Buddhadasa.org
หนังสือรอยของพระธรรม › อ่านฉบับเต็ม

📖 รอยของพระธรรม

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ แสดง ณ ลานหินโค้ง ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๘ — ชุดลอยปทุม · วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๘

📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.9 ม. ท่านนิสิตนักศึกษา และครูบาอาจารย์ ทั้งหลาย, ก่อนอื่นทั้งหมด ขอแสดงความยินดี ในการมา ของท่านทั้งหลาย สู่สถานที่นี้ ในลักษณะอย่างนี้ คือว่า มันเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย การมานี้เป็นประโยชน์แก่ ทุกฝ่าย : ผู้มาก็ได้รับประโยชน์ โดยตรง, เป็นความรู้ เป็นต้น วัดก็ได้รับประโยชน์ โดยอ้อม คือ ได้ทำประโยชน์ ไม่เป็นหมัน. วัดนี่จะขอบใจท่านทั้งหลายผู้มาเสียอีก ว่าทำ ให้วัดมีประโยชน์ไม่เป็นหมัน, ท่านทั้งหลายไม่ต้องขอบใจวัด ทางอื่นอีกก็ว่า การศึกษาธรรมะและปฏิบัตินี้ เป็น *ธรรมบรรยายแก่คณะนักศึกษา ม.ศ.ว. กรุงเทพฯ และ ว.ค. อยุธยา ครั้งที่ ๑ เมื่อ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๘

น.10 ๒ ประโยชน์แก่มหาชน ในโลกทั่วๆไป, เพราะเมื่อพระ- ศาสนายังอยู่ มีผู้เรียนผู้ปฏิบัติ ผู้ได้รับผล ของการปฏิบัติ โลกนี้ก็มีสันติสุข. ทีนี้ยังจะเป็นประโยชน์แก่พระศาสนา เอง คือ พระศาสนาไม่สาบสูญ ไปเสีย ยังมีชีวิตอยู่. นี่ คือประโยชน์ที่จะพึงได้ มีอยู่อย่างนี้ ก็นับว่ามากหลาย ขอ ให้ท่านทั้งหลายทำให้สำเร็จประโยชน์. เรามา นั่งกันกลางดิน นี้ก็เป็นเรื่องที่ จะต้อง กำหนดไว้ในใจ, ข้อแรกก็ว่า ธรรมะนี้เกิดกลางดิน, เพราะพระพุทธเจ้าท่าน ประสูติ กลางดิน ท่าน ตรัสรู้ กลาง ดิน ทรงสอน ก็กลางดิน ท่านอยู่ กลางดิน ท่านนิพพาน คือตายก็ กลางดิน, นั่นเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า ท่านสอน กลางดิน โดยส่วนใหญ่ พระไตรปิฎกนั้นเป็นสูตรที่ตรัสกัน เมื่อนั่งตรัสกลางดิน เพราะว่าธรรมศาลาก็กลางดิน. ท่าน ตรัสได้ทุกหนทุกแห่งไม่ว่าที่ไหน แผ่นดินจึงเป็นที่เกิดของ ธรรมะ. เรามานั่งกันกลางดิน ก็ควรจะพอใจเป็นพิเศษ ยิ่งกว่าที่จะนั่งเรียนศึกษากันบนตึกราคาแพง อย่างที่มหา-

น.11 ๓ วิทยาลัยเป็นต้น. เมื่อนั่งกลางดินมีจิตใจอย่างไร ขอให้ กำหนดไว้ให้ดีๆ, แล้วไปนั่งบนตึกเรียนมีจิตใจอย่างไร, ก็ จะได้กำหนดเพื่อเปรียบเทียบกันดู แล้ว จิตใจชนิดไหน ที่เหมาะสำหรับจะศึกษาและปฏิบัติธรรมะ, ข้อนี้ก็จะรู้ ได้เอง. เมื่อมีการ เป็นอยู่ต่ำ จิตใจมันก็ไปสูง , ถ้าว่า เป็นอยู่สูงจิตใจมันก็ไปต่ำ, ควรจะกำหนดข้อนี้ไว้ด้วย จะได้พยายามเป็นอยู่อย่างต่ำ อย่างง่าย อย่างถูกที่สุด. ถ้า เป็นอย่างสาวกแล้วก็เป็นอยู่อย่างไม่ต้องใช้เงินเลย อย่าง นี้เป็นต้น. ขอให้ตั้งข้อสังเกตตั้งแต่เรื่องเหล่านี้เป็นต้นไป. . . . . . . . . . . . . . . . . ทีนี้ เรื่องที่จะพูดกันวันนี้ เท่าที่ได้รับทราบมา เป็น ความประสงค์ จะให้พูดเรื่อง แนวการปฏิบัติ หรือ การเป็นอยู่ของพุทธบริษัท สำหรับจะได้ดำเนินตาม. อาตมาก็จะขอตั้งชื่อเสียใหม่ สำหรับการบรรยายในวันนี้ ว่า จะบรรยายเรื่อง รอยของพระธรรม, ร่องรอยของพระธรรม ขอให้พยายามทำใจกำหนดฟังให้ดี ๆ เพราะว่ามันเป็นการ

น.12 ๔ ลำบากอยู่ในการที่จะพูดเรื่องใดเรื่องหนึ่ง, แล้วมีผู้พังชนิด ที่แตกต่างกันมาก : ระดับหนึ่งเป็นศิษย์, ระดับหนึ่งเป็น ครูบาอาจารย์, หรือยิ่งกว่าครูบาอาจารย์ก็มี. มันก็เป็น การยากที่จะพูดประโยคเดียวคำเดียว ให้เหมาะสมด้วยกัน ทั้งสองฝ่าย, ดังนั้น จะต้องคอยกำหนด เอาเอง กำหนด เอาใจความเป็นสำคัญ. สำนวนที่พูดคำที่พูดนั้น ก็ไม่ สำคัญอะไรนัก มันสำคัญอยู่ที่เนื้อหาของเรื่องที่พูด ขอให้ กำหนดให้ได้ ตามภูมิแห่งสติปัญญาของตน ๆ. รอยของธรรมนำสู่ความดับทุกข์. ที่ว่าจะพูดเรื่อง รอยของพระธรรม นั้น ก็หมาย ความว่า รอยนี้หรือพระธรรมนี้ เป็นสิ่งที่พระอริยเจ้าทั้ง หลายได้ดำเนินไปแล้ว, ได้ดำเนินไปแล้ว, รอยแห่งการ ดำเนินไปแล้วนั้น มันมีอยู่ สำหรับพวกเรา จะต้องเดินตาม แม้ว่าจะลำบากบ้าง ถึงขนาดที่เรียกว่าแกะรอย ก็ยังเป็น การสมควรอยู่นั่นเอง ที่จะกระทำให้สำเร็จประโยชน์. พระ- พุทธเจ้าท่านก็ได้ตรัสในทำนองอย่างนี้ คือว่าทางเดินเก่า, ท่านเรียกว่าทางเดินเก่า คือทางที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายได้เคย

น.13 ๕ เดินไปแล้ว, พระอรหันต์ทั้งหลายได้เคยเดินไปแล้ว, พระ- อริยสงฆ์ได้เคยเดินไปแล้ว, ทางเดินเก่ายังมีร่องรอยพอที่ จะกำหนดได้ ไม่เหลือวิสัย. ฉะนั้น ท่านตรัสไว้อย่างไร เราก็ควรจะกำหนด ซึ่งเป็นเสมือนการเดินตาม. เดินตามไปไหน จุดหมายปลายทาง ของพระธรรม หรือของพรหมจรรย์หรือของศาสนา หรือ ของการปฏิบัตินี้ ก็คือความดับทุกข์สิ้นเชิง, จุดหมายอยู่ที่นั่น, และที่สำคัญ ที่สุด ก็คือ พระพุทธองค์ได้ตรัสยืนยันว่า แต่ก่อนก็ดี เดี๋ยวนี้ ก็ดี ฉันพูดแต่เรื่องความทุกข์กับความดับทุกข์. ฉะนั้นเรา อย่าเอาอะไรให้มันมากไปกว่านั้น, มันยุ่งเปล่า ๆ และมันเสีย เวลาเปล่า ๆ เรื่องที่แตกตื่นฮือฮากัน เตลิดเปิดเปิงไป อย่างนั้นอย่างนี้ เป็นเรื่องวิจิตรพิศดารแปลกประหลาด ก็มี มาก ถ้าไม่ดับทุกข์ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่พระพุทธเจ้าท่าน ได้ตรัสไว้ให้เรา. ท่านตรัสว่า กล่าวแต่เรื่องความทุกข์ กับ ความดับทุกข์. ปัญหาอยู่ที่ความทุกข์. ทำไมต้องพูดถึงความทุกข์ก่อน ? ต้องดูให้เห็นว่า มีความทุกข์ กันเสียก่อน ถ้าไม่มีความทุกข์ ก็ไม่มีปัญหา

น.14 ๖ อะไร. คนเรานี้อย่าอวดดีไป, ถ้าไม่มีความทุกข์ ก็ไม่มี ปัญหาอะไร. ขอให้คิดดูให้ดี ๆ. ฉะนั้นมันจะต้องมีปัญหา คือตัวความทุกข์, แล้วพยายามที่จะดับความทุกข์ นั้นเสีย. คนบางคนอาจจะเขลาไป รู้สึกว่าไม่มีความ ทุกข์อะไร, พอใจทุกอย่าง, หรือว่าเกิดความทุกข์ขึ้นมา บ้าง ก็ทำไม่รู้ไม่ชี้เสีย อย่างนี้ก็มี. คนบางคนยังมีแปลก ไปกว่านั้นอีก คือเขาพูดว่า ถ้าเป็นคนธรรมดา ปกติธรรมดา ก็ต้องมีความทุกข์สิ, ถ้าไม่มีความทุกข์เลย ก็เป็นคนผิดปกติ, ในความหมายที่ว่าน่ารังเกียจ เป็น abnormal, เป็นคนผิด ปกติเหมือนกับคนบ้าคนบอ คนอะไรอย่างนั้น. ถ้าไม่มี ความทุกข์เลย พวกนั้น เขาเห็นว่าเป็นเรื่องผิดปกติ เรา ไม่เอา, เราจะเอาแต่ปกติ คือมีทุกข์บ้างสุขบ้าง คลุกเคล้า กันไปอย่างนี้ก็มีอยู่. เป็นอันว่า ไม่ต้องมีปัญหาในเรื่อง อย่างนี้ แล้วยังมี ปัญหาที่เป็นเครื่องบีบคั้นจิตใจ, ทรมาน จิตใจ, รบกวนจิตใจ แม้ที่สุดแต่ว่าทำจิตให้หม่นหมอง ก็ เรียกว่าความทุกข์ : แม้ที่สุดแต่ว่ารำคาญในตัวชีวิตนี้เอง มันช่างไม่ได้อย่างใจไปเสียทุกอย่าง, มีความรำคาญแก่ชีวิต

น.15 ๗ นั้น, นี้ก็ต้องเรียกว่าความทุกข์ด้วยเหมือนกัน มันต้องไม่มี ถ้าไม่มีจะดีไหม ? หรือจะเหมือนกับคนนั้นว่า เป็นมนุษย์ ต้องมีความทุกข์ ? เรื่องนี้ ตามหลักของพระศาสนาถือว่า เราจะต้อง พยายามให้ถึงที่สุดสิ้นแห่งความทุกข์, มีความสิ้นสุดลงแห่ง ความทุกข์ ก็จะมีความเต็มแห่งความเป็นมนุษย์ ขึ้นมา เพราะมีความทุกข์นั่นแหละ ความเป็นมนุษย์ของเราจึงไม่ เต็ม: ถ้ามีความทุกข์มากเท่าไร ก็เรียกว่าความเป็นมนุษย์ มันพร่องมากเท่านั้น. ความทุกข์น้อยไปเท่าไร ความเป็น มนุษย์ก็มีมากขึ้นเท่านั้น, ความเป็นมนุษย์เต็มขึ้น ๆ ๆ เพราะ ดับทุกข์ลดลงไป ลดลงไป พอดับทุกข์ได้สิ้นเชิง ความเป็น มนุษย์ก็ถึงที่สุด. ฝรั่งเขารู้มาอย่างไรก็ไม่รู้ เขาแปลคำว่าพระอรหันต์ นี้ เป็นที่ถูกใจมาก คือเขาแปลว่า The man perfected. พระอรหันต์นั่นแหละเป็นคนที่เต็ม, มนุษย์ที่เต็มคือเป็น พระอรหันต์. พูดอย่างไม่เกี่ยวกับศาสนา พูดตามความรู้ ทั่วไป, ตามหลักทั่วไปไม่เกี่ยวกับพุทธศาสนาก็ได้ ว่าเป็น พระอรหันต์นั่นแหละคือมนุษย์ที่เต็ม.

น.16 ๘ คำนี้ก็เป็นคำที่น่าสนใจ คือเป็นคำเก่าแก่ดึกดำบรรพ์ ก่อนพุทธศาสนาโน่น, ก่อนมีพุทธศาสนาเขาก็มีคำว่า อรหันต์ ๆ นี่ใช้กันอยู่แล้ว. แล้วเขาก็ หมายถึงมนุษย์ที่ดี ที่สุด ที่ประเสริฐที่สุดนั่นแหละ ; แต่มันก็ยังไม่ประเสริฐ จริง, มัน ประเสริฐเท่าที่เขารู้ เท่าที่เขาคิดได้ เขาก็ยก ให้เป็นพระอรหันต์ไป. พระพุทธเจ้าไม่ทรงพอพระทัย ในความเป็นพระอรหันต์เพียงเท่านั้น, ท่านตรัสรู้เรื่องความ ดับทุกข์ ให้มากยิ่งขึ้นไป ยิ่งขึ้นไป จนดับทุกข์สิ้นเชิง แล้วก็ เรียกว่าพระอรหันต์. นี่เรียกว่ามนุษย์ที่ถึงที่สุดแห่งความ เป็นมนุษย์ เราจะเอาหรือไม่เอาก็ลองคิดดู, ไม่เอาทั้งหมด, เอาสักครึ่งหนึ่งก็ยังดีถมไป คือดับทุกข์ได้สักครึ่งหนึ่งก็ยังดี ถมไป. ชีวิตที่ไม่มีทุกข์ ต้องมีความพอเหมาะพอดี. เอาละ, เป็นอันว่า เราต้องการกันละเดี๋ยวนี้, บางคน ไม่เอา, บางคนเอาน้อย, บางคนเอามากเกินไป, บางคนจะ เอาอะไรให้มันมากเกินไป กับชีวิตนี้ อย่างนี้ก็มีอยู่. จะต้อง เป็นที่แน่นอนกันเสียก่อนว่า เราจะเอาอะไรกันบ้าง

น.17 ๙ กับสิ่งที่เรียกกันว่าชีวิตนี้; ถ้าให้เลือกเอาตามชอบใจ ดูจะไม่สิ้นสุด, กระทั่งเอาสิ่งที่ตรงกันข้าม เตลิดเปิดเปิง ออกไปไม่ควรจะเอา. เหมือนอย่างเดี๋ยวนี้ ขอให้ทุกคนมองดูตัวเอง มองดูผู้อื่น หรือ มองดูเพื่อนมนุษย์ทั้งโลก ว่า เขาต้องการ อะไร, เขาต้องการอะไร, คือเขาต้องการมากเกินไป กว่า ความดับทุกข์ จนเรียกได้ว่า ต้องการจนเป็นบ้า : ต้องการ เรื่องสวยเรื่องงาม, เรื่องเอร็ดอร่อย, เรื่องสนุกสนาน, เรื่องอำนาจวาสนา เรื่องอะไรสารพัดอย่าง, กระทั่ง ต้องการ สวรรค์ มากกว่าต้องการความดับทุกข์. ความดับทุกข์ ไม่ค่อยมีความหมายสำหรับคนจำพวกนี้, สิ่งที่เรียกว่าสวรรค์ ตามความคิดนึกของเขา มีความหมายมาก, ดังนั้นเขาจึง เตลิดเปิดเปิงในความต้องการ. เรื่องความดับทุกข์ไม่สนใจ, สนใจที่จะมีรถยนต์ ราคาแสนราคาล้าน, ต้องการบ้านราคาหลายสิบล้าน, ต้องการ อะไร อย่างนั้น จนไม่มีที่สิ้นสุด, เห็นเป็นเรื่องดีกว่าความ ดับทุกข์ หรือคิดว่าถ้าถึงนั้นแล้วมันจะไม่มีความทุกข์.

น.18 ๑๐ นี้มันเป็นเรื่องที่คิดผิดทั้งสองอย่างแหละ มันอยู่ที่ จิตใจวางไว้ถูกหรือวางไว้ผิด, จะเป็นทุกข์หรือไม่เป็นทุกข์ มันอยู่ที่จิตใจวางไว้ถูกหรือวางไว้ผิด, ให้ร่ำรวย มีรถยนต์ ราคาล้าน ๆ ตั้งหลายคัน, มีบ้านหลายสิบล้านตั้งหลายบ้าน มีอะไรเต็มไปหมดตามอัตรานั้น, ถ้าตั้งใจไว้ผิดเท่านั้นแหละ มันก็เป็นทุกข์เหมือนกับตกนรก นี้ถ้าไม่มีอะไรเลยก็ได้, ถ้า ตั้งใจไว้ถูก มันจะไม่มีความทุกข์เลยเหมือนกัน. เพราะฉะนั้น มันคนละเรื่องกัน ถ้าจะพูดถึงความดับทุกข์-ความดับทุกข์ แล้วก็ขอให้เป็นเรื่องของความดับทุกข์ให้มันถูกต้อง. นี่เรามาคำนวณใคร่ครวญกันดูให้ดี ถ้าอย่างไร เราต้องการกันแต่พอเหมาะพอดี, เรียกว่า ต้องการชีวิต ชนิดที่ไม่มีความทุกข์เลย, แล้วก็มีการเคลื่อนไหวที่เป็น ประโยชน์แก่ทุกฝ่าย, เพียงเท่านี้เอาไหม ? ตกลงไหม ? คือว่า มีชีวิตชนิดที่ไม่มีความรู้สึกที่เป็นทุกข์เลย. ก็หมายความว่า มันเย็น ไม่ร้อนไม่เป็นทุกข์ แล้วก็อิ่ม คือไม่ต้องการ, ความ พอใจมาแต่ความอื่ม. เมื่ออิ่ม มันก็ไม่มีความทุกข์, ถ้ามันอยากมันก็หิว มันก็มีความทุกข์.

น.19 ๑๑ ความสิ้นทุกข์คือความอิ่มหรือสุข. เดี๋ยวนี้เราไม่รู้จักว่า ควรอยากอะไร, ไม่ควรอยาก อะไร, อิ่ม คืออิ่มอย่างไร, ไม่รู้กันไปเสียทั้งนั้น. มันก็เอา ความหิวมาเป็นความอิ่ม มากลับกันเสียก็ได้, เป็นความสุข ชนิดหัวมงกุฎท้ายมังกร, เอาเรื่องความบ้าหลัง ในเรื่อง วัตถุพุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อ ว่าเป็นความสุข อย่างนี้ก็มี. ความอิ่มคำนี้สำคัญมาก บาลีเรียกว่า ตุฏฐิ, ตุฏฐิ ที่มาเป็นคำว่าสันโดษ, สันโดษ-ยินดีพอใจ น่ะ ตุฏฐิ แปลว่า ความอิ่ม ; ไม่มีใครจะเป็นคนอิ่ม นอกจากพระอรหันต์. พระอรหันต์ไม่มีความต้องการ, ไม่มีกิเลสเป็นเหตุให้ต้องการ, ไม่มีอวิชชาสำหรับไปคิดว่าจะต้องการอะไร, ท่านก็ไม่มีความ หิว. ในบาลีกล่าวไว้แปลกมาก คือในบางสูตร กล่าว เรื่องการหมดจดสิ้นสุดของกิเลส กิเลสอย่างนั้น, อย่างนั้น ๆ แล้วก็มีประโยคหนึ่งว่า ความอิ่มของท่านถึงที่สุดมีว่าอย่างนี้ ความอิ่มของท่านถึงที่สุด. ถ้ายังไม่เป็นพระอรหันต์ ก็ ยังมีหิวไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง โดยตรงโดยอ้อม โดยเร้นลับ โดยเปิดเผย อะไรก็ตามใจ, ความอิ่มยังไม่สมบูรณ์. ฉะนั้นคำว่า สันโดษ, สันโดษนี้ ของพระอรหันต์เท่านั้น

น.20 ๑ ๒ แหละที่จะสมบูรณ์ ของคนทั่วๆไปมันก็สมบูรณ์ แกน ๆ ไปอย่างนั้นแหละ, บางทีก็สันโดษเพราะมันหาไม่ได้, หรือ ไม่รู้จักทำจิตใจ ให้พอใจให้หยุด มันก็สันโดษไม่ได้. ความ อิ่ม นั่นแหละ เป็นชื่อเดียวกันกับความสิ้นสุดแห่งความ ทุกข์, ดับสิ้นสุดแห่งความทุกข์ ก็เป็นความอิ่ม, เรียก สมมุติ อีกอย่างหนึ่งก็ว่า เป็นความสุข, เป็นความสุข. ความสุขมีได้สองชนิด. เรื่อง ความสุข นี้รู้จักกันไว้ให้ดีๆ มีอยู่ ๒ ชนิด ซึ่งมันหลอกลวงได้มาก : ความสุข ชนิดหนึ่ง เกิดมาจาก การที่กิเลสได้เหยื่อ กิเลสได้เหยื่อ มีเหยื่อให้กิเลสกิน กิเลสก็พอใจ แล้วก็เป็นความสุข, นี้ความสุขชนิดนี้ เกิด มาจากการที่กิเลสได้เหยื่อ ตามที่มันต้องการ. ทีนี้ความสุข อีกชนิดหนึ่ง เกิดมาจากการที่ไม่มีกิเลส, หรือ กิเลส ไม่ต้องได้เหยื่อ, กิเลสไม่ต้องได้เหยื่อ, กิเลสถูกทำให้หมดไป ให้ลดไป ให้หายไป. หรือจะพูดใกล้เคียงกันก็ว่า เมื่อ กิเลสไม่ต้องการกินเหยื่อ, เมื่อกิเลสไม่หิว, ไม่มีกิเลสจะหิว, เมื่อนั้นก็เป็นความสุข. ความสุขอย่างที่ ๑ เมื่อกิเลสได้กิน เหยื่อ, ความสุขอย่างที่ ๒ ก็เมื่อไม่มีเหยื่อให้กิเลสกิน. จิต ไม่มีกิเลส จิตก็สงบรำงับ, มันก็เป็นสุขมาทางนี้ ทางที่

น.21 ๑๓ ไม่ต้องมีกิเลสสำหรับกินเหยื่อ, อีกทางหนึ่ง กิเลสต้อง ได้เหยื่อ ตามที่กิเลสต้องการ จึงจะรู้สึกเป็นสุข, นั่นแหละ คือคนทั่วไปหรือบุกชน. เขาต้องการเหยื่อแห่ง ราคะ โทสะ โมหะ อย่างที่รู้จักกันดี ; อะไรเป็นความสนุกสนาน เอร็ด อร่อยทางวัตถุ ทางเนื้อทางหนัง เป็นความเพลิดเพลิน, นั่น หลอกลวงทั้งนั้น, เป็นเรื่องที่กิเลสได้เหยื่อ แล้วก็เห็นว่า เป็นความสุข, นี้เป็นเรื่องของบุถุชน. ขอพูดรุกล้ำไปสักหน่อยว่า ทุกคนในโลก มันจะ เป็นเสียอย่างนี้, ที่อุตส่าห์เล่าเรียนอย่างนักเรียนนักศึกษา ก็เพื่อจะได้ทำงานชนิดที่ได้เงินมาก, แล้วก็ไปซื้อหาสิ่งเหล่า นี้ทั้งนั้น. เรียนเพื่อให้ได้เงินมาก เพื่อเอาเงินไปซื้อหา เหยื่อหล่อเลี้ยงกิเลส, ก็ได้ความสุขชนิดที่กิเลสได้เหยื่อ, เป็นความสุขสนุกสนานเอร็ดอร่อยไปตามแบบนั้น จะเป็น กันเสียทั้งโลก. ทีนี้ ควรจะรู้ในส่วนที่ตรงกันข้ามไว้เสียบ้างว่า มันมีอีกอันหนึ่งซึ่งตรงกันข้าม คือไม่เกิดกิเลส แล้วก็ไม่ ต้องการเหยื่อ. เรื่องทั้งหมดมันมีแต่จิตยืนอยู่เป็นประธาน, จิตเป็นกลาง ๆ ยืนอยู่เป็นประธาน. ถ้าจิตปรุงแต่งเป็น

น.22 ๑๔ กิเลส มีกิเลสครอบงำจิต, ก็กิเลสครอบครองชีวิต, มันก็ เป็นไปตามอำนาจของกิเลส. นี้ ถ้าจิตไม่มีกิเลส มีแต่ วิชชา ปัญญา โพธิ เหล่านี้ไม่มีกิเลส ก็วิชชา หรือ โพธินี้ ครอบงำชีวิต, ชีวิตมันก็เป็นไปตามแบบของปัญญาหรือ โพธิ ซึ่งตรงกันข้ามกับกิเลส. ฝ่ายหนึ่งเรียกว่า กิเลส มา จากความโง่, ฝ่ายหนึ่งเรียกว่า ไม่มีกิเลส มาจากโพธิ คือ ความฉลาด. ถ้าจิตเป็นกิเลสมันก็ต้องการเหยื่อของกิเลส ถ้าจิตมันเป็นโพธิ มันก็ไม่ต้องการเหยื่อของกิเลส มันกลับ ขยะแขยง, กลับเกลียดชังขยะแขยงเหยื่อของกิเลส, มันก็ ต้องการอีกอย่างหนึ่ง. ฉะนั้น เรารู้จักกันเสียให้ดีๆ ว่ามันมีความเป็นไป หรือข้อเท็จจริงในชีวิตมันเป็นอย่างนี้, ว่าจิตปรุงเป็นกิเลส เป็นจิตมีกิเลส ก็ไปตามแบบของกิเลส. จิตปรุงเป็นโพธิ มีโพธิอยู่กับจิต มันก็เป็นไปตามแบบของโพธิ, โพธิ คือ ปัญญา คือ ความรู้สิ่งที่ควรจะรู้ ฉะนั้น ถ้าเราจะศึกษา ชนิดที่เป็นประโยชน์แท้จริง ก็คือศึกษาให้เกิดโพธิ, ชนิดที่จะไม่เกิดกิเลส. การศึกษาอย่างอื่นร้อยอย่างพันอย่าง ก็ตามใจ มันไม่สู้การศึกษาชนิดที่ทำให้เกิดโพธิ์ได้. เดี๋ยวนี้

น.23 ๑๕ ในโลกก็ศึกษา เพื่อพร้อมที่จะไปรับใช้กิเลสกันเสียมาก, วิชา ที่ก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทั้งหลาย ก็เพื่อใช้รับใช้กิเลส กันเสียเป็นส่วนมาก, เพื่อใช้วิชานั้นผลิตสิ่งที่เป็นเหยื่อ แก่กิเลส หรือเป็นอุปกรณ์, ก็จึงเป็นโลกที่เต็มไปด้วยกิเลส มีความทุกข์ร้อน. เราจะทำกันอย่างไร, นี่เป็นเรื่องที่จะต้อง คิดดูให้ดี ๆ. รอยของพระธรรม เป็นระบบกำจัดกิเลส. เอาละ, ทีนี้ก็จะพูดถึง รอยของพระธรรม มีอยู่ เป็นระบบ, เป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกันเป็นระบบ ครบถ้วน สมบูรณ์แหละ, เรื่องของพระธรรม. แต่ว่าใจความสำคัญ มันอยู่ตรงที่ว่ากำจัดกิเลส, กำจัดกิเลสอย่างเป็นระบบ. การสอนธรรมะหรือการศึกษาธรรมะมันมีอยู่เป็น ๒ ชนิด คือ ว่าอย่างฉาบฉวยไม่มีระบบ นี้ก็พวกหนึ่ง, อย่างมีระบบครบ ถ้วน นี้ก็อีกพวกหนึ่ง. พวกที่สั่งสอน อย่างฉาบฉวยไม่มี ระบบ ก็คือ พูดไปตามความคิดนึกชั่วขณะ, พูดอะไร ออกมาสักประโยคหนึ่ง มันน่าฟังมันก็ยึดถือกันไป เป็นใหญ่ เป็นโต เป็นศักดิ์สิทธิ์ เป็นขลังเป็นอะไรไป, แต่ไม่มีระบบ ตายด้าน ไม่ถึงกับดับทุกข์ได้. ถ้าพูด อย่างมีระบบ คือ

น.24 ๑๖ มันครบถ้วนในทุกแง่ทุกมุม จะมองเห็นได้ชัดเจนว่า จะ ไปสู่ความดับทุกข์ ได้อย่างไร. ดังนั้น ขอให้ทุกคนศึกษา ธรรมะอย่างมีระบบ แต่ก็ไม่ต้องเกินขอบเขต ต้องไม่เกิน, ไม่ต้องเกิน ไม่ต้องมีส่วนเกิน เท่าที่เป็นระบบนี้มันก็ไม่เกิน. ถ้าเกินก็ตัดออก ให้ระบบมันสั้นเข้ามา ให้มันน้อยเข้ามา, ให้พอดีสำหรับที่จะดับทุกข์ได้ก็แล้วกัน. เป็นอยู่ชอบด้วยมรรคมีองค์ ๘. ทีนี้ที่เรียกว่า รอยของพระธรรมนี้ก็เป็นรอยของ บุคคลที่ชนะกิเลสได้แล้ว, เอาชนะกิเลสได้แล้วมีรอยเหลือ อยู่ ทั้งอย่างที่เป็นหลักวิชาก็มีเรียนกันอยู่ ที่เป็นหลักปฏิบัติ ก็มีการปฏิบัติกันอยู่. ส่วนผลของการปฏิบัตินั้น ก็มีตามส่วน, มีการปฏิบัติถูกต้องที่ไหน ก็มีการบรรลุผลที่ดีที่สุดอยู่ที่นั่น อย่างที่ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าจะเป็นอยู่โดยขอบแล้ว โลกนี้ จะไม่ว่างจากพระอรหันต์. ท่านตรัสว่า ถ้าภิกษุเหล่านี้จัก เป็นอยู่โดยชอบแล้ว โลกนี้จะไม่ว่างจากพระอรหันต์. คำว่า เป็นอยู่โดยชอบ นั่นแหละสนใจให้ดี ๆ ถ้า เป็นบาลีก็เรียกว่า สมฺมาวิหโร เป็นคำกิริยาว่า สมฺมาวิน-

น.25 ๑๗ เรยยฺํ, ถ้าอยู่กันโดยชอบแล้ว สุญโญ โลโก อรหฺเตหิ อสฺส - โลกนี้ก็จะไม่ว่างจากพระอรหันต์. ทีนี้ อย่างไรเรียกว่าเป็นอยู่โดยชอบ ? กำปั้น ทุบดินก็ว่า เป็นอยู่อย่างไม่ผิดพลาด, ผิดพลาด คือเป็น เหตุให้กิเลสเกิดขึ้น, หรือส่งเสริมกิเลส. ถ้าไม่มีทาง ให้กิเลสเกิด แล้วเป็นเครื่องกำจัดกิเลส ก็เรียกว่า เป็นอยู่ โดยชอบ, โดยส่วนใหญ่ โดยหลักในระบบ ก็หมาย ถึงอริยมรรคมีองค์ ๘ นั่นแหละ, เป็นอยู่อย่างอริยมรรค มีองค์ ๘ ก็เรียกว่าเป็นอยู่โดยชอบ, เป็นอยู่อย่างนั้นถึงที่สุด แล้ว โลกนี้จะไม่ว่างจากพระอรหันต์. เรื่องอริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ เข้าใจว่านักเรียนนัก ศึกษาทั้งหลาย คงจะได้ยินได้ฟังมาแล้ว, บางคนท่องได้ จำได้ สวดได้ ถ้าใครยังจำไม่ได้ยังไม่รู้ ช่วยเรียนรู้เสียเถิด, เป็นสิ่งสูงสุด ในฐานะเป็นตัวพุทธศาสนา, เป็นเนื้อเป็นตัว ของพุทธศาสนา, เป็นหัวใจด้วย, เป็นทั้งตัวทั้งหัวใจของ พุทธศาสนา, แล้วแต่ว่าจะมองกันในแง่ไหน ความถูกต้อง ๘ ประการนั้น เรียกว่าเป็นอยู่โดยชอบ.

น.26 ๑๘ มีสติสัมปชัญญะ, นำอภิชฌาโทมนัสออกเสีย. แต่มีคำชนิดที่สั้นมาก ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของสติ- ปัฏฐานทั้ง ๔. สติปัฏฐานทั้ง ๔ แม้จะตรัสไว้อย่างยืดยาว เท่าไรก็ตาม สวดกันหลายชั่วโมง ก็มี คำที่เป็นใจความสั้น ๆ เป็นประโยคสั้นๆ ว่า สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺยโลเก อภิชญา- โทมนสฺสํ, นี้บางทีก็ สโต สมฺปาโน วิเนยฺยโลเก อภิชญา- โทมนสฺสํ ; ไม่จำก็ได้บาลียุ่ง ๆ นี้ แต่ใจความเป็นภาษาไทย สั้น ๆ ก็คือว่า มีสติสัมปชัญญะ นำอภิชฌาและโทมนัส ในโลกออกเสียได้, มีสติสัมปชัญญะ นำอภิชฌาและ โทมนัสในโลกออก เสียได้ . ขอซ้ำอีกทีหนึ่งสำหรับคนที่ ไม่ได้จด มีสติสัมปชัญญะ นำอภิชฌาและโทมนัสใน โลกออกเสียได้. นี่คือเป็นรอยพระธรรมที่สั้น, สั้นที่สุด ชัดเจนที่สุด เป็นรอยที่หลงไม่ได้, และเป็นรอยที่ว่า เรา จะเดินตามกันได้โดยไม่ยาก, อยู่ในวิสัยที่เราจะปฏิบัติได้ ทั้งวันทั้งคืน. มีสติสัมปชัญญะ นำอภิชฌาและโทมนัส ในโลกออกเสียได้, ปฏิบัติเพียงเท่านี้ แหละ จะไปถึง ความดับทุกข์สิ้นเชิง,

น.27 ๑๙ มารู้เรื่อง อภิชฌา และ โทมนัส ซึ่งมีอยู่ในโลก ; อภิชญา คือ ส่วนที่น่ารักน่าพอใจ ทำให้อยากได้, มีมากอย่าง ไม่รู้กี่ร้อยกี่พันอย่าง ; โทมนัส คือ สิ่งที่ทำให้ขัดใจ ขัดแค้น โกรธเคือง ไม่เป็นสุข, นี่เรียกว่า โทมนัส, บาลีเรียกว่า อภิฌาและโทมนัส. เรามา เรียกเป็นไทย ๆ กันดีกว่า ว่า ความยินดียินร้าย; อภิชฌา - ความยินดี, โทมนัส -ความยินร้าย มีอยู่ในโลก, แล้วก็ นำออกเสียได้ ซึ่ง อภิชฌาและโทมนัส, โดยเป็นคนมีสติสัมปชัญญะ ทำอยู่ อย่างนี้เท่านั้น, นั่นแหละคือการเดินตามรอยพระธรรม, เดินตามรอยพระพุทธเจ้า, ตามรอยพระอรหันต์ เดินอยู่ใน รอยของพระธรรมอย่างยิ่ง. แต่มันก็มีเรื่องที่จะต้องศึกษาหรือคำอธิบาย : เรา อยู่ในโลกนี้ ถูกรบกวน ถูกกระชากลากถู หรือว่าถูกตบ หน้าก็ได้ เซไปเซมา อยู่ด้วยเรื่องสองอย่างนี้ หรือด้วยของ สองอย่างนี้ คืออภิชฌาและโทมนัส. บางเรื่องมาทำให้ ยินดี, บางเรื่องมาทำให้ยินร้าย. ที่มาทำให้ ยินดี นั้นไม่ใช่ ความสงบ มันก็เสียสมดุล เป็นบวก, ถ้ายินร้าย มันก็ทำ ให้เป็นทุกข์ทรมาน มันก็เสียสมดุลและมันเป็นลบ. ถ้า

น.28 ๒๐ เป็นพุทธศาสนา ต้องอยู่ตรงกลาง ที่เรียกว่า มัชฌิมา- ปฏิปทา , มันอยู่ตรงกลาง มันไม่บวกไม่ลบ. เดี๋ยวนี้เราไม่มี สติสัมปชัญญะพอ หรือบางทีเราจะไม่รู้จักด้วยซ้ำไป, ตั้งแต่ เกิดมาในโลกนี้ เราไม่ได้รับการสั่งสอนเรื่องนี้, แต่แล้ว เราก็ ได้เพิ่มรากเหง้าของกิเลส หรือต้นตอของกิเลสเพิ่ม ขึ้น ๆ โดยไม่รู้สึกตัว. เรื่องนี้อาจจะแปลกสำหรับบางคน แต่ที่จริงเป็น เรื่องธรรมดาสามัญที่สุด ว่าพอเราเกิดมาจากท้องแม่ ซึ่ง เมื่ออยู่ในท้องแม่ หรือ เมื่อเกิดมาใหม่ ๆ นั้นมันไม่มีอะไร, ไม่มีปัญหาอะไร, มีจิตใจที่เกลี้ยง. แต่พอทารก นั้นรู้จัก กินนม รู้จักกินอาหาร รู้จักอะไรต่างๆ มันก็เกิดความ รู้สึกใหม่ ๆ. อันแรก ก็คือ พอใจ อย่างว่ากินนมแม่อร่อยก็พอใจ แล้วเกิดความคิดปรุงแต่งไปตามความพอใจ บางเวลา ไม่ได้กิน , บางเวลาเขาไม่ให้กิน บางเวลามันมีเรื่องอื่นมา ขัดขวาง มันก็โกรธ ก็ยินร้าย, นี่ยินดียินร้าย. ทีนี้ความยินดียินร้าย ซึ่งเป็นความรู้สึกเท่านั้นแหละ ที่มันเกิดขึ้นนั่นแหละ, มันทำให้ เกิดความรู้สึกอันเลวร้าย

น.29 ๒๑ ที่สุดต่อไปอีก คือความรู้สึกว่าตัวกู. ในชั้นแรกไม่ได้ รู้สึกเป็นตัวกู รู้สึกแต่ว่าพอใจหรือไม่พอใจ, อร่อยหรือไม่ อร่อย, มีความอยากในสิ่งที่น่ารักน่าพอใจ มีความอยากที่จะ ทำลายสิ่งที่ไม่น่ารักไม่น่าพอใจ. พอมันมีความอยากความ ต้องการ ซึ่งเป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้น, ไม่ใช่ตัวตนที่แท้ จริง เป็นความโง่ของจิตชนิดหนึ่งเท่านั้น. ความโง่ชนิด ที่เป็นความอยากความต้องการเกิดขึ้นแล้ว มันก็ ปรุงให้เกิด ความรู้สึกประเภทตัวกู ที่จะได้มาเป็นของกู. มันก็เลย เป็นกูนี่แหละอยาก, กูนี่แหละต้องการ, กูจะเอามา เป็นของกู. นี่ความเลวร้ายถึงที่สุด ที่เรียกว่าตัวตน ได้เกิด ขึ้นแล้ว โดยที่เด็กทารกนั้นไม่รู้สึกตัว, แล้วมันก็ไม่หยุด, มันก็ยังมีเรื่องที่ทำให้เกิดรู้สึกชนิดนี้มากขึ้น ๆ จนเป็นเด็ก โตขึ้นมา เป็นเด็กเดินได้วิ่งได้ เป็นเด็กวัยรุ่น เป็นเด็ก หนุ่มสาวอะไรก็ตาม, มันมีสิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกยินดี ยินร้าย. เมื่อยินร้ายก็กูยินร้าย, เมื่อยินดีก็กูยินดี, ก็มาก ขึ้น ๆ จนถึงที่สุด, เป็นความทุกข์ถึงที่สุด ตามเรื่องราวที่ กล่าวไว้ในเรื่องปฏิจจสมุปบาท.

น.30 ๒๒ ปฏิจจสมุปบาทโดยย่อ. ถ้ายังไม่เคยรู้เรื่อง ก็ ควรจะสนใจเอามาศึกษาให้ เข้าใจเรื่องปฏิจจสมุปบาท, โดยย่อก็มีว่า เรามี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, ข้างนอกเรามีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์, ข้างในก็ ๖ ข้างนอกก็ ๖ มันจับคู่กันพอดีกันเป็น ๖ คู่. จะยกตัวอย่างเพียงคู่แรกคู่ตานี่ : ตาถึงกันเข้ากับรูป มันก็เกิดวิญญาณทางตา เรียกว่าจักษุวิญญาณ หนึ่งตาสองรูป สามจักษุวิญญาณ. พอ ตากระทบรูป เกิดจักษุวิญญาณ ๓ ประการนี้ทำ ความรู้สึกอยู่อย่างนี้ เรียกว่า ผัสสะ. ทีนี้ ผัสสะนี้มันยังโง่, มันไม่มีการศึกษา ไม่ได้ยิน ไม่ได้ฟังอะไรมาเลย เป็นผัสสะของบุถุชนคนโง่ มันก็เป็น ผัสสะโง่. มันก็เกิดเวทนาโง่ออกมา คือเวทนาสำหรับจะ หลงรักหลงโกรธ, สุขเวทนาก็ยินดี, ทุกขเวทนาก็ยินร้าย, นี่เป็นเวทนาสำหรับจะยินดีหรือยินร้าย, เวทนาโง่. ทีนี้ เวทนาโง่เกิดแล้ว มันก็ทำให้เกิดความอยาก ที่โง่, ความอยากที่ไม่มีสติปัญญารวมอยู่ด้วย เรียกว่าความ อยากที่โง่ นั้นเรียกว่าตัณหาบ้าง โลภะบ้าง แล้วแต่จะเรียก,

น.31 ๒๓ มันก็เกิดตัณหา คือความอยากที่โง่. เมื่อความอยากไป ตามนั้น ถ้าว่าน่ารักก็อยากได้ น่าเกลียดก็อยากตีเสียให้ตาย. ความอยากนี้รุนแรงเข้า, รุนแรงเข้า มันก็ปรุง ให้เกิด ความรู้สึกอันที่สอง คือมีตัวกูผู้อยาก, ตรงนี้แหละ รู้ไว้ให้ดี หัวใจพุทธศาสนาที่ว่า อนัตตา, อนัตตา ไม่มี ตัวตนอันแท้จริง. ตัวกู หรือตัวตน อันแท้จริง มิได้มี, มันเพียงแต่เป็นผลิตผลของความอยาก. ถ้า มีความรู้สึกอยาก ถึงที่สุดแล้ว มัน จะเกิดความรู้สึกเป็นตัวกูผู้อยาก ก็เลย เรียกว่าอนัตตามิใช่ตัวตนอันแท้จริง เป็นเพียงความคิดปรุง แต่งอย่างโง่เขลา. พอมีตัวกูผู้อยาก อย่างนี้แล้ว มันก็ยึดเอาสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นของกู, เรียกว่ามีตัวกูโดยสมบูรณ์, เกิดความรู้สึกเป็นตัวกูขึ้นมาโดยสมบูรณ์ เรียกว่า ภพ เรียก ว่าชาติ. เด็กเกิดมาจากท้องแม่ ยังไม่มีภพชาติอัน สมบูรณ์ จนกว่าเด็กนั้นจะเกิดความรู้สึกมาถึงขั้นนี้, มาถึง ขั้นว่ามีตัวกู มีภพมีชาติแห่งตัวกู จึงจะเรียกว่าความเกิดนั้น สมบูรณ์, แล้วมันก็ยึดเอาทุกอย่างเป็นของกู. ที่เป็นสุขก็ ของกู, ที่เป็นทุกข์ก็ของกู, อะไรก็ของกู, ที่น่ารักก็ของกู

น.32 ๒๔ น่าเกลียดก็ของกู, น่าโกรธก็ของกู, น่ากลัวก็ของกู, อะไร ๆ เป็นของกูไปหมด, นี่เรียกว่าเป็นทุกข์ เพราะยึดไว้ถือไว้ ซึ่งของหนัก. นี่เรื่อง ปฏิจจสมุปบาท มีย่อ ๆ อย่างนี้ เป็นเรื่อง อริยสัจจ์ที่ขยายให้เต็มที่, เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ แล้วก็เป็นพระพุทธเจ้า โดยรายละเอียด ศึกษาเอาไว้ก็จะ เป็นการดี. มันมีความสำคัญอย่างยิ่งอยู่ตรงที่ว่า มันเป็นความ โง่ของคนนั้นเอง, สร้างขึ้นมาเอง และโดยไม่รู้สึกตัว. เรื่อง ที่เกี่ยวกับความทุกข์นี้ มันน่าหัว มันสร้างขึ้นมาเอง, มัน สร้างขึ้นมาเอง ด้วยความโง่ของตัว, แล้วก็โดยไม่รู้สึกตัว, แล้วในที่สุดมันก็ฆ่าตัว, "ตัว" มันก็สำหรับเป็นทุกข์. เกิด ความรู้สึกตัวตนเมื่อไร มีความทุกข์เมื่อนั้น, ความรู้สึก ว่าตัวกู - ของกูเกิดเมื่อไร มีความทุกข์เมื่อนั้น, ถ้าเป็น เรื่องใหญ่ก็ทุกข์กันใหญ่เลย. นี่มันน่าหัวตรงที่ว่า มันโง่สร้าง ขึ้นมาเอง สำหรับตัวเองจะเป็นทุกข์, แล้วก็โดยไม่รู้สึกตัว. เอ้า, เพื่อจำง่ายหรือกันลืม ก็อยากจะเล่านิทานสั้นๆ ที่เล่าเมื่อวานนี้อีกครั้งหนึ่ง ว่ามันมีคนโง่คนหนึ่ง มันเอา

น.33 ๒๕ เครื่องเขียนสีมาเขียนเป็นรูปมาร รูปยักษ์รูปมารขึ้นมา พอ มันเขียนเสร็จแล้วเหลือบดู มันก็กลัว, มันกลัว. ถ้าเขียน รูปผี ก็กลัว เขียนรูปยักษ์ มันก็กลัว, เขียนรูปมาร มันก็กลัว ทั้งที่เขียนเอง, แต่พอมองดู แล้วลืมไปว่าเขียนเอง แล้วมัน ก็กลัว. ทีนี้เขียนต่อ และเติมรายละเอียดลงไปชัดเข้า ๆ แล้ว ดูก็ยิ่งกลัว ๆ ยิ่งกลัว. ที่นี้ไปเขียนจนถึงที่สุด เป็นของจริง เหมือนของจริงที่สุด แล้วก็มองดู, แล้วก็กลัวถึงที่สุด, แล้ว มันก็ตาย, มันกลัวจนตาย. นี่คิดดูชาติโง่ มันทำขึ้นมาเองโดยไม่รู้สึกตัว โดย ความโง่ของตัว แล้วก็ไม่รู้สึกตัว ว่าได้ทำอะไรขึ้น, แล้วมัน ก็ตายเพราะสิ่งนี้ คือเป็นทุกข์ถึงที่สุด. เมื่อตัวกู - ของกู เจริญขึ้นไปถึงที่สุด เติมมันลงไปเรื่อย มีความรู้สึกประเภท โง่เขลา เป็นตัวกู - ของกูมากขึ้น ๆ, มันก็มีความทุกข์ถึงที่สุด เรียกว่ามันตาย. ฉะนั้นรู้ไว้ว่า เรื่อง ความทุกข์ นี้มันน่า หัว ที่ว่า ทำขึ้นเอง สร้างขึ้นเอง โดยไม่รู้สึกตัว แล้ว มันก็รับผลของมันเอง. นี่มนุษย์ตอนนี้น่าสงสารไหม ? เกิดมาจากท้องแม่ จิตใจเกลี้ยง ไม่มีอะไร ไม่มีปัญหาอะไร แต่พอมารับอะไร

น.34 ๒๖ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้นเข้า มันก็ค่อยๆ รู้สึกอร่อย ไม่ อร่อย คือยินดียินร้าย เพิ่มขึ้น ๆๆ ก็มีความอยากไป ตามความยินดียินร้าย เพิ่มขึ้น ๆ แล้วมันเกิดความรู้สึก กูผู้อยาก, กูผู้อยากนี่ขึ้นมา ตามความยินดียินร้ายเพิ่มขึ้น จนถึงขนาดสูงสุด จนได้เป็นทุกข์ถึงที่สุด, เพราะว่าพอมี ตัวกูแล้ว มันก็ยึดถือนั่นนี่เป็นของกูมาก, อะไร ๆ ในโลก จะถูกยึดถือเป็นของกู แล้วก็ถูกสอนให้ยึดถือมาตั้งแต่เล็กโน่น. นี่ไม่ใช่ว่าจะเนรคุณผู้สอน ; แต่อยากจะบอกให้รู้ว่า มันเป็นการสอนผิด ที่พ่อแม่พี่เลี้ยงอะไรก็ตาม มันสอนเด็ก ทารกนั้น ให้เข้าใจว่าพ่อของกู แม่ของกู บ้านของกู เรือน ของกู อะไรก็ของกูหมด. เด็กทารกนั้นได้รับคำสั่งสอน ให้รู้จักยึดถือเป็นของกู แล้วก็มากขึ้น ๆ ต่อมาก็ยึดถือ ได้เอง. มันมีความรู้สึกผิดแล้ว มันก็ยึดถือได้เอง เป็น ของกู ตัวกู-ของกู ตัวกู-ของกูจนบัดนี้ จนเดี๋ยวนี้มีเท่าไร มีหนาแน่นเท่าไร, แล้วเป็นความทุกข์เท่าไร ก็ลองคิดดู. มันมีเรื่อง หรือเหตุปัจจัย หรือ สิ่งแวดล้อม ก็ตาม แล้วแต่จะเรียก เข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทำให้ เกิดความยินดียินร้าย. ตะกี้พูดแล้ว อยากจะใช้คำสั้น ๆ

น.35 ๒๗ ง่าย ๆ ว่ายินดียินร้าย; ถ้ายินดีก็เรียกว่าอภิชฌา, ยินร้ายก็ เรียกว่าโทมนัส. ดังนั้น ในชีวิตคนธรรมดาสามัญ มันจึง เต็มไปด้วยอภิชฌาและโทมนัส. ต้องมีสติสัมปชัญญะขณะมีผัสสะ. ฉะนั้นการปฏิบัติที่รัดกุมที่สุด ก็คือ นำออกเสียซึ่ง อภิชฌาและโทมนัส, นำออกด้วยอะไร ? ด้วยความรู้ คือ สติและสัมปชัญญะ. สติความระลึกได้, สัมปชัญญะ ความรู้ตัว นั้นคือความรู้ รู้อยู่ว่าอะไรเป็นอะไรนั่นแหละ สัมปชัญญะ. อะไรเข้ามาทางตา อ้าว, สติระลึกได้ ทันควันว่า อันนั้นก็เป็นอารมณ์ที่เข้ามาทางตาตามธรรมชาติ; มีสัมปชัญญะรู้ว่า มันเป็นเช่นนั้นเอง, มันเป็นเช่น นั้นเอง, มันก็ไม่เกิดความยินดี. นี้เรียกว่านำความยินดี ในโลกออกเสียได้ ด้วยมีสติสัมปชัญญะ. ทีนี้ถ้ามาในลักษณะ ที่ตรงกันข้าม คือ มาให้โกรธให้เกลียดให้กลัว ก็มีสติ- สัมปชัญญะ ว่า โอ้, มันเช่นนั้นเอง มันเช่นนั้นเอง, มันก็ ไม่เกิดยินร้าย.

น.36 ๒๘ ไม่เกิดยินดียินร้ายแล้ว, มันก็ไม่เกิดความอยากไป ตามความยินดียินร้าย, แล้วมันก็ไม่เกิดตัณหา คือความอยาก, ไม่เกิดอุปาทาน คือตัวกูผู้อยาก, ไม่เกิดภพเกิดชาติ คือความ เต็มเปี่ยมแห่งความรู้สึกว่าตัวกู มันไม่เกิด. ความยินดียิน ร้ายมันไม่เกิด, สิ่งเหล่านั้นมันก็ไม่มาทำให้เป็นทุกข์ได้. ฉะนั้น ถ้ามีสติสัมปชัญญะอย่างเพียงพอ ทุกขณะที่มีอะไร มาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ มัน ก็ไม่มี ยินดียินร้าย. นี้คือ การเดินอยู่ในรอยของพระธรรม อย่างแท้ จริง ไม่เกิดยินดียินร้ายตามเวทนานั้น, คือมีผัสสะที่มี สติสัมปชัญญะ, ผัสสะไม่โง่เวทนาก็ไม่โง่ ก็ไม่เกิดตัณหา คือความอยากที่โง่ มันก็ไม่เกิดอุปาทานว่าตัวกู–ของกู มันก็ เลยไม่เป็นทุกข์. เดี๋ยวนี้ปัญหามันก็มีอยู่ที่ว่า เราไม่มีสติสัมปชัญญะ บางทีก็ไม่มีเอาเสียเลย, บางทีก็มีน้อยเกินไป, บางทีก็มีช้า เกินไป ไม่ทันแก่เหตุการณ์หรือเวลา ฉะนั้น จงพยายาม ฝึกสติสัมปชัญญะ ให้มาก ให้เร็ว สำหรับจะใช้ในขณะ ที่มีผัสสะ, มีผัสสะทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย

น.37 ๒๙ ทางใจ ให้ผัสสะนั้นมันตื่นอยู่ด้วยสติสัมปชัญญะ ก็ไม่คลอด เวทนาโง่, ตัณหาโง่, อุปาทานโง่, มันก็เลยไม่มีความทุกข์. นี่มัน ป้องกันไม่ให้มีความทุกข์. เรื่องมันมีเท่านี้ หัวใจของมหาสติปัฏฐานสูตร มันมีประโยคสั้น ๆ ว่า สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ, มีสติสัมปชัญญะ นำอภิชฌาและ โทมนัสในโลกออกเสียได้. นำความยินดียินร้ายในโลก ที่มีอยู่ในโลก ตามธรรมดาโลก ในจิตใจที่ยังเป็นโลก มันก็ มียินดียินร้าย แล้วก็นำออกเสียได้, คือ ไม่ให้มันเกิดขึ้นมา ได้, มันก็ ไม่เกิดตัณหา ไม่เกิดอุปาทาน ไม่เกิดภพเกิด ชาติ เป็นตัวกู, มันไม่มีตัวกู แล้วมันก็ไม่เอาความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นต้น มาเป็นของกู มันก็ ไม่มีความทุกข์อะไร. เดี๋ยวนี้มันมีอภิชฌาโทมนัส ทางตา สวยไม่สวย, ทางหู ไพเราะไม่ไพเราะ, ทางจมูก หอมหรือเหม็น, ทางลิ้น อร่อยหรือไม่อร่อย ทางผิวหนัง นิ่มนวลหรือกระด้าง, ทาง จิต ยินดีหรือยินร้าย, มันเป็นคู่ เป็นคู่ สำหรับทางจิต คือ ความรู้สึกยินดีหรือยินร้ายที่เป็นคู่ ๆ.

น.38 ๓๐ ความรู้สึกที่เป็นคู่นั่นแหละ สำหรับทำให้ยินดี หรือทำให้ยินร้าย มีมากมายหลายคู่หรือหลายสิบคู่, ดูเหมือน เคยเห็นใครรวบรวมไว้ได้ตั้ง ๓๗ คู่ ความรู้สึกว่าสุขหรือทุกข์ อย่างนี้. ความรู้สึกว่ายินดียินร้ายนี้เป็นคู่แรกแหละ เป็น คู่แรก ยินดีคู่กับยินร้าย, สุขหรือทุกข์, น่ารักหรือไม่น่ารัก, แล้วเลยไปถึงความรู้สึกว่าได้หรือเสีย, ได้มาหรือเสียไป แล้วก็ แพ้หรือชนะ, กระทั่งเรื่องสุขทุกข์ บุญบาป, กระทั่งเรื่อง ความเป็นหญิงความเป็นชายเหล่านี้, ให้เกิดความรู้สึกเป็นคู่ ตรงกันข้าม คือเป็นบวกเป็นลบทั้งนั้น แม้ที่สุดแต่นรกและ สวรรค์ ก็เป็นเรื่องบ้าบอ มีความรู้สึกบวกมีความรู้สึกลบ. อย่าให้ความรู้สึกคู่ ๆ เหล่านี้ เข้ามาหลอกได้ คือไม่ยินดีไม่ยินร้าย ในความรู้สึกที่เป็นแสดงผลออกมา เป็นคู่บวกหรือลบ. ดังนั้น พระอรหันต์ จึงเป็นผู้ที่มีจิตใจ ไม่มีความทุกข์เลย เพราะไม่มีความรู้สึกเป็นบวกหรือเป็นลบ ในสิ่งใด, ไม่มีความรู้สึกเป็นบวกหรือเป็นลบ ในจิตใจพระ- อรหันต์. ดังนั้นท่านจึงไม่มีความรู้สึกเป็น คู่ ๆ ใด ๆ หมด, ไม่บวกไม่ลบ ไม่ positive ไม่ negative ไม่ optimist ไม่ pessimist ไม่รู้สึกแต่ในแง่ดี ไม่รู้สึกแต่ในแง่ร้าย ที่เป็น

น.39 ๓๑ คู่ทั้งหลายแล้วก็ไม่มี เรียกว่าอยู่ตรงกลาง, เป็นตัวพุทธ- ศาสนาแท้ คืออยู่ตรงกลาง. ไม่ใช่อันนี้หรืออันนั้น ไม่ใช่ อันอื่นหรืออันนี้ ไม่ใช่ทำเองหรือคนอื่นทำ ซึ่งมันเป็นคู่ เหวี่ยงสุดโต่งเป็นคู่ ๆ มันไม่มี มันมีแต่อยู่ตรงกลาง, แม้ดี และชั่วนี้ก็อยู่ตรงกลาง ถ้าดีมันก็ให้เกิดความรักความหลง- ใหล ถ้าชั่วให้เกิดความขัดแค้นเป็นทุกข์ขึ้นมา, อยู่ระหว่าง ตรงกลาง ไม่ดี ไม่ชั่ว นั่นแหละ แต่เขาเรียกอีกทีว่า อยู่ เหนือดีเหนือชั่ว. ทีนี้ในโลกนี้ มันเต็มไปด้วยของเป็นคู่ ๆ อย่างนี้ ; แต่ท่านยกตัวอย่างมาเพียงคู่เดียว ว่าอภิชฌาและ โทมนัส ความยินดียินร้าย มันก็โทษใครไม่ได้ เพราะว่า ธรรมชาติมันสร้างมาแล้ว. เรามีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สำหรับรับรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัมมารมณ์, พอสิ่ง เหล่านี้เข้ามา มันก็เข้ามาสร้างความรู้สึกที่เป็นคู่ ข้างใด ข้างหนึ่ง ตามเรื่องของมัน เราก็สูญเสียความอยู่ตรงกลาง. จิตเดิมที่เคยอยู่ตรงกลาง ก็สูญเสียไป เหวี่ยงไปข้างซ้าย เป็นอภิชฌา, เหวี่ยงไปข้างขวาเป็นโทมนัส, แล้วแต่ เหวี่ยงไปทางนี้เปียกแฉะ ก็เหวี่ยงไปทางโน้นก็ไหม้เกรียม

น.40 ๓๒ ไม่อยู่ตรงกลาง นี่ จิตใจชนิดที่รักษาไว้ไม่ได้ มันก็เลย ต้องเป็นอภิชฌาและโทมนัส, แล้วก็ต้องมีความทุกข์. ท่านจึงสอนไว้สั้นที่สุด เป็นหัวใจของมหาสติ- บัฏฐานว่า มีสติสัมปชัญญะนำอภิช ฌาและโทมนัสใน โลกออกเสียได้ ; ประโยคนี้ขอย้ำ ๑๐ หน, เข้าใจว่าคงจะ จำกันแม่นยำทุกคน ว่ามีสติสัมปชัญญะ นำอภิชฌาและ โทมนัสในโลกออกเสียได้. นี่คือ รอยของพระธรรม เมื่อไม่เกิดยินดียินร้ายแล้ว มันก็ไม่เกิดตัณหา อุปาทาน อะไรได้ ก็ไม่มีความทุกข์. หลักอริยมรรคมีองค์ ๘. ทีนี้พูดถึงหลักอริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นหลักการ บำเพ็ญชีวิตอยู่ เพื่อมีสติสัมปชัญญะ เพื่อไม่ยินดียินร้าย, หรือว่าถ้ามันรู้สึกไม่ยินดียินร้ายได้ มันก็เป็นความถูกต้อง ครบทั้ง ๘ องค์แหละ. คนที่ไม่ยินดียินร้าย คือคนมี สัมมาทิฏฐิ มีสัมมาสังกัปปะ มีสัมมาวาจา มีสัมมากัม มันตะ มีสัมมาอาชีวะ วายามะ สติ สมาธิ. ความถูกต้อง ๘ ประการ นี้กระจายออกไป กระจายออกไป จากคำว่านำ

น.41 ๓๓ อภิชฌา และโทมนัสออกเสียได้, กระจายออกไปให้เป็นข้อ ปฏิบัติเห็นชัดง่าย ๆ ว่า ๘ อย่าง เป็นความถูกต้อง. เราจง มีความถูกต้องแห่งความคิดเห็น ความคิด ความเห็น ความรู้ ความเชื่อ รวมเรียกว่า สัมมาทิฏฐิ, แล้วเราก็มี ความปรารถนาที่ถูกต้อง คือ สัมมาสังกัปปะ, แล้วมีการพูดจาถูกต้อง เรียก สัมมาวาจา, มีการกระทำ การงานที่ถูกต้อง เรียกว่า สัมมากัมมันตะ, ดำรงชีวิต ถูกต้อง เรียกว่า สัมมาอาชีวะ, พยายามอยู่แต่ในทางถูก ต้อง เรียกว่า สัมมาวายามะ กำหนดสติอยู่อย่างถูกต้อง เรียกว่า สัมมาสติ ปักใจมันอยู่แต่ในความถูกต้อง อย่างนี้ เรียกว่า สัมมาสมาธิ, เรียกว่าทางสายกลาง. เมื่อเดินอยู่ใน อยู่ ๘ องค์ นี้แล้ว มันก็ไม่เอียง ซ้ายหรือเอียงขวา ไม่เป็นกามสุขัลลิกานุโยค คือจมอยู่ใน กาม, ไม่เป็นอัตตกิลมถานุโยก ไปหลงทำลายอวัยวะเป็นที่ รับอารมณ์ให้พินาศไปเสีย ; เรียกอย่างอื่นเรียกว่า อาคาฬหะ คือ เปียกแฉะ กับ นิชฌามะ คือ ไหม้เกรียม อย่ามีชีวิต ชนิดที่เปียกแฉะ, อย่ามีชีวิตชนิดที่ไหม้เกรียม แต่ให้อยู่ ตรงกลาง เป็นความถูกต้องทั้ง ๘ ประการอย่างที่กล่าวแล้ว.

น.42 ม ที่ขยายออกไปจากประโยค สั้น ๆ ประโยคแรกว่า มีสติสัมปชัญญะ นำอภิชฌาและโทมนัส ในโลกออกเสียได้, มีความถูกต้องทั้ง ๘ ประการนั้นครบ ถ้วนอยู่ เป็นตัวชีวิตจิตใจ. นี่คือดำรงตนอยู่ในมัชฌิมา ปฏิปทา เดินตามรอยทางเก่า, รอยทางเก่าที่พระอริยเจ้าได้ เดินไปแล้ว, ได้เดินไปแล้ว แต่ทิ้งร่องรอยไว้ให้คนข้างหลัง. เราจึงเดินไปตามทางเก่านั้น ซึ่งบุคคลเดินไปแล้วนับไม่ไหว นับไม่ถ้วน เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระอรหันต์ เป็นพระอริย- บุคคลกันนับไม่ถ้วน. นี่สำหรับเราจะได้เดินตามไป, แกะ รอยแล้วก็เดินตามไป. ปฏิบัติอย่างลัดสั้นที่สุด ก็คือมี สติสัมปชัญญะ ไม่ให้อภิชฌาและโทมนัสเกิดขึ้น อยู่ ด้วยความถูกต้องทั้ง ๘ ประการ ที่เรียกว่าอัฏฐังคิกมรรค. ต้องฝึกกัมมัฏฐานเช่นอานาปานสติ. ทีนี้ก็เหลืออยู่หน่อยหนึ่ง คือว่าทำอย่างไรจะมีสติ สัมปชัญญะ มันก็ต้องฝึกเท่านั้นแหละ, มันไม่มีทางอื่น, ฝึกอย่างที่เขาเรียกกันว่า ฝึกวิปัสสนาฝึกกัมมัฏฐานนั่นแหละ. ถ้าทำไปอย่างถูกต้องไม่งมงาย, ไม่งมงาย เพราะมันมีการ

น.43 ๓๕ งมงายได้. ถ้าทำไปอย่างถูกต้องไม่งมงาย มันจะเพิ่มมี สติสัมปชัญญะ. ยกตัวอย่างเช่น อานาปานสติ ๑๖ ขั้น ๔ หมวด ๆ ละ ๔ ชั้น หมวดที่ ๑ กำหนดลมหายใจยาว กำหนดลม หายใจสั้น กำหนดความที่ลมหายใจปรุงแต่งร่างกาย แล้วก็ บรรเทาการปรุงแต่งนั้นให้ลดลง นี่เรียกว่า ๔ ขั้น. กำหนด ลมหายใจยาวขั้น ๑ กำหนดลมหายใจสั้น แล้วก็ รู้ว่าลม หายใจนี้ปรุงแต่งกาย คือเนื้อหนัง, แล้วก็ รู้จักทำให้การ ปรุงแต่งนั้นลดกำลังลงเสีย คือจิตใจสงบรำงับ จนเป็นสมาธิ นี้ฝึกเข้าเถอะมันจะมีทั้งสติทั้งสมาธิ ทั้งสัมปชัญญะทั้งปัญญา ในขั้นเริ่มต้น. การที่จะกำหนดอะไรได้นั้น มันต้อง มีสติ, ถ้าเรากำหนดอะไรได้ ก็เท่ากับทำให้มีสติ. ฉะนั้น ฝึกการกำหนดอะไรได้ ก็คือการฝึกมีสติ นั่นเอง. นี่ ขอให้ฝึกชนิดที่ว่า มีสติเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น ๆ. กัมมัฏฐานมี มาก, แต่กัมมัฏฐานที่ พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญ ก็คือ อานาปานสติ อย่างที่ว่านี่ ๑๖ ขั้นนี้. พระองค์เองก็ได้ ทรงบำเพ็ญอานาปานสติ จึงได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า.

น.44 ๓๖ หมวดที่ ๒ ครั้นทำการปรุงแต่งร่างกาย คือบรรเทา การปรุงแต่งของลมหายใจปรุงแต่งร่างกายเสียได้ ก็มีสมาธิ เป็นสมาธิ เป็นผลของขั้นที่ ๔ แล้ว ในสมาธินั้นมีความ รู้สึกที่เป็นปีติและเป็นสุข กำหนดบีติว่าเป็นอย่างไร, กำหนด ความสุขว่าเป็นอย่างไร, แล้วกำหนดรู้ว่าทั้งสองอย่างนี้ ปรุงแต่งจิต, แล้วก็บรรเทากำลัง ปรุงแต่งของสิ่งทั้งสองนี้ เสีย, นี่จิตก็รำงับลง รำงับลง นี่ หมวดเวทนามีอยู่ ๔ ขั้น. . ทีนี้ หมวดที่ ๓ ก็เรื่องจิตล้วน, รู้ว่าจิตกำลังเป็น อย่างไร ในกี่อย่างก็ตาม, แล้วก็ฝึกบังคับจิต ให้ยินดีพอใจ ธรรมปีติในธรรม, แล้วฝึกจิตให้ตั้งมั่น เข้มแข็ง แล้วก็ ฝึกจิตให้ปล่อย สิ่งที่เข้ามายึดถือ ปล่อยจิตจากสิ่งที่ยึดถือ ปล่อยสิ่งที่ยึดถือจากจิต แล้วแต่จะเรียกได้ทั้งนั้นแหละ ตอน นี้เข้มแข็งมากจนบังคับจิตได้แล้ว, สติก็เกินพอใช้แล้ว. อันสุดท้ายเป็น หมวดที่ ๔ กำหนดอนิจจัง ความ ไม่เที่ยงของสิ่งทั้งปวง. ดูข้างในอย่าดูข้างนอก ตามหลัก ธรรมะแล้ว จะไม่กำหนดสิ่งที่มีอยู่ข้างนอก, จะกำหนด อนิจจัง ก็กำหนดสิ่งที่มีอยู่ข้างใน. ดังนั้นจึงย้อนกลับมา กำหนดลมหายใจยาวลมหายใจสั้น ปรุงแต่งกายและระงับ

น.45 ๓๗ กายสังขาร. ทีนี้กำหนดลมหายใจยาว ก็เพื่อจะดูความ ไม่เที่ยง ของมัน, กำหนดลมหายใจสั้น ก็เพื่อจะดูความ ไม่เที่ยง ของมัน, ดูความที่ลมหายใจปรุงแต่งร่างกาย ก็ เพียงแต่จะดูความไม่เที่ยง ของมัน, ดูความที่ร่างกายรำงับ ลง รำงับลง ก็เพื่อ จะดูความไม่เที่ยง ของมัน, และดูปีติ ก็ดูความไม่เที่ยง ของมัน, ดูความสุขก็ ดูความไม่เที่ยง ของมัน, ดูข้อที่บีติและสุขปรุงแต่งจิต ก็ ดู ความไม่เที่ยง ของมัน. ดูความที่จิตรำงับลง ก็ดู ความไม่เที่ยง ของมัน. ทีนี้ก็มาดูจิตเอง จิตอย่างนี้ก็เห็นความไม่เที่ยง จิตอย่างนั้น ก็เห็นความไม่เที่ยง เห็นความไม่เที่ยงของจิต ที่เปลี่ยนแปลง ได้อย่างนั้นๆทุกชนิด แม้จิตที่ยินดีก็ไม่เที่ยง, จิตที่ตั้งมั่นก็ไม่ เที่ยง, จิตที่ปล่อยก็ไม่เที่ยง, มัน เห็นความไม่เที่ยงรุนแรง, โดยเฉพาะอย่างยิ่งของปีติและสุข จึงละความพอใจและ ความไม่พอใจเสียได้. ครั้นเห็นความไม่เที่ยง อย่างนี้แล้ว จิตก็คลายตัว จากความยึดถือ เรียกว่าวิราคะ, กำหนดวิราคะอีกทีหนึ่ง มันคลาย ๆ ๆ ออกไป ก็ดับหมดแห่งตัวตน หรือความยึด ถือ เรียกว่า นิโรธะ ก็กำหนดนิโรธะอีกทีหนึ่ง. ในที่สุด

น.46 ๓๘ ก็ กำหนดปฏินิสสัคคะ คือว่า อ้าว, เดี๋ยวนี้สลัดคืนแล้ว, สลัดคืน แล้ว สลัดความยึดถือ หรือสิ่งที่เคยยึดถือออกไป แล้ว เรียกว่ากำหนดปฏินิสสัคคะ, เลยได้เป็น ๔ หมวด หมวดละ ๔ ขั้น เรียกว่า ๑๖ ขั้น นี้เรียกว่าอานาปานสติ. เมื่อฝึกอานาปานสติแล้ว จะมีสติที่สมบูรณ์ มากและเร็วพอ, แล้วยังให้เกิดปัญญา ตัดกิเลสตัณหาพร้อม กันไปในตัว ในระบบนี้ ในระบบอานาปานสติ, ไม่ต้อง เปลี่ยน ไม่ต้องเลื่อนระบบอื่น ไม่ต้องเปลี่ยนเป็นระบบอื่น, เพียงระบบอานาปานสติระบบเดียว ก็จะทำได้ตั้งแต่ต้นจน ถึงบรรลุพระอรหันต์, แล้วรู้ว่าเป็นพระอรหันต์แล้ว, นี่ เรื่องของการฝึกให้มีสติ. มีสติสัมปชัญญะเสมอ จะไม่ทำผิดใด ๆ. ฉะนั้น เพียงแต่หัดกำหนด ลมหายใจยาว ลมหายใจ สั้น ให้อยู่ในอำนาจได้ ก็มีการฝึกสติโขอยู่ เพียงพออยู่มาก เหมือนกัน, จะเกิดนิสัยว่า มันต้องรู้สึกตัวในสิ่งนั้น ๆ อยู่. ก่อนแต่ที่จะมีความคิดนึกใดๆ ผลมหาศาลมันเกิดขึ้นว่า จะ

น.47 ๓๙ เกิดนิสัยใหม่ที่ว่า จะต้องรู้สึกตัว ก่อนแต่ที่จะคิด จะ พูด จะทำอะไร จะต้องรู้สึกตัวเสียก่อนเสมอ, นี่ประโยชน์ อานิสงส์ของความมีสติ. เมื่อรู้ว่าเป็นอย่างไร แล้ว กำหนดไว้ กำหนดไว้ นั้นเรียกว่าสัมปชัญญะ. กำหนด อยู่ คือรู้ตามที่เป็นจริงว่า มันเป็นอย่างนั้น แล้วกำหนดไว้, เมื่อกำหนดอยู่อย่างนี้ มันก็ทำอะไรผิดไม่ได้ ที่ว่า รู้สึกตัว ทั่วพร้อมอยู่เสมอ คือ สัมปชัญญะ. เดี๋ยวนี้ความรู้สึกตัวนั่นแหละ มากลายเป็นชีวิตนี้ ไปแล้ว ชีวิตนี้เต็มไปด้วยความรู้สึกตัว, ดำเนินชีวิตอยู่ด้วย ความรู้สึกตัว ทุกวินาที ทุกกระเบียดนิ้ว มันเต็มอยู่ด้วย ความรู้สึกตัว, มันเกิดมีชีวิตชนิดที่รู้สึกตัวอยู่เสมอ. คำฝรั่ง มีอยู่คำหนึ่งที่เขาแปลได้ถูกต้องดีคือ awareness มีความรู้สึก อยู่ ตามที่ความจริงนั้นมันเป็นอย่างไร, มีความรู้สึก ในความจริงนั้นอยู่ตลอดเวลา เรียกว่ามี ความรู้สึกตัวทั่ว พร้อม. เดี๋ยวนี้ชีวิตเต็มไปด้วยความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มัน ทำผิดอะไรไม่ได้อีกต่อไป, มันยินดียินร้ายในอะไรไม่ได้อีก ต่อไป, เพราะมันมีสติสัมปชัญญะคอยป้องกันไว้ได้ทันท่วงที ตามหลักบาลีที่ว่า นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้.

น.48 ๔๐ นี่ ขอย้ำประโยคนี้ ๑๐ ครั้ง ว่ามี สติสัมปชัญญะ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้ เพราะเรามี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันช่วยไม่ได้ที่จะไม่ให้อะไรเข้ามาถูกตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, มันช่วยไม่ได้ มันป้องกันไม่ได้, มัน ทำได้แต่ว่า ถ้ามันเข้ามาถูก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจแล้ว ก็ ให้ต่อสู้หรือต้อนรับ ในลักษณะอย่างที่ว่า คือมีสติ สัมปชัญญะทันในขณะแห่งผัสสะ ไม่เกิดเวทนาโง่ ก็ไม่ เกิดตัณหา ไม่เกิดอุปาทาน ไม่เกิดภพ ไม่เกิดชาติ ไม่เกิด ความทุกข์ใด ๆ. นี่เรียกว่า รอยของพระธรรม และเรียกว่าการเดิน ตามรอยทางเก่า เดินตามรอยทางเก่า คือรอยพระธรรมเป็น ทางเดินเก่า ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายเดินไปแล้ว, พระ อรหันต์ทั้งหลายเดินไปแล้ว, พระอริยบุคคลทั้งหลายเดินไป แล้ว. . . . . . . . . . . . . . . . . พูดเพียงเท่านี้ ขอยืนยันว่าจบเรื่อง แม้จะโดยย่อ, พูดเพียงเท่านี้ มันจบเรื่องทั้งหมด แต่ว่ามันเป็นการพูด

น.49 ๔๑ โดยย่อ ในเวลาอันจำกัด, แต่แม้ใครจะขยายความอธิบาย มากออกไปเท่าไร ๆ มันก็ยังอยู่ในขอบเขตเพียงเท่านี้ มีสติ สัมปชัญญะ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้. หวังว่านิสิตนักศึกษาครูบาอาจารย์ทั้งหลาย จะได้ กำหนดจดจำใจความสำคัญ ดังที่ได้บรรยายมาแล้วนี้ ว่าเรา พูดกันถึงเรื่อง รอยของพระธรรม, ดำเนินชีวิตอยู่ในรอย ของพระธรรม, มีสติสัมปชัญญะ นำอภิชฌาและโทมนัส ในโลกออกเสียได้, เสร็จแล้วมีการเป็นอยู่ที่ถูกต้อง ๘ ประการ ที่เรียกว่าอริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็นตัวพรหมจรรย์ คือเป็นตัวพุทธศาสนา, แล้วมันก็เป็นการดับทุกข์, เป็น ชีวิตที่ไม่เป็นทุกข์. แม้จะมีอะไรมากระทบ มันก็ถูกทำให้ กลับไป ให้กลับไป ไม่มาทำให้จิตใจให้เป็นทุกข์ ; เหมือน ว่าคลื่นในทะเลน่ะ มันก่อตัวขึ้นมา แล้วมันมาตายที่ฝั่งทั้ง นั้นแหละ, คลื่นทุกลูกมาตายที่ฝั่งทั้งนั้น. ฉะนั้นอะไร ๆ ที่มันจะก่อเรื่องก่อราวขึ้นมา ในจิตใจในชีวิตนี้ ขอให้มันมา ตายที่ฝั่ง คือสติสัมปชัญญะ ชนิดที่นำอภิชฌาและโทมนัส ในโลกออกเสียได้ เรื่องก็มีเท่านี้.

น.50 ๔๒ นี่การบรรยายนี้เรียกสั้น ๆ ว่า เรื่องรอยของพระธรรม หวังว่าท่านทั้งหลายคงจะมีความรู้ความเข้าใจบ้าง ไม่มากก็ น้อย, สามารถที่จะแกะรอยพระธรรม ดำเนินชีวิตให้เป็น ไปตามรอยของพระธรรม ตามรอยตามหลังพระพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์ หรือพระอริยบุคคลไปตามลำดับ, มีความ สุขสวัสดีอยู่ในโลกนี้ มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ จนกว่าจะเป็น คนที่เต็ม อยู่ทุกทิพาราตรีกาลเทอญ.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต