นเงื่อนต้นของการที่ จะรู้พุทธศาสนา. เงื่อนต้นของการรู้พุทธศาสนา. เรื่องนี้เขาเรียกว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาท ได้สัมผัส เป็นเวทนา แล้วก็เกิดตัณหา คือความอยาก, แล้วรู้สึกว่า กูผู้อยาก แล้วยึดถือด้วยอุปาทาน ว่ามีตัวกู มีของกู เกิดภพ เกิดชาติเป็น ตัวกู - ของกู เต็มอยู่ในจิตใจ, นี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทหรืออิทัปปัจจยตา เป็นจุดตั้งต้นของ พระพุทธศาสนา ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้เอง. บางเวลาพระพุทธเจ้าทรงเอามาท่อง เอามาว่าเล่น เหมือนกับเด็กท่องสูตรคูณ ฟังแล้วมันน่าหัว หรือมันไม่ น่าเชื่อ พระพุทธเจ้ายังท่องสูตรคูณ, ครูบาอาจารย์คนไหน บ้างท่องสูตรคูณ คนอวดดี ไม่เคยท่อง. แต่ พระพุทธ- เจ้าตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านยังเอา สูตรคูณมาท่อง คือเรื่องนี้ เรื่องที่กำลังพูดนี้ ท่านจะท่องขึ้นมาตามสูตร : ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. สูตรที่ ๑ เรื่องตา : จกฺขฺญจ ปฏิจฺจ

น.49 ๔๑ รูเปจ อุปฺปชชติ วิญญาณํ ติณฺณํ ธมฺมานํ สงฺคติ ผสฺโส ผสฺสปจฺจยา เวทนา เวทนาปจฺจยา ตณฺหา ตณฺหาปจฺฺจยา อุปาทานํ อุปาทานปจฺจยา ภโว ภวปจฺจยา ชาติ ชาติปจฺจยา ชรามรณํโสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสฺปายาสา สมฺภวนฺติ เอวเม ตสฺส เกวลสฺฺส ทุกฺขกขนฺธสฺฺส สมุทโย โหติ. นี่เรื่องตา : ตา ถึงเข้ากับรูป เกิดการเห็นทาง ตา : ๓ อย่างนี้ถึงกันเข้าเรียกว่า ผัสสะ, เพราะมีผัสสะจึง มีเวทนา, เพราะมีเวทนาจึงมีตัณหา, เพราะมีตัณหาจึงมี อุปาทาน, เพราะมีอุปาทานจึงมีภพ, เพราะมีภพจึงมีชาติ, เพราะมีชาติจึงมีความหมายแห่งชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง เอว เม ตฺส เกวลสส ทุกขกขนธฺส - ทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงเกิดขึ้นอย่างนี้. แล้วก็ท่องในแผนกหู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรื่อย ๆ ไป. ท่านท่องอยู่องค์เดียว เมื่อท่านประทับนั่งอยู่องค์ เดียว คิดว่าไม่มีใคร ท่านก็ท่องขึ้น ตามความพอพระทัย ของท่าน, เป็นพระพุทธเจ้าแล้วยังท่องสูตรคูณ สูตรคูณ แบบของท่าน. เพราะฉะนั้นอย่าได้ประมาทเลย กฎเกณฑ์ ต่าง ๆ ของธรรมะนั้น เอามาท่อง ๆ กันไว้เถอะดี.

น.50 ๔๒ เอ้า, เล่าให้จบว่า พระพุทธเจ้าท่านท่องสูตรคูณ ทานอยู่องค์เดียวอย่างนี้. ที่นี้มีภิกษุองค์หนึ่งแอบมา ข้างหลัง มาแอบฟังอยู่เมื่อไรก็ไม่รู้. ท่านเหลียวไปเห็นเข้าว่า เอ้า, นี่เธออยู่นี่ดีแล้ว จงจำเอาไป, จงเรียนเอาไป นี้เป็น อาทิพรหมจรรย์ ให้เอาไปศึกษาเล่าเรียน. นี่มันเรื่องเดียวกับที่เรากำลังพูด ; เพราะมีเวทนา เมื่อทารกเขามีเวทนา รู้ต่อเวทนาแล้ว เขาก็มีตัณหา คือ ความอยาก ตามอำนาจของเวทนานั้น, เกิดรู้สึกตัวกูผู้อยาก อยากได้มาเป็นของกู, นี้เรียกว่าอุปาทาน. มีอุปาทานแล้ว มีภพมีชาติ คือมีตัวกูที่เต็มที่ ที่มันทำงานของมันอยู่, แล้ว มันก็มีความทุกข์เกิดขึ้น ตามสมควรแก่เรื่องของมัน. นี่ หัวใจพุทธศาสนา คือเรื่องนี้ คือเรื่องที่ความ ทุกข์เกิดขึ้นมาได้อย่างไร. สรุปว่า ความทุกข์มาจาก กิเลส, กิเลสก็มาจากตัวตน ความคิดยึดถือว่าตัวตน ว่า ตัวกู - ของกู มันมาจากความโง่เมื่อมีผัสสะเมื่อมีเวทนา. เข้าใจว่า ต่อไปทุกคนคงจะรู้จักเวทนาดีขึ้น แล้วก็ ระวังเวทนา อย่าให้ปรุงเป็นตัวกู - ของกู, มันจะเกิดกิเลส ตัณหา มันเร็วเป็นสายฟ้าแลบ, ควบคุมยาก ควบคุมไม่ทัน

น.51 ๔๓ ฉะนั้นเราจะต้องศึกษาให้เข้าใจแจ่มแจ้งเป็นพื้นฐานอยู่ตลอด เวลา มันจะป้องกันได้. มีสติปัญญามาใช้ทันผัสสะ จะหยุดกระแสทุกข์ได้. เอ้า, ขอพูดเสียเลยว่า ถ้าเรามีสติพอ เดี๋ยวนี้เรา โตแล้วนี่ เราไม่ใช่ทารกอมมือนี่ โตขนาดนี้แล้ว เรารู้ว่า มันเกิดอย่างไร, แล้วตัวกู - ของกูเกิดอย่างไร, กิเลสเกิด อย่างไร, ความทุกข์เกิดอย่างไร, เราจะหยุดกระแส อันนี้ ซึ่งเร็วเหมือนฟ้าแลบได้อย่างไร ก็เพราะมีสติและปัญญา. เราเรียนธรรมะ เรียนพุทธศาสนาอย่างเดียวไม่พอ; เรา ต้องฝึกสติด้วย ฝึกสติด้วย เพื่อ จะเอาปัญญา เอาความรู้ มาทันแก่เวลาผัสสะ, ผัสสะมีผลขึ้นมาแล้ว ปัญญามาโดย สติ, โอ้ อย่างนี้ ๆ อย่างนี้เอง อย่างนี้ แล้วก็ไม่หลงรัก ไม่ หลงรัก ไม่หลงยินดีที่น่ายินดี, ไม่หลงยินร้ายที่น่ายินร้าย, ก็ไม่เกิดความยินดียินร้าย ก็อยู่เหนือความทุกข์ คือควบคุม ความทุกข์ได้ ; เพราะมีสติเร็วเหมือนฟ้าแลบเหมือนกัน เหมือนสายฟ้าแลบเหมือนกัน.

น.52 ๔๔ เอาปัญญามา รู้ว่า โอ, มันอย่างนี้นี่, มันอย่างนี้ เท่านั้นนี่ หรืออย่างที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทอย่างไร นั่นแหละ, นั่นแหละคืออย่างนั้นแหละ เรียกว่า ตถาตา ตถาตา มันอย่างนั้น ความเป็นอย่างนั้น, ไม่ผิดไปจาก ความเป็นอย่างนั้น คือการที่มันเกิดกิเลสและเกิดทุกข์ขึ้น มาได้อย่างนี้ เรียกว่าตถาตา - ความเป็นเช่นนั้น. เรามาสรุปสั้น ๆ ว่า ถ้า อร่อย สวยงาม หอมหวน นิ่มนวล ก็อย่างนั้นแหละ, ถ้า ไม่อร่อย ไม่สวยงาม ไม่หอมหวนไม่นิ่มนวล ก็อย่างนั้นแหละ อย่างนั้น ไว้ก่อน เถอะ มันจะหยุดกระแสของกิเลส. ฉะนั้นทุกคน ถือ คาถา อย่างนั้น ไว้ให้ดี ๆ อย่างนั้นเอง เท่านั้นเองโว้ย. ตถตา เป็นภาษาบาลี, เป็นภาษาไทยว่า เท่านั้นแหละ, เช่น นั้นแหละ, เช่นนั้นเองแหละ. ถ้าชอบบาลีก็ว่า ตถาตา , ตถาตา ๆ ตถาตา ๆ เท่านั้นแหละ เช่นนี้แหละ อย่างนี้แหละ. นี่เมื่อตา หรือหู จมูก ลิ้น กาย มันไปอร่อยอะไรเข้า ก็เช่นนั้นเองให้ทันเวลา, หรือถ้าไม่อร่อยเกลียดชังอะไร เข้า ก็ เช่นนั้นเองแหละ ให้ทันเวลา. ฉะนั้น ความรัก ก็จะหยุดไป, ความโกรธก็จะหยุดไป, ความเกลียดก็จะ

น.53 ๔๕ หยุดไป. ความกลัวก็จะหยุดไป, ความอิจฉาริษยาก็จะ หยุดไป, ความอาฆาตมาดร้ายก็จะหยุดไป, ความวิตก กังวลอาลัยอาวรณ์ก็จะหยุดไป ด้วยคาถาว่า เช่นนั้นเอง, เช่นนั้นเอง, เท่านั้นเอง, เช่นนั้นเอง. นี่กล้าอวดกล้าคุยว่า หัวใจพระพุทธศาสนามีเท่านี้ มีเท่านี้ ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า นี่ คืออาทิพรหม- จรรย์ มันมีเท่านี้. แต่ว่าคำอธิบายปลีกย่อยมีอีกมากมาย แหละ, มีอีกมากมายแหละ พูดตั้งปีก็ไม่จบแหละ แต่หัวใจ มันมีเท่านี้ พระไตรปิฎก ๔๕ เล่ม เล่มละ ๕๐๐-๖๐๐ หน้า มีใจความว่า เท่านั้นเอง เช่นนี้เอง คือมันเกิดกิเลส เกิด ตัวตน เกิดกิเลสอย่างนี้ ๆมีเท่านี้. ถ้าสติมีพอ ปัญญา มีพอ สติเอามาทันเวลา มันก็ไม่เกิดความรู้สึกโง่ ๆ ว่าตัวกู - ว่าของกู ว่าโลภะ โทสะ โมหะ อะไร. นี่พูดหมดแล้วนะ แต่คุณจะฟังถูกหรือไม่ จำได้ หรือไม่ หรือเอาไปสับสนกันหมด ผิดลำดับหมด ก็ไม่เข้าใจ ก็ได้. ทีแรกเราพูดว่า ปัญหามันเกิดมาจากความเห็น แก่ตัว.

น.54 ๔๖ ความเห็นแก่ตัว ให้เกิดโลภะ โทสะ โมหะ และกรรม, การกระทำกรรมต่าง ๆ โลกจึงเดือดร้อนกันทุก คน เราก็เดือดร้อน เพื่อนของเราก็เดือดร้อน นั่นปัญหา เฉพาะหน้า. ทีนี้ ต้นตอแห่งปัญหา ความเห็นแก่ตัวนี่ มัน เกิดขึ้นมาจากความรู้สึกโง่เขลา ว่ามีตัว มีของตัว เพราะ มันโง่เมื่อมีเวทนา. เวทนามันเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เกิดแก่ทารกที่ไม่รู้อะไร ไม่คิดนึกอะไร นั้นไม่มี ไม่มีปัญหา มันเกิดไม่ได้ แต่เมื่อทารกนั้นมัน โตพอที่จะรู้ว่าอร่อยหรือไม่อร่อย เป็นต้นแล้ว มันเกิดได้, แล้วมันก็เกิดแรงขึ้น ๆ เมื่อเป็นเด็กวัยรุ่น เมื่อเป็นคนหนุ่ม สาว เป็นคนโตเต็มที่ มันก็แรงขึ้น ๆ จนเป็นเรื่องขนาด ทำลายโลกกันก็ได้. ถ้าใครมันมีอำนาจวาสนา มันเกิดความ บ้าอย่างนี้ขึ้นมา มันทำลายโลก ทำให้โลกวินาศก็ได้ ไม่ใช่ เรื่องเล็กน้อย ; เพราะฉะนั้นมันคุ้มค่าที่จะจำเอาไว้ จะศึกษา ให้เข้าใจเอาไว้ แล้วประพฤติให้ได้. นี้เรียกว่า ปัญหา มันตั้งต้นมาจากความโง่ เพราะไม่มีความรู้เมื่อเกี่ยวข้อง กับเวทนา ธรรมชาติมันเป็นอย่างนี้.

น.55 ๔๗ ทีนี้มัน จะควบคุมได้ ก็เพราะมีสติให้ทันแก่เวลา เมื่อมีเวลา หรือมีผัสสะก็ยิ่งดี. นี่เราก็ฝึกสมาธิกันสิ, ที่ว่า ให้ฝึกสมาธิ ฝึกกรรมฐานนั้น ก็คือฝึกให้มีสติ ฝึกให้มีสติ สมบูรณ์ที่สุด รวดเร็วที่สุด. ฉะนั้น นอกจากรู้พุทธศาสน- ธรรม นี้แล้ว ยังจะต้องฝึกสมาธิ ให้มีสติมากพอ รวด เร็วด้วย. ฉะนั้นการฝึกสมาธิจึงจำเป็น. ขอให้เธอทุกคนมองเห็น และรู้สึกว่า จำเป็น ที่ จะต้องฝึกสมาธิ คือฝึกให้มีสติมากพอ รวดเร็ว เหมือน สายฟ้าแลบ, มาให้ทันในขณะของเวทนา ที่มันปรุงแต่งกัน อย่างรวดเร็วเหมือนกับสายฟ้าแลบเหมือนกัน, แล้วมันแก้ กันได้ ด้วยสายฟ้าแลบต่อสายฟ้าแลบ. ฝ่ายหนึ่งเป็นความ รู้แจ้ง, อีกฝ่ายหนึ่งเป็นความโง่. เราฝึกความรู้แจ้ง ปัญญา และสติ นี่ให้พอ ให้เร็วพอ ให้มากพอ เมื่อกระทบอารมณ์ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ใด ๆ ก็ตาม, สติมาทัน เอาปัญญามา ทัน มันก็ควบคุมไว้ได้, มันไม่เกิดตัวกู ไม่เกิดของกู ชนิด ที่เป็นกิเลส เฉพาะกรณี ๆ ทุก ๆ กรณี เรื่องมีเท่านี้. สรุปความให้สั้นที่สุด ช่วยความจำของตัวเองไว้ ให้ดีด้วยกันทุก ๆ คนสิ : -

น.56 ๔๘ ความทุกข์ยากลำบากในโลก เกิดมาจากกิเลส, ประโยคแรก ความทุกข์ยากลำบากทั้งหลายในโลกนี่ เกิดมา จากกิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะ. ทีนี้ประโยคที่ ๒ ว่า กิเลสเกิดมาจากความรู้สึก เห็นแก่ตัว, กิเลสเกิดมาจากความรู้สึกเห็นแก่ตัว. ความรู้สึกเห็นแก่ตัวเกิดมาจากความรู้สึกว่ามีตัว หรือมีของตัว. ทีนี้ ความรู้สึกว่ามีตัว หรือของตัว นั้น เกิดมา จากความโง่เมื่อผัสสะ, เมื่อผัสสะหรือเมื่อเวทนา มันไม่มี ความรู้ มันมีแต่ความโง่ คืออวิชชา ความโง่เมื่อผัสสะ เมื่อเวทนา นั้นมันปรุงให้เกิดความรู้สึกชนิดที่รู้สึกว่ามีตัว มีของตัว คือมีตัวกู มีของกู, แต่มันมีหลายขั้นตอน เป็น เวทนา เป็นตัณหา เป็นอะไรมา กว่าจะมีอุปาทานว่าตน ว่าของตัว. ความรู้สึกว่าตัวกูหรือของกู มาจากความโง่ใน ขณะแห่งผัสสะหรือเวทนา. ทีนี้ เพื่อไม่ให้โง่ ในขณะแห่งผัสสะหรือเวทนา เราต้องฝึกสติและปัญญา; ปัญญา คือรู้ ๆ รู้ ความรู้อย่าง

น.57 ๔๙ ที่ว่ามานี้, แล้วสติคือเครื่องขนส่งที่เร็วที่สุด ขนเอาปัญญา ความรู้มาทันขณะผัสสะ และเวทนา เหมือนกับสายฟ้าแลบ. สติ ระลึกได้ แล่นเร็วเหมือนสายฟ้าแลบ เอาปัญญามาใน ขณะที่มีสัมผัส หรือมีเวทนา ถ้าอย่างนี้แล้วความโง่เกิดไม่ ได้ ; เมื่อความโง่เกิดไม่ได้ก็ไม่มีความรู้สึกว่าตัวกู ว่าของกู มันก็ปลอดภัย เรื่องมันก็ไม่มี ไม่มีเรื่อง. เรื่องก็ไม่มีความ เลวร้ายอะไร มันมีแต่สติปัญญา รู้ว่าในกรณีนี้ควรจะทำ อย่างไร. ในกรณีแห่งรูป ที่เรากำลังเห็นอยู่นี้ เราควรจะ ทำอย่างไร ก็รู้ แล้วก็ทำถูกต้อง แล้วก็ไม่มีความทุกข์. ในกรณีแห่งเสียง ที่เราได้ยินอยู่นี้ ควรทำอย่างไร เราก็ทำไปอย่างถูกต้อง แล้วก็ไม่มีความทุกข์. ในกรณีแห่งกลิ่น ที่เราได้รับอยู่นี้ ควรทำอย่างไร ก็ทำอย่างถูกต้อง ไม่มีความทุกข์. ในกรณีแห่งรสทางปาก ที่เราได้รับรสอยู่นี้ เรา ควรทำอย่างไร ก็ทำถูกต้อง ไม่มีความทุกข์. ในกรณีแห่งสัมผัสทางผิวหนัง ซึ่งแรงร้ายมาก สัมผัสทางผิวหนัง โดยเฉพาะเรื่องเพศ ก็ทำถูกต้อง ไม่ผิด พลาด ไม่มีความทุกข์.

น.58 ๕๐ ทีนี้ สิ่งที่จิตมันจะคิดขึ้นมาเอง ปรุงขึ้นมาในภายใน จิตก็ได้, ก็มีความถูกต้อง ไม่ผิดพลาด เพราะอำนาจ ของสติ นั้นแหละ. อยู่อย่างนี้ไม่มีความทุกข์, เป็นอยู่อย่างนี้ไม่มี ความทุกข์ เป็นชีวิตของพระอริยเจ้า. นั่นแหละ คือ ธรรมะแห่งพระพุทธศาสนา. คุย โตสักหน่อยว่า ไม่เหมือนกับศาสนาไหน หรือไม่มีในศาสนา ไหน นอกจากในพุทธศาสนา. เอาละ, เป็นอันว่าเราพูดกัน หมดเลย หมดและ เพียงพอ ที่จะเอาไปเรียน เอาไปศึกษา เอาไปปฏิบัติ คือ ไม่มากเกินไป ไม่เหลือวิสัย ไม่มากเกินไป แล้วก็พอที่จะแก้ ปัญหาต่าง ๆ ของเราได้ จนถึงกับว่า ธรรมะมาเป็นคู่ชีวิต ของเราได้จริง, เป็นคู่ชีวิตที่จะคุ้มครองไม่ให้เรามีความ ทุกข์เลย. นี่แหละเขาเรียกว่า ไม่เสียทีที่ได้เกิดมาเป็น มนุษย์ และพบพระพุทธศาสนา. เธอทั้งหลายเลือกเอาถูกต้องแล้ว ที่เลือกเอาวิชา พุทธศาสนาเป็นวิชาเลือก สำหรับหลักสูตรที่สมบูรณ์ในชั้น เรียนของเธอ. ทีนี้ก็คำนวณดูเอาเองสิว่า มันพอไหม ?

น.59 ๕๑ มันคุ้มค่าไหม ? มันถูกต้องไหม ? มันจะไม่ใช่ว่ามีประโยชน์ เพื่อการเล่าเรียนให้เสร็จไป ๆ ไม่ใช่, มันจะมีประโยชน์ตลอด ชีวิต ตลอดชีวิต. พวกที่ไม่เลือกเอาวิชานี้สำหรับเรียน นั่นแหละ เห็นว่าเป็นผู้ที่ขาดอะไรเอามาก ๆ แหละ, จะไม่ ได้เอามาก ๆ แหละ. ในชีวิตอนาคต เขาจะไม่มีความรู้ชนิด ที่จะคุ้มครองไม่ให้มีความทุกข์, เขาจะมีชีวิตร้อนเป็น วัฏฏสงสารอยู่เรื่อยไป; แต่ว่าเราจะมีชีวิตเย็น เป็น พระนิพพานอยู่เรื่อยไป. นิพพาน กับ วัฏฏสงสาร นั้นมันตรงกันข้าม วัฏฏสงสาร ก็เหมือนกับอยู่ในน้ำร้อนที่เดือดพลุ่ง, นิพพาน ก็อยู่ในความเย็นที่ไม่มีความร้อนเลย. เราจะได้ชีวิตเย็น คือนิพพาน เพราะมีธรรมะนี้เป็นคู่ชีวิต อย่างที่กล่าวแล้ว. ขอให้การมาของเธอทั้งหลาย ที่ได้มาในที่นี้ ได้รับ ประโยชน์สมตามความมุ่งหมาย มุ่งหมายมาว่าจะได้รับธรรมะ ที่เพียงพอ ก็ขอให้ได้รับอย่างเพียงพอ ให้ได้ผลเกินค่า เกิน คาด และเกินค่า ไม่ใช่เพียงแต่ว่าคุ้มค่า, ให้มันเกินค่า เกินค่า เกินที่ลงทุน, เกินลงทุน นั่นเขาเรียกว่าได้กำไรมาก เกินค่า เกินหลายเท่า หลายสิบเท่า หลายร้อยเท่า เพราะ ว่าไม่มีอะไรดีกว่านี้.

น.60 ๕๒ ความรู้ เหล่านี้ เป็นส่วนของปัญญา แล้วเธอ ขยันฝึกสมาธิ ซึ่งเป็นส่วนของสติ สติเหมือนกับ พาหนะขนส่งอันรวดเร็ว จะสามารถขนเอาปัญญาไป ทันเวลาอันรวดเร็วของผัสสะ ของเวทนา ซึ่งมันรวดเร็ว เหมือนกับสายฟ้าแลบ ถ้าเราฝึกสติไม่พอ มันไม่มีความเร็ว แบบสายฟ้าแลบ ปัญญามันก็จะไม่ช่วยอะไรได้ ปัญญาจะช่วย แก้ปัญหาได้ก็ด้วยสติพาไปทันเวลา ในกรณีที่มันเกิดอะไรขึ้น ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ; นี่เรื่อง มันมีเท่านี้. ฉะนั้น เราจึงต้องมีทั้งสติและปัญญา; ความ รู้นี้เป็นปัญญา ฝึกจิตให้มีสติรวดเร็ว ว่องไวนั้นมันเป็นเรื่อง ของสติ ผู้ขนส่งปัญญา ไปใช้ให้ทันแก่เวลา ซึ่งเร็วเหมือน กับสายฟ้าแลบ. เรื่องที่จะพูดวันนี้ก็สมบูรณ์ที่สุดแล้ว แต่ว่ามันย่อ เอาแต่ใจความ แล้วก็สมบูรณ์ที่สุด จบเรื่องที่สมบูรณ์ที่สุด. ขอให้จดจำไว้ให้ดี ไปทบทวนความจำให้ดี อย่าให้ความรู้ เหล่านี้พันเพื่อนได้, จะได้ใช้ให้เป็นประโยชน์เมื่อเรามีสติ เพียงพอให้ไปฝึกสติให้มาก. ขอยุติการบรรยายในวันนี้ไว้เพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต