Buddhadasa.org
หนังสือสิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตา ในฐานะเป็นหัวใจของพุทธศาสนา › อ่านฉบับเต็ม

📖 สิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตา ในฐานะเป็นหัวใจของพุทธศาสนา

ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ แสดง ณ ลานหินโค้ง ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๘ — ชุดลอยปทุม · วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๘

📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว 📄 อ่านสแกนต้นฉบับ

น.9 การบรรยายในครั้งนี้ จะได้บรรยายโดยหัวข้อว่า สิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตา; บาลีว่า ธรรมทั้งปวง, ธรรม แปลว่า สิ่ง , นี้ สิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตา ในฐานะที่เป็น หัวใจของพุทธศาสนา . เราจะใช้เวลาไม่มากมายอะไร แต่ จะพูดถึง สิ่งซึ่งเป็นหัวใจของพุทธศาสนา คือหลักการ ที่ว่า ทุกสิ่งนั้นมิได้เป็นตัวตน, ตามธรรมชาติมิได้เป็น ตัวตน ; เมื่อไปยึดถือเอาเป็นตัวตน มันก็เปลี่ยนรูปเป็น ของหนักขึ้นมา, แล้วก็ขบกัดผู้ที่ยึดถือว่าเป็นตัวตนนั่นแหละ *ธรรมบรรยายแก่คณะนักศึกษา ม.ศ.ว. กรุงเทพฯ และวิทยาลัยครูอยุธยา (ครั้งที่ ๒) ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๘

น.10 ๒ ให้มีความทุกข์ มีความลำบาก. ใจความมันก็มีเท่านี้ ว่า ทุก สิ่งตามธรรมชาติ เป็นไปตามธรรมชาติ นั้น มิใช่ตัวตน; แต่พอ ถ้าจิตใจ ของใคร มันโง่ ไปทำความรู้สึกเป็นตัวตน ขึ้นมา มัน ก็มีปัญหา ใหญ่หลวงแหละ, คือมีความทุกข์. ฉะนั้น เราจะพูดถึงเรื่องหัวใจของพุทธศาสนาใน เวลาอันไม่นานนี่ ; แต่ท่านทั้งหลาย จะต้องตั้งใจพึ่งให้ดี ๆ, กำหนดข้อความให้ดี ๆ คือให้เข้าใจและใช้ให้เป็นประโยชน์ ได้, โดยเข้าใจความหมายของคำว่า ทุกสิ่งมิใช่ตัวตน. จงทำ ให้เป็นเวลาที่สำคัญที่สุด ที่จะฟังเรื่องอันสั้น ๆ นี้ ด้วยจิตใจ ด้วยสติสัมปชัญญะทั้งหมด ให้เข้าใจให้ถึงที่สุด โดยทำใน ใจว่า หัวใจพุทธศาสนามีว่า ทุกสิ่งมิใช่ตัวตน , มีเท่า นั้นแหละ ทุกสิ่งมิใช่ตัวตน. ที่นี้จะต้องปฏิบัติต่อสิ่งที่มิใช่ตัวตนอย่างไร นั้น มันก็มีเรื่องยืดยาวไป, แต่มันก็รวมอยู่ในความหมายสั้น ๆ ว่า ต้องปฏิบัติให้ถูก ต่อความที่สิ่งนั้นมิใช่ตัวตน, มัน ยืนหลักว่า ทุกสิ่งมิใช่ตัวตนไว้เรื่อยไป. อย่างที่เคยบอกมาบ้างแล้วว่า พุทธศาสนาเดิมแท้ ก็มีอยู่. พุทธศาสนาที่ปรุงใหม่ แยกออกไปเป็นนิกาย ๆ ๆ

น.11 ๓ ตั้งหลายนิกาย, ที่เป็นใหญ่ ๆ นิกายใหญ่ ๆ เป็นหลักเป็น ประธาน ก็มีตั้ง ๑๘ นิกายอย่างนี้, อย่างนี้ไม่ต้องรู้ก็ได้ ; เพราะต้องการให้รู้แต่เพียงว่า แม้จะแยกออกไปเป็นกี่นิกาย, กี่นิกายก็ตามที แต่เรื่องที่เป็น หัวใจของคำสั่งสอนนั้น จะตรงกัน ในข้อนี้ : ข้อที่ว่า ทุกสิ่งมิใช่ตัวตน. นี้ คำอธิบายปลีกย่อยเรื่องประกอบอะไรต่าง ๆ มีอีกมากมาย ไป ตามแบบแห่งนิกายของตน ๆ มันก็ต่างกันเป็นธรรมดา ; แต่ หัวใจของคำสั่งสอนที่จะดับทุกข์ได้ มันตรงเป็นประโยค เดียวกันหมดว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา มิใช่ตัวตน. ถ้า เข้าใจ สิ่งนี้ ปฏิบัติ สิ่งนี้ ได้รับผล จากสิ่งนี้ ก็เป็นอันว่าจบเรื่อง. การได้ฟัง อย่างนี้ คือได้ฟังทั้งหมด ในพุทธศาสนา, การได้ปฏิบัติ อย่างนี้ ก็ปฏิบัติทั้งหมดใน พุทธศาสนา คือปฏิบัติอย่างที่ให้รู้ว่าไม่มีตัวตน, ปฏิบัติต่อ สิ่งทั้งปวงอย่างที่ไม่มีตัวตน นั่นแหละเป็นการปฏิบัติทั้งหมด ในพุทธศาสนา, ถ้า ได้รับผลจากการปฏิบัตินี้ ก็เป็นการ ได้รับผลทั้งหมดทั้งสิ้นในพุทธศาสนา คือ มรรค ผล นิพพาน ทั้งหมดทั้งสิ้นในพุทธศาสนา. ฉะนั้นขอให้ตั้งใจฟังให้ดี แม้ว่าจะอยู่ในขั้นเยาว์วัยอายุยังน้อย ได้ยินได้ฟังมาน้อย ได้

น.12 ๔ ศึกษามาน้อย ก็ไม่เป็นไร, ขอแต่ให้สนใจฟังให้ดีในข้อนี้ ให้เข้าใจให้ได้. คำว่า "ตัวตน, ตัวตน" นั้นเป็นสิ่งที่มิได้มีอยู่จริง, ตัวตนเป็นสิ่งที่มิได้มีอยู่จริง ; แต่จิตมันปรุงความคิดว่า ตัวตนขึ้นมาด้วยจิต, จิตมันก็รู้สึกอย่างนั้น มันก็เลยมีตัวตน ขึ้นมา สำหรับจิตนั้น นี่ตัวตนเป็นสิ่งที่มิได้มีอยู่จริงโดย ธรรมชาติ ; แต่กลายเป็นมีอยู่จริง เพราะ จิตมันคิดว่า อย่างนั้น, ทุกอย่างมันสำเร็จด้วยจิต. ฉะนั้นจะ ต้องรู้ ข้อนี้ รู้ ข้อที่ว่า จิตมีอยู่เป็นตัวเรื่อง เป็นตัวของเรื่อง, แต่จิต นั้นก็มิใช่ตัวตน. จิตนั้นอาจจะคิดว่าตัวตนก็ได้ มิใช่ตัวตนก็ได้, แล้วแต่สิ่งที่มาแวดล้อมให้จิตคิด. ที่นี้ ตาม ธรรมชาติ ของจิตนี้ ถ้ามันมีความรู้สึกประเภทหนึ่ง ๆ คือความยินดียินร้ายขึ้นมาแล้ว มันก็จะปรุงความคิดต่อไปว่า เป็นตัวตน คือผู้ยินดียินร้ายจะเกิดเป็นตัวตนขึ้นมา หัวใจในการปฏิบัติธรรม คือมีสติสัมปชัญญะ. ในการบรรยายครั้งที่แล้ว เรื่องรอยของธรรมนั้น ก็ได้บอกแล้วว่า หัวใจการปฏิบัติทั้งหมด คือการมีสติ

น.13 ๕ สัมปชัญญะ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้. ถ้าท่านยังจำประโยคนี้ได้ดี, เข้าใจประโยคนี้ได้ดี ก็จะเข้าใจ เรื่องต่อไปนี้ได้โดยง่าย. ในครั้งที่แล้วมาได้เน้นแล้วเน้น อีก, เน้นแล้วเน้นเล่า ว่าหลักปฏิบัติมีอยู่ว่า มีสติสัมป. ชัญญะ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้. ขอย้ำใจความอีกครั้งหนึ่งว่า เรามีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, ข้างนอกมันก็มีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัม- มารมณ์ ๖ เหมือนกัน, ข้างใน ๖ ข้างนอก ๖ เป็นคู่ปรับกัน. พอมัน ถึงกันเข้า ยกตัวอย่างเช่นตา ถึงกันเข้ากับรูปข้าง นอก ก็มีผัสสะ, แล้วก็ มีเวทนา คือความรู้สึกพอใจ หรือไม่พอใจ นั่นแหละคือตัวความยินดียินร้าย : สุขเวทนา ก็ยินดี, ทุกขเวทนาก็ยินร้าย ; เมื่อมีความยินดียินร้ายแล้ว มัน จะปรุงไปตามลำดับ เป็นความรู้สึกว่ามีตัวตน คือ ตัวกูผู้มีความยินดียินร้ายนั่นเอง. ตัวกูเกิดจากการปรุง. ยกตัวอย่างง่าย ๆ สักเรื่องหนึ่ง เช่นว่าถูกยุงกัด, พอยุงกัดแล้วก็เจ็บปวด มันก็ยินร้ายสิ เพราะเจ็บปวดมันก็

น.14 ๖ ยินร้าย. ความรู้สึกยินร้ายมันจะปรุงให้เกิดความรู้สึกว่า ตัวกูถูกยุงกัดแล้วก็เจ็บ, ตัวกูเจ็บ, ตัวกูเป็นทุกข์. ความ รู้สึกว่าตัวกู ๆ นี้มันเป็นเพียงความรู้สึก ไม่ใช่ตัวตนจริง ; ที่จริงก็มีอยู่แต่ร่างกาย แล้วถูกยุงกัด, แล้วก็มีความรู้สึกที่ ตรงนั้น, ตรงที่ยุงกัดนั้น เป็นความเจ็บแก่ระบบประสาท ที่มีอยู่ในร่างกายตามธรรมชาตินี้ เท่านั้นเอง. ถ้าเรารู้ความจริงข้อนี้ เราก็จะรู้ว่า มีแต่ ยุงกัด, แล้วก็ปรากฏที่ระบบประสาทที่ตรงนั้น คือความเจ็บ , แล้วก็รู้สึกได้ด้วยจิต ว่าเป็นความเจ็บ, เรื่องมีเท่านั้น. แต่ ทีนี้จิตธรรมดาสามัญ จิตของบุถุชน นั่น ความรู้สึกเจ็บ หรือรู้สึก ไม่ชอบใจ เป็น โทมนัส ขึ้นมานี้, มันปรุงต่อไป จนเกิดความรู้สึกว่าตัวกู, ตัวกูถูกยุงกัด แล้วก็เจ็บ, ยุงมัน กัดกู. นั่นมันเป็นความรู้สึกว่า ยุงมันกัดกู, ซึ่งที่แท้มัน มีเพียงว่า ยุงมันกัดเจาะที่ตรงนั้น, แล้วมันก็มีความรู้สึก เจ็บที่ตรงนั้น ตามหน้าที่ของระบบประสาท ที่มันจะ รายงานว่ามันเจ็บที่ตรงนั้น ซึ่งจะเป็นยุงหรือเป็นอะไรก็ตาม มันไม่ได้มีตัวกู, มันมีแต่เนื้อหนังธรรมดาถูกยุงเจาะ แล้ว ก็รู้สึกเจ็บ, โดยระบบประสาทเป็นผู้รายงานว่าเจ็บ ; ถ้ารู้สึก เพียงเท่านี้ก็ไม่มีตัวกู.

น.15 ๗ เดี๋ยวนี้มันไม่รู้สึกเพียงเท่านั้น ที่รู้สึกเจ็บไม่พอใจ มันปรุงความคิด, ปรุงความคิดแท้ ๆ. ความคิดปรุงแต่ง แท้ ๆ เป็นกู : กูถูกยุงกัด กูก็โกรธ เพราะถูกยุงกัด, กูเจ็บเพราะถูกยุงกัด. คำว่าความเจ็บมันก็เกิดขึ้น, มันมิได้ เป็นเพียงความรู้สึกแก่ระบบประสาทตามธรรมชาติเสียแล้ว. ถ้าถือว่าเป็นความรู้สึกแก่ระบบประสาทตามธรรมชาติ มันก็ มีเท่านั้น, มันก็ มีความรู้สึกที่สมมติเรียกว่าความเจ็บ, แต่ไม่ใช่ตัวกูเจ็บ ไม่ใช่เจ็บของกู. แต่คนทั่วไป คนบุถุชน ทั่วไป มัน ไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้น มัน ปรุงเป็นความคิด ขึ้นมาว่า กู ถูกยุงกัด, กูมันก็เกิดขึ้น, กูซึ่งไม่เคยมี ซึ่งไม่มี ไม่รู้อยู่ที่ไหน มันก็มาเกิดขึ้นมา เป็นตัวกูถูกยุงกัด แล้วก็ เป็นทุกข์. นี่ตัวอย่างที่จะแสดงให้เห็นว่า ตัวกูนี้ไม่ใช่เป็น ของจริงจังอะไร, มิได้มีอยู่ อย่างที่เรียกว่า มีอยู่ตลอดกาล เหมือนกับที่เขาเชื่อ เขาคิด เขานึกกันว่า ตัวกูมีอยู่ตลอดกาล ที่จริง ตัวกูเป็นเพียงความรู้สึกที่เพิ่งเกิดชั่วขณะ ๆ ที่มี ความยินดียินร้าย.

น.16 ๘ ทีนี้ถ้าว่าได้รับการประคบประหงม หรืออะไรก็ตาม ที่ตรงนั้น ให้ เกิดความสนุกสบาย ขึ้นมา มันก็ ควรจะรู้สึก แต่เพียงว่า ตรงนั้นมันเกิดความรู้สึกสบายขึ้นมา ตามระบบ ประสาท ตามหน้าที่ของระบบประสาท , มิได้มีตัวกู ผู้อร่อยผู้สบาย. แต่เดี๋ยวนี้มันไม่รู้อย่างนั้น, พออร่อย หรือสบาย มันก็ปรุงเป็นความคิดว่า กูผู้อร่อย หรือสบาย ; นี้เรียกว่า อภิชฌา มันเกิดขึ้น, ความยินดี มันได้ เกิดขึ้น . รู้จักเปรียบเทียบเป็นคู่ ๆ ว่า ความยินดีให้เกิด ตัวกูอย่างไร, ความยินร้ายให้เกิดตัวกูอย่างไร ; เกิดตัวกู แล้วก็เหมือนกันแหละ มันเป็นตัวกูสำหรับจะยินดียินร้าย : ความรู้สึกที่ไม่พอใจทำให้เกิดยินร้าย, ความรู้สึกพอใจ ทำให้เกิดยินดี. ถ้าไม่ยินดียินร้าย ตัวกูเกิดไม่ได้. ถ้าเราไม่เกิดยินดียินร้าย ตัวกูไม่มีทางเกิด, นี้ ประโยคที่สำคัญที่สุด ถ้าเราไม่รู้สึกยินดียินร้าย แล้วตัวกู จะไม่เกิดได้ , ความรู้สึกว่าตัวกูจะไม่เกิดได้, ตัวกูซึ่งเป็น ของลม ๆ แล้ง ๆ ไม่อาจจะเกิดได้. ขอให้เข้าใจอย่างนี้ จนจับได้ว่า อ้าว, เรื่อง ตัวกู นี้มัน เป็นเรื่องมายา , เหลว-

น.17 ๙ คว้าง มิได้มีตัวตนอยู่จริง , เป็นแต่เพียงความรู้สึกเท่านั้น, ความรู้สึกเท่านั้น. แต่ว่า "ความรู้สึกเท่านั้น" มันไม่ใช่เท่านั้น, มัน มิได้หยุดอยู่เท่านั้น, มันปรุงแต่งความคิดอย่างอื่นต่อไป อีกมากมายยืดยาว ว่าตัวกูเจ็บ, เกิดเป็นตัวกู, รู้สึกว่าตัวกู เจ็บขึ้นมา. ความคิดมันจะเกิดต่อไปว่า กูจะฆ่ายุง หรือกู จะทำอะไรต่อไปที่เกี่ยวกับการฆ่ายุง, จะต้องไปหายามาฆ่ายุง, จะต้องทำอะไรทุกอย่าง, แล้วบางทีก็พาลโกรธสิ่งต่าง ๆ ต่อ ไปอีก. ในกรณีที่เป็นความสบาย ที่ตรงเนื้อหนังตรงนั้น ก็เหมือนกัน ถ้ามัน มีความรู้สึกเป็นตัวกู, กูสบาย กูสบาย ขึ้นมาแล้ว มัน ก็คิดต่อไป : จะมี จะหา จะยึดครอง จะ หามาไว้ให้มาก จะสะสมให้มาก, จะทำอย่างนั้นอย่างนี้ เพื่อ ได้ปัจจัยแห่งความสบายมาให้มาก , ก็คิดต่อไป ยืดยาวไป ไม่ค่อยสิ้นสุดดอก. นั้นเป็นเรื่องของปัญหา หรือ เป็น เรื่องของความทุกข์. ขอให้มองให้เห็น ตรงจุดสำคัญที่สุดว่า ถ้าไม่มี ความรู้สึกยินดียินร้าย แล้วสิ่งที่เรียกว่าตัวกูจะไม่เกิด ;

น.18 ๑๐ เมื่อตัวกูไม่เกิด ความรู้สึกว่าตัวกูไม่เกิด ก็ไม่เกิดความรู้สึก ปรุงแต่งต่าง ๆ ต่อไปอีก, หยุดกันแค่นั้น มันก็ไม่มีตัวกู, แล้วก็ไม่มีตัวกูที่ถูกยุงกัด, มีว่ายุงมันกัด รู้สึกเจ็บปวดที่ ตรงนั้น ตามระบบประสาทบอกให้รู้ เสร็จแล้วมันก็เลิกกัน ไม่ต้องเป็นทุกข์เป็นร้อนให้มาก. ถ้าจะไล่ยุงก็ไล่ได้ จะเป็นไรไป, แต่ไม่ต้องถึง กับเป็นทุกข์เป็นร้อน โมโหโทโส เป็นไฟขึ้นมาในจิตใจ, จัดการอย่างไรอย่างหนึ่งให้ยุงมันไปเสีย. เอ้า, ถ้าสมมติว่า จะเอากันให้ถึงขนาดตบยุง ก็อย่าตบด้วยจิตที่โมโหโทโสให้ เป็นทุกข์สิ, บัดไป ตามธรรมดา ยุงมันก็ไป. เอาอย่าง ควาย, เอาอย่างควาย ควายมันมีหาง มีพวงหาง แกว่งไป แกว่งมา ถ้าเหลือบมันมากัดที่ตรงไหน มันรู้สึกปวดที่ตรงนั้น มันก็แกว่งไปอย่างนั้นแหละ เพื่อไล่ไปอย่างนั้นแหละ, เรียกว่าหางแกว่งไปแกว่งมา คอยไล่ยุงอยู่เรื่อย หรือว่า จะคอยไล่ ตรงที่รู้สึกเจ็บปวด ไม่มีเจตนาจะฆ่า จะอะไรนัก นี่เกี่ยวกับยุง ตัวอย่างที่ว่ามีความเจ็บปวดขึ้นมา เกี่ยวกับยุง, แล้วมันจะเกิดตัวกู, แล้วมันจะเกิดโทสะ เกิด โกธะ เกิดกิเลสกันยืดยาว, หรือว่าถ้าเอร็ดอร่อย สบาย

น.19 ๑๑ ที่ตรงไหน ; ความอร่อยนั้นจะให้เกิดตัวกู , แล้วความคิด นึกนั้นก็จะเป็นไปอย่างยืดยาว ที่เรียกว่า ความยึดมั่นถือมั่น ในความอร่อย ในบุคคลผู้อร่อย ในสิ่งที่ให้ความอร่อย. นี่มันเป็นเรื่องไปมากมายอย่างนี้, นี่เป็นความทุกข์ เมื่ออายตนะกระทบกันเป็นเรื่องตามธรรมชาติ. ฉะนั้นถ้าอย่ามีความรู้สึกทำนองนี้มันก็จะไม่ต้องมี ความทุกข์ ; อะไรก็เป็นไปตามนั้นแหละ, เป็นไปตาม ธรรมชาตินั่นแหละ, แล้วก็ไม่ต้องมีความทุกข์ก็แล้วกัน ให้มัน สวยเข้ามาทางตา ก็เฉย คือ ไม่ต้องยินดี พอใจ ให้ มันเกิดตัวกู ว่ากูได้นั่นได้นี่, ไม่สวย เข้ามาทางตา ก็ไม่ ต้องเกิดโมโหโทโส ว่าไม่สวย. ไพเราะเข้ามาทางหู ก็ต้องไม่เกิดตัวกู, ว่ากู กำลังไพเราะกำลังเป็นสุขด้วยความไพเราะ, รู้สึกว่าไพเราะได้ แต่ไม่ต้องเป็นตัวกูผู้ได้ความไพเราะ. จมูกได้กลิ่นหอม ก็กลิ่นหอมเท่านั้นแหละ, ก็ ตามนั้น ก็พอใจเพียงว่ามันเป็นกลิ่นหอม ; แต่ไม่พอใจ ถึงขนาดว่า จะมีตัวกูผู้พอใจ ผู้ได้กลิ่นหอม, แล้วก็หลงรัก

น.20 ๑๒ ในกลิ่นหอม. ถ้ากลิ่น เหม็น มันก็กลิ่นเท่านั้น ตาม ระบบประสาทเสนอรายงานมาว่าอย่างนี้กลิ่นเหม็น, ก็เท่านั้น แหละ, จะจัดการอย่างไรก็จัด, แต่ไม่ต้องโกรธ ไม่ต้องโกรธ ไม่ต้องอึดอัดขัดใจ, จะหลีกหนีไปก็ได้ จะทำอะไรก็ได้. ลิ้นได้รสอร่อย ก็รู้สึกว่า โอ, มันเป็นความอร่อย, จะรู้สึกอร่อยก็ได้ แต่ให้มันหยุดอยู่เพียงแค่นั้น, อย่าให้ อร่อยนั้น ปรุงเป็นตัวกูผู้อร่อยขึ้นมา. ถ้า ไม่อร่อย ก็นี่ มันก็อย่างนี้เอง , รสมันอย่างนี้, ไม่ต้องโกรธว่า กูโชคไม่ดี ได้กินของไม่อร่อย, อย่างนี้แล้วโกรธ ไม่ต้อง: ถ้าสมมติว่า กินขนมอันนี้มันไม่อร่อย ก็คิดเสียว่ามันเป็นอย่างนี้เองนี่, ขนมอย่างนี้ ขนมอันนี้ หรือเวลาอย่างนี้ เวลาที่เราไม่ค่อย- สบายกินไม่อร่อย. หรือว่ากินผลไม้เผอิญว่ามันจืดชืดไป, ส้มมันไม่หวาน, แตงโมมันไม่หวาน ก็ถือเสียว่า มันอย่างนี้ เอง , มันอย่างนี้เอง, จะต้องโกรธ, จะต้องขัดใจไปทำไม ให้ป่วยการ ให้เป็นบ้าเอง. เมื่อจะกินต่อไปก็ได้ ไม่กินก็ได้ ก็ไม่ต้องขัดใจ, นึกเสียว่าไอ้ลูกนี้หรือคราวนี้มันมีอย่างนี้, มี อย่างชนิดนี้, รสชาติมันอย่างนี้ คือจืดอย่างนี้ เอ้า, ก็กิน

น.21 ๑๓ ไปสิ ก็กินไปตามรู้สึกว่ามันเป็นอย่างนี้ ในกรณีนี้ ไม่ต้อง ขัดใจ, นี่เรียกว่าทางลิ้น. ทางผิวหนัง ได้รับสัมผัสนิ่มนวล โดยเฉพาะ ความรู้สึกเกี่ยวกับกามารมณ์ มันก็พอใจยินดีสุดเหวี่ยง ตาม ธรรมดาของสัตว์ ; อย่างนี้มันจะเกิด ตัวกูเข้มข้น, เกิด ตัวกูเข้มข้น, ตัวกูได้สิ่งนั้น ตัวกูมีสิ่งนั้น ตัวกูเอร็ดอร่อย อย่างนั้น, มันก็ปรุงเป็นความคิดต่อ ๆ ๆ ไป มากมายแหละ, จะแสวงหาต่อไป จะสะสมไว้ให้มาก, จะไปปล้นไปจี้ไปขโมย เอามาไว้ให้มาก, หรือว่าจะขยันทำงาน เอาเงินซื้อหามาไว้ให้ มาก ก็ได้ทั้งนั้นแหละ มันเป็นเรื่องยืดยาวต่อไป, ความ รู้สึกอันนี้ ก็เรียกว่า เป็นความทุกข์ ถ้าไม่อร่อย มัน กระด้าง มันตรงกันข้าม ก็อย่างนั้นเอง, ไม่ต้องโกรธ ไม่ต้องขัดใจ ไม่ต้องอึดอัดขัดใจ เราก็อยู่ปกติ. นี้คู่สุดท้ายคือใจ ใจกับธัมมารมณ์, ความรู้สึก คิดนึกอันใด เรื่องใดเกิดขึ้นในใจ ก็รู้ว่า โอ, มันปรุงขึ้นมา ตามธรรมชาติเช่นนั้นเอง, ไม่ต้องยึดถือเป็นตัวตน หรือว่าเป็นตัวตนแก่เรา หรือแก่มัน, ควรจะทำอย่างไรก็ทำ ไป. แล้วเรื่องเหล่านี้ ส่วนมาก มันก็ มาจากความจำใน

น.22 ๑๔ อดีต, สัญญาในอดีต. ความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความอะไรต่างๆ ที่สัญญาในอดีตปรุงขึ้นมาใหม่ หวนไปรักใหม่ หวนไปโกรธใหม่ หวนไปเกลียดใหม่ หวนไป กลัวใหม่ อย่างนี้ก็รุนแรงมาก, ก็ขอให้รู้ว่านั้นมันเป็น อย่างนั้น, มันเป็นการปรุงแต่งตามธรรมชาติในจิตในใจเป็น อย่างนั้น, ไม่ใช่ตัวกูมีอยู่ หรือตัวกูเป็นอย่างนั้น. นี้ก็ไม่ เกิดตัวกูอีกเหมือนกัน. แปลว่า เมื่อมีการกระทบ เข้ามาทั้ง ๖ ทาง, ทั้ง ๖ ทาง คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, นี้ รู้สึกทันท่วงที ว่ามันอย่างนั้น ตามธรรมชาติ ตามลักษณะของธรรมชาติ, จะต้องรู้สึกอย่างนั้น ; อย่าไปเลยเถิดเป็นว่า รักหรือเกลียด คือยินดีหรือยินร้าย. ถ้าทำได้อย่างนี้ก็เรียกว่า คนนั้นน่ะ ป้องกันความยินดียินร้ายในโลกไว้ได้, หรือว่านำออกไปเสีย จากกรณีที่มาเกี่ยวข้องกะเรานี่ได้. เมื่อมีสติสัมปชัญญะอภิชญาและโทมนัสไม่เกิด. อย่าง คำสอนที่เป็นหลักว่า มีสติสัมปชัญญะ นำ อภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้ ; ใจความสำคัญ

น.23 ๑๕ มันก็อยู่ที่ มีสติสัมปชัญญะ; ถ้าไม่มีสติสัมปชัญญะมัน ทำไม่ได้, ก็ต้องไปฝึกให้มี สติสัมปชัญญะ ตามแบบที่ เรียกว่า ฝึกกัมมัฏฐาน. แบบที่ทำให้มีสติสัมปชัญญะ มี สติมาก มีสติเร็ว มีความรู้สึกสัมปชัญญะลึก. มีสติสัม- ปชัญญะมากและเร็วและลึก อย่างนี้แล้ว มันก็ไม่ยินดี ยินร้าย คือ ไม่เกิดอภิชฌาและโทมนัส; เมื่อไม่เกิด ยินดียินร้าย, ไม่มีความรู้สึกที่จะปรุงให้เป็นตัวกู - ของกูขึ้น มา มันก็ไม่มีความทุกข์เลย. พระอรหันต์มีสติสมบูรณ์ ในการที่ จะไม่รู้สึก ยินดียินร้าย จึงไม่อาจจะเกิดตัวกู - ของกูได้อีกต่อไป ก็ไม่มีความทุกข์เลยโดยประการทั้งปวง, เรียกว่าเป็น โลกุตตระ ไม่ต้องมีความทุกข์เพราะโลกนี้ หรือเพราะเรื่อง ต่าง ๆ ในโลกนี้อีกต่อไป; ท่านอยู่เหนือโลก, เหนืออำนาจ ของโลก, เหนือการปรุงแต่งของโลก. ใจความมีอยู่อย่างนี้พูดมันยืดยาว แต่ใจความ นิดเดียวว่า ถ้าโง่ คือ ไม่มีสติสัมปชัญญะแล้ว มันก็ จะยินดียินร้าย ในสิ่งที่มากระทบ; ครั้นยินดียินร้าย แล้ว มันก็จะเกิดความรู้สึกประเภทตัวกู, ประเภทตัวกูเกิด

น.24 ๑๖ ขึ้นเมื่อไร แล้วก็เป็นของหนัก เป็นของขบกัด เป็นของ เผาลน เป็นของผูกพันหุ้มห่อครอบงำ, ล้วนแต่เป็นความ ทุกข์ทั้งนั้น. นี่ระวังอย่าให้ยินดียินร้าย เท่านั้นแหละ มันก็ จะไม่เกิดตัวกู ชนิดนั้น. อัตตา-อัตตนียา เกิดได้ทางขันธ์ ๕. ทีนี้ก็ดูกันในส่วนลึกว่า มันเกิดได้จากสิ่ง ทุกสิ่ง ที่มันมีอยู่รอบตัวเราในโลก มีกี่ร้อยอย่างพันอย่าง เข้า มาให้เกิดยินดียินร้ายได้ทั้งนั้น. แต่ถ้าจะสรุปให้สั้น มัน จะเหลือเพียง ๕ อย่าง, ๕ อย่างเรียกว่าขันธ์ทั้ง ๕. ร่างกายนี้ พอทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งได้ โผฏ- สัพพะที่นิ่มนวลเอร็ดอร่อยได้ คนนั้นก็เข้าใจว่า ตัวกูได้, เอาร่างกายนั้นแหละเป็นตัวกู, เช่น ถูกตีเจ็บ ก็คิดว่าตัวกู เจ็บ ก็เอาร่างกายนั้นเป็นตัวกู. โง่เองเซไปโดนต้นไม้ หัวโน มันก็ถือว่าร่างกายนั่นแหละเป็นตัวกู, เซไปโดน ต้นไม้หัวโน กลายเป็นตัวกู ไม่ใช่เป็นเรื่องของร่างกาย ที่มัน ปราศจากสติสัมปชัญญะ, แล้วไปโดนไม้เข้าแล้วมันก็หัวโน

น.25 ๑๗ ตามธรรมชาติ, ตามธรรมชาติ มันจะไม่รู้สึกว่าตามธรรมชาติ มันจะรู้สึกว่าตัวกูเสมอไป. หรือว่าเรามีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่ใช้การได้ดี ในร่างกายนี้มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ๖ อย่าง ที่ใช้การได้ดี ก็ว่ามีตัวกู-ของกู, มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของกูที่ดี แล้วก็หลงรัก หลงพอใจ. ทั้งหมดนี้เรียกว่า เอารูปเป็นตัวตน หรือเป็นของของตน : บางทีเอากายเป็นตัวตน โดยคิดว่า กายเป็นผู้ทำ หรือกาย เป็นผู้ถูกกระทำ อย่างนี้ก็เรียกว่าเอากายเป็นตน. ในกรณี อย่างอื่น รู้สึกว่ากายของตนถูกกระทำ ก็เอากายเป็นของตน แล้วอะไร ๆ ที่มันเกี่ยวกับกาย ในการกระทำนั้นมันก็กลาย เป็นของตนไปหมด. นี่เราเอากาย เอารูปกาย, เอารูปขันธ์เป็นของตน กันอยู่วันหนึ่ง ๆ ไม่รู้จักกี่ครั้ง. ถ้ามีดบาดมือ มันก็คิดว่า กูถูกมีดบาดมือ, ไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องตามธรรมดาของธรรม- ชาติ ที่ว่ามีดมันบาดมือ โดยเหตุที่มันเป็นเช่นนั้น. อะไร ๆ ที่เป็นกายเป็นของกาย ก็เอามาเป็นกูเป็นของกูหมด, อย่างนี้ เรียกว่าเอารูปขันธ์เป็นตัวตน

น.26 ๑๘ ทีนี้ เมื่อมีการสัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ใดๆ ก็ตาม มัน เกิดเป็นเวทนา ขึ้นมา รู้สึกเป็นสุข คือ พอใจขึ้นมา รู้สึกเป็นทุกข์ คือไม่พอใจขึ้นมา, มันก็โง่ไปว่า กูเป็นสุข กูเป็นทุกข์, ไม่ได้คิดว่า มันเป็นอย่างนั้น ๆ ตามกฎของธรรมชาติ, เกิดความรู้สึกอย่างนั้น ตามกฎของ ธรรมชาติ. อย่างนี้เรียกว่า เอาเวทนาเป็นตัวตน , เอา เวทนาเป็นตัวตน, เวทนาก็เป็นตัวตนเป็นของหนักขึ้นมา. ทีนี้ในกรณีต่อไป เรียกว่า สัญญา ความจำได้ หมายรู้ หรือความสำคัญมั่นหมาย ว่าอะไรเป็นอะไร จำ อะไรได้หมายมั่นอะไรได้ ก็เอาตัวจำได้ หมายมั่นได้นั่นแหละ ว่าเป็นตัวตน คือเป็นกูจำได้ กูสำคัญมั่นหมายได้, อย่างนี้ เรียกว่าเอาสัญญาเป็นตัวตน. ถ้าความจำดี ก็ยิ่งพอใจใน สัญญาเป็นตัวตนที่ดีอะไร, ถ้าจำไม่ดีจำเลวหรือลืม ก็โกรธ เป็นสัญญาที่ไม่ดี คือตัวกูที่เป็นสัญญามันไม่ดี เอาสัญญา เป็นตัวกูบ้าง เป็นของกูบ้าง อย่างนี้เรียกว่าเอาสัญญาเป็น ตัวตน. ทีนี้เมื่อ เกิดเวทนา’ เกิดสัญญา เกิดอะไรมาตาม ลำดับ หรือความยินดียินร้ายเป็นต้นแล้ว, มัน เกิดความคิด

น.27 ๑๙ อย่างนั้น ความคิดอย่างนี้, ความคิดไป เป็นลำดับ ๆ ไป; มันก็ ไม่ได้รู้สึกว่า ความคิดนี่มันเป็นผลของสิ่งเหล่านั้น ปรุงแต่งขึ้นมา , ไม่คิดอย่างนั้น ไม่รู้สึกอย่างนั้นไม่มอง เห็นอย่างนั้น, กลับเป็นว่ากูคิด กูคิด แล้วก็ความคิดของกู. นี่มันจะรู้สึกอย่างนี้เสมอ; อย่างนี้เรียกว่าเอาสังขาร เป็นตัวตน, สังขารขันธ์เป็นตัวตน. ทีนี้วิญญาณ วิญญาณที่มีอยู่ประจำ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ : ตาเห็นอะไรได้ หูฟังเสียงอะไรได้ จมูกได้ กลิ่นอะไรได้ ลิ้นรู้รสได้ ผิวหนังรู้สึกสัมผัสได้ ใจรู้สึกต่อ อารมณ์ได้; เอาแต่ละอย่าง ๆ นี้ ซึ่งเป็นความรู้แจ้งทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เอาความรู้แจ้งนั้นมาเป็นตัวตน จนถึงกับพูดว่า กูเห็น กูได้ยินได้ฟัง กูได้ดม กูได้ลิ้มรส กูได้สัมผัสผิวหนัง กูได้รู้สึกคิดนึก, เอาวิญญาณที่เกิดอยู่ทาง อายตนะทั้ง ๖ นั้นเป็นตัวตน. เรียกว่าเอาวิญญาณเป็น ตัวตน, หมดแล้วเรื่องมันหมดแล้ว มันมีเพียง ๕ เรื่อง เท่านั้นแหละ. อะไร ๆ ที่จะเข้ามาในรูปแห่งตัวตน มันก็เข้ามาใน ๕ กองนี้ กองใดกองหนึ่ง, ที่ท่านแยกเป็น ๕ กอง เรียกว่า

น.28 ๒๐ ขันธ์ ๕ คือรูปขันธ์กองรูป, เวทนาขันธ์กองเวทนา, สัญญา ขันธ์กองสัญญา, สังขารขันธ์กองสังขาร, วิญญาณขันธ์กอง วิญญาณ. ถ้าท่านผู้ฟังเหล่านี้เข้าใจ ต่อไปก็จะมองเห็นได้ เองว่า อะไรเข้ามากระทบตน เป็นขันธ์กองไหน, อะไร เกิดขึ้น เป็นขันธ์กองไหน, อะไรดับไป เป็นขันธ์กองไหน. ฉะนั้นความรู้แจ้ง รู้จักดีที่สุดต่อขันธ์ทั้ง ๕ นั่นแหละเป็น ประโยชน์มาก, จะรู้จักสงเคราะห์เป็นขันธ์ทั้ง ๕ แต่ละขันธ์ ละขันธ์. แล้วก็ จะเห็นเป็นแต่เพียงขันธ์ เกิดขึ้นตาม เหตุตามปัจจัย ไม่มีทางที่จะเป็นตัวกูหรือเป็นของกู, ไม่มี ทางที่จะเป็นตัวตนหรือเป็นของตน, ไม่มีทางที่จะเป็น อัตตาหรือเป็นอัตตานียา; ถ้าเรียก เป็นบาลี คำคู่นั้นก็ เรียกว่า อัตตา-ตน, อัตตนียา-ของตน . ทีนี้ถ้ามันโกรธ จัดขึ้นมา ตัวกู-ของกู ก็เรื่องเดียวกันแหละ, อัตตา หรือ อัตตนียา อยู่ในรูปตัวตนหรือของตนก็ได้ , อยู่ในรูปตัวกู หรือของกูก็ได้. ความรู้สึกมีตน - ของตน ทำให้เป็นทุกข์. เมื่อมี รู้สึกเป็นอัตตา เป็นอัตตนียาแล้วเป็น ความทุกข์ทันที, เพราะมันเป็นการหิ้วของหนัก ในทันที

น.29 ๒๑ ที่เกิดความรู้สึกว่าตัวตน, อย่างน้อยมันก็หิ้วตัวเอง หิ้วตัวตน ซึ่งเป็นของหนัก. ตัวตนเป็นของหนัก ก็เป็นความทุกข์ เพราะตัวตน, แต่ถ้ายึดถือ เอาที่เป็นของตนมา ของตน ก็มาเป็นของหนัก เหมือนกับหนักเพราะหิ้วของของตน. นี่หิ้วตัวเองก็หนัก, หิ้วของของตัวเองก็หนัก, นี่คือตัวความ ทุกข์ ซึ่งกล่าวไว้เป็นหลักที่สำคัญอีกข้อหนึ่งว่า เมื่อไรมี ความยึดถือ ยึดมั่นถือมั่น เมื่อนั้นก็เป็นทุกข์, ความ ทุกข์เกิดขึ้นเพราะความยึดมั่นถือมั่น. ฉะนั้น ระวังอย่าให้เกิดความยึดมั่นถือมั่น คือ ปรุงเป็นตัวกู หรือปรุงเป็นของกูขึ้นมา. ระวังอย่าให้มี การกระทำที่โง่เขลาในจิตในใจ, ปรุงเป็นตัวกูหรือของกูขึ้น มา เป็นตัวตนหรือของตนขึ้นมา. ระวังอย่าให้มีการปรุง อย่างนี้ มันก็ไม่มีการหิ้วของหนัก. เมื่อ ไม่มีการหิ้วของ หนัก มันก็ไม่รู้สึกหนัก คือ มัน ไม่เป็นทุกข์ พอมีตัวตน ในอะไร ก็จะต้องเป็นทุกข์ในเรื่องนั้นเพราะเหตุนั้น ; อย่าง ที่ท่านจะกล่าวไว้ง่าย ๆ ว่า คนโง่, คนบุญชนคนโง่มีอะไร มีเงิน ก็ต้องเป็นทุกข์เพราะเงิน, มีควายก็ต้องเป็นทุกข์เพราะควาย,

น.30 ๒ ๒ มีนาก็ต้องเป็นทุกข์เพราะนา, มีบ้านเป็นทุกข์ เพราะบ้าน, มีเรือกสวนเป็นทุกข์เพราะเรือกสวน. มีเงินก็เป็นทุกข์เพราะเงินนี่ มันน่าละอาย, คนโง่ มีอะไรจะต้องเป็นทุกข์เพราะเหตุนั้น, มีบุตรก็เป็นทุกข์ เพราะบุตร, มีภรรยาก็เป็นทุกข์เพราะภรรยา, มีสามีก็เป็น ทุกข์เพราะสามี, นี้สำหรับ คนโง่ ที่มี แต่จะปรุงอะไร ๆ ขึ้นมา ให้เป็นตัวตนเป็นของตน อยู่อย่างง่ายดาย อย่าง รวดเร็ว และอย่างตลอดเวลา. ขอได้สนใจเรื่องนี้ ซึ่งเป็นเพียงเรื่องเดียว, เป็น หัวใจของพุทธศาสนา ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ตามธรรม- ชาติธรรมดานั้น มันไม่ใช่ตน ไม่ใช่ของตน ; แต่เกิด ความรู้สึกเป็นตนของตนขึ้นมาได้ ก็ในขณะที่มันโง่, ที่มันโง่มันไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนมา, หรือมันไม่ได้เคยได้ยิน ได้ฟัง จากท่านผู้รู้ผู้ใด, มันปล่อยไปตามอำนาจของอวิชชา คือธรรมชาติที่ปราศจากความรู้อันถูกต้อง มีแต่ความไม่รู้ แล้วมันก็จะต้องปรุงอย่างนี้เสมอไป. นี่ขอให้สนใจเป็นพิเศษ ในฐานะเป็นหัวใจของ พุทธศาสนา. มีการปรุงเป็นตัวกู - ของกูเมื่อไร มี

น.31 ๒๓ ความทุกข์เมื่อนั้น ; จะไม่ให้ปรุงอย่างนั้น ก็ต้องมี สติสัมปชัญญะ, จะมีสติสัมปชัญญะ มันก็ ต้องฝึกฝน, ฝึกฝนทางจิตน่ะ ที่เรียกว่า ทำกัมมัฏฐาน ทำภาวนา ทำ อะไรก็ตาม เป็นการฝึกฝนทางจิต จนรู้จักควบคุมจิต, รู้ ทันเวลาที่มีอะไรมากระทบ ไม่เปิดโอกาสให้ปรุงเป็นตัวตน ของตน เรื่องมันก็จบ ก็ไม่มีความทุกข์. ต้องมีสติสัมปชัญญะขณะมีผัสสะ. ถ้ามีโอกาสมีเวลา ก็ไปฝึกสมาธิภาวนา แบบที่ ทำให้มีสติสัมปชัญญะ มันมีอยู่เป็นแบบมีอยู่, ศึกษาแล้ว ปฏิบัติอยู่เป็นประจำ เราก็จะมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น คือ จะไม่หลงคิดนึกปรุงแต่งเป็นตัวตน, โดยทั่วไป ก็คือ ใน เวลาที่มีผัสสะ, ในขณะที่มีผัสสะ ในกรณีที่มีผัสสะ. ผัสสะคือมีอะไรมากระทบตา, มีอะไรมา กระทบ หู, มีอะไรมา กระทบจมูก , มีอะไรมา กระทบลิ้น, มีอะไร มา กระทบผิวหนัง, มีอะไรมา กระทบจิตใจ, นี่ตอนนั้น เรียกว่ามีผัสสะ. พอมีผัสสะแล้ว มันไม่มีปัญญา มันก็มี ความโง่, มันก็ปรุงไปตามแบบความโง่ มันก็เกิดเวทนา

น.32 ๒๔ ออกมา สำหรับยินดี, เวทนาออกมาสำหรับยินร้าย ทั้งนั้น แหละ ทุกคู่ไป. พอเกิดความยินดียินร้าย แล้วก็เกิดตัว ตน, แล้วก็เป็นทุกข์ไปตามแบบของตัวตน. ฉะนั้น ขอให้ทุกคนระวังตลอดเวลา ในชีวิต ประจำวัน เมื่อมีผัสสะ; เมื่อไม่มีผัสสะ ไม่มีอะไรมา กระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่มีเรื่อง, ไม่มีเรื่อง ว่างสบาย พอมีอะไรมากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี่ระวังให้ดีเถอะ มันจะมีความยินดี, หรือมิฉะนั้นก็มีความยินร้าย. พอยินดี ยินร้าย ก็เกิดตัวกู - ของกู, แล้วก็ล้มลุกคลุกคลานตาม แบบที่มีตัวกู - ของกู, นี่เป็นใจความสำคัญ, รายละเอียด ปลีกย่อย หรือคำพูด ที่จะพูดให้ชัดเจนกว่านี้ ก็จะรู้ได้เอง แหละ. ขอให้จำใจความสำคัญให้ได้ว่า ถ้ามียินดียินร้าย เมื่อไร มันก็ปรุงเป็นตัวกู-ของกูเมื่อนั้น, แล้วความคิด แห่งตัวกู - ของกู มันก็เป็นไปอย่างที่เรียกว่า สุดเหวี่ยงของ มัน, ทุกข์แล้วทุกข์อีก, ทุกข์แล้วทุกข์เล่า. ตัวกู อย่างนี้ เกิดทุกทีก็เป็นทุกข์ทุกที, เกิดทุกทีเป็นทุกข์ทุกที, ตัวกู เกิดทุกทีเป็นทุกข์ทุกที่ : ตัวกูไม่เกิดก็ไม่เป็นทุกข์ทุกที,

น.33 ๒๕ ตัวกูไม่เกิดทุกที ก็ไม่เป็นทุกข์ทุกที. มันมีอะไรมากระทบ ทำให้ตัวกูน่าจะเกิด, แต่แล้ว รู้สึกตัวทัน ควบคุมไว้ได้ไม่ เกิด มันก็ไม่เป็นทุกข์. นี่เรียกว่า ตัวกูเกิดทุกทีเป็น ทุกข์ทุกที, ตัวกูไม่เกิดทุกทีก็ไม่เป็นทุกข์ทุกที. เรื่องก็ เป็นหลักง่าย ๆ สั้น ๆ อย่างนี้. ถ้าเรา ระวังผัสสะให้ดี ในชีวิตแต่ละวัน ๆ อย่า ได้โง่ในเวลาที่มีผัสสะ แล้วมันก็จะรู้ โอ, มันเช่นนั้นเอง, มันเช่นนั้นเองมันอย่างนั้น ตามธรรมชาติ มันอย่างนั้นเอง ไม่ต้องยินดียินร้าย. ฉะนั้น จะต้องศึกษาที่ตัวความยิน- ดียินร้าย ที่เกิดอยู่เป็นประจำวัน เป็นปกติของคน, ของ ตนเองโดยเฉพาะนั้นแหละ. ถ้าจะศึกษาธรรมะก็ต้องศึกษาที่ตรงนี้, เหมือน กับศึกษาในพระไตรปิฎกทั้งหมดแหละ. ถ้าศึกษาตรงนี้ ตรงที่ชีวิตมีผัสสะ นี่ ; ศึกษาให้รู้จัก ว่ามันจะเกิดความ ทุกข์อย่างไร, มันจะไม่เกิดความทุกข์อย่างไร ให้รู้แจ้งชัด, แล้ว ควบคุมไว้ ใ ห้ไปในหนทางที่ไม่เกิดทุกข์, ไม่เกิด ตัวกู - ของกู, นั้นแหละคือรู้ทั้งหมด, ปฏิบัติทั้งหมด, ได้ ผลทั้งหมด ที่เป็นที่น่าพอใจ,

น.34 ๒๖ ต้องควบคุมผัสสะ ไม่ให้เกิดยินดียินร้าย. ทั้งหมดนี้เรียกว่า หัวใจของพระพุทธศาสนา; พูดให้สั้นต่อไปอีกก็ว่า รู้จักควบคุมผัสสะ - การกระทบ ไม่ให้เกิดความรู้สึกยินดียินร้าย เท่านี้เอง, ควบคุมผัสสะ ทุกครั้งทุกกรณีที่มากระทบ ไม่ให้เกิดยินดียินร้าย โดยรู้ว่า มันเช่นนี้เองตามธรรมชาติ. เช่นยุงกัด ก็มีความรู้สึก เช่นนี้เองตามธรรมชาติ ก็ไม่ต้องยินร้าย, หรือได้รับการ ประคบประหงมอบนวดอะไรต่างๆ มีสบายขึ้นมา ก็ว่ามัน เช่นนี้เองตามธรรมชาติ ไม่ต้องยินดี. เมื่อต้องการความ ปกติ ก็ทำไปตามที่ว่ามันไม่ต้องยินดียินร้าย ; ถ้ายินดียินร้าย มันก็ผิดปกติแล้ว มันก็มีความทุกข์แล้วช่วยไม่ได้. ฉะนั้นถ้าใครต้องการจะได้รับ ประโยชน์จากพระ- พุทธศาสนา, หรือจะให้พระพุทธศาสนามาช่วยได้คุ้มครอง ก็จงศึกษาเรื่องนี้ รู้จักเรื่องนี้ คือรู้จักเรื่องของผัสสะ, ควบคุมผัสสะไว้ให้ได้, มีสติสัมปชัญญะ ควบคุมผัสสะ ไว้ให้ได้ ไม่ยินดียินร้าย และไม่เกิดตัวกู - ของกู ก็เลย ปลอดภัย. ถ้าทำได้ อย่างนั้น เด็ดขาด ไปเลย ไม่กลับไป กลับมา ก็เป็นพระอรหันต์, ถ้าทำได้เป็นส่วนมาก

น.35 ๒๗ ก็เป็นพระอริยบุคคล รอง ๆ ลงมา, ถ้าทำไม่ได้เลย ก็เป็น บุถุชน ธรรมดาหน้าโง่ไปตามเดิม มันจะต้องดิ้นรนเจ็บปวด ทุกครั้งทุกคราวที่มันมีความยินร้าย, หลงใหลลิงโลดทุกคราว ที่มีความยินดี. ฉะนั้นจึงเรียกว่า มันเหมือนกับว่าเกิดใหม่, เป็น คนที่มีสติปัญญาวิชชาความรู้, รู้จักจัด รู้จักทำ ไม่ให้จิตนี้ เป็นทุกข์ได้. เรามีความรอบรู้ในการระมัดระวัง จัดหรือทำ ไม่ให้ความทุกข์เกิดขึ้นในจิตได้ จิตใจก็เป็นจิตใจ, ก็มี ร่างกายมีระบบประสาทมีอะไรเนื่องถึงกันอยู่ ซึ่งจะปรุงแต่ง จิต หรือจะถูกควบคุมโดยจิต ; นี้ถ้าจิตได้ศึกษามีความรู้ดี แล้ว จิตก็ไม่ไปหลงโง่อะไร ให้เป็นตัวตนขึ้นมา ก็ไม่มี ความทุกข์, คือจิตจะไม่ไปหลงโง่ยินดีหรือยินร้ายในอะไร ขึ้นมา มันก็ไม่เกิดตัวตน หรือของตน มันก็ไม่เป็นทุกข์. ทั้งกาย-จิต มิใช่ตัวตน เป็นเพียงธรรมชาติ. จิต นั้นก็ไม่ใช่ตัวตน ร่างกาย ก็ไม่ใช่ตัวตน ระบบประสาท ก็ไม่ใช่ตัวตน ความรู้สึกต่างๆ ก็มิใช่ ตัวตน เป็นเพียงธรรมชาติ, ตามธรรมชาติ, เป็นไป

น.36 ๒๘ ตามกฎของธรรมชาติ ไม่ใช่ตัวตน ก็เลยไม่มีตัวตน ใน ชีวิตนี้ ในอัตตภาพนี้, เป็น มีแต่กายกับจิต หรือสิ่งที่รู้สึก กับจิต, เรียกว่ามีกายกับจิตก็พอ สิ่งที่รู้สึกกับจิต มันก็นับ รวมเป็นจิต, แต่เขา เรียกว่าเจตสิก. จิตมีเจตสิกผสมอยู่ด้วยทุก ๆ เรื่อง, แต่ เจตสิกก็ ไม่ใช่ตัวตน. จิตก็ไม่ใช่ตัวตน, ร่างกายก็ไม่ใช่ ตัวตน, อุปกรณ์ที่ให้เกิดความรู้สึกต่าง ๆ เช่นระบบประสาทอย่างนี้ก็ มิใช่ตัวตน, เป็นเพียงธรรมชาติ ที่มีความสามารถในการจะ รู้สึกต่อสิ่งต่าง ๆ อย่างนั้นเอง ; เป็นอันว่าไม่มีตัวตน ทั้งหมด ทั้งกระบิ ทั้งชีวิต ทั้งกระบิไม่มีตัวตน. นี่เรื่องไม่มีตัวตนในพระพุทธศาสนา เป็นอย่างนี้, พระพุทธศาสนามีคำสอนซึ่งเป็นหลัก เป็นหัวใจว่า สิ่ง ·ทั้งปวงมิใช่ตัวตน. นี่ก็อย่างที่ว่านี้ : ร่างกายนี้ก็มิใช่ ตัวตน, จิตนี้ก็มิใช่ตัวตน, ความคิดนึกของจิตก็มิใช่ตัวตน, สิ่งที่มีความรู้สึกทางประสาทอายตนะก็มิใช่ตัวตน, แต่ถ้า มันมี การทำผิด เกิดโง่ไปยินดียินร้ายในอะไรเข้า ตัวตน มันก็เกิดขึ้นมา ลม ๆ แล้ง ๆ อย่างเป็นมายาที่สุด, เป็นมายา ที่สุด กลับเป็นพิษร้ายที่สุด กัดเอาเจ็บปวดเหลือประมาณ

น.37 ๒๙ มีความทุกข์เพราะเอาความเกิดมาเป็นของตน ก็มีปัญหาตลอดชีวิต, มีความทุกข์เพราะเอาความแก่มา เป็นของตน ไม่ปล่อยให้เป็นความแก่ของธรรมชาติ มันก็ เป็นทุกข์เพราะความแก่, เอาความเจ็บมาเป็นของตน ไม่ปล่อยให้เป็นความเจ็บของธรรมชาติ มันก็เป็นความทุกข์ มีความทุกข์เพราะความเจ็บ, ความตายตามธรรมชาติของ ธรรมชาติ ก็เอามาเป็น ความตายของตน มันก็มีความ ทุกข์ เนื่องด้วยความตาย, หรือปัญหาทุก ๆ อย่างที่เกี่ยวกับ ความตาย. นี่จึงว่า มีอะไรเป็นตัวตน มันจะมีความทุกข์ เพราะเหตุนั้น; มีบุตรก็เป็นทุกข์ เพราะยึดถือว่าบุตร ของตน, มีภรรยาก็เป็นทุกข์ เพราะยึดถือว่าภรรยาของตน, มีสามีก็ยึดถือว่าสามีของตน, มีวัวควายไร่นา ก็ยึดถือว่าวัว ควายไร่นาของตน, มีเกียรติยศชื่อเสียง ก็ยึดเกียรติยศ ชื่อเสียงของตน, มันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น ว่าตัวตน หรือว่าของตนด้วยกันทั้งนั้น. ถ้าความรู้สึกตัวตนของ ตนไม่เกิด, ของใหม่ ๆ ของมายาเหล่านี้ ไม่มาเกิดในจิตใจ, จิตใจก็สงบสุขอยู่ตามธรรมชาติ.

น.38 ๓๐ ของเดิมนั่นน่ะไม่โง่แล้วก็ไม่ฉลาดอะไร. แต่ ไม่มีการปรุงแต่ง. แต่พอ โง่หรือฉลาด ก็ตาม มัน ก็มีการ ปรุงแต่ง : โง่ก็ปรุงแต่งไปตามแบบโง่, ฉลาดก็ปรุงแต่งไป ตามแบบฉลาด. ปรุงแต่งแบบโง่ ก็มีตัวตนเกิดขึ้นมา เป็นทุกข์, ปรุงแต่งแบบ ฉลาด ก็คือปรุงแต่งไม่ให้มีความ รู้สึกว่าตัวตน ระงับความรู้สึกว่าตัวตนเสีย ก็ไม่เป็นทุกข์. พึงมีสติเห็นอนัตตาอยู่ทุกกรณี ขอให้เราทุกคน รู้จักหัวใจของพระพุทธศาสนา สั้น ๆ ว่า ทุกอย่างทุกสิ่ง หรือ ธรรมทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน ; พอได้เกิดขึ้นในลักษณะใดก็ตาม อย่าได้หลงยินดียินร้าย แล้ว เกิดตัวตน. มีสติสัมปชัญญะควบคุมตน อย่าให้ยินดี ยินร้ายในสิ่งใด มันก็ไม่เกิดความทุกข์เพราะสิ่งนั้น ๆ. ดังนั้น ขอให้ท่านทั้งหลาย เข้าถึงหัวใจของพระ- พุทธศาสนา ซึ่งมีอยู่เพียงสั้น ๆ ว่า สิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตา, มีสติให้เห็นเป็นอนัตตาอยู่ในทุก ๆ กรณี, มีหน้าที่อะไร จะทำไป ก็ทำไปด้วยสติปัญญา, ไม่ทำด้วยกิเลสตัณหาของ ตัวกู ไม่ต้องมีตัวกูเข้ามาให้เป็นทุกข์ ก็ทำได้. จะศึกษา

น.39 ๓๑ เล่าเรียน ก็ศึกษาเล่าเรียนด้วยสติปัญญาที่ถูกต้อง, อย่าทำ ไปด้วยความหวัง ด้วยกิเลสตัณหา ว่าของกู ว่าตัวกูมันจะ เป็นทุกข์, มันจะเป็นบ้าตาย หรือจะเป็นโรคประสาทเสีย ตั้งแต่ยังเป็นนักเรียน. เราต้องดำรงชีวิต ชนิดที่ฉลาด ทันเวลาอยู่เสมอ ไม่ปรุงเป็นความคิดว่าตัวกู ของกูขึ้นมา. สมมติว่า สอบไล่ได้ ก็ว่าถูกแล้ว, ทำอย่างนั้น มันก็สอบไล่ได้ อย่างนี้เรียกว่าสอบไล่ได้. ทีนี้ สอบไล่ ตก มันก็ถูกแล้ว ที่มันทำอย่างนั้นนี้ เพราะมันทำได้อย่าง นั้น เท่านั้น มันก็สอบไล่ตก, ก็ไม่ต้องเสียใจไม่ต้องร้องไห้. สอบไล่ได้ก็ไม่ต้องดีใจเหมือนกับคนบ้า, เป็นคนปกติอยู่ ทั้งสอบไล่ได้และสอบไล่ตก แล้วก็เรียนให้ดีอย่างยิ่ง ด้วยสติ ปัญญาเรื่อย ๆ ไป มันก็จะจบการศึกษาเข้าสักวันหนึ่งเป็น แน่นอน, ตลอดเวลาไม่เป็นทุกข์. ถ้าไม่อย่างนั้น มัน จะเหมือนกับคนบ้าแหละ เดี๋ยวหัวเราะเดี๋ยวร้องไห้, เดี๋ยว หัวเราะเดี๋ยวร้องไห้ คือยินดียินร้าย, เดี๋ยวหัวเราะเดี๋ยว ร้องไห้อยู่เช่นนี้ตลอดไป, มันเป็นความระหกระเหิน เป็น ชีวิตที่หาความปกติสุขไม่ได้ เราไม่ต้องการ. เราต้องการ จะเป็นมนุษย์ที่ดีกว่านั้น เราจึงมีวิธีควบคุมจิตใจ ไม่ให้ระหก

น.40 ๓๒ ระเหิน ด้วยความยินดีหรือยินร้าย แล้วมันก็ไม่เกิดตัวกู - ของกู แล้วก็ไม่มีความหนัก ซึ่งเป็นความทุกข์ แต่ประการใด นี่คือหัวใจของพระพุทธศาสนา ใช้เวลาสั้น ๆ เพียง เท่านี้พูดก็หมดแล้ว ; แต่ส่วน การปฏิบัตินั้น แล้วแต่ว่า จะปฏิบัติได้เพียงเท่าไร, มันอาจจะตลอดชีวิตปฏิบัติไม่ได้ มันก็ได้เหมือนกัน. แต่ถ้าเป็นคนตั้งใจดี ระมัดระวังดี ไม่ ต้องตลอดชีวิตมันจะปฏิบัติได้ภายในครึ่งชีวิต หรือภายใน เวลาอันสั้น มันจะรู้จักควบคุมจิตใจไม่ให้เป็นทุกข์ได้เป็น แน่นอน. นี่ขอให้ท่านทั้งหลายรู้จักสิ่งที่เรียกว่าชีวิต, รู้จัก ความทุกข์ของชีวิต รู้จักความไม่มีทุกข์ หรือความดับ ทุกข์ของชีวิต, และรู้ว่า แม้แต่ ชีวิต ๆ นี้ก็เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน, ประกอบขึ้นมาด้วย ร่างกาย ซึ่งมิใช่ตัวตน, จิตใจ ซึ่งมิใช่ตัวตน, ความรู้สึกคิดนึก ซึ่งมิใช่ตัวตน อุปกรณ์ของความรู้สึกคิดนึก ซึ่งก็มิใช่ตัวตน, อะไร ๆ มันจึงมิใช่ตัวตน. นี่คือชีวิต จึงไม่ได้ยึดถือว่า ชีวิต ของกู ก็เลยไม่ต้องกลัว ไม่ต้องรัก ไม่ต้องโกรธ ไม่ต้อง เกลียด ไม่ต้องกลัว

น.41 ๓๓ เหมือนพระอรหันต์ ท่านไม่ต้องมีความรัก โกรธ เกลียด กลัว วิตกกังวล อาลัยอาวรณ์อะไร, ส่วนบุถุชนนี้ เต็มไปด้วยความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความวิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ อิจฉาริษยา หึงหวง เหล่านี้ เป็นต้น. คนดีมีเมื่อไม่เกิดตัวกู คือสงบสุขเป็นพระ- นิพพาน, ถ้าว่ามัน ปรุงเป็นตัวกู - ของกู ก็เป็นวัฏฏ- สงสาร เต็มไปด้วยความเร่าร้อน เหมือนกับอยู่ในกองไฟ หรืออยู่ในกะทะน้ำเดือด. เอาละ, การบรรยายสมควรแก่เวลาแล้ว ขอร้อง ท่านทั้งหลายว่า ข้อความสั้น ๆ นี้สำคัญที่สุด. ขอให้อยู่กะ จิตใจ ในความจำ ในความรู้ อยู่ตลอดเวลา จะคุ้มครอง ไม่ให้เกิดความทุกข์ได้จนตลอดชีวิต, แล้วมีความสุขอยู่ทุก ทิพาราตรีกาลเทอญ.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต